บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502017

บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

โดย…รอนแรม ภาพ : ดีเจอนี่

 ดูไปก็ยิ้มไป ลุ้นไป ตื่นเต้นไป เหมือนกับได้ไปพร้อม ดีเจอนี่ (Dee Journey) คลิปวิดีโอพาเที่ยวของ บ๊วย-ภคมน กิจสิรภัทร พิธีกรสาวสายลุยที่จะพาไปสนุกและเก็บเกี่ยวสาระความรู้ระหว่างทางกับ แบ๊งค์-สุทธิพงษ์ วุฒิชาติ คนเบื้องหลังที่เป็นทั้งตากล้องและคู่เดินทางที่จะพาทุกคนไปเปิดประสบการณ์เหมือนได้ไปเที่ยวเอง

บ๊วย เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ทั้งคู่เริ่มจากการทำรายการท่องเที่ยวในช่องโทรทัศน์ โดยมียูทูบเป็นแบ็กอัพ และมีเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ติดตาม แต่ปรากฏว่ามีคนติดตามในโซเชียลมีเดียมากขึ้นๆ ประกอบกับช่วงหยุดทำรายการป้อนโทรทัศน์ ทั้งคู่จึงหันมาพัฒนาทั้งสองช่องทางให้เป็นรูปเป็นร่างในนาม ดีเจอนี่

“เราสองคนทำวิดีโอท่องเที่ยวมาประมาณ 3 ปี แต่เพิ่งทำดีเจอนี่ในแบบของยูทูบเบอร์เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา โดยคลิปวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเราน่าจะเป็นตอนที่พาไปเปิดสวนน้ำวานา นาวา ซึ่งมีเด็กๆ เข้ามาดูเยอะมากจนเรารู้สึกว่าสื่อออนไลน์มันเป็นไปได้”

ทว่า รูปแบบการทำวิดีโอในโลกออนไลน์ต่างจากสื่อโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง อย่างเรื่องความยาวที่ผู้ชมจะดูประมาณ 10-15 นาที เรื่องราวกระชับ เน้นความสนุก และต้องมีตอนใหม่ๆ ออกมามากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ ให้ผู้ชมอยากติดตามไปเรื่อยๆ โดยบ๊วยจะเป็นพิธีกร คนตัดต่อวิดีโอ และแอดมินหลักที่ดูแลเพจเฟซบุ๊ก ส่วนแบ๊งค์จะเป็นตากล้อง ช่างภาพนิ่ง และโปรดิวเซอร์

“คอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวของเราในตอนแรกเลยมันขึ้นอยู่กับงบประมาณ เช่น นั่งรถไฟไปเที่ยวตรัง เล่นสวนน้ำ เล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก ทำให้คนที่ดูเรามีทั้งวัยรุ่น เด็ก และครอบครัว”

 แบ๊งค์กล่าวเสริม

“จนตอนนี้มีคนรู้จักเรามากขึ้น ทำให้มีสปอนเซอร์และงานอีเวนต์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ระหว่างงานกับสถานที่ที่อยากไปเองแบบครึ่งๆ”

ปัจจุบันในยูทูบ Dee Journey ดีเจอนี่ แบ่งเนื้อหาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองนอก ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองไทย ดีเจอนี่ พาเที่ยวสวนน้ำ สวนสนุก และดีเจอนี่ พาล้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในออนไลน์ต้องปรับเปลี่ยนไปตลอด อย่างเมื่อปีที่แล้ว (2559) คนในเพจเฟซบุ๊กชอบดูภาพเป็นชุดๆ แต่ปีนี้ชอบดูภาพเดียวแต่ปัง หรือเมื่อก่อนคนชอบอ่านรีวิวการเดินทางแบบละเอียดยิบ แต่ตอนนี้คนชอบอ่านโพสต์สั้นๆ หากสนใจจะตัดสินใจคลิกลิงค์เข้าไปอ่านต่อเอง

 “เดิมทีบ๊วยมีสคริปต์ในการดำเนินรายการ” เธอเล่าต่อ

“แต่ปรากฏว่ามันทำให้เราเล่นแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ เลยลองพูดแบบด้นสด ซึ่งทำให้เป็นตัวของตัวเองมากกว่า และทำให้คนที่ดูเรารู้สึกว่าเขาได้ไปเที่ยวด้วยจริงๆ เพราะเราพูดอย่างที่เห็น อย่างที่คิด ออกมาจากความรู้สึกจริง และสถานที่ที่ไปก็จะไม่กำหนดตายตัว เพราะความสนุกของการเล่าเรื่องคือการไปเห็นสิ่งตรงหน้า เหมือนกับคำว่า ดีเจอนี่ ก็คือดีที่ไปเจอนั่นเจอนี่”

บ๊วย ยังกล่าวต่อว่า การเป็นยูทูบเบอร์หรือผู้ผลิตวิดีโอในยูทูบเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก เพราะใครๆ ก็สามารถใช้เงินกระตุ้นยอดไลค์ยอดวิวในเฟซบุ๊กได้ ทำให้คนกดไลค์ง่ายและอันไลค์ง่ายเช่นกัน ผิดกับในยูทูบที่ผู้ชมต้องเสิร์ชหา และกว่าจะยอมกดติดตาม (Subscribe) นั้นยาก แต่พอติดตามแล้วครั้นจะกดยกเลิกการติดตามก็ยากตามไปด้วย

“คนที่กดติดตามเราในยูทูบจะเป็นคนที่ชอบเราจริงๆ เพราะกว่าจะได้ยอดวิวมาได้คนดูต้องดูนาน 30 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด และถ้าเป็นไอพีเดิมที่เคยดูแล้วยอดวิวก็จะไม่ขึ้น ทำให้เราภูมิใจกับยอดวิวในยูทูบมาก จากนั้นก็ให้เพจเฟซบุ๊กเป็นใบปลิวประชาสัมพันธ์ช่องยูทูบของเราไป” บ๊วย กล่าว และแบ๊งค์ได้เพิ่มเติมทิ้งท้ายว่า ผู้ผลิตเนื้อหาในโซเชียลมีเดียจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคม โด่งดังแบบสร้างสรรค์ และคิดถึงประโยชน์ต่อผู้ชมเป็นสำคัญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี

ติดตามการเดินทางของทั้งคู่ได้ที่ยูทูบ : Dee Journey ดีเจอนี่ เพจเฟซบุ๊ก : dee journey ดีเจอนี่ อินสตาแกรม : deejourneytv เว็บไซต์ : www.deejourneytv.com และไลน์แอด @deejourney

 

 

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502015

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

โดย…วรธาร

 ผ่านไป 4 รุ่นแล้วกับการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพ เพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) คอร์สที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของคนยังเจน 3 คนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป (Wise Men Group) ผู้ให้บริการและจัดอบรมความรู้ด้านการศึกษาและธุรกิจทุกประเภท

ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มนิวเจนเพราะทุกคนสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่และสร้างธุรกิจใหม่ ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5

มิตรภาพเกิดขึ้นในที่ทำงานเดียวกัน

จา-วศิน วินิชบุตร ปริญญาโท 2 ใบ ด้านวิศวะเครื่องกล และบริหารธุรกิจ จาก University College London (UCL) และ London School of Economics (LSE) ปัจจุบันรับผิดชอบด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป เล่าที่มาของมิตรภาพให้ฟังว่า เขาทั้งสามเคยทำงานที่เดียวกันในธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งมาก่อน และทำอยู่นานเป็นเวลา 10 ปี ต่อมาได้ลาออกมาเปิดบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ร่วมกัน

“หลังจบโทกลับมาเมืองไทยผมก็ได้ทำงานธนาคารโดยทำอยู่หลายแผนก รวมทั้งแผนกดูแลลูกค้าบริษัทด้วย (ตำแหน่งล่าสุดก่อนลาออกมาดูแลธุรกิจของบริษัทได้เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ) ที่นี่ทำให้ผมได้พบกับแทน (ธนดล จันทรลาวัณย์) และบูม (ปณิธิ อินทราวุธ) เห็นหน้าทุกวัน มีโอกาสได้พูดคุยกันตลอดในที่ทำงานบ้าง นอกเวลางานก็บ่อย จุดนี้ทำให้พวกเราเริ่มสนิทกัน เลิกงานก็มีไปแฮงเอาต์ เล่นกีฬาด้วยกันเรื่อยๆ”

ธนดล

 บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูแลด้านการสร้างแบรนด์และการตลาด กล่าวเสริมว่า ในปีแรกที่เข้ามาทำงานเพื่อนสองคนเคยทำงานแผนกเดียวกันมาก่อน ขณะที่เขาอยู่แผนกอื่นและมารู้จักสนิทกันในภายหลัง

ด้าน แทน-ธนดล จันทรลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีแรกที่ทำงานธนาคารเขากับจาทำอยู่ที่โปรแกรมหนึ่งด้วยกันมาก่อนทำให้เขากับจารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ว่าต่อมาจะย้ายไปอยู่คนละแผนก แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน สนิทสนมคุ้นเคยกันดี

จับมือทำธุรกิจด้วยกัน

การทำงานในที่เดียวกัน เห็นหน้ากันทุกวันและได้พูดคุยกันอยู่บ่อยๆ บางวันเลิกงานก็ไปทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายด้วยกัน เช่น แฮงเอาต์ เล่นกีฬา ทำให้วันหนึ่งทั้งสามได้มีโอกาสนั่งคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน

“จุดเริ่มมาจากคุยกันเล่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่น ความสามารถและหน้าที่ความรับผิดชอบในงานของแต่ละคน ผมดูเรื่องการขาย การติดต่อกับลูกค้า บูมดูมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่นทั้งหมด จาดูเรื่องโอเปอเรชั่นและดีเวลอปเมนต์ จึงน่าจะทำคอร์สที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาเล่นๆ แต่กลับลงมือทำจริง 2 เดือน หลังจากคุยกันเริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่ให้นักเรียนไปเรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งอะไรต่างๆ พอผ่านไปหลังจากที่คุยกันประมาณ 4-5 เดือน ก็เลยเกิดเป็นคอร์สแรกที่ของเราก็คือคอร์สไฟน์ (FINE)” แทน เล่าถึงจุดเริ่มและบทบาทแต่ละคน

ปณิธิ

 วศิน เสริมต่อว่า ตอนนั้นในตลาดมีหลักสูตรเยอะแยะที่คนวัยนิวเจนนิยมไปเรียนกัน เช่น เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ วิธีการครีเอทีฟธิงกิ้ง หลักสูตรที่เปิดสอนเกี่ยวกับการทำสตาร์ทอัพ ถ้ามองลึกลงไปหลักสูตรส่วนมากจะเรียนไปทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่เอนไปในทางวิชาการก็เอนไปทางเน็ตเวิร์กกิ้ง พูดง่ายๆ คนที่ไปเรียนจะต้องได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

“ถ้าว่ามาเรียนจ่ายเงิน 1 แสนกว่าบาทแล้วอยากได้อะไรกลับไป เราก็ต้องอยากได้ทั้งความรู้ทั้งเน็ตเวิร์ก หรือคอนเนกชั่นด้วย ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคอร์แวลู (Core Value) ของตัวหลักสูตร FINE ของเราเลยว่าอยากให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทั้งสองอย่าง ตอนนั้นพวกเราคิดว่าในไทยลึกๆ แล้วยังไม่มี เลยพัฒนาคอร์สชื่อ FINE เพื่อที่ทุกคนมาเรียนจะได้ความรู้กลับไปแล้วยังได้คอนเนกชั่นที่ดีกลับไปด้วยเนื่องจากคนที่เรียนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ” วศิน กล่าว

จุดแข็งของคอร์ส FINE

บูม ปณิธิ เล่าจุดแข็งที่เป็นจุดเด่นของหลักสูตรว่า มีอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านสีสันของหลักสูตร ด้านคอนเนกชั่นเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้านวิทยากร สปีกเกอร์หรือโค้ชที่รอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะมาสอนให้ความรู้อย่างเข้มข้น รวมทั้งด้านบรรยากาศและความสัมพันธ์ในห้องเรียน

“คอร์สเราเรียน 3 เดือน 12 อาทิตย์ เรียนทุกวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนคือความรู้ในการทำธุรกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้แนวทางสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ เพราะตอนนี้สตาร์ทอัพก็มีแนวการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20 ปี 30 ปี ค่อยสร้างผลกำไร 40 ปีจึงเข้าตลาด แต่เดียวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปเขาสร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นแล้วและสามารถเข้าตลาดภายใน 5 ปี ไม่ต้องรอ 20 ปี 30 ปี เหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไงคำตอบมีอยู่ในคอร์ส FINE ครับ” บูม กล่าว

ขณะที่เป้าหมายในอนาคต บูม กล่าวว่า กำลังมองถึงการขยายคอร์ส FINE ไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเพิ่มเครือข่ายให้กับนักเรียน FINE แข็งแกร่งขึ้น และที่ผ่านมาได้ไปศึกษาตลาดประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเมียนมา มาแล้ว ปรากฏว่ามีกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ฉะนั้นถ้าขยายไปต่างประเทศก็จะเป็นผลดีกับนักเรียน FINE ในเมืองไทยด้วยหากพวกเขาต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

วศิน

“เราจะพัฒนาหลักสูตร FINE ให้ดียิ่งขึ้นอีก ซึ่งเราก็พัฒนามาทุกปีและได้พิสูจน์ให้จากการจัดคอร์สที่ผ่านมาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว ถ้าโอกาสนั้นมาถึงเราจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่อีกโปรเจกต์หนึ่งที่พวกเราคิดไว้คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใสตาร์ทอัพ โดยเอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งเรามองไว้ที่กูเกิล เฟซบุ๊ก เทสลา สองเราจะเอาเงินส่วนหนึ่งไปลงในสตาร์ทอัพในประเทศไทย รวมไปถึงการซัพพอร์ตนักเรียน FINE ที่มีโปรเจกต์ไอเดียดีๆ เพื่อให้เขาเริ่มธุรกิจได้ และผู้จัดการกองทุนเราจะเลือกผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารกองทุนและรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีมาบริหาร” วศิน กล่าว

แตกไลน์ธุรกิจเปิดโรงเรียนสอนภาษา

นอกจากพัฒนาคอร์ส FINE ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ทั้งสามหนุ่มยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษา ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ มีกำหนดจะเปิดสาขาแรกในเดือน ส.ค.นี้ ที่เซ็นทรัล บางนา

“เรามองว่าการเรียนภาษาสำหรับเด็กอาจไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อสอบเท่านั้น ถ้าการที่เด็กๆ จะเอาไปใช้จริงได้ควรจะเรียนและเรียนด้วยความสนุก คอร์สของเราจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมทางเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอนซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของเราคือเด็กอายุ 3-12 ขวบ” แทน กล่าว

 

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502014

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 กีฬาเป็นยาวิเศษ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอในทุกยุคสมัย เพราะต่อให้ยาแผนปัจจุบันจะเลิศเลอเพียงไหนในการใช้รักษาโรค แต่การป้องกันและการดูแลร่างกายตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เล่นกีฬาประเภทต่างๆ ก็เป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจกลุ่มโรงแรมเอส โฮเต็ล ได้แก่ เอส 31 เอส 15 เอส 33 เอส บ็อกซ์ และเอส รัชดา ก็เป็นหนึ่งในคนที่เห็นความสำคัญของกีฬา มีงานอดิเรกคือการวิ่ง และไตรกีฬา

โดยสรัญ เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นออกกำลังกายจริงจังมา 3 ปีแล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านั้นร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สบาย พอไปรักษาพยาบาลจนหายจึงหันกลับมาดูแลตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการวิ่ง เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่งก็ได้พบปะกับเพื่อนฝูง ก็ถูกชักชวนให้ไปปั่นจักรยาน จากนั้นก็ลองไปว่ายน้ำ จนนำไปสู่การลงเล่นไตรกีฬา

“หากให้มองกีฬาทั้งหมดที่เล่น ก็ต้องบอกว่าชอบการวิ่งมากที่สุด เพราะคิดว่าเป็นกีฬาที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด และจากที่เคยได้ยินกันมาว่าวิ่งแล้วจะติด พอได้วิ่งเองก็รู้สึกว่าติดการวิ่งจริงๆ จากที่เริ่มวิ่งระยะทางน้อยๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการตั้งเป้าหมายให้ทำเวลาในการวิ่งให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

สิ่งสำคัญที่ สรัญ รู้สึกได้หลังจากวิ่งก็คือ การได้ร่างกายที่มีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น และได้ผลดีในด้านจิตใจด้วย เพราะเวลาที่วิ่งอยู่คนเดียวก็เหมือนกับการได้ฝึกจิตใจให้มีสมาธิอยู่กับตัวเองในทุกๆ ขณะของการวิ่ง จากที่เวลาทำงานไม่เคยได้อยู่กับตัวเองเลย

สรัญ ระบุว่า พอวิ่งไปแล้วเห็นข้อดีของการวิ่ง ก็เริ่มไปสนับสนุนให้คนในครอบครัวออกมาวิ่ง หรือออกกำลังกายด้วย จากนั้นก็ลามไปถึงคนในบริษัท โดยมีการตั้งชมรมวิ่งของโรงแรมขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้พนักงานวิ่ง ซึ่งทำมาได้ 1 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ มีพนักงานเข้าร่วมด้วยแค่ 20 คน แต่ผ่านมาถึงปัจจุบันก็มีการชักชวนต่อๆ กันจนมีคนร่วม 80 คนแล้ว

 “การตั้งชมรม ไม่ใช่แค่ให้พนักงานร่วมชมรมเฉยๆ แต่จะมีการตามเก็บคะแนน ให้คนในชมรมส่งการบ้านด้วย โดยปลายปีจะรวมคะแนนที่ได้เพื่อหาคนที่ได้รับรางวัล ปีที่ผ่านมาก็จะให้รางวัลคนได้คะแนนสูงสุด ส่วนปีนี้เปลี่ยนใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์คนที่เริ่มวิ่งใหม่ โดยให้ที่วิ่งได้ 4 กิโลเมตรจะนับเป็น 1 คะแนน วิ่งได้ 8 กิโลเมตร (กม.) ขึ้นไปได้ 2 คะแนน ดังนั้นถ้าใครวิ่ง 4 กม.ทุกวันก็อาจจะได้คะแนนดีกว่าคนที่วิ่งเกิน 8 กม.แต่ไม่ได้วิ่งทุกวันก็ได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนคนในชมรมที่จะไปร่วมงานวิ่ง โดยออกค่าสมัครวิ่งให้ครึ่งหนึ่งทุกงานด้วย” สรัญ กล่าว

ทั้งนี้ การมีชมรมนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือทำให้ทุกคนใส่ใจเรื่องการรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง สร้างเสริมความสามัคคีในองค์กร ซึ่งหลังการตั้งชมรมสนับสนุนพนักงานวิ่ง สรัญ ชี้ว่าสิ่งที่ได้อาจไม่ได้เห็นผลต่อการทำงานโดยตรง แต่ก็ทำให้พนักงานได้คุยกันรู้จักกันมากขึ้น

“บางคนทำงานคนละโรงแรมกันไม่เคยรู้จักกันแต่พอมีชมรมวิ่ง มีการนัดซ้อมวิ่งก็ได้รู้จักกันจากการวิ่ง พอต้องประสานงานกันต่างแผนก ต่างโรงแรมก็ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น”

ไม่เพียงแต่การชักชวนวิ่งที่ลามไปถึงพนักงาน สรัญก็ยังรวมตัวกับเพื่อนเก่าที่เรียนโรงเรียนอัสสัมชัญมาด้วยกัน เพื่อทำโครงการเกี่ยวกับการวิ่งร่วมกันด้วย โดยจะชวนกันมาออกกำลังกายทุกวันเสาร์

สรัญ มองว่า แม้ตัวเองจะเป็นผู้บริหารระดับสูงแต่ก็แบ่งเวลามาออกกำลังกายได้ เพราะเชื่อว่า ไม่มีคำว่าไม่มีเวลา แต่ก่อนสรัญอาจเคยใช้ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา พอเพื่อนชวนไปออกกำลังกายก็บอกว่าไม่มีเวลา แต่เมื่อป่วยต้องรักษาตัวและรู้สึกว่าต้องออกกำลังกายแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าอยู่ที่เราจะจัดการเวลาของเราอย่างไร?

“ทุกคนมีความยุ่ง มีธุระเหมือนกัน แต่ทุกคนสามารถบริหารเวลาตัวเองได้ มีเวลาช่วงเช้าหรือไม่ อาจจะนอนเร็วขึ้นหรือเลิกงานแล้วเหลือเวลาเย็นอีกหน่อยหรือไม่ ซึ่งเมื่อรู้จักจัดสรรเวลาออกกำลังกายได้ ก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองทำให้รู้จักจัดสรรเวลาการงานได้เช่นกัน

“ผมว่าตัวเองเป็นกรณีตัวอย่างให้คนอื่น ให้พนักงานดูได้ว่า อย่ารอให้เราไม่สบายก่อน เพราะถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าเราจะกลับมาออกกำลังกายได้อีกหรือไม่ รักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกได้หรือไม่ อย่ารอเมื่อสาย เคยได้ยินหรือไม่เงินซื้อสุขภาพไม่ได้ ผมเจอมาแล้วจริงๆ ว่าสุขภาพดีอยากได้ต้องทำเอง เพราะเงินซื้อได้แค่ยารักษาโรค”

เมื่อสุขภาพดีต้องลงทุนเวลาเพื่อสร้างเอง ใครที่ยังมีสุขภาพดีวันนี้ก็ควรใส่ใจกับการลงทุนดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพดีในวันหน้าด้วย เพราะหากปล่อยปละละเลย ในที่สุดอาจจะสายเกินไป รู้ตัวอีกทีก็ออกกำลังกายไม่ได้อีกแล้ว

 

พ่อทองเอก แบ่งปันความสุขให้คนรักน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502013

พ่อทองเอก แบ่งปันความสุขให้คนรักน้องหมา

โดย…มัลลิกา

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่า ความสุขระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงนั้น ความสุข มีหน้าตาเป็นอย่างไร? จนถึงวันได้ลองมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง แล้วจ้องมองไปที่เขา นั้นแหละถึงจะเห็นตัวแห่งความสุขอยู่เบื้องหน้าอย่างแจ่มชัด

เช่นเดียวกันกับ “ธนัท ปาละนันทน์” ผู้ชายธรรมดาๆ แต่เป็นที่รู้จักในนาม “พ่อทองเอก”

“ทองเอก” คือชื่อของสุนัขพันธุ์ Bullmastiff ตอนนี้มีอายุ 4 ขวบนิดๆ ตัวโตอย่างกับไจแอนท์ แต่นิสัยเรียบร้อย อารมณ์ดี เพราะพ่อทองเอกฝึกมาดีนั้นเอง และการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันทำให้เกิดความเข้าใจระหว่าง “คน” กับ “สัตว์” ดังนั้น ประสบการณ์ที่ธนัทได้จากการเลี้ยงดูทองเอก เขาจึงนำมาแบ่งปันต่อเพื่อนๆ ที่มีจิตใจรักสัตว์เช่นเดียวกัน

“ผมอยากให้ทั้งคนเลี้ยงและสุนัขอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข” ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้เอง ธนัทจึงเปิดแฟนเพจชื่อว่า “พ่อทองเอก” และ “Thongakemastiff”

ทั้งสองแฟนเพจนี้จะเรียกว่า เป็นไดอารี่ของทองเอกก็ได้ เพราะมีเรื่องราวและภาพน่าเอ็นดูของทองเอก เช่น วันนี้ทองเอกไปไหนมา ทองเอกทำอะไร กินอะไร ทองเอกกำลังออกกำลังกายวิ่งบนสายพาน แม้ทองเอกจะดูตัวโตแต่ก็เป็นหมูที่แข็งแรง เอ๊ย หมาที่แข็งแรง ทองเอกเข้าโรงเรียนประจำไปฝึกมา ธนัทก็นำมาบอกเล่าอย่างละเอียด

 เรื่องราวของทองเอก จึงสามารถเป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังมีปัญหากับพฤติกรรมของสุนัข

“ผมอยากเลี้ยงหมามานานแล้ว ก่อนไปรับทองเอกมา ก็คิดว่าเรารู้และศึกษาเรื่องการเลี้ยงหมาดูสารคดีมาพอสมควร แต่พอทองเอกมาอยู่ด้วยจริงๆ มีอะไรอีกเยอะที่ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งที่เราศึกษามาเราแค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ

“ตอนแรกผมได้พาทองเอกไปฝึกที่โรงเรียนประจำ แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด เช่น เขาเอาแต่ใจ ดื้อ กระโจนใส่เรา เวลาเขาไม่อยากถูกควบคุม แล้วมีคนแนะนำให้ผมรู้จักนักปรับพฤติกรรมสุนัข ผมเลยได้เริ่มรู้ว่า สิ่งที่เราเรียนรู้เราไม่เข้าใจหมา ก็ได้รับการปรับทั้งเราและหมา ผลออกมาก็อยู่ด้วยกันได้ดีขึ้น อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาทำให้คนเข้าใจ รู้เรื่องหมามากขึ้น”

ธนัททำเพจมาได้เกือบ 3 ปี มีแฟนเพจเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เสมอ แม้ว่าสุนัขแต่ละตัวรวมถึงเจ้าของจะมีลักษณะนิสัยใจคอแตกต่างกัน แต่พื้นที่นี้ก็เสมือนที่แลกเปลี่ยน ปรึกษาปัญหา ใครรู้เรื่องไหน หรือใครมีปัญหาเดียวกันแต่แก้ไขได้แล้ว ก็แนะนำกัน ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ดี

นอกจากนี้ ธนัทยังมีกลุ่มสาธารณะ ในเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม “ฝูงหมา กกท.หัวหมาก” ทำมาได้เกือบปีแล้ว ทั้งหมดที่ทำผู้มาร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 “ด้วยความตั้งใจ อยากให้คนเลี้ยงหมา พาหมาออกสังคม ไปเที่ยวได้ จูงเล่นได้ เลยตั้งกลุ่มขึ้นมา ให้เจ้าของพา หมาร่วมกิจกรรม เหมือนเป็นการปรับพฤติกรรม ให้เขาออกมาเจอสังคม เจ้าของหมาเองใครเจอปัญหาอะไรก็ได้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน อย่างหมาขี้กลัว เจอหมาตัวอื่นแล้วเห่าทำยังไง หมาไม่ชินกับสายจูง

“เราพยายามทำทุกวันอาทิตย์ ตอนเช้าเจอกันวันไหนก็จะประกาศในกลุ่มจากการทำตรงนี้ มีคนพาหมาเข้ามาเยอะพอสมควร เรารับได้เต็มที่ 20 ตัว ตอนนี้ก็มากน้อยตามแต่อาทิตย์อยู่ประมาณ 5-15 ตัว แต่บางทีเจ้าของที่หมามีปัญหาจริงๆ ไม่ค่อยกล้าพามาเข้าฝูง ซึ่งจริงๆ เราทำตรงนี้ ต้องการหมาพวกนี้แหละ

“การพาหมาเข้าฝูงคือเจตนาผมอยากให้คนเข้าใจหมา อยากให้คนรู้แนวทางในการเลี้ยงหมา ผมเชื่อว่า คนเข้าใจหมา รู้จักหมาดีจะเลี้ยงอยากมีความสุข ปัญหาเรื่องการทิ้งหมาก็จะลดลง”

ความสุขสามารถแบ่งปันกันได้ง่ายๆ และเราก็สามารถมีความสุขได้แสนง่ายกับสุนัขเพื่อนที่แสนดี เพียงแต่เข้าใจเขา และเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขา เขาจะมอบความสุขให้เราเอง

 

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ นำวีซ่า…ชำระเงินเปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502012

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ นำวีซ่า...ชำระเงินเปลี่ยนโลก

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 เมื่อกล่าวถึงผู้ให้บริการระบบชำระเงินของโลก เชื่อว่าต้องมีชื่อของวีซ่า อยู่ในอันดับต้นๆ ที่ทุกคนคิดถึง ในฐานะผู้นำของระบบการชำระเงินที่มีเครือข่ายทั่วโลก จำนวนผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคน

ทว่า ในยุคเทคโนโลยีครองโลก ระบบการชำระเงินใหม่ๆ ที่มีจุดเด่นจากความสะดวก รวดเร็ว เพราะตัดคนกลางอย่างแบงก์ออกไป เริ่มเข้ามาแทนที่ แล้วบทบาทของวีซ่า ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ให้บริการชำระเงินบัตรจะเป็นอย่างไรต่อไป

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เป็นคนหนุ่มที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเมื่อกลางปี 2558 แทน สมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ที่อยู่ในตำแหน่งมานานถึง 20 ปี เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่พอดี

สุริพงษ์ ยอมรับว่า ในช่วงก่อนรับตำแหน่งก็พอเห็นเค้าลางแล้วว่าเรื่องดิจิทัลเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการชำระเงินแบบดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านบัตรเครดิต ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และลูกค้ารายย่อย จึงกลายเป็นความลงตัวกับงานนี้พอดี

คำถามที่พบบ่อยที่หลายคนอยากรู้จากวีซ่า ว่า “เมื่อโลกเปลี่ยน วีซ่าพร้อมขนาดไหนที่จะปรับ?” หลายคนอาจไม่รู้ว่าวีซ่าได้ปรับตัวแล้ว หลังจากประเมินทิศทางโลกการเงินมานานแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ตอนนี้วีซ่าได้เปิดแพลตฟอร์มแล้ว ปรับตัวเองจากที่เคยปิดไม่ให้คนอื่นมายุ่งกับนวัตกรรม แต่ถ้าจะอยู่ในรูปแบบนั้นอาจเป็นระเบิดเวลาทำลายตัวเอง จากนี้จะเปิดหมดให้ทุกคนเข้าร่วมภายใต้ภารกิจหลักคือ “เป็นช่องทางการชำระเงินที่ดีที่สุด” ไม่ว่าการชำระเงินจะพัฒนาไปทางใด วีซ่าพร้อมที่จะสนับสนุนทุกทาง

“ในอดีตวีซ่ามีแผนว่าจะเปิดตัวนวัตกรรมใหม่กี่ครั้งต่อปี แต่คราวนี้เรารู้แล้วว่าไม่ทันโลกแล้ว สตาร์ทอัพกำลังมา และลูกค้าของวีซ่าก็เริ่มมีความต้องการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการชำระเงินหลายแบบ ถ้าจะสนับสนุนในสิ่งที่ทุกคนต้องการเกิดขึ้นได้จริง วีซ่าก็ต้องเปิดเท่านั้น”

วีซ่าได้เปิดตัว Visa Developer Platform แพลตฟอร์มที่ให้ใครก็ได้ไปใช้ โดยสามารถไปที่เว็บไซต์และลงทะเบียนเป็นนักพัฒนา เข้าไปดูว่าวีซ่ามี API อะไรบ้างที่สามารถนำไปพัฒนาแอพพลิเคชั่นของตัวเอง แนวทางการแบ่งปันนวัตกรรมของวีซ่า สุริพงษ์ ชี้ว่านับเป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของวีซ่าโดยสิ้นเชิง

“ถามว่าอนาคตของการชำระเงินจะไปทางไหน คงไม่มีใครตอบได้ และไม่มีใครรู้คำตอบ ถ้าใครบอกว่ารู้แน่ว่าไปทางไหน น่าเป็นห่วงว่าคงจะมีโอกาสพลาดเยอะ แต่ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าไปทางไหน ที่แน่ๆ คือเรารู้ตัวว่าเราปรับแล้ว และพร้อมไปทางใดก็ได้ที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งนี้สำคัญกว่า เพราะเมื่อเราปรับฐานตัวเองแล้ว ลูกค้าที่มีมากมายทั่วโลก ทั้งสถาบันการเงิน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ก็สามารถนำไปใช้หรือพัฒนาต่อยอดจากเราได้”

สุริพงษ์ บอกต่อว่าเทคโนโลยีชำระเงินใหม่อาจทำลาย (Disruptive) ธุรกิจชำระเงินดั้งเดิมอย่างวีซ่าหรือไม่นั้น ในมุมวีซ่าได้หันกลับไปดูว่าศักยภาพของตัวเองอยู่ที่ไหน

“ความจริงวีซ่าเป็นบริษัทฟินเทคมา 50 ปีแล้ว ตั้งแต่ต้นเราก็เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับเพย์เมนต์ที่พัฒนามาตลอดทุกปี และยังมีพื้นฐานที่ไม่มีใครเอาไปได้ ทั้งฐานบัตรกว่า 3,000 ล้านใบ ร้านค้าหลายล้านราย และยังสถาบันการเงินกว่าหมื่นแห่งทั่วโลก ความสัมพันธ์กับพันธมิตร

“ถ้าบอกว่าวันนี้ทุกคนจะเปิดทำธุรกิจหนึ่ง คนอื่นอาจทำได้เพียงขายในเมืองไทย แต่ถ้าเชื่อมโยงผ่านวีซ่า คุณสามารถเชื่อมต่อคนได้อีก 3,000 ล้านคนทั่วโลก ขุมพลังของเครือข่ายที่สร้างมา 50 ปีนี่เอง คือคุณค่าของวีซ่าที่ยังอยู่ ที่สามารถเสริมอนาคตของคอมเมิร์ซได้อยู่แล้ว”

สุริพงษ์ เล่าประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกา โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลกมีความเชื่อมั่นที่จะเชื่อมโยงการชำระเงินกับเน็ตเวิร์กอย่างวีซ่า เพราะเชื่อมวีซ่าอย่างเดียวสามารถรองรับการชำระเงินได้ทั้งโลกทันที เร็วกว่าที่ต้องไปสร้างพันธมิตรขึ้นเองทีละตลาด ลูกค้าทีละราย

“ปัจจุบันวีซ่าเป็นพันธมิตรกับระบบชำระเงินแนวใหม่ของโลกเกือบทั้งหมด เช่น แอปเปิ้ลเพย์ ซัมซุงเพย์ ซึ่งการที่ยักษ์ใหญ่ของโลกเลือกมาเชื่อมต่อกับเรา นั่นหมายถึงว่าเขาต้องเห็นคุณค่าของเครือข่ายอย่างซัมซุงเพย์ เชื่อมทีเดียวได้ทุกธนาคาร ลูกค้าทั้งหมดในไทยสามารถใช้ได้ ตอนนี้มีพันธมิตรอย่างน้อย 5 ธนาคาร เมื่อใดที่ทุกธนาคารทำระบบให้พร้อม ยิ่งเพิ่มมูลค่าได้อีกมหาศาล

“เราเห็นโมเดลใหม่คือ Collaborate ผู้รับชำระเงินรายใหม่ที่ก้าวขึ้นมาต้องการเอาคนเก่งๆ เจ๋งๆ มาเชื่อมกับสินค้าหรือแอพให้ได้ผลลัพธ์การบริการที่ดีที่สุด แทนที่จะคิดว่าจะฆ่าคนอื่นให้หมดแล้วขายเอง นั่นไม่ใช่โมเดลที่เราเห็น ส่วนวีซ่าเองมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าใครจะทำอะไรเกี่ยวกับเพย์เมนต์ คำว่า visa จะโผล่ขึ้นมา เพราะบัตรวีซ่าในไทยมีหลายสิบล้านใบ ร้านค้าหลายแสนราย”

 สุริพงษ์ ยังกล่าวถึงบทบาทวีซ่านอกจากความเชื่อมโยงเครือข่ายแล้ว การการันตีเรื่องความปลอดภัยเป็นจุดแข็งของวีซ่า ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 จากการเป็นพื้นฐานล่างสุดของการให้บริการชำระเงินที่ต้องมี เมื่อมั่นใจว่าฐานล่างแข็งแรงแล้ว ก็ยังมีเครื่องมือข้างบนที่เปิดกว้างให้ใช้ ให้พัฒนาสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ

“วีซ่ามีทีมดูแลความปลอดภัยการชำระเงินที่ใหญ่มาก เพราะต้องรองรับความเชื่อมั่นของลูกค้าทั่วโลก ขณะเดียวกันได้เป็นผู้นำในการทำเรื่องใหม่ๆ ด้านความปลอดภัย เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎต่างๆ จากประสบการณ์ที่ทำมา 50 ปี พร้อมที่จะให้คำแนะนำพันธมิตรในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย

“หากเกิดความผิดปกติหรือการโจรกรรมขึ้น 1 จุด ทั้งระบบของวีซ่าจะรู้ทันทีว่าร้านค้าใดมีธุรกรรมผิดปกติเกิดขึ้น ส่วนบัตรใดที่ไปใช้ร้านค้านี้ต้องแจ้งเตือนยังไง มีขั้นตอนดำเนินการชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่บัตรลูกค้ามีธุรกรรมแปลกๆ เจอป๊อปอัพใน 7 จุด จะมีมาตรการยังไงต่อไป นี่คือหน้าที่ของเน็ตเวิร์กที่เราคอยดูแล ไม่ใช่เป็นแค่ถนนให้วิ่งผ่าน”

นอกจากนี้ วีซ่ามีฐานข้อมูลด้านการชำระเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่ง สุริพงษ์ ชี้ว่าทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

“นี่คืออีกหนึ่งคุณค่าของวีซ่าที่มีต่อพันธมิตร ซึ่งผู้บริโภคทั่วไปคงมองไม่เห็นว่าหลังบ้านของระบวีซ่าแข็งแกร่ง เป็นเหตุผลที่สถาบันการเงินยังไว้วางใจเครือข่ายของวีซ่าอยู่ เราช่วยลูกค้าทุกเรื่อง ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องทำมาร์เก็ตติ้ง เอาแค่เรื่องหลักว่าทำไมผู้ถือบัตรถูกปฏิเสธรับบัตรทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เราตรวจสอบพบว่าอาจเกิดจากธนาคารนั้นมีเกณฑ์บริหารความเสี่ยงที่มันล้าหลัง ทำให้ลูกค้าเสียประสบการณ์ เราก็ไปแนะนำธนาคารนั้นถึงความผิดปกติ พร้อมแนะนำให้แก้ไขจนสามารถอนุมัติลูกค้าได้”

ก้าวต่อไปของระบบการชำระเงินไทยจะพัฒนาอย่างไร? สุริพงษ์ มองว่าต้องให้ทุกคนเห็นภาพร่วมกันว่าถึงเวลาที่ต้องยกระดับทั้งหมด ไม่ใช่แค่มุ่งลดใช้เงินสดแล้วปั๊มบัตรออกมา แต่ยังมีมุมอื่นที่ต้องดูแล เช่น หลักเกณฑ์ หรือกฎหมาย หากยังล้าหลังจนทำให้ผู้ใช้บัตรถูกปฏิเสธการชำระเงินบ่อยครั้ง หรือชำระเงินผิดพลาด เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนไม่อยากใช้แล้ว

“วีซ่ามีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาระบบชำระเงินของไทย โดยเฉพาะในด้านการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้คอยอัพเดทตัวเลขการชำระเงินและนวัตกรรมใหม่ๆ ความเป็นไปของโลก ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสม่ำเสมอ ทำงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ให้ข้อมูลเรื่องอี-คอมเมิร์ซ ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการสนับสนุนเอสเอ็มอีพัฒนาขายสินค้าออนไลน์ และยังมีความร่วมมือกับอีกหลายภาคส่วน เช่น ร่วมกับภูเก็ตทำสมาร์ทซิตี้”

ส่วนบทบาทของวีซ่าภายใต้ภาพรวมการชำระเงินโลกที่เปลี่ยนไป นอกจากผู้นำด้านเครือข่ายการชำระเงิน การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว สุริพงษ์ ขยายภาพให้เห็นว่ายังมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมใหม่อีกด้วย

“ขณะนี้มีอยู่หลายโปรเจกต์กับพันธมิตรที่ใหญ่ๆ คือ พันธมิตรรถยนต์สร้างสมาร์ทคาร์ เพราะเทรนด์ Internet of Things มาแน่ ที่สามารถซื้อสินค้าบริการที่ใดก็ต้องชำระเงินได้ทุกที่ เป้าหมายวีซ่าจากนี้คือ ให้ทุกคนเห็นว่าเราสำคัญ แต่ตอนนี้ต้องให้ทุกคนเห็นภาพว่าเรากำลังปรับเปลี่ยน และอยากชวนให้ทุกคนมาพัฒนาโซลูชั่นเจ๋งๆ ด้วยกัน

“สำหรับวีซ่า ประเทศไทย อยากจะสนับสนุนให้โปรเจกต์ใหม่ของไทย สามารถขยายสเกลไปใช้เมืองนอกได้ พันธมิตรในไทยมีคนเก่งเยอะมาก เวลามาทำโปรเจกต์รู้เลยว่าไอเดียไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ไปได้ทั่วโลก และวีซ่าเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้ระดับโกลบอล”

 

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503605

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

เมื่อผมลองสำรวจตำราของตะวันตก พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าพุทธศาสนาฝ่ายมหายานไม่มีธรรมเนียมเข้าพรรษา แต่ที่จริงแล้วฝ่ายมหายานทั้งในทิเบต จีน จนถึงญี่ปุ่นต่างก็เข้าพรรษาเช่นเดียวกับฝ่ายเถรวาท มีระยะเวลา 3 เดือนเท่ากัน เพียงแต่กำหนดฤดูกาลต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ

การเข้าพรรษาของมหายานเรียกว่า “เข้าพรต 3 เดือน” หรือ “การหยุดพักเพื่อสงบกายใจ” ในจีนน่าจะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่พระวินัยของฝ่ายยานน้อยเข้ามา คือประมาณราชวงศ์ฮั่นจนถึงยุคหนานเป่ย (ศตวรรษที่ 3-6) ส่วนในญี่ปุ่นเริ่มธรรมเนียมเข้าพรรษาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7

อย่างที่กล่าวไปว่าเข้าพรรษาแต่ละนิกายและประเทศขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ จึงมีระยะเวลาที่ต่างกันไป

ตามบันทึกการจาริกไปดินแดนตะวันตกของพระถังซำจั๋ง กล่าวว่า พระสงฆ์ในชมพูทวีป มักเข้าพรรษาช่วงเดือนกลาง 5 ถึงกลางเดือน 8 หรือกลางเดือน 6 ถึงกลางเดือน 9 (ในไทยเดี๋ยวนี้มักเข้าเดือน 8 ไปออกเดือน 11) ประเทศเอเชียกลาง (ไซอิ๋ว) บางแห่ง เช่น แคว้นตุษร หรือ Tokhara (แถบซินเจียง) จะเข้าพรรษาระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าจนถึงกลางเดือน 3 ปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพฤดูกาล ซึ่งฝนตกหนักในช่วงนั้น

ส่วนในจีนถือตามพระวินัยของนิกายธรรมคุปต์ โดยเข้าเดือน 5 ถึงเดือน 8 แต่ในทางปฏิบัติจีนและญี่ปุ่นนิยมเข้ากันกลางเดือน 4 จนถึงกลางเดือน 7 ที่แบ่งวันต่างกันคาดว่าเพราะต้องการให้ตรงกับการกำหนดฤดูกาลของอินเดีย ซึ่งมี 3 ฤดู ฤดูฝนมี 4 เดือน จึงแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 3 เดือนหน้า กับ 3 เดือนหลังไม่ก่อนไปกว่านี้ ไม่ช้าไปกว่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีเดือน 7 คาบเกี่ยวเป็นหลักกลาง อย่างไรก็ตาม มีการตีความว่าจำต้องมีการเข้าพรรษาเดือนกลางด้วย ซึ่งกำหนดไว้ที่กลางเดือน 4 ถึงกลางเดือน 5 โดยไม่จำเป็นต้องครบ 3 เดือน แต่นักวิชาการบางท่านแย้งว่าคณาจารย์ตีความพระวินัยคลาดเคลื่อน

ฤดูฝนของอินเดีย ตรงกับฤดูร้อนของจีนและญี่ปุ่น ที่นั่นจึงเรียกการเข้าพรรษาอีกอย่างว่า นั่งฌานหน้าร้อน เพราะพระสงฆ์จะไม่ได้จำวัดเฉยๆ หากแต่จะปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรียกว่าปฏิบัติธูตะ 12 ข้อฝ่ายมหายานคือการบำเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์์ เช่น การถือเนสัชชิก (ไม่เอนหลังนอน) ธรรมเนียมนี้ยังรักษาไว้อย่างดี นอกจากนี้ ในวัดนิกายฌานยังมีการเก็บตัวช่วงปลายปีนาน 3 เดือน เรียกว่า นั่งฌานปลายปี ระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าถึงกลางเดือนอ้ายของปีใหม่ หรือที่ญี่ปุ่นนิยมระหว่างกลางเดือน 12 จนถึงกลางเดือน 3 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังหนาวเหน็บ เรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระวินัย แต่อยู่ในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายานที่ระบุให้เข้าพรรษา 2 ช่วง คือหน้าร้อนกับหน้าหนาว

อนึ่ง ในช่วงนั่งฌานปลายปี วันที่ 8 เดือน 12 ทางฝ่ายมหายานถือว่าเป็นวันตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์นิกายฌาน (นิกายฉาน หรือนิกายเซน) จึงมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ไม่หลับไม่นอนเป็นเวลา 8 วัน เรียกว่า แปดปลายปีสัมผัสใจ (&&3240;&>0843;&>5509;&>4515;) เป็นการปฏิบัติธรรมเข้าพรรษาที่เอากายเอาใจเข้าแลก

เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์จึงสามารถออกบิณฑบาตได้และออกจาริกปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธุดงควัตรข้อที่เกี่ยวกับการจาริก เช่น การเดินทางแสวงบุญ แสวงหาอาจารย์ ในดินแดนห่างไกล เป็นต้น

ไหนๆ ก็เอ่ยถึงธุดงควัตรอันเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาแล้ว จะขออธิบายเรื่องหลักธุดงควัตรของฝ่ายมหายาน (รวมถึงวัชรยานสักเล็กน้อย)

หลักธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อขัดเกลาตนให้สลัดพ้นจากกิเลส พระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานล้วนมีวัตรปฏิบัตินี้เช่นกัน ฝ่ายเถรวาทเรียกว่า “ธุตงฺค” หรือ ธุดงควัตร 13 ฝ่ายมหายานเรียกว่า ธูตงฺคะ 12 หรือ “ธูตคุณฺ” (คุณแห่งการชำระกิเลส) เป็นสิกขาบทที่ผู้ถือโพธิสัตว์ปราติโมกษ์พึงปฏิบัติ ปรากฏในทวาทศธูตะสูตร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทวาทศธูตะสูตร ณ วัดเชตวันวิหาร เมืองศราวัตถี (สาวัตถี) เมื่อพระมหากาศยปะ (มหากัสสปะ) มีปุจฉาถึงวัตรแห่งการอยู่อรัญวาส พระตถาคตวิสัชนาว่า ภิกษุผู้อยู่อรัญวาสช่วยให้พ้นราคะ ช่วยชำระกายใจให้บริสุทธิ์ แล้วทรงแจกแจงธูตังควัตร (ธุดงควัตร) 12 ดังข้างต้น แล้วตรัสว่า การปฏิบัติตามวัตรทั้ง 12 นี้ จะช่วยให้การเจริญสมาธิภาวนาก้าวหน้าขึ้นได้ พระสูตรนี้พระคุณภัทระ พระธรรมทูตจากแคว้นมคธ แปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนไว้เมื่อปี ที่ 12 และปีที่ 20 แห่งรัชศกหยวนเจีย แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ตรงกับปี 978-986 ที่วัดหว่ากวนซื่อ เมืองหยางตู

ธูตงฺคะ 12 สำหรับพระโพธิสัตว์ มีดังนี้

1.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

2.ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร

3.ถือการบิณฑบาตโดยไม่เลือกเป็นวัตร

4.ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร

5.ถือการฉันพอประมาณในบาตรเป็นวัตร

6.ถือการไม่ฉันหลังเพลเป็นวัตร

7.ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

8.ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร

9.ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

10.ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

11.ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร

12.ถือการไม่นอนเป็นวัตร

ในส่วนของทิเบตเองก็ปรากฏหลักธุดงควัตรเช่นกัน ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ธูตคุณฺ” ปรากฏในคัมภีร์วิมุกติมรรคธูตคุณนิรเทศ (จีนเรียกว่า แปลโดยพระวิทยากรประภา ว่ากันว่า พระศานติเทวะเองก็ปฏิบัติตามวัตรนี้ ในคัมภีร์ธรรมสังคระห์ และคัมภีรค์มหาวยุตปัตติ มีสิกขาบท ดังนี้

1.ปางศุกูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์

ถือผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้ว (ปังสุกูลิกังคะ)

2.ไตรจีวริกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่ถือครองจีวรเกิน 3 ผืน (เตจีวริตังคะ)

3.นามะติกกะห์ – พระโพธิสัตว์ครองผ้าทำด้วยขนสัตว์ (?)

4.ไปณฑปาติกะห์ – พระโพธิสัตว์เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ (ปิณฑปาติกังคะ)

5.ไอกาสะนิกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นอาสนะที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (เอกาสนิกังคะ)

6.ขลุปัศจาทภักติกะห์ – พระโพธิสัตว์เริ่มลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม (ขลุปัจฉาภัตติกังคะ)

7.อารัณยะกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานการอยู่ในป่าไกล 500 ชั่วคันธนู (อารัญญิกังคะ)

8.วฤกษมูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่โคนไม้ (รุกขมูลิกังคะ)

9.อาภยวะกาศิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่กลางแจ้ง (อัพโภกาสิกังคะ)

10.ศมาศนิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่ป่าช้า (โสสานิกังคะ)

11.ไนศทิกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่อยู่ในอิริยาบถนอน (เนสัชชิกังคะ)

12.ยาถาสังสตริกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นการยึดติดในเสนาสนะ (ยถาสันถติกังคะ)

 

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503554

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

โดย…สมหมาย สุภาษิต

วันที่ 29 มิ.ย. 2560 พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จาก มจร จำนวน 66 รูป/คน ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจร่วมงานฉลอง 25 ปี ในการประดิษฐานพระพุทธองค์ใหญ่ และฉลอง 20 ปี เอกราชฮ่องกง ในการกลับคืนสู่แผนดินแม่ จีนแผ่นดินใหญ่ ณ วัดโป๋วหลิน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

งานสัมมนาครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของเถรวาทและมหายาน เป็นความร่วมมือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้น ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกัน โดยในพิธีเปิดมีผู้นำทางศาสนาฝ่ายเถรวาทและมหายาน พร้อมด้วยนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย พระธรรมาจารย์ เซ่อเฉิง (Venerable Xuecheng) ประธานพุทธสมาคมจีน (BAC) (Buddhist Association of China) ศ.Lai Yonghai จากมหาวิทยาลัยหนานกิง สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการมหาเถรสมาคม ศ.Stephe F. Teiser ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยปรินต์ตัน ประเทศสหรัฐ ศ.Lewis Lancaster จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐ และพระธรรมจารย์ จิ้งหยิน (Venarable Jing Yin) เจ้าอาวาสวัดโป๋วหลิน โดยได้นิมนต์พระเถระจากคณะสงฆ์เถรวาทและมหายาน ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากทั่วโลก ร่วมเสนอบทความทางวิชาการ เรื่อง “Tharavada and Mahayana Buddhism on the Belt and Road” เถรวาทและมหายานกับการสืบสานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น”

พระพรหมบัณฑิต ได้กล่าวในการสัมมนาว่า “ความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างนิกายเถรวาทและมหายานนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านวิชาการและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายหันมาจับมือกันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และจะได้ร่วมมือกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มากยิ่งขึ้นต่อไป ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างดียิ่ง ซึ่งท่านเซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสัมมนาครั้งนี้ มจร ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ก็เล็งเห็นความสำคัญในการสัมมนาได้ประสานงานและอาราธนาพระสงฆ์นักวิชาการมาจากทั่วโลก เพื่อมานำเสนอบทความทางวิชาการและแลกเปลี่ยนแนวความคิดทางด้านพระพุทธศาสนากับคณะสงฆ์ฝ่ายมหายาน ซึ่งมีเจ้าอาวาสวัดโป๋วหลินให้การสนับสนุนและประสานงาน”

นอกจากนั้น อธิการบดี มจร ยังกล่าวว่า “ในฐานะประธานสภาสากลวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ได้ดำเนินการตามมติที่ประชุมชาวพุทธโลก ในเรื่องการจัดทำพระไตรปิฎกสากลซึ่งรวมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เผยแผ่่ในฝ่ายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน เข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้เวลาถึง 7 ปี ในการจัดทำ และบัดนี้ได้ดำเนินการและจัดพิมพ์แล้วเสร็จเป็นภาษาอังกฤษ โดยมุ่งหวังที่จะนำเผยแผ่ให้มากยิ่งขึ้น และในอนาคตกำลังดำเนินการจัดแปลเป็นภาษาจีน เพื่อเผยแผ่และคาดหวังว่า ทางจีนจะได้ให้การสนับสนุนในการดำเนินการต่อไป”

ด้าน พระธรรมาจารย์เซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน กล่าวว่า “มจร ถือเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพระพุทธศาสนาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และการจัดสัมมนาครั้งนี้สำเร็จได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งทำหน้าที่ในการประสานงานอาราธนาและเชิญนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนามาร่วมเสนอบทความ ทำให้การสัมมนามีความหลากหลายและได้เห็นความสัมพันธ์อันดีที่เกิดขึ้นระหว่างพระสงฆ์นักวิชาการทั้งจากฝ่ายเถรวาทและมหายานได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางได้เชื่อมต่อพระพุทธศาสนาของทั้งสองฝ่ายตามเส้นทางสายไหมของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่อดีต และหวังว่าจากผลของการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านวิชาการที่แน่นแฟ้นต่อไป”

ด้าน พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ในฐานะผู้จัดงานฝ่ายเถรวาท กล่าวว่า “จากที่ได้ประสานงานมาตั้งแต่ต้น ความร่วมมือกันทางด้านวิชาการระหว่าง 2 นิกาย ได้ทำมาช้านานแล้ว แต่เดิม มจร ก็ได้ไปมาหาสู่ระหว่างไทย-จีน-ฮ่องกง เรื่อยมา มีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมจัดสัมมนาและนำเสนอบทความทางวิชาการกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความร่วมมือของพระสงฆ์นักวิชาการที่เดินทางมาจากหลายประเทศนำเสนอ รวมทั้งนักวิชาการจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนในด้านการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะได้สานสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรมต่อไป”

การสัมมนาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการจัดงานสัมมนานานาชาติ ของ มจร และคณะสงฆ์มหายาน

 

ม้าเดินขาเป๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503553

ม้าเดินขาเป๋

โดย…อารยชล ภาพ รอยเตอร์ส

คนพาลไม่เคยกลัวกับการทำความชั่วและไม่สะท้านสะเทือนใจถ้าต้องลงมือทำความชั่ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย

การฆ่ายกครัว 8 ศพ ที่ จ.กระบี่ เป็นตัวอย่างของฝีมือเหล่าพาลชัดๆ จิตใจไร้ความเมตตาปรานี เด็กๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ไม่ละเว้น เลือดเย็นโหดเหี้ยมสุดๆ นี่คือความร้ายกาจของคนพาล

การพร้อมใจยินดีเข้าร่วมกับคนชั่วหรือคนพาลไม่แคล้วเป็นพาลตาม เมื่อหัวหน้าชั่วหยาบช้าสมุนบริวารก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะถ้าต่างหรือเป็นคนดีในหมู่พาลไม่มีทางอยู่ได้แน่นอน

เมื่ออยู่กับพาลก็เลียนแบบพาล เป็นอย่างพาล ทำเหมือนพาล และกระทำด้วยความเป็นพาล แสดงความป่าเถื่อนออกมา ไม่เกรงกลัวบาปไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่เคารพวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสมงคลข้อแรกว่า อย่าไปคบคนพาลเด็ดขาด เพราะถ้าคบหา เสวนา สนิทสนมอยู่ร่วมกับคนพาลก็จะเป็นอย่างพาล แล้วแทนที่ความเจริญจะเกิดกับตัวก็เป็นความเสนียดตกต่ำเข้ามาแทน

ลองคิดดู ขนาดม้ามงคล รูปร่างสวย ไม่ว่าเวลาเดิน หรือเวลาวิ่งล้วนสง่างาม แต่พอได้คนเลี้ยงม้าขาเป๋เดินเขยกมาเลี้ยง ม้าเจ้ากรรมดันเดินเลียนแบบตามคนเลี้ยงม้ากลายเป็นม้าเดินขาเขยกไปได้

เรื่องนี้มีในมงคลสูตร กล่าวถึงพระราชาที่ครองเมืองพาราณสีพระองค์หนึ่ง พระนามว่า โสมราช มีม้ามงคลตัวหนึ่งรูปร่างสวยงามสมอัสสลักษณะชื่อปัณฑวะ เป็นม้าคู่พระบารมีของพระองค์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากคนเลี้ยงม้าของพระองค์

กาลต่อมา คนเลี้ยงม้าได้เสียชีวิตลง จึงรับสั่งให้หาคนเลี้ยงม้าคนใหม่มาดูแลต่อ ปรากฏได้ชายพิการขาคนหนึ่งชื่อ “คิริทัต” เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งนายคิริทัตคนนี้มีลักษณะอย่างหนึ่งเวลาเดินจะเดินขาเป๋

หน้าที่ของนายคิริทัต คือ ต้องเลี้ยงดูม้าอย่างดีไม่ให้เกิดความบกพร่อง แล้วเขาก็ทำหน้าที่ได้เรียบร้อยทั้งให้อาหาร อาบน้ำ ดูแลความสะอาดทั้งตัวม้าและคอกไม้ทุกวัน จนไม่มีเหตุอะไรให้ต้องตำหนิได้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายคิริทัตไม่รู้ตัว คือ เวลาที่เขาจูงม้าเดิน ม้ามงคลที่เดินตามเห็นลักษณะการเดินของเขาก็เข้าใจว่า นั่นคือการสอนของนายคิริทัตดังนั้นจากม้าที่เดินปกติ แต่เวลาเห็นนายคิริทัตเดินมันก็เดินขาเขยกตามทุกครั้ง

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนวันหนึ่งนายคิริทัตรู้ตัวว่าม้าเดินขาเขยก ด้วยความไม่สบายใจกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงม้าไม่ดี จึงได้ขอพระราชานุญาตเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องม้าขาเป๋ให้ทรงทราบ

พระราชาจึงรับสั่งแพทย์ให้ไปตรวจดูอาการของม้า ทางทีมแพทย์จึงไปตรวจดูแล้วพบว่าม้าแข็งแรงดี ไม่พบโรคหรือสาเหตุที่ความผิดปกติอะไร จึงกราบทูลให้พระราชาทราบ ตอนแรกทรงไม่สบายพระทัยเหมือนกัน แต่ทรงนึกได้ว่ายังมีอำมาตย์เก่งคู่พระบารมีที่น่าจะช่วยให้พระองค์ได้รู้ความจริงได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับม้า จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปหาสาเหตุ

และจากการที่อำมาตย์ได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ ก็เห็นว่า การทำหน้าที่ของนายคิริทัตไม่ได้มีความบกพร่องอะไร ก็ได้กลับมากราบทูลให้ทรงทราบ พร้อมกับกราบทูลต่อไปว่า แต่มีอย่างหนึ่งคาใจ คือ ยังไม่เห็นนายคิริทัตจูงหรือเดินนำหน้าม้า จึงขอพระราชานุญาตไปพิสูจน์ความจริง พอไปถึงที่เลี้ยงม้าก็ได้นายคิริทัตเดินนำหน้าม้า

ปรากฏว่าม้าพอเห็นนายคิริทัตเดินแบบนี้ก็คิดว่าต้องทำตาม จึงเดินขาเขยกเหมือนเช่นนายคิริทัต และนั่นก็ทำให้อำมาตย์คนเก่งมั่นใจว่า สาเหตุที่ม้าต้องเดินขาเขยกก็เพราะคนเลี้ยงม้านั่นเอง

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า สัตว์กับคนคบกันก็เป็นไปตามกันได้ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ชีวิตวิบัติอย่าไปคบคนพาลเป็นอันขาด

 

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503551

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

โดย…สมาน สุดโต

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ป.ธ.9 อาจารย์ใหญ่สำนักปฏิบัติธรรม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา แนะนำชาวพุทธให้บำเพ็ญบารมีในช่วงเข้าพรรษา ในเมื่อพระสงฆ์อธิษฐานพรรษาแล้ว โยมพุทธบริษัทก็ควรอธิษฐานเพื่อสร้างบารมีเช่นกัน โดยพรรษาแรกนี้อาจบำเพ็ญทานบารมีก่อน

(บารมี ประกอบด้วย 1.ทานบารมี 2.ศีลบารมี 3.เนกขัมมะบารมี 4.ปัญญาบารมี 5.วิริยะบารมี 6.ขันติบารมี 7.สัจจะบารมี 8.อธิษฐานบารมี 9.เมตตาบารมี 10.อุเบกขาบารมี)

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ ซึ่งเป็นประธานสงฆ์วัดนวมินทรราชูทิศ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศสอีกตำแหน่งหนึ่ง ปรารภธรรมเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ในโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” จัดโดย บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ปีที่ 2

ท่านแนะว่า เมื่อบำเพ็ญทานบารมีในพรรษาแรก พรรษาต่อไปก็บำเพ็ญศีลบารมี เมื่อครบ 10 พรรษา เราก็ได้ชื่อว่าบำเพ็ญบารมีได้ครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 2 ก็บำเพ็ญอุปบารมีต่อจนครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 3 ก็บำเพ็ญปรมัตถบารมี จนครบ 10 รวมเรียกว่าบารมี 30 ทัศ โดยใช้เวลา 30 พรรษา ดูเหมือนน้อยแต่ได้ผลในระยะยาว ส่วนเรื่องศีลนั้นพระสงฆ์ให้ความสำคัญ ดังที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานรณรงค์ให้มีหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง แต่การรับศีล 5 เป็นพิธีการเป็นส่วนมาก ทำเพียงสมาทานวิรัติ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น จึงขอแนะนำว่า ให้ยกระดับการรักษาศีล 5 ให้สูงจากสมาทานวิรัติ ขึ้นสู่สัมปัตตวิรัติ และสุดท้ายให้เข้าสู่สมุจเฉทวิรัติ

พระอาจารย์ ดร.มหานงค์ สุมงฺคโล นำเดินจงกรม

เมื่อพัฒนาได้อย่างนี้ชีวิตจะมีความสุข ทั้งนี้เพราะคนเรานั้นประกอบไปด้วยกายกับจิตเท่านั้น ต้องเร่งทำความดี อย่าประมาท เหมือนมีไฟไหม้ที่ศีรษะ ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบดับ การทำความเพียรในธรรมะก็เช่นเดียวกัน ต้องรีบทำ ถ้าไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเราประมาทซึ่งโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” วันนี้เป็นการเปิดพื้นที่ของใจ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้อยู่กับธรรมะ จิตสงบพบธรรมะ 1 วัน (คือไม่ประมาท)

ก่อนหน้านั้น อาจารย์พระมหานงค์ ได้ให้ความรู้เรื่องเวลา โดยเล่าว่า ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญเรื่องเวลามาก (ซึ่งท่านจะไปอธิษฐานปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลังที่ฝรั่งเศส เดือนหน้า) เวลา 12.00-14.00 น. เป็นเวลาพักผ่อน หลังจากนั้นเป็นเวลาทำงาน ส่วนนักเรียนฝรั่งเศสก็เช่นกัน เรียน 10 วัน พัก 15 วัน เมื่อเปิดใหม่ก็เรียนอีก 2 เดือน แล้วก็หยุด 15 วัน การหยุดแบบนี้ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองมีเวลาพักผ่อนด้วย เปรียบกับไทยแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน วัฒนธรรมการทำงานของไทยกับฝรั่งเศสต่างกัน ฝรั่งเศสถือเวลาเป็นสำคัญ ส่วนไทยเราทำงานทุกวัน สะสมโรคเครียดไว้มาก ท่านได้เล่าว่า หอจดหมายเหตุพุทธทาส ที่สวนจตุจักรนิมนต์พระให้ไปเจริญกายคตาสติ คือ ให้ไปดูหมอผ่าศพพิสูจน์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะญาติผู้ตายคนหนึ่ง (คุณลุง) ต้องการทราบสาเหตุการตายของคุณลุง จึงขอให้หมอผ่าศพพิสูจน์ ไปดูแล้วก็พบความจริงว่า ทั้งสมองและร่างกายมนุษย์เป็นอย่างไร ส่วนคุณลุงที่ตายนั้น หมอสันนิษฐานว่าเลือดคั่งในสมอง จึงขอให้ระวังเรื่องเส้นเลือดในสมองอย่าให้ ตีบ ตัน และแตก ส่วนโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางทวาร 9 ได้แก่ ตา 2 ข้าง หู 2 ข้าง จมูก 2 ช่อง ปาก 1 อุจจาระ 1 ปัสสาวะ 1 ส่วนโรคกิเลสมาทางทวาร 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อดูการผ่าศพ พบว่าแต่ละคนมีโรคอยู่ในตัว โดยเฉพาะโรคเครียดเป็นภัยเงียบ ถ้าเราไม่ทำงาน ช่วยให้สมอง กาย ใจ ได้พักผ่อน ความเครียดก็ลดลง เพราะฉะนั้นจึงฝากไว้ มนุษย์ควรดูแล 2 อย่าง คือ กายและใจทุกวันในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนนี้

โครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” ประกอบด้วย ฟังธรรม 30 นาที เดินจงกรม 30 นาที นั่งสมาธิ 30 นาที และสวดมนต์ 30 นาที จบเมื่อเวลา 16.00 น. ซึ่งโกวิทย์ ราชิวงค์ VP-Staff Developmemt & Special Project Bangkok Post Public Company Limited สรุปจากคำสอนพระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ไว้ใน fb ว่า “เมื่อสมองคิดเรื่องเป็นบุญเป็นกุศล ให้รีบเอาใจไปรองรับ…
แต่เมื่อสมองเผลอคิดเรื่องเป็นบาปเป็นอกุศล ให้รีบเอาสติไปกั้นไว้”

พนักงานระหว่างเดินจงกรม

 

20 ปีที่ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503550

20 ปีที่ประทับใจ

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2560 พระเถรานุเถระส่วนมากเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เช่น สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นต้น รวมทั้งเจ้าคณะภาคในหนกลาง มากันเต็มศาลา สมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา วัดพิชยญาติการาม คลองสาน เนื่องในโอกาสที่ทางวัดจัดงานทำบุญถวายสังฆทาน ในวาระครบ 20 ปี ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถร ป.ธ.9, M.A., Ph.D.) ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชมาครองวัดนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2540 นับเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 17 แห่งพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวัดที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เดิมเป็นวัดร้าง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษา ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ประมาณปี 2372-2375 ในรัชกาลที่ 3 เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ กระเบื้องสี และหินจากจีนมาสร้างวัด สถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะแบบไทยผสมจีน ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น เมื่อบูรณะวัดเสร็จแล้ว ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น “วัดพิชยญาติการาม” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดพิชัยญาติ

วัดนี้เป็นวัดเดียวในเมืองไทยที่มีเรื่องเล่าสามก๊กแกะจากหินแกรนิตติดอยู่รอบฐานพระอุโบสถ ทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันชำรุดไปบางส่วน อดีตเคยสังกัดคณะธรรมยุตมาก่อน จนถึงสมัยพระเมธาธรรมรส (เสาร์) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (ปี 2461-2485) จึงขอขึ้นกับคณะสงฆ์มหานิกาย (ประมาณปี 2485) ช่วงนั้นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี 2540 นั้น ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพปริยัติโมลี ได้พลิกวัดที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง งดงาม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพุทธศาสนิกชน

ภาพวัดพิชยญาติการามเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน

ประการที่สำคัญ ได้เป็นผู้ริเริ่มการสอนและอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้วัดที่มีคนเข้าในวันอาทิตย์ หรือวันสำคัญทางศาสนาเพียงหยิบมือ หรือไม่ถึง 10 คน ก็กลายมาเป็นร้อยเป็นพัน จนโบสถ์ที่มีอยู่รองรับไม่ได้ จึงได้สร้างศาลาหน้าพระปรางค์อีก 2 หลังรองรับ แต่ก็เต็ม จึงสร้างศาลาใหญ่ 2 ชั้น ชื่อศาลาสมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา แต่ก็รู้สึกคับแคบลงไป จึงสร้างอาคารปราสาทนครหลวง ขึ้นมาอีกหลังหนึ่งสูง 6 ชั้น (ขณะนี้กำลังก่อสร้างถึงชั้น 5)

เมื่อผู้เขียนกราบเรียนถามว่า 20 ปี มีความภาคภูมิใจอะไรบ้าง เจ้าประคุณสมเด็จเมตตาตอบว่า การเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานขึ้นในวัด ปัจจุบันประชาชนมาถือศีลปฏิบัติธรรมทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์และร่วมถวายมหาสังฆทาน ในวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น.

ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมโมลี ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี ที่ อ.ปากช่อง เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานแก่พระวิปัสสนาจารย์ พระสังฆาธิการ และพระอุปัชฌาย์ ในเขตปกครองเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตลอดจนถึงพระนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน