ดั่งพุทธทำนาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499018

x

โดย…อารยชล

ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับพระสุบิน (ความฝัน) 16 ข้อของพระเจ้าปเสนทิโกศล เริ่มเห็นเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้

ก็เมื่อสามสี่วันมานี้โลกโซเชียลร้อนฉ่า ชาวเน็ตออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสังคมไทยที่ก้าวไกลเกินควบคุมเมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งออกมาโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กว่ากำลังตั้งครรภ์และใส่แคปชั่นว่า “ไม่อายใครหรอก ที่ท้องตั้งแต่ยังเด็ก” และยังมีข้อความต่อไปอีก — ประมาณว่ามีปัญญาเลี้ยงลูกได้

มันมาถึงจุดนี้นานแล้วนะสังคมไทย มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น!!

ผมว่าโพสต์ของเธอได้สะท้อนล่อนเปลือกของสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้โจ่งชัดมาก และทำให้ผมอดนึกถึงพระสุบินของพระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองสาวัตถีที่มีพระนามว่าปเสนทิโกศลไม่ได้ พร้อมกับคำอุทานว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมันได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

ก่อนเข้าประเด็นความฝันที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ขอเท้าความที่มาเรื่องความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลคร่าวๆ คือในคืนหนึ่งพระองค์ทรงฝันถึง 16 เรื่อง แล้วความฝันแต่ละเรื่องก็แปลกประหลาดมากจนทำให้พระองค์พลอยตระหนกพระทัย กลัวว่าความฝันนั้นจะนำภัยมาถึงพระองค์

รุ่งเช้าจึงให้เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าและทรงเล่าความฝันให้ฟังแล้วพราหมณ์ปุโรหิตก็กราบทูลว่าพระสุบินทั้งหลายร้ายกาจนัก จักนำภัยอันตรายมาถึงราชสมบัติ โรคภัยร้ายแรงจักเบียดเบียนพระองค์ และอันตรายจักมีแก่พระชนม์ชีพ วิธีแก้ต้องบูชายัญด้วยวัตถุอย่างละ 4 ทุกอย่าง เช่น ม้า 4 ตัว ช้าง 4 เชือก ควาย 4 ตัว สุกร 4 ตัว เป็นต้น จึงจะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี

นี่คือคำแนะนำของพวกพราหมณ์ปุโรหิตที่มุ่งหวังทรัพย์จากการประกอบพิธีบูชายัญ แล้วพระองค์ก็ทรงเชื่อพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้น ทว่าความทราบถึงพระนางมัลลิกาเทวี จึงเข้าไปกราบทูลให้สติว่าผู้ที่จะแก้ไขฝันร้ายได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือพระพุทธเจ้า

ว่าแล้วก็ทูลเชิญนำเสด็จไปเข้าเฝ้าเล่าความฝันให้พระพุทธเจ้าฟังที่วัดเชตวัน และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายฝันทั้ง 16 ข้อนั้นว่าไม่ได้มีอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์ แต่จะมีผลเกิดขึ้นกับโลกในกาลข้างหน้า

หันมาเรื่องเด็กหญิงตั้งท้องนี้ตรงกับพระสุบินข้อที่ 2 ของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ว่า “…ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน”

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ในอนาคต (ก็คือปัจจุบันนี้) สัตว์โลกจักมีราคะ (ความกำหนัด) แรงกล้า กุมารี (เด็กหญิงวัยแรกรุ่น) ซึ่งมีวัยไม่สมบูรณ์ (ยังไม่เป็นสาวเต็มตัว) จักสมสู่กับบุรุษ เป็นหญิงมีระดูแล้วตั้งครรภ์พากันมีลูกก่อนวัยอันควร

ความที่กุมารีเหล่านั้นมีระดูเปรียบเหมือนต้นไม้เล็กๆ มีดอก กุมารีเหล่านั้นจำเริญด้วยบุตรธิดาก็เหมือนต้นไม้เล็กๆ มีผล

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมาถึงจุดนี้แล้วและมีมานานแล้วด้วย นอกจากวุฒิภาวะของแต่ละคนยังไม่สมควรจะตั้งท้องแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาแน่นอน เพราะส่วนใหญ่ยังเรียนหนังสือไม่จบ จะเอาอะไรหาเลี้ยงตัวและเด็กที่กำลังจะเกิดมา

เรื่องใหญ่ขนาดนี้ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รีบแก้ปัญหาด่วน!!

 

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499017

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

โดย…ส.คนจริง

เรื่องวัดในพระพุทธศาสนา เรื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบริหารจัดการผลประโยชน์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ. เรียกเงินทอนจากเงินอุดหนุนโครงการต่างๆ ของวัดสูงถึง 75% จึงมีการเรียกร้องต่างๆ เช่น ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อให้ตรวจสอบเงินวัดได้ ให้ปฏิรูปพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นที่ตั้งศรัทธา ประสาทะของชาวพุทธให้ยั่งยืน

เมื่อดูเรื่องบริหารจัดการผลประโยชน์ ก็จะโยนเข้าเรื่องระบบบัญชีของวัดที่ไม่โปร่งใส โดยอ้างว่าผู้ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายมักจะเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้นจึงเสนอให้วัดจัดทำบัญชี ให้มีการรับรองโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ดังที่บริษัทของเอกชนต่างๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้เจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรียนบัญชี ฟังว่า ทำบัญชีแล้วยังต้องตวจสอบอีก ก็รู้สึกมีทิฐิ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

ความจริงแล้วมีไม่กี่วัดในประเทศไทยที่มีเงิน มีปัจจัยมากถึงกับต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี เพราะวัดแต่ละแห่งมีฐานะทางการเงินไม่เท่าเทียมกัน บางวัดไม่มีปัจจัยพอจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นใครคิดจะทำอะไรกับวัด ต้องคิดหลายๆ ชั้น มิเช่นนั้นวัดจะกลายเป็นวัดร้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีไม่ใช่น้อย

ส่วนเรื่องใหญ่เกินคำบรรยาย คือ เรื่องที่ผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารใน พศ.ไปเรียกเงินทอนจากวัดต่างๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนในด้านต่างๆ จากรัฐ เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามข่าวว่ามีด้วยกัน 33 วัด และที่อยู่ในข่ายทุจริตมี 12 วัด ซึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุเมื่อเช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2560 ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป โดยยืนยันว่ามีข้าราชการระดับสูงขั้น ซี8 ซี9 อยู่ในข่ายทำผิดตามที่เป็นข่าว ซึ่งตำรวจจะให้รายละเอียดได้ดีกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ในการเรียกเงินทอนจากวัดได้มากขนาดนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ใช้อำนาจในการอนุมัติได้ตามอำเภอใจ ขาดการตรวจสอบ ควบคุมและถ่วงดุล โดยเฉพาะในปี 2558 ให้วัดทำเรื่องขอได้โดยตรง และ พศ.ก็มีอำนาจอนุมัติ และจ่ายไปยังวัดโดยตรง แต่หลังปี 2558 มีระเบียบใหม่ ให้วัดทำคำขอผ่าน พศจ. หรือสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัด หลังจากนั้นจึงดีขึ้น

เมื่อถามว่า เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร จะโดนความผิดหรือไม่ (ในกรณีเงินทอน) พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า คนที่ร่วมทำผิดโดยเจตนาและมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องมีความผิด เงินเมื่อเข้าบัญชีวัด เงินนั้นเป็นของวัด และตาม พ.ร.บ.สงฆ์นั้น ฐานะเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงาน ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนตัวเลขความเสียหายนั้น ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ตามที่ตำรวจแถลง คือ 40-60 ล้านบาท

เมื่อถามว่า พศ.จะมีอำนาจตรวจสอบอะไรได้บ้างหรือไม่ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า พศ.มีหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่อำนาจไม่มี เมื่อมีปัญหา พระสงฆ์ที่มีอำนาจก็ให้ความร่วมมือดี

เมื่อถามว่า จะแยกทรัพย์สินวัดและเจ้าอาวาสทำได้ไหม ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ทำได้ เพราะเจ้าอาวาสมีอำนาจหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของวัด เช่น เงินทอนนั้นต้องเข้าบัญชีวัด พร้อมกันนั้นก็บอกว่าจะถอนก็ต้องลงนามร่วม มิใช่ถอนตามอำเภอใจ มิเช่นนั้นจะเกิดความมิชอบขึ้น แต่ส่วนมาก (การถอนเงิน) เป็นอำนาจเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว หรือถ้าตั้งคนมาคุม คนคนนั้นก็อยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส

สิ่งที่ต้องการทำ คือ ทำบัญชีทรัพย์สินของวัดให้ชัดเจน การจะยักเงินไปเป็นของตน หรือไม่ลงบัญชีตามที่ได้รับมาจริง ทำยาก เงินของกลางจะไม่ไปไหน ไม่เป็นของส่วนตัว เพราะบัญชีบอกที่มาที่ไปได้

ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ถ้าเอาทรัพย์สินของวัดเป็นตัวตั้ง จัดระบบทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ให้มีการตรวจสอบควบคุม และการเปิดเผย 3 มาตรการนี้ จะป้องกันการทุจริตได้ ทั้งเงินบริจาค และรายได้ของวัด หรือเงินอุดหนุนวัดที่ได้มา เพราะจะถอนยากขึ้น

สำหรับผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า ถ้าทำได้ย่อมเกิดผลที่ดีในทางปฏิบัติ กล่าวคือให้ พศ.มีหน้าที่ในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว ยิ่งทำหน้าที่ตำรวจพระได้ยิ่งดี โดยขอให้ยกเลิกไปเลย คือ อำนาจอนุมัติเงินอุดหนุนวัด เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามที่เป็นข่าว

ต่อไปวัดหรือองค์การ ที่ต้องการเงินอุดหนุนจากรัฐ ให้จัดทำงบประมาณประจำปี ส่งตรงสำนักงบประมาณไปเลย แบบนี้จะบริหารจัดการและมองเห็นเป้าหมายการทำงานได้ชัดเจนขึ้น

ดังนั้น ถึงเวลาเซตซีโร่ อำนาจให้คุณให้โทษของ พศ.ได้แล้ว

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499016

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เปิดประชุมพระสังฆาธิการฯ จ.อุบลราชธานี วันอังคารที่ 13 มิ.ย. 2560 ได้ให้โอวาทเป็นเชิงตักเตือนให้ระมัดระวังและปกป้องตนเอง มิเช่นนั้นจะลำบาก

การประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตามมติมหาเถรสมาคม ที่ 143/2546 ประจำปี 2560 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องประชุม ศูนย์กลางคณะสงฆ์ภาค 10 ต.หนองเมือง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พระพรหมสิทธิ ได้ให้โอวาทแก่พระสังฆาธิการในการประชุมครั้งนี้ ความว่า

“พระสังฆาธิการมีเกียรติเพราะมีหน้าที่ที่รับผิดชอบ พระสังฆาธิการจึงต้องทำหน้าที่ตามเกียรติที่ได้รับมอบหมาย และต้องพึ่งตัวเองให้มาก ต้องคิดปกป้องตนเอง ถ้าไม่คิดจะปกป้องแล้ว ยังปล่อยให้เขาดูถูกเหยียดหยามอีก ก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นพระสังฆาธิการต้องทำอะไรที่ไม่ผิดพระธรรมวินัย ต้องออกไปช่วยเหลืออะไรชาวบ้าน ถ้าเรื่องที่ช่วยนั้นไม่ผิดพระธรรมวินัย พร้อมกันนั้นก็บอกว่าไม่ต้องสร้างวัดหรูหรา แต่ต้องสร้างวัดให้สะอาด รื่นรมย์ น่าศรัทธา ต่อไปวัดจะอยู่ยาก เพราะคนจะไม่ทำบุญ ไม่บริจาค เพราะใครทำบุญ หรือบริจาค จะถูกตรวจสอบ จนวัดอยู่ไม่ได้”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะรบเร้า รุนแรงมากขึ้น เราต้องปกป้องตนเอง ช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือชาวบ้าน เมื่อก่อนเราอาศัยชาวบ้าน ต่อไปต้องให้ชาวบ้านอาศัยเรา

ท่านยังให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้ ฝ่ายเถรวาทคงที่ และอ่อนกำลังลง แต่ฝ่ายมหายาน ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย

ข้อมูลที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี รายงานว่า จ.อุบลราชธานี (ฝั่งเมือง) มี 13 อำเภอ พระภิกษุจำนวน 1,058 รูปในการประชุมเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.นั้น ได้รับเกียรติจากวิทยากรบรรยายถวายความรู้พระสังฆาธิการ ดังนี้ พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส รองเจ้าคณะภาค10 บรรยาย เรื่อง สาธารณูปการ และงานสาธารณสงเคราะห์ พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสวนพลู รองเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง งานศาสนศึกษา งานศึกษาสงเคราะห์และงานเผยแผ่พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร ป.ธ.6) เลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน ป.ธ.6) กองงานเลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต

วิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี บรรยายพิเศษ

ฆราวาสธรรม

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ท่านคมสรณ์)เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย รับนิมนต์ไปสวดมนต์งานแต่งงานที่ จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. เตรียมหัวข้ออบรมคู่แต่งงาน เรื่อง หลักธรรมครองรัก ครองเรือน 4 ประการ ได้แก่ 1.สัจจะ รักเดียวใจเดียว ไม่เกี่ยวกับกิ๊ก 2.ขันติ อดทน อดกลั้น ร่วมกันฝ่าฟันความลำบาก 3.ทมะ ทิ้งความเป็นเธอ ทิ้งความเป็นฉัน หลอมกันเป็นเรา 4.ปัญญา จงอย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความรักเพียงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องเติมต่อด้วยความเข้าใจ

แต่ไม่ได้อบรม จึงนำมาลง fb วันที่ 16 มิ.ย. อ่านแล้วได้ข้อคิดยิ่งนัก

 

พระฝรั่ง…ที่คนไทยศรัทธา ด้วยปัญญาญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499015

พระฝรั่ง...ที่คนไทยศรัทธา ด้วยปัญญาญาณ

โดย…ราช รามัญ

 พระโพธิญาณเถระ หรือหลวงพ่อชา สุภทฺโท อดีตสมภารวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี นับได้ว่าเป็นพระมหาเถระในฝ่ายมหานิกายที่สามารถต่อหน่อเนื้อแห่งสังฆะได้มีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ว่าบวชๆ ให้ไปแบบอุปัชฌาย์เป็ด คือ เช้าบวชวัด บ่ายบวชอีกวัด แต่ไม่เคยได้ให้การอบรมอะไรต่อผู้ที่เข้ามาบวช

พระฝรั่งจำนวนมากที่มาอยู่ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงพ่อ ต่างต้องผ่านการอบรมจากคณะสงฆ์ของหลวงพ่อชาก่อน เมื่อเห็นว่าสมควรให้บวช ท่านก็จะทวงถามกับคณะสงฆ์ว่าสมควรบวชให้ได้หรือไม่ เมื่อคณะสงฆ์ไม่ปฏิเสธหลวงพ่อก็บวชให้

ใครเคยไปวัดป่านานาชาติจะเห็นพระฝรั่งมากมาย ทั้งพรรษามาก พรรษาน้อย ต่างก็ผ่านการอบรมด้วยดีมาแล้วทั้งสิ้น บางรูปฉันจังหัน (อาหารอาสนะเดียว มื้อเดียวหนเดียว) กับพริกกล้วยและส้มตำ แบบไม่มีสิทธิเลือก ฉันตามมีตามเกิด

สมัยผมอยู่ดงขมิ้น เคยไปอยู่วัดหนองป่าพง ไปเพื่อให้รู้ที่นี่เขาสอนอะไร ก็ได้รับการต้อนรับแบบเสมอภาคกับอาคันตุกะรูปอื่นๆ เป็นผู้มาใหม่แม้พรรษามากกว่าก็ไล่ให้ไปนั่งหลังพระบวชใหม่ แรกๆ ก็คิดค้านว่าไม่นั่งเรียงตามพรรษาเหมือนว่าจะขัดกับพระธรรมวินัย แต่เมื่อทราบถึงกุศลเจตนาแล้วก็สาธุ เพราะต้องการให้หลอมละลายอัตตาของเรานั่นเอง

การอยู่ที่วัดหนองป่าพง ไม่ว่ายุคสมัยใดพระอาคันตุกะอยู่ได้เพียงแค่ 7 วัน แม้จะมีจดหมายแนบจากพระราชาคณะมหาเถระฝากมาก็ตาม ครบวันที่ 7 ผมต้องออกพ้นนอกวัดไปจำวัดอื่น 1 คืน จึงกลับเข้ามาใหม่ได้ ราวกับออกไปต่อวีซ่าฉันนั้นแล

หมู่คณะของวัดหนองป่าพง บอกได้คำเดียวว่าเป็นสถานที่ฝึกจิตฝึกใจและฝึกตนที่ดีของพระสงฆ์ในสายกรรมฐานเป็นอย่างมาก การส่งเสียงคุยกันนั้นเกือบจะไม่มีให้ได้ยิน ยามบ่ายใครเผลอจำวัดไม่ภาวนาจะเป็นเป้าหมายที่ต้องพิจารณาตัวเอง

วันหนึ่งพระฝรั่งที่นามว่า ชยสาโร มาที่วัดหนองป่าพง ผมได้พบท่านและได้สนทนาธรรมกัน บอกเลยชื่นชอบเพราะท่านเป็นพระที่ไม่มีทิฐิมานะถือตัวแต่ประการใด

นามเดิมของท่าน ฌอน ชิเวอร์ตัน เป็นชาวอังกฤษ เมื่อบวชพระแล้วได้รับฉายาจากพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ว่า ชยสาโร ท่านอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์มากว่า 33 ปีแล้ว ปัจจุบันพำนักอยู่ที่สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

 ชีวิตท่านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยตรง เพราะเมื่อคราวหนึ่งบิดาของท่านต้องการให้สอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อของประเทศอังกฤษ แต่ท่านไม่ปรารถนาสิ่งนั้น กลับเฝ้าคิดเสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม เกิดแล้วอะไรมันคือสิ่งที่สูงสุดของการที่ได้มาเป็นมนุษย์ ท่านก็หาหนังสือหลายเล่มมาอ่าน จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงเริ่มเข้าใจว่า สัจธรรมคือความจริง

จึงออกจากบ้านร่อนเร่ไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ทั้งในอิหร่าน ซึ่งลำบากมาก หรือแม้แต่ไปฝึกตนเป็นฤๅษีที่อินเดียท่านก็เคยไปมาแล้ว ท่านใช้เวลาค้นหาสิ่งที่เรียกว่า สัจธรรม ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกระทั่งเมื่อครบ 2 ปีผ่านไป ท่านได้กลับประเทศอังกฤษและได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สุเมโธ พระฝรั่งลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา เมื่อปี 2521 จึงศึกษาธรรมและถือศีล 10 กับพระอาจารย์สุเมโธ จากนั้นจึงเดินทางมาที่ประเทศไทย

แม้ฝึกกับพระอาจารย์สุเมโธแล้ว แต่หลวงพ่อชาท่านก็ไม่บวชให้ ท่านให้มาเรียนรู้เพิ่มเติมอีก และเมื่อท่านถามว่าอยากบวชไหม ถ้าตอบว่า อยากบวช หลวงพ่อจะไม่บวชให้ แต่ถ้าตอบว่า แล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควร หลวงพ่อชาท่านก็จะบวชให้ แล้วในปี 2523 หลวงพ่อชาท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ในการบวชเอง

แม้บวชแล้วท่านก็ฝึกภาษาไทย ทั้งพูด ทั้งอ่าน ทั้งเขียน แถมเขียนหนังสือสวยมาก ต้องบอกว่า เวลาฟังท่านบรรยายธรรมแล้ว ผมมักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างขึ้นมา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ท่านบรรยายนั้นไม่ได้มีศัพท์แสงหรือคำบาลีในพระไตรปิฎกอะไรทั้งสิ้น แต่ฟังแล้วมันจับใจ มันกินลึกไปถึงจิตวิญญาณอย่างมาก อาจจะเป็นไปได้ว่าเพราะท่านใช้หัวใจพูด ไม่ได้ใช้ตำราพูด

หัวใจที่ผ่านการปฏิบัติธรรมมาอย่างเนิ่นนาน หัวใจที่ได้รับการอบรมมามาก บางครั้งคราวดูเหมือนจะอ่านใจผู้คนทั้งหลายออกด้วยซ้ำไป ผมเคยถามท่านแบบตรงๆ ซึ่งหน้าว่า

“ท่านเคยเห็นเทวดาไหม”

ท่านมองแล้วเอามือชี้ไปที่ญาติโยมที่อยู่ในศาลา พร้อมกับพูดขึ้นว่า

“นี่ไงๆ เทวดาทั้งนั้น…เห็นบ่อยเลยเทวดาแบบนี้”

นี่คือ ปัญญาแห่งธรรม ปัญญาที่ผมชื่นชอบและหลงใหลยิ่งนักเวลาที่ท่านบรรยายธรรม   นอกจากนี้ท่านยังทำโครงการมากมายเพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยและคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันท่านเป็นที่ปรึกษาให้โรงเรียนปัญญาประทีป เป็นโรงเรียนวิถีพุทธแบบโรงเรียนประจำ อยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองยุคใหม่ปรารถนาจะให้ลูกเข้ามาเล่าเรียนศึกษามากที่สุด แต่ทว่ารับจำนวนจำกัด เพราะที่นี่นอกจากสอนในเชิงวิชาการอย่างดีแล้ว ยังสอนในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรมด้วย

ใครที่มีโอกาสเดินทางไป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ไปกราบท่านได้ที่สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี แล้วจะรู้สึกปีติในหัวใจในเวลาที่ได้กราบพระสงฆ์แท้ๆ ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499014

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรกชม พระหลวงปู่ศุข พิมพ์สี่เหลี่ยมประภามณฑลข้างรัศมี เนื้อชินตะกั่ว หลังจารอักขระตัวพุทธล้อมโลก พุทธคุณครอบจักรวาล พระองค์นี้สวย ดูง่าย ผิวปรอทขึ้นทั่วทั้งองค์ ค่านิยมแสนกลางเป็นของแฟนทางบ้าน

องค์ที่สอง พระรอดละโว้ เนื้อโลหะพิมพ์ต้อ วัดกำแพง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี พ.ศ. 2482 เป็นพระที่จัดสร้างเพื่อหารายได้มาสร้างซ่อมแซมวัดกำแพง โดยพระมหาพงษ์ ได้อาราธนาเจ้าคุณศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ มาเป็นประธาน ในการสร้างพระเครื่องชุดนี้ สำหรับพระรอดละโว้ มีเนื้อโลหะและเนื้อผง พระคณาจารย์ที่มาปลุกเสก อาทิ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และเจ้าคุณศรี วัดสุทัศน์ เป็นต้น ถือว่าเป็นของดี ราคาถูก

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก พิมพ์ดอกบัวข้าง พ.ศ. 2520

องค์ที่สาม เหรียญหลวงปู่ดู่ วัดสะแก พิมพ์ดอกบัวข้าง พ.ศ. 2520 เหรียญรุ่นนี้สร้างจำนวน 1 หมื่นเหรียญ โดยหลวงปู่ดู่ ท่านเมตตาจารให้ทุกเหรียญ เหรียญละ 4 รอยจาร อยู่เหนือเข่า 2 รอยจาร และใต้ฐานอีก 2 รอยจาร เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกเหรียญหนึ่งของหลวงปู่ดู่ครับ

องค์ที่สี่ พระปิดตาพิมพ์สังฆาฏิ เนื้อตะกั่วพิมพ์เล็ก หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ระยะแรกท่านสร้างโดยขึ้นหุ่นเทียนทีละองค์ ภายหลังลูกศิษย์มาขอท่านมากขึ้น ท่านจึงสร้างจำนวนมากโดยใช้ตะกั่วถ้ำชามาสร้างพระปิดตา โดยนำตะกั่วถ้ำชามารีดเป็นแผ่น มาจารยันต์และลบพร้อมบริกรรมคาถา จนยันต์หายไปและลงยันต์ซ้ำๆ จนได้แผ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ มาหลอมเป็นพระปิดตาออกมา และนำมาปลุกเสกอีกครั้ง นอกจากพิมพ์สังฆาฏิแล้ว ยังมีพิมพ์ข้าวตอกแตก พิมพ์นะหัวเข่า พิมพ์ยันต์ยุ่งเนื้อตะกั่ว พิมพ์สังฆาฏินี้แบ่งเป็นพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก พระเนื้อตะกั่วองค์นี้มีคราบปรอทด้วย ทำให้ดูง่าย ผิวจะมีความเก่าเป็นธรรมชาติ บ่งบอกอายุการสร้างค่านิยมหลักแสน

เหรียญหลวงพ่อนุ้ย วัดม่วง(อัมพาราม) รุ่นแรกปี 2479

องค์ที่ห้า เหรียญหลวงพ่อนุ้ย วัดม่วง (อัมพาราม) รุ่นแรกปี 2479 บล็อกหน้าต่าง พิมพ์นิยม สวย ดูง่าย ห่วงเชื่อมเดิม เนื้ออัลปากาในท้องถิ่นเรียกว่าเนื้อช้อนส้่อม เหรียญหลวงพ่อนุ้ยเป็นหนึ่งในสุดยอดเหรียญเมืองสุราษฎร์ธานี มีประสบการณ์เรื่องคงกระพัน ค่านิยมหลักแสน

สุดท้ายพระระฆังหลังค้อน เนื้อทองเหลือง สร้างโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) เป็นพระหล่อแบบโบราณ โดยมีพระอาจารย์ภา วัดระฆัง เป็นผู้ดำเนินงาน เพื่อแจกแก่ผู้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมพระอุโบสถวัดระฆังหลังเก่า ขนาดพระกว้าง 1.5 ซม. สูง 2.0 ซม. เนื้อทองผสมนี้ มีชนวนรูปหล่อพระพุทธชินราช (จำลอง) วัดเบญจมบพิตรด้วย หล่อเป็นเส้นยาว โดยนำพิมพ์พระเข้าหุ่นดินแล้ววางบนรางโลหะ เสร็จแล้วทุบหุ่นดินออก และเคาะพระออกจากรางโลหะโดยใช้ค้อน จึงเป็นที่มาของคำว่า หลังค้อน และใช้สิ่วตัดพระด้านบนและด้านล่าง ออกเป็นองค์ๆ ขอบข้างองค์พระทั้งสองด้าน ส่วนใหญ่จะไม่มีร่องรอยการตกแต่งด้วยตะไบ แต่ก็มีบ้างที่มีการตกแต่งด้วยตะไบ เพื่อความเรียบร้อยองค์เจียหลังเหลี่ยมแบบเพชรเป็นของคุณกำพล รามอินทรา

จากกันด้วยข้อคิด “ปล่อยวางได้ในทางปฏิบัติ คือ การพอใจในสิ่งที่เรามี และนำมาซึ่งความสุข”

 

วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ทำอาหารให้เป็นเรื่องสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501956

วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ทำอาหารให้เป็นเรื่องสนุก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ด้วยบุคลิกที่ดูห้าวนิดๆ ของ แบม-วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ยามถอดผ้ากันเปื้อน วางมือจากตะหลิว มาสวมเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ ทำให้แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า เธอคือ เชฟผู้อยู่เบื้องหลังสุดสร้างสรรค์ทั้งหมดของร้านอาหารสุดฮิปอย่าง ซาวา ไดนิง (Sava Dining) ร้านอาหารที่เป็นอีกหนึ่งความฝันของ หมู-พลพัฒน์ อัศวประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง ซาว่า กรุ๊ป

แบม บอกว่า ถ้าย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีใครมาทักว่าวันนี้เธอจะเป็นเชฟ เธอคงเถียงขาดใจ เพราะจากเด็กที่ค่อนข้างเกเร ไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำอาหารไม่เป็น แม้จะคว้าปริญญาตรีด้านการตลาดจากออสเตรเลียมาครองได้สำเร็จ แต่เป้าหมายของชีวิตยังไม่ชัด เธอจึงตัดสินใจก้มหน้าเรียนปริญญาโทต่ออีกใบ เพราะทางบ้านก็พร้อมสนับสนุน ทว่า สุดท้ายราวกับโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเธอได้ไปลงเรียนคอร์สทำอาหารระยะสั้น และคอร์สนั้นก็ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“อย่างที่บอก เราไม่ใช่เด็กเรียน ออกจากขี้เกียจด้วย (หัวเราะ) ตอนที่เรียนปริญญาโทเรียนไปไม่ถึงเทอม ก็ตัดสินใจลาออก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ใจดีคืนค่าเล่าเรียนให้ ตอนนั้นเลยไปลองลงคอร์สทำอาหาร ปรากฏจากทำอาหารไม่เป็นเลย เรียนแล้วดันชอบ จากคอร์สระยะสั้น เลยเรียนยาว 2 ปีจนจบ เรียนตั้งแต่พื้นฐานการหั่นผัก การเสิร์ฟ ล้างจาน

ตอนนั้นคุณพ่อโกรธมากนะ เพราะสมัยนั้นวงการอาหารยังไม่บูมอย่างทุกวันนี้ จบมายังไม่รู้เลยว่าจะไปทำงานอะไร จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อไม่ส่งเงินให้เลย จากที่อยู่เมืองนอกเรียนอย่างเดียว ก็ต้องไปทำงานหารายได้ระหว่างเรียนไปด้วย”

พอเรียนจบ ด้วยความคิดถึงเมืองไทย อาหารไทย แบมจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ช่วงแรกๆ ที่กลับมา เธอยังไม่ได้เร่งร้อนรีบหางาน แต่สุดท้ายโอกาสก็วิ่งเข้าหา เมื่อมีคนรู้จักแนะนำให้เธอลองไปสมัครงานที่ร้านอาหารเกรย์ฮาวด์ ซึ่งแบมยกให้เป็นโรงเรียนแห่งสำคัญในชีวิต

“ตอนนั้นทางเกรยฮาวด์มีเชฟอยู่แล้ว แต่ให้แบมไปเป็นเหมือนฟู้ด สไตลิสต์ ช่วยดูแลหน้าตาอาหาร ขนมหวาน การแต่งจาน การเลือกจานชามให้ดูดี การทำงานที่นี่ทำให้เเราได้เรียนรู้หลายอย่าง จากเดิมที่เรียนทฤษฎีมาแล้ว ผ่านงานภาคปฏิบัติมากบ้าง แต่ลงสนามจริง ทุกอย่างคือรื้อใหม่หมด เรียกว่ามาทำงานเป็นที่นี่เลยก็ว่าได้”

หลังจากทำงานที่นี่ได้ 2 ปี เชฟสาวสายห้าวก็ตัดสินลาออก แบมบอกว่า เพราะตั้งใจจะมาเรียนต่อด้านอาหารเพิ่มเติม บวกกับเริ่มรู้ตัวว่าด้วยอุปนิสัยที่รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ จึงไม่เหมาะกับการทำงานประจำ แต่สุดท้ายยังไม่ได้ทันได้ขยับขยายไปหาความรู้เพิ่มเติม โอกาสก็นำพาให้เธอได้จับพลัดจับผลู นำความรู้และประสบการณ์ที่มีไปช่วยเพื่อนที่กำลังจะเปิดร้านอาหารพอดี และเริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์อยู่ในแวดวงธุรกิจอาหารอยู่ร่วม 3 ปี ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในชีวิต เมื่อเธอตัดสินใจสร้างครอบครัว

“ช่วงที่แต่งงาน มีลูก นี่แทบจะเฟดจากงานทั้งหมดไปเลย จังหวะนี้เองเป็นช่วงที่พี่หมู อาซาว่า ติดต่อมาว่าจะมีโปรเจกต์เปิดร้านอาหาร อยากให้เราไปช่วย ตอนแรกที่พี่หมูติดต่อมา แบมปฏิเสธไป เพราะกำลังท้องลูกคนที่สอง แต่พี่หมูบอกว่าเขารอได้ บวกกับตอนนั้นเราคุยแล้วค่อนข้างคลิกกัน สุดท้ายเลยได้มาร่วมงานกัน ช่วยกันคิดคอนเซ็ปต์ร้าน เมนูต่างๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เข้าปีที่ 3 แล้ว รวมเวลาเตรียมงานประมาณ 1 ปีด้วย”

แบมบอกเล่าถึง แรงบันดาลใจเบื้องหลังซาวา ว่าตั้งใจให้อาหารของร้านไม่มีสัญชาติ “เราไม่ใช่ร้านอาหาร ไทย จีน ฝรั่ง หรือฟิวชั่น เราไม่ได้ใช้เทคนิคมากมายอะไรในการสร้างสรรค์เมนู แต่ยังยืนอยู่บนหลักการทำอาหารพื้นฐาน คือ ต้ม ผัด แกง ทอด เพียงแต่เพิ่มความโมเดิร์นเข้าไปในอาหาร ด้วยการสไตลิ่งให้หน้าตาอาหารดูดี เพราะเราไม่ได้ตั้งใจเป็นร้านอาหารที่ขายแต่อาหาร เราตั้งใจมอบประสบการณ์มื้อพิเศษให้กับลูกค้าที่เข้ามา

กว่าจะออกมาเป็นเมนูแบบนี้ ผ่านการคิดร่วมกันของแบมและพี่หมูมาแล้ว ไอเดียที่เสนอกันแล้วโดนยิงตกไปก็เยอะ ช่วง 6 เดือนแรกที่ร้านเปิด แบมเข้าครัวเองทุกวัน อยู่ตั้งแต่ร้านเปิดจนปิด จนพอร้านเริ่มเข้าที่ถึงได้เริ่มถอยห่างมาดูภาพรวม เพื่อคิดเมนูใหม่ๆ”

เชฟคนเก่งซึ่งใช้อยู่ในแวดวงอาหารมานับสิบปีกล่าว พร้อมเฉลยถึงเหตุผลที่ทำให้ดัชนีความสุขเวลาเข้าครัวไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย นั่นเพราะมีแรงขับเคลื่อนที่เรียกว่า แพสชั่น

“อาชีพเชฟถ้าไม่มีแพสชั่นแบมว่าอยู่ยาก ต่อให้ค่าตอบแทนสูงเท่าไร ก็ชดเชยความเหนื่อย ความกดดันที่ต้องเจอในห้องครัวไม่ได้ คนเป็นเชฟต้องใจรักจริงๆ สำหรับแบมเหตุผลทำให้อยู่ในอาชีพนี้ได้นาน เพราะความสุขของเราไม่มีอะไรมาก แค่เห็นคนที่กินอาหารของเราแล้วมีความสุขก็พอแล้ว”

จากนี้แบมบอกว่า นอกจากจะตั้งใจเป็นฟันเฟืองหนึ่งของร้านซาวาต่อไป เธอยังสนุกกับธุรกิจส่วนตัว อย่าง Food Agency ธุรกิจที่พร้อมให้บริหารในด้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการทำอาร์ตเวิร์กเมนูอาหาร คิดสูตร เป็นฟู้ดสไตลิ่ง ทำงานด้านโปรดักชั่นสำหรับร้านอาหาร หรือแบรนด์ต่างๆ

หากพอถามถึงความฝันที่จะทำร้านอาหารของตัวเองนั้น แบมปฏิเสธทันควัน “ไม่ค่ะ ไม่เคยคิดจะทำเลย เพราะยอมแพ้ในความเหนื่อยยาก ทุกครั้งที่มีลูกค้า หรือคนรู้จักบอกว่าจะเปิดร้านอาหาร แบมจะถามทุกครั้งว่าคิดดีแล้วเหรอ” แบมตอบอย่างอารมณ์ดี

“สำหรับแผนอนาคตไกลๆ ของแบม คือ กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายทำไร่อยู่ต่างจังหวัด ที่บ้านเกิด จ.กาญจนบุรี ตอนนี้เหตุผลหลักที่เรายังอยู่ที่นี่ ก็เพราะลูกยังเรียนหนังสือ และเพราะงาน แต่เมื่อลูกโต เขาดูแลตัวเองได้ เราก็อยากไปใช้ชีวิตสงบๆ

ทุกวันนี้เวลามองย้อนกลับไป ยังขำว่าชีวิตเราลองผิดลองถูกมา ถ้าวันนั้นไม่ไปลองเรียนคอร์สอาหาร ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะรู้ตัวอีกที ชีวิตนี้ก็อยู่ในห้องครัวเสียแล้ว”

สเต๊กวางุ

ส่วนผสม

1.เนื้อวางุ 200 กรัม

2.เกลือ พริกไทย เล็กน้อย

3.ข้าวเหนียว 150 กรัม

4.ผักเครื่องเคียง อาทิ โหระพา ผักชีลาว สะระแหน่ ผักชีใบเลื่อย ต้นหอม

ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว

1.น้ำมะนาวสด 2 ช้อนโต๊ะ

2.น้ำปลา 1 ครึ่งช้อนโต๊ะ

3.ข้าวคั่ว 1 ช้อนชา

3.พริกป่น 1 ช้อนชา

4.ต้นหอม ผักชีใบเลื่อยหั่นฝอย

วิธีทำ

1.นำเนื้อไปย่าง ตามความสุกที่ชอบ

2.นำข้าวเหนียวไปชุบไข่ แล้วย่างบนเตาให้ไข่พอเปลี่ยนสี

3.นำส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่วทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน แล้วแต่งจานพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับความอร่อย

ข้าวคั่วถ้าจะให้หอม และเก็บไว้ได้นานตอนที่คั่วให้ใส่ข่าและตะไคร้ซอยลงไปด้วย จากนั้นพอตำละเอียดแล้ว ให้เก็บไว้ในกล่อง พร้อมตะไคร้และข่า

 

โมไนย เย็นบุตร 12 ปี บทพิสูจน์คนข่าวตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501735

โมไนย เย็นบุตร 12 ปี บทพิสูจน์คนข่าวตัวจริง

เรื่อง พุสดี

“ผมคิดภาพตัวเองไม่ออกเหมือนกัน ถ้าวันนี้ผมไม่ทำงานสายนี้ แล้วผมจะไปทำอาชีพอะไร” คำตอบที่ทรงพลังนี้ถูกส่งผ่านน้ำเสียงที่ละมุนนุ่มลึกตามสไตล์ โม-โมไนย เย็นบุตร ผู้ประกาศข่าวหนุ่มไฟแรงที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่บนหน้าจอในฐานะผู้ประกาศหลักในรายการ Smart News ข่าวเช้าและพิธีกรฝีปากกล้า พร้อมท้าชนทุกประเด็นข่าวแห่งรายการ “คนชนข่าว” ทางช่องทรูฟอร์ยู เมื่อเจอคำถามวัดใจถึงความเป็นคนข่าวตัวจริง

แม้จะไม่ได้จบสายตรง ได้ชื่อว่าเป็นนกน้อยในไร่ส้มเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีฝันอยากเข้ามาโลดแล่นในวงการข่าว แต่บัณฑิตหนุ่มด้านเศรษฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนนี้กลับมีหัวใจที่รักในงานข่าวไม่แพ้ใคร เขากล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า การเป็นนักสื่อสารมวลชน คือ อาชีพในฝันตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาบอกตัวเองเสมอว่าต้องก้าวไปให้ถึง แม้เส้นทางของเขาจะไม่ใช่เส้นตรง ต้องเลี้ยวเลาะ แต่สุดท้ายกลับเป็นทางลัดที่ทำให้เขาไปถึงจุดหมายได้อย่างสง่างามเช่นกัน

“ที่ไม่เลือกเรียนวารสารฯ เพราะตอน ม.ปลาย คุณครูแนะแนวให้ทำควิซ ปรากฏว่าคะแนนของผม ก่ำกึ่งระหว่างสายข่าวกับเศรษฐศาสตร์ อาจเพราะเห็นว่าผมชอบตัวเลข อาจารย์เลยแนะนำให้ผมเอาดีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะมองว่า ถ้าสามารถเอาสองศาสตร์ที่ชอบมารวมไว้ในอาชีพเดียวกันได้ก็น่าจะดี อย่างน้อยถ้าผมมีความรู้เรื่องตัวเลข ระบบเศรษฐกิจในอนาคตผมก็น่าจะทำข่าวเศรษฐกิจได้ดี ซึ่งสุดท้ายก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมสังเกตว่า ในสนามข่าวนักข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้จบสายตรงมา แต่เป็นแบบผม คือมาสายเฉพาะทาง ซึ่งพอมาทำงานจริง ทำให้เราได้เปรียบเพราะเราเข้าใจระบบเศรษฐกิจ รู้ว่าจะสื่อสารกับคนดูอย่างไรให้เข้าใจง่าย ทำให้ข่าวเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องไกลตัวใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น”

ผู้ประกาศข่าวหนุ่มมาดเด็กเนิร์ส ยังยอมรับว่า อีกหนึ่งพลังสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้เขาหลงใหลในงานข่าว และช่วยเสริมรากฐานการเป็นตัวจริงในด้านข่าวให้คือ ครอบครัว “คุณพ่อคุณแม่ผมเปิดโทรทัศน์ให้ดูข่าวตั้งแต่เด็ก ดูจนติด เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต วันไหนไม่ได้ดูรู้สึกหงุดหงิด ดูไปเราก็อิน อยากรู้ว่าตอนจบของแต่ละข่าวจะเป็นอย่างไร บางครั้งก็ตั้งคำถามกับข่าวที่ดูว่า นโยบายนี้ดีจริงหรือ ทำไมนักการเมืองคนนี้ทำแบบนี้ (หัวเราะ) จนพอเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ผมก็ยังเป็นนะ ชอบตั้งคำถามกับอาจารย์ เพราะ เราคิดเสมอว่า การที่คนเราจะทำอะไรให้ประสบ ความสำเร็จ มันไม่น่าจะมีทางเดินทางเดียว น่าจะมีหลายๆ เส้นทาง แต่ว่าเส้นทางไหนจะดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มีในเวลานั้น เราจึงตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ”

ด้วยบุคลิกที่ดูสุขุม มีไฟในการเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ทำให้เส้นทางการเข้าสู่สายงานข่าวของโมไนยมาเร็วกว่าที่คิด เพราะขณะที่ยังเรียนอยู่ชั้นปี 4 เขาก็ได้เป็นฟรีแลนซ์ทำหน้าที่หาข้อมูลเพื่อใช้ในการทำข่าวสายต่างๆ ให้กับนักข่าวรุ่นพี่ในบีอีซี เทโรแล้ว

“เส้นทางข่าวของผมใกล้เข้ามา เพราะผมผ่านการคัดเลือกในโครงการ Young Generation News ของบีอีซี เทโร เลยได้เข้าไปเป็นฟรีแลนซ์ จำได้ว่า วันที่รับเช็คเงินเดือนก้อนแรก 1 หมื่นบาท เป็นอะไรที่ดีใจมาก พอทำงานได้ปีครึ่ง ทางเนชั่นเปิดโครงการ สานฝันผู้ประกาศรุ่นที่ 1 ผมก็มาเข้าอบรม ผ่านไป 5 เดือนก็ได้ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจเต็มตัว”

โมไนย กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า อาจด้วยใจรักด้านตัวเลขเป็นทุนเดิม และยังมีแพสชั่นในงานข่าว ทำให้ทุกวันทำงานมีแต่ความท้าทายและความสนุกสามารถสร้างผลงานที่เข้าตาเพียงแค่อายุ 24 ปี โมไนยก็ไต่เต้าขึ้นสู่การเป็นหัวข่าวสายเศรษฐกิจของเนชั่นทีวีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตลอดร่วม 4 ปี เขายังคงมุ่งมั่นทำงานที่รักต่อไป จนวันหนึ่งชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

“ช่วงประมูลทีวีดิจิทัล ผมอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ให้ชีวิต เริ่มอยากรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนั้นมันดีพอหรือยัง ผมเลยตัดสินใจยื่นใบลาออก เพื่อไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ช่องไทยรัฐทีวีในฐานะ ผู้ประกาศข่าว แต่ยังไม่ทันได้ออกอากาศ ทางเนชั่นก็เรียกตัวกลับ คราวนี้ผมพลิกบทบาทมาเป็นผู้ประกาศข่าวเช้า และยังได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรรายการฮาร์ดทอล์กระดับตำนานของช่องอย่างรายการคมชัดลึก ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ประกาศข่าวแถวหน้าของเมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น”

แน่นอนว่า การทำรายการฮาร์ดทอล์กที่ผังรายการอยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ แถมยังเป็นรายการสด ต้องเล่นกับประเด็นข่าวที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณและการตั้งคำถามที่ถึงลูกถึงคนเพื่อหาความจริง ถือเป็นโจทย์หินไม่น้อยที่ผู้ประกาศหนุ่มต้องสอบให้ผ่าน แม้จะยอมรับว่ากดดันในช่วงแรก แต่สุดท้ายด้วยใจที่มุ่งมั่น ทำให้โมไนยสอบผ่านฉลุย แถมยังได้ติดเกราะพัฒนาฝีมือในการทำงานข่าวขึ้นมาอีกขั้น

“จากเนชั่น ผมตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับช่องทรูฟอร์ยู ในฐานะผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการใหม่แกะกล่อง อย่าง “คนชนข่าว” ซึ่งถือเป็นรายการฮาร์ดทอล์กรายการแรกของช่อง โดยรายการของเราจะหยิบเอาข่าวเด่นประเด็นร้อนมาเจาะให้ลึกที่สุดในมุมที่ผู้ชมอาจคาดไม่ถึง พร้อมเชิญแหล่งข่าวตัวจริงที่อยู่ในกระแสข่าว ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้มาร่วมวิเคราะห์มุมมองที่หลากหลายรอบด้าน พร้อมช่วยเหลือสังคม ด้วยการเป็น กระบอกเสียงให้กับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเตือนภัยสังคม นำเสนอเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์”

ประสบการณ์ที่สั่งสมมานับตั้งแต่ก้าวแรกในถนนคนข่าว ทั้งการหาข้อมูลเพื่อต่อยอดประเด็นข่าว การลงพื้นที่จริง เพื่อรายงานทุกความจริงที่เกิดขึ้นผ่านสายตาตัวเอง บวกกับการเป็นพิธีกรและผู้ประกาศข่าวที่ต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นตัวจริงในสนามข่าวของโมไนยอย่างไม่ต้องสงสัย งานนี้หนุ่มตี๋เจ้าของบุคลิกสุขุม แต่มีอารมณ์ขัน บอกว่า พร้อมนำหมัดเด็ดที่มีทั้งหมดมาปล่อยในรายการแบบไม่มีกั๊ก รับรองว่าผู้ชมจะเต็มอิ่มกับการนำเสนอข่าวในมุมมองที่น่าสนใจ ครบครันด้วยสาระ ผ่านสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา นั่นคือเป็นลูกผสมระหว่างพิธีกรสายบุ้นและบู้ในคนเดียว ไม่เน้นดุดันจนแหล่งข่าวกดดัน แต่ก็พร้อมตะลุยเข้าถึงทุกประเด็นที่สงสัย

แม้จะดูเหมือนชีวิตทุกนาทีของโมไนยวิ่งไปตามกระแสข่าวแบบไม่มีวันหยุด แต่เมื่อถามถึงวันว่าง งานอดิเรกสุดโปรด โมไนยกลับคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลายก่อนเฉลยว่า เขาชอบกีฬาหลายอย่าง แต่ที่ยกให้เป็นที่หนึ่งคือ โบว์ลิ่ง เพราะเป็นกีฬาที่สรีระไม่ได้มีผลต่อการเล่น ขอแค่ใจและสมาธิก็พอ

“โบว์ลิ่งเป็นกีฬาที่ฝึกสมาธิมาก ฝึกให้เรารู้จักรอ เป็นกีฬาที่สอนเรื่องการใช้ชีวิตมากนะ เพราะจังหวะก่อนปล่อยลูก แค่ 1-2 นาทีก็มีผลต่อทั้งเกมได้ เหมือนกับการใช้ชีวิต แค่ก้าวผิดนิดเดียวก็มีผลกับทั้งชีวิต”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต หนุ่มช่างคิดบอกว่า เพราะชอบเดินทางและพบปะผู้คน พิธีกรรายการท่องเที่ยวจึงเป็นอีกหนึ่งงานที่ใฝ่ฝัน แต่ถ้าฝันไปให้ไกลกว่านั้น คือ เขาอยากมีโอกาสได้ทดลองสวมบทบาทอาชีพต่างๆ ของคนในสังคม เพื่อให้เข้าใจหัวอกของคนทำงานในอาชีพต่างๆ แบบถึงแก่น

“ผมชอบเรียนรู้คน เวลาไปไหนผมจะสังเกตการแต่งตัวของคนรอบตัว แล้วคิดเล่นๆ ว่า เขาทำงานอะไร ผมว่าสนุกดี ส่วนงานในสายเศรษฐศาสตร์ถึงไม่ใช่อาชีพที่ผมเลือก แต่ผมนำมาใช้ในทุกวัน เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานข่าว ซึ่งเราต้องบริหารเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน

เช่นเดียวกับชีวิตส่วนตัว ผมเอาหลักเรื่องดุลยภาพ (ความพอดี) มาใช้กับความรัก หลักการง่ายๆ คือ ดุลยภาพจะเกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์ (ความต้องการ) และอุปทาน (การจัดหาให้) มาเจอกัน เมื่อไหร่ที่ความรักของเรามีด้านใดด้านหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป หมายความว่าคนสองคนต้องปรับตัวเพื่อให้ความรักเกิดดุลยภาพให้ได้” ผู้ประกาศข่าวหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี n

 

ธนนท์ จำเริญ ‘เด็กติดเกมก็มีดีนะครับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501714

ธนนท์ จำเริญ 'เด็กติดเกมก็มีดีนะครับ'

เรื่อง มัลลิกาภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แชมป์เดอะ วอยซ์ ซีซั่นแรก นนท์-ธนนท์ จำเริญ ถึงตอนนี้เขายังอยู่บนเส้นทางศิลปิน ในสังกัดค่ายไอ แอม (I am) แม้ผลงานเพลงจะไม่ออกมาบ่อยนัก แต่เสียงของนนท์ไม่เคยหายไปจากแฟนๆ เพราะแต่ละเพลงที่ปล่อยมาก็ฮิตติดลมบนอยู่นาน

ล่าสุดกับซิงเกิ้ล “ฝืนตัวเองไม่เป็น” มีซาวด์กลิ่นใหม่ของดนตรีป๊อป โมเดิร์น ที่แปลกไปจากทุกเพลงของนนท์ที่ผ่านมา

“ผมห่างจากการทำเพลงของตัวเองไปค่อนข้างนาน เพราะก่อนหน้านี้ก็จะเป็นเพลงละคร เพลงซีรี่ส์ และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ รอบนี้มีโอกาสได้กลับมาทำเพลงของ ตัวเอง ผมได้มีส่วนร่วมในการเขียนท่อนอิมโพรไวส์เองด้วย แถมได้นักดนตรีคุณภาพระดับสากลอีกหลายๆ ท่านมาร่วมงานเป็นอีกประสบการณ์ที่ดีมากในการทำเพลงนี้

เพลงฝืนตัวเองไม่เป็น เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมชอบมาก เพราะได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ได้พัฒนาตัวเองหลายๆ ด้าน ที่สำคัญเลยคือแนวเพลงที่ผมอยากทำมานานมากแล้ว พอได้ทำก็รู้สึกดีใจมาก

ตอนที่ได้คุยกับพี่ๆ ทีมงาน ทั้งดนตรี คอนเซ็ปต์ ทุกอย่างมันคลิกพอดี เพลงนี้เป็นแนวป๊อป โมเดิร์น มีการร้องสไตล์อาร์แอนด์บี นิดๆ ซึ่งพี่ๆ บอกว่านี่แหละคือสไตล์นนท์ ที่อยากให้ทุกคนได้ฟัง

เพลงนี้ผมให้เป็นตัวแทนความรู้สึกในใจของคนคนหนึ่งที่บังเอิญว่าเป็นคนฝืน ตัวเองไม่เป็น พอถึงจุดหนึ่งก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม เพราะความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้ เลยขอบอกออกไปดีกว่า และมันคือตัวตนของผมด้วย เพลงนี้ฟังแล้วเข้าใจเนื้อหาเพลงได้ง่ายด้วย ทำให้คนสัมผัสกับเพลงได้ง่ายขึ้น”

ทุกวันนี้นนท์มีงาน มีเงิน และสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ หากย้อนไปในอดีต นนท์เคยเป็นเด็กติดเล่นเกมมาก เคยเล่นอดหลับอดนอนจนเลือดกำเดาไหลคาร้านเกม ทุกวันนี้ก็ยังชอบเล่นเกม แต่สามารถจัดสรรเวลาได้ดีกว่าเมื่อก่อน

“เรียกว่าสนใจเกมดีกว่าครับ เพราะผมเล่นมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เล่นเกมเยอะมาก เล่นตั้งแต่ยุคเกม FPS ตอนนี้ก็จะดูทุกความเคลื่อนไหว มีอะไรมาใหม่ในเรื่องของเกม

ตอนเด็กๆ ก็แบ่งเวลาไม่เป็น เป็นยุคแรกที่จับคอมพิวเตอร์มีเละเทะกันไปบ้าง แต่เราโชคดีที่มีหลายกิจกรรม ทั้งร้องเพลง เล่นกีฬา แต่ชอบเล่นเกมมาก แล้วที่บ้านสอนให้รู้จักรับผิดชอบ ตอนเด็กไม่เข้าใจหรอกว่าคืออะไร แต่สัญญาว่าจะทำก็ทำ ไม่เคยโดดเรียนไปเล่นเกม

เคยเล่นแบบเลือดกำเดาไหล เส้นเลือดฝอยแตก ไหลลงคีย์บอรด์ดจนเจ้าของร้านเกมไล่ให้ไปพัก ตอนนั้นน่าจะ 6 ขวบ ผมก็เล่นเกมมาตลอด มีช่วง ม.3 จะสอบเข้า ม.4 หยุดเล่นเกม เพราะเราจัดการตัวเอง โอกาสแค่ครั้งเดียวเราไม่แลก หยุดเล่นเกม ซึ่งผลการเรียนของผมก็ 3 กลางๆ ไม่ได้ตกต่ำ”

ถูกมองเด็กติดเกม คือ เด็กไม่ดี ไม่มีอนาคต หรือโทษเกมที่ทำให้เด็กก้าวร้าว นนท์จากเด็กเคยติดเกม แต่ชีวิตไม่ได้ล้มเหลวใดๆ เลย ขอชี้แจงในบางมุมที่เกมไม่ได้เลวร้ายเสมอไป

“ผมเล่นเกม ผมว่าได้เรื่องของจินตนาการ อย่างตอนนี้ผมเล่นเกมปลูกผัก ก็ได้เรียนรู้การอยู่รอด หรืออย่างเกมแอ็กชั่นฆ่าฟัน ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นให้คนก้าวร้าว ผมว่าตอนนี้คนเราเป็นผู้ตามที่เร็วมาก เกมอะไรมารู้หมด เล่นได้หมด แต่เราคิดช้า คิดน้อยมาก ซึ่งมันทำให้บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจในความหมายที่ผู้พัฒนาเกมต้องการจะสื่อว่า เกมนี้ให้อะไรกับเรา

สิ่งที่ผมได้จากเกม ตอนนี้ผม 21 ปี ผมก็ทำงานไปด้วยเล่นเกมไปด้วย ได้เรื่องการวางแผน การต่อยอด ยกตัวอย่าง เกม Portal Knights เป็นเกมเอาชีวิตรอด เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ มีเด็กหลายคนเรียนต่อวิศวะก็มาจากเกมนี้ เคยออกแบบ ได้แรงบันดาลใจจากเกมนี้ ของผมก็คล้ายกัน

ก่อนหน้านี้ได้เล่นเกมแอ็กชั่น เกมที่เล่นผิดแล้วผิดเลย ทำให้เรารู้สึกยั้งคิดยั้งทำ ซึ่งเกมไม่มีการแก้ไข ผิดรอเล่นจบเล่นใหม่ ซึ่งทำให้เราระวังในการตัดสินใจมากขึ้น เกมที่ผมเล่นมันยาก ทำให้เรารู้เลย หลายคนก้าวร้าวไม่ใช่จากเกม แต่มาจากความยากในสิ่งที่ทำ เหมือนเวลาเราทำงาน มันยากจังเลยว่ะ หงุดหงิด มันคือแอ็กชั่นของมนุษย์ต่อสิ่งที่เราสู้ไม่ได้

อย่างเกมแอ็กชั่น Dark Soul มีข่าว ผู้เล่นปาจอยเกมเยอะที่สุด เพราะมันยาก เล่นแล้วหงุดหงิด มันเป็นเกมผู้ใหญ่ เด็กหลายคนเล่นยอมแพ้ให้กับมัน อย่างผมแรกๆ ก็ยาก ยิ่งเราแพ้เราจะเข้าใจตัวเกมมากขึ้น เพราะมอนสเตอร์ทุกอย่างในเกม เราต้องเข้าใจแอ็กทีฟกลับไปในจังหวะไหน อย่างชีวิตจริงเราก็มีจังหวะ ผมว่าเป็นเรื่องของจังหวะที่เราหยิบจากเกมมาได้ว่าเกมมันให้อะไรกับชีวิตเราได้

ไม่ได้บอกว่าการเล่นเกมดียังไง ผมมองว่าเกมมันช่วยทำให้จินตนาการในหัวเราจับต้องได้ เราต้องเลือกเกมที่เหมาะกับเรา เด็กหลายคนก็เล่นเกมด้วยค่านิยมผิดๆ เล่นโดยไม่ดึงประโยชน์จากเกมไปใช้”

นนท์ บอกว่า แม้จะชอบเล่นเกม แต่ก็ชอบในสิ่งอื่นมากกว่า เช่น การร้องเพลง “ผมร้องเพลงหาเงินตั้งแต่เด็ก มีเงินผมก็เอาไปเล่นเกม แต่โชคดีที่พ่อแม่ดูแลเราอย่างใกล้ชิด คอยประคับประคองให้เราอยู่ในทิศทางที่ดี แต่เด็กที่ติดเกมหลายคนไม่ได้โชคดีอย่างเรา นี่คือความน่ากลัวในปัจจุบัน

ตอนเด็กๆ เรายังไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง ชอบเล่นเกม ก็เอาแต่เล่มเกม แต่พอโตขึ้น เราจะรู้ว่าชีวิตเรามีอะไรสำคัญ เช่น การเรียน การทำงาน และเราต้องมีสังคมอื่น ตอนนี้ผมก็ยังเล่นเกม แต่มันไม่ได้สำคัญที่สุดในชีวิตผม” n

 

ทศพล ไหลมา สุขภาพดีคือเรื่องสำคัญของคนทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501364

ทศพล ไหลมา สุขภาพดีคือเรื่องสำคัญของคนทุกวัย

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เขาเป็นตัวแทนของผู้ชายวัยทำงาน ที่ใส่ใจกับสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เขาเล่นกีฬาหลายประเภท เนื่องจากมีคุณแม่เป็นสัตวแพทย์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลเรื่องอาหารการกินมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กๆ และส่งเสริมให้เขารักกีฬา เขาจึงเห็นความสำคัญในเรื่องการเลือกอาหารการกินอยู่พอสมควร แม้ในวัย 30 ปลายๆ ร่างกายเขาก็แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ แทบจะไม่มีไขมันให้รำคาญตาเลยสักเล็กน้อย

โอม-ทศพล ไหลมา ผู้บริหาร บริษัท เจแอลซี แดรี่ฟู้ด เจ้าของแบรนด์แล็คโยเกิร์ต โฮมเมด ทางด้านการศึกษานั้นเขาจบวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานสักพักเขาก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ โดยความสนใจอย่างแท้จริงของเขานั้นชอบงานด้านธุรกิจและอยากเรียนด้านบริหารมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน คุณพ่อของเขานั้นเป็นทหาร เขาก็มีคุณพ่อเป็นโรลโมเดล ก็เลยเลือกเป็นทหารเรือตามอย่างคุณพ่อ

เขาเกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ จนกระทั่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็พำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยตลอด เขาเล่าว่าตอนเขาเป็นเด็กอยู่ที่เชียงใหม่นั้น คุณแม่ของเขาทำโยเกิร์ตธรรมชาติให้เขารับประทานเอง โยเกิร์ตของคุณแม่อร่อยจนมีคนมาขอซื้อกันเยอะจนแทบจะไม่พอขาย เป็นโยเกิร์ตแบบโฮมเมดทำเองกับมือครั้งละไม่มาก จำได้ว่ามียอดจองทุกครั้งที่ทำไม่เคยพอสักครั้ง ซึ่งคุณแม่ทำเพื่อให้คนในครอบครัวรับประทาน ถ้าเหลือจึงจะขาย แต่ออร์เดอร์จองมีล้นทุกวัน คุณแม่เลยต้องทำขายเกือบทุกวัน ก็ขายดิบขายดี เขาก็มีหน้าที่ช่วยคุณแม่แพ็กของส่งของตั้งแต่เด็ก

จนกระทั่งเรียนจบเป็นนายทหารเรือและเป็นทหารจนกระทั่งไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วสนใจด้านธุรกิจ คิดว่าควรจะหาธุรกิจเล็กๆ แต่ดีมีประโยชน์ทำบ้าง เป็นงานอดิเรกทำช่วงวันหยุด

เขาจึงนึกถึงโยเกิร์ตฝีมือคุณแม่ โดยทำเป็นโยเกิร์ตโฮมเมดเช่นเดิม “โยเกิร์ตสูตรคุณแม่ทำจากนมสดแท้ๆ เป็นโยเกิร์ตระดับพรีเมียมเน้นตลาดระดับบนแบบนิชมาร์เก็ต ซึ่งเน้นขายสมาชิกและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เป็นสเตอริไลซ์ โยเกิร์ต กำลังการผลิตเพียง 5,000 ขวด/วัน

“ที่ผมเลือกทำธุรกิจนี้ เพราะสนใจเรื่องสุขภาพ ต้องการนำเสนอของดีกับร่างกายและเป็นของคุณภาพดี คือเรากินเองอย่างไรเราก็ทำขายอย่างนั้น เพราะผมเป็นคนระมัดระวังและเลือกกิน เพราะอยากมีสุขภาพที่ดี อะไรที่ไม่ดีกับร่างกายก็พยายามเลี่ยงไม่กิน” เขาเล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ

เขาอธิบายต่อไปว่าที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะมองว่า สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี สุขภาพดีมาจากการกินและการออกกำลังกาย เขาจึงเริ่มที่ของกิน เพราะโยเกิร์ตเป็นของกินที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติดี อร่อยกินง่าย ราคาไม่แพง สะดวกจะกินตอนไหนก็ได้ จะกินคู่กับอะไรก็ได้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

โยเกิร์ตของเขานั้นทำจากนมโคสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำตาลต่ำเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจุลินทรีย์ดีจะต้องการน้ำตาลน้อยรสชาติจึงออกเปรี้ยวมากกว่าหวาน เพราะน้ำตาลน้อย มีสองรสชาติคือชาเขียว กับรสธรรมชาติแบบดั้งเดิม และปลายปีนี้เขาจะเพิ่มรสใหม่อีก 1-2 รส โดยเขามีจุดขายเป็นโยเกิร์ตออร์แกนิกมีความเป็นธรรมชาติปรุงแต่งน้อย

แม้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวราชการ ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวของคนทำธุรกิจ เขาบอกว่าก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะเขายังหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือการบริหารและการฟังอยู่เสมอ อีกทั้งงานประจำที่เขาทำอยู่นั้นก็อยู่ทางฝ่ายการวางแผนกลยุทธ์อยู่แล้ว และเขาก็ชอบเรื่องธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากมีใจรักจะทำธุรกิจเล็กๆ เพื่อสุขภาพแล้ว เขาเชื่อว่าเทรนด์ของสุขภาพยังเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดี กระแสสุขภาพยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง การทำธุรกิจที่มีแนวโน้มดี มีทิศทางการเติบโตที่ดีทำให้เขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาเริ่มทำธุรกิจนี้มาได้เกือบ 2 ปี ก็ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมาโดยตลอด แถมยังมีคุณแม่ผู้มีประสบการณ์เป็นกำลังหลักในการดูแลการผลิต

อีกทั้งตัวเขาเองก็เข้ามาดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน และเขาเชื่อว่าธุรกิจจะโตขึ้นเรื่อยๆ และเขาจะขยายงานมากขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ สำหรับเงินลงทุนก้อนแรกที่เขาเริ่มธุรกิจก็เกือบ 10 ล้านบาท มียอดขายปีที่แล้วเกือบ 6 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 10 ล้านบาท เนื่องจากเขามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาทำนั้นมันดีและเป็นมิตรกับสุขภาพ ที่สำคัญน้ำตาลน้อยกว่าทุกแบรนด์ที่อยู่ในตลาดตอนนี้ แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่เขามั่นใจว่าถ้าผลิตภัณฑ์ใดดีจริงคุณภาพเหมาะสมกับราคาก็จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาว

ทศพล ยังเล่าต่อไปถึงหลักการบริหารงานของเขาว่า สำหรับตัวเขาเองนั้นคิดว่าการเป็นผู้นำที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ดูภาพรวมขององค์กรได้ทั้งความกว้างและลึก โดยเขารับผิดชอบทั้งการตลาด การผลิต การจัดจำหน่าย เขามีโปรโมชั่นสั่ง 1 โหลส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ

“บริษัทของผมเพิ่งเริ่มต้นมีพนักงานเพียง 10 กว่าคน เราบริหารงานแบบพี่กับน้องเหมือนคนในครอบครัว แน่นอนว่าในอนาคตเราจะต้องเติบโตมากกว่านี้ มีทีมงานมากกว่านี้ แต่เราจะยังคงรักษาวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ไว้เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นแบบไทย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้นี้เขาจะขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ชนิด เช่นไอศกรีมโยเกิร์ต หรือรสชาติใหม่ๆ รวมทั้งขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศในย่านประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา

แม้ว่าจะอยู่ในระยะสร้างเนื้อสร้างตัวเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองในวัย 38 ปี พร้อมที่จะลุยงานอย่างเต็มที่ทั้งงานประจำและงานเสริม เขาก็ยังคงแบ่งเวลาไว้สำหรับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งเข้าฟิตเนส  วิ่ง ตีกอล์ฟ เนื่องจากยังโสดเขาจึงบริหารเวลาได้อย่างลงตัวระหว่างงานและการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ เขายังสนใจเรื่องการศึกษาพุทธศาสนาเพิ่มเติม เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธตามคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ฟังอะไรมาก็ผ่านหูไปโดยไม่ได้ลงมือศึกษาจริงจัง ในบางช่วงของชีวิตที่รู้สึกเหนื่อยหรือหมดกำลังใจ เขาจึงเริ่มหันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และเริ่มปฏิบัติธรรมบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่มีโอกาสเข้าจะไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม

เขาเล่าว่าสมัย 10 ปีที่แล้วเขาเป็นคนที่ตึงกับชีวิตมาก ไม่ยืดหยุ่นเท่าไรนัก ต้องการความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างสุดโต่งมากมีแต่ขาวกับดำไม่มีพื้นที่สีเทาในสมองเลย แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้น หลายครั้งทำให้เกิดความเครียด เขาจึงเริ่มหาวัคซีนใจให้กับตัวเอง ด้วยการไปศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพียงระยะเพียงปีกว่าเขาก็สามารถนำธรรมะมาบำบัดจิตใจให้คลายทุกข์ไปได้มาก ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเริ่มศึกษาธรรมะอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้จิตใจสงบ ปล่อยวาง ไม่วุ่นวายและหายทุกข์ไปได้มาก

“เพราะเราอยากเป็นที่ 1 ในทุกสิ่งที่ทำ พอทำไม่ได้ทุกครั้งมันก็เครียด ผิดหวัง แล้วก็แบกความคาดหวังนั้นไว้จึงทุกข์ แต่พอพบสัจธรรมว่าไม่มีใครเป็นที่ 1 ได้ตลอดกาล แต่ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาๆ พอเพียงสายการ รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบแล้วพยายามทำให้ดีก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเป็นที่ 1 ไม่ต้องแสวงหาการยอมรับมากนักก็ได้ เป็นสุขในทุกจุดที่ยืนก็เพียงพอแล้ว ตอนนั้นจัดการกับชีวิตไม่ได้ เมื่อศึกษาธรรมะได้พบทางที่ทำให้เบาสบายคลายทุกข์ไปได้เยอะธรรมสอนให้เดินสายกลางไม่มาก ไม่น้อยเกินไปและควรมองโลกด้วยความเป็นจริง” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความสุข

 

ถอดหน้ากากโพนี่ ศิรภัสรา สินตระการผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501172

ถอดหน้ากากโพนี่ ศิรภัสรา สินตระการผล

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เกิร์ลกรุ๊ปในบ้านเรามีความสามารถมากกว่าแค่เต้น” น่าจะเป็นประโยคที่แทงใจคนไทยทั้งประเทศ เมื่อสาวร่างบางภายใต้หน้ากากโพนี่ แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล วัย 28 ปี ได้เผยความในใจบนเวที The Mask Singer หน้ากากนักร้อง

“ก่อนจะถอดหน้ากากก็กลัวว่า คนจะงงไหม แต่พอได้ถอดหน้ากากจริงๆ แล้วกลายเป็นความรู้สึกดีใจมากกว่า ที่ได้มาทำความรู้จักกับทุกคนผ่านเสียงเพลง” เธอกล่าวไว้ในรายการหลังถอดหน้ากาก หลังได้พิสูจน์แล้วว่า ความ
เซ็กซี่และสเต็ปการเต้นของเกิร์ลกรุ๊ปยังมีคำว่า “คุณภาพ” ของเสียงร้องอยู่จริง

ความฝัน

“คืนที่แปมถอดหน้ากาก คืนนั้นนอนไม่หลับเลย หนึ่งเพราะตื่นเต้นเองด้วย และเพราะมีเสียงโทรศัพท์เข้าตลอดเวลา หลังจากทุกคนรู้แล้วว่าหน้ากากโพนี่คือเรา”

แปมกล่าวถึงค่ำคืนเปลี่ยนชีวิตเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่กว่าจะมาเป็น “แปม หน้ากากโพนี่” อย่างที่คนไทยรู้จักอยู่ตอนนี้ เส้นทางการเป็นนักร้องของเธอไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่แค่เต้นได้จะเป็นนักร้องได้อย่างที่หลายคนคิด

จุดเริ่มต้นของความฝัน เธอเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อน เมื่อรู้ตัวเองว่ามีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เป็นเด็กประถมปลาย ซึ่งสิ่งที่จุดประกายคือ เทปคาสเซตศิลปินเกาหลีที่พี่สาวฟัง

“ไม่เคยแข่งขันการร้องเพลงมาก่อน รู้แต่ว่าพอได้ฟังเพลง ได้ดูมิวสิกวิดีโอของนักร้องเกาหลี แล้วอยากเป็นนักร้อง ซึ่งแปมเคยเรียนร้องเพลงกับครูอ้วน (มณีนุช เสมรสุต) แค่คลาสเดียว หลังจากนั้นก็ฝึกร้องเองมาตลอดจนรู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วให้ร้องเป็นจริงๆ”

จากเด็กหญิงเริ่มย่างเข้าสู่วัยที่ต้องเลือกเส้นทางเดินให้เหมาะเจาะกับความฝัน เธอจึงตัดสินใจเดินทางจากเชียงใหม่ ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยเลือกเรียนคณะธุรกิจอังกฤษ โปรแกรมภาษาอังกฤษ ด้วยความคิดที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ “เผื่อ” ปูทางไปเป็นนักร้องต่างประเทศ

ฟันฝ่า

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้หาประสบการณ์ผ่านเวทีแข่งขันร้องเพลงต่างๆ ทั้งเวทีเดอะสตาร์ที่ไม่ผ่านแม้รอบแรก บ้านทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ในรอบ 100 คน ทว่าได้ผ่านเข้ารอบลึกสุดในรายการโกลบอล ซูเปอร์ ไอดอล รายการเกาหลีที่ค้นหาคนไทยไปแข่งร้องเพลง ซึ่งเธอเป็น 1 ใน 6 คนไทยที่ได้ไป

“การไปแข่งขันที่เกาหลีต้องใช้เวลา 3 เดือน ทำให้ต้องดร็อปเรียนปี 4 แล้วทุ่มเวลาให้กับการทำความฝันนั้น” แปมกล่าวต่อ “เป็นการแข่งขันที่ยากมาก หนึ่งคือเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสาร สองคือเรื่องการร้องและเต้น โดยเฉพาะเรื่องการร้องเป็นสิ่งกดดันมาก เพราะคนเกาหลีเก่ง เรียนร้องเพลงมาทุกคน เสียงพุ่งทุกคน พอไปแข่งทำให้เรากลายเป็นคนเสียงอ่อน เสียงเบาไปเลย ซึ่งเราต้องพัฒนาเสียง พัฒนาทุกอย่างภายใต้ความกดดัน บวกกับคนเกาหลีเป็นคนที่ทะเยอทะยาน ขยัน และมุ่งมั่นมากๆ ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปยังสงสัยอยู่เลยว่า เราผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังขอบคุณโอกาสที่ได้ไปแข่ง เพราะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้นมากและพัฒนาขึ้นมากจริงๆ”

ผลสรุปคือ เด็กไทยคนนี้สามารถเข้าไปสู่รอบสุดท้ายและคว้าอันดับ 2 มาได้ ซึ่งแม้ว่ารายการจะไม่การันตีรายได้หรืออาชีพนักร้องหลังจบการแข่งขัน แต่เธอก็ได้รับโอกาสจากค่ายดูเอดอท ในเครือเวิร์คพอยท์ ให้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มศิลปินหญิงเบอร์แรกของค่ายนาม “ไกอา” วงหญิงล้วนที่เน้นความสนุกสนาน เน้นท่าเต้นเป๊ะถูกจังหวะ ซึ่งทำให้คนติดภาพว่าเป็นวงเคป๊อป

“การเป็นเกิร์ลกรุ๊ปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องเครียดมาก โดยที่คนส่วนใหญ่ที่เห็นผลงานของพวกเราแล้วดูสนุก ดูฟรุ้งฟริ้ง แต่กระบวนการทำงานจริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเราต้องทำงานหลายมิติมากทั้งทีมเวิร์ก เต้น ร้อง การจัดสรรเวลา ซึ่งตอนแรกเลยไกอาจะขายความเป็นวงที่เต้นเก่ง ลุคดูดี ซึ่งตรงนี้แปมว่าเราทำถึง แต่เรื่องของการโชว์พลังเสียงยังมีน้อยเพราะแนวเพลงเป็นเพลงป๊อปแดนซ์ ทำให้คนฟังเพลงยังเห็นไม่ชัดว่า เราเป็นนักร้องที่สามารถเต้นได้ดีด้วย”

แต่แล้วโอกาสก็ถูกหยิบยื่นให้เธออีกครั้งในรายการ หน้ากากนักร้อง ซีซั่น 1 ที่ทำให้แปมได้โชว์พลังเสียงและความน่ารักอย่างที่ตัวเองเป็นภายใต้หน้ากากนั้น

ถอดหน้ากาก

ตั้งแต่วันที่แปมถอดหน้ากาก เธอรู้ทันทีว่า ชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไป ทั้งจำนวนคนที่รู้จักเธอในวงแคบกลายเป็นขยายไปสู่คนทั้งประเทศ จากภาพของเกิร์ลกรุ๊ปขาแดนซ์ ได้เปลี่ยนเป็นภาพนักร้อง จากคนที่ตามเธอเพราะท่าเต้น ก็เปลี่ยนเป็นตามเพราะเสียงร้อง หรือยอดติดตามในยูทูบส่วนตัว จากหลักพันนิดๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นแสนแปดหน่อยๆ และมีคนติดตามในอินสตาแกรม จากหกหมื่นกว่ากลายเป็นทะลุสามแสนไปแล้ว

“เมื่อก่อนเราไปร้องเพลงเป็นวงคือ การไปแสดง (Performance) แต่วันนี้เราร้องเพลงในฐานะ แปม หน้ากากโพนี่ เราต้องทำอะไรคนเดียว ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องรับผิดชอบงานคนเดียวได้” เธอกล่าว

“การเป็นศิลปินกึ่งเดี่ยวแบบนี้มันก็มีข้อดีของมัน แต่ก็มีข้อเสียอยู่ เพราะแปมยังไม่รู้สึกว่า ไม่ได้เป็นศิลปินเต็มตัว เพราะเราอยากมีผลงาน อยากมีเพลงของตัวเองให้แฟนๆ ได้ติดตามต่อ ถ้ามีซิงเกิ้ลของ
ตัวเองก็จะเป็นการเติมเต็มความเป็นศิลปิน เพราะเวลาร้อง เราก็อยากร้องเพลงที่แต่งขึ้นมาจากเรา เป็นเรื่องราวของเรา และที่สำคัญคือ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวหรือทำงานคนเดียวให้ได้ และต้องทำให้ดี”

นอกจากนี้ งานในวงการบันเทิงด้านอื่นก็เริ่มเปิดโอกาสให้เธอได้ทำ ทั้งงานแสดงคอนเสิร์ตและงานละคร ซึ่งล่าสุดกำลังมีละครเรื่อง ยุทธการสลัดนอ ออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ 3 ถัดจากเรื่องเกมริษยา และดอกไม้ลายพาดกลอน

“การแสดงมันช่วยเรื่องร้องเพลง เพราะการร้องเพลงก็เหมือนการเล่าเรื่องในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นการเข้าถึงอารมณ์หรือการแสดงออกทางอารมณ์ก็สามารถส่งเสริมการร้องเพลงได้ในอีกระดับด้วย” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ถอดชีวิต

จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องบนปกเทปคาสเซต จนวันนี้เธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถือไมค์เป็นอาชีพ แปมบอกคนอื่นตลอดว่า มีคนอีกมากมายที่ร้องเพลงเพราะแต่ไม่กล้าแสดงออก ซึ่งเธอได้เรียนรู้แล้วว่า ถ้าหากกล้าแสดงออกเร็วกว่านี้สักนิด เธอจะไปถึงปลายทางเร็วกว่านี้

“ตอนนี้แปมกล้าสบตาคน กล้าพูด กล้าสื่อสาร และที่สำคัญคือ กล้าเป็นตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แปมเคยเป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงเวลาอยู่หน้าคนเยอะๆ แต่เมื่อเราโตขึ้นและเริ่มต้นทำความฝัน มันจะสอนให้เรารู้จักการเป็นตัวเอง และการได้เป็นตัวเองจะทำให้เรารู้สึกสบาย เมื่อรู้สึกสบายเราก็จะสบายใจและมีความสุขต่อไปเรื่อยๆ”

สำหรับอนาคตเธอไม่อาจตอบได้ว่า จะอยู่จุดใดหรืออยู่ค่ายไหน แต่เธอยังเห็นตัวเองชัดเจนว่า จะยังคงร้องเพลงต่อไป เพราะเธอรู้แล้วว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไรและมีความสุขในแบบไหนในความเป็นตัวเอง