‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491452

‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ทุกทิศทั่วหล้าสนุกสนานชุ่มช่ำกันไปแล้วกับประเพณีสงกรานต์ของคนไทย ผู้เขียนยังเลือกหาเรื่องราวดีๆ ในคอลัมน์ “พุทธานุภาพ” ของพระเครื่องมาให้อ่านชมกันต่อเนื่องเหมือนเดิม สัปดาห์นี้มาพบกับดารา
นักบู๊ พนม ยีรัมย์ หรือ “จา พนม” นักแสดงบทบู๊ที่โด่งดังทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือทั่วโลกต่างรู้จักกันในนามว่า “โทนี่ จา”

ผลงานภาพยนตร์ชื่อดังมากมายการันตีฝีไม้ลายมือการแสดงของ “โทนี่ จา” คับแก้ว อาทิ ภาพยนต์เรื่อง องค์บาก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ต้มยำกุ้ง Fast & Furious 7 และอีกหลายเรื่องที่รอฉายบนจอเงิน เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ชม แต่หลังม่านฉากการแสดงเขาเป็นตัวยงศรัทธาพระเครื่อง วัตถุมงคล ฯลฯ ซึ่งน้อยคนนักยังไม่รู้ว่าดาราจอมบู๊รายนี้ ศรัทธาและแขวนพระเครื่ององค์รุ่นไหน

พระเครื่องที่ “จา พนม” บูชาอาราธนาพกพาติดตัวตลอดเวลา ทั้งเวลาอยู่ในประเทศไทยและเดินสายทำงานต่างประเทศ ชิ้นแรกล็อกเกตหน้าเณร หลวงพ่อชำนาญ รุ่น 3 ด้านหลังอุดเทียนชัยมีเกศา และพระพิฆเนศเม็ดแตงวัดบางกุฎีทอง ถัดมาเป็นตะกรุดพระพรหม 4 หน้า วัดบางกุฎีทอง ปี 2544 สุดท้ายล็อกเกตหลวงพ่อชำนาญ ทั้ง 3 ชิ้นนี้ เจ้าตัวเคารพและศรัทธาอย่างมาก ที่สำคัญจะพกพาติดตัวเสมอทั้งเวลาทำงานและกิจส่วนตัว

ดาราจอมบู๊ เล่าว่า บ้านเกิดเป็นคนสุรินทร์ นับถือศาสนาพุทธ และพ่อแม่มักปลูกฝังให้ห้อยพระ บูชาพระมาตลอด เวลาไปไหนมาไหนนึกถึงพุทธคุณตลอด เชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้รอดพ้นอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย ทำให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และเชื่อว่าพลังตรงนั้น เมื่อเรานึกถึงครูบาอาจารย์มักทำให้ประสบความสำเร็จ ยอมรับว่ามีพระเครื่องมากมาย ที่แฟนคลับให้มาบูชา ซึ่งจะเก็บใส่พานขึ้นหิ้งไว้บูชาเป็นอย่างดี

“ไม่รู้นะ แต่พอมาแขวนพระหลวงพ่อชำนาญ ทำให้รู้สึกสบายใจว่ามีครูบาอาจารย์คุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นพระรุ่นไหน ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็สามารถเข้าถึงได้ แต่การแขวนพระก็เพื่อพึงระลึกถึงขอให้การทำงานราบรื่นไร้อุปสรรค ขอปัญญาและความกล้าหาญในการทำงาน เพราะต้องแสดงคิวบู๊เป็นประจำ ภาวนาขอให้ทุกฉากบู๊ชำนาญเหมือนชื่อหลวงพ่อ และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเพราะเรามีความศรัทธา”

จา พนม เล่าอีกว่า มักขอให้พุทธคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยนำทาง จากเรื่องร้ายกลายเป็นดี หนักเป็นเบา และพบเจอแต่กัลยาณมิตรที่ดี

อย่างไรก็ตาม คำพูดหนึ่งที่ยึดมั่นกับตัวเองตลอดมา คือ “หัวใจไม่ยอมแพ้ต่อขวากหนาม ศรัทธาในคุณงามความดีที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน” ถ้าไม่ศรัทธาจะไม่เกิดขึ้น หากศรัทธาปัญญาจะตามมา และถ้าศรัทธาไม่เต็มมันก็ไม่เกิด แม้แต่ดินเช่นกัน เราก็ต้องมีความศรัทธา

ทำไมถึงศรัทธาหลวงพ่อชำนาญ ดาราจอมบู๊ล้างผลาญ เล่าย้อนไปว่า เมื่อครั้งย้ายบ้านมาอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วงเริ่มแสดงหนังใหม่ๆ ได้รู้จักพระมงคลวโรปการ (เจ้าคุณชำนาญ) เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง ตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกุฎีทอง

“มีพี่ในกองถ่ายหนังเรื่อง ต้มยำกุ้งภาค 1 ปี 2547 แนะนำว่า อยู่ จ.ปทุมธานี ควรไปกราบหลวงพ่อชำนาญ จากนั้นจึงเริ่มศึกษาประวัติหลวงพ่อ และฝันว่าได้ไปกราบพระพรหม เลยหาโอกาสไปกราบพระพรหมองค์ใหญ่ที่วัดบางกุฎีทอง”

กระทั่งปี 2547 หลวงพ่อชำนาญ ได้เมตตาสร้างตะกรุดพระพรหม 4 หน้า จำนวน 4 ดอก ให้โดยเฉพาะและกำชับให้ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียง จึงรู้สึกได้ถึงความเมตตาของท่าน และกราบเคารพนับถือเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันกว่า 13 ปีแล้ว

นับว่าเป็นมุมเล็กๆ ของดาราจอมบู๊ อย่าง “จา พนม ยีรัมย์” ที่มองว่าพระเครื่องคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดี และทำให้การแสดงบนจอเงินของเขาได้รับเสียงปรบมือด้วยดีตลอดมา

 

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491451

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

โดย…ราช รามัญ

ได้มีโอกาสรู้จักกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (หลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวิสุทธิกวี แต่เรียกท่านด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระที่ทรงภูมิรู้ทางด้านบาลีเป็นเอกอุ และความสามารถในการประพันธ์เป็นยอด เรียกว่าหายใจเป็นบทกลอนก็แล้วกัน เป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทางดงาม กราบไหว้กันได้สนิทใจ

ท่านเป็นคน จ.นครราชสีมา บรรพชาตั้งเป็นสามเณรแล้วก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุสืบต่อเนื่อง เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

กุฏิของหลวงพ่อ เมื่อปี 2533 เป็นเพียงเรือนไม้ยาวเก่าๆ ทรุดโทรมมากที่ท้ายคณะ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม แม้จะเป็นถึงพระราชาคณะแล้วก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ในห้องของหลวงพ่อไม่มีเตียงตั่งตั้งนอน มีแต่เพียงผ้าปูนอนราบเรียบกับพื้น ไม่มีอะไรที่งามวิจิตรพิสดารเยี่ยงคนทางโลกเลย

ต่อมาด้วยความศรัทธาของศิษย์จึงได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายให้ และแม้ว่าได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตามแต่หลวงพ่อก็ยังมีปฏิปทาเหมือนเดิม คือ นอนพื้น และที่สำคัญท่านฉันมังสวิรัติตลอดชีวิต

ในยามบ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนพอควร ผมไปกราบท่านที่กุฏิไม้เรือนเดิม คุยปัญหาธรรมต่างๆ นานา หลวงพ่อเล่าไปหัวเราะในลำคอไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยังจำติดใจมาตลอด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก

“คืนนั้นนั่งภาวนาที่นี่…ดึกมากแล้วเลยจำวัด พอเอียงกายนอนตะแคงข้างไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หลวงปู่โตท่านมาในนิมิตเลย ท่านมาแล้วจูงมือเราเดินเข้าไปในสวน เป็นสวนที่ร่มรื่นมาก ถามท่านว่าจะพาไปไหน ท่านก็ว่าตามมาๆ ในสวนนั้นเป็นสวนหมาก หมากสุกร่วงหล่นเต็มพื้นไปหมดเดินนุ่มเท้าสบาย มาถึงกระท่อมกลางสวน หลวงปู่ท่านว่า ให้นั่งรออยู่ตรงนี้นะ ก็นั่งรอ รออยู่นานสองนานไม่เห็นท่านมาเลย แล้วก็สะดุ้งรู้สึกตัวก็แปลกดี…ทำไมเป็นแบบนี้

แต่อีกทีที่แปลกกว่า…วันหนึ่งขณะที่จำวัดอยู่…ท่านมานั่งที่ตรงเหนือหัวนอน แล้วก็หัวเราะดังลั่น ในฝันหันไปมองว่าเสียงใคร เอ้า…หลวงปู่มาหัวเราะทำไม…

เช้ารีบเดินทางไปนครราชสีมา…พอถึงรังสิตเท่านั้น…อดหัวเราะตามหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อคนขับหันมาบอกว่า หลวงพ่อครับล้อหลังรถเรามันแซงล้อหน้าไปแล้วครับ… จึงเข้าใจเลยว่าท่านมาเตือน แต่เราไม่เข้าใจเองว่าท่านมาทำไม

หลวงพ่อเที่ยง…ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด มีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทุกวันหลวงพ่อจะต้องนั่งภาวนาสมาธิไม่เคยขาด มากน้อยตามแต่กำลังของจิตที่ต้องการการเติมเต็ม

สิ่งที่เคยเห็นมากับลูกกะตา…วันหนึ่งนำเอาพระเครื่องไปให้หลวงพ่อท่านเมตตาปลุกเสกเพื่อนำเอาไปออกแจก เพื่อให้กับเพื่อนๆ ที่ร่วมทำบุญ ในขณะที่หลวงพ่อท่านนั่งกรรมฐานภาวนาอธิษฐานจิตอยู่นั้นปรากฏว่าใบหน้าหลวงพ่อมีภาพเชิงซ้อนกลายเป็นใบหน้าของหลวงปู่โต  สะกิดให้เพื่อนหันไปดู ปรากฏว่าเพื่อนร้อง เฮ้ย…ด้วยความตกใจ ที่เห็นเหมือนกันกับสายตาของเรา ไม่นานหลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาแล้วถามว่า

“ใครร้อง…ร้องทำไม” จากนั้นหลวงพ่อก็ปะพรมน้ำมนต์พร้อมกับท่องพระคาถาชินบัญชร

หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระมหาเถระที่อยู่อย่างสมถะมาก ไม่เป็นผู้สะสม ใครถวายอะไรมาท่านวางกองเอาไว้ แอร์ในกุฏิถวายมาไม่เคยจะเปิดจนมันพังไปเพราะไม่ได้ใช้เลย ทุกวันนี้สาธุชนที่เคารพศรัทธาไปกราบท่านที่คณะ 4 ท่านก็ต้อนรับแบบเป็นกันเอง ไม่มีการปิดกั้น พบยาก จองคิว อะไรทั้งนั้น ท่านเป็นพระเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

เคยถามหลวงพ่อว่า เวลานั่งอธิษฐานพระเครื่องตามงานหลวงพ่อนั่งอย่างไร …ท่านเมตตาบอกว่า

“ก็นั่งสมาธิให้ใจสงบ ท่านอื่นนั่งอย่างไรไม่รู้นะ แต่นั่งให้ใจสงบเราก็มีใจเป็นกุศลแล้ว จากนั้นก็ท่องพระคาถาชินบัญชรให้หนึ่งจบ การท่องคาถานี้จะให้มีอานุภาพ ต้องท่องด้วยหัวใจ ท่องช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องให้ชัดถ้อยชัดคำ การท่องแบบนี้เป็นการฝึกสติของตัวเองไปด้วยในตัว คนเราเมื่อสติที่ดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดีตาม”

ในบริเวณกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบันมีระฆังที่หล่อขึ้นมาใหม่มากมาย ถามว่า หล่อเอามาทำอะไรเยอะมากมาย ท่านว่าเอาไว้แจกวัดในต่างจังหวัดที่ทำเรื่องขอมาว่าไม่มีระฆัง นับได้ว่าเป็นการสร้างทานบารมีในรูปแบบของวัตถุเพื่อพระศาสนา

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปวัดระฆังฯ ไปกราบท่านกันนะครับ ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติน่าศรัทธาอีกรูปหนึ่งของแผ่นดินเลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง

หลวงพ่อเที่ยงท่านเมตตาทุกคนเสมอภาค ไม่เลือกใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ยังแข็งแรงมาก ความจำดีเลิศ ไปกราบพระแท้แบบนี้แล้ว เราท่านต่างได้ทั้งบุญกุศลที่อิ่มเอิบเบิกบานอย่างแท้จริงครับ

 

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491450

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

โดย…สมาน สุดโต

แวดวงสงฆ์ วันนี้เล่าเรื่องการคัดกรองพระว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ ด้วยการให้ดำน้ำพิสูจน์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธน หรือพระเจ้าตาก ในช่วงที่ขับไล่พม่าข้าศึกออกจากแผ่นดินอยุธยาแล้วปราบปรามก๊กต่างๆ

การปราบชุมนุม หรือก๊กต่างๆ ที่กระจายตามหัวเมืองให้อยู่ในอำนาจนั้นใช้เวลามากแต่ปราบได้แล้วก็ไม่ยุ่งยาก ยกเว้นชุมนุมเจ้าพระฝาง เพราะมีพระสงฆ์เป็นหัวหน้า แต่ความที่เป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัด พระเจ้ากรุงธนจึงต้องคัดพระสงฆ์ว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ วิธีที่นำมาใช้ คือให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ศีล

จารึกที่พระราชวังเดิมว่าการปราบชุมนุมต่างๆ นั้น กว่าจะราบคาบก็ถึง พ.ศ. 2314 (การปราบใช้เวลาหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 บันทึกที่วังเดิมว่า เมื่อเดือน ต.ค. 2310 พระเจ้าตากยกทัพเรือจากจันทบุรี ประกอบด้วย 100 ลำ กำลังพล 4,000 นาย เข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โจมตีและยึดป้อมวิชัยประสิทธิ์ จากพม่าที่ธนบุรีได้สำเร็จ จากนั้นกรีธากำลังทัพเรือมุ่งกรุงศรีอยุธยา สู้รบกับพม่าที่ยึดครองอยุธยา ที่โพธิ์ 3 ต้น และได้รับชัยชนะ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2310 วันนี้ จึงถือว่าเป็นวันที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนกอบกู้สยามประเทศ ให้พ้นจากการยึดครองของพม่าได้สำเร็จ )

ในการสัมมนาเรื่องประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารชาวต่างชาติ ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2560 ณ โรงแรมรอยัล ปริ้นเซส บุหลง ศรีกนก ที่กำหนดให้เป็นผู้ดำเนินรายการและวิทยากร เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารตะวันออก” ได้พูดเรื่องความที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธน ทรงเป็นชาวพุทธที่เหนียวแน่น ว่าเมื่อเสด็จไปเมืองไหน ต้องเสด็จไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่อยู่ในเมืองนั้น พร้อมทั้งตรัสว่าตั้งใจแก้ไขคนที่ไม่อยู่ในศีลในธรรมให้กลับมาเป็นดี มีศีล

เมื่อไปปราบชุุมนุมเจ้าพิษณุโลก ได้ไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก

เมื่อไปปราบปรามเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ไปกราบนมัสการพระพุทธสิหิงค์ในวัดพระสิงห์เช่นกัน (พระพุทธสิหิงค์ เมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ จ.นครศรีธรรมราช ต่างจากพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร ที่ประทับในลักษณะสมาธิ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย)

เรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ว่าพระเจ้ากรุงธนมีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา คือ การสร้างสมุดภาพไตรภูมิ เพื่อนำมาสั่งสอนประชาชนให้ตั้งในศีลในธรรม งานนี้เป็นงานชิ้นเอก โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สี) คุมงาน ปัจจุบันเก็บไว้ที่สำหนักหอสมุดแห่งชาติ

นอกจากนั้น ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกที่จารึกด้วยอักษรขอมจากนครศรีธรรมราช ลงมากรุงธนบุรี โดยขบวนช้างหลวง เมื่อรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จัดสังคายนาพระไตรปิฎก ก็ใช้ฉบับจากนครศรีธรรมราชอ้างอิง

ส่วนเรื่องที่ให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ก่อนให้พระดำน้ำ พระเจ้ากรุงธนให้ตั้งสัตยาธิษฐานก่อนว่า ถ้าศีลบริสุทธิ์ ก็ต้องชนะนาฬิกา ผลมีทั้งแพ้และชนะ พระที่ชนะนาฬิกาก็อยู่เป็นพระต่อไป ที่แพ้ต้องสึก แต่ด้วยความที่เคารพพระพุทธศาสนามาก จึงให้นำผ้าจีวรและสบงของพระที่ต้องสึกไปเผาไฟทำสมุก เพื่อใช้ประโยชน์แก่พระศาสนาต่อไป ([สะหฺมุก] ถ่านทําจากใบตองแห้ง ใบหญ้าคา เป็นต้น ป่นให้เป็นผงประสมกับรักนํ้าเกลี้ยง สําหรับทารองพื้นบนสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะเขียนลายรดนํ้าปิดทอง)

วิธีการนี้ เกิดเพียงครั้งเดียวสมัยกรุงธน หากนำมาใช้ในสมัยนี้ จีวร-สบง ที่เอามาเผาทำสมุก คงไม่มีที่เก็บแน่นอน

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490653

อมตะพระเครื่องของไทย

วันนี้มาชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ http://www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก องค์เล็กจิ๋ว ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท สร้างขึ้นเพื่อแจกในวันทำบุญไหว้ครูที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในปัจจุบัน) แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหายากมาก องค์นี้น้ำรักแห้งจัดเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสนกลาง

องค์ที่สอง ชมพระปิดตาเมฆสิทธิ์พิมพ์กระดุม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม ธนบุรี ท่านเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ นำเอาโลหะต่างๆ และปรอทมาหลอมรวมโดยใช้กสิณไฟกำกับให้เข้าเป็นหนึ่งเดียว และซัดด้วยผงตะไบทองแดง ทำให้วรรณะของพระจะมีจุดแดง ในองค์พระ เกิดเป็นเมฆสิทธิ์ธาตุวิเศษที่เปลี่ยนสี เมื่อผู้ที่บูชาดวงชะตาตกต่ำและสามารถพลิกดวงได้ จนมีคำกล่าวว่าเมฆสิทธิ์พลิกดวง ราหูหนุนดวง ใช้ร่วมกันกับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เรียกว่าครบเครื่อง องค์สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนกลาง

องค์ที่สาม ชมสมเด็จพระปิลันธ์พิมพ์ครอบแก้วเล็ก เป็นพระเนื้อใบลานเผาสีเทาดำ ด้านหลังเรียบคราบกรุจะมีลักษณะเป็นไขขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับองค์พระ พุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม สามารถใช้แทนพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรหม ราคาเช่าหาสวยแบบนี้หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ ชมเหรียญ 2 หน้า หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญหล่อหน้าเสือ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า/ยอดนิยม/ปี พ.ศ. 2510) เนื้อทองผสม สภาพสวย เนื้อทองเหลืองแห้งออกโทนเหลืองอมเขียว หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างและปลุกเสกเอาไว้ในปี พ.ศ. 2510 เหรียญหล่อหน้าเสือมี 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า,พิมพ์หน้าเสือ หลังยันต์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่ห้า ชมรูปหล่อรุ่นแรก หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา จ.ปราจีนบุรี สร้างปี พ.ศ. 2484 มี 3 พิมพ์ พิมพ์ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ไม่ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ก้นมีจารเก่า สร้างแบบโบราณโดยการปั้นหุ่นเทียนบรรจุเม็ดกริ่งแบบชักกริ่งในตัวไม่ใช่เจาะบริเวณก้นแล้วบรรจุเม็ดกริ่ง จะเห็นรอยอุดเม็ดกริ่งที่ด้านหลัง บริเวณปลายสังฆาฏิทุกองค์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่หก ชมเหรียญครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน พ.ศ. 2492 รุ่นนี้เป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปครูบาศรีวิชัยครึ่งองค์ ด้านหลังมี 2 พิมพ์ คือ หลังยันต์น้ำเต้า และหลังรูปพระธาตุดอยสุเทพ มี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อตะกั่ว ลองพิมพ์ องค์ที่มาให้ชมเป็นเหรียญพิมพ์หน้าแก่ ประคำเม็ด หลังรูปพระธาตุดอยสุเทพของ พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าเสียดายกับความหลังที่ผ่านมา อย่าประมาทกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งสำคัญคือทำให้ดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคง”

 

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490650

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

พุทธศาสนาในประเทศไทยนอกจากเถรวาทแล้ว นิกายจีน หรือมหายาน นับว่าเป็นอีกนิกายหนึ่งที่มีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากมายเหลือล้นไม่ต่างกัน เมื่อพูดถึงพุทธในแนวมหายานแล้วนั้น ความแตกต่างหลายอย่างในขนบประเพณีธรรมและสิ่งภายนอกของการครองจีวรของพระสงฆ์ตลอดทั้งวัตรปฏิบัติก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หาได้แตกต่างกันเลย คือ เรื่องของเนื้อหาแห่งธรรม

ด้วยที่สุดก็เป็นไปเพื่อหอบพาหัวใจให้ไปถึงจุดหลอมละลายเหมือนพุทธศาสนาเถรวาท การหลอมละลายทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง การเดินทางของหัวใจที่จะให้ไปถึงจุดหลอมละลายได้นั้นสิ่งมีหลายเส้น
ทางเดิน ทุกเส้นทางต่างมีข้อวัตรเพื่อฝึกจิตฝึกตนด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมืองไทยวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส นับได้ว่าเป็นวัดจีน ที่มีสาธุชนเดินทางไปศึกษาธรรมและน้อมนำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนตลอด ต่อมาได้มีการสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ขึ้น บนเนื้อที่ 12 ไร่ ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีชื่อเป็นทางการว่า วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 โดยการอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายประเทศไทย ซึ่งพระเดชพระคุณอาจารย์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เป็นประธานในการจัดสร้าง และพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เป็นประธานที่ปรึกษาจัดสร้างฝ่ายสงฆ์

บริเวณภายในวัดสะอาดเรียบร้อย กว้างขวาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกสายลมพัดโบกตลอดเวลาราวกับมีการวางหลักชัยภูมิเอาไว้ได้อย่างดี แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ภายในวัดนี้เย็นสดชื่นราวอยู่กับคนละโลก

ขณะที่เดินอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ได้มีโอกาสพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีจริยาวัตรงดงาม คอยต้อนรับและทักทาย รวมทั้งแนะนำสาธุชนที่เข้ามากราบสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามมากของวัด ต่อมาทราบว่าท่านชื่อ พระศิริชัย ฉายา เสี่ยใช้ เป็นหลวงจีนวินัยธร ตำแหน่ง คณานุกรม ประจำรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเมตตาแนะนำและให้ความรู้ญาติโยมที่เดินทางมาโดยไม่เลือก ที่รักมักที่ชัง จะฐานะไหนอายุเท่าไหร่ ท่านแนะนำให้ความรู้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด อดทำให้ผมสนใจท่านไม่ได้ เมื่อสนทนาธรรมกับท่าน ได้ความรู้มุมมองใหม่แปลกๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็ได้ “ความเมตตาเป็นสายใยแห่งธรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มีมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนไทย คนจีน คนแขก หรือคนชาติไหนๆ ถ้าเราเจริญเมตตาให้มากๆ บ่อยๆ ใจของเราจะสงบเย็นโดยธรรมชาติและสามารถค่อยๆ ลดทิฐิลง

ทิฐิความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้เราในบางครั้งเครียด เป็นทุกข์ ความเมตตาจะช่วยเราได้มาก ถ้าหากเราเจริญอย่างจริงจัง แต่ความเมตตาที่เจริญนั้นควรประกอบไปด้วยปัญญามากำกับ”

ส่วนเจ้าแม่กวนอิม หรืออวโลกิเตศวร ของวัดนี้ เท่าที่ได้ถามกับผู้คนที่มากราบไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเคารพศรัทธาพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังหัวใจแล้ว ไม่ใช่มากราบเพื่อร้องขอ เพื่อมาบนบาน แต่มากราบเพื่ออธิษฐานจิตเพื่อจะปฏิบัติตนให้อยู่ในรอยธรรม ทุกคนย่อมสำเร็จในสิ่งที่ใจของตนนั้นปรารถนาเหมือนกันหมด บางคนกล่าวถึงขนาดว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกข์ร้อนเรื่องใดมากราบอธิษฐานจิตตั้งมั่นใฝ่ในธรรมไม่ช้าไม่นานทุกอย่างที่ติดขัดย่อมสำเร็จประโยชน์

เทียนแก้วจำนวนไม่น้อย วางเรียงราย เป็นการบ่งบอกถึงจำนวนศรัทธาของผู้คนที่มากราบไหว้ด้วยหัวใจและต้องเป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงจึงจะประสบผล แต่ถ้ามากราบเพื่อร้องขอแต่ไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในรอยธรรมก็ยากที่จะสำเร็จ

พระสงฆ์นิกายจีนนี้ท่านฉันอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต…ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการปรับธาตุให้เบาต่อการดำรงอยู่ของความเป็นสมณะตลอด ทั้งเป็นการเจริญตามรอยธรรม พระศิริชัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

“ถ้ามองสถาปัตยกรรมที่วัดนี้แล้ว สามารถเข้าใจถึงปริศนาธรรมบางประการที่มากกว่าเรื่องของความสวยงามได้ จะทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะการวาดแต่ละภาพนั้นเป็นการวาดที่ต้องอาศัยฝีมือ สติ สมาธิ และการสอดแทรกถึงธรรมะเข้าไปด้วย บางภาพมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามแต่เคร่งขรึมด้วยธรรมก็มี แต่จะอย่างไรเสีย ความเมตตาเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีอยู่ในใจของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติ ปรารถนาให้ทุกคนเจริญในความเมตตาเพื่อให้เกิดความรัก ความกรุณา เกื้อกูล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รู้จักอภัยทานให้กัน ให้กับทุกสรรพชีวิต แล้วความสุขสวัสดิมงคลที่ปุถุชนแสวงหาย่อมจะปรากฏอย่างแท้จริงในหัวใจ”

ท่านใดที่ยังไม่เคยไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ควรหาโอกาสสักครั้ง ไปแล้วความสุขปีติในธรรมย่อมจะชักนำปรากฏ อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลหนักหนาที่ได้มาวัดนี้ ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญธรรม สร้างบารมี ที่เปล่งปลั่งด้วยความเมตตา และกรุณา

 

โถ คนไทยยังเป็นมนุษย์ ไม่สมบูรณ์แบบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490370

โถ คนไทยยังเป็นมนุษย์ ไม่สมบูรณ์แบบ?

โดย…ส.คนจริง

คนไทยและชาวสุวรรณภูมิฉลองสงกรานต์กันไปแล้วตามวิถีและศรัทธาของแต่ละประเทศ ก็ไม่ทราบว่านางสงกรานต์ให้คุณให้โทษอย่างไรบ้าง เพราะนั่งหลับตามาบนหลังช้าง แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครหนีคำเตือนของพระพุทธองค์ที่เป็นพุทธภาษิตว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายได้ ดังนั้นมาตรา 44 จะเป็นยาแรงขนาดไหนก็หยุดยั้งความตายไม่ได้ ถ้าคนยังตกอยู่ในความประมาท

จุลศักราช (จ.ศ.) 1379 หรือปีใหม่นี้ ผู้เขียนขอชวนผู้อ่านพูดคุย หลังจากอ่านหนังสือ คู่มือการขับเคลื่อน แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2559-2564) ที่มีเรื่องเกี่ยวกับท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทยทุกคน

ท่านผู้อ่านคิดอย่างไร ถ้ามีคนมาพูดกับท่านว่ายังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นคนที่มีอาการครบถ้วน 32 ประการ แต่บัดนี้คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พูดแล้วว่าคนไทยยังไม่เป็นนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงสร้างแผนผังการขับเคลื่อนเรียกว่าแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขึ้นมา ระยะเวลาปี 2559-2564 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดทางวิทยุถึงแผนแม่บทเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 เม.ย. ด้วยความภาคภูมิใจไปแล้ว

ตามแผนแม่บทนั้น ท่านตั้งโมเดลในการพัฒนาขึ้นมา 3 กล่อง คือ 1.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญา โดยขยายความว่าสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่โลกด้วยความสมดุล 2.สร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขยายความว่าพุทธิศึกษา ศิลปศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา 3.สร้างสังคมไทยเป็นสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน พร้อมทั้งมีบทขยายว่า 1.นำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต 2.ผนึกกำลังสานพลังประชารัฐ เน้นการพึ่งพากันเอง (มิใช่ตนเอง) และรวมเป็นกลุ่มอย่างมีพลัง

ผู้เขียนอ่านแล้วสะดุดใจในกล่องที่ 2 คือสร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงสำรวจตัวเองในฐานะที่เป็นไทยคนหนึ่งว่าขาดตกบกพร่องอะไร ขนาดไหน ทำไมเขาจึงตราหน้าว่าหัวหยักๆ สักว่าเป็นคน ยังไม่เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ เป็นคน (ไทย) ภาษาอะไรกัน

ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธที่สอนให้เป็นดีคนมีศีล มีธรรม โดยรักษาศีล 5 ไม่ขาดตกบกพร่อง (ไม่ใช่เพื่อสนองที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ที่ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นประธานการขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล 5 เมื่อเร็วๆ นี้) และ 3.ทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้าเย็น เจริญภาวนา แผ่เมตตาให้ตนเอง และสรรพสัตว์สม่ำเสมอ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ ดังนั้น การที่คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เหมารวมคนไทยทั้งประเทศ ว่ายังเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงต้องสร้างให้สมบูรณ์นั้น ผู้เขียนคิดว่ากรรมการนี้คิดผิด ใช้ตรรกะอะไรมากำหหนดหลักการนี้

เมื่อศึกษาข้อความในหน้าที่ 3 เรื่องการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่คณะกรรมการเสนอมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากเตือนความจำศาสนิกให้รำลึกถึงหลักธรรมคำสอนของศาสนาว่ามีอะไร ให้ยึดอะไร ซึ่งเป็นหลักการที่ศาสนิกนั้นๆ รู้และปฏิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่มาเน้นให้ ยึดพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ซึ่งคนทั่วไปมีทั้ง 4 ข้อ (อาจไม่สมบูรณ์ 100%) แต่คนประเภทหนึ่งที่มีโอกาสดีกว่าคนทั่วไปมักจะขาด 4 ข้อนี้ คนประเภทนี้ มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบ่นให้ฟังบ่อยๆ ซึ่งเป็นคนไทยที่ต้องสร้างให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ

กรรมการชุดนี้ต้องต้องศึกษาและเข้าถึงปัญหาคนที่มีปัญหา ไม่ใช่เหมารวม อย่าให้ คนไทยบ่นออกมาว่า

โถ สงสารคนไทย เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ น่าสงสารจริงๆ

 

นี่แหละนิสัยพาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490368

โดย…อารยชล

จะรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ถ้ามีคนมาบอก มาสอน และกล่าวเตือนเราให้ทำในสิ่งที่ดีและไม่ให้ทำในสิ่งไม่ดี

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เวลามีใครมาบอกมาสอนในเรื่องดีๆ ยังรับฟังอยู่ หรือถ้าถูกคนอื่นว่ากล่าวตักเตือนก็พร้อมน้อมรับ ถ้าเห็นว่าสิ่งที่คนอื่นเตือนนั้นเราทำไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควรจริงๆ

ทว่ามีคนประเภทหนึ่งที่ไม่ชอบให้ใครมาบอก มาสอน หรือถ้าเขาทำผิด ทำไม่ดีไม่งามไม่ควรทั้งหลายแหล่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมากล่าวเตือน จะด้วยไม่ชอบหรือด้วยกลัวขายหน้าก็สุดแต่

ขอให้รู้ว่าคนนั้นเข้าข่าย “คนพาล”

ผมมีตัวอย่างประกอบเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข่าวไปเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อนายตำรวจยศสิบตำรวจโทนายหนึ่งถูกวัยรุ่นแทงที่ราวนมฝั่งซ้ายขณะเดินทางมาเปลี่ยนเวร

อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เป็นมีดพกสั้นปลายแหลมยี่ห้อ Ying Guns ขนาดประมาณ 5 นิ้ว จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงจุดเกิดเหตุ พบตัวมีดหลุดออกจากด้ามในสภาพเปื้อนเลือด

สิบตำรวจโทนายนี้ให้การว่า

ก่อนเกิดเหตุได้ขับขี่จักรยานยนต์เพื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อขับมาถึงบริเวณแยกป้อมมหากาฬ มีสัญญาณไฟแดง จึงหยุดรถแล้วสังเกตเห็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 17-20 ปี ประมาณ 10 คน ขับขี่จักรยานยนต์มาด้วยกัน 5-6 คัน ทั้งหมดไม่สวมใส่หมวกนิรภัย

ต่อมาสัญญาณไฟเขียวจึงขับขี่มาบนถนนราชดำเนินกลางมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อถึงบริเวณด้านหน้าหอศิลป์ ได้ถูกกลุ่มเด็กเหล่านี้ขับขี่ปาดหน้าจึงตะโกนออกไป

“ทำไมขับรถแบบนี้มันอันตราย และยังไม่สวมหมวกกันน็อกด้วย”

วิสัยพาล! ได้ยินมีหรือจะพอใจ กลุ่มวัยรุ่นจึงตะโกนกลับว่า

ถ้างั้นจอดรถคุยกันดีกว่า ผมไม่ชอบให้ใครมาสอนว่ะ

ทว่าระหว่างพูดคุยกันนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อมีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธมีดแทงจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนพากันแยกย้ายหลบหนีไป ทว่าโชคดีที่ตำรวจนายนี้ปลอดภัย

ทีนี้ทำไมผมจึงบอกว่าพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้เข้าข่าย “คนพาล”ก็เพราะว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมามันชัดเจนทั้งการกระทำและคำพูดที่ว่า “ทั้งขับรถปาดหน้าไปมา” ทั้งคำพูดที่ว่า “ผมไม่ชอบให้ใครมาสอนว่ะ”

ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้อคติกับวัยรุ่นกลุ่มนี้แต่ผมดูจาก “ตำราพระพุทธเจ้า” ที่ระบุว่า คนพาลเป็นแบบไหน มีลักษณะอย่างไร และชอบมีพฤติกรรมอะไรบ้าง

หนึ่ง คนพาลชอบคิดชั่วเป็นปกติ เรื่องดีมีเป็นร้อย แต่น้อยที่คนพาลจะคิดทำ แต่จะใฝ่คิดในทางไม่ดี เช่น คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ

สอง ชอบพูดชั่วเป็นปกติ ได้แก่ พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดยุยง ชอบพูดจาหาเรื่องคนอื่นประจำ

สาม ชอบทำชั่วเป็นปกติ ได้แก่ เกะกะเกเร ทำตัวอันธพาล ชอบทำลายล้างผลาญชีวิตคนอื่น ทำผิดศีลธรรม และกฎหมายบ้านเมืองเป็นอาจิณ

วิธีการสังเกตคนพาลสามารถดูได้จากการกระทำและคำพูด ได้แก่

ชอบชักนำในทางที่ผิด เช่น ชักชวนหนีโรงเรียน ไปลักขโมย ชักชวนไปเสพยา ทำสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ยังเยาว์วัย อ่อนความคิด อ่อนสติมักถูกชักนำได้ง่าย

ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เกะกะเกเร หน้าที่ตัวเองไม่พยายามจัดการให้เสร็จ แต่ชอบไปก้าวก่ายหน้าที่คนอื่น

ชอบแต่สิ่งผิดๆ ไม่ดี ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วว่าดี เห็นคนทำถูกเป็นคนโง่ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนขี้ขลาด

ไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัยที่สังคมตั้งขึ้นมา

สุดท้าย คือแม้คนอื่นพูดดีๆ ก็โกรธอย่างเช่นเรื่องนี้เลยถูกตำรวจเตือนในเรื่องดีก็โกรธและทำร้ายตำรวจเสียงั้น

 

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงสร้างศาสนทายาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490367

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงสร้างศาสนทายาท

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 วัดพระแก้ว อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ตั้งโรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยา ต้นแบบโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ที่อยู่ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เต็มไปด้วยนาคเณร 123 คนและผู้ปกครองที่เข้าขบวนแห่เตรียมการบวชเณรในโครงการ สร้างศาสนทายาท เสริมความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา ประจำปี 2560

พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว และเจ้าคณะภาค 6 กล่าวว่า ผู้บวชสามเณรภาคฤดูร้อนนี้ ถ้าไม่ลาสิกขาก็เรียนต่อที่โรงเรียนได้ ซึ่งจัดให้เรียนฟรี มีทุนให้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปเยี่ยมโรงเรียนตามโครงการ กพด.ของพระองค์ ในเขต จ.ลำปาง พะเยา เชียงราย แพร่ และน่าน ซึ่งพระองค์สนพระทัยในการเรียนของนักเรียนในโครงการ ซึ่งเป็นสามเณรทั้งหมด แต่ละจังหวัดมีหลายโรงเรียนด้วยกัน เช่น จ.เชียงราย มีถึง 21 โรงเรียน แต่ละโรงเรียนจัดสอนตั้งแต่ชั้นม.1-ม.6

พระธรรมราชานุวัตร กล่าวว่า โรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยา สอนวิชาสามัญ 70% และที่เหลือเป็นวิชาศาสนธรรม หรือศาสนปฏิบัติ

เรื่องวิชาศาสนธรรม หรือศาสนปฏิบัตินั้น เป็นพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระราชประสงค์ให้สามเณรฝึกการฝีมือ โดยใช้ครูช่างจากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มาสอน ฅซึ่งผู้เรียนได้แสดงผลงานออกมาหลายอย่าง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ ให้นำไปจัดจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า เพื่อนำรายได้มาสมทบทุนในโครงการด้วย

ส่วนวิชาสามัญนั้นได้ครูทั่วไปสอน ส่วนมากเป็นผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมี 4-5 รูป จบระดับปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย

ผู้ที่เรียนจบวิชาสามัญสามารถเรียนต่อที่วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานทุนถึง 100 กว่าทุน พร้อมทั้งอุปกรณ์การศึกษา เรียนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล ระบบ DLTV และ DLIT จากวังไกลกังวล พระราชทานค่าภัตตาหารเพลให้สามเณรทุกรูป รูปละ 10 บาท/วัน ปีละ 200 วัน

ถ้าหากสามเณรมีอายุ 20 ปี ประสงค์จะอุปสมบท ก็พระราชทานผ้าไตรให้อีก

พระพุทธรูปสร้างโดยสามเณรศาสนทายาท จากโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ที่วัดพระแก้ว เชียงราย

ในการเสด็จฯ ไปเยี่ยมโรงเรียนในโครงการ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2560 พระองค์สนพระทัยในการเรียนการศึกษาและสุขภาพพลานามัยของสามเณรมาก จะทรงตั้งพระทัยฟังรายงานการศึกษาของสามเณรตลอด เช่นที่โรงเรียนพุทธิวงศ์วิทยาทรงประทับทอดพระเนตรโครงการต่างๆ ของโรงเรียนนานถึง 2 ชั่วโมง จากหมายกำหนดการที่กำหนดไว้ 45 นาที

พระธรรมราชานุวัตร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้แก่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และคณะที่เดินทางไปร่วมงานโครงการ “บรรพชาและอุปสมบททายาทพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เม.ย. 2560 จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และคณะกรรมการส่งเสริมกิจการของมหาวิทยาลัย ที่มี อภัย จันทนจุลกะ เป็นประธาน

เมื่อมีการประชุมนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม พระธรรมราชานุวัตร ได้กล่าวย้ำให้นักเรียนที่เป็นสามเณรให้คำมั่นสัญญาว่า อย่าให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสียพลังศรัทธา ต้องศึกษาเล่าเรียนในผ้าเหลืองตลอดไป จนกระทั่งจบการศึกษา

พร้อมกันนั้น ท่านได้เล่าเรื่องที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระภิกษุรูปหนึ่งที่ จ.น่าน โดยเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาให้ถึงวัดที่พระภิกษุรูปนั้นอยู่ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากพระภิกษุรูปนั้น (พระธรรมราชานุวัตรจำไม่ได้ทั้งชื่อของพระและวัด) เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แต่มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่พระภิกษุ เมื่อความทราบถึงพระองค์ จึงมีพระราชดำริว่า เมื่อเขาเรียนจบต้องให้ จึงทรงนำปริญญาไปพระราชทานถึงที่วัด

พระธรรมราชานุวัตร บอกกับพระภิกษุรูปนั้นว่า ไม่ควรลาสิกขา เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอาทิกัมมะ หรือต้นแบบ ถึงเพียงนี้ เหตุการณ์นั้นผ่านมา 10 กว่าปีมาแล้ว และนับแต่ครั้งนั้น มศว ต้องพระราชทานปริญญาให้พระภิกษุที่เรียนจบตลอด ส่วนพระภิกษุรูปนั้นที่เป็นอาทิกัมมะ ยังอยู่ในสมณเพศ ช่วยสอนหนังสือพระภิกษุสามเณรจนถึงทุกวันนี้

พระธรรมราชานุวัตร กล่าวว่า พระเมตตาในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญนั้น เป็นการสร้างศาสนทายาทโดยตรง และยังเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

แห่เผาศพพระไม่มีญาติ แน่นวัดพระพิเรนทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490366

แห่เผาศพพระไม่มีญาติ แน่นวัดพระพิเรนทร์

โดย…สมาน สุดโต

วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2560 เต็มไปด้วยประชาชนที่มาทำบุญเลี้ยงพระเพล บังสุกุลรวมญาติ เนื่องในวันมหาสงกรานต์ และร่วมฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไม่มีญาติ ในวันเดียวกัน จนทำให้ศาลาใหญ่ที่มี 2 ศาลาคับแคบ

การฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไม่มีญาติ เป็นประเพณีที่วัดจัดต่อเนื่องมานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่พระเทพคุณาธาร (ผล หรือปู่ขุ่น เล็กสมบูรณ์) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (เกิดวันที่ 28 พ.ค. 2445 เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2476 มรณภาพวันที่ 7 ต.ค. 2512)

ปีนี้พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ก็ปฏิบัติตามครูอาจารย์ในอดีต โดยจัดอย่างสมเกียรติ นับตั้งแต่การตกแต่งดอกไม้ที่ศาลาบำเพ็ญกุศลศพอย่างสวยงาม ก็ได้ บริษัท เรน ฟอเรสต์ ที่รับจัดดอกไม้ในพิธีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาจัดให้เป็นการกุศล

พระเทพสิทธิโกศล ประธานในพิธี

ส่วนพระเถระที่มานั่งเป็นประธาน เพื่อเป็นเกียรติในงานฌาปนกิจ ได้แก่ พระเทพสิทธิโกศล (ใหญ่ ชวโน) เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย เจ้าคณะเขตป้อมปราบฯ-ปทุมวัน ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งเป็นศิษย์เก่าวัดพระพิเรนทร์เช่นกัน

ประชาชนที่ร่วมงานมาจากหลายพื้นที่ทั้งใกล้และไกล นอกจากมาด้วยใจเป็นกุศลที่ต้องการฌาปนกิจศพพระภิกษุผู้ไม่มีญาติ ยังรับเป็นเจ้าภาพถวายผ้าไตรที่ทอดบังสุกุลหน้าศพอีกจำนวนมาก

ทางวัดจัดพิธีฌาปนกิจครบทุกขั้นตอน เช่น นิมนต์พระสวดพระอภิธรรม 3 วัน ถึงวันที่ 13 เม.ย. ก่อนพิธีฌาปนกิจก็จัดให้มีพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ นิมนต์พระสงฆ์ทั้งวัดมาสวดมาติกา บังสุกุล จัดทอดผ้าบังสุกุลหน้าศพ วันรุ่งขึ้นได้จัดพิธีเก็บอัฐิและอังคาร

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ป.ธ.9 เจ้าคุณนักบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และสาแหรกตระกูลชาวบ้าน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) ได้รับนิมนต์มาร่วมพิธีที่วัดพระพิเรนทร์ บันทึกในเฟซบุ๊กว่า

วัดพระพิเรนทร์ วรจักร จัดงานบำเพ็ญกุศลศพของพระภิกษุผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2492 (หรือปี 2493) นับถึงวันนี้ได้ 60 กว่าปี ในปีนี้มีพระผู้มรณภาพ (ที่โรงพยาบาลสงฆ์) ที่ขึ้นป้ายไว้ 120 รูป มีสมณศักดิ์สูงสุด คือ พระเทพประสิทธิคุณ (หลวงพ่อผัน) วัดระฆังโฆสิตาราม อายุ 103 ปีดร.พระมหาอดิศร มะลิทอง วัดราชบุรณะ อายุ 80 ปี มีพระที่อายุน้อยที่สุด คือ อายุ 29 ปี

ในจำนวน 120 รูปนี้ ญาติหรือวัดต้นสังกัดนำศพไปเผา/พระราชทานเพลิงศพที่วัดต้นสังกัดหรือวัดบ้านเกิดของท่าน ดูรายชื่อพระรูปอื่นๆ มีนามสกุล “สังพิชัย, มั่นคง, สว่างศรี, …นี้เป็นนามสกุลที่คุ้นๆ ในฐานะที่เป็นคนสุพรรณบุรี มีเผาจริงๆ ศพพระภิกษุ 2 รูป นี่คือกิจกรรมพิเศษของวัดพระพิเรนทร์ ที่หลวงปู่ขุ่น เล็กสมบูรณ์ (พระเทพคุณาธาร) ได้ปฏิบัติมา เรียกว่า “เผาศพไม่มีญาติ” ในภาคเช้ามีกิจกรรมทำบุญสงกรานต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว, ภาคบ่ายมีสรงน้ำพระ, ฟังพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ สวดมาติกาบังสุกุลแก่ศพพระผู้มรณภาพที่โรงพยาบาลสงฆ์ และสุดท้ายคือเผาจริงศพพระภิกษุผู้ไม่มีญาติ 2 ศพ นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า มาวัดเดียว ได้บุญคุ้ม ได้บุญหลายอย่าง

นอกจากประเพณีฌาปนกิจศพพระผู้ไม่มีญาติแล้ว วัดพระพิเรนทร์ ยังจัดสงเคราะห์เผาศพประชาชนทั่วไปที่ไม่มีญาติ รวมทั้งบริจาคโลงศพให้แก่ผู้ต้องการอีกด้วย ดังนั้นหากท่านมีความประสงค์จะร่วมพิธีการกุศลของวัดที่มีแต่ให้เพื่อเป็นการสร้างบุญบารมี อันไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ ติดต่อได้ที่สำนักงานวัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร (ย่านคลองถม) โทรศัพท์ 02-222-09448, 02-221-4050, หรือ 02-222-08770

 

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

6 เมษายน 2560 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490364

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

โดย…ราช รามัญ

พุทธศาสนาในประเทศไทยนอกจากเถรวาทแล้ว นิกายจีน หรือมหายาน นับว่าเป็นอีกนิกายหนึ่งที่มีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากมายเหลือล้นไม่ต่างกัน เมื่อพูดถึงพุทธในแนวมหายานแล้วนั้น ความแตกต่างหลายอย่างในขนบประเพณีธรรมและสิ่งภายนอกของการครองจีวรของพระสงฆ์ตลอดทั้งวัตรปฏิบัติก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หาได้แตกต่างกันเลย คือ เรื่องของเนื้อหาแห่งธรรม

ด้วยที่สุดก็เป็นไปเพื่อหอบพาหัวใจให้ไปถึงจุดหลอมละลายเหมือนพุทธศาสนาเถรวาท การหลอมละลายทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง การเดินทางของหัวใจที่จะให้ไปถึงจุดหลอมละลายได้นั้นสิ่งมีหลายเส้นทางเดิน ทุกเส้นทางต่างมีข้อวัตรเพื่อฝึกจิตฝึกตนด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมืองไทยวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส นับได้ว่าเป็นวัดจีนที่มีสาธุชนเดินทางไปศึกษาธรรมและน้อมนำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนตลอด ต่อมาได้มีการสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ขึ้น บนเนื้อที่ 12 ไร่ ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีชื่อเป็นทางการว่า วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 โดยการอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายประเทศไทย ซึ่งพระเดชพระคุณอาจารย์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เป็นประธานในการจัดสร้าง และพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เป็นประธานที่ปรึกษาจัดสร้างฝ่ายสงฆ์

บริเวณภายในวัดสะอาดเรียบร้อย กว้างขวาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกสายลมพัดโบกตลอดเวลาราวกับมีการวางหลักชัยภูมิเอาไว้ได้อย่างดี แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ภายในวัดนี้เย็นสดชื่นราวอยู่กับคนละโลก

ขณะที่เดินอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ได้มีโอกาสพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีจริยาวัตรงดงาม คอยต้อนรับและทักทาย รวมทั้งแนะนำสาธุชนที่เข้ามากราบสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามมากของวัด ต่อมาทราบว่าท่านชื่อ พระศิริชัย ฉายา เสี่ยใช้ เป็นหลวงจีนวินัยธร ตำแหน่ง คณานุกรม ประจำรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเมตตาแนะนำและให้ความรู้ญาติโยมที่เดินทางมาโดยไม่เลือก ที่รักมักที่ชัง จะฐานะไหนอายุเท่าไหร่ ท่านแนะนำให้ความรู้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด อดทำให้ผมสนใจท่านไม่ได้ เมื่อสนทนาธรรมกับท่าน ได้ความรู้มุมมองใหม่แปลกๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็ได้ “ความเมตตาเป็นสายใยแห่งธรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มีมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนไทย คนจีน คนแขก หรือคนชาติไหนๆ ถ้าเราเจริญเมตตาให้มากๆ บ่อยๆ ใจของเราจะสงบเย็นโดยธรรมชาติและสามารถค่อยๆ ลดทิฐิลง

ทิฐิความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้เราในบางครั้งเครียด เป็นทุกข์ ความเมตตาจะช่วยเราได้มาก ถ้าหากเราเจริญอย่างจริงจัง แต่ความเมตตาที่เจริญนั้นควรประกอบไปด้วยปัญญามากำกับ”

ส่วนเจ้าแม่กวนอิม หรืออวโลกิเตศวร ของวัดนี้ เท่าที่ได้ถามกับผู้คนที่มากราบไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเคารพศรัทธาพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังหัวใจแล้ว ไม่ใช่มากราบเพื่อร้องขอ เพื่อมาบนบาน แต่มากราบเพื่ออธิษฐานจิตเพื่อจะปฏิบัติตนให้อยู่ในรอยธรรม ทุกคนย่อมสำเร็จในสิ่งที่ใจของตนนั้นปรารถนาเหมือนกันหมด บางคนกล่าวถึงขนาดว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกข์ร้อนเรื่องใดมากราบอธิษฐานจิตตั้งมั่นใฝ่ในธรรมไม่ช้าไม่นานทุกอย่างที่ติดขัดย่อมสำเร็จประโยชน์

เทียนแก้วจำนวนไม่น้อย วางเรียงราย เป็นการบ่งบอกถึงจำนวนศรัทธาของผู้คนที่มากราบไหว้ด้วยหัวใจและต้องเป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงจึงจะประสบผล แต่ถ้ามากราบเพื่อร้องขอแต่ไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในรอยธรรมก็ยากที่จะสำเร็จ พระสงฆ์นิกายจีนนี้ท่านฉันอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต…ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการปรับธาตุให้เบาต่อการดำรงอยู่ของความเป็นสมณะตลอด ทั้งเป็นการเจริญตามรอยธรรม พระศิริชัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

“ถ้ามองสถาปัตยกรรมที่วัดนี้แล้ว สามารถเข้าใจถึงปริศนาธรรมบางประการที่มากกว่าเรื่องของความสวยงามได้ จะทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะการวาดแต่ละภาพนั้นเป็นการวาดที่ต้องอาศัยฝีมือ สติ สมาธิ และการสอดแทรกถึงธรรมะเข้าไปด้วย บางภาพมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามแต่เคร่งขรึมด้วยธรรมก็มี แต่จะอย่างไรเสีย ความเมตตาเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีอยู่ในใจของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติ ปรารถนาให้ทุกคนเจริญในความเมตตาเพื่อให้เกิดความรัก ความกรุณา เกื้อกูล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รู้จักอภัยทานให้กัน ให้กับทุกสรรพชีวิต แล้วความสุขสวัสดิมงคลที่ปุถุชนแสวงหาย่อมจะปรากฏอย่างแท้จริงในหัวใจ”

ท่านใดที่ยังไม่เคยไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ควรหาโอกาสสักครั้ง ไปแล้วความสุขปีติในธรรมย่อมจะชักนำปรากฏ อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลหนักหนาที่ได้มาวัดนี้ ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญธรรม สร้างบารมี ที่เปล่งปลั่งด้วยความเมตตา และกรุณา