มิสเตอร์เกย์เวิลด์ เวทีสิทธิมนุษยชน ความหวังใหม่สิทธิ LGBT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487233

มิสเตอร์เกย์เวิลด์ เวทีสิทธิมนุษยชน ความหวังใหม่สิทธิ LGBT

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านสิทธิหรือการแก้ปัญหาของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) อย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ การผ่านร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อป้องกันการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติต่อใครเพราะเพศสภาพ โดยมีผลบังคับใช้แล้วในบัดนี้ ในขณะที่ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพื่อการสมรสระหว่างเพศเดียวกันก็มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ศ. … (จุดจุดจุด) เพื่อรับรองกลุ่มคนข้ามเพศนั้น องค์กรด้านความหลากหลายทางเพศได้ทำงานอย่างหนัก แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก (มาก) ก็ตาม

ดูเหมือนว่าในปีนี้กระแสโลกได้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง อย่างการยอมรับให้ภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หนังเกย์อยู่ในสปอตไลต์ที่ทั่วโลกมองเห็น หรือด้านสิทธิและความเท่าเทียมในแง่กฎหมายหรือนโยบายก็ถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น การมีพื้นที่ในการเรียกร้องการแต่งงานในเพศเดียวกันในหลายประเทศ การที่บางโรงเรียนในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐ ให้สิทธินักเรียนกลุ่มข้ามเพศ (ชายแต่งหญิง) สามารถเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพของตัวเองได้เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง และการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเรื่อง “ปฏิบัติการทางภาษา” ที่มีการคิดคำสรรพนามเรียกกลุ่มข้ามเพศโดยไม่ให้ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ใช้คำว่า Ze หรือ They รวมถึงประเทศไทย ก็มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้กลุ่มหลากหลายทางเพศถูกกล่าวถึงอีกครั้ง

เวที Mr.Gay World คือ เวทีแห่งความภาคภูมิใจด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ มุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแก่ผู้ชายกล้าจะแสดงออกถึงความเป็นเกย์ออกสู่สาธารณะ เพื่อจะแสดงให้โลกเห็นว่าเกย์คือ “ตัวตน” ที่สามารถภูมิใจได้ และเกย์ก็มีพื้นที่ในการนำเสนอตัวเอง นำเสนอความรู้ ทัศนคติ รวมถึงนำเสนอความมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่ยอมรับ ให้มนุษย์ทุกหมู่เหล่าได้ร่วมสร้างสังคมที่ดีไปด้วยกันโดยไม่มีอคติเรื่องเพศมาเป็นเส้นแบ่ง ซึ่งถือได้ว่า เวที Mr.Gay World คือมาตรวัดระดับความก้าวหน้าสิทธิเสรีภาพและการยอมรับจากประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศไทยเพิ่งมี Mr.Gay Thai คนแรกในประวัติศาสตร์เพื่อไปแข่งกับชาติอื่นๆ ในเดือน พ.ค.นี้

นิกร อาทิตย์ ผู้จัดงาน Mr.Gay Thai และประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์ กล่าวว่า เวทีนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้คำว่าเกย์อย่างชัดเจนทำให้มีความท้าทายสองอย่างคือ คนไทยจะรับเวทีนี้ได้หรือไม่ และจะมีเกย์ไทยกล้าเปิดเผยในที่สาธารณชนหรือเปล่า

“จุดเด่นของเวทีนี้คือ เราไม่ได้เน้นเรื่องหน้าตา ช่วงอายุผู้เข้าประกวดจะกว้างไปถึง 40 ปี เพราะเราจะเน้นเรื่องความรู้ ความสามารถ ทั้งความเชี่ยวชาญด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ด้านกฎหมาย วัฒนธรรม สังคม สิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องนำเสนอแคมเปญเกี่ยวกับแอลจีบีทีที่ใช้ได้จริงต่อหน้ากรรมการ ดังนั้นสิ่งที่นำมาแข่งขันกันจึงแตกต่างจากเวทีความงามอื่นๆ เพราะจะแข่งกันด้วยความรู้ ความสามารถ และทัศนคติเป็นองค์ประกอบสำคัญ”

การจัดเวทีประกวดก็เพื่อให้ชาวเกย์จากทั่วโลกมาอยู่บนเวทีเดียวกัน ให้พวกเขาได้แบ่งปันประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ของกันและกันว่าหลายพื้นที่บนโลกใบนี้ที่ความเป็นเกย์ หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ ยังเป็นสิ่งที่ต้องต้องห้าม ปกปิด และยังต้องต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงจะได้นำวิธีคิดหรือประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้ในประเทศตัวเอง เพื่อสร้างพลังเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่เข้าแข่งขัน เราเข้าไปหลังไต้หวัน ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ แต่ปีนี้เราเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะไทยเป็นเกย์เดสติเนชั่นของเกย์ทั่วโลก กองประกวดจึงอยากเห็นตัวแทนจากประเทศไทยขึ้นแข่งขันบนเวทีโลก”

ประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์ ยังกล่าวด้วยว่า บางกอกเรนโบว์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 โดยทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มหลากหลายทางเพศสู่สังคมและครอบครัว รวมถึงการรณรงค์
เชิงรุกเพื่อทำลายชุดความคิดที่ไม่ถูกต้องให้หมดไป

“ที่เห็นความก้าวหน้ามากที่สุดคือ ภาครัฐ” นิกร กล่าวต่อ “อย่างเวทีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร และอีกหลายงานที่ได้หลายกระทรวงมาช่วยสนับสนุน โดยภารกิจของบางกอกเรนโบว์ตอนนี้คือ เราต้องการสร้างคอมมูนิตี้ของชาวเกย์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อสร้างพลังในการต่อรองและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในสังคม”

หมอต้น-น.พ.พัฒนจัก วิภาดากุล

ตัวแทน Mr.Gay Thai คนแรกของประเทศคือ หมอต้น-น.พ.พัฒนจัก วิภาดากุล แพทย์ด้านเวชปฏิบัติทั่วไปและความงาม ตอนนี้เขาได้เตรียมความพร้อมในการสร้างแคมเปญเพื่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ โดยลงพื้นที่หาความรู้และดูการทำงานของคลินิก เอ็นจีโอเพื่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ และเอ็นจีโอด้านเอชไอวีอย่างจริงจัง เพื่อปรับความรู้ วิธีคิด และวางแผนออกแบบให้ได้แคมเปญที่สำคัญและเข้ากับสถานการณ์ความหลากหลายทางเพศในปัจจุบัน

“ผมต้องการชูเรื่องยาเพร็พ (PrEP) หรือยากินป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ และยาเป๊ป (PEP) หรือยากินเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกรณีฉุกเฉินภายหลังมีโอกาสสัมผัสเชื้อเอชไอวี” หมอต้นกล่าวถึงแคมเปญที่จะพูดบนเวทีโลก

“ผมมองว่า สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมความรู้และโอกาสในการเข้าถึงยาทั้งสองตัวนี้ อาจจะรณรงค์ร่วมกับแคมเปญถุงยางอนามัย เพื่อให้มีผลในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เกิดรายใหม่น้อยที่สุดในแต่ละปี และสร้างความเข้าใจว่า การรับยาโดยไม่จำเป็นทำให้เสี่ยงต่อการดื้อยา เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้

ความท้าทายของแคมเปญคือ การพูดให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและหวังจะพึ่งยาต้องเปลี่ยนความคิดไปตระหนักในทิศทางที่เหมาะสม ให้มองว่าเป็นยาที่ใช้ฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ระวังป้องกันตัว ซึ่งยาทั้งสองตัวนี้จะเป็นแคมเปญระดับสากลที่ถ้ารณรงค์เรื่องสร้างความรู้และเพิ่มการเข้าถึงได้ ก็จะช่วยให้ทุกเพศที่มีโอกาสมีความเสี่ยง”

นอกจากนี้ คู่แข่งที่น่าสนใจในปีนี้ต้องกล่าวถึง Charlie Tredway จากประเทศนิวซีแลนด์ที่ประกาศชัดว่า ตนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่กล้าพูดเพื่อเป็นกระบอกเสียง และปลุกความกล้าของผู้ติดเชื้อให้สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีศักดิ์ศรี โดยจะจัดขึ้นที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 5-10 พ.ค. 2560

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

ด้าน ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความก้าวหน้าด้านความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยว่า ปัจจุบันกลุ่มแอลจีบีทีมีพื้นที่แสดงตัวตนมากขึ้นเพราะสังคมไทยยอมรับมากขึ้น

“คนรุ่นใหม่ในยุคเจนวายหรือเจนแซดไม่ค่อยจะนิยามตัวเองว่าเป็นเพศอะไร เพราะเขาเปิดกว้างในเรื่องความสัมพันธ์ พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นในอัตลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น”

ดร.นฤพนธ์ ยังได้ฝากไปถึงชาวแอลจีบีทีที่ยังไม่กล้าแสดงตัวตนในสังคมว่า สังคมไทยเป็นสังคมของความหลากหลาย เกย์ กะเทย ทอม ดี้ พบได้กับคนทุกระดับชั้นตั้งแต่คนรวยถึงคนยากจน ซึ่งแต่ละระดับชั้นจะมีแวดวงและเพื่อนฝูงของตัวเอง

“แต่เกย์ชนชั้นกลางจะมีพลังมากกว่าคนอื่น เพราะเป็นชนชั้นที่สามารถชี้นำคนในสังคมได้พอสมควร ดังนั้นจึงอยากฝากให้เกย์ชนชั้นกลางเป็นสะพานให้ชาวแอลจีบีทีคนอื่นๆ ที่ยากจนหรืออยู่ในชนบทได้ออกมายืนในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น”

ปัจจุบันคำว่า เพศสภาพ กำลังเปลี่ยนชุดความคิดจากการยอมรับเฉพาะตามเพศกำเนิด เป็นการยอมรับ “ตัวตน” ตามเพศที่แสดงออก ซึ่งถือเป็นความเปิดกว้างอย่างหนึ่งของสังคมไทยและสังคมโลก นั่นเพราะการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การกดดัน บีบให้ปกปิดตัวตน หรือปฏิบัติต่อกันด้วยความเกลียดชังต่างหาก คือ สิ่งที่ควรละเลิก

เพราะไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

 

คนกินเส้น รู้อย่างไร? ก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487085

คนกินเส้น รู้อย่างไร? ก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย

โดย…วรธาร

ก๋วยเตี๋ยว อาหารยอดนิยมของคนไทย หากินง่ายเพราะร้านก๋วยเตี๋ยวมีมากมาย ทั้งร้านใหญ่ ร้านเล็ก ร้านรถเข็น บางซอยมีตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย มีทั้งขึ้นห้างและอยู่ริมถนนฟุตปาท ก๋วยเตี๋ยวทั้งนั้น

ยิ่งร้านไหนอร่อยลูกค้าแน่นถึงรอคิวก็ไม่หนี ทว่า ท่ามกลางความอร่อยของก๋วยเตี๋ยว หรือพ่อค้าแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวที่ขายดิบขายดีนั้น ก็มีเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

ล่าสุด ก็มีข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่องพบการปนเปื้อนวัตถุเจือปนอาหาร สารกันเสีย หรือสารกันบูดในเส้นก๋วยเตี๋ยว พบบางตัวอย่างมีปริมาณสูงอย่างน่าตกใจ แต่เพื่อสร้างความเข้าใจและความกังวลใจของผู้บริโภค ส่งเสริมให้เกิดการความตระหนักและความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค และช่วยสนับสนุนกิจการการผลิตอาหาร โดยเฉพาะในรายเล็กหรือขนาดกลาง ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนาเรื่องอาหารปลอดภัย : การผลิตก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย สบายใจเมื่อรับทาน

การใช้วัตถุเจือปนในก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยจริงหรือ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้วัตถุเจือปนในก๋วยเตี๋ยวนั้น มีความปลอดภัยจริงหรือ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวและสร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคมิใช่น้อย

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ดร.กนิฐพร วังใน อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ก๋วยเตี๋ยวเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเส้นที่คนไทยนิยมบริโภครองจากข้าว และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นสูง มีความเป็นกรดต่ำ ใช้เวลาการผลิตค่อนข้างนาน ประกอบกับผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่นิยมเก็บรักษาที่อุณหภูมิปกติ ไม่ได้แช่ตู้เย็น ทำให้มีอายุการเก็บสั้น มีโอกาสเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ได้ง่าย

“ด้วยเหตุนี้เองผู้ประกอบการโดยมากจึงมีความจำเป็นต้องใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) หรือที่เรียกว่าสารกันบูดเพื่อยืดอายุการเก็บของเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยวัตถุเจือปนที่นิยมใช้มากในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวคือกรดเบนโซอิก (Benzoic Acid) หรือเกลือเบนโซเอต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีข้อกำหนดให้สามารถใช้ในอาหารได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

โดยกรดเบนโซอิกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ประกอบกับมีราคาถูก จึงเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกันอย่างแพร่หลาย ปกติหากร่างกายได้รับกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตในปริมาณน้อยก็จะสามารถขับออกไปให้หมดได้”

น้ำหนักคนกับการรับเบนโซอิกและเบนโซเอตต่อวัน

ดร.กนิฐพร ให้ข้อมูลเพิ่มว่า จากงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีรายงานว่ากรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตมีฤทธิ์เป็นสารก่อมะเร็งหรือพิษต่อสารพันธุกรรมแต่อย่างใด แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่สูงมากหรือได้รับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้โดยแสดงอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้ ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญของโคเด็กซ์ (JECFA) ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (Acceptable Daily Intake) ของกรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอตไว้ที่ 5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน

“กล่าวคือหากมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับเกิน 250 มิลลิกรัม/วัน หากก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวประมาณ 100 กรัม และผู้ผลิตเติมกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตในปริมาณสูงสุดตามข้อกำหนด ผู้บริโภคจะได้รับกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 100 มิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยเพียงแค่ 2.5 เท่า ซึ่งกรณีนี้ยังไม่นับรวมกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตที่เติมในอาหารชนิดอื่น” ดร.กนิฐพร อธิบาย

ด้าน วิภา สุโรจนะเมธากุล นักวิจัยฝ่ายเคมีและกายภาพอาหาร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร กล่าวเสริมว่า จากการคำนวณก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวประมาณ 100 กรัม สารที่อยู่ในก๋วยเตี๋ยวอาจไม่เป็นอันตรายสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กอาจจะมีปัญหาเพราะมีน้ำหนักน้อยกว่าผู้ใหญ่

ขณะที่ประสิทธิภาพการยับยั้งจุลินทรีย์ของกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอต ดร.กนิฐพร กล่าวว่า จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดที่ช่วงพีเอช 2.5-4.0 ซึ่งอยู่ในรูปของกรดที่ไม่แตกตัว จึงเหมาะใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดสูง (พีเอชต่ำ) เช่น น้ำผลไม้ แยม เจลลี่ ผักดอง ผลไม้ดอง น้ำสลัด และฟรุตสลัด เป็นต้น

แต่เส้นก๋วยเตี๋ยวโดยทั่วไปมีพีเอชประมาณ 6 ดังนั้น การใช้กรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะสม ทำให้ต้องเติมในปริมาณมากเพื่อจะสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้

“จากรายงานการวิจัย พบว่าประสิทธิภาพการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยวของเกลือเบนโซเอตต่ำกว่าเกลือซอร์เบต (เกลือของกรดซอร์บิก) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้เกลือเบนโซเอตร่วมกับเกลือซอร์เบตในปริมาณ 400 และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ ให้ผลเสริมฤทธิ์กัน จึงสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้วัตถุกันเสียเพียงชนิดเดียว”

เลือกบริโภคก๋วยเตี๋ยวอย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับการบริโภคก๋วยเตี๋ยวให้ปลอดภัย เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเองต้องใส่ใจ ขณะที่ผู้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวเองก็ต้องคำนึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเคร่งครัด

วิภา ยังได้แนะนำข้อปฏิบัติในการบริโภคก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยว่า เวลาเข้าไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอะไรก็ตาม นอกจากต้องดูความสะอาดของร้านแล้ว ในส่วนของเส้นก๋วยเตี๋ยวนั้นผู้บริโภคควรสังเกตว่า ร้านมีการแสดงบรรจุภัณฑ์ ยี่ห้อ และฉลากเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. ชัดเจนหรือไม่

“เป็นต้นว่า ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตจากโรงงานไหน ควรบริโภคก่อนวันที่เท่าไร ทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้ามักจะโชว์บรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งจะแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวที่เขาใช้ ตรงตู้วางเส้นก๋วยเตี๋ยวอยากให้เราใส่ใจดูหน่อย แต่ถ้าร้านไหนมีแต่เส้นก๋วยเตี๋ยวกองไว้ไม่มีบรรจุภัณฑ์ให้เห็นอาจเสี่ยงนิดหนึ่ง เพราะอาจเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ตกค้างมาจากวันก่อนก็ได้”

ด้าน ดร.กนิฐพร เสริมว่า ควรเลือกเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ผลิตใหม่ สีและกลิ่นปกติ ไม่เหม็นหืน ไม่มีเชื้อราหรือยีสต์ แหล่งผลิตใกล้เคียงกับที่จำหน่าย พร้อมทั้งระบุหมายเลขสถานที่ผลิตอาหารที่บรรจุภัณฑ์ ปกติเส้นก๋วยเตี๋ยวควรจะมีอายุการเก็บประมาณ 2-3 วัน หากเก็บได้นานเป็นสัปดาห์ เป็นไปได้ว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวนั้นๆ อาจจะใส่วัตถุเจือปนอาหารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

“ในส่วนของผู้ผลิตก๋วยเตี๋ยวทั้งรายใหญ่และรายย่อย ควรรักษาแหล่งการผลิตให้ถูกสุขลักษณะเป็นสำคัญ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ มีระบบการผลิตที่ดีถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ได้นาน และหากมีความจำเป็นต้องใส่วัตถุกันเสียก็ควรใช้วัตถุเจือปนอาหารชนิดที่เหมาะสมและใช้ในปริมาณที่อนุญาตให้ใช้อย่างเคร่งครัด”

ขณะที่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในย่านพระโขนงรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า เธอเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวที่ผลิตจากโรงงานผลิตที่ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน มียี่ห้อและฉลากระบุชัดเจน รวมทั้งเวลาขายก็จะโชว์แพ็กเกจจิ้งให้ผู้บริโภคได้เห็นและเกิดความมั่นใจ

“ลูกค้าที่มาสั่งก๋วยเตี๋ยวที่ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้ถามหรอกว่าพี่ใช้เส้นยี่ห้ออะไร มาถึงร้านก็สั่งเลย แต่ลูกค้าบางคนที่ใส่ใจอาหารการกินก็มีถามบ้าง แต่อย่างที่บอกเราคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคอยู่แล้ว เพราะเวลาเราไปกินร้านอื่น ก็ต้องการกินร้านที่สะอาดปลอดภัย อารมณ์เดียวกัน ยิ่งทุกวันนี้มีหน่วยงานภาครัฐ เช่น อย. มาสุ่มตรวจก็สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็จะได้ตระหนักมากขึ้น”

 

งามพรรณ เวชชาชีวะ เยาวชนคือ ความท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487009

งามพรรณ เวชชาชีวะ เยาวชนคือ ความท้าทาย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ นานมีบุ๊คส์

ใครที่เป็นแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงทราบดีว่า งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นผู้แปลแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี หรือถ้าใครเป็นแฟนของวรรณกรรมซีไรต์ ก็คงทราบดีเช่นกันว่า เธอนี่เองที่เป็นผู้ประพันธ์ “ความสุขของกะทิ” นวนิยายขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2549 ความท้าทายในวันนี้คือการเขียนวรรณกรรมเยาวชนเจ๋งๆ สักเล่ม ว่าแล้วก็ไปเปิดหนังสือเล่มใหม่ของงามพรรณ และคุยกับเจ้าตัวกันเลยดีกว่า

งามพรรณเล่าว่า เป็นความใฝ่ฝันของนักเขียนทุกคนที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชนสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเดิมพันสูง จะเขียนอะไรหนอให้เด็กๆ อ่านเพลิน สนุกสนาน มีสาระ ไม่น่าเบื่อ โจทย์นี้วนเวียนอยู่ในสมองเรื่อยมาจนได้ความคิดว่า เล่าเรื่องให้เด็กๆ รู้จัก “โลกออร์แกนิก” ดีกว่า เพราะการแนะนำให้เด็กๆ ได้รู้จักโลกสีเขียวสะอาดๆ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หนังสือ “โลกของมดแดงกับแตงกวา เอยด้วย” จึงเริ่มต้นเช่นนี้เอง

“ดิฉันเองก็เพิ่งได้มีโอกาสทำความรู้จักและได้สัมผัสกับโลกออร์แกนิก ได้สนุกกับสวนออร์แกนิกที่ปากช่อง ได้รู้จักกับกลุ่มปากช่องสโลว์ไลฟ์ ได้ตื่นตาตื่นใจ และได้มองเห็นในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในมิติใหม่โดยสิ้นเชิง” งามพรรณเล่า

ข้อมูลส่วนใหญ่ในการเขียนผลงานชิ้นนี้มาจากงานเขียนของศิริกุล ซื่อต่อชาติ “ปลูกผักกันเถอะ” และ “My Organic Life” รวมทั้ง “Organic 101” ของวลัยกร สมรรถกร หลายเหตุการณ์ในเรื่องยังมาจากประสบการณ์จริงที่ได้จากการรู้จักและร่วมงานกับกลุ่ม Pakchong Slow Life ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยคำหอม ศรีนอก วลัยกร สมรรถกร และรสริน ติยะชาติ ที่ต้องขอบคุณด้วย

งามพรรณกล่าวว่า โลก ธรรมชาติและชีวิตไม่อาจแยกจากกันได้เลย มนุษยชาติเดินทางมาไกลและถอยห่างจากธรรมชาติอย่างน่าตกใจ ไม่สายเกินไปที่ตระหนักรับรู้ว่ามนุษย์ทำร้ายเพื่อนร่วมโลก ทั้งพืชและสัตว์ มากมายเพียงไหน และไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ทีละเล็กละน้อย ทีละก้าว เปลี่ยนแปลงด้วยความเต็มใจและสนุกสนาน ผลที่ได้ย่อมมีแต่ได้ความพึงใจ เพียงพอ และพอดีให้กับชีวิตของเรา

ในหนังสือเล่มนี้ มดแดง แตงกวา และเอย ตัวละครทั้งสามจะผลัดกันมาเล่าเรื่องในโลกออร์แกนิก หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โลกของมดแดงกับแตงกวาฯ จะสร้างความเข้าใจและเชิญชวนให้ผู้อ่านรุ่นเยาว์มอบความรักความใส่ใจให้แก่ธรรมชาติและโลกใบนี้มากขึ้น หนังสือได้รับเกียรติจาก “ต้องการ” นักวาดภาพประกอบผู้ใช้เทคนิคสีน้ำจากดอกไม้มาวาดภาพปกและภาพประกอบให้ กระดาษถนอมสายตาปลอดสารพิษ รวมทั้งพิมพ์ด้วยหมึกธรรมชาติ ถือเป็นวรรณกรรมเยาวชนออร์แกนิกตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับกลุ่มผู้อ่านคือ เด็กๆ ตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็น่าจะอ่านได้สนุก งามพรรณเล่าว่า อ่านแล้วได้ความสนุกนั้นเป็นอันดับแรก แถมด้วยความเพลิดเพลิน ได้เห็นภาพชุมชนออร์แกนิก รู้วิถีออร์แกนิกผ่านมดแดงกับแตงกวา สองพี่น้องคู่กัด กับเอย เพื่อนรักบ้านติดกัน จะพาไปรู้จักกับวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก โลกใบเล็กๆ สีเขียวสดใสไร้สารพิษ รสชาติอร่อย สนุกสนาน ชวนตื่นตาตื่นใจ

“แต่ไม่ได้มีแค่เรื่องออร์แกนิกหรอกนะ ยังมีเรื่องวุ่นๆ แถมอันตรายจากโลกออนไลน์ ที่มาพัวพันกับเด็กทั้งสามได้ยังไงก็ไม่รู้

งานนี้เด็กๆ ต้องใช้ไหวพริบแก้ปัญหาเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ได้!”

ผลงานวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแรกของ งามพรรณ เวชชาชีวะ อาบอิ่มด้วยความสดใสของวัยเยาว์ สอดแทรกเรื่องราวน่ารู้ที่คุณอาจยังไม่รู้ของวิถีออร์แกนิก ฉากทั้งหมดอยู่ในต่างจังหวัด ที่ขอกระซิบว่าช่างเป็นฉากที่แสนน่ารักน่าประทับใจ มาเรียนรู้วิถีออร์แกนิกผ่านโลกของมดแดงกับแตงกวากันดีกว่า เอยด้วย!

 

กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ จะอยู่รักษ์น่าน นานนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487000

กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ จะอยู่รักษ์น่าน นานนาน

โดย…กองทรัพย์

เป็นลูกหลานคนเมืองน่านที่เติบโตมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของน่านหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ที่ค่อยๆ หัวโล้น น้ำใจ-กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ บัณฑิตหมาดๆ จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยวัย 24 ปี เธอมีความคิดที่จะไม่เริ่มต้นชีวิตออฟฟิศในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ แต่มุ่งหน้าสู่การทำไร่ทำฟาร์มและร้านอาหารของตัวเองที่บ้านเกิด

ด้วยดีกรีที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา และการได้ลงพื้นที่ใน จ.น่าน ก่อนจบการศึกษาปัญหาการเกษตรดั้งเดิมในจังหวัด และศึกษาแนวทางการทำการเกษตรสมัยใหม่ของต่างประเทศ บวกกับความฝันของคุณแม่ที่อยากทำการเกษตรมาทั้งชีวิต ทำให้น้ำใจวางแผนจะทำฟาร์มในระบบแบบสมาร์ทฟาร์มตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี

น่านโดนโจมตีเรื่องการทำการเกษตร แต่น้ำใจขอสวนกระแสด้วยการปลูกผัก ทำเป็นร้านอาหารชื่อ น่านตะวันฟาร์ม “น้ำใจศึกษาและตัดสินใจว่าจะทำฟาร์มสมัยใหม่ตั้งแต่สองปีที่แล้ว ได้คุยกับคุณแม่ท่านก็บอกอยากมีฟาร์ม แต่สมัยก่อนการทำเกษตรสำหรับท่านเป็นไปได้ยาก คุณพ่อกับคุณแม่ก็เลยทำธุรกิจเสื้อผ้า ซึ่งทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตอนแรกน้ำใจก็คิดว่าอาจจะดูแลกิจการเสื้อผ้าต่อ เพราะไปเรียนแฟชั่นดีไซน์เพิ่มเติมมาด้วย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอยากมาทำฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มระบบใหม่ที่เป็นสมาร์ทฟาร์ม ในฟาร์มจะปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ปลูกเมลอน มะเขือเทศ และพืชผักสวนครัวแบบอินทรีย์ โดยที่มีร้านอาหารของเราที่นำวัตถุดิบจากฟาร์มมาปรุงให้คนมาเยี่ยมชิมกันสดๆ ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ใน จ.น่าน เปิดร้านครั้งแรก 28 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา”

ความฝันอย่างหนึ่งของสาวน่านคนนี้ คือการได้เป็นครู “การเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์มา ความฝันของน้ำใจเลยคืออยากเป็นผู้สอน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียน ดังนั้น น้ำใจก็เลยเปิดเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่ฟาร์ม สำหรับเด็กวัยประถม เกี่ยวกับงานการเกษตรแบบที่เราทำ ให้เขารู้ว่าโลกนี้มีการทำการเกษตรหลากหลายแบบ เด็กๆ จะได้ไม่ยึดติดกับความคิดที่ว่าไม่อยากทำการเกษตร เพราะหนักและเหนื่อย เราทำให้เขาเห็นว่าถ้าเราเปลี่ยนหรือพลิกมุมมองความคิดแค่นิดเดียวก็สามารถทำได้ เพราะที่น่านเด็กส่วนใหญ่จะมีต้นทุนทางการเกษตรอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำงานที่บ้าน”

น้ำใจ บอกอีกว่า “เด็กน่านจะเรียนหนังสือ ไปทำงานต่างจังหวัดหรือทำงานในกรุงเทพฯ จะไม่มีใครกลับมาที่บ้าน ดังนั้นพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกรส่งลูกเรียน แต่ลูกไม่ได้กลับมาช่วยพ่อแม่ทำเกษตร พื้นที่นี้ก็ไม่มีการพัฒนา น้ำใจมาฝึกงานที่ศูนย์จุฬาฯ จ.น่าน ได้ลงพื้นที่คุยกับชาวบ้าน พบว่าที่นี่จะปลูกพืชเลียนแบบกัน เห็นใครปลูกอะไรก็ปลูกตาม เขาปลูกข้าวโพดเพราะไม่มีทางเลือก ไม่มีตลาดรองรับกรณีที่ปลูกอย่างอื่น เพราะส่วนหนึ่งลูกหลานไม่กลับมาช่วยเขา เขาก็ทำกันแบบเดิมๆ ก็ถูกพ่อค้าคนกลางกดไว้

“อย่างน้อยน้ำใจเข้ามาทำตรงนี้ เป็นจุดเล็กๆ ของเราเอง ลงทุนเอง เราทำได้ แต่จะให้น้ำใจไปบอกเขาให้มาทำเหมือนน้ำใจไม่ได้ ถ้าไม่มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เราจะสอนเขาไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านก็จะเห็นตัวอย่าง ซึ่งตอนนี้หน่วยงานรัฐก็เข้ามาดูว่าเราทำอะไรบ้างแล้ว เอาจริงๆ การตลาดมีผลมาก น้ำใจทำฟาร์มของตัวเองให้สวย น่ามาเที่ยว เราลงทุนเยอะจริง แต่ถ้าฟาร์มน้ำใจไม่สวย เราจะจุดกระแสไม่ได้ โชคดีที่ความรู้ด้านการเกษตรมีคุณพ่อเป็นที่ปรึกษา เพราะท่านเรียนเกษตรโดยตรง ผักที่ใช้ในร้านก็พยายามปลูกเอง เพราะเรามีแปลงของตัวเองก็ทำได้หมด เราเป็นเหมือนชั้นวางของให้ชาวบ้าน ถ้าเขาเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ น้ำใจสามารถนำผลผลิตจากชาวบ้านมาขายได้ เราเป็นเหมือนตลาดเล็กๆ ให้เขา”

น้ำใจ บอกว่า สิ่งที่เธอได้รับมากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป คือการได้เห็นศักยภาพของตัวเอง ได้เห็นว่าเธอเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กน่านรุ่นใหม่คนอื่นๆ ที่อยากกลับมาทำงานที่บ้านเกิด “การกลับมาทำงานที่บ้านเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก พ่อแม่ก็ดีใจ เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลเรา ท่านดีใจที่เห็นเรากลับมาทำตรงนี้ ในอายุเท่านี้ แล้วเราคิดและทำเพื่อตัวเราเอง ครอบครัวเรา และคิดช่วยเหลือคนอื่นๆ ท่านก็ดีใจ น้ำใจถือว่าโชคดีที่คุณแม่พอมีต้นทุนให้ แต่ต้นทุนนั้นจะไร้ความหมายถ้าน้ำใจไม่ทำอะไรเลย เราก็ดีใจที่ได้กลับมาตรงนี้ เรากลับมาก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือเด็กๆ รุ่นต่อๆมาที่มาเยี่ยมฟาร์มของเรา

“เพื่อนน้ำใจในรุ่นเขาหรือรุ่นพี่หลายคนก็จะทำงานบริษัท เพราะติดภาพว่าเรียนจบสูงแล้วจะต้องอยู่ในบริษัท แต่ในใจลึกๆ เชื่อว่าเขาอยากจะมาอยู่ที่บ้าน แต่กว่าเขาจะกลับมาอายุเขาก็มากแล้ว สิ่งที่เขาคิดจะทำก็เพื่อตัวเขาเองแล้ว ด้วยสมรรถภาพและกำลังความคิด เขาก็จะอยู่ที่ตัวเอง ไม่ได้เข้าสู่ชุมชนหรือเผื่อแผ่ไปให้คนอื่น การพัฒนาบ้านเราก็ยาก”

ความฝันของสาวคนนี้ เธอบอกสั้นๆ แค่ว่า “อยากให้ จ.น่าน เป็นที่รู้จัก อยากให้ชาวบ้านเปลี่ยนแนวทางของการเกษตร อยากให้ชาวบ้านได้ปลูกแบบที่เราปลูก เรารู้ว่าเขามีปัจจัยหลายอย่างจำกัด ไม่สามารถลงทุนได้เลย ดังนั้นการที่เราจะทำอะไรใหม่ๆ ให้สำเร็จค่อนข้างยาก น้ำใจจึงตั้งใจว่าจะเริ่มต้นที่การเป็นตัวอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ ให้เขามีความรู้และกลับไปพัฒนาบ้านเขาดีที่สุด”

 

พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ เจอลูกหลงวัยรุ่นตีกันไม่ทันรู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486998

พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ เจอลูกหลงวัยรุ่นตีกันไม่ทันรู้ตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บางทีชีวิตก็มีแต่เรื่องตลกร้ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ไม่มีอะไรแน่นอน ประเหมาะเคราะห์ร้ายก็เจอเรื่องแย่ๆ เกินจะตั้งรับได้ทัน ทั้งที่จะถึงบ้านอยู่แล้วเชียว เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ น้องต้น-พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ ชายหนุ่มวัย 23 ปี เป็นหนุ่มน้อยที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีการเกษตรพืชไร่ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ต้องมาเจอลูกหลงจากวัยรุ่นตีกัน ถึงขั้นต้องผ่าสมองเลยทีเดียว

น้องต้น เล่าว่า หลังกลับจากไปดูงานที่ต่างจังหวัดกลับบ้านเร็ว วันนั้นเป็นวันที่ 19 ก.พ. 2560 เวลา 15.00 น. ก็จะเข้าบ้าน ตอนแรกจะขึ้นแท็กซี่แต่มีแบงก์ 500 เหลืออยู่ใบเดียวเกรงแท็กซี่จะไม่มีทอน มีเหรียญ 10 ติดกระเป๋าอยู่เหรียญเดียวก็เลยขึ้นรถสองแถวเข้าบ้าน ซึ่งบ้านก็ไม่ได้ลึกไม่กี่ป้ายก็ถึงบ้านแล้ว ในรถมีคนเกือบแน่นมีคนนั่งเต็ม นั่งไปแป๊บเดียวก็มีวัยรุ่นอายุ 16-17 วิ่งกรูขึ้นมา จะมาตีกับคู่กรณีที่นั่งอยู่ในรถสองคน ตอนเด็กวัยรุ่น 3 คน วิ่งกรูขึ้นมาเขาไม่ทันเห็น หันมาเด็กพวกนั้นก็ตะลุมบอนกันแล้ว มีคนหนึ่งถือมีดดายหญ้าด้ามยาวๆ พอดีกับคนอื่นๆ ในรถจะแย่งเบียดกันลงก็ไม่ทัน เหตุการณ์มันเร็วมากแบบตั้งตัวไม่ทันจริงๆ

“ผมเองกำลังจะลุกขึ้นหนีแต่ไม่ทัน จะหมอบลงกับพื้นก็ไม่ทันซะแล้ว เงยหน้าขึ้นมา ก็มีเหล็กเป็นรูปตัวยูลอยตรงมา ปักเข้าที่ขมับพอดี ตอนแรกก็ชาๆ ยังไม่เจ็บเท่าไหร่ ก็มีคนตะโกนโวยวายกันว่ามีคนโดนลูกหลง มีคนบาดเจ็บเลือดออก ผมก็มองว่ามีใครโดนอีก ปรากฏว่าเป็นผมโดนหนักอยู่คนเดียว เลือดไหล ผู้ชายข้างๆ บอกน้องโดนเหล็กที่ข้างขมับ ผมก็กลั้นใจดึงเหล็กออกจากขมับทันที เลือดงี้ไหลโชกเลยลึกประมาณ 5 เซนติเมตร จนผู้ชายที่บอกว่าเราโดนเหล็กปัก ต้องถอดเสื้อมาอุดแผลห้ามเลือดให้ ตอนนั้นรู้ตัวแล้วเพราะความชาหายไปเจ็บมากกกก” เขาเล่าด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน

หลังจากมีคนตะโกนมีคนโดนลูกหลง พวกเด็กวัยรุ่นแก๊งนั้นก็รีบหนีลงจากรถไป แล้วมีคนโทรแจ้งตำรวจ แจ้งหน่วยกู้ชีพ ประมาณไม่ถึง 30 นาทีก็มีรถพยาบาลมา เขาก็ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำไปส่งโรงพยาบาลย่านกระทุ่มแบน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เพียง 10 นาทีก็ถึง ที่รถกู้ภัยพามาที่โรงพยาบาลนี้เพราะใกล้ที่สุด

แต่ปรากฏว่า เขาไม่มีบัตรประกันสังคมอยู่โรงพยาบาลนี้ ทางโรงพยาบาลขอประเมินค่าใช้จ่ายก่อน บอกว่าต้องมีเงิน 1 แสนค้ำประกันไว้ก่อนถึงจะได้รับการรักษา ถ้าไม่มีก็ไม่รับ ตอนนั้นเป็นเวลา 16.00 น. บิดาของเขามาถึงพอดี ก็โต้เถียงกันอยู่ 10 นาที ยังไงโรงพยาบาลก็ไม่ยอมรับ เลยต้องย้ายไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งที่เขามีบัตรประกันสังคมอยู่คือที่โรงพยาบาลมหาชัย 2

จากโรงพยาบาลนี้ย้ายไปโรงพยาบาลมหาชัย 2 ใช้เวลาอีก 30 นาที “โรงพยาบาลนี้รับไว้เป็นคนไข้ แต่หมอผ่าตัดไม่มีประจำต้องโทรไปตามหมออีก กว่าจะได้ผ่าตัดรอจนค่ำ เกิดเหตุตอนบ่าย 3 กว่าๆ ได้เข้าห้องผ่าตัดประมาณ 2 ทุ่ม ผมเริ่มอ่อนแรงเพราะเสียเลือดมากตั้งแต่ตอน 5 โมงเย็น อยากจะหลับแต่ไม่กล้ากลัวหลับไปแล้วไม่ตื่น พยายามบอกตัวเองอย่าหลับๆ ก่อนผ่าตัดตอน 2 ทุ่มนี้ผมไม่มีเสียงจะพูดใครถามอะไรเริ่มไม่ตอบเพราะเหนื่อยและเพลีย สมองเริ่มเบลอไปหมดแล้ว” เขาเล่าเสียงละห้อยด้วยความเพลีย

หมอใช้เวลาผ่าตัดกะโหลกนาน 2 ชั่วโมง เขาออกมาปลอดภัยดี สมองไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไร แต่มีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกะโหลกก็คือปวดหัว กับปวดกระบอกตา ที่ใต้กกหู รอฟื้นตัวที่
โรงพยาบาล 16 วัน ผลกระทบอีกอย่างก็คือเจ็บขาซ้ายเวลาเดินจะเจ็บจึงต้องมาฝึกกายภาพเรื่องเดินอยู่อีก 2 สัปดาห์ มาพักรักษาตัวที่บ้านอีก 2 สัปดาห์ สรุปพักรักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน และหลังจากนั้นเดือนหน้าคงกลับไปทำงานได้ แต่ต้องคอยมาตรวจอาการคืบหน้าทุกๆ เดือนเป็นเวลา 6 เดือน

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการจับผู้ก่อเหตุนั้น ตำรวจพอทราบตัวเด็กวัยรุ่นผู้ก่อเหตุได้แล้ว มีคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ที่ร่วมขบวนการกันแต่มิใช่ผู้ลงมือเข้ามอบตัวแล้ว แต่คนลงมือยังจับไม่ได้ ซึ่งเขาก็จำหน้าไม่ได้เพราะเหตุการณ์มันเร็วมาก ตอนพวกวัยรุ่นขึ้นมาเขาก็ไม่ได้มอง พอตีกันจะลุกหนีก็โดนลูกหลงเลย จำหน้าใครไม่ได้ เหตุการณ์เกิดเพียง 5 นาทีเท่านั้นทุกอย่างก็จบ

เขาบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องเลือดตกยางออกต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใหญ่ เป็นเหตุการณ์เหนือความคาดคิดที่ไม่มีวันลืม “คนชอบถามว่า ผมอายุ 25 เข้าสู่เบญจเพสหรือเปล่า ซึ่งผมอายุ 23 เองก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่ามันเป็นอุบัติเหตุเหนือการคาดเดา เราโชคไม่ดีที่ไปอยู่ในที่ตรงนั้นไม่ถูกที่ถูกเวลา จะถึงบ้านอยู่แล้ว คือจะระวังอย่างไรก็พลาดได้ รถสองแถวก็แคบจะหนีลงก็ไม่ทัน ที่คิดว่าระวังแล้วก็คงไม่พอต้องระวังให้มากยิ่งขึ้นไปอีก” เขาเล่าอย่างคนทำใจได้

เพราะเขาอายุยังน้อยเลยฟื้นตัวได้เร็ว อาการดีขึ้นทุกวัน สมอง ตา หู ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไรจนเสียศูนย์

ฟังเรื่องราวของเขาแล้วก็เพลียใจแทน อย่าให้มีใครต้องมาโดนลูกหลงแบบนี้อีกเลย สาธุ…

 

 

จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486887

จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ หรือมีชื่อเล่นที่คนรอบข้างเรียกว่า คุณเชอรี่ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS

เธออยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนมากกว่า 20 ปี เป็นทั้งผู้จัดการกองทุนมา และเป็นฝ่ายขายที่ต้องดูแลลูกค้ากลุ่มสถาบัน รวมถึงบทบาทที่ต้องดูฝ่ายวิจัยอย่างปัจจุบันด้วย

เธอเล่าว่า วิธีการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ แรกๆ อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่อยากจะเป็น เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำงานด้านวาณิชธนกิจ

“เริ่มเป็นผู้จัดการกองทุนที่ บล.ภัทร พอทำได้แค่ 3 วัน จะขอลาออกเลย จนพี่ๆ บอกว่าทำไมไม่ลองดูก่อนและยังไม่ทันได้เรียนรู้อุตสาหกรรมนี้ดีพอ สิ่งที่กลับสะท้อนมาคือ ‘ความรับผิดชอบที่รับปากเขาไปแล้วว่าจะทำ’ จากนั้นก็รู้จักว่าแค่ใช้วิชาชีพที่เรียนมา หลักการอ่านงบการเงิน หลักเศรษฐศาสตร์ ได้พบซีอีโอแต่ละบริษัท และเจอคนดีๆ ก็รู้สึกโอเคมากขึ้น”

 ผ่านไป 7 ปี ภัทรขายส่วนกองทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย และทำให้ได้พบกับงานใหม่ๆ ดูแลพอร์ตกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับองค์กรใหญ่ๆ หลายแห่ง เธอถือว่าทั้งโชคดีและโชคร้ายที่เข้ามาในช่วงที่หุ้นกำลังพีกสู่ 1,400-1,500 จุด แต่ไม่ได้นำเงินเข้าไปในส่วนการลงทุนหุ้นมาก

“เพราะตอนนั้นนำเงินอยู่ในตลาดเงิน เพราะยังมีดอกเบี้ยสูงถึง 17-18% การโยกเงินในหลักร้อยถึงหมื่นล้านบาทเป็นเรื่องปกติมาก แต่เพราะไม่เคยต้องการกำไรเม็ดสุดท้าย มันเสี่ยงมากเกินกว่าที่จะรับรู้ได้ ยอมลดผลตอบแทนลงมาเพื่ออยู่ในจุดที่เรารับได้มากกว่า นี่คือหลักการบริหารความเสี่ยงกับผลตอบแทนมันสำคัญของทั้งอาชีพผู้จัดการกองทุนและโบรกเกอร์

“ถึงตอนนั้นทำให้เรารู้ว่า การมี ‘สภาพคล่อง’ เป็นเรื่องสำคัญ และพอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง สัญญากับตัวเองว่าจะต้องอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เราดูแลอยู่ต้องฟื้นมาให้ได้ก่อน”

การได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญระดับช็อกโลกที่ต้องต้องลุ้นคือเกิด 9/11 เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าจะจบเมื่อไร ทำให้ได้ประสบการณ์สำคัญของชีวิต

“กลางคืนไม่ได้นอน เพราะไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร สุดท้ายกองทุนปรับตัวไม่ทันไม่มีใครสามารถเคลียร์พอร์ตได้ทั้งหมด ต้องอึดและตามตลาดไป เพื่อรอจังหวะซาลงซึ่งเป็นสัปดาห์ถึงจะสามารถบอกได้ว่า ไทยเราได้รับหรือไม่ได้รับผลอะไร แล้วใช้เงินสดในการรอซื้อกลับมา”

เมื่อทำงานครบ 10 ปี เธอถามตัวเองว่าจะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว เลยอยากออกมาเลี้ยงลูกดีกว่าเพราะเพิ่งมีลูกคนที่ 2 ด้วย

“จนมีคนติดต่อให้จากเป็นผู้จัดการกองทุนก็ย้ายฝั่งไปดูแลทีมขายกลุ่มลูกค้าสถาบันของ บล.ซีแอลเอสเอ ต้องไปคุยกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนต่างๆ ความที่ไม่เคยมองใครเป็นศัตรู และเคยอยู่ในส่วนงานนั้นมาก่อนจึงรู้ว่า ผู้จัดการกองทุนแต่ละแห่งต้องการอะไร ไม่ต้องมามัวบรีฟข่าวไปคุยเรื่องกลยุทธ์การตลาดกันเลย จากที่ไม่เคยมีลูกค้าสถาบันในประเทศจนกลายเป็นสัดส่วนลูกค้าที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดของบริษัทช่วงนั้น

“การทบทวนตัวเองใหม่และออกมาเลี้ยงลูกจริงจัง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้พัก หรือออกกำลังกายเลย ไม่เคยได้นอนตื่นสาย ทุกวันตื่นออกมาทำงานเช้า ที่ผ่านมาเสาร์-อาทิตย์ไปกินข้าวกับลูก ซึ่งโชคดีมากที่ลูกเขาเข้าใจ เพราะพูดเสมอว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนตัวเอง แม่ต้องทำงาน ลูกก็ต้องเรียนหนังสือ จะหยุดพักยาวก็ต่อเมื่อลูกปิดเทอมแล้ว หรือหยุดตามเทศกาลวันหยุดต่างๆ ไปเที่ยวต่างประเทศหรือต่างจังหวัดกัน”

ดังนั้น 7 เดือน หลังจาก จิรลาวัณย์ ออกจากซีแอลเอสเอ นั่นคือการพักผ่อนจากการทำงานของผู้หญิงคนนี้จริงจัง เธอออกตัวว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาไม่มีใจรักในการออกกำลังกายเลย และตัดสินใจเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยฟลายโยคะที่ใช้ผ้าและจัดอุปกรณ์จัดเต็มมาก เพราะรู้สึกว่าถ้าลงทุนไปแล้วต้องเอาให้ได้

“ปรากฏว่าเล่นได้เพียง 1 เดือน ชอบแต่รู้สึกว่าไม่สนุกและเป็นคนกลัวความสูงด้วย รู้ว่าดีเพราะบางท่าช่วยถึงหลังเรายืดได้มาก สุดท้ายเบนไปต่อยมวยและพบข้อดีคือ มีครูคอยบังคับ ครูอยู่ต่อหน้า หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าปล่อยให้เราไปออกกำลังกายที่ยิมเอง มีสิทธิที่จะเดินเฉออกไปทางอื่น หรือคนมาชวนไปกินข้าวก็เปลี่ยนใจแล้ว และพบว่ามันจากคนที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย มีพัฒนาการของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากที่ต้องวิดพื้นและซิตอัพมาก คือตกใจมากว่าเรามีกล้ามเนื้อและทำได้จริงๆ ช่วงนั้นไปอยู่ที่ยิม ต่อยมวยแทบจะทุกวันตั้งแต่บ่ายสอง”

ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก็เข้ามา พอมาทำงานที่ KS ได้ 2 ปี ด้วยความต้องการรุกลูกค้าสถาบันและสายงานวิจัยใหม่ รวมทั้งต้องสร้างคนใหม่ให้กับองค์กร ทำให้เธอรู้สึกว่าปัจจุบันมีเวลาออกกำลังกายน้อยลง

“แต่พยายามบังคับตัวเองให้มาต่อยมวยให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะต่อยมวยจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ และเหลือเวลาต่อยเพียง 1.15 ชั่วโมง จากเมื่อก่อนต่อยครั้งละ 2 ชั่วโมง ถึงจะได้ผลกว่า นานๆ จะไปยืดหลังด้วยโยคะเพราะต้องรอเข้าเป็นคลาส”

ทว่า มุมส่วนตัวและกีฬาที่จิรลาวัณย์มีความชื่นชอบมากที่สุด คือ การตีกอล์ฟ เพราะเล่นแล้วจะรู้สึกสบายใจ ชอบในบรรยากาศ เป็นกีฬาที่เล่นแล้วรู้สึกปลดปล่อยมากที่สุด แม้ต้องตากแดดฝ้าขึ้น

“เวลาที่ไปส่วนใหญ่ตีกอล์ฟกับครอบครัวและลูกชายในวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์อาจจะตีกับเพื่อนๆ บ้าง ซึ่งตีกอล์ฟประมาณ 2-3 ครั้ง/เดือน ส่วนการต่อยมวยอาจไม่ได้ชอบมาก แต่รู้สึกมันดีกับตัวเองที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย เพราะคิดว่าสุขภาพมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เวลาไม่ได้มาต่อยก็จะรู้สึกผิดและรู้ทันทีว่าร่างกายไม่ได้ฟิต ก็พยายามจะมีวินัยกับตัวเองมากขึ้น”

จากประสบการณ์ที่ทำงานมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ เวลามีปัญหาอาจจะมีมุมหลีกไปช็อปปิ้งคือให้ตัวเองหลุดจากปัญหาไปตรงนั้น เธอเล่าถึงพัฒนาการทางอารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ว่า

“แต่พอเราโตขึ้นแล้วจนปัจจุบันอายุ 47 ปีแล้ว เมื่อมีปัญหาจะเดินเข้าไปชนกับมันเลยและจะแก้ไขทันที ไม่ทิ้งและไม่เดินหนีมัน เพราะเอาเข้าจริงเราหลบหนีไม่ได้ ใจลึกๆ เราคิดและรู้สึกอยู่ดี ยิ่งเราเป็นคนทำงานคือทำงาน เล่นคือเล่น แล้วเป็นคนที่ชอบคาดหวังกับคน โดยเฉพาะกับลูกน้องที่เขาจะทำอย่างที่ไม่สัญญาไม่ได้ จะรู้สึกแย่มาก

“เพราะอาชีพเราคือความน่าเชื่อถือ ตัวเราไม่ได้มีอะไรเลยต้องสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเชื่อถือ ซึ่งถ้ามันผิดพลาดในจุดเดิมจะแสดงถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ ดังนั้นต้องพยายามสู้ไป เป็นคนที่ยอมสู้ไปกับมันเพื่อแก้ปัญหาให้จบ เพราะเมื่อเราเสร็จเราจะรู้สึกสบาย”

ทุกวันนี้ทุกเย็นกลับบ้าน จิรลาวัณย์จะไปคุยกับลูก หรือไม่ก็แวะออกกำลังกายจากเลิกงาน

“กับลูกสนิทกันและให้เขารู้จักรับผิดชอบตัวเอง ใช้ชีวิตเป็นเด็กตามวัย ไม่ต้องมีภาวะผู้ใหญ่เกินวัยเขา เพราะมองว่าถ้าเขามีความสุขในปัจจุบันแล้วเขาก็จะไม่รู้สึกขาดหรือไปเอาเปรียบ หรืออยากได้อะไรจากคนอื่นแล้ว เรื่องเรียนไม่ได้บังคับ เพราะอยากให้ลูกเป็นคนดีมากกว่าเรียนเก่ง รู้ว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองทำผิดเท่านั้น และบอกเขาว่า อย่าเรียนแย่จนขนาดครูต้องเรียกแม่ไปพบเรื่องการเรียนของลูก

“โดยสิ่งที่เน้นย้ำลูกชายอายุ 15 ปี และ 13 ปีเสมอว่า การเรียนเป็นสิ่งเดียวที่คุณแก้เกรดในอดีตไม่ได้ เมื่อเกรดคุณไม่ดีมันจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป เรียนดีไม่ได้แปลว่าอนาคตจะดี แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งแรกที่คนใช้ในการสมัครงานให้ได้รับโอกาสดี ประตูเปิดได้ง่ายกว่า แต่หลังจากนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะทำได้หรือไม่ เรียนดีไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย”

จะเห็นแล้วว่า ชีวิตของผู้บริหารหญิงคนนี้ ปัจจุบันยังคงอยู่ในโลกของการทำงานอุตสาหกรรมตลาดทุนที่มีความแข่งขันสูง แต่เธอพยายามแบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล ทั้งเรื่องออกกำลังกายและการดูแลสายสัมพันธ์ของครอบครัว โดยมีเวลาให้กับลูกชายเธอทั้งสองคน

 

นิสามณี ภิรมย์ภักดี โอซา แวง ระหว่างเราไม่มีหน้ากาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486881

นิสามณี ภิรมย์ภักดี โอซา แวง ระหว่างเราไม่มีหน้ากาก

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 สี่สาวหลากสไตล์นำความชื่นชอบการปั่นจักรยานในร่มที่เหมือนกัน พวกเธอมีโอกาสเข้าคลาสปั่นร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและสนิทสนมกัน

สี่สาวเซเลบริตี้ ประกอบด้วย โอซา แวง ตอง-นิสามณี ภิรมย์ภักดี เอมมี่-มรกต แสงทวีป แตงกวา-จุฑาวรรณ ไกรฤกษ์ จึงจับมือกันเปิด RYDE CYCLE ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องการการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพและการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Healthy Lifestyle Community

โดยสองในหุ้นส่วนของ RYDE CYCLE คือ โอซา แวง และ ตอง-นิสามณี ภิรมย์ภักดี มานั่งคุยเจาะลึกความสัมพันธ์แบบสาวเฮลตี้

นัดเจอสองสาวที่สตูดิโอ Ryde ในโครงการซีน สเปซ ทองหล่อง 13 นางแบบสาวโอซามาในชุดกีฬาทะมัดทะแมง ขณะที่ตอง-นิสามณี มาในชุดสาวทำงาน มองผาดเดียวก็รู้ถึงสไตล์ที่แตกต่างของทั้งสองคน

 โอซาคือเทรนเนอร์และแรงบันดาลใจ

ตองเริ่มต้นเล่าก่อนว่า รู้จักโอซา แวง เพราะการออกกำลังกาย

“ตองไปออกกำลังกายที่ Box HIIT ซึ่งโอซาดูแลอยู่ เขาก็มาช่วยเป็นเทรนเนอร์ให้เรา ช่วงนั้นก็ขยันออกกำลังกายมาก ประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์ หลังจากมีน้องก็กลับมาฟิต แล้วก็ได้เจอกัน ก็คุยกันคลิกกัน สนิทกันเร็วเพราะด้วยไลฟ์สไตล์และอายุใกล้ๆ กัน

“จริงๆ แล้วตองไม่มีเพื่อนเป็นฝรั่งเลย ตองชอบมีเพื่อนคนไทยมากตั้งแต่เด็กเลย เพราะไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษ (หัวเราะ) แต่โอซาเป็นอะไรที่แปลก เขามีความเป็นไทยนิดหน่อย เข้าใจธรรมชาติของคนไทย เราไม่ต้องปรับตัวอะไรมากเมื่ออยู่กับเขา ประทับใจที่เวลาอยู่กับเขาเราสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ ไม่ต้องทำตัวให้เป็นคนอื่น ไม่ต้องใส่หน้ากาก”

นิสามณี เล่าต่อว่า อายุที่ใกล้กัน ทำให้สองคนเข้าใจในเรื่องความทุกข์และความสุขของอีกฝ่ายได้ง่าย

“ก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจด้วยกัน เราออกกำลังกายด้วยกัน ตองมองโอซาเป็นแรงบันดาลใจเรื่องการดูแลสุขภาพ ตอนหลังมีน้อง รูปร่างเราก็ยังไม่เข้าที่ เวลาตองมองเขาก็มีแรงที่จะอยากออกกำลังกาย อยากกลับไปรูปร่างดี เห็นชีวิตของเขาก็แอบอิจฉา (หัวเราะ)

“พอมาทำธุรกิจด้วยกัน เราก็มีหัวข้อให้คุยกันเพิ่มขึ้นมาก็คือเรื่องงาน แต่ก็ไม่ได้คุยกันแค่เรื่องนี้ ตองมีลูก โอซาก็สนใจเรื่องเด็กๆ เขาก็ถามไถ่ ประทับใจเรื่องที่เขาเข้าใจเรื่อง บางทีมีปัญหาที่บ้าน ตองก็เล่าให้เขาฟัง เขาก็เอาเพื่อนเขาที่รุ่นราวคราวเดียวกันมาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาเป็นแบบนี้ ช่วยแนะนำเราได้ เราได้กำลังใจจากตรงนั้น

“เรียกว่ามีปัญหาอะไรเราจะพูดกันตรงๆ ทำงานด้วยกันมีเห็นไม่ตรงกันบ้างอยู่แล้ว ถ้าตองไม่ชอบอะไรเราก็จะบอกเขา มีอะไรก็ปรึกษากัน สุดท้ายเราก็ต้องพูดคุยกัน ช่วยกันกับโอซาถ้ามีเรื่องที่เราตักเตือนไป เขาก็รับฟังและปรับตัว เราก็รู้ว่าไม่มีใครถูกใครผิด เราคุยกันดีที่สุด ถ้าไม่พูดทุกอย่างก็อาจจะแย่ลง มันไม่เข้าใจกัน ปัญหามันก็จะใหญ่ขึ้น”

 ประทับใจความธรรมดาของตอง

ขณะที่สาวสุดฟิต นางแบบสาวลูกครึ่งจีน-สวีดิช หลังจากฟังเพื่อนรุ่นพี่เล่าความสัมพันธ์ด้วยภาษาไทยไปแล้ว เธอก็เล่าเรื่องต่อด้วยภาษาอังกฤษแบบที่ปะติดปะต่อเข้ากับเรื่องราวก่อนหน้าว่า

“โอซาเคยทำงานให้พี่เต้ (ภูริต ภิรมย์ภักดี) สามีของพี่ตอง ครั้งแรกที่เจอพี่ตอง โอซาจำได้เลย คือในคลาสแรกของการเรียน ตอนแรกโอซาคิดว่าพี่ตองคือน้องสาวของพี่เต้เพราะนามสกุลเหมือนกัน แต่มารู้ทีหลังว่าพี่ตองคือภรรยา พี่ตองน่ารักมาก เขาดูเป็นคนธรรมดา เข้ามาอย่างไม่ใช้สิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ไม่คิดว่านี่คือภรรยาของพาร์ตเนอร์นะ ไม่ใช้สิทธิวีไอพีเลย ก็เลยประทับใจ

“การเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบเพื่อนที่เจอกันในฟิตเนส มันดีกว่าการไปกินเหล้าหรือเจอกันในที่เที่ยวกลางคืน เราเริ่มต้นความสัมพันธ์ได้ดี โอซารู้จักกับพี่เต้ก่อนเพราะทำงานร่วมกัน แล้วจากนั้นก็มารู้จักตอง ซึ่งยิ่งพอมารู้จักทั้งสองคนก็ยิ่งรู้สึกว่าทั้งสองคนนี้ซัพพอร์ตเรามาก เรียกว่าเหมือนเป็นครอบครัว เหมือนคุณพ่อคุณแม่ (หัวเราะ)”

โอซา บอกต่อว่า เธอชอบสังเกตคน ไม่ตัดสินคนจากคำว่าไฮโซหรือไม่ไฮโซ คนธรรมดา ดังนั้น ความธรรมดาของนิสามณีจึงประทับใจเธอ

“โอซาดูจากคนนี้พูดดีหรือเปล่า ปฏิบัติตัวกับคนอื่นยังไง ซึ่งพี่ตองเป็นคนที่ให้เกียรติคนอื่น และไม่ถือว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่น ยิ่งมาทำธุรกิจด้วยกัน RYDE CYCLE มีหุ้นส่วน 4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่ละคนคาแรกเตอร์ต่างกัน กวางกับเอมมี่จะตื่นเต้นกับธุรกิจไอเดียเยอะ

“ส่วนโอซาที่ผ่านธุรกิจมาแล้วจะคิดเยอะซีเรียสที่สุด ขณะที่พี่ตองเขาจะเป็นคนบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ เป็นกลาง ระหว่างพวกเราพี่ตองจะเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุด แต่โอซาว่านี่คือส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ ถ้าทุกคนเหมือนกัน ทุกอย่างจะไม่เป็นแบบนี้ ความต่างทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราสามารถแนะนำกันได้”

 โอซา ทิ้งท้ายว่า

 “ความสัมพันธ์ทุกอย่างการดำเนินไปให้ยืนยาวมันยากนะ คนที่เป็นเพื่อนกันจริงๆ หรือต่อให้เป็นสามีภรรยาก็ต้องผ่านช่วงที่ชีวิตดีหรือช่วงที่เลวร้าย ถ้ามีเพื่อนที่อยู่ด้วยกันทั้งยามสุขยามทุกข์ก็คือเพื่อนแท้ แต่ถ้าเมื่อไหร่เขาคือคนที่อยู่กับเราเฉพาะช่วงเวลาที่ดี ก็บ๊ายบาย ไม่เอาแล้ว”

 

สุนิสา โสมาภา รู้จักตัวเอง รอบคอบ มีวินัย พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486880

สุนิสา โสมาภา รู้จักตัวเอง รอบคอบ มีวินัย พอเพียง

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

 สุนิสา โสมาภา อดีตที่ปรึกษาฝ่ายการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อคิดเรื่องการเกษียณอายุจากการทำงานว่า คนเราย่อมต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขตามใจปรารถนา จึงเกิดคำถามตามมา เช่น ถ้าหากจะเกษียณต้องวางแผนอย่างไร จะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ อยากใช้ชีวิตแบบไหน ต้องการมีเงินใช้เท่าไหร่ และมีอะไรบ้างที่จะต้องระมัดระวัง

การเกษียณอายุ หมายถึง การหยุดทำงานประจำ ไม่มีรายได้หลักอีกต่อไป แต่ยังต้องใช้จ่ายในทุกวันของชีวิตที่เหลืออยู่ ยิ่งอายุยืนยาวมากขึ้นก็ต้องใช้เงินในจำนวนที่มากขึ้น การจะรอรับสวัสดิการจากภาครัฐ หรือพึ่งพาให้ลูกหลาน ญาติพี่น้องเลี้ยงดู ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน

ดังนั้น การพึ่งพาตนเองย่อมเกิดประโยชน์และปลอดภัยกว่า โดยเราสามารถออกแบบชีวิตของตัวเราเอง วางแผนการเงินล่วงหน้า ซึ่งในแต่ละคนนั้นมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความพอใจ เงื่อนไข และข้อจำกัดต่างๆ ไม่เหมือนกัน การวางแผนย่อมแตกต่างกันไปด้วย จากความแตกต่างนี้จึงไม่มีแผนการเงินสำเร็จรูปแบบใดที่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

สำรวจตัวเอง ต้องมีเงินใช้เท่าไหร่

“ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ” คำถามนี้ตอบแทนใครไม่ได้เลยค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน จึงขอยกตัวอย่างแผนเบื้องต้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน เริ่มด้วยการคำนวณง่ายๆ (ค่าใช้จ่ายต่อเดือน*x12) x จำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

“เช่น ถ้าตั้งใจเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี มีรูปแบบการใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะพอเพียง และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณไปอีก 20 ปี โดยคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ยามเกษียณประมาณ 3 หมื่น บาท/เดือน คูณด้วย 12 เดือน = 3.6 แสนบาท/ปี ดังนั้นเงินที่ควรต้องมี ณ วันเกษียณ = 3.6 แสนบาท x 20 ปี หรือ 7.2 ล้านบาท นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยนะคะ นี่ขนาดใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายพอเพียง ซึ่งยังไม่ได้นับรวมถึงค่ารักษาพยาบาลและการเจ็บป่วยแบบไม่คาดฝัน เหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงความจำเป็นและความต้องการในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม

“ลองคำนวณกันดูนะคะ จะมากหรือน้อยเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลค่ะ ปรับประยุกต์กันตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และอย่าไปกังวลที่จำนวนตัวเลขจนเครียดเกินไป ค่อยๆ คิด ค่อยๆ วางแผน ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ พัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ ค่ะ หนทางย่อมเป็นไปได้เสมอ” (*หลายคนอาจใช้ 70% ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน และยังมีวิธีอื่นอีกหลายวิธี)

ลงมือออม เลือกลงทุนอย่างมีความรู้

“โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในยุค 4.0 ยุคดิจิทัล ที่ทุกคนอยู่ภายใต้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง เราจะปรับตัวอย่างไร ถ้าท่านอายุเข้าหลักสี่หลักห้าแล้ว มีเวลาเหลือทำงานก่อนเกษียณอีก 10-20 ปี ถ้าไม่ถูกเลิกจ้างหรือตกงานไปเสียก่อน (เห็นไหมค่ะความเสี่ยงอยู่รอบตัวเรานี่เอง) และคงจะเหมือนกับอีกหลายๆ คนที่เป็นคนธรรมดา ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ถูกหวย ไม่มีโชคช่วย หรือไม่มีต้นทุนที่มั่งคั่งมาก่อน ยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีวิต ลำพังเงินเดือน (ค่าเฉลี่ย) ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ก็ไม่ได้มากมายนัก มีภาระการออมก่อนเกษียณอีกค่อนข้างมาก จึงต้อง ‘ตื่นรู้’ กับการวางแผนชีวิตและวางแผนการเงิน เพื่อได้ทบทวนตนเอง

“เริ่มวางแผนเกษียณกันตั้งแต่เนิ่นๆ ลงมือออม และจัดสรรเงินไปลงทุนอย่างมีความรู้ มีคุณภาพ มีวินัย รอบคอบระมัดระวัง เหมาะสมกับเป้าหมาย เงื่อนไข ข้อจำกัดและการยอมรับความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้เงินของท่านมีโอกาสงอกงามอย่างพอเหมาะพอดี สามารถสร้างความมั่นคงให้ตัวเราเองได้โดยไม่เบียดเบียนใคร และจากประสบการณ์ขอแนะนำว่าการวางแผนการเงินนั้นควรจะใช้วิธีวางแผนแบบเผื่อ เข้าตำราเหลือดีกว่าขาดปลอดภัยกว่านั่นเองค่ะ เคยมีผู้ให้ข้อคิดไว้ว่า แสนเสียดาย คือตายไปแล้วใช้เงินยังไม่หมด สุดแสนโศกสลด คือใช้เงินหมดแล้วแต่ยังไม่ตาย”

เสริมพลังการออม

สุนิสาใช้กระบวนการสร้างความมั่นคงแบบง่ายๆ โดยมีหลัก 4 ด้าน คือ 1.พัฒนาความรู้ทักษะเพื่อทำงานสร้างรายได้ 2.ใช้จ่ายอย่างพอเพียง 3.ออมอย่างมีวินัย 4.ลงทุนอย่างมีคุณภาพให้เติบโต

“ในที่นี้จะกล่าวถึงย่อๆ สำหรับในเรื่องของการออม ซึ่งต่างก็มีสูตรเด็ดเคล็ดลับของแต่ละคน ส่วนตัวดิฉันใช้เทคนิคง่ายๆ 2 วิธีดังนี้

1) ออมก่อนใช้ เริ่มเหลือเริ่มรวย เช่น ออมทันที 20% ของรายได้ ตัวอย่างเช่น รายได้ 1 หมื่นบาท ออม 2,000 บาท หากมากไปหรือน้อยไป ก็ปรับกันตามแต่ละคน แต่ละสถานการณ์ค่ะ ยึดหลักสมดุล ไม่เบียดเบียน

2) 5 มิติการออม เพิ่มสีสันชีวิต โดยจัดสรรการออมเป็น 5 ส่วน คือ ออมเพื่อลงทุนในรูปแบบต่างๆ ออมเพื่อครอบครัว ออมเพื่อเติมฝันปันสุข ออมรอวันเกษียณ และออมเพื่อฉุกเฉิน

“การออมนี้เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญค่ะ ‘ต้องทำให้การออมเป็นเรื่องสนุก และให้กำลังใจตัวเอง’ และถ้าเราเข้าใจว่าในทุกสิ่งนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด จึงต้องเลือกให้เหมาะกับตนเอง ลองสำรวจตัวเองกันนะคะว่า ในปัจจุบันมีเงินออมตั้งต้นอยู่แล้วเท่าไหร่ มีแผนการออมอย่างไร และจะนำเงินไปสร้างผลตอบแทนแบบไหนบ้าง”

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเงินเกษียณ นอกจากการตอบคำถามว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ ออมอย่างไรแล้ว สุนิสา ชี้ว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนเกษียณอีก เช่น #ระยะเวลา หมายถึงจำนวนปีที่ยังทำงาน ยังพอมีเวลาสร้างรายได้และเก็บออมก่อนที่จะเกษียณ ถ้าเหลือจำนวนปีมากก็มีโอกาสออมได้มาก #เงินออมตั้งต้น หากมีเงินออมในช่วงตั้งต้นมาก ก็ย่อมได้เปรียบกว่าการที่เพิ่งเริ่มหรือยังไม่ได้เริ่มต้นออมเลย #ผลตอบแทน

“ถ้าเรามีการนำเงินออมไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่มีการบริหารให้ผลตอบแทนที่ดี ภาระในการออมเงินเพื่อเกษียณก็จะน้อยลงได้เช่นกัน #เงินเฟ้อ พูดง่ายๆ ก็คือเงินในวันนี้จะซื้อของได้น้อยลงในอนาคต เงินที่เราเตรียมไว้อาจไม่พอใช้จ่ายในอนาคตนั่นเอง (ศึกษาเพิ่มเติม ค่าของเงินตามเวลา)

“การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่มีใครดีกว่าใคร หรือเก่งกว่าใคร ขึ้นอยู่กับตัวเรา ถ้าเรารู้จักความต้องการของตัวเองดี วางแผนและปฏิบัติอย่างมีวินัย ทบทวนปรับปรุงพัฒนาแผนอยู่เสมอ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

สุดท้าย การวางแผนที่รอบด้านสมดุลนั้น ยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาอีกหลายประการ สุนิสา แนะนำว่าโปรดศึกษาเพิ่มเติมจากผู้รู้และแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อถือได้ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง

 “เงินทองเป็นของท่านที่หามาด้วยความสุจริตอย่างยากลำบาก จึงต้องใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี ขอให้ทุกท่านวางแผนรองรับเกษียณอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ค่ะ”

 

ปริเมธ : แชมป์โลกนักสร้างเกม พลังและการก้าวข้ามสู่ความฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486879

ปริเมธ : แชมป์โลกนักสร้างเกม พลังและการก้าวข้ามสู่ความฝัน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องการพัฒนาเกมมาตั้งแต่เล็กอย่าง ปริเมธ วงศ์สัตยนนท์ หรือ เจมส์ และอีกชื่อหนึ่งที่เพื่อนและกลุ่มนักพัฒนาเกมเรียกว่า จ.ม. ย่อมาจาก เจมส์แม็ค หมายถึงคนที่อยากทำอะไรอย่างเต็มที่ เจมส์เป็น 1 ในสมาชิก 5 คน ของทีมพีเอชทเวนตี้วัน (PH21) ที่เดินทางไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัล World Final Winners ในรายการ The Imagine Cup 2016 ของไมโครซอฟท์ สาขาการพัฒนาเกม ที่รัฐซีแอทเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ปริเมธ หรือ “เจมส์” อายุ 23 ปี เพิ่งจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันรวมกลุ่มกับเพื่อนในทีม PH21 เปิดบริษัทผลิตเกมตามความฝัน และกำลังมีผลงานชิ้นแรกวางจำหน่ายอีกไม่นาน นอกจากนี้ยังเดินสายเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเกม ตามมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ เอกชน และยังเป็นหนึ่งฟันเฟืองที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมครบรอบ 100 ปี จุฬาฯ ในกลุ่มนวัตกรรมเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีดิจิทัล ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

ที่ 1 จาก 180 ประเทศ จุดเริ่มต้น แชมป์นอกสายตา

ปริเมธ เล่าว่า จุดเริ่มต้นการคิดสร้างเกมนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์จบปริญญาตรี และต้องการนำไปแข่งรายการของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เมื่อเดือน มี.ค. 2559 ก่อนได้โอกาสไปแข่งขันของไมโครซอฟท์ในเดือน ก.ค.ปีเดียวกัน

สำหรับหลักการทำงานในทีมจะนำความคิดและความชื่นชอบเกมของทุกคนมาแชร์กัน ซึ่งเริ่มเมื่อเดือน พ.ย. 2558 จากนั้นเริ่มพัฒนาเกมจนเสร็จเดือน ม.ค. 2559 ใช้ระยะเวลาพัฒนาทั้งหมด 2 เดือน ทำทุกอย่างตั้งแต่สร้างเนื้อเรื่อง ตัวละคร ภาพ เพลง เพราะคิดว่าการพัฒนาเกมที่ดีต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่มีระบบการเล่นแปลกใหม่เท่านั้น

ปริเมธ เล่าย้อนถึงช่วงที่ได้ไปแข่งขันบนเวทีระดับโลกว่า เกมที่ได้รับรางวัลเป็นเกมประเภท พัซเซิ่ล (Puzzle) มีรูปแบบต่างจากเกมแอ็กชั่นหรือเกมวางแผนทั่วไป ที่เน้นให้ผู้เล่นได้ไขปริศนาปัญหาต่างๆ แต่คุณสมบัติพิเศษที่พัฒนาขึ้นมา ผู้เล่นจะสามารถควบคุมย้อนเวลาหรือเลื่อนดูอนาคตได้ ทำให้ผู้เล่นทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เพื่อจะได้หาวิธีหลบหลีกและเอาตัวรอดไปฉากต่อไป

เจมส์  เล่าประสบการณ์ช่วงที่ร่วมแข่งขันว่า มีทีมเก่งๆ เข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ โดยผ่านการคัดเลือกมาจาก 180 ประเทศ ที่มีไมโครซอฟท์ ครั้งแรกที่สัมผัสบรรยากาศรู้สึกตื่นเต้น และไม่หวังว่าจะสามารถคว้ารางวัลอะไรกลับมาได้ เพราะแต่ละทีมที่แข่งล้วนมาจากประเทศที่เป็นเจ้าแห่งการพัฒนาเกม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สหรัฐ ซึ่งไทยไม่เคยมีชื่อเสียงในด้านนี้เลย ทำให้ทุกคนในทีมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัลมากนัก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างแข่งแม้ทุกคนจะรู้สึกกดดัน แต่ก็พยายามตั้งใจแสดงผลงานอย่างเต็มที่ จนแข่งเสร็จระหว่างรอฟังประกาศผล ช่วงนั้นรู้สึกเฉยๆ รอฟังว่าทีมจากประเทศใดจะได้ แต่เมื่อประกาศไปเรื่อยๆ ประเทศที่คิดว่ามีสิทธิกลับตกรอบ ยิ่งทำให้คิดว่าทีมคงไม่ได้รางวัลอะไร จนเมื่อกรรมการประกาศว่าทีมไทยแลนด์ ชนะเลิศด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เกม ตอนนั้นทุกคนในทีมตกใจและไม่เชื่อ แม้ช่วงที่ขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ทุกคนยังแสดงอาการตื่นเต้นและงง จนผู้ประกาศต้องเชิญลงจากเวที เพราะหมดเวลาช่วงรับรางวัลแล้ว

ปริเมธ อธิบายเสริมว่า โลกของเกมมีหลายรูปแบบเหมือนกับแนวภาพยนตร์ที่มีทั้งหนังรัก สยองขวัญ แอ็กชั่น แต่เกมที่ทีม PH21 สร้างขึ้นมาในต่างประเทศเรียกว่าเกมอินดี้ เพราะมีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง รูปแบบไม่เหมือนเกมทั่วไป ซึ่งทีมไม่อยากให้ผู้เล่นสนุกแต่ในเกม แต่อยากให้ได้ซึมซับ คิด วิเคราะห์ระหว่างเล่นไปทุกด้าน

รู้จักแบ่งเวลา อย่าให้เกมเล่นเราวางเป้าหมายชีวิตและวิธีการสู่สิ่งนั้น 

กว่าจะมาถึงจุดนี้ เจมส์มีความฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นนักพัฒนาเกม เจ้าของเกม นิสัยส่วนตัวตั้งแต่เล็กก็คล้ายกับเด็กผู้ชายทั่วไปที่ชอบเล่นเกมมาก เท่าที่จำได้เริ่มเล่นจากเกมบอย เพราะสมัยก่อนเกมประเภทนี้เป็นอะไรมีฮิตมาก อาทิ โปเกมอน มาริโอ้ ต่อมาก็เริ่มมาเล่นเกมเพสเตชั่นจนถึงปัจจุบัน แต่มีบางช่วงก็ติดเกมออนไลน์คอมพิวเตอร์อย่าง แร็กนาร็อก ถึงขนาดเล่นทุกวัน

แม้จะติดเล่นเกมอย่างไร  แต่เจมส์ ก็ยืนยันว่า สามารถควบคุมเวลาไปเรียนหนังสือได้ บางครั้งกลับมาถึงบ้านจะเล่นเกมจนถึง 3 ทุ่ม และมีช่วงหนึ่งที่ติดหนักจนเลิกอ่านหนังสือไปเพราะเล่นทุกวัน โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทำให้ผลการเรียนอยู่อันดับกลางๆ ของห้องมาโดยตลอด

จนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 ขณะนั้นศึกษาอยู่เรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก็ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้ได้ เพราะคิดว่าเป็นหนทางเดียวที่จะพาให้ก้าวไปเป็นนักพัฒนาเกมได้ หลังจากนั้นก็ทุ่มเทเวลากับการอ่านหนังสือและเรียนพิเศษเต็มที่

ทำให้จากเดิมเกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับกลางๆ ห้องมาตลอด ก็กระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดติดอันดับ 1 ใน 10 ของห้อง แต่ช่วงนั้นก็มีอุปสรรคบ้าง เพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นปีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ทำให้ต้องเลื่อนช่วงสอบออกไป ก็ทำให้ชีวิตเกือบพังอยู่เหมือนกัน

“ตอนนั้นมีเวลาว่างมากก็เล่นแต่เกมถึงตี 3 ตี 4 ทุกวัน จนเหลือเวลา 2 เดือนสุดท้ายก่อนสอบ คิดว่าไม่ได้แล้ว ถ้ายังเป็นอย่างนี้ จึงหันกลับมาอ่านหนังสือใหม่ แต่พบว่าสิ่งที่เคยอ่านมาลืมไปหมดแล้ว หลังจากนั้นผมก็หยุดเล่นเกมแบบถาวร เพราะช่วงที่พักได้หนีไปหาเกมจนลืมหนังสือไปหมดและต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง” เจมส์ ย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้น

เจมส์ สะท้อนบทเรียนการติดเกมและวิธีแยกกับชีวิตส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจว่า ทุกคนควรหาเป้าหมายในชีวิตให้ได้ ไม่ใช่ติดเกม หนัง ละคร ไปเรื่อยๆ แต่ต้องรู้จักแบ่งเวลาควบคุมให้ได้ จากนั้นเมื่อมีเป้าหมายควรถามตัวเองว่าจะไปสู่เป้าหมายได้อย่างไร ถ้าหากคิดว่ายังไงก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย ควรพอตรงนั้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำมาตลอด

“ผมเป็นคนชอบมีเป้าหมายว่าจะทำอะไร เช่น อยากเป็นนักสร้างเกม ถ้ายังเล่นเกมอยู่ ก็ไม่สามารถเป็นนักสร้างเกมได้ ซึ่งทุกคนไม่จำเป็นต้องอยากเป็นนักทำเกม แต่ควรมีแนวทางชีวิตเป็นของตัวเอง และทำตามฝันอย่างเต็มเพื่อตอบโจทย์ชีวิตในอนาคตให้ได้”

หนุ่มนักพัฒนาเกม เล่าถึงเสน่ห์ของเกม มันก็คือสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกพักผ่อนคลายไปพร้อมกับทำให้รู้สึกตื่นเต้นและเกิดความท้าทาย เหมือนการเล่นฟุตบอล ซึ่งความสนุกของเกมก็เปรียบเหมือนสื่อบันเทิง ที่เป็นดาบสองคม มีทั้งดีและไม่ดี หากติดจนหาจุดหยุดไม่ได้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหา ซึ่งส่วนตัวเคยติดอยู่พักหนึ่งจนทำให้เสียอย่างอื่น ฉะนั้นคนเล่นเกมควรต้องรู้จักควบคุมตัวเอง เล่นได้แต่อย่างให้เกมเล่นเรา

เจมส์ ยังเล่าถึงความภูมิใจขณะนี้ว่า ได้เป็นที่ปรึกษาให้เด็กนักเรียน มัธยมปลายกลุ่มเล็กๆ จากโรงเรียนสาธิตจุฬา ที่มีความฝันอยากทำเกม และขณะนี้สามารถพัฒนาทำเกมขึ้นมาได้และนำไปประกวดบนเวที เนคเทค และผ่านเข้ารอบสุดท้ายแล้ว แต่เหตุผลที่ทำให้ภูมิใจเพราะรู้สึกว่าได้จุดประกายเติมเต็มความฝันให้เด็กกลุ่มนี้ ที่เปรียบเสมือนน้ำไม่เต็มแก้วพร้อมรับความรู้อยู่ตลอด สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

สร้างโอกาสอุตสาหกรรมเกมไทย ไม่เลวร้าย แต่ช่วยพัฒนาประเทศได้

ปัจจุบันหลังจากกลับจากการแข่งขันด้วยชัยชนะอันดับ 1 ประกอบกับเรียนจบวิศะ จุฬาฯ ตอนนี้เจมส์ได้เปิดบริษัทพัฒนาเกมร่วมกับเพื่อนในทีม โดยนำผลงานที่ไปแข่งมาต่อยอด และเตรียมวางจำหน่ายชิ้นแรกปลายปีนี้ รูปแบบเป็นเกมที่เริ่มจำหน่ายเป็นแนวเดียวกับที่แข่ง แต่ได้พัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้เล่นมากขึ้นและอนาคตคิดว่าจะพัฒนาเกมอื่นต่อ เพราะเป้าหมาย อยากเป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่าย แต่ตอนนี้ขอแค่ผลิตก่อน (หัวเราะ)

หนุ่มนักพัฒนาเกมรายนี้ สะท้อนว่า ปัจจุบันวงการเกมไทยไม่ก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่นทั้งที่ไทยมีอุตสาหกรรมเกมขนาดใหญ่ติดอันดับ 20 ของโลก แต่รายได้ 80% ในอุตสาหกรรมเกมไทย กลับนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าอนาคตสามารถดึงส่วนแบ่งนี้มาได้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะถึงอย่างไรพฤติกรรมคนไทย ก็ยังนิยมซื้อเกมอยู่แต่เพียงไม่นิยมเกมไทย จึงอยากให้ทุกฝ่ายหาทางแก้เรื่องนี้

“ผู้ใหญ่ต้องปรับมุมมอง ว่าเกมไม่ใช่สื่อที่สร้างมาเพื่อทำให้คนติด เพราะที่ผ่านมาเกมถูกมองว่าเป็นสื่อไม่ดี มีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเหมือนยาเสพติด แต่ผมไม่อยากให้คิดเช่นนั้น เพราะการที่สำเร็จมาได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่เคยเป็นเด็กติดยาอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนคิด ฉะนั้นอยากให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับในเรื่องนี้ และจะเป็นเรื่องดีมาก ถ้ามีผู้ที่ช่วยอธิบายให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า เกมไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย มันสามารถช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยได้ในทุกมิติ”

เจมส์เห็นว่า รัฐควรสนับสนุนอุตสาหกรรมการตลาดเกมเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ผู้พัฒนาเกมสร้างงานได้ง่ายขึ้น เพราะเทคโนโลยีบางอย่างมีราคาสูง ต้องใช้เทคโนโลยีชนิดเดียวกับการผลิตภาพยนตร์ หากรัฐให้การสนับสนุน คิดว่าจะทำให้วงการเกมไทยพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่มองว่าอุตสาหกรรมเกมสามารถส่งออกได้

พร้อมยกตัวอย่างว่าหากรัฐบาลสนใจสนับสนุนเรื่องอุตสาหกรรมเกมแล้ว ควรต้องวางรากฐานตั้งแต่ระดับเยาวชนให้เข้าใจและรู้จักเกมอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับกิจกรรมที่บริษัทไมโครซอพท์ นำเด็กเล็กอายุประมาณ 10 ขวบมาเรียนรู้วิธีการเขียนโปรแกรมเกม ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์และพัฒนาการที่ดีขึ้น

เขาบอกว่า อนาคตของวงการเกมไทย 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กรุ่นใหม่วันนี้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีเกม เชื่อว่าจะมีบทบาทช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมมากขึ้น ไปพร้อมกับปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจเกมอย่างถูกต้อง ส่วนตัวเชื่อว่าเกมคือ ครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด ทำให้รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ 6 ขวบ และครั้งที่ไปสหรัฐ ยอมรับว่าสาเหตุที่ทำให้คุยกับชาวต่างชาติได้ส่วนหนึ่งก็มาจากการเล่นเกม

ท้ายนี้ เจมส์ฝากว่า อยากให้ผู้ปกครองเปิดใจดูว่าทำไมเด็กถึงรักสิ่งนี้ อย่าไปมองว่าเกมเป็นแค่ของเล่นเด็ก หรือยาเสพติด เพราะเมื่อไหร่ที่พ่อแม่เข้าใจว่าทำไมลูกรักสิ่งนี้ และพร้อมทำความเข้าใจไปด้วยกัน เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ดีทั้งสองฝ่าย หรือดีกว่าการไปห้าม เพราะจะทำให้เด็กน้อยใจนำไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ซึ่งยิ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไม่ดีมากขึ้น

 

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491453

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

โดย…สมาน สุดโต

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารของชาวต่างชาติ” ระหว่างวันที่ 19-20 เม.ย. 2560 ในโอกาสสำคัญที่กรุงธนบุรีจะมีอายุครบ 250 ปี นอกจากระดมวิทยากรทางประวัติศาสตร์มาบรรยายให้ฟังอย่างจุใจที่โรงแรมรอแยล ปริ้นเซส หลานหลวง ตลอดวันที่ 19 เม.ย. รุ่งขึ้นวันที่ 20 เม.ย.ยังได้นำชมสถานที่จริงที่เกี่ยวข้องสมเด็จพระเจ้าตากสินอีกด้วย สถานที่สำคัญนั้นๆ ได้แก่ วัดหงส์รัตนาราม มัสยิดต้นสน วัดโมลีโลกยาราม พระราชวังเดิม ป้อมวิชัยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวราราม โดย บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี เป็นวิทยากร

วันนี้ขอเล่าถึงวัดโมลีโลกยารามก่อน เพราะประทับใจในหลายๆ เรื่องๆ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์ ป.ธ.9, Ph.D) สำนักเรียนแห่งนี้ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นที่ 1 หรือแชมป์การสอบบาลีของประเทศไทย จากการที่พระภิกษุสามเณรสอบเปรียญได้ทุกชั้น นับแต่ประโยค 1-2 เปรียญธรรม 3 ประโยค-เปรียญธรรม 9 ประโยค ทั้งๆ ที่เป็นสำนักเรียนเล็กๆ

เมื่อเห็นด้วยตาและสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรของสำนักที่ดีที่สุดหรือแชมป์ของประเทศนั้นค่อนข้างลำบาก อาศัยอาหารบิณฑบาตตอนเช้า แต่ถึงเวลาเพลก็ไม่เพียงพอ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่ต้องบริหารจัดการทุกอย่างไม่ให้พระภิกษุสามเณร 300 กว่ารูป ต้องอดอยาก จึงนำปัจจัยที่ญาติโยมถวายในโอกาสต่างๆ มาเป็นค่าภัตตาหาร นอกเหนือจากที่ญาติโยมนำมาถวายแต่ละวัน (แต่บางวันก็ไม่มีเลย)

ที่นอนเป็นเตียง 2 ชั้น เหมือนตู้นอนรถไฟ แต่ที่นี่ของสามเณรที่วัดโมลีโลกยาราม

พระเทพปริยัติโมลี ซึ่งมีตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9 ด้วย บอกว่า เฉพาะค่าอาหารวันละประมาณ 1.5 หมื่นบาท ส่วนค่าน้ำค่าไฟเดือนละหลายแสนบาท ล้วนแต่เป็นภาระทางวัดทั้งสิ้น

เนื่องจากเป็นวัดเล็กๆ ที่พักมีจำกัด จึงเห็นพระภิกษุสามเณรต้องนอนเตียงซ้อนกันเหมือนตู้นอนรถไฟ เป็นอยู่แบบพอเพียงจริงๆ แต่การเรียนของสำนักนี้ไม่พอเพียง เรียนและสอบได้เป็นที่ 1 ของประเทศ น่าทึ่งมาก

ปี 2554 มีผู้สอบได้ 102 รูป ปี 2555 มีผู้สอบได้ 104 รูป ปี 2556 มีผู้สอบได้ 124 รูป และปี 2557 มีพระภิกษุสามเณรได้สูงถึง 158 รูป ปี 2559 สอบทุกประโยคได้ 157 รูป และตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 200 รูป หรือมากกว่า เมื่อสอบซ่อมอีก 61 รูป วันที่ 21 เม.ย. 2560

ผู้เขียนจึงอยากเชิญท่านผู้มีใจเป็นกุศล หากจะทำบุญกุศลในโอกาสใดๆ เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ หรือต้องการเลี้ยงพระภิกษุ-สามเณรที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงด้วยการเรียนบาลี ภาษาพุทธพจน์ แล้วควรเลือกวัดโมลีโลกยาราม

ติดต่อเจ้าอาวาสได้ที่หมายเลข 08-9660-1464 การเดินทางไปวัดนี้ง่าย อยู่ไม่ไกลจากวัดอรุณราชวราราม อยู่ติดกำแพงกองทัพเรือ ตรงข้ามกับวัดกัลยาณมิตร โดยมีคลองบางหลวงคั่นไว้ หากมาจากวัดอรุณฯ ให้สังเกตก่อนถึงสะพานอนุทินสวัสดิ์ (สะพานข้ามคลองบางหลวง) หรือถ้ามาจากวงเวียนเล็ก ข้ามสะพานอนุทินสวัสดิ์ จะเห็นวัดทางขวามือ

สามเณรนักเรียนบาลีวัดโมลีโลกฯ คอยฉันเพล วันที่ 20 เม.ย. 2560

ประวัติวัด

วัดโมลีโลกยาราม หรือวัดท้ายตลาด พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นประมาณปี 2300 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง สร้างพระราชวังที่ประทับ ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ ทรงเห็นว่าพระราชวังกระหนาบด้วยวัดอรุณราชวรารามและวัดท้ายตลาด จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกวัดท้ายตลาดอยู่ในเขตพระราชวังชั้นนอก เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล และเจริญพระกรรมฐานอยู่เนืองๆ

ในวัดนี้มีวิหารฉางเกลืออยู่ตรงหน้าพระอุโบสถ วิทยากรกล่าวว่าเป็นที่เก็บเกลือในช่วงสมัยพระเจ้ากรุงธน ปัจจุบันมีพระพุทธรูปงามนามว่าปรเมศ เป็นพระประธาน

ส่วนพระอุโบสถที่สร้างโดยสมเด็จอมรินทราบรมราชินี (นาก) ในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ยังงามยิ่งโดยมีพระพุทธรูปนามว่า พุทธโมลีโลกนาถ เป็นพระประธาน

เมื่อเปลี่ยนจากยุคกรุงธน มาเป็นยุครัตนโกสินทร์ วัดท้ายตลาด ยังคงความสำคัญต่อเนื่อง ดังที่หนังสือ กว่า 200 ปีประวัติศาสตร์ปริยัติธรรมที่ยังมีชีวิต ของมูลนิธิพุทธรักษา (หน้า 6) กล่าวว่า ลุล่วงสมัยรัตนโกสินทร์ เกิดเป็นสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล และได้รับพระราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์สม่ำเสมอ หลังจากมีเจ้าอาวาสรูปแรกในรักาลที่ 1 นี้ เมื่อเจ้าอาวาสรูปแรกมรณภาพ ถึงรัชกาลที่ 2 เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ที่ปราดเปรื่องภาษาศาสตร์ พุทธศาสตร์ โหราศาสตร์ และวิชาการแขนงอื่นๆ ได้รับการสถาปนาเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ชื่อเดิมว่า ขุน เป็นพระอาจารย์ของพระราชโอรสหลายพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ในบรรดาพระราชโอรสนั้นมี 3 พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ ได้แก่รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นี่คือจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ในฐานะสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล

นี่ก็สามเณรนักเรียน เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2560

ถึงรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่มรณภาพในรัชกาลที่ 3 นี้เอง ปัจจุบันจะเห็นหอสมเด็จ อนุสรณ์แห่งศิษย์เชิดชูผู้เป็นอาจารย์ ตั้งอยู่บริเวณพุทธาวาส ภายในประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงหล่อขึ้น

เจ้าอาวาสรูปถัดมา มีนามว่า ฉิม เปรียญ 9 ประโยค มีความรู้ความสามารถสูงมากทางด้านภาษาบาลี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบพระบาลีในพระบรมมหาราชวัง ผู้รักการเรียนรู้จักว่าเป็นสำนักยอดเยี่ยมในยุคที่สอบบาลีด้วยการแปลปากเปล่าต่อหน้ากรรมการ

ส่วนชื่อเสียงในยุคปัจจุบันนั้น พระเทพปริยัติโมลี ที่เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 13 ต่อจากพระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) ที่มรณภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อปี 2554 นั้น ได้สืบสานปณิธานงานการศึกษาต่ออย่างเข้มแข็ง จนเป็นสำนักที่พระภิกษุสามเณรที่ใฝ่เรียนบาลีพูดกันติดปาก ว่าเป็นสำนักสอนบาลีที่ดีสุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

ถ้าเทียบจำนวนผู้ที่สอบได้ทุกชั้น ทุกประโยค (ประโยค 1-2 ป.ธ.3-9) กับสำนักอื่นๆ ท้าได้ว่าไม่มีสำนักใดทำได้ จึงเป็นแชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย