พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หนุ่มกีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480400

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หนุ่มกีก

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร วัย 39 ปี ที่เป็นเงาตามตัว ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เสมอ เมื่อมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประมาณการเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน ถ้าส่องเข้าไปดูทั้งชีวิตและไลฟ์สไตล์ของเขาแล้วเรียกว่า เป็นหนุ่มกีกตัวจริงคือ ชอบทุกเรื่องที่ตนเองสนใจ และเจาะลึกลงไปในเรื่องนั้น เรียนก็ไปถึงสุดทางจนจบปริญญาเอก และมีไลฟ์สไตล์สุดขั้วตั้งแต่เล่นเทควันโดจนได้สายแดง เรียนโยคะด้วยท่ายาก และปั่นจักรยานแบบปั่นเร็วและปั่นยาว

หน้าที่ของเขาคือ เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่ดูแลสายงานวิจัยที่ดูแลด้านภาพรวมการลงทุนและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้ที่จะต้องเชื่อมโยงสายงานวิจัยกับสายงานการตลาด โดยมีทีมของเขาทั้งหมดรวมถึงพิพัฒน์ 6 คน ที่ภายในทีมจะมีการแบ่งหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์ที่จะแนะนำให้ลูกค้า ทั้งหุ้นรายตัว กองทุนหุ้น กองทุนต่างประเทศ พันธบัตร กองทุนพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน เป็นต้น

งานที่รับผิดชอบมีวงจรตั้งแต่เช้า 07.00 น.-18.00 น.-19.00 น.ของทุกวันทำการ วันเสาร์และอาทิตย์อุทิศให้ครอบครัว ดังนั้นยามว่างส่วนตัวของเขาคือช่วงพักกลางวันที่จะเข้าฟิตเนส ที่ชั้น 8 ตึกเมืองไทยภัทร วิ่งบนลู่วันละ 1 ชั่วโมง หรือ 40 นาที และ 2 ครั้งใน 1 สัปดาห์

นอกจากนั้น ยังฝึกโยคะทุกวันจันทร์ ที่จะมีครูโยคะมาสอน และปั่นจักรยาน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งโดยชอบปั่นที่สนามฟ้า สนามบินสุวรรณภูมิที่มีการแบ่งเลนจักรยานอย่างชัดเจน โดยชอบไปวันหยุดตั้งแต่ 06.00 น. ปั่นครั้งละ 2-3 รอบ โดยชอบปั่นอย่างเร็ว

“ไป 6 โมงเช้า 9 โมงเช้าก็กลับบ้านแล้ว ผมปั่นรอบนึงก็ 23 กิโลเมตร เพราะเป็นสนามที่ยาวมาก ไปมาสะดวก มีเพื่อนร่วมปั่นและเป็นสนามสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ปั่นแล้วปลอดภัยกว่าปั่นตามท้องถนน และเพิ่งไปปั่นสนามที่พุทธมณฑลตามคุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการธนาคารเกียรตินาคิน (KKP)”

เขาเป็นสมาชิกชมรมวิ่ง ปั่นจักรยาน และชมรมโยคะ มีว่ายน้ำบ้าง

 

“ผมฝึกโยคะ เพราะเคยเล่นเทควันโด ได้สายแดง สมัยเรียนที่สหรัฐ ถ้าเล่นโยคะด้วยจะทำให้เล่นเทควันโดได้ดี เพราะเมื่อยืดหยุ่นด้วยโยคะได้จะทำให้เตะได้สูงขึ้น ตอนแรกก็ฝึกโยคะเพื่อยืดเหยียด ต่อมารู้สึกชอบมากเป็นความท้าทายที่จะเล่นโยคะไปถึงท่ายากๆ เคยเล่นท่ายากครั้งแรกตอนเรียนยืดหยุ่นสมัยมัธยมปีที่ 2 เล่นท่าหกสามเส้า อยากให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ส่งผลต่อจิตใจไปด้วย”

สำหรับโยคะ พิพัฒน์เริ่มฝึกตั้งแต่ปี 2542-2543 ควบคู่ไปกับเทควันโด โดยมีครูมาสอน

เขาบอกว่า เคยไม่ออกกำลังกายเพราะงานยุ่ง ไปต่างประเทศ 2 สัปดาห์ รับประทานแต่บุฟเฟ่ต์ จัดหนักทุกมื้อ เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาว ปรากฏว่าใส่กางเกงตัวเดิมไม่ได้ เป็นอาหารง่ายๆ จำเป็นต้องทานแข่งกับเวลา ต่อมาความดันขึ้นจนต้องกลับมาออกกำลังในที่สุด

“มีอยู่ช่วงหนึ่งเจ็บหลัง ทำให้รู้ว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ การบาดเจ็บเกิดจากการไม่ดูแลตัวเอง ดังนั้นจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะลงแข่งไตรกีฬาในปีนี้ โดยอยู่ทีมปั่นจักรยาน”

พิพัฒน์ ทำงานที่ บล.ภัทร มานาน 7 ปี จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจไปเป็นพนักงานคนแรกของสถาบันวิจัยนโยบายการคลังที่มี วิรไท สันติประภพ และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ รุ่นพี่ที่เพิ่งออกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายการคลังให้ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง เวลานั้น สถาบันนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการเจรจากับไอเอ็มเอฟ

ทำงานที่นั่นได้ปีเดียว ได้ทุนอานันทมหิดลไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ สหรัฐ จนจบปริญญาเอก

พิพัฒน์กลับมาเมืองไทยปี 2553 เพื่อใช้ทุนอานันทมหิดลหลังจากขอผ่อนผันเพื่อสะสมประสบการณ์ทำงานมาพอสมควรแล้ว และเข้ามาทำงานที่ภัทร

เมื่อมาเมืองไทยมีคลับต่างๆ ได้ไปสมัครคลับเทควันโด

จุดเริ่มต้นการเล่นกีฬาของเขาเริ่มจากการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและฝึกฝนจนถึงที่สุดของกีฬานั้นๆ ตั้งแต่เรียนจนกระทั่งทำงาน

นิยามของกีก คงเหมาะสำหรับบุคคลผู้นี้จริงๆ

 

อารีย์ โพธิ์ศรี ชายใจดีจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480398

อารีย์ โพธิ์ศรี ชายใจดีจิตอาสา

โดย…โยโมทาโร่

เมื่อชายคนหนึ่งนึกอยากทำความดี ด้วยการเดินเก็บขยะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปีเขามีแนวร่วมหลายร้อยคนและอาสามารถสมัครติดตามเพจเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเขามากกว่า 4,000 คน เขาคนนี้คือ อารีย์ โพธิ์ศรี ผู้ดูแลโครงการ และประสานงาน กิจกรรม กลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สิ่งดีงาม ที่เวลานี้กลายเป็นหนึ่งกลุ่มอาสาสมัครที่เต็มใจจะร่วมช่วยเหลือกับทุกกลุ่มกิจกรรมทั่วประเทศ

“ก่อนที่ผมจะเริ่มต้นจากการเก็บขยะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แรงบันดาลใจตอนนั้นของผมคือไปช่วยงานที่วัดในวันลอยกระทง ลอยกระทงเสร็จก็เห็นขยะจำนวนมากเกลื่อนกลาดบริเวณวัด และพระสงฆ์ท่านกำลังทำความสะอาดเก็บกวาดขยะในวัด ผมก็เลยเข้าไปช่วยเก็บขยะ ตอนนั้นมีเพื่อนๆ เข้าไปช่วยกันอยู่ประมาณ 5-6 คน

“หลังจากจากวันนั้นประมาณ 5-6 โมงเย็น ผมเห็นขยะที่อนุสาวรีย์มีปริมาณมากก็เลยลองเก็บอยู่คนเดียว แรกๆ ก็อายแต่หลังจากนั้นก็ไม่แล้ว เราก็เก็บขยะมาเรื่อยๆ มีเพื่อนๆ คนรู้จักเข้ามาช่วยบ้างก็เลยตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาเฟซบุ๊กใช้ชื่อ ‘อาสาสมัคร อนุรักษ์สิ่งดีงาม’ ตั้งขึ้นมาแรกๆ ไม่มีใครรู้จักมากนักมีเพียงอาสาที่เคยรู้จักกันในงานอื่นๆ

 

อารีย์ย้อนความหลังว่า แต่ก่อนเขาทำงานกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกผูกพันกับการทำกิจกรรมก็เลยเอาความสามารถในการทำกิจกรรมมาช่วยงานสังคม

“เลิกงานระหว่างรอรถกลับบ้านก็หาอะไรทำเพื่อสังคมไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ทำเฉพาะในกลุ่มขาประจำ 10 กว่าคนกับขาจร แต่พอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเลยเปิดเป็นโอเพ่นที่สามารถเข้ามาทำเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นกิจกรรมการเก็บขยะทุกเดือน วันละ 1-2 ชั่วโมง ตอนแรกมีคนอาสามาเป็นร้อยคน แต่หลังๆ เราขอให้เหลือเพียง 40-50 คน เพราะไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง”

อารีย์ เล่าต่อว่า สำหรับค่ายอาสาถักไม้กวาดถวายวัด (วัดถ้ำดอกบัว จ.เลย) เป็นอีกกิจกรรมประจำกลุ่ม แรกๆ ทำมาตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่ได้ทำในรูปแบบการสอน มาเริ่มพัฒนาเป็นหลักสูตรเมื่อประมาณปี 2557 กิจกรรมครั้งหนึ่งจะรับได้ประมาณ 30 คน กิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกเดือนอยู่ที่ว่าจะไปที่ไหนเท่านั้น

“การทำไม้กวาดด้ามหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ปกติจะจัดที่ วัดถ้ำดอกบัว จ.เลย วัดนี้เป็นวัดที่สงบและพระสงฆ์ท่านทำไม่กวาดใช้เอง และไม้กวาดที่นั่นหายาก จึงอาสาเข้าไปช่วย กิจกรรมเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ทุ่มวันศุกร์เดินทางถึงวัดตอนเช้า ให้ทุกคนเขียนแสดงตัวตนลงบนกระดาษพูดคุยลดอัตตาของเราลง ไม่อยากนั้นเราจะทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย บางคนมีตำแหน่ง บางท่านอายุมากแต่มาทำกิจกรรมทุกคนต้องเหมือนกับหมด เมื่อทุกคนปล่อยวางตัวตนลงได้ถึงจะเริ่มทำกิจกรรมกัน”

 

หลังจากนั้นก็เริ่มทำไม้กวาด ทำไม้กวาด ขัดไม้ไผ่ให้เงาถักให้แน่นละเอียดและสวยงาม ระหว่างทำผู้ร่วมกิจกรรมอาสาก็จะได้ฝึกสมาธิ ฝึกความอดทนไปในตัว อารีย์ ขยายความว่า

“ต้องทำให้ดีเพราะพระท่านจะทำไปใช้ทำความสะอาด ถ้าทำไม่ดีก็จะกลายเป็นขยะที่ทำให้ขยะอื่นๆ ฟุ้งกระจายไปอีก กิจกรรมนี้เป็นการฝึกตนอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้จักปล่อยวางและพิจารณาตนเอง ตอนที่ผมเก็บขยะอยู่คนเดียว ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้คิดว่าจะมามีวันนี้ที่เรามาเป็นอาจารย์สอนทำไม้กวาด คือเราทำแล้วเรามีความสุขแค่นั้น แต่พอถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราเปิดให้คนอื่นๆ เข้าร่วม แล้วพบว่ามีคนสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมของเรามาก มีรายการโทรทัศน์มาร่วมถ่าย ก็เลยทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

เมื่อทำแล้วมีความสุข จิตใจสงบ อารีย์ไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร?

“คือเก็บแล้ว ชีวิตเรามีคุณค่าที่ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น แต่ก่อนเจอขยะเราเตะเล่น แต่พอมาเก็บเรารู้สึกชื่นชมตัวเอง ที่ผ่านมาในชีวิตผมไม่เคยกราบเท้าแม่ แต่พอผมทำไม้กวาดเข้าวัด ผมกลับไปกราบเท้าแม่ผู้มีพระคุณ ผมเปลี่ยนเป็นคนละคนมีจิตอาสาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปในทางที่ดีและอยากเปลี่ยนคนอื่นๆ ให้กลับมาในทางที่ดีเหมือนกัน”

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ โก๋ไม่แก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480397

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ โก๋ไม่แก่

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

“ในทางธุรกิจความสำเร็จอาจวัดจากการเติบโตหรือผลกำไร แต่ในการผลิตภาพยนตร์ความสำเร็จวัดจากคนดูที่ชื่นชอบผลงานเรา” จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานแม่รวย และผู้ผลิตภาพยนตร์ค่ายโก๋ฟิล์มกล่าว

การเริ่มต้นผลิตภาพยนตร์จริงๆจังๆ ครั้งแรก เริ่มขึ้นตอนอายุ 24 ปี ควบคู่กับการเข้ามาบริหารธุรกิจให้แก่ครอบครัว

“ผมไม่เชื่อว่าคนเราจะยุ่งตลอดเวลา เราสามารถจัดสรรเวลาได้” จุมภฏกล่าวถึงการเข้ามาบริหารธุรกิจให้ครอบครัว ขณะเดียวกันก็เลือกทำงานที่รักไปด้วย

ทั้งนี้ เขาได้เริ่มต้นจากการผลิตหนังสั้น ส่งประกวด จนกระทั่งผลิตหนังสู่โรงภาพยนตร์ ภายใต้ค่ายที่ก่อตั้งขึ้น นามว่า “โก๋ฟิล์ม”

สำหรับที่มาของชื่อ “โก๋ฟิล์ม” นั้น จุมภฏ บอกว่า พี่หมู สุภาพ หริมเทพาธิป บก.ไบโอสโคป เป็นคนตั้งให้ และคิดว่าเท่ดีเลยใช้ชื่อนี้มา โดยได้ผลิตภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2552 ชื่อเรื่องว่า “มันส์ ทำเรื่อง” เป็นเรื่องสั้น 5 เรื่องในภาพยนตร์ หลากรสชาติ ที่เน้นสะท้อนสังคม เข้าฉายที่ลิโด หลังจากนั้นในปี 2557 ได้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง เซอร์เรียล (SUR-REAL) กึ่งภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ เป็นภาพยนตร์ 3 รสชาติ 3 เรื่องราว หลากหลายแนว ทั้งแอ็กชั่น-ดราม่า ตลก-อีโรติก และโรแมนติก-คอมเมดี้ โดยส่งเข้าประกวด งานเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศปี 2559 และได้รับรางวัลกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสเปน สำหรับรางวัลใหญ่ที่สุดที่ได้รับคือ วินเนอร์ เบส ฟอเรียน ฟิล์ม (Winner Best Foreign Film) ปี2559 จากฮอลลีวู้ด หรือสหรัฐอเมริกา

จุมภฏ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบชมภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก ชมได้ทุกแนว ยกเว้นหนังผี เนื่องจากไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงอรรถรสในการชมได้

“ในชีวิตผมมีสิ่งที่รักและชื่นชอบอยู่ 3 สิ่ง ได้แก่ 1.ชอบหนัง 2.ชอบประวัติศาสตร์ ชอบการเดินทาง เรียนรู้เรื่องราว และ 3.ชอบศิลปะ ชอบเสพงานอาร์ต ที่ไม่นามธรรมจนเกินไป” จุมภฏนิยามถึงตัวตนของเขา

ขณะที่ต้องสวมบทบาทนักธุรกิจและผู้ผลิตภาพยนตร์ในปัจจุบัน เมื่อถามถึงความเหมือนและจุดร่วมของบทบาททั้งสองด้าน เขากล่าวว่า “มองว่าทั้งเรื่องการทำงาน (ธุรกิจ) และเรื่องการผลิตภาพยนตร์ ‘ไม่มีวันพอ’ กล่าวคือทั้งสองสิ่งต้องพัฒนาขึ้นจากเดิม หากในตำแหน่งผู้ผลิตภาพยนตร์ เปรียบเทียบจากสมัยก่อนถือว่าเรามาไกลพอสมควร” สำหรับเขาการสร้างภาพยนตร์ทำขึ้นด้วยใจรัก เป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง “ในทางธุรกิจความสำเร็จอาจวัดจากการเติบโตหรือผลกำไร แต่ในการผลิตภาพยนตร์ความสำเร็จวัดจากคนดูที่ชื่นชอบผลงานเรา”

 

จุมภฏ กล่าวด้วยว่า การเป็นคนคิดนอกกรอบ และชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของเขาส่วนหนึ่งมาจากการสั่งสอน และตัวอย่างที่มีให้เห็นจากคนรุ่นพ่อ “พ่อไม่เคยสอนให้งมงาย หรือให้เชื่อแค่สิ่งที่ทำต่อๆ กันมาโดยไม่ได้ตรวจสอบ อีกทั้งพ่อเป็นคนแหวกแนว เช่น คิดค้นแบรนด์ที่ทำให้ฟังแล้วติดหู เช่น โก๋แก่ โดยก่อนหน้านี้ เคยตั้งว่า กิ๊กก๊อก ก็มี อีกทั้งเคยมีถั่วยี่ห้อ อพอลโล่ หรือในช่วงที่แชร์แม่ชม้อยดัง ก็ตั้งชื่อถั่วแชร์ ซึ่งอาจจะขัดกับความคิดของคนในยุคนั้น แต่ปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลดี และความสำเร็จของแบรนด์ โก๋แก่” ดังนั้นการผลิตภาพยนตร์ของเขา จึงไม่มีแนวที่ชัดเจน หรือสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง “ภาพยนตร์ที่ผมสร้างอาจคล้ายหนังอาร์ต แต่ยังคงเน้นการสื่อสารกับคนดู ให้คนดูเข้าใจหนังที่เราสร้างเรียกว่าเป็นหนังอาร์ตที่เล่าเรื่อง”

ในวันที่ 20-22 ม.ค.ที่ผ่านมา โก๋ฟิล์มได้เปิดให้ชมภาพยนตร์เรื่อง เซอร์เรียล (SUR-REAL) ฟรี ซึ่งสามารถลงทะเบียนและขอรับบัตรได้ที่ โก๋ฟิล์มแฟนเพจ จัดฉายที่เซ็นทรัลเวิลด์ “จุดประสงค์ที่เปิดให้ชมภาพยนตร์ฟรี ผมต้องการให้คนไทยได้ชมภาพยนตร์หลากหลายแนว โดยต้องการจะสื่อว่า ไม่ใช่มีแค่หนังอาร์ตชมยาก ที่ผลิตออกมาแล้วได้รางวัลเท่านั้น แต่ยังมีภาพยนตร์อีกหลายแนวให้ติดตาม ต้องการให้แวดวงภาพยนตร์ไทยเปิดกว้างมากขึ้น”

ขณะที่ในปี 2560 มีแผนเปิดตัวภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องที่ 3 ของค่ายโก๋ฟิล์ม เปิดกล้องถ่ายทำในช่วงกลางปี คาดแล้วเสร็จปี 2561 โดยใช้งบประมาณในการผลิตหนังกว่า 6-7 ล้านบาท ไม่รวมงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ชื่อเรื่องยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่รับรองว่ามีนักแสดงมีชื่อร่วมอยู่คับคั่ง”

ทั้งนี้ นักแสดงชายที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ จะควบตำแหน่งพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ โก๋แก่ โดยภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ได้อิงจากหนังสือนวนิยายไทย 2 เล่ม ที่คนไทยรู้จัก แนวไซไฟ (Sci-Fi) และอีโรติก (Erotic)

“มองว่าหนังไทยในปัจจุบันเมื่อเอาหนังสือมาทำเป็นหนัง ต้องเผชิญกับความคาดหวังของคนดูให้เหมือนกับหนังสือ ซึ่งข้อจำกัดมันต่างกัน แต่ในทางกลับกันหนังไทยไม่เคยมีหนังที่อิงมาจากหนังสือ แต่ถ่ายทอดไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเราจะทำภาพยนตร์แนวนี้ครั้งแรก แค่ดึงกลิ่นอายมาจากหนังสือ เช่น ภาพยนตร์ฝรั่งอย่างโรมิโอ แอนด์ จูเลียต อยากให้มันปรับเข้ากับยุคนี้มากขึ้น และผู้ชมสามารถเข้าใจได้”

จุมภฏ กล่าวทิ้งท้ายการใช้ชีวิตสไตล์เขาว่า “อย่าไปเครียด อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ทั้งเรื่องภาพยนตร์และเรื่องงาน”

 

เดินทางสู่ใจกลาง แห่งบ้านเกิดเมืองนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480038

เดินทางสู่ใจกลาง แห่งบ้านเกิดเมืองนอน

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ป่าเหนือสตูดิโอ

การอยู่อย่างรักษ์โลก (World Friendly) เกิดจากผู้คนหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและตื่นตัวในการร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น โดยตระหนักถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็น 1 ใน 8 เทรนด์ของโลกที่น่าจับตามองที่กำลังเกิดขึ้นในโลก (Global Mega Trend) โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD

ดังนั้น แนวโน้มของการสถาปัตยกรรมในอนาคตจะเน้นความเรียบง่ายให้กลมกลืนหรือเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการปลูกบ้านของคนเอเชียที่มีจุดเด่นที่งานช่างท้องถิ่น วัสดุอ้างอิงกับธรรมชาติ ใช้เครื่องมือในการก่อสร้างให้น้อยชิ้นแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ให้ความสำคัญกับทิศทางของลมและแสงแดด และให้ความรู้สึกอบอุ่น

ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่าชายคนหนึ่งจะมีแนวคิดนี้ก่อนเทรนด์โลกจะเดินทางมาถึงด้วยซ้ำ เขาคือ จุลพร นันทพานิช อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาปนิกและอาจารย์ผู้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น นักปลูกป่าที่ปลูกสีเขียวคืนให้ธรรมชาติอย่างเข้าใจและรู้จริง เขาเชื่อว่าเราอยู่ในประเทศที่ดี มีวัตถุดิบที่ดี หากมองเห็นและจับประเด็นนำมาใช้งาน

พลังพื้นถิ่น คือ ทางออก

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จัดบรรยายพิเศษ เรื่อง “ภูมิทัศน์แห่งบ้านเกิดเมืองนอน’’ ซึ่งเป็นงานออกแบบภูมิทัศน์แบบท้องถิ่นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จุลพรแบ่งปันประสบการณ์และถ่ายทอดบทเรียนที่หาจากตำราได้ยากยิ่งให้ผู้ร่วมฟังได้ออกเดินทางไปด้วยกัน

“ถ้าหากเรามัวแต่เสิร์ชอินเทอร์เน็ต ดูโน่นดูนี่ ผมว่าความเป็นเรามันจะแห้งเหี่ยวไปเรื่อยๆ ถ้าคุณลงมือทำ ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น ซึ่งการเดินทางของผมหลายครั้งที่ผมเห็นว่าชาวบ้านทำบ้านด้วยไม้ไผ่ยันไปถึงทัพพี สิ่งเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เรา พยายามเปิดตามองเห็นภูมิประเทศรอบๆ ผมเชื่อว่าวิชาชีพทางสถาปัตย์มีพลังและส่งผลต่อความเป็นอยู่ ทำให้มีความคิดที่อยากเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้มันดีขึ้น และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ เราอยู่ในภูมิประเทศที่สวยงามและมีของดีในท้องถิ่นมากมายและหลากหลาย แต่เราไม่เคยเอาต้นไม้ที่เห็นมาอยู่ในชีวิตเราเลย”

สถาปนิกผู้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น บอกต่อว่า “ผมมีความรู้สึกว่าเราต้องสร้างชุดความรู้ไว้ให้หลากหลาย ความรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องลงมือ ลงแรง อย่างมุ่งมั่นจริงจัง หากวันหนึ่งความรู้กระแสหลักของโลกมีปัญหา ความรู้ในสังคมไทยจะได้ช่วยได้ เจออุปสรรคก็ต้องหยิบจับมาแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผมจะเป็นคนเดือดร้อนน้อยที่สุด เพราะมีอิสระที่จะมองโลกทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศนี้ถึงจะมีอะไรบกพร่องบ้าง เราก็ต้องแก้ไข ผมอยากให้ประเทศนี้ดีให้กับคนรุ่นหลัง ลูกๆ และญาติพี่น้องได้ลงมือทำ อยากให้มันดี เราต้องช่วยลงมือทำ ประเทศจะได้น่าอยู่และมีความสมบูรณ์แบบในแบบฉบับพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9

 

“การอยู่กับธรรมชาติ คือ ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมเอเชียจะเน้นให้บ้านเป็นสถานที่ที่เย็นตา อยู่แล้วเย็นกายและเย็นใจ เราจึงนำหลักคิดเหล่านี้มาใช้ในงานร่วมสมัย คือ ใช้องค์ความรู้เรื่องการถ่ายเทมวลอากาศ มีการจัดแสงสลัวให้บรรยากาศที่อบอุ่น ขณะเดียวกันก็สร้างสุนทรีย์ให้ผู้อยู่อาศัย ให้ความรู้สึกว่าเราเติบโตไปพร้อม
กับบ้าน”

จุลพร บอกว่า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ คือ ความรู้ที่ครอบคลุม ต้องรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การต้านแหล่งน้ำ การสร้างนิเวศที่เหมาะสมให้ที่อยู่อาศัย “เหมือนพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องการกักน้ำ ค่อยๆ ทำ ความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ก็จะเกิดขึ้นเอง เราทำส่วนหนึ่งและปล่อยให้ธรรมชาติทำอีกส่วนหนึ่ง เราลงมือ 10-16% จากนั้นให้ธรรมชาติทำ ทุกอย่างที่พบในธรรมชาติจะเป็นอาหารการกินหมด ถ้าเรากินผัก กินพืชได้ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันสามารถนำมาเป็นยารักษาโรคและรักษาพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้โรคกระเพาะ เป็นยาทั้งนั้น ถ้าเราเข้าใจก็จะอยู่กับสถานการณ์แบบไหนก็ได้”

เข้าถึงสถาปัตย์สไตล์ท้องถิ่น

การค้นพบธรรมชาติ คือ การพาตัวเองเข้าไปหาธรรมชาติ อาจารย์นักสถาปนิกเดินทางสู่หัวใจของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น นอกจากเขาจะขลุกตัวอยู่กับชาวบ้าน เข้าไปเห็นชีวิตคนอื่น ช่วงเวลาหนึ่งเขาไปทำงานเกี่ยวกับการขุดดิน เรียนรู้เรื่องลมและน้ำ “ผมได้เรียนรู้วิธีการคุมให้น้ำไหลให้ได้ ศึกษาเรื่องต้นไม้ เป็นไกด์นำเที่ยวป่า เดินทางเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่บนเขา ซึ่งในหลายๆ สถานที่ผมได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เดินสี่วันก็เดินไปแบบนั้นสี่วัน ค่ำไหนนอนนั่น นั่งรถเมล์อาศัยชาวบ้านไป ทำให้ได้เห็นมิติบางอย่าง

นี่คือพื้นฐานที่ผมทำ เพราะคิดว่าการทำแบบนี้จะได้เห็นว่าคนอื่นใช้ชีวิตอย่างไร มองผู้คนเท่าเทียมกัน และเห็นน้ำใจซึ่งกันและกัน มีอะไรแบ่งปันกัน เราเห็นสังคมชนบท เห็นช่วงเวลาที่ไม่มีไฟฟ้า เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ตรงนี้เป็นต้นทุนทางปัญญา เวลาจะสร้างบ้านต้องสร้างเสาใจบ้านให้ได้ก่อน ต้องมีทำเลที่ดี มิติเรื่องการออกแบบที่ผมเรียนมาก็ถูกผนวกความคิด และจิตวิญญาณความรู้สึกเข้าไปด้วย” อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าประสบการณ์

 

การเข้าถึงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ในแบบของจุลพร เขาเชื่อว่าการถ่ายทอดคำสอนของครูบาอาจารย์รุ่นก่อนก็ยังสำคัญ “คุณไม่ต้องเอาปูนไปค่าย ไม่ต้องเอาหลังคาไป คุณก็เอาเครื่องมือไป เอามีดพร้าไป ไปหาของมาทำเอง แล้วเรียนรู้กับงานชาวบ้าน ซึ่งนั่นแหละเป็นข้อคิดสำคัญที่สุดในการที่จะเข้าใจความเป็นท้องถิ่น แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่า ของพวกนี้มันสามารถเรียนรู้ที่จะทำได้ แต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม งานพวกนี้ผมทำในทัศนคติของชาวนา ชาวไร่ ไม่ได้ทำในทัศนคติของคนเป็นสถาปนิก วิธีคิดแบบนี้จำเป็นมาก”

สถาปนิกและอาจารย์ที่มีแนวคิดการออกแบบและใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ แนะนำว่า ภูมิสถาปัตย์แบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทำได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณเข้าใจว่าเรากับต้นไม้อยู่ในวงจรธรรมชาติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเกื้อกูลกัน ดูแลกัน ถ้ามนุษย์เอาต้นไม้ออกจากชีวิตเมื่อไหร่ก็จะวิบัติเมื่อนั้น…

 

แด่… นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479855

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ  ลุค ดักเกิลบี, กิจจา อภิชนรจเรข

20 ปีที่ผ่านมามี “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหาย (การอุ้มหาย) ในประเทศไทยจำนวนกว่า 59 คน และเมื่อรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปอีก 35 ปี ยิ่งพบตัวเลขที่น่าตกใจว่าประเทศไทยมีการบังคับสูญหายอีกกว่า 90 กรณี โดยกว่า 81 กรณียังไม่ได้รับการแก้ไข ยกตัวอย่างกรณีของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 และกรณีของ นายเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว นักต่อสู้เพื่อโฉนดชุมชนที่ดินทำกินซึ่งหายตัวไปหลังเดินทางเข้าป่าเพื่อหาเก็บหน่อไม้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2559 เป็นต้น

ทว่าผู้ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหายไม่เคยหายสาบสูญไปจากใจนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ อันเป็นแรงบันดาลใจทำให้เกิดนิทรรศการภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” (For Those Who Died Trying) เพื่ออุทิศให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวน 37 คน โดยทุกภาพถูกบันทึกไว้โดย ลุค ดักเกิลบี (Luke Duggleby) ช่างภาพชาวอังกฤษที่ได้เดินทางไปยังสถานที่จริงที่นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายได้จากไป

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ม.ค.-5 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (PROTECTION International) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถานทูตแคนาดา โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) และภาคีเครือข่าย

ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพในการเป็นเจ้าของในที่ดินทำกินของตนเอง ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมในชุมชนของตน หรือต่อสู้เพื่อต่อต้านการทุจริตในโครงการของรัฐเองถูกข่มขู่ คุกคาม บังคับให้สูญหายและตายไปเป็นจำนวนมาก

“จากการเก็บข้อมูลขององค์กรเรา พบว่า ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนและสิทธิทางเศรษฐกิจ ถูกบังคับให้สูญหายและตายไปกว่า 59 ชีวิต โดยข้อมูลที่น่าสนใจจากการเก็บสถิติยังพบว่า ภาคอีสานและภาคใต้มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายมากที่สุดเท่าที่เราทราบตอนนี้”

เธอยังจุดประเด็นกระบวนการยุติธรรมที่ “ล้มเหลว” ว่า ปัจจุบันชื่อของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องมาดูแลและปกป้องนักสิทธิมนุษยชนก็ยังรางเลือนและไม่มีความชัดเจนด้วย

 

“นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายนั้นมีจำนวนที่มากแต่มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่มีการสอบสวนและคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐและกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรานั้นล้มเหลว” ปรานมกล่าวต่อ

“เพราะมีหลายคดีที่ผู้กระทำความผิดยังลอยนวลจนทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด (aculture of impunity) หรือการที่ผู้กระทำผิดละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้วไม่ต้องรับผิด (accountability) ซึ่งปัญหานี้ที่ฝังรากลึกอยู่กับสังคมและการเมืองไทยมายาวนาน และหากวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่ก็จะสร้างสภาวะที่อันตรายอย่างถาวรต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วย ที่สำคัญมันจะส่งผลที่ร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม เพราะผู้มีอำนาจเชื่อว่าเครือข่ายอำนาจอุปถัมภ์จะสามารถทำให้พวกเขาลอยนวลพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย การตัดสินใจใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องต้องคิดมาก วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจึงเป็นภาวะอัปลักษณ์ของสังคมไทยที่เราต้องช่วยกันแก้ เริ่มจากการปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและความยุติธรรม”

อังคณา นีละไพจิตร

 

นอกจากนี้ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ภรรยาของ สมชาย นีละไพจิตร) เผยว่า การอุ้มหายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแม้ในหลายปีที่ผ่านมามีจำนวนน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม การฟ้องร้องเรื่องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับมีมากขึ้น

“การฟ้องร้องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีจำนวนมากขึ้นนั้นส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เช่น เรื่องที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม หนำซ้ำยังพบว่ามีการถูกคุกคามทางเพศร่วมด้วย โดยเฉพาะการข่มขู่ว่าระวังจะโดนข่มขืน ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้นักต่อสู้หญิงเกิดความหวาดกลัว บางคนถึงขั้นไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วการฟ้องร้องยังลุกลามไปถึงกลุ่มเยาวชนที่จะหยุดหรือห้ามในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเมื่อมีการฟ้องร้องแล้วส่วนใหญ่มักเป็นผู้แพ้คดี”

 

กรณีของ สมชาย นีละไพจิตร นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการถูกบังคับให้สูญหาย ที่ท้ายสุดแล้วไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมารับโทษได้ เธอกล่าวต่อว่า ในครั้งแรกเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเหมือนจะมีความจริงจัง คดีถึงชั้นศาล แต่สุดท้ายหลักฐานไม่เพียงพอ โดยให้เหตุผลว่า ไม่พบศพจึงไม่สามารถทำอะไรได้ รวมถึงกรณีของ เจริญ วัดอักษร ผู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประจวบคีรีขันธ์ ที่พบว่ามีการตัดตอนพยาน มือปืนเสียชีวิตทำให้ขาดพยานหลักฐาน สุดท้ายก็ไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษได้เช่นกัน

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายบ้านเรามีช่องโหว่ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเมื่อเทียบเท่ากับความเป็นสากล ที่อย่างน้อยญาติผู้ตายต้องได้รับรู้ความจริง ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. … ที่นำเข้าสู่สภาเพื่อมาปกป้องในเรื่องนี้ ในส่วนของเนื้อหาก็ยังไม่สอดคล้องกับหลักสากล โดยเฉพาะตัวคณะกรรมการพิจารณาการออกกฎหมายส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีความหลากหลาย แทนที่จะนำผู้สูญเสียหรือผู้มีประสบการณ์ตรงเข้าไปร่วมพิจารณาด้วย จึงจะทำให้กฎหมายทำการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น”

 

เธอยังกล่าวถึงเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความสูญเสียด้วยว่า “การเยียวยาของเรายังไม่เป็นสากล มีแค่เพียงการเยียวยาผ่านตัวเงิน และการให้ความช่วยเหลือด้านทนายความเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงญาติผู้สูญเสียต้องได้รับความจริงด้วย โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุเป็นใคร และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำขึ้น เรื่องการอุ้มหายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ที่ผ่านมากลับไม่ใช่ ส่วนใหญ่เมื่อคดีเกิด มักลงท้ายด้วยหาผู้กระทำผิดไม่ได้”

หรือกรณีของ ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส แกนนำชาวบ้านที่ถูกลอบสังหารจากการออกมาต่อต้านการลักลอบทิ้งกากสารเคมีอุตสาหกรรมและขยะมีพิษในเขตพื้นที่ ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ศาลได้ยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการจ้างวานไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ “ถามว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ตรงนี้เรารู้อยู่ในใจตั้งแต่วินาทีแรกที่สามีถูกลอบสังหารแล้ว” ณัฎฐกานต์ เนาวโอภาส ภรรยาของผู้ใหญ่ประจบ ได้ร่วมสะท้อนถึงความจริงที่เกิดขึ้น

ลุค ดักเกิลบี

“ตั้งแต่สามีเสียชีวิตทำให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มีเสาหลักของครอบครัว ตอนนี้ดิฉันต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวเพียงคนเดียว ทุกวันนี้ต้องทยอยขายรถเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก ขณะที่การเยียวยาได้เงินหนึ่งแสนบาทจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ดิฉันไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ แต่น้อยใจตรงที่สังคมไม่มองถึงความสำคัญเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาถึงสิทธิ ทั้งที่ตัวสามีต่อสู้เพื่อทุกคน แต่สังคมกลับมองข้าม”

ประเทศไทยยังขาดกรอบกฎหมายเพื่อการรับผิดในคดีการบังคับให้สูญหาย เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา รวมถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงยังขาดความเป็นอิสระหรืออาจไม่ใส่ใจที่จะสืบสวนสอบสวนโดยทันที ตัวแทนจากองค์กร PROTECTION International จึงเสนอว่า รัฐบาลควรกําหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาและกําหนดกลไกสืบสวนสอบสวนที่เหมาะสม มีการประกันสิทธิอย่างเต็มที่ของผู้เสียหายและญาติ ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เกี่ยวกับการคุ้มครองพยาน การควบคุมตัว ข้อกําหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและการทําลายพยานหลักฐาน ควรมีการปรับปรุงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและการฟ้องคดี ขั้นตอนการแจ้งความ การสืบสวน สอบสวนในเบื้องต้นและการส่งต่อคดีอย่างรวดเร็วให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงควรกําหนดให้มีการคุ้มครองพยานและการเคารพสิทธิของญาติด้วย

นิทรรศการแสดงภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” จะจัดแสดงอีกครั้งทั่วประเทศไทย โดยในวันที่ 4-12 ก.พ. จะจัดแสดงที่เชียงใหม่ วันที่ 7-12 ก.พ. จัดที่สงขลา และวันที่ 21-17 ก.พ. จัดเป็นครั้งสุดท้ายที่มหาสารคาม

 

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484800

จะเอายังไงดีเมื่อ ม.44 ยังเอาไม่อยู่

โดย…ส.คนจริง

คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายและบรรดาศิษย์ทั้งหลายเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ตามปกติ เมื่อดีเอสไอยุติบทบาทในการปิดล้อมวัด แต่หาตัวธัมมชโยไม่พบ จึงมีคำถามว่าจะเอายังไงดีเมื่อ มาตรา 44 ยังเอาไม่อยู่

ก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวว่าคณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองชั้นสูง ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดีเอสไอ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือไม่น้อยกว่า 10-20 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย แต่ประชุมแล้วในทางปฏิบัติกลับมองไม่เห็น แม้จะแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เพราะมีการขอร้องจากฝ่ายบ้านเมืองว่าเป็นเรื่องลับมาก จึงเป็นที่มาของข่าวลือและนินทาว่าคณะสงฆ์ชั้นผู้ปกครองไม่ทำงาน ไม่เอาใจใส่เรื่องสำคัญอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงพระผู้ใหญ่ทุ่มเทในการแก้ปัญหาไม่เคยพักผ่อน เช่นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กลับจากล้างไตที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ต้องมานั่งเป็นประธานในการประชุมจนดึก เพราะไม่อยากเห็นปัญหายืดเยื้อ และต้องการรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้บอบช้ำ แต่ประชุมแล้ว พูดแล้ว ลอยไปตามลม ไม่มีใครเห็นในทางปฏิบัติจนคนสงสัยว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำอันใดในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองสูงสุด

ขณะนี้ฐานะธัมมชโย เหลือเพียง พระไชยบูลย์ สุทธิผล ส่วนทัตตชีโว เหลือเพียงพระเผด็จ ทตฺตชีโว เพราะถูกถอดจากสมณศักดิ์ กลายเป็นพระลูกวัดธรรมดา ส่วนยังเป็นพระอยู่หรือไม่ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าตราบใดที่ยังไม่สึกก็ยังเป็นพระภิกษุ เจอเมื่อไรจับสึกได้เลย แต่อีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่ต้องจับสึก เพราะหมดภิกษุภาวะไปแล้ว

การที่พระภิกษุจะพ้นจากความเป็นพระภิกษุนั้น ต้องทำอะไร ตามหลักตามธรรมวินัยและ กฎ มส.มีดังนี้

ผู้ที่จะขาดจากความเป็นพระภิกษุ

1.ละเมิดวินัยขั้นอุกฤต คือปาราชิก 4 ข้อใดข้อหนึ่งคือ เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ และอวดอุตริมนุสธรรม  ผู้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดความเป็นภิกษุโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำพิธีลาสิกขา หรือเปลื้องผ้าสบงจีวรแต่อย่างใด หาเสื้อกางเกงมาสวมใส่ก็สิ้นเรื่อง คนพวกนี้เป็นสมี กลับมาบวชอีกไม่ได้ อุปัชฌาย์รูปใดให้บวชก็มีโทษด้วยนะ

2.ไม่อยากเป็นพระภิกษุต่อไป กล่าวคำลาสิกขาบทให้ที่ประชุมสงฆ์ หรือหมู่คณะให้รู้ความว่าขอลาสึก ทุกคนรู้ความหมาย ก็สิ้นสุดความเป็นภิกษุ ประเภทนี้สึกแล้วบวชได้อีก กี่ครั้งก็ได้

3.เป็นพระภิกษุแต่ไปเข้ารีตศาสนาอื่น ท่านให้ขาดจากความเป็นภิกษุไปเลย

4.ภิกษุที่เปลื้องผ้าสบงจีวรออกแล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความสมัครใจ ก็ขาดจากความเป็นภิกษุเช่นกัน

5.ภิกษุถูกบังคับให้เปลื้องสบงจีวรออก แล้วนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ด้วยความเศร้าใจ (หรือสมัครใจ) ก็ขาดจากความเป็นภิกษุด้วยเหมือนกัน

6.นิคหกรรมวินิจฉัยว่าผิดตามข้อกล่าวหา ต้องสึกในเวลาที่กำหนด (ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21)

กรณีไชยบูลย์ ธัมมชโย ยังคงความเป็นภิกษุในทางวินัยหรือไม่ คณะสงฆ์ระดับผู้ปกครองเท่านั้นจะต้องประชุมวินิจฉัย (แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากประชุมแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ) แต่ถ้ายกกฎ “มหาเถรสมาคม” ฉบับที่ 21 มาพิจารณาดังที่ไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอแนะ ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง (แต่ท่านผู้รู้ว่า จะใช้ฉบับที่ 21ได้หลังจากใช้กฎฉบับที่ 11 เรื่องนิคหกรรม ที่วินิจฉัยว่าภิกษุที่ถูกกล่าวหานั้นผิดจริง)

ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ควรเร่งนำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ 3 ในกรณีพระภิกษุรูปใด ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ หรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่งคณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ ซึ่งสามารถดำเนินการสั่งให้พระธัมมชโยพ้นจากสมณเพศได้ในทันที  ถ้าทำตามนี้จะช่วยให้การชุมนุมที่วัดพระธรรมกายคลี่คลายลง เพราะศิษย์วัดธรรมกายจะหมดข้ออ้างที่ว่าพวกเขาปกป้องพระธัมมชโยเป็นการปกป้องพระภิกษุ ปกป้องพุทธศาสนา กลายเป็นว่าสถานะของธัมมชโยเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ถูกคณะสงฆ์ขับออกสมณเพศไปแล้ว ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์อีกต่อไป

ส่วนผู้รู้และมีประสบการณ์อีกท่านหนึ่งเสนอทางออกที่จะได้ผลสัมฤทธิ์ว่า ภาครัฐ และสังคมต้องไว้วางใจคณะสงฆ์ ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด โดยมอบหมายให้มหาเถรสมาคมพิจารณาโทษธัมมชโย ตามหลักธรรมวินัย และไม่ขัดกับกฎหมาย ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ก็น่าจะได้ข้อยุติกรณีธัมมชโยได้ โดยไม่ต้องใช้กำลัง หรือมาตรา 44 ไปควบคุมพื้นที่่วัดพระธรรมกาย แต่ข้อเสนอนี้สายไปแล้ว เพราะรัฐดำเนินการจนกลายเป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกตกใจว่าประเทศไทยเมืองพุทธศาสนา มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ

 ส่วนธัมมชโยที่เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี กลายเป็นปริศนาให้สังคมถามว่าจะเอายังไง หรือจะปล่อยให้ลอยนวล เมื่อมาตรา 44 ก็ยังเอาไม่อยู่

 

ปัดโธ่เอ๋ย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484799

 

โดย…อารยชล

จำไม่ได้ว่าเคยอ่านเจอที่ไหนมีคนเขียนว่า พระกินเหล้า ต้องอาบัติหนักร้ายแรง…ผมเนี่ยต้องจามเลย “ปัดโธ่” อาบัติหนักยังไงหนออยากรู้

อ้อ…พระกินเหล้า จริงแล้วควรใช้คำว่า “ฉัน” ถึงจะถูกบุคคล เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ แต่ดูสุภาพไปกับกิริยาที่ท่านทำเลยใช้คำว่า “กิน” คำบ้านๆ เรียกกันง่ายๆ ตามประสาปากชาวบ้านละกัน

แต่เชื่อไหม ในเว็บข่าวบางเว็บใช้คำว่า “ฉันท์” เห็นแล้วอ้าปากพลางต้องขยี้ตาไปด้วย เพราะความหมายมันเปลี่ยนไปสิ้นเชิง จาก (ฉัน) กิน, รับประทาน เป็น (ฉันท์) พอใจ, รักใคร่, ชอบ อันนี้พูดเป็นความรู้เฉยๆ นะครับ

แต่ประเด็นที่จะพูดต่อไปอย่างที่ผมเอ่ยข้างต้นคือมีคนบอกว่า การที่พระดื่มสุราเมรัยต้องอาบัติหนัก ผมเลยสงสัยว่าใช่เหรอ เลยต้องมาพูดเรื่องอาบัติเสียหน่อย

อาบัติ คือ กิริยาที่พระไปละเมิดบทบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นหมวดๆ จำแนกเป็นข้อๆ รวม 227 ข้อซึ่งเราเรียกว่า “สิกขาบท” นั่นเอง

การไปละเมิดสิกขาบทข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อใน 227 เราเรียกกิริยานั้นว่า “ต้องอาบัติ” พระผู้ละเมิดสิกขาบทก็ต้องถูก “ปรับอาบัติ” และการจะปรับพระว่าเป็นอาบัติอะไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าพระไปทำผิดเรื่องอะไร

อาบัติที่ใช้ปรับพระที่ทำผิดวินัยมี 7 อาบัติ ได้แก่ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสิต

แยกเป็นอาบัติที่มีโทษหนัก 2 คือ ปาราชิก และสังฆาทิเสส เรียก ครุกาบัติ

พูดถึงความหนักของอาบัติทั้งสองก็ต่างกัน ปาราชิกาบัติ หรืออาบัติปาราชิก เป็นอเตกิจฉา หมายถึง ถ้าพระไปละเมิดสิกขาบทแห่งปาราชิกเข้าแล้วต้องขาดจากความเป็นพระทันที แก้ไขอะไรไม่ได้ กลับมาบวชใหม่ก็ไม่ได้ เปรียบเหมือนตาลยอดด้วน คือไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัย หรือสมณเพศอีกต่อไป

สังฆาทิเสส โทษหนักก็จริง แต่ภิกษุต้องแล้วยังไม่ขาดจากความเป็นพระเหมือนปาราชิก เป็นอาบัติที่เป็นสเตกิจฉา คือ มีทางแก้ไขได้ แต่วิธีแก้ก็ไม่ง่ายพระที่ต้องอาบัติต้องอาศัย “สงฆ์” ช่วยจึงจะพ้นจากสังฆาทิเสสได้ ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน บางขั้นตอนต้องอาศัยสงฆ์ไม่ต่ำกว่า 21 รูปเป็นอย่างต่ำ นี่คือความยาก

ตัวอย่างสิกขาบทแห่งสังฆาทิเสส เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน พูดเกี้ยวพาราสีหญิง ต้องสังฆาทิเสส

ขณะที่อาบัตินอกนั้น เช่น ปาจิตตีย์ ทุกกฎ ทุพภาสิต จัดเป็นลหุกาบัติ มีโทษเบา การพ้นจากอาบัติเหล่านี้แค่ไปแสดงอาบัติหรือบอกสิ่งที่ตัวเองทำกับพระรูปใดรูปหนึ่งก็พ้นแล้ว

หันมาเรื่องพระกินเหล้า พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ไว้ในหมวดสุราปานวรรค (หมวดที่ว่าด้วยการดื่มเหล้า) แห่งปาจิตตีย์ เป็นสิกขาบทแรกในหมวดว่า ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์

ย้ำว่า ปาจิตตีย์ ไม่ใช่ ปาราชิก โทษจึงเบาแค่แสดงอาบัติกับพระรูปอื่นอาบัติก็เป็นอันระงับ แต่ทางโลกหรือชาวบ้านเห็นพฤติกรรมแบบนั้นของพระรับไม่ได้ มองว่าแค่นั้นไม่พอ “ต้องสึก” ด้วย

เราจึงได้เห็นว่าสิกขาบทบางข้อแม้โทษทางพระวินัยจะเบาแค่แสดงอาบัติก็พ้นแล้ว แต่ทางโลกจัดหนักจัดเต็มที่เห็นก็ข้อ “สุราปาน” นี่แหละ เบาแต่แรง!! ปาจิตตีย์ก็จริงแต่ต้องลาสิกขาสละผ้าเหลืองไปด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระ สำคัญที่สุดคือต้องสำรวมระวังในสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนทำอะไรต้องระวังสมณสารูป ดูกาลเทศะ ที่ไหนควรไปไม่ควรไป อย่าเผลอสติ และอย่าคิดว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ แค่ปลงอาบัติก็หาย ละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณยิ่งทำให้ชาวบ้านพากันรังเกียจพระหนักขึ้นไปอีก

อย่าลืมว่าทุกวันนี้ “บางคน” จ้องจับผิดแต่พระ แค่เห็น “ขวดโซดา” วางบนโต๊ะอาหารก็อุตริคิดว่า “พระกินเหล้า” แล้ว

ปัดโธ่เอ๋ย คนหนอคน!!

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484798

สมณศักดิ์ หรือ ยศช้าง ขุนนางพระ

โดย… สมาน สุดโต

หลังจากพระราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย สิทธิผล) เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 (วันที่ 7 มี.ค. มีพระราชโองการให้ถอดทตฺตชีโว (เผด็จ) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ออกจากสมณศักดิ์ เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง) เพื่อประโยชน์ในการศึกษา จึงจะขอเล่าเรื่องสมณศักดิ์ พอสังเขปดังนี้

สมณศักดิ์ คือยศของพระสงฆ์ที่มีมานาน ถ้านับกรุงสุโขทัยเป็นเบื้องต้นของประเทศไทย สมณศักดิ์ก็มีมาแต่สมัยนั้น ถ้ามองรอบๆ บ้านเราที่นับถือเถรวาท พระทุกประเทศมีสมณศักดิ์ ยกเว้น สปป.ลาว ส่วนกัมพูชาก็มีสมณศักดิ์คล้ายกับประเทศไทย พระเถระรูปใดที่ได้รับแต่งตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ จะมีชื่อใหม่และเปลี่ยนไปตามลำดับชั้น จากชั้นพระครูสัญญาบัตร ถึงชั้นสมเด็จพระสังฆราช

แต่ละปีพระมหากษัตริย์จะพระราชทานสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์ที่มีสีลาจารวัตร มีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อส่งเสริมให้มีอุตสาหวิริยะในการบำเพ็ญสมณธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาสืบไป

ประเภทสมณศักดิ์

แสวง อุดมศรี เล่าในเรื่องสมณศักดิ์ 2530 ว่าสมณศักดิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.สมณศักดิ์เกี่ยวกับความรู้ สมณศักดิ์ประเภทนี้ทรงตั้งถวายเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรมตั้งแต่ 3-9 ประโยค เรียกว่าทรงตั้งเปรียญ แต่ละประโยคมีพัดยศ ประกาศนียบัตรกำกับ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 6 และ 9 ประโยคนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (แต่ก่อนเป็นหน้าที่กรมการศาสนา) จะนิมนต์ให้เข้ารับพัดยศและประกาศนียบัตรจากองค์พระประมุขของชาติ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปี ส่วนที่เป็นเปรียญชั้นอื่นๆ จะพระราชทานให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานมอบให้ในภาคนั้นๆ แล้วแต่กรณี

2.สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงาน สมณศักดิ์ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.พระครูสัญญาบัตร (พระครูชั้นตรี, ชั้นโท, ชั้นเอกและชั้นพิเศษ) และ 2.พระราชาคณะซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ชั้น คือ พระราชาคณะชั้นสามัญ, พระราชาคณะชั้นราช, พระราชาคณะชั้นเทพ, พระราชาคณะชั้นธรรม, พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) และพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ)

สมณศักดิ์เกี่ยวกับผลงานนั้น (ยกเว้นพระครูสัญญาบัตร) มหาเถรสมาคมจะทำการพิจารณาความเหมาะสม ก่อนลงมติให้เป็นพระราชาคณะ หรือเจ้าคุณ หรือเลื่อนให้สูงขึ้น แล้วขอพระราชทานเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือเลื่อน

ถ้าจะเทียบสมณศักดิ์ กับฐานันดรศักดิ์ของคฤหัสถ์ (ที่เลิกไปหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ) จะได้ดังนี้

พระราชาคณะชั้นสามัญ เท่ากับ ท่านขุน พระราชาคณะชั้นราช เท่ากับ คุณหลวง พระราชาคณะชั้นเทพ เท่ากับ คุณพระ พระราชาคณะชั้นธรรม เท่ากับ พระยา (มรณภาพได้รับพระราชทานโกศ) พระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ เจ้าพระยา พระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ) เท่ากับ สมเด็จเจ้าพระยา

แต่งตั้งได้ ก็ถอดถอนได้

แต่ตั้งได้ก็ถอดถอนได้ แต่ถอดถอนนั้นนานๆ มีครั้ง เช่นสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ถอนจากตำแหน่งหน้าที่ และถอดสมณศักดิ์ 2 รูป คือ 1.พระพิมลธรรม (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์แสดงกิริยา อคารวะต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปริณายก ต่อหน้าพระพักตร์ ความทราบถึงพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ดำเนินการ 1 ตัดนิตยภัต (เงินเดือน)เหลือเท่ากับพระราชาคณะชั้นสามัญ 2 ให้พระพิมลธรรมขอขมาโทษสมเด็จพระมหาสมณเจ้าต่อหน้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม และ 3.ให้ถอดจากผู้บัญชาการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์ เหตุเกิด พ.ศ. 2457 หลังจากนั้น 7 ปี โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ พระพิมลธรรม องค์นั้น เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แถลงการณ์ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2464)

2.พระเทพโมลี (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาสราชวิหาร กรุงเทพฯ ถูกถอดถอนสมณศักดิ์ลงเป็นพระอันดับ ฐานแสดงพระธรรมเทศนาในบท ทุวิชาโน ปราภโว ไม่สนองพระราโชบายในการสร้างเรือรบหลวงพระร่วง เหตุเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2458 แต่ถึง พ.ศ. 2459 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี

3.ในรัชกาลที่ 9 โปรดให้ถอดพระพิมลธรรม(อาจ อาสภเถร) วัดมหาธาตุ และพระศาสนโสภณ (ปลอด) วัดราชาธิวาส ลงเป็นพระอันดับ เมื่อ พ.ศ. 2503 แต่โปรดฯ ให้คืนสมณศักดิ์เมื่อ พ.ศ. 2518 ทั้งสองรูป

4.รัชกาลที่ 10 โปรดให้ถอดสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์) วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560 และวันที่ 7 มี.ค. ให้ถอดสมณศักดิ์พระราชภาวนาจารย์ ทตฺตชีโว วัดพระธรรมกาย เป็นพระอันดับอีกรูปหนึ่ง อนาคตจะได้คืนสมณศักดิ์เหมือนรูปก่อนๆ ดูจะมืดมน เพราะ 3-4 รูปก่อนเป็นเรื่องพระราชอำนาจ และการเมือง

ส่วนไชยบูลย์และเผด็จ นั้นถูกกล่าวหาหลายกระทง ทำให้มองเห็นสัจธรรมว่าเคยมีอำนาจก็หมดอำนาจ ตรงกับโลกธรรม คือ มีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ มียศ ก็มีเสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา และมีสุข ก็ต้องมีทุกข์

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติด ยศช้าง ขุนนางพระ

 

ธัมมชโยยังดำดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484797

ธัมมชโยยังดำดิน

โดย…สมาน สุดโต

วันนี้ รัฐบาล คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แบบถนอมเนื้อผ้า สั่งไม่ให้ทำความรุนแรงกับสงฆ์วัดพระธรรมกาย กลัวเสียภาพพจน์ จึงมีภาพพระสวดมนต์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทหารต้องพนมมือฟังเพราะเป็นชาวพุทธ จะทึ่งมากถ้าคณะสงฆ์วัดพระธรรมกายมีการเทศนาโวหารดี ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่มองเห็นธรรม ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วขอบวชในสำนักนั้น หากเป็นไปได้จะเป็นเรื่องอัศจรรย์แท้ทีเดียว แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะพระสงฆ์วัดพระธรรมกายต้องประกันตัวออกมาจากศาลอย่างน้อย 2 รูป ถ้าศาลไม่ปรานีต้องลาสิกขากันเป็นแถว

ส่วนธัมมชโยตัวแม่ ไม่รู้ดำดินไปไหน ยังหาตัวไม่พบ เรื่องนี้ถ้าตัวแม่มอบตัวเพียงคนเดียว ลูกศิษย์และสาวกคงไม่เดือดร้อนขนาดนี้ การไม่มอบตัวยังส่งผลกระทบต่อพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครอง นับแต่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาคเรื่อยไป เพราะโซเชียลมีเดียดูไม่ไว้หน้านินทาว่าพระเถระไม่ทำอันใดเลย คิดแล้วก็เศร้าว่าประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเมืองพุทธแท้ๆ คนคนเดียวทำให้วุ่นไปทั้งศาสนจักร

เปิดสอบธรรมศึกษาต่างประเทศ

เปิดเว็บไซต์มติมหาเถรสมาคม วันที่ 28 ก.พ. มีเรื่องน่าสนใจจะขอนำมาบอกกล่าวดังนี้

1.นายหวูห่งนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หัวหน้าคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ก.พ. 2560 แจ้งว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ ขออาราธนาผู้แทนมหาเถรสมาคม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมและดูงานที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการทำงานร่วมกันด้านกิจกรรมทางศาสนาพุทธระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองประเทศ เป็นการส่งเสริมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย โดยมีกำหนดการเยี่ยมชมและหารือกับพุทธสมาคมส่วนกลางเวียดนาม คณะกรรมการแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศ และคณะกรรมการศาสนาของรัฐบาลเวียดนาม รวมทั้งเยี่ยมชมวัดต่างๆ ศูนย์วัฒนธรรม และสถานที่ที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเมืองหลวงฮานอย จังหวัดบั๊กนิง จังหวัดฟู้เถาะ จังหวัดกว๋างนิง ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2560สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณาที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบให้พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางไปตามที่รัฐบาลเวียดนามนิมนต์

2.อนุมัติให้พระราชวรมุนี ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้า และพระมหาทรงวุฒิ ตวุฑฺฒิโก (ชูพิน) เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอนุจร เดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง วันที่ 26 มี.ค. 2560 ณ วัดทีปธรรมาราม ประเทศนิวซีแลนด์

3.อนุมัติให้คณะผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวงเดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง ณ ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 30 เม.ย. 2560 ซึ่งจัดขึ้น 2 สนามสอบ

1.สนามสอบแห่งที่ 1 ณ วัดศากยะมุนีพุทธะ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สนามสอบนี้ พระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินทางนำข้อสอบไปเอง

2.สนามสอบแห่งที่ 2 ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย กรุงจาการ์ตา ให้พระเทพสังวรญาณ ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้านำข้อสอบไปเปิดสอบปฏิบัติศาสนกิจแล้วเดินทางสังเกตการณ์ศาสนจักรประเทศมุสลิมต่อได้อีกระยะหนึ่ง

 

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/484796

‘ประยงค์’ มือปราบคอร์รัปชั่น ‘บ้านเมืองเราเจริญเพราะคนดี’

โดย…เอกชัย จั่นทอง

“มีพระเครื่องหลายชุดสลับสับเปลี่ยนกันแขวนแล้วแต่การทำงาน หลักๆ มีอยู่ 3 เส้น แขวนวนไปเรื่อย สมัยก่อนลงพื้นที่ลุยปราบปรามยาเสพติดสารพัด สวมบทบู๊มาหลายสิบปีเกี่ยวกับงานด้านยาเสพติด เวลาลงจับยาต้องแขวนพระ 25 ศตวรรษ พระมเหศวร และหลวงปู่ทวด ทำงานทุกครั้งปลอดภัยอุ่นใจหมด”

ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เจ้าของฉายา “มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่น” เส้นทางชีวิตราชการเคยทำงานในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เริ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 1 ก่อนจะโยกมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค กทม. ต่อมาตัดสินใจโอนย้ายสังกัด ป.ป.ท. ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ท. กระทั่ง 27 มิ.ย. 2557 คสช.ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.

ผลงานการันตีฝีมือ มือปราบทุจริตคอร์รัปชั่นท่านนี้พยายามกวาดล้างภาพทุจริตในภาครัฐ ลุยสางคดีสารพัดใต้พรมที่หมักหมม กระทั่งมีโอกาสขุดรากถอนโคนการทุจริตโครงการมาตรการเพิ่มรายได้แก่ชาวนาของรัฐบาลจนชาวนาเดือดร้อน เพราะมีข้าราชการคดโกงสุมหัวโกงเงิน นอกจากนี้ยังสาวไส้แก๊งทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและนันทนาการของกรมพลศึกษา

ทั้งยังเป็นหัวเรือใหญ่คลี่คลายการทุจริตใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจระบบส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ มูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนใน สพฐ. และคดีบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล

ในเรื่องพระคล้องคอคู่กาย ประยงค์ บอกว่า มีพระทั้งหมด 5 องค์ที่แขวน พระองค์แรก คือ 1.พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส 2.พระซุ้มกอ 3.พระคง ลำพูน 4.พระเลี่ยงเมือง และ 5.พระนางพญา ส่วนใหญ่เป็นพระของพ่อตาแม่ยายและพี่ชายมอบให้เป็นของขวัญสมัยแต่งงานเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมไม่ค่อยหาเช่าซื้อพระอยู่แล้ว เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ และปัจจัยทางการเงินไม่ได้มีมากมาย พระเครื่องที่มีอยู่ก็ตกทอดมาจากพ่อแม่ทั้งสิ้น จะให้เช่าหามาก็คงไม่ถึงกับขนาดนั้น”

เลขาธิการ ป.ป.ท. บอกอย่างแน่วแน่ว่า พอมาทำเรื่องทุจริต เป้าหมายก็หวังเพื่อเอาชนะพวกคนทุจริตคนโกง พระเครื่องเป็นพึ่งทางใจ จึงเชื่อว่าพระจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย เตือนสติให้คิดดีทำดี

“คนที่แขวนพระเยอะแต่ปฏิบัติไม่ดี ยังไงพระก็ไม่คุ้มครองอยู่แล้วล่ะ จริงแล้วมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า พระคือเครื่องเสริมความมงคลในชีวิต การจะเป็นคนดีไม่ดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไอ้คนไม่ดีแขวนพระดีๆ เยอะแยะ แต่พระก็ไม่อยู่หรอก”

สำหรับ ประยงค์ เขาเล่าหัวใจหลักของการทำงานว่า ยึดต้นแบบทำงานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เคยให้พระบรมราโชวาทไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี วันที่ 11 ธ.ค. 2512 ใจความว่า

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

จึงนำข้อความในพระบรมราโชวาทติดหน้าห้องทำงาน คอยเตือนสติว่าอันนี้คือหน้าที่ที่เราต้องทำให้ได้

“เพราะผมยึดว่าบ้านเมืองเราเจริญมาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะคนดี ที่มันแย่มันเดือดร้อนก็เพราะคนไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อมีตำแหน่งหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้ดีให้เต็มที่ที่สุด”

การทำงานจะไม่สร้างจุดอ่อนให้ตัวเอง ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนใคร พยายามทำสิ่งที่ไม่เป็นภาระทางสังคม เพราะเรามาจากต้นทุนทางครอบครัวธรรมดา ที่สำคัญเลือกการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง จึงไม่จำเป็นต้องไปเอาเปรียบใคร เมื่อได้รับโอกาสให้มาทำงานปราบปรามทุจริตก็ต้องทำให้เต็มที่ “ถ้าเราไม่ทำประเทศชาติจะเสียโอกาส”

ถ้ามีหน้าที่โดยตรงแล้วไม่ทำใครจะทำ คนไทย 60 กว่าล้านคน เขาไม่ได้มีหน้าที่อย่างผมโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาทำก็ต้องทำให้เต็มที่ รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง