‘อาลีบาบา’ ลุยกู้ภาพลักษณ์ ดันบิ๊กดาต้าปราบสินค้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471935

‘อาลีบาบา’ ลุยกู้ภาพลักษณ์ ดันบิ๊กดาต้าปราบสินค้าปลอม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อไม่นานมานี้ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ สัญชาติจีน ถูกสหรัฐเล่นงานอีกครั้งจากปัญหาการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอม โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูทีเอส อาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ เถาเป่า เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของบริษัท และจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หลังปลดเว็บดังกล่าว ออกจากการขึ้นบัญชีดำไปเมื่อปี 2012

ประเด็นสินค้าปลอมแพร่ระบาดและการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า เป็นปัญหาที่คุกคามภาคธุรกิจมาอย่างเรื้อรัง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คาดการณ์ว่า เมื่อปี 2015 มูลค่าการจำหน่ายสินค้าปลอมทั่วโลกอยู่ที่ 4.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) โดยจีนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตโลกนั้น เผชิญปัญหาสินค้าปลอมระบาดมานับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ขณะที่การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยิ่งเพิ่มความน่าวิตกเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ อาลีบาบามีแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ 3 แห่ง ประกอบด้วย เถาเป่า ทีมอลล์ และจูหวาซ่วน ซึ่งมีผู้ซื้อสินค้าประจำราว 423 ล้านคน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี อาลีบาบาโดนโจมตีเรื่องการจำหน่ายสินค้าปลอมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะจากแบรนด์ต่างชาติหลายแห่งหรือจากผู้บริโภคเอง

การขึ้นบัญชีดำเว็บเถาเป่ารอบใหม่จึงสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อบริษัท ซึ่งพยายามกอบกู้ชื่อเสียงด้วยการเดินหน้าปราบปรามสินค้าปลอมมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายการทำธุรกิจออกไปทั่วโลก เนื่องจากการกลับมาอยู่ในบัญชีดำอีกครั้งบั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวนักลงทุนและผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ แจ็ค หม่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาลีบาบา ตั้งเป้าสร้างรายได้จากยอดขายในต่างประเทศราว 50% อย่างไรก็ดี รายได้สัดส่วนดังกล่าวของอาลีบาบายังอยู่ที่เพียง 4% เท่านั้นในปี 2015

เมื่อปีที่แล้ว บริษัทได้เริ่มใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าตรวจสอบ ติดตาม และตรวจจับสินค้าปลอมและบริษัทผลิตสินค้า โดยการดำเนินการดังกล่าวมีชื่อว่า “ปฏิบัติการคลาวด์ ซอร์ด” (Cloud Sword) ที่ช่วยกวาดล้างผู้จำหน่ายสินค้าปลอมไปได้ถึง 800 รายทั่วประเทศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าราว 205 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,383 ล้านบาท)

เซาท์ไชน่า มอนิ่งโพสต์ รายงานว่า อาลีบาบาจะเดินหน้าขยายปฏิบัติการปราบสินค้าปลอมต่อ ด้วยการก่อตั้งกลุ่ม “พันธมิตรคลาวด์ซอร์ด” ที่เป็นความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในเมืองเซี่ยงไฮ้ รวมถึงมณฑลอันฮุย เจียงซี และเจียงซู

“อาลีบาบาทุ่มเทความพยายามทั้งหมด เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันบนแพลตฟอร์มเถาเป่าของบริษัท และเพื่อผู้บริโภคราว 400 ล้านคน ที่ชื่นชอบและใช้บริการของเรา” แดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าว

ลุยใช้เทคโนโลยีคุมแพลตฟอร์ม

นอกเหนือจากการใช้บิ๊กดาต้าแล้ว อาลีบาบาได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ตรวจสอบข้อมูลสินค้าต่างๆ บนแพลตฟอร์มทั้งหมดของบริษัท ซึ่งมีจำนวนราว 600 ตัว ที่ช่วยสแกนข้อมูลแบบเรียลไทม์และรายการสินค้ากว่าหลายแสนรายการ เช่น ข้อมูลจำเพาะของสินค้าและรีวิวจากลูกค้า ซึ่งกระบวนการสแกนใช้เวลาเพียง 30 มิลลิวินาทีเท่านั้น โดยเอไอดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พฤติกรรมผู้ใช้ ระบบการชำระเงิน และข้อมูลด้านโลจิสติกส์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ในระบบ

อาลีบาบา เปิดเผยว่า เอไอดังกล่าวสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการตรวจจับสินค้า ขณะที่บริษัทจะป้อนข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนสินค้าปลอมที่ไม่ได้ดำเนินการออนไลน์เข้าไปในระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและติดตามสินค้าปลอมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เว็บไซต์เทคโนด รายงานว่า อาลีบาบายังใช้เทคโนโลยีโอซีอาร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพไปเป็นข้อความที่สามารถแก้ไขได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ในการช่วยจัดการปัญหาสินค้าปลอม ที่มักระบุกรอบราคาไม่ตรงกับราคาสินค้าในภาพ

“ผู้จำหน่ายสินค้าปลอมหลายรายระบุกรอบราคาสินค้าไว้ที่ 1 แสนหยวน แต่ราคาสินค้าบนรูปกลับอยู่ที่ 1,000-7,800 หยวน บ่งชี้ว่าสินค้าดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นของปลอม” อาลีบาบา ระบุ

ก่อนหน้าที่อาลีบาบาได้เริ่มใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาควบคุมดูแลแพลต ฟอร์มจำหน่ายสินค้า บริษัทได้ก่อตั้งฝ่ายกำกับดูแลแพลตฟอร์มขึ้นมาในปี 2015 เพื่อจัดการการปลอมแปลงและละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า โดยทุ่มลงทุนในหน่วยงานดังกล่าวเกือบ 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,181 ล้านบาท) ต่อปี และว่าจ้างพนักงานราว 2,000 คน ซึ่งช่วยกำจัดสินค้าปลอมบนเว็บไซต์ไปได้ 120 ล้านรายการ เมื่อปีที่แล้ว

“เจดี ดอทคอม” รุกซื้อสินค้าตรง

อาลีบาบาไม่ใช่อี-คอมเมิร์ซจีนรายเดียวที่เผชิญปัญหาสินค้าปลอมระบาด เนื่องจากเจดี ดอทคอม คู่แข่งรายใหญ่ของอาลีบาบาและเป็นเบอร์ 2 ในจีน ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี บริษัทเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างจากอาลีบาบา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัทประกาศปิด “ไป๋ไป๋” แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อกวาดล้างสินค้าปลอมโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้เจดีสูญเงินไปราว 2,750 ล้านหยวน (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาส 4 ปี 2015 จากการดำเนินการดังกล่าว

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าร้านขายสินค้าบนเจดี ดอทคอม มีความน่าเชื่อถือมาก กว่าบนแพลตฟอร์มอาลีบาบา ด้านริชาร์ด หลิว ซีอีโอของเจดี ดอทคอม เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ด้วยการจะติดต่อซื้อสินค้าจากแบรนด์ผู้ผลิตโดยตรงนับตั้งแต่ปีหน้า รวมถึงมุ่งจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่สินค้าราคาถูก เพื่อตอบสนองดีมานด์ชนชั้นกลางจีนที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี

ภาพ รอยเตอร์ส

 

ยันค่าโทรเป็นวินาทีไม่จ่ายแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471729

ยันค่าโทรเป็นวินาทีไม่จ่ายแพง

ประวิทย์ยันคิดเป็นวินาทีคนละเรื่องกับค่าโทรแพง และจะช่วยให้ผู้บริโภคได้นาทีคืนมา 30%

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz ต้องคิดค่าโทรตามจำนวนวินาทีโดยไม่ปัดเศษ ซึ่งขณะนี้มีการพยายามทำให้สังคมสับสนว่าหากคิดค่าโทรเป็นวินาที จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น และไม่มีประเทศไหนดำเนินการนั้น ขอยืนยันข้อมูลว่า การโทรในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู ล้วนมีการคิดค่าโทรเป็นวินาที

นพ.ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า หากคิดค่าโทรแบบปัดเศษเป็นนาที ในอียูพบว่าผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มกว่าที่ใช้จริงอีก 24% และในแคนาดามีผู้บริโภคประมาณว่าในแพ็กเกจหรือรายการส่งเสริมการขายแบบโทรฟรีที่ใช้ในแต่ละรอบบิล มีนาทีหายไป 30-40% จากการปัดเศษ แต่ถ้าคิดเป็นวินาที นาทีที่หายไปจะกลับมาให้ผู้บริโภคใช้โทรฟรีได้ โดยไม่ต้องถูกคิด ค่าบริการแบบโทรเกินแพ็กเกจที่มีราคา แพงกว่าปกติ ซึ่งตรงกับปัญหาของ ผู้บริโภคไทย ตามที่ กสทช.ได้รับการ ร้องเรียนมาตลอดว่าผู้บริโภคใช้งานไม่เกินโปร แต่กลับถูกเรียกเก็บค่าบริการส่วนเกินโปร เพราะผู้ให้บริการปัดเศษนาทีทุกครั้งที่โทรออก ทำให้ยอดการใช้งานที่ถูกเรียกเก็บสูงกว่าเวลาการโทรจริงเดือนละหลายร้อยนาที

ด้านแหล่งข่าวจาก กสทช. ระบุว่า มีการขอทบทวนมติ กทค.และมีการยื่นหนังสือโดยอ้างว่าผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่าอิทธิพลของธุรกิจได้แผ่เข้ามาในองค์กรอิสระอย่าง กสทช.อย่างเป็นระบบแล้วหรือไม่

 

มะกันขึ้นบัญชีดำ’อาลีบาบา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471723

มะกันขึ้นบัญชีดำ'อาลีบาบา'

ผู้แทนการค้าสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำเว็บไซต์ “เถาเป่า” ของอาลีบาบา หลังพบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูทีเอสอาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ “เถาเป่า” เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัท อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซสัญชาติจีน หลังยังพบการจำหน่ายสินค้าปลอมและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก โดยจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

การขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ไม่มีบทลงโทษโดยตรง แต่เป็นการบั่นทอนความพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ของอาลีบาบาที่กำลังกำจัดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเว็บไซต์ ซึ่งความพยายามดังกล่าวจะช่วยขยายฐานลูกค้าทั่วโลก รวมไปถึงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งรายสำคัญอย่าง อีเบย์ และอเมซอน เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากสหรัฐ

ยูเอสทีอาร์ ระบุว่า มีรายงานสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าบนเว็บไซต์เถาเป่าอย่างน้อย 95% ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลเสียต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม และอาจก่อผลกระทบทางสุขภาพในบางกรณี

ทั้งนี้ เว็บไซต์เถาเป่าที่ติด 1 ใน 15 เว็บไซต์ใหญ่ที่สุดของโลก เคยถูกขึ้นบัญชีดำมาแล้วในปี 2011 แต่ถูกถอดออกในปี 2012 หลังอาลีบาบาพยายามลดจำนวนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าปลอมบนเว็บไซต์ เนื่องจากถูกร้องเรียนจากเจ้าของลิขสิทธิ์จากนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ไมเคิล อีแวนส์ ประธานบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวผ่านแถลงการณ์ของบริษัทว่า อาลีบาบารู้สึกผิดหวังอย่างมากหลังจากถูกขึ้นบัญชีดำรอบใหม่ เนื่องจากในปัจจุบันอาลีบาบาเพิ่มมาตรการกำจัดสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์มากกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวคือการเพิกเฉยต่อการเพิ่มการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น 2 เท่า ในปีนี้จากในปี 2015

นอกจากนี้ อีแวนส์ยังตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของยูเอสทีอาร์ว่าอ้างอิงตามข้อเท็จจริง หรือตัดสินใจโดยมีนัยทางการเมืองแอบแฝงอยู่หรือไม่

 

แอพเรียกรถโดยสารเดือด แกร็บเกาะกระแสอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 05:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471718

แอพเรียกรถโดยสารเดือด แกร็บเกาะกระแสอี-คอมเมิร์ซ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ทุกวันนี้ แอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกบริการรถโดยสารเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอูเบอร์ แกร็บ หรือกระทั่งแอพของคนไทยเพิ่งคิดค้นขึ้นมา แท็กซี่-บีม ทุกค่ายจึงพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมาเสริมการทำงานให้สอดคล้องกับผู้ใช้งาน

ยี วี แตง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนส่งชั้นนำ เปิดเผยว่า จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เติบโตในไทย แกร็บจึงเปิดให้บริการใหม่รับสั่ง-ส่งสินค้าทุกที่ ทุกเวลา จากร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ผ่านแอพพลิเคชั่น 7-Eleven TH  รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมชำระค่าสินค้าให้กับผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์ เดลิเวอรี่ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแกร็บในการเป็นแอพพลิเคชั่นด้านขนส่ง

ทั้งนี้ หลังจากเกิดการสั่งซื้อขึ้น ผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์จะไปรับสินค้าให้บริการกว่า 800 สาขาของเซเว่นฯ ในเขตย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และทำการจัดส่งให้ถึงมือโดยชำระเงินปลายทางเมื่อได้รับสินค้า สำหรับการขยายการให้บริการของแกร็บในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดส่งสินค้าของเซเว่นฯ และลูกค้าของเซเว่นฯ เองก็จะได้รับความสะดวกสบาย จากการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และรับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่น 7-Eleven TH ยังพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าจึงสามารถมั่นใจได้ว่า แกร็บจะสามารถจัดส่งสินค้าเซเว่นฯ ถึงมือลูกค้าได้ในทุกเวลาที่ท่านต้องการแม้ในยามดึกที่ท่านเกิดหิวขึ้นมาก็ตาม ด้วยค่าจัดส่ง 50 บาท สำหรับการใช้บริการ 3 ครั้งแรกจะได้รับสิทธิพิเศษจากเซเว่นฯ เริ่มตั้งแต่วันนี้-เดือน ก.พ. 2560 จากนี้ไปบริษัทสามารถสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ให้ขยายมาอยู่ในโลกออนไลน์เพื่อรับกับตลาดในปัจจุบันได้ รองรับกับธุรกิจ
อี-คอมเมิร์ซเติบโตอีกมากในปีหน้า

ด้านแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยแท้ แท็กซี่-บีม (Taxi-Beam) ด้วยจำนวนคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว วุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีม กล่าวว่า การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแท็กซี่-บีม จุดเด่น คือ การใช้งานง่ายและเป็นภาษาไทยทั้งหมด  นอกจากนี้ทำให้คนขับแท็กซี่สามารถเห็นตำแหน่งของผู้โดยสาร ที่จะเรียกแท็กซี่ด้วยว่าอยู่บริเวณใด และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เพื่อช่วยให้คนขับแท็กซี่เลือกรับผู้โดยสารที่จะไปในเส้นทางที่สามารถไปส่งได้ เช่น ไปเส้นทางเดียวกับเส้นทางไปส่งรถ หรือต้องไปเติมแก๊ส เป็นต้น

ในฝั่งของผู้โดยสารสามารถเลือกเรียกแท็กซี่ผ่านแอพตามปกติ หรือโทรติดต่อคนขับที่อยู่ในบริเวณนั้นได้โดยตรง เพียงกดที่รูปไอคอนแท็กซี่ และกดโทรเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ บริการนี้จึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้โดยสารได้ว่า ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถโทรติดต่อคนขับแท็กซี่ได้แน่นอน ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอพที่แตกต่าง ในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อยอดการให้บริการเพิ่มในส่วนของรถโดยสารประเภทอื่นๆ เช่น รถลีมูซีน รถมินิแวน และรถตู้ เป็นต้น

สำหรับอัตราค่าโดยสาร คิดตามจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ให้บริการแต่ละจังหวัดและจ่ายเพิ่มอีก 20 บาท เป็นค่าบริการ โดยจ่ายให้กับคนขับแท็กซี่โดยตรง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนหารายได้จากค่าโฆษณาของธุรกิจต่างๆ และในอนาคตแอพแท็กซี่-บีม ฝั่งผู้โดยสารจะสามารถแสดงส่วนลด โปรโมชั่นหรือโฆษณาสินค้าและบริการของธุรกิจและร้านค้าที่รถแท็กซี่วิ่งผ่าน หรือบริเวณรอบๆ จุดปลายทางของผู้โดยสารได้
ตั้งเป้าว่ารายได้จากค่าโฆษณาจะเป็นรายได้หลักของบริษัทในอนาคต

วุฒิกร กล่าวว่า ขณะนี้แอพแท็กซี่-บีม เปิดให้บริการแล้วใน จ.อุบลราชธานี และขอนแก่น ส่วนในกรุงเทพฯ เพิ่งเริ่มใช้งานเดือน ธ.ค.นี้ มีรถแท็กซี่ 800 คันทั่วประเทศ หากเปิดเต็มรูปแบบเดือน ก.พ. จะมีรถแท็กซี่ให้บริการกว่า 5,000 คัน ในต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 500 คัน

แอพพลิเคชั่นเรียกบริการรถโดยสารไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ดังนั้น แกร็บ อูเบอร์ แท็กซี่-บีม จึงมองหาโอกาสสร้างการเติบโตในรูปแบบต่างๆ เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้งาน หรือกระทั่งแกร็บเองที่โหนกระแสกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งต้องจับตาดูการขยายการให้บริการนอกเหนือจากเซเว่นอีเลฟเว่น

 

ซักเคอร์เบิร์ก เปิดตัว “จาร์วิส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471653

ซักเคอร์เบิร์ก เปิดตัว "จาร์วิส"

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” โชว์ฟังก์ชั่นการใช้งาน “จาร์วิส” AIที่เขาใช้เวลากว่า 1 ปีในการพัฒนา

จาร์วิส (Jarvis) เป็นชื่อของพ่อบ้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ผู้ช่วยของไอร่อนแมน ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน และกลายเป็นชื่อที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นำมาตั้งให้กับ AI ของเฟซบุ๊คที่เขาใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนโค้ด ซึ่งเป็นงานที่เขารัก แล้วเนรมิตผลงานชิ้นใหม่ขึ้นมา

เบื้องต้น ซักเคอร์เบิร์ก จาร์วิสสามารถเตือนความจำ จดจำใบหน้าเพื่อน หรือคนรู้จักของเรา ตอบสนองต่อคำสั่งผ่านข้อความที่ส่งผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อนำคำสั่งนั้นไปปฏิบัติ เช่น ปิดไฟ เปิดไฟ ช่วยเลี้ยงลูก ทำอาหารให้เรากิน ฯลฯ โดยเสียงพูดของจาร์วิสนำมาจากเสียงของ มอร์แกน ฟรีแมน ดาราอาวุโสเสียงนุ่มหูนั่นเอง

แต่ซักเคอร์เบิร์กยังไม่พอใจและขอให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คช่วยกันระดมสมองว่า จาร์วิสควรทำงานอะไรได้อีก เพราะจาร์วิสยังเป็นเพียง AI ระดับพื้นฐาน และในส่วนของการเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์กับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อรับรองคำสั่งต่างๆ ยังเป็นโจทย์ที่ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป รวมถึงการรับคำสั่งในภาษาต่างๆ ซึ่งซักเคอร์เบิร์กเสนอแนะให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเดินเครื่องพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำงานควบคู่กับ AI เพื่อรองรับในจุดนี้

เปิดตัว “Taxi-Beam” แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471560

เปิดตัว "Taxi-Beam" แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือคนไทย

เปิดตัว Taxi-Beam แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือนักพัฒนาคนไทย ให้บริการทั้งกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด หวังแก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสาร

นายวุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีมจำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ชื่อ Taxi-Beam ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยฝีมือนักพัฒนาคนไทย มีจุดเด่นที่การใช้งานง่ายและเป็นภาษาไทยทั้งหมด คาดว่าจะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในเดือนก.พ. 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาคนขับแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร

บริษัทฯใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาระบบประมาณ 1 ปี หลักการในการออกแบบแอพพลิเคชั่นนี้ นอกจากจะทำให้ผู้โดยสารเรียกใช้บริการแท็กซี่ได้สะดวกแล้ว ยังทำให้คนขับแท็กซี่สามารถเห็นตำแหน่งของผู้โดยสารที่จะเรียกแท็กซี่ด้วยว่าอยู่บริเวณใด และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เพื่อช่วยให้คนขับแท็กซี่เลือกรับผู้โดยสารที่จะไปทางที่สามารถไปส่งได้ เช่น ไปทางเดียวกับทางไปส่งรถ หรือต้องไปเติมแก๊ส เป็นต้น

ขณะที่ในฝั่งของผู้โดยสาร สามารถเลือกเรียกแท็กซี่ผ่านแอพฯตามปกติ หรือโทรติดต่อคนขับที่อยู่ในบริเวณนั้นได้โดยตรง เพียงกดที่รูปไอคอนแท็กซี่ และกดโทรเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ บริการนี้จึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้โดยสารได้ว่า ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถโทรติดต่อคนขับแท็กซี่ได้แน่นอน ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอพฯ Taxi-Beam ที่แตกต่างจากแอพฯอื่นๆ และในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อยอดการให้บริการเพิ่มในส่วนของรถโดยสารประเภทอื่นๆ เช่น รถลีมูซีน รถมินิแวน และรถตู้ เป็นต้น

สำหรับอัตราค่าโดยสาร ผู้โดยสารจ่ายตามจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ให้บริการแต่ละจังหวัดและจ่ายเพิ่มอีก20 บาทเป็นค่าบริการ โดยจ่ายให้กับคนขับแท็กซี่โดยตรงส่วนคนขับแท็กซี่จ่ายค่าบริการเพียง 20 บาทต่อ 1 รอบการใช้งาน 15 ชั่วโมงซึ่งค่าบริการใช้แอพพลิเคชั่นจากฝั่งคนขับแท็กซี่เป็นรายได้ที่บริษัทฯ จะได้รับ ซึ่งนอกจากรายได้ส่วนนี้แล้ว บริษัทยังมีแผนหารายได้จากค่าโฆษณาของธุรกิจต่างๆ โดยในอนาคตแอพฯ Taxi-Beam ฝั่งผู้โดยสารจะสามารถแสดงส่วนลด โปรโมชั่น หรือโฆษณาสินค้าและบริการของธุรกิจและร้านค้าที่รถแท็กซี่วิ่งผ่าน หรือบริเวณรอบๆจุดปลายทางของผู้โดยสารได้ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าว่า รายได้จากค่าโฆษณาจะเป็นรายได้หลักของบริษัทฯในอนาคต

วุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีม

นายวุฒิกร กล่าวอีกว่า ขณะนี้แอพฯ Taxi-Beam เปิดให้บริการแล้วในจังหวัดอุบลราชธานีและขอนแก่น ส่วนในกรุงเทพฯ เพิ่งเริ่มทดลองใช้งานเดือนธันวาคม 2559 ดังนั้นจึงยังมีจำนวนรถแท็กซี่ให้บริการไม่มากนัก รวมแล้วทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประมาณ 800 คัน อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว บริษัทฯตั้งเป้าว่า ภายในปี 2560 จะมีจำนวนรถแท็กซี่ให้บริการในกรุงเทพฯ มากกว่า 5,000 คัน และในต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 500 คัน โดยบริษัทฯ เตรียมอัดงบส่งเสริมการตลาดประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการใช้บริการ

“บริษัทฯ มีแผนจะจัดทำระบบ Pass ซึ่งเปรียบเสมือนแท็กซี่-บีม ดิจิตอล การ์ด (Taxi-Beam Digital Card) เพื่อแจกให้กับผู้โดยสารทุกคนที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ เพื่อสะสมแต้มเมื่อใช้บริการ Taxi-Beam สำหรับนำมาแลกสิทธิประโยชน์และส่วนลดต่างๆ มากมาย ในส่วนของคนขับแท็กซี่จะมีกิจกรรมสะสมแต้มจากการรับส่งผู้โดยสารและแนะนำเพื่อนคนขับ เพื่อแลกรับรางวัลต่างๆ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้บริการ Taxi-Beam อย่างต่อเนื่อง”

นายวุฒิกรกล่าวว่า บริษัทเป็นพันธมิตรกับศูนย์แท็กซี่ต่างๆ จำนวนมาก ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถขยายจำนวนรถแท็กซี่ได้อย่างรวดเร็ว และยังสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารในด้านความปลอดภัยอีกด้วย เนื่องจากทางศูนย์แท็กซี่ก็จะช่วยคัดกรองและตรวจสอบคนขับให้อีกทางหนึ่ง ขณะที่ในส่วนคนขับแท็กซี่อิสระที่ต้องการเข้าร่วมให้บริการกับ Taxi-Beam ทางบริษัทฯก็จะมีการตรวจสอบหลักฐานการสมัครต่างๆ ก่อนจึงจะอนุมัติให้เข้าร่วมใช้ระบบฯ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.taxi-beam.com

 

ขีดเส้นทีวี30วัน ขอยืดจ่ายประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471497

ขีดเส้นทีวี30วัน ขอยืดจ่ายประมูล

กสทช.ขีดเส้น 30 วัน ให้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยื่นแสดงความจำนงยืดจ่ายค่าประมูล ย้ำรายไหนโดนถอนใบอนุญาตก่อนมีคำสั่ง คสช.หมดสิทธิ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้งหมด เพื่อแจ้งให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิขยายเวลาชาระเงินค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัล ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 76/2559 เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ 2559 มายื่นหนังสือแสดงความจำนงต่อสำนักงาน กสทช.ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ ตามคำสั่งดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลสามารถขยายเวลาชาระเงินค่าประมูลที่ยังเหลือ ซึ่งต้องจ่ายเป็นรายปีอีก 3 งวด ให้จ่ายเป็นรายปีอีก 6 งวดได้ แต่ต้องวางแบงก์การันตีสำหรับเงินส่วนที่ยังค้างชาระ และต้องชาระดอกเบี้ยในส่วนที่ขยายเวลาออกไปในอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศกำหนดในวันที่ชาระ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

อย่างไรก็ดี คำสั่ง คสช.นี้ไม่ได้ตัดสิทธิผู้รับใบอนุญาตที่จะขอชาระเงินประมูลตามกรอบเวลาเดิมที่ กสทช.กำหนดไว้ในการเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อจะได้ ไม่ต้องชาระดอกเบี้ย อีกทั้งไม่ให้สิทธินี้กับผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการมาก่อนหน้าที่จะมีคำสั่ง คสช.

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 28 ธ.ค.จะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช.รับทราบแนวทางการปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าวด้วย โดยนอกจากการขยายเวลาการชาระเงินแล้ว มีส่วนที่ได้ชะลอการเรียกคืนคลื่นความถี่วิทยุตามแผนแม่บทของ กสทช.เดิมกำหนดต้องส่งคืนทั้งหมดภายในเดือน เม.ย. 2560 ให้เลื่อนไปอีก 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) สำหรับอุดหนุนการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม เพื่อนำช่องทีวีดิจิทัลขึ้นเผยแพร่บนแพลตฟอร์มช่องทีวีดาวเทียมตาม ประกาศมัสต์แครีด้วย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวให้สำนักงาน กสทช.และ กทปส.เป็น ผู้ชำระค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียมแทน ผู้ประกอบการ โดยมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะครอบคลุมการชาระให้แก่ช่องทีวีดิจิทัลทั้งหมด 26 ช่อง แบ่งเป็นทีวีดิจิทัลประเภทธุรกิจ 22 ช่อง และทีวีดิจิทัลประเภทกลุ่มสาธารณะ 4 ช่อง

 

ยื่นกสทช.รื้อ บังคับค่าโทร คิดเป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 05:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471487

ยื่นกสทช.รื้อ บังคับค่าโทร คิดเป็นวินาที

ร้อง “กสทช.-สคบ.” ทบทวนมาตรการบังคับคิดค่าโทรเป็นวินาที ชี้ผู้ใช้เสียค่าโง่ ปิดกั้นสิทธิผู้บริโภค

นายณัชพล โรจน์ถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) กล่าวหลังยื่นหนังสือให้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และ กสทช. ทบทวนมาตรการที่จะบังคับให้บริษัทผู้ให้บริการมือถือคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที

ทั้งนี้ เพราะ กทค.และ กสทช.ยังพยายามออกมาตรการบังคับให้ผู้รับใบอนุญาตมือถือ 4จี ต้องคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที โดยอ้างเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 และ 900 MHz ให้บริการ 4จี ซึ่งมองผิวเผินผู้บริโภคเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วผู้บริโภคอาจเสียค่าโง่ เพราะถูกจำกัดสิทธิการเลือกใช้บริการ

ปัจจุบันผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น และผู้ให้บริการมือถือส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการเป็นแพ็กเกจ ที่รวมทั้งค่าบริการ ข้อมูลหรือดาต้า และระบบเสียงหรือวอยซ์ไปด้วยกัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่า แต่เมื่อ กทค.และ กสทช.บังคับให้ผู้ให้บริการมือถือทุกค่ายคิดค่าบริการตามจริง โดยนำอัตราค่าบริการมาหารเป็นวินาที แทนที่จะเป็นประโยชน์อาจกลับเป็นโทษ เพราะผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือก ที่สำคัญในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่มีการคิดค่าโทรเป็นวินาทีกันแล้ว และในยุค 4จี การใช้บริการวอยซ์น้อยมากแทบจะเป็นบริการเสริมที่ให้ฟรีไปกับบริการที่เป็นดาต้า อย่างเช่นเฟซบุ๊กหรือไลน์ มีทั้งวอยซ์คอลและวิดีโอคอลฟรี

ภาพประกอบข่าว

 

เน็ตดีไซน์ลงขันจีเอ็มโอ เปิดศึกดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 05:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471486

เน็ตดีไซน์ลงขันจีเอ็มโอ เปิดศึกดิจิทัลไลฟ์สไตล์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ กระแสอินเทอร์เน็ตกำลังจะเปลี่ยนจากโลกออฟไลน์มาสู่ออนไลน์ ทุกธุรกิจจะใช้อินเทอร์เน็ตทำทุกอย่าง ทั้งช่องทางขาย โฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมตลาด ระบบการชำระเงิน จึงไม่แปลกที่บริษัท จีเอ็มโอ อินเตอร์เน็ต กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ในวงการวางโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต จะเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยพร้อมกับวางให้เป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจอาเซียน

เฉลิมรัฐ นาควิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มโอ-แซด คอม เน็ตดีไซน์ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า บริษัท เน็ตดีไซน์ กรุ๊ป ได้ร่วมทุนกับบริษัท จีเอ็มโอ อินเตอร์เน็ต กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตจากญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทในเครือทั่วโลก 105 บริษัท และ 5 บริษัทในประเทศไทย โดยมีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท เปิดบริษัท จีเอ็มโอ-แซด คอม เน็ตดีไซน์ โฮลดิ้ง ในสัดส่วนถือหุ้น 51% ต่อ 49% ด้วยการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจตอบสนองดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ในประเทศไทยมีด้วยกัน 4 กลุ่มธุรกิจ

ได้แก่ 1.คลาวด์เซอร์วิส ระบบการเก็บข้อมูล อี-คอมเมิร์ซ กลุ่มธุรกิจที่ 2 การใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ 3.การซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ ระบบการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ และ 4.โมบายเอนเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้ชื่อว่าแบรนด์แซด.คอม (Z.com) ทั้งหมด ซึ่งได้ลงทุนซื้อชื่อดังกล่าวมาใช้เกือบ 300 ล้านบาท วางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในอาเซียน ซึ่งวางแผนเข้าไปเปิดตลาดเวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ พฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีความพร้อมมากขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจคลาวด์เซอร์วิสในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจดังกล่าว โดยในญี่ปุ่นจีเอ็มโอมีผู้เข้าจดทะเบียนโดเมน 5.7 ล้านโดเมน พบว่า 90% ใช้บริการของบริษัท สำหรับในไทยบริษัทลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ระบบเก็บฐานข้อมูลและเว็บไซต์ เน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ และสร้างแอพพลิเคชั่นให้กับผู้ประกอบการสนใจ ซึ่งความแตกต่างระหว่างแซด.คอม อาทิ คู่แข่งรายใหญ่อย่างอเมซอน ส่วนใหญ่วางระบบในสิงคโปร์ แต่ข้อได้เปรียบมีระบบในไทยทำให้การค้นหาในกูเกิลได้เร็วหรืออยู่ในหน้าแรกๆ ของเว็บไซต์ ปัจจุบันในไทยบริษัทเปิดบริการ 3 เดือน มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้ว 3 หมื่นราย

ขณะที่ธุรกิจถัดไปซึ่งบริษัทให้ความสำคัญ กลุ่มการซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ หรือเป็นโบรกเกอร์ออนไลน์ ภายใต้ แซด.คอม ซีเคียว กำลังอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากบริษัทตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดดำเนินธุรกิจ คาดว่าไม่เกินเดือน ต.ค.จะเปิดดำเนินธุรกิจได้ โดยเชื่อว่าเป็นธุรกิจมีศักยภาพสูงจากเทรนด์การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านทางออนไลน์สูงขึ้น นอกจากนี้ส่วนแบ่งตลาดของผู้นำอย่างกิมเอ็งจาก 14% เหลือเป็น 4% เพราะถูกแชร์จากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด 43 บริษัท

ส่วนธุรกิจการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ทำภายใต้บริษัท ทูซีทูพี เชื่อว่าระบบการชำระเงินจะไปเปลี่ยนแปลง โดยในญี่ปุ่นจีเอ็มโอกำลังเปิดดิจิทัล แบงก์กิ้ง ขณะเดียวกันแตกธุรกิจการวิจัยตลาดออนไลน์ เพื่อป้อนกับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาทำตลาดอาเซียน ส่วนธุรกิจโมบายเอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นการให้บริการเกมตลาดยังเล็กมาก

สำหรับการเข้าร่วมทุนของจีเอ็มโอ ส่งให้กลุ่มธุรกิจของบริษัท เน็ตดีไซน์ มีด้วยกัน 4 บริษัท ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20 ล้านบาท เป็นกว่า 100 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายในปี 2563 จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจที่จะสร้างรายได้หลักในช่วง 3 ปี เป็นกลุ่มธุรกิจคลาวด์เซอร์วิส ช่วงปีแรกราวกว่า 100 ล้านบาท และการซื้อขายหลักทรัพย์

การวางเป้าหมายบุกอาเซียนครั้งนี้ บริษัทใช้งบลงทุน 500 ล้านบาท และไทยกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี บริการจัดการ การลงทุนพัฒนาและวิจัยตลาด อีกทั้งยังได้สร้างแบรนด์แซด.คอม ผ่านรายการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ โดยวิสัยทัศน์ของจีเอ็มโอและเน็ตดีไซน์ เชื่อว่าการทำธุรกิจตอบสนองดิจิทัลไลฟ์สไตล์แจ้งเกิดได้แน่

 

เอคอมเมิร์ซบุกออนไลน์ ส่งสมาร์ทชิปเจาะเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 06:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471268

เอคอมเมิร์ซบุกออนไลน์ ส่งสมาร์ทชิปเจาะเอสเอ็มอี

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กระแสการค้าการขายบนโลกออนไลน์ที่มาแรง เกิดผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขึ้นจำนวนมาก ระบบขนส่งสินค้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เอ คอมเมิร์ซ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ของการส่งสินค้าครบวงจร ด้วยการพัฒนาระบบเชื่อมต่อบริษัทขนส่งชั้นนำของประเทศมาไว้ในระบบเดียว ทำให้ง่ายต่อการส่งพัสดุยิ่งขึ้น

เพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซครบวงจร เปิดเผยว่า การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดคะเนว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1,780 ล้านบาท ภายในปี 2568 จาก 1,000 ล้านบาทในปีนี้

แนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ เกิดจากเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขายของผ่านโซเชียล แพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าเอสเอ็มอีจำนวนมากจะหันมาขายของในช่องทางออนไลน์แล้วก็ตาม แต่ยังคงใช้วิธีการส่งของแบบแมนนวลที่ยุ่งยาก พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่รับออร์เดอร์ผ่านโซเชียล แพลตฟอร์ม และเตรียมจัดส่งพัสดุ (เขียนจ่าหน้าพัสดุทีละกล่องๆ) ภายในบ้าน ก่อนนำไปส่งที่ไปรษณีย์ไทยเพื่อส่งของให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าออร์เดอร์จากลูกค้าส่วนมากจะใช้วิธีชำระเงินด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งปกติแล้วใช้เวลา 2-3 วันในการดำเนินเรื่อง ทำให้ปัจจุบันยังเกิดความล่าช้าในกระบวนการซื้อของออนไลน์

อย่างไรก็ดี พบว่าการชำระเงินผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ 75% มาจากการชำระเงินสดปลายทางทั้งสิ้น ดังนั้นร้านค้าจะเสียประโยชน์อย่างมากกับการที่ไม่สามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการจ่ายเงินสด เพียงเพราะไม่เชื่อถือการโอนเงินผ่านธนาคารหรือไม่มีบัญชีธนาคาร

ดังนั้น บริษัทจึงนำเสนอบริการสมาร์ทชิป ซึ่งเป็นระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยจับมือร่วมกับไปรษณีย์ไทยกับเพจ 365 เพื่อนำฐานข้อมูลการจัดส่งของให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและประหยัด ด้วยจุดบริการส่งพัสดุกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานะด้วยเวลาเรียลไทม์ และกำลังพัฒนาจุดส่งกว่า 7 หมื่นแห่ง ในปี 2561

ขณะที่การทำธุรกรรมการเงิน สมาร์ทชิปสามารถส่งพัสดุแบบเก็บเงินปลายทาง พร้อมกับเลือกซื้อประกันพัสดุต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 แสนบาท โดยจับมือร่วมกับบริษัท เอเชียประกันภัย เพื่อเสนอประกันพัสดุหายในราคาต่างให้ผู้ส่งสามารถส่งของอย่างอุ่นใจ

นอกจากนี้ ผู้ส่งสามารถส่งพัสดุได้อย่างง่ายดายในราคาประหยัดเริ่มต้นที่ 35 บาท ตามน้ำหนักและที่อยู่ปลายทางของพัสดุ ทั้งยังเก็บข้อมูลขนส่งที่สามารถนำไปวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางใหม่ในการขยายธุรกิจ

สำหรับอุปสรรคของเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถให้บริการเก็บเงินปลายทาง บริษัทมองว่าการเก็บเงินปลายทางเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มฐานลูกค้า สำหรับระบบเชื่อมบริษัทขนส่ง เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วในประเทศจีนโดยบริษัท Alibaba’s Cainiao คล้ายกับระบบโลจิสติกส์ในประเทศจีน แต่ระบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงไม่มีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าการบริการของสมาร์ทชิปจะสามารถพัฒนาการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซได้

นอกเหนือจากบริการของสมาร์ทชิปแล้ว ทางบริษัท เอ คอมเมิร์ซ กำลังเร่งพัฒนาบริการที่สามารถช่วยพ่อค้าแม่ค้าขายของในโซเชียล แพลตฟอร์มให้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยที่บริการนี้จะรวมถึงการรับพัสดุจากผู้ส่งถึงที่ การซื้อพัสดุห่อ หรือแพ็กเกจห่อของต่างๆ รวมถึงการใช้บริการทำตลาดกับ Line@ ที่เพิ่งร่วมเป็นพันธมิตรกัน โดยมีสิทธิการเข้าร่วมเทรนนิ่ง เวิร์กช็อป กับเอ คอมเมิร์ซ อะคาเดมี่ โปรแกรม

ในอนาคตอันใกล้ เอ คอมเมิร์ซ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสมาร์ทชิป เพื่อเตรียมการเปิดตัวในประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดระบบการบริหารจัดส่งที่ดีทำให้เอสเอ็มอีไทยยังเติบโตอยู่ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น