หัวหน้าคสช.ใช้ม.44อุ้มทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 19:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471257

หัวหน้าคสช.ใช้ม.44อุ้มทีวีดิจิทัล

หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจม.44 ออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ให้แบ่งชำระค่าใบอนุญาตได้

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยใจความสำคัญคือให้ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามเกณฑ์ได้ ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังสำนักงานกสทช.ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และในกรณีที่สำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วเห็นเป็นการสมควรก็ให้ผู้รับใบอนุญาตรายนั้นสามารถแบ่งชำระตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายคำสั่งนี้

ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันนี้ (20ธ.ค.) มีการระดมความคิดเห็นเพื่อออกคำสั่งตามมาตรา 44  เกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยในส่วนกิจการโทรทัศน์นั้นจะมีการขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาต เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่ประมูลใบอนุญาตกันไปในราคาสูงมาก แต่กลับประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนการดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ดังนั้น คำสั่งตามมาตรา 44 จะขยายระยะเวลาการชำระใบอนุญาตที่ค้างอยู่ 1 งวด ซึ่งต้องชำระภายใน 1 ปี ด้วยการแบ่งออกเป็น 2 งวด ชำระภายใน 2 ปี โดยเสียดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ขณะที่เงินส่วนต่างที่เกิดจากการประมูลจากเดิมจ่ายไปแล้ว 3 งวด คงเหลืออีก 3 งวดนั้น ให้มีการขยายระยะเวลาการจ่ายได้ 6 งวดภายใน 6 ปี จากเดิม 3 งวดภายใน 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี นอกจากนั้น หากผู้ประกอบการที่ต้องการจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปก่อนก็สามารถทำได้

สำหรับเนื้อหาของคำสั่งมีดังนี้

 

 

 

 

 

 

อดีตนั้นเสนาบดีทำหน้าที่สังฆราช (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475794

อดีตนั้นเสนาบดีทำหน้าที่สังฆราช (1)

โดย…ส.คนจริง

มีคำถามว่า พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ไทย มีพัฒนาการอย่างไร แต่ละฉบับมีหลักการและเหตุผลอย่างไร จนกระทั่ง มีฉบับที่ 3 สดๆ ร้อนๆ คำถามนี้ต้องตอบอย่างน้อย 2-3 ตอน เพราะเรื่องยาว แต่ว่าโดยหลักการแล้ว สมัยพุทธกาล สมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปกครองโดยใช้หลักธรรมและวินัยเท่านั้น

ประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยรับพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นแบบแผนในชีวิตประจำวัน มีรัตนไตรเป็นที่พึ่ง ก็นำแบบอย่างปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล ที่ถ่ายทอดผ่านเถรวาทที่รุ่งเรืองในลังกาเข้ามาในไทย โดยมีหลักเกณฑ์ทางบ้านเมืองเข้ามาปกครอง นอกจากหลักธรรม-วินัย

ราชอาณาจักรสมัยสุโขทัย ปกครองแบบครอบครัวคือ พ่อปกครองลูก ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่มีครู อาจารย์ แบ่งกันปกครองตามคณะ ที่อยู่ในป่าเรียกอรัญญาวาสี ที่อยู่ใกล้บ้านก็เรียกคามวาสี ทั้งสองฝ่ายมีหัวหน้าคุมเรียกว่า ปู่ครู

การจะเป็นปู่ครูได้ ต้องแตกฉานในธรรม-วินัย

เมื่อสุโขทัยโรยรา อาณาจักรอยุธยากลืนกิน การปกครองสงฆ์ก็พัฒนา อีกขั้นหนึ่งคือ คามวาสีมีชื่อเพิ่ม หรือตำแหน่งเพิ่มเป็นคามวาสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ส่วนอรัญวาสีเหมือนเดิม ทั้งหมดมีพระสังฆราช ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ปกครองสูงสุด

ถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น การปกครองสงฆ์ไม่แตกต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยา หากแต่เปลี่ยนชื่อเป็นหนเหนือ หนใต้ หนกลาง และอรัญวาสี ในขณะที่สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงตราพระราชบัญญัติ (หรือประกาศ) การปกครองคณะสงฆ์ออกมา 10 ฉบับ เพื่อบังคับให้พระสงฆ์อยู่ในระเบียบวินัย ไม่ทำตัวตลกคะนอง ใครละเมิดคำสั่งลงโทษรุนแรงมาก ไม่เฉพาะพระสงฆ์ หากรวมถึงผู้ให้การสนับสนุนด้วย เช่น ห้ามพระซื้อแพรพรรณจากร้านค้า จับได้ลงโทษทั้งพระและร้านค้านั้นด้วย

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 3 เข้าสู่รัชสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เห็นวิวัฒนาการขึ้นไปอีก เมื่อเกิดคณะธรรมยุติกนิกาย ที่ก่อตั้งขึ้นวชิรญาณภิกขุ และรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานพรพิเศษแก่คณะธรรมยุต คือให้ปกครองกันเองได้ แปลว่าไม่ต้องขึ้นกับหนต่างๆ ที่เคยปกครองมาแต่ก่อน ทำให้เห็นการปกครองสงฆ์ปัจจุบันแบ่งเป็นธรรมยุติและมหานิกายในภาคปฏิบัติ แต่ในชั้นสังฆราช ไม่แบ่ง สังฆราชจึงปกครองทั้งสองนิกาย (แต่ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ส่วนตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อสมเด็จสังฆราชพระองค์นั้นนิพพานก็ไม่ทรงตั้งรูปอื่นจนถึงเสด็จสวรรคต

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ 1 คือ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อสิ้นพระชนม์ก็สถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สมเด็จพระสังฆราชสา) วัดราชประดิษฐ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ ก็ไม่ทรงสถาปนารูปใดจนสิ้นรัชกาล

เมื่อไม่มี พระสังฆราช การบัญชาการ หรือบริหารคณะสงฆ์ ทำอย่างไร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายไว้ในหนังสือการคณะสงฆ์ว่า สมเด็จเจ้าคณะใหญ่บัญชาการเป็นอิสระแผนกหนึ่ง เหมือนในรัชกาลที่ 4

ส่วนอำนาจบัญชาการอันรวมกัน มาตกอยู่ที่เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ถ้าเป็นการตามธรรมเนียม เสนาบดีบัญชาการเองตามลำพัง ถ้าเป็นการพิเศษ เสนาบดีกราบบังคมทูลพระกรุณาเรียนพระราชปฏิบัติ แล้วรับบรมราชโองการ ออกคำสั่ง

กล่าวอีกโวหารหนึ่ง เสนาบดีรั้งตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

อำนาจเสนาบดี ในฐานะผู้รั้งตำแหน่งสังฆราชเห็นชัดเจน เมื่อมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทาน

ตาม พ.ร.บ.นั้น พระมหากษัตริย์ทรงทำหน้าที่เหมือนสมเด็จพระสังฆราช โดยมีเสนาบดีกระทรวงธรรมการทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์

ส่วนกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ปกครอง ต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ด้วย

ส่วนเหตุผลที่ให้ตรา พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 สรุปว่าทุกวันนี้การปกครองฝ่ายราชอาณาจักร เจริญขึ้น จึงมีพระราชประสงค์ให้สังฆมณฑลให้เจริญมั่นคงสืบไปจึงทรงพระกรุณาให้ตราเป็นพระราชบัญญัติไว้สืบไป

 

มุทิตา มหาเถระ…!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475793

มุทิตา มหาเถระ...!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๓ ม.ค.ที่ผ่านมา อาตมาได้ไปมุทิตาคารวคุณ พระเดชพระคุณพระธรรมเมธาจารย์ วัดโสมนัสราชวรวิหาร เนื่องในฉลองอายุวัฒนะครบ ๘๙ ปี โดยได้นำคณะศิษย์ศรัทธาทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ บูชาธรรม เคารพธรรม ด้วยการแสดงธรรมนำภาวนา เพื่อถวายเป็นบุญกุศลแด่หลวงปู่ ที่อุทิศตนทำงานเผยแผ่พระศาสนามาโดยตลอดทั้งในและนอกประเทศ เป็นที่รู้จัก… เป็นที่เคารพไปในหมู่พระธรรมทูตและสาธุชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ธรรมบรรยายในวันดังกล่าวเป็นไปด้วยการนำหลักสังวรธรรมขึ้นมาอบรมจิต และเข้าสู่การยกจิตขึ้นสู่พรหมวิหาร อันเป็นไปตามลำดับแห่งเมตตา กรุณา และมุทิตาธรรม…

เมื่อถึงพร้อมด้วยมุทิตาธรรม จึงน้อมนำจิตทุกดวงประชุมให้เป็น หนึ่งใจแห่งมุทิตาจิต… หนึ่งจิตแห่งมุทิตาธรรม ด้วยการระลึกถึงคุณความดี บารมีธรรมของหลวงปู่อิ่ม ที่เจริญอายุวัฒนะมาครบ ๘๙ ปี ในวันที่ ๑๓ ม.ค. ๒๕๖๐ นี้

“คุณความดี-คุณธรรม”… ที่เป็นบุญกุศลตัวแท้อันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติของพระมหาเถระรูปดังกล่าว มีมากมายในเชิงประจักษ์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดอันควรแก่ความเคารพอย่างยิ่งในฐานะความเป็นสมณะในพระศาสนานี้ คือ การอุทิศชีวิตเพื่อทำงานสืบอายุพระพุทธศาสนามาโดยตลอด อย่างไม่เคยละวาง… อะไรที่ทำได้ เพื่อประโยชน์ต่อองค์กรสงฆ์ เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา พระมหาเถระรูปดังกล่าวกระทำมาโดยตลอด

ปัจจัยเงินทองอันเป็นกัปปิยภัณฑ์ที่ญาติโยมน้อมถวายโดยตรง… ต่อพระคุณหลวงปู่… ท่านนำมาให้ใช้สอยเพื่อประโยชน์ในพระศาสนาอย่างถูกต้อง โดยเรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์อันเป็นมูลค่า เพื่อสิ่งที่ควรเรียกใช้ เพื่อปัจจัยที่ควรบริโภค

วันนี้แห่งแวดวงพระศาสนาจึงยังมีพระมหาเถระเนื้อแท้รุ่นดั้งเดิมอยู่ ให้ศรัทธาสาธุชนได้กราบไหว้บูชาทำบุญกุศล ด้วยเป็นเนื้อนาบุญอันควรแก่การเข้าใกล้  จริงๆ แล้วหากจะพรรณนาคุณก็คงยังมีอีกมากมาย และหากจะกล่าวถึงด้วยความเคารพแด่พระมหาเถระ พระเถระในคณะสงฆ์ไทย ก็คงยังมีอีกไม่น้อยที่ควรแก่ของคำนับ… ของต้อนรับ… สิ่งของถวายทาน และควรแก่การกราบไหว้

โอกาสหน้า อาตมาจะนำปฏิปทาของพระมหาเถระ พระเถระ… ที่ควรแก่การเรียกขานว่าเป็นพระสุปฏิปันโน มาบอกกล่าวให้ญาติโยมที่มีจิตศรัทธามั่นคงในพระศาสนาได้รับทราบ… เพื่อการบูชาน้อมระลึกถึง

จะได้มีโอกาสฟังธรรม ประพฤติธรรม ตามแนวทางที่ท่านศึกษาปฏิบัติอยู่อย่างเป็นสมณะปกติ… เป็นพระธรรมดา ที่มีชีวิตอยู่เยี่ยงพระอริยเจ้า…

ความเป็นอยู่เยี่ยงพระอริยเจ้านั้น หากจะถามว่าเป็นอย่างไร เพื่อควรแก่สักการบูชา… คงจะต้องยกพระพุทธภาษิตมาอ้างอิง ดังที่ทรงมีพระดำรัสว่า…

“สิกฺขานิสํสา ภิกฺขเว วิหรถ ปญฺญุตฺตรา วิมุตฺติสารา สตาธิปฺเตยฺย…ฯ”

แปลความว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงอยู่อย่างนี้ คือ มีการศึกษาเป็นอานิสงส์… มีปัญญาเป็นเยี่ยม… มีวิมุตติเป็นสาระ สำหรับผู้ประพฤติ… ปฏิบัติตนถูกต้องโดยธรรม สมควรแก่ธรรม ผู้เข้าถึงธรรมดุจอริยบุคคล จึงเป็นผู้อิ่มเสมอ เป็นการอิ่มด้วยปัญญา อันเป็นความอิ่มที่ประเสริฐสุด เหนือความอิ่มทั้งปวงในการบริโภคที่สนองตอบกิเลส เพราะการอิ่มด้วยปัญญานั้น… ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความอยากอีกต่อไป… เพราะตัณหาเอาบุคคลที่มีปัญญาไว้ในอำนาจมิได้อีกต่อไป

วันนี้จึงขอยกพระบาลีที่ว่า “ปญฺ&O3247;าย ติตฺตีนํ เสฏฺฐํ” แปลว่า ความอิ่มทั้งหลาย… ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐ… มาถวายบูชาหลวงปู่อิ่ม… พระธรรมเมธาจารย์ ที่ควรแก่การแสดงมุทิตาคารวคุณ เนื่องในงานฉลองอายุวัฒนะ ๘๙ ปี ขอสาธุชนพึงมุทิตาธรรมร่วมกันเทอญ

เจริญพร

 

สมเด็จฯแนะสังคหวัตถุ4 ช่วยโลกอยู่ดีมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475792

สมเด็จฯแนะสังคหวัตถุ4 ช่วยโลกอยู่ดีมีสุข

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พูดกับญาติโยมและพระเถระที่มามุทิตาที่ชาติภูมิ ป.อ. ปยุตฺโต ในตลาดศรีประจันต์ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2560 ว่า โลกจะอยู่ดีมีสุข ถ้ามีสังคหวัตถุ 4 ที่แสดงออกจากจิตใจที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

คณะญาติโยมผู้ใกล้ชิดจัดงาน 1 ทศวรรษ ชาติภูมิ ป.อ. ปยุตฺโต ที่ตลาดศรีประจันต์ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2560 ซึ่งตรงกับวันอายุวัฒนมงคล 79 ปีพอดี โดยมีพระเถรานุเถระชาวสุพรรณฯ เช่น พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระพรหมโมลี (สุชาติ) แม่กองบาลีสนามหลวง เป็นต้น ส่วนบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวสุพรรณฯ มาร่วมงาน ได้แก่ ยืนยง โอภากุล นักร้อง กัญจนา ศิลปอาชา นักการเมือง และแจ่มใส ศิลปอาชา ประภัตร โพธสุธน นักการเมือง เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่นับผู้มีเกียรติอื่นๆ ที่มากันแน่นที่รับรอง หน้าบ้านที่เป็นชาติภูมิของท่าน

ในการกล่าวสัมโมทนียกถา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต อนุโมทนาที่ญาติโยมเสียสละทั้งเวลาและเรี่ยวแรงมาช่วยงาน ซึ่งตัวท่านไม่ได้มาเลย และตลอดเวลา 10 ปี มาเป็นหนที่ 2 ครั้งแรกเมื่อทำพิธีเปิด และครั้งนี้ครบ 1 ทศวรรษ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2

พระเถระชาวสุพรรณฯถวายสักการะ

 

สมเด็จฯ ว่าที่ไม่มาเพราะไม่ใช่ไม่คิดถึง แต่โรคภัยเป็นอุปสรรคทำให้มาไม่ได้ ตลอดเวลาหาที่หายใจ เวลาหายใจต้องใช้แรงมาก วันหนึ่งโยมพาไปที่เขาใหญ่ พอลงจากรถรู้สึกหายใจสะดวก ไม่ต้องใช้แรง จึงสรุปว่าร่างกายต้องการอากาศที่สูง และบริสุทธิ์ หายใจสะดวก

ส่วนเรื่องโรคภัยที่เล่าเพื่อให้รู้ ไม่ใช่มาปรับทุกข์ แต่ต้องบอกก็เพื่อให้เป็นความรู้ เพราะความรู้นั้นดีทั้งนั้น ฟังไว้เป็นประโยชน์อาตมานี้มีโรคประจำคือโรคปอด เป็นวัณโรค ไอเป็นเลือดไม่รู้กี่กระโถน จากนั้นท่านเล่าถึงความหมายของชาติภูมิว่า แปลว่า ถิ่นเกิด มองเจาะจงก็อยู่แค่ศรีประจันต์ มองไกลก็เป็น จ.สุพรรณบุรี ไกลออกไปคือทั้งประเทศเป็นแผ่นดินเกิด เป็นชาติภูมิเหมือนกัน

ท่านเล่าว่า เกิดศรีประจันต์ บวชเณรวัดบ้านกร่าง เป็นเณรใหม่ต้องเทศน์ให้โยมฟังที่ตลาดศรีประจันต์ เรียนนักธรรมตรี แล้วไปอยู่วัดปราสาททอง ที่วัดนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะจังหวัดด้วย ต้องการให้เรียนเป็นวิปัสสนาจารย์ จะส่งให้อยู่สำนักใหญ่ แต่โยมพ่ออยากให้เรียนปริยัติธรรมก่อน พอดีโรคภัยมาช่วยทำให้ไม่ต้องไปเรียนวิปัสสนา จากนั้นโยมพ่อพามาอยู่วัดพระพิเรนทร์ เมื่อปี 2494 ก็ยังป่วยจนกระทั่งไอเป็นเลือด

ว.วชิรเมธี ก็มาถวายสักการะด้วย

 

ยังมีโรคเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง 4 เส้นเล็กมาตั้งแต่เกิด จึงต้องผ่าตัด เมื่อโรครุมเร้ามากๆ ต่อมาจึงคิดได้ว่า เราใกล้ชิดหมอยังลำบากถึงขนาดนี้ คนอื่นๆ ล่ะจะทุกข์ขนาดไหน จึงคิดได้ว่าโรคเราเรื่องเล็ก จึงไปเยี่ยมคนที่แย่กว่าจึงบรรเทาได้

ท่านเล่าต่อว่า หลักสำคัญที่จัดงานวันนี้เพื่อให้ท้องถิ่นเจริญมั่นคง จากศรีประจันต์ให้ขยายไปจังหวัดแต่ละจังหวัดให้พยายามสร้างและพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เจริญรุ่งเรือง เท่ากับเราช่วยตัวเองได้ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของประเทศชาติ

หากมองในแง่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงอุบัติมาเพื่อคนทั้งโลก เราต้องขยายจิตใจเราออกไปจากท้องถิ่นไปสู่โลก ดังที่เราแผ่เมตตาว่าสัพเพสัตตานั้นก็เพื่อให้คนทั้งโลกมีเมตตา มีจิตใจร่วมกัน เสริมกันไม่ต้องแก่งแย่งกันเป็นปัญหาของโลก ในเวลานี้คือการทะเลาะวิวาทกันไม่รู้จักจบ

ท่านแนะว่า จะถึงจุดดังกล่าวต้องพัฒนาตัวเองให้มีตนเป็นที่พึ่งได้ พัฒนาตนให้เข้มแข็ง ก่อนจะทำอย่างอื่นต้องถามว่า มีตนเป็นที่พึ่งหรือยัง ถ้ายังพึ่งไม่ได้ต้องพัฒนาตนให้เป็นที่พึ่งให้ได้ จากนั้นจึงไปช่วยเหลือคนอื่น

อำนวย จั่นเงิน รองประธานมูลนิธิ (กลาง) ชมนิทรรศการ

 

พุทธศาสนาสอนว่า ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยธรรมชาตินั้น เราจึงเป็นเพื่อนกัน ต้องช่วยตามหลักพุทธศาสนาที่สอนเรื่องพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความหมายข้ออุเบกขาสำคัญมาก คือปรารถนาให้เขาตั้งในความดีงาม ประพฤติดี อยู่ในธรรม ต้องรักษาอุเบกขาให้ดี

แต่จะรักษาธรรมได้ต้องมีปัญญา เมตตา จึงต้องมีปัญญาด้วย เมื่อทุกอย่างครบในจิตใจก็แสดงออกทางสังคหวัตถุ 4 นั่นคือ 1 ทาน 2 ปิยวาจา (ต้องใจหวังดี มิใช่พูดเพราะเท่านั้น) 3  อัตถจริยา และ 4 สมานัตตา

ท่านอธิบายสมานัตตาว่า ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน หรือเรียกว่า สมานสุขทุกข์ ก็ย่อมได้ คือมีสุขทุกข์ร่วมกัน แบบนี้บ้านเมืองก็อยู่ได้ ช่วยในการปกครองบ้านเมือง ต้องใช้สังคหวัตถุ 4 ทั้งนั้น

เราจะทำอย่างไรที่จะเผยแพร่หลัก สังคหวัตถุ 4 ประการ ที่มีพื้นฐานมาจาก เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้ออกไปทั่วโลก ถ้าทำได้ทุกคนจะได้มาช่วยเหลือสงเคราะห์กัน ไม่ใช่มาแก่งแย่งชิงดี และทำลายกันและกันซึ่งเป็นปัญหาของโลกขณะนี้ ในกรณีนี้ชาวพุทธจะช่วยชาวโลกได้มาก โดยนำสังคหวัตถุ 4 มาช่วยให้โลกเป็นสุข

 

สงฆ์ไทยช่วยน้ำท่วมที่ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475791

สงฆ์ไทยช่วยน้ำท่วมที่ใต้

โดย…สมาน สุดโต

กรณีน้ำท่วมภาคใต้มีรายงานว่า วัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 1,316 วัด ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร 55 วัด สุราษฎร์ธานี 250 วัด นครศรีธรรมราช 612 วัด พัทลุง 181 วัด ตรัง 29 วัด สงขลา 139 วัด และประจวบคีรีขันธ์ 50 วัด มหาเถรสมาคมมีมติเร่งด่วนให้ พศ. ช่วยเหลือวัดและพระภิกษุสามเณรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้ พศจ.ทั่วประเทศประสานงานกับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ พร้อมทั้งขออนุมัติงบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์ผู้ประสบอุบัติภัย “กองทุนผู้ประสบอุบัติภัย” และจากกองทุนวัดช่วยวัด เพื่อนำมาถวายให้แก่พระภิกษุที่ไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ เป็นค่าภัตตาหารวันละ 100 บาท/รูป/วัน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านกองทุนสงเคราะห์ผู้ประสบอุบัติภัย ชื่อบัญชี กองทุนผู้ประสบอุบัติภัย เลขที่ 059-0-01219-3 ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อเปิดเฟซบุ๊กพบพระทำงานหนักมากในการช่วยผู้ประสบภัย เช่น สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ เสนอภาพพระอาสาช่วยกันขยันขันแข็ง เห็นแล้วชื่นใจ ขออนุโมทนาจึงขอกล่าวนาม ตามที่เฟซบุ๊กเอ่ยถึง เช่น พระครูสมุห์พิสิสิทธิ์ อนาลโย ประธานพระธรรมทูตอาสา จ.ยะลา พระครูโสภณปัญญาสารเจ้าคณะอำเภอมนัง จ.สตูล ตัวแทนคณะสงฆ์จังหวัดสตูล พระมหาบุญช่วย ปคุโณ รองเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยท่วมของคณะสงฆ์ พระครูชลธรรมวงศ์ เจ้าคณะอำเภอสิชล ประธานศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ภาคใต้ ที่มอบให้พระปลัดพรชัย อตฺถกาโร เลขานุการเจ้าคณะอำเภอถ้ำพรรณรา นำถุงยังชีพ 300 ชุด และยารักษาโรคไปมอบให้ชาวบ้านในพื้นที่ บ้านคลองเล ต.ดุสิต อ.พรรณรา เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ร่วมกับคณะสงฆ์ส่วนกลาง ได้มอบถุงยังชีพ 3,500 ถุง ให้แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 นำไปบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมด่วน

วันที่ 16 ม.ค. พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสมหวัง หรือวัดกลางบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จะส่งของเต็มรถบรรทุก 10 ล้อ 2 คัน ไปช่วยผู้ประสบภัยที่ภาคใต้เช่นกัน

พระเทพพุทธิวิเทศ (ประชัน) ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา มุทิตาสมเด็จพระพุทธโฆษาจาย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ชาติภูมิ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

 

1 ทศวรรษ ชาติภูมิสถาน

12 ม.ค. มีงานใหญ่ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เมื่อมูลนิธิชาติภูมิ ป.อ.ปยุตฺโต จัดงานครบ 1 ทศวรรษ ที่เปิดชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต บรรยากาศแห่งการศึกษาและเรียนรู้เริ่มแต่เช้า พอสายพระสงฆ์และประชาชนทั้งท้องถิ่น และแดนไกลเดินทางกันมาเต็ม จากนั้นเวลา 10.00 น. พระธรรมพุทธิมงคล (หลวงพ่อสิ้ง) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีขึ้นธรรมาสน์ พูดให้ผู้ที่อยู่ในที่ประชุมรำลึกถึงคุณงามความดีและความสามารถของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) โดยสรุปใน 3 ข้อ วิชการแตกฉาน วิชามารก็รู้จัก จึงพิทักษ์พระพุทธศาสนาได้ พร้อมกันนั้นก็พูดถึงความสำคัญของความรัก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ โลกขาดความรักก็หมดความสุข ซึ่งท่านโยงความรักไปที่เมตตา โดยเปรียบเทียบให้เป็นรูปธรรมว่า จิตเหมือนปลา เมตตาเหมือนน้ำ จิตขาดเมตตา เหมือนปลาขาดน้ำ จึงขอให้มีเมตตาต่อกัน โลกจะเป็นสุข

ช่วงบ่ายก่อนที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จะมาถึงพระพรหมบัณฑิต (ประยูร) ก็กล่าวกับญาติโยมว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ คือแรงบันดาลใจที่ให้โยมบิดาของท่านส่งมาบวชเณร เพื่อให้ลูกชายได้เป็นนาคหลวง เหมือนสมเด็จฯ ที่เป็นนาคหลวงเมื่อปี 2504 เช่นเดียวกับพระพรหมโมลี (สุชาติ) ที่โยมให้บวชเพื่อจะได้เป็นนาคหลวงเช่นกัน ซึ่งทั้งสองก็ได้เป็นนาคหลวงเมื่อปี 2519 เมื่อสอบได้ ป.ธ.9 ขณะที่เป็นสามเณรทั้งคู่

พระเถระดังๆ ที่ปรากฏตัวในงาน เช่น พระพรหมโมลี (สุชาติ) แม่กองบาลีสนามหลวง พระเทพพุทธิวิเทศ (ประชัน) ประธานสมัชชาสงฆ์ ไทยในสหรัฐอเมริกา และ ว.วชิรเมธี เชียงราย เป็นต้น

 

หนังสือพระกำนันชูชาติ 1 ภาพแทนล้านคำพูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475790

หนังสือพระกำนันชูชาติ 1 ภาพแทนล้านคำพูด

โดย…ส.วรสุูต

โบราณว่า 1 ภาพ แทนล้านคำพูด นั้นเป็นจริงเสมอ ยิ่งเมื่ออ่านหนังสือ พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ ก็บอกได้เลยว่า โบราณพูดถูก เพราะหนังสือปกแข็งหนา 224 หน้า เป็นภาพพระเครื่อง จำนวนกว่า 800 ภาพ เป็นพุทธศิลป์ที่หาดูยาก แค่เห็น 1 ภาพ ก็ซาบซึ้ง ศรัทธา เพราะแต่ละภาพอุดมด้วยพุทธคุณ พุทธศิลป์ บอกความหมายยากที่จะพรรณนา และเชื่อว่าเมื่อศึกษาครบทั้งเล่ม จะเกิดปัญญายิ่งขึ้น

กำนันชูชาติ มากสัมพันธ์ สุดยอดเซียนพระแถวหน้าวงการพระเครื่องของเมืองไทย นำพระเก่าแก่ที่สะสมมานานกว่า 60 ปี มารวบรวมเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตชื่อ “พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ” หนังสือมีอะไรหลายอย่างที่คนทั่วไปไม่เคยรู้หรือเคยเห็นมาก่อน ยิ่งที่บอกว่า พระเครื่องกว่า 800 องค์ มีมูลค่าสูงเป็นหลักพันล้านบาทนั้น  (เฉลี่ยองค์ละล้านกว่าบาท) ไม่มีที่ไหน นอกจากหนังสือเล่มนี้ (ดูภาพเอาเอง)

ที่ผู้เขียนอยากดูของแท้แต่ไม่มีโอกาส ได้แก่ พระกริ่งปวเรศ แค่ได้ดูรูปภาพก็รู้สึกพอใจ ซึ่งกำนันบอกว่า รูปนี้คือรุ่นแรก โดยมีคำอธิบายความเป็นมาในการสร้าง พร้อมเหตุผลเพื่อยืนยันว่าองค์นี้รุ่นแรกของแท้ ที่สุดของยอดหายากและมีคุณค่ายิ่ง ประวัติที่เขียนไว้ก็สั้นๆ กะทัดรัด ไม่ต้องเสียเวลาอ่านไป ทำความเข้าใจไป เพราะใช้คำพอดี ไม่เยิ่นเย่อ อ่านแล้วมองเห็นประวัติของยอดพระกริ่ง ที่ไม่มีใครเทียบ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

การเขียนเล่าเรื่องพระรุ่นอื่นๆ ก็สั้นๆ กะทัดรัดเช่นกัน บางทีบอกแค่ชื่อว่าเป็นพระอะไรเท่านั้น เรียกว่ามีหนังสือเล่มนี้แล้วเกิดทัศนานุตริยะ นะครับ

 

รูปภาพพระกริ่งสมเด็จพระสังฆราชแพ รุ่นแรก ที่เรียกว่า รุ่นเทพโมฬี ก็นำมาตีพิมพ์ไว้ด้วย ก็อย่างที่ว่าไม่ร่ายยาวเยิ่นเย่อ ฟันตรงๆ ไปเลย ขอมีความรู้เป็นภูมิหลัง หาความสุขจากการดูภาพดีกว่า

ส่วนภาพพระกริ่งพระปทุม (ตั๊กแตน) เนื้อทองคำหาดูได้ยาก ซึ่งผู้เขียนไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านก็เล่าว่ามีความเป็นมาอย่างไร นอกจากนั้นยังนำภาพพระกริ่งชินบัญชร พระนางพญา พระเบญจภาคี พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้คนรุ่นหลังและผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ถึงประวัติความเป็นมาอย่างถ่องแท้ถึงคุณค่าอันประเมินมิได้ ให้เกิดการต่อยอด พัฒนา และรักษาความรู้ให้ยังคงมีอยู่สืบต่อไป

ข้อมูลตามข่าวแจก กำนันชูชาติ กล่าวว่า “ในการทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมอยากถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์จากที่ได้ศึกษาและสะสมพระเครื่องมามากกว่า 60 ปี ซึ่งต่อยอดมาจากที่ผมได้เปิดพิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้ โดยรวบรวมพระยอดนิยมไว้มากมายกว่า 3,000 องค์ และอยากให้มีคนสานต่อความรู้จากที่ผมศึกษาค้นคว้ามานาน จึงได้รวบรวมพระเครื่องในกรุของผม ที่เป็นพระดัง พระหายาก ซึ่งเก็บรักษาไว้อย่างดี และทุกองค์ยังไม่เคยถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพระเครื่องเล่มไหนมาก่อน อาทิ พระกริ่งพระปทุม (ตั๊กแตน) เป็นประติมากรรมที่กษัตริย์ขอมได้สร้างไว้ เนื่องจากเป็นเนื้อทองคำ คาดว่าพระเจ้าชัยวรมัน หรือพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ได้กำเนิดไว้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 และยังไม่เคยพบเป็นองค์ที่ 2 เลย

พระคันธารราฐ ประติมากรรมรูปเคารพที่เกิดขึ้นครั้งแรก เรียกว่า ศิลปะแบบคันธารราฐ ศิลปะปรากฏคล้ายมนุษย์ โดยศิลปะของกรีกเป็นผู้ให้กำเนิดราวพุทธศตวรรษที่ 6-10

 

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ กรอบกระจก เกศทะลุซุ้ม สวยทั้งเนื้อ ผิวพรรณ พิมพ์ทรงคมชัดลึก สภาพเดิมเกือบ 100% โดยเฉพาะพระพักตร์และเส้นซุ้มมีขนาดใหญ่ชัดเจนมาก เป็นต้น  ส่วนเนื้อหาด้านในบอกเล่าถึงประวัติของพระเครื่องและยังแนะวิธีการสังเกตพระเนื้อแท้ของแต่ละองค์ด้วย

ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เปรียบเสมือนเป็นตำราพระเครื่องแห่งสยามประเทศที่เล่าเรื่องด้วยภาพถึงวัตถุมงคลโบราณที่มีในอดีต เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม มีคุณค่าทางจิตใจอย่างยิ่ง สำหรับชาวไทยพุทธ จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดส่งต่อไปยังนักสะสมพระเครื่องคนรุ่นใหม่ ได้ศึกษาเรียนรู้ประวัติความเป็นมาอย่างถ่องแท้ ถึงคุณค่าอันประเมินมิได้เพื่อให้คงอยู่สืบต่อไป”

หนังสือ พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ เป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายก ปกกระดาษอาร์ตมัน 130 แกรม เคลือบด้านสปอตเงาเฉพาะจุด อัดปกแข็งเข้าเล่มเย็บกี่ จำนวน 224 หน้า (ไม่รวมปก) เป็นหนังสือภาพสี่สีทั้งเล่ม ก็แน่นอนเป็นภาพพระเครื่องที่เป็นพุทธศิลป์แต่ละยุค จำนวนกว่า 800 องค์ มีทั้งความน่าประทับใจ และความหมายยิ่ง จึงไม่แปลกที่โบราณว่า 1 ภาพ แทนล้านคำพูดนั้นพบได้ในหนังสือพระกำนันชูชาติเล่มนี้

 

สูตรของเว่ยหล่าง อ่านแล้วชีวิตเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/475789

สูตรของเว่ยหล่าง อ่านแล้วชีวิตเปลี่ยน

โดย…ราช รามัญ

ตอน Inspiration Book

วันหนึ่งนั่งทวนความตามบาลีกับหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม จู่ๆ ท่านหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้

แล้วบอกว่า พอได้แล้วบาลี เอาเล่มนี้ไปอ่านดู เห็นชื่อคราวแรกนึกแปลกในใจว่า เอาหนังสือ จีนๆ แบบนี้มาให้อ่านทำไม…แต่พอเห็นชื่อผู้แปล คือ หลวงพ่อพุทธทาส เท่านั้นเลยรับมา หนังสือที่ชื่อ สูตรของเว่ยหล่าง เล่มนี้อ่านคืนเดียวจบเล่ม และบอกได้เลยว่าเป็นหนังสือเล่มเดียวในหลายหมื่นเล่มที่ชอบมาก อ่านซ้ำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 รอบ

หนังสือเล่มนี้ ให้อะไรมากมายแก่นักปฏิบัติธรรม ให้อะไรมากมายกับผู้คงแก่เรียนที่ยึดใบลาน ให้อะไรมากมายกับผู้ที่แสวงหาคำว่านิพพาน และให้อะไรเกินกว่าคำว่าให้ ถึงกับขนาดอ่านหลายรอบก็วางไม่ลงเลยทีเดียว หลายสำนักพิมพ์ที่ได้รับการอนุญาตให้ตีพิมพ์ อาทิ สำนักพิมพ์ธรรมสภา/สำนักพิมพ์สุขภาพใจ เป็นต้น

หลวงพ่อพุทธทาส ผู้แปล ท่านได้เขียนคำชี้แจงเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ประโยคหนึ่งท่านบอกเอาไว้ว่า

“…ในการนี้จะได้รับประโยชน์ถึงความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนาในขอบคัมภีร์ กับพุทธศาสนาซึ่งอยู่เหนือคัมภีร์ พุทธศาสนาที่อิงพิธีรีตองต่างๆ กับพุทธศาสนาที่เป็นอิสระตามธรรมชาติ และเดินหลักตามธรรมชาติ

พุทธศาสนาที่ให้เชื่อก่อนทำ กับพุทธศาสนาให้ลองทำก่อนเชื่อ พุทธศาสนาในฐานะวรรณคดี กับพุทธศาสนาประยุกต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างพุทธศาสนาที่ใช้ได้แต่กับคนบางคน กับพุทธศาสนาที่อาจให้สำเร็จประโยชน์ได้แก่บุคคลทุกคน แม้คนที่ไม่รู้หนังสือ…”

อ่านมาถึงตรงนี้ ได้แต่ตะลึง กับคำว่า “คนไม่รู้หนังสือ”

เป็นชนวนเหตุให้อ่านแล้ววางไม่ลง… ในเล่มนี้นอกจากจะมีประวัติความเป็นมาของเว่ยหล่างแล้ว ยังมีธรรมะข้อคิดดีๆ มากมายที่สามารถกระตุกจิตใจ และเปลี่ยนให้ใจของเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นหนังสือในแนวพุทธศาสนาอีกเล่มหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญญา โดยไม่ต้องอิงหลักอะไรเลย นอกจากหลักธรรมชาติ ไม่ต้องใช้สมาธิมากมายขนาดที่ต้องหลับตาแต่ใช้สติปัญญาแบบสามัญที่มีอยู่นั่นเอง

เว่ยหล่าง จากบ้านทางทิศใต้ไปอยู่วัดทางตอนบนของจีน เพื่อไปสมัครเป็นลูกศิษย์ของพระโพธิธรรม องค์ที่ 5 เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระโพธิธรรมได้ถามว่า เจ้าเป็นคนป่าจะเรียนธรรมะได้อย่างไร…เป็นคำถามเพื่อลองภูมิ ปรากฏว่า พระโพธิธรรมต้องอึ้งกับคำตอบ

“จะคนป่า คนเขา คนที่ไหนๆ ความเป็นพุทธะในจิตใจก็หาทำให้เกิดความแตกต่างได้ไม่”

หลวงพ่อเจ้าอาวาสเข้าใจเลยว่า เว่ยหล่าง คนป่า คนเขาทางใต้ คนนี้ไม่ธรรมดา จึงไล่ให้ไปอยู่ในครัวเพื่อมิให้ใครมาจ้องมองและทำอันตรายอะไรแก่เขา

คราวหนึ่งหลวงพ่อโพธิธรรมประกาศในหมู่ศิษย์ให้มาเขียนโศลกธรรม เพื่อที่จะตรวจสอบจิตใจว่าใครสมควรที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรม พระรูปหนึ่งในวัดที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเต็ง ได้เขียนโศลกธรรมว่า

“กายของเราคือต้นโพธิ์ ใจของเรา คือ กระจกเงาอันใส

เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ โมงยาม ไม่ให้ฝุ่นละอองจับ”

เมื่อใครเห็นโศลกธรรมนี้ ต่างก็พากันสรรเสริญว่า น่าจะได้รับการยกย่องและถ่ายทอดธรรมะเพื่อให้ได้เป็นพระโพธิธรรมองค์ต่อไป แต่เรื่องนี้ทราบไปถึงหูของเว่ยหล่างซึ่งอยู่ในครัว จึงเดินออกมาแล้วให้คนแถวนั้นอ่านให้ฟัง เมื่อเขาได้ฟังแล้วจึงบอกให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นราชการ ช่วยเขียนโศลกธรรมของเขาให้หน่อย ราชการหนุ่มคนนั้นจึงถามว่า คนป่าอย่างเจ้ามีโศลกธรรมกับเขาด้วยหรือ…ไหนลองว่ามาสิ ไหนลองว่ามา

เว่ยหล่างได้บอกโศลกธรรมนั้นไป ราชการหนุ่มคนนั้นเขียนไปมือสั่นไป ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ความของโศลกธรรมนั้นมีดังนี้

“ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาใสสะอาด

เมื่อทุกอย่างว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร”

ต่อมารุ่งเช้าพระโพธิธรรม เจ้าอาวาส ได้มาอ่านโศลกธรรมทั้งสองอัน ก็เข้าใจได้ดีว่า เว่ยหล่าง จิตใจพร้อมแล้วที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรมะ เป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากของคนป่า คนเขา ที่ไม่รู้หนังสือ ยังเข้าใจธรรมะได้เพียงนี้ แต่แล้วท่านก็ออกอุบายเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อเว่ยหล่างอีกครั้ง ด้วยการบอกว่าโศลกธรรมของเว่ยหล่างใช้ไม่ได้ ให้ลบเสีย แต่แล้วไม่นานท่านก็แอบเดินย่องไปหาเว่ยหล่างในยามเที่ยงคืน เพื่อสนทนาธรรมพร้อมกับนัดให้ไปพบที่กุฏิเพื่อถ่ายทอดธรรมะให้ พร้อมมอบบาตรและจีวรให้เป็นพระโพธิธรรม สังฆปริณายก ให้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ออกบวชเลย แล้วบอกให้หนีออกจากวัดไปทางตอนใต้นานถึง 15 ปี บางทีไปหลบอยู่กับพรานป่าบ้าง เป็นต้น หนังสือ เว่ยหล่าง ที่หลวงพ่อพุทธทาสแปลนี้ บอกได้เลยว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วยกระดับจิตใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี และทำให้เข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริง

 

เอทีเอ็มหลวงพ่อสมหวังโดยเคทีบี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474422

เอทีเอ็มหลวงพ่อสมหวังโดยเคทีบี

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2560 ประสิทธิ์ สุทธิเดชาชัย ผู้อำนวยการฝ่ายผู้บริหารสำนักงานเขต สำนักงานเขตพุทธมณฑล ธนาคารกรุงไทย เข้าพบพระครูศรีสุตากร (ทั่ง) เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อขออัญเชิญภาพหลวงพ่อสมหวังติดที่หน้าบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย จำนวน 5,000 ใบ

วันที่ 7 ม.ค. 2560 เวลา 18.30 น. ทางวัดร่วมกับธนาคารกรุงไทย จัดพิธีปลุกเสกบัตรเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนลูกค้าที่ต้องการบัตรเอทีเอ็มกรุงไทยรุ่นหลวงพ่อสมหวัง ติดต่อได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย 11 สาขา คือศาลายา พุทธมณฑลสาย 5 สมุทรสงคราม นครชัยศรี สามพราน อ้อมใหญ่แม่กลอง เทสโก้ โลตัส นครชัยศรี เทสโก้ โลตัส ศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา ซึ่งธนาคารจะมอบให้ลูกค้าได้ในเดือน ก.พ. 2560

ประสิทธิ์ สุทธิเดชาชัย กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกภาพหลวงพ่อสมหวังมาติดหน้าบัตรเอทีเอ็มว่าปัจจุบันนี้ใน จ.นครปฐม และใกล้เคียง ไม่มีใครไม่รู้จักหลวงพ่อสมหวัง วัดกลางบางพระ  ชื่อก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง บัตรนี้จึงเป็นมงคล คุ้มครองทั้งทางโลกและทางธรรม นอกจากนั้นก็เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ทางวัดอีกด้วย

ประสิทธิ์ มาวัดบ่อย ประทับใจที่พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสเป็นพระทันสมัย บริหารจัดการดี มีวิสัยทัศน์ น่าชื่นชม ช่วยเหลือประชาชน ชุมชน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รวยหรือมีรายได้น้อย เมื่อมาที่วัดได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน

พระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ กล่าวว่า การที่ธนาคารกรุงไทยมาขออนุญาตนำภาพหลวงพ่อสมหวังติดที่หน้าบัตรเอทีเอ็มนั้น เป็นการช่วยให้ผู้ถือบัตรเข้าถึงพระรัตนตรัย มีที่พึ่งที่ถูกต้อง มีความหวัง  นอกจากเขาเชื่อและศรัทธาหลวงพ่อสมหวัง ที่ปัจจุบันกระแสความเคารพนับถือขึ้นสูงมาก ทั้งนี้โดยดูจากการที่มีผู้มาลงทะเบียนแก้บนแต่ละวันมีจำนวนมาก แต่ทางวัดก็รับได้เพียงวันละ 150 รายเท่านั้น

การที่จำกัดจำนวนไว้ เพื่อสะดวกต่อการบริหารจัดการของวัด มิเช่นนั้นทำไม่ทัน เพราะผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือสมหวังนำของมาแก้บนนั้น นำของมามาก มิได้นำมาเพียงถาดหรือ 2 ถาด บางรายนำมา 20ถาด ข้าวสาร 20 กระสอบ หรือมากกว่านั้น

พระครูศรีสุตากร

 

สิ่งของแก้บนนั้น ทางวัดพยายามบอกต่อๆ กันว่าขอเป็นข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ เพื่อที่ทางวัดจะได้นำไปช่วยเหลือสาธารณกุศล ทั้งบ้านพักคนชรา โรงพยาบาล โรงเรียน และผู้ที่มีความต้องการได้สะดวก นอกจากหัวหมูที่มีผู้นำมาแก้บนเป็นประจำ

การช่วยเหลือสาธารณกุศลของวัดมิได้จำกัดอยู่ที่สิ่งของที่ผู้คนนำมาแก้บนเท่านั้น หากแต่ช่วยเป็นเงินด้วย ซึ่งเงินนั้นได้จากการเก็บค่าจอดรถผู้ที่มาติดต่อทางวัดคันละ 1 บาท เดือนหนึ่งมีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 1 แสนบาท และมีผู้มีจิตเป็นกุศลบริจาคสมทบอีกส่วนหนึ่ง

ประวัติหลวงพ่อสมหวัง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 15 เมตร สูง 30 เมตร หลวงพ่อพุฒ สุนทโร อดีตเจ้าอาวาส เป็นประธานในการสร้างเมื่อปี 2525 ประกอบด้วยอิฐถือปูน ปิดทับด้วยโมเสกทั้งองค์ แต่เดิมเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ เมื่อมีประชาชนมาขอได้สมหวัง จึงเรียกติดปากว่าหลวงพ่อสมหวัง เป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไป ซึ่งพระครูศรีสุตากรบอกว่า ผู้ที่จะได้ตามที่ขอนั้นต้องเป็นผู้มีศีล มีศรัทธา ซึ่งทางวัดสร้างหลักปฏิบัติเช่นนี้ให้แก่คนทำงานในวัดทุกคน ทั้งที่ทำงานประจำและจิตอาสา จึงเห็นทุกคนสมาทานศีลทุกเช้าเวลา 08.30 น. ก่อนเวลาทำงาน และสวดมนต์ทำวัตรเย็นเวลา 16.45 น.เสร็จแล้วจึงเลิกงาน

ปัจจุบันมีผู้ช่วยงานวัด ทั้งทำงานประจำและจิตอาสาประมาณ 30 คน

ขอจงสานความหวังให้สมหวัง ขอให้สมหวังทุกท่านเทอญ

 

พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474420

พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐

ชาวพุทธส่วนใหญ่ชักชวนกันเข้าวัดทำบุญ ได้รับศีลบูชาธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

ในพุทธศาสนาของเราสั่งสอนให้รู้จักจัดความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เพื่อการสำเร็จประโยชน์ตามปรารถนา อย่างเป็นเหตุ เป็นผลต่อกัน โดยอาศัยความเข้าใจ เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมมาเป็นหลักการกำหนดธรรมวิธี ที่ให้เกิดความสำเร็จประโยชน์ได้จริง ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง จนสูญเสียดุลยภาพแห่งความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดผลตามปรารถนา

จะสวดมนต์ ก็จักไม่สวดจนเมามาย จะทำทาน ก็ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริง โดยยึดหลักบริสุทธิ์ ๓ ประการ คือ วัตถุทาน บุคคล และเจตนา จะภาวนาก็ต้องมุ่งเพื่อการเจริญเติบโตของสติปัญญา แม้จะรักษาศีลก็เพื่อความดับเย็น ไม่เป็นไปเพื่อติรัจฉานทั้งปวง

พระพุทธศาสนาจึงจัดหลักความสัมพันธ์เพื่อสร้างดุลยภาพ-ดุลยธรรมให้เกิดขึ้นในจิตหนึ่งด้วยการวางหลักศึกษาปฏิบัติครบ ๓ ด้าน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดพอเข้าใจในชั้นคฤหัสถ์ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ทั้ง ๓ หลัก ที่เรียกว่าไตรสิกขานั้น จะสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติ คือ ต้องทำเอง ตามหลักพึ่งตน-พึ่งธรรม

พระพุทธศาสนาจึงไม่สั่งสอนให้สัตว์โลกสิ้นคิด แต่จะต้องคิดให้เป็น คิดให้ถูกต้อง คิดให้ถูกธรรม คิดให้ตรงวิธีที่คิดพิจารณาจนเกิดปัญญา เมื่อชีวิตมีปัญญา การจะพูด การจะทำก็จะดำเนินไปอย่างมีปัญญา ตัวปัญญานี้แหละเป็นตัวกุศลธรรมแท้จริงในพระพุทธศาสนา

ปัญหาของศาสนิกชนในบ้านเรา คือ การพัฒนาจิตไม่ถูกวิธี คิดไม่เป็น คิดไม่ตรงธรรม จึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดมรรคผิดผล แม้จะเข้าวัด ทำบุญ รับศีล ฟังธรรม เจริญภาวนา

เมื่อคิดไม่เป็น คิดไม่ถูกวิธีแห่งปัญญา ปัญญาจึงไม่เกิดขึ้น ในความเชื่อมั่นนั้น จึงลดระดับความศรัทธาลงมาเป็นความเชื่อ และหลงเชื่อในบุคคล วัตถุ ตำรา มากกว่าคำสอน ความหมาย และความรู้ตามปัญญาญาณ

อันตรายจึงเกิดขึ้นจากการเข้าสู่ศาสนาเพื่อทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ด้วยขาดความเข้าใจในประโยชน์ที่แท้จริงของพุทธศาสนา ที่สรุปธรรมลงที่ สติปัญญา เพื่อ ญาณทัสสนวิสุทธิ

หลากหลายอาจารย์ มากสำนักในเขตพระศาสนา มุ่งกันแข่งขันทางด้านการสร้างวัตถุ โดยมีพระเป็นผู้นำอำนวยการจัดสร้าง และคณะสาวกวางแผนจำหน่ายจนเกิดตลาดการค้าขายบุญ ขายวัตถุมงคลขึ้น จนแปรสภาพเขตพุทธธรรม เป็นพุทธพาณิชย์

ธรรมะจึงเริ่มไร้จิตวิญญาณ การแสดงธรรม การสอนธรรม จึงไม่ซาบซึ้งกระทบใจให้เกิดปีติสุข ดังในสมัยพระเถระผู้มีศีลบริสุทธิ์ เคร่งครัดในพระวินัย เคารพในธรรม

ความรู้สึกซาบซึ้งในรสแห่งพระธรรม จึงไม่ปรากฏในจิตวิญญาณของบุคคลที่เข้ามาสู่พระศาสนานี้ ไม่ว่าพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ ที่สุดจึงแห้งแล้งอำนาจธรรม เหือดแห้งศรัทธาธรรม ความอ่อนแอจึงปรากฏในศาสนบุคคล ศาสนองค์กร ศาสนจักร

วันนี้แห่งการเริ่มต้นชีวิตเข้าสู่ปีใหม่ จึงควรที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สถานการณ์รอบด้านพระศาสนาที่มีทั้งบวกและลบ เพื่อจัดทำแผนงานพัฒนาสถาบันสงฆ์ องค์กรพระศาสนา คุณภาพพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยธรรม ภายใต้พระธรรมวินัยที่เป็นหนึ่งเดียว จะได้ไม่ต้องให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์มากล่าวตำหนิได้ว่า “คำสอนที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามีตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้ ความเชื่อในรูปแบบธุรกิจ ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ อยู่กับความร่ำรวยมีที่ไหน วัดไหนเขาสอนแบบนี้บ้าง”

เจริญพร

พระราชประเพณี ในการสถาปนาสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474419

พระราชประเพณี ในการสถาปนาสังฆราช

โดย…ส.คนจริง

ราชกิจจานุเบกษา หน้า 2 เล่ม 134 ตอน 2 ก ประกาศวันที่ 6 ม.ค. ให้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มีผลบังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับที่ 3 นี้ มี 3 มาตรา ความสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา สมควรตราพระราชบัญญัติให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธำรงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณีดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

วันที่ 10 ม.ค. 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะรายงานการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.สงฆ์ ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม

โบราณราชประเพณี

เมื่อดูโบราณราชประเพณีในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชว่ามีมาอย่างไร  ต้องอ่านบันทึกของพระมหาเจริญ สุวฑฺฒโน หรือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่พิมพ์ในหนังสือพระผู้สำรวมพร้อม เป็นที่ระลึกบำเพ็ญพระกุศล คล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 99 ปี 3 ต.ค. 2555 หน้า 55 เรื่องพหูสูต

กองบรรณาธิการหนังสือดังกล่าวเขียนเล่าว่า ยังมีต้นฉบับลายมือเขียนดินสอของพระมหาเจริญ(สุวฑฺฒโน) อยู่จำนวนหนึ่ง ลงวันที่ไว้ระหว่างปี 2487-2489 เอกสารกลุ่มนี้น่าสนใจยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใฝ่ศึกษาและการฝึกฝนตนเองของพระมหาเจริญ เปรียญ 9 ประโยครูปนี้ได้เป็นอย่างดี บันทึกทั้งหลายนั้น ส่วนมากเป็นบันทึกเกี่ยวกับพระธรรมเทศนาที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงแสดง ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหารที่น่าสนใจยิ่ง นอกจากบันทึกพระธรรมเทศนาแล้ว หนังสือพระผู้สำรวมพร้อม บรรยายว่า พระมหาเจริญยังจดแม้แต่เกร็ดประวัติต่างๆ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงเล่าประทาน เช่นคืนวันที่ 6 ธ.ค. 2487 ท่านเจ้าพระคุณฯ (ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วันที่ 11 ม.ค. 2488) ได้มาที่กุฏิ เล่าเรื่องเก่าหลายเรื่องดังต่อไปนี้ (ตัวสะกดตามต้นฉบับ)

7 หลักเกณฑ์การตั้งพระสังฆราช

ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ขึ้นไปไม่ได้ค้น แต่ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งพระเถระที่พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ของพระองค์ ถ้าไม่มีก็ไม่ทรงตั้ง

ในรัชกาลที่ 4 ทรงตั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เพราะทรงนับถือเป็นพระอาจารย์ เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่ได้ทรงตั้งใครอีกตลอดรัชกาล

ในรัชกาลที่ 5 จะทรงตั้งกรมสมเด็จพระปวเรศฯ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ แต่กรมสมเด็จฯ ทรงขอผัดให้ไหว้พระสวดมนต์ไปก่อน จวบจนจะสิ้นพระชนม์ จึงทรงรับพระมหาสมณุตฯ ทรงรับประมาณเกือบปี หรือปีกว่าก็สิ้นพระชนม์  รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชสา ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระศพกรมสมเด็จฯ เอาไว้นานจนสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์ลงอีก เข้าพระเมรุเดียวกันกับเจ้านายอีกหลายพระองค์) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่ทรงตั้งอีกตลอดรัชกาล

สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงรับมหาสมณุตฯ (เป็นสมเด็จพระสังฆราช) ในรัชกาลที่ 6 เพราะทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในรัชกาลที่ 6

จากบันทึกนี้ ผู้เขียนพลิกดูประวัติการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา มีดังนี้

รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์

1.สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นพระเถระที่มีปฏิปทามั่นคงในพระธรรมวินัย ยอมขัดกระแสพระดำรัสสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนถูกถอดจากสังฆราช เมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก จึงสถาปนาอีกครั้ง

2.สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) เป็นพระเถระที่มีบทบาทเด่นในการสังคายนานำพระไตรปิฎกเมื่อปี 2331 เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพนรัตน วัดมหาธาตุ

รัชกาลที่ 2 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 3 พระองค์

3.สมเด็จพระสังฆราชองค์ (มี) มีบทบาทตั้งแต่ก่อนได้รับการสถาปนาคือ เมื่อปี 2359 ส่งพระสมณทูตไปลังกา ฟื้นฟูพิธีวันวิสาขบูชา และปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม

4.สมเด็จพระญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) พระเถระรูปนี้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ 2 ในขณะที่ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงอิศรสุนทร

5.สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์

6.รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาสมเด็จพระพนรัตน (นาค) วัดราชบูรณะ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 6 และสิ้นพระชนม์ (ปี 2392) ในรัชกาลที่ 3 แต่รัชกาลที่ 3 ยังไม่ทันสถาปนาสังฆราชพระองค์ใหม่ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

7.รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 1 พระองค์ คือ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน ที่เป็นพระราชญาติและพระอาจารย์

8.รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาสังฆราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จกรมพระยาพระปวเรศฯ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และสมเด็จพระสังฆราช (สา) ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสาสิ้นพระชนม์ 11 ม.ค. 2442 ปล่อยว่าง จนถึงสวรรคต 23 ต.ค. 2453

9.รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เนื่องด้วยทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ 1 พระองค์ เมื่อสิ้นพระชนม์ ทรงสถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11

10.รัชกาลที่ 7 ไม่ได้สถาปนาสังฆราช เพราะพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ที่ได้รับพระราชทานสถาปนาในรัชกาลที่ 6 ทรงพระชนมายุถึงรัชกาลที่ 8

11.รัชกาลที่ 8 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ และ 2.กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร

12.รัชกาลที่ 9 ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชทั้งสิ้น 6 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร 2.สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ 3.สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม 4.สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพน 5.สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วัดราชบพิธ 6.สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การปกครองสงฆ์อนุวัตรตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2484 และ พ.ศ. 2505

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เมื่อดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงอุปสมบทเมื่อวันที่  6 พ.ย. 2521 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์(สิ้นพระชนม์ปี 2532) สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ ต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช)  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (สิ้นพระชนม์ปี 2556) และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์) วัดจักรวรรดิราชาวาส  เป็นพระอนุสาวนาจารย์