การเลี้ยงลูกของชาวฟินแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463582

การเลี้ยงลูกของชาวฟินแลนด์

โดย…พ่อโย

ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาสูงที่สุดในโลก กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อาจารย์พิเศษด้าน Intercultural Communication และเคยมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศฟินแลนด์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบการศึกษาและเลี้ยงดูเด็กของชาวฟินแลนด์ว่า เมื่อนำเอาระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาเปรียบเทียบกับบ้านเรา จะพบว่าความเร่งรีบในระบบการศึกษามีความต่างกันชัดเจน

เด็กวัยเตรียมอนุบาลในฟินแลนด์จะได้เล่นสนุกทั้งวัน ปีนต้นไม้ เล่นขายของ เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีความสุข แล้วสมองที่เป็นเหมือนฟองน้ำก็จะเกิดการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้เอง ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในบ้านเราเริ่มหัดอ่านเขียนกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ดังนั้นเด็กฟินแลนด์จึงเป็นเด็กที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อยที่สุดในโลก แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

ด้านการเลี้ยงดูก็เช่นกัน ในวัฒนธรรมไทย พ่อแม่จะเอาตัวเองออกมาจากระบบการศึกษา วางลูกไว้ในความรับผิดชอบของโรงเรียน แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เราจบแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ไทยจะยอมลงทุนมหาศาลกับการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียนของลูก แต่ที่ฟินแลนด์เขามองว่าการเรียนรู้และเติบโตเกิดขึ้นได้ทุกที่ ผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์จึงเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของลูกทุกอย่าง และพ่อแม่ก็จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียนของลูกเสมอ เช่น ร่วมกันจัดทัศนศึกษา เป็นโค้ช เป็นผู้จัดการให้ทีมเบสบอลโรงเรียน ฯลฯ

อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับเรื่องการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กในประเทศฟินแลนด์คือวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งเรียกว่าอยู่ในสายเลือดของเขา โดยสืบทอดจากวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างแนบเนียน และเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากการที่เด็กเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือตลอดเวลา แต่หากพูดถึงการใช้เทคโนโลยีซึ่งหลายกระแสบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับพัฒนาการลดลง โดยภาพรวมผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์มองว่า ขึ้นอยู่กับอายุและการสอนของผู้ใหญ่ว่าเด็กควรใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างไร

พ่อแม่ไม่ได้มองว่า เกมมีแต่ข้อเสียเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับวิธีและการนำเกมไปใช้ เช่น ส่งเสริมให้เรียนออกแบบเกม ซึ่งนอกจากเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะมองเห็นโอกาสเหล่านี้แล้ว พ่อแม่เองต้องส่งเสริมทุกเรื่องที่เด็กสนใจและถนัดให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและก้าวไปได้ไกลกว่า คือคนที่พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งต้องมีสมองพร้อมรับทักษะที่หลากหลายและฉลาดรอบด้าน เพื่อสร้างชีวิตที่สมดุลระหว่างความสำเร็จกับความสุข ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งเหล่านี้นอกจากจะสามารถส่งเสริมได้จากบ้านและโรงเรียนแล้ว บทบาทของพ่อแม่ในการเตรียมพร้อมด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่สามขวบปีแรกของชีวิตก็สำคัญ

 

ขายภาพอย่างไรให้มีคนซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463580

ขายภาพอย่างไรให้มีคนซื้อ

โดย…โยโมทาโร่

ช่วงนี้กระแสการขายภาพออนไลน์ถือว่าอยู่ในช่วงทรงตัวไม่ได้บูมเหมือนในช่วง 4 ปีก่อน ในยุคที่เว็บไซต์โฟโต้สต๊อกทั้งหลายต่างเปิดรับภาพเพื่อนำมาขายสร้างรายได้ให้ทั้งเจ้าของเว็บไซต์และช่างภาพ แต่ในเวลานี้แทบจะไม่เหลือที่ว่างสำหรับช่างภาพหน้าใหม่อีกแล้ว เพราะภาพส่วนใหญ่มักจะถูกตีกลับ และมีขั้นตอนการสมัครและรับเงินที่ยุ่งยากมากขึ้น เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ภาพของคุณนั้นขายไม่ออกในเว็บไซต์โฟโต้สต๊อก

1.ขาดการเล่าเรื่อง

ภาพที่ดีไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังต้องเล่าเรื่องทั้งหมดได้ภายในภาพเดียว สิ่งที่ช่างภาพมือใหม่มักขาดหายไปคือมองเห็นเพียงแค่ความสวยงามและองค์ประกอบของภาพ มากกว่าการเล่าเรื่องเว้นเสียแต่ว่าคุณต้องการให้ภาพนั้นเป็นภาพวอลเปเปอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ลูกค้าที่ซื้อภาพส่วนมากจะนำไปใช้ประกอบบทความ ดังนั้นภาพของคุณจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ดี

2.ลืมเรื่องค่าความไวแสง

ภาพที่มักจะผ่านการคัดเลือกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นภาพที่ถูกถ่ายด้วยค่าความไวแสงหรือ ISO ต่ำ ช่างภาพมือใหม่มักไม่นิยมใช้ขาตั้งกล้องเพราะไม่สะดวกในการเดินทาง จึงชดเชยด้วยการตั้งค่าความไวแสงสูงเพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้น แน่นอนว่าคุณได้ภาพที่ต้องการ แต่สิ่งที่เสียไปคือความละเอียดคมชัดของภาพจะหายไป และคนคัดเลือกภาพทุกเว็บจะแคร์ในเรื่องนอยซ์ หรือจุดรบกวนในภาพเหล่านี้เสียด้วย

3.ติดแท็กผิดชีวิตเปลี่ยน

การใส่แท็กลงไปในภาพจะช่วยให้เว็บจัดหมวดหมู่ของภาพได้ง่ายขึ้น และลูกค้าก็ค้นหาภาพถ่ายที่ต้องการได้ง่ายขึ้น สิ่งที่คุณต้องทำในทุกภาพคือใส่ข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด เช่น คุณถ่ายภาพวัด ก็ต้องติดแท็กสถานที่ท่องเที่ยว, ศาสนสถาน วัด และชื่อวัดในรูปนั้นลงไปให้ครบและสะกดถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ภาพผ่านการคัดเลือกและลูกค้าค้นหาและเลือกซื้อภาพได้ง่ายขึ้น

4.อย่าส่งภาพชุดขึ้นเว็บพร้อมกัน

หากคุณถ่ายภาพเป็นเซตฉากเดียวแต่หลายมุมมอง ควรเลือกหนึ่งในภาพที่คิดว่าดีที่สุดส่งขึ้นเว็บในแต่ละสัปดาห์ เพราะหากคุณเลือกส่งไปพร้อมๆ กันทั้งหมด คนคัดเลือกจะหยิบเพียงแค่รูปเดียวที่เขาคิดว่าดีที่สุดและปัดรูปที่เหลือตกไป คุณจึงควรถ่ายภาพต่างคอนเซ็ปต์ แล้วค่อยๆ ทยอยอัพโหลด จะได้ผลดีกว่าอัพโหลดภาพเซตเดียวพร้อมๆ กัน

 

ในอ้อมแขน… ของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463581

ในอ้อมแขน... ของพระราชา

โดย…ว.แหวน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรารู้   ว่าอย่างไร      ต้องมีวันนี้

เรารู้   ว่าต้องมี       ก็ยังใจหาย

เรารู้   ว่าท่านเหนื่อย   พระวรกาย

เรารู้   ว่าสวรรคาลัย   นั้นคือปลายทาง

เราเกิด   มาพร้อมภาพ     ทาบข้างฝาบ้าน

เราเกิด   มาพร้อมรูป      ท่านตรงเหนือหัว

เราเห็น   อุ้งมือพ่อ        มีกล้องติดตัว

เราเห็น   อ้อมแขนข้างตัว   มีแผนที่ข้างกาย

เรารัก   พระเจ้าอยู่หัว     แค่ไหนเรารู้

เรารัก   เทิดทูนเชิดชู      ไม่มีเงื่อนไข

เรารัก   เพราะท่านทำโดย  ไม่หวังสิ่งใด

เรารัก   เพราะพ่อทำให้    เพราะพ่อรักเรา

พรุ่งนี้   จะเป็นอย่างไร    เราเองไม่รู้

พรุ่งนี้   เมื่อพ่อไม่อยู่     ลูกใจสลาย

พรุ่งนี้   พ่อเพียงมองมา   จากที่ห่างไกล

พรุ่งนี้   ลูกเพียงมองไป   ให้ไกลจากเดิม

จะขอ   จงรักภักดี        อย่างนี้ทุกชาติ

จะขอ   ตามรอยพระบาท  ไปทุกแห่งหน

จะขอ   ยึดหลักพอเพียง   เพื่อพ่อเพื่อตน

จะขอ   เกิดมาเป็นคน    ใต้ร่มพระบารมี

เรารู้       ว่าวันนี้        ได้เกิดขึ้นแล้ว

เรารู้       ว่าดวงแก้ว      กำลังลอยหาย

คนไทย     ทั่วทั้งแผ่นดิน   ร่วมร่ำอาลัย

เราจะผ่าน   วันนี้อย่างไร    เราไม่รู้เลย

รูปพ่อ     ยังติดตะปู       อยู่เหนือฝาบ้าน

รูปพ่อ     จะอยู่ตรงนั้น     กับเราเสมอ

ส่วนเรา    จะอยู่ตรงไหน    พ่อก็หาเจอ

เพราะพ่อ   มีเราเสมอ       ข้างพระวรกาย

“เราทุกคนต่างอยู่ในพระหัตถ์

ของพระองค์…ตลอดมา

ขอบคุณทุกภาพที่ทำให้เราเห็น

ว่าพระเจ้าอยู่หัว…ไม่เคยทิ้งเรา

ประชาชนทุกคน…บนผืนแผ่นดินไทย

อยู่ข้างพระวรกายเสมอ

ในอ้อมแขน…ในแผนที่ของพระราชา”

…………………………………………….

ฉันเขียนบทกลอนนี้หลังจากทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพียง 1 วัน ด้วยภาพเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “ภาพที่ในหลวงของปวงชนชาวไทยเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่างๆ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร แทบจะทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีแผนที่อยู่ข้างพระวรกาย และมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ตลอดเวลา” เป็นภาพเจนตาสำหรับฉันตั้งแต่เล็กจนโต นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่า “เราอยู่กับพระองค์ตลอดเวลา” มิใช่สิ! “พระองค์มีเราอยู่ในหัวใจเสมอ ตลอดเวลา” ห้องทรงงานของพระองค์ มิใช่มีเฉพาะห้องสี่เหลี่ยม ที่มีแค่โต๊ะทำงาน แต่มันกว้างใหญ่เท่าผืนแผ่นดินไทย

ครั้งหนึ่งเมื่อฉันยังเยาว์ ฉันเป็นชาว จ.สงขลา โดยกำเนิด วันนั้นฉันจำไม่ได้ว่าเป็นวันอะไร แต่ฉันได้ยินเสียงมาจากในทีวี ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสถึงการแก้ไขอะไรบางอย่าง ยอมรับตามตรงว่าฉันมิได้สนใจมากนัก ด้วยวัยเยาว์และเขลานัก แต่ที่ฉันสะดุดหูเลยก็คือ “พระองค์ตรัสถึงถนนสายเล็กๆ เส้นหนึ่งใน อ.ระโนด จ.สงขลา” แม่ฉันเป็นชาวระโนดโดยกำเนิด แม่บอกฉันว่า แม่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าถนนเส้นนั้นมันอยู่ตรงไหนของ อ.ระโนด ทำไมพระองค์รู้? นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ทำให้ฉันทึ่งถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน และที่มากกว่านั้น มิใช่แค่ความอัจฉริยะอย่างเดียว บุคคลที่สามารถหลับตาเห็นทุกผืนดินในประเทศไทยได้ ถามว่า ใช่สิ่งอัศจรรย์หรือ? แต่ฉันเรียกว่า “ความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ” ถามต่อว่า “ต้องใช้เวลาเพียงใดถึงจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ขนาดนั้น?” ฉันเชื่อโดยไร้เงื่อนไขในประโยคที่ว่า “ในหลวงทรงงานตลอดเวลา” คำถามคือ “ทำไมพระองค์ต้องทุ่มเทพระวรกายถึงขนาดนี้?”

ได้ยินหลายคนพูดว่า “ถ้าถามว่าทำไมเรารักในหลวง?” บางคนตอบว่า “ไม่รู้ รู้แต่ว่ารัก” นั่นเป็นคำตอบสำหรับเด็กรุ่นใหม่ ที่แทบไม่ได้มีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านตลอด 70 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของฉันเช่นกัน ตั้งแต่ฉันเกิดมา รูปพระเจ้าอยู่หัวที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน ภาพพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นจากหน้าจอทีวี ข่าวพระเจ้าอยู่หัวที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ตอบตอนนั้นก็ตอบว่า “ไม่รู้ รู้แต่ว่ารัก” เหมือนเรา “รัก” ได้เลยโดยไม่มีเงื่อนไข

และยิ่งเติบโตจวบจนถึงวันนี้ วันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ขนาดไม่รู้ ยังรัก หลายเรื่องที่ไม่เคยรู้ ได้ถูกเผยแพร่ ถ่ายทอด ให้เราได้เห็น ได้รู้ ทางสื่อออนไลน์ ทางทีวี ตอนนี้มันก้าวไปไกลกว่าคำว่า “รัก” แต่มันคือคำว่า “เทิดทูน บูชา พระองค์เหมือนเทวดาของชาติ” ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนไทยร้องระงมกันทั้งประเทศ เพราะจนถึงวันนี้ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว ฉันก็ยังร้องไห้ทุกวัน มิใช่ร้องเพราะอ่อนแอ แต่ร้องไห้เพราะเสียใจว่า ทำไมเพิ่งมาเข้าใจว่า “ทำไมเราถึงรักพระเจ้าอยู่หัวของเราถึงเพียงนี้?” ความภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ “การได้เกิดมาในยุคสมัยของรัชกาลที่ 9 การได้เกิดมาอยู่ในอ้อมแขนของพระราชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

 

รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463168

รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… เอพี, รอยเตอร์, เอเอฟพี, สกว.

ในยุคปัจจุบันนี้เป็นที่แน่ชัดว่าทุกประเทศและนักวิชาการ รวมถึงผู้สนใจใฝ่รู้ ต่างให้ความสำคัญของการวิจัยทั้งนั้น รวมถึงการทุ่มเทงบประมาณลงสู่การวิจัยเพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าได้คุณภาพและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ประเทศไทยก็เช่นกันแม้จะเทียบกับประเทศอื่นๆ งานวิจัยบ้านเราอาจจะมีปริมาณและคุณภาพในเชิงลึก รวมถึงงานวิจัยที่สร้างนวัตกรรมออกมามีไม่มากนัก แต่ปัจจุบันงานวิจัยที่มีอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม มีอยู่ในระดับที่มากพอสมควร และถูกเก็บอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมามากนัก แม้จะมีการเผยแพร่แต่ก็ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟูและโลกออนไลน์กลายเป็นจุดศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่ สื่อยุคใหม่ที่เน้นความกระชับรวดเร็ว เข้าใจง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที ทำให้งานวิจัยดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งให้ห่างไกลผู้คนมากขึ้น แม้จะมีโจทย์ที่ยาก แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้งานวิจัยกลายเป็นสิ่งที่ย่อยง่าย ดูแป๊บเดียวแล้วเข้าใจสามารถนำไปต่อยอดสู่สิ่งต่างๆ ได้ มาดูกระบวนการของงานวิจัยแปลงร่างกัน

 

ความจริงการอ่านงานวิจัยไม่ใช่เรื่องยาก

การวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ความสำคัญของการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ เป็นการแสวงหาความรู้หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา และเพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง ที่ประชุม Pan Pacific Science Congress ในปี 1961 ที่สหรัฐ ได้แยกความหมายของคำว่า วิจัย (RESEARCH) ไว้ดังนี้

R – Recruitment and Relationship หมายถึง การฝึกคนให้มีความรู้ รวมทั้งรวบรวมผู้มีความรู้และปฏิบัติงานร่วมกันติดต่อสัมพันธ์และประสานงานกัน

E – Education and Efficiency หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้ และสมรรถภาพสูงในการวิจัย

S – Sciences and Stimulation เป็นศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์เพื่อค้นคว้าหาความจริงและผู้วิจัยจะต้องมีพลังกระตุ้นให้เกิดความริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะวิจัยต่อไป

E – Evaluation and Environment ผู้วิจัยจะต้องรู้จักการประเมินผลดูว่างานวิจัยที่ทำอยู่มีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการวิจัย

A – Aim and Attitude มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอนและมีเจตคติที่ดีต่อผลของการวิจัย

R – Result ผลของการวิจัยที่ได้มาจะเป็นทางบวกหรือลบก็ตาม จะต้องยอมรับผลของการวิจัยนั้น เพราะเป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบและเชื่อถือได้

C – Curiosity ผู้วิจัยจะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจและขวนขวายในงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าความอยากรู้นั้นจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม

H – Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏขึ้นแล้ว ย่อมทำให้ทราบและเข้าใจในปัญหาเหล่านั้นได้ เหมือนกับเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ถ้ายังไม่เกิดแสงสว่าง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะพบแสงสว่าง ซึ่งก็คือผลของการวิจัยจะต้องก่อให้เกิดสันติสุขแก่สังคม

 

โดยสรุปแล้ว การวิจัย คือ กระบวนการที่เป็นระบบน่าเชื่อถือสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สนใจ บนเวทีเสวนาหัวข้อ “การใช้สื่อใหม่เผยแพร่งานวิจัย เพื่อการสื่อสารไปสู่สาธารณะ” รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านสื่อสารสังคม บอกว่า ฐานข้อมูลความรู้จาก สกว.มีอยู่เยอะมาก

“สกว.มีชุดความรู้เยอะมากในสต๊อกของ สกว.ที่พูดถึงอาหารที่เข้ากับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ ซึ่งถูกปรับแปลงให้เหมาะสมกับผู้บริโภค เวลาศึกษาหรือวิจัย ผลงานที่จะออกมาอยากให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง คลังข้อมูลที่เรียกว่า อี-ไลบรารี เป็นฐานข้อมูลของโครงการวิจัยทั้งเล่ม มีอยู่ประมาณ 200 เรื่อง ซึ่งคนที่จะเข้าไปอ่านจะต้องเป็นฮาร์ดคอร์ที่จะใช้ฐานข้อมูลวิจัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทีนี้เรามีความเชื่อชุดหนึ่งว่าองค์ความรู้เรื่องงานวิจัยต้องเผยแพร่ให้สาธารณะได้มีความรู้ ผลงานต่างๆ ที่ทำเป็นอินโฟกราฟฟิกก็ไปปรากฏอยู่ในแอพพลิเคชั่น
ของ สกว. งานวิจัยที่มีอยู่ 1,500 เรื่อง/ปี ที่สามารถทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกได้ ซึ่งต้องเร่งมือทำให้ทัน จริงๆ ประโยชน์หลักในการสนับสนุนการวิจัยของเราไม่ใช่ตอบโจทย์รัฐบาล แต่เราตอบโจทย์สังคมซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นทาร์เก็ต ยูสเซอร์ ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยทั้งหลาย”

สำหรับปีนี้ สกว.มีโครงการประลองไอเดียสร้างสรรค์สังคมกับการประกวด “วิจัยแปลงร่าง 2 ตอน กินอยู่” ซึ่งต่อจากโครงการ “กินเป็น” เมื่อปีที่แล้ว ประกวดสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟฟิก และโมชั่นกราฟฟิก เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถในการย่อยงานวิจัยคุณภาพของ สกว.

รศ.ดร.จันทร์จรัส บอกว่า “จากปีที่แล้ว กินเป็น มาสู่ กินอยู่ ในปีนี้ อยากนำเสนองานวิจัยในช่องทางอื่น ตอนนี้เศรษฐกิจกระแสหลักรัฐบาลก็พยายามผลักดันในเรื่องของครีเอทีฟ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน ก็คือความเป็นคน ความเป็นชุมชน วิถีชีวิต ซึ่งจะมีผู้บริโภคอยู่ในนั้น นอกจากกินตามท้องถิ่นแล้วก็ยังกินตามฤดูกาลด้วย”

การสื่อสารงานวิจัยสู่คนรุ่นใหม่ต้องง่ายและสนุก

อินโฟกราฟฟิก (Infographic) ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟฟิก ที่บ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด เหตุผลเพราะมนุษย์ชอบและจดจำภาพสวยๆ ได้มากกว่าการอ่าน และในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ส่วนโมชั่นกราฟฟิก (Motion Graphic) หรือกราฟฟิกเคลื่อนไหว เป็นสื่อซึ่งมีลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย เป็นงานกราฟฟิกที่เคลื่อนไหวได้ โดยการนำเอามาจัดเรียงต่อๆ กัน อธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย คือ การทำให้ภาพวาด 2 มิติ เคลื่อนไหวได้ เหมือนการทำการ์ตูนแอนิเมชั่นนั่นเอง ปัจจุบันได้มีการใช้โมชั่นกราฟฟิกเป็นสื่อในโลกออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถอธิบายและทำความเข้าใจได้ง่ายเมื่อถูกสื่อสารออกไป

จริงๆ แล้วในงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นเรื่องยากและทำการสื่อสารกับคนทั่วไปไม่ได้ อินโฟกราฟฟิกกับโมชั่นกราฟฟิกจะแปลงร่างงานวิจัยให้อ่านง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีของสื่อสมัยใหม่ในยุคโซเชียลมีเดีย

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา หมอหนุ่มไฟแรงผู้เขียนหนังสือขายดี “เรื่องเล่าจากร่างกาย” และ “500 ล้านปีของความรัก” ชี้ว่า สื่อสมัยใหม่ช่วยจัดการข้อมูลความรู้ไปสู่ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

“สื่อสมัยใหม่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป สมัยก่อนความรู้จากนักโภชนาการหรือหมอค่อนข้างล้มเหลว เพราะการสื่อสารไม่ดีพอ ทักษะไม่ดี ตอนนี้ก็มีคนที่มาเชื่อมจากตรงกลาง ซึ่งเป็นนักสื่อสารมืออาชีพที่คอยแปลข้อมูลจากหมอหรือนักโภชนาการอีกทีหนึ่ง ด้วยความที่ต้องสื่อสารกับประชาชนจำนวนมาก ปัจจุบันก็มีอินสตาแกรมและเพจดังๆ บนเฟซบุ๊กเยอะขึ้น การแปลงร่างงานวิจัยให้เป็นโมชั่นกราฟฟิกและอินโฟกราฟฟิกได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่มีมานานมากแล้ว อย่างผมเรียนหมอมา คนมักจะบอกว่าหมอพูดหรือเขียนไม่รู้เรื่อง ทั้งที่น่าจะมีทักษะในการสื่อสารที่ดี เพราะต้องสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ทั้งนักวิทยาศาสตร์และหมอใช้ชีวิตอยู่กับงานวิชาการ ซึ่งต้องการความแหลมคมและรอบคอบกว่าการใช้ภาษา การทำข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในสายวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะการสื่อสารที่ไม่ค่อยดีนัก แต่คนทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกสามารถโฟกัสสิ่งที่เขาทำได้ดี สามารถช่วยสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ซึ่งแชร์ผ่านออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตจะสามารถช่วยให้คนหันมาสนใจมากขึ้น และเชื่อว่ามีการพัฒนามากขึ้นไปกว่านี้อีกเรื่อยๆ

 

นักวิจัยใช้เวลาหลายปีกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งและอยากให้ผลงานวิจัยของตัวเองสร้างผลกระทบต่อสังคม นพ.ชัชพล บอกว่า ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่จุดนั้น ซึ่งตัวเชื่อมในการผลิตสื่อตรงนี้จะโตขึ้นอีกเยอะ เหมือนกับตลาดต่างประเทศ

“เพราะสื่อสมัยใหม่ช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น”

การเลือกแบบการสื่อสารเป็นโมชั่นกราฟฟิก ต้องบอกว่า ในปัจจุบันภาพที่เคลื่อนไหวจะเป็นภาพที่คนสนใจได้ง่าย งานวิจัยบางชิ้นในเล่มรายงานมีสิ่งที่น่าสนใจให้เล่นหลายอย่างมาก การเล่าเป็นภาพออกมาเหมาะสมกับคนยุคนี้ ภาพเคลื่อนไหวก็ดึงดูดความสนใจได้ดีไม่แพ้กัน สามารถเล่นกับภาพและเสียงได้ ณภัทร โชคจินดาชัย นักแสดงคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อใหม่

“ในชุดข้อมูลเดียวกัน ถ้าเป็นเนื้อหาหรือเทกซ์อย่างเดียว เด็กวัยรุ่นเขาจะโยนทิ้งเลยไม่อ่าน แต่พอเป็นอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกเขาก็จะสนใจมาก ขอยกตัวอย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีโมชั่นกราฟฟิกที่เรียกว่า รู้สู้ Flood ก็เป็นไวรัลและโด่งดังมากๆ ที่เกี่ยวกับน้ำท่วม พอมีคลิปตัวนี้เปิดออกมาก็มีคนดูหลายล้านวิว ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมมากขึ้น

“ความรู้สึกแรกที่เราเห็นคำว่างานวิจัยก็จะอึ้ง จริงๆ แล้วงานวิจัยเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา นวัตกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากงานวิจัย ถ้าแปรเป็นงานอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกคนรุ่นผมก็จะไม่กลัวงานวิจัย พร้อมที่จะดูและอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับมัน วัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นมาก และชอบที่จะกดเข้าไปอ่านข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอินโฟกราฟฟิกและภาพเคลื่อนไหวแบบโมชั่นกราฟฟิก ซึ่งพอเจอแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าอยากเพิ่มพูนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต การทำอย่างนี้จะทำให้ข้อมูลยากๆ ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับคนทำงานในด้านของสื่อ เป็นที่ปล่อยของของคนรุ่นใหม่”

 

รับมือกับความเศร้าโศก สูญเสียฉับพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463164

รับมือกับความเศร้าโศก สูญเสียฉับพลัน

โดย…กันย์ ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

เราทุกคนเคยสูญเสียคนในครอบครัว แต่แทบไม่มีใครที่เคยสูญเสียในหลวงมาก่อน จึงพูดได้ว่าคนไทยเกือบทั้งประเทศเพิ่งรู้จักกับความสูญเสียในหลวงในครั้งนี้ พวกเราเกิดมาก็มีในหลวงแล้ว อยู่ใต้บารมีของพระองค์มาตั้งแต่เกิด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ หลายคนคงรู้สึกว่าในหลวงจะอยู่กับเราไปตลอด เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต คนทั้งประเทศเป็นกำพร้าทันทีพร้อมกันทั้งประเทศ การเป็นกำพร้า เช่น กำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ ปกติเราผลัดกันเป็น ไม่ได้เป็นกันทีเดียวทั้งประเทศเป็นความสูญเสียพร้อมๆ กัน

การสูญเสียในหลวงครั้งนี้ พวกเรากำพร้าทั้งประเทศพร้อมๆ กัน รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ทรงคุณค่าหายไปจากชีวิต รู้สึกได้ถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงในจิตใจของเรา เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง ขาดที่พึ่ง ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าในหลวงประชวรมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว การประชวรกับการสวรรคตนั้นแตกต่างกันมาก ความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ย่อมท่วมท้นเป็นธรรมดา เพราะความหวังดับสิ้นแล้ว เป็นการขาดเสาหลักของชีวิตไปอย่างถาวร

แม้จะเศร้าทุกข์ตรมเพียงใดชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป สูญเสียได้แต่อย่ายอมเสียสูญ เมื่อเกิดเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรีบรักษา ให้บรรเทาเบาบางลง การรับมือกับความสูญเสียนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเยียวยา

1.เผชิญหน้าและยอมรับความสูญเสีย

ภายหลังการสูญเสียครั้งสำคัญ บางคนรู้สึกทำใจไม่ได้ จึงหันเข้าหาพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น ใช้ยาเสพติด ดื่มเหล้า ฯลฯ เพื่อช่วยให้ลืมความทุกข์โศก ซึ่งมันก็ช่วยได้เพียงชั่วขณะ แต่จะส่งผลร้ายอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา คุณไม่มีวันจะรู้สึกดีขึ้นได้เลย จนกว่าจะเลิกหนีและหันมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ยอมรับความสูญเสียให้ได้ และทำความเข้าใจว่า เมื่อมันเกิดขึ้น ย่อมรู้สึกเจ็บปวดเป็นธรรมดา แต่มันก็จะค่อยเบาบางและจางหายไปในที่สุด

2.ปลดปล่อยอารมณ์ปวดร้าว 

ขอให้คุณปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจออกมาให้หมด บางคนอาจอยากทุบหมอน กรีดร้องเสียงดังในห้อง เพื่อระบายความปวดร้าวใจ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ต้องเป็นการกระทำที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น อย่าอายที่จะร้องไห้ ปล่อยโฮจนน้ำตานองหน้า แม้ว่าจะไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เพราะการได้ปลดปล่อยอารมณ์ด้านลบออกมาจนหมด จะทำให้คุณสบายใจขึ้นบ้าง และพอจะมองเห็นวิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อก้าวผ่านมันไปให้ได้

3.แชร์ความรู้สึกกับคนอื่น

เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น การได้พูดคุยเพื่อแชร์ความรู้สึกกับคนที่สนิทสนมและไว้วางใจ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ระบายความโศกเศร้าแล้ว บ่อยครั้งยังอาจได้แง่คิดดีๆ มีประโยชน์จากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ช่วยให้คุณกลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว

4.อยู่ห่างคนที่ไม่เห็นอกเห็นใจ

ใช่ว่าทุกคนที่อยู่รายล้อมคุณยามสูญเสีย จะมีความเห็นอกเห็นใจ และช่วยปลอบประโลมได้เสมอไป เพราะมีบางคนที่ชอบพูดว่า “มันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ฉันลืมได้เร็ว ถ้ามันเกิดกับฉัน ฉันว่าไม่เห็นจะน่าเสียใจเลย” เพราะคำพูดเช่นนี้อาจซ้ำเติมให้คุณรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม อย่าไปใส่ใจคำพูดพวกนั้น และถอยห่างจากพวกเขาไปก่อน

5.ปรึกษาจิตแพทย์

บางคนที่ไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยตัวเองได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปพบจิตแพทย์ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะมันชี้ให้เห็นว่าคุณต้องการเอาชนะความเศร้าโศก เพื่อให้ชีวิตนี้ได้เดินหน้าต่อไปอย่างมีจุดหมาย

6.อ่านหนังสือธรรมะ

วิธีเยียวยาจิตใจโดยใช้ธรรมโอสถ ด้วยการหาหนังสือธรรมะมาอ่านสักเล่ม เพราะหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ซึ่งเป็นความจริงแท้แน่นอนนี้ จะช่วยคลายทุกข์โศกได้ เมื่อตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ไม่พลัดพรากจากกันวันนี้ก็ต้องจากกันในวันหน้า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น และปล่อยวางอย่างไม่ประมาทได้ในที่สุด

 

แสตมป์รัชกาลที่ 9 เฉลิมพระเกียรติด้วยจงรักและภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463108

แสตมป์รัชกาลที่ 9 เฉลิมพระเกียรติด้วยจงรักและภักดี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ภาพ ไปรษณีย์ไทย เจนวิทย์ ไพโรจน์ อุกฤษณ์

70 ปีแห่งการครองราชย์ ดวงตราไปรษณียกรได้บันทึกเรื่องราวของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหมู่ของนักสะสมแสตมป์พวกเขามีความใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่งกับพระองค์ผ่านหน้าดวงตราไปรษณียากร ความพิเศษ ความสวยงามทรงคุณค่า เอกลักษณ์และลวดลายบนดวงตราไทยที่สะท้อนถึงพระมหากษัตริย์ผู้ได้แจ้งประจักษ์แล้วซึ่งความยิ่งใหญ่

เจนวิทย์ อภิชัยนันท์ แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย วัย 34 ปี พนักงานบริษัท เล่าว่า กว่าจะมาเป็นแสตมป์ ภาพบนแสตมป์ทุกภาพต้องผ่านกระบวนการคัดกรองว่ามีความสำคัญ มีคุณค่า จึงนำมาจัดพิมพ์เป็นดวงตราไปรษณียากรได้ นอกเหนือจากความรักความเทิดทูนในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งแล้ว ในฐานะนักสะสมแสตมป์ เขาได้ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 เรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์จากมิติของหน้าดวงตรา

เจนวิทย์ เล่าว่า ภาพและความหมายของภาพที่ปรากฏอยู่บนทุกดวงตราไปรษณียากรคือ กุญแจไขไปสู่ความรู้และวิทยาการ ความภาคภูมิใจ ความสำคัญในชาติพันธุ์แห่งตนว่าเรามีราก มีความเป็นมา แสตมป์ไทยยังมีความพิเศษของการจัดทำ ซึ่งลวดลายบนดวงตราไปรษณียากร โดยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า มีความละเอียดอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว มีความสง่างามและแบบแผนที่ประณีต

 

 

“ผมชอบแสตมป์ไทยที่เก็บรายละเอียดได้ดี โดยเฉพาะแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 อันเป็นลักษณะเฉพาะ เป็นแบบแผนการออกแบบที่ประณีตงดงาม มาตรฐานความพิถีพิถันสูง โดยส่วนตัวชอบชุด “มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ในชุดนี้มีภาพพระองค์ทรงผนวชอยู่ตรงกลาง เป็นภาพโพโลแกรมราคาหน้าดวง 80 บาท”

นพ.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผนงาน โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร วัย 40 ปี ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะนักสะสมแสตมป์ Royal Collection เล่าว่า เริ่มสะสมแสตมป์ตั้งแต่เด็ก หรือเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เมื่อเติบโตขึ้นความรักความชอบก็มุ่งตรงมาที่แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9

“กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากพระมหากษัตริย์ ผมเกิดในยุครัชกาลที่ 9 ก็เลยเริ่มเก็บแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 หรือที่เรียกในหมู่นักสะสมว่า แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9”

 

 

นพ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า พระมหากษัตริย์คือหนึ่งในเครื่องหมายและสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติและความเป็นไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานอย่างหนักและเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ภาพสะท้อนที่อยู่บนดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ไทย

จะหาวิธีใดได้ที่จะทดแทนพระมหากรุณาธิคุณ นพ.อุกฤษฎ์ ในฐานะนักสะสมแสตมป์ได้เริ่มประกวดแสตมป์ในงานแสดงตราไปรษณียากรระดับโลกมาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อต้องการให้เผยแผ่เป็นที่รับรู้ของชาวต่างประเทศว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นเอก คอลเลกชั่นของ นพ.อุกฤษฎ์ “Thailand : King Bhumibol’s 1st-4th Definitive issues” ชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลเหรียญทองจากงานแสตมป์โลก ออสเตรเลีย-บราซิล 2013

“สำหรับผมแล้ว นี่คือการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ไทยมีแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สามารถชนะรางวัลระดับโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแสตมป์ในยุคสมัยของพระองค์เป็นแสตมป์ที่ผลิตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่อมถือเป็นแสตมป์ใหม่ ยากมากที่จะคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีโลก แต่ที่สุดแล้วโลกก็มองเห็นเรา ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านผ่านแสตมป์ไทย”

 

ไพโรจน์ จิรประเสริฐกุล อายุ 42 ปี หนึ่งในนักสะสมแสตมป์ร่วมสมัย เล่าว่า ในวันนี้เมื่อนำแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเก็บสะสมไว้มาระลึกดูอีกครั้ง ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นที่รักของประชาชน ภาพประวัติศาสตร์และคุณงามความดีของพระองค์ท่าน แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 นั้นได้เก็บสะสมไว้ทุกชุด หากชุดที่โดดเด่นสุดในคอลเลกชั่นคือ “แสตมป์ใช้ทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ชุดที่ 9”

“เราเกิดในสมัยรัชกาลที่ 9 เพราะฉะนั้นต้องเป็นรัชกาลที่ 9 ชุดที่ 9 ซึ่งเป็นชุดเด่นที่สุดของผม เป็นรูปที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดเครื่องแบบทหารเรือ ทุกสี ทุกราคา ระยะเวลาอยู่ในช่วงปลายรัชกาลแล้ว ปัจจุบันแสตมป์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเป็นรัชกาลที่ 9 ชุดที่ 10”

แสตมป์มีทั้งใหม่และเก่า คุณค่าอยู่ที่จิตใจ มิใช่ราคาค่างวด ฝากถึงนักสะสมแสตมป์รุ่นใหม่ๆ ว่า มิใช่สักแต่ว่าสะสม หากนักสะสมที่แท้ควรศึกษาหาความรู้ ไม่เช่นนั้นแสตมป์ก็จะเป็นแค่แสตมป์ ไม่มีคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะแสตมป์ที่ระลึกชุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีจำนวนหลายชุดและในหลายวาระโอกาส ผู้สะสมจะได้รับทั้งความรู้ในพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างแท้จริง

สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) เล่าว่า ตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติตลอดช่วงรัชกาล มี 70 ชุด 349 แบบ จำนวนพิมพ์ 2,000 ล้านดวง ประกอบด้วย ตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ 10 ชุด และตราไปรษณียากรที่ระลึก 60 ชุด โดยชุดแรกของทั้งสองประเภทเริ่มในปี 2490 เป็นตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ชุด 1 ชนิดราคา 5 และ 20 สตางค์ ออกวันที่ 15 พ.ย. 2490 และตราไปรษณียากรที่ระลึกฉลองราชนิติภาวะ 5 แบบ 4 ชนิดราคา ออกวันที่ 5 ธ.ค. 2490

สำหรับตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ได้ออกมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นชุดที่ 10 ส่วนตราไปรษณียากรที่ระลึกได้ออกในโอกาสสำคัญ ประกอบด้วย ชุดเฉลิมพระชนมพรรษา ชุดพระราชอัจฉริยภาพ-พระราชกรณียกิจ และชุดที่ระลึกพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติมี 6 ชุด ตั้งแต่ชุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในปี 2493 ชุดรัชดาภิเษก (25 ปี) ในปี 2514 ชุดรัชมังคลาภิเษก (ครองราชย์นานที่สุดของไทย) ปี 2531 ชุดกาญจนาภิเษก (50 ปี) ในปี 2539 และชุดฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549

ชุดล่าสุดคือ 100 ปีงานวิจัยข้าวไทย ออกเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2559 เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ ทรงเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2539

 

ขณะที่คอลเลกชั่นชุดประวัติศาสตร์ “หนึ่งเดียวในโลก” เฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อปี 2555 “99 ล้าน ถวายไท้องค์ราชัน” จัดทำ 99 ชุด ราคาชุดละ 1 ล้านบาท รายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ส่งท้ายด้วยนักสะสมแสตมป์ในหลวงแห่งยุคปัจจุบัน ทุกคนพร้อมใจกล่าวว่า แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก หากก็ถือเป็นวาระของนักสะสมแสตมป์รวมทั้งนักสะสมหน้าใหม่ๆ ที่จะสะสมและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ที่สำคัญ คือการเรียนรู้เรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระองค์ผ่านดวงตราไปรษณียากร 70 ปีแห่งการครองราชย์ ในมุมของนักสะสมแสตมป์แล้ว มิผิดเลยที่จะกล่าวว่า  “เราคนไทยภาคภูมิใจที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก”