ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล – สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ลูกพี่ลูกน้องสุดซี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463759

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล - สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ลูกพี่ลูกน้องสุดซี้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ตลอดเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่ได้นั่งฟังเรื่องราวของ แวว-ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล และแก๊ป-สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ถึงความรักและความผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกัน บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่ารักและน่าอิจฉามากๆ เพราะกาลเวลาไม่เคยสร้างระยะห่างให้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เลย แม้จะต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวไปแล้ว แต่ความผูกพันในฐานะลูกพี่ลูกน้องที่รักและผูกพันกันราวกับพี่น้องคลานตามกันมาไม่เคยจืดจาง แถมล่าสุดทั้งคู่ยังลงขันทำธุรกิจด้วยกัน ด้วยการซื้อเชนร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น อย่าง “แคมป์” (Camp) มาขยายความอร่อยในประเทศไทย เรียกว่านาทีนี้หากจะยกให้ทั้งคู่เป็นอีกหนึ่งคู่หูทางธุรกิจที่จับตามองก็คงไม่ผิด

 

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล “แก๊ปคือน้องชายที่รัก”

ผู้บริหารสาวสวยเปิดฉากพูดคุยอย่างสบายๆ โดยเล่าอย่างอารมณ์ดีถึงลูกพี่ลูกน้องหนุ่ม ว่าในบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหมด 7 คน เราสนิทกันหมด อาจเพราะด้วยความที่ตั้งแต่เล็ก เรามีโอกาสเจอกันบ่อย เพราะที่บ้านเราจะมีนัดครอบครัวที่ต้องมากินข้าวที่บ้านคุณตาคุณยายทุกสัปดาห์ เลยได้เจอกันเป็นประจำกับแก๊ป ด้วยความที่เป็นผู้หญิง แววอาจจะสนิทกับพี่สาวเขามากกว่า เพราะเป็นเพื่อนช็อปปิ้งได้ (หัวเราะ) แต่กับแก๊ปเองเราก็เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก โตมาด้วยกัน ก็เลยสนิทกันไปด้วย

“ก่อนจะมาลงขันทำร้านแคมป์ (Camp) กับแก๊ป ก่อนหน้านี้กลุ่มลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีกัน 3 บ้าน 7 คน เคยคิดอยากจะทำธุรกิจด้วยกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอมีโอกาส ด้วยความที่บ้านเรามีสูตรน้ำซุปอร่อย บ้านแก๊ปก็มีสูตรลูกชิ้นอร่อย เลยตัดสินใจลงขันทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าง ‘เนื้อคู่’ ด้วยกัน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่”

ส่วนร้านแคมป์ เป็นร้านที่แก๊ปกับแวว และหุ้นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มลูกพี่ลูกน้องทำด้วยกัน ไอเดียตั้งต้นมาจากแก๊ปที่ไปเจอร้านนี้ที่ญี่ปุ่น เลยชวนแววมาทำด้วยกัน เพราะเขาเห็นว่าแบรนด์ดูมีคอนเซ็ปต์และจุดขายที่แตกต่าง น่าสนใจ บวกกับมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เลยตัดสินใจนำเข้ามา

“ตอนที่แก๊ปมาชวนแวว แววตอบตกลงโดยแทบจะไม่ได้ถามอะไรมากเลย ไม่ได้บินไปลองชิมด้วยนะ เพราะเราเชื่อใจเขา ถ้าแก๊ปว่าดี เราก็โอเค เราก็แบ่งหน้าที่กันทำตามความถนัด ส่วนใหญ่แก๊ปจะดูเรื่องดีลกับห้างกับทางญี่ปุ่น ส่วนแววจะดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งและพนักงาน”

ถามว่า จากลูกพี่ลูกน้องพอวันหนึ่งต้องเข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ต้องมีการบาลานซ์สองบทบาทอย่างไร แววตอบพร้อมรอยยิ้มว่า ความจริงการที่เราเป็นญาติกันมาทำธุรกิจด้วยกัน เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเรารู้จักกันดีมากๆ รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งอะไร เราควรปล่อยให้เรื่องไหนใครเป็นคนจัดการ

“ตอนที่ทำธุรกิจเราแบ่งหน้าที่กันแบบอัตโนมัติเลย เพราะเราต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเก่งอะไรอยู่แล้ว อย่างตอนทำเนื้อคู่ เราก็ช่วยกันเต็มที่ ใครทำอะไรได้ก็ทำ ซึ่งพอมาทำธุรกิจด้วยกันก็ยิ่งทำให้เราสนิทกันยิ่งขึ้น พอมาถึงร้านแคมป์ เราก็ยังยึดหลักการเดิม สิ่งที่เราระวังคือ เราพยายามไม่ล้ำเส้นกัน ถ้ารู้ว่าเราทำแบบนี้ไปอีกฝ่ายจะโกรธเราก็อย่าทำ แต่สุดท้ายแล้วคำว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน มันก็ทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด”

สำหรับแวว เธอบอกว่า แก๊ปไม่ได้เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง แต่เหมือนน้องชายอีกคน ซึ่งจะเรียกว่าโชคดีก็ได้ที่ลูกพี่ลูกน้องทั้งหมดมีความสนิทสนมกัน เลยทำให้ชีวิตนี้เธอเหมือนมีเพื่อนอีกกลุ่มที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก และพร้อมจะให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่อง

“แววโชคดีนะ เพราะเพื่อนกลุ่มนี้จะไม่เหมือนกลุ่มไหนๆ กลุ่มอื่นเขาอาจจะรักและให้คำปรึกษาเราได้ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือเขาไม่รู้ว่า ถ้าให้คำแนะนำแบบนี้ ให้ทางเลือกเราแบบนี้ แล้วครอบครัวเราจะโอเคมั้ย แต่เพื่อนที่เป็นกลุ่มลูกพี่ลูกน้องของแวว เราโตมาด้วยกัน ในครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ดีกว่า ถ้าแววตัดสินใจแบบนี้ ที่บ้าน หรือทางครอบครัวจะโอเคไหม หรือว่าอย่างไร”

 

สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ “พี่แววคือพี่สาวที่แสนดี”

“พี่แววเป็นพี่สาวที่ใจดี ด้วยความที่เราเป็นสายชอบตระเวนกินของอร่อยเหมือนกัน เวลามีร้านอาหารอร่อยก็จะคอยอัพเดทกันเสมอ มีครั้งหนึ่งผมไปญี่ปุ่น รู้ว่ามีร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นร้านหนึ่ง คิวยาวมาก ผมก็เลยไปลองต่อแถวดู ปรากฏว่ารสชาติแกงกะหรี่อร่อยจริงๆ บวกกับคอนเซ็ปต์ร้านทุกอย่าง ผมว่าน่าจะมีโอกาสทางธุรกิจ เลยมาลองชวนพี่แววมาลงทุนด้วยกัน”

แก๊ป ยอมรับว่า แวว ซึ่งเขารักไม่ต่างจากพี่สาวแท้ๆ เป็นพี่สาวที่ใจดีเสมอ ตอนที่มาชวนทำร้านแคมป์ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเต็มที่

“ผมเป็นคนขี้โวยวาย ขี้ตกใจ (หัวเราะ) ขณะที่พี่แววจะเป็นคนที่ใจเย็น เลยทำให้เราเหมือนเป็นสองผสมที่ลงตัวในการทำธุรกิจ ที่สำคัญเรามีความคิดที่คล้ายกัน เรามองภาพใหญ่ออกมาในทิศทางเดียวกัน”

แก๊ป บอกว่า สำหรับเขา แวว เปรียบเหมือนพี่สาวและเพื่อนที่ไว้วางใจในการให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ธุรกิจ หรือการใช้ชีวิต

“ยิ่งตอนนี้พี่แววมีลูก ผมว่าพวกเรา (ลูกพี่ลูกน้องทั้งหมด) ยิ่งสนิทกันหมด เพราะทุกคนเห่อลูกพี่แววหมดเลย ในไลน์กรุ๊ปต้องมีหัวข้อเกี่ยวกับลูกของพี่แววตลอด (หัวเราะ) ปกติอย่างที่พี่แววบอกว่า นอกจากบ้านเราจะมีนัดครอบครัวทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เรายังมีนัดนอกรอบเฉพาะกลุ่มลูกพี่ลูกน้องอีกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเราเลยได้มีโอกาสเจอกันตลอด ไม่เคยห่างกัน จะมีห่างไปบ้างก็บางช่วงที่มีใครต้องไปเรียนต่างประเทศ”

แก๊ปยังกล่าวอย่างอารมณ์ดีทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่เด็กในกลุ่มลูกพี่ลูกน้องแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย เราไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ใครแก๊งไหน (หัวเราะ) จะมีบางทีสาวๆ ชวนกันไปช็อปปิ้ง ส่วนหนุ่มๆ ก็ชวนกันไปกิจกรรมอย่างอื่น แต่นอกนั้นเราคือกลุุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่สนุกด้วยกัน ปรึกษากันได้ทุกเรื่องจริงๆ

 

‘ซาเอะ’ คนรุ่นใหม่ งดงามด้วย ‘ธรรมะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463758

‘ซาเอะ’ คนรุ่นใหม่ งดงามด้วย ‘ธรรมะ’

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่คนรุ่นใหม่ สำหรับ “ฬิษา สุวรรณเกษการ” หรือ “ซาเอะ” อายุ 24 ปี นักศึกษาแพทย์ศิริราชปี 6 ที่สนใจศึกษาธรรมะ ตั้งแต่เด็ก และได้รับรางวัลชนะเลิศการตอบปัญหาธรรมะในระดับประเทศมาแล้ว รวมทั้งได้ไปทริปแสวงบุญในต่างประเทศหลายครั้ง เพราะธรรมะสามารถเปลี่ยนแปลง และสร้างสิ่งที่ดีงามให้ชีวิตอย่างมาก

ฬิษา เล่าว่า ความสนใจธรรมะ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดยในช่วงวันอาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดจะไปวัดพร้อมคุณตา จึงเริ่มปลูกฝังความสนใจเรื่องธรรมะมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา 4 จนกระทั่งเรียนมัธยมที่มีธรรมะซึมซับไปในส่วนหนึ่งของชีวิต ได้รับภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้มีจิตใจที่ดีและเข้มแข็งผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัยรุ่นมาได้

ขณะเดียวกันยังสนใจไปร่วมศึกษาธรรมะ และได้ไปร่วมแข่งขันตอบปัญหามงคลชีวิตได้ที่ 5 ของประเทศ ได้ที่ 1 ประเภททีม และได้ไปรับโล่กับองค์กังเชนลามะจากทิเบต จนกระทั่งเข้าสู่การเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไปปฏิบัติเข้าคอร์สเบื้องต้นจำนวน 8 วัน กับ “คุณแม่ สิริ กรินชัย” เพื่อให้นักศึกษาได้นำหลักธรรมไปใช้ร่วมกับการเรียน

ระหว่างเรียนก็ใช้เวลาว่างไปปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการไปที่ปฏิบัติธรรมที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ กรุงเทพ ร่วมทั้งเข้าไปปฏิบัติธรรม เข้าป่าเดินธุดงค์ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นเวลา 4-5 วัน ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ “หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” เข้าค่ายปฏิบัติธรรมหลายคอร์ส

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง มีสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ได้เรียนรู้หลักธรรม ทำให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และเรียนรู้กับข้อที่ผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่เราได้ไปปฏิบัติธรรมจะได้ความสงบกลับมาในชีวิตเพิ่มขึ้น

ความสนใจยังต่อเนื่องไปจนถึงการเข้าไปร่วมปฏิบัติธรรมในต่างประเทศ ในทริปแสวงบุญหลายครั้ง และไปหลายประเทศ ทั้งไปจาริกแสวงบุญที่เมียนมา ไปสักการะพระเขี้ยวแก้ว 1 ครั้ง รวมถึงไปอินเดียจาริกแสวงบุญ 2 ครั้งซึ่งเวลาไปก็จะได้รู้จักเพื่อนใหม่และได้รู้จักคนดีๆ มากมายที่ร่วมทริป ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปก็จะเลือกไปคนเดียว และเราสามารถอยู่ร่วมกับการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้เข้าไปพักในวัดแต่ละประเทศ ทำให้ได้เรียนรู้ในการใช้ชีวิตที่แตกต่าง ต่อมาก็ได้ชวนครอบครัวไปร่วมปฏิบัติในประเทศและต่างประเทศด้วยกัน

 

การที่ได้เรียนธรรมต่อเนื่องมา 10 ปี ทำให้เมื่อมาเรียนแพทย์ ทำให้เราจะสามารถช่วยผู้ป่วย และจะช่วยเหลือผู้ป่วยเท่าที่เราทำได้ ซึ่งเมื่อปฏิบัติธรรมเราก็จะมีความเข้าใจกับผู้ป่วยมากขึ้น และเข้าใจเรื่องความทุกข์ของผู้ป่วย รวมถึงการเรียนแพทย์ ที่จะต้องเจอกับความเครียดและกดดันหลายด้าน แต่สามารถจัดการกับความเครียดต่างๆ ได้อย่างดี จนหลายครั้ง เพื่อนที่เรียนด้วยกันจะเข้ามาขอคำปรึกษาหลายครั้ง ทั้งเรื่องเรียนไปจนถึงเรื่องส่วนตัว เพราะเราดูเป็นคนไม่เครียด และมีความสุขกับชีวิต

“ซาเอะ” กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันการใช้ชีวิตของทุกคนมีความยากมากขึ้นและสังคมมีการกดดันในเรื่องต่างๆ ดูเหมือนโลกจะไม่สวยเหมือนที่คาดไว้ รวมถึงกระแสวัตถุนิยมที่เข้ามา ทำให้หลายคนอาจเลือกแก้ปัญหาด้วยต้องทำลายตัวเอง แต่หากเรามีหลักธรรมในชีวิต เชื่อมั่นว่า ทุกปัญหาในโลกสามารถแก้ได้ด้วยหลักธรรมทั้งหมด หากเรามีหลักธรรมยึดถือไว้ และเราสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสุข มากกว่าการเลือกดำรงชีวิตด้วยความสำเร็จ

จึงอยากแนะนำคนรุ่นใหม่ เราสามารถเลือกทำสิ่งที่ดีให้ชีวิตในหลายสิ่ง รวมถึงการเลือกมาเริ่มต้นปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็จะเริ่มมีความสุขตั้งแต่วันนี้แล้ว และสามารถเริ่มต้นศึกษาหลักธรรมง่ายๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ และเชื่อมั่นว่า หากเราทำต่อเนื่อง ชีวิตก็จะมีความสุขต่อเนื่องแน่นอน

“ไม่ว่าจะเกิดเรื่องที่ดีหรือร้ายในชีวิตที่เผชิญเข้ามา หลายครั้งที่เราจะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป สูญเสียคนรัก ไปจนถึงการสอบไม่ผ่าน มีความเครียดในชีวิตจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ทุกอย่างเป็นบททดสอบให้เราก้าวผ่านต่อไป แต่เพื่อเรียนรู้ในเรื่องที่เราเผชิญ ทุกอย่างที่เราสูญเสียไป ก็ยังมีเราและครอบครัวที่รักอยู่เสมอ รวมถึงการเรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราสามารถมีความสุขในชีวิตได้เสมอ และแก้ไขปัญหาทุกอย่างไปได้” ซาเอะ กล่าว

ในอนาคตเมื่อเรียนจบแล้ว สามารถไปทำงานช่วยเหลือคนป่วย ก็จะฝึกปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชีวิตมีหลักธรรมนำพาตลอดไป และมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดให้คนที่สนใจ

 

“รอยล จิตรดอน”สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463755

"รอยล จิตรดอน"สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

“พระองค์ทรงเข้าใจประชาชนและประเทศของพระองค์” เป็นคำกล่าวจากผู้ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ในการสร้างสรรค์โครงการในพระราชดำริ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับการบริหารจัดการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร

“สสนก.มีพันธกิจหลัก คือ วิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตร เพื่อบริการและเผยแพร่ผลงานวิจัยพัฒนา และสารสนเทศ เพื่อให้องค์การต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ ทั้งสร้างเครือข่ายงานวิจัยและพัฒนา ความร่วมมือ ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ซึ่งจะพัฒนาชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนอื่น”
รอยล ระบุ

 

รอยล มีโอกาสเข้าไปถวายงานและตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายหน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี หรือกระทั่งถวายงานข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ เมื่อครั้งประทับอยู่ที่วังไกลกังวล รวมทั้งเมื่อเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ทั้งที่ควรจะเป็นช่วงการพักผ่อนพระวรกาย แต่พระองค์ก็ยังทรงงานตลอด

“แม้ในช่วงที่ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตลอดหลายปี พระองค์มีรับสั่งให้ทาง สสนก.นำระบบ Weather 901 ไปติดตั้งให้ถึงห้องทรงงานส่วนพระองค์ และก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะทำงานของ สสนก. เข้าเฝ้าถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งพระราชทานแนวทางป้องกัน เนื่องจากจะมีน้ำมากอาจเกิดความเสียหายได้ พระองค์มีพระราชดำริให้รวบรวมและเเลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาพอากาศทั้งด้านน้ำ ฝน พายุ ซึ่ง สสนก.ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Weather 901 เพื่อส่งข้อมูลสภาพภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศ ไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทอดพระเนตรด้วยระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ทรงติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ ปริมาณฝน และทิศทางลมได้โดยตรง ซึ่งติดตั้งเมื่อปี 2545 โดยพระองค์ทรงใช้ข้อมูลเหล่านี้ส่งไปยังรัฐบาลและกรมชลประทาน เพื่อเตรียมการวางแผนรับมือช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที” รอยล เล่าถึงพระอัจฉริยภาพ ทฤษฎี ”ในหลวง” กับการจัดการน้ำชุมชน

สำหรับชุมชนคลองลัดมะยมเป็น 1 ใน 60 ชุมชนต้นแบบ ใน 603 ชุมชน ที่เข้าร่วมตามแนวโครงการพระราชดำริ เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำ สู่ปีที่ 12 โดย 12 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ตระหนักถึงการพัฒนาแหล่งน้ำร่วมกันในชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ ประสบปัญหาภาวะน้ำเน่าเสีย จากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน และการเติบโตของผักตบชวา ซึ่งได้เริ่มต้นจากการปรับแนวคิด สร้างจิตสำนึกแก่คนในชุมชน ลดการทิ้งของเสียลงแม่น้ำ มีการติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียแยกไขมันออกจากน้ำ อีกทั้งนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ย และเพิ่มมูลค่า

ในขณะนี้ได้ติดตั้งกังหันตีน้ำ จำนวน 8 ชุด ตามเส้นทางคลองลัดมะยม ระยะทาง 1,200 เมตร เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน โดยเป็นการสร้างสรรค์คิดค้นจากคนในชุมชน เสนอต่อ สสนก. ซึ่งใช้ต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี ถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการบำบัดน้ำแก่ชุมชนใกล้เคียง

 

ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยการพัฒนาชุมชนคลองลัดมะยม จะมี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างชุมชน รักษาความสะอาด สืบเนื่องจากในชุมชนมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ทั้งจากขยะและผักตบชวา โดยในชุมชนในร่วมมือกับครัวเรือน ที่มีความสามารถใช้เรือเก็บผักตบชวา และเสริมในการนำผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ย เป็นการสร้างแผนธุรกิจให้แก่ชุมชน ที่ไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง แต่สร้างให้ชุมชนมีรายได้

แนวทางที่ 2.การร่วมทำแผนที่ ซึ่งการจัดการน้ำที่ดีต้องมีแผนที่ วัดระดับน้ำในคลอง และการจัดการที่ดินในชุมชน 3.สร้างถังดักไขมันในครัวเรือน ลดภาวะน้ำเน่าเสียจากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน 4.สร้างเครื่องเติมอากาศที่ สสนก.เข้ามาช่วยชุมชน ในการบำบัดน้ำธรรมชาติ ซึ่งหลังจากรื้อฟื้นคลอง การเดินเรือเสมือนเป็นการเติมอากาศเข้าไปโดยอัตโนมัติ พบว่า เมื่อสร้างคุณค่าทุกคนก็ช่วยกันรักษาชุมชน

ทั้งนี้ ผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา พบว่า ในปี 2554 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม หรือ ไม่รุนแรง และในปี 2557-2558 ชุมชนประสบปัญหาภาวะภัยแล้งน้อยกว่าในพื้นที่อื่น แสดงให้เห็นว่ามีการบริหารจัดการน้ำดีพอสมควร

รอยล กล่าวว่า ชุมชนคลองลัดมะยมมีการใช้กังหันน้ำจากโซลาร์เซลล์ และมีการใช้ปั๊มอัดอากาศเข้าไปในน้ำโดยตรง พบว่า ประหยัดและง่ายขึ้น โดยจากโจทย์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านมอบให้ สสนก. และ สสนก.ส่งต่อแก่ชุมชน ทำให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยน เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น เครื่องเติมอากาศชุมชน

หรือกรณีตัวอย่างชุมชนบ้านศาลาดิน ที่ดัดแปลงทำระบบโซลาร์เซลล์ มีกังหัน มีใบพัดปั่นน้ำเติมอากาศ แต่ผลสุดท้ายพบว่ามีปัญหา จึงเปลี่ยนเป็นเครื่องเติมอากาศโดยตรง ปั๊มอากาศลงไปในน้ำ เมื่อชุมชนศาลาดินเห็นตัวอย่างจากคลองลัดมะยม จึงได้กลับไปแก้ไขและพัฒนาต่อยอดอีก เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน นอกเหนือจากนี้ในการบริหารจัดการน้ำ และบำบัดน้ำเสีย ชาวบ้านได้วัดคุณภาพของน้ำด้วยตนเองทั้งค่า บีโอดี และค่าความเค็ม แต่เดิมต้นไม้ตายเพราะน้ำเค็มรุก ได้หมดไปพบว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่ไม่ทนความเค็ม แต่ปรากฏว่า สวนกล้วยไม้ในชุมชนก็กลับมาสวยเหมือนเดิม

นอกจากนี้ สสนก.ได้สนองโครงการตามพระราชดำริต่อเนื่อง โดยประการแรกได้จัดทำเป็นฐานความรู้ ใน www.haii.or.th รวบรวมเกี่ยวกับหลักการทรงงาน โครงการพระราชดำริเกือบทั้งหมด 2.รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน ที่ทำงานด้วยกันว่าสามารถช่วยตัวเองได้อย่างไร ช่วยเพื่อนได้อย่างไร มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เจริญงอกงามอย่างไรบ้าง

 

รอยล กล่าวว่า ความประทับใจในการร่วมทำงานตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “ท่านเข้าใจคนไทยแต่ไม่รู้ว่าคนไทยเข้าใจท่านไหม” ท่านเข้าใจคนไทยของท่านจริงๆ ใช้หลักการคิดต่างๆ ทั้งเรื่องพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และภูมิสังคม

“เราพบว่า พอใช้หลักการทรงงาน เช่น จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทำแผนที่เรื่องน้ำ ต้องเก็บรวบรวมข้อมูล ผลสุดท้ายทำให้ทำงานกับชาวบ้านได้ง่ายขึ้น หลักทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจคนไทย และเข้าใจประเทศไทย”

สำหรับโครงการด้านบริหารจัดการน้ำ เป็นโครงการหลักๆ ที่พระองค์ทรงเน้นเรื่อยมา โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านตั้งแต่ปี 2547 ก็รับแนวพระราชดำริมาตลอด และเชื่อว่าสิ่งที่ท่านรับสั่งคือสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เรื่องไอที เรื่องการพัฒนา กรณีตัวอย่าง การพัฒนาเขื่อนขุนด่านปราการชล ถือว่าได้สนองพระราชดำรัสอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ที่สิ่งที่ผมทำ แต่ท้ายที่สุดเรามีชุมชนที่ทำงานร่วมกับเราต่อเนื่อง ตามพระราชดำริขยายไปทุกวัน “ซึ่งสำคัญกว่า ว่าผมทำอะไร” รอยล กล่าว

ทั้งนี้ งานของ สสนก. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงได้พัฒนาระบบสารสนเทศเชื่อมต่อและเก็บรวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ข้อมูลร่วมกัน ประกอบการตัดสินใจและบริหารจัดการ

ปัจจุบัน รัฐบาลได้สนองพระราชดำริขยายผลระบบเครือข่ายเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย โดยการรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เกิดเป็นคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ในเว็บไซต์ www.thaiwater.net ซึ่งชาวบ้านได้น้อมนำพระราชดำริและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จีพีเอส ภาพถ่าย ดาวเทียม โทรมาตรวัดฝนและระดับน้ำอัตโนมัติ สำรวจเก็บข้อมูล เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเองได้ โดยตอนนี้มีเครือข่ายกว่า 900 ชุมชน

 

สูงวัยอย่างมีความสุข พูดน้อยฟังเยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463584

สูงวัยอย่างมีความสุข พูดน้อยฟังเยอะ

โดย…กันย์ ภาพ อีพีเอ, เอพี

การสูงวัยไม่ใช่เรื่องยากเป็นของแถมที่ทุกคนต้องเจอ ไม่อยากได้ก็ต้องได้ แต่จะสูงวัยอย่างไรให้มีความสุขนั่นสิไม่ใช่เรื่องง่าย งานเขียนวันนี้มีข้อแนะนำที่ดีคือยิ่งสูงวัยต้องพูดให้น้อยแล้วฟังให้เยอะเพื่อที่จะลดปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัวและคนรอบตัว จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

น่าแปลกที่หลายคนคิดว่า การฟังเป็นเรื่องไม่สำคัญ จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจ อาจเพราะเห็นว่าเป็นความสามารถตามธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทั้งๆ ที่ “การฟัง กับการได้ยิน” นั้นแตกต่างกัน การฟังที่แท้จริง ต้องใช้สติและการเอาใจใส่

1.ฟัง แล้วคิดดักหน้า

หลายคนมักจะคิดว่า การฟังที่ดีต้องคิดตามไปด้วย จะได้เข้าใจได้ดีขึ้น อันที่จริงการคิดก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ฟัง เรามักเผลอคิดไปดักหน้า คือคิดวิเคราะห์ไปล่วงหน้าแล้ว ว่าคนพูดจะพูดอะไรต่อไป ถ้าเป็นเรา ในสถานการณ์นี้จะทำอย่างไรดี เตรียมคำแนะนำไว้ให้เขาเสร็จสรรพ โดยที่ไม่รู้เลยว่าขณะที่เราคิดก็ได้พลาดสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารอย่างแท้จริงไป บางคนก็ขี้สงสัยเมื่อฟังไม่ทันไรก็ชอบตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต จนกระทั่งผู้พูดไม่ได้พูดสิ่งที่เขาต้องการเลย

ควรฟังด้วยความว่างอย่างมีสติรู้ตัว ไม่ขัด ไม่แทรก ปล่อยให้ผู้พูด พูดจนจบ แล้วหากมีคำถามจึงสอบถามทีหลัง ไม่ด่วนให้คำแนะนำ หากคนพูดไม่ได้ร้องขอ

2.ฟัง แล้วจมกับอารมณ์

เมื่อมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดมาระบายความทุกข์ให้ฟัง เราก็จะจมไปกับเรื่องราว อารมณ์ก็จะเอ่อขึ้นมาแบบท่วมท้น อินไปกับเรื่องนั้นและยิ่งหากเรามีประสบการณ์ใกล้เคียง ทำให้เราย้อนนึกถึงอดีตจนไม่ได้รับฟังอย่างแท้จริง การมีอารมณ์ร่วมและแสดงความเห็นอกเห็นใจในการฟังย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่หลายๆ ครั้งอาการอินของเรา หากมากเกินไปจะมาบดบังการฟัง และครอบครองพื้นที่ในใจจนทำให้เราละเลยผู้พูดไปอยู่แต่เรื่องของตัวเอง

เมื่อรู้สึกเกิดอารมณ์ร่วมอย่างมากในการฟัง ให้กลับมาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าและออก หรือรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจเรา ใช้สติแยกแยะว่า เราสามารถรับฟังเขาได้ แสดงความเห็นใจคนข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ต้องจมไปกับอารมณ์นั้น

3.ฟัง แบบใจลอย

บางคนมักจะบอกกับตัวเองว่าเป็นคนสมาธิสั้น ใครพูดนานๆ จะไม่เข้าใจ พอฟังได้นิดเดียว ใจก็จะลอยไปเรื่องอื่น แต่ปรากฏว่าหลายคนที่พูดแบบนั้น สามารถเล่นเกมหรือแชตได้นานๆ คำว่าสมาธิสั้นนั้น อาจจะดูเป็นเพียงข้ออ้างในการฟังเกินไป

ในกรณีนี้ อยู่ที่ความพร้อมในการฟัง หากเราไม่สนใจจะสนทนาในเรื่องนั้น ก็ควรบอกอีกฝ่ายไปตรงๆ ว่าเราติดธุระอะไรอยู่ หรือไม่สะดวกคุยตอนนี้ การทำทีว่าฟัง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ใส่ใจฟังนั้น จะสร้างความรู้สึกแย่ให้กับผู้พูดอย่างมาก ซึ่งคนที่พูดเขาจะรู้สึกได้ว่า จริงๆ แล้วเราฟังเขาอยู่หรือเปล่า

4.ฟัง แบบมีธงในใจ

คนที่ใจร้อนมักจะเป็นกันมาก หากไม่สังเกตให้ดี ก็จะมองไม่เห็นตัวเองเลย การฟังแบบมีธงในใจจะเกิดขึ้นเมื่อเราคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าผู้พูด หรือรู้อยู่แล้วว่าผู้พูดจะพูดอะไรต่อ ทำให้เพียงเริ่มบทสนทนาได้ไม่นานก็จะปิดการฟังไป เพราะได้ตัดสินและมีคำตอบในใจอยู่แล้ว หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่อยากรอให้อีกฝ่ายพูดจบเพราะคิดว่าไม่จำเป็น ในเมื่อเรามีคำตอบที่ชัดเจนในใจอยู่แล้ว จึงมักขัดขึ้นมากลางทางเลย แย่งพูดโดยที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อรู้สึกอึดอัด ไม่อยากฟัง ให้พิจารณาว่าเรากำลังตัดสินหรือมีธงในใจอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าหากใช่ ให้ลองแขวนคำตัดสินนั้นๆ ไปก่อน แล้วกลับมามีสติอยู่กับการฟังใหม่อีกครั้ง

พยายามรับฟังให้ลึกซึ้งกว่าเนื้อความ ให้ลึกลงไปถึงอารมณ์ ความเชื่อ มุมมองของผู้พูด ก็จะทำให้เราเข้าใจผู้พูดได้ดีขึ้น หลุมพรางในการฟังทั้ง 4 ประการ เป็นเรื่องที่หากไม่ตระหนักรู้หรือสังเกตตัวเองให้ดีพอ เราจะคิดว่าเราฟังเป็นอยู่แล้ว แต่ที่ไหนได้ เราไม่เคยฟังเลย

หากมีทักษะการฟังที่ดีก็จะมีความเข้าใจอีกฝ่าย จะรู้ว่าควรจะพูดกับเขาอย่างไร การสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคนพูดและมีคนรับฟัง

 

เคียรา เนอรก์ฮิน เด็กสาวผู้รักษาพืชผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463583

เคียรา เนอรก์ฮิน เด็กสาวผู้รักษาพืชผล

โดย…พริบพันดาว ภาพ… dailywire.com, blackamazing.com

ตอนเด็กๆ หลังจากกินส้มเสร็จ เปลือกส้มที่จะโยนทิ้งถังขยะ เด็กส่วนมากมักจะนำมาบีบให้เกิดน้ำฟุ้งกระจายออกจากเปลือกมาพันรอบไม้บรรทัด เมื่อแห้งก็จะเคลือบไม้บรรทัดนั้นไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เด็กทั้งโลกมองข้ามมายาวนานในหลายศตวรรษ ทั้งที่ทุกคนน่าจะผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาทั้งโลก แต่เด็กสาวคนหนึ่งในแอฟริกาใต้ สามารถนำมาต่อยอดผ่านการทดลองวิจัยจนกลายเป็นผลงานระดับโลก

นิตยสารไทม์ได้จัด 30 คนหนุ่มสาวหรือวัยรุ่นที่มีอิทธิพลต่อโลกใบนี้มากที่สุดในปี 2016 “The 30 Most Influential Teens of 2016” ซึ่งคัดเลือกโดยทีมของไทม์เอง

รายชื่อส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในวงการบันเทิงของอเมริกาเป็นหลัก มีจากที่อื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นบ้างแต่ก็น้อย แต่น่าดีใจที่หนึ่งนั้นมี เคียรา เนอรก์ฮิน สาววัย 16 ปี จากเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ในประเทศแอฟริกาใต้ ติดเข้ามา 1 คน ถือเป็นวัยรุ่นจากทวีปแอฟริกาคนเดียวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกในปีนี้ของไทม์

ผลงานวิจัยของเธอในการคิดค้นการเก็บรักษาพืชผลให้ดูสดอยู่เสมอแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้ง ซึ่งประเทศแอฟริกาใต้มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาแค่ 66% เพียงเท่านั้น จากสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ในประเทศที่ค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง ด้วยแรงบันดาลใจและความทะยานอยากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต เธอได้สร้างสรรค์และคิดค้นสารที่มีชื่อว่า ซูเปอร์แอ็บซอร์บันต์โพลีเมอร์ (เอสเอพี) ขึ้นมา ซึ่งนำมาฉีดพรมพืชผลเพื่อรักษาความสดให้กับพืชผักและผลไม้แทนน้ำที่หาได้ยาก รวมถึงต้องการให้สารชนิดนี้มีราคาถูกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกร

สำหรับสารชนิดนี้จะมีคุณสมบัติเป็นกรดอะครีลิก ซึ่งเคียรา เนอรก์ฮิน เจาะจงเลือกที่จะสกัดจากผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติคืออโวคาโดกับส้ม โดยใช้เปลือกที่เหลือทิ้งของผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มาใช้สกัดสารเอสเอพี และประยุกต์ในการนำมาฉีดเคลือบลงบนพืชผักและผลไม้เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตและความร้อน และรักษาความชื้นป้องกันการคลายน้ำเพื่อให้ผักผลไม้สดอยู่เสมอ

การทดลองและผลการวิจัยโครงการนี้ของเธอประสบความสำเร็จอย่างมากในปีนี้ และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติด้วยรางวัล “กูเกิล ไซน์ แฟร์” ซึ่งเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะคว้ารางวัลทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกในปีนี้ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและนอกเหนือความคาดหมายมาก ๆ ซึ่งเคียรา เนอรก์ฮิน หวังว่าจะมีการพัฒนาต่อไปจนสามารถเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะมีหลายประเทศในโลกใบนี้ที่มีฤดูร้อนแห้งแล้งที่ยาวนาน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้เธอยังได้รับรางวัลอิมแพ็ก คอมมูนิตี้ 2016 จากองค์กรไซ-โบโน อีกด้วย จากประสบการณ์ที่เจอกับฤดูร้อนแห้งแล้งยาวนาน ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหารสด ทำให้เกิดแรงที่ค้นคว้าเพื่อเก็บรักษาพืชผลให้นานที่สุดของเคียรา เนอรก์ฮิน น่าจะทำให้คนทั้งโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคแห้งแล้งกันดารจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฉีดเคลือบรักษาความสดของพืชผักและผลไม้ด้วยสารเอสเอพีที่มาจากกระบวนการทางชีวภาพในราคาที่ถูก ปราศจากสารเคมีส่งผลดีต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

โครงการของเคียรา เนอรก์ฮิน มีชื่อว่า “โน มอร์ เธอร์สตรี ครอปส์” หรือพืชผลแสนสด นับได้ว่าพาเธอเข้าสู่เส้นทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในการถนอมอาหารสดประเภทผักและผลไม้ด้วยต้นทุนที่ต่ำและเก็บรักษาได้ยาวนาน เพราะเป็นสารที่สกัดจากสิ่งเหลือทิ้งจากเปลือกส้มและเปลือกอโวคาโดที่ถือว่าไม่มีมูลค่าแต่อย่างใด

เธอเป็นเพียงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเซนต์มาร์ติน และเพียรบอกทุกคนอยู่เสมอว่า เธอหลงรักวิทยาศาสตร์อย่างหัวปักหัวปำถอนตัวไม่ขึ้น ลุ่มหลงในเสน่ห์ของวิชาเคมีและฟิสิกส์ และไม่ได้ประทับใจกับรางวัลที่ได้มาแต่อย่างใด ความหวังของเคียรา เนอรก์ฮิน ก็คือได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

 

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463401

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

โดย…โยโมทาโร่

ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญในคนวัยเกษียณที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดการพกช้ำดำเขียว โดยทั่วไปแล้วบริษัทรับประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะคุ้มครองจนถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคต แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เช่น เงินฝากประจำผู้สูงอายุเป็นลูกผสมระหว่างเงินฝากประจำกับอุบัติเหตุที่ออกมาให้กับผู้มีอายุ 55-70 ปี โดยจะได้รับความคุ้มครองทั้งเรื่องการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ออกให้แบบไม่ต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งเราแนะนำว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีหลายกรณี ที่ไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่เราไม่ได้อ่านให้ดีหรือมองข้ามไป ดังนั้นจึงควรเลือกทำแบบที่มีการตรวจสุขภาพก่อน เพื่อความแน่นอนในการเบิกเงินประกัน แต่ก็ควรทำใจเรื่องแนวโน้มของโรคในวัยชราหลายๆ โรค

ทางที่ดีควรทำประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังดีอยู่ จะดีกว่าไปทำเพิ่มตอนเกษียณแล้ว และควรเลือกแผนประกันสุขภาพให้ครอบคลุมช่วงอายุให้มากที่สุด เน้นแผนที่ให้ค่ารักษาพยาบาลสูงที่สุดเท่าที่มีกำลังซื้อ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างรักษาพยาบาลที่เกินมายามเจ็บป่วย รวมทั้งรองรับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

 

‘ออร์แกนิก เวย์’ ง่ายดาย แค่ลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463399

‘ออร์แกนิก เวย์’ ง่ายดาย แค่ลงมือทำ

โดย…ราตรีแต่ง

หนึ่งในปัญหาร้ายแรงที่สุดของคนไทยในปัจจุบัน ก็คือเรื่องอาหาร  นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว สิ่งแวดล้อมและสังคมก็ล้วนได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เราในฐานะผู้บริโภค เป็นห่วงโซ่สุดท้ายของระบบควรทำอย่างไรดี เมื่อการรับประทานอาหารที่ดีและมีคุณภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยราคาและความสะดวกในการเลือกซื้ออาหารคุณภาพในปัจจุบันแล้ว กลับไม่เอื้อให้คนส่วนใหญ่สามารถเลือกสรรมารับประทานได้ โดยเฉพาะคนเมือง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสถานะผู้รับซื้ออาหารผ่านพ่อค้าคนกลางและแหล่งผลิตภายนอก ยากที่จะหลีกเลี่ยงผักและเนื้อสัตว์ที่เจือปนไปด้วยสารเคมี

ในวันนี้มีคนเมืองกลุ่มหนึ่งได้ออกมายืนหยัดและแสดงทางออกของปัญหาให้เห็นแล้วว่า จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกสรรวัตถุดิบออร์แกนิกและเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพได้เช่นกัน

ศูนย์อบรมบ้านสวนเรียนรู้ Organic Way เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพื่อท้าทายแนวความคิดของคนเมืองส่วนใหญ่ที่มักคิดว่า เมืองหลวงแห่งนี้จะปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อรับประทานได้อย่างไร โดยศูนย์แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายมากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงเรื่องการปลูกผัก ซึ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมและคำนึงถึงปัจจัยความเป็นคนเมือง เช่น ใช้เวลาน้อย ปลูกในพื้นที่จำกัด เติมเต็มองค์ความรู้แบบกระชับและเข้าใจง่าย และเสริมพลังในการปลูกผักที่ใครๆ ก็ลงมือทำ

ด้วยแนวคิดท้าทายและเป็นการส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีต่อประชาชน ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ สสส. จึงจัดกิจกรรมท่องเที่ยวยังแหล่งเรียนรู้  SOOK Travel ตอนตะลุยสวนชวนทำครัว เพื่อพาผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งเป็นบุคคลทั่วไป 45 คน เปิดโลกการเรียนรู้มุมมองใหม่ของการปลูกผักสำหรับคนเมือง ขึ้นที่ศูนย์อบรมบ้านสวนเรียนรู้ ออร์แกนิก เวย์  ผ่านกิจกรรมที่ได้สาระและบันเทิงมากมาย เช่น การเรียนรู้เทคนิคการรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมต่อมื้อที่ 2:1:1 คือข้าว 1 จาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 2 ส่วนแรกเป็นผัก อีก 1 ส่วนคือโปรตีน และอีก 1 ส่วนคือข้าวหรือคาร์โบไฮเดรต

การปรุงที่เหมาะสมต่อวันด้วยอัตราส่วน 6:6:1 ลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยการตะลุยสวนเก็บผักปลอดสารพิษมาทำอาหารกลางวันด้วยกัน เรียนรู้เทคนิคการปลูกถั่วงอกและต้นอ่อนทานตะวันที่ออกแบบมาให้ง่าย ทั้งวิธีการปลูกและการดูแล นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการปรุงดินโดยใช้เศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนขององค์ความรู้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำกลับไปใช้ต่อได้ในชีวิตประจำวันได้ ที่สำคัญผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ปลูกต้นไชยา และเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้านทุกคนอีกด้วย

สำหรับการกินให้ได้ตามสูตร 6:6:1 คือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ควรบริโภคข้าวผ่านการขัดสีน้อย หุงข้าวผสมธัญพืช เช่นข้าวโพด เผือก ถั่ว มัน เพิ่มวิตามิน กินอยู่ท้อง และได้เส้นใยอาหารช่วยในการขับถ่ายดีขึ้น เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดหนัง ติดมัน หากซื้อไก่ควรซื้อทั้งกระดูก เพื่อเลาะเนื้อมาทำกับข้าว และใช้กระดูกต้มเป็นน้ำซุปได้ หากเป็นไปได้ควรปรุงอาหารกินเอง ซึ่งจะสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณอาหารได้ ใช้เครื่องปรุงรสแต่น้อย เท่าที่จำเป็น อย่าทำอาหารหลายอย่างแล้วเหลือไว้กินทีหลัง จะทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการและความอร่อยด้วย

หลังกิจกรรมจบแล้ว ผู้เข้าร่วมหลายคนต่างเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้ วราพร รักอู่ กล่าวว่า “เมื่อก่อนไม่ชอบการทำกับข้าวเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยาก และไม่รู้จะเริ่มอย่างไร แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมแล้ว กลับชอบทำกับข้าวมาก ต่อไปจะทำกินเองตลอดแล้ว เพราะรู้แล้วว่าไม่ยากอย่างที่คิด นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกใช้แต่วัตถุดิบดีๆ และปลอดสารพิษได้อีกด้วย เช่น การปลูกคะน้ากินเอง รสชาติก็ดีกว่าคะน้าที่มีสารเคมีซื้อตามท้องตลาดมาก ไม่ซื้อดินถุงมาปลูก และเรียนรู้การเตรียมดิน เข้าใจเรื่องการปลูกผักออร์แกนิกก็คือการปลูกผักให้เป็นธรรมชาติได้มากที่สุด”

วีรพร ตันชัชวาล ผู้ร่วมกิจกรรมอีกคนกล่าวว่าชอบกิจกรรมปรุงดินมาก โดยมีสูตรสีน้ำตาลผสมสีเขียว ของสดผสมของแห้ง ซึ่งก็คือเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวทั้งหมด วิธีเตรียมดิน ใช้ใบไม้แห้งซึ่งมีจุลินทรีย์อยู่แล้วจะเป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารต่างๆ แล้วถ้ามีอาหารรสหวาน เช่น แกงบวดต่างๆ แกงกะทิ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำจุลินทรีย์ ใส่เปลือกไข่ กากกาแฟช่วยย่อยเข้าไปด้วย ผมกับดินและปุ๋ยคอกขี้วัว คลุกให้เข้ากันใส่ถุงผูกปากไว้ใต้ต้นไม้ให้แดดส่องถึง 15 วัน ดินก็ย่อยสลายทั้งหมด ไม่มีกลิ่นเหม็นแตกต่างจาก 7 วันที่มีกลิ่นบ้าง วิธีนี้ได้ดินดีๆ ไปปลูกต้นไม้แล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้จากชีวิตประจำวันไปทำให้เกิดประโยชน์ได้อีกครั้ง ที่สำคัญไม่คิดว่าในเมืองหลวงจะปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิดขนาดนี้”

ใครรักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ มีความสุขกับการปลูกต้นไม้ที่นี่พร้อมต้อนรับทุกๆ คน ในวันจันทร์-วันศุกร์ 10.00-18.00 น. และวันเสาร์ 10.00-16.00 น. โทร. 08-6332-8266 โดยศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ซอยราษฎร์บูรณะ 30 ฝั่งตรงข้ามกสิกรไทยสำนักงานใหญ่

 

เกษียณโสด ไม่โดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463387

เกษียณโสด ไม่โดดเดี่ยว

โดย…โยโมทาโร่

เรื่องการเกษียณสิ่งที่กังวลไม่เพียงเฉพาะเรื่องเงินทองที่ต้องเก็บออมเท่านั้น ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตบั้นปลาย ที่เราจะต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าเราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรในวันที่เราต้องอยู่คนเดียว ในวันที่ไม่มีออฟฟิศจะต้องเดินทาง ไม่มีเพื่อนร่วมงานให้นั่งเมาท์

ลงทุนกับเด็กๆ ให้มากเข้าไว้

สำหรับคนที่ไม่ได้แต่งงาน มีเพียงหลานๆ ให้อุ้มกอดก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่คุณควรรักษาไว้ให้ดี หรือแม้กระทั่งคนที่มีลูกเองก็ไม่ควรมองข้ามการเอาใจใส่กับหลานๆ ในบ้าน เพราะวันหนึ่งคุณอาจจะต้องพึ่งพาพวกเขามากกว่าที่คิด คำถามคือแล้วเขาจะรักเราเหมือนที่เขารักพ่อแม่ของเขาไหม คำตอบที่ตรงไป ตรงมาที่สุดคือ อย่างไรก็ไม่เท่ารักพ่อแม่แท้ๆ แน่นอน แต่เขาจะเห็นเราเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งทางใจ เป็นญาติผู้ใหญ่ที่เขาจะเคารพรัก

ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลาที่คุณน้า คุณอา ที่เคยมาเล่นกับเราตอนเด็กๆ กินข้าวด้วยกัน เที่ยวด้วยกันบ่อยๆ คุณก็จะรู้สึกสนิทสนม เคารพรักและเป็นห่วงพวกท่านอยู่เสมอ แม้จะอยู่ไกลกัน นั่นละคือความรู้สึกเดียวกันกับที่เด็กๆ มองคุณอยู่ในตอนนี้

คุณลงทุนกับหลานๆ ก็คงไม่ได้มากเท่ากับพ่อแม่ แต่อย่างน้อยพาเด็กๆ ไปเที่ยว เลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมบ่อยๆ ให้ค่าขนมพิเศษกับเขาบ้าง ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เป็นประจำ หาเวลาไปเล่นกับเด็กๆ ให้มากและเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเด็กก็จะรักและไม่ทอดทิ้งคุณอย่างแน่นอน

ลงทุนกับมิตรใหม่ๆ

คุณอาจจะรู้สึกว่าเพื่อนๆ ในกลุ่มบางคนก็มีนิสัยน่าเบื่อหน่ายอยากจะเลิกคบ แต่อย่าลืมว่าเราทุกคนล้วนมีข้อดีในตัวเอง เราก็ควรเลือกคบเฉพาะสิ่งที่ดีๆ ในตัวเขาก็เพียงพอกับคำว่ามิตรภาพ และจะดีมากกว่านี้หากคุณมองหามิตรภาพใหม่จากกลุ่มคนที่มีใจรักชอบในสิ่งเดียวกัน ลองหาสมาคมหรือชมรมทำกิจกรรมสักอย่าง คนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกันก็มักจะมีนิสัยคล้ายๆ กันเสมอ ซึ่งง่ายต่อการหามิตรมานั่งคุยปรับทุกข์สุขแก่กันและกัน หาเวลาไปนั่งกินข้าวด้วยกันพูดคุย กันบ่อยๆ จะได้ไม่รู้สึกว้าเหว่เวลาอยู่ คนเดียว

ลงทุนกับเรื่องบ้าน

บ้านเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน หากคุณยังไม่มีบ้านที่มั่นใจได้ว่าคุณ จะสามารถอยู่อาศัยได้ทั้งชีวิตโดยไม่ เสี่ยงจะมีคนมาไล่ ก็ควรลงทุนหาบ้านเป็นของตัวเอง จะเป็นคอนโดเล็กๆ แต่มี ระบบจัดการที่ดีก็เข้าที เพราะดูแลง่ายมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แนะนำว่าหากอยู่คนเดียวไม่ควรอยู่บ้านหลัง ใหญ่ เพราะด้วยขนาดพื้นที่กว้างจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นคอนโดมิเนียม หรือทาวน์เฮาส์อาจ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนโสดในวัยเกษียณ

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญในคนวัยเกษียณที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดการพกช้ำดำเขียว โดยทั่วไปแล้วบริษัทรับประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะคุ้มครองจนถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคต แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เช่น เงินฝากประจำผู้สูงอายุเป็นลูกผสมระหว่างเงินฝากประจำกับอุบัติเหตุที่ออกมาให้กับผู้มีอายุ 55-70 ปี โดยจะได้รับความคุ้มครองทั้งเรื่องการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ออกให้แบบไม่ต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งเราแนะนำว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีหลายกรณี ที่ไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่เราไม่ได้อ่านให้ดีหรือมองข้ามไป ดังนั้นจึงควรเลือกทำแบบที่มีการตรวจสุขภาพก่อน เพื่อความแน่นอนในการเบิกเงินประกัน แต่ก็ควรทำใจเรื่องแนวโน้มของโรคในวัยชราหลายๆ โรค

ทางที่ดีควรทำประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังดีอยู่ จะดีกว่าไปทำเพิ่มตอนเกษียณแล้ว และควรเลือกแผนประกันสุขภาพให้ครอบคลุมช่วงอายุให้มากที่สุด เน้นแผนที่ให้ค่ารักษาพยาบาลสูงที่สุดเท่าที่มีกำลังซื้อ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างรักษาพยาบาลที่เกินมายามเจ็บป่วย รวมทั้งรองรับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

 

วิสัยทัศน์กินดีอยู่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463380

วิสัยทัศน์กินดีอยู่ดี

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

พวกเราบางคนอาจมีปัญหาเรื่องวิสัยทัศน์ เพราะเราไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร? เขาบอกให้ท่องไว้ก็ท่องกันไปเถิดจะเกิดผล ผมสังเกตจากวิสัยทัศน์แปะตามหน่วยงานหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ซ้ำไปซ้ำมา คุณธรรม ความเป็นเลิศ ฯลฯ

เมื่อลองศึกษาวิสัยทัศน์ของพระองค์จากงานต่างๆ สิ่งที่ผมสรุปได้ตามความเข้าใจคือพระองค์ทรงคิดอยากให้คนไทย “กินดีอยู่ดี” เป็นคำเรียบง่ายไม่หรูหรา แต่มองเห็นภาพชัดว่าเป็นเช่นไร

“กินดี” ไม่ใช่หมายถึงกินอาหารฮ่องเต้ราคาแพง แต่หมายถึงกินอาหารที่เป็นประโยชน์ มีโปรตีน มีผักสดใหม่ มีผลไม้เก็บจากข้างบ้าน มีสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมให้น้อยหน่อย

กินดี ยังหมายถึงอาหารที่หาข้างบ้านได้ ออกแรงหน่อยก็ได้ปลา เดินไปตลาดก็มีของสดสะอาดให้ซื้อ หรือถ้าต้องการของที่หาแถวนั้นไม่ได้ ก็สามารถจับจ่ายได้ในราคาพอเหมาะและทั่วถึง

”อยู่ดี” หมายถึงเราไม่ต้องติดอยู่ในรถวันละหลายชั่วโมง ไม่ต้องเดือดร้อนกับภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันมาทุกครึ่งปี หมายถึงความสุขในการดำรงชีวิตที่อิงแอบแนบธรรมชาติ

คราวนี้มาลองดูว่าพระองค์ทรงทำตามวิสัยทัศน์หรือไม่? อยากให้คิดถึงโครงการต่างๆ เกี่ยวกับ “กินดี” เช่น เกษตรพอเพียง น้ำเพียงพอ ป่าข้างบ้าน ชุมชนเอื้อเฟื้อ ฯลฯ

โครงการเกี่ยวกับ “อยู่ดี” ยิ่งมีมากเหลือคณานับ เช่น ธรรมชาติเป็นเกราะคุ้มกาย ผังเมืองที่ชาญฉลาด คมนาคมสะดวก อุตสาหกรรมแบบเข้าใจชาวบ้าน พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนที่ไทยทำได้ การแพทย์ที่ใครก็สามารถพึ่งพา มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ (ศาสนา) มีเพลงไพเราะไว้ฟัง มีหนังสือไว้อ่าน กีฬาเป็นยาวิเศษ สัตว์เลี้ยงแสนรักคู่กาย ฯลฯ

โครงการที่หลากหลาย การดำเนินงานที่แตกต่าง แต่ทั้งหมดนั้นตรงไปสู่สุดทางเดียวกัน “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ไม่ใช่ชาวสยามจะร่ำจะรวย แต่ชาวสยามจะ “กินดีอยู่ดี”

แล้วทำไมมันถึงไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์? ผมเชื่อว่าหลายคนอาจตั้งคำถามข้อนี้ เมื่อทราบถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำมหาศาล

เหตุผลแสนง่าย พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับ “ระบบทุนนิยมสุดกู่” ผมไม่ได้หมายความว่า พระองค์ทรงปฏิเสธระบบทุนนิยม แต่วิสัยทัศน์ของพระองค์ คือ “ทุนนิยมแบบกินดีอยู่ดี” ต่างจากทุนนิยมสุดกู่คือ “ตูต้องรวย”

ทุนนิยมสุดกู่ ชี้วัดโดย GDP และรายได้ประชากร โดยไม่สนใจว่าประชากรที่มีรายได้สูงจริงมีกี่คน คนที่รายได้ต่ำแล้วกินไม่ดีอยู่ไม่ไหวมีกี่คน

ยังไม่สนใจแม้กระทั่งผู้ที่มีรายได้สูง หาเงินได้เยอะ แต่ต้องเลี้ยงลูกในรถ ป้อนยาฉีดยาลูกทุกวัน พาลูกไปโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ อากาศเป็นพิษ น้ำเน่าเสีย ก๊าซเรือนกระจกลอยฟุ้งขึ้นชั้นบรรยากาศโลก ฯลฯ

“ทุนนิยมสุดกู่” ถ่างรายได้ประชากรออกจากกัน สร้างความขัดแย้ง เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร มือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยตั้งเป้าว่าช่วยไม่ได้ กำไรมาก่อน

“ทุนนิยมกินดีอยู่ดี” ทำให้คนไม่ต้องติดกับเงินอย่างเดียว ทำให้ช่องว่างรายได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน มือใครยาวก็ช่วยสาวให้มือคนอื่นบ้าง กำไรไม่ได้มาก่อนเสมอไป บางครั้งน้ำใจอาจมาก่อน

นี่แหละคือ “วิสัยทัศน์ของพระราชา” วิสัยทัศน์ที่เรียบง่าย ชัดเจน และเป็นจริง

ผมไม่อยากคิดว่า หากเราไม่โชคดีมีพระองค์มา 70 ปี แล้วเราจะพ่ายแพ้ต่อทุนนิยมสุดกู่ถึงขนาดไหน คงเป็นสงครามแห่งความพ่ายแพ้ค่อนศตวรรษ จิตใจคงหมองคล้ำ สังคมคงยับเยินกว่านี้หลายเท่านัก

งานของพระองค์ไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่…ไม่แพ้

จวบจนวันสุดท้าย พระองค์ทรงไม่แพ้แน่นอน ยังมีมรดกที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้คนไทย แต่มรดกเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เรา “นั่งกินนอนกิน” อย่างแสนสบาย มรดกของพระองค์ต้องใช้การค้นคว้า ความเข้าใจ การกระทำ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังเช่นที่พระองค์ทรงทำให้เราดู

เป็นมรดกที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความพยายาม…ของเรา

เน้นย้ำคำว่า “ของเรา” เพราะวันนี้ เราไม่มีพระองค์มาทำแทนเราแล้วครับ…

 

‘น้ำ’พระราชทาน ความชุ่มฉ่ำประโลมชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463379

‘น้ำ’พระราชทาน ความชุ่มฉ่ำประโลมชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในการทรงงานพัฒนาชนบท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้พระราชดำริไว้ว่า “จะพัฒนาอะไรก็ตาม ต้องหาน้ำมาให้ได้ก่อน แม้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จะช่วยให้เกษตรกรทำนาปลูกพืชเลี้ยงตัวได้อย่างพออยู่พอกิน” ทรงให้กันที่ดินร้อยละ 30 ไว้เพื่อกักเก็บน้ำในรูปของสระน้ำในไร่นา เพราะน้ำคือหัวใจสำคัญของการเพาะปลูก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไม่ได้ทรงงานด้านวางแผนบริหารจัดการน้ำเท่านั้น ยังทรงคิดค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการสร้างน้ำอีกด้วย ในปี 2498 ครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งทรงเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน ทรงสังเกตเห็นกลุ่มเมฆปริมาณมาก แต่ไม่สามารถก่อตัวจนเกิดฝนได้ จึงมีพระราชดำริที่จะหาวิธีการด้านวิทยาศาสตร์ทำให้เมฆก่อตัว รวมตัว และกลั่นตัวลงมาเป็นฝน ตอนนั้นพระองค์ได้พระราชทานแนวคิดการสร้าง ฝนเทียมหรือฝนหลวง แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม จนกระทั่งปี 2512 จึงสามารถเริ่มการทดลองฝนหลวงขึ้นครั้งแรกที่บริเวณเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

นอกจากนี้ ภัยพิบัติของชาวเมืองนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์ให้ความสำคัญยิ่ง เพราะน้ำท่วมไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และยังสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม จึงมีพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาในระดับลุ่มน้ำ โดยการก่อสร้าง เขื่อนอเนกประสงค์ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล

รวมถึง โครงการแก้มลิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่นอกจากจะใช้เป็นที่พักน้ำในยามน้ำหลาก ยังใช้เป็นแหล่งน้ำชลประทานในพื้นที่เกษตรในหน้าแล้ง และพระองค์ยังโปรดให้ดำเนินการ บำบัดน้ำเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดี ด้วยวิธีธรรมชาติที่ แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี โดยใช้พืชน้ำหลายชนิดช่วยกรองของเสีย และบำบัดด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำแบบทุ่นลอยด้วย กังหันน้ำชัยพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสถึงหลักคิดในการพัฒนาแหล่งน้ำว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ คือ การควบคุมน้ำให้ได้ตามประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลนก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค

ฝนหลวงฝนตกบนแผ่นดินอีสาน

การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมเนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ซึ่งเป็นผลมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วง
ฤดูฝน

พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า ลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนและอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝนและเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถแปรสภาพอากาศให้เกิดเป็นฝนตกได้อย่างแน่นอน ซึ่งการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1-2 ก.ค. 2512 ได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่

ต่อมาในปี 2518 มีการก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป โดยตั้งโครงการอยู่ที่กองการบินทหารเรือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

 

เขื่อนอเนกประสงค์เก็บน้ำเลี้ยงภาคกลาง

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่ จ.ลพบุรี และสระบุรี รวมทั้งสิ้น 105,300 ไร่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล มีขนาด 185,000 ไร่ ทั้งสองเขื่อนเกิดขึ้นตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2536 ว่า

“ทำอย่างไรดีประมาณ 5 หรือ 6 ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนในกรุงเทพฯ จะหมดไปโดยสิ้นเชิง อาจจะนึกว่า 5-6 ปีนั้นนาน ความจริงไม่นาน และระหว่างนี้เราก็พยายามแก้ไขเฉพาะหน้าไปเรื่อย

…ที่ว่า 5-6 ปีนี้ ความจริงได้เริ่มโครงการนี้มากกว่า 5-6 ปี โครงการที่คิดจะทำนี้บอกได้ ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ถ้าดำเนินการไปเดี๋ยวนี้อีก 5-6 ปีข้างหน้าเราก็สบาย

…โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือ แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือ แม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้”

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนขุนด่านปราการชล จะเก็บกักน้ำสำหรับการบริโภคการใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตที่ราบลุ่มใกล้เคียง ทำให้คนในภาคกลางใกล้กรุงเทพฯ จะไม่ขาดแคลนน้ำอีกต่อไป

 

โครงการแก้มลิงพักน้ำแก้อุทกภัย

กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมขังทุกปี อย่างในปี 2538 เมืองหลวงประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2538 โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป

ตามพระราชกระแสอธิบายว่า “ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

ปัจจุบันมีแก้มลิงทั้งขนาดเล็กและใหญ่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ประมาณ 20 จุด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองด้านสมุทรปราการทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ และส่วนที่สอง คลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่ ตั้งแต่ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพฯ แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่างเพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยจะระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ประกอบด้วย 3 โครงการในระบบ คือ แก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย และแก้มลิงคลองสุนัขหอน

คลองลัดโพธิ์ เบี่ยงน้ำลงทะเล

คลองลัดโพธิ์ เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2549 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เดิมคลองลัดโพธิ์มีลักษณะตื้นเขิน แต่ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการเบี่ยงน้ำ หลักการ คือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบบางกระเจ้ามีความยาว 18 กม. ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ เป็นไปได้ช้าและไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระองค์จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาคลองลัดโพธิ์ เพื่อใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทางสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลทันทีก่อนที่น้ำทะเลหนุน และปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำไม่ท่วมตัวเมืองได้ในที่สุด

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่แนวพระราชดำริในการพัฒนาน้ำได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและพืชผัก บรรเทาความแห้งแล้งและทุกข์ยากในแผ่นดิน ด้วยพระอัจฉริยภาพและความเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด ในปี 2552 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล โกลบอล รีดเดอร์ อวอร์ด แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงอุทิศพระองค์และใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาประเทศ และส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านน้ำ ได้แก่

1.โครงการแก้มลิง

2.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

3.โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน จ.นครนายก

4.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จ.ลำพูน

5.โครงการห้วยองคต จ.กาญจนบุรี

6.โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง เชียงใหม่และลำพูน

7.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล

8.โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย

9.การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา

10.โครงการฝนหลวง

11.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริคลองลัดโพธิ์

12.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จ.หนองคาย

13.โครงการขุดสระเก็บกักน้ำตามทฤษฎีใหม่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จ.นครพนม

15.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์

16.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช

17.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

18.โครงการฝายทดน้ำบ้านฆอรอราแม จ.ยะลา

19.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.มุกดาหาร

20.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอนตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง

21.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง

22.โครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พิษณุโลก

23.โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำ ปิงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำพูน

24.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่

25.โครงการฝายแม่งาวพร้อมระบบส่งน้ำบ้านประชาภักดีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เทิง จ.เชียงราย

26.โครงการฝายคลองช่องเรืออันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

27.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

28.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหวด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านห้วยหวด อ.เต่างอย จ.สกลนคร

29.โครงการบำบัดน้ำเสียโดยใช้พืช บึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร

30.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว หมู่ที่ 1 บ้านท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

31.โครงการอ่างเก็บน้ำผาน้ำหยดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

32.โครงการอ่างเก็บน้ำบางกำปรัดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาพนม จ.กระบี่

33.โครงการชลประทานเมืองกาญจนบุรี-พนมทวน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านหนองโรง 2

34.โครงการคลองตำหนัง อันเนื่องมาจาก พระราชดำริ บ้านตำหนัง หมู่ที่ 2 อ.คุระบุรี จ.พังงา

35.โครงการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา ศูนย์รวมพรรณไม้ภูมิภาค สาขา จ.พังงา

36.โครงการฝายทดน้ำคลองใน พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปากคลอง หมู่ที่ 3 อ.กะปง จ.พังงา