Covid-19 : ‘ผื่น’ อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657180

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

Covid-19 : 'ผื่น' อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2)สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยโรคโควิด-19 กับอาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2) พร้อมไขข้อข้องใจ “ผื่นหลังวัคซีน” และ “ปัญหาจากการใส่หน้ากากอนามัย”

เราทุกคนคงเคยได้รับวัคซีนกันมาหลายตัว เช่น วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไข้หวัดใหญ่ และอื่น ๆอีกมากมาย วัคซีนทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหรือลดความรุนแรงของโรค ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต บางครั้งหลังจากได้รับวัคซีนอาจมีอาการข้างเคียงเฉพาะบริเวณที่ฉีด ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน หรืออาจมีอาการทั่ว ๆไป เช่น ไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ปวดเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่น เป็นต้น อาการเหล่านี้พบได้ทุกวัคซีน ซึ่งไม่รุนแรงและหายได้เองมักพบ 1-3 วันหลังฉีดและไม่เกิน 7 วัน

วัคซีนโควิด-19 ก็คล้ายกับวัคซีนอื่น ๆ  จากข้อมูลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่าตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนวันที่  28 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนเกือบ 2 ล้านโดส ไม่พบอาการข้างเคียงเลย 89% มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการ โดยเป็นผื่นเพียง 0.7% เท่านั้น

ผื่นหลังวัคซีน

รศ.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผื่นที่เป็นอาการข้างเคียงหลังวัคซีนจะมีลักษณะดังนี้ 1.ผื่นเป็นบริเวณที่ฉีด ถ้าฉีดแขนซ้ายแต่ผื่นเป็นแขนขวาก็ไม่เกี่ยวข้องกันหรือผื่นกระจายทั่วตัว ผื่นมักขึ้นใน 3 วัน ไม่เกิน 7 วัน 2.ไม่เคยเป็นผื่นลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน เช่น เคยเป็นผื่นคันทั่ว ๆไปเกือบทุกวัน ฉีดวัคซีนก็เป็นเหมือนเดิมหรือโดนยุงกัดเป็นผื่นไปโดนยุงกัดอีกหลังฉีดวัคซีนก็เป็นผื่น จึงไม่เกี่ยวกับวัคซีน 3. ผื่นที่พบเป็นอาการข้างเคียงหลังรับวัคซีนที่พบได้คือ ลมพิษและผื่นคล้ายออกหัด 4. ลมพิษลักษณะเป็นปื้น นูน แดง คัน ผื่นขึ้นตามรอยเกา ผื่นมักหายใน 24 ชม ไม่ทิ้งรอย อาจมีผื่นใหม่ขึ้นๆยุบๆ เลื่อนที่ เป็นทั่วๆทั้งตัว ลมพิษอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ยา อาหาร การติดเชื้อ โรคแพ้ภูมิ หรือไม่มีสาเหตุ 5.ผื่นคล้ายออกหัด เป็นตุ่มสาก ๆ เล็ก ๆ สีแดงกระจายทั่วตัว ผื่นแบบนี้เกิดในไข้ออกผื่นจากเชื้อไวรัสหรือแพ้ยาหรืออื่น ๆ ก็ได้

ถ้ามีผื่นหลังรับวัคซีน ควรทำดังนี้ คือ

1.อย่าตกใจ ผื่นเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มักไม่รุนแรง หายได้เอง 

2.ถ่ายรูปไว้ ใช้มือถือถ่ายรูปผื่นใกล้ ๆ จะได้เห็นลักษณะของผื่นชัด และถ่ายรูปทุกบริเวณที่เป็นผื่น เพื่อให้เห็นการกระจายของผื่นว่าเป็นส่วนใดของร่างกายบ้าง ในวันที่เราไปพบแพทย์ ผื่นอาจหายแล้ว 

3.ใส่ประวัติ บันทึกประวัติไว้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ว่าเป็นผื่นจากสาเหตุใด ได้แก่ ผื่นขึ้นกี่ชั่วโมงหรือกี่วันหลังฉีดวัคซีน บริเวณที่ผื่นเริ่มเป็น มีอาการอื่นเช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูกร่วมด้วยหรือไม่ เป็นผื่นอยู่กี่วันหาย เคยเป็นผื่นแบบนี้มาก่อนหรือไม่ เป็นบ่อยแค่ไหน

4.นัดพบแพทย์ นำภาพผื่นและประวัติที่บันทึกไว้ไปคุยกับแพทย์ ให้แพทย์วินิจฉัยว่าผื่นเป็นอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือจากสาเหตุอื่น

คำถามตามมาหลังเป็นผื่น เช่น แพ้วัคซีนหรือไม่ ฉีดวัคซีนเข็มถัดไปได้หรือเปล่า จะเป็นผื่นอีกมั้ย

คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องแล้วแต่การวินิจฉัยของแพทย์ว่าเป็นอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนหรือไม่ และเป็นผื่นที่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนหรือฉีดต่อได้  อย่าลืมนะคะ ถ้าเป็นผื่นหลังฉีดวัคซีนอย่าตกใจ ถ่ายรูปไว้ ใส่ประวัติ นัดพบแพทย์   ขอให้ทุกคน เชื่อมั่น สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ คือการฉีดวัคซีนโควิด-19ให้เร็ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองและช่วยประเทศชาติของเราให้พ้นวิกฤตินี้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น มีเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง ไม่น่ากลัวโปรดเชื่อมั่นในพวกเรา “บุคลากรทางการแพทย์” เราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุก ๆ คน

ปัญหาจากการใส่หน้ากากอนามัย

อ.นพ.ชนัทธ์ กำธรรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใส่หน้ากากอนามัย ( mask) อย่างไรไม่ให้เป็นสิว นั้น ผื่นที่สัมพันธ์กับการใส่หน้ากากสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผื่นที่เกิดจากการสัมผัส ซึ่งอาจเป็นการระคายเคือง  เช่นการกดทับ เสียดสี หรือการแพ้จากสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของหน้ากาก และอีกกลุ่มหนึ่งคือ ผื่นของโรคผิวหนังที่อาจมีอยู่เดิม และเป็นมากขึ้นจากการใส่หน้ากาก โรคที่พบบ่อยได้แก่ สิว, ผิวหนังอักเสบโรซาเชีย, ผิวหนังอักเสบซีโบเรอิก และผิวหนังอักเสบอะโทปิก โดยในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะสิวที่มีสัมพันธ์กับการใส่หน้ากากเท่านั้น จากรายงานส่วนใหญ่พบว่าการใส่หน้ากากจะกระตุ้นสิวให้กำเริบและมีอาการที่แย่ลง แต่ส่วนน้อยพบว่าทำให้เกิดโรคเหล่านี้โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติสิวมาก่อนเลย ทั้งนี้สิวที่เป็นมักจะมีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง ปัจจัยที่พบว่ามีความสำคัญคือ เพศหญิง การมีสิวอยู่แล้วและยังควบคุมได้ไม่ดีและการใส่หน้ากากอนามัยที่ต่อเนื่องกันเกิน 4-6 ชม.

สิวเห่อจากการใส่หน้ากาก

คำแนะนำสำหรับประชาชนโดยทั่วไปในการป้องกันไม่เกิดสิวเห่อจากการใส่หน้ากาก คือควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาสิวให้เข้าที่และสงบให้เร็วที่สุดร่วมกับการดูแลสภาพผิวหนังให้แข็งแรง โดยการทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นที่ไม่ก่อให้เกิดสิวอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อหนา เช่น Petrolatum หรือ Mineral Oil และควรรอให้ครีมที่ทาแห้งสนิทก่อนสวมใส่หน้ากาก ประมาณอย่างน้อย 30 นาที ส่วนชนิดของหน้ากากที่ใส่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าเป็นชนิดไหน อย่างน้อยควรมีการถอดหรือเปลี่ยนหน้ากากทุก 4-6 ชม. (ถ้าสามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ)

อ.นพ.ชนัทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเป็นสิวแล้วแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสม โดยแพทย์ผู้รักษาควรระวังในการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เนื่องจากจะมีโอกาสระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่ใส่หน้ากาก แนะนำให้เริ่มจากยาชนิดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและความเข้มข้นที่ต่ำก่อน และให้พิจารณายาทาเฉพาะที่สิว เช่นการแต้มยาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์หรือกรดซาลิไซลิกเฉพาะบริเวณที่เป็นสิว เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนังข้างเคียง ยาทาในกลุ่มที่เป็นเนื้อแป้ง  จะช่วยทำให้ผิวหนังที่ชื้นจากการใส่หน้ากากแห้งได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่เป็นระดับปานกลางถึงรุนแรงให้พิจารณาให้ยารับประทานได้ตามความเหมาะสม

เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงติดหน้ากาก

ส่วนปัญหาเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงติดหน้ากาก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในผู้ป่วยบางคน ในฐานะแพทย์ทางออกสำหรับปัญหานี้ คือให้หลีกเลี่ยงหรือลดการแต่งหน้าที่มากเกินไปในบริเวณที่สวมใส่หน้ากาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาสิว หรือกำลังรักษาด้วยยาทารักษาสิวอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องที่หน้ากากอนามัยติดเครื่องสำอางแล้ว ยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น สิวที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการระคายเคืองของสิวและผิวหนังจากการทำความสะอาดใบหน้า  ส่วนครีมบำรุงควรพิจารณาเลือกเนื้อที่เป็นเจลหรือโลชั่นในคนที่มีผิวมัน และให้เป็นเนื้อครีมสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งอยู่แล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่ต้องแต่งหน้า แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทรองพื้น (foundation) และแป้งที่มีเนื้อหนา และเน้นการแต่งหน้าบริเวณที่ไม่ได้ปกปิดด้วยหน้ากาก เช่น รอบดวงตา แทน

สุดท้าย การทาครีมกันแดดบริเวณที่ใส่หน้ากากอนามัย อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการแพ้หรือทำให้สิวเห่อมากขึ้นเช่นเดียวกับเครื่องสำอาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของครีมกันแดดที่ใช้และสภาพผิวหนังของผู้ใช้ คำแนะนำ คือให้หลีกเลี่ยงการใช้ครีมกันแดดบริเวณที่ใส่หน้ากาก และใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าที่มีคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวี (Ultraviolet protective factor, UPF) ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป และควรมีจำนวนเส้นด้ายที่มากและทอแบบแน่น ส่วนบริเวณอื่น ๆ อาจพิจารณาทาครีมกันแดดได้ตามปกติ

กินยาฆ่าเชื้อ เสี่ยงโรคลำไส้โป่งพอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657116

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 07:30 น.

กินยาฆ่าเชื้อ เสี่ยงโรคลำไส้โป่งพองศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ชี้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ แม้กินแค่ครั้งเดียว ก็สามารถทำให้เสี่ยงลำไส้อักเสบติดเชื้อ จนกระทั่งเป็นโรคลำไส้โป่งพองได้

ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคติดเชื้อต่าง ๆ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการได้รับยาฆ่าเชื้อเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ลำไส้อักเสบติดเชื้อ จนกระทั่งเป็นโรคลำไส้โป่งพองได้

แพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคลำไส้โป่งพอง (Toxic Megacolon) เป็นภาวะที่เกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อรุนแรงของลำไส้ใหญ่ จนทำให้ลำไส้มีภาวะโป่งตัวและบีบรัดตัวผิดปกติ โดยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของลำไส้อักเสบจนเกิดลำไส้โป่งพองที่พบได้บ่อย คือ เชื้อคลอสติเดี้ยม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile)

ปกติในร่างกายจะมีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ในลำไส้อยู่แล้วตามธรรมชาติ (normal flora) และเป็นกลไกสำคัญที่คอยควบคุมไม่ให้มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดอื่นๆมากผิดปกติ เมื่อร่างกายได้รับยาปฏิชีวนะ เชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติเหล่านี้ตายไป จึงเกิดการสูญเสียสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้เชื้อ C. difficile เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในลำไส้ได้ ซึ่งมีรายงานว่าแม้ได้รับยาปฏิชีวนะเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเกิดลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้ กลุ่มยาปฏิชีวนะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้อักเสบจาก C. difficile เช่น clindamycin, ampicillin, cephalosporin เป็นต้น

อาการแสดงของลำไส้อักเสบจากเชื้อ C. difficile ในรายที่ติดเชื้อไม่รุนแรง อาจไม่มีอาการ หรือมีท้องเสียเป็นน้ำปนมูกฉับพลัน สำหรับรายที่มีการติดเชื้อรุนแรง อาจมีไข้ ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรงจนอาจมีภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หากอาการรุนแรงมากขึ้นอาจเกิดภาวะลำไส้โป่งพอง หรือลำไส้ทะลุได้ เพราะฉะนั้น หากเริ่มมีอาการที่น่าสงสัยและมีประวัติเคยได้รับยาปฏิชีวนะ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว การนำอุจจาระมาตรวจร่วมกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่จะสามารถช่วยวินิจฉัยภาวะลำไส้อักเสบจากเชื้อ C. difficile ส่วนรายที่มีอาการท้องอืดรุนแรง CT Scan จะช่วยแยกรอยโรคลำไส้โป่งพองออกจากโรคอื่น ๆ ได้ โดยภาพ CT Scan จะเห็นว่าลำไส้บวมหนาจากการอักเสบติดเชื้อ และพบการอักเสบในช่องท้อง

โรคลำไส้โป่งพองถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรักษา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ระบบอวัยวะภายในล้มเหลว (multiorgan failure ) ลำไส้แตกทะลุ โดยการรักษาสามารถทำได้ตั้งแต่ให้ยาฆ่าเชื้อจำเพาะต่อ C. difficile ให้สารน้ำทางเส้นเลือด แต่หากร่างกายไม่ตอบสนองต่อยา ต้องทำการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ทั้งหมดที่ติดเชื้อออก และใช้เปิดทวารเทียมบนหน้าท้อง อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนต้องผ่าตัดนั้น มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

“ปัจจัยเสี่ยงของโรคลำไส้โป่งพอง ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ มีประวัติเคยได้รับยาฆ่าเชื้อใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เจ็บป่วยหนักรักษาตัวใน ICU หรือมีโรคประจำตัวเป็น inflammatory bowel disease (IBD) อุบัติการณ์ของลำอักเสบจากเชื้อ C. difficile จะลดลงหากลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ” แพทย์หญิงจรรยวรรธน์ กล่าว

HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656993

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย จับมือ บุ๋ม-ปนัดดา เปิดตัวแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง

เพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากภัยมะเร็งเต้านม  ล่าสุด สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Disease Society: TBS) ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Cancer Community: TBCC) นำร่องแคมเปญเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมเปิดตัว แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ คุณ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะผู้หญิงแกร่งที่จะมาร่วมเป็นกระบอกเสียงเพื่อต่อสู้กับมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลายท่าน อาทิ คุณ นุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์การการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและปัญหาด้านช่องว่างทางการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อผลักดันการขยายโอกาสทางการรักษาที่เท่าเทียม รวดเร็ว และมีคุณภาพยิ่งขึ้น

พลโท.รศ.นพ. วิชัย วาสนสิริ นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งมีแนวโน้มของอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[1] โดยในปี พ.ศ. 2563 เพียงปีเดียวพบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 22,158 ราย[2] และยังมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ดี มะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% – 100%  หากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม ด้วยเหตุนี้ จึงริเริ่มแคมเปญ HER WILL ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม รวมทั้งกระตุ้นเตือนสตรีไทยให้ตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มต้นการรักษาให้เร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการหายขาดมากขึ้น”

ปัจจุบัน นวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านมมีหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับประเภทความผิดปกติของยีนและระยะของโรค ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับผลข้างเคียงที่น้อยลงเมื่อเทียบกับแนวทางการรักษาในอดีต จากสถิติพบว่าประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักพบ HER2-positive ซึ่งส่งผลให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนน้อยลง[3] “นวัตกรรมยามุ่งเป้าที่พัฒนาขึ้นใหม่จึงนับได้ว่ามีส่วนยกระดับคุณภาพการรักษา เนื่องจากกลไกการทำงานของยามุ่งเป้าชนิดใหม่นี้ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีอัตราการรอดชีวิตที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าแนวทางการรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้าชนิดใหม่ควบคู่กับยามุ่งเป้าชนิดเดิมที่มีอยู่ ประกอบกับการทำเคมีบำบัดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ดียิ่งกว่าการใช้ตัวยามุ่งเป้าชนิดเดิมเพียงอย่างเดียว และสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งในระยะแรกก่อนผ่าตัด ไปจนถึงระยะแพร่กระจาย โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ลดขนาดของก้อนมะเร็ง รวมไปถึงลดโอกาสการกลับมาของมะเร็งหลังผ่าตัด จนอาจกล่าวได้ว่ายามุ่งเป้าชนิดใหม่สามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคมะเร็งเต้านมได้ในผู้ป่วยบางรายด้วย” พลโท.รศ. .นพวิชัย กล่าวเสริม

คุณอรวรรณ โอวรารินท์ ประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ถึงแม้มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย  อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังขาดข้อมูลหรือความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการรักษาที่เหมาะสม  อาทิ ผู้ป่วยบางรายหันไปพึ่งพาการรักษาด้วยวิธีทางเลือกอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แนวทางการรักษามาตรฐานที่ได้ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์ อีกทั้งพบผู้ป่วยบางรายแยกตัวโดดเดี่ยวอย่างไร้ความหวังในชีวิต ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแล อดีตผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีจิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกันของกลุ่มผู้ป่วยในประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลการดูแลร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วย จัดกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมเพื่อแจกจ่าย และที่สำคัญคือผลักดันให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นและอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น  ดังนั้น ชมรมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมสานต่อแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้หญิงและผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย” 

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวแคมเปญยังเผยแพร่คลิปวิดีโอ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆ รวมทั้งเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย หรือการรักษา โดยหวังว่าคลิปวีดีโอนี้จะมีส่วนกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงใส่ใจการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวมถึงเข้ารับการตรวจ mammogram อย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะหากพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ย่อมมีแนวโน้มที่อัตราการรอดชีวิตจะสูง แต่หากเข้ารับการรักษาในระยะแพร่กระจายแล้ว การเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพก็มีส่วนสำคัญต่อเส้นทางการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน

คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ กล่าวว่า “ทุกชีวิตและทุกช่วงเวลามีค่าเสมอ โดยเฉพาะกับคนที่เรารักและคนที่รักเรา บุ๋มอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อเน้นย้ำถึงปัญหาสุขภาพระดับชาติอย่างมะเร็งเต้านม และความสำคัญของการ ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ที่มีค่าอย่างยิ่งต่ออัตราการรอดชีวิตและโอกาสการในการหายขาดของผู้หญิงไทย ดังนั้น เราไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะเอาใส่ใจดูแลตัวเองและคนที่คุณรักก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป บุ๋มขอเชิญชวนผู้หญิงทุกคนหมั่นตรวจคลำเต้านมของตนเองอย่างสม่ำเสมอและเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมทุกปี โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยและหมดประจำเดือนช้า ยังไม่มีบุตร มีภาวะอ้วน และรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน บุ๋มขอฝากแคมเปญ HER WILL กับทุกคนด้วยนะคะเพื่อโลกที่มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมลดลง เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถหายขาดได้ เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมยังสวยและมั่นใจได้ เพราะไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออก และเพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เราทุกคนจะสู้ไปด้วยกัน เพื่อเธอ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม”

“คนจำนวนไม่น้อยอาจเข้าใจผิดว่าการรู้ไวเป็นเรื่องน่ากลัว แต่กลับกัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ดังนั้น การรู้ไวและวินิจฉัยเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชีวิตผู้หญิงไทยหลายต่อหลายคน รวมถึงนุ๊กซี่เอง เพราะนั่นคือการเพิ่มแนวโน้มที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งเต้านม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมและปลดล็อคความหวาดกลัว เตรียมสภาพจิตใจและสภาพร่างกาย รวมถึงร่วมวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนหนึ่ง นุ๊กซี่รู้สึกดีใจมากที่ล่าสุดมีแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL คอยอยู่เคียงข้างผู้หญิงไทย เพื่อรณรงค์การรู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ไปด้วยกันนะคะ นุ๊กซี่ขอเป็นอีกกระบอกเสียงร่วมสร้างความตระหนักและรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และหมั่นตรวจคลำเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก เพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป” คุณนุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่พบและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม กล่าวเสริม

นอกจากนี้ แคมเปญ HER WILL ยังได้รับการอนุเคราะห์จาก บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท แพลน บี มีเดีย จํากัด (มหาชน) และ TikTok ที่จะร่วมสร้างและส่งต่อความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และร่วมรณรงค์การ  ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ในลำดับต่อไป

เชิญชวนชาวไทย ร่วมทำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านมฟรีได้ที่ https://herwill.wellcancer.com  เพื่อร่วมรณรงค์ต่อสู้กับมะเร็งเต้านม เพื่อชีวิตของเขาและเธอ ไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง และข่าวสารกิจกรรมดีๆ ที่กำลังจะตามมาอีกมากมาย สามารถเข้าชมได้ที่ https://herwill.wellcancer.com และสามารถรับชมสารคดีสั้นชุด HER Will “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง : To Chase Away Cancer for a Better World โดย บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ที่ https://www.facebook.com/PinkAlertProject/videos/549299092735777/?extid=NS-UNK-UNK-UNK-UNK_GK0T-GK1C

[1] สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/148394)%5B2%5D Global Cancer Obsrvatory, World Helath Organisation (https://gco.iarc.fr/today/data/factsheets/populations/764-thailand-fact-sheets.pdf)%5B3%5D สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์https://www.chulacancer.net/faq-list-page.php?id=305

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656905

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 09:59 น.

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้งกรมควบคุมโรค รณรงค์วันตรวจเอชไอวีภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมชี้กรณีผลเป็นบวก จะเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งจะไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณ สุขรณรงค์วันตรวจเอชไอวี ปี 2564 ภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมเชิญชวนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยคนไทยสามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพื่อทราบสถานะการติดเชื้อของตนโดยเร็ว ป้องกันการส่งต่อเชื้อและรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็ว และขอเชิญ หน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม สามารถติดตามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า 1 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ซึ่งกรมควบคุมโรคมีความมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1.ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกิน 1,000 ราย 2.ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้น้อยกว่า 4,000 ราย และ 3.ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาวะ ลงจากเดิมร้อยละ 90

จากสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยในปี 2563 พบว่า มีผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง จำนวน 472,445 คน และยังมีผู้ติดเชื้อบางส่วนที่ยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ทางเลือดและจากแม่สู่ลูก ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจหาเชื้อมีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถรู้ผลได้ภายในวันเดียว (same day result) แต่กลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง และพนักงานบริการ เป็นต้น ยังเข้าถึงยากและไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ

สำหรับวันรณรงค์ตรวจเอชไอวีในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” เพื่อสร้างความตระหนักว่าการตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญ ตรวจเร็ว เพื่อให้รู้สถานะของตนเอง ลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ ซึ่งการตรวจหาเชื้อเอชไอวีควรตรวจหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 1 เดือน เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ รู้ผลเร็วได้ในวันเดียว ซึ่งเป็นความสมัครใจหลังจากให้ข้อมูลและได้รับคำปรึกษา โดยการตรวจและผลจะถูกเก็บเป็นความลับ

นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีติดเชื้อเอชไอวี ผลเป็นบวก จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งหากอยู่ในภาวะดังกล่าวจะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือ Untransmittable ช่วยลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้ จึงต้องเร่งส่งเสริมให้กับผู้ที่ติดเชื้อเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วขึ้น โดยสามารถเข้ารับการรักษาฟรีได้ในระบบสิทธิประกันสุขภาพ (บัตรทอง) 

กรณีผลเป็นลบ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับบริการให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และทางเลือกอื่น เช่น การใช้ยาป้องกันก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre – Exposure Phophylaxis หรือ PrEP และ Post – Exposure Phophylaxis หรือ PEP) เป็นต้น

ทั้งนี้ คนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง และเนื่องในวันรณรงค์การตรวจเอชไอวี 1 กรกฎาคม 2564 นี้ ขอเชิญชวนหน่วยงาน และองค์กรทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ขอเชิญ ติดตามและร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค และ Safe SEX Story เล่าเรื่องเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค โทร. 0 2590 3291

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656897

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 08:59 น.

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเคยสังเกตกันไหมหลายครั้งเรามีอาการใจสั่นเพราะเข้าใจว่าเจอคนหน้าตาดีหรือเจอคนพูดเสียงดังเลยเกิดตกใจทำให้ใจสั่นหากคุณเคยมีอาการใจสั่นแบบนี้นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ซึ่งในทางการแพทย์แล้วเราถือว่าอาการใจสั่นคือความผิดปกติเพราะปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติของมันทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามหากคุณเคยมีอาการใจสั่นโดยที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือ การที่หัวใจสูญเสียการเต้นแบบปกติไป อาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติก็ได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. หัวใจเต้นเร็ว

2. หัวใจเต้นช้า

3. หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว

4. ภาวะหัวใจหยุดเต้น

โดยปกติแล้วหัวใจเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง/วัน  หรือ 60-100 ครั้ง/นาที หากเต้นเกิน 100 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นช้า แต่ถ้าเราเราออกกำลังกายจะเป็นการตอบสนองของร่างกาย (Physiological responses) อยู่แล้วว่าหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น ตรงกันข้าม หากเราออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ หรือไม่ได้เต้นเร็วขึ้น กรณีนี้ถือว่าผิดปกติ ยกเว้นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เช่น นักวิ่งมาราธอน หัวใจของคนกลุ่มนี้อาจเต้นปกติได้อยู่เมื่อออกกำลังกาย

วิธีสังเกตภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถสังเกตตัวเองได้ง่าย ๆ หากหัวใจเต้นเร็ว จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าจะเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ส่วนหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว จะมีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง

วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบัน มี 5 วิธี คือ

1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

เป็นการตรวจแบบ Real-time ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลประมาณ 300 บาท ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี

2. การตรวจและบันทึกเครื่องไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring)

วิธีตรวจจะคล้าย ๆ ECG จะแต่เครื่องมือติดไว้กับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้คนไข้นำกลับบ้านไปด้วย แพทย์จะทราบว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร

3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

ในรายที่ออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ถือว่าผิดปกติ

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาชนิดฝัง (Implantable Loop Recorder)

จะเป็นการฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนัง หากเกิดความผิดปกติ แพทย์จะนำออกมาดูได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการทุกวัน 

5. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

เป็นการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเพื่อหาโรคบางชนิด เช่น คนไข้ที่มีภาวะหัวใจผิดปกติบางราย อาจเกิดจากผนังหัวใจหนาผิดปกติ เพราะโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีภาวะการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับกลุ่มคนที่แต่ไม่เคยมีอาการใด ๆ มาก่อน อาจยากต่อการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นได้

ที่มา Mahidol Channel

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656789

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯวัคซีน COVID-19 : โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีน COVID-19 รวม 100 ล้านโดสเพราะอะไร?

ไวรัส COVID-19 โดยปกติแล้วหากลอยอยู่ในอากาศเฉย ๆ โดยไม่มีอะไรห่อหุ้มเลย จะสามารถอยู่ได้เป็นนาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส แต่มันจะสลายไปในที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสถูกห่อหุ้มด้วยน้ำลาย หรือเสมหะ จะอยู่ได้นานขึ้นเป็นชั่วโมง แต่จะเกิดการไม่แบ่งตัว

การแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของไวรัสจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่น ถ้าไวรัสอยู่ในอากาศแล้วเข้าไปในร่างกายคนที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว มันก็จะถูกกำจัดออกไป ส่วนที่ลอยอยู่ในอากาศก็จะสลายไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไวรัส COVID-19 ก็จะหายไปจากบ้านเรา

แต่ในทางปฏิบัติ หากไวรัสเข้าไปในร่างกายคน 100 คน แล้วยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายคน 8 คน เกิดการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ ไวรัสจะไม่มีทางหายไปจากบ้านเราแน่นอน เพราะเชื้อจะมีโอกาสกลับมาแพร่ต่อให้คนอื่นได้ เมื่อมีการพูด ไอ จาม เราจึงต้องทำให้คนในประเทศมีภูมิคุ้มกันเยอะ ๆ ให้เชื้อเข้าไปแล้วไม่สามารถแบ่งตัวได้ ก็จะเกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้นกับประเทศไทย

เราตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนไว้ที่ 100 ล้านโดส หรือเท่ากับ 49 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของประชากรทั้งประเทศที่มี 70 ล้านคน เป้าหมาย 100 ล้านโดสจึงมาจากการคำนวณว่า 70% ของคนไทย ต้องได้คนละ 2 โดส จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลตั้งเป้าว่าต้องหาวัคซีนมาให้ได้ 100 ล้านโดส

สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างอิสราเอล พบว่าปัจจุบันประชากรกว่า 60% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ส่วนที่เหลือก็ฉีดโดสแรกเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งประเทศ รัฐบาลอิสราเอลจึงอนุญาตให้ประชากรใช้ชีวิตแบบถอดหน้ากากได้ในบางช่วงเวลา เฉพาะตอนอยู่นอกอาคาร หรือในสถานที่ที่ไม่แออัด แต่เมื่อไรที่ต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือในที่ที่มีคนเยอะก็ยังคงแนะนำให้ใส่หน้ากากอยู่

เราต้องฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นประจำทุกปีหรือไม่?

จากรายงานการศึกษาครั้งแรกของ King’s College ในสหราชอาณาจักรเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว มีการศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 69 คน พบว่าผู้ป่วยทุกรายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง ที่น่าสนใจคือ 17% ของผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันหายไปหมดใน 2 เดือน ส่วนที่เหลือก็ลดลงไปเรื่อย ๆ

งานศึกษาชิ้นนี้จึงเป็นงานศึกษาแรกที่สื่อสารกับคนทั้งโลกว่า ภูมิคุ้มกันร่างกายเราที่มีต่อเชื้อ COVID-19 จะไม่อยู่ระยะยาว เหมือนกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ไปทุกปี ในระยะยาวคนไทยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกคน คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่เราจะฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ บุคลากรด้านสุขภาพ

คนที่หายป่วยจากโรค COVID-19 จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่? 

ถ้าเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้วคงไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะถ้าหายป่วย คุ้มภูมิกันก็จะขึ้น แต่ต่อมาเรารู้กันว่ามันจะค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จึงยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยที่หายแล้วได้รับการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเว้นระยะสัก 3 เดือน การติดเชื้อในครั้งแรกจะเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 เพราะฉะนั้น ฉีดเพิ่มอีกเพียงเข็มเดียวก็พอ

ทำไมต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ทั้งหมด 2 โดส? 

หลักการผลิตวัคซีนคือ การนำบางส่วนของไวรัส COVID-19 แปะไปกับสิ่งที่เข้าไปในตัวเรา แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวเราจดจำว่านี่คือศัตรู เพราะฉะนั้น เมื่อเราฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว เม็ดเลือดขาวส่วนหนึ่งจะจำได้ แต่เมื่อฉีดเข็มที่ 2 เม็ดเลือดขาวจะสร้างกองทัพเยอะขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เข็มที่ 1 ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร เข็มที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะยิ่งสูงขึ้น

ในทางทฤษฎีเราพบว่า ระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 กับเข็มที่ 2 มีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของเข็มที่ 2 เป็นอย่างมาก กรณีถ้าฉีด Sinovac แล้วเว้นระยะเข็มที่ 2 ไปอีก 2-3 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันก็จะขึ้นหลังเข็มนี้ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วในเมืองไทย โดยแล็บวิจัยของมหิดลเอง

แต่สำหรับ AstraZeneca นั้น มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่ไม่เหมือนกัน การศึกษาครั้งแรกทดลองให้มีการฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ ต่อมาในสหราชอาณาจักรมีการทดลอง 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ด้วย พบว่าภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงขึ้นเป็นบันได คือหากฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่า 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์อย่างชัดเจน

เมื่อสหราชอาณาจักรกำหนดการฉีดเข็มที่ 2 ไว้ที่ 12 สัปดาห์ ทำให้ทุกคนฉีดเข็มที่ 2 เมื่อครบ 12 สัปดาห์กันหมด จึงไม่มีใครรู้ว่าหากฉีดเลยจากนี้ไป ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่านี้อีกไหม ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะดีกว่า

คนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วมีผลข้างเคียง จะไม่ฉีดเข็มที่ 2 ได้หรือไม่? 

บางคนฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจไม่ฉีดเข็มที่ 2 ต่อ กรณีนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องถึงคำ 3 คำที่เกี่ยวข้อง คือ 

1. ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) คือฉีดเข้าไปแล้ว ความดันตก หลอดลมบีบตัว หายใจไม่ได้ กรณีนี้ควรเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนในเข็มที่ 2 จะดีที่สุดถ้าเปลี่ยนแพลตฟอร์ม 95% ของคนที่แพ้วัคซีนจะเริ่มแสดงอาการในครึ่งชั่วโมงหลังจากฉีด จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีการสังเกตอาการครึ่งชั่วโมง หากฉีดแล้วแพ้ก็สามารถช่วยเหลือได้ทันทีด้วยการฉีดยาเพียงเข็มเดียว แต่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันที 

2. ภาวะข้างเคียง คือเมื่อฉีดแล้วเกิดพยาธิสภาพบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น เกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำในสมอง ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุไม่เยอะนัก ตอนนี้พบในวัคซีน 2 ยี่ห้อ คือ AstraZeneca และ Johnson & Johnson

3. เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน (Adverse Events Following Immunization: AEFI) เช่น ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง 

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับวัคซีนบางคนอาจเกิด ISRR (Immunization Stress-Related Response) ที่จัดเป็น AEFI เช่นเดียวกัน คือปฎิกิริยาเครียดตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน พอฉีดแล้ว แขนขาเริ่มอ่อนแรง รู้สึกชา ปากแข็ง พูดอะไรไม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับสมอง

ในเมืองไทยเราก็พบคนที่มีอาการเหล่านี้ แต่เมื่อตรวจคลื่นแม่เหล็กสมองก็ไม่เจอรายที่มีการเปลี่ยนแปลง ภายใน 72 ชั่วโมงก็กลับมาเป็นปกติ

ฉีดวัคซีนเข็มแรกยี่ห้อหนึ่ง เข็มที่ 2 จะฉีดอีกยี่ห้อได้ไหม?

หากเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว องค์การอนามัยโลกจะไม่แนะนำ แต่ที่ผ่านมามีหลายคนที่แพ้วัคซีนเข็มแรกจริง ๆ พอเป็นเข็มที่ 2 ก็ต้องฉีดยี่ห้ออื่น จึงมีการติดตามดูผลว่า หากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 คนละยี่ห้อกัน จะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้คือไม่เกิดผลเชิงลบ 

บางรายงานกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันอาจดีขึ้น เพราะใช้เทคโนโลยี 2 อย่าง ช่วงนี้จึงยังอยู่ในระหว่างการวิจัย ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มทำแล้ว แต่สำหรับเมืองไทย หากไม่ได้แพ้หรือเกิดภาวะข้างเคียงจากวัคซีนก็ยังคงฉีดเข็มที่ 2 เป็นยี่ห้อเดียวกับเข็มแรกอยู่

ส่วนคนที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังฉีด ซึ่งพบได้เยอะ เช่น เป็นไข้ อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง ไม่ควรกังวลว่าเข็มที่ 2 จะต้องมีอาการเหมือนเข็มแรกเสมอไป ที่แน่นอนคือ ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 2 ให้ครบทุกคน

ที่มา Mahidol Channel

ข้อมูลโดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656636

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์Work From Home แบบไม่โทรม!! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) แน่นอนว่าต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้อง (VDO Conference) กันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร หลายคนอาจละเลยเรื่องการดูแลเสื้อผ้า หน้า ทรงผม ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการเปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ เพราะไม่อยากโชว์หน้าสด หน้าโทรม หน้าไม่พร้อม 

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำถึงความกังวลดังกล่าวจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามมาแนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference) กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในกลุ่มชิโซะ (Shiso) พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยมาเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ว่า “การดูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องพบเจอใคร ก็อาจละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวได้เท่าที่ควร ผิวจึงเกิดความเสื่อมโทรม ดูไม่สดใส สาเหตุอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น

  • การไม่ทาครีมบำรุงผิว รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดผด เกิดสิว
  • การไม่ทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่จริงแล้วรังสียูวีเอ (UVA) ก็สามารถสะท้อนทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวเราได้ นอกจากนั้นยังมีแสงจากหลอดไฟในบ้าน หน้าจอมือถือ และแสงจากคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว
  • การไม่ทำความสะอาดผิว หรือทำความสะอาดผิวไม่หมดจด เพราะคิดว่าไม่ได้แต่งหน้า แต่ครีมกันแดดที่เราทาผิวไปนั้นหากล้างด้วยน้ำธรรมดาจะล้างออกได้ไม่หมด เมื่อล้างออกไม่หมดเกิดการสะสมทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้
  • ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

แน่นอนว่าการเวิร์คฟอร์มโฮมนั้นต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้องกันอยู่เกือบจะทั้งวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวต่างๆ เราจึงควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลตัวเอง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่มีความโดดเด่นในการมอบความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและความเสื่อมสภาพของผิว เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงไม่ละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลผิว เช่น

  • การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยเฟซวอช วันละสองครั้งก็เพียงพอ ไม่บ่อยจนเกินไป ผิวจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง
  • การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังการล้างหน้า โดยเช็ดไปตามแนวรูขุมขนบนใบหน้า จากหน้าผากไปทางด้านข้างขมับ บริเวณใต้ตาเช็ดลงไปที่บริเวณกรอบหน้า โดยจะทำให้ผิวสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
  • การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าหากผิวมันก็ควรที่จะเลือกครีมที่มีเนื้อบางเบา หากมีผิวแห้งก็เลือกเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เน้นให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้กับผิว การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวก็จะช่วยให้ผิวเราได้รับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีเอที่อาจจะทะลุส่องมาถึงผิวเราได้
  • ผ่อนคลายผิวอาทิตย์ละครั้งด้วยมาส์กเพื่อฟื้นฟูผิวให้สว่างสดใสยิ่งขึ้น หรือในระหว่างวันหากผิวดูอ่อนล้า ก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้

ด้านเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สดใสแข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ ปรมา ไรว่า เผยว่า “ช่วงนี้ต้องเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทำให้ต้องอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เกือบทั้งวัน ก็อาจจะมีอารมณ์เบื่อบ้าง รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นบ้าง แต่เราก็ต้องปรับตัวเพราะเป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ นอกจากความพร้อมเรื่องงานแล้วการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ต้องพร้อมด้วย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้า โดยจะพิถีพิถันกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ เริ่มจากล้างหน้าด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคิ วามมันส่วนเกิน แล้วตามด้วยแอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว เพราะเมื่อผิวมีสุขภาพดีจะทำให้เรามั่นใจและพร้อมทำงานในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่ พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล เล่าวว่า “ช่วงนี้ก็เริ่มชินกับการเวิร์คฟอร์มโฮมแล้ว การที่เราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงมีเวลาเหลือที่จะไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้นด้วย สำหรับวันที่ไม่มีประชุมหรือถ่ายงาน เราก็จะไม่แต่งหน้าเลยเพื่อปล่อยผิวให้ได้พัก โดยเราจะใช้ด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นโอเวอร์ไนท์มาส์กสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวระหว่างที่เรานอนหลับ และหากวันไหนที่ต้องประชุมทางออนไลน์เราก็จะใช้รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสให้พร้อมก่อนการประชุมแค่ใช้เวลาเพียง 15 นาที”

ปิดท้ายที่ ธัญรดี พลาฤทธิ์ เผยว่า “สถานการณ์โควิดแบบนี้แน่นอนว่าเราก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานพอสมควร โดยหันมาเน้นการทำงานออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้งานดำเนินได้อย่างรวดเร็วไม่มีติดขัด และด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหาร พันธมิตรคู่ค้า รวมถึงลูกค้า ก็จะมีการนัดประชุมทางออนไลน์กันเป็นประจำเพื่ออัพเดตงานและสถานการณ์ต่างๆ  โดยในวันที่ต้องประชุมทางออนไลน์ เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร แต่เราก็ชอบแต่งหน้าทุกวันเพื่อให้ดูสวยงาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อชำระเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดตามด้วย แอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและกระชับรูขุมขน พร้อมบำรุงผิวด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเต็มเติมความชุ่มชื้นสู่ผิว”

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656692

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?!ทวิตเตอร์เผย 4 วัฒนธรรมการพูดคุยทรงพลังของชาวทวิตภพ

ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพูดคุยและคอนเน็คกัน ทำให้เกิดชุมชนต่างๆ และผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง คนไทยเข้ามาบนทวิตเตอร์เพื่ออัปเดตว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening ตลอดจนเข้าร่วมบทสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง กีฬา รายการทีวี ภาพยนตร์ ความงาม หรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนจะเข้ามาค้นหาและแชร์เรื่องราวที่เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดของหัวข้อเรื่องนั้นๆ ตลอดจนเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์

บทสนทนา ถือเป็นหัวใจของทวิตเตอร์ จะเห็นได้ว่าเพียงทวีตเดียวสามารถสร้างอิมแพ็คไปในวงกว้าง ทวิตเตอร์จึงได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาลงลึกในกว่า 64,000 ทวีตบนทวิตเตอร์ประเทศไทย เพื่อค้นหาพลังของทวีตและชาวทวิตภพมีวิธีกำหนดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างไรผ่านชุมชนและบทสนทนา

นายมาร์ติน ยูเรน หัวหน้าแผนกงานวิจัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลกของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายของทวิตเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มคือการได้ทราบถึงมุมมองที่ถูกต้องแม่นยำในบทสนทนาของคนไทยบนทวิตเตอร์ บางครั้งบางบทสนทนาก็สามารถส่งเสียงได้ดังกว่าบทสนทนาอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ บทสนทนาของคนไทยมีความหลากหลายและมีชีวิตชีวา ผลจากงานวิจัยของทวิตเตอร์แสดงให้เห็นว่า หัวข้อในการสนทนามีการทับซ้อนกันอย่างน่าสนใจจนทำให้เกิดเป็นธีมทางวัฒนธรรมหลัก 4 รูปแบบ ซึ่งการค้นพบของเราในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจชุมชนที่หลากหลายบนทวิตเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ไทยและต่างชาติได้ทราบถึงหัวข้อและธีมของการสนทนาอันเป็นเอกลักษณ์บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย”

การวิจัยนี้พบวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการพูดคุยบนทวิตเตอร์ประเทศไทย 4 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทสนทนาที่มีความชัดเจน 11 หัวข้อ แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกของชาวทวิตภพสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในขณะเดียวกันสะท้อนความชอบและความสนใจต่างๆ ในบทสนทนาอย่างหลากหลายและกระจายในวงกว้างมากซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย

1. บันทึกส่วนตัว – การพูดคุยในชีวิตประจำวัน, ความรักและความสัมพันธ์ และการสะท้อนมุมมองความคิด

ธีมวัฒนธรรมการพูดคุยนี้นับได้ว่ามีพื้นที่บนทวิตเตอร์มากที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 45% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย และเป็นหัวข้อที่ผู้คนเข้ามาร่วมพูดคุยในชีวิตประจำวัน โดยมีการแชร์เรื่องราว

เกี่ยวกับกิจวัตรการเดินทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องจริงจากใจและทวีตเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของข้อบกพร่องของตัวเอง ความปรารถนาต่างๆ และการมีช่วงเวลาที่ดีกับคนสำคัญของพวกเขา

ชาวทวิตภพมักจะแชร์ปัญหาที่พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองความคิดต่างๆ ซึ่งเรื่องราวที่เอามาแชร์อาจจะเป็นแค่เรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการปวดหัวหรืออาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนถึง การชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจนแทบทนไม่ไหวและอยากให้ฤดูฝนมาถึงไวๆ

2. “เชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน” ต้องมาที่ทวิตเตอร์ – เหตุการณ์ปัจจุบัน, แพสชั่น และตลาดนัดออนไลน์

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย จากงานวิจัยพบว่า การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน มีสัดส่วน 35% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย คนไทยได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนของเขาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพื่อเป็นการอัปเดต #WhatsHappening ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คนไทยมักจะทวีตเกี่ยวกับหลากหลายเหตุการปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เรื่องโควิด-19 สกุลเงินคริปโต ไปจนถึงการเมืองในประเทศและในแถบภูมิภาคนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี กีฬา อาหาร หรือการช้อปปิ้ง ชาวทวิตภพมักจะแชร์แพสชั่นที่มีต่อหัวข้อเรื่องดังกล่าวบน ทวิตเตอร์ หรือเรื่องของความงาม อาหาร ร้านอาหาร และเทรนด์แฟชั่นล่าสุด คนไทยมีความกระตือรือร้นที่จะรีวิวสินค้าที่พวกเขาซื้อมาหรือสถานที่ที่ได้ไปมา สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ทวิตเตอร์คือสถานที่ในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารพวกโฮมคุ้กกิ้ง ขนมหวาน เสื้อผ้า สินค้าจากบรรดาแฟนด้อมและงานฝีมือ คนไทยสามารถทำให้ทวิตเตอร์ กลายเป็นตลาดนัดออนไลน์ ที่พวกเขาสามารถทำได้ทั้งนำเสนอสินค้าและแสดงความคิดสร้างสรรค์บนทวิตเตอร์

3. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ – แกลอรี่ศิลปะ, คนดังและแฟนด้อม, และความหวังและความฝัน

บทสนทนารูปแบบนี้มีสัดส่วน 16% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ชาวทวิตภพจะทวีตข้อความเกี่ยวกับความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วย การทำ แกลอรี่ศิลปะ เหมือนเวลาที่ทำอัลบั้มรูปภาพหรือการทำหนังสือ scrapbook เพราะคนที่ใช้ทวิตเตอร์ชอบแชร์ สถานที่สวยๆ หรือสิ่งของที่สวยงามในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคาเฟ่ บ้านสวยๆ วิวธรรมชาติ ชายหาดสวยๆ และอื่นๆ คนดังและแฟนด้อม เป็นอีกหนึ่งหัวข้อของบทสนทนายอดนิยม ซึ่งเป็นการสนทนาที่สนุกสนานและมีสีสันเป็นอย่างมาก การทวีตถึงศิลปิน K-Pop โดยเฉพาะศิลปินชาวไทยอย่างแบบแบม (@BamBam1A) และ #Lisa จากวงแบล็กพิงค์ (@BLACKPINK) จนถึงศิลปินในประเทศอย่างเป๊ก ผลิตโชค(@peckpalit), วง 4EVE (@4eveOfficial) และเรียกได้ว่าคนไทยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเซเล็บดาราไทย

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังคงอยู่และสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน ทวิตเตอร์ยังเห็นว่าคนไทยมีความหวังและความฝัน เห็นได้จากธีมหลักของบทสนทนาที่ผู้ใช้งานจะทวีตถึงความหลังในอดีตถึงทริปที่เคยไปเที่ยวและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปเม้นต์ถามคนอื่นๆ ว่า “หลังหมดโควิดแล้ววางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน”

4.การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง – การเฉลิมฉลอง และ พลังบันดาลใจ

การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของบทสนทนาทั้งหมด โดยใจความของบทสนทนาในธีมนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ในอีกด้านทวิตเตอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลอง ชาวทวิตภพมีความภูมิใจในการแบ่งปันความสุขและเฉลิมฉลองในทุกเหตุการณ์ อาทิ งานฉลองสำเร็จการศึกษา การได้เกรดดีๆ วันเกิด หรือ การฉลองครบรอบ ฯลฯ

คนไทยนั้นต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารีในการทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ในแบบของ พลังบันดาลใจ ทวิตเตอร์จึงเปรียบเสมือนเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนกัน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทวีตข้อความทั่วๆ ไปที่เป็นการส่งพลังบวกให้กับทุกคนในชุมชนโดยรวม ไม่ได้เป็นการระบุเจาะจงถึงบุคคลใดแต่เป็นการให้กำลังใจกับคนอื่นๆ ที่ต้องการทำลังใจอาจเลื่อนทวีตผ่านมาเห็น

มากดติดตาม @TwitterThailand เพื่ออัปเดตกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์ประเทศไทยกันได้เลย!

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง…ไม่พังแน่! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656606

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง...ไม่พังแน่!ในช่วงที่ผ่านมา ว่าที่บ่าวสาวอย่างคุณอาจกำลังใช้เวลากับการเลือกแบบแหวนแต่งงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหลังจากที่เหตุการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ เป็นช่วงที่เราได้ยินกันว่าการจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวหลายคู่ ต้องปรับเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา บางคู่ละเว้นประเพณีและลำดับพิธีแต่งงานบางส่วนออกไป บางคู่เสาะหาไอเดียการจัดงานแต่งงานแบบใหม่ ๆ

ครั้งนี้เรามี 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงานในยุคโควิด ไอเดียสุดปังมาฝากคู่บ่าวสาว โดยคุณวิธ สุดใจอำพัน จากร้านเพชร Above Diamond เพื่อให้ทุกท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ได้จัดงานแต่งงานอย่างเหมาะสมลงตัว ได้มีโมเมนท์สวมแหวนแต่งงาน และที่สำคัญได้มีความสุขไปกับทุกคนในครอบครัว เหมาะสมที่สุดกับยุคโควิดช่วงนี้ มาดูกันเลย!

9 เทรนด์จัดงานแต่งงานสุดปังยุคโควิด

1. จัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แบบไมโครเวดดิ้ง

การจัดงานแต่งงานแบบเล็ก ๆ หรือ “ไมโครเวดดิ้ง” (Micro Wedding) คือ งานแต่งที่มีจำนวนแขกไม่มากไม่น้อยประมาณ 40-50 คน กำลังเหมาะสม เป็นเทรนด์การจัดงานแต่งในยุคโควิดที่กำลังฮิตที่สุด เพราะมีการปรับขนาดงานแต่งให้เล็กลงมา โดยเชิญเฉพาะแขกคนสนิทที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ เท่านั้น … คุณยังสามารถมีงานเลี้ยงฉลอง มีพิธีแต่งงาน และ แลกแหวนแต่งงานได้ตามปกติ เพียงแค่จัดในขนาดงานที่เล็กลงมาเท่านั้น เป็นตัวเลือกที่เรามักเห็นคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกทำกัน เหมาะสำหรับคนที่วางแผนแต่งงานในยุคโควิดที่สุด และยังสามารถช่วยคุณจัดงานแต่งงานแบบประหยัดได้อีกด้วย!

2. DIY จัดงานหมั้นเล็ก ๆ จัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เน้นพิธีสู่ขอ และสวมแหวนแต่งงาน

พูดถึงการจัดงานแต่งงาน คุณคิดว่าสิ่งไหนที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณมากที่สุด? พิธีไหนที่ตัดออกไปไม่ได้? ในยุคโควิดนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถ DIY ลำดับพิธีงานแต่งงานของคุณในแบบที่คุณต้องการได้มากที่สุดแล้ว จินตนาการถึงโมเมนท์ที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณ คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ เพียงแค่มีงานหมั้น พิธีแต่งงานทางศาสนาหรือตามประเพณีความเชื่อที่บ้าน บางบ้านเน้นแค่พอมีพิธีสู่ขอ และ แลกแหวนแต่งงาน แหวนเพชร แหวนทอง มอบสินสอด จดทะเบียนสมรส และเลี้ยงฉลองทานข้าวในบรรยากาศครอบครัว เพื่อให้งานแต่งงานรวบรัดที่สุด โดยเน้นความสุขไปที่การได้มีครอบครัวใหม่สร้างขึ้นและมีญาติ ๆ คนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือว่าครบ ลงตัวที่สุด

3. จัดงานแต่งงานกลางแจ้ง เน้นอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ถ่ายเทเพียงพอ

หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญ สำหรับการจัดงานแต่งงานในยุคโควิด หนีไม่พ้น “การเว้นระยะห่าง” ซึ่งตีโจทย์ออกมา แปลว่าสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการก็คือ “การจัดงานแต่งงานกลางแจ้ง” เพื่อให้อากาศถ่ายเท คู่บ่าวสาวจะได้เฉลิมฉลองการแต่งงานในสวน หรือ Outdoor ที่ช่วยตัดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในห้องแคบออกไป พร้อมกับได้ภาพแต่งงานสวย ๆ สวมแหวนแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศหุบเขา หรือ แต่งงานในสวนสไตล์อังกฤษ แบบอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งธีมงานหรือรูปแบบงานจะออกมาเป็นแบบใดก็ไม่มีปัญหา เน้นปลอดภัยไว้ก่อน และแต่ง Backdrop บรรยากาศสวย ๆ ตามใจคู่บ่าวสาวชอบ ไม่ต้องซ้ำใคร

4.ระบุที่นั่งอย่างชัดเจน และจัด Pod Seating

นอกจากจะเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างในงานแต่งงาน และจัดงานแต่งงานกลางแจ้งแล้ว ในยุคโควิดนี้ คู่บ่าวสาวยังฮิตที่จะจัดโต๊ะที่นั่งแบบ Pod Seating หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ท่าน อาจเป็นโต๊ะกลมหรือโต๊ะเหลี่ยม คลุมผ้าขาวและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน แต่เป็นการจัดที่นั่งให้นั่งได้ไม่เกินโต๊ะละ 2 ท่าน … เพราะโดยปกติในงานแต่งงาน แขกมักมากันเป็นคู่ จำนวน 2 ท่านอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการตกแต่งงานแต่งงานแบบเก๋ ๆ ที่เป็นโต๊ะแยกเล็ก ๆ สำหรับ 2 ท่าน สวย น่ารัก กำลังดี

5. จ้าง Formal Dinner Service หรือ Fine Dining มาฉลองที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ภายในบ้าน คุณก็สามารถจัดงานแต่งงาน เลี้ยงฉลองได้เต็มที่ไปด้วยเทรนด์การจ้าง Catering หรือ ร้านอาหารชื่อดัง ให้เชฟมาทำอาหารในทานในงานเลี้ยงที่บ้านแบบ Fine Dining หรือ จะจ้าง Catering เป็นคอร์ส หรือ เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ฉลองพิธีแต่งงานและทานอาหารดีดีพร้อมหน้าพร้อมตาไปกับคนที่คุณรู้ใจมากไปกว่านี้แล้วว่าไหม?

6. Live Stream Wedding

แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือ ญาติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะมาร่วมกับคุณในช่วงเวลาที่คุณจะสวมแหวน แลกแหวนแต่งงาน ไม่ได้ แต่คุณก็ยังสามารถ Live Streaming ให้คนที่คุณรักชมภาพบรรยากาศสด ๆ ในการสวมแหวน พิธีหมั้น พิธีมอบสินสอด และ โมเมนท์น่ารัก ๆ ความสนุกต่าง ๆ ในงานแต่งงานของคุณได้ เป็นการแบ่งปันบรรยากาศถ่ายทอดสด และคุณยังสามารถให้เพื่อน ๆ ที่คุณรักร่วมแสดงความคิดเห็น เชียร์เจ้าบ่าวตอนเล่นเกมกั้นประตู ผ่าน Live Streaming ได้อีกด้วย

7. บอกลาพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม

ในยุคโควิด คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะตัดลำดับพิธีงานแต่งงานแบบดั้งเดิมบางข้อออกไป เช่น การเชิญประธานขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาว, ตัดเค้กแต่งงาน, งานเลี้ยงแต่งงาน, After Party หรือแม้แต่พิธีแต่งงานทางศาสนา เพื่อให้เหมาะกับข้อจำกัดในช่วงโควิด … เรามักเห็นหรือจะได้เห็นว่าคู่บ่าวสาวบางคู่เลือกที่จะตัดสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่สมควรทำออกแล้ว แล้วโฟกัสไปที่การจัดงานแต่งงานสไตล์ที่พวกเขาชอบ และเป็นตัวของพวกเขาอย่างแท้จริงแทน เราอาจจะไม่ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบให้เจ้าสาว Walk Down เข้าสู่งาน, ไม่มีซุ้มกระบี่, ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวโปรยดอกไม้

8.อาหารกลายเป็นไฮไลท์หลักของงานแต่งงาน

เราจะเห็นว่าคู่บ่าวสาวอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทานอาหารอร่อย ๆ ในงานแต่งงาน มากกว่าการทานอาหารแบบรวดเร็ว ลดการใส่ใจพรีเซนเทชั่นงานแต่ง การพูดบนเวที การเปิดฟลอร์เต้นรำ หรือ After Party แบบก่อนยุคโควิด … คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่อาหารของแขกมากกว่า โดยให้งานแต่งงานนี้เปรียบเสมือนกับการเชิญแขกคนสำคัญมาทานอาหารดีดี ในบรรยากาศอันงดงามหรืออบอุ่นแบบงานแต่งงาน ชูโรงด้วยการจ้างเชฟร้านดัง หรือ โรงแรมดัง มาเนรมิตรประสบการณ์พิเศษ ทำให้งานแต่งงานของคุณดูเซ็กซี่ ซู่ซ่า รับรองว่าใครเห็นก็พูดต่อกันเป็น Talk of the Town … โควิดทั้งที แต่งานแต่งนี้ไม่กร่อยนะจ้ะ

9.จัดงานแต่งงานอย่างประหยัด ทุ่มงบไปกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า

และด้วยเทรนด์ฮิต การจัดงานแต่งงานยุคโควิด ที่เราได้บอกคุณไปก่อนแล้ว 8 ข้อด้านบนนี้ ที่คุณจะเห็นได้ว่า เทรนด์ที่กำลังมาคือการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าออกไปด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ คุณจะเห็นได้ว่าคุณมีโอกาสมากมายที่จะได้จัดงานแต่งงานในแบบที่คุณอยากได้ การจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานอาจเป็นอีเวนท์เดียว วันเดียว เดี๋ยวเดียวก็จบ … คู่บ่าวสาวบางคู่จึงสามารถตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก และสามารถเพิ่มงบมากขึ้นไปที่ “แหวนแต่งงาน” ให้คนที่คุณรัก โดยอาจวางแผนเก็บแหวนวงนี้เป็นมรดกให้กับลูกสาวหรือลูกชายในอนาคต หรือเก็บไว้เป็นของขวัญให้คนรักของคุณได้จดจำ เมื่อเราทำทุกอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่าได้เซฟงบ แล้วมีเงินเหลือ เพิ่มแหวนคู่ หรือ แหวนแต่งงาน ลงทุนกับราคาเพชร อีกสักนิดอีกสักหน่อยให้เต็มกะรัต ให้คู่ควรกับความรักที่คุณตั้งใจมอบให้เจ้าสาวที่รักของคุณ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงาน มาแรง สุดปัง ในยุคโควิดนี้ หวังว่าคู่บ่าวสาวจะได้ไอเดียดีดีในการจัดงานแต่งงานยุคโควิดนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานแต่งงานของคุณ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณด้วย

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656604

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สาวโสดคนหนึ่ง ทำงานหนัก หาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง ช่วงหยุดยาวจึงอยากไปขับรถเล่น พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขา เธอชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปด้วย แต่เพื่อนเธอไม่ว่างและขับรถไม่เป็น เพื่อนเธอจึงปฏิเสธ แต่เธอพยายามรบเร้าอยู่หลายครั้งจนเพื่อนใจอ่อน โดยชวนแฟนของเพื่อนไปด้วย ช่วยขับรถระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร เพื่อนเธอบาดเจ็บสาหัส แฟนเพื่อนเสียชีวิต เธอเสียใจมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หากว่าไม่ชวนเพื่อนและแฟนของเพื่อนไปด้วย ก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก นึกขึ้นมาทีไร เจ็บปวด เสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันย้อนเวลาไม่ได้ และชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิดในใจลึกๆ กลายเป็นคนซึมเศร้า ศักยภาพถดถอย ไม่อาจพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ ชีวิตไม่มีความสุข เพราะเธอคิดว่าเธอคือต้นเหตุ

ในช่วงชีวิตเราย่อมต้องมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และส่งผลเสียต่อทั้งตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยคิดว่าตนคือต้นเหตุ เพราะคิดว่าหากว่าตนไม่ทำอย่างนั้น มันก็คงไม่มีเรื่อง มันเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองและเสียใจมายาวนาน จนเป็นรากฝังลึกลงเป็นปมในใจ ความรู้สึกผิดนี้ ตนก็พยายามจะลืมๆ มันไป แต่ทำไม่ได้ มันแวะเวียนมาบ่อยๆ นึกถึงทีไร รู้สึกผิดหวังในตนเอง คิดอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกผิดนี้มันบั่นทอนจิตใจ ความรู้สึก ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อเหตุการณ์เชิงลบที่เข้ามากระทบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน คิดมาก วิตกจริต และบ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

  • บ่อยครั้งที่ท่านมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก แล้วก็ล้มเลิกไป
  • ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือน ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว
  • ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ไม่อดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้
  • คิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก
  • ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป
  • ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมไม่สามารถสร้างทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ ตนจึงเสียโอกาสก้าวหน้า ผลงานไม่เข้าตา องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้ ท่านสงสัยไหมว่าทำไม รากของปัญหาคืออะไร แล้วจะแก้ยังไง?

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา โดยปกติ คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกัน และก็โดยทั่วไปที่คนเราย่อมต้องมีความพลาดพลั้ง หรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาก็คือว่า คนเรามักจะเอาความพลาดพลั้งจากการที่ไม่ถึงเป้าหมายในเชิงรูปธรรมที่วัดได้ หรือเอาความพลาดพลั้งในอดีตที่ตนได้ทำลงไปนั้น มาสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจตนเอง ตรงนี้ซิคือประเด็น!!

ภาวะดังกล่าวคือ ความรู้สึกผิด คิดว่าตนคือต้นเหตุของปัญหา มันเป็นภาวะที่เห็นตนเองติดลบ เห็นว่าตนเองใช้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง คิดไปว่าตนขาดประสิทธิภาพ ด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่าที่ตนคิด หรือเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หรือตีความว่าทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ออก ทำไม่สำเร็จ โดยรวมก็คือ ตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง

เมื่อเห็นตนเองไร้ค่า จึงเกิดความสงสัยในตนเอง ขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภายในอ่อนแอ เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวไปตามกระแสหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงกดดันจากภายนอก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคาดหวังสูง จึงรับไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งภายใน กลายเป็นแรงกดดัน มากๆ เข้าก็เลยคิดมาก วิตกจริต กดดันตนเอง หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ซึมเศร้า และในบางกรณีกลับมาทำร้ายตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนไปเอาความพลาดพลั้งในอดีตมาทำร้ายตัวตนของตนเองอย่างเข้าใจผิด ปัญหาของบุคคลจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น ที่เอาความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดมาทำร้ายตนเอง มาทำลายคุณค่าตนเอง

เมื่อมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และหากบุคคลใดมีกรอบความคิดว่าความพลาดพลั้งคือความผิดแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวมันจะเข้ามาโจมตีที่ตัวตนของบุคคลคนนั้น และสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง สร้างความหวั่นไหวขึ้นภายใน บุคคลที่ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นความรู้สึกผิดนี้ไปได้ จึงไม่สามารถขับศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิดต่อความพลาดพลั้ง และนี่คือสาเหตุหลักที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคลให้ถดถอย ไม่สามารถนำตนเองได้อย่างน่าเสียดาย และเป็นรากของปัญหาในทุกความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ความสามารถในการปลดปล่อยศักยภาพจึงมาจากการที่ตนเห็นตนเองเป็นใคร อย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงทางออกของปัญหาในประเด็นความรู้สึกผิดต่อตนเองนี้ เราพบว่าทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (หรือภาพในใจ) หรือ Mindset กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนเราผ่านมาทั้งเรื่องบวกและลบมากมายทั้งชีวิต ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง

เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเองเสียใหม่ โดยย้อนกลับเข้ามาภายในเพื่อทำความเข้าใจตนอง ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ห้ามปฏิเสธ หากเรายอมรับมัน นั่นเท่ากับว่าเรายอมรับตนเอง มันเป็นการเข้าใจตนเอง ให้อภัยตนเอง มันคือการเห็นคุณค่าตนเอง ภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถก้าวข้ามพ้นภาวะติดลบภายในใจไปได้ ภายในบุคคลจึงเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่นและมีความมั่นคงภายใน ความมั่นคงภายในนี้เองจะเป็นก้าวสำคัญที่บุคคลจะเริ่มปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้ การเห็นคุณค่าตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การสร้างการนำตนเองเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน