บุกเซ็นทรัลฯ อุดร พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ในงาน “Vietnamese Goods Week – Udon Thani 2021” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/656137

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 12:20 น.

บุกเซ็นทรัลฯ อุดร พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ในงาน “Vietnamese Goods Week - Udon Thani 2021”พาชิม-ช้อปสินค้าจากเวียดนาม ภายใต้ธีม A Flavour of Vietnam ในงานแสดงสินค้าจากประเทศเวียดนาม “Vietnamese Goods Week in Thailand – Udon Thani 2021”

จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้วสำหรับงาน “Vietnamese Goods Week in Thailand – Udon Thani 2021” (เวียดนามีส กูดส์ วีค อิน ไทยแลนด์ – อุดรธานี 2021) งานแสดงสินค้าจากประเทศเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมือหว่าง กลุ่มเซ็นทรัล บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ปีนี้จัดภายใต้ธีม “A Flavour of Vietnam” (อะ เฟลเวอร์ ออฟ เวียดนาม) ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G เซ็นทรัล อุดรธานี ระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2564

จากความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศในโอกาสฉลองครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามทั้งที ครั้งนี้เลยยกขบวนไปจัดงานกันที่ “จังหวัดอุดรธานี” ซึ่งเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในงานมีสินค้าไฮไลท์มากมาย เริ่มกันที่หมวดของสด งานนี้จะได้เห็นของดีที่เวียดนามส่งตรงมาให้ชาวไทยได้ลองชิมกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น

ลิ้นจี่เวียดนาม : สายพันธุ์ Vai Thieu (ว๊ายะเถี่ยว) ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในเวียดนาม เนื้อฉ่ำ หวาน อร่อย เมล็ดเล็ก ส่งตรงจากจังหวัด Luc Ngan Bac Giang (ลุ้กง้าน บั๊คยาง)

แก้วมังกร 3 สี : ได้แก่ เนื้อสีชมพูเข้ม เนื้อสีขาว และพิเศษ “แก้วมังกรสีเหลือง” จากเมือง Long An Binh Thuan (ลองอาน บิ่นห์ถวน) ที่นำเข้ามาเป็นปีแรก รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ เปลือกบาง ผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ นำไปแช่เย็นฉ่ำๆให้ความสดชื่น

มันหวาน : มีให้เลือกถึง 2 สี คือ เนื้อสีเหลือง และเนื้อสีม่วง รสชาติหวานทั้งคู่ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ นำไปนึ่งหรือเผาให้พอดีมีแทรกกลิ่นคาราเมลในเนื้อนิดๆ รับรองว่าอร่อยล้ำ!

เนื้อปลาแพนกาเซียดอลลี่ : สินค้าขึ้นชื่อของเวียดนามอีกอย่างหนึ่ง ปลาแพนกาเซียดอลลี่ในเวียดนามถูกเลี้ยงในระบบที่ได้คุณภาพ จึงทำให้เนื้อสัมผัส และรสชาติแตกต่างจากปลาดอลลี่ที่อื่น ปลาแพนกาเซียดอลลี่นั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน โอเมก้า-3 และวิตามิน B2 ซึ่งล้วนแต่ดีต่อร่างกาย

นอกจากของสดแล้ว ภายในงานยังมีอาหารพร้อมทานให้เลือกชิมกันอีกด้วย อาทิ

ร้านอิ่มปาเต ร้านชื่อดังประจำจังหวัดอุดรธานี อร่อยกับเมนูขึ้นชื่อ Bahn Mi หรือบาเก็ตเวียดนาม ขนมปังที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านนี้มีความกรอบนอก นุ่มใน และมีไส้ให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไส้ดั่งเดิมอย่างหมูยอ ไส้ทูน่า หรือเบคอน เป็นต้น

คาเฟ่อเมซอนเวียดนาม : เวียดนามขึ้นชื่อเรื่องกาแฟเช่นกัน งานนี้ได้ Café Amazon เวียดนามมาช่วยครีเอท 4 เมนูพิเศษให้คอกาแฟได้ลองชิมกัน ได้แก่ Cà Phê S?a (ก่าเฟเชื้อะ) เมนูกาแฟสไตล์เวียดนาม ที่ผ่านการคัดสรรจากเมล็ดกาแฟท้องถิ่นเวียดนามระดับคุณภาพ ปกติมีจำหน่ายที่เวียดนามเท่านั้น นอกจากนั้นยังมี Ca Phe Sua หรือ Café Sua เย็น ชงสด ที่ใช้เมล็ดสายพันธุ์ Aramour และเมนูชา Tra Sua Thai Do หรือ Thai Milk Tea นั่นเอง

ส่วนใครอยากจะซื้อเมล็ดกาแฟสำเร็จรูป ชาหอมๆ เครื่องปรุงต่าง ๆ เฝอสำเร็จรูปไปทำทานเองที่บ้าน ตลอดจนดอกไม้สดนานาพันธุ์บานสะพรั่งส่งตรงจากเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ คาร์เนชั่น ลิลลี่ อัลสโตรมีเรีย และอีกมากมาย สามารถเลือกซื้อไปปักแจกันเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ระหว่างวันได้เลย

ย้ำอีกครั้งว่างาน “Vietnamese Goods Week – Udon Thani 2021” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายนนี้เท่านั้น 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว แล้วพบกันที่เซ็นทรัล อุดรธานี มาชิม-ช้อป-ชมสินค้าและอาหารเวียดนามคุณภาพดีไปด้วยกัน จบงานนี้หากยังช้อปไม่จุใจก็แนะนำไปเลือกซื้อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเวียดนามกันต่อได้ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tops.co.th หรือ เฟซบุ๊ก TopsThailand หรือ แอปพลิเคชั่นไลน์ @TopsThailand

‘มะเร็งตับ’ ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656545

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

'มะเร็งตับ' ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19ปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 “มะเร็งตับ” ดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน พุ่งสูงกว่าโควิด 26 เท่า/ปี แพทย์วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤตสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้ง ประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน

จากความร้ายแรงของวิกฤตสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563 – 1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่าตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น 73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19 ถึง 26 เท่าตัว

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มสุรา (30%)
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%)
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%)
  • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น

สถิติพบว่า ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย

ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ แต่ กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น

ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด”

คุณพงศ์พสิน นวลละออ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ ในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองให้กับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก (Cancer Survivors Month) เกี่ยวกับโรคนี้ว่า “ความรู้สึกแรกเมื่อตรวจเจอมะเร็งตับ คือสภาพจิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง จากที่เคยใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติก็กลับเบื่ออาหาร ถ่ายเป็นสียางมะตอยสัปดาห์ละครั้ง ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2553 แต่แค่เพียงปีกว่าๆ มะเร็งกลับลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย”

ถึงแม้ว่ามะเร็งตับจะเป็นโรคที่คุกคามร่างกายของคนเราอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการ แต่การหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและสำรวจประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว ว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับหรือ มีอาการอื่นๆ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับ อาทิ โรคดีซ่าน ตรวจพบก้อนบริเวณท้อง ปวดท้องแบบโรคกระเพาะอย่างต่อเนื่อง และภาวะไขมันพอกตับหรือตับเริ่มแข็ง เป็นต้น หากสำรวจตัวเองแล้วพบความเสี่ยงก็ควรรีบพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ศ.พญ.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับทุกคนอดทนรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการไปพบแพทย์ตามนัด สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้กำลังใจว่า ถ้าเราตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่ 1 โอกาสที่สามารถรักษาให้หายขาดมีได้สูง” 

โรคมะเร็งตับสามารถป้องกันได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ “การปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อถนอมตับที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ให้ทำงานได้อย่างดีที่สุด ผมอยากฝากถึงผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคอยู่ว่าการเป็นมะเร็งไม่ได้แปลว่าต้องเสียชีวิตเสมอไป เราต้องมีความหวังและเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์” คุณพงศ์พสินกล่าวปิดท้าย

สำหรับวันนี้ที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จึงอยากให้พิจารณาสิทธิบัตรทอง 30 บาท สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ ซึ่งเป็นวิกฤติสุขภาพที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กลับเป็นโรคที่ไม่ได้รับความใส่ใจด้านการตรวจคัดกรองและการรักษาเท่าที่ควร ทำให้กว่าผู้ป่วยจะมาถึงมือแพทย์ก็มักอยู่ในระยะท้ายๆ ของโรค และเสียชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ฉะนั้น สิทธิในการเข้าถึงยาจะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสมและยืดระยะเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656542

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:30 น.

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลยดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ชวนไขคำตอบความเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสของคุณแม่ ที่มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด พร้อมคำแนะนำดีๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ตามปกติแล้วผู้หญิงช่วงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางร่างกายมากมาย หลายคนอาจเผชิญสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน Work From Home หรือไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกที่ตนชอบได้เหมือนเดิม ก็อาจทำให้มีความสุขน้อยลงกว่าแต่ก่อน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหาร Vital Glow Skin & Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เครือโรงพยาบาลนวมินทร์และนวมินทร์สหคลินิก ผู้บริหารคนสวยเก่ง และกำลังสวมบทบาทคุณแม่มือใหม่ เผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนใส่ใจในสุขภาพอยู่แล้ว นอกจากหาความรู้ด้วยการเรียนอย่างจริงจัง เพื่อใช้กับงานแล้ว เวลามีปัญญาด้านสุขภาพเรื่องไหนก็ชอบที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับครอบครัวทำธุรกิจโรงพยาบาล นอกจากหาความรู้ด้วยตัวเองยังไม่พอ พิมพ์ก็ได้มีการเช็กเพื่อความถูกต้องกับหมอเฉพาะทางอีกครั้ง สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการอะไร พิมพ์ได้ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

ทีมสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 กล่าวว่า สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสอาจจะเรียกได้ว่า มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โลน ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซนต้าแลกโตรเจน ฮอร์โมนโปรแลกติน และ ฮอร์โมนออกซิโตซิน เป็นต้น เรียกได้ว่าช่วงนี้ของคุณแม่เป็น Hormonal Storm เลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อคลอดลูกก็จะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับอารมณ์ได้ง่าย ทำให้รู้สึกอารมณ์ไม่คงที่ เช่น การนอนไม่เป็นเวลาที่ต้องดูแลลูก การพักผ่อนไม่เพียงพอ การที่เห็นร่างกายเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงไปของกิจวัตรประจำวัน ความกังวลในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการเลี้ยงลูก หรือทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ทำงานมากกว่าเหตุผล รวมไปถึงสภาพแวดล้อม ยิ่งมีสถานการณ์การเผยแพร่ของโควิด-19 การใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมได้เปลี่ยนไป ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอก หรือความกังวลเรื่องการนำเชื้อโรคมาสู่ลูกน้อยมากจนเกินไป ก็อาจเป็นการสะสมความเครียดในรูปแบบหนึ่ง รวมถึงฮอร์โมนดังกล่าวยังส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้อ้วนง่าย เป็นเบาหวานง่ายอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนส่งผลถึงสุขภาพจิตของคุณแม่

เมื่อร่างกายมีความเครียดมักจะมีหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ฮอร์โมนคอร์ติซอล 2. อะดรีนาลีน ทำให้ร่างกายของคุณแม่แสดงอาการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความดันสูง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนรู้สึกเบื่ออาหาร เป็นต้น แต่เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณแม่แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือสามารถส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้อีกด้วย เช่น การเติบโตช้า เพราะคุณแม่เครียดรับประทานอาหารได้น้อยทำให้สารอาหารไปถึงลูกไม่เพียงพอ พัฒนาการด้านอารมณ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะมีอาการที่งอแง ขี้โมโห และผลกระทบอันตรายที่สุดคือการแท้งลูก นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องอยู่บ้านนาน ๆ เราจะพบว่า

· พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมีผลกับอารมณ์ของคุณแม่ แนะนำว่าคุณแม่ควรทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบเป็นหลัก สามารถทำได้ที่บ้าน เป็นการทำกิจกรรมโดยมีลูกน้อยของเราเป็นแรงบันดาลใจ เช่น การทำอาหารสำหรับเด็ก ศึกษาคุณค่าอาหารโภชนาการที่เหมาะกับลูก ถักชุดไหมพรมให้ลูก ทำของเล่นให้ลูก อ่านหนังสือหรือนิทานให้ลูกฟัง เล่นดนตรีกล่อมลูกน้อยของเรา ออกกำลังกายเบา ๆ พอให้ร่างกายได้รู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ เมื่อฮอร์โมนความรักหลั่งออกมา แม่ก็จะมีความสุข แล้วลูกก็จะรับรู้ถึงความสุขจากแม่ได้

· ให้คุณแม่มองโลกในแง่บวกไว้มาก ๆ ใช้ความคิดเชิงเหตุผลมากกว่าอารมณ์ การมี Mindset เชิงบวกช่วยคุณแม่ได้มาก ให้มองว่าการมีลูกในช่วงนี้มีข้อดี เพราะเราจะได้อยู่บ้านดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ มีเวลาเล่นกับลูก แถมสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ก็มีเวลาช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยของเราที่บ้านด้วย

· เมื่อคุณแม่รู้สึกซึมเศร้าบ่อยมากขึ้น รู้สึกไม่อยากให้นมลูก ไม่อยากได้ยินเสียงร้องของลูก นอนไม่หลับ รู้สึกหมดพลัง แม้จะทำกิจกรรมที่ชอบแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบจิตแพทย์ได้เลย หากรู้สึกเครียด ให้เน้นพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อน และคนในครอบครัว ก็เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้

ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าสภาพจิตใจเราแข็งแรง เราสตรองเพียงพอทุกอย่างก็จะออกมาดี เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวกเข้าไว้เพราะในทุกสถานการณ์มันต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และถ้าเรามองข้อดีให้มากกว่าข้อเสีย การมีลูกในช่วงนี้ก็จะเป็นไปได้ดี แม่เองก็มีความสุขและมีน้ำนมเลี้ยงลูกน้อยต่อไปด้วย ขอให้คุณแม่ลูกอ่อนหรือแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านสู้ต่อไป พยายามคิดบวกในสิ่งที่เราเป็นเข้าไว้ พิมพ์ขอเป็นกำลังใจให้ ดร.พิมพ์ขวัญกล่าวสรุป

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงนี้แล้วกำลังรู้สึกเครียด อาจต้องหาเวลาทบทวนจุดดีหรือจุดแข็งของตัวเรา อาชีพที่เราทำอยู่ ความสามารถที่เรามี โฟกัสสิ่งดี ๆ มากกว่าสิ่งที่จะมาบั่นทอนกำลังใจ การทำกิจกรรมดี ๆ ที่บ้าน และปรับความคิดช่วยให้สภาพจิตคุณแม่แฮปปี้ขึ้นได้ เชื่อว่ารอบตัวเรานี้มีคนที่เข้าใจ พร้อมมอบพลังบวกให้คุณแม่ทุกท่านได้เสมอ คุณแม่ที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความสนใจเรื่องแม่และเด็ก สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ หรือฝากคำถามไว้ได้ที่ Facebook Fanpage: Dr.Pimkhwan แม่พิมพ์ แม่มือใหม่ YouTube Channel: dr.PIMKHWAN และ Instagram: dr.pimkhwan

มาตรวจเบาหวานกันเถิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656322

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

มาตรวจเบาหวานกันเถิดใครควรตรวจเบาหวาน? แพทย์ชวนตรวจไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานและโรคแทรกซ้อน

โรคเบาหวาน หมายถึงโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้ คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็คเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่

• ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

– มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง

– มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

– เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่

– ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL 250 มก/ดล. หรือรับประทานยารักษา

– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

– กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง

– ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe

obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)

– เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อัฟริกันอเมริกัน ละติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น

– ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย

บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน “ทุกอายุ”

• ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน)

– HbA1c = 5.7-6.4%,

– ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง)

ควรได้รับการตรวจเบาหวาน “ทุกปี”

• ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)

• ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV)

ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2

• ไม่มีใครทราบ “จุดเริ่มต้น” (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่

• ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน

• ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้

• ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ 

“มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน และป้องกันเบาหวานไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

Self-resilience การปรับฟื้นคืนสภาพตนเองเชิงรุกทำอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656022

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 08:01 น.

Self-resilience การปรับฟื้นคืนสภาพตนเองเชิงรุกทำอย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ ผลกระทบจากโควิดไม่มีจบ เพราะการกลายพันธุ์ของมันเป็นเรื่องปกติ และมันจะอยู่กับเราตลอดไปเหมือนไข้หวัดทั่วไป วัคซีนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยชะลอความรุนแรงได้ รวมทั้งลดอาการข้างเคียง

ผลจากวิกฤตโควิด ธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามธุรกิจต้องเดินหน้าต่อ อีก 4 เดือนจะเปิดประเทศ การปรับฟื้นคืนสภาพเพื่อกลับมาเล่นเชิงรุกได้ด้วยตนเอง (Self-resilience) จึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยมีประเด็นที่อยากเสนอให้พิจารณาดังนี้

1. การพัฒนาความสามารถในการเลือกตอบสนอง

ประเด็นนี้ต้องการทำความเข้าใจว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนเป็นเรื่องภายนอกที่เราไม่อาจควบคุมได้ แต่ตนมีอิสรภาพในการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ เพราะเราเลือกได้ ความสามารถของการเลือกตอบสนองได้นี้เองเป็นหลักการสำคัญของการสร้างการนำตนเอง เพื่อพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเล่นเชิงรุกได้

2. มองทางเลือกในขอบเขตศักยภาพที่ตนสามารถทำได้

การจะพลิกฟื้นตนเองได้ต้องปรับมุมมองใหม่ว่า ทุกปัญหาเป็นความท้าทาย ทุกปัญหามีทางออก มองปัญหาเป็นโอกาส มันอยู่ที่เราเอง ดังนั้น ลองถามตนเองว่า เราควรเอาเวลาไปโฟกัสต่อสิ่งที่ตนสามารถทำได้ หรือจมอยู่กับตัวปัญหา หลายคนมักคิดวนอยู่กับตัวปัญหาและบ่นโทษโน่นนี่นั่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นกรอบติดลบที่ตนเองนั่นแหละสร้างขึ้นมาเองได้ และเอาเวลาไปคิดหาทางออกในขอบเขตศักยภาพของตนเองที่ตนพอจะทำได้ ไม่ดีกว่าหรือ 

3. หาเป้าหมายชีวิตตนเอง

เป็นการถามตนเองว่า ตนมีภาพเป้าหมายชีวิตอะไร อยู่ไปเพื่ออะไร ทำไม อะไรสำคัญในชีวิต ตนอยากมีอะไร อยากเป็นอย่างไร อยากทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง ภาพเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนนี้เองที่จะสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมานำตนเอง เล่นเชิงรุกได้

4. วาดภาพก่อนลงมือทำทุกครั้ง

เพราะภาพเป้าหมายความสำเร็จจะสร้างแรงบันดาลใจ แต่ที่หลายคนลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่สามารถนำตนเองได้ เพราะภาพของผลลัพธ์ที่ต้องการมันไม่ชัด ดังนั้น ก่อนลงมือทำอะไรต้องวาดภาพเป้าหมายให้ชัด เพราะภาพยิ่งชัด ฝันยิ่งเป็นจริง โอกาสพลิกฟื้นจึงเป็นไปได้

5. พัฒนาแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม

หลายคนเวลาเจอปัญหาแล้วคิดไม่ออก ไม่สามารถคิดอะไรที่แตกต่าง จึงขาดทางเลือก ขาดทางออกที่สร้างสรรค์ จึงแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ นั่นเป็นเพราะขาดปัญญา ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ และที่ขาดองค์ความรู้ก็เพราะขาดแนวคิดเชิงระบบ องค์กรที่สามารถพลิกฟื้นตนเองได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมงานต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ โดยมองว่าอะไรคือองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และองค์ประกอบเหล่านั้นมันเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อให้ได้ทางออกใช้แก้ปัญหา อีกทั้งต้องสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสินค้าและบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจ

6. มองความพลาดพลั้งคือการเรียนรู้

ไม่ว่าเราจะทำอะไร มันย่อมมีความคลาดเคลื่อน เพราะนี่คือธรรมชาติ แต่หลายคนเข้าใจผิด มองว่ามันคือความผิด ที่สำคัญคือมองว่าตนผิด แล้วเอาความรู้สึกผิดมาทำทำลายศักยภาพตนเองอย่างเข้าใจผิด เราจึงต้องปรับมมุมมองที่มีต่อความพลาดพลังนั้นเสียใหม่ว่า มันคือกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งต่อการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต เพื่อพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็ง

7. พัฒนามุมมองที่เห็นคุณค่าตนเอง

นอกจากจะมองว่าความพลาดพลั้งคือกระบวนการเรียนรู้แล้ว เรายังต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกว่า ความพลาดพลั้งเป็นประสบการณ์ที่ฝังลงในกรอบความคิด กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนคือชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ชีวิตที่เห็นตนเองมีค่าเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างความมั่นคงภายใน มีความเข้มแข็ง สามารถก้าวข้ามพ้นข้อจำกัดตนเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน เพื่อพลิกฟื้นตนเองให้สามารถกลับมานำตนเองเชิงรุกได้อีกครั้ง

ปัญหาใดๆ มันไม่เคยมาเดี่ยว มันรุมเข้ามารอบด้านอย่างสลับซับซ้อน ส่งผลให้หลายคน หลายองค์กรหมดสภาพ ถอดใจ ท้อถอย แต่บางคนยังยืนหยัดสู้ต่อ สามารถพลิกฟื้นตนเอง สามารถสร้างการนำตนเอง ให้ลุกขึ้นมารับมือกับปัญหาได้อย่างท้าทาย ท่านในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ท่านคิดว่าแล้วอะไรทำให้คนเราแตกต่างกัน อะไรทำให้องค์กรของท่านสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญเรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

New Collection : แฟชั่นชุดไทยสุดหรูจาก วนัช กูตูร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655957

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

 New Collection : แฟชั่นชุดไทยสุดหรูจาก วนัช กูตูร์วนัช กูตูร์ อวดโฉมลุคใหม่ เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม กับแฟชั่นชุดไทยพระราชนิยมสุดหรูครั้งแรก

แห่ขับสดับเสียงเจรียงเจิด เลอวิเลิศเพริศพิลาสภาสไสว

ชนม์ทิดาพะงาพรั่งสุรังค์พิไล อันอรทัยประไพพริ้งศฤงคาร

งามสมวงศ์สวัสดิ์อัศวเหม อะเคื้อเอมอร ภฤศสมร ขจรสถาน

งามถ้วนทั้งอินทรีย์ศรีอังคาร อันตระการปรานต์นิรันดร์

…ปานวาด ณ วนัช ผู้ประพันธ์

ใครที่ชื่นชอบและติดตามผลงานชุดไทยของห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ จะเห็นได้ว่าแต่ละชุดนั้นสวยงดงามยืนหนึ่งมาโดยตลอด และครั้งนี้ก็อีกเช่นกันกับแฟชั่นชุดไทยแต่งงานคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบดีไซน์ให้ดูสวย หรูหราตามแบบฉบับเจ้าสาวชุดไทยที่มีให้เลือกชมทั้งชุดไทยโบราณ และ ชุดไทยประยุกต์ มากกว่า 9 แบบ โดยได้ เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม มาร่วมถ่ายทอดผลงานแฟชั่นชุดไทยในครั้งนี้

ด้วยลุคที่ดูสวยเก๋พราวเสน่ห์แบบสาวไทยแท้ ทำให้ชุดไทยทั้ง 9 ลุคดูงดงามจับตาเป็นพิเศษ นอกจากงานดีไซน์และงานตัดเย็บที่ประณีตขั้นสุดแล้ว ยังยกระดับความเลิศหรูดูแพงให้กับชุดไทยด้วยการเลือกใช้ผ้าไหมระดับพรีเมียมอย่าง ผ้าไหมยกลำพูน ผ้าไหมปักธงชัย และผ้าไหมพาราณสี อีกด้วย

รวมถึงทุกรายละเอียดของชิ้นงานล้วนมีความวิจิตรบรรจง เผยให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดและมีเอกลักษณ์ที่สวยงดงามไม่ซ้ำใคร อีกทั้งสีผ้าไหมที่เลือกใช้ยังเน้นโทนสีที่ละมุนตามากขึ้น อาทิ สีทอง สีกลีบบัว สีงาช้าง สีโรสโกลด์ และ สีเขียวอมเทา นอกจากนี้ ยังมีการปรับลุคชุดไทยให้ผู้สวมใส่ดูเรียบโก้แต่ยังคงความหรูหราตามแบบฉบับของสาวชาววัง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสาวยุคใหม่ให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยการันตีผลงานด้วยการเป็นแบรนด์เดียวในเมืองไทยที่ได้รับรางวัล The Best of Thai Wedding Dress ถึง 5 ปีซ้อน ถือเป็นห้องเสื้อตัวจริงที่มีผลงานคุณคับแก้วที่ไม่เคยแผ่วลงไปแม้แต่นิดเดียวเลยแม้จะอยู่ในสถาณการณ์ไหนก็ตาม สมศักดิ์ศรีเจ้าของรางวัล

สำหรับใครที่ชื่นชอบชุดไทยที่ดูเรียบหรูและมีสไตล์แบบนี้ สามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้ที่ ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ พิกัดร้านอยู่ที่ ปากซอยลาดพร้าว 50 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook.com/vanuscouture หรือโทร 02-002-4895 , 086-491-5445 Line: @ vanuscouture

ความประทับใจครั้งใหม่ของรองเท้าผ้าใบในตำนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655612

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

ความประทับใจครั้งใหม่ของรองเท้าผ้าใบในตำนานเผยความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณแห่งการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ อาดิดาส ออริจินอลส์ จับมือ เลโก้ กรุ๊ป เปิดตัวรองเท้าผ้าใบระดับตำนานรุ่นซูเปอร์สตาร์ พร้อมเลโก้คอลเลกชั่นพิเศษที่นักสะสมต้องมี

อาดิดาส ออริจินอลส์ และเลโก้ กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อความร่วมมืออีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบรุ่นใหม่ที่นำเสนอลุคใหม่ที่ต่อยอดมาจากคอลเลกชั่นระดับตำนานอย่างซูเปอร์สตาร์ พร้อมกับการเปิดตัวเลโก้ ออริจินอลส์ ซูเปอร์สตาร์ ที่สร้างสรรค์รองเท้ารุ่นซูเปอร์สตาร์ด้วยตัวต่อเลโก้บริก เพื่อเพิ่มความประทับใจให้แก่คอลเลกชั่นรองเท้าผ้าใบของคุณ

รองเท้าผ้าใบอาดิดาส ออริจินอลส์ รุ่นเลโก้ ซูเปอร์สตาร์ ดึงความโดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ โดยผสานสุนทรียศาสตร์ระดับสูงจากอาดิดาส และตัวตัวต่อเลโก้บริกที่เป็นที่รู้จักของเลโก้เข้าร่วมด้วยกัน

สำหรับรองเท้าผ้าใบรุ่นเลโก้ ซูเปอร์สตาร์ ขนาดสำหรับผู้ใหญ่ เป็นรุ่นที่หยิบเอาเค้าโครงที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังสีขาวและสีดำสุดคลาสสิกมาผสมผสานกันได้อย่างสนุกสนานและโดดเด่น ไม่เพียงเท่านั้น รองเท้ารุ่นนี้ยังเพิ่มความเท่ด้วยลวดลายแถบ 3 แถบที่บริเวณหัวรองเท้า (Shelltoe) และส้นเท้า (heel tab ) ที่ดีไซน์อย่างพิถีพิถันเพื่อจำลองลวดลายเลโก้บริก และรองเท้าเอดิชันนี้ยังเพิ่มความโดดเด่นน่าสนใจด้วยดีไซน์แถบทองรอบตัวรองเท้า

โดยในครั้งนี้เลโก้นำเสนอสิ่งใหม่ ด้วยการมอบโอกาสให้คุณได้ออกแบบโมเดลรองเท้าที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นจากส่วนประกอบของเลโก้ เพื่อรังสรรค์ของสะสมที่จะเป็นที่สนใจจนทำให้ใครๆ ก็พูดถึงได้อย่างแน่นอน

เลโก้เวอร์ชั่นนี้มีความสมจริง เพราะมาพร้อมกราฟิกบนรองเท้าผ้าใบอาดิดาส ออริจินอลส์ ซูเปอร์สตาร์ที่มีความโดดเด่น ด้วยรูปทรงบริเวณหัวเท้า โลโก้ Trefoil และเครื่องหมายลายทาง 3 แถบ จะดีไซน์ให้อยู่บนรองเท้าข้างขวาหรือข้างซ้ายก็ได้ตามที่ผู้สร้างต้องการ หรือจะออกแบบให้ครบคู่ก็ทำได้ เลโก้ชุดนี้ประกอบไปด้วยอุปกรณ์พิเศษ 17 ชิ้น เพื่อให้คุณสามารถเลือกที่จะสร้างรองเท้าผ้าใบเท้าสำหรับข้างขวาหรือข้างซ้ายก็ได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเชือกผูกรองเท้าและกล่องรองเท้าเพื่อเพิ่มความสมจริงมากยิ่งขึ้น

โมเดลของรองเท้ารุ่นนี้สูงกว่า 12 ซม. ยาว 27 ซม. และกว้าง 9 ซม. มาพร้อมแท่นตั้งแสดงผลงานและแท่นวางโลหะ โมเดลรุ่นนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่รักในการสะสมอาดิดาสและงานสตรีทแวร์ รวมถึงแฟนๆ ของเลโก้อีกด้วย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของเลโก้ อาดิดาส ออริจินอลส์ ซูเปอร์สตาร์ ทางเลโก้ กรุ๊ป ได้ระดมเหล่าผู้สร้างแรงบันดาลใจ 6 คน มาออกแบบโมเดลรองเท้าผ้าใบที่สร้างจากเลโก้บริกในเวอร์ชั่นของตัวเอง พร้อมทั้งเชิญชวนให้เหล่าผู้ติดตามทำการแสดงท่าทางในแบบของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย โดยใช้แฮชแท็ก #RebuiltByOriginals สามารถเข้าชมผลงานได้ก่อนใครที่ www.lego.com/adidas-originals-superstar เพื่อจะได้เห็นว่าเหล่าผู้หลงรักในรองเท้าอย่าง Aida Kiraya (@afrokickz), Tom Yoo (@tommyoo23), Hanna Helsøe (@helsoe), Leta Sobierajski (@sobierajski), Nicolai Sclater (@ornamentalconifer) และ Coffee Boy (@178kz_boy) ทำการออกแบบโมเดลในแบบฉบับของตนเองอย่างไร

“ในฐานะเด็กยุค 80 ที่เติบโตขึ้นมาในยุค 90 รองเท้าผ้าใบรุ่นซุปเปอร์สตาร์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมแนวสตรีทอาร์ตจึงเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลานั้น และทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ได้เป็นเจ้าของรองเท้าผ้าใบรุ่นนี้คู่แรก” ฟลอเรียน มัลเลอร์ ดีไซเนอร์อาวุโสของเลโก้ กรุ๊ป กล่าว

”ตอนที่เราเริ่มต้นโปรเจ็กนี้กับอาดิดาสผมจึงตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานนี้ เนื่องจากรองเท้าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นธรรมชาติมากๆ การผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่น แต่ให้ภาพลักษณ์ที่ต่างออกไปตามผู้สวมใส่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทายและน่าสนุกกับการตีความสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นรูปแบบและระบบการต่อของเลโก้ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นตัวต่อสี่เหลี่ยมและบล็อก ขอขอบคุณซูเปอร์สตาร์ของอาดิดาส ออริจินอลส์ ที่ให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมตลอดช่วงการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยได้มากเกี่ยวกับศิลปะการผลิตรองเท้า และตอนนี้เราก็ตั้งตารอดูผลตอบรับจากแฟนๆ ว่าจะนำโมเดลนี้มาสร้างสรรค์ในรูปแบบของตนเองได้อย่างไรบ้าง”

เลโก้ รุ่นอาดิดาส ออริจินอลส์ ซูเปอร์สตาร์ 10282 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม และจะวางจำหน่ายเฉพาะร้านเลโก้ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน และเมกา บางนา โดยราคาอยู่ที่ 2,990 บาท สำหรับรองเท้าผ้าใบอาดิดาส ออริจินอลส์ รุ่นเลโก้ ซูเปอร์สตาร์ จะวางจำหน่ายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ในราคา 5,000 บาท ที่ร้านอาดิดาส ออริจินอลส์ สยามเซ็นเตอร์ และทางออนไลน์ที่ www.adidas.co.th

ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์บีชแวร์ส่งท้ายปลายฤดูร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655484

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 11:45 น.

ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์บีชแวร์ส่งท้ายปลายฤดูร้อนหาไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์บีชแวร์ให้ได้ลุคสุดเริ่ด…ส่งท้ายฤดูร้อน เลิก #เที่ยวทิพย์ เมื่อไหร่ ขอปังเมื่อนั้น

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ปิดให้บริการแม้จะเป็นฤดูท่องเที่ยวทะเลก็ตาม สำหรับใครที่ #เที่ยวทิพย์ กันมาพักใหญ่ต้องเตรียมตัวเก็บกระเป๋าให้พร้อมโดยเฉพาะ ชุดว่ายน้ำอย่าให้ขาดเพราะสถานที่ท่องเที่ยวในหลายจังหวัดเริ่มกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกันอีก อาทิ พัทยา เกาะล้าน ภูเก็ต เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ก่อนจะเดินทางก็อย่าลืมเช็กมาตรการคัดกรองของแต่ละจังหวัดให้ดีเสียก่อน …

เที่ยวส่งท้ายฤดูร้อนทั้งนี้ก็ต้องจัดเต็มทั้งบีชแวร์ดีไซน์เริ่ดและแอคเซสซอรี่ประจำชายหาด วันนี้เลยมีไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์อย่างไรให้ได้ลุคสุดจี๊ดในธีม Sweet, Sweet Summer คอลเลกชั่น Spring Summer 2021 – “Baby Icing” จากแบรนด์ AB. Angelys Balek มาฝากสาวๆ ให้ได้โพสท่าถ่ายรูปลงโซเซียลกัน

เริ่มต้นกับชุดว่ายน้ำสีดำ แม้จะเป็นสีเบสิคแต่ถ้าหากเลือกชุดว่ายน้ำที่มีดีไซน์ก็ช่วยเพิ่มมิติให้ลุคดูน่าค้นหา อย่างชุดบิกินี่ชุดนี้โดดเด่นด้วยสายไขว้ Ruffle เข้าคู่กับกางเกงเอวสูงช่วยกระชับสรีระได้เป็นอย่างดี เพิ่มความเท่ให้ลุคด้วยแว่นตากันแดดทรงวินเทจ เติมความหวานด้วยต่างหูทำจากเปลือกหอย และรองเท้าแตะมัดเชือก

สำหรับใครที่ชอบชุดว่ายน้ำวันพีชสไตล์สาวหวาน แนะนำให้เลือกชุดว่ายน้ำวันพีชสี Dazzling Blue ที่มีดีไซน์คล้ายเกาะอก สะท้อนความเซ็กซี่ของหญิงสาว ดึงความละมุนด้วยสายไขว้ Ruffle แมทช์กับ ต่างหูสีชมพู แหวนดีไซน์เก๋ จาก Bea Bongiasca แว่นตารูปทรงเรขาคณิตขนาดโอเวอร์ไซส์ เท่านี้ก็จะได้ลุคสาวหวาน น่ารัก แต่แฝงความแซ่บ

ชุดว่ายน้ำสไตล์สปอร์ตเป็นอีกดีไซน์ยอดฮิตของผู้หญิง ซึ่งดีไซน์ชุดนี้แบรนด์ AB. Angelys Balek ได้รังสรรค์ออกมาเป็น ชุดว่ายน้ำทูพีช สี Blooming dahlia หรือ สีส้มอมชมพู ที่ผสานความเท่และความเย้ายวนของผู้หญิงได้อย่างลงตัว ท่อนบนโดดเด่นด้วยดีไซน์ไหล่เดี่ยว ทรงคัตเอาท์ เผยความสวยงามของสรีระหญิงสาว เข้าเซ็ทกับกางเกงทรงเอวสูงที่ช่วยกระชับสัดส่วนให้สามารถเคลื่อนไหว หรือ เล่นกีฬาทางน้ำได้อย่างคล่องตัว เติมเต็มลุคให้น่าหลงใหลด้วยแอคเซสซอรี่ประจำชายหาดอย่าง สร้อยลูกปัด หมวกบักเก็ตลวยลายมัดย้อม จาก Paco Rabanne และแว่นตาทรงกลมกรอบใส

ส่งท้ายฤดูร้อนด้วยลุคเซ็กซี่ ท้าแสงแดดและน้ำทะเลกับบิกินี่สีสันสดใสตัดกับพื้นทรายและท้องฟ้า 2 ดีไซน์ จาก AB. Angelys Balek

บิกินี่สี Tomato Red ท่อนบนเก๋ด้วยดีไซน์เชือกคล้องคอ ซึ่งสามารถปรับขนาดให้กระชับกับขนาดหน้าอก ท่อนล่างเป็นบิกินี่สไตล์บราซิลเว้าสูง เอวต่ำ แมทช์กับหมวกบักเก็ตสีอ่อน ต่างหูห่วงสีทอง และ เพิ่มความน่ารักด้วยแหวนดอกไม้ จาก Bottega Veneta

อัพลุคสาวมั่นเปรี้ยวดูไฮแฟชั่น ต้องบิกินี่สี Flame ท่อนบนดีไซน์เกาะอกโดดเด่นด้วยลูกเล่นเชือกผูกเส้นคู่ ท่องล่างเป็นบิกินี่สไตล์บราซิลที่ออกแบบให้เสริมความสง่างามของสรีระหญิงสาว และเบรคความร้อนแรงด้วยสร้อยคอดีไซน์สายคล้องโทรศัพท์สีขาว จาก Bottega Veneta แว่นตากันแดดทรงเหลี่ยมและรองเท้าแตะเชือกคัลเลอร์ฟูล จาก Nomadic State of Mind

สาวๆ สามารถอัพเดทเทรนด์แฟชั่น ได้ที่ https://www.angelysbalekshop.com/ หรือ Instagram: @angelysbalek, @angelysbalekth และ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ #AB #ABWorld #ABAngelysBalek #ABSS2021

ความหลากหลาย-ความเท่าเทียม หลักการบริหารความสุขของคนในองค์กรยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655478

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 08:20 น.

ความหลากหลาย-ความเท่าเทียม หลักการบริหารความสุขของคนในองค์กรยุคใหม่Pride Month : เมื่อ “ความหลากหลาย” และ “ความเท่าเทียม” คือหลักการบริหารความสุขของคนในองค์กรยุคใหม่ในแบบ LINE ประเทศไทย

ในโอกาสที่เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่ง Pride Month ของทุกปี ความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+ (Equality) ถูกนำมาพูดถึงในหลากหลายบริบท และดูเหมือนจะ ทวีความสำคัญมากขึ้นในทุกๆปี จากการก้าวเข้ามาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายๆ ภาคส่วน ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เช่นเดียวกันกับ LINE ประเทศไทย องค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีคนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์องค์กรที่เปิดรับและยอมรับ ความหลากหลาย (Diversity & Inclusion) ทั้งในแง่ของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประสบการณ์ ความเชื่อในเรื่องต่างๆ รวมถึงเพศสภาพที่ไม่เป็นอุปสรรคต่ออาชีพ

กานต์ กิมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “LINE ประเทศไทย เห็นความสำคัญในการสนับสนุนความหลากหลาย ของพนักงานเสมอมา เราเป็นบริษัทที่รวม New Blood ที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญของสังคมและประเทศในอนาคตอันใกล้ เราเล็งเห็นว่าการยอมรับความหลากหลาย จะนำมาซึ่งการทำให้พนักงานตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพการทำงาน ของตัวพนักงานแต่ละคน ซึ่งไม่เพียงแต่การเปิดพื้นที่กว้างโดยไม่ได้หยิบเอา ความแตกต่าง มาเป็นประเด็นหรือกีดกันแต่อย่างใดเท่านั้น บริษัทฯ ยังส่งเสริมการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างเท่าเทียม ทำให้พนักงานรู้สึกอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท กลายเป็นแรงผลักดันที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับคนที่ LINE ได้แสดงความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่”

พูดคุยกับชาว LINE ประเทศไทย : เมื่อการยอมรับคือจุดเริ่มต้นของความสุขพนักงาน

เมย์เดย์ (Marketing Manager – LINE TODAY) กล่าวว่า “ในการทำงานที่ LINE ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกันหมดไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ ตั้งแต่ที่ทำงานมาไม่เคยเจอเหตุการณ์ ถูกดูถูก หรือถูกลิดรอนเสรีภาพอะไรจากการทำงานเลย ทุกคนถูกปฏิบัติเท่าเทียมกันหมด พูดแสดงความคิดเห็นต่องานได้อย่างเต็มที่ อยากแต่งตัวแบบไหนก็แต่ง ทุกคนให้เกียรติกันมาก รวมถึงเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อม ในที่ทำงานมันดีและน่าอยู่สำหรับทุกคน”

เช่นเดียวกันกับ บูม (Human Resources – LINE ประเทศไทย) พูดถึงความสุขที่ไม่มีการแบ่งแยกในการทำงานว่า “บริษัทให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเปิดกว้างให้กับพนักงานทุกคน ได้ทำงานอย่างเต็มที่ LINE มี Mission ที่ว่า Closing The Distance เช่นเดียวกันกับสังคมในที่ทำงานที่ถูกเชื่อม เข้าด้วยกันโดยที่ความหลากหลายไม่ได้เป็นข้อจำกัด เราสามารถแสดงตัวตน ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ทำให้บรรยากาศการทำงานสนุก ไม่อึดอัด”

สุดท้ายกับ แพทริเซีย (Partnership Team – LINE TODAY) “แพทเชื่อเสมอว่าการทำงานที่ดีคือการได้ เป็นตัวของตัวเองด้วย เพราะชีวิตการทำงานคือเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตคนวัยเรา ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวเองในที่ทำงาน ก็คงน่าเศร้า แต่แพทโชคดีที่เพื่อร่วมงานสนับสนุนให้เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งแน่นอนผลงานก็จะสะท้อนความสุขและสภาพจิตใจคนทำงานได้เลยนะคะ แต่ถ้าไม่มีความสุข ไม่ว่าจะสาเหตุมาจากการต้องปกปิดตัวตนหรือเหตุผลใด ก็ตาม ก็จะฟ้องออกมาที่ผลงาน งานดูไม่มีเอเนอร์จี้ เรามาถึงยุคที่เพศไม่ควรเป็นอุปสรรคใดๆ ในการทำงาน ซึ่งความหลากหลายจะนำมาซึ่งผลลัพธ์งานที่มีพลัง สนุกสนานและมีสีสันค่ะ”

“LINE ประเทศไทย ยังมุ่งเน้นให้องค์กรเสมือนพื้นที่เสรีให้กับพนักงานได้เรียนรู้ เก็บเกี่ยว และต่อยอดประสบการณ์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย ผ่านมุมมองที่มาจากความหลากหลายทั้งสายอาชีพ วัย และเพศ เพื่อให้ทุกคนที่ทำงานในบริษัทฯ สามารถที่จะเติบโตได้ด้วยศักยภาพตัวเองอย่างแท้จริง” กานต์ กล่าวสรุป

แม็กซ์ มาร่า คอลเลคชั่นใหม่ก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655391

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 13:10 น.

แม็กซ์ มาร่า คอลเลคชั่นใหม่ก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2021เอลิซาเบธ ‘ลี’ มิลเลอร์ แรงบันดาลใจของ แม็กซ์ มาร่า คอลเลคชั่น Pre-Fall 2021

แม็กซ์ มาร่า (MaxMara) นำเสนอคอลเลคชั่นก่อนฤดูใบไม้ร่วง (Pre-Fall 2021) โดยได้แรงบันดาลใจจาก เอลิซาเบธ ‘ลี’ มิลเลอร์ (Elizabeth ‘Lee’ Miller) นางแบบที่มีชื่อเสียงทั้งในด้านความงาม สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ การให้แรงบันดาลใจ ตลอดจนความมุ่งมั่นของเธอ ซึ่งทำให้เธอเป็นจุดศูนย์กลางอยู่ในทุกๆ เหตุการณ์ตลอดชีวิตอันน่าทึ่งของเธอ นอกจากนั้น เธอยังเป็นทั้งนักข่าว ช่างภาพสงคราม และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินมากมาย อาทิเช่น Man Ray, Max Ernst, Magritte, Cocteau และ Picasso

ชีวิตของมิลเลอร์แตกต่างจากที่ผู้คนทั่วไปคิดอย่างสิ้นเชิงและทุกๆ เหตุการณ์ก็ได้ถูกบันทึกผ่านภาพถ่าย ซึ่งภาพถ่ายสีขาวดำที่ทรงพลังเหล่านั้นกระตุ้นให้แม็กซ์ มาร่านำเสนอเรื่องราวของเธอออกมาผ่านภาพถ่ายสีเทา  รูปภาพของมิลเลอร์ในชุดทหารเป็นแรงบันดาลใจให้กับธีมหลักของคอลเลคชั่น โดยแม็กซ์ มาร่าได้ตัดเย็บชุดนักรบให้กับผู้หญิงเพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งชุดสูทดีไซน์สุดเฉียบ และสูทลายตารางสุดคลาสสิคที่มาพร้อมกับกระเป๋าด้านหน้าที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงแจ็คเก็ตตัวใหญ่ทรงหลวมจับคู่กับกางเกงและกระโปรงคาร์โก้สูงเหนือเข่าที่ดัดแปลงมาจากเครื่องแบบของทหาร

ชีวิตของมิลเลอร์ในฐานะนางแบบเริ่มต้นจากที่เธอบังเอิญเดินผ่านหน้ารถของผู้บริหารนิตยสาร Condé Nast กลางถนนในเมืองแมนฮัตตัน ภาพถ่ายโดย Edward Steichen and George Hoyningen-Huene ที่ถ่ายรูปเธอไว้ ณ ตอนที่เธอขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของวงการแฟชั่น ซึ่งเธอได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้นำแฟชั่นของสาวยุคใหม่ และสิ่งเหล่านี้ได้ทำให้แม็กซ์ มาร่าสร้างสรรค์ชุดที่ผลิตจากผ้าออร์แกนซ่า และผ้าไหมแก้วตกแต่งด้วยโบว์ขนาดใหญ่และแขนเสื้อพองที่ดูโดดเด่น

มิลเลอร์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับงานดีไซน์ของแบรนด์แม็กซ์ มาร่ามาโดยตลอด โดยเห็นได้จาก Moodboard ของแบรนด์ในปี 1999 รวมถึงภาพแคมเปญของ Carolyn Murphy ที่ถ่ายโดย Steven Meisel ที่สะท้อนถึงสไตล์ของ Miller ออกมาได้อย่างชัดเจน รูปที่เธอสวมชุดสูทสีขาวนั้นเต็มไปด้วยความเท่ ความมั่นใจ และความมีเสน่ห์ และซีซั่นนี้แม็กซ์ มาร่าก็ได้สร้างสรรค์ชุดสูทขึ้นใหม่อีกครั้งโดยมีสัญลักษณ์ 101801 พาดอยู่บนไหล่

เมื่อเร็วๆ นี้ศิลปินและช่างภาพมากความสามารถอย่าง Jessie Mann ก็ได้เสาะหานางแบบที่มีลักษณะและสไตล์คล้ายกับ Miller มากขึ้น โดยได้นิยามหญิงสาวเหล่านั้นว่าเป็น ‘ผู้หญิงที่มีความซับซ้อน สมบูรณ์แบบ และน่าค้นหา’ ซึ่งแม็กซ์ มาร่าได้สร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้หญิงเหล่านั้นได้สวมใส่ชุดที่ทำให้พวกเธออยากออกไปโลดแล่นบนโลกใบนี้