Ventisi-The Thai รังสรรค์สารพันเมนูใหม่จากราชาแห่งผลไม้ ที่สุดของความหอมหวานมันที่คนรักทุเรียนต้องลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/654364

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 08:33 น.

Ventisi-The Thai รังสรรค์สารพันเมนูใหม่จากราชาแห่งผลไม้ ที่สุดของความหอมหวานมันที่คนรักทุเรียนต้องลองเรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

เอาใจคนรักทุเรียนไปเต็มๆ ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ พาทุกคนไปหอมหวนชวนฟินกับขนมหวานมากมายหลายเนื้อสัมผัสของทุเรียนพันธุ์ดี ที่ Ventisi-The Thai หนึ่งในห้องอาหารประจำโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งครั้งนี้นำราชาแห่งผลไม้ ของดีประจำฤดูร้อนของประเทศไทยอย่าง “ทุเรียน” สายพันธุ์หมอนทอง และสายพันธุ์ชะนี มาเนรมิตเป็นของหวานผ่านการรังสรรค์โดยหัวหน้าพาสทรี้ เชฟธวัช และทีมงานที่มีประสบการณ์อันโชกโชน

โดย Ventisi-The Thai นำเสนอเมนูทุเรียนน้องใหม่ที่หอมหวานยั่วใจคนรักทุเรียนขั้นสุด ด้วย 11 เมนูแสนอร่อยสุดน่ากินที่พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสความอร่อยของรสทุเรียนในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ชูครีมทุเรียน, พิตาชิโอเอแคลร์ครีมทุเรียน, แยมโรลทุเรียน, โอเปร่าช็อกโกแลตทุเรียน, ดับเบิ้ลชีสเค้กทุเรียน, มันหวานครีมทุเรียน, มูสทุเรียนและมะพร้าว ในราคาเพียง 140 บาท++ ต่อชิ้น

ต่อด้วย ทีรามิสุทุเรียนเนื้อเนียนหอมหวานมันลงตัว ในราคาเพียง 155 บาท++ ต่อชิ้น ตามด้วย ไอศกรีมรสทุเรียนหมอนทอง ในราคาเพียง 90 บาท++ ต่อชิ้น

สุดท้ายพลาดไม่ได้กับ โรเช่ช็อกโกแลตทุเรียน และไวท์ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลทุเรียน ในราคาเพียง 30 บาท++ ต่อชิ้น รับรองใครได้กินเป็นต้องติดใจ

นอกจากนี้ ยังมี “Durian Afternoon Tea” ที่มีเมนูทุเรียนในแบบสโคน พร้อมแยมทุเรียน และเครื่องดื่มร้อนบริการที่ Ventisi – The Café ในราคาเพียง 888 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน

อยากลิ้มรสความอร่อยแบบนี้ แวะมาได้ที่ห้องอาหารเวนตีซี และซิงก์ เบเกอรี่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2564 เปิดให้บริการทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งออเดอร์ที่ 02-100-6255 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th และสามารถสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันแกร๊บฟู้ด คลิ๊ก https://bit.ly/3fdHssV

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแต่ละแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654771

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 08:30 น.

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแต่ละแบบมะเร็งเต้านม : แพทย์หญิงพรพรหม ตั้งคติขจรกิจ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมาตรฐาน และการทำแมมโมแกรมดิจิทัล 3 มิติ

ยังคงครองสถิติการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้หญิงไทยติดต่อกันหลายปี สำหรับโรคมะเร็งเต้านม การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) ร่วมกับอัลตราซาวน์เต้านมด้วยเครื่องที่มีความคมชัดสูง จึงมีความสำคัญ ทำให้พบเจอโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และมีโอกาสรักษาหายขาด

แพทย์หญิงพรพรหม ตั้งคติขจรกิจ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เป็นมาตรฐาน มีดังนี้

1. การคลำเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละ 1 ครั้ง หลังจากประจำเดือนมาวันแรก 5-10 วัน

2. การทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวน์ คัดกรองมะเร็งเต้านมปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

สำหรับการทำแมมโมแกรม เป็นการตรวจที่ช่วยทำให้เห็นหินปูนที่มีความผิดปกติในเนื้อเต้านมได้ ขนาดเล็กถึงระดับมิลลิเมตร ซึ่งไม่สามารถเจอได้จากการคลำหรืออัลตราซาวน์ ดังนั้นการทำแมมโมแกรมจะมีประโยชน์ในการเห็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก และลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้มากถึง 30 %

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมให้เป็นแบบ 3 มิติ (Digital breast tomosynthesis) ใช้เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์เพียง 3.7 วินาทีต่อท่า และสามารถแยกก้อนเนื้อออกมาจากการทับซ้อนกันของเนื้อเต้านมได้ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีเนื้อเต้านมที่แน่น (dense breast) ส่งผลให้เห็นก้อนเนื้อหรือหินปูนที่ผิดปกติได้ชัดเจนขึ้นและยังได้ภาพที่ละเอียดมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถพบมะเร็งเต้านมได้ดีกว่าเครื่องแมมโมแกรม 2 มิติ

ส่วนการทำอัลตราซาวน์ จะทำให้เห็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำในเต้านมได้ หากพบว่ามีก้อนเนื้อจะสามารถบอกขนาดและขอบเขตของก้อนเนื้อได้ว่าเรียบร้อยดี หรือค่อนไปทางมะเร็ง ซึ่งจะช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

หากพบว่ามีความผิดปกติในเต้านม สามารถเจาะชื้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยได้ทันที โดยการฉีดยาชา ไม่ต้องดมยาสลบ มีแผลขนาดเล็กเท่ากับเข็ม เจ็บตัวน้อย และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็ม (Core Needle biopsy) ในเต้านมสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1. Ultrasound-guided core needle biopsy คือ การเจาะโดยสอดเข็มผ่านผิวหนัง เพื่อไปยังก้อนที่เต้านม โดยแพทย์มองเห็นเข็มและก้อนเนื้ออย่างชัดเจน ผ่านทางจอภาพอัลตราซาวน์ ทำให้มั่นใจได้ว่าเจาะตรงตำแหน่งก้อนที่ต้องการ

2. Stereotactic-guided vacuum-assisted core needle biopsy คือการเจาะความผิดปกติที่เห็น ได้จากแมมโมแกรม เช่น หินปูนขนาดเล็ก โดยใช้คอมพิวเตอร์กำหนดพิกัดแบบ 3 มิติ ทำให้ได้พิกัดที่แม่นยำสูง และใช้เครื่องมือเจาะดูดชิ้นเนื้อแบบสุญญากาศ

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมนั้น ถ้ารู้ไว ก็สามารถรักษาได้ไว การตรวจเต้านมที่ โรงพยาบาลเวชธานีนั้น สามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันที่ทำการตรวจ สามารถเจาะชิ้นเนื้อได้ทันที ทำให้สะดวก และลดความกังวลใจของคนไข้ได้

“มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย ยังไม่มีวิธีการป้องกันเหมือนมะเร็งบางชนิด ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ” แพทย์หญิงพรพรหม กล่าว

ภาวะอ้วนในไทย ส่งผลโควิดระลอกใหม่รุนแรงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654770

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 07:30 น.

ภาวะอ้วนในไทย ส่งผลโควิดระลอกใหม่รุนแรงขึ้นโควิด 19 ระลอกใหม่ พบผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีภาวะโรคอ้วนและมีอายุเฉลี่ยน้อยลงกว่าทุกรอบ แซงกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มโรค NCDs สาธารณสุขเตือนคนไทยลดความอ้วน ลดป่วยรุนแรง เมื่อเป็นโรคโควิด 19

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่โดยภาพรวมในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา (เมย.-มิย.2564) พบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวมากจนถึงภาวะโรคอ้วนหลายรายและมีอายุน้อยยังอยู่ในวัยทำงานโดยเฉลี่ยอายุ 29 ปี ต่างจากระลอกที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและยังเป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือพาหะนำโรค แต่เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่นิยมการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม และดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติทั่วไปถึง 7 เท่า หากเป็นโรคโควิด 19

โดยคนอ้วนหรือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าปกติ 2-3 เท่า นอกจากนี้ ภาวะโรคอ้วนในประเทศไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปหรือมากกว่า 1 ใน 3 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และหากเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคอาเซียนพบว่าคนไทยอ้วนสูงสุดเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 10 ประเทศอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น โดยมีคนไทยอ้วนถึงร้อยละ 8.5 (ประมาณ 5.6 ล้านคน) และพบว่าคนไทยร้อยละ 0.9 เข้าเกณฑ์เป็นโรคอ้วนที่พึงได้รับการผ่าตัด (ประมาณ 6.7 แสนคน)

ดังนั้น ในสถานการณ์โควิด 19 ที่รุนแรงระลอกนี้ ทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะวัยทำงานต่างมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโควิด 19 หากประมาท การ์ดตก โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิต (lifestyle) ที่มักรับประทานอาหารรสจัด เน้นหวาน มัน และเค็ม ประกอบกับไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อความปลอดภัย จึงมีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ 2 เรื่องคือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกาย ดังนี้

1. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพเสริมสร้างร่างกาย และปลอดภัยจากโรค

– ควรทานอาหารที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ

– เน้นทานผักหลากหลายสีและผลไม้สด

– กินอาหารไม่หวานจัด ไม่เค็มจัดและไม่มีไขมันสูง

– กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและสารเคมี

2. พฤติกรรมการออกกำลังกายเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายและจิตใจ

– ควรเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังระดับปานกลางที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นหายใจหอบ) ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน อาจออกกำลังต่อเนื่อง 30 นาทีหรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 10-15 นาที เป็นต้น

D-M-H-T-T-A คือ เว้นระยะห่าง-สวมหน้ากากทุกครั้ง-ล้างมือบ่อยๆ-ตรวจวัดอุณหภูมิ-ตรวจเร็วควบคุมไว-ไปไหนสแกนไทยชนะ ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ที่สายด่วน สบส.คอลเซ็นเตอร์1426 และเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ https://hss.moph.go.th

แหล่งข้อมูล

ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์” หัวหน้าสาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

การผ่าตัดในยุค COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654617

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 14:01 น.

การผ่าตัดในยุค COVID-19โดย นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่นับวันผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกันโรคอื่น ๆ ก็ยังไม่ห่างหายไป ทางหน่วยงานของโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงต้องรักษาโรคทั่วไปอยู่ รวมไปถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เร่งด่วน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือโรคที่ต้องได้รับการผ่าตัดโรคอื่น ๆ

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า การผ่าตัดแต่ละครั้งต้องใช้บุคลากรค่อนข้างมากตั้งแต่แพทย์ผ่าตัด แพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด แพทย์ดมยา วิสัญญีพยาบาล พยาบาลห้องผ่าตัดและทีมงานอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมแต่ไม่ได้กล่าวถึง ดังนั้นการคัดกรองนับเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคโควิด-19 ผู้ป่วยทุกรายควรต้องได้รับการผ่าตัดตรวจคัดกรองความเสี่ยงก่อนผ่าตัดทุกราย ถึงแม้จะไม่มีอาการใด ๆ หรือเข้าพื้นที่เสี่ยงก็ตาม เพื่อป้องกันทั้งบุคลากรและผู้ป่วยรอบข้างติดเชื้อ ผู้ป่วยทุกคนที่จะเข้ารับการผ่าตัดควรได้รับการคัดกรองความเสี่ยง โดยแนวปฏิบัติการทำหัตถการและการผ่าตัดในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แนะนำว่า

กลุ่มที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยง

ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีประวัติมีไข้ หรือ วัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง และ มีประวัติในช่วง 14 วันก่อนวันเริ่มมีอาการ โดยมีประวัติดังนี้

1.เดินทางไปมา หรือ อาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง

2.สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน หรือ สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยสงสัย หรือ ยืนยันโรคติดเชื้อ COVID-19 โดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสม

3.เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสใกล้ชิดหรือสัมผัสผู้ป่วย COVID-19

4.เป็นผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือ ติดต่อกับคนจำนวนมาก

ซึ่งผู้ป่วยทุกคนควรต้องตรวจคัดกรองโดยทำ nasopharyngeal และ throat swab โดยวิธี rRT-PCR ถ้าผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยว่าพบเชื้อ แนะนำให้เลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน จนกว่าจะหายอย่างน้อย 1 เดือนนับจากวันที่ตรวจโดยทางแนวทางการรักษาสามารถได้แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดที่รีบด่วนกับกลุ่มผ่าตัดแบบไม่รีบด่วน

กลุ่มผ่าตัดแบบไม่รีบด่วน

แบ่งเป็นกลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง และไม่มีประวัติความเสี่ยง

1.กลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง ถ้าไม่มีอาการ และ ความผิดปกติ แนะนำให้เลื่อน และ รอดูอาการที่บ้านจนครบอย่างน้อย 1 เดือน แล้วประเมินเพื่อทำการผ่าตัดใหม่

2.กลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง แต่มีอาการหรือ มีความผิดปกติ ( อาการ หมายถึง ไข้หรือประวัติไข้ หรือมีอาการไอ น้ำมูกเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจเร็ว ได้กลิ่นลดลงหรือรับรสผิดปกติ โดยไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุอื่น ส่วนความผิดปกติหมายถึง ตรวจร่างกายพบติดเชื้อในทางเดินของระบบหายใจ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 95% หรือ ภาพรังสีวิทยาปอดเข้าได้กับปอดอักเสบ) แนะนำให้ไปปรึกษาทีมแพทย์

3.กลุ่มที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงและไม่มีอาการและความผิดปกติ ต้องได้รับการตรวจโดยการทำ COVID-19 PCR ถ้าตรวจไม่พบสามารถผ่าตัดได้การปกติ

4.กลุ่มที่ไม่มีประวัติความเสี่ยง แต่มีอาการ หรือ ความผิดปกติ แนะนำให้เลื่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์หลังจากหายป่วยกรณี มีอาการสงสัยติดเชื้อจากทางเดินหายใจส่วนบนและแนะนำให้เลื่อนผ่าตัด 4 สัปดาห์ในผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อจากทางเดินหายใจส่วนล่าง

กลุ่มผ่าตัดแบบรีบด่วน

แบ่งเป็นกลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยงและไม่มีประวัติความเสี่ยง ถ้ารอผลได้ให้รอผลก่อน ถ้ารอไม่ได้ให้ผ่าตัดในห้องที่ใช้ผ่าตัดเฉพาะ COVID-19 และทั้งหน่วยงานต้องใส่ชุดป้องกันอย่างครบครันอย่างไรก็ตามการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแต่ละครั้งต้องปรึกษาหลายทีมทั้งทีมผ่าตัด ทีมวิสัญญีและ หน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้ามาดูแลและป้องกันให้บุคลากรและบุคคลรอบข้างได้รับความเสี่ยงจากโรคนี้น้อยที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดในยุคนี้ ควรต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไปสถานที่เสี่ยง และเวลาออกจากบ้านรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ติดจากโรคนี้

ได้ภูมิก่อนคือกำไร วัคซีน = ตัวช่วยลดความเสี่ยงโรคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654421

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 19:10 น.

ได้ภูมิก่อนคือกำไร วัคซีน = ตัวช่วยลดความเสี่ยงโรคโควิดแพทย์โรคหัวใจ ไขข้อสงสัยการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงวัย

เรื่อง : ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

“ป่วยโรคหัวใจ” ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้ไหม : นี่คงเป็นคำถามที่ผู้ป่วยหรือญาติกังวลก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพราะจากข้อมูลที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์มักคิดว่าฉีดแล้วอาจทำให้ลิ่มเลือดอุดตันและเสียชีวิต

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ถึงข้อสงสัยที่หลายคนกังวล รวมถึงการเตรียมตัวก่อนและหลังฉีด เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะไปฉีดวัคซีนเตรียมตัวและคลายกังวล

นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ภูมิคุ้มกันที่ประโยชน์มหาศาล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เริ่มต้นอธิบายถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีคป้องกันโควิด-19 ว่า มีประโยชน์มากมายมหาศาล เพราะการได้รับวัคซีนจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้านอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งหากไม่ได้รับวัคซีนอาการอาจอยู่ในระยะต้องรักษาในไอซียู แต่ถ้าได้รับวัคซีนแล้วอาจเพียงแค่นอนรักษาตัวห้องปกติก็เป็นได้ และที่สำคัญคือยังช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

ฉะนั้นการได้รับวัคซีนไม่ว่ายี่ห้ออะไร ประโยชน์ของมันช่วยทั้งลดความรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด วัคซีนป้องกันโควิดช่วยทำให้อาการสำหรับผู้ได้รับเชื้อจากหนักเป็นเบา

สำหรับการฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือกลุ่มเสี่ยง นพ.ระพีพล ยืนยันไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจหรือมีโรคกลุ่มเสี่ยง อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูง ฯลฯ. สามารถฉีดวัคซีนป้องโควิด-19ได้ปกติ พร้อมแนะนำว่าจำเป็นต้องฉีดอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มโรคนี้มักพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งหากได้รับเชื้อทั้งที่ยังไม่ได้รับวัคซีนนั้นมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากขึ้น

1 ในล้าน ผลข้างเคียงทางตรงจากวัคซีน

สำหรับการเตรียมตัวของผู้ป่วยโรคหัวใจหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อนไปฉีดวัคซีน นพ.ระพีพล แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ เพียงปฏิบัติตามคําแนะนำทั่วไป อาทิ พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหนักๆ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และไม่จำเป็นต้องหยุดรับประทานยาโรคประจำตัว ให้ใช้ชีวิตเหมือนปกติ

ขณะภายหลังการรับวัคซีนไม่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งอาการเบื้องต้นหลังการฉีดวัคซีนอาจมีปวดบริเวณจุดที่ฉีดหรือไข้ต่ำ ซึ่งเป็นอาการปกติไม่ต้องกังวล กินเพียงยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการก็สามารถช่วยได้

ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ที่หลายคนกังวล คือปฏิกิริยาแพ้ชนิดรุนแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ หน้าหรือริมฝีปากมีการบวม หายใจลำบาก เป็นต้น นั้นพบได้น้อยมาก จากรายงานพบว่าโอกาสมีอาการหลอดเลือดอุดตันจากวัคซีนมีเพียง 1 ถึง 4 ในล้านคน หรือฉีดไปล้านคนจะพบเพียงแค่ 1 คน และที่พบเจอนั้นก็คือในกลุ่มพิเศษมีอาการหลอดเลือดอุดตันร่วมกับอาการเกล็ดเลือดต่ำ

แต่ถึงอย่างไร ภายหลังการฉีดวัคซีนแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะมีการให้รอสังเกตอาการซึ่งเวลามาตรฐานราว 10-15 นาที แต่ประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นถึง 30 นาที ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมที่บุคลากรทางการแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดหากเกิดปัญหาได้ทันท่วงที

ได้ภูมิก่อนคือกำไร 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ทิ้งท้ายว่า อยากแนะนำให้คนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ครบ โดยไม่ต้องกังวลว่ายี่ห้ออะไร เพราะโควิดเป็นโรคที่รุนแรงและน่ากลัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หากเกิดได้รับเชื้อในขณะที่ยังไม่ได้รับวัคซีนก็สุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการหนัก แต่ถ้าหากได้รับวัคซีนแล้วก็ลดความเสี่ยงไปได้มาก

“ควรฉีดดีกว่าครับ แทบไม่มีข้อห้ามอะไรเลยในการรับวัคซีน ได้ภูมิก่อนก็มีกำไร ได้ภูมิก่อนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงของโรคได้”

How to ดูแลสุขภาพมือคู่สวยให้เนียนนุ่มน่าสัมผัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654273

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น

How to ดูแลสุขภาพมือคู่สวยให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับการดูแลสุขภาพมือคู่สวยให้เนียนนุ่มน่าสัมผัส พร้อมบอกท่านวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น

ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ควรระวังเรื่องการสัมผัสกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “มือ” ทำให้เราต้องหมั่นทำความสะอาดมืออยู่ตลอดเวลาเพราะการล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์บ่อยๆเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ดีแต่ผิวก็จะสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็วยิ่งล้างผิวยิ่งแห้งและลอกได้ง่ายกว่าปกติ

แพทย์หญิงนิโลบล เจริญวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะเคล็ดลับการดูแลสุขภาพมือคู่สวยให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสว่า “การล้างมือเป็นหนึ่งในมาตราการป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่มีประสิทธิภาพ และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี เพราะผิวหนังบริเวณมือของเรานั้นเต็มไปด้วยรอยพับ รอยย่น รวมถึงซอกเล็กๆ มากมาย ทำให้เป็นที่หลบซ่อนของเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

จากผลการวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่สามารถลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ได้ การล้างมือเป็นเวลาประมาณ 20 วินาที ด้วยสบู่สามารถทำลายเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ เนื่องจากสบู่มีโมเลกุลที่เป็นไขมันซึ่งมีโครงสร้างคล้ายเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัส โดยโมเลกุลดังกล่าวจะไปทำการแยกไขมันออกและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัสให้แตกออก ทำให้โครงสร้างภายในของไวรัสถูกทำลาย

ส่วนการทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70-90% โดยปริมาตรในน้ำ (%v/v) สามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโปรตีนและไขมันของไวรัสให้แตกออก และเข้าไปรบกวนระบบเมตาบอลิซึม (Metabolism) ของเชื้อไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสตายในที่สุด ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 15 วินาที

แต่การล้างมือด้วยสบู่และการใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือบ่อยๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นนอกสุด (Stratum corneum) ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยชั้นฟิล์มบางๆ ของน้ำและไขมัน ที่เรียกว่าไฮโดรไลปิด ฟิล์ม (Hydrolipid film) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ปกป้องผิวจากแบคทีเรียและเชื้อโรค การล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์จะทำให้ชั้นฟิล์มของน้ำและไขมันถูกชะล้างออกไป ส่งผลให้ผิวแห้งกร้านหรือระคายเคืองได้ง่าย เนื่องจากสูญเสียเกราะป้องกันผิวและอาจทำให้เกิดโรคผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) ซึ่งหลังการล้างมือแต่การละครั้งผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้นไปถึง 20%* ยิ่งล้างมือบ่อยๆ ผิวจะยิ่งแห้งกร้าน และลอกได้ง่ายกว่าปกติ

ดังนั้น หลังจากการล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ ควรเพิ่มขั้นตอนการบำรุงและป้องกันผิวมือไม่ให้แห้งกร้าน เนื่องจากผิวบริเวณมือนั้นแทบจะไม่มีต่อมไขมันอยู่เลย หากขาดการดูแลและบำรุงอย่างถูกวิธี อาจทำให้มือแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย และเหี่ยวย่นลงเร็วกว่าปกติ ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวมือ สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แฮนด์ครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ และมีความอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ร่วมกับการนวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตด้วย’

ท่านวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น

ASV x Ink Waruntorn ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654272

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 10:11 น

ASV x Ink Waruntorn ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟอิ้งค์ วรันธร สุดประทับใจโชว์ฝีมือออกแบบเสื้อผ้าครั้งแรก กับคอลเลกชั่น ‘ASV x Ink Waruntorn’

เรียกได้ว่าทั้งสวย และเก่งแบบครบเครื่องเลยจริงๆ สำหรับนักร้องสาวมากความสามารถอย่าง อิ้งค์-วรันธร เปานิล ที่ไม่ว่าจะหยิบจับ ทำอะไรก็ได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม ล่าสุดก็หันมารับบทดีไซเนอร์ ร่วมออกแบบคอลเลกชั่นเสื้อผ้ากับแบรนด์ดังอย่าง ASV (เอเอสวี) ของ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งอาซาว่า กรุ๊ป กับผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ASV x Ink Waruntorn’ ที่ออกแบบมาได้น่ารัก สดใส เป็นตัวสาวอิ้งค์แบบสุดๆ

งานนี้สาว อิ้งค์-วรันธร เปานิล ยังเผยถึงความประทับใจในการออกแบบครั้งนี้ไว้ว่า “โดยปกติอิ้งค์ชื่นชอบ แบรนด์เอเอสวีอยู่แล้ว ถ้าสังเกตจะเห็นว่าอิ้งค์ใส่เอเอสวีแทบจะทุกคอลเลกชั่นเลย สำหรับอิ้งค์ เอเอสวีเป็นเสื้อผ้า ที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาส ใส่แล้วเรารู้สึกมั่นใจ บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองได้เป็นอย่างดี พอได้รับการติดต่อ จากทางแบรนด์ให้มาออกแบบคอลเลกชั่นร่วมกัน ก็ตอบตกลงทันทีเลย และด้วยความที่อิ้งค์ชอบสไตล์ของทางแบรนด์เป็นพิเศษอยู่แล้ว ก็เลยทำให้การออกแบบครั้งนี้สนุกและราบรื่นมากค่ะ

สำหรับคอลเลกชั่น ‘ASV x Ink Waruntorn’ อิ้งค์เลือกที่จะออกแบบให้มีความสนุกโดยถ่ายทอดคาแรคเตอร์และสไตล์ความเป็นตนเองลงไปบนผลงานการออกแบบ เน้นความสบายแต่แฝงไปด้วยเทคนิคและรายละเอียดที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน สามารถใส่เที่ยวเล่นหรือแม้กระทั่งใส่ขึ้นคอนเสิร์ตได้อย่างมั่นใจ ‘ASV x Ink Waruntorn’ คือการผสมผสานระหว่างความเป็นอิ้งค์ และเอกลักษณ์ของเอเอสวีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ฝากติดตามอิ้งค์และเอเอสวีของอิ้งค์ด้วยนะคะ สำหรับคอลเลกชั่นนี้ตื่นเต้นมากเลย และหวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ” สาวอิ้งค์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากนี้ สาวอิ้งค์ยังฝากติดตามชม Instagram Live เปิดคอลเลกชั่น ‘ASV x Ink Waruntorn’ ร่วมพูดคุยกับ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา และ อิ้งค์-วรันธร เปานิล แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในวันอังคารที่ 1 มิถุนายน เวลา 19.00 น. ทาง Instagram : @asv_official

พบกับคอลเลกชั่น ‘ASV x Ink Waruntorn’ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ทางออนไลน์สโตร์ที่ https://www.asavagroup.com/product-category/online-exclusive/asv-x-ink-waruntorn/ และทาง ASV Flagship Store บน Lazada ในวันที่ 10 มิถุนายน 2564 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG: @asv_official , FB: https://www.facebook.com/asvthailandofficial , Website: asavagroup.com และ Line: @asavagroup

‘วัคซีนชีวิต’ ภูมิต้านทานชีวิตเชิงองค์รวม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654267

วันที่ 31 พ.ค. 2564 เวลา 08:50 น

'วัคซีนชีวิต' ภูมิต้านทานชีวิตเชิงองค์รวมโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ในช่วงที่โควิดกำลังระบาดรอบ 3 สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ วัคซีน เพื่อสร้างภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรค ในทำนองเดียวกัน ในโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คุลมเครือ เราต้องรีบหาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานชีวิตเช่นเดียวกัน แต่ภูมิต้านทานดังกล่าวต่างกับวัคซีนโควิดตรงที่ว่า เราพัฒนาวัคซีนโควิดเพื่อสู้กับศัตรูที่เราพอจะรู้ว่ามันคือใคร มันมีวิวัฒนาการมาอย่างไร แต่การสร้างภูมิต้านทานชีวิต เราจำเป็นต้องพัฒนาภูมิต้านทานในเชิงองค์รวม เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความท้าทายที่อาจจะผ่านเข้ามา ดังนี้

ประการแรก ในภัยพิบัติเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน บางคนสามารถปรับตนเองออกจากกรอบแนวคิดเดิมๆ ที่ติดลบ ออกจากภาพความสำเร็จเก่าๆ ที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า สามารถสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายในอย่างมุ่งมั่น สามารถดึงศักยภาพภายในออกมาเพื่อสร้างการนำตนเอง เพื่อเล่นเชิงรุกได้ แม้ในภาวะที่ยากลำบาก ยิ่งไปกว่านั้น เวลามีปัญหาเกิดขึ้น แทนที่จะโทษโน่นนี่นั่นว่าเป็นต้นเหตุ แต่กลับมองว่า ตนมีอำนาจในการเลือกตอบสนองได้ สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และดูว่าตนจะทำอะไรได้บ้าง มีทางเลือกอะไรบ้าง ในสถานการณ์นั้นๆ นอกจากนี้ ตนยังสามารถควบคุมตนเองได้ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสื่อโซเชียล ไม่ถูกเหวี่ยงไปตามกระแสสังคม ไม่ยอมให้ความคิดคนอื่นมาคอยชี้นำ จนหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าคุณค่าตนเองอยู่ที่ไหน และนี่คือ…ภูมิต้านทานด้านจิตใจ

ประการที่สอง การทำงานคือการแก้ปัญหา ปัญหาไม่เคยเข้ามาเดี่ยวๆ แต่โถมเข้ามารอบด้านอย่างสลับซับซ้อน บางคนสามารถพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ โดยพัฒนาการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบของปัญหา อีกทั้งสามารถคิดเชิงสังเคราะห์เพื่อสร้างการเชื่อมโยงขององค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถพัฒนามุมมองเชิงองค์รวม นำไปสู่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ที่หลากหลาย เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถยกระดับองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง และนี่คือ…ภูมิต้านทานด้านปัญญา

ประการที่สาม บางช่วงปัญหาถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงรอบด้าน แต่บางคนสามารถสร้างความเข้มแข็งจากภายใน สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้แม้ในภาวะที่ยากลำบาก เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ความมั่นคงภายในให้กลับคืนมา เพื่อให้สามารถระเบิดศักยภาพภายในให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งสามารถสร้างภูมิต้านทานให้กับตนเอง สามารถควบคุมการตอบสนองของตนเองและการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีแรงกระตุ้นจากภายนอกเข้ามากระทบ นั่นคือ มีความมั่นคงทางอารมณ์ผ่านการเห็นคุณค่าตนเอง นอกจากนี้ ยังเห็นคุณค่าในความแตกต่างระหว่างบุคคล นำไปสู่การเปิดใจกว้าง รับฟังโดยเอาอีกฝ่ายเป็นศูนย์กลาง เกิดเป็นศรัทธา สามารถสร้างการมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีมที่สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ และนี่คือ…ภูมิต้านทานด้านอารมณ์

ประการที่สี่ ในโลกที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงคือคำตอบ ในการทำงานร่วมกัน ผู้นำบางคนเข้าใจและเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ เห็นคนมีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงเกิดการยอมรับจากทีมงานด้วยใจ จึงสามารถพัฒนาศักยภาพทีมงานและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถพัฒนาองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านการคิดเชิงระบบ สามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วมบนฐานของความเชื่อมั่นและศรัทธา สามารถสร้างทีมงานด้วยภาพเป้าหมายร่วมที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน นำทีมงานไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว และนี่คือ…ภูมิต้านทานด้านภาวะผู้นำ

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนคือคำตอบ และความหมายที่สำคัญที่สุดของการปรับตัวก็คือ การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ภูมิคุ้มกันดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนแนวคิดเชิงองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งด้านจิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

โค้งสุดท้าย Central x Jubilee Exclusive Private Sale #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654225

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 14:30 น

โค้งสุดท้าย Central x Jubilee Exclusive Private Sale “ห้างเซ็นทรัล” ร่วมกับ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำความเป็นหนึ่งเพื่อลูกค้ากลุ่มลักชัวรี่ กับ ‘Jewelry Virtual Shopping’ ผ่านวิดีโอคอล กับผู้ช่วยช้อปส่วนตัว ครั้งแรกของสินค้าจิลเวลรี่

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัล ในการยกระดับการช้อปปิ้งเพื่อให้เข้าถึงในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า กับแคมเปญ “Central x Jubilee Exclusive Private Sale” ด้วยการจับมือ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” แบรนด์เครื่องประดับหรู เสิร์ฟประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรก! ‘Jewelry Virtual Shopping’ ผ่านวิดีโอคอล กับ Personal Shopper on Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว เพื่อให้ลูกค้าระดับท็อปช้อปสะดวกสบายแม้อยู่ที่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 64 – 31 พ.ค. 64 

นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัล ได้นำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ห้างเซ็นทรัลคือที่หนึ่งในใจของพวกเขามาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ สมาชิก The Embassy Club และ Central Diamond Society ซึ่งถือเป็นลูกค้ากลุ่ม Wealth คนสำคัญที่จะได้รับสิทธิพิเศษที่สุดในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษก่อนใคร นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของห้างเซ็นทรัลตลอดทั้งปี อาทิ ที่จอดรถ และการใช้บริการเลาจน์ รวมถึงมีผู้ช่วยช้อปส่วนตัวดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 

ด้วยเหตุนี้ ห้างเซ็นทรัล จึงร่วมกับ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” แบรนด์เครื่องประดับเพชรแท้ชั้นนำของประเทศไทย มอบการช้อปปิ้งเหนือระดับตอบรับไลฟ์สไตล์เฉพาะตนของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว กับแคมเปญ Central x Jubilee Exclusive Private Sale” เสิร์ฟประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรก! กับ Per-sonal Shopper on Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว ให้ลูกค้าของห้างเซ็นทรัลที่ได้รับเชิญ ได้เลือกซื้อเครื่องประดับเพชรแท้ ได้ง่ายๆ แม้อยู่ที่บ้านด้วยรูปแบบ “Jewelry Virtual Shopping” ผ่านวิดีโอคอล พร้อมกับ Diamond Advisor ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพชรของยูบิลลี่ มาให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง และรับโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ รับฟรี คูปองแทนเงินสด และบัตรของขวัญจากยูบิลลี่ รวมมูลค่า 2,000 บาท และข้อเสนอสุดพิเศษจากยูบิลลี่มากมาย

ความเอ็กซ์คลูซีฟยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะลูกค้าสามารถแจ้งล่วงหน้าถึงความสนใจในการชมเครื่องประดับแบบต่างๆ ของยูบิลลี่ อาทิ แหวนแต่งงาน เครื่องประดับที่สะสมเพื่อการลงทุน เป็นต้น และเพื่อความพิเศษสุด ห้างเซ็นทรัลยังมีบริการเมนูของว่างส่งตรงถึงบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้นระหว่างวิดีโอคอล โดยมีนางแบบมาลองสวมใส่เครื่องประดับให้ได้เห็นจริง พร้อมจัดส่งสินค้าแบบ เอ็กซ์คลูซีฟถึงมือคุณ อย่างถูกสุขอนามัย ถือได้ว่าเป็นบริการรูปแบบใหม่ ที่ห้างเซ็นทรัลนำสินค้าลักชัวรี่มาเสิร์ฟให้ลูกค้าอย่างใกล้ชิดถึงที่บ้าน” 

รวิศรา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ห้างเซ็นทรัล ใส่ใจ ให้ความสำคัญ และไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้ากลุ่มลักชัวรี่ โดยมีพนักงานของห้างเซ็นทรัลดูแลและบริการอย่างใกล้ชิด ทั้งยังมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟในการช้อปปิ้งให้กับทุกกลุ่มลูกค้าคนสำคัญของห้าง ให้ได้รับความเพลิดเพลินและสะดวกสบายจากบริการของเราเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองอีกด้วย”

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษของแคมเปญ Central x Jubilee Exclusive Private Sale นี้ ลูกค้าจะได้รับฟรี Voucher จาก ยูบิลลี่ 1,000 บาท เมื่อซื้อครบ 50,000 บาท (ลดในบิลได้ทันที), รับฟรี Cash Coupon 1,000 บาท เมื่อซื้อครบ 10,000 บาท (ลดในบิลได้ทันที), รับฟรี คูปองแทนเงินสดเซ็นทรัล มูลค่าถึง 5,500 บาท (สำหรับใช้ครั้งถัดไป) หรือ หากซื้อสินค้าครบ 250,000 บาท รับฟรี คะแนน The1 230,000 คะแนน (คะแนนสามารถนำมาแลกเป็นคูปองแทนเงินสดได้ มูลค่า 28,750 บาท) พร้อมทั้งโปรโมชั่นพิเศษจาก ยูบิลลี่ ราคาเริ่มต้นเพียง 29,900 บาท รวมถึง สินค้า The Excellence คอลเลคชั่นเพชรที่มีใบเซอร์ทุกชิ้น และเซ็ตเครื่องประดับสุดคุ้ม รวมถึงโปรโมชั่น สุดคุ้ม และ สินค้า Carat ที่มาพร้อมใบรับประกันคุณภาพจาก GIA สถาบันที่ให้การรับประกันเพชรจากประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 64 – 31 พ.ค. 64 

นอกจากนี้ ลูกค้าทุกท่านยังสามารถช้อปปิ้งได้ง่ายๆ ผ่านหลากช่องทางของห้างเซ็นทรัล ทั้งที่หน้าร้าน หรือช้อปบนมือถือผ่าน Central App ช้อปผ่านเว็บไซต์ www.central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง แชตและช้อปใน Central Chat & Shop ผ่าน Line Official @centralofficial รวมถึงโทรผ่าน Central Call & Shop โทร.1425 ที่มาพร้อมบริการ Personal Shopper On Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวสำหรับคุณ รวมถึงช้อปผ่าน Central Facebook Live และ Facebook Inbox ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStore

กุมารแพทย์แนะทิปส์เสริมพัฒนาการลูกน้อยในวิถี New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654222

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 13:55 น

กุมารแพทย์แนะทิปส์เสริมพัฒนาการลูกน้อยในวิถี New Normal กุมารแพทย์แนะนำวิธีการเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยในวิถี New Normal พร้อมเผยเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาทักษะต่างๆ ตามช่วงวัย

การดูแลพัฒนาการสำหรับลูกน้อยถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาทอง หรือ Golden Period สำหรับพัฒนาการทางด้านสมองและสติปัญญาที่มีส่วนสำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันที่ส่งผลให้การออกนอกบ้านเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมีความกังวลและประสบกับข้อจำกัดถึงวิธีการในการเลี้ยงดูลูกน้อยเพื่อการมีพัฒนาการและทักษะที่ดี ด้วยเหตุนี้ Dodolove (ดูดู เลิฟ) แบรนด์กางเกงผ้าอ้อมยอดนิยม จึงได้เชิญ พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม มาร่วมไขข้อข้องใจและแนะนำเทคนิคการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยง่ายๆ ในวิถีนิวนอร์มัล พร้อมชวนช้อปผลิตภัณฑ์ของใช้จำเป็นในราคาพิเศษให้เจ้าตัวน้อยในแคมเปญ Shopee 6.6 Greatest Brands Celebration

พญ.พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม กล่าวว่า “การดูแลเลี้ยงลูก และได้เฝ้ามองลูกๆ เติบโตถือเป็นประสบการณ์ที่สร้างความสุขและความท้าทายไปพร้อมๆกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เด็กในแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก คือ การเลี้ยงดู พันธุกรรม และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึง 12 เดือนเป็นช่วงที่ปัจจัยดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางร่างกาย สมองและอารมณ์เป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ”

เข้าใจกลไกการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเหมาะสม

ทารกแรกเกิด: ในวัยทารกแรกเกิดเป็นช่วงที่ทารกต้องปรับตัวอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นระบบประสาทต่างๆ ให้ทารกได้คุ้นเคยกับโลกใบใหม่ การนวด ใช้นิ้วไต่ตามแขนและขา และโอบกอดทารกอย่างนุ่มนวลเป็นประจำจะเป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสและช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย เนื่องจากทุกครั้งที่มีการโอบกอดสัมผัส ร่างกายจะหลั่งสาร Oxytocin (ฮอร์โมนแห่งความรัก) ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ วัยทารกแรกเกิดเป็นวัยที่สายตายังมองเห็นได้ไม่เต็มที่ สามารถมองเห็นเพียงแค่ในระยะ 1 ฟุต คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นการมองเห็นของลูกด้วยการจ้องมองตาอยู่เป็นประจำ หรือหาของเล่นสีสดอย่างเช่นลูกบอลเล็กๆ สีแดง ให้ลูกฝึกมอง จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบประสาทและการมองเห็นของลูกได้ดี

1 – 4 เดือน: ทารกช่วง 1-4 เดือน เป็นช่วงที่เริ่มมีการพัฒนาของระบบประสาทและการมองเห็น การได้ยิน มีปฏิกิริยาโต้ตอบ อย่างเช่นการชันคอและหลัง ยิ้ม หัวเราะ มองหาเมื่อเวลาคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่ รวมถึงเริ่มมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมซึ่งจะเห็นได้จากการนอนหลับและการรับประทานอาหารที่เริ่มเป็นเวลามากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นพูดคุย ฝึกการได้ยินและชันคอ โดยการให้ลูกนอนคว่ำ หาของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งมาชูเหนือศีรษะให้ลูกพยายามชันคอขึ้น หรืออุ้มลูกหันหน้าเพื่อมองสบตากัน พร้อมเอียงหน้าไปมาช้าๆ เพื่อให้ลูกมองตาม 

5 – 8 เดือน: ในวัย 5-8 เดือน เจ้าตัวน้อยจะมีพัฒนาการเรื่องการนั่งและการกิน เนื่องจากเป็นวัยที่กล้ามเนื้อหลังเริ่มแข็งแรง คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญในการฝึกให้ลูกนั่งกินข้าวร่วมกับครอบครัว นั่งทำกิจกรรม เล่นของเล่น โดยให้ลูกได้ลองจับของเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสแตกต่างกัน อาทิ น้ำ บล๊อกไม้ ของเล่นยางนิ่มๆ สีสันสดใส ก้อนไหมพรม เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในวัยนี้คือเจ้าตัวน้อยบางรายอาจมีพฤติกรรมโยนขว้างสิ่งของ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุหรือห้าม แต่ควรหาพื้นที่ที่ปลอดภัยหรืออุปกรณ์เสริมให้ลูกเล่น อย่างเช่น การขว้างของเล่นให้ลงตะกร้า เพราะนอกจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวแล้ว ลูกๆ ยังได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

9 – 12 เดือน: ลูกน้อยจะเริ่มทรงตัวเพื่อหัดยืน เดิน และเป็นนักสำรวจตัวน้อย พัฒนาการของวัยนี้จะเรียนรู้จากการได้ลองทำด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมคือพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้เล่นสำรวจอย่างเต็มที่ และควรระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ อย่างเช่น ปิดรูปลั๊กและครอบพัดลมป้องกันไม่ให้ลูกเอานิ้วแหย่ ปิดสันขอบโต๊ะเพื่อป้องกันไม่ให้หัวลูกกระแทก เก็บสายระโยงระยาง รวมถึงทำรั้วกั้นบันไดเพื่อป้องกันลูกตกบันไดและอุบัติเหตุอื่นๆ

เมื่อมีพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้เล่นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมเล่นกับลูก โดยเน้นการเคลื่อนไหวของแขนขา อย่างเช่น การฝึกให้ลูกเกาะคอกเดิน เกมคลานเก็บของเล่น หรือการเล่นน้ำในสระยางเพื่อให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมพัฒนาการลูกน้อย เมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน

  1. กำหนดเวลาให้ชัดเจน เคล็ดลับพื้นฐานข้อแรก คือ คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของลูกให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน เวลารับประทานอาหาร และเวลาเล่น นอกจากจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่บริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยเชิงบวกให้ลูก
  2. ใส่ใจเรื่องโภชนาการ ในช่วงกักตัว คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักสั่งอาหารจากร้านอาหารนอกบ้านมารับประทาน จึงควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และหลีกเลี่ยงผงชูรส อาหารที่ใส่ผงชูรสหรือมีรสจัด อาจส่งผลให้ไตของลูกน้อยทำงานหนักเกินไป
  3. เอ็นจอยกับกิจกรรมภายในบ้านร่วมกัน เด็กเล็กเป็นวัยที่กำลังมีพลังงานมาก และเมื่อพวกเขาไม่ได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นเพื่อนเล่นและหากิจกรรมง่ายๆ ที่ลูกสามารถมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้เคลื่อนไหว เสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ รวมถึงช่วยฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ อย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง ล้างจาน หรือเช็ดโต๊ะ
  4. อย่ามองข้ามเสื้อผ้าและกางเกงผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ใส่ง่าย ทำให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับการเลือกกางเกงผ้าอ้อมที่ควรเลือกเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม ซึมซับและระบายอากาศได้ดี เนื่องจากผ้าอ้อมที่หนาจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว งอแงหงุดหงิดง่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ทั้งการพลิกตัว การคลานเดิน รวมถึงการนอนหลับที่ไม่เต็มที่ ที่จะส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกได้เช่นกัน