หนาวนี้ที่ ซัปโปโร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582805

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 14:18 น.

หนาวนี้ที่ ซัปโปโร

เรื่อง: สืบสิน

ช่วงนี้ใครๆ ก็หนีร้อนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น เพราะจะเป็นช่วงที่หิมะตกพอดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เดินทางไปสัมผัสหิมะได้ง่ายดายกว่าที่จะไปเที่ยวทางแถบยุโรป และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสัมผัสกับหิมะก็มักจะอยู่ที่เกาะฮอกไกโด โดยเฉพาะเมืองซัปโปโร

หลังจากที่เราเดินทางไปเที่ยวที่เกาะฮอกไกโดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน คราวนี้เรามาสานความสุขสดชื่นกันต่อที่เมืองซัปโปโร

ซัปโปโรเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของฮอกไกโด และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันหลากหลาย ทั้งอาหารอร่อย เช่น อาหารทะเลสดๆ ราเม็ง เจงกิสข่าน (เนื้อแกะย่าง) และทิวทัศน์สวยงามทั้งสี่ฤดูกาล รวมไปถึงสกีที่นักท่องเที่ยวทุกสารทิศต่างหมายมาสัมผัสการเล่นสกีสักครั้งที่ซัปโปโร

เช้าวันนั้นเราเริ่มต้นกันที่ นิเซโกะ สกี รีสอร์ท เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ขับสโนว์โมบิล นิเซโกะเป็นชื่อสกีรีสอร์ทยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีหิมะตกหนาเกือบตลอด ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สามารถรองรับชาวต่างชาติที่มาเยือนได้อย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมไปถึงร้านอาหารนานาชนิด

ขณะที่ช่วงเปิดให้บริการจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.หรือต้นเดือน ธ.ค.ไปจนถึงต้นเดือน พ.ค. ซึ่งที่นี่มีเนินสกีหลายรูปแบบหลากเส้นทางและพร้อมให้ทุกคนเล่นตั้งแต่เช้าจนถึงยามเย็น

การเดินทางมาที่สกีรีสอร์ทแห่งนี้คุณต้องนั่งรถบัสจากเมืองนิเซะโกะมาราว 15 นาที ซึ่งเมื่อมาถึงยังภูเขาจะพบกับรีสอร์ทหลัก 3 แห่ง มีชื่อต่างกันไป ทั้งแกรนด์ ฮิราฟุ นิเซโกะ วิลเลจ และอันนุปุริ โดยแต่ละแห่งจะมีบริการให้ผู้เข้าพักซื้อตั๋วขึ้นกระเช้ากับเช่าอุปกรณ์สกี

ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นสกีรีสอร์ทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะเดียวกันก็มีทางเล่นสกีถึง 24 เส้นทาง นอกจากนี้ยังมีทางลาดเพิ่มเติมที่ชื่อ ฮานาโซโนะ ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกแล้วมีทางเพิ่มอีก 8 ทาง สำหรับกิจกรรมที่ผู้เข้าพักสามารถร่วมสนุกได้ก็จะมีบริเวณให้ขับสโนว์โมบิลกับลานฝึกสอนผู้เล่นสกีหน้าใหม่

หลังจากเล่นสโนว์โมบิลกันอย่างสนุกสนาน และรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จสรรพ เราก็มาลุยกันต่อที่เมืองโอตารุ (Otaru) เมืองเล็กๆ ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโรห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นเมืองเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติกแห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัส

พวกเราล่องเรือไปตามคลองโอตารุ ชมบรรยากาศรอบข้างของคลองโอตารุ ที่มีชื่อเสียงด้วยอาคารโบราณต่างๆ ที่ตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฝั่งคลอง ด้วยเรือขนาดเล็กที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ เอาไว้ เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คลองโอตารุเป็นคลองที่ยาว 1,140 เมตรในฮอกไกโด เชื่อมระหว่างแนวชายฝั่งดั้งเดิมและพื้นที่นอกฝั่งที่ได้มีการบุกเบิก สร้างเสร็จในปี 1923 แม้คลองเคยเป็นสถานที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือจำนวนมาก แต่พื้นที่นี้ตกต่ำลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมา ครึ่งหนึ่งของคลองถูกถม และปรับเปลี่ยนเป็นทางเดินที่มีโคมไฟแก๊สจนเป็นแบบในปัจจุบัน มีคลังสินค้าจำนวนมาก ซึ่งทำจากอิฐและหินซัปโปโร เหลืออยู่ทั้งสองฝั่งของคลองโอตารุ ทำให้นึกถึงการดำเนินชีวิตในสมัยก่อน ปัจจุบันคลังสินค้าเหล่านี้นำมาใช้เป็นร้านอาหารและอื่นๆ

ถ้าถามถึงประวัติคร่าวๆ ของโอตารุนั้น ที่นี่ถือเป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญของฮอกไกโดที่ไว้ขายของกับรัสเซียตั้งแต่สมัยคนญี่ปุ่นอพยพเข้ามาเกาะฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ ตึกรามบ้านช่อง โกดังที่เก็บสินค้า สิ่งต่างๆ ในเมืองนี้ยังคงถูกอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้แบบดิบดีจนตอนนี้โอตารุไม่ได้เป็นเมืองท่าเรืออย่างเดียว แต่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตไปโดยปริยาย

เมืองนี้ยังสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ใครอยากมาเดินเที่ยวสบายๆ อากาศไม่เย็นมากก็มาก่อนหน้าหนาว แต่ถ้าใครอยากเห็นหิมะขาวโพลนก็แนะนำให้มาช่วงฤดูหนาวของฮอกไกโดเดือน ธ.ค.-ก.พ. ถ้ามาช่วงนี้ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวมาให้พร้อมเพราะอุณหภูมิต่ำลงไปถึง 5-7 องศาเลยทีเดียว

ค่ำนั้นเรารับประทานเมนูกระทะร้อนแบบญี่ปุ่น ก่อนที่จะไปเดินช็อปปิ้งย่านที่ใกล้กับที่พัก เพื่อว่าพรุ่งนี้เราจะลุยสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโรกันต่อ

เช้าวันใหม่อากาศยังหนาวเย็นเช่นเดิม หิมะโปรยปราย เรียกความชุ่มชื่นหัวใจ พร้อมให้เราเดินทางไปเที่ยวกันต่อ

เรามากันที่หมู่บ้านช็อกโกแลตอิชิยะ แหล่งที่ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น รูปทรงของอาคารแลดูคลาสสิกและน่ารักเสมือนหลงอยู่ในเมืองการ์ตูน

โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะ อยู่ที่เมืองซัปโปโรโรงงานนี้ตั้งอยู่ในสวน Shiroi Koibito ภายในสวนแห่งนี้ก็จะประกอบไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และก็โรงงานช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียง และอาคารร้านขายของก็จะถูกตกแต่งในสไตล์ยุโรปผสมผสานกับเมืองในเทพนิยายช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่คือ Shiroi Koibito ซึ่งมีความหมายว่า ช็อกโกแลตของคนรัก ที่สามารถเลือกซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝากกันได้อย่างสบาย

นอกจากจะได้ช็อกโกแลตติดไม้ติดมือแล้ว โรงงานช็อกโกแลตอิชิยะแห่งนี้ยังสามารถชมอุปกรณ์การผลิตยุคแรกเริ่ม แบบจำลองของโรงงานและขั้นตอนการผลิต พร้อมทั้งชิมและเลือกซื้อช็อกโกแลตหรือไอศกรีมแบบต่างๆ ซึ่งผลิตจากนมสดของเกาะฮอกไกโด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเนินแห่งพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่เมืองซัปโปโร ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกมากฝีมือชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลพริตซ์เกอร์ที่ถือว่าดีที่สุดของรางวัลสถาปนิก โดยมีลักษณะเด่นที่เป็นเนินเขาล้อมรอบรูปปั้นพระพุทธเจ้ามีความสูงมากถึง 13.5 เมตรและมีน้ำหนัก 1,500 ตัน อีกทั้งรายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงามยามเมื่อหิมะอำลาที่นี่จะถูกรายล้อมด้วยทุ่งลาเวนเดอร์

ช่างเป็นการอำลาหิมะที่สุดประทับใจจริงๆ เลยละครับ!!!

สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582804

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:58 น.

สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ไม่มีเครดิต

สันทนา รัตนอำนวยศิริ อดีตรีไรเตอร์และผู้รับผิดชอบภาพข่าวสังคม หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วัย 52 ปี ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารคลีนและอาหารมังสวิรัติแบบออนไลน์ ภายใต้แบรนด์ “ซีฮอร์ส คลีนฟู้ด” (Seahorse Clean Food) ขณะเดียวกันก็ผันตัวมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ชีวิตช้าๆ ที่เคยใฝ่ฝัน อยากใช้และอยากแบ่งปัน

หลังจากเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ หรือเกษียณตัวเองก่อนกำหนดจากอาชีพผู้สื่อข่าว ที่ยึดเป็นอาชีพหลักมานานเกือบ 30 ปี สันทนาออกมาจับธุรกิจคลีนฟู้ด เพราะครอบครัวใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะแม่ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เมื่อทำอาหารคลีนให้แม่และทุกคนในครอบครัวรับประทานแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ทุกคนสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง หน้าตาสดใส ดูอ่อนกว่าวัย จึงคิดว่าถ้าทำขายก็เท่ากับช่วยให้ลูกค้าของเราสุขภาพดีขึ้นด้วย

ย้อนกลับไปในช่วงที่เป็นนักข่าว เป็นช่วงชีวิตที่สนุกและมีความสุข ได้ใช้เวลาไปกับงานที่รัก เต็มที่กับทุกงานทุกข่าวที่ได้รับมอบหมาย ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ แทบทุกขณะจิตมีเรื่องงานอยู่เต็มสมอง การทำงานหนังสือพิมพ์รายวัน ต้องทำข่าวแข่งกับเวลา ปิดหน้าให้ทันกับเวลาที่กำหนด เพื่อส่งโรงพิมพ์ตามเวลา ขณะที่งานภาพข่าวสังคมและงานข่าวซีเอสอาร์ก็เป็นงานที่ต้องทำทุกวัน

“ยุคหนึ่งของชีวิต อาจเรียกได้ว่าทำงาน 365 วันก็ได้ โดยเป็นเรื่องปกติของนักข่าวคนนี้ที่จะต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไปด้วยในทุกที่ และพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา แม้แต่ลาพักร้อนก็ต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไป จนบางครั้งลูกบ่นว่า แม่ทำงานตลอดเวลาเลยหรือ พวกเขาถูกแย่งเวลาไปเพราะแม่มัวแต่ทำงาน”

ยังไม่รวมถึงเรื่องสุขภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องออกกำลังกาย แม้กระทั่งเรื่องเจ็บป่วย ทุกอย่างดูแย่ไปหมด อาหารที่กินประจำคือ อาหารกล่องที่หาได้ทั่วไป เวลากินก็กินหน้าคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน ทำงานไปพลางตักกินไปพลาง ส่วนการออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง มักอ้างกับตัวเองเสมอว่าไม่มีเวลา จนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ (พร้อมกับโน้ตบุ๊กที่ไม่ลืมหอบหิ้วเอาเข้าโรงพยาบาลด้วย) ชีวิตยุ่งและวุ่นวายขนาดนั้น

สันทนาใช้ชีวิตแบบนี้เกือบตลอดเวลาที่ทำอาชีพนักข่าว อันดับหนึ่งคืองานในหน้าที่ เธอไม่สนใจตัวเอง ให้เวลากับครอบครัวน้อย จนเมื่อปี 2549 ตรวจพบว่ามีโรคประจำตัว นั่นคือโรคเบาหวาน ร่างกายเริ่มฟ้องว่าเราละเลยสุขภาพ จุดนี้ทำให้เริ่มหันมามองตัวเองและครอบครัว ฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะมีร้านอาหารสุขภาพเป็นของตัวเอง

“ค้นหาตัวเองว่า นอกจากการเป็นนักข่าวแล้วชอบทำอาหาร ไปอบรมการทำอาหารกับโครงการคมชัดลึกฝึกอาชีพ จนชำนาญเรื่องการทำน้ำสลัด และได้รับเชิญเป็นวิทยากรสอนการทำน้ำสลัดสุขภาพในโครงการ พร้อมกับขายสลัดและน้ำสลัดเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการเป็นนักข่าว”

กระทั่งกลางปี 2559 วงการสื่อสารมวลชนได้รับผลกระทบจากดิจิทัล ดิสรัปทีฟ หนังสือพิมพ์จัดให้มีเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ ตัดสินใจทันทีไม่ลังเล เพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับไปดูแลแม่และครอบครัว ไปตามหาความฝัน เปิดร้านอาหารสุขภาพและใช้ชีวิตที่ไม่บั่นทอนตัวเองอีกต่อไป

สันทนาเริ่มต้นด้วยการเปิดร้าน “ปังแป๋ม” ร้านขนมเล็กๆ ใต้หอพักใกล้มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ บางพลี ขายขนมปังนมสด ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการดูแลแม่และครอบครัว ทั้งเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และการเริ่มใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน ไม่วุ่นวาย

“แรกๆ ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะไม่เคยใช้ชีวิตช้าๆ แบบนี้มาก่อน ต้องปรับเวลานอน ปรับเวลามื้ออาหาร และเริ่มต้นการกินคลีนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

สันทนา เล่าว่า เธอเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด ลด ละ เลิก อาหารมันๆ ทอดๆ อาหารรสจัด อาหารที่มีกะทิ กินผัก ผลไม้มากขึ้น พยายามกินอาหารตรงเวลา เธอทำอาหารเอง ปรุงแต่งน้อย เค็มน้อย หวานน้อย เผ็ดน้อย ทำใจให้สงบและมีสติขึ้น ลดความเร่งรีบในการใช้ชีวิต ใจเย็นลง ลดความวู่วามและวุ่นวายในใจ

“ปีแรกผ่านไป น้ำหนักลดลง 7 กิโลกรัม น้ำตาลในเลือดลดลง ไขมันในเลือดไม่มี ผลจากการรีเซตพฤติกรรมและความคิดของตัวเองใหม่ทั้งหมด ผลพวงสำคัญมากที่ตามมา คือ ทุกคนในครอบครัวสุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น”

สำหรับการใช้ชีวิตที่ช้าลง สันทนาเล่าว่า เป็นจุดเปลี่ยนหลายๆ อย่างของชีวิต เธอมีเวลาดูแลแม่มากขึ้น แม่มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แม่ทำบอลลูนและบายพาสหัวใจ สุขภาพแม่ไม่ดีเหมือนก่อน แม่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิต ทุกวันนี้มีเวลาทำอาหารตามหลักโภชนาการให้แม่ได้กิน มีเวลาพาแม่ไปหาหมอ พาแม่ไปวัด พาแม่ไปเที่ยว พาแม่ไปกินอาหาร พาแม่ไปทุกที่ที่แม่อยากไป

นอกจากนี้ คือเวลาที่ให้กับสามีและลูกได้เต็มที่มากขึ้น ชดเชยกับที่พวกเขาเคยถูกแย่งเวลาไปในช่วงที่สันทนาทุ่มเทกับงาน ปัจจุบันไม่มีงานเข้ามาคั่นกลางระหว่างพวกเราอีก ต้องขอบคุณสามีและลูกที่ให้กำลังใจมาตลอด สามีเป็นคนใจเย็น เวลามีเรื่องไม่สบายใจจะน้อมนำธรรมะมาสอนและเตือนสติ ส่วนลูกมีจิตใจดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ

“จากชีวิตนักข่าวที่มีแต่ความวุ่นวาย แรกๆ ปรับตัวแทบไม่ได้ ต้องใช้ความพยายามอยู่ระยะหนึ่ง ขั้นแรกปรับความคิดตัวเองก่อน วันนี้เราถอดหัวโขนนักข่าวออกแล้ว ต้องลดความทระนงในตัวเองลง พึ่งตัวเองให้มากขึ้น วันนี้แม้ไม่มีสถานภาพเป็นนักข่าว ทุกสิ่งที่ทำล้วนมาจากความจริงใจ นั่นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ทุกวันนี้ บอกได้คำเดียวว่าสนุกและมีความสุขขึ้นมาก อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป มีเวลาให้แม่และครอบครัวแบบไม่จำกัด ชีวิตประจำวันจะวางแผนตั้งแต่ก่อนนอนแบบคร่าวๆ โดยทั่วไปตื่นตีห้าครึ่ง เตรียมอาหารให้แม่และครอบครัว ขับรถไปส่งลูกขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานในเมือง จากนั้นก็จะไปซื้อวัตถุดิบเพื่อนำกลับมาประกอบอาหารตามคำสั่งซื้อวันต่อวันของลูกค้า

“ซีฮอร์สเน้นความสดใหม่ เราผลิตวันต่อวัน ไม่สต๊อกวัตถุดิบ” สันทนา เล่า

สำหรับแบรนด์ “ซีฮอร์ส” มาจากคำว่า ซี (SEA) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของลูกสาว (สิรภัทร รัตนอำนวยศิริ) ส่วน ฮอร์ส (Horse) คือ ม้า เป็นปีเกิดปีมะเมียของสันทนาเอง รวมเป็นซีฮอร์ส หรือ ม้าน้ำ อย่างลงตัว ซึ่งในความหมายของครอบครัวเรา “ซีฮอร์ส” หมายถึง สามี (สมเกียรติ รัตนอำนวยศิริ) เพราะม้าน้ำเป็นพ่อผู้ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว และเสียสละ ยอมอุ้มท้องแทนแม่ สามีของเธอเป็นผู้อบรมเลี้ยงดูลูก ในช่วงที่สันทนาทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว นอกจากนั้นสามียังเป็นคนคิดชื่อ คิดคอนเซ็ปต์ และวาดรูปม้าน้ำที่เป็นโลโก้ด้วยตัวเขาเอง

“มีความสุขมากที่ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวที่ทำได้เต็มที่ ทั้งครอบครัวยังได้ไปเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ถามถึงเรื่องเที่ยว เน้นเที่ยวในเมืองไทย ขอเป็นสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาพักผ่อนสบายๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ ครอบครัวชอบไปหัวหิน เพราะเป็นเมืองที่สงบเหมาะกับการพักผ่อน”

ทริปล่าสุดขอนำมาแบ่งปัน ก็คือสโลว์ทริป-หัวหิน ที่ไปกันทั้งครอบครัว ทะเลสะอาด อาหารทะเลอร่อย มีสถานที่ให้ท่องเที่ยวหลายรูปแบบ ทั้งพระราชวังมฤคทายวัน วัดห้วยมงคล เขาตะเกียบ ตลาดศิลปะซิเคดา ตลาดโต้รุ่งฉัตรชัย ตลาดอาหารต้นมะขาม คือทั้งหมดที่ได้ไปมา ประทับใจทั้งสถานที่และผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

สำหรับผู้อยากใช้ชีวิตให้ช้าลง สันทนาเล่าว่า ต้องถามความพร้อมของตัวเองก่อนว่า พร้อมไหม พร้อมแค่ไหนที่จะปรับและเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ สามารถตัดสิ่งวุ่นวายในใจออกไปได้มากน้อยแค่ไหน งานมากมายที่พันธนาการอยู่ ลองค่อยๆ ตัดหรือปล่อยวางได้ไหม คิดเสียว่าไม่มีคุณ คนอื่นก็ทำได้

“เราไม่ได้เป็นจักรวาลที่เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ถ้าตอบตัวเองในเรื่องนี้ได้ถ่องแท้เมื่อใด ก็รับรองว่าชีวิตจะมีความสุขกับสโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันมี สโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันเลือก”

จิตราวดี เหมมณฑารพ มีชีวิต(ใหม่)กับโรคซึมเศร้าที่ไม่ต้องเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582802

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

จิตราวดี เหมมณฑารพ มีชีวิต(ใหม่)กับโรคซึมเศร้าที่ไม่ต้องเศร้า

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

 

เธอผ่านการฆ่าตัวตายมา 3 ครั้ง

เธอรอด จากคนรักเพื่อนฝูงและทีมแพทย์ที่ช่วยล้างท้องยื้อชีวิตจากมัจจุราชได้ทันกาล

เธอมีชีวิตที่ดีในวันที่อยากหมดลมหายใจ

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในโลกที่กำลังสดใสทั้งชีวิตหน้าที่การงาน ความรัก การศึกษา

เธอมีชีวิตใหม่ แต่สักวันเธอก็ต้องตาย เป็นไปตามวัฏจักรสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครเล่าจะหนีมันพ้น

ก่อนตาย เธอจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เลือกใช้ชีวิตอย่างไร

ความดี ประโยชน์ที่จะมีแก่คนที่อยู่…คือสิ่งที่เธอครุ่นคิด และกำลังลงมือทำไปพร้อมๆ กับเวลาที่เคลื่อนไป

“ภญ.จิตราวดี เหมมณฑารพ” หรือ “ดาว” ผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า หากชีวิตของเธอไม่ได้ถูกกักขังอยู่ในแค่ม่านหมอกสีดำ โลกของเธอยังงดงาม

วันฟ้าใสกับการกล้าเริ่มต้น

การเกิดขึ้นของร้าน “ต้นกล้า ฟ้าใส” แม้จุดแรกมาจากสามีที่ต้องการทำธุรกิจดีๆ เพื่อสังคม และสร้างบิซิเนสโมเดลที่ดีให้ลูกๆ สานต่อ หากแต่คนที่เข้ามาบริหารดูแลใส่ใจในทุกรายละเอียดคือเธอ

ร้านต้นกล้า ฟ้าใส เป็นร้านอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ ได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนี้มี 2 สาขา คือ พุทธมณฑล สาย 3 และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ภายในร้านมีเภสัชกร แพทย์แผนไทย และนักโภชนาการ ผลัดเปลี่ยนมาประจำการและจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เรื่องอาหาร สมุนไพร และสุขภาพ แก่ลูกค้าที่ร้าน

การป่วยไข้ของผู้คน สุขภาพร่างกาย ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แม้จะเชี่ยวชาญด้านยา เพราะเรียนเภสัชศาสตร์ และเป็นตัวแทนขายยาระดับท็อปมาหลายปี หากสุดท้ายการให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารอย่างธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ดาวสนใจมากๆ ยิ่งเคยผ่านพ้นความตายมาแล้ว และกำลังป่วยไข้ด้วยโรคซึมเศร้า อาหารช่วยบำบัดได้

“เป็นเภสัชกร รู้เรื่องยา เรื่องโรค และมีงานการที่ดีทำ พอป่วยแล้วต้องออกจากงานมารักษาจนหาย แล้วเมื่อปีที่แล้วก็กลับมาเป็นใหม่อย่างมีความคุ้นเคยกับโรคนี้ดี

จริงๆ โรคนี้มันอันตรายนะ ตรงที่ไม่ได้มีภาวะทางกายให้เห็น แต่ก็ตายได้ง่ายๆ จากการลงมือฆ่าตัวตายของตัวผู้ป่วยเอง เพราะว่าเคยป่วยเอง ผ่านการฆ่าตัวตาย

เราก็เป็นคนหนึ่งที่หายแล้วไม่อยากป่วยอีก หรือป่วยอีกก็ไม่อยากอยู่กับมันแบบเดิมแล้ว เลยตั้งใจใช้ชีวิตให้เป็นตัวอย่างว่า มันไม่ต้องเศร้า (มาก) ก็ได้นะ ก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น ดูแลเรื่องการกิน แล้วไปเรียนต่อเพิ่มพูนความรู้อีก เอาความรู้มาส่งต่อ เอามาใช้ทำงานก็ได้ มันรู้สึกมีอะไรอยากทำอีกเยอะเลย บอกตัวเองเดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเศร้ามากตอนนี้ ทำตรงนี้ก่อน

ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ เวลาอาการกำเริบจะมีภาวะรู้สึกตัวเองไร้ค่า ทำอะไรไม่ได้ หดหู่ ไร้พลัง แต่ถ้าได้ทำอะไรดีๆ ให้กับคนอื่นด้วย มันทำให้รู้สึกดีขึ้น เลยอยากทำร้านต้นกล้า ฟ้าใส ให้ดี เป็นธุรกิจตัวอย่างที่เราได้ด้วย ลูกค้าได้ด้วย สังคมได้ไปด้วย เป็นการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไปในตัว มันก็จะมีแรงฮึดหน่อย

พอดูแลตัวเอง เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ก็อยากทำเพิ่มขึ้นอีก อยากอยู่แบบมีประโยชน์ เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี เป็นลูกที่ดี เป็นผู้ประกอบการที่ดี เป็นคนดีของสังคม เป็นจิตอาสา ถ้าป่วยก็จะป่วยแบบเป็นภาระน้อยๆ ป่วยแบบให้กำลังใจคนอื่นได้”

ต้นกล้า ฟ้าใส จัดเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ผลกำไรไม่ได้กลับสู่เจ้าของธุรกิจเท่านั้น ยังคืนสู่สังคม โดยส่วนแบ่งกำไร 30% มอบให้ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนการแพทย์แผนไทยประยกุต์

1 จาน แฮปปี้ทั้งวงจร คือคอนเซ็ปต์ในการเลือกทำเมนู และการซื้อผักตั้งแต่ต้นทาง ในคอนเซ็ปต์ From Farm to Fork อุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง ให้เขาปลูกผักได้ตามฤดูกาล แล้วหลักการแพทย์ต้องกินผักผลไม้ตามฤดูกาลถึงจะมีประโยชน์สูงสุด

ไม่ใช้เนื้อสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมและปศุสัตว์มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะใช้พื้นที่เยอะในการเลี้ยงสัตว์ แล้วแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์มาเป็นอาหารให้มนุษย์อีกที

กรรมวิธีการปรุงก็เป็นส่วนสำคัญในการดึงเอาสารที่มีประโยชน์เหล่านั้นออกมาอย่างถูกต้อง ผักไหนต้องกินดิบ ผักไหนต้องกินสุก วิตามินอยู่ส่วนไหนดึงออกมาอย่างไร เช่น ถ้าละลายในไขมันก็จะเอามาผัด เอามาแกง วิตามินละลายในน้ำก็เอามาลวก มาต้ม หรือมาทำเครื่องดื่ม เรียกว่า Functional Food เป็นอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน แล้วยังอุดมไปด้วยส่วนประกอบอื่นที่มีประโยชน์ เช่น วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี ต่างๆ ที่มีผลเสริมระบบการป้องกันตนเองของร่างกาย ชะลอความแก่ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังในอนาคต

 

โลกสดใสในวันที่เผชิญโรคซึมเศร้า

ถ้าไม่บอกใครว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ก็คงไม่มีใครดูออก เพราะไม่ได้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก แสดงอาการของคนป่วยชัดเจน แต่เธอกล้าที่จะบอกคนอื่น เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนที่เผชิญโรคเดียวกัน และคนที่มีคนอยู่รอบตัวคนที่ป่วยเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย

“เปรียบโรคซึมเศร้ากับโรคภูมิแพ้ เวลาเจอตัวกระตุ้นที่ทำให้แพ้ เช่น ขนหมา อาหารทะเล ไรฝุ่น แป้งสาลี ถั่ว ไข่ นมวัว ก็จะทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ออกมาในรูปแบบต่างๆ บางคนแพ้มาก ถึงขั้นทางเดินหายใจตีบ ช็อกตายก็มี หรือบางคนก็มีผื่น หรือน้ำมูกน้ำตาไหล การรักษาแรกเลยคือรักษาตามอาการก่อน จากนั้นก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

โรคซึมเศร้าก็เช่นกัน เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง สารความสุขมันหายไป อธิบายง่ายๆ ในแบบเราก็เหมือนเราแพ้ แพ้อะไรสักอย่าง เช่น แพ้ความเครียด แพ้การนอนดึก หรือบางทีเราไม่รู้ว่าแพ้อะไร บางทีแพ้สะสม เจอสิ่งกระตุ้นให้เกิดการแพ้เรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ก็เกิดอาการแพ้ออกมา

เจ้าสิ่งกระตุ้นนั้นเองที่ไปทำลายสารความสุข Well Being Hormone ในสมอง จนในเคสที่อาการหนักถึงกับฆ่าตัวตายเองก็มี อย่างแรกต้องส่งโรงพยาบาล หรือมีคนประกบตลอด 24 ชั่วโมง”

จะเข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าอย่างไร จากความในใจคนเป็นโรคซึมเศร้า “เราคือคนปกติคนหนึ่งที่บางทีอากาศเปลี่ยนแปลง เจอสิ่งกระตุ้น เราก็แสดงอาการออกมา เราอาจไม่มีน้ำมูกไหล ไม่จามฟิ้วๆ หรือผื่นขึ้นให้เห็น แต่เราอาจมีน้ำตาไหลออกมา ซึ่งบางทีเราไม่อยากให้ใครเห็น เพราะคนอาจไม่เข้าใจว่าเราอ่อนแอ เรียกร้องความสนใจ

มันก็ป้องกันได้นะ ต้องบริหารต่อมความสุขบ่อยๆ มันจะได้แข็งแรง อะไรที่ทำบ่อยๆ มันจะง่ายขึ้นใช่มั้ย ถ้าหาความสุขใส่ตัวบ่อยๆ ต่อมมันก็ได้ใช้เรื่อยๆ มันก็ยิ่งสร้างเก่งไง ในทางกลับกันถ้าไปใส่ความเครียดลงไปเยอะๆ มันก็สร้างความสุขมาสู้ไม่ทัน ไม่สมดุลนะ เขาถึงเรียกว่าสารเคมีในสมองไม่สมดุล ความสุขไม่พอไปยันความเครียด

ระหว่างบำบัด ช่วงที่กินยามันพาต่อมสร้างความสุขไปออกกำลัง มันก็ค่อยๆ แข็งแรงและสร้างออกมาพอใช้แบบพอดีๆ ในชีวิตปกติ ทีนี้วันไหนมีเหตุการณ์อะไรมากระทบเข้า มันก็ไม่พอใช้ไง มันก็จะเหมือนขาแข้งอ่อนแรง เดินล้มง่ายไรงี้ บาดเจ็บต้องรักษาแผลอีก นั่นแหละถึงต้องหาหมอปรับยาสม่ำเสมอ การหาหมอเป็นการระบายความเครียดออกไปรูปแบบหนึ่ง เหมือนไปเดรนหนองออก หมอจะทำแผลกลับมาให้ การรักษามันจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป

จะช่วยได้ยังไง ช่วยโดยไม่ต้องช่วยอะไร ทำเหมือนเราเป็นคนปกติ แต่ให้รู้ว่าเราป่วย เราอาจจะเผลอนั่งเหม่อ อยู่นิ่งไม่ขยับ คุยด้วยแล้วน้ำตาไหล ขี้กลัว คิดมาก ช่วยอย่าคิดว่าทำอะไรให้เราร้องไห้ จิตตก คิดมาก เราจะยิ่งเสียใจว่า ความป่วยของเรามันไปทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ แย่ลง ช่วยไม่ต้องชวนไปวัด ถือศีล ภาวนา มันเหมือนด่าเราว่าห่างไกลศาสนา ช่วยเตือนเรากินยา พาเราไปหาหมอจะดีกว่า”

 

ความตายไม่ใช่จุดจบ

เมื่อ 17 ปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เข้าสู่วงการผู้แทนขายยา และทำงานพาร์ตไทม์ที่โรงพยาบาลด้วย เรียกว่า ทุ่มเทกับการทำงาน

ตอนนั้นกลุ่มยาที่เธอขาย หนึ่งในนั้นมียาโรคซึมเศร้า ซึ่งยุคนั้นโรคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพิ่งมารู้จักกันกว้างขวางจากข่าวการฆ่าคนตายอันมีสาเหตุมาจากโรค

ชีวิตการทำงานตอนนั้นเรียกว่าเรืองรองมาก มียอดขายอันดับหนึ่ง คว้ารางวัลนักขายดีเด่นหลายสมัย เป็นเมเนเจอร์สายงาน มีเงินทอง ซื้อบ้านซื้อรถ ท่องเที่ยวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่หลังจากสนุกกับชีวิตทำงานในวัย 29 ปี เธอก็เริ่มรู้ตัวว่ามีอาการเป็นโรคซึมเศร้า

“เราก็พอรู้ตัวแล้วละว่าเราเป็น แต่เราไม่กินยา ตอนนั้นสารความสุขมันเล็กสารความทุกข์มันใหญ่ คนปกติจะสามารถบาลานซ์กันได้ บางคนทุกข์ใช้เวลาแป๊บเดียวก็กลับมาสมดุลชีวิต แต่เรานี่สุดเหวี่ยงไปทางใดทางหนึ่งมาก

ก็คิดว่า เกี่ยวกับการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม พันธุกรรม มีหลายปัจจัย ทุกสิ่งระหว่างทางที่เราเติบโต อย่างการกิน คนกินแบบเดียวกันก็ยังไม่เป็นเบาหวาน มันก็มีเรื่องของกรรมพันธุ์มาเกี่ยว เหมือนกันความแข็งแรงของจิตใจ การเลี้ยงดูในวัยเด็กของพ่อแม่ ความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ดี เกิดอะไรขึ้นมามีคนช่วยซัพพอร์ต

ส่วนดาวอาจจะเพราะใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเรียนหนัก อยากเรียนเก่ง อยากได้เกียรตินิยม ทำงานเก่ง อยากได้เงินเยอะ อยากสำเร็จ ตอนเรียนแบบเอาเทปไปอัดด้วย ในห้องก็ตั้งใจเรียนมาก นั่งรถกลับบ้านก็ฟังเทปที่อัด ถึงวัยทำงานวันเสาร์อาทิตย์ไม่หยุด ยิ่งทำเยอะขายได้เยอะก็แฮปปี้ ได้รางวัลนักขาย ทำรายได้มีชื่อติดโผ ทุกคนในบริษัทรู้จัก หมอรู้จัก

เป็นคนชอบทำงานอยู่เฉยๆ ไม่ได้ มีเป้าหมายและชอบทำให้ได้ เป้าหมายต้องได้รางวัล ต้องเป็นที่หนึ่ง ไม่ชอบการแข่งขันเพราะกลัวแพ้ แต่ถ้าแข่งต้องเป็นที่หนึ่ง เป็นเหมือนกลไกป้องกันตัวเอง เพราะไม่อยากผิดหวังแล้ว ครอบครัวมีปัญหาเราก็เลยหาความสุขฟูลฟีลตัวเองจากที่อื่น แต่โชคดีที่หาจากสิ่งดีๆ บ้านยากจนแต่เรียนเก่ง ทำงานเก่งมีเงินซื้อสิ่งที่อยากได้เอง”

ใช้ชีวิตอยู่กับโรคซึมเศร้า โดยที่เธออยู่ในโลกสดใส มีเพื่อนดี งานดี เรียนดี เลิกงานสังสรรค์กับเพื่อน ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เธอก็ร้องเพลงเต้นได้มีความสุขในบรรยากาศปาร์ตี้ เรียกว่าฮาร์ดเวิร์ก ฮาร์ดเพลย์

หากหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาโท MIM จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เริ่มวางแผนการตายให้กับตัวเอง “พอทำงานได้สัก 3 ปี อยากไปเรียนต่อเมืองนอก ไม่มีเงินพอ ก็เลือกเรียน MIM ธรรมศาสตร์ ตั้งใจเลยหลักสูตรอินเตอร์ ทั้งๆ ที่เราไม่ใช่เด็กเรียนอินเตอร์มาก่อน

เช้าทำงานเย็นไปเรียน ตอนนั้นเป็นผู้แทนยิ่งรับผิดชอบงานหนักขึ้นอีก พอเรียนจบ หาเงินหาได้เยอะ มีรถ มีบ้าน เสียภาษีอัตราเพดานสูงสุดเลย ตอนนั้นเริ่มเขียนบันทึกลาตายซ่อนเอาไว้ตามที่ต่างๆ

เริ่มคิดแล้วว่า งานเรามาถึงจุดสูงสุดแล้ว กลัวพาลูกทีมไปได้ไม่ไกลกว่านี้ เรียนก็จบแล้วและคิดว่าที่เรียนมาคือที่หนึ่งของมาร์เก็ตติ้งในเมืองไทยแล้วเราทำได้แล้ว โตสุดในอาชีพแล้ว เป็นโปรดักต์เมเจอร์ รับรางวัลเยอะแล้ว มันเหมือนถ้าเราอยู่ต่อ ชีวิตซุป’ตาร์ที่ขึ้นสูงสุดแล้ว ถ้ามันเป็นกราฟลงเราคงเฟล ก็เลยรู้สึกตอนนี้ทุกอย่างสำหรับเราดีที่สุดแล้ว เราไปต่อไม่ได้ ตกก็ไม่ได้ กลัวชีวิตขาลงเลยรู้สึกอยากตาย

เราวางแผนไว้หมดเลย ศพต้องสวย มีเวลาบอกลาคนอื่น ไม่ทรมาน วางแผนคิดไปเรื่อยๆ คิดแบบนี้ประมาณ 2-3 เดือน ชีวิตเราแฮปปี้อยากจบชีวิตสวยๆ นี่เพราะเราป่วย ถึงคิดแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขามีทางอื่นอีกเยอะแยะ ก็ย้ายสายอาชีพสิ ทำงานอื่นสิ แต่เราตอนนั้นคิดไม่ได้”

เธอผ่านการล้างท้องช่วยชีวิตมา 2 ครั้ง และอีกครั้งเพื่อนๆ รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS ไว้ได้ทัน “ตอนที่เราป่วย เราคิดไม่ได้แบบตอนนี้หรอก เราตอบแบบตอนนี้ก็ไม่ได้ด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าเราทำให้คนที่เรารักเสียใจ ใจคิดแต่เราทำไม่สำเร็จอยากทำให้สำเร็จต่อไป

จนรักษาจริงจัง กินยา แฟน เพื่อนๆ คอยดูแล ยิ่งช่วงไหนที่ดูมีอาการ เพื่อนๆ จับสัญญาณได้แล้วจะผลัดกันมาเฝ้าเวรเลย รักษาอยู่ประมาณ 3 ปีก็เลิกกินยา แต่งงานมีลูก พอมีลูกเราไม่ได้หมกหมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง เรานึกถึงลูกมากขึ้น มีสิ่งยึดเหนี่ยวในการมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่

จนเมื่อปีที่แล้วกลับมามีอาการอีก ก็ไปหาหมอกินยา เหมือนเป็นเบาหวานคุมยาคุมอาหารดีระดับน้ำตาลปกติ ใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าช่วงหนึ่งเรากินหวานมากก็กลับมาเป็นใหม่”

เมื่อเคยเฉียดใกล้ความตายมาแล้ว จึงตระหนักได้ถึงเวลาของชีวิตที่มีอยู่ เมื่อความสุขคือทำให้คนอื่นมีความสุข เธอจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในการสร้างความสุข

“ตอนที่ป่วยครั้งแรกเราก็มีความสุขนะ เราทำงานสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท ทำอะไรหลายอย่างให้กับวงการยา พอเราอยู่กับความเป็นความตายรู้สึกว่า เรามีความสุขโดยไปผูกกับคนอื่นเลยอยากทำอะไรที่มีประโยชน์กับคนอื่น และทำให้เรามีความสุข

เมื่อก่อนโรคซึมเศร้าที่อยู่กับเราเหมือนปีศาจ แต่เขากลับมาใหม่เหมือนแม่ชีเทเรซ่า พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราอยู่กับมัน เรารู้ว่าที่จริงเราไม่ต้องเศร้าตลอด เราไม่ได้ร้องไห้ตลอดเวลา

เราป่วยใจไม่อยากป่วยกายอีก อาหารดีๆ ทำให้เราหายป่วยใจได้ด้วยนะ ตอนนี้ก็เลยทุ่มเทกับการทำร้านต้นกล้า ฟ้าใส เรามาทำด้วยความจิตใจดี คิดว่าแนวคิดของร้านมันดี อะไรไม่รู้ก็ไปศึกษาเพิ่ม แล้วยิ่งรู้ว่ากินอาหารดียังไง เราอยากแชร์อยากบอกเพื่อที่คนจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วย”

ห้วงเวลาที่เลวร้าย เราไม่สามารถรู้ว่ามันจะถูกกระแสลมพายุพัดผ่านเข้ามาในชีวิตตอนไหน ปัจจุบันเราสามารถรู้ว่า เรากำลังนึกคิด จะทำอะไร ประคองตัวประคองใจให้ดำเนินไปด้วยสติ และสร้างความสุขให้กับตัวเอง หากห้วงเวลาเลวร้ายมากระทบชีวิต เราก็ยังพอมีวันดีๆ เรื่องดีๆ เอาไว้มาถ่วงดุลกับมัน

สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582724

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:55 น.

สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“บิว” สันติสุข – “กิฟ” ลลิตา สร้อยระย้า คู่รักเจ้าของร้านกินเตี๋ยวเรือ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดบนถนนย่านพระราม 3 อยู่ในซอย 23 ทางเข้าวัดไทร แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

เข้าซอยประมาณ 50 เมตร อยู่ตรงหัวซ้าย 3 แยก (เลี้ยวขวาไปวัดไทร เลี้ยวซ้ายไปบริษัท วาโก้) ลักษณะร้านเป็นโกดัง 3 ห้อง สูงโปร่งกว้างขวาง บรรยากาศร้านน่านั่ง อีกสาขาหนึ่งอยู่ถนนสาธุประดิษฐ์ ในปั๊มน้ำมันซัสโก้ ระหว่างซอยสาธุประดิษฐ์ 15 กับ 17 ร้านเปิดมาได้ 4 ปี ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 กิจการทั้งสองสาขามีความมั่นคงดี ลูกค้าให้การอุดหนุนอบอุ่น

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่อยากทำในอนาคต นั่นคือการเปิดร้านอาหารอีสานเน้นเครื่องดื่มของนอก ทว่าราคาโลโซที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งยังมองหาทำเลเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสาขาที่ 3 อีกต่างหาก

ปัจจุบันสันติสุขทำหน้าที่ดูแลร้านเป็นหลัก ส่วนลลิตาดูการเงินบัญชี และช่วยดูแลร้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเธอยังเป็นพนักงานประจำในบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยทำเกี่ยวกับงานพากย์เสียง

“ก๋วยเตี๋ยวเรือเกิดขึ้นมาจากการตั้งเป้าหมายชีวิตหลังแต่งงานที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตและครอบครัว ด้วยความที่เราทั้งคู่ชอบกินก๋วยเตี๋ยว คิดว่าเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน่าจะดี

เลยตระเวนชิม ร้านไหนใครว่าอร่อยไปมาเกือบทุกที ตั้งแต่ อยุธยา รังสิต และกรุงเทพฯ จนมากินร้านหนึ่งก๋วยเตี๋ยวเรือของพี่เขาอร่อยมาก จากนั้นไปกินทุกวัน”

วันหนึ่งประจวบเหมาะจึงขอเรียนสูตรด้วย แต่เจ้าของร้านไม่ยอมสอน สันติสุขก็ไม่ท้อ ไม่ละความพยายาม ยังคงไปนั่งกินทุกวัน

“ไม่รู้สึกอายที่พี่เขาไม่สอน แต่อย่างน้อยก็ให้เขาเห็นหน้า เป็นวิธีการตื๊ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องพูดอะไร เพราะยังไงพี่เขาก็รู้จุดประสงค์และความตั้งใจของเราคืออะไรอยู่แล้ว จนในที่สุดพี่เขาใจอ่อนยอมสอนให้

จากนั้นผมก็มาหัดทำกิน ทำเลี้ยงในครอบครัวมาเรื่อยๆ ปรับสูตรของเราเอง เพราะเทคนิคในการทำก๋วยเตี๋ยวเรารู้แล้ว ซึ่งช่วงที่ฝึกปรือฝีมืออยู่นั้นก็ได้ขึ้นป้ายร้านไว้ล่วงหน้า ข้อความประมาณว่าเตรียมพบกับร้านกินเตี๋ยวเรือเร็วๆ นี้

แต่กว่าจะได้เปิดใช้เวลาหลายเดือน เพราะมีการปรับสูตรหลายครั้งกว่าจะได้สูตรที่ต้องการ กระนั้นพอเปิดร้านวันแรก ไม่รู้ว่าลูกค้ามาจากไหนเต็มร้าน โต๊ะไม่พอ ยืนอออยู่ในร้านจนล้นมาข้างนอก” สันติสุขเล่าที่มาของการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกับภรรยา

หากนับเวลาที่ทั้งคู่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันก็เข้าสู่ปีที่ 9 แต่ถ้ารวมสัมพันธภาพแห่งความรักที่สานก่อกันมาก็เป็นเวลา 22 ปีเข้าแล้ว

ปัจจุบันความรักของพวกเขายังคงเหนียวแน่นและงดงามไปพร้อมกับธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวที่เจริญขึ้นๆ ซึ่งถ้าย้อนปฐมบทแห่งรักของทั้งคู่ก็ต้องย้อนไปสมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เริ่มคบกันตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน

กิฟ พูดถึง “บิว ผู้ชายที่แสนดี”

“เราเรียนห้องเดียวกัน เริ่มคบกันมาตั้งแต่นั้น แต่เป็นการคบกันปกติ ไม่มีอะไรหวือหวา เพราะเราเป็นนักเรียนทั้งคู่ จึงไม่มีรูปแบบในการคบ แค่ใส่ใจ ห่วงใยกันธรรมดา มีน้ำใจให้กันบ้าง พอดีพองามไม่มีอะไรเกินเลย

ช่วงนั้นเขาค่อนข้างป๊อปปูลาร์สำหรับสาวๆ (หัวเราะ) หน่อย เพราะเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนด้วย แต่คุยกันมาจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย ก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ตอนนั้นเรียนที่วิทยาเขตรังสิต)

เขาเป็นคนอัธยาศัยดี จิตใจงาม นิสัยดี ไม่ถือตัว ตอนเรียนมหาวิทยาลัย 2 ปีแรก เรียนที่รังสิต เวลาไปเรียนเขาจะขับรถจากพระราม 3 มารับกิฟที่ลาดพร้าวไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน พอ 2 ปีหลังกิฟย้ายมาเรียนที่กล้วยน้ำไท ส่วนบิวลาออกไปเรียนรัฐศาสตร์ รามคำแหง กระนั้นก็ยังขับรถมารับไปส่งกิฟที่กล้วยน้ำไทตลอด ค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะไปรับกิฟ”

กิฟบอกว่าจนเธอเรียนจบก็ต่อโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็จะห่างกันบ้าง แต่เราก็พบกันอาทิตย์ละครั้ง

“พอเรียนจบต่างคนก็ทำงาน กิฟทำที่กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ส่วนบิวทำธุรกิจสนามฟุตบอลในร่มบนย่านถนนพระราม 3 ธุรกิจของครอบครัว จนกระทั่งเราอายุ 30 ปี ก็หมั้นหมายและแต่งงานกัน ซึ่งตลอดเวลาที่คบและใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบสูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย ใจเย็น สุขุม มีน้ำใจ และห่วงใยเราเสมอ อยู่แล้วอบอุ่น

อีกอย่างถ้าลองได้ตัดสินใจทำอะไร จะตั้งใจและทุ่มเทมาก อย่างธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว พอตัดสินใจว่าทำเขาก็พากิฟตระเวนไปชิมทุกร้าน ที่ไหนใครว่าเด็ดไปมาเกือบทั้งนั้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พอไปเจอร้านที่ใช่ ก็พยายามจะเรียนสูตรกับเจ้าของร้านให้ได้

ตอนแรกเจ้าของร้านปฏิเสธไม่สอนให้ เขาก็ยังไปร้านนั้นอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง หากใครถูกปฏิเสธอย่างนั้นคงไม่ไปอีกแน่ๆ แต่เขาไปทุกวันจนกระทั่งเจ้าของใจอ่อนยอมสอนให้แม้แลกกับการจ่ายเงินก็ตาม

เรียนมาแล้วก็มาฝึกทำ ปรับสูตรของตัวเอง เครื่องปรุงทุกอย่างทั้งพริก น้ำส้ม ทำเองหมด อย่างพริกใส่ก๋วยเตี๋ยวของร้าน พริกค่อนข้างละเอียดและเผ็ด เวลาคั่วทีเขาก็จะขนขึ้นรถไปคั่วที่เขาใหญ่ ซึ่งเรามีบ้านพักที่นั่น จะได้ไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนอื่น เขาเป็นคนทำอาหารเก่งอยู่แล้วซึ่งพรสวรรค์นี้ได้มาจากคุณแม่ เวลาชิมอาหารอะไรเขาสามารถบอกได้ว่าใส่เครื่องอะไรลงไปบ้าง

การออกแบบและตกแต่งร้านส่วนใหญ่บิวทำเอง เช่น การเลือกสีทาร้าน การตั้งเรือไม้ลำพอประมาณบรรทุกผักสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยวอยู่ตรงกลางร้าน (ร้านแรก) ให้ลูกค้าเดินมาเลือกหยิบผักตามชอบด้วยตัวเอง หรือขันกินน้ำเสิร์ฟลูกค้าก็ใช้ขันเงินเล็กๆ ลูกค้ามากินก๋วยเตี๋ยวก็มักจะชมว่าเก๋ไก๋ดี

บิวเป็นคนใจดีกับทุกคน เขามองลูกน้องเหมือนน้องคนหนึ่ง ลูกน้องก็จะรักเขา เขายังเป็นผู้ชายที่ใจกว้าง อย่างตอนนี้กิฟทำงานประจำอยู่และทำมาตั้งแต่เรียนจบ เขาเห็นว่าเรามีความสุขกับการทำงานตรงนั้นเขาก็แฮปปี้ด้วย ไม่เคยบอกให้ลาออกมาช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าวันหนึ่งหากมีการเปิดสาขาเพิ่ม หรือทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วเขาทำงานหนักขึ้นกิฟก็คงจะออกไปช่วยเขา”

บิว เอ่ยถึง “กิฟเป็นคนดีและใจใส่ทุกอย่าง”

“กิฟเป็นผู้หญิงที่ดีทุกอย่างแทบหาที่ติไม่ได้ มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือค่อนข้างงอนเก่ง (หัวเราะ) แต่เรื่องอื่นดีหมด เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ถ้าผมทำอะไรจะคอยช่วยเหลืออย่างดีทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาที่ดีมาก อย่างตอนที่จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวก็คอยให้คำปรึกษา และช่วยคิดช่วยทำตลอดแม้ว่าจะทำงานประจำก็ตาม

เป็นคนมีอุปนิสัยและจิตใจดี ชอบทำบุญ และมักจะชวนผมไปทำบุญอยู่ตลอด ที่สำคัญเป็นคนที่ใส่ใจทุกอย่าง อย่างเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าผมเขาพยายามไปซื้อให้นะ อยากให้ผมใส่ชุดใหม่ๆ แต่ผมเป็นคนแต่งตัวง่ายๆ ถ้าไม่ได้ไปไหน ก็จะใส่ชุดสีเดิมๆ

ผมเป็นคนที่ชอบสีดำ เวลาซื้อเสื้อก็จะซื้อเสื้อยืดสีดำ 10 ตัวเลย ใส่ทุกวัน คนที่รู้จักก็จะมองว่าผมใส่แต่ชุดเดิมๆ (หัวเราะ) แต่ถ้าไปข้างนอกหรือไปงานกิฟจะช่วยแนะนำบ้าง

สรุปจากใจกิฟเป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แม้จะงอนเก่งแต่ผมก็คิดว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงเขาเสมอคือเรื่องสุขภาพมากกว่า เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างป่วยง่าย เดี๋ยวเป็นไข้ เดี๋ยวเป็นภูมิแพ้ เดี๋ยวโรคกระเพาะ” 

ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล การรักษาสมดุลในชีวิตคือสิ่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582722

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:43 น.

ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล การรักษาสมดุลในชีวิตคือสิ่งสำคัญ

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร

“หมอผิง” ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท คุณหมอสาวสวยหน้าใสและดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปี สมกับเป็นหมอทางด้านแอนไทน์เอจจิ้ง ที่ทำงานด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 17 ปี จากคุณหมอน้อยๆ วันนี้ก้าวมาสู่การเป็นคุณหมอนักบริหาร

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ หลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลา หากว่ากันในเรื่องงานทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย 17 ปีที่แล้วนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เมื่อเวลาผ่านไปเทรนด์สุขภาพการดูแลตัวเองแบบองค์รวม การกินยาให้น้อยลง เป็นเรื่องที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้การทำงานของหมอง่ายขึ้น เพราะคนไข้มีความเข้าใจและเปิดใจกว้างมากขึ้น

จากชีวิตการทำงานที่เริ่มจากการเป็นหมอน้อย จนวันวานผ่านไปกลายเป็นคุณหมอนักบริหาร คุณหมอบอกว่า วันนี้การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากจะยังออกตรวจคนไข้เป็นปกติสัปดาห์ละ 2-3 วันแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประชุม เพราะคุณหมอก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารแล้ว จึงต้องแบ่งภาคทั้งตรวจคนไข้และไปอยู่ทีมผู้บริหาร

“ตอนนี้ต้องบริหารเวลาให้ทุกอย่างมีความสมดุลกัน ทั้งเรื่องบริหาร การตรวจคนไข้ และการทำหนังสือ เรื่องส่วนตัว ให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่ทับซ้อนจนเสียสมดุล

ทุกวันนี้ วันจันทร์-ศุกร์นี่ใช้เวลาเต็มเอี๊ยด แทบจะไม่มีเวลาเหลือไปทำอะไร หายใจแบบรีบๆ ร้อนๆ จึงต้องพยายามหาเวลาให้ลงตัว ได้ไปทำอะไรที่เป็นของหวานในชีวิตบ้าง” คุณหมอเล่าอย่างอารมณ์ดี

สำหรับของหวานในชีวิตของคุณหมอนั้นก็คือ การเขียนหนังสือ คุณหมอบอกว่าชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ เขียนบันทึก เขียนไดอารี่ พอเรียนจบก็เขียนเว็บ เขียนบล็อก มีเพจที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการแพทย์ โดยทวิตเตอร์มีผู้ติดตาม 743,000 คน อินสตาแกรม 91,1000 คน

จนกระทั่ง 15 ปีที่แล้ว คุณหมอก็เริ่มมีงานพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรก เขียนมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 16 เล่มแล้ว โดยคุณหมอมีสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ Please Health Solution ควบคุมการผลิตเองเกือบทุกขั้นตอน ทุกอย่างจึงออกมาได้ตามกำหนดเวลา

“เล่มล่าสุดคือเรื่อง ‘เคมีรักระหว่างเรา’ ที่เคยรวบรวมไว้ แล้วนำมาปรับปรุงอัพเดทเพิ่มเติม ทำเนื้อหาให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น แม้เนื้อหาจะเป็นเรื่องราวความรัก แต่ก็เป็นเชิงการแพทย์ ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไรทำให้ผู้หญิงคิดและตัดสินใจแบบนี้ อะไรทำให้ผู้ชายคิดอย่างนั้น”

โดยเฉลี่ยแล้วคุณหมอจะมีพ็อกเกตบุ๊กออกมาปีละ 1 เล่ม คุณหมอบอกว่าโชคดีที่เธอเป็นคนที่เขียนหนังสือเร็ว

“จะจดบันทึกไว้ทุกวัน ข้อมูลก็มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ดึงมาใช้ได้เลย เวลาจะใช้ก็นำมาใส่ข้อมูลใหม่ๆ เข้าไป ปรับเพิ่ม เขียนเอง รีไรต์เอง แล้วก็พิมพ์เอง และบางครั้งอาจจะมีงานเขียนของเพื่อนๆ เภสัชกร นำมารวมเล่มเป็นครั้งคราว”

คุณหมอบอกว่า คอนเซ็ปต์ของสำนักพิมพ์ Please Health Solution นั้น จะเน้นเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นิยาย ก็จะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ และงานที่ให้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งคุณหมอเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองมาได้ประมาณ 10 ปี

“แรกๆ ก็ไปได้ดีมาก แต่หลังๆ แม้ตลาดสิ่งพิมพ์จะซบเซาไปบ้าง เพราะคนไปอ่านงานผ่านออนไลน์ แต่โชคดีที่มีแฟนคลับเป็นคนกลุ่มรักสุขภาพที่ตามอ่านงานอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งเทรนด์สุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่เคยล้าสมัย

ยิ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะใครๆ ก็สนใจอยากเป็นคนสูงวัยที่สุขภาพแข็งแรง และการที่จะทำร่างกายให้มีสุขภาพที่ดีแข็งแรง เป็นเรื่องที่ต้องทำสะสมกันในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องที่จะทำ 3-4 เดือนแล้วเห็นผล แต่ต้องทำให้เป็นนิสัยเป็นปี เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ทำใจให้ผ่อนคลายเป็นกลางๆ ไม่เครียดมากเกินไป”

นอกจากนั้นคุณหมอยังชอบทำอาหารรับประทานเองทุกเช้า และสนใจแนวทางอาหารคลีนที่ผ่านขั้นตอนการปรุงน้อย หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เนื่องจากเป็นผู้ที่สนใจในการดูแลสุขภาพ การออกหนังสือที่ฉีกแนวออกไปก็อยากจะให้ความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ ในการทำอาหาร

“ไม่ใช่เชฟมาเขียนคุกบุ๊ก แต่เป็นหมอที่ชอบทำอาหารมาเขียนในแง่ของความรู้สึกก็ย่อมแตกต่างกันไป ได้ความรู้อย่างแน่นอน คุณจะเป็นใครก็ได้ จะเด็ก หนุ่มสาว หรือสูงวัย ถ้าเป็นคนรักสุขภาพก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการทำอาหารสุขภาพไม่ได้แพง ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แล้วคุณจะมีความสุขกับการทำอาหารรับประทานเอง”

แม้ตลาดสิ่งพิมพ์จะเป็นขาลงในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่คุณหมอก็เชื่อว่ายังคงมีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่ชอบอ่านพ็อกเกตบุ๊กที่เป็นเล่มๆ ได้สัมผัสจับต้อง ได้กลิ่นหอมของกระดาษ มากกว่าการไปอ่านหนังสือแห้งๆ แบบอี-บุ๊ก

“หมอไม่กังวลในเรื่องนี้ เพราะงานหนังสือเป็นงานที่หมอรัก ได้ปล่อยของ มีความสุขที่มีงานเขียนออกมาเป็นเล่ม ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รักก็มีความสุขใจแล้ว และถือว่าเป็นงานอดิเรกที่สร้างเสริมสมาธิและปัญญา เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับผู้อ่านนำไปปรับใช้ได้จริง เป็นหนังสือที่มีคุณค่า เขียนออกมาด้วยความตั้งใจ

มั่นใจได้ว่าหนังสือของเราไม่ทำร้ายสังคม ถือว่าเป็นของหวานในชีวิต ซึ่งไม่ใช่งานหลักของเรา ถ้าสร้างรายได้ให้เราก็ถือว่าดีงาม ถ้าไม่ได้กำไรขอแค่ไม่ขาดทุนก็พอ ให้เลี้ยงทีมงานเล็กๆ ของเราได้ก็โอเคแล้ว” คุณหมอเล่าอย่างมีความสุข

โชคดีว่าที่ผ่านมาก็พอไปได้ มีค่าขนมกลับมา อย่างที่บอกว่าไม่ได้หวังจะรวยจากงานตรงนี้ เพราะไม่ใช่อาชีพหลัก มันเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขใจ และโชคดีที่สร้างรายได้ให้ด้วย แม้จะไม่เป็นกอบเป็นกำนักก็ตาม

แต่อย่างไรก็ต้องมีการปรับตัว งานเขียนยังทำอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นงานที่เรารัก แต่รูปแบบในการนำเสนอที่อาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โลกที่ปลี่ยนไปเช่นกัน อย่าไปยึดติด ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมอเองก็พยายามคิดรูปแบบใหม่ๆ เสมอ เพราะมันสนุกและท้าทาย”

ตอนนี้คุณหมอบอกว่าก็สนใจเรื่อง Health Innovation คือการเอาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์เรื่องสุขภาพให้มากขึ้น

“เอาเทคโนโลยี 5จี มาใช้ในเชิงการแพทย์ให้มากยิ่งขึ้น มีความสะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้ ในระยะ 4-5 ปี นับจากนี้ก็คือทำงานให้มีคุณภาพมากๆ ยิ่งขึ้นไป บริหารเวลาให้มีความสมดุลมากกว่านี้

ได้มีเวลาออกกำลังกายมากกว่านี้ ได้มีเวลานั่งหายใจอย่างตั้งใจมากกว่านี้ ที่สำคัญมีงานหนังสือที่มีคุณค่าให้ความรู้ให้ประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ เพราะทุกวันนี้มีงานเยอะจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจ

ส่วนหลักการในการทำงานก็คือ คิดให้รอบด้านแบบ 360 องศา บริหารให้ดีทั้งการทำงานกับผู้บังคับบัญชา กับเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง คนไข้ ให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกัน”

แปลงกาย ‘เจ้าชายน้อย’ ปริวรรตอักษรล้านนาและปะเกอกะเญอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582719

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:32 น.

แปลงกาย ‘เจ้าชายน้อย’ ปริวรรตอักษรล้านนาและปะเกอกะเญอ

เรื่อง : พรเทพ เฮง ภาพ : มาเรียม บุญมาลีรัตน์

 

บินมาถึงเชียงใหม่ฝ่าหมอกควันที่หนาทึบที่สนามบินนานาชาติ เดินลงจากเครื่องบินสายบางกอกแอร์เวย์ส อากาศแม้ร้อนอ้าว ทว่าให้ความรู้สึกเย็นใจอย่างประหลาด เพราะเป็นการมาร่วมงานเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อย ภาษาถิ่นล้านนา-ปะเกอกะเญอ ณ ลานกลางแจ้ง หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) เป็น 1 ในวรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต ของสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แถวอันยาวเหยียดที่ผู้คนต่อคิวซื้อหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษา ซึ่งมีขายในงานนี้เป็นพิเศษและจำกัดสิทธิผู้ร่วมงานสามารถซื้อได้คนละ 2 เล่ม คืออย่างละเล่ม โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด สมทบทุนเพื่อจัดกิจกรรมเจ้าชายน้อย ทำให้เห็นว่าวรรณกรรมเล่มนี้ยิ่งใหญ่ในใจของผู้คนอย่างไม่มีรุ่นและกาลสมัย

ในการเติบโต… เราทั้งผองต่างเคยเป็นเด็ก

โครงการหนังสือเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาถิ่น เกิดจากการเห็นคุณค่าของมิตรภาพและความรัก ที่ทำให้หวนนึกถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันกันของคนในสังคม

รวมถึงเรื่องราวสารัตถะของชีวิตในเจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) วรรณกรรมของอ็องตวน เดอ แซงเต็กซูเปรีย์ (Antoine de Saint-Exupery) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 และได้กลายเป็นวรรณกรรมที่ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากที่สุดในโลก

ความรักในเจ้าชายน้อยและมิตรภาพระหว่างเพื่อนมิตรกลุ่มเล็กๆ จึงเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ ด้วยแนวคิดที่จะเผยแพร่วรรณกรรมอันทรงคุณค่า ประกอบกับความงดงามของภาษาถิ่นของชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ทำให้เกิดเป็นหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษาขึ้น ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายยังสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่มีการเรียนการสอนภาษาถิ่นในภาคเหนือต่อไป

อีกทั้งโครงการเจ้าชายน้อย ภาษาถิ่นยังคงเดินหน้าและจะจัดพิมพ์ภาษายาวีที่ใช้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นลำดับต่อไป

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) และ มูลนิธิแบร์นารด์ (Fondation Bernard) เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในงานเปิดตัว มี อัศศิริ ธรรมโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543 เจ้าของรางวัลซีไรต์ ปี 2524 กล่าวเปิดงาน และมีการพูดคุยกับกลุ่มคนทำงาน พะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวปะเกอกะเญอแห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ. เขียงใหม่ ผศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดี ผู้ปริวรรตเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาล้านนา ดร.ดิเรก อินจันทร์ นักวิชาการศึกษา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ บรรณาธิการฉบับภาษาปะเกอกะเญอ รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ผู้ริเริ่มโครงการฯ

จากนักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยสู่การพิมพ์เจ้าชายภาษาถิ่น

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ อดีตพนักงานสายการบินสวิส แอร์ ที่ผันตัวมาเป็นนักเดินทางช่างเขียน นอกจากหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่มที่เขาเขียนพร้อมกับการเดินทาง เขายังได้หนังสือเจ้าชายน้อยฉบับภาษาต่างประเทศจากเกือบทั่วโลกมาเป็นของสะสมที่เขารัก และได้นำสิ่งนี้มาเผยแพร่เป็นภาษาถิ่นเพื่อแจกจ่ายเด็กต่างภูมิภาคต่างๆ ของไทยอีกด้วย

หลังเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษาก็ได้รับแรงตอบรับกลับมาเกินคาด สุพจน์ บอกว่า ต้องการเผยแพร่เจ้าชายน้อยซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกอมตะของโลกที่เป็นวรรณกรรมดีๆ ให้เยาวชนไทยได้รับทราบ โดยการใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อ

“ตอนแรกที่ทำก็มีคนถามว่าทำออกมาแล้วจะมีคนอ่านเหรอ ซึ่งจริงๆ แล้วเรามองข้ามตรงนั้นไปแล้ว อ่านไม่อ่านไม่เป็นไร แต่ว่าวัตถุประสงค์ของเราคือเมื่อเราพิมพ์ออกมาแล้ว ถ้ามีเด็กภาคเหนือสักคนหนึ่งหรือว่าเด็กปะเกอกะเญอสักคนหันกลับมาสนใจภาษาถิ่นของตัวเองสักคนเดียว ผมว่ามันคุ้มแล้ว วัตถุประสงค์ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว”

ในวันเปิดตัวและจัดเสวนาหนังสือจากเสียงตอบรับที่ดีมาก โดยสุพจน์คาดหวังว่ามีคนมาร่วมฟังแค่ 50 ที่ เป็นมุมเล็กๆ ปรากฏว่ามีคนมาลงทะเบียนกว่า 200 คน แถมยังมีคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนอีกเยอะมาก เขารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีมาก

“ในแง่ของนักสะสม เจ้าชายน้อยสามารถปลุกวัฒนธรรมการอ่านในเด็กๆ เราก็ทำอะไรสวนกระแส เพราะอย่างที่รู้กันว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังสูญหายไป แต่ผมคิดว่าการทำหนังสือดีๆ สักเล่ม มองว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่เรามาช่วยกันยืนยันว่า หนังสือที่เป็นเล่มๆ มีกลิ่นกระดาษมีกลิ่นหมึกยังมีความสำคัญอยู่กับเยาวชนและคนรุ่นใหม่

เพราะเดี๋ยวนี้พวกเขาหันไปเสพสื่อทางดิจิทัลมากเกินไปแล้ว การที่มีเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นออกมาเป็นเล่มๆ ก็เป็นการยืนยันว่าสิ่งพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่และขาดไม่ได้ ผมกลับมองว่ามันยิ่งมีค่าในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังหลงลืม ไม่เพียงแต่เจ้าชายน้อยยังมีอีกหลายเล่มที่ผมจะทำสิ่งพิมพ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ”

นอกจากคนที่สะสมหนังสือเจ้าชายน้อยในเมืองไทย หนังสือสองเล่มนี้อาจจะเป็นที่สนใจจากนักสะสมเจ้าชายน้อยทั่วโลกด้วย สุพจน์ ชี้ว่าหนังสือเจ้าชายน้อยสามารถสัมผัสได้หลายมิติมาก

“ตั้งแต่ผมเป็นนักเรียนภาษาฝรั่งเศสก็เริ่มอ่านเจ้าชายน้อยภาษาฝรั่งเศสก่อน แล้วมาอ่านภาษาไทย พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก็เริ่มมาสะสมตอนเป็นนักเดินทาง ซึ่งในเรื่องเจ้าชายน้อยก็เป็นนักเดินทาง ผู้เขียนคือ อ็องตวน เดอ แซงเต็กซูเปรีย์ ก็เป็นนักเดินทาง เพราะเป็นนักบิน ฉะนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรที่คล้ายๆ กัน พอเริ่มสะสมเราก็รู้สึกว่าการเดินทางพาเราไปพบกับเจ้าชายน้อย เหมือนเป็นสื่อการเดินทางอย่างหนึ่ง รู้สึกผูกพันกับมัน

แล้วในแง่ปรัชญาของวรรณกรรมเจ้าชายน้อยก็มีอะไรหลากหลายให้เราได้คิดได้ตระหนักถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมในการทำงาน ความรัก มิตรภาพ ซึ่งอย่างที่เขาบอกว่าเราอ่านเจ้าชายน้อยในแต่ละช่วงวัยมุมมองของเราก็จะต่างออกไป หลายคนบอกว่าเจ้าชายน้อยเป็นวรรณกรรมเด็ก แต่ผมว่าเป็นวรรณกรรมเด็กที่ผู้ใหญ่ควรอ่านด้วย คือเหมาะกับทุกวัยว่างั้นเถอะ”

สุพจน์ บอกว่าวัตถุประสงค์ในการทำหนังสือเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นต้องการทำเพื่อแจก ไม่ได้ต้องการจำหน่ายเลยในทีแรก

“นักสะสมเจ้าชายน้อยจากทั่วโลกมีเยอะมาก แต่ผมไม่เคยรู้ว่าที่เมืองไทยก็มีเยอะเช่นกัน แต่ก่อนรู้ว่ามีนักสะสมก็เพียงคิดว่าเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ปรากฏว่ามีเยอะมาก ทีนี้พอมีคนถามเข้ามา ทีแรกเราก็ปฏิเสธจนเหนื่อยว่าไม่ขายครับ

จนตอนหลังเริ่มไม่ไหวแล้ว ผมก็ถามไปยังมูลนิธิเจ้าชายน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาก็บอกว่าเอาส่วนหนึ่งมาขายสิจะได้เอาเงินมาจัดงานเปิดตัวหนังสือ เพราะการจัดงานทั้งหมดเป็นการกุศล งบประมาณที่มูลนิธิให้มาคือเงินทุนจัดพิมพ์สิ่งพิมพ์เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นเราก็ต้องออกเอง เขาบอกว่าเอาเงินจากการขายมาเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เราก็เลยโอเค คนมาต่อแถวซื้อกัน 200-300 คน เกินคาดมาก”

โปรเจกต์ต่อไปเป็นเจ้าชายน้อยภาษายาวี ซึ่งสุพจน์บอกถึงความคืบหน้าว่าไปคุยกับอาจารย์ทาง ม.อ.ปัตตานี (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ไว้แล้ว

“ต้องคุยกันเยอะมากเพราะภาษายาวีค่อนข้างมีรายละเอียดมาก ซึ่งในตอนแรกเรามองแค่ทั่วๆ ไปภาษาถิ่นที่ไหนก็ได้ ที่มาเริ่มภาษาล้านนาก่อนเพราะเป็นภาษาที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนมาก เป็นตัวอักษรเขียนที่ยังเห็นตามถนนหนทางในภาคเหนือที่ยังใช้กันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครใช้พูดกัน มีแต่ใช้อ่านทั่วๆ ไป พอเราคิดทำล้านนาเป็นภาษาแรก นอกจากจะช่วยให้รู้สึกว่ามีคุณค่าแล้วก็ยังช่วยอนุรักษ์ภาษาล้านนา ซึ่งหลายคนบอกว่ามันกำลังเป็นภาษาที่กำลังจะตาย

ต่อมาก็เป็นภาษาชนเผ่าก็คือภาษาปะเกอกะเญอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อสังคมไทย เพราะมีคนที่มีความรู้เยอะ มีปราชญ์ท้องถิ่นหรือปราชญ์ชาวบ้านเยอะมาก เขามีปรัชญาของเขา ซึ่งผมคิดว่าหลายอย่างที่คล้ายๆ ปรัชญาการใช้ชีวิตในหนังสือเจ้าชายน้อยด้วยซ้ำไป คิดว่าเราเลือกไม่ผิดที่เลือกแปลภาษาปะเกอกะเญอเป็นภาษาที่ 2”

หลังจากนี้จะมีเครือข่ายท้องถิ่นที่จะช่วยกระจายหนังสือเจ้าชายน้อยที่จะต้องเอาไปแจกตามศูนย์การศึกษา หมู่บ้าน โบสถ์ โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่มีารเรียนการสอนภาษาล้านนาและปะเกอกะเญอ

“กระบวนการทำงานแปลตรงกับจุดประสงค์มาก เราะทำด้วยหัวใจ เพราะสิ่งที่เจ้าชายน้อยเน้นก็คือความรักและมิตรภาพ เพราะฉะนั้นการงานของเราจะเห็นว่าเกิดความรัก มิตรภาพ ก็รู้จักและผูกพันกัน ผมว่าเรื่องภาษาถิ่นเรามีเยอะนะ ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มูลนิธิเจ้าชายน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ยังให้การสนับสนุนเรื่องเงินทุนการจัดพิมพ์ เราได้เชื่อมต่อและฟื้นชีวิตภาษาถิ่นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่นผ่านวรรณกรรมระดับโลกอย่างเจ้าชายน้อย”

ท้ายสุด สุพจน์ย้ำว่าเขารู้สึกดีใจที่การสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยของเขา ไม่ได้เป็นกองหนังสืออยู่บ้านอย่างเดียว มันได้ต่อยอด

“เพราะในฐานะนักสะสมไม่ใช่เป็นการได้มาอย่างเดียวแต่เป็นการให้ไปด้วยเทกแอนด์กิฟต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษมาก เพราะปกติคนสะสมต้องได้มาจึงจะมีความสุข เมื่อสิ่งที่ได้มาสามารถต่อยอดเป็นการให้ด้วย ซึ่งให้กับชุมชนท้องถิ่น ให้กับเด็กๆ ชนเผ่าต่างๆ ผมจึงคิดว่าเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ ตรงตามวัตถุประสงค์และปรัชญาของเจ้าชายน้อยด้วยซ้ำไป” 

เพราะสิ่งสำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582718

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:21 น.

เพราะสิ่งสำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข/สุนันทา คีรีรักษ์

 

‘ไม่มีความรู้สึกใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว’ที่ ศสช.ห้วยงู (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านห้วยงู จ.เชียงใหม่) คงต้องเริ่มที่นี่ เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ ที่ดอยหลวง อ.เชียงดาว เมื่อครูอาสาคนหนึ่งแบกเป้เดินทางมาถึง สุนันทา คีรีรักษ์ ที่เด็กชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ เรียกว่า “ครูสุ”

“เดือนหนึ่งจะมาที่นี่ประมาณ 10 วัน แล้วแต่งานอาสาในช่วงนั้น ที่นี่เป็นชุมชนมูเซอแดง ที่มีเด็กชาวลาหู่มาเรียนหนังสือที่โรงเรียน 15-30 คน”

โรงเรียนที่ครูสุพูดถึง ครั้งหนึ่งเกือบจะเป็นโรงเรียนร้าง เมื่อถูกยกเลิกการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ ครูที่มีสอนอยู่เพียงคนเดียวถูกโยกย้ายอัตราจ้างไปสอนโรงเรียนในเมือง เด็กๆ กลายเป็นเด็กเถื่อนที่ไม่มีครู ไม่มีโรงเรียนให้ไป ครูท่านนั้นติดต่อครูสุในฐานะครูอาสาให้เดินทางมาดูด้วยตาตนเอง ถามว่าจะทำอะไรได้บ้าง

“ที่นี่ไกลจากตัวเมืองเชียงดาว 40 กิโลเมตร แต่เพราะถนนไม่ดีมากๆ ก็กลายเป็นไกลมาก ช่วง 11 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้าน ถ้าน้ำท่วม ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก”

ครูสุมาเห็นและได้เห็น เธอตัดสินใจเป็นครูอาสาสมัคร สอนที่ ศสช.ห้วยงู ตั้งแต่ปี 2561 นักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 45 คน ทุกคนติดครูสุมาก เพราะครูสุไม่ใช่แค่ครู แต่เป็นทุกอย่างตั้งแต่แม่ครัว พยาบาล เพื่อนเล่น การ์ดและแม่

ครูสุทำกับข้าวให้เด็กๆ วันละ 3 มื้อ นม ขนมมี 2 มื้อเป็นอาหารว่าง ทั้งหมดมาจากการรับบริจาคและเงินส่วนตัวของครูสุเอง

อย่างที่บอกว่า ครูสุอาสามาสอนที่นี่เดือนละ 10 วัน ถ้าที่นี่คือเพียง 10 วันต่อหนึ่งเดือน แล้วเวลาที่เหลือครูสุทำอะไร ก็ต้องตอบว่า เวลาถูกใช้ไปกับงานอาสาสมัครมากมายที่เธอทำอยู่ ยกตัวอย่างโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้น ได้แก่ โครงการแพทย์อาสาคลินิกขนาดย่อม ที่แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อาสา สมัครใจเดินทางไปรักษาผู้ป่วยถึงบ้าน

“เราไปที่โบอ่อง เกาะที่อยู่บริเวณเขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี ประเมินแล้วผู้ป่วยเยอะมาก มี 2 หมู่บ้าน เราก็จัดเป็น 2 จุด จุดแรกที่ห้องเรียนสาขาพระธาตุโบอ่อง กับที่โบอ่อง ซึ่งต้องนั่งเรือเข้าไปอีก”

ครูสุ เล่าว่า ที่โบอ่องได้เจอกับแม่ชาวกะเหรี่ยงมีลูก 2 คน สามีเสียชีวิต แม่คนนี้เป็นแผลกดทับนาน 6 เดือน อัมพาตครึ่งตัว กรณีผู้ป่วยอาการหนักแต่ไม่เคยพบเจอแพทย์แบบนี้ พบเจอได้ทั่วในโบอ่อง ถ้าไม่มีหน่วยแพทย์อาสาเข้าไป พวกเขาก็อยู่กันอย่างนั้น หมายถึงนอนติดเตียง และมีอาการเนื้อตายอยู่แบบนั้น

ในกลุ่มแพทย์และเจ้าหน้าที่การแพทย์อาสาสมัครคลินิกขนาดย่อม เป็นการรวมกลุ่มกันของเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ประกอบด้วยแพทย์ จิตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มากมายที่อาสากันมา ครั้งหนึ่งทีมหนึ่งก็ประมาณ 60-70 คน

นี่เอง… สิ่งเหล่านี้เอง ที่เอาเวลาของครูสุไปหมด ครูสุบอกว่า เธอไม่เคยเสียดายเวลาในการทำสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้ามรู้สึกดีและตั้งใจอย่างมากที่จะทำในสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด

3 ปีที่ผ่านมาคือการสละเวลาเพื่อทำงานอาสาสมัคร โดยเฉพาะในที่ห่างไกลทุรกันดาร ส่วนใหญ่เป็นงานด้านการศึกษาและสาธารณสุข

จากอดีตครูและเจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ปัจจุบันครูสุลาออกมา 3 ปีแล้ว เธอทำธุรกิจของตัวเองได้แก่การจัดจำหน่ายรองเท้าและอุปกรณ์แคมปิ้งทางออนไลน์

นั่นทำให้เธอได้ใช้ชีวิตกับการทำงานอาสาสมัครอย่างเต็มที่ การระดมกำลังและความช่วยเหลือสำหรับงานอาสาสมัครต่างๆ ดำเนินการผ่านเพจเฟซบุ๊ก : subackpacker ครูสุอาสาแบกเป้เที่ยว

ใครสนใจกิจกรรมอาสาหรือต้องการรู้จักครูสุคนแกร่ง ก็แวะเวียนเข้าไปดูกิจกรรมต่างๆ ของเธอได้

“เหนื่อยหรือ ลืมไปเลย ถ้าหยุดสิจะเหนื่อยมากกว่า เนื่องจากคงเบื่อโลกว่าอยู่นิ่งๆ คิดๆ ดูก็เหมือนกับว่า เราเสพติดการอยู่กับเด็ก การอยู่กับรอยยิ้มเสียงหัวเราะ การได้ช่วยเหลือคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีความรู้สึกใดที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว” 

รองเท้าเพื่อสุขภาพ รายได้เสริมเพิ่มเงินเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582390

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

รองเท้าเพื่อสุขภาพ รายได้เสริมเพิ่มเงินเก็บ

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ  วิศิษฐ์  แถมเงิน

สาวนักกฎหมายดีกรีนักเรียนนอก สาวหน้าเข้มแต่ยิ้มกว้างอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ ทรรศภรณ์ สุนทรสุข หุ้นส่วนบริษัท ซีนิธ อินเตอร์โปรดักส์ ด้วยหน้าที่การงานหลักนั้นเธอทำบริษัททางด้านกฎหมายการเงิน เธอมีหน้าที่รับผิดชอบคือการดูเอกสารต่างๆ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ซึ่งมีความเร่งรีบและความเครียดในการทำงานอยู่เป็นครั้งคราว ทำให้เธอรู้สึกอยากปลดปล่อยในการเปิดตาเปิดใจ ทำในสิ่งที่รักที่ชอบเพื่อคลายเครียด

ดังนั้น เธอจึงชวนสามีของเธอซึ่งเป็นนักธุรกิจส่งออก เขาทั้งคู่ได้ร่วมก่อตั้งแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพขึ้นมาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ชื่อว่า Belldilar โดยเริ่มขายครั้งแรกทางออนไลน์เป็นหลัก จนผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจหลังจากที่ลองตลาดมาสักพักใหญ่ จนมั่นใจในสินค้าว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก

ในที่สุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเธอก็ได้เปิดหน้าร้านเป็นแห่งแรกที่สีลมคอมเพล็กซ์ และไปได้ดีอย่างที่คิดไว้ เธอเล่าว่าวิธีคิดในการเปิดแบรนด์รองเท้านี้ขึ้นมา จากการเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง

เธอเล่าว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบใส่ส้นสูง แต่พอเดินมากๆ มันก็เมื่อย สร้างปัญหาให้สุขภาพเท้า

แล้วรองเท้าส้นสูงนั้นที่ใส่สบายด้วยสวยด้วยมันก็หายาก เราก็เลยหาพื้นที่ตรงกลางคือไม่สูงมากสักประมาณ 2 นิ้วครึ่ง สูงกำลังสวยแล้วใส่สบาย ซึ่งเป็นปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ใส่ส้นสูงมากๆ จะเมื่อย หรือเจ็บเท้า พอนานๆ เข้าก็เป็นกระดูกเท้าโปนขึ้นมา

เพราะเท้าเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะช่วยในการพยุงกระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลัง ทำให้ร่างกายมีความสมดุล อีกทั้งเท้ายังสามารถบอกอาการของโรคต่างๆ ได้ ดังนั้น การเลือกรองเท้าสักคู่เพื่อรองรับน้ำหนักเท้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย แล้วคำว่าเพื่อสุขภาพมันไม่ควรเป็นของคนแก่ มันควรเป็นของคนที่ทุกวัยที่อยากใส่ใจในสุขภาพมากกว่า เพราะการดูแลสุขภาพควรเริ่มมาตั้งแต่ช่วงอายุยังน้อย ไม่ใช่การมาดูแลในช่วงที่สายเกินไป เลยเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่สามารถใส่ได้ทุกเพศทุกวัย

โดยเธอรับหน้าที่ช่วยออกแบบรองเท้า ช่วยทดลองว่าทำออกมามันใช่หรือไม่ เพื่อนำกลับไปปรับปรุงให้ดีขึ้น “ในความรู้สึกของโน้ต คือ Belldilar ไม่ใช่การทำงานเพราะมันคือความชอบ เพราะเราชอบการแต่งตัว พอจะทำรุ่นใหม่เวลาที่ดูเรเฟอเรนซ์เราไม่เคยรู้สึกว่าเรากำลังทำงานเลย มันสนุกที่จะได้เตรียมออกแบบรุ่นใหม่ๆ ทุกครั้งสนุกไปกับงาน” เธอเล่าอย่างมีความสุข

ในอนาคตเรามีแพลนที่อยากจะขยายเพิ่มแต่ไม่ใช่ทุกห้าง แต่จะเลือกเป็นห้างหลักๆ ตามหัวเมือง ที่คิดไว้คือจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในปีนี้ สาขาจะทำไม่มาก เพราะจริงๆ หัวใจหลักของเราอยู่ที่การขายออนไลน์อยู่ หากสนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ http://www.belldilar.com หรือที่เพจ Belldilar หรือถ้าต้องการไปลองสินค้าด้วยตัวเองสามารถซื้อได้ที่ชั้น 3 สีลมคอมเพล็กซ์

ผลักงานวิจัยลงหิ้ง ดัน‘อาหาร’ช่วยเศรษฐกิจชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582387

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ผลักงานวิจัยลงหิ้ง ดัน‘อาหาร’ช่วยเศรษฐกิจชายแดนใต้

เรื่อง…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และอีก 4 อำเภอในสงขลา เป็นขอบเขตพื้นที่ในยุทธศาสตร์เมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความสมบูรณ์พร้อมของปัจจัยการผลิตในทุกด้านทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรมนุษย์ มีชายแดนติดต่อกับมาเลเซีย และมีสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ทว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจในชายแดนใต้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทาง สกว.จึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อทำ “การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์” โดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. กล่าวว่า การวิจัยที่ทำในพื้นที่เป็นประเด็นที่ทุกคนเห็นว่าควรจะทำและมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ด้วยการมีส่วนร่วมจากชาวบ้าน นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เทศบาลเมืองเบตง ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยใช้โจทย์ปัญหาของจังหวัดและผลกระทบของชุมชนเป็นตัวตั้งในการทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลและข้อเท็จจริง

ปัจจุบันมีโครงการวิจัยภายในยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จำนวน 10 โครงการ โดยมีจำนวนหนึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ “อาหาร” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

ไก่เบตงสับ VS ไก่สับเบตง

หากพูดถึงเบตง คนส่วนใหญ่ต้องคิดถึงไก่เบตง แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า มีร้านอาหารในเบตงเพียงไม่กี่ร้านที่ใช้ไก่เบตงแท้มาปรุงเป็นอาหาร ส่งผลให้ศักยภาพด้านการตลาดของไก่เบตงด้อยลง

การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลี้ยงไก่เบตงเป็นหนึ่งในนโยบายที่ ศอ.บต.ได้ดำเนินการมาก่อนที่ สกว. และ ม.อ. จะร่วมมือกันทำการวิจัยไก่เบตงภายใต้ชื่อ โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตไก่เบตง และพัฒนากลไกการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไก่เบตง

ผศ.เถลิงศักดิ์ อังกุรเศรณี นักวิจัยจาก ม.อ. กล่าวว่า งานวิจัยได้ศึกษาเชิงวิเคราะห์ศักยภาพการผลิตของเกษตรกรและตลาดไก่เบตง ด้วยการสำรวจฟาร์มเลี้ยงไก่เบตงจำนวน 50 รายใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่า รูปแบบการเลี้ยงไก่เบตงเป็นการแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย แบ่งผู้เลี้ยงออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เลี้ยงตามภูมิปัญญา มีการให้อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียวในช่วงอายุ 1-2 เดือน จากนั้นมีการให้ข้าวและข้าวโพดร่วมกับอาหารสำเร็จรูปในช่วงอายุ 3-6 เดือน โดยจะเลี้ยงไก่เอง เชือดเอง และขายเอง

กลุ่มที่ 2 เป็นการเลี้ยงแบบแนวทางเชิงธุรกิจ คือ จะเลี้ยงไก่ถึงอายุ 4 เดือนเท่านั้นแล้วขายให้เกษตรกรไปขุนต่อ โดยในระยะเวลา 4 เดือนนั้นมีวิธีการเลี้ยงเหมือนกลุ่มแรก เพียงแต่จะเสริมข้าวโพดระยะเวลาน้อยกว่า ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ระยะเวลาการเลี้ยง 20-24 สัปดาห์จะทำให้ขายไก่มีชีวิตได้กำไรมากที่สุดคือ มีต้นทุนตัวละ 96 บาท และขายได้กิโลกรัมละ 250 บาท

“การส่งเสริมการเลี้ยงไก่เบตงแท้ๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่เนื่องจากไก่เบตงเป็นสินค้าเกษตร หากต้องการให้คงเอกลักษณ์ไว้จะต้องศึกษาให้ดีระหว่างความต้องการของตลาดและความสามารถในการผลิตของเกษตร แม้ว่าเราจะเจตนาดีอยากให้คนที่มาเบตงได้รับประทานไก่เบตงแท้ๆ แต่การเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะไก่เบตงล้นตลาด และสุดท้ายจะกระทบต่อราคาที่ตกต่ำลง ซึ่งจะสวนทางกับเรื่องต้นทุนการเลี้ยงไก่เบตงที่มีความพรีเมียมในตัวของมันเองอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถลดต้นทุนการเลี้ยงได้”

โดยทั่วไปเมนูข้าวมันไก่จะใช้ไก่สามสายหรือไก่พื้นเมืองเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมีระยะเวลาการเลี้ยงสั้นกว่าและต้นทุนถูกกว่า ตรงข้ามกับไก่เบตงที่ต้องใช้เวลาการเลี้ยงนานถึง 6 เดือน จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมไก่เบตงถึงมีราคาแพงกว่าไก่ทั่วไป ดังนั้นเมื่อนักท่องเที่ยวยินดีจ่ายเพื่อเมนูไก่เบตงแล้ว ผู้บริโภคก็ควรได้รับประทานไก่เบตงแท้ ผศ.เถลิงศักดิ์ จึงให้ข้อสังเกตเมนูไก่เบตงสับว่า หากเป็นไก่เบตงที่เลี้ยงด้วยวิธีดั้งเดิมคือ เลี้ยงแบบเสริมข้าวโพดในช่วง 5-6 เดือนก่อนเชือด เมื่อนำมาต้มแล้วหนังไก่จะมีสีเหลือง หนังหนา และเมื่อรับประทานหนังจะมีความหนึบคล้ายเอ็นไก่บ้าน และเนื้อไก่จะมีความฉ่ำกว่าไก่พื้นเมือง

“ด้วยเอกลักษณ์ของเนื้อและหนังของไก่เบตง การนำมาทำอาหารจึงต้องปรุงเป็นเมนูไก่เบตงต้มเท่านั้น เพราะหากนำไปทำเมนูอื่น เช่น นำไปทอดหรือผัดก็จะทำให้เนื้อและหนังเปลี่ยนรสไป จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไก่เบตงที่มีราคาแพง”

ผศ.เถลิงศักดิ์ ยังกล่าวถึงเทคนิคการกินไก่เบตงให้อร่อยว่า จากการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงไก่และเชฟมีคำแนะนำให้รับประทานไก่เบตงตัวเมีย โดยเฉพาะตัวเมียที่อยู่ในระยะเริ่มให้ไข่ฟองแรก (ไก่สาว) จะมีไขมันแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อ ทำให้เมื่อนำเนื้อไก่ไปต้มจะเกิดความนุ่มขึ้น หรือหากเป็นตัวผู้ต้องเลี้ยงมากกว่า 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงโตเต็มที่ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มสะสมไขมัน

การวิจัยนี้ทำให้ทราบถึงรูปแบบการเลี้ยงไก่เบตงเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนารูปแบบการเลี้ยงเพื่อเชิงพาณิชย์ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เบตงแท้เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมไก่เบตงให้อยู่สืบไป

อาหารใต้สู่ตลาดจีน

ประเทศจีนเป็นมหาสมุทรการค้าที่ซึ่งตอนนี้อาหารไทยเป็นเรือลำใหญ่ที่กำลังแล่นเข้าสู่น่านน้ำ เนื่องจากประชาชนจีนนิยมบริโภคอาหารไทย ทำให้ร้านอาหารไทยเกิดขึ้นมากมายในเมืองและมณฑลต่างๆ แต่ในบรรดาอาหารเหล่านั้นมีเมนูอาหารใต้อยู่น้อยมากและแทบจะไม่มีการใช้วัตถุดิบจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วนัสนันท์ กนกพัฒนางกูร หรือที่คนจีนรู้รักกันในชื่อ วาเนสซ่า วู เชฟไทยที่สามารถเข้าไปสอนการทำอาหารไทยให้เชฟจีนในมหาวิทยาลัยเมืองเสฉวน เป็นเวลานานถึง 10 ปี และมีบทบาทในการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “โครงการการพัฒนาศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยโดยใช้ส่วนประกอบจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยสำหรับตลาดจีน” กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้คนจีนไม่รับประทานอาหารใต้เนื่องจากกลิ่นและรสชาติที่ไม่คุ้นเคย

“แม้ว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จะมีวัฒนธรรมจีนผสมอยู่บ้าง แต่เมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นข้าวยำ สลัดผัก ข้าวมันแกงไก่ หรือไก่กอและ ยังแตกต่างจากอาหารที่คนจีนกินค่อนข้างมาก เพราะเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีกลิ่นคาว เช่น น้ำบูดู หรือการกินผักสดที่คนจีนส่วนใหญ่จะกินแต่ของสุกหรือผ่านความร้อนมาแล้ว”

งานวิจัยดังกล่าวจึงได้เชิญเชฟจีน 3 คนมาสัมผัสวัฒนธรรมการกินและองค์ประกอบของอาหารใต้ จากนั้นให้เชฟแต่ละคนสร้างสรรค์อาหารใต้ในสไตล์ของตัวเองคนละ 10 เมนู รวมเป็น 40 เมนู ยกตัวอย่าง เมนูไก่แช่เหล้าจากเชฟเมืองฉงชิ่ง ผัดสะตอจากเชฟเมืองเจิ้นโจว ปลาราดซอสจากเชฟเมืองชางโจว และข้าวผัดน้ำบูดูจากเชฟวนัสนันท์ ตัวแทนจากเมืองเฉิงตู

“ดิฉันเลือกทำเมนูข้าวผัดน้ำบูดู โดยเปลี่ยนจากการราดน้ำบูดูลงไปบนข้าวยำ ใช้เป็นน้ำซอสข้าวผัดแทน ทำให้ความร้อนเปลี่ยนกลิ่นคาวปลาเป็นความหอมของกลิ่นทะเลไทยแบบที่คนจีนชอบ ซึ่งคนจีนได้ลองชิมแล้วต่างบอกว่าอร่อยมาก” เธอกล่าว

อาหารทั้ง 40 เมนูที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ได้นำไปให้คนจีนชิมอย่างกว้างขวางในเทศกาลอาหารไทย 2 ครั้งในเมืองฉงชิ่งและเมืองเจิ้นโจว พบว่า ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบเมนูที่มีส่วนประกอบของ “น้ำมันผัดสมุนไพร” ที่สกัดจากพริก กระเทียม ตะไคร้ ข่า อบเชย และยี่หร่า จากนั้นวนัสนันท์ได้ต่อยอดไปสู่ “น้ำหอมอาหาร” หรือสเปรย์น้ำมันประกอบอาหาร 5 รสชาติ คือ ตะไคร้ กระเทียม พริกไทยดำ พริก และกะเพรา สำหรับฉีดพ่นอาหารเพื่อให้กลิ่นหอมน่ารับประทาน ส่วนรสชาติจะติดลิ้นอยู่เพียง 10 วินาที หมายความว่า รสชาติของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเข้าไปอยู่ในเมนูอาหารจีนอย่างง่ายดาย เธอมีแผนจะวางขายในประเทศจีนโดยเจาะกลุ่มเชฟจีนที่มีจำนวนถึง 70 ล้านคน

เธอกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมอาหารที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมในวงการเชฟ และผู้บริโภคชาวจีน จึงเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปอาหารใต้เพื่อส่งออกตลาดจีน โดยเน้นวัตถุดิบที่เน้นกลิ่นหอมแบบไทยเป็นจุดขาย

นอกจากงานวิจัยที่ยกมาแล้ว ยังมีโครงการวิจัยอื่นๆ ที่เข้ามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาเมืองเบตงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว การพัฒนากลุ่มผลิตโกปี๊ (กาแฟโบราณ) การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองเบตง การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและแรงงานข้ามแดน การจัดการโรคที่เกิดในกล้วย การฟื้นฟูสวนเงาะนอกฤดู การพัฒนาวิสาหกิจไม้ผล และการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาพลวงชมพูแห่งแม่น้ำสายบุรี

เมื่องานวิจัยที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุด จึงนำไปสู่การหนุนเสริมเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน การสร้างรายได้ และความยั่งยืนในอาชีพของคนในพื้นที่ ซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งได้ในที่สุด

กิลโยม ราวา แบร์ทรันด์ โบลล์ แฟชั่นและการเดินทางอย่างมีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582279

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กิลโยม ราวา แบร์ทรันด์ โบลล์ แฟชั่นและการเดินทางอย่างมีสไตล์

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แบรนด์แฟชั่นสุดหรูจากฝรั่งเศส เพื่อคุณสุภาพบุรุษนักเดินทาง “โบลล์ แอนด์ ราวา” (Boll & Rava) และแบรนด์ยีนส์เปี่ยมไปด้วยรสนิยม หรูหราฉีกกฎกางเกงยีนส์ทั่วไป “เอส เดนิม” (Ace Denim) เลือกเมืองไทยเพื่อเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชีย ณ คิง เพาเวอร์ มหานคร และจำหน่ายอีก 2 สาขา ได้แก่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และศรีวารี ภูเก็ต เอาใจกลุ่มลูกค้านักเดินทางที่แฝงไปด้วยรสนิยมลักซ์ชัวรี่ ฝีมือสร้างแบรนด์และออกแบบของ 2 นักออกแบบหล่อสุดฮอต กิลโยม ราวา ชาวฝรั่งเศส และแบร์ทรันด์ โบลล์ ชาวสวิส

โบลล์ แอนด์ ราวา กำเนิดขึ้นในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่ถูกจับตามองและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยสองดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ราวา ชาวฝรั่งเศส และโบลล์ ชาวสวิส ซึ่งเขาทั้งสองคนได้พบกันระหว่างเรียน และได้ร่วมกันทำโปรเจกต์ให้กับแบรนด์วิคอมต์ เอ. (Vicomte A.) ที่ได้รับความนิยมในประเทศฝรั่งเศส

ด้วยสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการจับคู่สีและผสมผสานเนื้อผ้าที่แตกต่างเข้าด้วยกัน ทำให้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่พวกเขาร่วมกันออกแบบ ผลงานของพวกเขาโดดเด่นมาก โดยคอลเลกชั่นและกำกับศิลป์ วิคอมต์ เอ. มียอดขายสูงถึง 15 ล้านยูโร และยังได้รับรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม Who’s Next อันทรงเกียรติจากสมาคมแฟชั่นของฝรั่งเศส ในปี 2008 จนได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสายแฟชั่นอย่างมากมาย

ในฐานะดีไซเนอร์รวมถึงอาร์ตไดเรกเตอร์ ทำให้คู่หูอย่างโบลล์และราวาได้มีโอกาสเดินทางรอบโลกอยู่เป็นประจำ เพื่อแสวงหาวัสดุอุปกรณ์ ช่างฝีมือ รวมถึงแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดสำหรับสุภาพบุรุษนักเดินทางด้วยความเข้าใจและหลงรักในการเดินทางเช่นกัน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา เกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อพวกเขาได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ชุดสูทเพื่อการเดินทางเป็นครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์ BFM ของประเทศฝรั่งเศส โดยโบลล์และราวาได้กล่าวถึงที่มาที่ไปว่า หลังจากพวกเขาได้รับคำชมเชยระหว่างการเดินทางว่าชุดที่สวมใส่นั้นดูดีมีสไตล์ พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมกันทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยตั้งใจให้เป็นเสื้อผ้าสำหรับนักเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

จากนั้นโบลล์ แอนด์ ราวา ได้เปิดตัวด้วยคอลเลกชั่นแรกที่มีทั้งเบลเซอร์ตัวสวย ใส่เข้ากับเสื้อเชิ้ตที่ผลิตโดยโทมันเมสัน โป๊ปไลน์สีขาว 120/2 พร้อมแผ่นกันเหงื่อใต้วงแขน ซองใส่เอกสารหนังจระเข้สุดยอดงานฝีมือจากอิตาลี กางเกงจ๊อกกิ้งผ้าแคชเมียร์สุดเก๋ ตลอดจนผ้าพันคอแคชเมียร์และไหมแสนเบา ที่ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลอบอุ่นแก่ผู้สวมใส่

การออกแบบสไตล์เครื่องแต่งกายยังได้ใช้หลักความแตกต่างระหว่างผิวสัมผัสของเนื้อผ้า เฉดสี และวัสดุต่างๆ โดยเน้นการใช้วัสดุที่หายากและหรูหรา ผสานกับงานฝีมืออันประณีตของช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสและอิตาลี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องแต่งกายที่สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับการเดินทางอย่างยิ่ง โดยมีเอกลักษณ์เป็นโลโก้จุดสองจุดหรือเพชร 2 เม็ด ซึ่งเป็นตัวแทนของคู่หูเจ้าของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวานั่นเอง

แม้การทำงานร่วมกันเป็นหัวใจของเขา โดยไม่มีการแบ่งหน้าที่ ทั้งสองทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครนำ ไม่มีใครตาม โดยช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ ทำให้ทั้งสองแบรนด์ของพวกเขามีจุดเด่นของเขาคือผสมผสานกันได้ดีมาก

โบลล์ เล่าถึงการพัฒนาแตกยอดแบรนด์นอกจากแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา ที่ได้รับความนิยมจากเหล่าสุภาพบุรุษผู้รักการเดินทางแล้ว อย่าง “เอส เดนิม” แบรนด์ยีนส์ ที่มีภาพลักษณ์หรูหรา นำสมัย เปี่ยมรสนิยม และมีสไตล์ ในราคาที่จับต้องได้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เดนิม มีจุดเด่นที่มีความทนทานแต่สวมใส่ไม่ค่อยสบายนัก

“แบรนด์ เอส เดนิม นั้นได้ใส่ใจในการคัดสรรเนื้อผ้าที่นำมาตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน เพื่อเป็นกางเกงยีนส์ที่มอบความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้าผู้สวมใส่ โดยผ้าที่นำมาตัดเย็บทุกชิ้นได้ใช้ผ้าพรีเมียมที่มีส่วนผสมของคอตตอน 98% และอีลาสติน 2% พร้อมด้วยเทคนิคด้ายม้วนเกลียวสองครั้งและการฟอกที่มีเอกลักษณ์เพื่อความโดดเด่นและสวมใส่สบายในทุกอิริยาบถ โดยเทคนิคที่เลือกใช้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เดนิมชั้นเยี่ยม ที่ยังคงความรู้สึกถึงยีนส์พรีเมียมได้อย่างชัดเจน ในทุกๆ ปีเอส เดนิมจะเชิญศิลปินระดับโลกมาร่วมออกแบบคอลเลกชั่นที่พิเศษวางจำหน่ายรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ล่าสุดก็มีให้ชมความพิเศษแล้วที่ตึกมหานคร”

สำหรับการหาแรงบันดาลใหม่ๆ ของทั้งคู่ได้มาจากไหน ราวาเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า เขามองว่าแรงบันดาลใจกับงานศิลปะเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกัน

“ผมเป็นคนไม่เก็บตัว ชอบเดินทาง ผมดูทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แสง สี เสียง และเอามาทำเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานของผม เช่น สิ่งที่แตกต่างกัน วัสดุใหม่ๆ ที่ไม่มีใครใช้ และวัสดุเก่าๆ นำมาผสมผสานกัน เรากำลังทำงานผสมผสานกับศิลปินเก่งๆ มาวาดลวดลายในเดนิม เพื่อทำเป็นรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น และเราจะเปลี่ยนศิลปินไปเรื่อยๆ เร็วๆ นี้เรากำลังร่วมมือกับศิลปินชาวสเปนด้วย ในกางเกงยีนส์แต่ละตัวเราจะมีลูกเล่นของลายปักแปรงทาสี 2 สีที่ขอบกางเกงยีนส์ เพื่อนำเสนอความเป็นตัวผมทั้งสองคน จุดเด่นของเอส เดนิม คือ ไม่มีฟอร์แมตช์มิกซ์กับความเป็นสปอร์ตด้วย” นี่คือเสน่ห์ของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา ที่ราวากลั่นออกมา

โบลล์ เสริมว่า แบรนด์ของพวกเขามีจุดเด่นเหนือการผสมผสานวัสดุ ทั้งสี ซึ่งทำออกมาได้โดดเด่น และที่เขาเลือกเปิดตลาดแบรนด์ที่เมืองไทย คือ คนเอเชียเปิดและยอมรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และเขาไม่ได้โฟกัสที่ตลาดเอเชียอย่างเดียว ยังมองตลาดยุโรปด้วย

“ผมเชื่อว่า หากคนเริ่มลองใช้เสื้อผ้าแบรนด์ของพวกเราแล้วจะติดใจ และผมคิดว่าทั้งสองแบรนด์จะติดตลาดได้ไม่ยาก ก่อนมาเปิดแบรนด์ในเมืองไทย เราทำการวิจัยและผมมีความเชื่อว่า คนไทยมีนิสัยเปิด ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ เช่น วัฒนธรรมประเพณีไทยที่มีมานาน ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงยอมรับสิ่งใหม่ได้ง่ายๆ คือจริงๆ ผมได้เดินทางทั่วโลก ผมรู้สึกประทับใจกับนิสัยคนไทย คือคนไทยเป็นมิตรและน่ารักมาก”

ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์รสนิยมดี เขาเผยเคล็ดลับในการแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษให้ออกมาดูดีว่า ผู้ชายต้องรู้สึกมั่นใจกับเสื้อผ้าที่ตนเองเลือกสวมใส่ก่อน คือ ใส่ง่ายและใส่สบาย

“ใส่แล้วไม่อึดอัด พอมั่นใจแล้วบุคลิกภาพเราจะออกมาดี แต่สินค้าที่ดี คัตติ้งและการออกแบบที่ดีก็จะช่วยได้เยอะ อีกทั้งการแต่งกายต้องรู้สึกมิกซ์แอนด์แมตช์ ที่สำคัญเช่นเสื้อผ้าแบรนด์ของเขา คอลเลกชั่นนี้สามารถสวมใส่เข้ากับคอลเลกชั่นที่แล้วได้ ก็จะช่วยทำให้การแต่งกายดูมีหลายลุคขึ้น” โบลล์ เล่า

ราวา เสริมว่า สินค้าของเขาผลิตจำนวนไม่มาก อีกทั้งยังคัดสรรวัสดุอย่างดี มีรายละเอียดดีมาก ไม่ว่าจะซื้อที่ประเทศอะไรก็สามารถสวมใส่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เวลาเดินทางไม่ต้องคิดอะไรมาก พับเสื้อผ้าของเขาใส่ลงกระเป๋าเดินทางได้เลย สำหรับสีสันซึ่งบางคนคิดว่าอาจเป็นปัญหาใหญ่ในการเลือกให้เข้ากัน เรื่องสีสันเป็นเรื่องไม่ยากที่จะผสมผสาน แต่มีคีย์ก็คือ เลือกสีกางเกงหลักให้ได้ก่อน เช่น สีขาว และคุณสามารถเลือกซื้อเสื้อเชิ้ตทั้งสีขาว ชมพู สีดำ หรือสีน้ำเงินก็ดูดีแล้ว แต่ใส่แล้วคุณต้องรู้สึกมั่นใจด้วย

“เรื่องการเลือกสีสันผมเคยมีประสบการณ์มาแล้ว ผมสร้างแบรนด์เมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วยสีสันเพียงไม่กี่สี เช่น ชมพู และแดง ผมมองว่าไม่ว่าจะด้วยสีสันอะไร หากเลือกให้เป็น ก็จะออกมาดูดีมีสไตล๋ได้ จริงๆ แล้วการใส่เสื้อผ้าถ้าไม่อยากคิดมากและออกมาดูดีมีอยู่ 3 สี คือ ขาว น้ำเงิน และดำ” ราวา กล่าว