ศศิกานต์ สิมะวรา สวยงามอย่างมีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583114

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ศศิกานต์ สิมะวรา สวยงามอย่างมีสไตล์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทราย-ศศิกานต์ สิมะวรา ทายาทรุ่นที่ 3 ของยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความสวยความงามและชอบการแต่งตัวมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่ธุรกิจส่วนตัวของเธอจะเป็นคลินิกความงาม ซึ่งมีอยู่ 2 แห่ง คือ อเธน่า คลินิก ที่อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ถนนสาทรใต้ และทองหล่อ แฮปปี้ คลินิก คลินิกศัลยกรรมความงามครบวงจรในซอยทองหล่อ 13

“อเธน่า คลินิก ให้บริการด้านผิวพรรณความงามอย่างครบครัน พร้อมมาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัย เช่น โบทอกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม เลเซอร์ การสลายไขมัน กระชับสัดส่วน ลดน้ำหนัก รักษาสิว ฝ้า จุดด่างดำ แผลเป็นจากสิว รอยดำคล้ำตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงบริการยกกระชับด้วยเครื่องอัลเทอร่า ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการยกกระชับที่ดีที่สุด ทั้งยังมีห้องทรีตเมนต์แยกเป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัวสูง เพื่อให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายอยู่ตลอดเวลาที่เข้ามาใช้บริการ

อเธน่าเปิดให้บริการมาเป็นปีที่ 6 ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดีทั้งคนไทยและต่างชาติ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการเปิดทองหล่อ แฮปปี้ คลินิก เน้นศัลยกรรม โดยร่วมกับคุณหมอความสวยความงามที่มีความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมระดับแถวหน้าของเมืองไทย ทั้งศัลยกรรมจมูก ปาก หน้าอก เป็นต้น เปิดให้บริการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ ส่วนใหญ่ต่างชาติ และส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าของอเธน่าคลินิกที่ให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราด้วยดีเสมอมา” ศศิกานต์พูดถึงธุรกิจของตัวเองในปัจจุบัน

ตุ๊กตายาโดของแต่งบ้านมีชีวิต

ด้วยความที่เป็นเจ้าของคลินิกความสวยความงามและเป็นผู้หญิงที่ใส่ใจชีวิตค่อนข้างชัดเจน เวลาทำอะไรต้องออกมาดูดี มีคอนเซ็ปต์ อย่างการตกแต่งบ้าน ศศิกานต์เลือกใช้ตุ๊กตาพอร์ซเลน แบรนด์ยาโด (Lladro) แบรนด์ดังจากประเทศสเปน ซึ่งเป็นตุ๊กตาที่เธอเห็นแล้วตกหลุมรักในทันที

“ย้อนเวลาไปประมาณ 10 กว่าปี ทรายกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 ตอนนั้นมีแผนแต่งบ้านพอดี เลยปรึกษาพี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) และดูจากหนังสือแต่งบ้าน เวลาว่างก็ไปเดินดูของที่พารากอน ปรากฏไปเจอตุ๊กตายาโดชิ้นใหญ่ตั้งอยู่หน้าร้านร้านหนึ่งสะดุดตามาก ก็เข้าไปสอบถาม พอทราบประวัติความเป็นมาและการทำตุ๊กตาแต่ละตัวแล้วจากทางร้าน ตกหลุมหลงรักเลย ดูสวยงาม มีคุณค่ามาก และตุ๊กตาดูมีชีวิตชีวา

มองดีๆ มันไม่ใช่ตุ๊กตาเซรามิกทั่วไป ทุกตัวดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริงๆ สวยงาม อ่อนโยน บางอันที่เป็นกลีบดอกไม้ ก็ดูละเอียดประณีตสวยงาม กรรมวิธีการผลิตกว่าจะทำขึ้นมาได้แต่ละชิ้นนั้นยากมาก เห็นแล้วชอบเลย อย่างเรือกอนโดลา (Gondola) ซึ่งเป็นเรือพายพื้นบ้านของชาวเวนิส ประเทศอิตาลี ชอบมากและคิดว่าผู้หญิงที่นั่งบนเรือนั้นเป็นตัวเอง ตอนนั้นในไทยน่าจะมีไม่กี่ลำ ราคาค่อนข้างแพง แต่ทำยังไงได้ชอบแล้วนี่ (หัวเราะ)

นอกจากตุ๊กตาผู้หญิงนั่งบนเรือกอนโดลาแล้ว ก็มีตุ๊กตาอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 30-40 ชิ้นที่ซื้อมาประดับบ้านเรื่อยๆ เช่น ตุ๊กตาเด็กที่มีผ้าคลุมหัว ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงอุ้มหมา ซึ่งทรายมีหมาและชอบเล่นกับมันอยู่แล้ว ตุ๊กตางานแต่งงาน คิดว่าสักวันหนึ่งผู้หญิงก็คงแต่งงานแล้วเราก็แต่งงานจริง ขอบอกว่าทุกชิ้นซื้อมาเพราะความชอบส่วนตัว” ศศิกานต์เล่าถึงของแต่งบ้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวเองที่สุด

เธอเล่าต่อว่า ตอนแรกที่เจอและซื้อมาใหม่ๆ ความรู้สึกตอนนั้นอินมากถึงขั้นหลงใหล ศึกษารู้ข้อมูลทุกตัว จนสามารถบอกเรื่องราวของแต่ละชิ้นได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันไม่สามารถจดจำและเล่าเรื่องเหล่านั้นได้แล้ว ถือว่าหายไปกับกาลเวลาเพราะผ่านมาหลายปี อีกอย่างตอนนี้ก็หยุดซื้อแล้วเพราะที่บ้านเองไม่มีพื้นที่ที่จะวางด้วย

เครื่องประดับแบรนด์เนม

นอกจากตุ๊กตายาโดที่เป็นของแต่งบ้านแล้ว เจ้าของอเธน่า คลินิก ยังมีเครื่องประดับอีกมากและหลากหลาย มีทั้งสร้อย แหวน ข้อมือ นาฬิกา เข็มกลัด และเข็มขัด โดยเฉพาะสร้อยคอและสร้อยเข็มขัดถือว่ามากกว่าอย่างอื่น ล้วนเป็นแบรนด์ดัง อาทิ ชาแนล (Chanel) มีประมาณ 90% นอกนั้นเป็นแอร์เมส(Hermes) เฟนดิ (Fendi) เวอร์ซาเช (Versace) คาร์เทียร์ (Cartier) บูลการี (Bvlgari) โลเอเว่ (Loewe) คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) และอื่นๆ

“เครื่องประดับพวกนี้ทรายไม่ได้ซื้อสะสม แต่ซื้อมาใช้เวลาแต่งตัวเพราะเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว อันไหนที่ซื้อมาใหม่ก็จะใช้บ่อย หรือใช้ติดกันเป็นเวลานาน จนกระทั่งไปเจออันใหม่แล้วซื้อมาใหม่ อันที่เคยใช้ก็จะเก็บเข้ากล่องเป็นอย่างนี้ นานวันเลยไม่รู้ว่ามีมากน้อยเท่าไร มารู้อีกทีก็วันนี้ที่ขนมาให้ถ่ายรูป แต่มีบางส่วนที่เก็บไว้ไม่ได้เอาออกมา ซึ่งของเหล่านี้ส่วนใหญ่ซื้อในประเทศ ต่างประเทศก็มีเป็นส่วนน้อยค่ะ ส่วนราคาแต่ละชิ้นไม่น้อยเลยค่ะ”

เจ้าของอเธน่า คลินิก เล่าต่อว่า เวลาซื้อเครื่องประดับเหล่านี้ไม่ได้ใช้หลักการอะไรพิเศษ เอาความชอบมาเป็นที่หนึ่ง ส่วนราคามาเป็นที่สอง ดังนั้นถ้าอันไหนที่เห็นสวยงาม ถูกใจ เป็นที่หมายตาแล้ว รวมทั้งเข้ากับสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง มักจะไม่พลาดแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วราคาชิ้นนั้นจะแพงมากแค่ไหนก็ตามราคาเป็นแสนก็ซื้อใส่ถ้าชอบ

“อย่างคอลเลกชั่นสร้อยรูปหัวใจสีทอง ไปเจอในร้านที่สนามบินสุวรรณภูมิ กำลังจะเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อร่วมงานฉลองตรุษจีนที่เพื่อนเซเลบชาวสิงคโปร์จัด วันนั้นวันวาเลนไทน์ พอเห็นสร้อยรูปหัวใจนี้แขวนในหุ่น มีอยู่เส้นเดียว เลยหยิบมาลอง ไม่พูดอะไรมาก ถูกใจซื้อเลย แล้วก็เข้ากับสไตล์การแต่งตัวของทรายด้วยที่ชอบใส่เสื้อยืดหรือบางทีใส่เสื้อยืดแล้วคลุมด้วยเบลเซอร์ ส่วนใหญ่การใส่เครื่องประดับพวกนี้จะใส่ในชีวิตประจำวัน บางทีใส่ไปทำงานหรือไปในงานที่ไม่เป็นทางการค่ะ ส่วนงานที่เป็นทางการหรือพิธีการที่มีแขกเหรื่อไปร่วมจะไม่ใส่ค่ะ”

จัดการ ‘เนื้องอกมดลูก’ ไม่ให้กระทบลูกน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582974

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

จัดการ ‘เนื้องอกมดลูก’ ไม่ให้กระทบลูกน้อย

เรื่อง พุสดี

ตรวจพบเนื้องอกมดลูกขณะตั้งครรภ์ต้องทำอย่างไรคะ?

ฝากท้องแล้วอัลตราซาวด์พบเนื้องอก จะกระทบต่อการตั้งครรภ์ไหมคะ?

หากผ่าคลอด ให้คุณหมอผ่าเนื้องอกออกพร้อมกันได้หรือเปล่าคะ?

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสารพันความกังวลใจของคุณแม่ หลังตรวจพบปัญหาเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกขณะตั้งครรภ์ เพราะไม่รู้จะรับมืออย่างไร ปฏิบัติตัวแบบไหน เพื่อให้ลูกน้อยลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย ความกังวลใจเหล่านี้จะสลายไปจากคำอธิบายของ พญ.จิตรนพิน ดุลยเกษม สูตินรีแพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี

“ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ผู้หญิงเกือบ 50% มีเนื้องอกกล้ามเนื้อ (Leiomyoma หรือ Uterine Fibroid) เพียงแต่อาจจะไม่มีอาการหรือไม่เคยตรวจมาก่อน จึงมักพบเนื้องอกนี้ครั้งแรกเมื่อตรวจอัลตราซาวด์ขณะตั้งครรภ์ ทั้งนี้การอัลตราซาวด์ระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสแรก เป็นช่วงที่สามารถเห็นเนื้องอกในทุกตำแหน่งได้ง่ายที่สุด เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดเล็ก เมื่อมดลูกและทารกมีขนาดโตขึ้นตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น การอัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูก้อนเนื้องอกก็จะค่อนข้างจำกัด”

สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากมีเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกขณะตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่ง ขนาดของก้อน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเสริมอื่นๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีเนื้องอกมดลูกในแต่ละรายจึงมีอาการแสดงและภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกัน โดยภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ก้อนโตเร็วขณะตั้งครรภ์และมีอาการปวด เนื่องจากขณะตั้งครรภ์มีฮอร์โมนสูง ทำให้ก้อนมีขนาดโตขึ้นเร็วและเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกไม่เพียงพอ การขาดเลือดทำให้เกิดอาการปวด

ในบางรายก้อนอาจกดเบียดถุงการตั้งครรภ์มักเกิดจากเนื้องอกชนิดที่ยื่นเข้ามาในโพรงมดลูก ซึ่งอาจขัดขวางการฝังตัวของถุงการตั้งครรภ์ในระยะแรก ทำให้แท้งง่าย หรือหากก้อนมีขนาดใหญ่จนโพรงมดลูกบิดเบี้ยวมาก อาจทำให้ทารกในครรภ์มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว เกิดภาวะข้อติดหรือผิดรูปตามมา หรืออาจเกิดภาวะทารกโตช้าในครรภ์ มักพบในกรณีที่รกเกาะอยู่ตรงตำแหน่งของเนื้องอก หรือเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่กดเบียดหลอดเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก

นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะคลอดก่อนกำหนด หากขนาดเนื้องอกมดลูกโตขึ้นมาก อาจทำให้เกิดเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด หรือเกิดภาวะก้อนเนื้องอกขวางทางคลอด ในกรณีที่ก้อนอยู่บริเวณส่วนล่างของมดลูกหรือบริเวณปากมดลูก ทารกไม่สามารถลอดผ่านออกมาได้ จึงทำให้เสียโอกาสคลอดธรรมชาติ เสี่ยงต่อการมีภาวะตกเลือดหลังคลอด เนื่องจากเนื้องอกขัดขวางการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้เสียเลือดมากจากภาวะมดลูกไม่หดรัดตัว ต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิตคุณแม่ไว้

สำหรับแนวทางการดูแลตัวเอง หากพบเนื้องอกมดลูกขณะตั้งครรภ์ พญ.จิตรนพิน แนะนำว่า นอกเหนือจากการดูแลครรภ์ตามปกติแล้ว คุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเนื้องอก หากมีอาการปวดที่ก้อนมากๆ อาจต้องใช้ยาช่วย แต่ไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการจัดยาที่ปลอดภัย หรือหากมีอาการมดลูกหดรัดตัวก่อนกำหนด ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด โดยอาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อยับยั้งการคลอดตามความเหมาะสม นอกจากนี้ คุณแม่ต้องมาฝากครรภ์สม่ำเสมอตามแพทย์นัด เพื่อติดตามสุขภาพของทารก และขนาดของเนื้องอกเป็นระยะ

คุณแม่ที่สงสัยว่ามีเนื้องอกแล้วคลอดเองได้หรือไม่นั้น พญ.จิตรนพิน ตอบชัดว่า หากก้อนเนื้องอกไม่ได้อยู่ในตำแหน่งขวางช่องทางคลอด คุณแม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้เองตามปกติ โดยต้องเฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอด และภาวะมดลูกไม่หดรัดตัวอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับคุณแม่ที่คิดจะผ่าเนื้องอกออกพร้อมกับผ่าคลอด พญ.จิตรนพิน มองว่าขณะตั้งครรภ์มดลูกของคุณแม่จะมีเลือดมาเลี้ยงปริมาณมาก โดยเส้นเลือดที่เคยมีขนาดเล็กจะขยายใหญ่ขึ้น การผ่าตัดจะทำให้เสียเลือดมากซึ่งไม่เป็นผลดี ฉะนั้นแพทย์จึงไม่แนะนำให้ผ่าเนื้องอกออกพร้อมกับผ่าคลอด นอกจากกรณีจำเพาะบางอย่าง เช่น เนื้องอกมดลูกชนิดอยู่ภายนอกที่มีก้านยาว หากทิ้งไว้อาจมีการบิดขั้วภายหลัง เป็นต้น

“ส่วนใหญ่แล้วเนื้องอกมักมีขนาดเล็กลงหลังคลอดแต่ไม่ได้หายไป เพราะไม่มีฮอร์โมนกระตุ้น หากไม่มีอาการของประจำเดือนผิดปกติ และอัลตราซาวด์ติดตามอาการแล้วก้อนไม่โตขึ้น ก็อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด ทั้งนี้การดูแลตนเองตามที่แพทย์แนะนำ และพบแพทย์เพื่อติดตามสุขภาพของทารกและขนาดของเนื้องอกอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด ถือเป็นหัวใจหลักในการรับมือกับภาวะเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกขณะตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ” พญ.จิตรนพิน ทิ้งท้าย

กรรชัย กำเนิดพลอย ชัดเจนในทุกบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582976

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

กรรชัย กำเนิดพลอย ชัดเจนในทุกบทบาท

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“โหนกระแส” เป็นอีกรายการที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ได้ทุกครั้งที่ออกอากาศ เมื่อนำเรื่องในกระแสที่ได้รับความสนใจของคนในสังคมมาคุยกัน โดยมี “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นผู้ดำเนินรายการ ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง 3SD (ช่อง 28)

หนุ่ม กรรชัย ผ่านบทบาทหน้าที่การเป็นพิธีกรมาแล้วหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะรายการเพลง เกมโชว์ ทอล์กโชว์ รายการเด็ก

นอกจากผู้ดำเนินรายการ ใครยังจำภาพของ หนุ่ม กรรชัย ในบทบาทนักแสดงได้บ้าง ผลงานเรื่องแรกผ่านมาเมื่อ 20 กว่าปีเอง ตอนนั้นการแสดงเรียกว่าตีบทแตกทุกบทบาท จนผันมาสู่งานพิธีกร ภาพของนักแสดงก็ค่อยๆ เลือนไป

“ผมหยุดเล่นละครมาน่าจะ 10 ปีได้ครับ บทบาทในชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก มันเปลี่ยนไปเองตามจังหวะของชีวิต ผมไม่ได้ไปเรียกร้องหรือดิ้นรนอะไรว่าจะเป็นนู่นเป็นนี่ให้ได้

ผมเชื่อว่าชีวิตคนเราถูกขีดมาให้เป็นแบบนี้ เพราะเมื่อก่อนก็เป็นดาราเล่นละคร พอวันหนึ่งเปลี่ยนไปหมดเลยกลายมาเป็นพิธีกร ซึ่งก็เป็นพิธีกรทุกอย่าง ผมอยากลองทำอะไรหลายๆ แขนง แล้วเวลาที่ตั้งใจทำอะไรก็จะทิ้งอีกอันหนึ่งไปเลย ภาพมันเลยชัด เพราะสำหรับผมเป็นคนที่ต้องการความชัดเจน ถ้าทำสองอย่างพร้อมกันความชัดเจนมันก็จะไม่มี”

เมื่อมานั่งคุมเกมกับประเด็นร้อนแรงต่างๆ ในรายการโหนกระแส ไหนจะอารมณ์ร้อนของผู้ร่วมรายการ ทำให้ภาพของหนุ่มกรรชัยเด่นชัดขึ้นในบทบาทของสื่อสารมวลชน ด้วยสไตล์การซักถามเสมือนเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่อยากรู้เรื่องนั้น ไขข้อข้องใจในประเด็นนั้นๆ

หากการทำงานต่อประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในสังคม ต้องมีกรอบหรือข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับข่าว

“คน 10 คน ความคิดเห็นมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ถ้าเรานำเสนอในมุมมองของเรามากเกินไปมันก็เหมือนเอาความคิดของเราไปยัดใส่เขา ผมเลยต้องนำเสนอแบบการตั้งข้อสังเกตมากกว่า อย่างผมตั้งข้อสังเกตแบบนี้ๆ แต่ผู้ชมเองก็ต้องตัดสินใจเองด้วยนะ”

เคยมีความขัดแย้งเรื่องความคิดเห็นเวลาที่เราสัมภาษณ์บ้างไหม “ไม่เลยครับ ผมจะไม่มีการไปขัดแย้งอะไรเลย ถึงในใจลึกๆ เราจะคิดต่างก็ตาม มันเป็นสิทธิของเขา เราเชิญเขามาเราก็ต้องให้สิทธิเขาในการแสดงความคิดเห็น

ผมโดนบ่อย อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เรื่องข่าววัดสิงห์ที่มีคนไปรุมกระทืบครูนักเรียน ผมก็ต้องสัมภาษณ์ในทุกมุม เพราะต้องการให้คนเห็นทุกมิติของมันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือบางทีผมเอา โป้ อานนท์ (เสี่ยโป้) มาออก คนก็จะมาว่าทำไมต้องมาสัมภาษณ์ไอ้พวกนี้

คนมองพวกนี้ค่อนข้างลบ ซึ่งผมก็เข้าใจนะ แต่ผมจะมองอีกมุมหนึ่ง คือคนพวกนี้เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน ชั่ว เลวยังไง เขาก็มีสิทธิที่จะพูดเหมือนกัน อย่างโจรที่เขาทำเรื่องไม่ดีมา ก็อยากจะรู้อีกมุมหนึ่งว่าเขาทำแบบนั้นทำไม บางทีเขาก็อยากจะบอกว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ส่วนสังคมจะมองหรือตัดสินคนเหล่านี้ยังไงมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

หลักในการตั้งคำถามคือสิ่งที่คนทั่วไปอยากรู้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ผมจะถามเลย เพราะผู้ชมบางคนก็ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อน ผมไม่ใช่นักข่าว ผมแค่ทำหน้าที่แทนคนดูที่เขาอยากจะรู้ โดยการเอาคำถามง่ายๆ ที่เขาอยากจะถามมาถามแขกรับเชิญ

ผมก็คือชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง และเป็นคนที่มีความอยากรู้นู่นนี่ แล้ววิธีการของผมมันง่ายมากคือ 1+1 เป็นเท่าไหร่ครับ ก็คือ 2 ไง ไม่ได้ใช้หลักการอะไร แค่ถามเหมือนที่ชาวบ้านเขาถามกัน”

รายการโหนกระแสเรตติ้งดี จนเบื้องหลังการทำงานมีประชาชนจำนวนมากส่งเรื่องมาร้องทุกข์กับ หนุ่ม กรรชัย ให้เป็นปากเป็นเสียงในการที่จะคุ้ยข่าวค้นความจริงเรื่องนั้นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

การยืนอยู่จุดนี้ย่อมเป็นทั้งที่รักและที่ชัง ซึ่งถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ อาจมีความหวั่นไหวและล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำหน้าที่

“ตอนนี้ทำงานมันก็สนุกดีครับ เพราะไม่เหมือนการเล่นละครหรืออะไรที่เราเคยทำมาก่อน มันเหมือนกับเกมกีฬา เพราะข่าวแข่งขันกันรุนแรงมาก อย่างฮาร์ดทอล์กแย่งชิงประเด็นแขกรับเชิญ แต่สำหรับผมจะมีกฎตายตัวอยู่อย่างหนึ่ง เหมือนเราลงเวทีเราเป็นนักมวยขึ้นเวทีแล้วเราก็ต้องต่อย แต่พอลงเวทีแล้วเราก็เป็นพี่น้องกัน

ผมเคยแม้กระทั่งถูกนำชื่อไปด่ากลางรายการอื่นก็มี ซึ่งผมมองว่าแบบนี้ไม่มีสปิริต เพราะตัวผมเองไม่เคยมานั่งด่าใคร อย่างเชิญแขกมาแล้วโดนชิงตัวไปไม่เคยออกมาตีโพยตีพาย ก็รู้สึกว่าคุณเก่ง ครั้งหน้าผมก็เอาใหม่

ตัวผมเองการที่ได้มาเป็นผู้ประกาศในวันนี้ ทั้งๆ ที่เคยเป็นคนในวงการบันเทิงมาก่อน ผมถูกปรามาสจากคนในวงการสื่อนี่แหละ ว่าจะเป็นสื่อก็ไม่ใช่ เพราะเวลาผมถามแขกรับเชิญในมุมของผม เขาก็หาว่าผมไม่ใช่สื่อ ถามแบบนี้ไร้มารยาท แต่มันเป็นสไตล์ของผม

ทำไมผมถึงถามแบบนี้ เพราะผมเป็นบุคคลที่เคยเล่นละครมาก่อน การที่นักแสดงคนหนึ่งจะเข้าฉากด้วยกันมันจะมีการละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเลยหยิบการละลายพฤติกรรมที่ผมเคยใช้มาใช้กับแขกรับเชิญที่มาสัมภาษณ์ เขาถึงสามารถพูดคุยกับผมได้เหมือนเพื่อน เพราะผมไม่ใช่นักข่าวที่จะมานั่งไล่กดดันเขาหรือถามคำถามในเชิงข่าว ถึงเวลาเขาก็ไม่อยากคุยด้วย แต่พอผมใช้วิธีการของผม ก็ถูกมองว่าไม่ใช่สื่อไง”

ผู้ประกาศข่าวใน “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ทางช่อง 3 และช่อง 33 เป็นอีกบทบาทใหม่ที่ หนุ่ม กรรชัย ตั้งใจอย่างเต็มที่ แม้ชีวิตจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ชัด แต่เมื่อมีโอกาสเขาก็พร้อมรับและทำอย่างเต็มที่

“ที่ผ่านมาในชีวิตทำอะไรมาเยอะมาก พอมาถึงวันนี้ก็เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งของชีวิต คือการเป็นผู้ประกาศข่าวของช่อง 3 ซึ่งมันไม่ได้เป็นงานที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำ คือผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิต แต่การที่มีเป้าหมายในชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งถ้าเราคาดหวังกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้มากเกินไป มันอาจจะทำให้เราเดินไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ได้ ส่วนตัวมองว่าชีวิตจะพามนุษย์ทุกคนไปถึงจุดที่เขาวางไว้เอง เพียงแต่ว่าเราจะคว้าโอกาสที่เข้ามาไหม

ทางผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสเป็นผู้ประกาศ ให้อ่านข่าว ตอนแรกไม่อยากทำ เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม คิดว่าคงทำไม่ได้ แต่อย่างที่บอกสิ่งที่เข้ามาตอนนี้มันคือโอกาส มีอีกหลายคนที่อยากจะได้โอกาสตรงนี้ ถ้าไม่รับตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าโอกาสแบบนี้จะกลับมาอีกไหม

ผู้ประกาศข่าวเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็น เพราะการเป็นผู้ประกาศในมุมมองคือต้องไม่ใช่อย่างผม คือผมเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ผมเล่าข่าวแบบเป็นกลางรวมถึงนำเสนออย่างเป็นกลาง แต่ก็จะมีการพูดคุยมีความสนุกสนานบ้าง เพราะข่าวทุกวันนี้มันมีความเครียดในตัวมันเองมากพออยู่แล้ว ถ้าเกิดเรามานั่งอ่านแบบจริงจังอาจจะทำให้คนดูรู้สึกกดดันมากเกินไป เราอยากให้เขารู้สึกเหมือนว่านั่งคุยเรื่องข่าวอยู่ที่บ้าน

ถ้ามีเวลาผมชอบลงพื้นที่ด้วยตัวเอง โดยใช้พื้นฐานนิสัยเดิมที่มีอยู่แล้วในการชอบรู้เรื่องชาวบ้านไปทั่วของผมให้เป็นประโยชน์ ผมเดินลงพื้นที่จริงเพื่อถามเหตุการณ์ที่จะต้องรายงานข่าวกับชาวบ้าน เอาข้อมูลพวกนี้มานั่งรวบรวม ซึ่งมันจะเป็นเรื่องจริงที่ได้มา

ผมไม่อยากเป็นแค่ผู้ประกาศข่าวที่นั่งอ่านอยู่กับที่ มันต้องมีข้อมูลมากขึ้นเพื่อจะได้มาเล่าให้เข้าใจแบบง่ายๆ มีหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกว่าผมทำไม่ได้ ผมไม่ใช่สื่อ บางคนบอกว่าผมไม่มีมารยาทในการถาม ผมนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงและใส่ใจ

ด้วยความที่ไม่ใช่คนข่าวอย่างที่หลายคนบอก ผมจึงถือว่าตัวเองเป็นประชาชนคนหนึ่ง และก็ถามในลักษณะที่ผมอยากรู้ สรุปให้เข้าใจ ทำให้กระแสการอ่านข่าวของผมได้รับการยอมรับในแบบของผม ลบล้างคำสบประมาทที่ว่าเราไม่ใช่สื่อ ผมใช้กลยุทธ์ในการเจาะประเด็นข่าวโดยวิธีทำการบ้าน มีข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ลงไปหาข้อมูลนั้นๆ ด้วยตัวเอง”

แม้จะทำรายการแนวฮาร์ดทอล์กมา 8 ปี จนเป็นผู้ประกาศข่าว แต่ หนุ่ม กรรชัย บอกตัวเองเสมอว่า ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ ไม่ได้เกิดความมั่นใจตามยอดเรตติ้งและความรักใคร่ของแฟนๆ รายการ เพราะถ้าเกิดความมั่นใจในตัวเองมากไปแล้วจะทำให้หลงระเริง ลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป

ด้วยเสน่ห์จากนักแสดงและคำพูดง่ายๆ ที่เข้าถึงประชาชนในฐานะประชาชน ทำให้ หนุ่ม กรรชัย ได้ข้อมูลข่าวหรือความร่วมมือดีอย่างเกินคาด เส้นทางนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้สำหรับผู้ชายชื่อ หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย

5 วิธี ทำพินัยกรรม เพื่อความสงบเรียบร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582975

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

5 วิธี ทำพินัยกรรม เพื่อความสงบเรียบร้อย

คำว่าความไม่แน่นอนคือความแน่นอน หรือชีวิตเป็นของไม่เที่ยงนั้นก็เป็นเรื่องจริง หลายอย่างในชีวิตเป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ก็มีอีกหลายเรื่องเช่นกันที่เราสามารถเตรียมความพร้อมเอาไว้ได้ ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อความสบายใจของตัวเองและจัดระเบียบชีวิตให้พร้อม เพื่อที่คนข้างหลังจะไม่ต้องวุ่นวายจนกลายเป็นแตกความสามัคคี

หนึ่งในหลายเรื่องที่ควรจะจัดการทำด้วยตัวเองไว้ขณะที่คุณมีสติสัมปชัญญะก็คือการเขียนพินัยกรรมชีวิต ทั้งในเรื่องการเจ็บป่วยว่าจะต้องการให้รักษาอย่างไร หากถึงตอนนั้นคุณไม่รับรู้หรือตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ระบุไปเลยว่าจะให้ลูก ญาติมิตรคนใดเป็นผู้ตัดสินแทนคุณ เพื่อที่จะต้องไม่มีการถกเถียงว่าลูกคนนั้นจะรักษาแบบนี้ ลูกอีกคนเห็นควรว่าต้องผ่า เจ็บป่วยแค่ไหนจนถึงขั้นไม่รับการรักษาหากว่าหมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ซี่งเรามีสิทธิเขียนพินัยกรรมนี้ไว้และแจ้งให้ญาติๆ ทราบ และนำไปให้แพทย์เจ้าของไข้ดูว่าผู้ป่วยมีความจำนงอย่างไรในการรับการรักษา

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำคือเขียนพินัยกรรมมรดก ถ้าจัดการไว้ไม่เรียบร้อยจะสร้างความแตกความสามัคคีในหมู่บุตรธิดาและญาติมิตร จนกลายเป็นชนวนให้คนข้างหลังทะเลาะกัน ถ้าเราเขียนแสดงเจตจำนงไว้ทุกอย่างจะเรียบร้อยเป็นปกติ เพราะไม่มีใครกล้าค้านพินัยกรรมที่เขียนอย่างถูกต้อง ขณะที่คุณมีสติครบถ้วนยิ่งเรามีสมบัติเยอะต้องเขียนไว้เลย อย่าทิ้งปัญหาไว้ให้คนข้างหลัง แม้จะบอกปากเปล่าก็ไม่ดีเท่าเขียนเป็นพินัยกรรม เราสามารถเขียนด้วยตัวเองแบบไหนได้บ้าง

1.พินัยกรรมแบบธรรมดาต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ ต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน โดยจะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือก็ได้

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับ ใช้พิมพ์ไม่ได้จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้ ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ ต้องลงลายมือชื่อ จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือเครื่องหมายอื่นไม่ได้

3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ยื่นคำร้องขอให้นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต ณ อำเภอ หรือเขตใดก็ได้ ดำเนินการให้อย่างเป็นทางการ

4.พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ ยื่นคำร้องขอให้นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต ณ อำเภอ หรือเขตใดก็ได้ โดยปฏิบัติดังนี้

 ต้องมีข้อความเป็นพินัยกรรมและลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม

 ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรม แล้วลงลายมือชื่อบนคาบรอยผนึก

 ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้น ไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คน

 เมื่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม และวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดงไว้ในซองพับและประทับตราประจำตำแหน่งแล้วนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต ผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น

5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา ใช้เฉพาะกรณีที่เกิดเหตุการณ์พิเศษ ไม่สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตราย ใกล้เสียชีวิต เกิดโรคระบาด หรือสงคราม ทั้งนี้พินัยกรรมจะหมดอายุภายใน 1 เดือนนับจากผู้ทำพินัยกรรมกลับมาทำพินัยกรรมแบบอื่นได้ แสดงเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น พยานทั้งหมดต้องไปแสดงตน และแจ้งให้นายอำเภอทราบถึงข้อความพินัยกรรม และสาเหตุที่ต้องทำพินัยกรรมด้วยวาจา

นอกจากนี้ ควรระวังเรื่องการทำพินัยกรรมแบบที่ต้องมีพยานและแบบที่ให้คนอื่นเขียน เพราะพยานและคนเขียน (รวมทั้งคู่สมรสตามกฎหมายของทั้งคนเขียนและพยาน) จะไม่มีสิทธิได้รับมรดก เพราะฉะนั้นถ้าจะยกมรดกให้ใครก็อย่าให้เขามาเป็นคนเขียนหรือพยาน และถ้าไม่อยากให้คนรับมรดก ต้องเสียภาษีมรดก ก็ควรทำพินัยกรรมโดยกระจายมรดกให้คนละไม่เกิน 100 ล้านบาท เพราะไม่อย่างนั้นคนรับมรดกจะต้องเสียภาษีอัตรา 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับบุพการีและผู้สืบสันดาน นอกนั้นจะเสียในอัตรา 10% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

ถ้ากลัวว่าให้มรดกไปแล้วลูกหลานจะไม่ดูแล ก็สามารถไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินบนอสังหาริมทรัพย์ที่เรายกให้ลูกหลานได้ที่สำนักงานที่ดิน (ทำต่อจากการจดทะเบียนยกให้ได้ทันที) เพื่อให้เรายังมีสิทธิอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ต่อไปได้ตลอดชีวิตในมรดกนั้น

เตรียมพร้อม สังคมผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582972

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เตรียมพร้อม สังคมผู้สูงวัย

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ Pixabay

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จำนวนของผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลง วิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น การเสียชีวิตจึงลดลงตามไปด้วย คาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรกลุ่มนี้จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 เท่า ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน

สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Population Prospects, The 2015 Revision ที่ให้ข้อมูลจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกในปี 2015 อยู่ที่ 12.3% หรือราว 901 ล้านคน ซึ่งในปี 2030 จะเพิ่มเป็น 16.5% หรือ 1,402 ล้านคน และคาดว่าในปี 2050 จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 21.5% หรือมีจำนวนกว่า 2,092 ล้านคน ขณะที่รายงานในเรื่องเดียวกันฉบับล่าสุด คาดว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากถึง 3,100 ล้านคน เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นับจากปี 2100 เป็นต้นไป

ขณะที่การเติบโตของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศแถบเอเชียก็มีการเติบโตในทิศทางที่สูงขึ้นมากเช่นเดียวกัน ตามข้อมูลของ United Nations Department of Economic and Social Affairs คาดการณ์สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2015 ไปจนถึงปี 2030 ในแต่ละประเทศในเอเชีย ที่นอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว หลายๆ ประเทศก็มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ไม่วาจะเป็นสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนเพิ่มจาก 12% เป็น 23% ไทยสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 19% รวมทั้งในจีน ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 17% เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นข้อดีของการเริ่มต้นธุรกิจ เนื่องจากแนวโน้มของการบริโภคมีการเปลี่ยนแปลงเพราะกลุ่มผู้สูงอายุจำนวนนี้มีอำนาจการต่อรองในการซื้อจากเงินเก็บที่การทำงานทั้งชีวิต ปัจจุบันมักจะเกษียณอายุเร็วขึ้นตั้งแต่ 55 ปี จึงมีศักยภาพในการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการควรศึกษาช่องทางเพื่อดึงกลุ่มคนเหล่านี้มาเป็นฐานลูกค้า

ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ได้แก่ ธุรกิจ Health Care ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว กลุ่มการเงินและประกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ กลุ่มธุรกิจสถานดูแลคนชรา กลุ่มธุรกิจด้านความปลอดภัย กลุ่มธุรกิจการชะลอวัย กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของกลุ่มผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี ธุรกิจเหล่านี้จะไปได้ไกล ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี และนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นโอกาสของธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกมากมาย ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นในอนาคต

Smart Life 4.0

ดร.นรี ภิญญาวัฒน์ ที่ปรึกษา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัวเป็นสมบัติลํ้าค่าในชีวิตคนเรา ยิ่งครอบครัวที่มีผู้สูงวัยด้วยแล้ว การออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยได้ให้เหตุผลว่า วันหนึ่งๆ คนเราใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารมากกว่า 90% นอกจากนี้ ยังมีประเภทของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ติดบ้านหรือติดเตียงเป็นจำนวนมาก การออกแบบอาคารควรคำนึงถึงการป้องกันสุขภาวะของผู้อาศัยในอาคาร อยู่อย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และการป้องกันอันตรายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการนำมาตรฐาน WELL Building Standard ที่มุ่งเน้นไปที่สุขภาพ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้อยู่ในสังคมที่ดี อยู่อย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพยั่งยืนไปด้วย

ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ กล่าวว่า จำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแซงกลุ่มเด็กอายุ 18 ปี และมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2593 รวมถึงสถิติการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุที่สูงรองจากสถิติของคนวัยทำงาน เนื่องจากผู้สูงอายุไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต โดยที่การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ฮอร์โมน สายตา ร่างกาย (การเคลื่อนไหว หรือสภาพร่างกาย) การได้ยิน

 

การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ ได้ยึด 11 ตัวแปรในการสร้างที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ มีความสุข Well-Being ได้แก่ ระยะการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ การมองเห็นสี โดยออกแบบรูปแบบของพื้นที่มองเห็นได้ง่าย ความสว่างของแสงไฟที่มีผลต่อการรับรู้ของผู้สูงอายุ การได้ยินและการลดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม โดยการสร้างแนวต้นไม้กันเสียง และการออกแบบผนังกั้นเสียง การออกแบบระยะกระตุ้นการสนทนา การออกแบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของผู้สูงวัย เช่น การออกแบบให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความใกล้ชิดกับเพื่อน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

รู้ทันเทคโนโลยี

ผู้สูงอายุในยุค Thailand 4.0 และ 5.0 ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี เข้าถึงสิทธิ และสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ให้กับตนเองและครอบครัว รวมถึงใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตให้กับตนเองได้ เพื่อลดการพึ่งพาต่อไป ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของคนทุกช่วงวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอย่างน้อยจะทำให้บุคคลมีหลักประกันที่มั่นคงในยามสูงวัย

เตรียมพร้อมสุขภาพกายและจิตใจ ด้านการเงิน บุคคลควรมีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5-10 ปี เพื่อให้มีเวลาเก็บออมเงินให้เพียงพอไว้ใช้จ่าย ในยามสูงอายุ ด้านที่อยู่อาศัย เหมาะสมกับสภาพของวัยสูงอายุ ด้านผู้ดูแล การเข้าสู่วัยสูงอายุทำให้สภาพร่างกายเสื่อมถอย และต้องการการดูแลในยามเจ็บป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุ หรือประชาชนที่อยากเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัย สามารถปรึกษาได้ฟรีติดต่อได้ที่ 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ การผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีการเตรียมความพร้อมของประเทศในเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น การใช้ GPS ในการนำทางผู้สูงอายุหลงลืมเส้นทางกลับบ้าน การใช้โทรศัพท์ระบบหน้าจอสัมผัสช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกหลานได้อย่างง่ายขึ้น เครื่องช่วยฟัง ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น

ยังมีความพยายามที่จะผลิตหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุระยะไกลอีกด้วย พยาบาลก็ต้องทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้า ใส่ใจสนใจเพื่อนำเทคโนโลยีมาดูแลผู้สูงอายุ

โอกาสธุรกิจ Silver Age

เมื่อทั้งโลกกำลังจะก้าวสู่ Aging Society พร้อมการปรับตัวจาก 8 กลุ่มธุรกิจในญี่ปุ่น ผู้ประกอบการในประเทศญี่ปุ่นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้มีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ประชากรผู้สูงวัยได้อย่างครอบคลุม และเป็นต้นแบบให้กับหลายๆ ประเทศนำไปใช้

มีตัวอย่างจาก 8 อุตสาหกรรมหลักๆ ในญี่ปุ่น ว่ามีการปรับตัวให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการและยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องของการให้ความสะดวกและปลอดภัยแก่ประชากรสูงวัยในประเทศได้อย่างไร ต้องถือว่าประเทศญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว อยู่ในภาวะ Super-aged Society

การเติบโตของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศแถบเอเชียก็มีการเติบโตในทิศทางที่สูงขึ้นมากเช่นเดียวกัน ตามข้อมูลของ United Nations Department of Economic and Social Affairs คาดการณ์สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2015 ไปจนถึงปี 2030 ในแต่ละประเทศในเอเชีย ที่นอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว หลายๆ ประเทศก็มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกายภาพ สภาพจิตใจ ทำให้มีรายละเอียดในการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากวัยหนุ่มสาว การทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหว การได้ยิน การมองเห็น ระบบการหายใจ การย่อยอาหารล้วนด้อยประสิทธิภาพลง

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และเหมาะสมกับประชากรสูงวัยจึงมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน แตกต่างไปจากเดิมและในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก และมีความพร้อมในการรับมือต่อการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมามาก ภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในการ Create & Design เพื่อให้สามารถนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายสูงวัยได้อย่างครอบคลุม มีธุรกิจเพื่อผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนมากขึ้นและในหลากหลายธุรกิจใน 8 กลุ่มตัวอย่างต่อไปนี้

1.Residential กลุ่มธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัย ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบบ้านและที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

2.Amusement การจัดกิจกรรมเพื่อมอบความบันเทิงต่างๆ สันทนาการ เล่นเกม เล่นกีฬา การจัดทริปท่องเที่ยว หรือการจัดเวิร์กช็อปต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ

3.Food & Beverage ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ให้ความสำคัญกับการคำนวณความเหมาะสมในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้สูงวัยควรได้รับในแต่ละมื้อ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม รวมไปถึงขนาดของชิ้นอาหารหรือวัตถุดิบที่ใช้ปรุง ให้เหมาะสมกับทั้งสภาพฟันและระบบการย่อยตามวัย

4.Service ธุรกิจให้บริการต่างๆ เนื่องจากผู้สูงอายุในญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะอยู่ด้วยตัวเอง ทำให้ค่อนข้างเหงา ทำให้ธุรกิจบริการต่างๆ การพาไปเที่ยวนอกบ้าน การไปรับประทานอาหารเป็นเพื่อน ไปเป็นเพื่อนช็อปปิ้ง หรือผู้ช่วยดูแลสุขภาพ

5.Community การสร้างกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความชื่นชอบในเรื่องเดียวกันมีโอกาสได้มาทักทาย พบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเรื่องของสุขภาพ กีฬา การทำงานอดิเรก รวมไปถึงการทำงานด้านจิตอาสา ได้เพื่อนใหม่ รู้สึกเติมเต็ม คุณค่ามากขึ้น

6.Furniture Design การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ต้องมองถึงความเหมาะกับสรีระที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้สูงวัย และมีฟังก์ชั่นในการใช้งานที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น การมีที่นอนหรือฟูกที่ออกแบบมาให้รองรับสรีระและป้องกันการกดทับ

7.Law & Regulation ข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัย ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการดูแลประชากรสูงวัยอย่างมาก ทำให้ดูแลการออกกฎและข้อบังคับต่างๆ เพื่อคุ้มครองและดูแลสิทธิในการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยอย่างครอบคลุม การจ่ายเงินบำนาญเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข จะรวยหรือจนก็มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

8.Renovation ธุรกิจรับปรับปรุงและแต่งเติมที่อยู่อาศัย ทั้งการให้คำปรึกษาแก่เจ้าของบ้านที่อยู่มาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนเข้าสู่ช่วงสูงวัย แม้แต่การเข้าไปฟื้นฟูสภาพบ้านภายหลังจากเจ้าของบ้านรายเดิมซึ่งเป็นผู้สูงอายุได้เสียชีวิตลงจนทำให้บ้านหลายหลังกลายเป็นบ้านร้าง

ออมไว้ไม่ลำบาก

เชื่อว่ารัฐบาลมองเห็นภาพแนวโน้มประชากรในวัยต่างๆ ในอนาคตแล้ว และทางหนึ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันเพื่อรองรับผลในระยะยาว คือ สนับสนุนการออม ทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงการออมผ่านเครื่องมือที่ทันสมัยต่างๆ สนับสนุนให้เกิดการออมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และกระตุ้นให้เกิดการออมตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้ในวัยเกษียณนั่นเอง

ออมในปัจจุบัน มีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งการออมกับภาครัฐ ภาคเอกชน การออมแบบภาคบังคับ หรือภาคสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพียงแต่ให้ประชาชนรู้จักการออม ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณดูแลประชากรผู้สูงอายุที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

พุทธิศักดิ์ พนมสารนรินทร์ พลังคนรุ่นใหม่ยิ่งใหญ่เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582864

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

พุทธิศักดิ์ พนมสารนรินทร์ พลังคนรุ่นใหม่ยิ่งใหญ่เสมอ

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

พลังของเด็กหนุ่มส่องประกายผ่านแววตาและถ้อยคำที่เปล่งชัด จนเห็นภาพชัดว่านี่คือคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังช่วยพยุงโลกใบนี้

“ฟิลลิป” พุทธิศักดิ์ พนมสารนรินทร์ หนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ภาคภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มโปรเจกต์ธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นแรกตอนอยู่ปี 2

ปีนั้นเขาได้รับทุนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากสถานทูตอเมริกา หลังจากกลับมาเขามีความคิดอยากทำโครงการเพื่อสังคม โดยสังเกตจากเรื่องใกล้ตัวอย่างเสื้อผ้าออกงานสังคมของผู้หญิงที่มักใช้เพียงครั้งเดียวแล้วไม่อยากใส่ซ้ำ จนถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย

“ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเรามีสถานที่เก็บเสื้อผ้าแล้วส่งต่อด้วยการขายหรือให้เช่าแก่คนที่ต้องการมันต่อ มันน่าจะช่วยลดปริมาณเสื้อผ้าเหลือใช้และยังประหยัดเงินให้สาวๆ ได้ ประกอบกับตอนนั้นมีทุนตัวหนึ่งชื่อทุน Seed for the Future ของรัฐบาลสหรัฐให้นักศึกษาไทยส่งโครงการเพื่อสังคมเข้าประกวด ผมกับเพื่อนจึงเลือกประเด็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิงและชูประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตเสื้อผ้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อธรรมชาติ”

เขาเล่าต่อว่า โครงการ Dress the Dream จะขอรับบริจาคเสื้อผ้าผู้หญิงที่ยังใส่ได้ (แต่ไม่อยากใส่ซ้ำ) นำไปทำความสะอาด และขาย โดยร้อยละ 70 ของรายได้จะมอบให้กับบ้านพักฉุกเฉินของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ซึ่งเป็นสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง จากนั้นได้ต่อยอดจากการขายตามตลาด เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ http://www.dressthedream.com

“รายได้หลักจะมาจากขายเสื้อผ้า และยังมีรายได้อีกช่องทางจากการรับทำซีเอสอาร์ (CSR) ให้กับบริษัทต่างๆ อย่างสายการบินและอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าอย่างที่เราทำอยู่ และเรายังทำกิจกรรมส่งเสริมพลังผู้หญิง เพื่อสร้างเครือข่ายผู้หญิงในเมืองให้มาแชร์ประสบการณ์ด้านต่างๆ ร่วมกันด้วย”

ด้านอุปสรรคในการทำ Dress the Dream ฟิลลิป กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องทัศนคติของคำว่า “ของมือสอง” ที่ส่งผลให้สินค้าขายได้ยาก (ในขณะที่คนก็ยังบริจาคเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง) เขาและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการแบ่งเสื้อผ้าตามคุณภาพ เสื้อผ้ากลุ่มล่างจะขายส่งให้แม่ค้าตามตลาด ส่วนเสื้อผ้าสภาพดี และเสื้อผ้าแบรนด์เนมจะขายในเว็บไซต์และตามงานอีเวนต์

“ตอนนี้ผมกำลังมีไอเดียอยากทำกระเป๋าผ้า โดยใช้ผ้าจากเสื้อผ้าที่เราขายส่งให้แม่ค้ามาเย็บให้เป็นกระเป๋าที่มีลายไม่เหมือนใคร และคนตัดเย็บจะเป็นพี่ๆ ที่บ้านพักฉุกเฉิน ดังนั้นมันจะครบทุกด้านทั้งสิ่งแวดล้อมและสตรี เพราะถุงผ้าที่ผลิตใหม่ เราต้องใช้ถุงผ้านั้นแทนถุงพลาสติก 140 ชิ้นถึงจะคุ้มค่ากับการผลิต แต่เมื่อเราสามารถผลิตถุงผ้าจากผ้าเหลือใช้ได้ ก็เหมือนเราได้ช่วยโลกตั้งแต่แรก”

ปัจจุบันโครงการ Dress the Dream เริ่มเข้าสู่ปีที่ 2 ซึ่งน่ายินดีที่ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองได้ คนทำงานได้รับค่าจ้าง และทีมขยายจาก 5 คน เป็น 12 คน รวมถึงการรับรู้ของคนก็เพิ่มมากขึ้น

หลังจากตั้งไข่ธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นแรกได้ เมื่อปีที่ผ่านมา ฟิลลิปได้สมัครเข้าร่วมโครงการวายเท็น (YTEn-Young Thai Environmentalists 2018) ซึ่งครั้งนี้เขาต้องนำเสนอโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้ยกประเด็นการจัดการขยะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมนำเสนอไอเดียทำแอพพลิเคชั่น Map Me To Zero ที่มีฟังก์ชั่นในการนำทางให้ผู้ใช้สามารถนำขยะแต่ละประเภท เช่น ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล ไปยังสถานีจัดการขยะที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้ที่สุด

เมื่อถึงยังสถานีจัดการขยะแล้วแอพยังจะแสดงวิธีการจัดการขยะที่ถูกต้อง จากนั้นจะจัดเก็บสถิติของผู้ใช้แต่ละคนไว้ เพื่อแสดงเป็นกราฟฟิกรูปต้นไม้แทนปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถลดสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถทำกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ง่ายๆ ใกล้ตัว

ไอเดียดังกล่าวทำให้เขาถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ และกลายเป็นตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยได้ไปเข้าร่วมการประชุม COP24 (The 24th Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change) ที่ประเทศโปแลนด์

ฟิลลิป กล่าวเพิ่มเติมว่า COP24 เป็นการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อหาแนวทางยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ โดยจะรวบรวมความคิดเห็นและงานวิจัยของกลุ่มเยาวชนจากทั่วโลก ซึ่งหากข้อเสนอแนะของกลุ่มเยาวชนเป็นที่น่าสนใจและเป็นที่ยอมรับก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงปารีสที่จะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2563

“เป็น 12 วันที่ผมเครียดมาก” เขากล่าวถึงความรู้สึกที่โปแลนด์ “เพราะครั้งนี้เป็นปีแรกที่มีตัวแทนเยาวชนไทยไปร่วมการประชุม ทำให้ผมไม่มีรุ่นพี่ที่จะให้คำปรึกษา ประกอบกับมีความคิดที่ว่า เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้วจะไปอยู่จุดไหนของเวที แต่เมื่อได้ไปเจอเยาวชนคนอื่นแล้ว ผมพบว่าไม่มีใครเรียนมาทางสิ่งแวดล้อมโดยตรงเลย บางคนเรียนกฎหมาย บางคนเรียนแฟชั่น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมมันครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ซึ่งต่างจากสังคมไทยที่เมื่อพูดถึงคำว่าสิ่งแวดล้อมหรืออนุรักษ์แล้วอาจจะไม่คูลสำหรับเด็กๆ หรือคิดเป็นภาพเอ็นจีโอไปเลย ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ เพราะประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกๆ องค์กร ทุกๆ อาชีพ สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องได้”

หนุ่มคนนี้ยังมองเห็นว่า พลังของเยาวชนจากทั่วโลกสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง เพราะเยาวชนทุกคนมีพลังของตัวเอง และจะยิ่งมากขึ้นถ้ามีผู้ใหญ่ช่วยผลักดัน “ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใหญ่ของประเทศนั้นมองเยาวชนของตัวเองยังไง ถ้ามองว่าเด็กมีพลัง เด็กก็จะมีพลัง แต่ถ้ามองเด็กเป็นเด็ก เด็กในประเทศนั้นก็จะมีพลังน้อยหรือไม่มีพลังใดๆ เลย” เขาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ จากการประชุมที่ผ่านมาฟิลลิปยังได้รู้จักกับแนวคิด Climate CoLab ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และนำมันมาต่อยอด โดยได้ชักชวนเพื่อนๆ จากโครงการวายเท็นมาร่วมวงจัดตั้งเป็นโครงการ Thailand Climate CoLab

โครงการ Climate CoLab เป็นการรวมตัวของนักศึกษาเพื่อระดมทุนและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน โดยให้นักศึกษาเลือกพื้นที่ใดก็ได้บนโลกนี้ที่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าไปวิจัยและหาทางแก้ไข โดยมีสถาบันเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่เขากำลังทำกับ Thailand Climate CoLab จะมีโมเดลคล้ายๆ กันคือ เข้าไปหาโรงเรียน วัด ร้านค้า รวมถึงชุมชน เพื่อรับฟังปัญหาหรือความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่าง คุณครูต้องการสร้างความตระหนักเรื่องโลกร้อนแต่ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ทีมงานจะคิดหากระบวนการ จัดหางบประมาณ และเข้าไปทำให้ แต่หลังจากนั้นโรงเรียนต้องเป็นคนดูแลต่อเอง

“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า เรามีไอเดีย มีความคิดเต็มไปหมด แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและคิดว่ามันไม่น่าจะทำได้ เพราะเราไม่ใช่คนเก่งทุกอย่าง ซึ่งเมื่อผมได้เข้าร่วมโครงการเยาวชนมันทำให้ได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกเรื่อง เรื่องไหนไม่เก่งเราก็ไปหาคนเก่งมาช่วย ก็จะทำให้ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างและก้าวไปได้เร็ว”

ถามว่า วาดฝันของตัวเองไว้อย่างไร เด็กหนุ่มฝันใหญ่ อยากทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ อย่างองค์การสหประชาชาติ หรือกาชาดระหว่างประเทศ ในบทบาทของคนคิดโครงการเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก “ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเราก็สามารถแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหรืออะไรก็ตาม ผมคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่คิดว่ามันเป็นไกลตัว แต่คิดไล่จากตัวเองออกไป มันจะเห็นภาพชัดและเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้” เขากล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้น ค้นหาให้เจอว่ารักที่จะทำอะไร หาแรงสนับสนุนด้วยการพูดออกไป และลงมือทำอย่างตั้งใจ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป้าหมายยิ่งใหญ่สักแค่ไหน จากก้าวแรกจะมีก้าวต่อไปสู่ความสำเร็จ หนุ่มทรงพลังคนนี้เชื่อและพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

สู้ด้วยใจ… ไปต่อด้วยเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582861

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

สู้ด้วยใจ... ไปต่อด้วยเป้าหมาย

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทรัพย์สินเงินทองเป็นของสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด กำลังใจต่างหากคือสิ่งสำคัญถ้าคุณคิดจะไปต่อ ถ้าคุณจะยืนหยัดต่อสู้ กำลังใจคือต้นทุน ถ้าคุณจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “หมดตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าหมดใจอะไรก็ไม่เหลือ” สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ เปรียบเสมือนป้ายบอกทาง ที่ชี้ทางให้ทุกคนได้ออกจากซอยแคบ ชี้ทางให้ทุกคนได้ออกไปสู่ถนนใหญ่ เป็นกำลังใจให้ต่อสู้กับอุปสรรคและความท้าทายของชีวิต

เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ อาจทำให้คุณพิชิตจุดหมายที่ต้องการ

เดเร็ก เรดมอนด์-นักวิ่งที่ท้าทายอุปสรรค และสู้ด้วยความใฝ่ฝัน

ทุกครั้งที่พยายาม ความสำเร็จจะตามมา เรื่องราวของนักวิ่ง “เดเร็ก เรดมอนด์” นักวิ่งจากสหราชอาณาจักร จากโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา เดเร็กบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายระหว่างการแข่งขันวิ่ง 400 เมตร (ปี 1992) เขาวิ่งต่อไม่ไหวเมื่อวิ่งไปได้เพียง 200 เมตร บางคนอาจเดินออกจากสนามไปแล้ว แต่เขาลุกขึ้นและวิ่งต่อแบบกระต่ายขาเดียว จนร้อยเมตรสุดท้ายพ่อของเขาที่นั่งดูการแข่งขันอยู่ด้วย เข้ามากอดคอและช่วยประคองจนถึงเส้นชัยท่ามกลางผู้ชมกว่า 6,500 คนที่ลุกขึ้นยืนปรบมือให้กำลังใจ

นักข่าวถามเดเร็กว่า ทำไมจึงไม่ออกจากการแข่งขัน และทำไมต้องเข้าเส้นชัยทั้งที่รู้ว่าแพ้แน่นอนแล้ว สุดยอดนักวิ่งตอบว่า การแข่งขันอาจจบลงด้วยชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่ความฝันไม่อาจจบลงได้ ถ้าหากยังไม่ได้ลงมือทำให้สำเร็จ สื่อหลายสำนักให้ข้อคิดเรื่องนี้ว่า ความเร็วสามารถวัดออกมาเป็นวินาทีได้ แต่ความกล้าหาญไม่สามารถวัดออกมาเป็นหน่วยได้ แต่แสดงออกมาให้เห็นได้ เหมือนอย่างที่ เดเร็ก เรดมอนด์ ทำในโอลิมปิกครั้งนี้ เรื่องราวของเขาเป็นอีกหนึ่งตำนานคู่กีฬาโอลิมปิกมาจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มาจากการรวมตัวกันของความพยายาม

โชคดีสองแบบของ ซูซาน สเปนเซอร์-เวนเดล

กำลังใจจากใครก็ไม่สำคัญเท่ากำลังใจจากตัวของเราเอง ซูซาน สเปนเซอร์-เวนเดล ผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรมไวรัลที่ฮอตฮิตที่สุดในปี 2014 “ไอซ์ บักเกต ชาเลนจ์” ที่คนทั่วโลกนำน้ำแข็งใส่น้ำเทราดหัวจรดเท้าของตัวเอง จากนั้นก็ท้าทายให้คนอื่นทำตามและร่วมบริจาคให้มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

วันหนึ่ง ซูซาน นักหนังสือพิมพ์และคุณแม่ลูกสาม ได้รับการบอกกล่าวจากแพทย์ประจำตัวว่า เธอป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซูซานครุ่นคิดถึงเวลาที่เหลืออยู่เพียงปีเดียวของตัวเอง เธอให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า ชีวิตของฉันเหมือนรถที่มีน้ำมันแค่ถังสุดท้าย เรามีสิทธิเลือกว่าจะขับอย่างช้าๆ เพื่อให้ได้ระยะทางไกลๆ หรือขับเร็วๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใส่เกียร์เหยียบให้มิด ใช้มันให้มีความสุขไปเลย

“อย่างน้อยเราก็ยังจะได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ” ซูซานเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนั้น

ด้วยการคิดบวกแบบสุดสุด ซูซานเลือกใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายแบบติดเทอร์โบ ทำในสิ่งที่อยากทำ เธอเดินทางท่องเที่ยวไปกับทริปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตหลากหลายทริป จนสุดท้ายคือนิ้วโป้งมือขวาเพียงนิ้วเดียวที่ยังสามารถควบคุมได้ ซูซานใช้เคาะ…เคาะ และเคาะ พิมพ์ไอโฟนทีละตัว เพื่อเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายของเธอ Until I Say Good-Bye: My Year of Living With Joy

“ฉันรู้ว่าวันสุดท้ายกำลังจะมาถึง แต่ฉันไม่ยอมสิ้นหวังเด็ดขาด” ซูซานเขียนหนังสือของเธอสำเร็จลงด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว กับอีกกำลังใจท่วมท้นของตัวเองและจากผู้คนทั่วโลก สุดท้ายเธอส่งข้อความนี้ผ่านไอโฟน Live with joy no matter what it is possible…อยู่ด้วยความรื่นรมย์ ไม่ว่าจะอย่างไร มันเป็นไปได้

สุดท้ายผู้รวบรวม “เอเจแมน” กล่าวสรุปหนังสือของเขาว่า กำลังใจสำคัญสำหรับทุกคนที่จะใช้ชีวิตต่อไป ไม่ว่ายากลำบากเพียงไร ก็เป็นไปได้หมดถ้ามีเป้าหมายและความใฝ่ฝัน ยิ่งไปกว่านั้นคือความพยายาม ความตั้งใจ ความรัก ความกตัญญู ความเมตตาและการมองโลกแง่ดี การคิดถึงผู้อื่น รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น

“สิ่งเหล่านี้จะหลอมรวมกันเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความคิด ในอันที่จะสร้างตัวตนของเราให้แข็งแกร่ง และนำเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการในที่สุด”

ข้อมูล : “หมดตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าหมดใจอะไรก็ไม่เหลือ” สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์

ขยะประเทศไทยจะหมดไป ด้วยกลไกตลาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582860

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ขยะประเทศไทยจะหมดไป ด้วยกลไกตลาดทุน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ขยะในประเทศไทยมีปริมาณมหาศาล ทั้งขยะเก่าที่สะสมมานาน และขยะใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน รัฐบาลแต่ละยุคสมัยต่างให้ความสำคัญและแก้ปัญหามาตลอด แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลปัญหาขยะก็ยังยืนหยัดรอการแก้ไขต่อไป โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรขยะจะหมดไปจากประเทศไทย ซึ่งคนไทยคงรอที่จะได้เห็นวันนั้นมาถึง

สาเหตุที่ขยะยังไม่หมดไปจากประเทศ เพราะประเทศไทยจัดการขยะได้น้อยนิด ในขณะที่ปริมาณขยะในแต่ละปีมีมหาศาล อย่างปี 2560 พบว่าปริมาณขยะทั่วประเทศอยู่ที่ 27.37 ล้านตัน หรือประมาณ 74,998 ตัน/วัน โดยคนไทยมีส่วนสร้างขยะวันละ 1.13 กิโลกรัม/คน/วัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชุมชนเมืองและสังคมบริโภคนิยม

ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดคนไทยทุกคนต้องช่วยกัน

ขยะ…ปัญหาหมักหมมของชาติ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “20 ปี ปัญหาขยะประเทศไทยหมดไปด้วยกลไกตลาดทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน และสถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 27 (วตท.27) ร่วมกันจัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ผ่านมา ว่า ขยะในประเทศเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ปีหนึ่งจะมีปริมาณ 27.4 ล้านตัน ถ้าเปรียบเทียบกับตึกใบหยก 2 จะได้ 142 ตึก และเราจัดการขยะได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น

“ถ้าย้อนไปปี 2554 ปีน้ำท่วมใหญ่ขยะมหาศาลไหลลงสู่ทะเล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อประเทศไทยถูกจัดอันดับ 1 ใน 6 ของประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุด โดย 80% ของขยะทะเลมาจากบก และ 50% เป็นขยะพลาสติก ซึ่งขยะพลาสติกนี้ใช้เวลาย่อยสลาย 500 ปี ย่อยแล้วไม่ได้ไปไหน กลายเป็นไมโครพลาสติกที่เวลาอยู่ในน้ำคล้ายกับแพลงตอน แล้วสัตว์ทะเล เช่น ปลาไปกินแล้วคนไปกินสัตว์ เวลาขับถ่ายก็จะมีไมโครพลาสติกออกมา

นี่คือสิ่งที่ต้องระวังและผลกระทบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วหลายกรณี เช่น กรณีของวาฬที่กินพลาสติกแล้วตายที่เป็นข่าวมาไม่นาน ดังนั้น ปัญหาขยะจึงสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องและยังไม่เกิดประสิทธิภาพ แม้ว่าเราจะมีสถานที่กำจัดขยะประมาณ 2,800 กว่ากอง แต่ก็มีการจัดการที่ไม่ถูกต้องมากถึง 400 กว่ากอง นี่จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขยะมีปริมาณสะสมขึ้นเรื่อยๆ” ดร.วิจารย์ กล่าว

สำหรับอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งมาจากค่ากำจัดขยะที่ประชาชนจ่ายนั้นไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนในการกำจัดขยะ ผู้ทิ้งขยะไม่ได้เป็นผู้รับภาระจากขยะที่สร้างขึ้นอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขาดแคลนงบประมาณในการกำจัดขยะเกิดปัญหาขยะตกค้าง การทิ้งขยะข้ามเขต งบของ อปท.จำนวนมากต้องสูญไปกับการกำจัดขยะ

“แทนที่จะนำไปพัฒนาสาธารณูปโภคหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ การจัดหาเงินทุนในโครงการเกี่ยวกับการกำจัดขยะส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่จึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังเช่น การสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา”

พ.ร.บ.รักษาความสะอาด 60 กลไกแก้ขยะ

ทวี จงควินิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม พาวเวอร์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557 ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ มีการวางมาตรการเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 6 เดือน และระยะยาว 1 ปีขึ้นไป มอบให้ทางกระทรวงมหาดไทยเข้ามาดูแลและออกพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้นำนโยบายไปปฏิบัติการ โดยจัดแผนปฏิบัติการหลายรูปแบบ เช่น ประเทศไทยไร้ขยะตามแนวประชารัฐ แผนปฏิบัติการขยะสะอาด โดยกระตุ้นให้เกิดการทำ 3 อาร์ คือ Reduce (ใช้น้อย) Reuse (ใช้ซ้ำ) และ Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) มากขึ้น

“จากการรวบรวมตัวเลขขยะตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2551-2561 ปริมาณขยะมีการเพิ่มขึ้นจาก 23 ล้านตัน เป็น 27 ล้านตัน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ขยะซึ่งไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องในปี 2551 มีปริมาณ 14 ล้านตัน แต่พอปี 2561 ลดลงเหลือ 7.71 ล้านตัน นั่นคือจากมาตรการต่างๆ ที่ สถ.นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลดีเป็นที่พอใจ ส่วนปี 2560 มีขยะที่เหลือที่ไม่ได้กำจัดอย่างถูกต้อง 7 ล้านตัน กระนั้นขยะอีก 43% 11.7 ล้านตันที่กำจัดอย่างถูกต้องนั้น 90% โดยวิธีการฝังกลบ มีแค่ 10% เท่านั้นที่ไปสู่โรงไฟฟ้าขยะซึ่งถือว่าน้อยมาก”

ทวี กล่าวต่อว่า ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ ต้องรณรงค์อย่างจริงจัง และทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะจากต้นทางด้วยการทำ 3 R (Reduce-Reuse-Recycle) โดยขยะที่เป็นอินทรีย์นำไปหมักทำปุ๋ยสำหรับปรับปรุงดิน ขยะที่เหลือนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต่อไป

“เดิมขยะเราไม่ค่อยแยกจะทิ้งรวมไปหมดอยู่ในถังเดียว เมื่อไปโรงไฟฟ้าก็ต้องคัดแยกก่อนซึ่งต้นทุนมหาศาลกว่าจะได้เชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า แต่ถ้าคัดแยกขยะจากต้นทางอย่างถูกต้องเราก็จะได้ขยะรีไซเคิลนำกลับไปขายต่อ เอาขยะที่เป็นอินทรีย์ไปทำปุ๋ย ส่วนที่เหลือก็นำเข้าโรงไฟฟ้าเผาตรงได้เลย ซึ่งในญี่ปุ่น ไต้หวัน ประชาชนเขามีระเบียบวินัยมากในการคัดแยกขยะ ทำให้ลดต้นทุนได้เยอะ ประเทศไทยเราต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

โรงไฟฟ้าขยะคือคำตอบ

คณพศ นิจสิริภัช ประธานนักศึกษาวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 27 และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส กล่าวว่า การฝังกลบขยะไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาขยะที่ได้ผล เพราะถ้าขยะไม่ได้ผ่านการคัดแยกมีพลาสติกการฝังกลบก็ไม่ทำให้เกิดการย่อยสลาย ดังนั้น วิธีกำจัดขยะโดยนำเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะโรงไฟฟ้ามีการควบคุมมลพิษก่อนปล่อยสู่อากาศ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจะมีโรงไฟฟ้าขยะตั้งอยู่ในตัวเมืองเพื่อประหยัดค่าขนส่ง

“วิธีการกำจัดปัญหาขยะที่ได้ผลที่สุดคือการเผาครับ แต่ต้องเผาในโรงไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้ามีมาตรฐานการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศก่อนแล้วจึงปล่อยอากาศดีสู่อากาศ ขี้เถ้าก็จะถูกบำบัดเป็นซีโร่เวสต์โดยแท้จริง ขณะเดียวกันเราสามารถเอาพลังงานที่เกิดจากการเผาพลังงานความร้อนมาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อมาชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเผาและการดำเนินการ ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี โรงไฟฟ้าเขาอยู่กลางเมืองเลย”

ว่าแต่การสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาขยะนั้นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นจำเป็นต้องใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยเสริม ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การระดมทุนนั้นสำคัญ กลไกตลาดทุนจะเป็นอีกส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการเรื่องงบประมาณและการระดมทุน อยากให้มีการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างเสรี ลดการผูกขาด เพื่อให้เอกชนมีการแข่งขันในการคัดแยกขยะ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็จะช่วยให้มีการจัดการขยะในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

“ที่ผ่านมามีการผลักดันให้นำขยะมาเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้ว กพช.มีการอนุมัติแผนผลิตฟ้าใหม่ปี 2561-2580 รับนโยบายกำจัดขยะ เปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มจาก 500 เพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์ เป็น 900 เมกะวัตต์ เพื่อให้มากพอที่จะกำจัดขยะได้ทั่วประเทศตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาร่วมกับกระทรวงพลังงาน ซึ่งในการเพิ่มขึ้นหากพูดถึงเงินลงทุนประเมินคร่าวๆ อยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท แน่นอนคนที่มีเงินขนาดนี้มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม

ฉะนั้น เรื่องการนำกลไกทางตลาดทุนเข้ามาใช้ จึงไม่ใช่แค่การประหยัดจากภาคเงินทุนเพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะ แต่เป็นเรื่องของการเพิ่มอำนาจในการแข่งขันที่จะทำให้ผลตอบแทนกระจายเข้าสู่ทุกคนด้วย”

‘แอเรียล โพล’ ท้าทายตัวเองตลอดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582862

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

'แอเรียล โพล' ท้าทายตัวเองตลอดเวลา

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

การออกกำลังกายของกีฬาแต่ละชนิดมีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น แอเรียล โพล (aerial pole) การออกกำลังกายแนวใหม่ ไม่ว่าใครทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ก็สามารถเล่นได้ เช่นเดียวกับ ขวัญ-วรงค์พร วิชัยดิษฐ์ คุณแม่ลูกสองแต่ยังสวย พีเจคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ เพลงไทยสากลยอดฮิต ที่พอลูกๆ เริ่มโต เธอจึงใช้เวลาว่างเพื่อออกกำลังกาย

ด้วยปัญหาสุขภาพทำให้เธอตีเทนนิสแบบหนักๆ ไม่ได้เหมือนสมัยเป็นวัยรุ่น จึงหันมาหาวิธีการออกกำลังกายที่ฟังร่างกายตัวเอง คือ แอเรียล โพล การออกกำลังกายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกายกรรมของจีน โดยผู้เล่นต้องใช้ทักษะของกายกรรม ความอ่อนตัว และความแข็งแกร่งของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อีกทั้งเป็นการจัดระเบียบร่างกาย เน้นการใช้กำลังในทุกส่วนของร่างกาย ช่วยเรื่องการเผาผลาญแคลอรีได้ดี

“เมื่อก่อนบ้าออกกำลังกายมาก และชอบเล่นกีฬาที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆ เช่น ตีเทนนิส แบดบินตัน วอลเลย์บอล บาสเกตบอล กีฬาที่เล่นกับเพื่อนได้ แต่พอโตขึ้นชีวิตเปลี่ยน เล่นกับก๊วนเพื่อนก็ไม่มีเวลาตรงกันเสียที จึงหันไปเล่นฟิตเนสเพราะเล่นคนเดียวได้ แต่พอหลังคลอดลูกสาว 2 คน มีอาการลูกสะบ้าเข่าเสื่อม คุณหมอจึงห้ามออกกำลังกายหนักๆ และเริ่มรักษาตัวเอง หยุดเล่นกีฬาไปเลย

พออายุขึ้นเลข 4 สุขภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนไป ตรวจสุขภาพพบคอลเลสเตอรอลสูง 250 และมีไขมันดีต่ำ แต่ไขมันร้ายสูงมาก เรียกว่าเกินเกณฑ์ สามีแนะนำให้ไปหาหมอ คุณหมอแนะนำให้ออกกำลังกายก่อน เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หยุดกินเบเกอรี่ และออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหันมาเล่น แอเรียล โพล เป็นกีฬาปีนเสา ประยุกต์มาจากการเล่นกายกรรมของจีน

การเล่นมีหลายองค์ประกอบ แอร์เย็นเกินไปก็ไม่ดี ศาสตร์ของเสาจะแตกต่างจากผ้า เสาเราเอาตัวพันเสาเพื่อเป็นท่าทาง อุปกรณ์เสาช่วยเรื่องความอ่อนตัว ความยืดหยุ่น และได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อายุไม่ได้จำกัด แต่ถ้าเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาทเล่นไม่ได้” กีฬาชนิดนี้ยังดีต่อผู้ที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม คือเล่นแล้วอาการดีขึ้นเลย เพราะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตลอดเวลา

เคล็ดลับการฝึก ก่อนเล่นต้องมีการวอล์มอัพร่างกายก่อนทุกครั้ง เล่นเสร็จก็ต้องคลูดาวน์ร่างกาย การวอล์มอัพก่อนเล่นก็เพื่อทำให้กล้ามเนื้อรู้ว่าร่างกายจะมีการใช้แรงกล้ามเนื้อแล้วนะ เพื่อลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เพราะกีฬาชนิดนี้ต้องใช้แรงและการเกร็งของกล้ามเนื้อทุกส่วน

“กีฬาชนิดนี้ดีต่อคนมีปัญหาข้อต่อหัวเข่าอย่างขวัญ เพราะหัวเข่าไม่ต้องรับแรงกระแทกเลย ก่อนเล่นก็ต้องจะวอร์มอัพ หลังเล่นต้องคูลดาวน์ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีการเวิร์กเอาต์ เป็นกีฬาที่มีแพสชั่น มีความท้าทายความสามารถตลอดเวลา เพราะมีท่าใหม่ๆ ทำให้เราได้ท้าทายตัวเอง เล่นแล้วสนุก เหมาะกับคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ แปลกๆ และชอบความท้าทายตลอดเวลา เล่นแล้ววันนี้ไม่รู้ว่าตัวเองจะเจออะไร เวลาเล่นจะมีท่าเล่นที่หลากหลาย เพราะขวัญไม่ชอบเล่นอะไรเดิมๆ ค่ะ”

กวี ปฐมบูรณ์ โยคะทำให้รู้จักคำว่ารักและแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582806

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

กวี ปฐมบูรณ์ โยคะทำให้รู้จักคำว่ารักและแบ่งปัน

เรื่อง ลีโอ

กวี ปฐมบูรณ์ หนุ่มกราฟฟิก ที่หลงรักโยคะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส หลังจากที่ย้ายงานมาประจำด้านกราฟฟิกที่ สตูดิโอ โยคะ เอลลิเม้นท์ส (Yoga Elements) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้จักโยคะเสียด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าเป็นคนที่รักสุขภาพเป็นทุนเดิม และเป็นจังหวะดีที่ทางสตูดิโอที่ทำงานอยู่นั้นอบรมด้านโยคะให้กับพนักงานทุกคนฟรี

“ผมมาทำกราฟฟิกที่นี่แล้วโลกเปลี่ยนเลยครับ เพราะนอกจากได้ทำกราฟฟิกเหมือนเดิมแล้ว เรายังได้เรียนโยคะ ทั้งที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าโยคะคืออะไร มีแค่ภาพในหัวว่าโยคะก็คือผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ ออกกำลังด้วยท่าสวยๆ แต่พอได้มาสัมผัสคลาสโยคะ ทุกอย่างเปลี่ยน เป็นการเปิดโลกใหม่ ยังจำได้เลยว่าตอนนั้นเหมือนเราเป็นอลิซในอินวันเดอร์แลนด์ที่ตกลงไปโพรงกระต่าย ทำให้เรารู้จักกับร่างกายเรามากยิ่งขึ้น เอ้ย…นี่แขนเราเหรอ นี่ขาเราเหรอ นี่ร่างกายเราเหรอ เราไม่เคยได้รู้จักกับมันอย่างลึกซึ้งมาก่อน ทำให้เราเข้าใจจิตใจและร่างกายเรามากยิ่งขึ้น”

หลังจากหนุ่มกวีได้เรียนรู้ไปสักพักเขาก็เริ่มรักโยคะ ซึ่งสอนให้รู้จักคำว่ารักตนเองมากยิ่งขึ้น

“โยคะทำให้เราเข้าใจลมหายใจของตัวเอง เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และมีสมาธิเพิ่มขึ้น และทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น มีสติรู้ว่านี่ตัวเรา รู้ความรู้สึกของร่างกายมากขึ้น อย่างการนั่ง การวางเท้าเราจะรู้ว่าเราต้องวางน้ำหนักเท้าลงอย่างไร จากเมื่อก่อนผมจะเป็นคนขี้อาย และหลังค่อมเพราะเราทำงานหน้าคอมพ์ แต่พอเรามาเรียนโยคะเขาจะสอนให้เรายืดกระดูกสันหลัง ทำให้เรารู้ว่ายืดหลัง ยืดอก และเดินหลังตรงเป็นอย่างไร เราจะถ่ายรูปเก็บไว้ดูแล้วเห็นว่าเออเราดูบุคลิกภาพดีขึ้น และยังเอื้อไปถึงการทำกราฟฟิกของเรา เพราะเราเข้าใจโยคะมากยิ่งขึ้น งานก็สะท้อนออกมาอย่างเข้าใจ”

จากนั้นไม่นานนัก หนุ่มกวีก็ก้าวข้ามจากนักเรียน มาเป็นครูฝึกโยคะ ขณะที่ยังทำงานกราฟฟิกและรีเซฟชั่นควบคู่ไปด้วย จากจุดเริ่มต้นเป็นครูสอนในกรณีที่ครูคนอื่นติดธุระ จนกระทั่งก้าวสู่การเป็นครูที่มีคลาสสอนเป็นของตนเอง

“ผมเรียนแล้วได้ฝึกโยคะจนหลงรัก แล้วพอดีที่สตูเขาเปิดสอนคอร์สครูโยคะ แล้วให้ผมไปเรียนฟรี เรียนได้ 3 เดือนก็ได้เป็นครู ที่นี่เขาจะเน้นเรื่องจิตวิทยาในการสอน การทำเสียงสูง เสียงต่ำ รวมไปถึงท่าโยคะ สอนครั้งแรกจำได้เลยว่า เหมือนเราป็นนักร้องที่ต้องมายืนหน้าห้อง จากคนขี้อาย พอเริ่มสเต็ปเราก็เหมือนเป็นนักร้องที่ต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ จนฟีดแบ็กออกมาดีเราก็ดีใจ และมีความสุข”

จนถึงวันนี้โยคะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ของหนุ่มกวีอีกต่อไป แต่ในทุกวันนี้และวันต่อไปโยคะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เขารักตัวเอง รวมถึงรู้จักแบ่งปันถึงคนอื่น

“โยคะเปลี่ยนผมเยอะมาก เปลี่ยนตั้งแต่ตอนที่เรารู้จักกับโยคะ คือทำให้เรารู้จักร่างกายของเรามากยิ่งขึ้น รู้จักจิตใจมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งลมหายใจที่เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเรารักตัวเองมากยิ่งขึ้น จากก่อนหน้านี้ผมจะกินเหล้าหนักมาก เพราะอกหัก เมาวันเว้นวัน จนมาเจอโยคะทำให้เราห่างเหล้า และรักตัวเองมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนตอนที่เราเป็นครู มันทำลายกำแพงของเรา จากที่ขี้อาย พูดไม่เก่ง ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วเรารู้ว่าเรามี เราทำได้ แต่ไม่กล้าแสดงออก พอได้เป็นครูก็ทำให้เรารู้จักแบ่งปันให้กับคนอื่น มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าในตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ”

หนุ่มกวียังส่งท้ายถึงผู้ที่ไม่รู้จักโยคะดีว่า โยคะนั้นสามารถเรียนได้ทุกเพศ ทุกวัย แม้กระทั่งคนป่วย อย่าง ออฟฟิศซินโดรม เพียงแค่คุณรู้จักเปลี่ยนจุดก็จะพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต