สวนบำบัดลอยฟ้า ใหญ่ที่สุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552836

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 13:48 น.

สวนบำบัดลอยฟ้า ใหญ่ที่สุดในไทย

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

อีกไม่นานคนเมืองจะมีปอดธรรมชาติแห่งใหม่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ หลังจากที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดให้บริการ “สวนบำบัดลอยฟ้า” กลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โครงการที่เกิดจากความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่จะต่อยอดสู่การเป็นโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมิติใหม่ของการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทยให้ดีอย่างยั่งยืนด้วยธรรมชาติ

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองใหญ่

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการสวนบำบัดลอยฟ้าว่า เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงพยาบาลรามาธิบดีให้เป็นโรงพยาบาลสีเขียว จึงพยายามมองหาโมเดลที่จะตอบโจทย์ ทั้งเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การบำบัดชุมชนโดยรอบ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนโดยรอบให้เจ้าหน้าที่ ให้คนไข้ได้มีพื้นที่สวนในโรงพยาบาล ตลอดจนสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุ สำหรับคนไข้ที่ต้องการการบำบัดและทำกายภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ยังบอกเล่าถึงแนวคิดของสวนบำบัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในการก่อสร้างว่า สวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “สวนบำบัดคน สวนบำบัดเมือง” ใช้เวลาระดมความคิด 1 ปี และลงมือพลิกฟื้นพื้นคอนกรีตบริเวณชั้น 10 ของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ให้เป็นสวนหลังคาเขียวเพื่อการบำบัด (Healing Garden) อีก 1 ปีเต็ม

“สวนแห่งนี้เป็นต้นแบบของการรักษาแบบองค์รวมในสถานพยาบาล โดยชูแนวคิดธรรมชาติบำบัด (Ecotherapy) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบำบัดเยียวยา ด้วยสภาพแวดล้อมและบรรยากาศธรรมชาติที่สร้างกิจกรรมส่งเสริมการบำบัดทางจิตใจ กาย จิตวิญญาณ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมทางสังคมแก่ผู้มาใช้บริการ เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ และผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติแห่งใหม่ของมหานครแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง”

พลังแห่งธรรมชาติบำบัด

ศ.นพ.ปิยะมิตร อธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ของสวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ว่านอกจากจะก่อให้เกิดผลดีโดยตรงต่อการบำบัดรักษาพยาบาลแล้ว ด้วยที่ตั้งของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางเมือง จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษในเมืองได้ยาก แต่เมื่อมีสวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญในการกอบกู้สิ่งแวดล้อมในเมือง ลดปริมาณพื้นคอนกรีต เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองหลวง ช่วยดูดซับน้ำฝนและความร้อนจากบริเวณโดยรอบ ตลอดจนลดอุณหภูมิของอาคาร ลดการปล่อยความร้อนสู่ภายนอกอาคาร และช่วยฟอกอากาศด้วย

ภายในพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ของสวนบำบัดลอยฟ้า ประกอบไปด้วย ห้องไม้ดอก(Flower Room) ห้องอเนกประสงค์ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดพรรณไม้งามและดอกกันภัยมหิดล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล วาดมือโดยบุคลากรชาวรามาฯ ซุ้มไม้เลื้อย (Under The Pergola)สร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นร่มเงาในทางเดินที่โอบล้อมเป็นอุโมงค์และซุ้มบังแดดบนลานกิจกรรมโอเพ่น ฟิลด์ (Open Field) ที่รองรับการใช้งานได้ถึง 200 คน

จากนั้นเพลินตาไปกับผนังถุงน้ำเกลือ (Recycle Wall) ที่ทางโรงพยาบาลสะท้อนถึงแนวคิดที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำถุงน้ำเกลือกว่า 700 ถุง ที่ได้รับการแปรรูปเป็นขยะปลอดภัย ใช้คุณสมบัติความเหนียวของถุงน้ำเกลือให้เป็นประโยชน์ ด้วยการนำมาใช้แทนกระถางปลูกต้นไม้ แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผนังต้นไม้ที่ทรงคุณค่าเพื่อช่วยลดปริมาณขยะถุงน้ำเกลือ ในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับปุ๋ยที่ใช้ มาจากเครื่องผลิตปุ๋ยจากเศษอาหารที่มีอยู่แล้วที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ โดยนำเศษอาหารที่เหลือในแต่ละวันผลิตเป็นปุ๋ยเพื่อปลูกผัก สอดคล้องกับแนวคิด บำบัดคนบำบัดเมือง ลดขยะ ลดปัญหาโลกร้อน

อีกหนึ่งโซนไฮไลต์ คือ สวนไม้หอมและอักษรคนตาบอด (Aroma Garden and Belltal Railing) ที่สอดแทรกกุศโลบายในการบำบัดไว้อย่างแยบยล ด้วยการออกแบบเส้นทางเดินกายภาพบำบัด ให้ตลอดทางเต็มไปด้วยกรวดหลายขนาด เพื่อช่วยเปลี่ยนน้ำหนักในการกดจุดจากการทิ้งน้ำหนักลงบนเท้าขณะเดิน มั่นใจได้ว่าถูกต้องและเหมาะสมตามศาสตร์ของกายภาพบำบัด เพราะออกแบบโดยนักกายภาพบำบัด ในส่วนราวจับยังมีการเขียนอักษรเบรลสำหรับคนตาบอดเป็นกลอนชื่อว่า “เพลงรัก” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้ด้วย

ความพิเศษบนสวนบำบัดลอยฟ้ายังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องประโยชน์สมุนไพรไทย อย่าพลาดสวนเกษตรลอยฟ้า (Urban Farming) นำพืชพรรณที่ได้รับความร่วมมือจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นห้องเรียนสมุนไพรสำหรับนักศึกษา ตลอดจนผู้มาใช้บริการ ปิดท้ายด้วยอัฒจันทร์วงกลมกลางแจ้ง(Healing Circle Amphitheatre)

“สวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างจากคนไทยทุกคนที่ได้ร่วมบริจาคเงินมายังมูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงนับว่าสวนแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำใจของคนไทย ซึ่งมิเพียงได้ช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนด้วยธรรมชาติ พร้อมให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เร็วๆ นี้” ศ.นพ.ปิยะมิตรกล่าวทิ้งท้าย

ออกกำลังกาย ไล่ความดันโลหิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552681

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:32 น.

ออกกำลังกาย ไล่ความดันโลหิตสูง

โดย กันย์ ภาพ pixabay

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคร้ายแรงที่คืบคลานมาเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ถ้าเพียงทำสิ่งง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่รุนแรงนั้นได้ ประเทศไทยมีประชากรผู้ใหญ่มากกว่า 22% ที่มีความดันโลหิตสูง ความเข้าใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในความเจ็บป่วยที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตอันดับแรกๆ ของโลก แต่หลายๆ คนก็ยังไม่รู้ตัวว่าเรานั้นต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ดร.เดวิท วูด ประธานมูลนิธิหัวใจโลก ได้กล่าวแนะนำว่า ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบความดันโลหิต ซึ่งการตรวจนั้นรวดเร็ว ไม่เจ็บ และจะสามารถช่วยชีวิตของเราได้ “เพราะโรคความดันโลหิตนั้น สามารถรักษาและป้องกันได้ เพียงแค่เปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร ปรับเปลี่ยนกิจกรรมของเรา รวมถึงการเลิกทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเรา”

ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น อายุ ความสมบูรณ์ เพศ ถิ่นที่อยู่ของเรา ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4 ที่มีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และมีการประเมินจาก The Lancet Medical Journal ว่าจะมีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน ที่ได้จะได้รับผลกระทบจากโรคนี้ในปี 2568 และนี่คือวิธีง่ายๆ ในการลดความดันโลหิต

1.ทำร่างกายให้แอ็กทีฟสม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกายเบาๆ ครั้งละ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน เต้น ว่ายน้ำ ทำงานบ้าน หรือเล่นกีฬา

2.ทานอาหารที่ดี ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน และอาหารที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพ พยายามทานผักและผลไม้ในทุกวัน ถ้าคุณชอบดื่มก็ให้พยายามลดจำนวนลง

3.งดการสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรงมากขึ้น

4.ควบคุมน้ำหนัก การมีน้ำหนักเกิน หรือการเป็นโรคอ้วน เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้คุณมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น

หากไม่ใส่ใจในความดันโลหิต การเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อไป ไม่ใช่แค่กับตัวเรา ทั้งการต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ยารักษาที่ต้องใช้ การขาดงาน รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

ในภูมิภาคเอเชียที่มีประชากรกว่าครึ่งโลกอาศัยอยู่ จำนวนประชากรที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ประเทศที่มีผู้ป่วยที่สูงถึงกว่า 31% เช่น มองโกเลีย 27% ในเนปาล 25% ในอินเดีย 24% ในกัมพูชา และประเทศที่มีผู้ป่วยที่น้อยกว่า เช่น 11% ในเกาหลีใต้ 14% ในสิงคโปร์ 15% ในออสเตรเลีย และ 17% ในญี่ปุ่น

โดยในจีนมีประชากรมากกว่า 19% ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตที่สูง ในอินโดนีเซียก็มีประชากรถึงเกือบ 24% ที่มีการตรวจพบอาการ ในเวียดนามก็มีมากกว่าถึง 23% ในฟิลิปปินส์ก็มีผู้ที่ได้รับการตรวจพบถึงกว่า 23% เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับความดันสูงถึงกว่า 22% โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐและแคนาดา มีผู้พบอาการเพียงแค่ 13% และ 15% ในอังกฤษ

การรับรู้และการเตรียมพร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคความดันโลหิตสูง การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพที่ดี ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ดี สามารถช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตัวเลขที่ควรรู้ สองวิธีในการวัดประเมินความดัน คือการวัดค่าความดันแบบซิสโทลิก (การวัดค่าสูงสุด) และการวัดค่าความดันแบบไดแอสทอริก (การวัดค่าต่ำสุด) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงค่าสูงสุด/ค่าต่ำสุด ซึ่งมีการกำหนดค่าความดันพื้นฐานดังนี้

1.ปกติ : ความดันสูงสุดควรต่ำกว่า 120 และต่ำสุดควรน้อยกว่า 80 ความดันก่อนภาวะความดันโลหิตสูง : ค่าความดันสูงสุดอยู่ระหว่าง 120-139 หรือค่าต่ำสุดอยู่ระหว่าง 80-89

2.ความดันโลหิตสูง : ค่าสูงสุดมากกว่า 140 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 90

3.ความดันโลหิตอันตราย : ค่าสูงสุดมากกว่า 180 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 110 ควรพบแพทย์ทันที

พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552679

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:24 น.

พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

โดย อณุสรา ทองอุไร

หมอหน้าใสแม้วัย 40 กว่าๆ แต่ยังดูอ่อนกว่าวัย ตลอดเวลาการสัมภาษณ์ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี สมกับที่เคยเป็นหมอเด็กมานานหลายปี ก่อนที่จะไปเรียนเพิ่มเติมแล้วเปลี่ยนสายงานมาเป็นแพทย์ผิวหนังในช่วง 7-8 ปีหลัง คุณหมอกุ๊กไก่-พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช ผู้ก่อตั้งณัฐชญา คลินิก ผู้ให้บริการความงามแบบครบวงจร ทั้งการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากเทคโนโลยีชั้นสูง ขณะเดียวกันก็ยังให้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวมกันไปด้วย ซึ่งมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องควบคู่กับจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ทางด้านการศึกษานั้น คุณหมอจบแพทยศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วไปเรียนหมอเด็กต่อที่โรงพยาบาลชลบุรี ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ ขณะนั้นหากว่างจากงานประจำก็ไปทำงานพิเศษความงามแล้วรู้สึกชอบสนใจจึงไปเรียนต่อทางด้านผิวหนังเพิ่มเติมอีกหลายคอร์ส จนได้ประกาศนียบัตรทางด้านผิวหนังและแอนไทม์เอจจิ้งมาอีกหลายใบ และเริ่มมาทำงานทางด้านผิวพรรณอยู่หลายปี

จนกระทั่งแต่งงานกับนักเขียนดังเธอจึงลาออกมาเปิดคลินิกเป็นของตัวเองทางด้านความงามและแอนไทม์เอจจิ้ง ควบคู่กับการไปเรียนแพทย์ทางเลือกทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน เพื่อให้ครบวงจรของการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

“คือหลังๆ สามีสุขภาพไม่ค่อยดีแล้วเขาไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากกินยา เราก็เลยไปเรียนพวกแพทย์ทางเลือกและด้านธรรมชาติบำบัดเพื่อมาดูแลสุขภาพให้สามีโดยใช้แผนแพทย์ไทยผสมแพทย์แผนจีน ซึ่งการปรับอาหารควบคู่กับการทานอาหารเสริมจากธรรมชาตินั้นเพียงปีกว่าก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปัญหาสุขภาพหายไปเกือบเป็นปกติเลย”

หลังจากนั้นคุณหมอเริ่มเห็นความสำคัญของการกินอาหารเสริมจากสมุนไพรและล้างหลอดเลือดโดยกินแบบธรรมชาติบำบัด และสนใจจะต่อยอดธุรกิจจากประสบการณ์ตรงของเธอที่ได้ดูแลสุขภาพของสามีมาหลายปี

ตอนนี้จึงพยายามทำงานให้เต็มที่เต็มคุณภาพ วางกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญที่สุดก็คือการบอกต่อแบบปากต่อปาก เพราะกลุ่มเป้าหมายของคลินิกคือกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ต่างคนต่างก็มีสังคมและเพื่อนฝูงมากมาย ถ้าทำให้เขารู้สึกประทับใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาได้ รู้สึกผูกพันกับคลินิก สุดท้ายเขาก็จะแนะนำเพื่อนให้รู้จักเราเองโดยอัตโนมัติ ถ้าเขารู้สึกดีกับคลินิก เขาก็ยินดีที่จะบอกต่อให้ เพราะอยากจะทำให้คลินิกอยู่รอด และหวังดีจริงๆ

การจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานก่อน ซึ่งไม่เพียงต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการทำงานร่วมกันเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการดูแลให้เขาอยู่รอดได้ในการใช้ชีวิตด้วย ทั้งเรื่องรายได้และสวัสดิการต้องมีความสมเหตุสมผล ไม่ใช่คิดแต่จะเอากำไรอย่างเดียว ถ้าพนักงานทุกคนทำงานอย่างมีความสุข สุดท้ายแล้วเชื่อว่าความสุขเหล่านั้นจะสามารถส่งต่อไปถึงลูกค้าได้ผ่านการบริการที่เอาใจใส่และเป็นมิตร

สิ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาดก็คือการฝึกพนักงานให้กลายเป็นนักขายสินค้า เพราะเชื่อว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจคลินิกคือการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ใช่การยัดเยียดสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ อีกอย่างคือยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นหมออยู่ แม้จะทำธุรกิจด้วย แต่กำไรก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าจรรยาบรรณที่ดี

จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การทำกำไรสูงสุด เพราะถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นการบังคับให้ต้องขายมากๆ ตั้งราคาสูงๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำ เพราะความต้องการของเธอคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข ในขณะที่ตัวเองต้องมีความสุขกับงานที่ทำด้วย

แม้การแพทย์กับการทำธุรกิจไปด้วยกันค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถสร้างคนไข้ขึ้นมาเองได้ ต่างจากธุรกิจทั่วๆ ไปที่สร้างความต้องการของลูกค้าขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดในธุรกิจที่เกี่ยวกับการแพทย์ได้ก็คือความจริงใจและยึดมั่นในจรรยาบรรณ ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้รวยเปรี้ยงปร้าง แต่ก็จะทำให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากจรรยาบรรณของแพทย์แล้ว อีกสิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือจรรยาบรรณในฐานะนักธุรกิจ นั่นก็คือความซื่อสัตย์และความจริงใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทเป็นอย่างมาก ลูกค้ามีข้อมูลในมือมากมายเต็มไปหมด ถ้าไม่มีความโปร่งใส แล้วเขามารู้ทีหลัง สุดท้ายคงอยู่ได้ไม่นาน

“หมอจะไม่เน้นโฆษณาหรือโปรโมชั่นราคามากมาย เพราะการตัดราคาให้ต่ำไม่ใช่การทำงานที่ดีในระยะยาว หรือจ้างดาราหรือเน็ตไอดอลมารีวิว โดยที่เขาไม่ได้มาใช้จริงแล้วก็รีวิวแบบปลอมๆ มันเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ หมอทำงานตรงนี้เองอย่างใกล้ชิด เรามีจรรยาบรรณทางการแพทย์ มีแพทยสภาคอยควบคุม เราจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดความเสียหาย ยิ่งเป็นธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงก็ยิ่งทำงานด้วยความระมัดระวัง ขณะที่คนที่ไม่ได้เป็นแพทย์เข้ามาทำธุรกิจนี้เขาจะโฆษณาเกินจริงได้มากกว่า เพราะไม่มีแพทยสภาไปกำกับเขาได้ และหมอก็จะไม่ขยายสาขา จะทำที่นี่แห่งเดียวเพื่อควบคุมคุณภาพให้ทั่วถึง” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

คุณหมอกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตามทุกเทรนด์ความงามที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในความเป็นแพทย์เธอจะดูก่อนว่าโอกาสเสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ผลกระทบต่อลูกค้าเป็นอย่างไร หรือพิจารณาจากทฤษฎีที่เรียนมาว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นเธอก็จะไม่นำเข้ามาให้บริการอย่างเด็ดขาด

หลักการทำงานของเธอก็คือทำงานอย่างมีคุณภาพและมีจรรยาบรรณ เอาความสุขของลูกค้าและทีมงานเป็นที่ตั้ง ถ้าสองอย่างนี้ดีเงินจะตามมา แต่ถ้าเอาเงินเป็นที่ตั้งผลลัพธ์จะไม่ยืนยาว สิ่งที่เธอมักจะสอนพนักงานอยู่เสมอนอกเหนือไปจากเรื่องการทำงานแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องการเก็บเงินด้วย คือจะสอนให้เขารู้จักดูว่าภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร อัพเดทข้อมูลต่างๆ ให้เขาได้รับรู้ สอนแม้กระทั่งเรื่องการลงทุน เพราะหลายคนทำงานที่นี่ตั้งแต่วัยรุ่นจนเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากจะต้องเติบโตเรื่องการทำงานแล้ว เขาควรจะต้องเติบโตเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

การสอนพนักงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำงานอาจจะไม่ได้ส่งผลกับธุรกิจโดยตรง แต่ที่สุดแล้วพนักงานทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความหวังดีที่มีให้กับเขา คือไม่ใช่แค่จ้างมาทำงาน แล้วเอาเงินกลับไป แต่คือการดูแลกันและกันอย่างเอาใจใส่ ซึ่งจะทำให้เขาอยากอยู่ไปนานๆ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคเธอบอกว่า ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต วันนี้มีขึ้น พรุ่งนี้มีลง วันนี้ดี พรุ่งนี้ติดขัด มีปัญหาก็แก้ไขไป มองว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ อย่าไปฝืน อย่าไปทุกข์ใจ คิดเสียว่าเราเป็นนักแก้ปัญหา แก้บ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นทุกวัน อย่ากลัวปัญหา ปัญหามาปัญญาเกิด

คุณหมอกล่าวว่า มองภาพตัวเองในอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำงานให้ดีมีคุณภาพและสามารถใช้หนี้ที่มาทำธุรกิจหมด และคลินิกดำเนินการด้วยตัวเองได้ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลจนธุรกิจรันไปได้เอง เธอก็จะค่อยๆ วางมือและจะไปช่วยสามีทำงานเพื่อมูลนิธิ “บูรณะพุทธ” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส ทำสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กชาวเขาต่างๆ โดยทางโลกก็ไม่ให้ช้ำ ทางธรรมก็ไม่ให้เสื่อม

พระสงฆ์ยุค 4.0 ขอมีสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552678

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

พระสงฆ์ยุค 4.0 ขอมีสุขภาพดี

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เรื่องสุขภาพของพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พูดมานานในสังคมไทย เนื่องจากในห้วงหลายปีที่ผ่านมามีพระสงฆ์ป่วยเป็นโรคต่างๆ จำนวนมาก จนในที่สุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้คลอด “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560” ฉบับแรกของประเทศไทย โดยทางมหาเถรสมาคมเห็นด้วย และมีการประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2560 จากนั้นภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ โดยฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ทั้งระดับประเทศและจังหวัดเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ

ล่าสุด คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกรมอนามัยและกรุงเทพมหานคร ได้เปิดโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตพระสงฆ์กรุงเทพมหานครไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค. นอกจากนี้คณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ก็ได้ประชุมระดมความคิดเห็นและเสนอแนะในการช่วยกันแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ที่ต้องดูแลตนเอง ชุมชน และสังคม ดูแลพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย และพระสงฆ์เป็นผู้นำด้านสุขภาพแก่ชุมชนและสังคม ซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและภาคเหนือเท่านั้น แต่จะทำทั่วทุกภาคและทุกจังหวัด

สุขภาวะของพระสงฆ์

พระโกศัยเจติยาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ และประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์จังหวัดแพร่ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ พระสงฆ์กับสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ 8 จังหวัดภาคเหนือแล้ว ต่อไปกรมอนามัยจะเป็นเจ้าภาพจัดการอบรมหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก (ผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย/พระเณรในวัด) ให้กับตัวแทนพระสงฆ์ทุกอำเภอของ 8 จังหวัดภาคเหนือในวันที่ 25 มิ.ย. 2561

“พระสงฆ์ที่เป็นตัวแทนอบรมกำหนดอายุ 18 ปีขึ้นไป อบรม 70 ชั่วโมง เมื่ออบรมแล้วจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพระเณรรูปอื่นๆ ในอำเภอของตัวเอง รวมทั้งให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่ถูกต้องแก่ชาวบ้าน เรา (คณะสงฆ์) จะทำงานกับภาคีเครือข่าย เช่น สาธารณสุขจังหวัด อำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อสม. และหน่วยงานอื่นๆ พระสงฆ์ทำงานคนเดียวไม่อาจสำเร็จได้ อย่างวัดอาตมา (วัดพระธาตุช่อแฮ) เราก็ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กับโรงพยาบาลแพร่ จัดให้มีการตรวจสุขภาพพระเณรทุกปี โดยพระเณรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปต้องตรวจคัดกรองโรคทุกรูป เพื่อที่จะได้ดูแลสุขภาพให้ดี” รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่เล่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

ด้าน นพ.สมนึก อร่ามเธียรธำรงผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชาปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยนโยบายของ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดให้มีโครงการ “หนึ่งวัด หนึ่งโรงพยาบาล”จับคู่กัน ด้วยการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์วัดนั้นๆ ให้ดีขึ้น

“อาทิ การรณรงค์ให้พระเณรใช้ธูปเทียนไฟฟ้าเพื่อลดสารก่อมะเร็งในควันธูปการรณรงค์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในวัด เช่น การนำสุนัขจรจัดไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การกำจัดขยะมูลฝอย กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก รวมทั้งการอบรมให้ความรู้พระอาสาสมัครประจำวัด เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเอง ดูแลเพื่อนร่วมวัด และเป็นผู้นำชุมชนให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนด้วย มีการรณรงค์เรื่องอาหารถวายที่ชาวบ้านควรต้องรู้ โครงการนี้ได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และเริ่มคิกออฟทันที ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด”

นพ.สมนึก กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีวัดทั่วประเทศประมาณ 4 หมื่นกว่าวัด แต่โรงพยาบาลมีประมาณ 896 โรง (ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์) จับคู่กันไปก่อน ถ้าโรงพยาบาลไหนทำแล้วได้ผล ก็สามารถแตกกระจายไปดูแลวัดอื่นต่อได้

โรคฮิตในพระสงฆ์

มีข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ที่คนไทยควรรู้ โดยการเปิดเผยของ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ข้อมูลว่าจากการคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ทั่วประเทศ 112,680 รูป ในปี 2559 พบป่วยมากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน และมารับการรักษาพยาบาลมากที่สุด 6 อันดับแรก คือ โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ข้อเข่าเสื่อม และป่วยด้วยโรคอ้วน โดย 45% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอาหารใส่บาตรที่มักประกอบด้วย แป้ง น้ำตาล ไขมัน และกะทิ มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย

อีกข้อมูลส่วนหนึ่งจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ที่เปิดเผยว่า ผู้ป่วย (พระสงฆ์) มารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ถ้าเป็นผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 1 แสนรูป/ปี ผู้ป่วยในประมาณ 5,000-8,000 รูป/ปี อายุเฉลี่ยส่วนใหญ่เกิน 60 ปี โดยโรค 5 อันดับแรกของพระที่เป็นผู้ป่วยนอก ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวานไตวายเรื้อรัง โรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนผู้ป่วยใน ได้แก่ โรคต้อกระจก หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือปอดเรื้อรัง ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ท้องร่วง และโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน

“โรคต้อกระจก 60% เป็นผู้สูงอายุ ผ่าตัดแล้วก็จะให้นอน 1 คืน โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังเนื่องจากบางรูปยังสูบบุหรี่ หรือเคยสูบก็จะมีภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองที่เวลาพูดเดิน หรือทำอะไรจะเหนื่อยหอบ มาโรงพยาบาลก็ต้องให้ออกซิเจน ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบเพราะพระคุณเจ้าไม่ได้สวมใส่กางเกงใน โรคท้องร่วงจากฉันอาหารเป็นพิษมาโรงพยาบาลก็ให้น้ำเกลือ ส่วนเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อน เพราะพระเลือกอาหารที่ประชาชนตักบาตรถวายอาหารหวานมันเค็มไม่ได้ ฉันแล้วทำให้เป็น”

พร้อมระบุถึงแนวแนวโน้มของโรคที่พระเป็นกันมาก 3 อันดับแรก คือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกิน โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง

ถึงเวลาดูแลสุขภาพ

พระโกศัยเจติยาจารย์ กล่าวถึงวิธีดูแลสุขภาพว่า พระสงฆ์ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้เป็นตามหลักของพระธรรมวินัย จึงควรต้องรู้ว่าอันไหนควรหรือไม่ควรฉัน ไม่ใช่โยมถวายอะไรก็ฉันทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่แล้ว ประเด็นนี้มีหลักให้ปฏิบัติอยู่ 2 ข้อ คือ 1.ไม่รับมามากจนเกินไป (บางรูปบิณฑบาตรับมาเยอะมาก) 2.ไม่ปฏิเสธศรัทธาญาติโยมจนเกินไป

“อาตมาไม่เคยปฏิเสธโยม นำอันไหนมาถวาย ถ้าเป็นอาหารที่ฉันแล้วทำให้เกิดโรคอย่างพวกอาหารหวานมันเค็มจัดก็จะฉันนิดหน่อยเพื่อไม่ให้เสียศรัทธา หรือไม่ฉันก็ได้ไม่ผิดวินัย อย่างอาตมาไม่ฉันน้ำอัดลมทุกชนิดเพราะรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ กาแฟทรีอินวันอาตมาก็ไม่ฉัน ถ้ากาแฟสดฉันอยู่ จริงๆ พระก็เลือกที่จะฉันได้

วิธีที่อยากแนะนำเรื่องการขบฉัน บอกโยมได้อันไหนควรหรือไม่ควรถวาย เช่น น้ำอัดลม ไม่ควร พระต้องกล้าให้ความรู้โยมเพื่อโยมจะได้เข้าใจเพราะบางคนไม่เข้าใจจริงๆ อย่างเช่น อยากทำบุญให้บรรพบุรุษก็ทำอาหารที่ญาติคนนั้นชอบ เช่น ชอบแกงกะทิ หรือของมัน ก็ทำของมันนั่นแหละถวาย ต้องไม่ลืมว่าพระฉันไม่ใช่ญาติที่ล่วงลับนะ ถ้าโยมรู้แล้วต่อไปก็จะทำถูก”

นอกจากการฉันอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การออกกำลังกายเป็นวิธีที่จะทำสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่การออกกำลังกายของพระสงฆ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของพระธรรมวินัยด้วย เช่น กวาดลานวัด ทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ออกบิณฑบาตทุกเช้า เดินจงกรม เป็นต้นถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ แต่บางอย่างก็ควรทำในที่มิดชิด เช่น การออกกำลังกายด้วยท่าแกว่งแขนไปข้างหน้าข้างหลัง แม้กระทั่งยืดเหยียดกายทั้งหลายก็สามารถทำได้ เป็นต้น

อาหารที่ควรถวายพระ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าว่าอาหารถวายพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ควรต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่อยากให้ทำบุญแล้วมีบาปติดตัวโดยไม่เจตนา อาหารที่ควรตักบาตร หรือถวายพระขอแนะนำว่าถ้าเป็นอาหารแห้ง เลือกนมพร่องไขมัน น้ำผลไม้ที่ไม่หวานจัด น้ำเปล่า สามารถแพ็กเป็นถุงเล็กถวายโดยไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารสด

“ถ้าเป็นอาหารสดประเภทข้าว แนะนำข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซึ่งมีเส้นใยอาหารและมีวิตามินบีรวมเยอะ มีผลต่อน้ำตาลในเลือดน้อย มีประโยชน์สำหรับพระที่เป็นเบาหวาน ประเภทเนื้อสัตว์ควรเป็นปลาหรือเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ผักและธัญพืชก็ควรเป็นผักหลายสีจะได้รับวิตามินหลายๆ อย่าง

สำหรับผลไม้แนะนำที่มีแคลอรีต่ำรสไม่หวานจัด เช่น ส้ม มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ส้มโอ ฝรั่ง สับปะรดที่ยังไม่หวานฉ่ำ กล้วย แก้วมังกร หรือมันแกว รวมถึงผลไม้ที่เป็นอาหารและมีคุณค่าสารอาหารสูง เช่น ฟักทองนึ่ง เป็นต้น ขณะที่เวลาปรุงอาหารควรลดหวาน ลดมัน ลดเค็มลงให้มาก เน้นอาหารรสจืด ด้วยวิธีเหล่านี้จะทำให้พระฉันแล้วสุขภาพดี ไม่มีโรคเบียดเบียน ผู้ทำก็ได้บุญด้วย”

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันผู้คนต่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาทำอาหารดีถวายพระสงฆ์ จำต้องอาศัยซื้อกับข้าวถุงสำเร็จรูปที่ขายตามร้านขายอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีรสจัดและมันจัด นพ.สมนึก แนะนำให้ใช้วิธีง่ายๆ แต่ได้บุญเต็มที่ก็คือการซื้อน้ำดื่ม นมกล่องพร่องมันเนย น้ำผลไม้สด ที่ไม่ได้ปรุงแต่งรสหวานเกินไป

สุขภาพพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ชาวพุทธควรต้องหันมาดูแลและใส่ใจ เพราะไม่มีใครอยากป่วยหรือเป็นโรค แม้กระทั่งเราเอง ถ้าพระมีสุขภาพ ก็จะได้มีกำลังปฏิบัติศาสนกิจได้เต็มที่ อันเป็นการสืบต่อพระศาสนาอีกด้วย

‘Caravaggio OPERA OMNIA’ ว่าด้วยค่าความต่างของแสง ของ คาราวัจโจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552495

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

‘Caravaggio OPERA OMNIA’ ว่าด้วยค่าความต่างของแสง ของ คาราวัจโจ

เนืองแน่นจริงๆ สำหรับผู้คนที่เข้าชมนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ Rai Com จัดขึ้น ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินอิตาเลียนชื่อดังมิเกลันเจโล เมรีซี ดา คาราวัจโจ (MichelangeloMerisi da Caravaggio) มาจัดแสดง

โดย พริบพันดาว ภาพ : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของอิตาเลียนเฟสติวัลประเทศไทย ประจำปี 2561 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 150 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิตาลีและประเทศไทย 

 

ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นการรวบรวมผลงานจากการบันทึกผลงานและผลิตสำเนาจากจิตรกรรมต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี HD Digital Reproduction โดยมีภัณฑารักษ์รับเชิญคือ อันโตนิโอ เปาลุชชี คัดสรรผลงานกว่า 40 ชิ้น ซึ่งถูกรวบรวมจากการสะสมของพิพิธภัณฑ์สำคัญทั่วโลก เช่น จาก หอศิลป์อุฟฟิซี เมืองฟลอเรนซ์ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ในกรุงลอนดอน หอศิลป์บอร์เกเซ กรุงโรม หรือกระทั่งพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน เมืองนิวยอร์ก เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมผลงาน จากที่ต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของผลงานและการทำงานของศิลปิน ซึ่งก็เห็นพลังในตัวภาพที่ศิลปินสร้างสรรค์ออกมาในแง่มุมสุนทรียภาพเพื่อการศึกษาในขั้นแนะนำงานศิลปะของศิลปินคนนี้ได้ดีทีเดียว

 

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ นักเขียน-นักมานุษยวิทยา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Suddan Wisudthiluck ของเขาเอง ในหัวข้อ “Invisible Caravaggio?!” สามารถโน้มนำและตั้งข้อสังเกตถึงนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ไว้น่าสนใจมาก

“…ฉะนั้นอธิบายกันต่อมาว่า งานศิลปะที่ผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำ (จากการพิมพ์ เช่นภาพโปสเตอร์โมนาลิซ่า ภาพถ่าย ภาพยนตร์ หรือเช่นในกรณีของ HD Digital Printing งานของคาราวัจโจที่จัดแสดงในหอศิลป์กรุงเทพฯ อยู่ตอนนี้) จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานต้นฉบับซึ่งเป็นสิ่งมีหนึ่งเดียว เป็นวัตถุซึ่งมีมูลค่าความขลัง (Ritual Value) เพราะงานผลิตซ้ำย่อมขาดสูญซึ่งประกายเรืองรอง/กลิ่นอาย (Aura) ที่มีอยู่แต่ในวัตถุต้นฉบับ (ดังที่เรามักจะได้ยินคนที่พูดถึงประสบการณ์เผชิญหน้ากับรอยยิ้มลึกลับของโมนาลิซ่าในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และฝีแปรงของแวนโก๊ะห์อันรุนแรงทรงพลังที่ถาโถมมายังดวงใจของผู้ชม)

 

ขอกลับมาที่งานนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA : The HD Digital Printing by the work of Caravaggio นี่อาจเป็นเวทีที่ทำให้ผู้ชมชาวไทยได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับ ‘งานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำแบบจักรกล’ และครุ่นคิดเกี่ยวกับพลังหรือข้อจำกัดของภาษาไทยในการถอดมโนทัศน์ที่ซับซ้อนจากภาษาอื่นสู่ ‘ภาษาแม่’ ของเรา

ถ้าถามผมเองว่าคิดกับงานนิทรรศการคาราวัจโจอย่างไร ก็ขอตอบว่า งานนี้ยังคงมีคุณสมบัติที่ให้ความประทับใจ เร้าผัสสะและอารมณ์และมีส่วนเพิ่มประกายเรืองรองและกระตุ้นให้ปรารถนาในกลิ่นอายของงานต้นฉบับที่จะพยายามอย่างถึงที่สุดหากจะเป็นไปได้ เพื่อได้ยืนอยู่เบื้องหน้า ‘งานต้นฉบับ’ ของคาราวัจโจ รับแสงแห่งประกายเรืองรองและซึมซ่านเอากลิ่นอายของอัจฉริยภาพแห่งศิลปินให้ได้สักครั้งหนึ่ง…”

 

อย่างที่ว่า นิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน เช่น “Bacchus” และ “Medusa” รวมถึงผลงานที่หาชมได้ยาก เช่น “Boy Bitten by a Lizard” หรือผลงาน “Saint Matthew and the Angel” ซึ่งปกติติดตั้งอยู่ในโบสถ์ซานลุยจิ เด ฟรานเชสิ กรุงโรม ที่สามารถชมได้จากระยะไกลและด้วยแสงสว่างที่เพียงพอเท่านั้น

ภาพทุกภาพของ คาราวัจโจ แสดงให้เห็นความสามารถในการเขียนภาพที่เหมือนจริง จนสามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร คาราวัจโจใช้ลักษณะการเขียนที่เรียกว่าภาพสว่างในความมืด ลักษณะที่หนักกว่าการใช้ ค่าต่างแสง (Chiaroscuro) ช่วยเพิ่มความชัดเจนของภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษารายละเอียดของความเป็นจริง ที่ทำให้การสื่อความหมายทางความรู้สึกรุนแรงหนักขึ้น

ไปสัมผัสและเสพงานจำลองศิลปะระดับโลกในความละเอียดสูงของนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA จะจัดแสดงไปถึงวันที่ 10 มิ.ย. 2561 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 เวลา 10.00-21.00 น. สอบถามโทร. 02-214-6630

ปีนผาในร่ม เสริมกายแกร่งและใจกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552493

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

ปีนผาในร่ม เสริมกายแกร่งและใจกล้า

การปีนหน้าผาไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยเพราะกีฬาปีนหน้าผานั้นได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวกลุ่มรักการผจญภัย แต่ถ้าเป็นคนเมืองที่อยากจะไปปีนหน้าผาแต่ไม่มีเวลามากพอที่จะไปต่างจังหวัดจะทำอย่างไร กีฬาปีนหน้าผาจำลองอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความท้าทายใกล้บ้าน ในขณะเดียวกันยังสามารถชักชวนเพื่อนให้ไปเล่นด้วยกันได้อีกด้วย

โดย กั๊ตจัง ภาพ : รอยเตอร์, เอพี
ยิ่งเล่นยิ่งแกร่ง

กริช แนะนำต่อว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการปีนผาคือความกล้าที่จะเอาชนะความกลัว บางคนร่างกายแข็งแรงมากแต่พอปีนขึ้นไปที่ความสูงประมาณตึก 3 ชั้น เริ่มกลัวความสูงมองลงมาข้างล่างแล้วขาสั่นอ่อนแรง ร่วงตกลงมาก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสู้กับความกลัวตรงนั้นไม่ได้
วิธีเอาชนะความกลัวคือการฝึกทำซ้ำๆ ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นซ้ำๆ จนร่างกายเริ่มชินกับความสูง เราจะเริ่มทรงตัวได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกหวิวๆ เหมือนกับเราปีนบันไดเปลี่ยนหลอดไฟ
ที่บ้านแรกๆ จะรู้สึกหวิวๆ ขาสั่นเพราะธรรมชาติมนุษย์จะเตือนเรื่องอันตรายจากการตกที่สูงแต่พอปีนครั้งต่อๆ มาความกลัวจะหายไป เริ่มมีความมั่นใจและทรงตัวได้ดีขึ้น การปีนผาจำลองก็แบบเดียวกัน
เริ่มต้นจากการปีนระดับต่ำเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับการปีนป่าย วันต่อมาคุณจะรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวให้กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งความปวดจะหายไปประมาณครั้งที่ 5 เป็นต้นไปคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย กล้ามเนื้อมือมีแรงมากขึ้น จับยึดเกาะหินได้ดีขึ้น
เสน่ห์ของการปีนผาอย่างหนึ่งก็คือ สร้างความตื่นเต้นได้แม้เราจะกลับไปเล่นที่เดิม แต่แค่เปลี่ยนจุดปีนขึ้นแผนการปีนและเส้นทางทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่รู้สึกซ้ำซากและทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นไม่แพ้การออกกำลังกายประเภทอื่นอย่างแน่นอน &O5532;

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่อยากแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552487

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่อยากแบ่งปัน

โดย ภาดนุ

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ หรืออาจารย์หน่า (วัย 48 ปี) ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สีเขียวให้กับตัวเองและครอบครัว รวมทั้งอยากแบ่งปันสู่ผู้อื่น เธอจึงเริ่มสนใจในเรื่องเกษตรกรรมและลงมือทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจนความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“เดิมทีดิฉันเป็นอดีตรองคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในสมัยที่อาจารย์โก้ (ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล) เป็นคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งตำแหน่งของเราเพิ่งหมดวาระไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

ด้วยความที่ดิฉันสนใจการทำกสิกรรมธรรมชาติมาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พอหมดวาระการเป็นรองคณบดี ดิฉันก็ได้รับการแต่งตั้งจากอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหนึ่งในคณะทำงานของท่าน โดยทำหนังสือขอตัวมาที่สถาบัน หากไม่ติดภารกิจการเรียนการสอน ดิฉันก็จะไปลงพื้นที่เพื่อดูงานอยู่เสมอ ตามภารกิจที่อาจารย์ยักษ์และอาจารย์โก้ได้ลงไปทำร่วมกัน

ตัวดิฉันเองได้เริ่มสนใจการทำเกษตรมาหลายปี แต่เมื่อปีที่แล้ว (ปี 2560) ดิฉันได้ซื้อที่ดินจำนวนเกือบ 3 ไร่ ที่ จ.นครนายก และเริ่มค่อยๆ ทำเกษตรบ้าง แต่ในตอนนั้นยังทำแบบไร้ทิศทาง กระทั่งได้มีโอกาสไปอบรมในเรื่องกสิกรรมธรรมชาติแบบเต็มตัวที่ฐานธรรมธุรกิจ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2560 ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจหลักการทำเกษตรที่แท้จริง”

อาจารย์หน่า เล่าว่า ในช่วงที่เธอเป็นรองคณบดี เธอได้ศึกษาการดำเนินงานของอาจารย์โก้และอาจารย์ยักษ์ ในเรื่องการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องมาโดยตลอด แต่ช่วงนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่ด้วยเท่านั้น เนื่องจากติดภารกิจด้านการเรียนการสอนที่สถาบัน

“เมื่อดิฉันได้ไปเรียนรู้ในเรื่องกสิกรรมธรรมชาติอย่างจริงจัง ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานรุ่นของกลุ่มอบรม ฐธ.8 (ฐานธรรม 8) จากนั้นก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่มาโดยตลอด เพราะต้องการเรียนรู้และช่วยงานอาจารย์โก้และอาจารย์ยักษ์ไปด้วย ในขณะเดียวกันดิฉันก็ได้นำความรู้และวิชาที่ได้มาจากการอบรมมาทดลองปฏิบัติกับการทำสวนของตัวเองที่ จ.นครนายก โดยเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อเดือน ส.ค. 2560

สวนนี้เดิมทีเป็นสวนมะดันมาก่อนตอนที่ซื้อที่ดินต่อจากคนในพื้นที่มา แต่เพราะไม่ค่อยชอบมะดัน ดิฉันจึงปรับสวนนี้ให้เป็นพื้นที่ทดลองโดยทำเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกพืชหลายชนิดที่ตัวเองชอบเป็นหลัก ซึ่งอาจารย์โก้ในฐานะเพื่อนก็ได้มาช่วยออกแบบพื้นที่สำหรับปลูกพืชให้ นอกจากนี้ก็มีผู้ใหญ่ที่นับถือให้ต้นไม้มาปลูกอีก แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นเกษตรกรมาแต่ดั้งเดิม และไม่มีเวลาว่างทุกวัน ดิฉันก็เลยใช้ช่วงวันหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ขับรถมาดูแลสวนอยู่บ่อยๆ โชคดีว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงซึ่งเป็นชาวสวนละแวกนั้นน่ารักมากๆ เขาก็ช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ตลอด (หัวเราะ) ทั้งที่เราไม่ได้มีพื้นเพเป็นคนที่นั่นเลยละ”

อาจารย์หน่า บอกว่า แม้เธอจะเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ มาหลายปีก็ตาม แต่ถ้านับย้อนไปในช่วงวัยเด็กแล้ว คุณแม่ของเธอเป็นชาว จ.เชียงใหม่ ที่เคยทำสวนลำไยกับคุณตาคุณยายของเธอมาก่อน นอกจากนี้คุณพ่อของเธอยังเป็นลูกหลานชาวสวนที่ จ.จันทบุรี อีกด้วย ในช่วงวัยเด็กเธอจึงได้คลุกคลีอยู่กับชีวิตชาวสวนและมีความทรงจำที่ดีติดตัวเสมอมามิเคยลืมเลือน

“จะพูดว่าดิฉันได้ซึมซับความชอบเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวสวนมาตั้งแต่เด็กๆ เลยก็ว่าได้ ที่สำคัญตอนนี้ยังมีคุณแม่คอยเป็นกำลังใจให้ด้วย ซึ่งท่านเคยพูดว่า ‘แม่อายุมากแล้ว ตอนนี้มีลูกอยู่ 3 คน หากมีลูกของแม่สักคนที่สนใจในเรื่องการทำสวน แม่ก็จะดีใจมากๆ เลยละ เพราะแม่รู้สึกว่าการมีที่ดินเป็นของตัวเอง มีการปลูกผัก และการพึ่งพาตัวเองด้วยวิถีเกษตรเป็นสิ่งที่ดีมาก’ ดังนั้นด้วยความที่เราเป็นลูกสาวคนโต ดิฉันก็ยิ่งจะต้องแสดงความแข็งแกร่งว่าสามารถเป็นที่พึ่งของพี่น้องคนอื่นๆ ได้หากเกิดวิกฤตขึ้น

นอกจากนี้ ดิฉันยังได้แรงบันดาลใจและความคิดดีๆ มาจากอาจารย์ยักษ์และอาจารย์โก้ด้วย ที่สำคัญอาจารย์โก้ยังเป็นคนพาไปซื้อที่ดินสวนแปลงนี้อีก แถมยังได้กำลังใจจากอาจารย์ยักษ์เสริมพลังให้อีก พอได้ที่ดินแปลงนี้มาดิฉันจึงตั้งใจจะทำให้ความฝันที่คิดไว้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้”

ปัจจุบันอาจารย์หน่าแต่งงานมีครอบครัว สามีทำงานบริษัทเอกชน และมีลูกสาววัย 17 ปี 1 คน เวลาที่เธอต้องไปลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด ลูกสาวก็จะสนับสนุนอยู่เสมอ แต่ตัวลูกสาวก็ยังไม่เคยลงมาสัมผัสกับการทำเกษตรอย่างจริงจังสักที ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์หน่าก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวได้ลงมาคลุกคลีกับสิ่งที่เธอทำ เพื่อให้ค่อยๆ ซึมซับความชอบไปทีละนิด

“เหตุผลที่ดิฉันซื้อที่ดินและสร้างบ้านสวน ‘ภูมิธารา’ ขึ้น นอกจากเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ดิฉันยังอยากแสดงให้ลูกเห็นว่า แม้เราจะเป็นคนเมือง แต่เราทุกคนก็สามารถน้อมนำศาสตร์พระราชาในเรื่องเกี่ยวกับกสิกรรมธรรมชาติมาใช้ได้ ดิฉันสร้างบ้านสวนขึ้นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นที่พักพิงและพักผ่อนของผู้สูงอายุ นั่นก็คือคุณพ่อคุณแม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์รวมของสมาชิกในครอบครัว คือ บ้านสวนนี้เปิดกว้างสำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาพัก หรือกลุ่มคนและทีมงานเครือข่ายเอามื้อที่แวะเวียนผ่านมาก็สามารถมาขอพักที่นี่ได้ เพราะเรายินดี

และตอนนี้ดิฉันได้รู้จักกับแพทย์แผนไทยท่านหนึ่งใน จ.นครนายก เขาก็แนะนำว่าในพื้นที่ว่างๆ ของบ้านสวนนี้น่าจะปลูกสมุนไพรเพิ่มเติมไว้ อีกอย่างคือบ้านสวนแห่งนี้อยู่ริมน้ำ จึงน่าจะปลูกสมุนไพรและจัดพื้นที่สำหรับศาสตร์ความรู้ด้านสมุนไพรให้คนทั่วไปก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันก็มานั่งคิดว่า ถ้าจะตอบโจทย์แขกที่มาแวะเวียนได้ครบ นอกจากปลูกสมุนไพรแล้ว ก็น่าจะปลูกผักและผลไม้ รวมทั้งปลูกดอกไม้ด้วย เรียกว่าทำให้เป็นพื้นที่ทดลองทางการเกษตรของเราไปเลย ทั้งหว่านข้าว ปลูกพืช ปลูกหญ้าแฝกคลุมดิน ฯลฯ เมื่อได้ผลอย่างไรก็จะได้รายงานผลการทดลองให้อาจารย์ยักษ์ได้ทราบอีกที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ปัจจุบันนี้คุณพ่อคุณแม่ของดิฉันอยู่กรุงเทพฯ ก็จริง แต่ในวันเสาร์-อาทิตย์ดิฉันก็จะขับรถไปรับพวกท่านมาที่สวนแห่งนี้เสมอ แล้วพอมาที่นี่ทีไรทั้งสองคนก็ชอบลงมือปลูกต้นไม้ คือ ใช้ชีวิตแบบชาวสวนเลย ตอนนี้คุณแม่อายุ 69 ปี ส่วนคุณพ่อ 79 ปี แต่ทั้งสองยังสุขภาพแข็งแรงดี พวกท่านจึงชอบออกแรงลงมือปลูกต้นไม้กันอยู่เรื่อยๆ อีกคนที่ดิฉันชอบชวนมาที่นี่ ก็คือ ลูกสาว เพราะอยากให้ลูกได้มาเห็น ได้มาสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง เพื่อให้เขาค่อยๆ ซึมซับและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ในวันหนึ่งข้างหน้าลูกก็อาจจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้และสานต่อสิ่งดีๆ ต่อไปในอนาคตได้”

อาจารย์หน่า ทิ้งท้ายว่า การตามรอยศาสตร์พระราชา เป็นความสุขอันยั่งยืนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริโครงการดีๆ ขึ้น เพื่อประชาชนมากมาย พอดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้ในเรื่องศาสตร์พระราชาและน้อมนำมาปฏิบัติ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึงและศรัทธาในแนวคิดของพระองค์ท่านที่ทรงงานหนักเสมอมา ยิ่งเราได้นำวิชาความรู้ที่พระองค์ท่านสอนไว้ไปใช้ หรือนำมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห่มดิน การปลูกต้นไม้ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ก็ยิ่งรู้สึกเทิดทูนพระองค์ท่านยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ทุกวันนี้ดิฉันได้นำหลักคำสอนในเรื่องเกษตรพอเพียงของพระองค์ท่านไปให้ความรู้กับชาวบ้าน และนำไปสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วย แล้วยังนำมาทดลองด้วยตัวเองที่บ้านสวน ‘ภูมิธารา’ อีกด้วย นี่แหละถือเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิตของดิฉันเลยก็ว่าได้”

ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจารย์หน่า บอกว่า เธอได้เริ่มปลูกผลไม้หลายชนิดเพิ่มขึ้น และเริ่มปลูกพืชสมุนไพรเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครองซึ่งมีลูกที่มีปัญหา เช่น เด็กออทิสติก เด็กพิเศษ หรือกลุ่มเด็กในโรงรียนทางเลือก เพื่ออยากให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสมาเยี่ยมชมบ้านสวนภูมิธาราด้วย

“ดิฉันได้พูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้ว่า อยากจะเปิดบ้านสวน ‘ภูมิธารา’ ให้เด็กๆ มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติในรูปแบบเฉพาะตัวสำหรับพวกเขา หรือแม้แต่กลุ่มเด็กที่อยากได้ที่พัก อยากทดลองเรียนรู้ในรื่องศิลปะ หรืออยากทดลองปลูกพืช ดิฉันก็มีความคิดว่าปลายปีนี้น่าจะเปิดให้พวกเด็กๆ เหล่านี้ได้เข้ามาเยี่ยมชมและมาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ฟรี อย่างน้อยให้เด็กๆ มาเริ่มหัดปลูกต้นไม้ในกระถาง แล้วหิ้วต้นไม้กลับไปดูแลต่อที่บ้านก็ยังดี นี่แหละความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่ดิฉันอยากแบ่งปันให้กับทุกคน”…ติดตามได้ที่ FB : Worawan Rojanapaibulya

โรจนัสถ์ เจริญศรี อดีตทหารเรืออเมริกา กับค็อกเทลแก้วพิเศษที่ชงจากชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552486

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

โรจนัสถ์ เจริญศรี อดีตทหารเรืออเมริกา กับค็อกเทลแก้วพิเศษที่ชงจากชีวิต

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา, จีระวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในวงการเครื่องดื่ม ปิง-โรจนัสถ์ เจริญศรี หัวหน้ามิกโซโลจิสต์แห่งเอบาร์ (ABar) เลานจ์สุดชิกแห่งใหม่ ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ได้รับการยอมรับในฐานะมิกโซโลจิสต์หนุ่มไฟแรง หลังสั่งสมประสบการณ์อยู่ต่างแดนหลายปี เขานำแพสชั่นและความหลงใหลที่มีต่อของเหลวทุกชนิดที่สามารถดื่มได้ ยกเว้นกาแฟ กลับมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักดื่มชาวไทย

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมาดนิ่งๆ ของปิงยามอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อผสมเครื่องดื่มแก้วพิเศษ เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่น่าค้นหาไม่แพ้ค็อกเทลที่เขาชง ปิงคือเด็กหนุ่มที่ไม่เคยมีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยรู้สึกว่าที่ไหนคือบ้านที่แท้จริง กลับพาตัวเองมายืนอยู่บนจุดที่เกินฝัน หากเปรียบเทียบเรื่องราวของเขาเป็นค็อกเทลสักแก้ว คงเป็นค็อกเทลแก้วพิเศษ ที่มีรสชาติกลมกล่อม แค่จิบครั้งแรกก็อยากยกซดจนหมดแก้ว

โลกใบใหม่ของนักเรียนไทยในต่างแดน

ตั้งแต่ 8 ขวบ ปิงต้องผจญภัยในโลกกว้างด้วยการย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทั้งที่ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในเวลานั้นอยู่ในระดับติดลบ

“พอเรียนจบ ป.2 ที่บ้านก็ส่งให้ผมไปสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นคุณพ่อผมอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. แต่ผมถูกส่งไปอยู่กับคุณลุงที่นิวยอร์กช่วงที่ไปแรกๆ ภาษาอังกฤษของผมอยู่ในขั้นติดลบ พอไปเข้าโรงเรียนที่นู่น เลยต้องยอมซ้ำชั้น 1 ปี อยู่กับคุณลุงได้ 2 ปี ผมก็ย้ายไปอยู่กับคุณพ่อ จนกระทั่งเข้าเรียนไฮสกูล ตอนนั้นเรียกว่าเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ผมไม่ได้มีความฝันหรือเป้าหมายว่าอยากทำอาชีพอะไร หรือเรียนต่อที่ไหน ผมค้นหาตัวเองด้วยการทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ทำงานร้านวิดีโอ จนกระทั่งไปเข้าคอร์สเรียนพยาบาล แต่ทำไปเริ่มรู้ตัวว่าไม่ชอบอยู่กับคนป่วย เลยเบนเข็มไปสายเภสัช แต่ทำไปก็ไม่ชอบอีก” ปิงเปิดฉากเล่าถึงวันวานที่ไม่หอมหวานนัก

ชีวิตในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยังไร้จุดหมาย ทำให้ปิงได้แต่ใช้ชีวิตไปตามกรอบที่วางไว้ เมื่อเรียนจบไฮสกูลก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ทันที่ชีวิตมหาวิทยาลัยจะพาเขาไปเจอทางเดินที่ใช่ของชีวิต ปิงก็ได้พบกับโฆษณาที่พลิกผันชีวิตเข้าอย่างจังเสียก่อน

“วันนั้นผมดูโทรทัศน์อยู่บ้านเห็นโฆษณาประกาศรับทหารเรือ วินาทีนั้นผมนึกถึงภาพนักบินทหารเรือในเรื่อง TOP GUN (นำแสดงโดย ทอม ครูซ) ดูเท่สุดๆ ผมตัดสินใจโทรไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่เห็นในโฆษณาทันที เจ้าหน้าที่ที่รับสายเขาบอกแค่ว่าคุยทางโทรศัพท์ไม่รู้เรื่องหรอก ให้มาด้วยตัวเองเลยดีกว่า ผมก็ไป (ยิ้ม) ไปถึงเขาก็เล่าให้ฟังว่าสิทธิประโยชน์ที่ทหารจะได้รับมีอะไรบ้าง จริงๆ แล้วสิทธิประโยชน์ที่เขาบอกมาก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากเป็นทหารมากขึ้นนะ แค่คิดง่ายๆ ว่าลองดูก็ได้ เลยกรอกใบสมัครไปเรียบร้อย ปรากฏว่าได้”

เมื่อพรหมลิขิตบันดาลให้นักศึกษาหนุ่มต้องมาเป็นพลทหาร ปิงก็ยอมรับเส้นทางที่เลือก “ตอนไปสมัครผมก็ไม่เห็นว่าเขามีกฎเกณฑ์อะไรนะ ขอแค่เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจก็สมัครไป พอผ่านการคัดเลือก ผมก็เตรียมตัวมารายงานตัว ตอนนั้นที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร จากวันที่รู้ผล ผมมีเวลาเดือนเศษก่อนจะเข้ากรม ผมตัดสินใจกลับมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเพื่อนๆ ที่เรียนไฮสกูลมาด้วยกัน พอเรียนจบก็เริ่มกลับมาเมืองไทย”

ทหารเรือป้ายแดงกับคำถามในใจ“ฉันมาทำอะไรที่นี่?”

หลังจากเที่ยวสนุกมาเต็มที่ ก็ถึงเวลาเข้ากรม อาจเพราะเป็นคนไม่คิดมาก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปิงจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวและเตรียมใจอะไรมาก เขาทำตามคำแนะนำที่ได้รับคือไม่ต้องขนของไปมาก แค่เตรียมเสื้อผ้าไปเพียงไม่กี่ชุด เครื่องเล่นซีดีเพลง เงินติดตัว และรูปถ่ายสองใบ อย่างไรก็ตามถึงจะคิดว่าเตรียมตัวมาตามคำแนะนำแล้ว แต่พอเดินผ่านประตูเข้ามายังสถานที่ที่ปิงเรียกว่าเป็น “บู๊ตแคมป์” ทุกอย่างกลับไม่ชิลอย่างที่คิด

“พอเข้าไปในบู๊ตแคมป์ เขาจะจับวัดตัวก่อนเลย จากนั้นทุกคนต้องถูกโกนหัว พอเสร็จผู้คุมจะตรวจสัมภาระที่เตรียมมา ผมว่าเตรียมมาน้อยแล้วนะ ปรากฏว่าถูกยึดหมด เหลือแค่รูปถ่ายสองใบ พอผ่านด่านแรกมา ทหารทุกคนจะต้องเข้าแถวและถอดเสื้อผ้าออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบที่เตรียมไว้ จากทั้งหมดที่เจอมา ผมโอเคนะ แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าฉันมาทำอะไรที่นี่” พลทหารปิงเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบๆ เจือเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำตัว หลังจากนั้นผู้คุมก็พาไปยังห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่มีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวยาว แต่ละคนมีหมอน 1 ใบ ผ้าห่ม 1 ผืน ตอนกลางคืนห้องนี้จะเปิดไปสีแดงสลัว เพื่อให้เวรที่ผลัดกันเฝ้าทั้งคืน มองเห็น ขณะที่คนที่หลับก็ยังหลับได้

“6 โมงเช้าของทุกวันจะมีเสียงประกาศเพื่อปลุกให้ตื่น สำหรับผมการตื่นเช้าไม่มีปัญหานะ ผมปรับตัวได้ดีพอสมควร หลังจากตื่นนอนทุกคนจะมีเวลาอาบน้ำ 15 นาที ห้องน้ำเป็นแบบห้องรวม พออาบเสร็จ เขาจะสอนการแต่งเครื่องแบบ พร้อมทั้งแจ้งกฎเกณฑ์ต่างๆ สอนวิธีเดินที่ถูกต้อง เพราะกฎเหล็กของการอยู่ในบู๊ตแคมป์ช่วงแรกๆ คือเวลาจะไปไหนมาไหนต้องไปเป็นคู่ ห้ามไปคนเดียว ยกเว้นอยู่ภายในตึก แถมเวลาเดินต้องเดินด้วยท่าเดินที่ถูกต้อง ก้าวให้พร้อมกัน ถือเป็นการฝึกระเบียบของทหารไปในตัว”

ปิง ยอมรับว่า การใช้ชีวิตที่มีกฎระเบียบมีหลายอย่างที่ต้องปรับตัว แต่ข้อดีคือได้ฝึกวินัยและความอดทน

“ยกตัวอย่างเวลากินอาหารเขาจะมีเวลาให้ 15 นาที เริ่มจับเวลาตั้งแต่หัวแถวได้รับอาหาร และวางถาดบนโต๊ะเพื่อนั่งกินอาหาร พูดง่ายๆ ว่าคนที่อยู่หลังๆ ก็แย่หน่อย เพราะมีเวลากินน้อย แต่เชื่อไหมว่าด้วยระเบียบนี้ ทำให้ผมติดนิสัยกินข้าวเร็วมาจนถึงทุกวันนี้เลยนะ คือ เวลากินจะก้มหน้าก้มตากิน ไม่คุยกับใคร แต่เดี๋ยวนี้เริ่มดีขึ้น ลดสปีดในการกินอาหารลงบ้าง”

หลังจากผ่าน 3 เดือนแรกที่แสนหฤโหด ปิงบอกเล่าอย่างออกรสต่อว่าทหารเรือทั้งหมดจะถูกย้ายให้มาอยู่อีกตึก ซึ่งมีอิสระมากขึ้น ไม่ต้องโกนผม หรือไปไหนมาไหนแบบแพ็กคู่อีกแล้ว แต่ความท้าทายถัดมาคือ จะได้ไปฝึกงานเฉพาะทาง โดยเลือกตำแหน่งที่อยากฝึก แต่ปัญหาของเขาคือเลือกตำแหน่ง Fireman โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปตั้งแต่กรอกใบสมัคร

“ผมไม่ค่อยโอเคกับส่วนงานที่ผมเลือกเลย เพราะตำแหน่ง Fireman ไม่ใช่แบบที่เราเข้าใจ เราต้องทำทุกอย่าง เป็นตัวเสริมแผนกต่างๆ จนตอนหลังผมขอย้ายไปดูแลงานเอกสารที่สำนักงาน ถามว่าเคยคิดจะถอดใจ ลาออกกลับบ้านไหม ไม่เคยนะ ทั้งที่จริงๆ เรามีสิทธิที่จะลาออกได้ ตอนนั้นผมคิดแต่ว่าในเมื่อเราตัดสินใจทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้และเดินหน้าต่อไป”

สถานีต่อไป…เกาะกวม

หลังจากถูกส่งให้มาเรียนรู้งานในสายเฉพาะทาง 3 เดือน เวลาแห่งความสุขก็เวียนมาอีกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตให้หยุดพัก 2 อาทิตย์ ก่อนกลับมาเริ่มต้นภารกิจสำคัญ

“ช่วงที่หยุดผมเที่ยวแบบสุดเหวี่ยงเลย ก่อนที่จะต้องกลับเข้ากรมอีกครั้ง เพื่อเลือกว่าจะไปประจำการที่ไหน ตอนนั้นจุดหมายในใจผม คือ ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ แต่สุดท้ายผมได้ไปประจำที่เกาะกวม คำถามที่ป๊อปอัพในหัวผมตอนนั้น คือ เกาะกวมคือที่ไหน (หัวเราะ) ผมเข้าไปเปิดดูแผนที่ในกูเกิล ถึงได้เห็นว่าเกาะกวมเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย ตอนนั้นผมไปถามทหารรุ่นพี่ว่าไปประจำการที่นี่เป็นอย่างไร ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเลย เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน ซึ่งขัดกับความชอบของผม ที่ชอบในเสน่ห์ของความเป็นเมืองมากกว่า”

ก่อนจะออกเดินทางไปปักหมุดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ทหารทุกคนจะได้รับกระเป๋าสำหรับขนสัมภาระคู่กาย 1 ใบ โดยมีกฎว่าทุกคนต้องใส่สัมภาระทุกอย่างลงไปในกระเป๋าใบนี้เท่านั้น ถามว่าใหญ่แค่ไหน ปิงตอบแบบไม่ต้องเสียเวลานึกว่า “ใส่ชุดยูนิฟอร์มลงไป 1 ชุดก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใส่อย่างอื่นลงไปแล้ว (หัวเราะ)”

ภารกิจในการเดินทางไปเกาะกวมครั้งนี้ เดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์ไปตามปกติ พอไปถึงจะมีคนมารับเพื่อพาไปยังท่าเรือ ตลอดเวลาที่ประจำการอยู่ที่นี่ ปิงต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้ชีวิตอยู่บนเรือเป็นหลัก หลังเลิกงานหรือวันหยุดสามารถขึ้นฝั่งไปเที่ยวได้ แต่ต้องกลับขึ้นเรือก่อนเที่ยงคืน

“ช่วงแรกๆ ที่มาก็ยังสนุกเพราะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ แต่อยู่ไปอยู่มาเริ่มไม่สนุก เพราะทั้งเกาะมีที่เที่ยวอยู่ไม่กี่ที่ ถามว่าทำยังไง สุดท้ายก็ต้องทำใจ (หัวเราะ) บางวันผมก็เลือกนอนเล่นอยู่บนเรือ เพราะสมัยนั้นก็ยังไม่ไวไฟจะให้ดูหนัง ดูซีรี่ส์ฆ่าเวลา”

หน้าที่ของทหารในสงครามอิรัก

ชีวิตในกรมที่ดูเหมือนจะราบเรียบไร้คลื่นลม มีอันต้องทำให้หัวใจสูบฉีด เมื่อเกิดสงครามอิรักขึ้น แม้หน้าที่ของปิงในเวลานั้นจะไม่ต้องออกไปรบ แต่ก็มีหน้าที่สำคัญในการเป็นกองหนุน คอยดูแลเรือรบที่แวะเวียนมา

“เรือที่ผมประจำอยู่เป็นขนาดเล็ก มีหน้าที่ดูแลเรือดำน้ำที่แวะเวียนเข้ามาที่ฝั่ง บางครั้งก็ออกไปช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเรือดำน้ำที่อยู่กลางทะเล มีครั้งหนึ่งเคยออกไปลอยลำนานถึงสองสัปดาห์ ความรู้สึกผมตอนนั้นคืออยากจะกระโดดหนีจากเรือมาก (หัวเราะ) แต่สุดท้ายผมก็อยู่ได้นานกว่าที่คิดนะ เพราะจริงๆ พออยู่ครบ 3 ปี เขาก็ให้ลาออกได้ แต่ผมยังเลือกที่จะฝึกอยู่ที่นี่ต่อจนครบกำหนด 4 ปี ได้ติดยศ E4 ตลอดเวลาที่ประจำการ ผมมีความประพฤติอยู่ในเกณฑ์ดี ตั้งใจทำงาน ไม่เคยโดนหักคะแนน ตอนที่จะลาออกทางกรมก็ยังอยากให้อยู่ต่อนะ แต่ผมปฏิเสธไป”

ถ้าเลือกได้อีกครั้งคงไม่มาทางนี้

ถ้าถามว่าเสียใจกับการตัดสินใจที่ผ่านมาหรือไม่ ปิงตอบอย่างฉะฉานว่า “ไม่ เพราะผมได้อะไรหลายอย่างจากตรงนั้น แต่ถ้าให้กลับไปเลือกได้อีกรอบก็คงไม่เลือกอีก” (หัวเราะ)

หลังจากออกจากกรม ชีวิตของปิงเดินหน้าไปอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง ในช่วงที่หนทางข้างหน้ายังมืดมน เขาเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อบวชทดแทนคุณพ่อแม่ 2 สัปดาห์ ก่อนจะสึกออกมาพร้อมเป้าหมายที่จะกลับไปเรียนต่ออีกครั้ง

“ผมกลับมาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ระหว่างที่เรียนผมเริ่มทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ทำไปสักพักก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าสิ่งที่เรียนไม่ใช่สิ่งที่ใช่ ผมมุ่งมั่นทำงาน จนเคยเกือบหลงทางคิดว่าตัวเองอยากเป็นเชฟ แต่สุดท้ายก็รู้ว่าเชฟก็ยังไม่ใช่ เพราะผมไม่ชอบยืนอยู่หน้าเตาที่ร้อนๆ (ยิ้ม) ผมพยายามค้นหาสิ่งที่ใช่กว่า จนสุดท้ายมาเจอกับอาชีพในฝัน นั่นคือการเป็นบาร์เทนเดอร์”

กว่าจะมาถึงวันนี้ แม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ พยายามไขว่คว้าทุกโอกาสเพื่อจะได้มีพื้นที่ยืนในบาร์เครื่องดื่ม แต่วันนี้ปิงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขามาไกลกว่าที่คิดและเข้าใกล้กับจุดที่คาดหวัง จากนี้เป้าหมายของปิงคือการพัฒนาให้เอบาร์เป็น 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย 

ระวัง!!! ไวรัสอาร์เอสวี เชื้อร้ายหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552394

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

ระวัง!!! ไวรัสอาร์เอสวี เชื้อร้ายหน้าฝน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ในรอบเดือนที่ผ่านมา ฝนตกค่อนข้างถี่และบ่อยมาก ซึ่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา วันชัย ศักดิ์อุดมไชย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูฝน แม้ปริมาณน้ำฝนที่ตกในปัจจุบันมีพอสมควร แต่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงฤดูฝนยังอยู่เฉพาะในเขตภาคใต้บริเวณทะเลอันดามัน แต่ยังไปไม่ถึงภาคอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถประกาศเข้าสู่ฤดูฝนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อลมมรสุมประจำฤดูมาถึง กรมอุตุฯ จะประกาศสรุปผลอีกครั้งต่อไป

ตอนนี้เป็นช่วงเปิดภาคการศึกษาใหม่ โรงเรียนเป็นแหล่งที่เด็กจำนวนมากมารวมตัวกัน ก็มักพบการระบาดของโรคต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากการคลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน และเด็กบางคนอาจมีภูมิคุ้มกันต่ำจึงทำให้เกิดการติดต่อของโรคได้ง่ายขึ้น

ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเด็กจึงมักจะได้รับเชื้อโรคง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส รู้หรือไม่ว่ามีไวรัสที่เป็นอันตรายต่อเด็ก แฝงตัวมากับช่วงฤดูฝนที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามคือ เชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV-อาร์เอสวี) ที่มีลักษณะอาการคล้ายไข้หวัด แต่ส่งผลรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบติดเชื้อ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์ด้านโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ขึ้นอยู่กับอาการว่าจะเป็นมากในช่วงวัยไหน

“แต่จะมากพบในเด็กอายุน้อยตั้งแต่วัยทารก จนถึงช่วงวัยเข้าอนุบาล โดยประเทศไทยมักมีการระบาดในช่วงฤดูฝน โดยเด็กๆ จะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีจากการรับเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการสัมผัส หรือละอองน้ำมูกของผู้ป่วยคนอื่น มีระยะฟักตัวประมาณ 2-7 วัน ซึ่งสามารถเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง”

พญ.นงนภัส บอกว่า จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ (Acute Bronchiolitis) และอาจทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) โดยเฉพาะเด็กเล็กจะมีอาการปอดบวม ไอ หอบได้ง่าย เด็กจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย บางครั้งเป็นมาก

“จะหายใจดัง ‘วี้ด!’ ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการหายใจล้มเหลวได้ นอกจากนั้นยังส่งผลให้เด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้อีกด้วย เด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมักจะมีอาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก”

เคล็ดลับที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นว่าลูกอาจจะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พญ.นงนภัสชี้ว่า ได้แก่ ลูกมีอาการไอมาก ไอถี่ มีเสมหะเยอะและเหนียวข้น หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม อาจมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ ไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง มักจะซึม หรือหงุดหงิด กระสับกระส่าย เป็นต้น

“หากลูกมีอาการเหล่านี้ในช่วงที่ไวรัสอาร์เอสวีระบาด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด ถ้ามีเสียงวี้ด แพทย์จะพ่นยาขยายหลอดลม รวมถึงการเอกซเรย์ปอดในรายที่สงสัยปอดอักเสบ การตรวจหาเชื้อนี้ทำได้ไม่ยาก จะใช้อุปกรณ์พิเศษลักษณะคล้ายก้านสำลียาวๆ เข้าไปป้ายในโพรงจมูก เพื่อส่งไปตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวี คล้ายกับที่ทำในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่”

ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสอาร์เอสวีโดยเฉพาะ การรักษาอาการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีจึงต้องรักษาไปตามอาการที่ป่วย คือ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการหนักอาจต้องนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ให้ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ เคาะปอด และอาจจะต้องช่วยดูดเสมหะ

หรือถ้ามีอาการรุนแรงมากจะต้องได้รับออกซิเจนหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หากเด็กมีอาการไม่รุนแรงก็สามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ด้วยการกินยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ในที่สุดร่างกายก็จะสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นอาร์เอสวีแล้ว พญ.นงนภัส เตือนว่าสามารถเป็นซ้ำได้หลายครั้ง แต่อาการนั้นก็จะน้อยลง และเนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ทำให้เด็กๆ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสได้ง่ายในช่วงที่แพร่ระบาดมากโดยเฉพาะสถานที่ที่เด็กอยู่กันมากๆ เช่น โรงเรียนอนุบาลหรือเนิร์สเซอรี่สำหรับเลี้ยงเด็กเล็กๆ

“ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยไม่ป่วยจากโรคนี้ คือการมีร่างกายที่แข็งแรงและรู้จักวิธีหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ด้วยวิธีการล้างมือบ่อยๆ หลังจากทำกิจกรรม หรือก่อนกินอาหาร เพราะไวรัสอาร์เอสวีสามารถติดต่อได้จาก น้ำลาย น้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะหากโรงเรียน หรือเนิร์สเซอรี่มีการระบาดอยู่ หมั่นทำความสะอาดของเล่นอยู่บ่อยครั้ง

ผู้ป่วยต้องปิดปากหรือใส่หน้ากากอนามัยเวลาไอจามเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือเมื่อต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด เมื่อเด็กต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าไวรัสอาร์เอสวีจะมีอาการรุนแรงมากกว่าไวรัสหวัดทั่วๆ ไป แต่ถ้ารู้วิธีการรักษาและช่วยกันดูแลสุขภาพลูกน้อยให้แข็งแรงก็จะปลอดภัย”

Tendon, Tendinitis and Tendinosis เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นอักเสบ และเอ็นเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552393

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:54 น.

Tendon, Tendinitis and Tendinosis เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นอักเสบ และเอ็นเสื่อม

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เอ็นกล้ามเนื้อ Tendon เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous Tissue) ทำหน้าที่ยึดให้กล้ามเนื้อติดกับกระดูกเป็นเนื้อเยื่อสำคัญในส่วนของการเคลื่อนไหวร่างกายโดยมีจุดเริ่มต้นที่ส่วนปลายของกล้ามเนื้อไปเกาะที่กระดูกเมื่อเรายืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อก็ถูกยืดด้วย แต่ยืดในปริมาณที่น้อย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายืดกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือมีแรงบังคับที่กล้ามเนื้อมากเกินไป จะส่งผลกระทบไปที่เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็นอักเสบหรือเอ็นเสื่อมอาการบาดเจ็บบางครั้งเกิดจากการกระทำที่ผิดๆ ซ้ำๆ หลายครั้งหรือก็คือการสะสมการบาดเจ็บ หากเราบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ Muscle จะฟื้นตัวเร็วมากกว่าเพราะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงเยอะ แต่เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ Tendon เมื่อเกิดการบาดเจ็บจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน เนื่องจากมีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อยกว่ากล้ามเนื้อ

หากเกิดเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ Tendinitis การบาดเจ็บจะหายได้ในระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่หากบาดเจ็บเรื้อรังโดยเกิดจากการสะสมทีละเล็กละน้อยก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อ Tendinosis ซึ่งอาจมาจากการใช้งานซ้ำๆ แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก การลงน้ำหนัก การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรืออาจเกิดได้กับผู้สูงอายุการบาดเจ็บจะดีขึ้นได้แต่จะเป็นๆ หายๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน บางคนก็เป็นปี

ทีนี้เมื่อมีการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นแล้วควรทำอย่างไร

จริงๆ แล้วระบบในร่างกายจะช่วยฟื้นฟูเราได้ในระดับหนึ่ง ทั้งระบบน้ำเหลืองและการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้มาซ่อมแซม ให้สารอาหารบริเวณที่บาดเจ็บ ดังนั้น การฝึกโยคะอาสนะจะช่วยกระตุ้นได้ดี แต่เรื่องของช่วงเวลาและรูปแบบการฝึกโยคะอาสนะ มีความสำคัญที่อาจทำให้อาการบาดเจ็บแย่ลงหรือดีขึ้นได้

ดังนั้น ช่วงเริ่มต้นที่เกิดการบาดเจ็บเราต้องพักร่างกายตรงบริเวณที่บาดเจ็บ ห้ามยืดหรือใช้แรงเด็ดขาดประมาณ 4-7 วันก่อน แล้วในช่วง 2 วันแรกที่เจ็บหากมีอาการอักเสบ มีอาการบวมตอนที่เราพักให้ใช้ความเย็นคอยประคบโดยประมาณก็ 48-72 ชั่วโมง การลดอาการบวมสามารถกระตุ้นระบบน้ำเหลืองด้วยการฝึกท่ากลับหัวได้ Inversion Poses แต่ให้เลือกท่าอาสนะที่เหมาะสมแล้วฝึกช้าๆ แบบอ่อนโยน แล้วก็อย่ายืดในส่วนที่อักเสบ

หลังจากนั้นโดยประมาณราวๆ 1-3 สัปดาห์ก็สามารถเริ่มฝึกโยคะแบบเบาๆ ได้แต่ยังคงไม่ยืดบริเวณที่บาดเจ็บแต่ยืดบริเวณอื่นได้ ให้เน้นเรื่องการหายใจให้มาก จากนั้นก็ค่อยเริ่มฝึกแบบสร้างความแข็งแรง โดยเน้นกล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณที่บาดเจ็บแบบช้าๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อาจใช้บล็อกโยคะช่วยในการฝึกบางท่าหรือประยุกต์ท่าให้ง่ายๆ ไว้ก่อน บางคนปรับท่าไม่เป็นก็ให้ทำแค่ 50 เปอร์เซ็นต์พอ (Modified Yoga Poses) และยังคงเลี่ยงการฝึกแบบที่ใช้น้ำหนักตัวเองช่วย Weight Bearing ไปก่อน แล้วลดจำนวนการทำท่าเดิมซ้ำๆ หลายๆ รอบช่วงนี้จะอยู่ประมาณ 4-6 สัปดาห์

เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็สามารถกลับมาฝึกแบบปกติได้ โดยเน้นที่การสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณที่เจ็บให้มาก สามารถฝึกแบบที่ใช้น้ำหนักตัวเองช่วยได้แล้ว และที่สำคัญ อย่าละเลยเรื่องการวอร์มอัพร่างกายก่อนฝึกเสมอ อย่างไรก็ตาม เจ็บแล้วต้องจำ ทุกครั้งที่เราบาดเจ็บเราได้เรียนรู้บางอย่าง หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็จะเจ็บอีกบางคนก็ต้องรอจนกว่าจะเข็ดจึงจะสำนึก (ครูเห็นมาหลายคนละค่ะ)

การฝึกที่ไม่ถูกต้อง การจัดท่าที่ผิดรวมทั้งการทำที่มากเกินไป เมื่อเราไม่ฟังเสียงร่างกายจะทำให้เรากลับไปเจ็บซ้ำอีก ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับการจัดท่าที่ถูกต้อง (Correct Posture And Good Alignment) แล้วลดการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เพราะจริงๆ แล้วหากเราฝึกได้ถูกต้องการฝึกจะทำให้เส้นเอ็นเราแข็งแรงไม่ได้แย่ลง หากมันแย่ให้ลองพิจารณาดูแล้วหาสาเหตุให้เจอ เพราะการฝึกที่ดีจะเป็นไปในทิศทางที่ส่งเสริม แล้วบำบัดเราทั้งภายนอก ภายในและชั้นที่ลึกเข้าไป อย่างไรก็ตาม หากมีอาการที่รุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อน