ฟิตแอนด์เฟิร์ม ได้ 24 ชม. ตามแนวรถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552389

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:34 น.

ฟิตแอนด์เฟิร์ม ได้ 24 ชม. ตามแนวรถไฟฟ้า

โดย พุสดี

ทลายทุกข้อจำกัดและข้ออ้างของการออกกำลังกายของคนเมืองได้อย่างตรงจุด สำหรับ Jetts (เจ็ทส์) ผู้บุกเบิกฟิตเนสที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากออสเตรเลีย

เจ็ทส์เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน การเดินทาง และกิจกรรมต่างๆ จนการหาเวลาออกกำลังเป็นเรื่องยาก ด้วยความเข้าใจในความแตกต่างของทุกไลฟ์สไตล์ จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสุขภาพแนวใหม่ ที่ออกแบบฟิตเนสที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คุณจัดตารางออกกำลังกายได้ตามใจและทำให้การมาฟิตเนสเป็นเรื่องง่าย

จุดเด่นของที่ทำให้คนรักสุขภาพและอยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพต้องหลงรัก คือช่วยเปลี่ยนข้อจำกัดในการออกกำลังกาย ด้วยแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ใช้บริการได้ทุกคลับ ทั้ง 7 สาขาในกรุงเทพฯ (โดยมี 4 คลับใหม่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า) และ 250 สาขาทั่วโลก ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ในอนาคตจะขยายคลับไปยังทำเลต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับสมาชิกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญจ่ายค่าบริการรายเดือน ในราคาที่พอใจ ไม่มีเงื่อนไขผูกมัด

ภายในพื้นที่ยิมขนาด 800-1,000 ตารางเมตร ได้รับการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างคุ้มค่า เมื่อเดินเข้ายิมจะพบกับเครื่องออกกำลังกายและอุปกรณ์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งแบ่งโซนไว้ให้คุณเลือกออกกำลังกายได้อย่างเพลิดเพลิน

ทั้งโซนคาร์ดิโอรุ่นล่าสุด ที่มีจอทีวีในตัวสามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือสมาร์ทโฟน เพื่อฟังเพลงโปรด พร้อมความบันเทิงในครบครันในขณะที่ออกกำลังกาย โซนยกน้ำหนักแบบฟรีเวต โซนอุปกรณ์ยกน้ำหนักแบบ Pin Loaded โซน Functional Training โซนยืดกล้ามเนื้อ และโซน Suspension Training

นอกจากนี้ ยังมีคลาสออกกำลังกายกลุ่มที่หลากหลาย รวมทั้งคลาสที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Les Mills ได้แก่ BODYPUMP BODYCOMBAT BODYBALANCE และ SH’BAM นอกจากนี้ยังมีคลาสแบบ High Intensity Interval Training (HIIT) อื่นๆ

หากต้องการผลลัพธ์ในการออกกำลังกายที่รวดเร็วขึ้น สามารถติดต่อทางคลับเพื่อใช้บริการเทรนเนอร์ส่วนตัวของเจ็ทส์ ซึ่งมีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ

สุขภาพดีพร้อมให้คุณเป็นเจ้าของตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความความฟิตได้ ณ 4 คลับของเจ็ทส์ ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้า ได้แก่ สาขาสเตเดียม วัน (จุฬาฯ) BTS สนามกีฬาฯ เดอะสตรีท (รัชดาฯ) MRT ศูนย์วัฒนธรรม เดอะฟิล (อ่อนนุช) BTS อ่อนนุช และสีลม คอนเนค (ช่องนนทรี) BTS ช่องนนทรี 

อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ เพื่อคนรักสุขภาพล้วนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552387

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ เพื่อคนรักสุขภาพล้วนๆ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ย้อนไปปี 2555 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ได้เปิดตัว อัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ตลาดนัดสีเขียวในใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ โดยร่วมกับตลาดสีเขียว (Green Market) นำเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าในวิถีของอินทรีย์ และผู้ประกอบการที่ผลิตและขายสินค้าสุขภาพที่ไม่ใช้สารเคมีทั้งของกินและของใช้มาขยายในพื้นที่ชั้น 3 ของศูนย์การค้า

สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าออร์แกนิกเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ ซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษให้ลูกค้าได้เลือกซื้อมากมายหลายอย่างสะดวกสบายในห้างเย็นๆ มีทั้งผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษสดจากไร่ สลัดผักออร์แกนิก อาหารและขนมจากสมุนไพร ข้าวเกษตรอินทรีย์ ต้นไม้ และเครื่องประทินผิวจากธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมี เป็นต้น

จุดเด่นของ อัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ตที่จัดทุกๆ วันจันทร์ มิเพียงเป็นแหล่งขายสินค้าออร์แกนิกให้กับผู้บริโภคสายสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตสินค้า ได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าสุขภาพกับผู้บริโภคที่สนใจอย่างรู้ลึกรู้จริงอีกด้วย

ทว่า พอเปิดอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปี) ก็ได้มีการยกเลิกตลาดในรูปแบบดังกล่าว คือ ไม่มีอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ที่จัดทุกวันจันทร์อีกแล้ว แต่ปรับมาเป็นแบบร้านค้าแทน ชื่อว่าร้าน อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ (Amarin Health Society) ขายสินค้าที่เป็นออร์แกนิกและผลิตด้วยวิถีอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี

สุรชัย เย็นภิญโญสุข ผู้จัดการร้าน Amarin Health Society กล่าวว่า ร้านอยู่ที่ชั้น 3 ของห้าง แต่พื้นที่จะไม่กว้างเหมือนตอนที่ห้างเปิดตลาดอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ซึ่งครั้งนั้นผู้ประกอบการ เจ้าของสินค้านำสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาขายเอง ค่อนข้างคึกคัก แต่ว่าพอเปิดไประยะหนึ่งแต่นานพอสมควรก็มีการยกเลิกตลาดรูปแบบนั้นไป แต่ทางห้างยังคงต้องการให้มีสินค้าพวกนี้ขายอยู่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ

“เราจึงมาเปิดร้านชื่อ Amarin Health Society ที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นการรวมเอาสินค้าประเภทต่างๆ ของผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายตลาดสีเขียว (Green Market) นั่นแหละ เป็นร้านใหญ่ประมาณ 15 ร้าน และกลุ่มเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ประมาณ 10 ราย มาขายในร้านนี้ที่เดียวโดยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการสินค้าไม่ได้มาขายเอง แต่ส่งสินค้ามาให้เราขาย”

สุรชัย กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเป็นสินค้าออร์แกนิก และผลิตในวิถีของอินทรีย์ทั้งสิ้น ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด หลักๆ ก็จะเป็นผักพื้นบ้าน ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ สำหรับผลไม้ช่วงฤดูกาลนี้ก็จะเป็นของเกษตรกรทางภาคตะวันออก มีหลายอย่าง เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง ทุเรียน กล้วย เป็นต้น

“ความที่เราเป็นร้านค้าจึงพิเศษกว่าตลาดสีเขียวทั่วไป ตรงที่ตลาดสีเขียวทั่วไปที่ไปจัดตามที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชนบางแห่ง จะไม่ได้จัดทุกวัน ส่วนใหญ่จัดในวันใดวันหนึ่ง เช่น จัดเดือนละครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นกับความสะดวกและความต้องการของเจ้าของพื้นที่ แต่ Amarin Health Society เราเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ฉะนั้นลูกค้าจึงมาได้ทุกวัน” สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

ธนกร สินเกษม หลังเกษียณหันหน้าสู่ธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552382

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:55 น.

ธนกร สินเกษม หลังเกษียณหันหน้าสู่ธรรม

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ในวงการโหราศาสตร์ ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักปรมาจารย์ทางด้านโหราศาสตร์ไทยที่ชื่อ ธนกร สินเกษม อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ 7 สมัยซ้อน รวมเวลาที่นั่งในตำแหน่ง 14 ปี

หลังจากดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง 14 ปี อดีตนายกโหรผู้นี้ก็ไม่คิดลงสมัครแข่งขันอีกต่อไป แต่ได้หันมาก่อตั้งสถาบันโหราศาสตร์วิทยาในปี 2558 เปิดสอนวิชาโหราศาสตร์ไทย สัตตเลข ฮวงจุ้ย พิธีกรรม และศาสตร์ด้านการพยากรณ์อื่นๆ อีกหลายวิชา โดยชักชวนคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์ประมาณ 8-9 คน อาทิ “ธาตรี เทียมทอง” ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยาคนปัจจุบัน “ชลธี โพธิ์สุ” ที่ปรึกษาสถาบันโหราศาสตร์วิทยา “สิน มีสัตย์” รองผู้อำนวยการฯ เป็นต้น ปีแรกก็มีคนสนใจมาเรียนจำนวนมาก

“การที่ผมมาเปิดสถาบันสอนวิชาโหราศาสตร์ สัตตเลข และวิชาอื่นๆ นั้น เป็นความตั้งใจที่มีมานาน ตั้งแต่สมัยเป็นนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย เพราะต้องการเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษาและสั่งสมเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจ ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มาก เพื่อที่เขาจะได้นำเอาความรู้จากที่ร่ำเรียนนี้ไปใช้ในชีวิต หรือประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้

ครั้นจะมานั่งดูดวงอย่างเดียว หรืออยู่เฉยๆ ผมมองว่าได้ประโยชน์ตนอย่างเดียว แต่ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับคนอื่นอย่างที่ควรจะเป็น อีกอย่างสุขภาพร่างกายของผมก็ยังแข็งแรงดี เพราะออกกำลังกายทุกวัน จึงอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคม” อดีตนายกสมาคมโหร 7 สมัย กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความสุข

อีกความปรารถนาหนึ่งที่อดีตนายกสมาคมโหรผู้นี้ได้ตั้งปณิธานที่จะทำในช่วงหลังเกษียณก็คือ หันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างจริงจัง ด้วยการบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัย เรียนนักธรรมบาลี โดยเฉพาะภาษาบาลีเป็นภาษาที่อยากรู้มากเป็นพิเศษ เพราะตั้งแต่ศึกษาโหราศาสตร์จนมาเป็นอาจารย์สอน และเป็นนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยก็เห็นว่าภาษาบาลีมีบทบาทค่อนข้างมากในศาสตร์พยากรณ์

“การบวชเป็นความตั้งใจของผม ที่คิดไว้ตั้งแต่ยังเป็นนายกสมาคมโหรว่าถ้าเกษียณเมื่อไรก็จะไปบวช เพราะครอบครัวผมไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ลูกสาวก็เรียนจบ มีงานทำดี ขณะที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยาผมได้ลาออกจากผู้อำนวยการสถาบัน แล้วมอบให้อาจารย์ธาตรี เทียมทอง ได้มาสานต่อ เป็นผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยาคนใหม่ ขับเคลื่อนงานของสถาบันสืบต่อไปให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด”

อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังคงสอนวิชาโหราศาสตร์ไทย และวิชาสัตตเลข (เลขเจ็ดตัว) ที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา ณ โรงเรียนวัดอัมพวา ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 22 โดยจะสอนไปจนถึงกลางปี 2562 ก็จะหยุดสอน เนื่องจากในกลางปีหน้าจะเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ วัดเทพประสิทธิ์คณาวาส อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

“ผมมีความสุขเสมอเวลาสอนหนังสือ และมีความสุขอย่างที่สุดถ้าลูกศิษย์ที่ผมสอนนั้นสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของตนเอง และช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งแน่นอนมีศิษย์จำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ บางคนเป็นทั้งอาจารย์สอน เป็นทั้งนักพยากรณ์ที่เก่ง สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและสถาบันเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”

ท้ายสุดนี้ อดีตนายกสมาคมโหร 7 สมัย ได้ถือโอกาสบอกข่าวไปยังบรรดาลูกศิษย์ทุกคน ถ้าไม่ติดธุระก็ขอเชิญไปร่วมงานอุปสมบทพร้อมกันในวันที่ 16 มิ.ย. 2562 ณ วัดเทพประสิทธิ์คณาวาส อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ส่วนถ้าใครอยากจะเรียนโหราศาสตร์ไทย และวิชาสัตตเลขในช่วงระหว่างที่ยังไม่ถึงวันอุปสมบทก็มีเวลาประมาณ 1 ปีเต็ม จะเรียนตัวต่อตัวหรือไปเรียนที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยาก็ได้ตามสะดวก สอบถามได้ที่โทร. 08-1433-5914 

พาลูกไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552381

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:50 น.

พาลูกไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

โดย  ฤดูกาล ภาพ : ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

คุณแม่ยังสวย “ตู่” ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ เธอเป็นทั้งเวิร์กกิ้งวูแมนในวันธรรมดากับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันจันทร์ โปรดักชั่น และยังเป็นซูเปอร์มัมในทุกๆ วัน ของลูกชายสุดหล่อ “น้องแต๊งค์” วัย 9 ขวบ ที่ได้จูงมือกันไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัว

เธอเล่าว่า ได้พาลูกชายนั่งรถไปเที่ยวแก่งกระจานตั้งแต่ 3 เดือน เพื่อไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และพาลูกชายไปเปลี่ยนบรรยากาศ แม้จะทราบดีว่าลูกจะจำอะไรไม่ได้ก็ตาม

“การพาลูกเล็กไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยากสำหรับครอบครัวเรา เพราะลูกยังกินนมจากเต้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร และหลังกินนมอิ่มแล้วเขาจะหลับ ทำให้พ่อแม่มีเวลาพักผ่อนไปด้วย” แม่ตู่กล่าว

“หลังจากนั้นพอใกล้จะขวบ เราอยากพาลูกไปสัมผัสทรายและน้ำทะเลเป็นครั้งแรก เลยพาเขาไปเที่ยวพัทยา การได้เห็นเขาสนุกไปกับสิ่งใหม่ๆ และกล้าทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ คนเป็นพ่อแม่ก็มีความสุขและอยากพาเขาออกเดินทางไปเปิดประสบการณ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ”

ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเท่านั้น เมื่อลูกชายสามารถเดินและพูดได้ เธอยังพาน้องแต๊งค์ไปทำทุกกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวกับเพื่อนแม่ หรือพาไปทำงานด้วยกัน เพื่อให้ลูกฝึกการเข้าสังคม ฝึกมารยาท และการอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่

“พอเราพาลูกออกไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เขาทำให้เราทึ่งถึงความอดทนของลูก อย่างเวลาพาลูกไปปั่นจักรยานที่เขาใหญ่ เขาก็สามารถปั่นกับเราได้โดยไม่งอแง หรือเวลานั่งรถนานๆ ก็สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ และความที่เขาเป็นเด็กผู้ชาย เราก็ชอบพาเขาไปลองทำกิจกรรมกลางแจ้งซึ่งลูกอยากลอง อยากทำ ทำให้เขาเป็นเด็กที่มีความกล้าและมีความอดทน”

นอกจากนี้ หลายทริปที่มีคุณตาคุณยายไปด้วยกัน เธอยังเห็นถึงความสัมพันธ์ที่น่ารัก ทั้งการเป็นองครักษ์ตัวน้อยที่ดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน การเรียนรู้ความเรียบง่าย และความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกได้เรียนรู้จากการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว

“เราเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน คือไปไหนไปด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ทำให้เราสามคนพ่อแม่ลูกสนิทกันมาก แม้ตอนนี้ลูกชายจะอยู่ในวัยกำลังโตและเริ่มมีเพื่อนของตัวเองแล้ว แต่เขายังอยากอยู่ใกล้ชิดกับเรา ซึ่งช่วงเวลานี้เราต้องใช้คุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็อยากพาเขาไป เพื่อที่โตขึ้นมา เขาจะได้จดจำได้ว่าเคยไปเที่ยวที่ไหนหรือทำอะไรกับพ่อแม่บ้าง”

แม่ตู่ยังฝากทิ้งท้ายถึงคุณแม่ทั้งหลายด้วยว่า นอกจากจะเป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกแล้ว อย่าลืมหาเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง อย่างเธอจะมีกิจวัตรเข้ายิมทุกวันตอนเย็นทำให้เธอเป็นคุณแม่หุ่นเฟิร์มพร้อมดูแลลูกชาย 

‘เภพาเที่ยว’ ค้นหาจุดหมายใหม่กับเภสัชฯ ขาลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552378

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

‘เภพาเที่ยว’ ค้นหาจุดหมายใหม่กับเภสัชฯ ขาลุย

โดย รอนแรม ภาพ : เภพาเที่ยว

สลัดภาพเภสัชฯ สุดเนิร์ดแล้วมาทำความรู้จักกับเภสัชฯ สะพายกล้องตัวใหญ่ “ใหม่” ภก.หฤษฎ์ นุชบัว หัวหน้าหน่วยผสมยาเคมีบำบัด ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้มีใจรักในการเดินทางและหลงใหลความสวยงามผ่านเลนส์

หลังจากเก็บรวบรวมประสบการณ์และภาพถ่ายจนล้นเฟซบุ๊กส่วนตัว เขาจึงเปิดเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ “เภพาเที่ยว” เพื่อพาคนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกันไปกิน เที่ยว พัก ทั้งขึ้นเขา เดินป่า ดำน้ำ ดูดาว หรือไปพักตั้งแต่นอนเต็นท์ โฮมสเตย์ ไปจนถึงโรงแรมห้าดาว

“ส่วนใหญ่ผมไปเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์ เพราะจันทร์ถึงศุกร์ต้องทำงานที่โรงพยาบาล” เภสัชกรวัย 31 ปีเริ่มเล่า “ผมเป็นคนที่ชอบขับรถเที่ยว หลังเลิกงานวันศุกร์ผมจะขับรถออกเดินทาง พอถึงวันเสาร์ผมต้องได้ถ่ายภาพแสงเช้าที่ไหนสักที่ และจะขับรถกลับวันอาทิตย์ค่ำๆ เพื่อวันจันทร์ต้องมาทำงานต่อ สไตล์การท่องเที่ยวของผมจะเป็นแบบนี้ทุกสัปดาห์ ซึ่งมีคนชอบถามว่าไม่เหนื่อยเหรอ หรือไม่อยากนอนอยู่บ้านบ้างเหรอ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าการออกเดินทางทำให้ผมมีความสุข มันก็เหมือนการพักผ่อนแล้ว”

หนุ่มขาลุยกล่าวด้วยว่า หากสัปดาห์ไหนที่ยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด เขาก็จะขับรถไปเรื่อยๆ จนไปเจอสิ่งที่น่าสนใจ สถานที่ใหม่ๆ และค่อยหาที่พักข้างหน้า

“เวลาไปคนเดียวผมชอบไปพักกับชาวบ้านหรือที่พักเล็กๆ ให้สัมผัสวิถีชีวิต ซึ่งมีหลายครั้งมากๆ ที่ผมขับรถออกจากบ้านแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน อย่างทริปที่ผ่านมา ผมขับรถขึ้นเหนือกับความตั้งใจว่าจะไปถ่ายหมอก แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปถ่ายที่ไหน ระหว่างทางก็เช็กสภาพอากาศว่ามีฝนตกที่ไหนบ้าง หรือที่ไหนที่น่าจะมีหมอกบ้าง สุดท้ายได้ไปหยุดที่แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน และได้ไปเก็บหมอกอย่างที่ตั้งใจ”

การขับรถไปเชียงใหม่ไม่ใช่ระยะทางไกลอีกต่อไปสำหรับคนที่ขับรถออกต่างจังหวัดทุกสัปดาห์อย่างเขา ซึ่งตอนนี้ใหม่เก็บไปได้แล้วกว่า 60 จังหวัด โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงไว้ในเพจและเว็บไซต์ของเขาเอง

“ผมจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเหมือนการเขียนไดอารี่ ผสมไปกับข้อมูลของสถานที่แห่งนั้น ชี้เป้าจุดถ่ายภาพสวยๆ สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน หรือสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักให้คนที่ชอบได้ไปตามรอย”

นอกจากนี้ เขายังสารภาพว่า เคยมีความคิดอยากลาออกจากงานประจำมาเป็นนักเดินทางเต็มตัว แต่เมื่อสามารถบริหารจัดการเวลาได้ลงตัว ทั้งงานประจำและชีวิตส่วนตัวจึงดำเนินไปพร้อมกัน

“สำหรับผมแล้ว อาชีพเภสัชกรเป็นอาชีพที่เหมือนได้ทำบุญตลอดเวลา เพราะเราได้ช่วยเหลือคนอยู่ตลอด ผมเลยไม่อยากลาออกจากงานนี้ แต่จะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุขทั้งคู่” ใหม่กล่าวเพิ่มเติม

“ตอนนี้ที่ยังมีแรงมีกำลัง ผมก็อยากไปในที่ที่ต้องใช้พลังในการเดินทางก่อน เพราะผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมไม่รู้ว่าจะมีแรงไปเที่ยวได้อีกนานแค่ไหน ทำให้ตอนนี้ผมอยากออกเดินทางและทำทุกอย่างที่อยากทำให้มากที่สุด เพื่อที่อนาคตจะไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง”

ติดตามการเดินทางและภาพสวยๆ จากการกดชัตเตอร์ของเภสัชกรสายลุยคนนี้ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เภพาเที่ยว และเว็บไซต์ http://www.phephatiew.com

สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร+ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ คู่หูจิตอาสา เพราะรักในความดีจึงมีกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552374

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:12 น.

สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร+ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ คู่หูจิตอาสา เพราะรักในความดีจึงมีกันและกัน

โดย กั๊ตจัง ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กล่าวกันว่าคนเรามักจะดึงดูดคนประเภทเดียวกันให้เข้ามาหากัน เสมอเหมือนที่สองพี่น้องจิตอาสา สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร นักธุรกิจร้านอาหารและค้าของเก่า ที่รู้จักกันในฉายา “เค เยาวราช” และ “กอล์ฟ” ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้กลายมาเป็นคู่หูจิตอาสาจากการร่วมงานจิตอาสาด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน

สมศักดิ์ เล่าย้อนความหลังว่า ทั้งสองรู้จักกันครั้งแรกจากงานรวมพลคนอาสาของ “อ๋อย” กฤษณะ ไชยรัตน์ ที่ร้านอาหารเบิกไพร ศรีนครินทร์ ต่างคนต่างมาร่วมงานกัน กอล์ฟก็เป็นจิตอาสาที่มาร่วมงานในวันนั้น

“ได้มีโอกาสพูดคุย รู้สึกว่าเรามีเคมีตรงกัน คุยกันรู้เรื่อง ก็เลยมาร่วมกันมาช่วยกันทำงานจิตอาสา นับเวลาก็ตั้งแต่ปี 2554 ที่เราเคยได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาด้วยกัน กอล์ฟก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องของการเงิน เวลาที่เราได้ข่าวว่ามีคนกำลังเดือดร้อนยังไม่มีใครเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เขาก็โทรมาถามว่าไปไกลไหม มีค่าน้ำมัน มีค่าอาหารหรือเปล่า เขาก็สนับสนุนในเรื่องของเงินทุน

บางทีเขาอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางไปช่วยเหลือในบางสถานที่ ซึ่งแต่ก่อนเวลาผมเดินทางไปทำงานจิตอาสา ผมชอบที่จะเดินทางเพียงคนเดียว พอเขารู้ว่าเรากำลังไปเขาก็ฝากให้เราช่วยเข้าแม็คโคร ซื้ออาหาร ซื้อน้ำ เพื่อเอาไปบริจาค แล้วด้วยความที่น้ำท่วมสูงทำให้รถที่วิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ เราก็ไปประมูลรถทหารเก่ามาคันหนึ่งและปรับปรุงยกสูงเปลี่ยนมาเป็นรถสนามเอาไว้ทำกับข้าวกลางน้ำ แจกข้าว แจกน้ำ ทำกาแฟ ให้กับผู้ประสบอุทกภัย เป็นรถที่ออกแบบมาสำหรับวิ่งที่สามารถลุยน้ำได้โดยเฉพาะ ซึ่งรถของจิตอาสาทั่วไปไม่สามารถทำได้”

ในแต่ละเดือน สมศักดิ์จะออกไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาเดือนละประมาณ 2 ครั้ง เขาบอกว่าที่ไปบ่อยๆ ก็มีที่หัวลำโพง เช่น ช่วงปีใหม่ มีคนตกรถ ไม่มีอาหารกินก็ไปทำอาหารแจก

“หรือชาวบ้านประสบอัคคีภัยเราก็เดินทางไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง ไม่คิดหวังพึ่งใคร แต่ก็มีกอล์ฟนี่ละ ถ้าเขารู้ว่าผมไปไหน เขาก็จะยื่นมือเข้ามาร่วมด้วยเสมอ”

ภูคะตา เล่าเสริมถึงอีกฝ่ายว่า สำหรับตัวเขากับสมศักดิ์ ถ้าเกิดจะให้พูดว่าเป็นเรื่องของดวงก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดตรงกัน

“พอได้สัมผัสพูดคุยเคมีมันต้องกัน คิดเห็นไปในทางเดียวกัน ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนว่าเขาเป็นพี่ชายผม ทั้งที่จริงๆ แล้วผมเป็นลูกคนโต แต่เรารู้สึกว่าเขาเหมือนพี่ชายที่คุยกันได้ทุกเรื่อง บางทีเราพูดออกมาแค่คำเดียว เขาก็รู้แล้วว่าเราจะพูดอะไรต่อหรือคิดอะไรต่อ เหมือนมีหลายๆ อย่างมีอะไรที่มาเสริมกัน มันไม่ต้องมาอธิบายกันเยอะก็สามารถทำงานรู้เรื่องเข้าใจกันได้

ประกอบกับสิ่งที่ผมเห็นในตัวพี่เคคือความจริงจังจริงใจในการทำงานจิตอาสา ไม่ได้ดีแค่คำพูด ที่ประทับใจในตัวพี่เขามากที่สุดก็คือ ตอนงานถวายสักการะพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 ที่มีประชาชนไปยืนรอต่อแถวกัน พี่เคก็ไปร่วมแจกอาหารในตอนนั้นด้วย ตอนแรกพี่เขาตั้งใจจะทำประมาณ 100 วัน เราถามว่าพี่จะไหวเหรอ

สุดท้ายแล้วคุณเชื่อไหม พี่เขาแจกอาหารและน้ำไปทั้งหมด 1 ปี กับอีก 10 กว่าวัน ทำให้เรารู้สึกประทับใจพี่เคในจุดที่ไม่ใช่เป็นแค่ความตั้งใจหรือแค่ตั้งมั่น แต่คือความทุ่มเทจากใจจริงๆ เพราะว่าเศรษฐกิจในปีที่ผ่านๆ มา ก็อย่างที่เรารู้กันอยู่ แต่พี่เคใช้ทุนทรัพย์ของตัวเองออกมาทำในจุดนี้ และก็มีบางส่วนที่มีผู้ใจบุญเห็นความดีในตัวพี่เขาก็ขอร่วมบริจาคด้วย

ที่ว่าเขาทำงานในหลวงเขาพูดกับผมว่า ตอนนั้นเขาจะทำสักร้อยวัน ผมก็ว่าทำรายวันเลยเหรอครับ พี่จะไหวเหรอ แต่จนแล้วจนรอดแกทำทั้งหมด 1 ปี กับอีกสิบกว่าวัน ผมจำตัวเลขไม่ได้ชัดเจนนะ”

สมศักดิ์ พูดถึงกอล์ฟต่อว่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันมีความรู้สึกว่า ภูคะตา เป็นคนที่ดีคนหนึ่ง

“เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่ตรงกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี เวลาที่ผมลงพื้นที่ไปเป็นจิตอาสา เขาก็จะให้ความสนับสนุนในการช่วยเหลือเรื่องของเงินทุน เขาช่วยโดยไม่ได้มีความรู้สึกลังเล ช่วยในทันที ไม่ได้คิดถึงกาลข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เขาอยากจะช่วย และคนทำงานอย่างเรา ไปถึงก็แจก แจกเสร็จก็กลับ ไม่ได้คิดถึงการถ่ายรูปเพื่อเอามาลงโซเชียลมีเดีย ไม่เคยคิดถึงชื่อเสียง

เพราะครั้งหนึ่งสมัยผมเด็กๆ ผมยากจนมาก ต้องต่อยมวยหาเลี้ยงชีพ บางครั้งขึ้นชกเสร็จก็โดนเขาโกงค่าตัว สมัยนั้นผมนั่งรถเมล์จากสำโรงมาที่สนามหลวง ต่อยเสร็จตอนเที่ยงคืนเราก็พักนอน เพราะไม่มีรถเมล์กลับ ผมจำได้ดีเลยว่าผมนอนรอที่สนามหลวงใต้ต้นมะขามต้นที่ 4 หน้าศาลอาญา จนถึงตี 5 ได้ยินเสียงรถเมล์วิ่งเข้ามาเราก็ตื่นเพื่อเตรียมตัวเดินทาง พอตื่นมาสิ่งที่เห็นคือมีคนเอาข้าวกล่อง น้ำ พร้อมกับเงิน 20 บาท วางเอาไว้ให้

มองไปก็ไม่เห็นใคร ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้ เขาไม่เคยปลุกให้รับของ วางแล้วก็เดินจากไป ผมก็เกิดความตื้นตันใจว่าเขาเป็นคนที่มีบุญคุณกับผม จึงตั้งปณิธานเอาไว้ในใจว่า ถ้าวันหนึ่งข้างหน้ามีเงินมีทองขึ้นมา ก็จะแบ่งปันให้กับคนยากไร้เหมือนที่เคยเป็นบ้าง แนวคิดชีวิตผมเปลี่ยนเพราะคนคนนั้นที่เอาข้าวเอาน้ำให้กับผม

ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่แล้วจำผมได้ ผมอยากจะบอกกับเขาว่า ขอบคุณที่ให้ข้าวให้น้ำผมในวันนั้น ถ้าไม่ได้ข้าวกล่องนั้น ผมอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าสังคมมีแต่คนโกง สังคมนี้มันแย่ และอาจทำให้ผมเปลี่ยนไปอีกเส้นทางหนึ่งเลยก็ได้ แต่ข้าวกล่องนั้น น้ำขวดนั้น และเงินอีก 20 บาท ทำให้ผมยังมีความรู้สึกว่าสังคมนั้นยังมีคนที่ดีๆ อยู่

จนถึงวันนี้ที่พอมีเงิน ผมก็เริ่มแบ่งปันตามที่เคยตั้งใจไว้ ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยล้นฟ้าถึงจะเริ่มทำความดี มีฐานะแค่ไหนก็ทำเท่านั้น ทำข้าว 1 หม้อ แกง 1 หม้อ เอาไปแจกคนจน ขอแค่เรามีจิตอาสา เรามีจิตใจที่จะแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีมากน้อยแค่ไหนเราก็จะทำ ทำความดีสะสมไว้ในธนาคารบุญ เอาไว้ใช้ในชาตินี้และชาติหน้า

คนเราเกิดมาเราต้องทำความดี เราต้องสะสมบุญไว้ให้มาก มีจิตกุศลทำให้เราไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีอะไรก็รู้จักให้อภัยเพราะเรารู้จักการให้ การเสียสละ ถ้าคนคิดทำนี้มากขึ้นประเทศไทยเราก็จะกลับมาสงบสุขดังเดิม” 

บุญชู ตันติรัตนสุนทร อาชีพที่รักและภูมิใจ 30 ปีกับล่ามญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552372

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น.

บุญชู ตันติรัตนสุนทร อาชีพที่รักและภูมิใจ 30 ปีกับล่ามญี่ปุ่น

โดย วราภรณ์ เทียนเงิน

“อาชีพล่าม” เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทั้งความรักและความมุ่งมั่นผสมกับความตั้งใจจริง ผลักดันทำให้ตลอดกว่า 30 ปีของการทำงานล่ามของ บุญชู ตันติรัตนสุนทร สามารถผลักดันการทำอาชีพล่ามเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาสู่การจัดตั้งชมรมล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย ที่มีบุญชูเป็นหนึ่งแรงร่วมผลักดันล่ามแปลญี่ปุ่นให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

บุญชู เป็นอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และประธานชมรมล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ทำงานล่ามญี่ปุ่นต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีแล้ว และในปัจจุบัน จากกระแสเทคโนโลยีเครื่องจักรได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่จะไม่สามารถเข้ามาทดแทนหรือแทนที่อาชีพล่ามได้อย่างแน่นอน เพราะอาชีพล่ามมีความพิเศษและแตกต่าง มีองค์ประกอบ เทคนิค และประสบการณ์ รวมถึงต้องผสมผสานหลายๆ เรื่องมาพร้อมกัน

“ประสบการณ์ในการทำงานล่ามญี่ปุ่นต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี เราพบว่าอาชีพล่ามแตกต่างจากอาชีพอื่นๆ องค์ประกอบสำคัญการเป็นล่าม จะต้องประกอบด้วย การเป็นล่ามที่ดีและล่ามที่เก่งไปพร้อมกัน ผสมกับการแปลได้อย่างถูกต้อง และตรงกับวัตถุประสงค์ของแต่ละงาน รวมถึงสามารถที่จะตัดสินใจจากสถานการณ์ต่างๆ ที่มาประกอบกันได้ และต้องแปลให้คนฟังสนใจเรื่องมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างมาจากสะสมต่อเนื่องจากประสบการณ์การทำงาน

ล่ามที่ดีและล่ามที่เก่งแตกต่างกันอย่างไร? บุญชู ชี้ให้เห็นภาพว่า ล่ามที่ดีคือ ล่ามที่แปลตรง ห้ามใส่ความรู้สึกลงไป เหมือนเครื่องจักร แต่ล่ามที่เก่งคือรู้วัตถุประสงค์ของงาน

“ยกตัวอย่าง ได้ทำงานล่ามที่แปลให้คนแต่งงานกัน แต่ล่ามที่ดีคือ แปลตรง แต่อาจจะไม่ได้ทำให้เขาแต่งงานกันได้ เพราะฝั่งเจ้าบ่าวพูดไม่เก่ง พูดไม่ได้ แต่ล่ามที่เก่งคือ แปลให้เขาสามารถแต่งงานกันได้ตามวัตถุประสงค์ของงานที่จัดขึ้นได้

คำศัพท์หนึ่งในบริบทหนึ่งสามารถใช้ได้หลายอย่าง การเลือกคำศัพท์สามารถใช้ได้ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ทำให้มีสีสันเหมาะสมกับโอกาสและงานต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันรวมถึงการทำหน้าที่ล่ามจะต้องมีองค์ความรู้ในทุกเรื่อง และต้องมีความชอบในเรื่องภาษาไปพร้อมกัน”

อีกสิ่งสำคัญ บุญชู ขยายความว่า ผู้ทำหน้าที่ล่ามจะแปลโดยใช้วิธีการเดาอย่างเดียวไม่ได้ ห้ามทำเด็ดขาด เพราะจะถือเป็นการแต่งเรื่อง และจะทำให้ทำงานในอาชีพล่ามได้อย่างไม่ยั่งยืน

“ดังนั้น จะต้องพร้อมทำให้คนในการสนทนาเข้าใจ สื่อสารได้อย่างตรงจุดที่สุด รวมถึงต้องมีความกระตือรือร้นในการสื่อสาร มีความสดชื่นและมีพลังในการทำงานทุกวัน อีกทั้งการทำงานต้องใช้ไหวพริบตลอดเวลา การเลือกคำพูด จังหวะและน้ำเสียงมีผลต่อการทำงานทั้งหมด โดยตลอดเวลาในการทำงานอาชีพล่ามที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ล่ามมาทุกด้าน ทั้งงานพิธีการและไม่พิธีการ อาทิ งานธุรกิจ การค้า พิธีการ งานเจรจาระหว่างประเทศ ตลอดจนงานส่วนตัวและงานแต่งงาน เป็นต้น

สำหรับคุณสมบัติในการทำงานคือ มีความรัก มีความภูมิใจในการทำงาน ต้องมีมารยาทที่ดี ความอ่อนน้อมถ่อมตัว มีความอดทนและมีสติในการทำงาน เราต้องเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้อยู่เบื้องหน้า”

บุญชู กล่าวว่า หากพูดถึงประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการไทยและญี่ปุ่นมีหลากหลายมาก ทั้งการทำงานเป็นล่ามที่ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพากร กระทรวงแรงงาน กรมการปกครอง รวมถึงเคยเป็นล่ามถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2 ครั้ง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 1 ครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 ครั้ง และสมเด็จพระสังฆราช 1 ครั้ง

รวมถึงเคยเป็นล่ามให้นายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีรวม 9 คน ในฐานะล่ามฝ่ายเอกชน ส่วนราชการญี่ปุ่น มีทั้งสถานสถานทูตญี่ปุ่น เจโทร องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า หอการค้าและสมาพันธ์เศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือเคดันเรน เป็นต้น

นอกจากนี้ ทำงานในโครงการบำบัดน้ำเสีย กทม. การจัดรูปที่ดิน การบริหารงานเทศบาล โลจิสติกส์ ส่วนงานภาคเอกชนมีทั้งสำนักงานทนายความ วิสาหกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยและจากญี่ปุ่นร่วม 100 แห่ง ขณะที่งานล่ามต่อเนื่องที่เกิน 10 ปี ทั้งคดีอุลตร้าแมนในญี่ปุ่นและไทยฝ่ายจำเลย ช่วงระหว่างปี 2542-2555 มหกรรมกีฬาคนพิการสืบสานวัฒนธรรมไทยญี่ปุ่น 12 ปี 12 ครั้ง และการเจรจาภาษีและอื่นๆ ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีความสนุกและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ตื่นเต้นทุกครั้งในการทำงาน โดยปัจจุบันตนเองก็เป็นล่ามญี่ปุ่นที่มีค่าตัวแพงคนหนึ่งในประเทศไทย หากถามถึงจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เข้ามาทำงานล่าม น่าจะมาจากการได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่ประเทศญี่ปุ่น คณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย ‘Hitotsubashi’ และระหว่างการศึกษาปีที่สอง ช่วงหน้าร้อน ที่ได้กลับมาไทย จึงได้ไปช่วยทำงานล่ามให้แก่ห้างสรรพสินค้า

การทำงานล่ามครั้งแรกได้ไปช่วยแนะนำวิธีการชำแหละเนื้อหมูและเนื้อวัวจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีเอกชนไทยนำเข้ามา ทำให้ได้เจอกับผู้คนมากมายและได้เรียนรู้การทำหน้าที่เป็นล่าม ได้เห็นนวัตกรรมการหั่นเนื้อหมูและเนื้อวัวจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นได้กลับไปเรียนต่อจนกระทั่งจบการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเริ่มต้นทำงานในบริษัท ทิสโก้ ทำสินเชื่อเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในตึกที่ทำงานมีสำนักข่าวจิจิเพลสของญี่ปุ่น จึงได้งานพิเศษเพิ่มมาคือ การแปลข่าวช่วงเช้า

หลังจากนั้น เปลี่ยนงานมาทำกับบริษัทญี่ปุ่น ซูมิโตโม พร้อมได้ทำหน้าที่แปลหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ทั้งกัปตันซึบาสะ และเซนต์เซย์ย่า รวมถึงยังได้ทำหน้าที่แปลภาพยนตร์ไปด้วย ซึ่งช่วงระหว่างปี 2529 และปี 2530 มีบริษัทญี่ปุ่นที่ได้เข้าลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในไทยจำนวนมาก จึงไปช่วยทำหน้าที่อาชีพเสริมคือ ล่าม ให้แก่บริษัทญี่ปุ่น และได้ทำงานมาต่อเนื่อง

ต่อมาได้หยุดการทำงานและไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ญี่ปุ่น ด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัย Keio เป็นเวลา 2 ปี ที่มีความชอบ ส่วนด้านการบริหารธุรกิจอยู่แล้ว เมื่อกลับมาไทยก็ทำงานในบริษัทญี่ปุ่น หลังจากนั้นตัดสินใจทำงานล่ามอิสระอย่างเต็มตัวเพราะเป็นสิ่งที่เราชอบและอาชีพที่เรารัก ซึ่งเราได้เห็นคนเข้าและออกในวงการล่ามตลอดเวลา แต่เรามีความสุขในการทำงานต่อเนื่อง”

ในปัจจุบัน บุญชู กำลังผลักดัน “ชมรมล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย” โดยได้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 4 ปีแล้วภายใต้ สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ เพื่อร่วมมือผลักดันสร้างเครือข่ายล่ามญี่ปุ่นของประเทศไทย การจัดอบรมและให้ความรู้ การจัดสัมมนา และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ในการทำงานอาชีพล่าม

จากประสบการณ์ทำงานกว่า 30 ปี ทำให้อาจารย์บุญชูได้รับรางวัลสุรินทราชาเป็นครั้งแรก ปี 2560 ถือเป็นล่ามญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และปัจจุบันยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น อย่างต่อเนื่อง

บุญชู กล่าวต่อว่า พร้อมที่จะทำหน้าที่ล่าม และผลักดันอาชีพล่ามของประเทศไทยต่อคนรุ่นใหม่ต่อไป ก่อนพูดประโยคปิดท้ายว่า

“ถ้าหากชาติหน้าได้เกิดใหม่… ก็ขอได้ทำงานเป็นล่ามต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่เรารักและมีความสุขในการได้ทำงานในทุกๆ วัน” 

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง สุขใจเมื่อได้เขียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552370

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง สุขใจเมื่อได้เขียน

โดย วารุณี อินวันนา

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง วัย 35 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและกำกับดูแลกิจการ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเงินและประกันภัยมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านกฎหมายธุรกิจ และปริญญาโทในสาขาเดียวกัน

ล่าสุด จบปริญญาเอก คณะครุศาสตร์ บริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเอื้อต่อธุรกิจส่วนตัวที่เป็นหุ้นส่วนในโรงเรียนกวดวิชา

กว่า 10 ปีที่ทำงาน ล้วนอยู่ในสถาบันการเงินที่เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลก เริ่มจากการทำงานกับธนาคารซิตี้แบงก์ แล้วบริษัท แอดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต ทาบทามให้ไปดูแลงานด้านการกำกับและตรวจสอบ จากนั้นมาทำงานที่บริษัท แอกซ่าประกันภัย ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลตามกฎหมาย กฎระเบียบ

ดร.พีรภัทร เล่าว่า การทำงานในวงการสถาบันการเงินมาตลอด ทำให้ได้ศึกษาด้านการลงทุนและการเงิน และได้สอบเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (CFP) ซึ่งในประเทศไทยปัจจุบันมีประมาณ 200 คน สามารถให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าได้อย่างรอบด้าน ทั้งการเงินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายภาษีที่ดิน และกฎหมายมรดก

“เน้นการทำงานแบบ Smart Work รับผิดชอบในหน้าที่ จัดลำดับความสำคัญ และงานเร่งด่วนของงาน ก่อนเริ่มลงมือทำ จะเริ่มทำงานที่มีความสำคัญก่อน ส่วนงานเร่งด่วนต้องดูว่าสำคัญไหม ถ้าไม่สำคัญก็ปล่อยไปก่อน แล้วค่อยมาทำทีหลัง แต่ต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และทำให้เสร็จ จะไม่นำงานกลับบ้าน”

แม้จะมีงานประจำที่ดูเคร่งเครียด และการรับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว ดร.พีรภัทร ยังใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ และการเขียนหนังสือ อธิบายเรื่องราวยากๆ ทั้งด้านกฎหมายและการเงิน ที่เป็นภาษาให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ อย่างต่อเนื่องลงในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และในเฟซบุ๊ก

“ถือเป็นการผ่อนคลายยามว่างจากการทำงาน งานอดิเรกแรกของผมคืออ่านหนังสือ ซึ่งหนังสือที่อ่านจะเป็นหนังสือทั่วๆ ไป ไม่ใช่วิชาการ จะได้มุมมองกว้าง และสามารถนำมาปรับใช้ได้เวลาที่ได้รับเชิญไปบรรยาย หรือเขียนบทความ

มีครั้งหนึ่งอ่านหนังสือเพชรพระอุมา ในช่วงที่รอคุณพ่อสอนคณิตศาสตร์ จบเป็นชุด 48 เล่ม คุณพ่อบอกว่าคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้มีศักดิ์เป็นตาผม เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณย่า การอ่านทำให้เรามีคลังหนังสืออยู่ในหัว นำมาปรับใช้ได้”

ดร.พีรภัทร เล่าว่า งานเขียนเป็นความสุขอย่างหนึ่ง สุขใจทุกครั้งที่ได้เขียน เพราะเป็นการอธิบายให้คนได้เข้าใจเรื่องกฎหมาย เรื่องการเงิน เรื่องประกันชีวิต เป็นภาษาเฉพาะที่คนทั่วไปเข้าใจยาก

“ด้วยภาษาที่เข้าใจยาก ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งต้องใช้คำง่ายๆ ค่อยๆ อธิบาย เช่น การทำประกันสุขภาพแล้ว เมื่อเกิดเจ็บป่วย เคลมไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีเงื่อนไขระบุไว้ชัดเจน แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจยังคิดว่าสามารถเคลมได้ ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบ และไม่อยากทำประกัน

พยายามเขียนเพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนให้เห็นประโยชน์ของประกันชีวิตและประกันภัย ในมุมของการได้ช่วยเหลือสังคม ถือเป็นความโชคดีที่เราได้ทำประกัน เพราะคนที่โชคร้ายจะได้นำเงินของเราบรรเทาความเดือดร้อนของเขาได้

มีคนส่งคำถามเข้ามา เราได้ตอบ ได้ให้คำแนะนำ ทำให้เขาพ้นจากปัญหาไปได้ เช่น มีคนที่บ้านจะถูกยึด เราแนะนำว่าควรจะดำเนินการอย่างไร พอเขาทำตามที่แนะนำเขาสามารถแก้ปัญหาได้ ขอบคุณเราใหญ่เลย เป็นความสุขใจที่ทำให้คนได้ประโยชน์จากงานเขียนของเรา”

ดร.พีรภัทร ยังเล่าว่า ช่วงเวลาของการเขียนงานต่างๆ จะเป็นเวลาก่อนนอน และตื่นนอนตอนเช้า ซึ่งการที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ประสบการณ์ในการทำงานและการเรียนรู้รอบด้าน ทำให้สามารถเขียนหนังสือได้เร็วกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ จะต้องเขียนอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีวินัยในการเขียน เพื่อฝึกฝนด้านภาษา และการเรียบเรียงเรื่องราวให้คนอ่านเข้าใจง่าย

จากการที่ชีวิตของคนคนหนึ่งมีทั้งงานประจำ งานอดิเรกส่วนตัวที่ทำให้สุขใจ ยังต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัวอย่างเหมาะสม

“การใช้เวลากับภรรยา ในช่วงวันหยุดหรือหากมีเวลาก็จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ส่วนกับคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณแล้วจะมีการคุยกันตลอด และไปทานข้าวด้วยกันทุกสัปดาห์ หาร้านอาหารใหม่ๆ เน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ จะมีการนัดเจอกันเดือนละครั้ง เพื่อเล่นฟุตบอล 7 คน เป็นการสังสรรค์และยังได้ออกกำลังกายด้วยกันอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ดร.พีรภัทร แนะนำคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ให้เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พยายามใช้ชีวิตอย่างสมาร์ทและมีวินัยทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว 

โสดแต่ปัง!! โสดทั้งทีต้องระดับพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552169

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 11:44 น.

โสดแต่ปัง!! โสดทั้งทีต้องระดับพรีเมียม

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ Pixabay

ไม่ได้ตั้งใจจะโสด แต่เมื่อจะโสดทั้งทีก็เลือกโสดอย่างพรีเมียม โสดแบบมีคุณค่าน่าเอ็นดู เพราะการเป็นโสดไม่ได้ยากอย่างที่คิด วันนี้ยกประเด็นเรื่องโสดมาเขียน เพราะไปเจองานวิจัยล่าสุด จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยข้อมูลประชากรและสัดส่วนระหว่างเพศชายและเพศหญิง ปี 2560 โดยทั้งประเทศไทย 66,188,503 คน เป็นชาย 32,454,906 คน หญิง 33,780,597 คน หญิงมากกว่าชาย 1,325,691 คน จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ 5,692,284 คน เป็นชาย 2,695,519 คน หญิง 2,996,765 คน หญิงมากกว่าชายประมาณ 301,246 คน

ถ้าหากจำแนกตามช่วงอายุของประชากรไทยนั้น ช่วงแรกเกิดจนถึง 24 ปี ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่พอวัย 25-54 ปีนั้น ผู้หญิงจะเริ่มมากกว่าผู้ชายขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวัย 65 ปีผู้หญิงมากกว่า ผู้ชายถึง 10.4%

ช่วงวัยที่สัดส่วนผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย คือตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป และในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1.5 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงตัวคนเดียวจะมีเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5.6 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวนั้นรวมถึงผู้หญิงที่เป็นม่าย และผ่านการหย่าร้าง มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ชายมีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วกว่า และมีแนวโน้มแต่งงานใหม่มากกว่าผู้หญิง จึงทำให้มีผู้ชายที่ผ่านการหย่าร้างและพ่อม่ายน้อยกว่าด้วย

โห…ประเทศไทยผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงเฉลี่ย 1.29 ล้านคน ดังนั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีแนวโน้มอย่างสูงที่อีก 5 ปีข้างหน้า สาวไทยจะโสดเพิ่มขึ้นทั่วเมือง ดังนั้นไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ สาวๆ จ๋าคุณจะต้องถูกยัดเยียดความโสดแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น อย่านิ่งนอนใจ เมื่อคาดว่าเลี่ยงไม่ได้ ก็แอ่นอกรับอย่างสง่าผ่าเผยไปเลยแล้วกัน ต่อไปนี้จะเล่าถึงข่าวดีของการเป็นโสด พร้อมทั้งวิธีการโสดแบบปังๆ ให้มีความสุข

“โสด” เทรนด์ใหม่ของสาวสมัยนี้

ไม่ว่าจะโสดมานานแล้ว หรือเพิ่งโสดแบบไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คุณได้กลายเป็นคนเทรนดี้ไปแล้ว เพราะในปัจจุบันไลฟ์สไตล์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็คือ ไลฟ์สไตล์แบบคนโสด  อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา จำนวนบ้านที่มีเจ้าของบ้านเป็นคนโสดเพิ่มขึ้นเป็น 21% ในช่วงปี 1990 และในปี 2000 ชาวอเมริกันราว 27.2 ล้านคน อาศัยอยู่คนเดียวคิดเป็น 9.7 % ของประชากรทั้งหมด หรือว่าความโสดเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เลือก ด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมแห่งความโสด เพราะไม่มีใครมาสนใจ ฉะนั้นคงไม่มีอะไรที่ต้องทำใจต้องจำใจโสด เพราะเลือกที่จะเป็นโสดดีกว่า

จากผลการสำรวจ พบว่า เหตุผล 3 อันดับแรก ที่ทำให้คนสมัยนี้พร้อมใจกันโสดคือ อิสรภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง และเงิน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของสหรัฐที่ระบุว่า ในปัจจุบันผู้หญิงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายที่หาเลี้ยงตัวเองได้ดี มีชีวิตที่เพียบพร้อม และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

นอกจากนี้ ยังมีสถิติที่ระบุว่า ชาวอเมริกันที่โสดมักมีอัตราการเพิ่มของน้ำหนักน้อยกว่าคนที่แต่งงานแล้ว เพราะคนโสดมีเวลาออกกำลังกาย และดูแลภาพลักษณ์ของตนเองมากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว อีกทั้งผลการสำรวจของ The Economic and School Research Council (ESRC) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า ผู้หญิงอายุมากกว่า 60 ปีที่อยู่อย่างคนโสด ไม่ว่าจะเป็นม่ายเพราะหย่าร้าง แยกกันอยู่ หรือไม่ได้แต่งงานก็ตามมักจะมีความสุข มีอัตราการเกิดอาการซึมเศร้าน้อยกว่า และมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับสามี

ผลวิจัยของ ดร.เบลลา เอ็ม.เดเปาโล พบว่า การแต่งงานนำมาซึ่งความสุขเพียงไม่นานเท่านั้น นั่นคือช่วงเวลาที่ใกล้กับพิธีแต่งงาน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับความสงบสุขที่ยั่งยืนและสภาพจิตใจและอารมณ์ที่เสถียรกว่าของคนโสด อร้าย!! อ่านมาถึงตรงนี้ชักแฮปปี้กับความโสดขึ้นมาแล้วสิ

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สังคมยุคนี้คนเลือกเป็นโสดกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น มีความทัดเทียมผู้ชายเกือบทุกด้าน เพราะวัฒนธรรมสังคมเปลี่ยนไป สังคมเองก็เข้าใจ ไม่ได้กดดันหรือคิดว่าเป็นเรื่องผิดแปลกอีกต่อไป ถ้าสาวคนใดจะเลือกเป็นโสด ถ้าหาคู่ที่ดีพอไม่ได้ จะแต่งไปเพื่ออะไร เพียงแต่ต้องวางแผนอนาคตไว้ให้พร้อม

1.ดูแลตัวเองให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆ หมั่นออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่ดี

2.มีงานการที่มั่นคงทำ ใช้ชีวิตมีคุณค่าไม่เลื่อนลอยไปวันๆ

3.วางแผนการเงินให้เพียงพอ เตรียมไว้ยามเกษียณ อย่าช็อปปิ้งจนไม่มีเงินเก็บเพียงพอไว้ใช้ยามเกษียณ

4.มีกิจกรรมที่มีความสุข เช่น ไปออกกำลังกาย เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ปลูกต้นไม้ ไปวัดทำบุญ ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ เดินทางท่องเที่ยว

5.ดูแลสุขภาพจิตให้ดี หมั่นตรวจสอบตัวเองถ้าเครียด หาคนพูดคุยที่ไว้ใจได้ หรือไปปรึกษาจิตแพทย์ การไปพบจิตแพทย์ก็เหมือนการไปตรวจสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323

6.ไปทำงานจิตอาสาเพื่อสังคม การมีความสุขไม่ได้เพื่อตัวเองเท่านั้น การช่วยเหลือให้คนอื่นมีความสุขก็เป็นความสุขที่มีคุณค่าทางใจอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ผู้อำนวยการบริษัท ลอว์ อัลลายแอนซ์ บริษัทกฎหมายที่ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ในด้านภาษีธุรกิจของประเทศไทย ถือว่าเป็นนักกฎหมายหัวแถวของวงการภาษี และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิคุณที่ให้ทุนการศึกษาแก่แพทย์พยาบาลที่ขาดทุนทรัพย์และกำลังจะสร้างบ้านพักพิงให้กับสุนัขจรจัด เธอเป็นสาวสวย เก่งและเป็นโสด ในวัย 40 ต้นๆ ที่บริหารความโสดได้อย่างลงตัวและมีคุณค่า เธอยอมรับในความโสดของตัวเองด้วยความสดใส พยายามดูแลตัวเองให้อ่อนกว่าวัย ออกกำลังกาย เดินทางท่องเที่ยว จัดการเรื่องการเงินอย่างมีวินัย ลงทุนเพื่อให้เกิดความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต ทำตัวเองให้มีความสุขในทุกๆ เรื่อง รักตัวเองให้เป็น

“เมื่อเรารักตัวเองได้มากพอแล้วก็เอาเวลาที่เหลือไปทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นๆ เพื่อสังคมบ้าง การมีความสุขให้ตัวเองแล้วก็ทำให้คนอื่นมีความสุขด้วยก็เป็นความอิ่มใจอีกแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำชีวิตให้ดีๆ เท่ากับเป็นการดูแลตัวเองได้ดี ไม่ว่าจะโสดหรือไม่เราก็ควรพึ่งพาตัวเองให้ได้ ทำตัวเองให้มีคุณค่า ดูแลร่างกาย จิตใจ ให้สดใสอยู่เสมอ ให้คนอื่นอิจฉาชีวิตโสดของเรา (หัวเราะ)”

ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ

ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ นักแสดงและพิธีกรสาวหมวย สวยเซ็กซี่ ที่คร่ำหวอดในวงการมาตั้งแต่วัยรุ่น และยังครองตัวเป็นโสดอยู่ถึงทุกวันนี้ กล่าวว่า บางช่วงก็มีหนุ่มรู้ใจ แต่ก็ยังไม่ลงตัวที่จะตัดสินใจแต่งงาน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นโสดหรือไม่ ถ้ามีคนดีที่ถูกใจจริงๆ ก็จะสละโสด แต่ถ้ายังไม่ถูกใจจริงๆ ก็ไม่รู้จะแต่งไปเพื่ออะไร อยู่เป็นโสดก็สบายใจดี

“คือเราก็เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานเพื่อให้ผู้ชายมาเลี้ยงดู ไม่ว่าจะแต่งหรือไม่ก็ควรยืนด้วยขาตัวเอง ตอนนี้ก็ดูตัวเองให้ดีเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องการใช้ชีวิตทำให้ดีให้พร้อม หาเงิน บริหารต่อยอดให้เงินทำงานแทนเราได้ในอนาคต ก็ลงทุนในหุ้น คอนโด อสังหาริมทรัพย์ ลงทุนเรื่องเงินมานานแล้ว แต่ตอนนี้ออกกำลังกายมากขึ้น ลงทุนกับสุขภาพมากขึ้น เลือกกินให้ดี นอนให้เพียงพอ ดูแลตัวเองมากขึ้น มีสติมากขึ้น รู้จักใช้ชีวิตให้ดีขึ้น” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

เธอ บอกว่า ความรักที่ดีก็เหมือนปุ๋ยที่บำรุงชีวิตให้หวานฉ่ำมากขึ้น แต่ถ้ามีความรักที่เลวร้ายมันก็คือยาพิษที่คอยกัดกร่อนหัวใจ เธอไม่ปฏิเสธความรัก แต่ขอเลือกความรักกับคนที่ดีพอเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้กังวลถ้าจะเป็นโสด เพราะการเป็นโสดก็มีอิสระสบายใจดีเหมือนกัน

โสดให้เป็นสุข

สิ่งที่คนโสดควรทราบ ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะสามารถใช้ชีวิตโสดได้อย่างมีประโยชน์ คุ้มค่า และมีความสุข

1.ยอมรับความจริง การเป็นโสดอย่างมีความสุขต้องเริ่มตั้งค่าโปรแกรมตัวเองเสียใหม่ แทนการเดือดร้อนกับสถานภาพ เวลาตอบหรือกรอกแบบสอบถามสถานะว่าโสด หรือคำถามว่าทำไมถึงเป็นโสด เปลี่ยนมาเป็นยอมรับความจริง พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดจากสถานภาพที่เป็นอยู่ได้อย่างไร

2.เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง คือ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการสร้างพลังงานเชิงบวกขึ้นในใจเมื่อเรารู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง รู้สึกตระหนักถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาใครสักคน ที่จะรักและยืนยันถึงคุณค่าต่อไป เชอรี่ แลงก์เบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านไลฟ์สไตล์แบบคนโสดและผู้ก่อตั้งสังคมออนไลน์ SingleEdition.com ว่าแม้การตามหาความรักจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่านั้น ก็คือ การรักตัวเองให้เป็นเสียก่อน

3.ศึกษาตัวเองให้ดี ยิ่งคนเราใช้เวลาส่วนมากอยู่กับคนอื่นมากเท่าไร ตัวตนของเราก็ยิ่งมีโอกาสถูกกลืน ทำให้ลืมทบทวนความต้องการส่วนลึกของตัวเองและลืมทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเองอย่างแท้จริง จึงควรใช้เวลาแห่งการถือครองความโสด ชีวิตโสดให้มากที่สุดด้วยการทุ่มเทเวลาให้กับการทำความรู้จักตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง เดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้ เปิดตา เปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ชีวิต ผู้คน สังคม และสิ่งๆ ต่างรอบตัวด้วยหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆท อยู่เสมอ

4.เปิดตัวเอง แม้ว่าการเป็นโสดจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป็นโสดมานาน ก็อย่าปล่อยให้การอยู่กับตัวเองกลายเป็นคนโสดที่ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก เพราะความเคยชินที่อยู่กับตัวเองตลอดเวลา ขยายฐานความสนใจของตนเอง ด้วยการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ให้มากขึ้น ทำกิจกรรมให้หลากหลายขึ้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นให้มากและหาโอกาสรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ สานสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ใช่ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นก็จะกลายเป็นคนโสดที่มีเพื่อนมาก น่าคบหามีเสน่ห์น่าสนใจมากขึ้น

5.เลือกทำในสิ่งที่ใช่เท่านั้น หลังจากที่ได้ศึกษาเรียนรู้ตนเองและโลกภายนอกอย่างซาบซึ้งบ้างแล้ว ก็อย่าลืมที่จะเชื่อมั่นในจุดยืนของตนเอง ด้วยการคิด พูด ทำและเลือก เฉพาะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและผู้อื่น หากยังไม่พบคนพิเศษที่กำลังมองหา ก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกใครเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเรามีใครสักคน เพราะไม่ใช่แค่ใครก็ได้

กิจกรรมประสานเสียงสร้างสุข ‘วงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552062

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

กิจกรรมประสานเสียงสร้างสุข ‘วงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย’

เรื่อง ภาดนุ

ถ้าพูดถึงวงประสานเสียงผู้สูงวัย นาทีนี้ชื่อของ “วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย” ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะถือเป็นวงประสานเสียงชาวสูงวัยวงแรกในเมืองไทย ที่เคยไปแข่งขันในระดับนานาชาติจนคว้ารางวัลติดไม้ติดมือกันมาแล้ว

อ.ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งวงประสานเสียงเล่าว่า วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย (Salaya Tiny Young Chorus) เกิดจากไอเดียของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ขณะที่ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องการให้ตั้งวงประสานเสียงผู้สูงวัยขึ้นมา

“แรกเริ่ม อ.สุกรี ตั้งชื่อวงว่า ‘วงศาลายาหนุ่มสาวน้อย’ ก่อน จากนั้นก็ได้มอบหมายให้ผมจัดการเรื่องงบประมาณ และวางแผนว่าจะให้วงร้องเพลงแบบไหนยังไง รวมทั้งจะเปิดรับสมัครตามช่องทางไหน เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่วงนักศึกษาเท่านั้น

ช่วงแรกเราก็เริ่มประชาสัมพันธ์การรับสมัครไปตามชมรมผู้สูงวัย โดยเพลงที่ใช้สอนจะเป็นเพลงในยุคพวกเขา ทั้งเพลงไทยเพลงลูกทุ่ง และเพลงจีน เพราะ อ.สุกรี ต้องการให้สมาชิกในวงมีความสุขที่ได้มาร้องเพลงร่วมกัน แทนที่เกษียณไปแล้วอยู่บ้านเฉยๆ ก็จะไม่เกิดประโยชน์

ปรากฏว่ามีคนมาสมัคร 30-40 คนเท่านั้น และเริ่มเรียนกันตอนปลายปี 2015 แต่พอรุ่นที่ 2 ก็มีคนมาสมัครเพิ่มขึ้นเป็น 100 คนได้ ซึ่งแต่ละรุ่นจะเรียนกันเทอมละ 4-5 เดือน เป็นเวลา 2 เทอมด้วยกัน ปัจจุบันนี้ก็เป็นรุ่นที่ 3 แล้วครับ”

อ.ฤทธิ์ บอกว่า หน้าที่ของเขาก็คือเป็นหัวหน้าโครงการและช่วยดูแลเรื่องการรับสมัครสมาชิกเข้ามาในวงเป็นหลัก นอกจากนี้เขายังช่วยสอนการขับร้องและการออกเสียงควบคู่ไปกับ อ.เดว์-ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ด้วย

“เมื่อ อ.เดว์ ทำหน้าที่เป็นวาทยกร ผมก็จะลงไปเล่นเปียโนในวงให้ ล่าสุดวงก็กำลังจะเดินทางไปแข่งขันขับร้องประสานเสียงบนเวที ‘7th Bali International Choir Festival 2018’ ในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ที่บาหลี อินโดนีเซีย เป้าหมายสำคัญของเราไม่ได้อยู่ที่การได้รับรางวัล แต่คือการทำให้ผู้สูงวัยมีความสุขกับกิจกรรมที่พวกเขาทำซะมากกว่า

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับพวกเขาไปในตัวโดยไม่เกี่ยวกับวัยอีกด้วยเพราะการได้ไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในระดับนานาชาตินั้น ถือเป็นการสร้างคุณค่าทางจิตใจ และสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดี” ติดตามข่าวสารได้ที่ Page FB : วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย

ด้าน อ.เดว์-ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ วาทยกร ผู้ประพันธ์และเรียบเรียงบทเพลง อาจารย์พิเศษประจำภาควิชาอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า แรกเริ่มเขาเข้ามาในฐานะนักดนตรีที่เล่นเปียโนให้กับวงเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เป็นผู้สอน

“ช่วงที่มีการเปิดรับสมัครนักร้องประสานเสียงรุ่นที่ 2 อ.ฤทธิ์ ได้ชักชวนให้ผมมาเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้สอน พร้อมทั้งทำหน้าที่เรียบเรียงเสียงประสานเนื้อร้องและดนตรีไปด้วย เนื่องจากผมเป็นนักประพันธ์เพลงอยู่แล้ว แต่ช่วงแรกๆ ก็เกิดปัญหาบ้าง เพราะผมไม่เคยเรียบเรียงเสียงประสานให้กับวงที่มีนักร้องสูงวัยทั้งวงมาก่อน ผมจึงต้องไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเสียง รวมทั้งความสามารถในการออกเสียงของผู้สูงวัย เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาเรียบเรียงดนตรีให้ตรงกับการออกเสียงของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

แล้วเพลงส่วนใหญ่ที่ใช้สอนก็จะเป็นเพลงที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งจะง่ายต่อการฝึกซ้อม เพราะปัญหาของผู้สูงวัยก็คือความจำ ฉะนั้นการเลือกเพลงที่พวกเขาคุ้นเคยเช่น เพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่งเก่าๆ หรือเพลงพระราชนิพนธ์ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ก็จะมีการแต่งเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปด้วย โดยจะเลือกที่เนื้อเพลงน้อยๆ และง่ายต่อการจดจำ

อย่างเมื่อปีที่แล้ววงเราก็ได้ไปแข่งขันบนเวที ‘10th Orientale Concentus International Choral Festival’ ซึ่งเป็นการประกวดวงประสานเสียงระดับนานาชาติที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ เราก็ได้เหรียญเงินกลับมาจึงถือว่าเป็นวงประสานเสียงผู้สูงวัยวงแรกของไทยที่สามารถคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาได้”

อ.เดว์ เสริมว่า ในช่วงวันที่ 24-29 ก.ค.นี้วงประสานเสียงก็จะเดินทางไปแข่งขันที่บาหลี อินโดนีเซียแล้ว ซึ่งครั้งนี้ก็มีลุ้นเช่นกัน

“ปีนี้ผมคิดว่าวงเรามีศักยภาพในตัวเองประกอบกับความมุมานะของนักร้องแต่ละคนที่ขยันซ้อมด้วย เราจึงลงแข่งขัน 2 ประเภท คือ ประเภทผู้สูงวัย และประเภทเพลงพื้นบ้านซึ่งผมได้นำเนื้อร้องและทำนองเพลง ‘ลาวเสี่ยงเทียน’ มาเรียบเรียงใหม่ ทั้งยังนำกาพย์เห่เรือมาเรียบเรียงดนตรีใหม่เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นไทยด้วย ช่วงนี้เราจึงซ้อมกันสัปดาห์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย

และในช่วงเดือน พ.ย.ปลายปีนี้ เราก็มีแพลนว่าจะนำวงไปแข่งขันที่มาเลเซียด้วยโดยจะคัดนักร้องประสานเสียงจำนวน 25 คนจากสมาชิกทั้งหมดเพื่อเดินทางไปแข่งขัน ซึ่งอ.ฤทธิ์ ก็จะร่วมเดินทางไปช่วยเล่นเปียโนให้ด้วย”

สำหรับ ฉัฐพล พระวรรณ (วัย 69 ปี) ซึ่งเป็นประธานรุ่นในปีนี้ กล่าวว่า เขามีหน้าที่ดูแลประสานงานสมาชิกในวงให้มาซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากขาดซ้อมบ่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพในการร้องเพลงของทุกคนลดลง

“ผมเข้ามาเรียนในรุ่นที่ 2 และได้รับมอบหมายให้เป็นประธานรุ่นในปีนี้ ผมจึงทำหน้าที่ประสาน งานกับสมาชิกในวงทุกคนทั้งเรื่องการนัดซ้อมและเรื่องอื่นๆ ตอนมาสมัครครั้งแรกผมทราบข่าวการรับสมัครจากเพื่อนที่มาเรียนรุ่นที่ 1 ผมจึงมาสมัครเมื่อปลายปีที่แล้ว สมาชิกที่มาสมัครส่วนใหญ่จะชอบร้องเพลงกันอยู่แล้ว บางคนมีคุณสมบัติในการร้องเพลงที่ดีมาก แต่พอมาเรียนร้องประสานเสียง ทุกคนก็ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ในเรื่องการร้องและการออกเสียงใหม่หมด

ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่มโทนเสียงเบส (ผู้ชายเสียงต่ำ) ส่วนเพื่อนๆ บางคนจะอยู่ในโทนเสียงเทเนอร์ (ผู้ชายเสียงสูง) เสียงอัลโต้ (ผู้หญิงเสียงต่ำ) และเสียงโซปราโน่(ผู้หญิงเสียงสูง) โดยปีนี้อาจารย์ผู้สอนจะแยกโทนเสียงให้ละเอียดยิ่งขึ้น แถมยังแต่งเพลงใหม่เพิ่ม และนำเพลงเก่ามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่เพื่อให้ดนตรีมีความไพเราะนุ่มนวลมากขึ้นอีกด้วย”

ฉัฐพล เสริมว่า ช่วงก่อนไปแข่งปลายเดือน ก.ค.นี้ ที่บาหลี วงก็ได้มีการฝึกซ้อมที่เข้มข้นขึ้น เรียกว่าอยู่ด้วยกันสัปดาห์ละหลายวัน วันละหลายชั่วโมงทีเดียว

“หน้าที่ของผมนอกจากช่วยประสานงานในวงแล้ว บางครั้งผมยังใช้ความรู้ทางด้านสถาปัตย์ที่เคยเรียนและทำงานมา ออกแบบเวทีในการจัดการแสดงที่วิทยาลัยด้วย เนื่องจากเรามีงบที่จำกัด ผมจึงขอแรงเพื่อนๆ ในวงมาช่วยตกแต่งเวทีเป็นประจำ เพราะปีหนึ่งเราได้งบจากวิทยาลัยฯ แค่ 4 แสนบาทเท่านั้น เราจึงต้องหาทุนสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ เพราะการเดินทางไปต่างประเทศครั้งหนึ่งต้องใช้งบคนละเกือบ 3.8 หมื่นบาท ดังนั้นบางครั้งเราจึงต้องออกเงินกันเองบ้างเพื่อทำให้ภารกิจสำเร็จลงด้วยดี”

ด้าน วรรณพร พลอยวัฒนาวงศ์ หรือแม่วรรณ (วัย 59 ปี) หนึ่งในสมาชิกของวงเล่าว่า จุดเริ่มต้นในการเป็นนักร้องประสานเสียงเกิดจากการที่ลูกสาวของเธอซึ่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา มาบอกว่าตอนนี้มีการเปิดรับสมัครนักร้องประสานเสียงสูงวัยอยู่นะ

“เมื่อลูกสาวมาถามดิฉันว่า แม่สนใจมั้ยเพราะเห็นว่าดิฉันมักชอบไปร้องคาราโอเกะกับชมรมผู้สูงอายุมาก่อน พอดิฉันตอบว่าสนใจ ลูกสาวก็สมัครให้เสร็จสรรพเลย ครั้งแรกที่ไปเข้าเรียน อาจารย์ผู้สอนก็ให้ซ้อมการออกเสียงเพื่อเทสต์ดูก่อนว่าเราจัดอยู่ในโทนเสียงประเภทไหน ดิฉันอยู่ในกลุ่ม ‘โซปราโน่’ซึ่งเป็นโทนเสียงสูงของผู้หญิง ตอนที่เข้าไปเรียนใหม่ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยชอบนะ แต่พอเรียนไปได้สักพักกลับรู้สึกชอบ เพราะได้ร้องไล่โทนเสียงสลับกับเพื่อนๆ ในวง เลยรู้สึกว่าการร้องเพลงประสานเสียงมันแปลกใหม่และสนุกดี เพราะขณะร้องเราจะต้องคอยฟังเสียงเพื่อนคนอื่นๆ ไปด้วย”

แม่วรรณ บอกว่าข้อดีของการได้เข้าร่วมในวงประสานเสียงก็คือ ได้มาเจอเพื่อนๆ ในวงบ่อยๆ เพราะต้องซ้อมด้วยกัน เลยไม่รู้สึกเงียบเหงาหดหู่ใจเหมือนตอนที่อยู่บ้านเฉยๆ ปัจจุบันนี้เธอเรียนร้องเพลงประสานเสียงมาได้ 3 ปีแล้ว ส่วนใหญ่จะเรียนเฉพาะวันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00-17.00 น.

“ถ้าใกล้วันที่วงต้องแสดงคอนเสิร์ตที่ศาลายา อาจารย์ผู้สอนก็จะมาติวเข้มเพิ่มให้ในวันว่าง ที่ผ่านมาวงเราได้ไปแข่งขันที่สิงคโปร์และคว้าเหรียญเงินมาครองได้ จึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก แม้อายุเราจะเข้าสู่ช่วงสูงวัย แต่ก็เป็นชาวสูงวัยที่มีคุณภาพนะ”

ขณะที่ กิตติยา พลอยวัฒนาวงศ์ผู้เป็นลูกสาว เผยว่า ตั้งแต่คุณแม่ (แม่วรรณ)ได้เข้าไปอยู่ในวงประสานเสียง เธอก็ได้เห็นพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของคุณแม่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“ก่อนหน้านี้คุณแม่ช่วยเลี้ยงลูกดิฉันมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ดิฉันสังเกตว่าท่านเหนื่อยและเครียดพอสมควรเลยละ แต่พอได้ไปเรียนร้องเพลงประสานเสียง ท่านดูเครียดน้อยลง อารมณ์ดี และมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ที่ทำมากขึ้น

ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ ทุกวันนี้ลูกดิฉัน (วัย 3 ขวบ) เริ่มซึมซับในเรื่องการร้องเพลงประสานเสียงไปด้วย เพราะคุณแม่มักจะพาหลานไปด้วยบ่อยๆ เวลาไปฝึกร้องเพลง ซึ่งดิฉันว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ นอกจากนี้คุณแม่ยังมีกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น แถมยังหัดเล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์ ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกกลุ่มจะมีทั้งอาจารย์และเจ้าของธุรกิจ เลยทำให้สังคมของคุณแม่กว้างขึ้น ที่สำคัญการเรียนร้องเพลงยังช่วยให้ท่านฝึกความจำในการท่องโน้ต ท่องเนื้อเพลง และไล่โทนเสียงเป็นประจำ จึงน่าจะช่วยให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ได้”