ข้าวน้ำตาลต่ำ เพื่อคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551949

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 12:07 น.

ข้าวน้ำตาลต่ำ เพื่อคนรักสุขภาพ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ข้าวเป็นอาหารหลักที่อยู่ในทุกมื้ออาหารของคนไทย จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายของร่างกายจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาล และถูกดูดซึมเพื่อนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกาย กระนั้นการบริโภคข้าวควบคู่กับอาหารอื่นๆ ที่มากเกินไปก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นโรคเบาหวานได้ ทว่า ในอนาคตอันใกล้คนไทยจะได้กินข้าวน้ำตาลต่ำที่สามารถช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้ข้าวกล้องและไรซ์เบอร์รี่ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลดปริมาณการบริโภคแป้งและน้ำตาล โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้ทำการวิจัยนวัตกรรมข้าวน้ำตาลต่ำสำเร็จ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพโดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานเป็นอย่างดี

ผศ.ดร.นภัสรพี เหลืองสกุล รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สจล. กล่าวว่า สจล.ได้วิจัยและค้นพบกรรมวิธีในการดัดแปรโครงสร้างเคมีของข้าวเจ้าจนออกมาเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI : Low Glycemic Index) โดยไม่ใช้สารเคมี ผ่านกระบวนการการควบคุมอุณหภูมิซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางเคมีของข้าว โดยนำข้าวเจ้าไปผ่านกระบวนการให้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยวิธีการนึ่งแล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วผ่านการแช่เย็น จากนั้นนำมาอบแห้งอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีสามารถทนทานต่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ถูกย่อยสลายช้า ร่างกายเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและดูดซึมได้ช้าลง และทำให้รู้สึกอิ่มนานมากยิ่งขึ้น โดยทีมผู้วิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวดังกล่าวได้กว่า 25% เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวเจ้าทั่วไป และเมื่อนำไปป่นให้เป็นแป้งข้าวเจ้า สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ต่ำในระดับที่เทียบเท่ากับข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมรับประทาน

“ปกติข้าวที่เรารับประทานทั่วไปจะมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 85 ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง แต่ทีมวิจัยสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวเจ้าผ่านกรรมวิธีข้างต้น ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 65-75 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดัชนีน้ำตาลระดับกลาง ขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธ์ุของข้าวนั้นๆ ซึ่งสายพันธุ์ที่สามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาได้สูงที่สุด ได้แก่ ข้าวเสาไห้ และหากนำไปป่นเป็นแป้งข้าวเจ้าจะสามารถลดค่าดัชนีน้ำตาลลงมาอยู่ระหว่าง 50-55 ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำ โดยผ่านกรรมวิธีที่ไม่ต้องใช้สารเคมี จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลกระทบและสารตกค้างภายในร่างกายอย่างแน่นอน”

ทุกวันนี้ในท้องตลาดจะมีข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถรับประทานข้าวชนิดดังกล่าวได้ เนื่องจากมีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูงเกินปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย ส่งผลต่อระบบหน่วยไตที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจก่อให้เกิดนิ่วในไต และเสี่ยงต่อภาวะไตวาย อันเป็นโรคแทรกซ้อนอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยโรคดังกล่าว นวัตกรรมข้าวเจ้าดัชนีน้ำตาลต่ำนี้ จึงตอบโจทย์การควบคุมปริมาณการบริโภคข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยผู้รับการรักษายังสามารถคงพฤติกรรมการบริโภคข้าว อาหารหลักหัวใจชาวไทย ที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ โดยไม่ถูกจำกัดปริมาณ ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาทั้งด้านสภาพร่างกายและจิตใจ

“การวิจัยอยู่ระหว่างกระบวนการนำไปทดสอบและใช้รักษาจริงในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตั้งเป้าว่าจะเริ่มใช้ได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงสามารถต่อยอดนวัตกรรมทางการเกษตรดังกล่าวไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ อาทิ แป้งข้าวเจ้าสำหรับใช้ประกอบอาหารและทำขนมเพื่อสุขภาพที่สามารถลดปริมาณน้ำตาล หรือข้าวกึ่งสำเร็จรูปน้ำตาลต่ำพร้อมรับประทาน เพื่อเป็นตัวเลือกบริโภคและลดอัตราเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคต” ผศ.ดร.นภัสรพี กล่าว

ทริปฮาลาล โอกาสทองธุรกิจท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551948

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 12:05 น.

ทริปฮาลาล โอกาสทองธุรกิจท่องเที่ยว

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง
แม้ไทยจะเป็นเมืองพุทธ แต่โผติดอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางชาวมุสลิมมากที่สุด อันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพของการท่องเที่ยวไทย
ผลการสำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลกประจำปี 2561 (GMIT-The Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index) ซึ่งสำรวจประเทศจุดหมายปลายทางทั้งสิ้น 130 ประเทศทั่วโลกทั้งประเทศมุสลิมและประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม พบว่ามาเลเซียครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมุสลิม (ติดต่อกันเป็นปีที่ 8) ส่วนสิงคโปร์ติดอันดับ 1 ของประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม
ฟาไซ บาฮาร์ดีน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครสเซนต์เรตติ้งและฮาลาลทริป ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวแบบฮาลาลกล่าวว่า “เราเริ่มเห็นผลจากการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกลงทุนปรับปรุงและความทุ่มเทเพื่อพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิม จนมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและการขยับอันดับ ตัวอย่างของประเทศที่ร่วมมือกันจนประสบความสำเร็จด้วยดี คือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ซึ่งนำข้อมูลจากผลการสำรวจในปีที่ผ่านมามาใช้พัฒนาการท่องเที่ยวจนสามารถขยับเข้าใกล้อันดับต้นๆ ได้ดี”
5 อันดับประเทศในกลุ่มประเทศมุสลิม ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย (ครองอันดับ 2 ร่วมกัน) ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย และกาตาร์ ส่วน 5 อันดับประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศมุสลิม ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่นและไต้หวัน
สำหรับประเทศไทยพบว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเดินทางมาเยือนราว 3.6 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด โดยทางมาสเตอร์การ์ดมองว่าเหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลไทย เช่น แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และการพัฒนามาตรฐานคิวอาร์โค้ด ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทย ที่พยายามเพิ่มจำนวนร้านอาหารฮาลาลและส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศจุดหมายปลายทางให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม

ด้าน นิธี สีแพร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรของชาวมุสลิม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับความต้องการของชาวมุสลิมโดยเฉพาะ ทั้งโรงแรมฮาลาล ร้านอาหารฮาลาล มัสยิด และมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในแหล่งท่องเที่ยว
“นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ ทั่วโลกมีชาวมุสลิมประมาณ 1,600 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลก ในอาเซียนมีชาวมุสลิมมากกว่า 240 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเป้าหมายของไทย คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน”
แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวมุสลิมยังคงเป็นในหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา พัทยา เกาะช้าง (ตราด) เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่
“ลักษณะของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเป็นกลุ่มครอบครัวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ และมารักษาพยาบาล ซึ่งจะใช้เวลาท่องเที่ยวนานประมาณหนึ่งสัปดาห์ และมีการใช้จ่ายสูงนอกจากนี้อีกกลุ่มหนึ่งคือชาวมุสลิมที่เดินทางไปยังนครเมกกะที่จะแวะท่องเที่ยวในไทยก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้ประเทศไทยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นทุกปี”
ผู้อำนวยการนิธี ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยความที่ประเทศไทยมีประชากรหลากหลายศาสนา จึงทำให้เกิดบรรยากาศของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทางด้านผู้ประกอบการก็มีการสร้างธุรกิจที่ตอบสนองศาสนิกชน

ยกตัวอย่าง โรงแรมอัล มีรอซ โรงแรมฮาลาลขนาดใหญ่ที่สุดในไทย ที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2559 มีเจ้าของเป็นคนไทยมุสลิมและเป็นโรงแรมฮาลาลเต็มรูปแบบ 100%
สัญญา แสงบุญ กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอัล มีรอซ กล่าวว่า หลักการประกอบธุรกิจโรงแรมฮาลาลต้องทำตามกฎของหลักศาสนาอิสลาม เช่น ไม่ขายของต้องห้าม เช่น หมู หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด อาหารและข้าวของเครื่องใช้ต้องมาจากแหล่งผลิตที่
ถูกต้อง เช่น เนื้อสัตว์ต้องถูกเชือดอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา พืชผักไม่ได้ปลูกด้วยปุ๋ยที่ทำจากซากสัตว์ และของใช้ในห้องน้ำไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
ภายในห้องพักจะมีปฏิทินเวลาการละหมาด ผ้าสำหรับใช้ในการละหมาด มีทิศทางบ่งบอกทิศตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของนครเมกกะ มีคัมภีร์อัลกุรอาน 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ (หรือภาษาไทย) ขนมขบเคี้ยวในมินิบาร์ต้องมีตราฮาลาล
กำกับหรือมีเอกสารยืนยัน และผ้าทุกชนิดที่ใช้ในห้องพักนั้นต้องไม่ถูกซักร่วมกับผ้าของคนป่วยจากโรงพยาบาล
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมต้องมีห้องละหมาดแยกหญิงและชาย สระว่ายน้ำหากไม่ได้แยกสระสำหรับหญิงและชาย ต้องแบ่งตามเวลาอย่างช่วงเช้าสำหรับผู้หญิงและช่วงบ่ายสำหรับผู้ชาย เช่นเดียวกับห้องออกกำลังกายที่แบ่งเวลาในการใช้บริการเช่นกัน
โรงแรมฮาลาลต้องถูกตรวจสอบความถูกต้องและมาตรฐานด้านอาหารจากหน่วยงานในสำนักจุฬาราชมนตรีทุกเดือน และทุกปีจะถูกตรวจสอบมาตรฐานด้านการบริการฮาลาลโดยหน่วยงานจากดูไบ
“ช่วงนี้อยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน ทางโรงแรมจะมีบริการเฉพาะเพื่อผู้เข้าพักที่เป็นชาวมุสลิม” สำนักจุฬาราชมนตรีประกาศให้วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1439 ตรงกับวันที่ 17 พ.ค. 2561

“ทางโรงแรมจะมีบริการอาหารเช้าหรือที่เรียกว่า ซูโฮร์ ตอนเวลาประมาณตี 3 โดยจะให้บริการประมาณ 45 นาที จากนั้นในตอนค่ำหรือที่เรียกว่า อิฟตาร์ จะเปิดให้บริการอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ในช่วงละศีลอด เวลาประมาณใกล้ๆ 1 ทุ่มไปจนถึงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ซึ่งในช่วงนี้จะมีการจัดพิธีละหมาด โดยทางโรงแรมจะเชิญผู้นำละหมาดมาทำพิธีตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน” ผู้จัดการทั่วไปกล่าวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโรงแรมฮาลาลแต่ก็เปิดให้บริการแก่คนทุกศาสนา โดยผู้เข้าพักต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ข้อสำคัญคือห้ามนำหมูและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้ามาในโรงแรม
ปีที่ผ่านมาโรงแรมมีลูกค้าประมาณ 9.7 หมื่นคน แบ่งเป็นชาวมุสลิมจำนวนกว่าครึ่ง โดยชาวจีนมุสลิมอยู่อันดับ 1 ของลูกค้าทั้งหมดรองลงมา คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงชาวตะวันออกกลาง ปากีสถานตุรกี ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ โมร็อกโก และชาวยุโรปบ้างประปราย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ส่วนคนไทยมุสลิมส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยจากสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล
“เป็นความท้าทายในการเปิดโรงแรมฮาลาลในเมืองพุทธ แต่จากการดำเนินงานย่างเข้าปีที่ 3 ปรากฏว่าเรามีจำนวนผู้เข้าพักเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเมื่อเทียบจำนวนผู้เข้าพัก 4 เดือนแรกของปีนี้กับปีที่ผ่านมา เราโตขึ้นประมาณร้อยละ 3-4 คือมีจำนวนผู้เข้าพักประมาณร้อยละ 94 มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 85
สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขผู้เข้าพักเพิ่มมากขึ้นนอกจากโรงแรมจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วยังเป็นเพราะทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพยายามเปิดตลาดไปสู่ชาวมุสลิม โดยวางคอนเซ็ปต์ประเทศไทยให้เป็น Muslim Friendly Destination เพราะยังมีชาวมุสลิมในอีกหลายประเทศที่มองว่าไทยเป็นเมืองพุทธทำให้มีความกังวลในเรื่องของอาหารการกินหรือเรื่องความสะดวกในการทำละหมาดหรือประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งการโปรโมทในแนวทางนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจและชักชวนชาวมุสลิมจากประเทศต่างๆ ให้เดินทางมาเที่ยวในไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มคู่แต่งงานชาวมุสลิมก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะลักษณะการจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ มีการเชิญแขกจำนวนหลายพันคน และใช้บริการจัดเลี้ยงมากกว่า 1 คืน ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้และผู้เข้าร่วมงานยังจะเดินทางท่องเที่ยวในไทยต่อด้วย”
เขาคาดว่าไทยน่าจะมีโรงแรมฮาลาล ร้านอาหารฮาลาล รวมถึงธุรกิจนำเข้าและส่งออกอาหารฮาลาลมากขึ้น เพื่อรองรับตลาดชาวมุสลิมที่เติบโตและมีความนิยมเดินทางมายังไทยมากขึ้น
“ชาวมุสลิมเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง เพราะเป็นกลุ่มที่จับจ่าย และมีบุคลิกที่เป็นมิตร รักความสงบ จึงเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และจะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศไทย”
ในฐานะที่เป็นชาวมุสลิมและคลุกคลีกับงานด้านการท่องเที่ยวมานานกว่า 30 ปี สัญญาแสดงความคิดเห็นว่า ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่คนมุสลิมและคนพุทธอาศัยอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานานกว่า 300 ปี ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีภายใต้การปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ผมคิดว่าคนไทยมุสลิมโชคดีที่เกิดบนแผ่นดินนี้ เพราะเป็นสังคมที่ไม่แบ่งแยกศาสนา ในชุมชนเดียวกันมีทั้งวัด สุเหร่า และโบสถ์คริสต์อยู่ด้วยกัน ทุกคนไม่รู้สึกแตกต่าง แต่รู้สึกว่าเป็นเครือญาติกัน เป็นพี่น้องกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งนี่จะ
เป็นเสน่ห์และจุดเด่นให้ชาวมุสลิมทั้งในและต่างประเทศเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย” สัญญา กล่าวทิ้งท้าย
ในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมทั่วโลกออกเดินทางประมาณ 131 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 10 ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 156 ล้านคน ภายในปี 2563 ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ว่าตลาดการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมจะสร้างเม็ดเงินกว่า 6,900 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 และจะขยับขึ้นไปถึงกว่า 9,500 ล้านล้านบาทในปี 2569
สำหรับไทยอยู่อันดับที่ 16 ในการสำรวจทั้งสิ้น 130 ประเทศยอดนิยมของชาวมุสลิมนับว่าเป็นอันดับที่น่าพอใจในฐานะเมืองท่องเที่ยวอย่างไทย (ขยับขึ้นมา 2 อันดับจากปีที่ผ่านมา) แต่เหนือสิ่งอื่นใดยังเป็นเรื่องที่น่าดีใจในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

จุดไฟทำงาน ให้ลุกโชนอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551847

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

จุดไฟทำงาน ให้ลุกโชนอีกครั้ง

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

มนุษย์เงินเดือนที่คร่ำเคร่งกับการทำงาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนกับครอบครัวติดต่อกันเป็นปี สิ่งหนึ่งที่จะเกิดกับพวกเขาก็คืออาการเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน

โดยปกติแล้วภาวะหมดไฟในการทำงานนี้จะถูกจุดกระตุ้นโดยสิ่งที่เรียกว่าโบนัสเงินเดือน แต่ยุคสมัยนี้บริษัทมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถให้โบนัสกับพนักงานได้ เราจึงต้องจุดไฟในการทำงานของตัวเองด้วยวิธีการเหล่านี้อีกครั้ง

1.สู้กับปัญหา

ไม่มีใครไม่เจอปัญหาในการทำงาน หลายคนเลือกที่จะย้ายงานใหม่ แต่ไม่ว่าคุณจะฝันถึงอาชีพการงานแบบไหน พอถึงจุดหนึ่งก็จะพบความขัดแย้งในหน้าที่การงานอยู่ดี วิธีที่ง่ายกว่าคือการคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรที่หนักไปสำหรับเรา หลีกเลี่ยงการมีปัญหาโดยไม่จำเป็น และหันมาสู้ปัญหาด้วยการนั่งคุยกันถึงเรื่องความขัดแย้งนั้น และหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง

2.คิดถึงความสุขในความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ

ฟังดูคล้ายการหลอกตัวเอง แต่จริงๆ แล้วการที่ทำอะไรได้สำเร็จด้วยดี นั่นคือการปูทางไปสู่จุดหมายใหญ่ ที่คุณต้องเก็บความสำเร็จไปทีละจุดระหว่างทาง แต่ในระหว่างนี้เราจะต้องรู้สึกสนุกและมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง พยายามรู้สึกดีกับแต่ละขั้นตอนที่คุณต้องผ่านมันไป และใช้ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เป็นการช่วยเติมเชื้อไฟให้ความพยายามของคุณให้มีอยู่ต่อไป

3.ภูมิใจกับสิ่งที่ทำ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานต้อนรับหน้าบริษัท ควรมีความภูมิใจและรู้สึกเป็นเจ้าของงานที่คุณกำลังทำ อย่าคิดถึงคนอื่นที่เขามีตำแหน่งหน้าที่ที่ดีกว่า เพราะถึงจุดหนึ่งที่มีประสบการณ์มากพอคุณก็จะไปได้ถึงจุดนั้นเอง จงแสดงถึงความสามารถ ความยึดมั่น หรือศรัทธาในการงานของคุณ และศักยภาพที่จะทำงานต่อไปของคุณ

4.ประเมินความสำเร็จจากความรู้สึก

แม้บริษัทจะประเมินคุณจากผลงานที่ทำ ซึ่งบางครั้งคุณคิดว่าคุณทำได้ดีกว่านั้น คุณจึงควรถามตัวเองถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้ดีแค่ไหน ลองตรวจสอบประเมินผลการทำงานของคุณเป็นระยะๆ หรือเปล่า เพื่อจะได้รู้ว่าคุณประสบความสำเร็จแค่ไหน แน่นอนว่าต้องมีวิธีที่ทำให้คุณรู้ได้ว่าคุณทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ดีหรือเปล่า อย่ารอจนถึงการประเมินผลครั้งต่อไป ถึงค่อยพัฒนาปรับความคิดเกี่ยวกับตัวเอง เพราะความรู้สึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ความรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถนั้น แท้จริงแล้วก็เริ่มจากความรู้สึกของเราเอง

5.หาแนวทางความสำเร็จใหม่ๆ

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวคุณจึงไม่ควรยึดติดสูตรสำเร็จที่ผ่านมา เมื่อเราทำงานไปนานๆ ความรู้ความคิดก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ และมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ควรลองใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาพลิกแพลง หาแนวทางในการแก้ปัญหา ลองแล้วผิดพลาดไม่เป็นไรให้รู้ว่าวิธีนี้ทำไม่สำเร็จ และลองหาวิธีใหม่ไปเรื่อยๆคุณจะพบว่าที่จริงแล้วมีแนวทางในการทำงานให้สำเร็จอีกมากมายที่ทำให้เรารู้สึกสนุกกับการทำงานมากขึ้น

6.มั่นใจในสิ่งที่ทำ

หากคุณมีความมั่นใจ ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะดีไปหมด แต่ในทางตรงกันข้าม หากคุณขาดความมั่นใจเสียแล้ว มันก็จะกลายเป็นสิ่งบั่นทอนทุกสิ่งที่คุณกำลังทำ คนที่ขาดความมั่นใจนั้น ไม่เพียงแต่จะกลัวในสิ่งที่ทำได้ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังอาจลังเลในสิ่งที่จะทำได้ดีด้วย ดังนั้นความมั่นใจจึงมักเคียงคู่ไปกับความสำเร็จ

หากความมั่นใจกำลังเหลือน้อย ลองหันไปหาสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด และทำงานนั้นอย่างสุดความสามารถเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา

สุดท้ายแล้วถ้าลองปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้วยังรู้สึกหมดไฟ ทางออกสุดท้ายคือ อย่าฝืนใจตัวเองในเรื่องงาน งานแต่ละอย่างก็ต้องการคนทำงานที่มีบุคลิกต่างกันออกไป จงมองดูว่าคุณเป็นคนแบบไหน เหมาะกับงานอะไร บุคลิกของคนก็เหมือนกับขนาดเสื้อผ้า รองเท้า เราคงหาแบบสำเร็จรูปตามท้องตลาดที่พอดีที่สุดกับเราไม่ได้ แต่เราอาจจะเลือกให้ได้ใกล้เคียงที่สุดได้ คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นใคร มีบุคลิกแบบไหน ชอบงานอะไร แล้วจงเลือกอนาคตให้เหมาะสมไปตามนั้น หรือให้ได้ใกล้เคียงที่สุด หากหาได้ดังนี้ไม่ว่าจะทำงานจนล้าแค่ไหน คุณก็จะจุดไฟในตัวเองได้อีกครั้ง

โยคะ เพิ่มการเผาผลาญ ลดเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551844

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 10:42 น.

โยคะ เพิ่มการเผาผลาญ ลดเครียด

เรื่อง พุสดี

หนึ่งในปัญหาหนักอกของผู้หญิงยุคใหม่ที่อยากหุ่นลีน รูปร่างเป๊ะ คือไขมันหน้าท้อง ออกกำลังหนักแค่ไหนก็ยังคงเส้นคงวา

เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้สาวๆ ในงานเปิดตัว ฟิตบิท เวอร์ซ่า สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ ที่มีฟีเจอร์ช่วยติดตามผลการออกกำลังกาย มาพร้อมฟังก์ชั่นติดตามข้อมูลสุขภาพสำหรับคุณผู้หญิง ชวน หมอพลอย-พญ.มนวรัตม์ พ่อค้า แพทย์ผู้ดูแลด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผู้ฝึกและสอน Ashtanga Yoga มาแนะนำ 9 ท่าโยคะง่ายๆ ที่เน้นการออกกำลังช่วงหน้าท้อง ฝึกควบคุมการหายใจ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ สร้างสมดุลให้กับฮอร์โมนในร่างกาย ลดความเครียด กระตุ้นการทำงานของช่องท้อง และยังมีส่วนช่วยลดการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

ท่าที่ 1 Uttanasana

วิธีฝึก ยืนตรง มือปล่อยข้างลำตัว ส้นเท้าชิด มองตรงระดับสายตา หายใจเข้า หายใจออก หดท้องน้อยพร้อมพับลำตัวจากสะโพก ขาตรง ไม่เกร็งลำคอ หรือไหล่ ค้างท่า 5 ลมหายใจเข้า-ออก

ท่าที่ 2 Padangusthasana

วิธีฝึก แบบจับหัวนิ้วโป้งเท้าเริ่มจากด้านซ้าย จากยืนตรง หายใจเข้าพร้อมกางขาออกเท่าสะโพก หายใจออก ก้มตัวลงพร้อมใช้นิ้วชี้ กลาง และหัวแม่มือจับนิ้วโป้งเท้า หายใจเข้า เงยหน้า แขนตรง ขาตรง ยืดหลังให้ตรง หายใจออก หดท้องน้อย พับลำตัวจากสะโพก ถ้าเป็นไปได้ให้หน้าท้องแตะต้นขา ไม่เกร็งต้นคอและไม่ยกไหล่ ค้างท่า 5 ลมหายใจเข้า-ออก เงยหน้า แล้วทำสลับอีกข้าง

ท่าที่ 3 Utthita Parsvakonasana

เป็นท่าแนะนำสำหรับสาวๆ ที่ไม่สามารถยืดขาหลังและเหยียดแขนด้านบนได้ตรง การงอขาจะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้น

วิธีฝึก เริ่มจากยืนตรง หายใจเข้า กางขาออกประมาณ 5 ฝ่าเท้า พร้อมกางแขนออก 2 ข้าง หายใจออก งอเข่าขวา ขาซ้ายเหยียดตรง บิดเอว วางฝ่ามือซ้ายลงบนพื้นข้างเท้าขวา มือขวาเหยียดตรงไปเฉียงเหนือศีรษะไปด้านหน้า ตามองปลายมือขวา ค้าง 5 ลมหายใจเข้าออก ทำเหมือนกันอีกด้าน ครบแล้วกลับมาที่ยืนตรง

ท่าที่ 4 Virabhadrasana

วิธีฝึก เริ่มจากยืนตรง หายใจเข้า กางขาออก 5 ฝ่าเท้า กางแขนออกเหยียดตรง หายใจออก งอเข่าขวาลง หันมองปลายมือด้านขวา ค้าง 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นทำด้านซ้าย แล้วกลับมาท่ายืนตรง

ท่าที่ 5 Paschimattanasana

วิธีฝึก จากท่านั่งยืดขาตรงส้นเท้าชิด หายใจออก พับจากสะโพก ลำตัวแตะต้นขา (ถ้าทำได้จับนิ้วโป้งเท้าหรือจับฝ่าเท้า) ค้าง 5 ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้า เงยหน้า หายใจออก แล้วยืดลำตัวขึ้นสู่ท่านั่งเหยียดขา

ท่าที่ 6 Ardha Baddha Padma Paschimattanasana

วิธีฝึก จากท่านั่งเหยียดขาตรงส้นเท้าชิด พับขาขวาเหมือนนั่งขัดสมาธิเพชร ส้นเท้าชนท้องน้อย มือขวาอ้อมลำตัวด้านหลังมาจับฝ่าเท้าด้านขวา มือซ้ายเหยียดตรงจับด้านข้างฝ่าเท้าซ้าย หายใจออก พับลำตัวจากสะโพก วางคางลงที่หน้าแข้งซ้าย ตามองนิ้วเท้าซ้าย ค้าง 5 ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้า เงยหน้าขึ้น หายใจออก อยู่ท่าเดิม หลังจากนั้นยืดตัวขึ้น ทำเหมือนกับด้านซ้าย

ท่าที่ 7 Marichyasana 

วิธีฝึก จากท่านั่ง เหยียดขาตรงส้นเท้าชิด ตั้งเข่าขวาขึ้นส้นเท้าชิดต้นขาขวา หายใจออก บิดเอวไปด้านขวา พยายามใช้แขนซ้ายอ้อมเข่าขวา แขนขวาอ้อมหลังตนเอง ใช้มือซ้ายจับข้อมือขวา พนมมือไว้ที่อก หันหน้าไปด้านขวามองไปด้านหลัง ค้างท่า 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นทำด้านซ้าย

ท่าที่ 8 Balasana

วิธีฝึก จากท่านั่งเหยียดขาตรง ส้นเท้าชิด พับเข่าสองข้างนั่งบนส้นเท้าสองข้าง หายใจออก หดท้องน้อย พับตัวจากสะโพก ท้องแตะต้นขาตนเอง วางแขนลงข้างลำตัวหรือเหนือศีรษะอย่างสบาย ค้างท่า 10 -20 ลมหายใจเข้า-ออก

ท่าที่ 9 Padmasana

วิธีฝึก นั่งขัดสมาธิ แขนตรง หงายฝ่ามือขึ้น ทำ Mudra (ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะกับปลายนิ้วชี้ นิ้วกลางนางก้อยชิดกันเหยียดตรง) ตามองที่ปลายจมูก หลังตรง ยืดอก ก้มหน้าลงตามสบายไม่เกร็งคอไหล่ หายใจเข้า-ออกให้ยาวและเท่าๆ กัน ทำครั้งละ 10 ลมหายใจเข้า-ออก

บ่มให้สุกโตเต็มวัย ตรึกตรองให้ดีก่อนเป็น ‘พ่อแม่วัยใส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551843

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 10:38 น.

บ่มให้สุกโตเต็มวัย ตรึกตรองให้ดีก่อนเป็น ‘พ่อแม่วัยใส’

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

จากประเด็นข่าวทอล์ก ออฟเดอะ ทาวน์ “ครอบครัวหัวร้อน” มีเรื่องวิวาทกับตำรวจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื้อหาข่าวพ่ออายุ 32 ปี แม่ 34 ปี และลูก 19 ปีทำให้เกิดประเด็นตามมาว่า “คนเริ่มมีลูกในวัยใส” หรือมีลูกในวัยรุ่น จะสามารถสร้างสรรค์ครอบครัวคุณภาพสู่สังคมได้หรือไม่?

คำตอบซึ่งแฝงมากับครอบครัวเป็นข่าว สะท้อนปัญหาสังคมในเรื่องคุณภาพของพ่อแม่ จะผลิตลูกหลานคุณภาพเดียวกันออกสู่สังคม และเป็นประเด็นคำถามที่ว่า การตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ จะอบรมลูกได้มีคุณภาพอย่างไร?!!!

มีข้อมูลเรื่อง “แม่วัยใส ความท้าทายการตั้งครรรภ์ในวัยรุ่น” จากหนังสือรายงานประชากรประเทศไทย ปี 2556 ระบุว่าในแต่ละปีที่ผ่านมาเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นจํานวนเกือบ 1.25 แสนคน ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้กําเนิดบุตร โดยมีการประเมินว่านี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในกลุ่มอายุนี้เท่านั้น

ดังนั้น อาจมีเด็กวัยรุ่นอีก 1.25 แสนคนหรือมากกว่าที่ตั้งครรภ์ แล้วจบลงด้วยการทําแท้งในแต่ละปี เด็กกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 10% ของเด็กหญิงวัยรุ่นทั้งหมดที่ตั้งครรภ์หรือคลอด ซึ่งได้เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสำหรับประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเวชภัณฑ์คุมกําเนิดได้อย่างง่ายดาย

อ่านข้อมูลนี้แล้วดูตันๆ ไม่มีทางออก แต่ทุกๆ การไขปัญหามาฟังคำตอบกัน มีประตูแห่งการสร้างสรรค์คนคุณภาพเปิดรออยู่เสมอ

‘เด็กเลี้ยงเด็ก’ อะไรจะเกิดขึ้น?!!

ข้อความจากเพจดัง “Drama-Addict” หยิบยกเอกสารอ้างอิงงานวิจัยจาก UNFPA สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อสังคม กับการตั้งครรภ์ในขณะที่พ่อแม่วัยรุ่นยังไม่มีความพร้อม พ่อแม่ที่อยู่ในช่วงวัยใส มีโอกาสที่ลูกสาวในรุ่นถัดไปจะมีโอกาสเป็นแม่วัยใสเหมือนรุ่นแม่ สูงกว่ากลุ่มประชากรอื่น ถึง 33% และลูกชายที่เกิดจากแม่วัยใส ก็มีโอกาสที่จะมีประวัติทางอาชญากรรมสูงกว่า ลูกชายที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีลูกเมื่อพร้อม ถึง 2 เท่าตัว

แน่นอนว่า พ่อแม่วัยใสที่ดีมีคุณภาพ เมื่อมีลูกแล้วก็สามารถประคองชีวิตครอบครัวกันไปได้ดี มีอนาคตนั้นมีอยู่จริง เป็นพ่อแม่ที่ให้การเลี้ยงดูสนับสนุนลูกดี เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การมีลูกในวัยเด็กทั้งที่ยังไม่พร้อม นั้นเป็นปัญหาสังคมที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วนเหมือนกัน

นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่าคุณภาพของเด็กย่อมมาจากการเลี้ยงดู ซึ่งตามหลักจิตแพทย์ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากคำพูดที่สั่งสอนลูกของพ่อแม่เท่านั้น แต่การสร้างนิสัยมาจากพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Imitation Behavior in Children ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดีงาม ก็ต้องประพฤติตัวให้เห็นชัดเจน

“หมอยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณแม่สอนเด็กให้ประหยัด มัธยัสถ์ โดยบอกลูกว่าอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนะคะลูก แต่เพียงไม่ถึง 2 นาที คุณแม่หันไปช็อปปิ้งเครื่องสำอางกระหน่ำแล้ว ลูกก็จะไม่ศรัทธาคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เด็กก็รับรู้นะครับว่า นี่คือการพูดไม่จริง และสร้างนิสัยเด็กเลือกที่จะโกหกได้จากพฤติกรรมเหล่านี้ พ่อแม่คือคนที่เป็นแบบอย่างที่ลูกเลียนแบบได้ชัดเจนที่สุด”

พ่อแม่ที่อยู่ในช่วงวัยใส มีโอกาสที่ลูกสาวในรุ่นถัดไปเป็นคุณแม่วัยใสตามมาเช่นกัน สาเหตุหลักๆ ก็จะมาจากลูกทำในแบบพ่อแม่ทำ นพ.จิตริน กล่าวว่า การเป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย คือมีลูกตอนยังไม่พร้อมแน่ๆ แต่การมีวุฒิภาวะ ที่ตัดสินการเป็นผู้ใหญ่ตรึกตรองได้รอบคอบแล้ว ก็ไม่ได้ระบุว่าวัยใดได้ชัดเจน

“วัยผู้ใหญ่หรือ Adulthood คือวัยไตร่ตรองโดยใช้เหตุผล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง และบุคคลรอบข้างเป็นหลัก แต่วัยรุ่นจะเป็นวัยที่คิดถึงตัวเองมากกว่าบุคคลรอบข้าง ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะการยึดตัวเองเป็นหลัก การเติบโตในวุฒิภาวะ มีศัพท์ทางจิตแพทย์มีคำว่า Sense of Mastery ซึ่งเป็นการเรียนรู้ของคนที่มาจากภายใน และการเรียนรู้จากภายนอก พ่อแม่ ครู ปู่ย่า ตายาย ญาติผู้ใหญ่บุคคลรอบข้าง คือผู้สั่งสอนเด็กในทางภายนอก การปลูกฝังทั้งสองทางนี้ทำให้เด็กเติบโตได้สมบูรณ์แบบ”

คุณแม่วัยใสเปรียบได้กับ “เด็กเลี้ยงเด็ก”คุณหมอกล่าวว่า เริ่มตั้งแต่ผลกระทบต่อตัวพ่อแม่ ที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา สูญเสียโอกาสที่จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไปจนถึงวุฒิภาวะในการประคองชีวิตคู่ให้ตลอดรอดฝั่ง รวมถึงการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีของสังคมเพราะมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในชีวิต การป้องกันเรื่องนี้จึงควรเป็นการให้การอบรมสั่งสอน ให้ข้อมูลรอบด้านแก่ลูก

“การสอนเรื่องเพศเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องสอนลูก แต่ควรสอนกลางๆ หมอก็เข้าใจนะว่าเราเติบโตมาในหลักสูตรการเรียนที่มีการสอนเรื่องเพศที่ค่อนข้างน่ากลัว(หัวเราะ) คือสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ กันเลยแต่วิธีที่จะสอนกันได้ผล คือการบอกสอนกันสบายๆ ง่ายๆ เช่น วัยเด็กประถมฯ แม่สอนลูกว่านี่คือร่างกายของเราที่จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องตัวได้ง่ายๆ แล้วก็เป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่งอีกด้วย นี่คือการสั่งสอนภายนอกของพ่อแม่ โดยต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ นะครับ แล้วเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากภายในได้ด้วยตัวเอง

ลูกวัยรุ่นพ่อแม่ยิ่งต้องพูดคุยกัน เจรจากันเยอะๆ ถ้าลูกมีแฟนก็ไม่ควรสั่งห้ามทันทีสอนวัยรุ่นไม่ใช่การบอกว่าถูกหรือผิด หรือหันซ้ายขวาเท่านั้น เพราะเขาไม่ฟัง คนเป็นพ่อแม่ต้องทำหน้าที่รับฟังลูกก่อน เขาจึงจะกล้าบอกไม่ปิดบัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติการอบรมเลี้ยงลูก” นพ.จิตรินแนะนำในทางจิตวิทยาอีกหนทางที่ปิดประตูพ่อแม่วัยใสได้

เลี้ยงลูกวัยใส (แม่) เริ่มจะไม่สดใส

เชื่อว่าบ้านไหนมีลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ไม่ว่าจะลูกสาวหรือลูกชาย ทุกครอบครัวล้วนแล้วแต่มีความวิตกกังวลทั้งสิ้น ศศิธร กนิษฐ์โรจน์ คุณแม่ที่มีลูกสาววัยรุ่นวัย 19 ปี กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยคุณแม่ของวัยรุ่นยุค 4.0 ให้มุมมองที่เชื่อว่าลูกวัยนี้ แม่ๆ ทุกคนย่อมกังวลว่า ลูกจะก้าวผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นได้อย่างงดงามตามวัยที่ควรเป็น

ด้วยเพราะสิ่งเร้าในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งกระตุ้น และปรุงจินตนาการให้ลูกๆ ได้เพริศเตลิดไปกับสิ่งเร้านั้นโดยง่าย คุณแม่ศศิธร มีมุมมองว่ายุคที่พระเอกละคร นักร้องคนโปรด สวมบทบาทหนังรักวัยว้าวุ่น โลดแล่นอยู่ในชุดนักเรียน นักศึกษา ความรักของพระเอกนางเอกสะท้อนผ่านละครวัยรุ่นเรื่องแล้วเรื่องเล่า สร้างความคุ้นชินให้กับเด็ก จนพฤติกรรมการมีเพื่อนสนิท ที่เด็กยุคใหม่ให้คำจำกัดความคนที่เราจับจองว่า คนนื้คือ “แฟน” จึงเป็นเรื่องที่ธรรมดาของสังคม

“สอนลูกสาวเป็นเด็กรู้คิด และรู้จักการวางตัว ลูกก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ ลูกเป็นเด็กยิ้มแย้ม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ก็จะได้รับความสนใจจากหนุ่มๆ เข้ามาแสดงตัวบ้าง ตัวลูกไม่สนใจอะไร แต่ตัวแม่ต้องสนค่ะว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

ดิฉันเลี้ยงลูกคุยกันทุกๆ เรื่อง การคุยกันคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เลี้ยงลูกคุยกันทุกปัญหาอย่างเปิดใจและชัดเจน แม่บ้านนี้ก็เลือกบอกลูกตรงๆ ว่า มีแฟนได้ แต่ห้ามฟูมฟาย คืออย่าเอาความรักเป็นที่ตั้ง เพราะการมีแฟนในวัยนี้มันต้องมีเลิกรากันไม่ช้าก็เร็วถ้าคิดว่าต้องมีแฟน เพราะพึงพอใจกันหรืออยากมีเพราะอยากเหมือนเพื่อน ก็ต้องมีจิตที่สตรองแข็งแกร่งพอ

แม่ปลูกฝังสอนลูกสาวถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ลูกไม่ควรมีแฟน ข้อสอง แม่ทำความรู้จักเพื่อนลูก และพ่อแม่เพื่อนลูกให้มากที่สุดจะทำให้เรามีเครือข่ายที่จะได้รับรู้รับทราบ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของลูก แต่เมื่อเรารู้ข้อมูลอะไรที่ไม่เคยรู้ (หัวเราะ) ต้องไม่ตีโพยตีพาย แต่ให้สังเกตการณ์อย่างสงบ ค่อยๆ แก้ไข ซึ่งถ้าเราสนิทสนมกับเพื่อนลูกครอบครัวของเพื่อนลูก ความใกล้ชิดกันมันเหมือนญาติ สุดท้ายเด็กก็จะไม่ชอบกันไปเอง เพราะมันไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น”

คุณแม่ศศิธร เผยถึงการเลี้ยงลูก แม่คือพี่เลี้ยง ที่ต้องบอกย้ำกันบ่อยๆ ว่า การเติบโตเป็นระยะทางที่ยาวมาก

“ก็คุยกันบ่อยๆ ค่ะ แม่ก็บอกลูก ความสัมพันธ์ของเด็กสมัยนี้ ล่อแหลม แล้วความรักก็มักจบแบบไม่สวย เป็นรักที่ขัดใจพ่อแม่ ก็จะมาจากเด็กลักลอบเป็นแฟนกันโดยที่พ่อแม่ไม่รับรู้ เพราะการมีความลับกับผู้ปกครอง มันสนุก และเร้าใจวัยรุ่นดังนั้นเราต้องตัดตอนเรื่องนี้ออกไปให้ได้

ช่วงวัยอันตราย คือพรีทีน อายุ 12-13 ปี ประมาณชั้น ม.1-ม.2 เป็นช่วงฮอร์โมนวัยพลุ่งพล่านที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับมือกับการเตรียมสอบเข้า หรือย้ายโรงเรียน จึงเป็นช่วงที่เด็กๆ จะจับจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันมากที่สุด พอถึง ม.3 ประมาณอายุ 14 ปี เพื่อเตรียมการเข้าเรียนระดับชั้น ม.ปลาย จะต้องเลือกแผนการเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย การเรียน ม.ปลาย จึงเป็นระดับชั้นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เด็กวัยนี้จะกลับมารับผิดชอบชีวิตกันอีกครั้ง เข้ารูปเข้ารอยกันอีกครั้ง

ถ้าลูกไม่สามารถผ่านช่วง ม.1-ม.2 ได้ปัญหาก็จะต่อเนื่องมาถึง ม.3 และต่อไปได้อีกยาวๆ เลยค่ะ ส่วนการเลือกโรงเรียนสำหรับลูกสาว ดิฉันเลือกให้เรียนในโรงเรียนสหรวมหญิงชายในระยะเริ่มแรก เพื่อให้มีเพื่อนหลากหลาย มีการปรับตัวในการเข้าสังคมกับเพื่อนต่างเพศ

แล้วเมื่ออยู่ในช่วงชั้นที่โตขึ้น บ้านนี้เลือกให้เรียนโรงเรียนหญิงล้วน จะเหมาะกว่าเพราะการเรียนการสอนสมัยนี้ จะเน้นการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เน้นกิจกรรมนอกห้องเรียนร่วมกันเยอะ การเรียนโรงเรียนหญิงล้วน การดูแลลูกสาวก็จะง่ายกว่าแน่นอนค่ะ ลดทอนปัญหาเรื่องรักในวัยเรียนไปได้ไม่น้อย”

ศศิธร บอกว่า ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นเคร่งเครียดแต่อย่างใด แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้น ยังเป็นช่วงชั้นที่ต้องโฟกัสในเรื่องการเรียนให้มากที่สุด เพราะมันเป็นการเรียนเพื่อนำไปใช้ต่อในการเลือกคณะ มหาวิทยาลัย และกำหนดเป้าหมายอนาคตต่อไป

เน้นการดูแลอย่างใส่ใจกันทุกขั้นตอนตั้งแต่เล็กจนโตค่ะ ลูกเอาพ่อแม่มาใส่ไว้ในใจ และพ่อแม่เอาความรู้สึกนึกคิดของลูกมาใส่ไว้ในใจ ลูกสาวของทุกๆ ครอบครัวก็จะเป็นลูกวัยใส แทนคุณแม่วัยใสอย่างแน่นอนค่ะ” ศศิธร เผยเทคนิคเลี้ยงลูกสาวในยุคนี้ ในแบบง่ายๆ สบายๆ แต่เน้นคุณภาพ

‘ใช้ชีวิต ตามวิถีธรรมชาติ’ เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551789

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 14:57 น.

'ใช้ชีวิต ตามวิถีธรรมชาติ' เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์

เรื่อง : วราภรณ์   ภาพ : ข้าวเพลงรัก, โครงการพอแล้วดี

เบนซ์-เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์ เรียกตัวเองว่าเป็นทั้งชาวนาและกรรมการบริษัท หนึ่งบรรจง เจ้าของแบรนด์ “ข้าวเพลงรัก” ข้าวอินทรีย์ปลอดสารพิษที่เป็นที่สนใจของผู้บริโภคหัวใจสีเขียว อีกทั้งแนวคิดของการปลูกก็เก๋ไก๋มีเสน่ห์ตรงเปิดเพลงรัก(เท่านั้น)ของ บอย โกสิยพงษ์ ให้ข้าวฟัง โดยปัจจุบันมีกลุ่มชาวนาร่วมกลุ่มประมาณ 7 ครัวเรือน ล้วนเป็นชาวบ้าน ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และชาวนา จ.พิจิตร นอกจากอยากปลดแอกให้ชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาข้าวได้เองแล้ว เกริกกฤษณ์ ยังทำธุรกิจของครอบครัวด้านจำหน่ายเหล็กเส้นบริษัท อาร์.พี.เอ็ม.เมททัลเวอร์ค เดิมทีเขาทำงานด้านไฟแนนซ์ที่ธนาคารแห่งหนึ่งราว 1 ปี และออกมาบริหารธุรกิจของที่บ้าน และศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และใช้ชีวิตช้าๆ ที่ได้เรียนรู้จากการปลูกข้าว จนปัจจุบันเขามีแนวคิดเลี้ยงลูกในสิ่งที่ตนเองเป็น และตัวเขาเองก็ยึดการใช้ชีวิตให้เรียบง่ายที่สุด

แรงบันดาลใจปลูกข้าว

เกริกกฤษณ์เกิดแรงบันดาลใจในการสนับสนุนให้ชาวนาปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ย้อนไปเมื่อปี 2557 เขาอ่านพบข่าวชาวนาจำนำข้าวไม่ได้ราคา เกริกกฤษณ์จึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมชาวนาจึงมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ต้องเป็นหนี้สิน จากจุดนี้เขาต้องการหาคำตอบด้วยการลงมือปลูกข้าวด้วยตัวเอง โดยไปเรียนที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ของอาจารย์เดชา ศิริภัทร เรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมงได้ความรู้ล้ำค่า ทำให้เขารู้ว่า ปัญหาของชาวนามีมานาน ก็คือ การติดกับดักการใช้สารเคมี ต้องไปซื้อปุ๋ยมาจำกัดศัตรูพืช จึงทำให้ต้นทุนปลูกต่อไร่สูง ปัญหาที่ 2 คือ ราคาข้าวถูกกำหนดโดยตลาด ชาวนาไม่มีสิทธิกำหนดราคาข้าวเอง พอเรียนเสร็จเกริกกฤษณ์จึงลงมือปลูกข้าวเองก่อน ด้วยการเช่าที่น่าผืนแรกที่ จ.นครปฐม ราว 1 ไร่ ปลูกข้าวหอมปทุม ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีที่ปลูกโดยวิธีอินทรีย์ไม่ต้องพึ่งสารเคมี

หลังจากปีแรก ด้วยการปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เกริกกฤษณ์ต้องลงมาถอนหญ้าต้นเล็กๆ ที่ขึ้นแซมด้วยตัวเอง ปัจจุบันปลูกข้าวมา 5 ปีแล้ว เกริกกฤษณ์สามารถขยายเครือข่ายชาวนา สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่ตั้งไว้ คือ ถ้าทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวแบบอินทรีย์จะช่วยเขาที่ต้นเหตุ

“ปีนี้เรารวบรวมเครือข่ายได้ 15 ครอบครัว ปลูกข้าวบนพื้นที่ 200-300 ไร่ แต่ยังไม่ได้ทำการปลูกในปีนี้ รายได้ชาวนาเขาโอเค เพราะเขาได้กำหนดข้าวเปลือกเอง เพราะข้าวมีคุณค่าและมันคุณภาพดี และชาวนามีศักดิ์ศรี”

เมื่อย้อนกลับไป บ้านเขามีธุรกิจเล็กๆ คือ ค้าขายเหล็กเส้น ในเชิงของรูปแบบการดำเนินธุรกิจหากคิดผลกำไรขาดทุน หลีกเลี่ยงไม่ได้กับความเครียด หากชีวิตเขาไปโฟกัสที่ตัวเงินอย่างเดียว อีกทั้งโลกนี้กระแสของโลกมีภาวะที่ซับซ้อน สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม หากเราอยู่ในวังวนของเศรษฐกิจโลก ชีวิตเราก็จะไขว่คว้าไม่จบสิ้น เกริกกฤษณ์จึงหันมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ คือ การได้อยู่กับตัวเอง แล้วเราจะมีการค้นหาตัวตนของเราว่า เราชอบอะไร ถนัดในเรื่องไหน เพื่อนำความสุขซึ่งเป็นหลักปรัชญาเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ รู้จักตัวตนของเรา ความถนัด สิ่งที่เราชอบ แล้วจะทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น และทำให้เราชำนาญในสิ่งที่เรามีใจจดจ่อกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น

จดจ่อกับสิ่งที่ทำ

“ถ้าอธิบายเป็นคำภาษาอังกฤษ คือ โฟกัส ใจจดจ่อมีสมาธิ ชีวิตเราก็จะมีความสุขในแบบของเรา ในทางกลับกันหากเราหมุนตามกระแสโลก ผมคิดว่าความสุขคงเกิดได้ยาก ผมจึงเริ่มค้นหาความสุขของผม คือ การปลูกข้าวที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พัฒนาให้ชาวนาในกลุ่มดีขึ้นได้ เช่น เครือข่ายข้าวเพลงรักที่มีสมาชิก 7 ครอบครัว ที่ จ.สุพรรณบุรี และพิจิตร ทำให้พวกเขาสามารถปลดหนี้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางคนไม่มีหนี้สินเลย วิธีช่วยของผม คือ เราแนะนำให้เขาทำนาแบบอินทรีย์ที่ต้นทุนประหยัดลง ข้าวเพลงรักจะให้ชาวนากำหนดราคาที่เขาอยู่ได้ จึงเป็นการทำนาที่ไม่ขาดทุน นับตั้งแต่ปี 2559 การจัดตั้งเครือข่าย เป็นผลมาจากการที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ คนกินข้าวรู้สึกภูมิใจที่เขาได้ช่วยชาวนาได้ยืนหยัดได้ตัวเอง ไม่ใช่ชาวนาที่รอการพึ่งพาจากหน่วยงานรัฐบาล แต่รู้ในคุณค่าตัวเอง ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่คนไทยมีต่อชาวนา”

ปัจจุบันเกริกกฤษณ์มีความสุขมากกับการใช้ชีวิตแบบช้าๆ ในแบบของเขาเอง คือ ใน 1 สัปดาห์ 6 วัน วันจันทร์ถึงเสาร์เขาทำงานของที่บ้าน และยังกระจายข้าวเพลงรักไปสู่ผู้บริโภค เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวและใช้เวลาพักผ่อนค้นหาความรู้ที่ตนเองชื่นชอบ

“วิถีชีวิตของผมเรียบง่ายมาก ผมเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า ซึ่งผมปฏิบัติอย่างมีระเบียบมาตั้งแต่ผมเด็กๆ กับลูกชาย 2 คน วัย 12 กับ 9 ขวบ คนโตชื่อ มิ้ง-เชาว์วรรธน์ คนที่ 2 ชื่อ ปิง-เจษฎากร ผมให้ลูกเข้านอนเร็ว 2 ทุ่ม ไม่เกิน 3 ทุ่ม ซึ่งเราทำได้ เพราะผมย้ายบ้านตามโรงเรียนของลูก ลูกเรียนแถวบางบอน บ้านเราก็อยู่บางบอน บ้านกับโรงเรียนจึงอยู่ใกล้กันมาก อีกทั้งผมเลี้ยงลูกแบบไม่กดดัน ไม่เน้นเกรดเฉลี่ยกับลูกเลย ซึ่งผมกับภรรยาคิดตรงกัน เราคุยกันว่า หัวใจของการเรียน คือ เรียนเพื่อให้รู้ ดังนั้นการวัดผลด้วยคะแนนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ ผมอยากให้ลูกเรียนเพื่อรู้ ส่วนคะแนนมาทีหลัง สมมติเขาทำข้อสอบแล้วคะแนนไม่ดี ผมจะบอกลูกว่าอย่าเสียใจ เพราะชีวิตการเรียนในโรงเรียนเป็นแค่ 1 ใน 3 ของชีวิตเท่านั้น เพราะการเรียนรู้เป็นได้ทั้งชีวิตเรา เขาสามารถเรียนรู้จากการทำงานหรือทำกิจกรรมก็ได้ ผมจึงไม่กดดันลูก”

เกริกกฤษณ์มีหลักการใช้ชีวิตอื่นๆ คือ ชีวิตมนุษย์เรามี 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน และเขาแบ่งการใช้ชีวิตแต่ละวันเป็น 3 ส่วน 1 ส่วนอยู่ในโรงเรียน อีก 1 ส่วนเที่ยวเล่น อีก 1 ส่วนที่เหลืออยู่กับครอบครัว

“ผมเองแน่นอน ส่วนแรก คือ การทำงาน วันหนึ่งๆ ผมทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง ที่เหลืออีก 2 ส่วนเหมือนลูก คือ เที่ยวเล่นกับอยู่กับครอบครัว ผมพยายามใช้ชีวิตแบบนี้ ส่วนการทำงานกับข้าวในฤดูกาลหนึ่งๆ ผมไปนาน้อยมาก เพราะเราปลูกแบบอินทรีย์เป็นการปลูกข้าวโดยพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ก็เลยให้ธรรมชาติดูแล คือ ปลูกแล้วปล่อย ไม่ต้องเฝ้า ไม่มีศัตรูพืชกวนเพราะให้เพื่อนบ้านช่วยดู ในแง่นาของผมปลูกควบคุมเองประมาณ 10 ไร่ ที่ อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี แต่หากมีเวลาก็ควรแวะไปดูข้าวบ้างสำหรับคนที่มีเวลา เพราะบางครั้งผมคิดว่า ผมหย่อนเกินไป ไม่สายกลาง ที่ดีควรแวะไปดูบ้างว่าต้นข้าวเติบโตดีไหม ที่ไม่ค่อยมีเวลาไปดูนาของตัวเองเพราะผมดูเรื่องการตลาดในกรุงเทพฯ ค่อนข้างเยอะ เราทำทุกอย่างให้ดีทั้งหมดไม่ได้หรอก อะไรเกินกำลังก็ปล่อยไปบ้าง”

“พอแล้วดี” นำศาสตร์พระราชามาใช้

“ข้าวเพลงรัก” ของเกริกกฤษณ์เคยได้รับคัดเลือกให้ร่วมโครงการ “พอแล้วดี” รุ่นที่ 2 สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ก็คือ การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในชีวิตประจำอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่ใช้ในการทำงานเท่านั้น คือ การที่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่รัก เพื่อการเข้าใจตัวเอง การดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่รัก เราก็ยิ่งมีคุณค่าในสิ่งที่เราทำเพิ่มมากขึ้น แล้วคนอื่นที่เขาเห็นคุณค่าที่เราทำ เขาจะหันมามองเรา

นอกจากนี้ เขายังปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้จากสิ่งรอบๆ ตัว เช่น การชักชวนไปปลูกข้าวแบบอินทรีย์บ้าง

“ผมพาลูกไปนา เพื่อให้เขาได้หาตัวตนของเขา ในช่วง 10 ปีนี้ผมมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ให้เขาค้นหาสิ่งที่เขาชอบให้เจอ ถ้าเจอก็จะมุ่งไปทางนั้นเลย แต่ตอนนี้ลูกยังไม่เจอ ผมจึงให้เขาลองทำหลายๆ อย่าง แต่แววของคนโตชอบเลข ชอบการสืบสวน ชอบเรื่องราวที่ซับซ้อน ส่วนคนเล็กชอบเปียโน ใครชอบอะไรผมส่งเสริม จะศาสตร์หรือศิลป์เราก็ส่งเสริม และผมไม่กังวลกับเรื่องอาชีพของลูกว่าหากเขาเลือกในสิ่งที่เขาชอบแล้ว เขาจะเลี้ยงตัวเองได้ไหม แต่หากเขาได้ทำสิ่งที่ชอบ ศักยภาพของลูกก็จะออกมาเต็มที่ แล้วเขาจะรู้คุณค่าในตัวเขาเอง เมื่อไหร่ที่รู้คุณค่าในตัวเอง คนอื่นจะมองเห็น”

ปัจจุบันเกริกกฤษณ์บอกว่า พอใจกับชีวิตตนเองมาก เพราะเขายังได้แบ่งปันเพื่อช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นบ้าง สามารถเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ทั้งหมดทั้งมวลเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์ทำเพื่อผู้อื่นโดยแท้ สิ่งที่เขาทำถือว่าเป็นเพียงเศษธุลีเดียว

สั่นสันนิบาต อยู่กับโรคพาร์กินสันให้เท่าทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551748

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 17:21 น.

สั่นสันนิบาต อยู่กับโรคพาร์กินสันให้เท่าทัน

เรื่อง : โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

สถาบันประสาทวิทยา เป็นสถาบันเฉพาะทางในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขึ้นตรงกับกรมการแพทย์ ให้บริการตรวจรักษาด้านระบบประสาทครบวงจร

เนื่องในวันโรคพาร์กินสันโลกที่ผ่านมา ที่นี่ซึ่งมีพันธกิจในการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จึงได้จัดกิจกรรม “สั่น สั่น สั่น กับพาร์กินสัน” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ด้วยการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน เคล็ดลับดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย พร้อมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันให้แก่ผู้ป่วยที่มีข้อสงสัยอย่างใกล้ชิด

นพ.อัครวุฒิ วิริยเวชกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา มาเฉลยข้อข้องใจในประเด็นอยู่อย่างไรกับโรคพาร์กินสันว่า โรคพาร์กินสันนับว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่โลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ โดยสถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 65 ปี และมักพบในผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง

โรคพาร์กินสัน คือโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีปริมาณลดลง จนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งสามารถจำแนกอาการของโรคพาร์กินสันได้ทั้งหมด 5 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นน้อย มีอาการสั่นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น และยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ระดับที่ 2 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้าง พร้อมมีลำตัวที่คดงอลงเล็กน้อย

ระดับที่ 3 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้าง รวมไปถึงระบบการทรงตัวเริ่มไม่แข็งแรงจนอาจจำเป็นต้องมีผู้คอยดูแลและพยุงในบางครั้ง

ระดับที่ 4 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้างหนักมากจนเริ่มไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

และระดับที่ 5 – ผู้ป่วยมีอาการสั่นทั้งสองข้างในขั้นรุนแรง และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง

“แม้โรคพาร์กินสันจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยมากที่สุดในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องมีคนคอยดูแลในบางราย เนื่องจากกล้ามเนื้อของผู้ป่วยมีการอ่อนแรงและสั่นเกร็ง จากที่เคยสามารถทำงานได้ ก็เริ่มเป็นทำได้ช้าลงและทำไม่ได้ในที่สุด

แต่ก็ยังคงมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ อาการท้องผูกเป็นประจำ อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อเกร็ง โดยเฉพาะเวลานอนจนทำให้นอนไม่หลับ หรืออาการท้อแท้เบื่อหน่ายในชีวิตจนอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา ซึ่งผู้ดูแลควรต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อจะสามารถติดตามความผิดปกติ และรีบแจ้งแพทย์เพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที”

ด้าน พญ.ณัฎลดา ลิโมทัย อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่ใช้วิธีการรักษาจะเป็นแบบควบคุมประคับประคองอาการด้วยการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาในทุก 4-5 ชั่วโมง และในช่วงที่ท้องว่างเท่านั้นเพื่อให้ยาเกิดประสิทธิภาพได้เต็มที่ ทั้งยังช่วยป้องกันการดื้อยาในผู้ป่วยอีกด้วย เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอาการป่วยติดต่อมาเป็นระยะเวลานานๆ จะเริ่มมีการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้อาการที่รุนแรงขึ้นหรือลดลงในบางครั้ง จนอาจกลายเป็นสาเหตุให้เกิดสภาวะโรคแทรกซ้อนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยการผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) และการรักษาทางกายภาพบำบัด ด้วยวิธีการการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยวิธีการรักษานั้นๆ แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาและให้คำแนะนำตามความเหมาะสมของอาการของผู้ป่วยแต่ละรายอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ป่วยมีความสุขในชีวิตและกำลังใจที่ดี ก็นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาการของผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นและสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ต่อไป

ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการป่วยมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมีกำลังใจในการรักษาตนเองในทุกๆ วันมีดังนี้

1.สร้างความกระตือรือร้นตลอดเวลา คือการทำกิจกรรมที่ผู้ป่วยชื่นชอบทำแล้วมีความสุข และปฏิบัติกิจกรรมนั้นให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังคงต้องระวังเรื่องความสมดุล การทรงตัวของผู้ป่วยด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

2.เริ่มสร้างกำลังใจให้ตนเอง คือผู้ป่วยต้องมีความเชื่อมั่น เชื่อใจ ในตัวผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ครอบครัว และเพื่อน ว่าทุกคนล้วนเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันและเป็นกำลังใจสำคัญที่พร้อมจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินหน้าสู้กับโรคพาร์กินสันต่อไปได้

3.รู้จักเรียนรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันอย่างถ่องแท้ ยิ่งผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันมากขึ้นเท่าใด ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจและรู้จักที่จะรับมือกับโรคได้มากขึ้น พร้อมที่จะปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และเข้าพบแพทย์ตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดีที่สุด

4.การผ่อนคลายจิตใจและออกกำลังอย่างเป็นประจำ นอกจากการรับประทานอาหารที่หลากหลายและประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสภาวะความตึงเครียด และออกกำลังกายด้วยท่าทางที่ง่ายๆ และเหมาะสมต่อตัวผู้ป่วยเอง อาทิ โยคะ รำไทเก๊ก เต้นลีลาศ พร้อมมีผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

สำหรับผู้ที่มีความกังวลหรือสงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคพาร์กินสันหรือไม่? สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่แผนกผู้ป่วยนอกได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. และที่คลินิกโรคพาร์กินสัน ในทุกวันอังคารของสัปดาห์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 02-306-9899 ติดต่อแผนกผู้ป่วยนอก สถาบันประสาทวิทยา

แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551746

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 17:18 น.

แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกัน

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโยคะกับคนที่รักและมีแพสชั่น (Passion) ในสิ่งเดียวกันเป็นความอิ่มเอมใจอย่างหนึ่ง ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะครบรอบปีที่ 15 ครูจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษ พูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้ ครูเต้ย-ณพัทร ธรรมกิจวัฒนา จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

ครูเจี๊ยบ : “โยคะ” มีบทบาทอย่างไรกับสุขภาพของคุณครูคะ

ครูเต้ย : เดิมทีก่อนที่ผมจะเริ่มฝึกโยคะผมเป็นคนที่ผอมแห้งมากครับและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ หลังจากผมฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 2 ปี ร่างกายผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง แข็งแรงขึ้น ร่างกายสมส่วนมากขึ้นโดยที่ไม่ได้ฝึกอย่างอื่นเลยนอกจากโยคะ ระบบหายใจของผมก็ดีขึ้นมากครับจากที่หายใจติดขัดเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลาก็หายใจได้เป็นปกติแถมยังหายใจได้ลึกขึ้นยาวขึ้นด้วยเวลาผมทำอะไรก็ไม่เหนื่อยง่ายและไม่ค่อยป่วยพอสุขภาพแข็งแรงผมก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขขึ้นมากครับ

ครูเจี๊ยบ : เป้าหมายการฝึกโยคะอาสนะของคุณครูคืออะไรคะ

ครูเต้ย : อย่างแรกเลยคือเพื่อให้ได้ความสงบนิ่งของจิตใจครับเพราะเมื่อเราฝึกอาสนะที่ยากหรือลึกขึ้นก็จะต้องใช้สมาธิในการโฟกัสร่างกายที่มากขึ้นด้วยพอเราโฟกัสร่างกายได้มากขึ้นก็จะรู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้นทั้งลมหายใจและการเก็บรายละเอียดในแต่ละอาสนะแต่ละท่วงท่าจึงทำให้เวลาสอนผมจะเข้าใจร่างกายของผู้เรียนและสอนได้อย่างถูกต้องครับ

ครูเจี๊ยบ : ข้อความที่อยากฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกคน ไม่ว่าจะในนามครูหรือนักเรียนค่ะ

ครูเต้ย : โยคะให้อะไรกับเรามากกว่าที่เราคิด ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก หุ่นฟิตเฟิร์ม หากเราฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โยคะยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราด้วยเพราะการฝึกโยคะต้องฝึกด้วยสติการรู้สึกตัวเมื่อจดจ่ออยู่กับร่างกายนานๆ จะเกิดสมาธิทำให้จิตใจของเราเบิกบานแจ่มใสคลายความกังวลต่างๆ พอเราทำงานอะไรด้วยใจที่เบิกบานชีวิตของเราก็จะมีความสุขในทุกๆ วันครับ

พบกับคลาสของครูณพัทร ธรรมกิจวัฒนา (ครูเต้ย) ได้ที่โยคะสุตราสตูดิโอทุกวันอาทิตย์เช้าเวลา 09.30 น. กับคลาส Hatha Vinyasa วันจันทร์เวลา 07.00 น. กับคลาส Hatha วันพุธเวลา 12.15 น. คลาส Balance Flow และเวลา 13.30 น. กับคลาส Hatha Flow

130 ปี ศิริราช โรงพยาบาลเพื่อแผ่นดิน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551733

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 15:04 น.

130 ปี ศิริราช โรงพยาบาลเพื่อแผ่นดิน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ศิริราชเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่แห่งแรกในประเทศไทย เปิดรักษามาแล้วกว่า 130 ปี ตั้งแต่ตอนที่รัชกาลที่ 5 สมัยนั้นยังไม่มีลักษณะเป็นโรงพยาบาล เรียกว่าโรงหมอ หรือโรงพยาบาลวังหลัง  เกิดก่อนโรงเรียนแพทย์เพียง 2 ปี อาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นอาจารย์จากต่างประเทศ

รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า นโยบายของศิริราชปีที่ 131 นั้น ตั้งไว้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดินบนมาตรฐานสากล บนพื้นฐานของการเอามาตรฐานมาเป็นที่ตั้ง ต้องการส่งมอบให้คนทั้งแผ่นดิน มีปณิธานที่จะส่งมอบคุณค่าทั้งหลายให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่เป็นคนของประเทศไทย คือประชาชน ผู้ป่วยและญาติ ให้การรักษาที่ดี รักษาแล้วหาย ให้รู้สึกได้ถึงความเอื้ออาทร ความปรารถนาดีที่จะดูแล

ปีที่ 131 มุ่งสู่มาตรฐานระดับโลก

“ให้คำมั่นว่าจะให้การรักษาที่ได้ผลและการบริการที่ดีและเหมาะสม โดยไม่ได้หวังกำไร จะให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานสากล และคำว่ามาตรฐานนั้นประชาชนสามารถเข้าถึง ถ้ามีมาตรฐานระดับโลกแต่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศเข้าไม่ถึง อันนี้ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลของแผ่นดินแล้ว อยากให้คนเข้าได้ถึง และยังคงรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน รักษาแล้วหาย มีการดูแลที่ดี ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล นี่คือเป้าหมายหลักของศิริราช

มีความหลากหลายให้เลือก เช่น คลินิกนอกเวลาสำหรับคนไข้ที่พอมีกำลังจ่ายเพราะไม่อยากรอคิวนานๆ เหมือนคนไข้เช้า และมีส่วนของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ สำหรับคนไข้ที่มีกำลังทรัพย์ต้องการความเป็นส่วนตัวไม่ต้องรอคิว แต่ภาพรวมของการรักษานั้นก็มีมาตรฐานเดียวกันในทั้ง 3 ส่วน เพียงแต่การเข้าถึงมันมีหลายช่องทาง แล้วแต่ความสะดวกที่จะเข้าถึง

ตอนเย็นก็จะแน่นแต่ยังดีกว่าเช้า สามารถเลือกหมอได้ ยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อยหนึ่ง ไปปิยมหาราชการุณย์ ก็เลือกการบริการได้อีกแบบ การมีหลายรูปแบบของการให้บริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง แต่บนพื้นฐานนี้อยู่บนมาตรฐานการรักษาพยาบาลแบบเดียวกัน”

ศิริราชมีวันนี้ได้เพราะมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการรักษาตลอด รศ.นพ.วิศิษฎ์ ชี้ว่าเพราะเป็นทั้งโรงเรียนแพทย์ ดังนั้นแพทย์ที่ทำการรักษาก็เป็นทั้งหมอทั้งอาจารย์

“แปลว่าต้องพยายามให้มีความตื่นตัวทางวิทยาการสมัยใหม่ มีเหตุมีผล มีหลักฐานทางเชิงประจักษ์ หลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ การรักษาก็จะไม่ล้าสมัย และต้องสอน ต้องถ่ายทอด แพทย์ที่ทำการรักษาที่นี่ ต้องรักษาและต้องวิเคราะห์ เพราะว่าต้องอธิบายสอนลูกศิษย์ว่าทำไมถึงรักษาแบบนี้ ต้องมีเหตุผล เพราะเป็นโรงเรียนแพทย์

เราทำการวิจัยด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูล มีหลักฐานยืนยัน เพราะงานวิจัยทั้งหลายที่อ่านจากต่างประเทศ เขารักษาต่างชาติ รักษาคนประเทศอื่น ฝรั่ง แขก อินเดียเมียนมา แต่มันไม่ใช่ของคนไทย เพราะงั้นก็ควรศึกษาวิจัยเพื่อจะได้ตอบสนองกับปัญหา เราไม่ได้นำหมอและความรู้มาจากเมืองนอกเพียงอย่างเดียว แต่เราตามและศึกษาและวิจัยเพื่อตอบปัญหาของเรา

ในบางเรื่องมันเป็นปัญหาเฉพาะของเราเลย เช่น ไข้เลือดออก ฝรั่งอาจจะไม่มีหรือเรามีเยอะกว่า ซึ่งมันเป็นเรื่องของภูมิภาค เป็นโรคเฉพาะถิ่น แม้แต่โรคมะเร็ง มันก็ไม่เหมือนกัน พวกที่มันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ลักษณะการใช้ชีวิต เรื่องของพยาธิไม่เหมือนกัน ต่างชาติกินเนื้อมาก กินผักน้อยก็เป็นมะเร็งลำไส้ และเรื่องของกรรมพันธุ์คนเราไม่เหมือนกัน เหล่านี้เราไปจำเขามาทั้งหมดไม่ได้

เพราะที่ศิริราช เป็นโรงเรียนแพทย์ด้วย เลยมีการศึกษาวิจัยและสอนแพทย์ เพราะงั้นการที่คนไทยมาเป็นคนไข้ของศิริราช บางครั้งก็จะมีคนที่เข้าดูแล ทั้งอาจารย์ ทั้งแพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาแพทย์ เป็นเรื่องปกติ นี่คือภาพที่ทำให้เห็นว่าเราอยู่มา 130 ปี และจะก้าวต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร”

แม้จะมีคนไข้ที่ขาดทุนทรัพย์ในภาคเช้าอยู่เป็นจำนวนมาก ก็มีเงินอยู่ที่ศิริราชมูลนิธิ เป็นเงินสังคมสงเคราะห์ ที่ช่วยเหลือเป็นค่ารถกลับบ้านซึ่งมีผู้บริจาค โดยผู้ที่มีจิตศรัทธา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย

“ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หมายถึงช่วยเหลือค่ารถ มีกองทุนแบบนี้ แต่โดยมากคนที่บริจาคให้กับศิริราช เขาจะบริจาคที่มูลนิธิส่วนหนึ่ง หรือบางทีคนป่วยกลับไปบ้านไม่มีคนดูแล ก็ต้องเอาเขาไปฝากไว้ที่บ้านที่ดูแลหรือบ้านพึ่งพิง แล้วค่ารถจะไปยังไม่มี ศิริราชก็ต้องใช้เงินที่มีคนบริจาค นี่เป็นส่วนที่เรียกว่าไม่ได้อยู่ในระบบการจัดการของโรงพยาบาล แต่เป็นมูลนิธิคอยช่วยเหลือสิ่งเหล่านี้”

รักษาคนไข้แบบไร้รอยต่อ

ศิริราชมีอาจารย์ที่เก่งทุกด้าน แต่สิ่งที่คิดว่าจะเพิ่มเติม เข้าไปในปีที่ 131 รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่า การแพทย์ทุกวันนี้มันเปลี่ยนแนวเป็นการแพทย์ในเชิงผสมผสานหรือบูรณาการ

“เมื่อก่อนนี้คนไข้เป็นอะไร เมื่อไปหาหมอก็จะแยกส่วนออกไป ทุกวันนี้หมอดูองค์รวม พยายามจัดการดูแลที่เป็นองค์รวม หมอผู้เชี่ยวชาญหลายๆ แผนกที่เข้ามาร่วมกัน เช่น ถ้าพูดถึงหลอดเลือดสมอง โรคนี้ไม่ใช่หมออายุรกรรมคนเดียวที่รักษาได้ มีหมอสมอง มีทั้งหมอรังสีที่มีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาพรังสี มีหมอผ่าตัดที่สามารถเข้าไปช่วยได้ มีอัมพาตก็มีหมอวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วย ตั้งแต่ฝึกกลืน ฝึกยืน ฝึกเดิน ให้ครบวงจร โดยเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป็นการทำงานแบบบูรณาการ มันเป็นการดูแลแบบไร้รอยต่อ

เป็นเรื่องที่ค่อยๆ มุ่งเน้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำไปเรื่อยๆ เช่น ศูนย์หลอดเลือดสมอง ศูนย์การนอนหลับ ซึ่งมีศูนย์แบบนี้เยอะ ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร มันเป็นการโฟกัสบนสิ่งที่ใช้แพทย์สหสาขาเข้ามาช่วยกัน แนวคิดคือการทำงานที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดการรักษาที่เร็ว ในเวลาที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

การดูแลไร้รอยต่อ ไม่ได้แปลว่าคุณอยู่ที่ไหน คุณก็ต้องวิ่งมาที่โรงพยาบาล ไม่ใช่แบบนั้น แต่คือการสร้างเครือข่ายให้เป็นโมเดล ถ้าคุณมีแบบนี้คุณก็เข้าไปที่โรงพยาบาลเครือข่าย เช่น คนหนึ่งเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง บ้านอยู่แถวนครปฐม และเกิดอาการกลางทาง ก็เอาเขามารักษา แต่ถ้าปกติเขารักษาอยู่นครปฐม ก็ต้องส่งข้อมูลกลับไป ไปรับยาที่นครปฐม ถ้ามีปัญหาก็เชื่อมโยงกัน”

‘ศิริราชออนไลน์’ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง

การรักษาจากที่บ้าน รศ.นพ.วิศิษฎ์ ย้ำว่าคนไข้ต้องมีองค์ความรู้ มีความรู้ในเรื่องของการรักษาสุขภาพ จะพบว่าความรู้ทางด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในสังคมทุกวันนี้ มันมีเยอะไปหมด

“ไม่รู้จริงหรือไม่จริง ศิริราชจะตั้งศูนย์ในปีที่ 131 เป็นศูนย์ให้ข้อมูลที่ถูกต้องคือ ‘ศิริราชออนไลน์’ ทำมาตั้งแต่สมัยโซเชียลมีเดียยังไม่นิยม มีทีมงานทำอยู่ แต่ทุกวันนี้โซเชียลมีเดีย ข้อมูลไม่แม่นยำ จึงมีแนวคิดจะทำโครงการให้ความรู้ แบบศิริราชพบปะประชาชน เช่น รายการพบหมอศิริราช 30 ปีแล้ว ทุกวันนี้ยังมีอยู่ เวลาที่สงสัยเรื่องใด เช่น โรคต่อมลูกหมาก หรือปัสสาวะไม่ค่อยออก ก็คีย์ข้อมูลเข้าไปจะรู้ว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ พยายามอัพเดทข้อมูลเพื่อให้ถูกต้องเที่ยงตรง

ตอนนี้มีโปรเจกต์นัดหมอผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น จะพัฒนาร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในการเชื่อมต่อ เริ่มสตาร์ทเวิร์กช็อป การเข้าไปทางนี้มันเข้าได้ทั้งโมบายแอพ และหน้าเว็บไซต์ซึ่งเข้าถึงง่าย ในโทรศัพท์ถ้าใครมี เอสซีบี อีซี่ และเอสซีบี คอนเนก ก็สะดวก เรื่องการแจกยา เดี๋ยวนี้มีคิวอาร์โค้ดตรงซองยาก็โหลดแอพและสแกน ก็จะทราบว่ายามีคุณสมบัติอย่างไร มีผลข้างเคียงอย่างไร กินตอนไหนอย่างไร มันจะเป็นแนวของการเชื่อมโยง นี่คือเรื่องแรกของการรักษาไร้รอยต่อ”

รับมือสังคมผู้สูงอายุ

คนอายุยืนขึ้น วิทยาการทางการแพทย์ดี รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่าอายุขัยเฉลี่ยก็ยาวขึ้น และเป็นโรคมากขึ้น

“เพราะเมื่อก่อนเป็นสองโรคต่อคน ตอนนี้ในหนึ่งคนมีหลายโรค ซับซ้อน ศิริราชก็จะทำศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ ของศิริราชจะทำที่บางใหญ่คือการดูแลระยะท้าย ความหมายคือคนนี้ไม่ได้มีการรักษาใดๆ ที่จะทำให้ยืดชีวิต โรคดำเนินมาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่เอาคนที่ใกล้ตายไปทิ้ง แต่เป็นศูนย์ที่ทำให้ช่วงชีวิตสุดท้าย เป็นช่วงที่มีคุณค่า มีการดูแลทั้งด้านกาย จิตวิญญาณและสังคม ซึ่งก็มีญาติไปดูแล ถ้าไม่สะดวกก็มีคนดูแล ทำให้จากไปโดยไม่มีห่วงกังวล เรียกว่าตายดี ชื่อศูนย์ว่าศิริราช Hospice เป็นชื่อที่ทั่วโลกเขาใช้กัน จะจัดตั้งแถวบางใหญ่

ส่วนการดูแลผู้สูงอายุ ก่อนจะเอาคนไข้ไปไว้ที่บ้าน ต้องมีช่วงรอยต่อ การฝึกฝน จะไปอยู่ที่บ้านได้อย่างไร? ต้องปรับสถานที่อยู่ ต้องปรับการดูแล ถ้าจะให้คนไข้ช่วยตัวเองได้ ต้องรู้วิธีกินยา จัดยา ต้องรู้ว่าต้องวัดความดันอะไรทั้งหลาย ก็ต้องมีศูนย์ที่เรียกว่าศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ เพื่อศึกษา เรียกว่าเป็นการดูแลในเรื่องของรอยต่อพยายามทำให้คนไข้กลับไปอยู่ด้วยตัวเขาเองได้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่อยากให้มันเป็น อยู่ที่สมุทรสาคร ชื่อศูนย์วิทยาการผู้สูงอายุ จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 เป็นศูนย์เตรียมตัวผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน”

สมาร์ท ฮอสพิทัล (Smart Hospital)

คือการเชื่อมโยงของข้อมูลทั้งหลายภายในโรงพยาบาล รศ.นพ.วิศิษฎ์ ขยายภาพว่า ข้อมูลนี้ไม่ว่าจะมีการรักษาหรือตรวจวินิจฉัยใดๆ ข้อมูลจะอยู่ในฐานข้อมูลโรงพยาบาล

“ถ้าเป็นสมัยก่อน ข้อมูลจะอยู่ในแฟ้มคนไข้ จะมีเอกซเรย์เป็นซองเป็นฟิล์มเต็มไปหมด มันมีผลการตรวจที่แยกกัน ไม่ออนไลน์ ในอนาคตตอนนี้กำลังทำโครงการที่เอาข้อมูลทั้งหมดมาใส่รวมกัน เชื่อมโยงกัน

ส่วนเป้าหมายในปีถัดไป ก็จะทำฐานเวชระเบียนให้อยู่ในฐานเดียวกันให้สำเร็จ ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลทางการตรวจวินิจฉัย เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อที่จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ ต้องมีการรักษาความลับของผู้ป่วยและมีความมั่นคงทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ใครก็เข้ามาดูได้

รวมทั้งใช้หุ่นยนต์จัดยา เมื่อก่อนเราต้องเขียนและให้เภสัชกร เภสัชกรก็จะไปสั่ง ไปหยิบ และมาจ่าย แต่ต่อไประบบนี้จะใช้หุ่นยนต์จัดยา คือการนำข้อมูลมาและใช้เครื่องกลไปดึงยามาจากชั้นที่เก็บยา มาในปริมาณที่ถูกต้อง เหมาะสม แม่นยำ

การใช้เครื่องมือเหล่านี้ เป็นเครื่องมือที่ไฮเทค แต่หัวใจอยู่ที่ไฮทัช คือการที่มนุษย์กับมนุษย์ได้เจอกัน มันจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าเอาเทคโนโลยีมาใช้แล้วทำให้มนุษย์กับมนุษย์อยู่ห่างไกลกัน มันไม่ใช่การรักษาพยาบาลที่อยากจะให้เกิดขึ้น แต่อยากให้คนกับคนได้มีเวลาปฏิสัมพันธ์มากขึ้น

โดยที่ไม่ต้องเอาเวลาไปทำงานเหล่านี้ เพราะมันกินเวลาและผิดพลาดได้ง่าย สู้เอาเทคโนโลยีมาทำเพื่อให้คนได้สะดวก ได้มีเวลาไปพูดคุย เช่น หมอไปเยี่ยมคนไข้ ไม่ต้องไปเปิดแฟ้ม พลิกแฟ้มเยอะแยะเสียเวลา ข้อมูลพร้อม เพื่อที่จะได้มีเวลาพูดคุยกับคนไข้ แทนที่จะใช้เวลาพูดคุย มัวแต่ไปโฟกัสการจดเขียนตลอด จึงใช้เทคโนโลยีมาเพื่อเพิ่มคุณค่า นี่คือเป้าหมายของสมาร์ท ฮอสพิทัล (Smart Hospital)”

การรักษาแบบพอเพียง

รศ.นพ.วิศิษฎ์ เปิดให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่าตั้งเป้าการรักษา หรือต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่าง การลงทุน การทำทั้งหลายทั้งปวง ไม่ได้มาแบบลอยๆ

“มันได้ประโยชน์มากไหม มีเหตุมีผลไหม พอประมาณไหม บางทีลงทุนไปเยอะแยะมันคุ้มค่ากับสิ่งที่ทำหรือไม่ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เราเป็นโรงเรียนแพทย์ ก็ต้องคิด แล้วมีเงินบริจาคมาช่วยทำ เรียกว่าการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงค่าใช้จ่ายสูง ก็มีคนบริจาคมา

การรักษาต่างๆ จะหารือกับคนไข้ ให้มีส่วนร่วมกับการตัดสินใจ ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้นจากการใช้วิทยาการที่มากเกินไปก็จะพิจารณาว่าเหมาะสมควรจะต้องใช้หรือไม่ คุ้มค่ากับที่ต้องเสียไป แบบนี้ก็คือเรื่องของการก้าวไปถึงความเป็นเลิศและเป็นการแพทย์พอเพียง เมื่อไรก็ตามที่คนไข้รักษาและไม่มีทางหาย เป็นการรักษาประคับประคอง จะเริ่มพูดคุยเรื่องนี้”

ไฮเทค ไฮทัช ไฮแวลู

ศิริราชต้องการส่งมอบคุณค่ากับคนไทยทั้งหมด โดยที่คุณค่านั้นก็คือว่าการรักษาพยาบาลอย่างมีมาตรฐานในระดับโลก รศ.นพ.วิศิษฎ์ บอกว่าต้องทำให้มีการเข้าถึงให้มากที่สุด

“เข้าถึงไม่ได้แปลว่าต้องมาที่ศิริราช สามารถเชื่อมโยงกับศิริราชได้ทุกรูปแบบ และพยายามที่จะดูแลรักษาต่อเนื่องวิธีการทั้งหลายก็จะใช้เทคโนโลยีเพราะอยู่ในยุคเทคโนโลยีไฮเทค ก็จะนำตรงนี้มาช่วยให้เกิดไฮทัช และที่สำคัญต้องการให้เกิดไฮแวลู คือสิ่งที่เสียไป ทั้งเวลา เงินทองที่เสียไป ต้องได้คุ้มค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งของคนไข้และของสังคม

เพราะฉะนั้นถึงมาคำพูดของ “การแพทย์พอเพียง” อันนี้สำคัญมาก การแพทย์ไม่พอเพียง เจ๊งไปหมด เพราะค่าใช้จ่ายในเรื่องของการรักษาพยาบาลมันสูงมาก ดังนั้น ต้องมีจุดที่พอเพียง และได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่าง นั่นคือการแพทย์พอเพียง วางแผนให้คนไข้เลือกและอธิบายให้ฟัง ทำแพงก็ทำได้ ถ้าคุณเลือก เราก็ให้เลือก”

รศ.นพ.วิศิษฎ์ จบที่ศิริราชและอยู่ที่นี่มาเกือบ 30 ปี บอกว่าศิริราชเปลี่ยนไปเยอะมาก ภาพในสมัยก่อนจะนึกว่าหมอโรงพยาบาลศิริราชก็คงมีแต่แก่ๆ หอบตำรา แต่สมัยนี้มีหมอหนุ่มมีประสบการณ์ พร้อมที่จะเรียนรู้ เปิดกว้างและมุ่งมั่นที่จะไปหาอะไรที่มันดีที่สุด เพื่อพัฒนาการที่ดี

“คือจิตวิญญาณของคนศิริราช คือทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในทุกกรณี ได้รับรางวัลมากมาย ต่อจากนี้ศิริราชจะเดินก้าวต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด เป้าหมายคือสร้างคุณค่าให้กับผู้รับบริการ สร้างคุณค่าให้กับสังคม และสร้างคุณค่าให้กับประเทศชาติ เชื่อว่า 130 ปีที่ผ่านมา หากมองย้อนหลังไปเห็นการก้าวพัฒนามาจนถึงวันนี้ ถ้ามองไปข้างหน้า มันต้องก้าวไปกว่านี้เยอะ คิดว่าอีก 100 ปีต่อไป ศิริราชจะต้องดีมาก มั่นใจในทีมงาน มั่นใจในจิตวิญญาณของศิริราช

หลักการบริหารงานคือ “คน” บริหารคนให้มีเป้าหมายร่วมกัน ทำงานร่วมกันและวางเป้าหมายให้ชัดเจน สร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ให้ทำงานในสิ่งที่ถนัด สนับสนุนให้ทรัพยากรทุกเรื่อง ให้เป้าหมายชัด มอบหมายงาน อยู่บนความสามารถของทีมงาน ให้อำนาจในการตัดสินใจ และช่วยแก้ไขปัญหา แต่เป้าหมายต้องชัดมาก คนสำคัญที่สุด”

อาวุโสเล่นโซเชียลฯ ป้องกันเสี่ยง เลี่ยงมิจฉาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551718

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

อาวุโสเล่นโซเชียลฯ ป้องกันเสี่ยง เลี่ยงมิจฉาชีพ

เรื่อง : กันติพิชญ์ ใจบุญ/พรเทพ เฮง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้สูงอายุประมาณ 11.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.7% ของประชากรไทย ซึ่งคาดว่าไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2564 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า และในปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเด็ก

จากข้อมูลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2560 พบว่ามีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 4.2 ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ผู้สูงอายุไทยในอนาคตจึงต้องรู้เท่าทันและสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โปรแกรมการดูแลสุขภาพต่างๆ ตลอดจนการทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ตกเป็นผู้เสียหาย โดนหลอกจากการเผยแพร่ข่าวสารปลอม นำไปสู่การละเมิดสิทธิ การฉ้อโกงทรัพย์สิน

ผู้สูงอายุที่หันมาเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็เป็นคนกลุ่มใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากโซเชียลมีเดียเหมือนกัน อย่างการถูกหลอกลวงข้อมูลเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์​ ทำให้ส่งต่อเรื่องราวที่ได้มาแบบผิดๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่องได้

มาดูเรื่องราวหลากมิติของผู้สูงอายุในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งกำลังมีผลกระทบในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนในรุ่นอาวุโสนี้

โซเชียลมีเดีย

โลกใหม่ของวัยอาวุโส

แนวโน้มการใช้งานพบว่ามีอัตราการเข้าถึงที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือเฟซบุ๊ก “หมอลี่” นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ขยายความว่า ที่จริงแล้วในอดีตที่ผ่านมาผู้สูงอายุก็เข้าถึงโทรศัพท์มือถือมาก แต่เป็นไปในลักษณะการติดต่อพูดคุยกับลูกหลานในครอบครัว

“แต่ในปัจจุบันที่มือถือถูกพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้นมีระบบต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้มากขึ้น หรือที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้สูงอายุที่ใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนสามารถสื่อสารได้มากกว่าการพูดคุย ทั้งการส่งรูปภาพ คลิปวิดีโอ และทำให้ช่องทางการสื่อสารกว้างมากขึ้นกว่าแค่คนในครอบครัว

เพราะสมาร์ทโฟนจะพาผู้สูงอายุไปพบกับคนใหม่ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน หรืออาจจะเคยรู้จักกันมาบ้าง รวมถึงสามารถเข้าถึงกลุ่มต่างๆ บนโลกออนไลน์ที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่น การทำบุญ กีฬา เป็นต้น และจากจุดนี้ปัญหาการใช้งานก็จะเริ่มตามมาเรื่อยๆ”

ปัญหาที่ว่าผ่านการใช้สมาร์ทโฟนบนโซเชียลมีเดียของผู้สูงอายุตามที่ นพ.ประวิทย์ สะท้อนคือ เพราะสมาร์ทโฟนนำไปพบกับเพื่อนใหม่และผู้สูงอายุเองที่ใช้งานก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเพื่อนใหม่นั้นมีพื้นเพเป็นอย่างไร เป็นข้อมูลจริงดังที่แสดงเอาไว้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมิจฉาชีพก็ใช้การสร้างโปรไฟล์ส่วนตัวที่ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อต้มตุ๋นหลอกลวงเหยื่อ และผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียเงินทองผ่านการหลอกลวงในโซเชียลมีเดีย

“เพราะการคิดแบบผู้สูงอายุ คือการคิดแบบตรงไปตรงมา เชื่อเพราะคิดว่าไม่มีใครมาหลอกลวง และผู้สูงอายุมักเชื่อว่าตัวเขาเองอยู่ในสังคมที่ไว้วางใจกันมาตลอด แต่สังคมจริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะมิจฉาชีพมีอยู่ทุกที่ และผู้สูงอายุมักจะไม่รู้เท่าทันเหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะรู้เท่าทันเสมอ” นพ.ประวิทย์ กล่าว

นพ.ประวิทย์ ฉายภาพอีกว่า หากมองอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนที่พาผู้สูงอายุสู่โลกโซเชียลมีเดียนั้น หากจะใช้เพื่อประโยชน์จริงๆ ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่สะดวกไม่น้อย โดยเฉพาะการเข้าถึงระบบต่างๆ ทั้งข้อมูลสุขภาพ การเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล บริการสาธารณะต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งก็คือเรื่องของเงินสวัสดิการ

“ทุกวันนี้รัฐบาลกำลังก้าวเข้าสู่คำว่ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ใครก็หนีไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหลีกหนีโลกดิจิทัล หากไม่มีหรือไม่มีความรู้ด้านการใช้โซเชียลมีเดียผู้สูงอายุก็จะกลายเป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง ต้องรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ แต่หากเข้าถึงระบบก็จะไม่ตกสำรวจ อยู่ในกลุ่มที่ได้รับสวัสดิการอย่างครบถ้วน

ข้อควรระวังคือผู้สูงอายุอย่าพยายามทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนที่ไม่รู้จัก จนกว่าจะมีการยืนยันตัวตนที่ชัดเจน ลูกหลานก็ต้องบอกย้ำด้วย รวมถึงอีกเรื่องที่สำคัญคืออย่าเชื่อข่าวสารบนโซเชียลมีเดียทั้งหมด แต่ควรคิดวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตรวจสอบ อย่าแชร์จนกว่าจะแน่ใจเพราะอาจมีผลกระทบตามมาได้”

หมอลี่ ทิ้งท้ายว่า การให้ความรู้กับผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ภาครัฐหรือภาคเอกชน แม้แต่ภาคการศึกษาควรจะต้องเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ตรงนี้สู่ผู้สูงอายุ เฉกเช่นที่ต่างประเทศถึงกับมีหลักสูตรเพื่อให้ผู้สูงอายุเรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดีย ไม่เช่นนั้นกลุ่มผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มเสี่ยงอย่างมากต่อโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เหยื่ออาวุโสในโลกโซเชียลฯ

ผู้สูงอายุถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าในโลกออนไลน์จากการที่อยู่บ้านลำพังนั้น ซึ่งอาจเกิดได้จากการกดสั่งซื้อโดยไม่ได้อ่านรายละเอียด หรืออ่านไม่เข้าใจ จากปัญหาสุขภาพดวงตาไม่ดี หรือมองเห็นไม่ชัด

การป้องกันปัญหานี้เป็นไปได้ ลูกหลานควรดูแลท่านอย่างใกล้ชิด หรือให้คำแนะนำท่านว่า หากไม่เข้าใจเรื่องการเล่นโซเชียลฯ ให้รีบถามหรือปรึกษาก่อนที่จะซื้อสินค้าอะไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินใจซื้อโดยลำพัง หรือหากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ก็ควรเลือกเวลาที่ลูกหลานอยู่ เพื่อให้คำแนะนำคุณตาคุณยาย กรณีที่สินค้าเสี่ยงต่อการไม่ได้มาตรฐาน

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในโลกโซเชียลมีเดียไว้เมื่อเดือน ต.ค. 2560 ว่า การดูแลผู้สูงอายุที่เล่นโซเชียลฯ ให้ปลอดภัย ก็มีความคล้ายคลึงกับเด็กมาก

เนื่องจากลูกหลานต้องให้ความรู้กับผู้สูงวัยว่าการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เล่นอย่างไร เช่น ไลน์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ด้วยการหมั่นพูดคุยจะทำให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งช่วยป้องกันผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ โดยไม่ถูกหลอก

โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นยอดฮิตของคนสูงวัย ต้องเรียนรู้ว่าปุ่มเพิ่มเพื่อนกดตรงไหน และจะไม่รับเพื่อนแปลกหน้าต้องคลิกออกอย่างไร และต้องอธิบายให้ท่านรู้ว่าภัยในโลกออนไลน์มีอย่างไรบ้าง ทั้งการถูกหลอกโอนเงินโดยการปลอมชื่อเพื่อนในกลุ่มไลน์ การถูกหลอกซื้อสินค้าไม่มีคุณภาพ ฯลฯ

ที่สำคัญ ไอคอนแบบไหนที่ไม่ควรคลิกเข้าไปดู เช่น การขายสินค้าที่มีพรีเซนเตอร์ดูดี และข้อความโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดูอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ก็ไม่ควรคลิกเข้าไปดู กระทั่งสอนการตั้งสถานะที่ให้เฉพาะเพื่อนสนิทดูได้ ก็ถือเป็นการเซฟความปลอดภัยในโลกออนไลน์ที่ลูกหลานควรให้ความรู้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ใช่การสอนด้วยคำพูดรุนแรง แต่ต้องค่อยๆ อธิบายพร้อมกับทำเป็นตัวอย่างให้ดู จากนั้นค่อยให้ลองฝึกทำเอง

เมื่อทราบถึงขั้นตอนในการเล่นโซเชียลฯ ที่ถูกต้อง หากมีข้อมูลสินค้าหรือเบอร์มือถือแปลกๆ ส่งเข้าที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟนของผู้สูงอายุ ลูกหลานต้องให้ข้อมูลว่าควรนำมาให้ลูกหลานดูก่อน เช่น หากมีข้อความชวนเชื่อ ซื้อยาบำรุงร่างกาย ส่งมาที่โปรแกรมข้อความในเฟซบุ๊ก หรือแม้แต่โฆษณาชวนเชื่อที่แชร์ต่อๆ กันอยู่หน้าเฟซบุ๊ก

ที่สำคัญ ผู้สูงอายุต้องรู้จักบ่ายเบี่ยงเพื่อหาเวลาในการเช็กข้อมูล ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดีจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อปรึกษาลูกหลานก่อน โดยบอกว่ามีหลายแบรนด์ที่เข้ามาชวนให้ซื้อสินค้าประเภทนี้ สิ่งสำคัญขณะที่ผู้สูงอายุนำข้อความเหล่านี้มาให้ดู ลูกหลานไม่ควรตำหนิ เพราะคนแก่จะน้อยใจและเกิดการประชด กระทั่งพิสูจน์ด้วยตัวเองด้วยการกดคลิกสั่งซื้อสินค้าในโลกออนไลน์โดยปราศจากการไตร่ตรอง

ส่วนกรณีการที่ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดเล่นเฟซบุ๊ก และถูกลากเข้าไปอยู่กลุ่มแชร์ลูกโซ่ จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อลงเล่นแชร์ที่ผิดกฎหมาย หรืออยู่ในขั้นที่กำลังตัดสินใจจะหลงเชื่อนั้น อยากแนะนำสั้นๆ ว่า อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานกับคนสูงอายุ เพราะถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่ไม่ดี พ่อแม่ก็ไม่นำมาให้ลูกดู แต่ถ้าผู้สูงอายุไว้วางใจ และมีการพูดคุยกันได้ดีในทุกเรื่องๆ ผู้สูงอายุฟังคำเตือนของลูกหลาน ก็จะช่วยแก้ปัญหาการถูกหลอกลวงในโลกออนไลน์รูปแบบดังกล่าวได้

การที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคน 2 วัย ลูกหลานควรหมั่นพูดคุย หรือเข้าไปทักทายผู้สูงอายุในกลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ เช่น เข้าไปถามว่าวันนี้ไปเที่ยวไหน หากคุณยายส่งรูปขณะไปนอกบ้านมาให้ดูในไลน์ เมื่อนั้นความไว้วางใจก็จะมาเอง

สรุปอย่างง่ายเลยว่า การป้องกันภัยจากการใช้โซเชียลฯ ของผู้สูงอายุอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกหลาน และการควบคุมเวลาในการเล่นให้เหมาะสม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ ลูกหลานไม่ควรไปแอบดูเวลาที่ผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ กับใคร อย่างไร เพราะอย่างไรเสียถ้าความสัมพันธ์ดี ปู่ย่าตายายก็เต็มใจให้ลูกหลานดูโดยไม่ต้องขอ

แต่หากการที่ผู้สูงอายุเล่นโซเชียลฯ อย่างพอดี หรือเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊กเพียงแค่สำหรับติดต่อหาเพื่อนๆ บ้างโดยที่ไม่ได้ทำให้เสียสุขภาพ ซึ่งก็เปรียบเสมือนการดูทีวี ถ้าผู้สูงอายุดูเพื่อรับรู้ข่าวสารบ้านเมือง และมีรายการบันเทิงบ้างเล็กน้อยก่อนเข้านอน ก็เป็นสิ่งทำได้ โดยสรุปแล้ว ในหนึ่งวันผู้สูงอายุไม่ควรเล่นโซเชียลฯ เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กระทบกับกิจกรรมปกติ ซึ่งผู้สูงวัยที่ถูกลูกหลานตำหนิจะทำให้เกิดภาวะน้อยใจ และไม่ยอมปรึกษาขณะเกิดปัญหาเมื่อใช้สื่อออนไลน์ จึงมีโอกาสเสียทรัพย์จากการใช้โซเชียลมีเดีย

ปรากฏการณ์

“เจโรทรานสเซนเดนซ์”

การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้มีทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) คือการมีทักษะในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสื่อสาร การปฏิบัติงาน และการอยู่ร่วมกัน ที่สำคัญจะต้องไปสู่สังคมสูงวัยที่ก้าวไปด้วยกัน

นพ.กฤษฎา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เสริมกับเรื่องผู้สูงอายุกับการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย หรือโลกออนไลน์ในมุมมองของแพทย์ไว้อย่างน่าสนใจ

เขาสะท้อนว่าไม่ใช่แค่เรื่องของสังคม หรือบริบทรอบข้างผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียวที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ยังเกี่ยวกับตัวเนื้อสมองและสรีรวิทยาด้วย เรียกง่ายๆ คือผู้สูงอายุมีร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เปิดกว้าง ให้ความสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว หรืออยากจะเข้าไปร่วมมีส่วนในกิจกรรมต่างๆ ทั้งจิตอาสา การหาเพื่อนหาสังคม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เจโรทรานสเซนเดนซ์” (Gerotranscendence) หรือลักษณะจิตทางความคิดของผู้สูงวัยที่มุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้าง

“จึงไม่แปลกที่ผู้สูงอายุจะหันมาสนใจโซเชียลมีเดีย และใช้งานมากขึ้น แต่ความสนใจในโลกออนไลน์จะแตกต่างกับคนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุมักเลือกใช้เป็นช่องทางพูดคุยกับลูกหลานและติดตามความเคลื่อนไหวของคนรู้จักมากกว่า”

นพ.กฤษฎา เสริมอีกว่า “ความเหงา” ก็เป็นอีกแรงผลักดันให้ผู้สูงอายุต้องเข้าสู่โลกออนไลน์ เพราะด้วยพฤติกรรมที่เรียกว่า “รังที่ว่างเปล่า” หมายถึงความห่างจากบุตรหลาน หรือการต้องอยู่คนเดียว หรืออยู่กันแค่เพียงสองคน การเข้าถึงกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่สนใจในเรื่องราวเหมือนๆ กัน ก็จะช่วยเติมเต็มได้

“ผมเคยเจอผู้สูงอายุที่เข้าสังคมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เดียวกัน และติดต่อกันผ่านโซเชียลฯ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนวัยเดียวกันก็ได้”

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยังสะท้อนถึงด้านมุมมืดของโลกออนไลน์กับผู้สูงอายุ ที่ต้องระมัดระวังการใช้งานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการถูกหลอกเป็นเหยื่อจากกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ โดยเฉพาะการถูกชักชวนให้ซื้อวิตามิน อาหารเสริม ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าอาหารเสริมที่จะซื้อถูกกฎหมายหรือเหมาะสมกับร่างกายตนเองหรือไม่

“เต็มไปด้วยทั้งการหลอกลวง ทำให้ผู้สูงอายุหลงเชื่อ หรืออาจไม่ได้หลอกลวงแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่เหนืออื่นใดแล้วนอกจากการตลาดของโลกออนไลน์ทั้งทำอย่างถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม ยังไม่อาจมีอิทธิพลต่อผู้สูงอายุที่ใช้งานในโลกออนไลน์ได้มากเท่ากับคำ 3 คำ คือ เพื่อนบอกต่อ”

นพ.กฤษฎา ทิ้งท้ายว่า ส่วนใหญ่ที่ซื้ออาหารเสริมแล้วถูกหลอกผ่านโลกออนไลน์ สาเหตุหนึ่งก็เพราะเพื่อนบอกมาว่าใช้แล้วดี ซึ่งกลุ่มเพื่อนเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างแนวโน้มของผู้สูงอายุให้คล้อยตาม ซึ่งบุตรหลานต้องคอยเติมความรู้และข้อแนะนำให้กับผู้สูงอายุในครอบครัว โดยมีหลักง่ายๆ อยู่ 3 ประการ คือ 1.สร้างแนวความคิดว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยปราศจากข้อพึงระวัง หรือไม่มีของฟรีของถูกที่ปราศจากข้อด้อย

2.ใช้โซเชียลมีเดียในทางสร้างสรรค์ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นยาพิษต่อสมองผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการเสพสิ่งดราม่าในโลกออนไลน์ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสมอง และสมรรถภาพจะยิ่งถดถอยลง

และ 3.อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น แม้จะมีเพื่อนหรือคนสนิทมาแนะนำก็ตาม