ไหว้ 9 พระอาเซียน 9 พระนามมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551546

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

ไหว้ 9 พระอาเซียน 9 พระนามมงคล

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กระทรวงวัฒนธรรม

เมื่อวันวิสาขบูชามาถึง ก็พึงที่พุทธศาสนิกชนจะได้เวียนเทียนประทักษิณและปฏิบัติบูชาโดยทั่วกัน วันวิสาขบูชาปีนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 29 พ.ค.หรือในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในฐานะที่เป็นชาวพุทธปุจฉาก็ไถ่ถามกันตามประสา อีกแบ่งปันถึงแหล่งสถานประมาณสัปปายะ ที่จะได้กราบสักการ 9 พระอาเซียนและ 9 พระนามมงคลแบบวันสต็อปเซอร์วิส ไม่ใช่อื่นไกล…ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร (นี่เอง)

พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการเตรียมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชาโลก 2561 ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ กระทรวงวัฒนธรรม เล่าว่าโครงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกปีนี้ จะจัดขึ้น ณ บริเวณลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25-29 พ.ค. รวม 5 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

“พระอาเซียนจาก 9 ประเทศ และพระนามมงคลจาก 9 วัดดังทั่วประเทศของไทย จะได้จำลองมาประดิษฐานให้ประชาชนสักการะอย่างสะดวกสบายแบบวันสต็อปเซอร์วิส จุดเดียวพร้อมกันไหว้ให้ครบ 18 องค์พระศักดิ์สิทธิ์ ณ ลานคนเมือง เสาชิงช้าในวันวิสาขบูชานี้”

วันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธบริษัทต่างยึดถือเป็นวาระสำคัญ โดยปีนี้การจัดงานฯ เน้นกิจกรรมที่มุ่งปฏิบัติด้านศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มพลังศรัทธาศาสนาพุทธ ถือเป็นมหากุศลถวายเป็นราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

งานวันวิสาขบูชาปกติจัดที่บริเวณท้องสนามหลวง หากปีนี้เป็นปีแรกที่ริเริ่มจัดขึ้นที่ลานคนเมือง เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชน เนื่องจากพระอาเซียนทั้งหมดจำนวน 9 องค์ ที่จำลองมาประดิษฐานโดยเฉพาะพระนามมงคลอีก 9 องค์ มิใช่เรื่องง่าย ที่จะไหว้สักการะในจุดเดียวพร้อมกัน รวมทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก

“ไหว้พระเป็นสิริมงคล ในนามของกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกรุงเทพมหานคร ขอเชื้อเชิญทุกท่านได้มาไหว้พระที่ลานคนเมืองในวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้”

9 พระนามมงคล

1.พระไพรีพินาศ

วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร

ราวปี 2391 มีผู้นำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระไพรีพินาศองค์นี้ทรงแสดงอภินิหารให้ปรากฏอริราชศัตรูที่คิดปองร้าย ต่างพ่ายแพ้ภัยตนเอง จึงโปรดให้ถวายพระนามว่า พระไพรีพินาศ

2.หลวงพ่อดับภัย

วัดดับภัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปศิลปะล้านนา เชียงแสนยุคแรก หล่อขึ้นด้วยโลหะสัมฤทธิ์ สร้างโดยพระยาอภัย ไม่ว่าท่านจะย้ายไปอยู่ที่ใด จะอัญเชิญหลวงพ่อดับภัยไปด้วยทุกที่ ต่อมาเกิดล้มป่วยหนัก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ไม่บรรเทาลงได้ จึงตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อ พระยาอภัยหายจากอาการเจ็บป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อมาท่านตั้งบ้านเรือนที่บริเวณวัดตุงกระด้าง ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ พร้อมอัญเชิญหลวงพ่อดับภัยมาประดิษฐาน

3.หลวงพ่อดวงดี

วัดดวงดี อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปเก่าแก่ปางมารวิชัย ทางวัดได้เก็บรักษาไว้อย่างเร้นลับ มีเพียงองค์จำลองให้กราบไหว้แทน เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2560 มีการอัญเชิญหลวงพ่อดวงดีองค์จริงออกมาให้ประชาชนได้สักการะเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี แม้กระทั่งพระและสามเณรในวัด หากไม่ได้บวชมานานจริงๆ ก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เชื่อกันว่าใครได้เห็นได้กราบไหว้ จะดวงดีตลอดไป

4.หลวงพ่อโชคดี

วัดท่าใหม่อิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์พระปิดทองงามอร่าม ประดิษฐานในวิหารเก่าแก่อายุ 500 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยกทัพขึ้นมารบกับพม่า ชื่อวัดมีที่มาจากพระนามของ“พระนางมณีจันทร์” พระชายาของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเคยใช้พระนามแฝงว่าแม่อิชื่อนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของวัด ต่อมาเพี้ยนเป็นวัดท่าใหม่อิ ทุกวันจะมีผู้ศรัทธาเดินทางมาขอพร

5.หลวงพ่อสมหวัง

วัดกลางบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

สร้างโดยพระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนฺทโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางพระที่มรณภาพแล้วศพไม่เน่าเปื่อย ท่านได้สร้างหลวงพ่อสมหวังจากนิมิต (22 เม.ย. 2525) หลังจากมีผู้มาสักการะขอพรและได้รับโชคลาภมากมาย บางคนแก้บนด้วยหัวหมู 500 หัว ไข่ไก่ 5 หมื่นฟอง ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาสักการะขอพร

6.หลวงพ่อทันใจ

วัดพระธาตุดอยคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ 1,400 ปี สร้างขึ้นในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์อาณาจักรล้านนา มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ผู้บนบานได้สมปรารถนา ทุกคนจะเดินทางกลับมาถวายดอกมะลิแก้บน (50 พวงขึ้นไป)

7.หลวงพ่อสัมฤทธิ์

วัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร พระมงคลสุธี (สี ยโสธโร) เจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนาราม กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุสืบประวัติทราบเพียงว่า เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลายต่อสมัยอยุธยา มีการปิดทองหลวงพ่อสัมฤทธิ์ทั้งองค์ในช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

8.หลวงพ่อสำเร็จศักดิ์สิทธิ์

วิหารริมคลอง อ.หนองแค จ.สระบุรี

พบหลวงพ่อเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ปี 2502 โดยคนงานชลประทานประตูน้ำพระเอกาทศรถมาขุดดินได้พบก้อนดินที่แข็งมาก ขุดไปได้หลายวัน ดินที่เป็นก้อนแข็งได้แตกเป็นรูปองค์พระ ยายเกลี้ยงสุขเจริญ บ้านอยู่ใกล้องค์หลวงพ่อ เกิดอาการคล้ายคนเข้าทรง ชาวบ้านถามว่าเป็นใครก็ตอบว่า “หลวงพ่อ” มาจากไหน ก็ตอบว่า“มาอยู่ที่นี่ 2 สมัยแล้ว”

ยายหนูชาวบ้านแถวนั้นถามต่อว่าชื่ออะไร ตอบว่า “รับทำได้ไหมแล้วจะบอกชื่อให้” ยายหนูรับปาก หลวงพ่อจึงบอกให้นิมนต์พระ 5 วัด มาสวดและให้ตั้งศาลเพียงตา ให้ทำขันธ์ห้าทุกวัน และจัดงานกลางเดือน 12 ทุกปี แล้วหลวงพ่อก็บอกชื่อว่า “สำเร็จศักดิ์สิทธิ์” ศักดิ์สิทธิ์และสำเร็จทุกอย่างที่คิด

9.หลวงพ่อเหลือ

วัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างในสมัยหลวงปู่เบี้ยวเป็นเจ้าอาวาส ปี 2445 หล่อจากทองเหลืองที่เหลือจากการหล่อพระประธานในอุโบสถ จึงได้ชื่อหลวงพ่อเหลือ เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวในวัดสร้อยทองที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร เนื่องจากวัดอยู่ใกล้สะพานพระรามหก ซึ่ง เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์

9 พระอาเซียน จาก 9 ประเทศ

1.พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปเก่าแก่คู่กับพระพุทธสิหิงค์ พ.ศ. 1978 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งล้านนา สถูปใหญ่ในเมืองเชียงรายถูกฟ้าผ่าทลายลง พบว่ามีพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ข้างใน จึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในวิหาร ต่อมาปูนปั้นกะเทาะออกปรากฏเป็นพระพุทธรูปแก้วทึบสีเขียวมรกต งดงามบริสุทธิ์ โปรดให้อัญเชิญมาสู่เมืองเชียงใหม่

หากกระบวนช้างทรงกลับอัญเชิญไปเมืองลำปาง เป็นอาการถึง 3 ครั้ง พระเจ้าสามฝั่งแกนจึงอัญเชิญไปไว้ ณ วัดพระแก้วดอนเต้า ประดิษฐานที่เมืองลำปาง 32 ปี ต่อมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1985-2031) จึงอัญเชิญสู่เชียงใหม่ ในช่วงเวลา 300 กว่าปีได้ประดิษฐานยังเมืองหลวงพระบางตราบกระทั่ง พ.ศ. 2321 สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คุมกองทัพไปกรุงเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วย ต่อมาเมื่อสร้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเสร็จ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ

2.พระบาง

เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่ราชอาณาจักรลาว ปางห้ามสมุทร ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้งพุทธศักราช 236 มีพระอรหันต์ชื่อว่าพระจุลนาคเถระ จำพรรษาอยู่ลังกาทวีป ปรารถนาจะให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 ปี จึงมีดำริสร้างพระพุทธปฏิมากร ได้ให้คนไปป่าวร้องบอกบุญชาวเมืองลังกาทวีป แล้วให้ช่างปั้นรูปพระพุทธองค์ ในลักษณะยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นห้ามสมุทร (ห้ามญาติ)

ถวายพระนามว่าพระบาง แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ ใส่ผอบแก้วขึ้นประดิษฐานไว้บนอาสนะทอง เบื้องหน้าพระพักตร์พระบาง อธิษฐานว่า หากพระจะได้เป็นที่สักการบูชาแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้พระบรมสารีริกธาตุทั้งห้าเสด็จเข้าสถิตในพระบาง พระบรมธาตุเสด็จเข้าไปประจำพระนลาฏ 1 องค์ พระหนุ 1 องค์ พระอุระ 1 องค์ พระหัตถ์เบื้องขวา 1 องค์ พระหัตถ์เบื้องซ้าย 1 องค์ แสดงปาฏิหาริย์มหัศจรรย์เป็นนานาประการ จัดสมโภช 7 วัน 7 คืน ผู้ใดได้สักการบูชาจะหมดทุกข์หมดโศก เจริญรุ่งเรือง

3.พระแก้วมรกต

วัดเจดีย์เงิน (วัดพระแก้ว) กรุงพนมเปญ กัมพูชา

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกรุงพนมเปญ องค์พระสีเขียวมรกต มีความศักดิ์สิทธิ์เลื่องลือ ผู้ขอพรประสบความสุขความสำเร็จดังปรารถนา วัดพระเจดีย์เงิน รู้จักในนาม “วัดพระแก้ว” ห้ามถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด สมเด็จพระนโรดมทรงสร้างเจดีย์เงินนี้ขึ้นในปี 1892

4.พระมหามัยมุนี

มัณฑะเลย์ เมียนมา

พระมหามัยมุนี แปลว่า พระผู้เป็นที่เคารพสูงสุด ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ สูง 12 ฟุต 7 นิ้วก่อนสร้างพระองค์ได้ทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธรูปเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ในการสืบทอดพระศาสนา

ในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกรุกรานโดยกษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพเพียงใด ก็ไม่อาจเคลื่อนย้ายพระมหามุนีออกจากเมืองได้ ต้องมีเหตุขัดข้องทุกคราไป ตราบเมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาตียะไข่ได้ จึงอัญเชิญลงมาตามลุ่มน้ำอิระวดีถึงเมืองมัณฑะเลย์ องค์พระถูกปิดทองทั้งองค์ทับซ้อนกันหลายร้อยปี(ยกเว้นบริเวณพระพักตร์) ทำให้องค์พระแลดูใหญ่ขึ้น แต่อัศจรรย์ที่พระพักตร์ก็ใหญ่โตขึ้นตาม ทั้งที่มิได้ปิดทองที่พระพักตร์เลย

5.พระประธาน วัดเซ็นกวน

วัดเซ็นกวน เมืองมะนิลา ฟิลิปปินส์

พระพุทธรูปประทับนั่ง พุทธลักษณะแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไป ประดิษฐานอยู่ที่วัดเซ็นกวน วัดสำคัญทางพุทธศาสนาในฟิลิปปินส์ ภายในวัดมี 3 ห้องโถง ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ประธาน พุทธศาสนิกชนพากันหลั่งไหลมา เพื่อสักการะพระพุทธปฏิมาประธาน ขอพรในสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งจะสำเร็จตามตามบุญบารมีแห่งตน

6.พระอมิตาพุทธ

วัดโต๋งเลิม เมืองญาจาง เวียดนาม

พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม แกะสลักจากหิน สูง 44.8 เมตร สร้างในปี 2552 ด้วยเงิน 6,546 ล้านด่อง (3.1 แสนดอลลาร์สหรัฐ) เป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวพุทธในเวียดนาม ประทับอยู่ด้านทิศตะวันตกของสุขาวดี ตามความเชื่อของชาวพุทธนิกายมหายาน มีพุทธลักษณ์เป็นศิลปะแบบจีน

7.พระศากยมุนี

วัดเมนดุด เกาะชวา อินโดนีเซีย

พระพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ของอินโดนีเซีย ประทับนั่งในท่าห้อยขา โดยมืออยู่ในท่าหมุนพระธรรมจักร ประดิษฐานในวัดเมนดุดเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งแต่ก่อนสมัยบุโรพุทโธ (Borobudur) วัดสร้างในปี 824 ภายในวัดประดิษฐานพระศากยมุนี, พระอวโลกิเตศวรและพระศรีอริยเมตไตรย

8.หลวงพ่อโต สิงคโปร์

วัดศากยมุนีพุทธคยา (วัดโคมไฟพันดวง) ถนนสนามม้า สิงคโปร์

พระพุทธปฏิมาองค์ใหญ่ ปางมารวิชัย สีจีวรสีส้ม สูง 15 เมตร สร้างโดยพระวุฒิสาระ พระสงฆ์จากไทย ที่ฐานองค์พระมีภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ประทับนั่งใต้แสงไฟ ประชาชนที่เดินทางมาสักการบูชา จะรู้สึกเหมือนว่า หลวงพ่อโตเสมือนมีชีวิต เพราะสีที่พระฉวีเหมือนสีผิวคนจริงๆ

9.พระพุทธลีลามหามงคล (หลวงพ่อสระทอง)

วัดพิกุลทองวราราม รัฐกลันตัน มาเลเซีย ประดิษฐานอยู่ที่วัดพิกุลทองวราราม อำเภอตุมปัด รัฐกลันตัน พุทธลักษณะปางลีลา ซึ่งจำลองแบบมาจากพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พุทธมณฑล นครปฐม ประเทศไทย เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในมาเลเซีย

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ มองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551293

x

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เทรนด์ด้านสุขภาพและความงามกำลังมาแรงต่อเนื่องมาหลายปี เพราะใครๆ ก็อยากสวยดูดีแข็งแรงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ดังนั้นจึงมีนักธุรกิจหน้าใหม่จากหลายวงการที่อยากเข้ามาแชร์ตลาดตรงนี้เช่นเดียวกับชายคนนี้ที่เป็นนักการเงินและการตลาดชายหนุ่มวัยสี่สิบเศษๆ หน้าตายิ้มแย้มใจดี

แม้ในแวดวงความงามเขาอาจจะเป็นหน้าใหม่ แต่ถ้าในด้านการตลาดและการเงินการลงทุนเขาก็คร่ำหวอดนานกว่า 10 ปี ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือ ทาพาโก้ เดิมนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ และปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

หากวันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ในชื่อ เฮย์สตรีท (Hej Street) โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์ จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชาย หมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณ รูปร่าง มันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำเพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18-60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือ ปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

หลังจากที่ทีมงานทำการศึกษาข้อมูลอย่างมั่นใจมาเป็นเวลาปีกว่า เขาจึงเริ่มลุยธุรกิจนี้อย่างจริงจัง โดยเปิดสาขาแรกที่ถนนสีลมเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาเกือบทุกเดือนภายในสิ้นปีนี้ให้ครบ 10 สาขา โดยเขาจะทำร้านให้เป็นคอนเซ็ปต์บิวตี้ไลฟ์สไตล์ เช่น มีมุมให้นั่งรอพร้อมปลั๊กเสียบไว-ไฟ เสียบคอมพ์ เพื่อนั่งทำงานหรือเวลาที่คุณผู้ชายมานั่งรอแฟนช็อปปิ้ง มีเครื่องดื่มจำหน่าย มีที่นั่งเป็นจุดนัดพบ หรือในอนาคตอาจจะมีอีเวนต์ เช่น สอนแต่งหน้าฟรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และภายในปีหน้าจะเปิดช็อปออนไลน์เพื่อมอบความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งการทำโปรโมชั่นตามเทศกาลต่างๆ

เขาบอกว่าแม้ร้านของเขาจะมาช้ากว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่หลายปี แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำธุรกิจ เพียงแต่อาจจะต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำการบ้านให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่ามีความพร้อมทั้งทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขาโดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

นอกจากนี้ เขามีแผนที่จะขยายสาขาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น ด้วยการทำเป็นรถบิวตี้ทริกไปจอดในย่านมหาวิทยาลัยหรืออาคารสำนักงานหรืองานอีเวนต์ต่างๆ โดยจะทำเป็นโมเดลนำร่องช่วงปลายปีนี้ และปีหน้าจะขยายไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ อย่าง เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งทีมงานได้เริ่มทำการบ้านกันแล้ว

ด้านการศึกษานั้นเขาจบวิทยาศาสตรบัณฑิต ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด และจบปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร ที่รามคำแหง วัยเด็กเกิดที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เขาเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ สร้างชื่อเสียงด้านวิชาการให้โรงเรียนอยู่เสมอ ที่บ้านทำฟาร์มสุกร จึงมุ่งมั่นที่จะเรียนวิทยาศาสตร์สัตวศาสตร์เพื่อจะมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แล้วกลับค้นพบว่าตนเองชอบด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่าก็เลยไปเรียนปริญญาตรี ด้านบริหารที่มหาวิทยาลัยรามฯ ควบคู่กันไป เลยจบปริญญาตรีมาพร้อมๆ กัน 2 ใบ

หลังจบปริญญาตรีไปทำงานกับบริษัทด้านการเกษตรชื่อดังอยู่พักใหญ่ ทำไปทำมาก็มีความชัดเจนว่าชอบงานด้านบริหารด้านการเงินมากกว่า ก็เลยลองลงทุนในตลาดหุ้นไปด้วย แต่ฟองสบู่แตกปี 2540 ก็เสียหายไปกับหุ้นเยอะ จึงลาออกมาเรียนปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร และทำธุรกิจทางด้านออนไลน์เมื่อ 21 ปีที่แล้ว โดยขายอาหารสุนัขและอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสุนัขและสัตว์เลี้ยง เพราะเขาชอบเลี้ยงสุนัขมาตั้งแต่เด็กๆ ในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทย การขายของผ่านออนไลน์ตอนนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่ธุรกิจก็ไปได้ดี

หลังจากนั้นเขาได้รับการชักชวนให้มาทำงานเป็นผู้บริหารให้กับธุรกิจด้านบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ก็ทำงานที่บริษัทแห่งนี้อยู่หลายปี เมื่อได้มาทำงานที่ถนัดและตรงกับจิตวิญญาณตนเองมากที่สุดก็สามารถสร้างผลงานได้ดี ทำให้เกิดเครือข่ายด้านธุรกิจมากมาย เริ่มจากมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า แม้สามารถสร้างฐานลูกค้าจนมีผลงานดีที่สุดในบริษัทก็รู้สึกรวยยากเหลือเกิน เมื่อมีความพร้อมจึงลาออกมาทำหน้าที่ตัวกลางในการซื้อขายกิจการ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ พร้อมๆ กับเป็นดีลเมคเกอร์ให้กับธุรกิจต่างๆ

จนกระทั่งเขาเองได้ไปซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการไม่ค่อยดีราคาหุ้นต่ำๆ แล้วนำแนวคิดดีๆ โอกาสทางธุรกิจไปนำเสนอต่อผู้บริหาร จนบริษัทเหล่านี้พลิกฟื้นจนธุรกิจกลับมาทำกำไร ราคาหุ้นก็กลับมาเติบโตไปได้ดี ซึ่งเขาซื้อหุ้นในลักษณะนี้มา 2-3 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและปรับโมเดลการทำธุรกิจก็กลายเป็นบริษัทที่เติบโตมั่นคงแข็งแรงในตอนนี้

สำหรับหลักปรัชญาในการทำงานของเขานั้น คือ หาจุดแข็งจุดอ่อนในธุรกิจของตนเองให้เจอแล้วปิดจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งเข้าไป พร้อมๆ กับมองหาโอกาสทางธุรกิจให้เจอ แต่ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมในการทำงาน บริษัทในเครือหลายบริษัทมีชื่อ C4 เพราะทีมงานทำงานโดยยึดหลักธรรมของพระมหาชนก คือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือที่เรียกว่าอิทธิบาท 4 นั่นเอง

ด้านผู้บริหารที่ดีในความคิดเห็นของเขานั้น ก็คือ ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีเครดิตที่ดี อย่าเสียคำพูด อย่าเสียหายเรื่องเงิน ถ้าภาพลักษณ์ในการทำงานดี คนจะเชื่อถือและให้การสนับสนุนได้ดีกว่า เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคในการทำงานควรตั้งสติให้ดี ทบทวนปัญหาและเริ่มต้นใหม่ เพราะคนเรานั้นมีสิทธิที่จะผิดพลาดกันได้เสมอ แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อ ลุกขึ้นเริ่มใหม่อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจอะไรง่ายๆ

ที่สำคัญ คือ ควรมีอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค “ผมชอบเอานำหลักธรรมะมาช่วยในการคิดและตัดสินใจเพราะคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องทันสมัยใช้ได้ตลอดเวลาไม่มีล้าสมัย ตอนเด็กๆ ผมเรียนธรรมศึกษาจนถึงชั้นนักธรรมเอกและนำสิ่งที่เรียนมาใช้ในชีวิตการทำงานหลายเรื่อง เพราะธรรมะสอนให้เดินสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป เหมือนมีวัคซีนใจไว้ดูแลตัวเอง ธรรมะเป็นธรรมชาติสามารถนำมาปรับใช้ได้หมดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในส่วนของบุคคลที่เป็นโรลโมเดลที่เขาชื่นชอบ คือ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เป็นผู้บริหารที่คิดนอกกรอบและทำได้จริง ไม่ขายฝัน มีวิสัยทัศน์ มองอนาคตได้ขาด และมีความคิดที่ทันสมัยอยู่เสมอ อีกท่านคือ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PTT เพราะเป็นนักการบริหารที่เก่ง มีสายตากว้างไกล และเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี มีความเป็นมิตรสูงกับทุกๆ คน สามารถทำให้กิจการของเครือ PTT ขยายตัวไปหลายมิติจนมีมูลค่ากิจการขยายตัวไปหลายเท่า ทั้งที่เป็นกิจการกึ่งรัฐวิสาหกิจที่ต้องมีการประสานประโยชน์กับหลายภาคส่วน

ท่านได้แต่ใดมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551291

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

ท่านได้แต่ใดมา

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีในสายตาคนทั่วไป แต่เชื่อไหมว่าคนรวยส่วนใหญ่แม้จะมีเงินเก็บหลายล้านก็ล้วนเป็นหนี้ธนาคารด้วยกันทั้งสิ้น ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะเป็นหนี้เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างหนึ่ง หากใช้เงินเก็บที่มีลงทุนแล้วไม่ได้ผลตามที่คาด

เท่ากับว่าเงินเก็บหลายปีที่ผ่านมานั้นต้องสูญสลายหายไปในพริบตา แต่หากกู้ยืมเงินธนาคารมาลงทุนในเพียงบางส่วนก็จะทำให้ความเสี่ยงนั้นลดลงและหากได้ผลกำไรดีก็ยังสามารถลงทุนกู้ยืมลงทุนทำธุรกิจเพิ่มเติมอีกได้ นั่นคือการเป็นหนี้เพื่อสร้างรายได้และเงินที่งอกเงยขึ้นมา แล้วหนี้สินของเราส่วนใหญ่ล่ะเกิดจากอะไรบ้าง

1.ชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม

ค่านิยมเรื่องความกลัวใช้ชีวิตไม่คุ้ม ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่อยากทำงานไปจนวันตาย อยากเที่ยว อยากกิน ทำให้เราไม่อยากทำงานเก็บเงิน อยากกินอยากเที่ยว อยากได้อะไรก็จะใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ทั้งที่ตัวเลขอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทย และประชากรโลกนั้นมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราลืมไปว่าเรี่ยวแรงหาเงินตอนสูงอายุนั้นไม่ได้มีมากเท่ากับหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรงและความฝัน

จึงเป็นเหตุให้เราใช้เงินในการหาความสุขให้กับตัวเองโดยลืมคำนึงถึงอนาคตที่เราอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว และสร้างหนี้ด้วยการรูดบัตรเครดิต สร้างหนี้ระยะสั้นเพื่อความสุขใส่ตัวมากเกินไป การหาความสุขเพื่อความผ่อนคลายในชีวิตนั้นมีได้แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความสุขที่ไม่สร้างหนี้ ไม่เกินกำลังจ่ายมากเกินไป

2.ชีวิตต้องอินเทรนด์

ไม่มีใครอยากตกยุคหรือล้าสมัย เทคโนโลยีนั้นมีค่าใช้จ่ายราคาแพงกว่าที่เราคิดเสมอ เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาก็เริ่มขวนขวายหาเทคโนโลยีที่ดีกว่า โดยลืมไปว่าเราจำเป็นต้องใช้ความสามารถตรงนั้นหรือเปล่า เช่น กล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล คมชัดทุกรูขุมขน แต่พออัพขึ้นอินสตาแกรมแต่งภาพย้อมสี คุณภาพเหลือ 3 แสนพิกเซลแล้ว แล้วอีก 19.7 ล้านพิกเซล ที่เหลือ กับราคา 2 หมื่นกว่าบาทนั้นหายไปไหน

ใช้เงินเท่าที่จำเป็นกับเทคโนโลยีทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้เราเป็นหนี้เพิ่มขึ้น คนที่หาเงินเก่งจะมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานหาเงินเท่านั้น นักธุรกิจรุ่นเก่าใช้เพียงแค่โทรศัพท์พื้นฐานโทรติดต่องานก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนหลักล้านก็มี ลองเพิ่มแนวความคิดว่าต้องใช้เทคโนโลยีทำเงิน ไม่ใช่เสียเงินไปกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

3.ชีวิตไม่เคยยับยั้งชั่งใจ

การใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ นั้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเราใช้จ่ายเงินสูงเกินรายได้จนเกิดหนี้ โดยเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เราซื้อโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ที่มักจะให้น้ำหนักกับการซื้อก็คือเรื่อง ความชอบ เป็นความชอบส่วนบุคคล เช่น ของสะสม แก้วน้ำ รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า แว่นตา กล้องถ่ายรูป เห็นแล้วอดใจไม่ได้ต้องซื้อ

อีกเหตุผลที่ใช้เงินโดยขาดความยับยั้งชั่งใจก็คือ ความจำเป็นเทียม บางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เรากำลังจะซื้อนั้นจำเป็นต้องใช้ เช่น กระเป๋าใบใหม่ที่มีช่องใส่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ใบเดิมมีช่องใส่น้อยกว่าเพียงแค่ช่องเดียว หรือกระเป๋าเดินทางที่ต้องซื้อให้ครบทุกไซส์เผื่อการเดินทางหลายวัน ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเที่ยวเกินระยะเวลา 5 วัน กับกระเป๋าขนาด 20 นิ้ว หรือซื้อหม้อหุงข้าวแบบคอมพิวเตอร์ทำอาหารได้หลากหลาย แต่ใช้จริงเพียงหุงข้าวทั่วไป ไม่เคยเอามาต้มทำโจ๊ก หรืออบขนมปังในหม้อข้าวเลยสักครั้ง แบบนี้คือความจำเป็นเทียมที่ต้องคิดให้ดีว่าเอาเข้าจริงแล้วเราจะได้ใช้เป็นประจำอย่างที่คิดหรือเปล่า

4.ชีวิตไม่เคยขายของ

ทักษะจำเป็นในโลกยุคใหม่ก็คือ ทักษะพ่อค้าแม่ค้า การซื้อขายสินค้ามือสองในบ้านจะช่วยประหยัดเงินได้มาก ทุกครั้งที่ซื้อของใหม่เข้ามาแทนที่ของเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากของเก่ายังใช้งานได้ก็ควรทำความสะอาดและถ่ายรูปขายของชิ้นนั้นออกไป ซึ่งมีข้อดีคือช่วยให้คุณมีเงินซื้อเครื่องใหม่ในราคาที่ถูกลง เช่น ซื้อลำโพงใหม่ราคา 1,000 บาท แต่คุณขายลำโพงเก่าออกไปได้ 300 บาท ก็เท่ากับว่าคุณซื้อลำโพงใหม่ในราคา 700 บาท

ในหลักการเดียวกันกับการซื้อขายสมาร์ทโฟน เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ในราคา 1 หมื่นบาท ใช้งาน 1 ปีผ่านไป คุณอยากจะซื้อเครื่องใหม่ราคา 1.2 หมื่นบาท ก็ขายสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าออกไปได้ในราคา 4,000 บาท แล้วซื้อรุ่นใหม่ก็จะเท่ากับว่าคุณซื้อเครื่องใหม่ในราคา 8,000 บาทเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ลองดูว่าคุณสามารถปรับวิธีคิดและรูปแบบการใช้เงินแบบไหนได้บ้าง บางครั้งการสละสิ่งของละทิ้งความเสียดายจะทำให้คุณเสียเงินน้อยลงและได้ของที่จำเป็นกับชีวิตที่แท้จริง

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551288

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

ไทยนิยม สู่นิยมไทย อย่าแค่ไฟไหม้ฟาง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ไทยพีบีเอส

ต้องยอมรับว่าการจัดงานอุ่นไอรักฯ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบันมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้น ณ ลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า ระหว่างวันที่ 8 ก.พ.-11 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ละครบุพเพสันนิวาสที่จบไปแล้วนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่คนไทยต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย จนเป็นกระแสไทยนิยม

ดังจะเห็นได้จากการแต่งชุดไทย อาหารไทยโบราณ การท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และได้รับการหยิบยกเป็นประเด็นในวงสนทนาวิชาการอย่างแพร่หลาย แต่ทำอย่างไรกระแส “ไทยนิยม” นั้นจะเกิดความยั่งยืนต่อไป ที่มิใช่แค่ปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟางที่วูบวาบสักพักแล้วก็ดับมอดไปเฉยๆ

ทำไมต้องเสวนาคอนเสิร์ต วัฒนธรรมนำไทยฯ

การจัดเสวนาคอนเสิร์ต “วัฒนธรรมนำไทย ไทยนิยม…สู่นิยมไทย” ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ นับเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยนิยม” ของภาครัฐอีกด้วย

รศ.ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มก. กล่าวถึงการจัดโครงการเสวนาดนตรีดังกล่าวว่า ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสถือเป็นละครที่สาธารณชนให้ความสนใจจนเกิดเป็นกระแสไทยนิยมและการฟื้นฟูวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน คณะมนุษยศาสตร์ มก. จึงเห็นโอกาสที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้จากการบูรณาการศาสตร์ในสาขามนุษยศาสตร์และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ดนตรี ตอบสนองนโยบายภาครัฐในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย จึงได้จัดโครงการเสวนาคอนเสิร์ตดังกล่าว

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ศิลปะและวัฒนธรรมไทย เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความงามความเจริญของบ้านเมืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่แฝงอยู่ในชีวิตความเป็นอยู่ของสยามประเทศอันผูกพันอยู่กับสถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ทั้งวัฒนธรรมอาหาร การปกครอง เครื่องแต่งกาย ความเชื่อ ภาษา ดนตรี และสถาปัตยกรรมอันงดงามจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยในปัจจุบัน

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การจัดเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่จะสร้างสรรค์และแสดงการรวมตัวด้านสื่อสารมวลชนและดนตรีอย่างลงตัว ทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากงานนี้จะเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และภาพทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่เพียงในสื่อโทรทัศน์อย่างที่ผ่านมา แต่เผยแพร่สื่อสารต่อไปยังสื่ออื่นๆ ได้กว้างขวาง กระตุ้นให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างดี โดยเฉพาะภาครัฐด้านวัฒนธรรม ภาษา การท่องเที่ยว และส่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าทางวัฒนธรรมในตัวสินค้าเพื่อการส่งออกต่อไป

ในงานเสวนาคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการนำเสนอเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ เครื่องแต่งกาย ในสมัยอยุธยา ผสมผสานกับบทเพลง ในประวัติศาสตร์ เพลงอมตะจากละครย้อนยุค บรรเลงโดยวงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Wind Symphony ได้แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ช่วงสลับกับการเสวนา

ช่วงที่ 1 ใช้ชื่อว่า “ยอยศศรีอโยธยา” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงโหมโรงอยุธยา ซึ่งมีบทบาทในการต้อนรับราชทูตสยามในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่วงที่ 2 คือ เสมอนคราเทพยรังสรรค์ ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงสายโลหิต ช่วงที่ 3 “สถิตสวรรค์รัตนโกสินทร์” ประกอบด้วยการบรรเลงเพลงอมตะจากละครเรื่องสี่แผ่นดิน ลาวคำหอม และเพลงในหลวงของแผ่นดิน

แต่ละช่วงของการแสดงบนเวทีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมในงานและผู้ชมทางบ้านเรียกว่าเป็นไฮไลต์ได้ทั้งหมด โดยมีนักแสดงมากมาย ซึ่งมาจากคณาจารย์ นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงดารานักแสดงที่เป็นศิษย์เก่าของ มก.ทั้งสิ้น อาทิ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ที่มาพร้อมกับคุณแม่ เป็นต้น

นุ่งโจงกระเบนมรดกกรุงศรีที่คนอย่าได้ลืม

หันมาที่เวทีเสวนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับยุคทองของอยุธยา ความรู้เรื่องการแต่งกายรูปแบบการแต่งกาย และการเสวนาให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาพสะท้อนวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลาย โดยมีคณาจารย์ร่วมเสวนา 3 คน คือ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์อาจารย์ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ และ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีรผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย

ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศิลปินนักออกแบบเครื่องแต่งกายสมัยอยุธยา ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายละครเรื่องพิษสวาท ภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่องศรีอโยธยา กล่าวว่า ต้องยอมรับกรุงศรีอยุธยาได้ถ่ายทอดศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้ ซึ่งแต่เดิมชื่อว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา ก็คือเมืองอยุธยาใหม่ ผ่านยุคสมัยมาเรื่อยๆ จนมาเป็นคนไทยทุกวันนี้ ฉะนั้น กรุงศรีอยุธยายังไม่ตาย สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 คนอยุธยาก็มาสร้างเมืองใหม่คือธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แบบแผน ประเพณีของรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มาจากกรุงศรีอยุธยา คนที่มาสร้างกรุงเทพฯ ก็คือคนอยุธยาตอนปลาย แล้วคนที่สืบเชื้อสายมาในคนกรุงเทพฯ ก็คนอยุธยานั่นเอง

“ถ้าถามสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่กรุงศรีอยุธยามาถึงปัจจุบันที่อยากจะฝากคนไทย คือ การนุ่งโจงกระเบน ต้องยอมรับว่าตั้งแต่งานอุ่นไอรักฯ มาถึงละครบุพเพสันนิวาสที่เกิดกระแสฟีเวอร์ ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า พอดูละครบุพเพสันนิวาสคนไทยในยุคใหม่ก็ตื่นเต้น ได้ภาษาไทยมาหนึ่งคำคือ ‘ออเจ้า’ ได้อาหารมาหนึ่งอย่างคือ ‘หมูโสร่ง’ ส่วนเราได้โจงกระเบนมาคนละผืน เห็นใส่กันแพร่หลาย แต่หลายคนใส่ไม่เป็น บางคนต้องไปซื้อสำเร็จรูปมาใส่ฉะนั้นจึงอยากฝากมรดกอยุธยาคือการนุ่งโจงกระเบนให้คนไทยอย่าได้ลืม นุ่งไม่ยากฝึกนิดหน่อยก็เป็นแล้ว”

ละครเสียกรุงต้องไม่สร้างต่อไป

ศัลยา สุขะนิวัตติ์ หรือ อาจารย์แดง ศิลปินผู้ประพันธ์บทละครโทรทัศน์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ คู่กรรม นางทาส สายโลหิตดอกส้มสีทอง รวมถึงบุพเพสันนิวาส และเป็นอดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตอนนี้กำลังเขียนบทละครสายโลหิตเวอร์ชั่นที่ 2 โดยตัดสินใจที่จะไม่เขียนถึงการเสียกรุงเหมือนเวอร์ชั่นแรกอีกต่อไป

“ดิฉันอยากจะอ่านอะไรสักอย่างให้ฟังเพื่อยืนยันว่า เราต้องจบเรื่องการเสียกรุงไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรอยต่อจากอยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ หรือถึงอะไรก็ตาม ขอให้จบเรื่องการเสียกรุง แล้วการเสียกรุงไม่น่าจะเข้ามาอยู่ในละครอีกต่อไป ดิฉันขออ่านให้ฟัง

คำพูดแรกมีอยู่ว่า ‘ขออโหสิกรรมในเหตุการณ์ต่างๆ ที่กองทัพพม่าได้ก่อขึ้นไว้อย่างโหดร้ายและเศร้าสลดที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เศร้าสลดขึ้นในครั้งนั้นเมื่อพม่าได้รับเอกราช สิ่งแรกที่ชาวพม่ามุ่งหวังก็คือกลับเป็นมิตรพุทธมามกะกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือประเทศไทย’ นี่คือคำพูดนี้ของ ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2500 ในงานฉลองพุทธศตวรรษ

อีกคำพูดหนึ่ง ‘ประเทศทั้งสองได้เรียนรู้ข้อพิพาทที่เคยมีมาในอดีต และส่งเสริมไมตรีจิตมิตรภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นด้วยกัน ขอให้ประเทศทั้งสองแสดงให้ปรากฏแก่ตาโลกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ประเสริฐ ตั้งอยู่ด้วยกันโดยสันติเป็นนิตย์และประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นนิรันดร’ นี่คือพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนพม่าในเดือน มี.ค. 2503”

อาจารย์ศัลยา กล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ด้วยคำพูดดังกล่าวนี้จะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้น ไม่มีภาพหรือเรื่องราวการเสียกรุงเกิดขึ้นในละครของไทยอีกต่อไป ส่วนทางพม่าจะทำละครเหล่านี้หรือไม่ไม่อาจทราบได้ แต่ของไทยต้องไม่มี แล้วสายโลหิตเวอร์ชั่น 2 จะไม่เหมือนกับสายโลหิตในเวอร์ชั่นแรก

ขณะที่ ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีร ผู้เชี่ยวชาญสาขาวรรณคดีและภาษาไทย อดีตอาจารย์ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ละครไทยจะไม่สร้างที่เกี่ยวกับการเสียกรุง แต่สิ่งที่อยากให้คนไทยตระหนัก ไม่อยากให้นำมาสู่การเสียกรุงอีกในยุคสมัยของพวกเราคนไทยในปัจจุบันและอนาคต ก็คือตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ชาติไทยคงไม่ดำรงอยู่มาถึงวันนี้ได้

“สิ่งที่อยากฝากคือ เมื่อเราจะสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม นิยาย ละคร บทเพลง ดนตรี หรือสิ่งที่จะสร้างความบันเทิงรื่นเริงต่อผู้ชมนั้น ก็ควรแทรกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงอยู่คู่คนไทย และเป็นหัวใจของพวกเราไปตลอดกาล”

วัฒนธรรมไทยสู่ไทยนิยมอย่างยั่งยืน

ดร.สุรัตน์ มองว่า วัฒนธรรมไทย ไทยนิยมสู่นิยมไทย เป็นชื่อที่ดี แต่ต้องการให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้เป็นไฟไหม้ฟางวูบขึ้นมาแล้วหายไป ทุกคนไม่ต้องลุกขึ้นมานุ่งโจงกระเบน ห่มสไบเดินไปถ่ายรูปอย่างเดียวก็ได้ แต่ยังมีความนิยมไทยอื่นๆ ที่เป็นความเป็นไทยที่ยั่งยืนในชีวิต เช่น ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความเป็นเพื่อน ความเป็นญาติเป็นมิตร ที่คนไทยมีมาแต่โบราณ แต่ปัจจุบันสังคมเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีวัฒนธรรมการอยู่แบบใหม่ เช่น อยู่คอนโด หมู่บ้านจัดสรร อพาร์ตเมนต์ ทุกคนไม่รู้จักกัน นี่คือความเป็นไทยที่หายไป อีกอย่างเวลาที่เกิดไทยนิยม เช่น ละครจบแล้วก็หายไป กระทั่งเกิดไทยนิยมอย่างอื่นก็มาเริ่มกันใหม่ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น อีกอย่างอยากให้ความนิยมไทยอย่างอื่นที่ฝังรากลึกในจิตใจของเรา เช่น ความมีน้ำใจ การรู้จักแบ่งปัน ให้อยู่ในใจคนต่อไปอย่างยั่งยืน

ด้าน อาจารย์ศัลยา กล่าวว่า การที่จะเกิดไทยนิยม นิยมไทยอย่างยั่งยืนนั้น ต้องทำในรูปแบบที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงแค่ละครที่สอดแทรกไปนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่พอ ต้องทำละครที่มุ่งเน้นประเด็นนั้นจริงๆ ยกตัวอย่าง นาฏศิลป์ไทย เพลงไทย วิจิตรศิลป์ หรืออาหารก็ต้องทำจริงๆ

“จะทำแดจังกึมก็ต้องทำแบบแดจังกึมจริงๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่หมูโสร่งที่ดิฉันเขียนในบุพเพสันนิวาส ตัวเองก็ไม่รู้จักเลย ไม่เคยกินด้วย ก็ไปเปิดหนังสือดูว่ามันทำแบบไหน อย่างนี้ไม่ได้ หรือการฝีมือต่างๆ เช่น ร้อยมาลัย ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ทำให้มันจริงจัง ส่วนเรื่องทางสังคม วัฒนธรรม การอยู่ร่วมกัน ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าถามดิฉันอยากทำละครเรื่องอะไร ก็อยากทำที่เกี่ยวกับคนแก่ ซึ่งวัฒนธรรมสำหรับคนแก่ในบ้านเราไม่มีที่ไหนในโลกที่พิเศษกว่านี้แล้ว จึงต้องไปหาข้อมูลทำออกมาชัดเจน

อีกเรื่องที่อยากทำคือ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ ดิฉันเชื่อคนไทยยังไม่รู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่จะพูดต่อไปคือความร่วมมือจากผู้จัดละครหรือช่องทีวีต่างๆ ยากที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพระเป็นเรื่องพาณิชย์ศิลป์ ฉะนั้น ถ้าเผื่อใครที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม นอกเหนือจากงานที่ท่านทำอยู่แล้วก็มาทำตรงนี้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องการที่สุด

สำหรับดิฉันต้องการคอนเทนต์ที่ชัดเจนและแข็งแรง แต่นิยายที่มีอยู่เดี๋ยวนี้แทบจะใช้ไม่ได้แล้ว มันเก่า มันช้ำ มันเฝือ ไม่มีนิยายเรื่องอะไรที่โดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรม ฉะนั้นคอนเทนต์เหล่านี้ คนที่มีหน้าที่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ต้องไปจัดการทำให้เกิดขึ้นไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แล้วคนทำละครก็ไปเอามา แล้วก็มาถึงมือดิฉันก็เขียนอย่างดีที่สุดส่งไปขายต่างประเทศได้เลย” นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

3 ทักษะเด่น ที่มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551217

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 15:29 น.

3 ทักษะเด่น ที่มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์

เรื่อง วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนทำให้หลายองค์กรต่างนำระบบและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือเครื่องระบบอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลากหลายอาชีพ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า แม้เครื่องปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทมากขึ้นในหลากหลายอาชีพ แต่ในความเป็นจริงหากลองวิเคราะห์ข้อมูลแล้วงานที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทดแทนนั้นมักจะเป็นงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ หรือเป็นงานที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์มีความสามารถในการคำนวณข้อมูลที่ซับซ้อนได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์

“ดังนั้น เทคโนโลยีด้าน AI จะมีผลเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของมนุษย์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น งานบางอย่างจะถูกหุ่นยนต์ทดแทนแต่ก็จะเกิดงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำแทนได้ เช่น งานที่ใช้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ งานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ตลอดจนงานบางอย่างที่มนุษย์สามารถนำจุดแข็งของหุ่นยนต์มาใช้และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ขณะที่ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงานที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.4 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 9 หมื่นอัตรา ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มี 3 สายงานหลักที่หุ่นยนต์จะมาช่วยสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1.อาชีพด้านบริการ เช่น พนักงานจองตั๋วเครื่องบิน พนักงานต้อนรับในโรงแรม เป็นต้น ทุกวันนี้แนวโน้มการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคบริการมีโอกาสแซงหน้าหุ่นยนต์ภาคการผลิต โดยจะเห็นว่ามีองค์กรจากหลากหลายธุรกิจที่นำหุ่นยนต์ไปใช้ในการให้บริการ ซึ่งหุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นทั้งผู้ให้บริการและลูกค้าที่มาใช้บริการ แต่หากมีเรื่องที่ซับซ้อนหรือนอกเหนือจากที่สั่งการให้หุ่นยนต์จัดการได้ ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะถึงแม้คอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้รวดเร็วแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในเรื่องการตัดสินใจ ตลอดจนการแสดงความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการแท้จริงได้

2.อาชีพเฉพาะทาง เช่น ผู้ช่วยแพทย์ ปัจจุบันแวดวงการแพทย์เริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนก็คือการผ่าตัด หุ่นยนต์จะสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรการใช้หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การผ่าตัดที่ซับซ้อนในอวัยวะสำคัญ ที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของแพทย์เป็นหลัก รวมถึงยังต้องอาศัยทักษะการตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่มีในมนุษย์เท่านั้นอีกด้วย

3.อาชีพให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน ปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่จะช่วยให้คำปรึกษาด้านการลงทุนผ่านซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดอยู่แค่เฉพาะคำแนะนำด้านการลงทุนเท่านั้น ยังไม่สามารถให้คำปรึกษาหรือแนะนำวางแผนการเงินเชิงลึกในด้านอื่นๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ได้ เนื่องจากบางสิ่งมีความซับซ้อนเกินกว่าที่เทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์จะเข้าใจและตอบสนองได้อย่างตรงจุด

“ข้อมูลข้างต้นนี้สอดคล้องกับ 3 ทักษะสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์ในโลกของการทำงาน ได้แก่ ทักษะทางสังคม (Social Skills) เนื่องจากโลกใบนี้ประกอบไปด้วยหลายสิ่งมากมาย มนุษย์จึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและพึ่งพาอาศัยกัน ผ่านการสื่อสารทั้งการพูด การฟัง การแสดงออก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางบวกให้เกิดขึ้น ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)เพราะมนุษย์มีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น และใช้สิ่งดังกล่าวในการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ และทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะสมองมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบ จนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น”

แสงเดือน กล่าวต่อว่า ทักษะเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ถือเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์จะมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม ดังนั้นมนุษย์จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะดังกล่าว รวมถึงทักษะเฉพาะด้าน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โลกการทำงานในอนาคตของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์สามารถทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

‘มะเร็งรังไข่’ ภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551215

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 15:23 น.

'มะเร็งรังไข่' ภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตผู้หญิง

เรื่อง วราภรณ์

“มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยเงียบของ “มะเร็งรังไข่” ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเสียชีวิตอันดับ 1 ในบรรดามะเร็งนรีเวชทั่วโลก จัดโครงการ “มะเร็งภัยเงียบ ควรใส่ใจตรวจภายในทุกปี”พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์ภายใต้แคมเปญ “Whisper of Overy เสียงกระซิบจากรังไข่”เพื่อให้ผู้หญิงตระหนักถึงอันตรายของมะเร็งรังไข่ ด้วยการสังเกต ฟังร่างกายของตนเองและไปตรวจภายในทุกปี เพื่อเฝ้าระวังเพราะหากใครเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะแรกยังมีโอกาสหายมากถึง 90% ทีเดียว

นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยา จุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้กล่าวถึงสภาวะมะเร็งรังไข่ของไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า มาเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมด แต่กลับเสียชีวิตอันดับ 2 เพราะส่วนใหญ่มักตรวจพบในคนไข้ที่เป็นระยะที่ 2 3 หรือ 4 แล้วเนื่องจากการแสดงอาการของโรคไม่ชัดเจน จึงมักเจอในระยะที่กระจายตัวไปที่ช่องท้องส่วนอื่นๆ และต่อมน้ำเหลืองแล้ว

ฟังเสียงกระซิบของร่างกาย

หากพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะที่ 2 นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวถึงโอกาสหายว่ามีมากถึง 70% แตกต่างจากระยะที่ 1 หากพบเร็วมีโอกาสหายมากถึง 90% หากพบว่าเป็นในระยะ 3 โอกาสหายมี 30-40% เป็นระยะ 4 มีโอกาสหายเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่มีความคงที่ในบ้านเรา

“สภาวการณ์มะเร็งปากมดลูก เรามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับมะเร็งเต้านมมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจจะเกี่ยวข้องกับอาหารการกินซึ่งสาเหตุจริงๆ ยังไม่ชัด แต่มะเร็งรังไข่อุบัติการณ์ 30-40% คงที่อยู่อย่างนี้มา 20 ปีแล้ว เหตุที่เราหาวิธีรักษาให้หายขาดยังไม่ได้ แต่หากพบในระยะ 1 สามารถหายได้มากถึง 90% แต่ปัญหาคือเรามักไม่พบในระยะ 1 บวกกับยายังไม่มีประสิทธิภาพจึงทำให้ไม่หายขาด วิธีคัดกรองก็ยังไม่มีวิธีที่ดีพอ” นพ.ณัฐวุฒิเสริมด้วยว่าการรณรงค์ประเทศไทยยังไม่เน้นหนักมากเท่ามะเร็งเต้านมกับมะเร็งปากมดลูก ผู้เกี่ยวข้องจึงอยากให้คนตระหนักเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่ให้มาก หากพบสิ่งปกติต้องรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจ

เนื่องจากสัญญาณและอาการของมะเร็งรังไข่มักไม่เฉพาะเจาะจง โดยสัญญาณและอาการหลายอย่าง มักพบในสตรีมีการแพร่กระจายออกนอกรังไข่แล้ว มะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการผิดปกติ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตและฟังเสียงกระซิบจากภายในร่างกายเราให้ดี หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือรู้สึกผิดปกติไปจากเดิม แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์

ตั้งแต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดในอุ้งเชิงกราน หรือปวดท้อง แน่นท้อง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทานอาหาร ท้องผูกเรื้อรังปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือลำบาก ท้องโตขึ้น คลำได้ก้อนใหญ่ในช่องท้อง

สาเหตุของการป่วยมะเร็งรังไข่ รู้ได้ยากมาก นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด บางส่วน 5-20% เกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ความอ้วน การกินอาหาร ประวัติทางสูตินรีเวช และประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูก และประวัติเป็นมะเร็งหลายๆ คนในครอบครัวก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

สำหรับสถิติมะเร็งรังไข่ในไทย มาเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งในสตรี โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ถ้าคิดเป็นผู้ป่วยใหม่ต่อปีประมาณ 700 ราย ที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ หรือพบวันละ 7 คน แต่ที่น่าตกใจคือเสียชีวิตร้อยละ 53% หรือวันละ 4 คน เมื่อเทียบกับมะเร็งอื่นๆ เช่น เต้านมกับมดลูก อัตราการตายผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีอัตราการตายสูงที่สุด

“มะเร็งรังไข่ นอกจากอายุ สภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ด้วย จากสถิติพบว่าผู้หญิงที่มีความผิดปกติ หรือการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่สูงถึง 35-70% และ 10-30% ตามลำดับ ในขณะที่บุคคลทั่วไปมีความเสี่ยงเพียง 1-2% เท่านั้น”

ปัจจุบันเราสามารถตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ซึ่ง นพ.ธัช อธิวิทวัส อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันเราสามารถตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ ซึ่งผู้ป่วยที่ตรวจพบความผิดปกติของยีนนี้จะมีโอกาสที่บุคคลในครอบครัว และญาติใกล้ชิดมีความผิดปกติของยีนเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในลักษณะเด่น การค้นพบความผิดปกติของยีนตัวนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถคาดการณ์เฝ้าระวังและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ได้ เช่น กรณีของนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง แองเจลินา โชลีที่ได้ตัดสินใจผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างรวมทั้งมดลูกและท่อรังไข่ออก เนื่องจากมีประวัติทั้งยาย ป้า และแม่ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และเมื่อตรวจสอบทางพันธุกรรมยังพบว่าตัวเองมียีนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่สูงถึง 87%

“ยีน BRCA คือยีนที่ทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นหลายเท่า หากเกิดการกลายพันธ์ุการตรวจสอบคือต้องเจาะเลือดนำเม็ดเลือดขาวไปตรวจสารพันธุกรรม ว่ามียีนมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่มักจะตรวจในครอบครัวที่มีความเสี่ยงเรื่องมะเร็งก่อนเช่น เรามีแม่ ป้าเป็นมะเร็งเต้านมแล้วเรากลัวว่าจะเป็นด้วยไหม หมอก็จะขอให้คนไข้ที่มีญาติเป็นมะเร็งเหล่านี้แล้วตรวจเลือดก่อน เพราะความเสี่ยงนี้อาจตกมาถึงเราก็ได้

โดยปกติควรจะตรวจหายีนผิดปกติเมื่ออายุประมาณ 40 ปี เป็นอย่างน้อย เพราะพอเราตรวจเจอแล้ว โดยที่เรายังไม่เป็นมะเร็ง เรายังมีเต้านมของเราอยู่เรายังมีรังไข่ของเราอยู่ โดยปกติผู้หญิงอายุ 40 มักมีบุตรมีครอบครัว ผ่านการให้นมบุตรเรียบร้อย ก็สามารถเลือกที่จะตัดเต้านมทิ้งเหมือนแองเจลินาก็ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ใช้แล้ว”

ข้อมูลจากสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่สามารถตรวจจับมะเร็งรังไข่ได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ จึงย้ำว่าผู้หญิงทุกคนควรตรวจภายใน และพบสูตินรีแพทย์เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว หรือญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งรังไข่ตั้งแต่อายุยังน้อย

ประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วยมะเร็งรังไข่

ที่บอกว่าเป็นภัยเงียบ เพราะอาการของโรคมะเร็งรังไข่ ไม่เฉพาะเจาะจง มีความคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดจากความผิดปกติได้ในหลายระบบ เช่น ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้าและมักตรวจพบเมื่อโรคมีการลุกลามออกไปมาก ทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรวิธีการตรวจหามะเร็งรังไข่ทำได้ด้วยวิธี

1.ตรวจภายในหรือทางทวารหนัก ตรวจหารอยของโรคก่อนมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเช่น หากพบว่ามีก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณปีกมดลูก ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ควบคุมความเสี่ยงของคุณในการเป็นมะเร็ง และวางแผนการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะช่วยชีวิตได้ดีที่สุด

2.ตรวจอัลตราซาวด์มีประโยชน์ในการวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ในระยะแรก และมีความไวในการตรวจพบก้อน

3.ตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง ร่วมกันการทำอัลตราซาวด์เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ฯลฯ เป็นต้น

สุมณี คุณะเกษม เซเลบริตี้ชื่อดังที่กำลังเข้ารับการรักษามะเร็งรังไข่ เล่าประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสัญญาณและความผิดปกติของร่างกายว่า แม้เธอไปตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติซึ่งทำทุกๆ 3-4 เดือนอยู่แล้ว การตรวจพบมะเร็งรังไข่นับว่า โชคดีที่เธอถึงกำหนดตรวจสุขภาพพอดีจึงไปพบคุณหมอประจำตัว

เมื่อพบแพทย์เข้าตรวจทรวงอก ปกติดีพอไปตรวจเลือดก็พบความผิดปกติ จึงทำการสแกนทั้งร่างกายแล้วพบว่า มีก้อนเนื้อขนาด 7 เซนติเมตรที่บริเวณรังไข่ และอยู่ในสเต็ปที่ 2 แล้ว จากที่ไม่เคยมีอาการอะไรเลย สุมณีจึงรีบหาแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งรังไข่ทำการรักษา ด้วยการผ่าตัดก้อนเนื้อ 7 เซนติเมตรออกไปและรักษาโดยเคมีบำบัดหรือคีโมอีก 6 เข็ม ซึ่งหลังจากทำคีโมเพียงเข็มแรก ตรวจพบว่าไม่มีเชื้อมะเร็งแล้ว แต่ยังต้องได้รับคีโมไปจนครบ เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้ลุกลามไปที่อื่น

มะเร็งรังไข่จึงเป็นภัยเงียบจริงๆ แม้ตรวจสุขภาพเป็นประจำตลอดทั้งปีก็ยังไม่พบ เรื่องนี้ รศ.พญ.อาบอรุณ เลิศขจรสุข แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า รังไข่ในร่างกายของผู้หญิง เป็นอวัยวะที่เล็กมากและห้อยอยู่ 2 ข้างตรงอุ้งเชิงกราน หากเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงก็จะนิ่งๆ เราจึงไม่รู้ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะเขามีขนาดที่เล็กมาก เปลี่ยนแปลงจนก้อนค่อนข้างโตขึ้น หากตรวจสุขภาพสม่ำเสมออาจเจอก้อนนี้ก็ได้ ถ้าไม่มีอาการใดๆ และไม่มีการตรวจภายใน แล้วก้อนเนื้อที่ผิดปกติเกิดการปริออก คนไข้จะรู้ถึงอาการเจ็บปวดจึงมาพบแพทย์ และพบว่าเป็นมะเร็งระยะมากๆ ในที่สุด หรือแม้แต่หากคลำได้เองแสดงว่าก้อนมีขนาดใหญ่มากแล้วก็ยังไม่สำคัญเท่า มะเร็งบริเวณรังไข่ได้แพร่ไปที่ไหนแล้วบ้าง

สำหรับวิธีการรักษา รศ.พญ.อาบอรุณ กล่าวว่า หากเข้าไปตรวจ ส่วนมากแล้วจะต้องตรวจเลือดก่อน หรือสงสัยว่ามีก้อน เสร็จจะอัลตราซาวด์ลักษณะภายในของก้อนคืออะไร ถ้าอัลตราซาวด์ พบว่าก้อนน่าสงสัยจะมีค่าสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้น ถ้าเริ่มสงสัยต้องเริ่มผ่าตัด นำเนื้อไปยืนยันว่าเป็นมะเร็งของโรคและเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งระยะไหน และมีการกระจายของโรคไปที่ไหนบ้าง

ต้องตระหนักตรวจภายในทุกปี

วิธีที่ดีที่สุดของการป้องกันมะเร็งรังไข่ก็คือ หมั่นมาตรวจภายในทุกปี

“หมออยากให้คนตระหนักและมีความรู้เรื่องมะเร็งรังไข่ ให้มาตรวจภายในประจำปีกัน พบสิ่งผิดปกติให้มาพบแพทย์แค่นั้น แม้การตรวจภายในไม่ใช่การคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่ได้ผล แต่จะดูความผิดปกติของมะเร็งรังไข่และปากมดลูกได้ด้วย ถ้าโชคดีเจอมะเร็งรังไข่มีโอกาสตรวจพบมากขึ้น แนวโน้มหรือสัญญาณบ่งบอกโรคก็ไม่มี หากมีอาการผิดปกติใดๆ รักษาไม่หายภายใน 1 เดือนให้รีบมาตรวจ เช่น อาการเหมือนเป็นโรคกระเพาะ เหมือนปวดท้องน้อย ถ้าปวดเกิน 4 สัปดาห์ไม่หายให้มาหาหมอ มะเร็งรังไข่เป็นภัยเงียบจริงๆ เพราะไม่มีอาการบ่งชี้” นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

นอกจากรณรงค์ให้คนไทยตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของมะเร็งรังไข่แล้ว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสานต่อพระปณิธานของการจัดตั้งโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ และด้อยโอกาสให้เข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งในโครงการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ”สานต่อที่พ่อให้ทำ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส” อีกด้วย

ดวงใจในไฟหนาว การเงิน ความรัก ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551079

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

ดวงใจในไฟหนาว การเงิน ความรัก ชีวิต

โดย มัลลิกา /จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชประกรณ์

“บ๊วย-นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์” ฝากผลงานในบทบาทนักเขียนบทละครโทรทัศน์มาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปดิวรัดา บ่วง หัวใจช็อกโกแลต คลื่นรักสีคราม เล่ห์รตี ทวิภพ ทาสรัก สวรรค์สร้าง เพลงรักข้ามภพ สู่แสงตะวัน อธิษฐานรัก ดั่งดวงตะวัน เพียงผืนฟ้า กลิ่นแก้วกลางใจ เปลวไฟในฝัน ฯลฯ

บางเรื่องคิดพล็อตเอง และบางเรื่องก็ต่อยอดมาเป็นหนังสือ อย่างผลงานล่าสุด “ดวงใจในไฟหนาว” พิมพ์กับสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนละครรอคิวออกอากาศทางช่อง 3

“งานหลักคือบทโทรทัศน์ เราจะเสนอพล็อตสั้นๆ ให้ช่องอยู่เสมอ แต่ในกรณีดวงใจในไฟหนาว พี่คิง-สมจริง ศรีสุภาพ ผู้จัดละครเคยทำงานเรื่องปดิวรัดาด้วยกัน พี่คิงเลยชวนว่าบ๊วยทำพล็อตบ่อย ทำให้พี่บ้าง พี่อยากเห็นเจมส์ มาร์เล่น อยากเห็นคนที่มีเป้าหมายของการแก้แค้น หรือมีเป้าหมายบางอย่างของการที่จะเข้ามาตามหาครอบครัว เราได้โจทย์มาแค่นี้”

ใช้เวลาร่วม 2 ปีในการเก็บข้อมูล โดยความใหม่และยากของพล็อตดวงใจในไฟหนาว คือเรื่องการเงิน เธอเอาตัวเองลงไปคลุกคลีกับเรื่องตัวเลขที่ไม่ค่อยถนัด ซึ่งเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง

“จริงๆ สนใจในเรื่องของการเงิน มีความรู้สึกว่ามนุษย์เรามีพื้นฐานที่ควรจะรู้2 เรื่อง คือเรื่องของคน ว่าคนเป็นอย่างไรจะได้ใช้ชีวิตกับคน อีกเรื่องคือเรื่องของการเงิน มันเป็นเรื่องส่วนตัวเรามากๆ ที่จริงเราไม่ค่อยเปิดเผยกับใครและไม่ค่อยหาความรู้ แต่โดยสถิติคนไทยมีปัญหาเรื่องการเงินเยอะมาก ยอดหนี้ครอบครัวก็สูง และตัวเราเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ แต่เราไม่เคยมีความรู้ว่าเราควรจะเตรียมตัวด้านการเงินอย่างไร

ก็คุยกับพี่คิงว่ามันหนักไปไหมแต่เราชอบ จริงๆ เป็นเด็กสายศิลป์ที่เรียนเลขไม่เก่ง แต่มีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่งเรารู้สึกว่าเราขาดความรู้ เราท้าทายตัวเองในสิ่งที่เราไม่เก่ง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย มันแค่เก็บเงินให้มันเป็นระบบ รู้จักการออม

ตอนนั้นเล่าให้พี่คิงฟัง พี่คิงก็บอกว่าก็น่าสนใจไม่น่าจะหนักเกินไป เพราะฉะนั้นตัวฉบับละครเราจะเห็นตรงนี้เยอะ แต่ตัวฉบับนิยายเราจะเห็นเป็นเส้นรักและก็รู้ว่าอาชีพของเยี่ยมยุทธ (พระเอก) เป็นอาชีพที่มีความสามารถสูงด้านการเงิน เขาสามารถให้คำปรึกษาการเงินกับคนได้”

ละคร หรือ นวนิยาย จำเป็นต้องสะท้อนภาพสังคม วรรณกรรมมียุคสมัยของมันอย่างยุค 2500 เป็นเพ้อฝัน แต่ตรงนั้นเป็นยุคทอง เป็นยุควิพากษ์สังคมด้วย อย่างงานโบตั๋น เรื่องลำยอง ก็วิพากษ์สังคม ณ ขณะนั้นๆ ทองเนื้อเก้า หรืออย่างสุดแค้นแสนรัก ก็พูดถึงสังคม ณ ขณะนั้นของผู้เขียน วรรณกรรมจะมีการบอกถึงสังคมที่เป็นอยู่ตอนนั้น

ความต่างระหว่างเนื้อเรื่องที่ถูกสื่อออกมาในแบบฉบับละครและนวนิยาย “ละครเราจะเห็นอาชีพของเยี่ยมยุทธ์ได้อย่างชัดเจน ในหนังสือไม่ค่อยเห็น จะบรรยายเป็นภาพรวมเสียมากกว่า แม้กระทั่งการแต่งตัวว่าคนนี้เป็นคนจนหรือคนรวย ในภาพของละครมันเล่าเรื่องได้พันกว่าความหมาย แต่ในนิยายมันทำไม่ได้ เพราะเงื่อนไขการมีพื้นที่จำกัดของหนังสือ

เราก็เปลี่ยนบรรยายเป็นไดอะล็อก รวมไปถึงการตัดตัวละครออกเล็กๆ น้อยๆ จริงๆ แล้วในสตอรี่ของละครมีทั้งพ่อแม่พระเอกนางเอก ในนิยายเขาก็จะเบาลง ไม่เห็นสตอรี่ตรงนี้ ฉากเล็กๆ น้อยๆ ในทีวีก็อาจจะไม่เห็น มันก็จะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองฉบับเราเอาคอนเทนต์หลักของเรื่องไว้

คุณค่าความสนุกของพระนางยังคงอยู่ ยังได้อารมณ์เหมือนเดิม ถ้าเราอ่านนิยายเราจะได้อรรถรสอีกอย่างหนึ่งคือเราจะได้เห็นมุมมองความคิดของเยี่ยมยุทธได้มากขึ้นเพราะเกิดจากตัวหนังสือที่เพิ่มจินตนาการ แต่ความสนุกและการดำเนินเรื่องของทั้งละครและฉบับที่เป็นนิยายก็ยังสนุกและน่าติดตามเหมือนเดิม”

อาชีพของตัวละครก็สำคัญ “ในยุคสมัยใหม่จำเป็นมาก ที่จะต้องจับต้องได้ เราเรียกว่า ยุคสมัยใหม่มันเข้าสู่งานวรรณกรรมที่มีการอิงความจริง เช่นไม่ใช่ลอยไปลอยมาแบบอดีต จริงๆ แล้วมีคำพูดว่า ละครหรือนวนิยาย ถ้าเราไปแตะอาชีพอะไรแล้วไปแตะด้านลบ เราจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ แต่จริงๆ แล้วมันมีแง่มุม อย่างเช่น เราไปแตะด้านบวก ให้พระเอกเป็นคนเก่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งชัดเจน ทำให้ตัวละครดูดีขึ้น ดูมิติสูงขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่ชอบ เพราะฉะนั้นในช่วงหลัง ช่อง 3 เราจะเห็นตัวละครมีอาชีพที่ชัดเจนขึ้นมาก ค่อนข้างเห็นเด่นชัดเลย

คนดูรู้สึกแตะต้องได้จริง และจริงๆ ชีวิตสังคมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว อย่างดวงใจในไฟหนาว เราพูดถึงคำว่า ฟินเทค มีการนำเสนอธนาคารถูกกระทบกระเทือน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรภายใน เราจะเห็นว่าตัวเยี่ยมยุทธได้เข้าไปช่วยจัดการบางอย่างที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงธนาคาร”

ตัวละครในดวงใจในไฟหนาวมีทั้งดีและไม่ดี เป็นตัวละครที่เป็นปุถุชนทั่วๆ ไปในสังคมปัจจุบัน นอกจากความบันเทิงยังมีสาระที่แทรกอยู่ให้ผู้อ่านผู้ชมได้เก็บเกี่ยว อ่านหนังสือแล้วดูละครเพิ่มอรรถรสและมุมมองต่อความเข้าใจต่อการ กระทำของทุกตัวละคร 

กามิลล์ อองโรต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551070

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

กามิลล์ อองโรต์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : กามิลล์ อองโรต์

เคที โนเบิล เป็นภัณฑารักษ์ให้ Born, Never Asked นิทรรศการภาพวาดล่าสุดโดย กามิลล์ อองโรต์ (Camille Henrot) ที่รวบรวมผลงานกว่า 50 ชิ้น จัดแสดง ณ แกลเลอรี่ชั้นบนของเมโทร พิคเจอร์ส กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันนี้-25 พ.ค.

นิทรรศการ Born, Never Asked คัดสรรผลงานจากซีรี่ส์ Tropics of Love (2010- ) Bad Dad (2015-2017) The Narcissist (2015-2017) และ Born, Never Asked (2017- ) ที่นำมาตั้งเป็นชื่อของนิทรรศการ โดยเนื้อหาในภาพทั้งหลาย มีทั้งเล่าเรื่องราวส่วนตัว และภาพแนวสะท้อนสังคม

ในผลงานของกามิลล์ ได้ผสมผสานระบบต่างๆ ภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สังคม ศาสนา หรือการเมือง ซึ่งมีผลกับโครงสร้างของชีวิตพวกเราๆ เข้ากับสิ่งที่อยู่ภายใน อย่างจิตใต้สำนึก ความฝัน จินตนาการ กามิลล์ถ่ายทอดเรื่องราวความคิดแบบขนบดั้งเดิม การครอบงำ คำสอนสั่งต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟัง ออกมาเป็นภาพกราฟฟิกแนวจิตๆ ที่วาดด้วยสีน้ำ โดยเฉพาะภาพวาดเพี้ยนๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่ภัณฑารักษ์บอกไว้ในสูจิบัตร… “คาแรกเตอร์ในแต่ละภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ดูไม่ออกว่าเพศไหน หรือใช่คนหรือเปล่า…”

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับลายเส้นของกามิลล์ คือ ผลงานของซาอุล สไตเบิร์ก ศิลปินชาวโรมาเนีย-อเมริกัน รวมทั้งภาพวาดแนว ชุงกะ (Shunga) หรือภาพวาดแนวอีโรติกของญี่ปุ่นโบราณ นอกจากนี้ เธอยังชื่นชอบในไอเดียที่เห็นการ์ตูนมังงะร่วมสมัยของญี่ปุ่น ซึ่งหญิง ชาย สัตว์ต่างๆ หรือมนุษย์ บางทีก็รวมกันอยู่ในร่างเดียวได้ด้วย โดยกามิลล์เห็นว่า แนวคิดนี้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกลงในภาพดรอว์อิงของเธอได้ ทั้งด้านความปรารถนาและความกลัว ดังที่ปรากฏในซีรี่ส์ Tropics of Love ของเธอนั่นเอง

หัวของสัตว์ปรากฏอยู่บนเรือนร่างของมนุษย์ที่กำลังนัวเนียกันแบบสองต่อสองหรือสาม! (Threesome) ขณะที่ในซีรี่ส์ Born, Never Asked สตรีให้กำเนิดลูกออกมาเป็นปลาตัวโต แล้วช่องคลอดก็กลายเป็นปากของปลา ที่เวียนว่ายอยู่ในมหาสมุทร ฯลฯ ภาพวาดของกามิลล์ ไร้แสงเงา ความตื้นลึก รายละเอียดไม่มาก บ้างก็เหมือนภาพวาดเด็กๆ (แต่เนื้อหาติดเรต)

นิทรรศการ Born, Never Asked เป็นผลงานที่สืบเนื่อง เป็นส่วนต่อขยายนิทรรศการเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วของเธอ ซึ่งจัดขึ้น ณ ปาเลส์ เดอ โตเกียว กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นนิทรรศการผสมผสานระหว่างภาพวาด และมัลติมีเดียต่างๆ โดยเน้นไปที่ภาพยนตร์ 3 มิติของเธอ เรื่อง Saturday รวมไปถึงหนังที่ไม่ธรรมดา Grosse Fatigue ที่เล่นกับภาพและเสียง จนทำให้เธอได้รางวัล Silver Lion ที่เทศกาลเวนิสเบียนนาเล ในปี 2013

กามิลล์ อองโรต์ ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 ศิลปินรุ่นใหม่ของโลกที่น่าจับตามอง นับตั้งแต่นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก The Pale Fox เมื่อปี 2014 ที่แกลเลอรี่ชิเซนเฮล ในกรุงลอนดอน เธอก็มีผลงานแสดงเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถาบันใหญ่ๆ มากมาย อย่าง นิวมิวเซียม กรุงนิวยอร์ก หอศิลป์แห่งชาติออสเตรีย (Kunsthalle Wien) ในกรุงเวียนนา หอศิลป์ชาร์ล็อตเทนบวร์ก (Kunsthal Charlottenborg) ในกรุงโคเปนเฮเกน รวมถึง ชินเคล พาวิลเลียน ในกรุงเบอร์ลิน ฯลฯ

ไม่เพียงในยุโรป ผลงานของ กามิลล์ ยังข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเอเชียและออสเตรเลีย ทั้งที่ไทเป เบียนนาเล กวางจู เบียนนาเล และซิดนีย์ เบียนนาเล โดยในปี 2014 ที่เริ่มมีนิทรรศการเดี่ยวนั้น เธอยังได้รับรางวัลนาม จูน เพค ที่มอบให้ศิลปินยุคใหม่ และในปี 2015 เธอยังเป็นศิลปินคนแรกที่คว้ารางวัลเอ็ดวาร์ด มุงค์ อีกด้วย 

ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551069

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ร่างกายแกร่ง สนุกกับคลาสโยคะริมทะเลหัวหิน

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, จุฑามาศ นิจประพันธ์

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

บรรยากาศริมทะเลคลาสสิกของไทย “หัวหิน” 1-3 มิ.ย.นี้ จะคึกคักไปด้วยโยคะระดับมาสเตอร์ ยกทัพมากันครบครันกูรูสายสตรองคนดัง เช่น ชลิตา เฟื่องอารมย์ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ยอดชาย ยมะคุปต์ ยุทธนา พลเจริญ ผกาวดี ศรีสง่า ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และกูรูโยคะนักแสดงฮอลลีวู้ด Suzanne Clarke แต่ละคลาสมีการออกแบบให้เป็นโยคะแบบใหม่ ได้ทั้งสนุกสนาน ได้ทั้งเรื่องสุขภาพ

โดยมี “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เซเลบริตี้เชฟ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอาหารให้นักกีฬาระดับโลก ปรุงอาหารคลีน ร่วมกับตารางโยคะเวิร์กช็อป ให้เป็นทริปริมทะเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

แถลงข่าวโชว์ความพร้อม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018” จัดในแนวคิด The Ultimate Wellness Experience โดยเจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ร่วมกับ ททท. สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน โดยมีการแนะนำเทคนิคการเล่นโยคะประเภทต่างๆ ที่จะได้ยืดเส้นสายริมทะเล เช่น โยคะดั้งเดิมจากประเทศอินเดีย อัษฎางค์โยคะ หะธะโยคะ สร้างความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสานพลังงานด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งโยคะรูปแบบใหม่ คาร์ดิโอ และสปาโยคะในสระว่ายน้ำ มีให้เลือกทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ มีคลาสออกกำลังกาย เช่น บอดี้คอมแบต เต้นซุมบ้า และคลาส Music Therapy อัดโปรแกรมเอาใจสายสปอร์ตกันเต็มที่

คนนี้ไม่มาไม่ได้ เมจิ อโณมา ไอดอลสุดแกร่งผู้หญิงยุคใหม่ ดีไซน์คลาสโยคะผสมผสานกับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

“เน้นในเรื่องใช้พลังของร่างกาย การใช้สปีด ใช้ความไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผสมเอาท่ามวย การต่อยหมัดเร็ว แนะนำผู้เรียนจะต่อยหมัดเร็วอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เทคนิคของการต่อยมวย แต่ใช้แค่ท่าทางมาเป็นองค์ประกอบ จะรู้สึกว่าการสปีดที่เร็วขึ้น พอทุกคนเริ่มเหนื่อย เมจิก็สอนการสโลว์ดาวน์ด้วยการเข้าสู่การบาลานซิ่ง ชื่อคลาสนี้คือ Power Dancing Strong And Balancing

ทุกวันนี้คนออกกำลังกายมีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ไม่มีบาลานซ์ หรือว่าเรามีความบาลานซ์ แต่ไม่แข็งแรงก็มีนะคะ หรือทั้งแข็งแรงและมีความสปีด แต่ยังไม่มีความสตรองก็เป็นไปได้ค่ะ

ทุกคนออกกำลังกาย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหนื่อย แต่การใช้ศาสตร์ของความรู้สึกกับร่างกาย โดยมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมจะลดความเหนื่อยลงได้มากเลยค่ะ เมจิเคยร่วมคลาสเต้นซุมบ้า มารู้ตัวอีกทีคือเพลงจบแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อย จังหวะเพลงช่วยปล่อยอารมณ์ของร่างกายออกมา ให้มีเพาเวอร์ฟูล ที่สหรัฐ ยิมไหนเปิดเพลงสนุก ยิมนั้นคนแน่นค่ะ

ลองคิดภาพเทรนเนอร์บอกว่า Common You Can Do It กับคลาสที่มีเสียงกลองเต้นตะลุงตุงตุง เต้นสนุกๆ คนแน่นกว่าแน่นอนค่ะ ศาสตร์การออกกำลังกายวันนี้ต้องสนุก เมจิดีไซน์คลาสช่วงเช้าตรู่ เต้นก่อน แล้วค่อยไปคลาสต่อไป”

ครูจิมมี่ ยุทธนา กูรูศาสตร์โยคะสอนมาแล้วถึง 15 ปี ครั้งนี้ก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ

“คลาสนี้ใช้ศักยภาพของผู้ฝึก โดยคงคอนเซ็ปต์ฝึกโยคะแบบดั้งเดิมไว้นะครับ เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่างกายสัมพันธ์กับลมหายใจ แต่ละท่าใช้ศักยภาพร่างกาย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูยากแต่ทุกคนสามารถร่วมคลาสได้ แล้วจะได้พื้นฐานการฝึกกลับไปด้วย ถ้าใครทำตรงนี้ไม่ได้ จะได้ความรู้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างไร”

ครูจิมมี่ กล่าวเพิ่มว่า หากใครไม่มีพื้นฐานการเล่นโยคะ ก็ร่วมคลาสได้ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 3 มิ.ย.ตอนเช้า หลังผ่านคลาสคาร์ดิโอของเมจิ เต้นสุดมัน และได้รับประทานอาหารจากเชฟเคน เป็นช่วงส่งท้ายการฝึกโยคะ ด้วยลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ริมชายหาดรับลมทะเลชายหาดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นการจบการฝึกโยคะที่สมดุล

คลาสซุมบ้าโดยครูหนุ่ม ยอดชาย ครูคนดังที่มีสตูดิโอร่วมกับ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ คลาสเริ่มวันเสาร์ที่ 2 มิ.ย. เริ่ม 16.00 น.

“สิ่งที่จะพิเศษซุมบ้า คือ เต้นง่าย สนุก และเห็นผลในการลดน้ำหนัก คลาสซุมบ้าที่ชายหาดหัวหิน ออกแบบให้เป็นแดนซ์ปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะจองคลาสนี้คึกคัก เพราะฝรั่งชอบเต้นเซาน่า ป๊อป ที่มีความเซ็กซี่ และสนุก ผู้ชายเต้นได้ ผู้หญิงเต้นได้ ใครไม่เคยเต้นมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ซุมบ้าคือคลาสออกกำลังกาย ไม่ใช่คลาสแดนซ์ท่าเยอะๆ พื้นฐานเป็นท่าออกกำลังกาย

การที่คนเราเลือกเข้าคลาสออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องมีคือแอ็กทีฟ สกิลไม่เกี่ยวเลยครับ ทุกคนเข้ามาเต้นในคลาสซุมบ้าได้หมด ทุกๆ เลเวลเต้นรวมกัน พอเสียงเพลงเริ่มคือเริ่มความสนุก โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยครับว่า เรากำลังเต้นอยู่อย่างสนุกสนาน”

กูรูสายสตรอง ครูหนุ่ม ยอดชาย ย้ำชัดใครๆ ก็ทำได้ ส่วนสายสุขภาพ “เชฟเคน” วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ เสิร์ฟอาหารเพื่อคนออกกำลังกาย โดยมีแนวคิดออกกำลังไปแล้ว ก็ต้องนำสิ่งดีๆ กลับเข้าร่างกาย

“ซิกซ์แพ็กไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายอย่างเดียว จะต้องมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นตัวช่วย ผมยกตัวอย่างเมนูสำหรับผู้หญิง ถ้ากินได้ถูกวิธี กินเนื้อไม่มีไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายเล่นกล้ามหน้าท้อง ก็ทำให้มีซิกซ์แพ็กที่สวย ปลาแซลมอนทำให้มีซิกซ์แพ็กเร็วขึ้น ซึ่งใน 12 เมนูนี้ ผมดีไซน์ให้เข้ากับคลาสโยคะ และคนออกกำลังกายสามารถกลับไปทำน้ำสลัดกินที่บ้านได้เลยครับ” 

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/551063

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:45 น.

อัญชุลี ไชยรินทร์ เศรษฐกิจพอเพียงตอบโจทย์ชีวิตที่สุด

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนในหลายสาขาอาชีพได้น้อมนำมาปฏิบัติจนสามารถตอบโจทย์ความสุขในชีวิตได้อย่างแพร่หลาย “ครูนิด-อัญชุลี ไชยรินทร์” ครูอาสาเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จ.ลพบุรี เป็นคนหนึ่งที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเกษตรมาได้ประมาณ 2 ปี ได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงในแบบที่ต้องการ คือ นอกจากตัวเองและครอบครัวจะมีความสุขแล้วยังได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น ตลอดจนชุมชน สังคม ประเทศชาติด้วย

จากอาจารย์มหา’ลัยหันมาสนใจเกษตร

แบ็กกราวด์ของครูนิดต้องบอกว่าไม่ใช่สาวชาวบ้านธรรมดา แต่เธอเคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมาประมาณ 7 ปี จึงได้ลาออกมาทำเกษตรกรรมตามแนวทางศาสตร์พระราชา (ในหลวงรัชกาลที่ 9) โดยความสนใจในการทำเกษตรได้เริ่มก่อตัวขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวภาคอีสานและได้เห็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ที่จังหวัดแห่งหนึ่งแล้วเกิดความสนใจ

“ปีที่น้ำท่วมใหญ่ยังเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยสยาม แล้วช่วงน้ำท่วมนั้นก็ได้หยุดยาว จึงถือโอกาสไปเที่ยวภาคอีสาน ได้ไปเห็นชาวบ้านในจังหวัดหนึ่งรวมกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นข้าวมะลิ เป็นกลุ่มที่เข้มแข้งมากโดยขายข้าวให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยตอนนั้นกิโลกรัมละ 200 บาท เห็นชาวบ้านทำเลยเกิดไอเดีย อยากปลูกเอง ที่บ้านมีที่นาอยู่ 8 ไร่ แต่ปล่อยให้เขาเช่าทำนาเคมี ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องทำเอง

พอกลับจากอีสานก็ไปบอกคนเช่าว่าอีก 2 ปีจะขอทำนาเองแล้ว ระหว่างรอก็หาเวลาไปเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่ข้าวขวัญสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี กับอาจารย์เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ 3 วัน พอได้ไอเดีย เหตุผลที่ต้องเรียนเพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย เพราะเวลาเกือบ 20 ปีได้ที่ตัวเองทำงาน หาเงินเรียนจนได้มาเป็นอาจารย์สอนก็อยู่ในเมืองตลอด จึงไม่มีความรู้เรื่องปลูกข้าว พอครบสัญญาเช่า 2 ปีก็เลยมาปลูกข้าวอินทรีย์ ทั้งหมด 8 ไร่ แต่ผลผลิตได้ไม่เยอะเพราะทำครั้งแรก ก็เอาไว้กินและเอามาแบ่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเป็นที่ติดอกติดใจ เราเองก็ดีใจ ถึงไม่ดีมากก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นครั้งแรก”

ครูนิดบอกว่า ช่วงที่ทำนาปลูกข้าวต้องเทียวไปเทียวกลับกรุงเทพฯ-ลพบุรีบ่อย แต่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการสวมบทบาทเป็นชาวนามือถือ กล่าวคือจะส่วนใหญ่จะโทรไปถามทางบ้านบ่อยๆ เช่น ไถนาหรือยัง หว่านหรือยัง เกี่ยวข้าวหรือยัง เนื่องจากบางครั้งก็ไม่สามารถเดินทางไปทำด้วยตัวเองได้เพราะติดภารกิจสอนหนังสือ

“ปลูกข้าว 2 ปีก็มองถึงการลาออกจากการเป็นอาจารย์สอน เพื่อที่จะไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว แต่ตอนนั้นรู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน คือเป็นอาจารย์สอนก็ดีแล้ว ถ้าลาออกไปจะรอดไหม จะมีเงินหรือเปล่า แล้วจะอยู่อย่างไร พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์) แนะนำว่าอย่าเพิ่งลาออก ถ้าอยากทำเกษตรจริงๆ ให้ไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี ก่อนแล้วค่อยลาออก”

เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงกับอาจารย์ยักษ์

จากนั้นเธอจึงหาโอกาสไปเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพึ่งพาตนเอง ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งจะมีฐานให้เรียนรู้ทั้งหมด 9 ฐาน ประกอบด้วย ฐานคนรักษ์แม่ธรณี คนรักษ์ป่า คนรักษ์น้ำ คนรักษ์แม่โพสพ คนเอาถ่าน คนรักษ์สุขภาพ คนมีไฟ คนมีน้ำยา และฐานคนติดดิน โดยเธอจะเน้นไปที่ฐานคนรักษ์สุขภาพและคนมีน้ำยา เรียนรู้เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์

“นิดอบรมเป็นรุ่นที่ 433 เป็นเวลา 5 วัน บอกเลยว่ามันแก้ความกังวลที่อยู่ในใจเราที่เคยมีได้หมดเลย การอบรมที่นี่ทำให้เราได้เพื่อนมากมาย เป็นรุ่นเด็กกว่าเราเยอะด้วย อันที่สอง ได้องค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ความสุขในชีวิต ได้เจอ พี่โจน จันได เจออาจารย์ยักษ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้เจริญรอยตามอย่างศรัทธา

หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน จึงลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย กลับมาลุยทำเกษตร ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกสมุนไพร ไปพร้อมกับการศึกษาข้อมูลการทำเกษตรของอาจารย์ยักษ์จากยูทูบ รวมทั้งไปลงพื้นที่จริงของคนทำเกษตรตามแนวทางของศาสตร์พระราชาแล้วประสบความสำเร็จหลายต่อหลายคน”

เธอเล่าว่า การได้พูดคุย สนทนา แลกเปลี่ยน เรียนรู้กับคนทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนในพื้นที่ จ.ลพบุรี สระบุรี และจังหวัดต่างๆ นั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจมหาศาลและพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ในเส้นทางนี้ ที่สำคัญเธอเชื่อมั่นว่าศาสตร์พระราชาสามารถทำให้มีชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างยั่งยืนตามที่ต้องการ

“พอลาออกมาก็มาบุก 2 แปลงซึ่งอยู่หลังบ้าน ทำเป็นแปลงทดลองปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพรหลายอย่าง ทำเองหมด ส่วนที่นา 8 ไร่ ก็ยังปลูกข้าวอยู่ ช่วงที่ทำนั้นเป็นช่วงที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมภาคีเครือข่ายกำลังเดินหน้าฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การปฏิบัติในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินปี 4 มุ่งสร้างศูนย์เรียนรู้ป่าสักโมเดลในพื้นที่ห้วยกระแทก จ.ลพบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

ตอนนั้นทางโครงการฯ พยายามรวมคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำเรื่องนี้ และนิดก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ปรากฏวันงานอาจารย์ยักษ์พาคนปั่นจักรยานประมาณ 200 กว่าคนมาเยี่ยมาถึงบ้าน มาดูแปลงของเรา คุยกับคุณตาอย่างออกรส ณ เวลานั้นนิดรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำคนเดียว จากนั้นหนึ่งปีถัดมานิดเลยปรับที่นา 8 ไร่ ทำเป็นโคก หนอง นา ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง แต่ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่ลาออกมาทำเกษตรทางครอบครัวไม่เห็นด้วย แต่พอเขาเห็นเราทำจริง ก็ไม่มีใครคัดค้าน แถมมาช่วยกันทำอีกต่างหาก”

วิทยากรครูอาสาสอนเรื่องการแปรรูป

ด้วยความที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องการแปรรูปสมุนไพรธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งของกินและของใช้ เช่น แปรรูปมะกรูด มะนาว ที่หาได้ในสวน เป็นยาสีฟัน ยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาอเนกประสงค์ ทำให้ครูนิดมีบทบาทหน้าที่สำคัญ โดยเป็นวิทยากรครูอาสาในกลุ่มเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ทุกครั้งที่เครือข่ายมีการจัดงาน ไม่ว่าจะจัดที่ไหน จังหวัดอะไร เธอมักจะไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องการแปรรูปอยู่เสมอ

“เมื่อก่อนเวลาใช้ยาสระผม โลชั่น ยาสีฟัน ต้องซื้อในห้างหมดเลย ไม่เคยคิดว่าของพวกนี้มันทำเองได้ พอมาเรียนกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม น้ำยาล้างจาน ทำเองหมดเลยค่ะ ทำง่ายด้วย วัตถุดิบที่ทำก็เอามาจากสวนที่เราปลูก คุณภาพก็ดี ใช้ดี แถมประหยัดด้วย ซึ่งมันตอบโจทย์ชีวิตตามหลักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเลย คือ หลักการพึ่งพาตัวเอง

ของแปรรูปต่างๆ นิดจะทำให้คนในครอบครัวใช้ก่อน จากนั้นก็ทำไปแจกบ้านข้างๆ เป็นการแบ่งปันตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า เราให้ก่อนแล้วจะได้ความสุขกลับมาและได้มากกว่าที่ให้อีก นิดเชื่อพระองค์หมดใจ ทำตามแล้วรู้สึกใช่ทุกอย่าง วันนี้ทำต่อไป ทำเป็นวิถีชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก ถึงจะเป็นงานที่หนักและเหนื่อยนะ แต่ข้างในมันสุข แล้วเราไม่ได้สุขคนเดียว คนในครอบครัวก็สุข คนอื่นก็สุข เพราะเรามีแล้วแบ่งปัน ที่สำคัญเราทำประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชนตลอด” ครูนิด กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากจะไปเห็นสิ่งที่ครูนิดทำ วันที่ 27 พ.ค.นี้เธอจะจัดกิจกรรมปันแรงปันรู้ที่สวนครูนิด (สวนของเธอ) ต.ท่าแค อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยจะมีเพื่อนๆ เครือข่ายคืนป่าสักและจากหลายจังหวัด คาดว่าประมาน 50 คน มาช่วยกันปลูกต้นไม้ (ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง) ทำหัวคันนาทองคำในพื้นที่ 8 ไร่ ที่ได้ปรับเป็นโคก หนอง นา โมเดลตามศาสตร์พระราชา พร้อมกันนี้ยังมีคนรุ่นใหม่หลายคนในกลุ่มกลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีกสิกรรมธรรมชาติจะมาแลกความรู้และพูดคุยกันอีกด้วย