9 สิ่งที่ควรต้องมี ก่อนอายุ 40

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550702

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 16:54 น.

9 สิ่งที่ควรต้องมี ก่อนอายุ 40

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (World Health Organization – WHO) เปิดเผยผลสำรวจว่า อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์โลกจะอยู่ราวๆ 70 ปี ครึ่งชีวิตหรือเรามักเรียกกันว่าวัยกลางคนนั้น จึงนับที่ 35-40 ปี ถ้าใช้ชีวิตมาถึงครึ่งทางแล้ว เราควรมีอะไรในชีวิตบ้าง และนี่คือสิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 40 แล้วกันนะ

1.เงินออมอย่างน้อย 1 ล้านบาท – ต้องเป็นเงินออมแบบเย็นๆ ในบัญชีที่เราจะไม่เดือดร้อน เพราะไม่รู้อนาคตว่าจะเจอเรื่องวิกฤตอะไรในชีวิตที่จำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนบ้างหรือไม่ จึงควรมีเงินสดที่สามารถถอนมาใช้ได้ทันทีกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ไปลงทุนอะไรแล้วต้องรอ 4-5 วัน แล้วถึงจะเบิกได้

2.Investment/asset – ให้เงินทำงานให้งอกเงยแม้ตอนคุณหลับ ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่หาได้ ไปลงทุนใน asset ต่างๆ ซึ่งที่นิยมก็เช่น ด้านอสังหาริมทรัพย์ (บ้าน คอนโด ที่ดิน) ตราสารหนี้ พันธบัตรต่างๆ กองทุนหุ้น หุ้น สลากออมสิน และทองคำ เลือกทางที่เราถนัดไม่ต้องลงทุนทุกอย่างอันไหนที่ถนัดถูกโฉลกกับเราก็ให้น้ำหนักตรงนั้นมากหน่อยกระจายการลงทุนไปสัก 3-4 อย่าง เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ทุกการลงทุนอาจจะมีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันไป ควรหาความรู้กับสิ่งที่คุณลงทุนให้มากเข้าไว้ คนรวยไม่ได้รวยเพราะหาเงินเก่งอย่างเดียว แต่รวยเพราะเอาเงินไปต่อยอดให้เพิ่มพูน สำหรับมนุษย์เงินเดือนเก็บเงินวันละ 50 บาท ได้เดือนละ 4,500 นำเงินไปลงทุนให้ได้ปีละ 15% 10 ปีผ่านไปคุณก็มีเงินล้านได้ และเพิ่มการลงทุนทุกปีตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น คุณก็มีหลายล้านได้เช่นกันเพราะอานุภาพของเงินทบต้นทบดอกนั้นมันดีกว่าที่คิดเยอะเลย

3.ประกัน – วัยนี้ควรมีประกันดีๆ ที่ครอบคลุมอย่างน้อย 3 ตัว คือ ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต พวกนี้เป็นความเสี่ยงที่ควรจ่าย ควรแบ่งเงินบางส่วนมาซื้อประกันพวกนี้ตามกำลังที่มี หากโชคร้ายเป็นโรคหนักๆ หรือเจออุบัติเหตุแบบไม่รู้ตัว มีประกันไว้ให้อุ่นใจ

4.สุขภาพที่ดี – นี่สำคัญกว่าเงิน 100 ล้านบาท ถ้าเกิดเป็นโรคร้ายแรง แม้รวยมากๆ ให้หมอเลย 20 ล้านบาท ขอให้รักษาให้หายดีเหมือนตอนก่อนเป็นโรคนี้ หมอก็ทำให้ไม่ได้ เราต้องทำเอง เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนระยะยาว

5.ทำบุญแบ่งปัน – วัยนี้ต้องมีวัดหรือมูลนิธิหรือองค์กรการกุศล ที่ไปเป็นประจำเพื่อช่วยเหลือ แบ่งปัน เสียสละเพื่อคนอื่น ชีวิตจะต้องมีทุกเรื่องให้สมดุล การมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้อยู่ที่เรามีความสุขแค่ไหน แต่อยู่ที่เราทำให้คนอื่นมีความสุขได้แค่ไหนด้วย

6.ภาษาที่สอง – เราอาจมีการเรียนรู้หลายอย่าง เช่น เรียนทำอาหาร เรียนร้องเพลง เรียนดำน้ำ เรียนทำเว็บ มีผลวิจัยบอกว่า หนึ่งในการเรียนรู้ที่สามารถสร้าง Impact ในชีวิตมากที่สุด นั่นคือการเรียนภาษา ความรู้คือการลงทุนที่ดีที่สุด ภาษาพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีแล้วคือภาษาอังกฤษ และภาษาต่อไปเป็นภาษาแห่งอนาคต เช่น จีน ถ้าสามารถพูดอีกภาษาได้คล่องแคล่ว โลกของเราจะขยายและเติบโตขึ้น

7.เวลา – หากผ่านครึ่งชีวิตที่ทำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง ให้ครอบครัว อย่ารอจนสายเกินไปที่คนที่เรารัก รอมีเวลาให้ไม่ไหวจนต้องลาลับไปก่อน เวลานั้นมีค่าที่สุด ต้องใช้อย่างมีประโยชน์ ไม่ประมาทละเลย และอย่าลืมบาลานซ์ชีวิตให้ครบทุกด้าน ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้กับชาติหน้าอันไหนจะมาก่อน เราจึงต้องใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุด

8.การใช้ชีวิต – ชีวิตเกิดมาต้องใช้ซะ อย่าเก็บตังค์ทั้งหมดไปใช้ชีวิตตอนแก่หลังเกษียณ ถ้ามีรายได้ปุ๊บ ต้องจัดสรรปันส่วน เก็บเงินสดไว้เป็นเงินออมเย็นๆ ส่วนหนึ่ง เงินลงทุนส่วนหนึ่ง เงินใช้ชีวิตส่วนหนึ่ง เงินทำบุญ เงินให้พ่อแม่ เงินสำหรับสังคม ต้องจัดเป็นส่วนๆ อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้ใช้ตอนแก่ ไปเที่ยวตอนแก่ เดินไม่ค่อยไหว กับเที่ยวตอนหนุ่มสาวๆ อารมณ์ต่างกันเยอะ กินข้าวก็เหมือนกัน ตอนแก่ไปทานอาหารอร่อยๆ แพงๆ แค่ไหน ตอนนั้นลิ้นรับรสไม่ดี ฟันหายไปตามอายุ อาหารดีแค่ไหนก็ไม่อร่อย การเก็บเงินเป็นเรื่องดี แต่เก็บทั้งหมดไม่ดีแน่ๆ เกิดมาทำแต่งานไม่เคยได้ใช้ชีวิต ชีวิตไม่ใช้ก็ไม่ใช่ชีวิต

9.ความสุข – อายุเท่านี้แล้วลองสำรวจตัวเอง ว่าชีวิตทุกวันนี้มีความสุขดีเท่าที่ควรจะเป็นหรือยัง ถ้ายังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบ้าง คนเราเกิดมาแล้วชาติหน้าไม่รู้มีจริงไหม แต่ชาตินี้มีจริงแน่ๆ ถ้าใช้ชีวิตได้คุ้มค่าและมีความสุข เราจะได้ขึ้นสวรรค์ในชาตินี้เลย ไม่ต้องรอชาติหน้า อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข ก็จะมีความสุขได้ทุกวัน วันไหนช่วงขาขึ้นก็ตักตวงความสุขเยอะหน่อย ช่วงไหนขาลงก็สุขน้อยหน่อย ความสุขของเราอย่าไปผูกติดกับใคร อย่าไปผูกติดกับสิ่งของ จงผูกติดกับตัวเอง ที่ตัวเองสามารถอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้เอง

เทรนด์ธุรกิจมาแรง เดลิเวอรี่ความสวยสุขภาพดีถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550547

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 13:46 น.

เทรนด์ธุรกิจมาแรง เดลิเวอรี่ความสวยสุขภาพดีถึงบ้าน

เรื่อง พุสดี

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ บวกกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตร พร้อมให้เข้าถึงแบบไร้ช่องว่าง ทำให้คนยุคนี้เคยชินกับความสะดวกสบาย อยากได้อะไรก็แค่คลิก ข้อมูล หรือสิ่งของที่ต้องการก็พร้อมเสิร์ฟ วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนไปนี้เอง กลายเป็นโอกาสทองให้หลายธุรกิจใช้เป็นกลยุทธ์ในการมัดใจผู้บริโภคให้อยู่หมัด เทรนด์ธุรกิจสตาร์ทอัพยุคนี้นอกจากจะต้องแข่งกันด้วยไอเดียสร้างสรรค์ ยังต้องสู้กันด้วยบริการที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคได้มากกว่า พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดเดิมที่เคยกวนใจผู้บริโภคออกไป

จากนี้คือสองตัวอย่างธุรกิจที่ต่อยอดจากความต้องการของลูกค้า มาสู่โมเดลธุรกิจที่น่าสนใจตอบโจทย์กับยุคดิจิทัลอย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวสวยที่หลงใหลในโลกแฟชั่น หรือสาวใสสุดสตรองที่ใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นที่หนึ่ง ก็สามารถสวยสุขภาพดีได้แม้ไม่ต้องออกจากบ้าน

ตู้เสื้อผ้าออนไลน์สวรรค์ของเหล่าแฟชั่นนิสต้า

เพราะเข้าใจหัวอกของสาวๆ ยุคโซเชียลที่ต้องพิถีพิถันในการแต่งตัว เพื่อสร้างความโดดเด่นและประทับใจให้กับผู้พบเห็นพร้อมอวดลุคสวยบนโลกโซเชียล จนทำให้หลายครั้งสาวๆ ต้องปวดหัวกับปัญหาโลกแตกว่า“หาชุดออกงานไม่ได้หรือมีเสื้อเต็มตู้แต่วันนี้ไม่รู้จะใส่ตัวไหนดี”

เพื่อแก้ Pain Point ที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าผู้หญิงยุคไหน พร้อมตอบรับกับกระแสโลกดิจิทัลที่ใกล้ตัวมากขึ้น ศิตา ชุติภาวรกานต์ นักธุรกิจสาวไฟแรงได้ริเริ่มธุรกิจ “บีชูรันเวย์” (Bchurunway) ในฐานะแหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำในรูปแบบเช่าอย่างเป็นทางการที่แรกและที่เดียวในไทย ที่เปิดโอกาสให้สาวๆ ได้สนุกกับการสร้างลุคสวยได้ทุกวันเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการเนรมิตตู้เสื้อผ้าออน์ไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับดีไซเนอร์แบรนด์ทั้งไทยและทั่วโลกไว้กว่า 150 แบรนด์ มีครบทั้งเสื้อผ้าและแอกเซสซอรี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงที่รักในแฟชั่นได้เพลิดเพลินกับการแต่งตัวแบบไม่จำเจ ที่สำคัญได้มีโอกาสสวมใส่ชุดคุณภาพดีจากแบรนด์ดังในราคาที่เอื้อมถึง

ศิตา บอกว่า ธุรกิจเช่าชุดออกงานในบ้านเราอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับธุรกิจเช่าชุดที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกวันของสาวๆ ไม่เคยมีในไทยมาก่อนแน่นอน ส่วนในต่างประเทศ แม้จะมีโมเดลธุรกิจเช่าชุดสำหรับใส่ทุกวันให้เห็นบ้าง แต่ถ้ามาพร้อมบริการที่ครบครันพร้อมให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน คือ เช่า-สวมใส่-ส่งคืน รับรองว่าไม่มีมาก่อน

“ในตู้เสื้อผ้าของบีชูรันเวย์แบ่งออกตามประเภทการใช้งาน อาทิ ชุดสำหรับไปงานแต่งงาน งานปาร์ตี้ งานกาล่าดินเนอร์ ชุดสำหรับไปร่วมพิธีที่เป็นทางการ ไปจนถึงชุดสบายๆ สำหรับทุกวัน (Everyday Look) มีครบทุกไซส์ตั้งแต่ xs ไปจนถึง xl และเริ่มขยายไปถึงสาวๆ พลัสไซส์

เรามีบริการเช่าชุดแบบ 4 วัน และ 8 วัน โดยลูกค้าสามารถเช่าผ่านหน้าเว็บไซต์ หรือจะเข้ามาลองที่สาขาของเราก็ได้ ตอนนี้มีที่ทองหล่อ 20 และภายในปีนี้จะขยายไปที่สยาม รามอินทรา และหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด ส่วนในเดือน มิ.ย. เราจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น เลือกแบบที่ถูกใจได้แล้ว เรามีบริการส่งถึงที่ ใส่เสร็จไม่ต้องกังวลเรื่องการทำความสะอาด ส่งคืนให้เราได้ทันที เรามีบริการทำความสะอาดโรงแรม 5 ดาวดูแลให้พร้อม”

สตาร์ทอัพสาวคนเก่ง บอกเล่าด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า หลังจากเปิดให้บริการมา 6 เดือน ผลตอบรับค่อนข้างดี นอกจากบริการที่สาวๆ ยากจะห้ามใจ เธอยังภูมิใจนำเสนออีกหนึ่งบริการที่เป็นซิกเนเจอร์ของบีชูรันเวย์ นั่นคือ บริการสไตลิสต์ส่วนตัวแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมเป็นผู้ช่วยแนะนำการมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคเก๋ๆ ให้ ไม่ว่ากำลังมองหาชุดออกงานหรือวางแผนไปเที่ยว

“สมมติลูกค้ามีแผนจะเดินทางไปชมซากุระที่ญี่ปุ่น อาจจะมาปรึกษาให้เราจัดชุดให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวันได้เราให้คำปรึกษาฟรี แถมไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าต้องเช่าชุดของเรา เพราะเป้าหมายของเราคือ อยากให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวอย่างแท้จริง นอกจากเราจะรวบรวมเสื้อผ้าจากกว่าร้อยแบรนด์เรายังทำหน้าที่เหมือนบายเยอร์ที่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ๆ เข้ามาเติมในตู้เสื้อผ้าทุกซีซั่น

สมัยก่อนศิตาจะเลือกเสื้อผ้าตามสไตล์ที่เราชอบ ดูให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย แต่หลังจากทำธุรกิจมาสักพัก เริ่มจับเทรนด์ได้ว่าสาวไทยชอบเสื้อผ้าที่มีความเซ็กซี่หน่อยๆ เช่น เปิดไหล่ เปิดหลัง ติดสีสันหน่อยๆ โดยเฉพาะโทนพาสเทลเราก็ต้องปรับตาม”

สำหรับแผนในอนาคต นอกจากจะเดินหน้าขยายแบรนด์ต่อไป ยังมีแผนจะขยายไปสู่ตลาดผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อย ตอนนี้ทางทีมยังอยู่ระหว่างรวบรวมแบรนด์ คาดว่าอาจจะเป็นรูปเป็นร่างปีหน้า”

บูสท์สุขภาพดีเริ่มต้นที่บ้าน

ยุคนี้จะสวยให้ครบสูตรต้องไม่มองข้ามความสวยจากภายใน สมัยนี้นอกจากสาวๆ จะหันมาออกกำลังกาย ดูแลรูปร่างแบบจริงจัง เพื่อสร้างหุ่นสวย หลายคนยังเลือกทางลัดสุขภาพดี ด้วยการกินวิตามินเพื่อเติมเต็มวิตามินส่วนที่ร่างกายยังขาด ทว่าปัญหาคือหลายคนเลือกสวยแบบรวบรัด โดยขาดความรู้ เลือกซื้อวิตามินตามเขาเล่าว่า โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วร่างกายต้องการวิตามินนั้นจริงหรือไม่

เพื่อให้การลงทุนเพื่อสุขภาพของสาวๆ คุ้มค่า พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ไวตาบูสท์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย จึงได้พัฒนาบริการที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพอย่างไวตาบูสท์ (Vitaboost) ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ให้บริการเฉพาะด้านการป้องกันและฟื้นฟูด้วยวิตามินบำบัด โดยจุดเด่นของไวตาบูสท์ คือ การปรุงวิตามินสูตรเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจัดส่งตรงถึงบ้านลูกค้า

“การเลือกใช้วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล เป็นการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ และเป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีการสร้างสมดุลในร่างกายแบบมีประสิทธิภาพและวัดผลได้อย่างแท้จริง สามารถตอบสนองความต้องการของร่างกายคุณได้ตรงจุด และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารถูกชนิดในปริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้าร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ทำให้ตับและไตไม่ต้องทำงานหนักในการขับวิตามินส่วนเกินออกจากร่างกาย”

พญ.พลอยลดา บอกเล่าถึงจุดแข็งของไวตาบูสท์ว่า เรามีทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางในแต่ละสาขาที่พร้อมให้บริการ ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เภสัชกร รวมทั้งนักกำหนดอาหารวิชาชีพที่พร้อมให้บริการลูกค้า เพียงเลือกโปรแกรมดูแลสุขภาพตามที่ต้องการและตอบคำถามวินิจฉัยและชำระค่าบริการ จะมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้าไปเก็บตัวอย่างเลือดของคุณถึงบ้านเพื่อตรวจระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือดของคุณ โดยผู้ใช้บริการสามารถพูดคุยกับแพทย์ทางออนไลน์ และไวตาบูสท์จะปรุงวิตามินที่ได้รับการคำนวณโดยระบบ Vitalyzer และตรวจสอบอีกครั้งโดยแพทย์ ก่อนส่งวิตามินเฉพาะบุคคลส่งตรงถึงบ้านคุณ

“ที่ไวตาบูสท์ เรามีแล็บในการตรวจเลือดที่ทันสมัย แม่นยำ เมื่อได้ผลลัพธ์เลือดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะปรุงวิตามินที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลในห้องปฏิบัติการผลิตวิตามินที่มีระบบควบคุมความสะอาด ความชื้น และอุณหภูมิ ที่ควบคุมโดยทีมเภสัชกรที่มีประสบการณ์ทำให้มั่นใจได้ว่าวิตามินทุกเม็ดได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย โดยวิตามินและอาหารเสริมของเราใช้วิตามินและสารอาหารต่างๆ เกรดเดียวกับยา (Pharmaceutical Grade) ที่ใช้ในทางการแพทย์ วัตถุดิบที่เราใช้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ (Natural Source) ปราศจากการแต่งกลิ่น สี และสารกันบูด และมีใบรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตทุกตัว ซึ่งดีกว่าวิตามินและอาหารเสริมในเกรดอาหาร (Food Grade) ที่ขายกันอยู่โดยทั่วไปในท้องตลาด”

สำหรับผู้ที่สนใจ ติดตามข้อมูลได้ทางแอพพลิเคชั่น “Vitaboost” และเว็บไซต์ http://www.vitaboost.me

สังคะชา สยาดอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550301

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

สังคะชา สยาดอ

เมืองเมียนมามีหนังสือภาษาอังกฤษมากมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเขา เมื่อคราวที่ผมไปเมียนมาเมื่อปลายปีที่แล้วยังหอบกลับมาตั้งหลายเล่ม อดคิดถึงเมืองไทยไม่ได้ เพราะบ้านเรามีหนังสือโปรโมทวัฒนธรรมไทยในภาษาต่างชาติน้อยมาก ที่มีอยู่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ในบรรดาหนังสือที่น่าสนใจ มีเล่มหนึ่งที่แพร่หลายมานานหลายปี คือ Burmese Monk’s Tales ของ Maung Htin Aung ผมเห็นว่าน่าสนใจจะขอเล่าเนื้อหาสักเรื่องสองเรื่องแบบคร่าวๆ โดยเฉพาะเรื่องสังคะชา สยาดอ พระเถระผู้มีเชาว์ปัญญาเฉียบแหลม

สังคะชา สยาดอ เป็นพระเถระรูปสำคัญของเมียนมายุคราชวงศ์ต่อยุคอาณานิคม ท่านเกิดที่แถบเมืองอมรปุระสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์อลองพญา เป็นที่โปรดปรานในสมัยพระเจ้ามินดง เพราะความหลักแหลมของท่านในการวิสัชนาปัญหาต่างๆ ท่านสังคะชา สยาดอ เป็นพระสายปริยัติ ในนิกายสุธัมมะ แต่ก็ปฏิวัติธุดงค์กรรมฐานเป็นประจำ จึงมักไม่จำพรรษาเป็นหลักแหล่ง มีโยมศรัทธาสร้างวัดถวายก็จำอยู่แค่ 2-3 พรรษาก็สั่งให้ศิษย์ครองวัดแทนแล้วท่านก็จรไป ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัยอย่างมาก ยังรจนาปกรณ์ว่าด้วยพระวินัย และถวายคำชี้แนะพระเจ้ามินดงเรื่องการปฏิรูปพระศาสนาอยู่บ่อยครั้ง สังคะชา สยาดอ มรณภาพในปี 1886 หรือ 9 เดือนหลังจากอังกฤษผนวกเมียนมาเป็นอาณานิคมทั้งประเทศ

ในสมัยที่เมียนมายังมีกษัตริย์ ครั้งหนึ่งพระเจ้ามินดงนิมนต์พระภิกษุมารับภัตตาหารที่วังหลวง เสร็จแล้วพระสงฆ์เจริญพระปริตรถวาย แต่วันนั้นพระเจ้าแผ่นดินไม่สบพระทัยนัก จึงเหน็บเจ้ากูว่า “พระปริตรของพระคุณเจ้าไม่เห็นจะขลัง สมัยพระเจ้าอโศกนิมนต์พระคุณเจ้ามาสวดพุทธมนต์ ปรากฏว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก แม้แต่น้ำดื่มในคนโทเบื้องหน้าก็ยังเดือดพล่าน แต่นี่กระไรน้ำในคนโทพระคุณเจ้ายังเย็นเยียบเงียบสนิท”

พระคุณเจ้าได้ยินเจ้าแผ่นดินเหน็บเข้าก็พากันเงียบ มีแต่ท่านสังคะชา สยาดอ โพล่งขึ้นมาว่า “พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงมีมหิทธานุภาพ ปกครองทั้งผู้คนและเหล่านาค สามารถโองการให้พญานาคราชมาเข้าเฝ้าได้ แต่มหาบพิตรนั้นแม้แต่งูเขียวก็ยังสั่งไม่ได้” พระเจ้ามินดงทรงได้ยินคำตอบก็สบพระทัยนัก ถึงกับปรบพระหัตถ์แล้วทรงพระสรวลลั่น ตรัสขอขมาคณะสงฆ์ที่ทรงล่วงเกิน

คราวต่อมาพระเจ้ามินดงมีพระอารมณ์แช่มชื่น คิดอยากจะหยอกพระคุณเจ้า จึงตรัสว่า “ที่พระราชฐานฝ่ายขวาเป็นเขตชั้นใน เป็นที่ประทับของพระมเหสีเหล่าสนมกำนัล มีแต่พระองค์ที่เข้าไปได้ ส่วนพระคุณเจ้านั้นเล่าก็เป็นบุรุษตัดเสียซึ่งกามราคะมานาน ฉะนั้นหลังจากรับบาตรแล้วขอนิมนต์พระคุณเจ้าเข้าไปฝ่ายในเสียหน่อยจะเป็นไร”

บรรดาเจ้ากูได้ยินพระเจ้าแผ่นดินหยอกก็พากันเงียบ พระเจ้ามินดงได้ทีจึงหยอกหนักขึ้นว่า “สงสัยว่าพระคุณเจ้าจะตัดกามราคะไม่ได้เสียกระมัง จึงไม่กล้าเข้าไปยังฝ่ายใน”

แต่ท่านสังคะชา สยาดอ ช่วยกู้หน้าบรรดาสมภาร ตอบว่า “ที่เบื้องตะวันออกของพระนครมีทิวเขาป่าเขียวสดกับธารน้ำตกบรรยากาศร่มรื่น แต่คนไม่ใคร่ไปที่นั่นเพรากลัวไข้ป่าเช่นกัน พระราชฐานฝ่ายในบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย แต่อาตมาภาพทั้งหลายไม่ขอเข้าไปเพราะกลัวจะอาพาธด้วยโรคชาววัง” พระเจ้ามินดงได้สดับก็สบพระทัย มีพระสรวลเสียดังลั่น

ปิดท้ายด้วยเรื่องของสังคะชา สยาดอ กับชาวบ้านบ้าง

เมื่อท่านจำพรรษาที่ย่างกุ้ง สังคะชา สยาดอ ได้ยินโยมคุยกันเรื่องเครื่องรางของขลัง คนหนึ่งอวดว่ารู้จักนักมวยชื่อดังชกทีไรก็ไม่เคยมีแผลแตกเพราะมีของดี อีกคนก็โวว่ารู้จักทหารคนหนึ่งไม่เคยบาดเจ็บจากการรบเพราะสักยันต์ขลังๆ ไว้ ทำให้คงกระพันชาตรี

พระเถระได้ยินก็กล่าวว่า “โยมช่วยหาอาจารย์ขลังๆ ให้อาตมาสักหน่อย เอาคนที่ช่วยป้องกันไม่ให้ถูกเบียดเบียน ลำเอียงด้วยอคติ นินทาว่าร้าย หรือถูกใส่ไคล้ได้นะ”

ช่างคมคายและเปี่ยมไปด้วยหลักธรรมลึกซึ้งเสียจริง

ออกกำลังกายให้ฟิต & เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550425

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 11:16 น.

ออกกำลังกายให้ฟิต & เฟิร์ม

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายฟิต & เฟิร์มอีกด้วย เราจึงนำ 7 วิธีออกกำลังกายที่จะทำให้เห็นผลได้มากที่สุดมาฝากคนรักสุขภาพกัน

1.การเดิน

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เพราะสามารถทำได้ในทุกที่ทุกเวลา แถมยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย เพียงแค่คุณมีรองเท้าดีๆ สักคู่สำหรับใส่เดินก็พอแล้ว

เทคนิคการออกกำลังกายด้วยการเดิน : ให้เริ่มต้นจากการเดินช้าๆ ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นเพิ่มอัตราการเดินให้เร็วขึ้นจากตอนเริ่มต้น โดยเดินประมาณ 30 นาที แล้วเดินให้ช้าลงเหมือนตอนที่เริ่มต้นอีก 5-10 นาที ก่อนที่จะหยุดเดิน

2.ออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา

การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก และช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้วการออกกำลังกายในลักษณะนี้จะใช้กับเครื่องออกกำลังกาย เช่น ลู่วิ่ง จักรยาน แต่ถ้าคุณไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ แล้วก็ไม่อยากเสียเงินไปเข้าฟิตเนส คุณก็สามารถนำเทคนิคการออกกำลังกายนี้ไปประยุกต์ใช้กับการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นของคุณได้ เช่น การเดิน การวิ่ง หรือการซอยเท้าอยู่กับที่ เป็นต้น

เทคนิคการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา : หลังจากยืดเส้นยืดสาย อบอุ่นร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกายแล้ว ให้ออกกำลังกายให้เร็วที่สุดประมาณ 2 นาที ถ้าวิ่งอยู่ก็วิ่งให้เร็วที่สุด ถ้าซอยเท้าอยู่ก็ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นให้ลดความเร็วลงเหลือครึ่งหนึ่ง โดยทำ 2-10 นาที จากนั้นทำสลับกัน 5-6 เซต

3.บริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยท่า Squats

การออกกำลังกายในท่านี้ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก

เทคนิคการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยท่า Squats : ยืนแยกปลายเท้าให้ขนานกับหัวไหล่ ยืดหลังให้ตรง ย่อเข่าแล้วกดลำตัวลง ตั้งศีรษะให้ตั้งตรง รักษาระดับข้อเท้าและหัวเข่าให้ตรงกัน

4.บริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยท่า Lunges

การออกกำลังกายในท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อช่วงล่างของลำตัวทั้งหมด และยังเป็นการช่วยฝึกรักษาสมดุลของร่างกายได้อีกด้วย

เทคนิคบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยท่า Lunge : การออกกำลังกายในท่านี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะคือ

– ยืนโดยตั้งหลังของให้ตรง ก้าวเท้ามาข้างหน้า 1 ก้าว เปิดส้นเท้าหลัง ย่อเข่าลงให้ขาตั้งฉากกับพื้น(ทำสลับข้าง)

– ยืนตรง ก้าวขาข้างหนึ่งออกไปด้านข้างลำตัว เหยียดให้สุด ส่วนขาอีกข้างค่อยๆ ย่อลงจนรู้สึกว่าต้นขาตึง (ทำสลับข้าง)

5.วิดพื้น

การออกกำลังกายในท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ไหล่ กล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อข้างลำตัว

เทคนิคการออกกำลังกายด้วยการวิดพื้น : นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น วางมือในระดับหัวไหล่ ดันตัวขึ้นให้สุดแขน ขาเหยียดตรง จากนั้นงอศอกลงให้ตั้งฉากกับพื้น แต่ถ้าคุณเพิ่งเริ่มออกกำลังกายด้วยท่านี้ ก็สามารถใช้วิธีงอเข่าและไขว้ข้อเท้าทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง ก็จะช่วยให้ทำท่านี้ได้ง่ายขึ้น

6.บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง

การออกกำลังกายในท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง สะโพก และหลังได้

เทคนิคบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง :

ท่าที่ 1 นอนหงายบนพื้นราบ (ควรหาเบาะมารอง เพื่อลดแรงกดบริเวณหลัง) ตั้งเข่าขึ้น ประสานฝ่ามือไว้ที่ศีรษะ กดหลังช่วงล่างให้ติดกับพื้น จากนั้นยกศีรษะ คอ ไหล่ และหลังช่วงบนขึ้น โดยระวังอย่าพับคอ อย่ากลั้นหายใจ และเปิดหัวไหล่กับข้อศอกออก

ท่าที่ 2 ทำเหมือนท่าที่ 1 เลย แต่ให้เพิ่มการงอเข่าคู่กัน แล้วยกขาและเท้าไปพร้อมกันด้วย

7.บริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนบน

การออกกำลังกายในท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนบนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เทคนิคการบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนบน : ยืนแยกปลายเท้าให้ขนานกับหัวไหล่ งอเข่าลงเล็กน้อย โน้มตัวมาด้านหน้า ยืดลำตัวให้ตรง ถือบาร์เบลที่มีน้ำหนักขนาดพอดีไว้ระหว่างเข่าทั้งสอง จากนั้นให้ยกบาร์เบลเข้าหาตัวเอง และหยุดตรงบริเวณหน้าอก (ทำซ้ำ 3-4 เซต)

‘ความคิดสร้างสรรค์’ สิ่งที่ทุกองค์กรควรมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550424

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

‘ความคิดสร้างสรรค์’ สิ่งที่ทุกองค์กรควรมี

เรื่อง ราตรีแต่ง

ไม่แค่ศิลปิน ทุกๆ อาชีพมันก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดออกนอกกรอบ เป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ในปัจจุบันหลายๆ องค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับทักษะเรื่องกล้าคิด กล้าทำเรื่องใหม่ คนทำงานลองใช้วิธีเหล่านี้ เป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร

รับฟังข้อคิดใหม่ๆ จากเพื่อนร่วมงาน

ลองแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ดู ดีที่สุดก็ต้องหาเวลามานั่งพูดคุยกันยาวๆ เลย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ร่วมงาน ก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ไม่จำเจ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น ช่วยให้ได้ฝึกคิด ได้รับอรรถรสของการสื่อสารได้อย่างเต็มที่ ยิ่งในยุค 4.0 มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ที่แลกเปลี่ยนความคิดหลากหลายมากกว่าการพบปะสนทนาตัวต่อตัว เรียกว่าถ้าคิดจะเริ่มสร้างสรรค์ก็มีให้เลือกหลายๆ ช่องทางการสื่อสาร

เปิดกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลง

การจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือต้องเปิดใจให้กว้าง และเลิกยึดติดกับมุมมอง หรือวิธีการทำงานรูปแบบเก่าและวิธีการที่เคยใช้แล้วได้ผลดี ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ไปตลอด ลองทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และกล้าเสี่ยงที่จะล้มเหลวบ้าง โดยอย่าลืมว่าไอเดียเจ๋งๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ กว่าจะได้มาก็ต้องแลกกับการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

กำหนดเป้าหมาย แต่ไม่กำหนดวิธีการ

กูรูด้านงาน JobThai.com แนะสำหรับองค์กรที่อยากสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ ถ้าคอยกำกับพนักงานต้องทำอะไรบ้าง แล้วจะคาดหวังให้ได้งานหรือผลลัพธ์ที่แปลกใหม่จากพนักงานได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การบอกให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวทางการทำงานที่แตกต่าง แต่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้เห็นแนวคิดดีๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็ได้

การให้อิสระแก่พนักงานคือสิ่งสำคัญที่จะต้องมี เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถทำงานให้เสร็จสิ้นได้ และรู้เกณฑ์มาตรฐานในการประเมิน อย่างไรก็ตามอย่าทำให้เกิดความลังเลในใจของทีมงาน ในการออกความคิดเห็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ควรเปิดทางให้คนทำงานกล้าไม่ใช่แค่ การกล้าออกไอเดียและความคิดเห็นได้หลากหลาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการสร้างสิ่งที่คิดออกมากด้วยตัวเองด้วย

สร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์

การสร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญมาก พร้อมปลูกฝังเข้าไปในทีม เพราะถือเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงานให้พนักงานทุกคน เช่น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกชิ้นงาน โดยหัวหน้าหรือองค์กรต้องหมั่นสื่อสารให้พนักงานได้ตระหนักและรับรู้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ตลอดจนคอยกระตุ้นให้ทุกคนยึดถือแนวคิดนี้ในการทำงานอยู่เสมอ

ด้านคนทำงานก็ควรเลิกติดนิสัย ที่ชอบใช้คำว่า “แต่” “ใช่…แต่…” แบบนั้นไปเสียดีกว่า เพราะในความหมายโดยรวมก็คือ “ไม่ใช่” นั่นเอง ซึ่งมันไม่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ให้เปลี่ยนเป็น “ใช่…และ…” จะดีกว่า ซึ่งมันจะทำให้เห็นว่าความคิดหรือความเห็นของอีกคนหนึ่งนั้น มีค่า สนับสนุนความคิดกันและกัน และเป็นการต่อยอดความคิดจะไม่รู้สึกตัน และก่อให้เกิดการร่วมมือกันมากกว่า

อย่าจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ นานเกินไป

บางครั้งการอยู่ในบรรยากาศหรือการทำงานร่วมกับคนเดิมๆ ก็อาจจะทำให้พนักงานขาดความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะภายนอกยังมีอีกหลายสิ่งมากมายให้ออกไปเจอและศึกษาค้นคว้า ดังนั้นหากหัวหน้า หรือองค์กรสามารถให้พนักงานออกไปเปิดโลกทัศน์ เช่น การไปศึกษาดูงาน อาจทำให้พนักงานได้แนวคิดใหม่ๆ และนำกลับมาใช้กับการทำงานในองค์กรได้

การหาคนทำงานใหม่ๆ มาร่วมปรึกษากัน คืออีก 1 ในวิธีที่จะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนในทีมได้ การให้พวกเขามาร่วมประชุม หรือการปรึกษาในโปรเจกต์ต่างๆ ของบริษัท เพื่อระดมสมอง ช่วยกันหาทางแก้ไขในเรื่องต่างๆ ซึ่งการได้คนใหม่ๆ มาร่วมในที่ประชุม จะเป็นการเปิดมุมมองใหม่และทำให้เกิดไอเดียที่แตกต่างได้

พยายามทำงานต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดฝัน

ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นทักษะที่ทุกๆ คนสามารถสร้างขึ้นและฝึกฝนได้ไม่ยาก  การฝึกฝนเพื่อไปสู่ความสมบูรณ์แบบ การฝึกฝนเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่จะช่วยลับฝีมือของคนทำงาน อยากทำอะไรก็ทำมันไปเรื่อยๆ ทำไปทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน งานออกแบบ ถ่ายภาพ สำหรับคนทำงานด้านคอนเทนต์ การฝึกฝนมากก็จะยิ่งรักในสิ่งที่ทำมากขึ้น จะรู้สึกสนุกกับกับฝึกฝน สนุกกับการหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ และสนุกกับการที่เห็นงานของคุณดีขึ้นมาเรื่อยๆ

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายในข้ามคืน มันก็เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงอีกรูปแบบหนึ่ง คนทำงานต้องคอยกระตุ้นตัวเอง และให้แรงบันดาลใจแก่ทีมงานกันเองอีกด้วย ซึ่งการจะทำให้มันได้ผล จะต้องคอยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนมันเกิดเป็นนิสัยของทุกคนในทีม การกล้านำเสนอแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ล้วนเป็นประโชน์ต่อองค์กรได้ทั้งนั้น อย่าปิดกั้นการเกิดบรรยากาศนี้สำหรับองค์กรที่มุ่งก้าวไปข้างหน้า

‘สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์’ ฮับการแพทย์แห่งภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550423

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 11:05 น.

‘สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์’ ฮับการแพทย์แห่งภาคตะวันออก

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ทําไมต้องไปสร้างโรงพยาบาลใหญ่โต ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ไกลความเจริญเสียขนาดนั้น?!! เป็นคำถามตามมาติดๆ ทันที ที่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงานแถลงข่าวแสดงความพร้อมการให้บริการ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ โรงพยาบาลขนาด 400 เตียง แห่งใหม่และใหญ่ที่สุดในสมุทรปราการ

เปิดตัวพร้อมกับหนังโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ประจำปี 2561 เพื่อหารายได้สมทบทุนโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ร่วมแถลงเผยบทบาทของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ในฐานะของการเป็นต้นแบบของสถาบันการแพทย์ในอนาคต

พากลุ่มสื่อมวลชนนำชมหอผู้ป่วยในศูนย์รังสีวินิจฉัย แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งประกอบด้วย ห้องหุ่นยนต์ฝึกเดิน ห้องธาราบำบัด โชว์นวัตกรรมการแพทย์ล้ำทันสมัย

คนป่วยไข้ภาคตะวันออกไม่ต้องเข้ากรุงแล้ว

ความเป็นมาของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวเรือใหญ่ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระราชประสงค์ให้มีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ระดับโรงเรียนแพทย์ขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ

ปลายปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ระดับโรงเรียนแพทย์ สร้างขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจรักษาประชาชนบริเวณจังหวัดนี้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด เพื่อประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนถึงประชาชนในบริเวณใกล้เคียงรวมถึงจังหวัดชายฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ล้วนเป็นย่านเมืองนิคมอุตสาหกรรมหลายๆ จังหวัด

เนื่องจากในปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในสมุทรปราการเป็นโรงพยาบาลเอกชน ประชาชนซึ่งมีรายได้น้อยก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ได้”

ศ.นพ.ปิยะมิตร หัวเรือใหญ่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นฯ และกล่าวต่อไปว่า ที่นี่เป็นต้นแบบการสาธารณสุขของไทย ทั้งในด้านการตรวจรักษา และการผลิตบัณฑิตทางสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์หลากหลายสาขา เพื่อเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงด้านการวิจัย จะมีการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ มุ่งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศอย่างตรงจุด

“ในปีนี้ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และมูลนิธิรามาธิบดีฯ จะผสานกำลังอย่างเข้มแข็ง และมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านการสาธารณสุขต่อไป”

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ แนะนำภายในสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ประกอบด้วย โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ศาลาประชาคม ศูนย์การเรียนรู้ อาคารปฏิบัติการและวิจัย อาคารนันทนาการ กลุ่มหอพัก และอาคารจอดรถ

โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยในได้มากถึง 460 เตียง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วยในแต่ละปี ซึ่งประมาณการจำนวนผู้ป่วยนอกไว้ที่ 1 ล้านราย และผู้ป่วยใน 1.7 หมื่นราย/ปี

“ปัจจุบันเปิดให้บริการในส่วนของคลินิกผู้ป่วยนอกในเวลาปกติ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เวชศาสตร์ฟื้นฟู หอผู้ป่วยใน โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือน มิ.ย.นี้

ภายในแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีไฮไลต์อย่าง สระธาราบำบัด ทางเลือกในการรักษาทางกายภาพบำบัดด้วยระบบน้ำและเทคโนโลยีล่าสุด เช่น เครื่องออกกำลังกายในน้ำ (Strider) ระบบกระแสน้ำ (Jet Stream) เพื่อช่วยในการออกกำลังกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ มีเครื่องช่วยพยุงตัวในน้ำ ราวคู่ขนานสำหรับฝึกเดิน (Parallel Bar) และอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายในน้ำ โดยมีนักกายภาพบำบัดเป็นผู้ให้การรักษา ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และหุ่นยนต์ฝึกเดิน (G-EO system) นวัตกรรมใหม่ในการฝึกผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคอัมพฤต อัมพาต หรือผู้ที่มีปัญหาทางด้านการเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ได้รับการพัฒนาการรักษาให้เป็นแบบบูรณาการ คือ ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยให้แพทย์หลายสาขาที่เกี่ยวข้องในกลุ่มโรคออกตรวจในเวลาเดียวกัน เพื่อผู้ป่วยจะไม่ต้องพบแพทย์หลายวัน เช่น โรคเบาหวาน มักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ สมองตีบ ฯลฯ

มีนักโภชนาการพร้อมให้คำปรึกษาด้านอาหาร นอกจากนี้ ยังสามารถส่งตัวผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้นมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท

ไม่เพียงเป็นความหวังและที่พึ่งพิงใหม่ของประชาชนในด้านการรักษา สถาบันจักรีนฤบดินทร์ยังเป็นโรงเรียนสำหรับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในหลักสูตรต่างๆ ได้แก่ แพทยศาสตรบัณฑิต พยาบาลศาสตรบัณฑิต และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นเพียงหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่มีในโรงเรียนแพทย์

โดยความพร้อมจะเริ่มเปิดสอนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 คาดว่าจะสามารถผลิตบัณฑิตแพทย์ได้ปีละ 212 คน บัณฑิตพยาบาลปีละ 250 คน และบัณฑิตในสาขาความผิดปกติของการสื่อความหมายปีละ 50 คน”

ทุกคนมีส่วนร่วมต่อชีวิตคนไข้ได้

ศูนย์กลางการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีมาเป็นเวลากว่า 49 ปีแล้ว จึงขาดคนทำงานคนนี้ไปไม่ได้ พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยในปีนี้มีโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ชุดใหม่ และมีกิจกรรมระดมทุนของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ตลอดทั้งปี เพื่อหารายได้สมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์

นักแสดงจิตอาสาไม่เลือกสังกัด ไม่เลือกค่าย ธงไชย แมคอินไตย์ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว แอน ทองประสม อรรคพันธ์ นะมาตร์ ฝนทิพย์ วัชรตระกูล โดยมีผู้กำกับมิวสิควิดีโอแถวหน้าของเมืองไทย ดล ผดุงวิเชียร กำกับโฆษณาประชาสัมพันธ์ชุด “อุปกรณ์ทางการแพทย์” แสดงโดยขวัญใจมหาชน พี่เบิร์ด ธงไชย เผยแพร่ผ่านทางหน้าจอทีวี เว็บไซต์ และยูทูบ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

“คลิกไปชมกันได้แล้วนะคะ หนังที่พี่เบิร์ดแสดงกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เรามุ่งหวังให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สำหรับใช้เพื่อการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคต่างๆ เช่น กล้องส่องตรวจปอดและหลอดลม เครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลต่างๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอีกกว่า 1,400 ล้านบาทเลยค่ะ โดยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการรักษาพยาบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้ป่วย

การจัดกิจกรรมระดมทุนในรูปแบบต่างๆ จึงมีตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในกิจกรรม ใช้ชื่อว่า ‘Happy Give Day ให้วันเกิดต่อชีวิตคนนับล้าน’ ปีนี้จัดงานไปเมื่อวันศุกร์ที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ลานบีทีเอส หน้าศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ชวนส่งต่อแนวคิดให้วันเกิดในปีนี้พิเศษกว่าทุกๆ ปี มีส่วนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย ผ่านการสนับสนุนของที่ระลึกประจำเดือนเกิด เสื้อยืด กระเป๋า ผ้าพันคอ ที่ได้ลายเส้นจาก 12 นักวาดภาพประกอบและศิลปินจิตอาสาของไทย

ตามด้วยผลงานดีไซน์คอลเลกชั่น‘ไทย ไทย’ ของ 4 ศิลปินจิตอาสา ม.ล.จิราธรจิรประวัติ สมนึก คลังนอก ภัทรีดา-นวลตองประสานทอง สร้างสรรค์ความพิเศษสำหรับคู่รักในวันแต่งงาน กับของที่ระลึกแบบไม่ซ้ำใคร และส่งท้ายปลายปี กับการรวมตัวกันของไทยดีไซเนอร์ ผลิตของที่ระลึก ซึ่งมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากปีที่ผ่านๆ มาค่ะ”

พรรณสิรี ฝากไว้ว่าเดือน มิ.ย.นี้ จะมีภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุด “ต่อชีวิต” สร้างสรรค์ขึ้นโดย ธนญชัย ศรศรีวิชัยผู้กำกับโฆษณาระดับโลก บอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนแนวคิดสำคัญของการสร้างโรงพยาบาล สร้างหมอ เพื่อต่อชีวิตผู้คนอีกหลายล้านคนที่รอความหวังในการรักษา

นักแสดงจิตอาสา ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ เพื่อระดมทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางเอกทำมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เผยความรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่มีโอกาส ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

“แอฟร่วมเป็นหนึ่งในนักแสดงจิตอาสาในไวรัล คลิป ถ่ายทอดเหตุการณ์จากชีวิตจริงของผู้ป่วยที่รอดชีวิตด้วยความช่วยเหลือของบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ที่ได้มาจากเงินบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า เงินเหล่านั้นจะช่วยต่อชีวิตผู้อื่นในอนาคต ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและต่อลมหายใจได้ ด้วยการร่วมบริจาคตามกำลังที่เรามี เพียงคนละเล็ก คนละน้อยนะคะ แต่เมื่อรวมกันหลายๆ คน ก็จะเป็นพลังการให้ที่ยิ่งใหญ่แล้วค่ะ”

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ใช้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากรัฐบาล รวมทั้งเงินบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นจำนวนมาก แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่มีเทคโนโลยีทางการรักษาอันทันสมัย และมีราคาสูงให้เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลจำนวนมากได้

การบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สมทบทุนเพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่โดยสามารถบริจาคได้ที่บัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน สาขารามาธิบดี เลขที่บัญชี 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่บัญชี 090-3-50015-5 เข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ramafoundation.or.th หรือโทร. 02-201-1111

จากประโยคเชิญชวนระดมเงินบริจาคปีที่ผ่านมา “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” และสำหรับปีนี้ “แม้ไม่ใช่หมอ แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการต่อชีวิต…ให้ผู้ป่วยได้อีกหลายล้านคน” เราทุกคนก็เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพของประเทศไทยได้

ขบวนการ 4 พฤษภาคม จากอาวุโสสู่วัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550303

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

ขบวนการ 4 พฤษภาคม จากอาวุโสสู่วัยรุ่น

ที่กำหนดดังนี้เป็นเพราะเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 1919 ซึ่งถ้านับรอบปีนี้ก็จัดว่าครบ 99 ปีแล้วเลขสวย

นอกจากวันหยุดแรงงาน-เทศกาลหยุดยาวที่ขบวนทัพนักท่องเที่ยวจีนออกท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว ต้นเดือน พ.ค. ยังมีวันสำคัญของจีนอีกหนึ่งวันนั่นก็คือ วันเยาวชนจีน ซึ่งกำหนดไว้เป็นวันที่ 4 พ.ค.ของทุกปี

แต่เหตุการณ์ช่วงนั้นในปี 1919 ไม่สวยเท่าไร ที่มาที่ไปเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จีนตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ซึ่งนำโดย ฝรั่งเศส โดยมีฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายมหาอำนาจกลาง นำโดยเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรียฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน ฯลฯ

อันที่จริงสงครามนี้มีสนามรบหลักอยู่ที่ฟากตะวันตกของโลก จีนในขณะนั้นเป็นเพียงคนป่วยแห่งเอเชียที่ยังไม่ฟื้นไข้ บ้านเมืองแตกแยกภายใน และชาติถูก

รุมทึ้ง แผ่นดินจีนฝั่งติดชายทะเลเต็มไปด้วยเขตเช่า ซึ่งก็คือเขตอิทธิพลของมหาอำนาจหลากหลาย จีนเพิ่งปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงสำเร็จ แต่ตามมาด้วยความวุ่นวาย ขุนศึกแต่ละท้องที่ไม่ยี่หระต่อรัฐบาลกลาง ด้านญี่ปุ่นก็ไกลจากสนามรบหลัก แต่ก็ขอเข้าร่วมในฝ่ายสัมพันธมิตร

ญี่ปุ่นกำลังมาแรง สามารถใช้จังหวะนี้ขยายอำนาจ ในเอเชีย จังหวะที่จีนยังลังเลว่าจะเข้าร่วมสงครามหรือไม่ ญี่ปุ่นอาศัยชื่อกองทัพสัมพันธมิตร ลงทุนลงแรงโจมตีกองทัพเยอรมัน ซึ่งครอบครองดินแดนส่วนหนึ่งของจีนอยู่ ย่อมต้องหวังได้แผ่นดินติดปลายนวม-ญี่ปุ่นวางแผนสร้างเขตอิทธิพลในจีนแทนที่เยอรมัน

สำหรับความร่วมมือจากจีน ญี่ปุ่นก็ต้องการเช่นกัน จึงร่วมชักจูงขุนพลต้วนฉีรุ่ย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของจีนในขณะนั้นให้เข้าพวกสัมพันธมิตร ช่วงนั้นญี่ปุ่นยังให้รัฐบาลต้วนฉีรุ่ยยืมเงินกู้ 145 ล้านเยน แบบลับๆ ในนามสัญญาเงินกู้ Nishihara Loans

เด้งแรกขุนพลต้วนฉีรุ่ยสามารถใช้เงินกู้ก้อนนี้พัฒนากองทัพเพื่อร่วมสงครามโลก และมีแผนใช้กองทัพที่พัฒนาแล้วรวมแผ่นดินจีนที่ยังแตกแยกเป็นเด้งที่สอง ด้านญี่ปุ่นเองก็คิดใช้เงินก้อนนี้ผูกมัดและแทรกแซงรัฐบาลจีน เอาเป็นว่าต่างคนต่างดีดลูกคิดเสร็จสรรพ คนป่วยแห่งเอเชียซึ่งมีสิทธิจะไม่ข้องแวะกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงประกาศเข้าร่วมกับเขาด้วย ภายใต้ความฝันที่ถูกฝ่ายพันธมิตรวาดไว้ว่า หากชนะจีนจะปลดแอกการ

รุมทึ้งของต่างชาติได้ ไม่มากก็น้อย แล้วญี่ปุ่นก็นำหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และแรงกายของกองทัพอาทิตย์อุทัยเข้าปราบปรามเยอรมันในจีนได้สำเร็จ

อันที่จริงในสงครามครั้งนี้ จีนมิได้ส่งกองทหารไปที่สนามรบในยุโรปแต่อย่างใด เพียงแต่ส่งคนงานจำนวน 1.5 แสนคนไป เพื่อชดเชยแรงงานฝรั่งที่ต้องออกรบต้องตายในสงคราม แล้วสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

เอาล่ะ แม้จีนจะไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ก็ได้ชื่อว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตร เมื่ออยู่ฝ่ายชนะจีนก็ควรจะได้ยกระดับฐานะ ปลดแอกตัวเอง อย่างน้อยดินแดนซานตง ซึ่งเยอรมันเคยครอบครองสิทธิอยู่ เมื่อเยอรมันแพ้แล้ว จีนจึงเรียกร้องสิทธิในแผ่นดินซานตงคืนสู่จีน แต่ในที่ประชุมสันติภาพปารีสปี 1919 กลับมีมติยกสิทธิการครอบครองซานตงให้กับญี่ปุ่น โดยบอกว่าอังกฤษกับฝรั่งเศสตกลงเรื่องนี้กันไว้แล้ว จึงต้องทำตามสัญญา

จีนได้แต่อุทานว่า…อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้  กว่า 80 ปีก่อนหน้านั้นที่จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกมหาอำนาจต่างชาติย่ำยีตลอดๆ มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายผู้ชนะ แต่กลับพบกว่ากลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในหมู่ผู้ชนะซะงั้น เรื่องนี้ทำให้ชาวจีนโกรธแค้นและกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านเป็นกลุ่มแรกไม่ใช่ใครอื่น คือกลุ่มเยาวชนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นั่นเอง วันที่ 4 พ.ค. 1919 นักศึกษากว่า 3,000 คนจากหลายมหาวิทยาลัยแห่งในปักกิ่งรวมตัวกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อต่อต้านมติที่ประชุมสันติภาพปารีส ด้วยสโลแกนที่ว่า “ทวงแผ่นดินจากต่างชาติ กำจัดโจรขายชาติในประเทศ” “จะรบชิงแผ่นดินจีนไปก็ได้ แต่จะประเคนให้ญี่ปุ่นไปเฉยๆ ไม่ได้!” “จะฆ่าจะทรมานชาวจีนเราก็ได้ แต่เราจะยอมก้มหัวให้ศัตรูไม่ได้!” “ชาติเราถึงคราวเผชิญหายนะแล้ว พี่น้องทั้งหลายจงลุกขึ้นมา!”

สรุปเป็นสโลแกนจอมยุทธ์ได้ว่า “ฆ่าได้ หยามไม่ได้!” อารมณ์ร้อนแรงขนาดนี้ย่อมตามมาด้วยความรุนแรง แรกเริ่มเดินขบวนไปประท้วงที่หน้าสถานทูตอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธการออกพบกลุ่มนักศึกษา มีเพียงทูตสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ออกมาแสดงท่าทีเห็นใจ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจใหม่ ไม่บอบช้ำจากสงครามนัก และกำลังต้องการขยายอิทธิพลในจีน และในเมื่อการประท้วงครั้งนี้ชาวจีนเห็นญี่ปุ่นเป็นศัตรู สหรัฐแสดงออกแบบนี้จึงไม่มีอะไรเสียหายและอาจได้ใจชาวจีนมาบ้าง

พฤติกรรมนี้ทำให้กระแส “ทวงแผ่นดินจากต่างชาติ” มีทางระบาย ขบวนประท้วงจึงถึงหันหัวไป “กำจัดโจรขายชาติในประเทศ” กลุ่มนักศึกษาจึงเดินขบวนไปปิดล้อมรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีขายชาติ และได้พบว่าทูตจีนประจำญี่ปุ่นก็อยู่ในบ้านด้วย เหตุการณ์จึงบานปลายถึงขั้นเผาบ้านรัฐมนตรีทิ้ง จบลงด้วยการปราบปรามของรัฐบาลและจับผู้ชุมนุมได้ 30 ราย แต่ถ้าเรื่องทั้งหมดจบแค่นี้ได้ก็นับว่าแปลก

นักศึกษาทั่วประเทศตอบรับการประท้วง เกิดเป็นกระแสนัดหยุดเรียนออกมาเดินขบวน ยิ่งปราบยิ่งจับกระแสก็ยิ่งลุกลาม ไม่นานกระแสก็ลามไปที่กลุ่มพ่อค้าและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งหมดร่วมประท้วงกับนักศึกษาด้วยการนัดปิดร้านและหยุดงานรัฐบาลจึงต้องถอย โดยสั่งสังเวยปลดเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นออก 3 ราย และในวันที่ 28 มิ.ย. ตัวแทนของจีนในที่ประชุมสันติภาพที่แวร์ซายปฏิเสธการลงนามในสนธิสัญญา ถือเป็นชัยชนะของขบวนการ 4 พฤษภาคม ในที่สุด

และนี่เองจึงเป็นที่มาของ “วันเยาวชนจีน” เพราะนี่คือสัญลักษณ์ที่ว่าเยาวชนเปลี่ยนแปลงประเทศจีนได้ (ภายหลังมหาวิทยาลัยปักกิ่งยังถือเอาวันที่ 4 พ.ค. เป็นวันถือกำเนิด (ใหม่) ของมหาวิทยาลัยเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้เช่นกัน) แต่หน้าที่ของขบวนการ 4 พฤษภาคม คงไม่มีความหมายอะไรถ้าเสร็จสิ้นภารกิจเพียงเท่านั้น เหตุการณ์นี้ยังระเบิดกระแสตื่นตัวในความล้าหลังและด้อยค่าในเวทีโลกของจีน

ปัญญาชนและนักวิชาการทั้งหลายนำเสนอหนทางแก้ไขประเทศ โดยฝากความหวังให้คนสองคน คือ เต๋อ และ ไซ่ ปัญญาชนไม่ได้คิดฝากประเทศไว้กับใครที่ไหน แต่ชื่อ เต๋อ และ ไซ่ เป็นตัวย่อของ Democracy และ Science…

ประชาธิปไตยและวิทยาศาสตร์ และตามมาด้วยการปฏิวัติทางความคิดครั้งใหญ่ คงจะอ่อนหัดไปถ้าจะบอกว่าหลังขบวนการ 4 พฤษภาคม แล้วประเทศจีนพบแต่กับความดีงาม ปฏิกิริยาจาก 4 พฤษภาคมลอกคราบอารยธรรมอาวุโสสู่วัยรุ่นคนใหม่ ซึ่งมีไม่น้อยที่เหวี่ยงจีนไปสู่การปฏิเสธสิ่งเก่าอย่างไร้เยื่อใย และการมุ่งไปสู่หนทางใหม่อย่างสุดโต่ง จีนยังต้องเผชิญวิกฤตทางการเมือง การทหาร และวัฒนธรรมอีกมาก และหลายวิกฤตปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้แนวคิด 4 พฤษภาคม แบบนอกลู่นอกทาง จีนกลายเป็นวัยรุ่นใจร้อนในบัดดล ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราสามารถบอกได้ว่าจีนตัดสินใจลาขาดกับโลกจีนเก่าด้วยเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม และจีนในปัจจุบันก็ยังคงอยู่บนเส้นทางของเหตุการณ์นี้แทบทั้งสิ้น นี่คือจุดหักเหสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนไป

99 ปีผ่านไป คนป่วยแห่งเอเชียที่ขอเปลี่ยนตัวเองเป็นวัยรุ่นคนใหม่จึงเป็นอย่างที่เห็นเช่นวันนี้

‘Running’ ศิลปะแอบสแทรกต์แบบ แซม ฟรายด์แมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550293

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

‘Running’ ศิลปะแอบสแทรกต์แบบ แซม ฟรายด์แมน

คอนเทมโพรารี อาร์ต (Contemporary Art) หรือศิลปะร่วมสมัยของเมืองไทย ยังไม่มีหอศิลป์หรือแกลเลอรี่ไหนที่มีความเข้มข้นในการจัดแสดงที่ชัดเจนมากนัก เพราะมีศิลปะหลายรูปแบบและหลากสไตล์ในยุคร่วมสมัย มีตั้งแต่ โมเดิร์นอาร์ต (Modern Art) แอบสแทรกต์ อาร์ต (Abstract Art) แอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionism) ป๊อป อาร์ต (Pop Art) โพสต์ โมเดิร์น (Post Modern) มินิมอลิสต์ (Minimalist) คอนเซ็ปช่วล อาร์ต (Conceptual Art) เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) อินสตอลเลชั่น (Installation) มีเดีย อาร์ต (Media Art) มัลติมีเดีย (Multimedia) และยังมีที่ย่อยๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นอย่าง ไฮเปอร์ เรียลิสม์ (Hyperrealism)

โดย พริบพันดาว

ศิลปะร่วมสมัยคือ ศิลปะที่มากับวิถีชีวิตในสังคมยุคใหม่ ที่ไม่มีจุดศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีเยอะ และใครอยากทำอะไรก็ทำ เป็นการทดลอง ไม่มีการแยกประเภทงานให้ตายตัวชัดเจน มีความหลากหลาย ตั้งแต่ใช้ตัวเองเป็นงานศิลปะ ไปจนถึงสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ โฟโต้ช็อป ฯลฯ ไม่มีการแยกแยะประเภทว่าเป็นศิลปะขั้นสูง (Fine Art) หรือศิลปะสมัยนิยม (Popular Culture)

“เราเห็นว่าคงจะดี หากคนไทยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองของศิลปะประเภทนี้กับศิลปินหลากหลายเชื้อชาติ โดยตั้งใจว่า ในอนาคตจะมีการนำศิลปินชื่อดังจากหลายประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้คนไทยได้มีโอกาสเสพงานศิลป์คุณภาพโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าในอนาคต ก็จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้ศิลปินไทยสามารถนำชิ้นงานไปแสดงในตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน”
ผู้สนใจสามารถเข้าชมผลงานของ แซม ฟรายด์แมน ได้ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น. ณ Chin’s Gallery โครงการ Arden’s พระราม 3 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/chinsgallery/ หรือ http://www.chinsgallery.com &O5532;

เพทาย จิรคงพิพัฒน์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากหัวใจไม่อ่อนแอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550288

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

เพทาย จิรคงพิพัฒน์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากหัวใจไม่อ่อนแอ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์/เพทาย จิรคงพิพัฒน์

“ไม่มีน้ำตา ใช่ว่าจะสุข และมีน้ำตา ใช่กำลังทุกข์เสมอไป” วลีที่หน้าคำอุทิศของหนังสือ “ใต้ฝุ่น” หนังสือที่คว้ารางวัลชนะเลิศปีแรก 2560 ของ ARC Award (อาร์ค อวอร์ด) หรือนายอินทร์อวอร์ดเดิม ผู้เขียนคือ “โกลาบ จัน” นามปากกาของเพทาย จิรคงพิพัฒน์ หรือแพรว วัย 30 ปี คำอุทิศของเธอมิได้อุทิศคำขอบคุณถึงผู้หนึ่งผู้ใด หากเป็นคำอุทิศที่ส่งตรงและสื่อสารถึงหัวใจตัวเอง รวมทั้งผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทุกคน

แพรวป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อมจากพันธุกรรม เรียกตามชนิดของโรคว่า โรคเอสเอ็มเอ (Spiner Muscular Atrophy-SMA) อาการเจ็บป่วยแสดงให้เห็นตั้งแต่เด็ก 1-2 ขวบเริ่มมีอาการเท้าบิด เวลาเดินเหมือนใช้สันเท้าด้านนอกเดิน ต้องเข้ารับการผ่าตัดเท้าครั้งแรก และเมื่อเรียนชั้นประถม 4 ก็เป็นตอนที่ต้องผ่าตัดใหญ่ เพื่อรักษาอาการสันหลังคด

ตั้งแต่ผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้น แพรวเดินด้วยตัวเองไม่ได้อีก จากก่อนหน้านี้พอจะเดินเป็น “กลุ่ม” ได้ หมายถึงเดินโดยมีเพื่อนขนาบข้างอย่างน้อย 1 คน แต่เมื่อผ่าตัดหลัง การเดินก็เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปก่อนหน้าการผ่าตัด ไม่มีใครคาดการณ์สถานการณ์เลวร้ายนี้ไว้เลย ทุกคนไม่คิดว่ามันจะแย่ไปกว่านี้ แม้กระทั่งตัวเธอเอง
“ชีวิตแพรวไม่มีดราม่า ไม่มีคนแกล้งหรือล้อเลียนความพิการ ตรงกันข้ามมีแต่คนให้กำลังใจ ถึงเดินไม่ได้ เพื่อนก็ให้กำลังใจ ตอนเรียนชั้นประถม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องนั่งรถเข็นแล้ว เพื่อนๆ ในห้องช่วยกันเข็นรถแพรวซิ่งหนีพ่อ แอบเอาแพรวไปซ่อนพ่อ เหมือนเล่นซ่อนหากัน เป็นเกมของทุกคนในห้อง”

การไปเรียนหนังสือของแพรว คือการที่พ่อต้องไปรับ-ไปส่ง อุ้มเมื่อแพรวต้องเปลี่ยนห้องเรียน ขึ้นลงระหว่างชั้นเรียน เข้าห้องน้ำ กินข้าว ทุกอย่างต้องมีคนคอยช่วย เพราะแพรวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาก พ่อจะมีตารางสอนเพื่อบริหารจัดการเวลาของพ่อเอง พ่อเป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัทรับส่งคนงานไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทของคุณป้าแท้ๆ ของแพรว

แพรวเรียนหนังสือที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ลาดพร้าว การศึกษาต้องจบลงแค่ชั้น ม.3 เพราะเมื่อเริ่มโตขึ้น อาการกล้ามเนื้อฝ่อก็ส่งผลกระทบมากขึ้น จากเมื่อก่อนพ่ออุ้มขึ้นลงอาคารเรียนได้ แต่เมื่อพ่อเริ่มมีอายุ การอุ้มแพรวก็ทำไม่ไหวอีก

“พ่อจะไม่ให้เรียนต่อแล้วล่ะ คิดว่าพ่อพูดเล่น แต่พ่อไม่ได้พูดเล่น เสียใจมาก ร้องไห้ นั่นเป็นการร้องไห้ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวของแพรว”
แม้จะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่แพรวมีวิธีเรียนหนังสือ เธอใช้มือจดชอร์ตโน้ตไม่ได้ก็จริง หากใช้วิธีตั้งสมาธิ ทำความเข้าใจขณะครูสอน เกรดเฉลี่ยสูง 3.8-3.9 มาตลอด (วิชาพละและนาฏศิลป์เท่านั้นที่ทำคะแนนไม่ได้) การที่คิดว่าจะต้องออกจากโรงเรียน สำหรับเธอแล้วเปรียบได้กับโลกที่ถล่มทลายลงต่อหน้า แพรวเรียนได้ดีและทำได้ดี เธอเสียดายว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่เธอทำได้ดีนั้นอีก
เอสเอ็มเอ เป็นโรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของยีน SMN (Survival Motor Neuron) ซึ่งมีหน้าที่ผลิตโปรตีนเพื่อควบคุมระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อ เมื่อยีนมีความผิดปกติ จึงไม่สามารถสั่งการกล้ามเนื้อได้ ร่างกายสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว เกิดอาการกล้ามเนื้อฝ่อทั่วร่างกาย มีหลายชนิดและความรุนแรงหลายระดับ
สิ่งที่เหมือนกันคือผู้ป่วยจะค่อยๆ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและฝ่อลีบลงไปเรื่อยๆ จนส่งผลต่อการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนต้นและกล้ามเนื้อปอดมักได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก แต่ก็มีเหมือนกันที่แสดงอาการที่กล้ามเนื้อส่วนปลาย บางคนอาการรุนแรงถึงแก่เสียชีวิต โดยภาวะแทรกซ้อนสำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ในฐานะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชีวิตดำเนินไปตามครรลองของโรค ถึงปัจจุบันนอกจากจะเดินไม่ได้และขยับแขนขาไม่ได้เลย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจวันละ 20 ชั่วโมง เคยถึงขั้น “น็อก” นอนหลับไปไม่รู้สึกตัว ต้องหามส่งห้องไอซียูโรงพยาบาลแทบไม่ทัน!
“หลับตลอดเวลา อยู่ดีๆ ก็เพลีย เคยนอนหลับไปและไม่รู้ตัวอีก มารู้ภายหลังว่าเพราะกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง จึงทำให้การหายใจออกแผ่วมาก เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด นั่นทำให้แพรวหยุดหายใจ ต้องปั๊มหัวใจเพื่อให้กลับมา”

เมื่อกล้ามเนื้อช่วยการหายใจเริ่มฝ่อมากเข้า ไม่เพียงคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด แต่แพรวยังไม่สามารถคายเสมหะเองได้ จากนั้นมาจึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไปจนชั่วชีวิต แพรวบอกว่าเธอไม่โทษโรคภัย ไม่โทษชะตาฟ้าลิขิต แค่เพียงหงุดหงิดกับสิ่งที่เคยทำได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เท่านั้น
แพรวเล่าในหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงตัวเองว่า เมื่อเลิกเรียน ชีวิตก็มีเพียงพ่อกับแม่ และน้องสาว 1 คน สังคมเล็กๆ ยิ่งแคบลงไปอีกเมื่อเพื่อนทุกคนต่างมีที่เรียนต่อ แพรวไม่กล้าโทรหาใครบ่อย เพราะคิดว่าทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน จากเดิมที่ขี้อายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากไปไหน
เหมือนตัดฉับจากสังคมภายนอก โลกของแพรวเปลี่ยนไป เธอติดนิยายวัยรุ่นชนิดที่แม่ต้องนั่งรถออกไปเช่าให้วันต่อวัน พอๆ กับติดเกมออนไลน์ที่อยู่บ้านเมื่อไรก็เล่นทั้งวัน แพรวอธิบายพฤติกรรมนี้ว่า ติดเกมแล้วมีความสุข เหมือนได้หนีออกไปจากความทุกข์ ได้หนีออกไปจากร่างกายที่กลายเป็นคุก
หนีความจริงอันเจ็บปวดเข้าไปซ่อนอยู่ในโลกของเกมและตัวอักษร แต่ที่สุดเธอก็กลับออกมาเผชิญหน้ากับโลกความจริง ภาวะบีบคั้นอันดับแรกคือภาวะเศรษฐกิจ ครอบครัวเธอไม่มีฐานะมากนัก นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับ พ่อแม่แก่ลงทุกวัน คงน่าละอายใจมากหากในอนาคตต้องให้น้องสาวมาทำงานหาเลี้ยงอีกคน
“ไม่ชอบความรู้สึกที่ตัวเองไม่มีประโยชน์ ลึกๆ คือการโหยหาความภูมิใจ ไม่อยากเป็นคนไร้ค่า จึงเริ่มพิมพ์งานเขียน ถ่ายทอดโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่มีประสบการณ์ใดๆ นอกจากความตั้งใจ”
นิยายเรื่องแรกเริ่มเขียนในปี 2551 แพรวใช้วิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ด้วยการใช้สันนิ้วก้อยมือซ้ายพิมพ์ ส่วนมือขวาก็คลิกเมาส์แป้นพิมพ์ที่เรียกขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (on screen keyboard) ช่วยกัน ใช้เวลา 1 ปี นิยายเรื่องแรกก็พิมพ์เสร็จ ตั้งใจจะเป็นนักเขียนเพื่อหารายได้ช่วยแบ่งเบาครอบครัว แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดแม้แต่สำนักพิมพ์เดียวที่ตอบรับงานเขียนของเธอ ในระหว่างนี้ยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ อาการหนักถึงขั้นต้องเรียกรถพยาบาล ขณะที่พ่อก็ต้องแอทมิทเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวาน

ข่าวดีมาถึงในวันที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย ขณะนั้นอยู่ในช่วงกลางปี 2554 บรรณาธิการสำนักพิมพ์มีชื่อแห่งหนึ่งติดต่อมาเพราะสนใจงานเขียนของเธอ แต่ก็เป็นช่วงที่แพรวต้องนับหนึ่งใหม่หมด เธอกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว และพยายามที่จะมีชีวิตให้เหมือนเดิมอีกครั้ง ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่แม้แต่การหายใจ

“เมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจก็ต้องฝึกหายใจด้วยตัวเองกันใหม่ ต้องฝึกพูดใหม่ ตอนนั้นพูดได้ 2-3 คำก็หอบแล้ว ตะกุกตะกักและเบาจนแทบไม่ได้ยิน”เมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจได้นานขึ้นเป็นครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง ก็ฝืนไปเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะรู้ว่าถ้าเพลินจะลืมความเหนื่อยได้บ้าง แต่นั่นกลับทำให้พบความจริงที่น่าตกใจว่า ไม่สามารถพิมพ์คีย์บอร์ดได้อีก แพรวเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว มือเย็นเยียบและชื้นไปด้วยเหงื่อ กระทั่งต้องเลิกพิมพ์ในที่สุด

“น่าใจหายที่สุด คือพบว่าตัวเองเขียนหนังสือไม่ได้เสียแล้ว นิยายที่แต่งค้างไว้อยู่อย่างนั้น โทรไปขอร้องและขอเวลากับบรรณาธิการ ท้อและร้องไห้กับสิ่งดีที่เกิดขึ้นแต่ก็ต้องสะดุดกลางคัน สิ่งที่ทำได้คือทำใจยอมรับมัน”
ในข่าวดีมีข่าวร้าย และในข่าวร้ายก็มีข่าวดี แพรวหาวิธีเขียนนิยายจนได้ ทั้งๆ ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เหลือนิ้วชี้ข้างขวานิ้วเดียวที่(พอจะ)เคลื่อนไหวได้อีกเธอทำอย่างไรน่ะหรือ แพรวซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ มือถือเครื่องนี้คือที่ทำงานของเธอ โดยจะ(นอน)พิมพ์เรื่องราวลงในสมุดบันทึก(แอพพลิเคชั่นหนึ่งบนหน้าจอ) เมื่อสิ้นสุดหน้าก็คัดลอกข้อความที่พิมพ์แล้วส่งจากมือถือเข้าอีเมลตัวเอง ตกเย็นจึงจะเปิดคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อความจากอีเมลมาแปะใส่เวิร์ด

“แพรวคิดขั้นตอนพวกนี้ขึ้นมาเองเลยนะ ภูมิใจมาก ฮ่าๆๆๆ”

การค้นหาวิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ คือการค้นหาช่องทางติดต่อกับโลกภายนอกได้ จากติดเกมก็กลายมาเป็นติดกระทู้ตามเว็บบอร์ดสาธารณะและโซเชียลมีเดีย แพรวได้สังคมใหม่เพื่อนใหม่ และได้กำลังใจมากมาย รวมทั้งเพื่อนเก่าก็ติดตามมาเจอกันในโลกคู่ขนาน ยิ่งกว่านั้นคือการได้ทำงาน แพรวประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการเป็นนักเขียนนิยายรักดราม่า รู้หรือไม่หนังสือของเธอตีพิมพ์รวมเล่มถึง 18 เล่มแล้ว

นอกจากนี้ ยังทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคของเรา โลกของเรา http://facebook.com /thisable เพื่อบอกเล่าถึงการใช้ชีวิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ ที่สนใจหรือกำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่ แบ่งปันกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือในประการใดๆ แก่เพื่อนร่วมโรค
แพรวขอบคุณคุณหมอ ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู อายุรแพทย์และนักพันธุศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้ดูแลและเกื้อการุณย์ต่อแพรวอย่างมาก ได้ให้ความกรุณา ให้กำลังใจและพูดคุยอย่างเป็นกันเองทุกครั้งที่พบกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทุกท่าน สำหรับแม่-เอื้อมพร เจริญชัย ซึ่ง “เกินคำขอบคุณ” ไปแล้ว แม่อายุ 59 ปี เข้มแข็งและสู้เสมอ ไม่ง่ายเลยที่แม่คนหนึ่งจะต่อสู้กับการเลี้ยงดูลูกท่ามกลางปัญหามากมายขนาดนี้
“แพรวไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้ป่วย แต่มองตัวเองว่าเป็นคนทั่วไป ที่มีอารมณ์ร้ายกว่าคนทั่วไป(ฮา) ร้อนและปรี๊ดแบบภูเขาไฟ กับแม่แล้วแม่คือทุกสิ่งในชีวิต นั่นรวมถึงการปะทะกับแม่ ซึ่งบ่อยมาก”
แพรวเล่าว่า จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เธอไม่ยอม “ลง” ให้แม่ แต่ถ้าแม่ยอมลงให้หรือแสดงอาการโอนอ่อนผ่อนตามแม้เพียงนิดเดียว แพรวก็จะหายโกรธในพริบตา น้องสาว อายุห่างกัน 2 ปี รักกันและกัดกันเล็กๆ ตามประสาพี่น้อง ส่วนความสัมพันธ์ที่ชื่นชูใจคือเพื่อนฝูงที่เคยร่ำเรียนด้วยกันมาเมื่อครั้งยังเรียนหนังสืออยู่ที่เซนต์จอห์น
“หลายคนยังคงคบหากันอยู่จนทุกวันนี้ ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันก็ไปมาแล้ว มันมีความหมายต่อแพรวมาก”
บทความนี้ขอจบด้วย “SMA ไม่มีคำว่าเสียใจ แม้ในหยดน้ำตา” หนังสือที่แพรวกล่าวเย้าตัวเองว่า นี่อาจเป็นหนังสือที่ใช้แจกในงานศพของเธอเอง… “ชีวิตนี้ฉันไม่ได้มีแค่ตัวเอง แต่ยังอยู่ได้อย่างมีความสุขด้วยน้ำใจของทุกคนที่มีให้ ถึงแม้ร่างกายนี้จะไม่มีใครเป็นเจ้าของได้แม้แต่ตัวฉันเอง แต่ความตั้งใจดีทุกอย่างที่ฉันทำ ฉันถือว่าทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตฉันเป็นเจ้าของมันร่วมกัน” &O5532;

ระวัง! โรคติดเชื้อ หลังปลูกถ่ายอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550195

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 14:05 น.

ระวัง! โรคติดเชื้อ หลังปลูกถ่ายอวัยวะ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavng2010@gmail.com ภาพ : เอเอฟพี

การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันสามารถทำการปลูกถ่ายอวัยวะได้หลายส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ ปอด ตับ ไต เป็นต้น

ศาสตร์ของการปลูกถ่ายอวัยวะถือว่าเป็นความสำเร็จสำคัญทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่พบภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ คือภาวะติดเชื้อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้

สำหรับในประเทศไทย ไต (Kidney)เป็นอวัยวะที่มีการปลูกถ่ายมากที่สุด ไตเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบปัสสาวะ และเป็นอวัยวะสำคัญไม่แพ้สมองและหัวใจ

ไต เปรียบเสมือนเครื่องกรองสุดพิเศษ ทำหน้าที่กรองน้ำ เกลือแร่ รักษาระดับน้ำ และสารเกลือแร่ในร่างกายรวมถึงคัดสารเคมีส่วนเกิน สารคัดหลั่ง ของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย โดยขับออกมาในรูปของน้ำปัสสาวะ

ปกติแล้วคนเราจะมีไตอยู่สองข้างซ้ายขวา ทว่าไตเพียงข้างเดียวก็เพียงพอในการทำหน้าที่ได้เช่นกัน แต่หากไตทำหน้าที่ผิดปกติไป จนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ทางออกหนึ่งนอกจากการฟอกเลือดก็คือ การเปลี่ยนไต

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ชื่อ “เรื่องใหม่ควรรู้… โรคติดเชื้อภายหลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ” โดย รศ.พญ.สิริอร วัชรานานันท์ อายุรแพทย์ที่ปรึกษาด้านโรคติดเชื้อภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลพระรามเก้า ชี้ว่า จากรายงานของสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย พบว่าปัญหาการติดเชื้อถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง ภายหลังจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งไม่แตกต่างจากรายงานทางการแพทย์ของประเทศอื่น

ศาสตร์ทางด้านการติดเชื้อภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ทางการแพทย์ ที่มีรายละเอียดในการดูแล แตกต่างจากภาวะติดเชื้อในคนไข้ทั่วๆ ไป พบว่าการติดเชื้อในผู้ป่วยคนไทย แตกต่างจากผู้ป่วยทางตะวันตก ด้วยภูมิประเทศ ภูมิอากาศ อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อในพื้นที่ ความเชื่อ การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

“ก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ ไม่ว่าจะเป็นไตหรืออวัยวะอื่นๆ ควรจะมีการวางแผนในทีม เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยควรจะมีการประเมินผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนอวัยวะ

เมื่อคนไข้เข้ามาพบแพทย์สิ่งแรกต้องมีการสกรีนและการทำความเข้าใจกับคนไข้ ทั้งในเรื่องการผ่าตัด และการรักษาภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยแพทย์โรคติดเชื้อ สามารถมีบทบาทในการช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนในการป้องกันและรักษาโรคร่วมไปกับแพทย์ในทีม

เบื้องต้นต้องมีการซักประวัติหรือตรวจสอบประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดของผู้รับบริจาค (ขึ้นกับว่าผู้บริจาคมีชีวิตหรือเสียชีวิต) และรับบริจาค

กรณีมีความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้นที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แพทย์โรคติดเชื้อควรมีบทบาทในการช่วยวางแนวทางรักษาหรือตัดสินใจในการปลูกถ่ายอวัยวะด้วย

ด้านการทำงานคัดกรองผู้ป่วยและอวัยวะว่ามีความพร้อมต่อการปลูกถ่ายหรือไม่นั้น พยาบาลผู้ประสานงานโครงการปลูกถ่ายอวัยวะต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานเป็นทีมร่วมกับทางทีมแพทย์ และได้รับความร่วมมือจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลผู้ให้บริจาค ในการประสานงานและให้ข้อมูลของผู้ป่วยที่เป็นประโยชน์ในการต้องเตรียมความพร้อมในทีมอย่างตลอดเวลา”

โดยทั่วไป รศ.พญ.สิริอร กล่าวว่า การติดเชื้อในช่วง 6-12 เดือนแรกภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะนั้น อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นช่วงที่ร่างกายมีภูมิต้านทางต่ำกว่าช่วงอื่นๆ จากขนาดของยากดภูมิต้านทานที่สูงกว่าช่วงอื่นๆ เพื่อป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ง่ายและอาจจะมีความรุนแรงของการติดเชื้อที่สูงขึ้น

“เนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ต่ำลง จะทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยที่อาการนำในช่วงแรกของผู้ป่วยอาจจะน้อยมาก แต่ในทางตรงกันข้าม การดำเนินโรคอาจจะรวดเร็วจนถึงชีวิตได้”

ทั้งนี้สาเหตุโรคติดเชื้อที่พบได้ รศ.พญ.สิริอร ขยายภาพว่า อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เชื้อแบคทีเรียเหมือนที่พบได้บ่อยในคนปกติ แต่กลับมีความเสี่ยงต่อเชื้ออื่นๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อไมโคแบคทีเรียม เชื้อหนอนพยาธิ เชื้อโปรโตซัว หรืออาจจะเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด เป็นต้น ซึ่งระดับความรุนแรงของเชื้อแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป

“การป้องกันการติดเชื้อจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยการให้ยาป้องกัน การเจาะเลือดตรวจติดตามปริมาณเชื้อไวรัส และการวินิจฉัยโรคติดเชื้อเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ชำนาญและห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์เชื้อได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

นอกจากนี้ การให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยแต่ละรายก็เป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหลายรายที่บ้านทำสวน หรือมีอาชีพทางการเกษตร ก็ต้องแนะนำการปฏิบัติตัว ว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น สวมถุงมือยางและใช้ผ้าปิดปาก จมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อรา จากดิน ปุ๋ย หรือมูลสัตว์ปีก

หรือคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย และอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ไม่ควรรับประทานผักดิบ ไข่ดิบ เพราะอาจมีเชื้อที่ติดมาและทำความสะอาดไม่หมด และการรับประทานยาอย่างเหมาะสมภายหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

ผู้ป่วยอาจต้องรับประทานยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์ในการกดภูมิต้านทานของร่างกาย เพื่อป้องกันมิให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่ที่ได้รับ ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของยา รวมถึงวิธีรับประทานยาที่ถูกต้องรวมถึงผลข้างเคียงของยา

ผู้ป่วยไม่ควรขาดยา โดยเฉพาะยากดภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญเวลาไม่สบายไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง หรือปรับขนาดของยารับประทานโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง รวมถึงควรงดการกินอาหารเสริมบางอย่างที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงระดับของยากดภูมิคุ้มกัน”