‘ให้เวลากับครอบครัว’ ปริญญา อรรถพรมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550183

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 13:04 น.

‘ให้เวลากับครอบครัว’ ปริญญา อรรถพรมงคล

โดย  ฤดูกาล ภาพ : ปริญญา อรรถพรมงคล

วันหยุดของแฟมิลี่แมนอย่าง “บอย” ปริญญา อรรถพรมงคล ผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจบัตรเครดิต (ดิจิทัล ดีเวลอปเมนต์) บริษัท บัตรกรุงไทย ได้ให้เวลาทั้งหมดกับครอบครัว ด้วยการพาภรรยาสุดสวยและลูกชายทั้ง 2 คนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือหากเป็นช่วงวันหยุดยาวทั้ง 4 คนจะยกครัวกันไปท่องเที่ยวต่างแดน

บอย เล่าว่า สำหรับลูกชายคนโต น้องเคนชิ เขาพาไปเที่ยวทะเลตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ เพราะอยากให้ลูกชายได้ไปสัมผัสทะเล หาดทราย สายลมของธรรมชาติ และยังเป็นการฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับน้ำ

จากนั้นเมื่อน้องเคนชิเดินได้ เขาและภรรยาได้พาเด็กชายลัดฟ้าไปเที่ยวเกาหลี เพื่อฝึกให้เขาเดินทางด้วยเครื่องบิน และให้ออกไปเปิดประสบการณ์ที่แตกต่างจากประเทศไทย

 “ครอบครัวอื่นอาจบอกว่าเวลาจะพาลูกเล็กไปเที่ยวทีเหมือนจะย้ายบ้าน แต่สำหรับครอบครัวเราจะทำให้ง่ายที่สุด เช่น เตรียมแผ่นรองนอนและของใช้สำหรับเด็ก ซึ่งการเริ่มต้นจากต่างสถานที่ใกล้ๆ อย่างพัทยา หัวหิน เขาใหญ่ จะทำให้ลูกได้ฝึกการนั่งและรอคอยให้ไปถึงจุดหมายปลายทางในพื้นที่จำกัด ทำให้เมื่อต้องเดินทางนานขึ้นเขาก็จะไม่งอแง และเฝ้ารอที่จะได้สนุกเมื่อถึงปลายทาง”

 เช่นเดียวกับลูกชายคนเล็ก น้องริวจิ ที่ออกเดินทางตั้งแต่ยังเล็ก และล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่พี่น้องได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน

 “เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราจะตกลงกันก่อนไปว่า เราจะไม่อุ้ม เด็กๆ จะต้องเดินเอง แต่ถ้าเหนื่อยหรือเมื่อยก็พัก เพราะเราเดินทางเอง ต้องขึ้นรถไฟ ต้องเดินเท้ามากดังนั้นลูกๆ ต้องไม่งอแง ต้องรับผิดชอบของใช้ของตัวเอง ฝึกเขาให้รู้จักระเบียบวินัย และพี่กับน้องต้องช่วยเหลือดูแลกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพูดกับลูกให้เข้าใจก่อนออกเดินทาง”

 ปัจจุบันลูกชายคนโตอายุ 8 ขวบ คนเล็กอายุ 6 ขวบ โดยทุกปีพ่อบอยจะพาลูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้งช่วงวันหยุดยาวในเดือน ธ.ค.

“ผมอยากให้เขามีประสบการณ์ชีวิตข้างนอก คือนอกเหนือจากประเทศไทย แต่ได้ไปเรียนรู้เชื้อชาติอื่นผ่านภาษา อาหาร สภาพอากาศ วัฒนธรรม และธรรมชาติ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากในห้องเรียน”

นอกจากนี้ หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวนี้มีกิจวัตรประจำวันหยุดที่น่ารักคือ วันเสาร์ ช่วงเช้าลูกชายทั้ง 2 คนจะเรียนว่ายน้ำ ช่วงบ่ายไปตีแบดฯ กับเพื่อนบ้าน จากนั้นตอนเย็นจะออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา

 ส่วนวันอาทิตย์ เขาจะพาลูกๆ ไปหาปู่ย่าตายาย ซึ่งมีหลายครั้งที่พวกท่านพาหลานทั้งสองไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยปราศจากเขาและภรรยา

 “การที่เด็กๆ ได้ออกเดินทางบ่อยๆ ทำให้พวกเขารู้จักวิธีการปรับตัวในการเข้าหาคนอื่น และได้เรียนรู้วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เพราะแค่ระหว่างทางที่ขับรถไป เราก็สามารถสอนเขาได้มากมายแล้ว” คุณพ่อลูกสองกล่าวเพิ่มเติม

 ก่อนจบบทสนทนาเขาได้กล่าวถึงเวลาของครอบครัวว่า พ่อแม่ยุคใหม่ส่วนใหญ่จะต้องทำงานประจำ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาและให้เวลากับครอบครัว

 “เพราะลูกเขารอพ่อแม่ รอให้เราไปเล่นกับเขา รอไปเที่ยวด้วยกัน ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเวลาจริงๆ ก็ต้องคุยกับลูกให้เข้าใจ บอกเหตุผลว่าเพราะอะไร และเราสามารถชดเชยให้เขาตรงไหนบ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็คิดว่าเราทุกคนย่อมมีเวลาให้กับคนที่เรารักเสมอ” เขากล่าวทิ้งท้าย

นักเดินทางคนเดียวแต่ไม่เดียวดาย Wander More

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550179

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 12:48 น.

นักเดินทางคนเดียวแต่ไม่เดียวดาย Wander More

โดย รอนแรม ภาพ : Wander More

สาวนักเดินทางลุยเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย “เคท” ธัญธิดา ลิขิตพิทักษ์ เธอหลงใหลการเดินทางหลังได้เปิดประสบการณ์ตะลุยเมืองผู้ดีเพียงลำพังเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

จากนั้นความกล้า ความสนุก และความรู้สึกอยากแบ่งปันก็เกิดขึ้นตามมา กลายเป็นเว็บไซต์ wander-more.net และเพจเฟซบุ๊ก Wander More

เธอเล่าว่า การเดินทางแต่ละครั้งจะประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ธรรมชาติ การผจญภัย และผู้คนท้องถิ่น โดยเธอจะตะลุยไปแบบไม่ห่วงสวย ไม่กลัวลำบาก ทั้งเดินเขา เข้าป่า ดำน้ำ โรยตัวในถ้ำ และปีนภูเขาน้ำแข็ง

 

“ก่อนออกเดินทาง เราต้องเตรียมตัวเยอะมาก ทั้งวางแผน หาข้อมูลยิ่งกว่าเตรียมสอบ ถ้าไม่มีข้อมูลก็ต้องหาทางคุยกับคนที่เคยไปแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างรอบคอบที่สุดก่อนออกเดินทางคนเดียว”

เคทเคยไปลุยเดี่ยวที่ชายแดนประเทศจีนติดมองโกเลีย ซึ่งเป็นถิ่นที่คนไม่พูดภาษาอังกฤษ เคยไปอินเดียมาแล้ว 3 รอบ และกำลังคิดว่าจะกลับไปอีกครั้ง เคยไปดำน้ำที่ฟิลิปปินส์ เคยไปเยือนแหล่งอารยธรรมขอมที่กัมพูชา และเคยไปแบ็กแพ็กข้ามเมืองที่อินโดนีเซีย

“เราพาตัวเองไปลำบาก” เธอกล่าวเช่นนั้น ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนรอบข้างถามว่า ทำไมไม่ไปที่สบายๆ

 

 “ถ้าไปเที่ยวแล้ว เราอยากไปทำอะไรที่มันถึงที่สุด หากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองสนุกแม้ว่าจะเหนื่อยและลำบากก็ตาม”

เธอยังกล่าวถึงข้อดีของการไปเที่ยวคนเดียวว่า มันคือเส้นทางของการเอาตัวรอด โดยที่ไม่ต้องมีพละกำลังหรืออาวุธ เพราะธรรมชาติได้ให้อาวุธที่ดีที่สุดแก่ทุกคนแล้ว นั่นคือ สติ

“สิ่งที่ทำให้เรามองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจน แม่นยำ และดีที่สุด ณ ขณะนั้น”

 

รวมทั้งทำให้เธอมองคนอื่นโดยไม่นำตัวเองไปตัดสิน มองโลกตามเลนส์ของเขา และมองด้วยความเข้าใจตามสภาพสังคมที่เขาเป็น

“การเดินทางคนเดียวทำให้เรามองโลกลึกขึ้น เพราะสถานการณ์ทำให้เราต้องเข้าหาผู้คนท้องถิ่น และธรรมชาติยังสอนให้เรารู้ว่า เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ท่ามกลางพลังของธรรมชาติที่สามารถคร่าชีวิตเราได้ ในขณะนั้นเราก็รักเขามาก และอยากรักษาพวกเขาไว้ตลอดไป”

สำหรับพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ Wander More เธอสร้างขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลการเดินทาง และสร้างความกล้าให้ใครก็ตามที่คิดอยากเดินทางคนเดียว ให้กล้าออกเดินทางเสียที

 

“เคทเขียนเนื้อหาแบบกึ่งเรื่องสั้นกึ่งสารคดี ทำให้พอเข้ามาอ่านแล้วจะรู้สึกเหมือนได้อ่านเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องที่สามารถสื่อสารรูปรสกลิ่นเสียงได้เยอะดี เหมือนเขาได้ไป ได้เห็น ได้รู้สึกไปพร้อมกับเรา ปนไปกับการเขียนรีวิวแบบปกติสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านยาวๆ แต่ยังได้ข้อมูลครบถ้วน ประกอบกับรูปภาพแนวแลนด์สเคปที่ทำให้เห็นความสวยงามและวิถีชีวิตของคนที่นั่น”

ประสบการณ์การเดินทางคนเดียวกว่า 7 ปีของเคท ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊ก Wander More เรื่องราวที่จะทำให้รู้ว่าผู้หญิงที่ชอบพาตัวเองไปลำบากคนเดียว ไม่เคยเดียวดาย

อบอวลด้วยรัก วิวรรณ+วรมน สารกิจปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550165

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:43 น.

อบอวลด้วยรัก วิวรรณ+วรมน สารกิจปรีชา

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เรียกว่าเลี้ยงลูกได้โตทันใช้สำหรับ “ครูไก่” วิวรรณ สารกิจปรีชา ผู้อำนวยการและเจ้าของโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ที่เปิดมาได้ 41 ปีแล้ว

ยามนี้ได้ลูกสาวคนเล็ก “แวว” วรมน สารกิจปรีชา หลังจากศึกษาจบปริญญาตรีด้านอาร์ต กราฟฟิค มีเดีย แอนด์ดีไซน์ จากประเทศอังกฤษ ก็กลับมาช่วยสานต่องานสอน โดยใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ร่ำเรียนมาจาก ลอนดอน คอลเลจ ออฟ คอมมูนิเคชั่น (London College of Communication) เปิดคลาสสอนเด็กๆ ด้วยการใช้ศิลปะเป็นสื่อเสริมสร้างประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้เด็กๆ หรือ Sensory Play

ปัจจุบันโรงเรียนย้ายจากย่านสุขุมวิทมาอยู่ที่ใหม่ย่านพระราม 4 ใหญ่กว่าเดิมบนที่ดินราว 2 ไร่ ทำให้มีพื้นที่ในการทำฐานต่างๆ ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมเสริมทักษะเต็มที่

แวว เริ่มถึงแรงบันดาลใจในการสานต่องานคุณแม่ เข้ามาช่วยสอนที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เธอเน้นการสอนศิลปะเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการทำ เช่น การใช้วัสดุแปลกๆ มาสร้างสรรค์งานศิลปะ เช่น ใช้วัสดุในครัว ใช้ใบไม้มาสร้างงานศิลปะบนกระดาษ ฉีกแนวจากการสอนศิลปะในแบบเดิมๆ ช่วยให้เด็กได้คิด ได้ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

“เช่น เด็กเรียนเรื่องน้ำ เราทำเป็นหน่วย 4 หน่วยให้เด็กจับกลุ่ม 5 คน เราจะให้เด็กๆ ได้ฝึกอาบน้ำให้ตุ๊กตาเพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ให้เด็กๆ เล่นน้ำแข็ง เด็กๆ จะรู้สึกหนาวและเย็น หรือเราเอาสัตว์ใส่น้ำแข็ง เด็กจะนำสัตว์เลี้ยงออกมาจากน้ำแข็งได้อย่างไร เช่น เอาค้อนทุบ

แววจะสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ตอนนี้จะขยายไปสอนเด็กๆ อนุบาล 2 ซึ่งการเรียนรูปแบบนี้เหมาะกับเด็กที่พิเศษด้วย เราจะมีเด็กพิเศษเรียนห้องละคน บางครั้งพ่อแม่หลายคนไม่รู้ อย่างเราต้องใช้เวลาสังเกตเป็นปี เราก็ต้องแนะนำให้เด็กพิเศษได้ฝึกพัฒนาการ เพื่อให้กลับมาปกติได้เร็ว และต้องอยู่กับเขาด้วยความเข้าใจด้วย”

‘แววมีหัวด้านการลงทุนที่ดี’ วิวรรณ สารกิจปรีชา 

ครูไก่ เล่าถึงลูกคนเล็กว่า การมีลูกสาว 2 คน นับเป็นเรื่องดี เด็กผู้หญิงมีนิสัยแตกต่างจากผู้ชายที่คงไม่ค่อยกลับบ้าน หรือแยกไปอยู่ต่างหาก แต่ลูกสาวเหมือนเป็นเพื่อนที่สนิทกัน เวลาเริ่มเป็นสาวก็สอนง่าย สามารถไปช็อปปิ้งด้วยกัน ชอบดูงานศิลปะและมีความละเอียดอ่อนคล้ายๆ กัน

“ถ้าถามว่าทำไมถึงส่งลูกไปเรียนหนังสือต่างบ้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กับ 12 ปี เพราะสมัยก่อนเด็กจะสอบเข้าโรงเรียนต้องติวหนังสือกันหนักมาก ไก่ไม่ได้ติวลูกแต่ลูกสามารถสอบเข้าโรงเรียนได้เอง พอลูกคนโตเรียนประถมฯ 1 มีคนมาถามว่า ทำไมไก่ไม่ส่งลูกไปติวล่ะ ไก่บอกว่าติวทำไม ไก่มานั่งคิดว่า ลูกต้องอยู่ในสังคมที่ต้องติว ต้องติวไปเรื่อยๆ เลยเหรอ ไก่จึงตัดสินใจส่งลูกคนโตไปเรียนที่เมืองนอกก่อน พอแววอายุ 12 ปีเขาก็ไปเรียนพร้อมกันกับเพื่อน แม่จึงไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่”

การส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เล็กๆ ครูไก่บอกว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียหนึ่งข้อคือ พ่อแม่จะไม่ค่อยได้อยู่กับลูก แต่ใช้วิธีไปเยี่ยมลูกๆ บ่อยเท่าที่ลูกต้องการ ทำให้มีช่วงเวลาที่น่าประทับใจคือ ลูกๆ มากอดแม่แล้วเอ่ยว่า รักแม่จัง แม้เป็นครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ครอบครัวนี้ก็สนิทและรักกันมาก

ข้อดีอีกข้อของการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ คือเด็กจะมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และมีระเบียบวินัย เพราะต้องอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็ก มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะที่นั่นไม่นิยมติวเพื่อสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

“ลูกอยากเรียนอะไร ไก่จะให้ลูกเลือกเรียนเอง ที่อังกฤษถ้าบางคนเลือกเรียนผิด ก็แค่ออกมา แล้วไปเรียนอย่างอื่น ไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โต ที่อังกฤษส่วนใหญ่เมื่อเด็กเรียนจบมัธยมฯ 6 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเขาจะสนับสนุนให้เด็กไปเปิดโลก หรือทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคม

เด็กจะเข้ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เขาไม่ได้ดูแค่เกรด แต่เขาดูว่าเด็กคนนั้นทำอะไรเพื่อช่วยเหลือสังคมบ้าง ความคิดของเขากว้างมาก ไม่ใช่จะสนับสนุนให้เด็กเรียนอย่างเดียว ซึ่งไก่คิดว่าดี เด็กจบเมืองนอกมาก็ใช่ว่าเงินเดือนจะเยอะกว่าเด็กที่จบที่นี่ หรือมีตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่นในมุมมองของไก่นะคะ แต่เด็กที่จบเมืองนอกจะได้ฝึกเรื่องมุมมอง ได้คิดเอง ตัดสินใจชีวิตตัวเอง ไม่เหมือนเมืองไทยติวอย่างเดียว เด็กจึงชอบติว เรากำลังสอนเด็กให้ติวเพื่อสอบอย่างเดียวหรือเปล่า เพราะเด็กก็ไม่ได้อยากรู้

อย่างแววจบอาร์ต พอลูกเรียนจบก็จะไปรีเสิร์ชที่โรงเรียนเอง แล้วเขาก็อยากทำเอง เพราะในศตวรรษที่ 21 เราไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไร แต่เราต้องคิดสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่จำอย่างเดียว ต้องรู้จักคิดสร้างสรรค์และคิดสังเคราะห์ ในความคิดของไก่นะคะ ลูกไปอยู่เมืองนอก ลูกช่วยตัวเองเยอะมากๆ คิดเองทำเอง ทำกับข้าวกินเอง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องดูแลบ้าน ต้องไปเสียภาษี ต้องจ่ายค่าเก็บขยะเอง พอมีรถใช้ พี่สาวก็ต้องดูแลรถเอง ซ่อมดูแลเองได้หมดค่ะ น้องแววก็เก็บเงินเก่ง เขาสามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่กลับบ้านได้”

คุณแม่หัวคิดสมัยใหม่เล่าต่อว่า แววเป็นเด็กอีคิวดี เซนส์เรื่องศิลปะดีมากๆ ลูกรู้จักศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ที่เขาไม่คุ้นเคย และมีการวางแผนด้านการออมเงินดีมากๆ จนคุณแม่มอบหมายหน้าที่ให้ ลูกสาวคนเล็กดูแลเรื่องบ้านเช่าของน้าและของพ่อแม่

“เรื่องการวางแผนการลงทุน แววเก่งมาก เขารู้จักเลือกคอนโดมิเนียมอยู่เอง พอย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ เขาดูแลได้ดีมากเรียกว่ามีหัวด้านการลงทุนทีเดียว เขาชวนแม่ไปซื้อที่ ซึ่งกำลังจะขายได้ แววเป็นคนมองการณ์ไกล เก็บเงินเก่ง ไก่เคยแอบดูสเตตเมนต์ลูก ลูกเก็บเงินได้เยอะมากๆ เพราะเขาเก็บเงินจากที่พ่อแม่ให้เงินเดือน

อย่างคุณพ่อเขาจะให้เงินมากกว่าเงินที่ลูกต้องใช้นิดหนึ่ง เพื่อให้ลูกพอมีเงินเก็บบ้าง แววชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ซึ่งแม่ก็ชอบ และลูกรู้จักคบเพื่อน จิตใจดีให้เพื่อนมาอยู่ที่บ้าน แล้วเพื่อนก็รักแวว แต่เราจะขี้ลืมเหมือนกัน วันๆ แววหาแต่โทรศัพท์มือถือ ส่วนแม่หาแต่แว่นตาทั้งวัน (ยิ้ม) อย่างที่เล่าว่า แววชอบอยู่บ้าน ซึ่งแม่ก็รู้สึกดี แต่บางทีแววเจอแม่บ่อยๆ ก็เริ่มเบื่อแม่ พอเห็นแม่ก็ทัก แม่มาอีกแล้วเหรอ ไก่ก็นึก นี่บ้านแม่นี่น่า (หัวเราะ) ในฐานะแม่ไม่ค่อยห่วงอะไรน้องแววนะคะ เพราะเขามีสามีที่ดี แล้วชีวิตเขาก็ดีทุกอย่าง”

‘คุณแม่มีศิลปะในการเลี้ยงหลานๆ’ วรมน สารกิจปรีชา 

หลังจากไปร่ำเรียนที่ประเทศอังกฤษนาน 14 ปี ซึ่งที่นั่นสอนให้แววเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองค่อนข้างมาก วรมนบอกว่าไม่ได้มองการณ์ไกลไปถึงการสานต่อการดูแลโรงเรียนของคุณแม่อย่างเต็มตัว เพราะเธอเห็นว่าคุณแม่ยังคงแข็งแรงที่จะบริหารอนุบาลกุ๊กไก่ได้อีกนาน

“พอแววได้มาทำงานโรงเรียน ก็ทำให้รู้เรื่องโรงเรียนมากขึ้น อีกทั้งพอได้มาทำงานกับเด็กๆ ก็รู้สึกสนุกและชอบ เวลาเด็กๆ ได้เรียนรู้ตามสิ่งที่แววต้องการ และเขาชอบในสิ่งที่แววเตรียมให้ อย่างลูกชายคนโตก็อยู่โรงเรียนของคุณยาย แม้ต่อไปแววจะได้เป็นผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันเรากำลังขยายบ้านเก่าให้กลายเป็นออฟฟิศ ซึ่งคุณแม่ยังเออร์ลีรีไทร์ไม่ได้ (ยิ้ม) ลูกยังไม่ยอมให้หยุด แม่ต้องทำไปตลอด”

การที่คุณแม่ส่งเธอไปเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปี วรมนคิดว่าก็ดี เพราะทำให้เธอได้เห็นโลกที่กว้าง ได้รู้ว่าประเทศอื่นและคนอื่นมีมุมมองชีวิตอย่างไร? ซึ่งพอแววมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถึง 2 คนแล้ว คือน้องวิววัย 3 ขวบ กับลูกชายคนเล็กวัย 3 เดือน ก็มีคุณยายช่วยดูแล

“ที่บ้านมีแต่ลูกสาว พอคุณตาคุณยายได้หลานชาย งงกันหมด ไม่รู้จะต้องเลี้ยงเขาอย่างไร จึงเป็นความท้าทายมาก (หัวเราะ) ซึ่งเขาจะอยากเป็นอะไร ต้องรอดูอีกทีหนึ่ง อย่างน้องวิวเริ่มมีคาแรกเตอร์ ความชอบของเด็กผู้ชายก็ไม่เหมือนเด็กผู้หญิง แต่น้องวิวเหมือนคุณตา คือชอบรถ ชอบรถตักดิน ซึ่งแววไม่เคยสัมผัสแบบนี้เลย

ลูกชอบคุยกับคุณตา เขาชอบซ่อมรถ เล่นรถ สำหรับลูกชายคนโตเดี๋ยวดูอีกทีว่าจะส่งเขาไปตอนไหน หรือจะส่งไปตอนโตเลย การเลี้ยงลูกแววนำวิธีที่คุณแม่เลี้ยงแววมาปรับใช้กับการเลี้ยงลูกคือ ไม่ได้เน้นว่าเขาจะต้องเรียนแบบไหน เขาชอบอะไรก็ให้เรียนที่เขาชอบ แววไม่เคยคิดอยากให้ลูกเป็นอะไร เพราะเด็กไม่ได้เก่งทุกด้าน แววจะให้อิสระลูกได้ทำในสิ่งที่เขาชอบให้ดีที่สุด เมื่อเขามีความสุข แม่ก็สุขไปด้วย”

วรมนกล่าวต่อว่า เธอไม่ได้เลี้ยงแบบฝรั่ง ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานการเป็นไทย เพราะมีวัฒนธรรมไทยที่งดงาม เด็กๆ ต้องรู้จักการไหว้ ต้องกินข้าวแบบนี้

“เพราะเป็นคนไทย สามารถให้ลูกเล่นดินได้ ปลูกพืชผักสวนครัว อย่างพื้นที่หลังบ้านคุณยาย เธอจำลองสวนครัวเล็กๆ ให้ลูกได้นำดินทรายมาเล่น ที่โรงเรียนยังสนับสนุนให้เด็กๆ ไปทำกิจกรรมคลุกโคลนเพื่อปลูกข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกมากๆ พ่อแม่ก็ลงไปปลูกข้าวด้วย นับเป็นช่วงเวลาที่ดี

แม้คุณแม่ไม่มีลูกชาย แต่บางทีลูกดื้อ แววก็ส่งให้คุณยายปราบก็มีนะคะ เพราะคุณแม่จะมีจิตวิทยาในการเลี้ยงเด็กสูงมาก คุณแม่จะไม่ใช่คำว่า ห้ามเพื่อหยุดหลาน แต่คุณแม่จะมีศิลปะคือเบี่ยงเบนความสนใจของหลาน ซึ่งได้ผล แววจะไม่ตีลูกและพยายามไม่ใช้เสียงดัง คุณแม่จะใช้วิธีพอหลานหายดื้อแล้วอยู่ในอาการสงบ คุณแม่จะพูดกับเขาดีๆ ว่า วิว คุณยายเห็นว่าปิดประตูได้เงียบๆ คุณยายคิดว่ามันดีกว่าปิดประตูดังๆ นะลูก หรือเวลาที่วิวทำอะไรที่ดีๆ เราจะชมเขา เช่น วันนี้เจอแขกแล้ววิวยกมือไหว้ มันดีมากเลยลูก แล้วลูกก็รับฟังและจดจำค่ะ”

หากถามว่า มีอะไรที่ห่วงในตัวคุณแม่ วรมนบอกว่า อยากให้คุณแม่รักษาสุขภาพ เพราะคุณแม่ชอบทำงานดึกๆ  เข้านอนตี 2 ตี 3 เป็นประจำ เพราะคุณแม่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างของโรงเรียน เรียกว่าทุกรายงานที่จะส่งไปถึงผู้ปกครองเด็กๆ คุณแม่ต้องได้สแกนก่อน

“อะไรที่ครูจะสรุปให้ผู้ปกครองต้องผ่านตาคุณแม่ก่อน ทุกหลักสูตรที่ครูจะใช้สอนเด็กคุณแม่ดูหมด หรือการทำการ์ดให้เด็กๆ ในวันคล้ายวันเกิด คุณครูไก่ต้องขอสกรีนก่อน นี่คือจุดขายของครูไก่ เมื่อครูไก่ใส่ใจ ครูทุกคนต้องใส่ใจทุกรายละเอียดด้วย คุณแม่ค่อนข้างละเอียดอ่อนกับเด็กๆ ดังนั้น จึงอยากให้คุณแม่นอนเร็ว และออกกำลังกายบ้างค่ะ”

อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ ตัวจริงเรื่องศิลปินเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550162

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ ตัวจริงเรื่องศิลปินเกาหลี

ใครจะรู้ว่าผู้บริหารหนุ่มวัย 37 ปี อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ รั้งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟร์โนล็อค (4nologue) จะก้าวมาจากเด็กต่างจังหวัดที่มีความฝันอยากทำงานด้านงานคอนเสิร์ตและดนตรี จนนำไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียง และมีมูลค่าในการทำโปรดักชั่นสูงนับร้อยล้านบาทเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย

โดย ภาดนุ
“ผมเริ่มต้นจากการเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเป็นเด็กฝึกงานสายครีเอทีฟประจำคลื่นวิทยุเอไทม์ มีเดีย ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และทำงานเป็นผู้ช่วยดีเจเพราะหลงรักในเสียงเพลง ในขณะที่ยังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 เอกภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ผมก็ลาออกมาหาประสบการณ์ใหม่จากการทำงานที่อื่น ซึ่งเท่ากับว่าผมทำงานที่จีเอ็มเอ็มฯ อยู่ 1 ปีเต็ม
ต่อจากนั้นผมก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสายงานอีเวนต์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ที่แชนแนลวี ไทยแลนด์ (Channel [V] Thailand) เป็นเวลา 2 ปี ที่นี่ทำให้ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเริ่มต้นสร้างคอนเนกชั่น
กับค่ายเพลงหลายๆ ค่ายของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นยุคเริ่มต้นของกระแสเค-ป๊อป (K-Pop) ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบันนี้”
อนุวัติ เล่าว่า หลังผ่านการทำงานที่แชนแนลวีได้ 2 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อตามหาความฝันของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น กล้าได้กล้าเสีย ประกอบกับนิสัยส่วนตัวที่ทำอะไรมักทุ่มสุดตัว ซึ่งเรื่องนี้คนรอบข้างที่เคยร่วมงานกับเขาต่างรู้กันเป็นอย่างดี ในที่สุดเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท โฟร์โนล็อค ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำงานด้านศิลปินเกาหลีเป็นบริษัทแรกๆ ของประเทศไทย โดยตั้งบริษัทขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2550 รวมระยะเวลาจนถึงตอนนี้ก็ 10 กว่าปีได้แล้ว
สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อยจนได้รับโอกาส

ที่ผ่านมาผมลงทุนครบถ้วน และมีความพร้อมทั้งในส่วนของโปรดักชั่นและอีควิปเมนต์ (Production & Equipment) สำหรับการจัดงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่กว่า 80 ล้านบาท ด้วยวิสัยทัศน์ที่อยากจะนำพาบริษัทให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ต และยังลงทุนเพิ่มอีกกว่า 200 ล้านบาทใน 2 ปีถัดมา เพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ (4Nologue Headquarter) ให้สามารถรองรับการก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ครบวงจร หลังจากที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาบริษัท โดยมีต้นแบบจากประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้นำด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ของเอเชียในขณะนี้”
“ขอเริ่มจากไนน์ บาย นาย (9×9) ซึ่งเป็นโปรเจกต์เรือธงแรกของบริษัทที่พัฒนามากว่า 2 ปี ที่จะผลิตคอนเทนต์ออกมาให้ได้ติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ กับการรวมตัวของไทยไอดอลทั้ง 9 คนจากหลากหลายค่าย โดยเราจะปูเต็มทุกแพลตฟอร์มครั้งแรกในประเทศ ทั้งออนแอร์ซีรี่ส์ทางช่องดิจิทัลทีวี ที่ได้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ มาเป็นผู้กำกับ
รวมทั้งผลงานออนไลน์บนโซเชียลมีเดียของบริษัทที่จะมีชิ้นงานเพื่อสื่อสารกับกลุ่มแฟนคลับ และการออนแอร์คอนเทนต์ผ่านพาร์ตเนอร์ชื่อดัง งานด้านมิวสิค คอนเทนต์ ที่จะมีการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ On Ground & Promotion กับคอนเสิร์ตใหญ่ปิดท้ายโปรเจกต์ เป็น Full IMC Campaign สำหรับกลุ่มแฟนๆ วัยรุ่นในรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมการตลาดครบทุกช่องทางมากที่สุดครั้งแรกในไทย
โปรเจกต์ต่อเนื่องคือ 5 (SB FIVE) หรือ 5 วัยรุ่นที่มาแรงที่สุดจากซีรี่ส์ชื่อดังใน พ.ศ.นี้ พร้อมสร้างกระแสไปทั่วเอเชีย ด้วยโชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกที่โฟร์โนล็อคจะครีเอทขึ้นเพื่อแฟนๆ ของพวกเขาทั้ง 5 หลังจากที่พวกเขาเดินสายไปพบปะแฟนๆ หลายประเทศในเอเชีย และหลายครั้งในประเทศไทย แต่รับรองว่าจะยังไม่มีครั้งไหนที่เต็มรูปแบบเท่าครั้งนี้ ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้มีส่วนร่วมออกความคิดเห็นและร่วมสร้างโชว์ที่ผู้ชมอยากดูมากที่สุดด้วย
สุดท้ายโปรเจกต์ 7 (Got7 World Tour) หลังจากนำพาศิลปินเกาหลีชื่อดัง Got7 มาสร้างปรากฏการณ์ Got7 Thailand Tour 2017 “Nestival” ครั้งแรก ด้วยการทัวร์คอนเสิร์ต 4 ภาคในประเทศไทย ซึ่งสร้างความสุขให้อากาเซชาวไทยได้ฟินกันไปแล้วทั่วประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้ได้กลับมาอีกครั้งกับ 2018 Got7 World Tour In Bangkok ซึ่งบอกได้เลยว่าเวิลด์ทัวร์ที่ประเทศไทยจะเป็นโชว์ที่ดีที่สุดในโลกของพวกเขาทั้ง 7 คน ที่ตั้งใจและอยากสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ”
อนุวัติ ทิ้งท้ายว่า ในมุมมองของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินเกาหลี หรือดารานักแสดงจากซีรี่ส์ต่างๆ เขาไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นกระแสอย่างที่หลายคนชอบพูดกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือมาตรฐานของศิลปิน นักร้อง ดารา นักแสดง รวมถึงมาตรฐานโดยรวมของผลงานและมาตรฐานที่ดีทางด้านอาชีพของพวกเขาซะมากกว่า
ดังนั้น ความตั้งใจของเขาก็คือ อยากจะผลักดันศิลปินไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับเกาหลีจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกัน

งานหลังเกษียณ เล่นเพลงโชแปง เป้าหมายหลักปลัด กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550157

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 09:46 น.งานหลังเกษียณ เล่นเพลงโชแปง เป้าหมายหลักปลัด กทม.

“ผมมุ่งมั่นว่าจะทำหน้าที่บริหารคนภายใน กทม.ทั้งหมดให้มีความพร้อมในการทำงาน นั่นคือเป้าหมายสำคัญที่สุดของผม เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมขยายออกไปเป็นวงกว้างมากที่สุด”

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ  
คำกล่าวของ ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม. ขยายความถึงเป้าหมายหลักที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือการวางระบบโครงสร้างงานภายในองค์กรของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้เกิดความพร้อม ความรวดเร็ว และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ย้อนไปดูประวัติ เขาเติบโตมาจากสายงานวิศวะ กระทั่งขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสำนักการโยธา และได้ขยับขึ้นมาจนถึงตำแหน่งปลัด กทม.ในที่สุด ผ่านภารกิจด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง รวมทั้งรับผิดชอบหน่วยงานส่วนราชการ ประกอบด้วย สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักผังเมือง สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานเขตกลุ่มกรุงเทพฯ ตะวันออก และเตรียมเกษียณอายุราชการในปี 2561
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาเล็งเห็นว่า การบริหารงานแบบรวมศูนย์กลาง โดยมีสำนักผังเมือง ซึ่งจะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น “สำนักบริหารเมือง” จะทำให้ขอบเขตการทำงานกว้างมากขึ้น สามารถเป็นแม่งานหลักบริหารโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้ทั้งหมด และสามารถประสานงานกับทางสำนักโยธา สำนักการระบายน้ำ เป็นไปในรูปแบบควบคุมแผนภาพรวมทั้งหมด แต่สำนักบริหารเมืองจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาหรือมีตำแหน่งสูงกว่าสำนักอื่นๆ เพราะทุกหน่วยมีตำแหน่งเท่ากัน เพียงแต่ต้องมีสำนักหนึ่งที่ระบุได้ว่าใครทำอะไรก่อน
“แนวคิดนี้สืบเนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาทำให้รู้ถึงปัญหาว่า หากไม่มีการรวมศูนย์ทำงาน คนกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน เพราะระบบสายงานติดขัด เนื่องจากสำนักผังเมืองมีอำนาจหน้าที่น้อย ทั้งที่ควรจะวางยุทธศาสตร์ของเมือง กำหนดอนาคตของเมืองได้ และเตรียมความพร้อมเมืองบริวารรอบกรุงเทพฯ ให้ขยายออกไปได้กว้างมากกว่าแค่ดูเฉพาะผังเมืองกรุงเทพฯ เท่านั้น”
ภัทรุตม์ กล่าวอีกว่า ด้านการดูแลคนกรุงเทพฯ เขาจะสร้างสำนักพัฒนาสังคมขึ้นเป็นแม่งานหลักเพื่อคุมสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักวัฒนธรรม เป็นการคุมในด้านยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ให้สามารถดูแลคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่ารวยหรือจน ไม่จำเป็นต้องดูแต่คนพิการ เด็ก หรือไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลเฉพาะเมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อน แต่ต้องทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับ กทม. ทำประโยชน์ตอบแทนสังคมส่วนรวมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนปรับโครงสร้างภายใน กทม. เขามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เกิดการขยายงาน ขยายตำแหน่ง ทำงานเป็นระบบมากขึ้น ยิ่งทำให้ชีวิตของข้าราชการ กทม.เป็นไปในทิศทางที่ดี มีเวลาให้กับครอบครัว ลดภาระงานที่หนักให้น้อยลง แต่ยังคงรักษามาตรฐานการดูแลทุกชีวิตคนกรุงเทพฯ ได้ดีเช่นเดิม
“ผมอยากทำให้ข้าราชการ กทม. หน้าที่การงานก้าวหน้า มีขวัญกำลังใจดีขึ้น แต่ต้องทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพด้วยงานที่ซับซ้อนน้อยลง เช่น เหนื่อยน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น ทำให้ชีวิตส่วนตัวข้าราชการดี เมื่อชีวิตดีการทำงานก็ควรดีขึ้นตามไปด้วย
ทุกวันนี้คนของผมทำงาน 7 วัน ผมซาบซึ้งที่ทุกคนตั้งใจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพนักงานกวาดถนน เก็บขยะ เพราะพวกเขาพร้อมทำงานเสมอไม่ว่าจะเรียกระดมพลตอนกลางดึกแค่ไหน เขาก็มากัน พอถึงเช้าถนนหนทางสะอาด
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพวกเขาทุ่มเทกับหน้าที่ของตนเอง ผมจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ของ กทม.มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” ภัทรุตม์ กล่าว
ปลัด กทม. เล่าว่า หลังเกษียณสิ่งที่อยากทำก่อนเป็นอย่างแรกคือ นอนตื่นสาย เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานมา เดินทางถึงที่ทำงานเวลา 06.00 น.ทุกวัน และเลิกงานเวลา 20.00 น. ยอมรับว่าจัดสรรเวลาสำหรับดูแลตัวเองล้มเหลว คือแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย แต่ยอมรับและยินดีกับงานที่ทำ
แม้ตัวเองจะไม่สามารถทำอะไรบางอย่างที่อยากทำได้ในเวลาส่วนตัว จึงไม่อยากให้ลูกน้องต้องมาเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นในขณะที่ดำรงตำแหน่งปลัดจะขอวางโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเจ้าหน้าที่ทุกคน
 สำหรับงานอดิเรกที่อยากทำหลังจากนี้คือ การฝึกซ้อมพัฒนาฝีมือด้านการเล่นเปียโน มีเพลงในดวงใจที่ตั้งเป้าอยากเล่นให้ได้ คือเพลงของ “โชแปง” ด้วยเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่ครบเครื่อง ถ่ายทอดเสียงตัวโน้ตได้มาก และไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน
“เปียโน ถือเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทเพลงเยอะมาก ทำให้นักดนตรีเอกของโลกเขียนเพลงสำหรับเล่นจากเปียโนโดยเฉพาะเสมอ ทั้งยังสามารถเล่นดนตรีที่เครื่องดนตรีหลายชนิดทำไม่ได้ เพราะมีหลายบันไดเสียง ดังนั้นผมจึงมองว่าเครื่องดนตรีในดวงใจหนีไม่พ้นเปียโนอย่างแน่นอน”
ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย เขาชอบเล่นกีฬากอล์ฟ บางคนมองว่าเป็นเกมที่มีแค่วงสวิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องท้าทายที่สุดของกีฬากอล์ฟ ซึ่งการทำให้วงสวิงเป็นรูปร่างต้องใช้ความอดทน ไม่ใช่นึกจะตีก็ตีแต่ต้องฝึกฝนนานเพื่อให้ได้วงสวิงที่สวย หากไม่ฝึกต่อให้เล่นมานานแค่ไหนก็มีวงสวิงไม่สวยอยู่ดี
ดังนั้น ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นให้ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ร่างกายสร้างสมดุลได้ดี หลังเกษียณคงได้ทำสิ่งที่ตั้งใจเหล่านี้ให้สนุกสนานเต็มที่อย่างที่อยากทำมาตลอด &O5532;

ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา เพื่ออนาคตเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550067

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา เพื่ออนาคตเด็กไทย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนในชาติ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ ควรจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และมีคุณภาพ แต่ต้องยอมรับและปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ความด้อยโอกาสทางการศึกษาตลอดจนปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาในเด็กไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปอีกนาน ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรปัญหาเหล่านี้จะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย ทั้งที่ประเทศไทยก็ผ่านการมีรัฐบาลมาหลายรัฐบาล

จากปัญหาด้านการศึกษาที่กล่าวมา ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาร่วมมือกันหาเครื่องมือและกลไกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็น “โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา” เป็นโครงการที่เชื่อกันว่าสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในทันที ซึ่งเกิดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย มูลนิธิยุวพัฒน์ บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น โครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ บริษัท เอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัท อาชีฟ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ เครือข่ายจิตอาสา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บริษัท เช้นจ์ เวนเจอร์ บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคมเอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น และโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย จับมือร้อยพลังเพื่อการศึกษาของเด็กไทยอย่างเข้มแข็ง

โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา ได้ริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งได้ช่วยกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพราะไม่มีทุนเรียนเนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากจน และกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพไปแล้ว 1.5 หมื่นคน จากเป้าหมายที่โครงการตั้งไว้ 3 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2561-2562 ที่ต้องระดมทุนเพื่อช่วยเหลือต่อไป

ทว่า ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษาปีนี้ถือเป็นครั้งแรกของผ้าป่าการศึกษาระดับประเทศที่เปิดรับการบริจาคผ่านเว็บไซต์ http://www.tcfe.or.th และช่องทางอื่นๆ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคม เน้นการมีส่วนร่วมกับคนจำนวนมาก ตั้งเป้าระดมทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเด็กไทยประมาณ 3 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2561-2562 ด้วยแนวคิดใหม่เน้นช่วยเด็กได้ทันทีและต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ปีการศึกษา สามารถบริจาคได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป และมีกำหนดทอดถวายในวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ณ วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ

ทำไมต้องผ้าป่าการศึกษา

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย และหนึ่งในคณะกรรมการบริหารผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา กล่าวว่า โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษามิใช่แค่บริจาคทางออนไลน์อย่างเดียว เป็นออฟไลน์ด้วย คือสามารถบริจาคได้หลายช่องทางทั้งโดยตรง แต่ที่เปิดรับบริจาคทางออนไลน์หรือเว็บไซต์นั้น เพื่อต้องการให้คนไทยได้เข้าถึงอย่างกว้างขวางและมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมด้วยกัน สามารถบริจาคได้เลยหรือจะตั้งเป็นกองผ้าป่าย่อยของตัวเองก็ได้

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าเด็กนักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 10 กว่าล้านคน มีทั้งเด็กที่พื้นฐานครอบครัวมีฐานะ มีรายได้สูง และมีรายได้ปานกลาง แต่สัดส่วนที่มากที่สุด ได้แก่ คนที่มีรายได้น้อย ครอบครัวยากจน เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวบ้าง พ่อแม่ฝากปู่ย่าตายายเลี้ยงบ้าง มีจำนวนเยอะมากประมาณ 4 ล้านกว่าคน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เรียนไม่จบ ขาดโอกาสทางการศึกษา และได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา จึงเกิดขึ้นเพื่อเชื่อมร้อยพลังผู้คนในสังคมไทยให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา เพราะไม่มีทุนเรียน ครอบครัวยากจน และกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

“เป้าหมาย 100 ล้านที่ตั้งไว้ปีเศษๆ นี้ (2561-2562) จะสามารถระดมทุนได้มากน้อยแค่ไหน จะได้ครบ ขาด หรือเกินคงไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไรมาก เพราะเราจะมีระบบการระดมอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น ทุนสนับสนุนจากภาคธุรกิจ เป็นต้น แต่สิ่งที่อยากเห็นจริงๆ คือ อยากให้คนไทยมีส่วนร่วมด้วยกันในการแก้ปัญหาสำคัญของสังคม คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอื่นๆ”

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือในสังคมไทยจำนวนมาก อาทิ พระไพศาล วิสาโล ประธานคณะกรรมการ ฝ่ายบรรพชิต ประธานคณะกรรมการ ฝ่ายฆราวาส ได้แก่ นพ.ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุน ส่วนกรรมการผ้าป่าเป็นบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ เช่น คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล วรากรณ์ สามโกเศศ วรวรรณ ธาราภูมิ วิรไท สันติประภพ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ พระนาย สุวรรณรัฐ วิบูลย์ ลีรัตนขจร ฯลฯ

“การที่โครงการผ้าป่าฯ ได้รับการสนับสนุนและความกรุณาจากท่านเหล่านี้เป็นอย่างดีนั้น เนื่องจากท่านเหล่านั้นเข้าใจปัญหาการศึกษาของเด็กไทยเป็นอย่างดี แต่ก็มีบุคคลจำนวนมากที่เราไม่ได้ไปทาบทามเนื่องจากด้วยเวลาที่จำกัด” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทยและหนึ่งในคณะผู้บริหารผ้าป่า กล่าว

ควรต้องรู้จัก โครงการร้อยพลังการศึกษา

การจัดงานทอดผ้าป่าครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนให้แก่โครงการร้อยพลังการศึกษาในการนำไปมอบให้แก่ผู้ดำเนินการเครื่องมือต่างๆ ได้แก่ 1.มูลนิธิยุวพัฒน์ ให้ทุนเรียนเด็กด้อยโอกาสการศึกษาทั่วประเทศให้ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ ม.1-6 หรือ ปวช.1-3 2.บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ที่จัดทำระบบห้องเรียนดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยครูในการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

3.โครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นสมาชิกในเครือข่ายทีช ฟอร์ ออล จากสหรัฐ เพื่อสร้างและพัฒนาครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการสรรหาบุคคลศักยภาพสูงจากทุกสาขาวิชามาฝึกอบรมและเป็นครูผู้ช่วยในระบบการศึกษาเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อผลักดันให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ปัจจุบันได้พัฒนาครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงแล้วกว่า 149 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี กระจายอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาในระยะยาวต่อไป

4.บริษัท เอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น พัฒนาระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า วินเนอร์ อิงลิช โดยเด็กจะได้รับการพัฒนาในด้านการพูด ฟัง อ่าน เขียน รวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน 5.บริษัท อาชีฟ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ “แนะแนวอาชีพ” จัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนะนำข้อมูลอาชีพและเส้นทางการเรียน รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นคิดถึงเป้าหมายให้แก่เด็ก 6.เครือข่ายจิตอาสา โครงการวัยรุ่นอุ่นใจ ดูแลโครงการวัยรุ่นอุ่นใจ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย จัดอบรมนักเรียนตัวแทนอาสาสมัครเพื่อมาเป็นแกนนำในการสร้างจิตอาสาภายในโรงเรียน

พร้อมมีภาคีกลุ่มสนับสนุนอื่นๆ อีก ได้แก่ บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น ที่ทำงานพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาและพัฒนาการตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการพัฒนาการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการและการประเมินผลโครงการ บริษัท เช้นจ์ เวนเจอร์ ร่วมวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาแผนการดำเนินงานของโครงการร้อยพลังการศึกษา และโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย ที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการร้อยพลังการศึกษา

“จุดเด่นของโครงการร้อยพลังการศึกษา คือ มุ่งเน้นส่งมอบเครื่องมือเพิ่มโอกาสใน 3 ด้าน คือ เครื่องมือเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา ได้แก่ ทุนยุวพัฒน์ ให้ต่อเนื่อง 6 ปี เรียบจบ ม.6 หรือเทียบเท่า เครื่องมือเพิ่มโอกาสคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ห้องเรียนดิจิทัลวิทย์-คณิตฯ เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ห้องเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษ วินเนอร์ อิงลิช ครูผู้นําการเปลี่ยนแปลง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ และเครื่องมือเพิ่มโอกาสในเส้นทางอาชีพ รวมทั้งการมีจิตสาธารณะ ได้แก่ หลักสูตรแนะแนวอาชีพ และโครงการวัยรุ่นอุ่นใจ เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบให้เอื้อต่อการสนับสนุนการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ และผลจากการทํางานก่อนหน้านี้พบว่ามีการทํางานที่เกื้อหนุนกันอย่างดี”

ดังนั้น จึงขอเชิญประชาชนคนไทยและผู้ที่มีจิตสาธารณะร่วมทำบุญผ้าป่าร้อยพลังการศึกษาได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ www.tcfe.or.th มี 2 รูปแบบให้เลือกทำ คือ บริจาคได้เลย โดยสามารถเลือกบริจาคให้กับโรงเรียนและจังหวัดที่ร่วมโครงการได้ด้วย หรือจะไม่เลือกก็ได้ อีกรูปแบบหนึ่งคือการตั้งเป็นกองผ้าป่าของตัวเองขึ้นแล้วเชิญชวนคนมาร่วม ก็เป็นวิธีที่ดีที่ทำให้คนมีส่วนร่วม

นอกจากการบริจาคผ่านเว็บไซต์แล้ว ยังมีช่องทางการบริจาคอื่นๆ ได้แก่ เช็ค สั่งจ่ายมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อโครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา หรือโอนเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี “มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อโครงการผ้าป้าร้อยพลังการศึกษา” ธนาคารกรุงไทย สาขาพาราไดซ์ ปาร์ค เลขที่ 597-0-31194-4 หรือธนาคารทหารไทย สาขาพาราไดซ์ ปาร์ค เลขที่ 075-2-32728-8 หรือโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ หมายเลข 0-9930-00187-07-5 โดยมีมูลนิธิยุวพัฒน์ องค์กรสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ลําดับที่ 300 เป็นผู้บริหารจัดการทางบัญชีผู้บริจาคมีสิทธินำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนหรือลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณภาษีเงินได้แล้วแต่กรณี

สร้างรายได้จากขนมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549867

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:49 น.

สร้างรายได้จากขนมไทย

เรื่อง ภาดนุ

ลูกหยี-ทัชชา พรจนกาญ วัย 34 ปี เจ้าของลา มะลิลา โฮสเทล (La Malila Hostel) จ.อุดรธานี มีงานอดิเรกที่เธอรัก ทำแล้วมีความสุขและยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อีกด้วย นั่นก็คือการทำขนมไทยขายทางออนไลน์ และเปิดสอนทำขนมไทยให้กับผู้ที่สนใจ ยิ่งช่วงนี้กระแสอนุรักษ์ความเป็นไทยและละครแนวพีเรียดกำลังมาแรง จึงถือว่าเป็นงานอดิเรกที่มีคุณค่า

“จุดเริ่มต้นในการทำขนมไทย เกิดขึ้นหลังจากที่หยีเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเทคโนโลยีการบรรจุ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ช่วงนั้นด้วยความที่หยีชอบกินเบเกอรี่ พอเรียนจบปริญญาตรี หยีจึงตัดสินใจไปเทกคอร์สทำเบเกอรี่ที่สถาบันวิลเลียม แอนกลิสส์ (William Angliss Institute) ในเมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เป็นเวลา 1 ปี แต่พออยู่ไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเอียนกับขนมฝรั่ง อยากจะหาขนมไทยกินบ้าง แต่มันหาซื้อยากมาก หยีเลยมีความคิดว่าจะทำกินเอง โดยเปิดตำราขนมไทยแล้วทำตาม เพราะขนมไทยบางชนิดมีส่วนผสมที่คล้ายกับขนมฝรั่ง จึงสามารถหาส่วนผสมที่ใกล้เคียงมาลองทำได้

ตอนนั้นหยีทำขนมไทยที่ชื่อ “บุหลันดั้นเมฆ” ซึ่งเป็นรูปทรงกลมๆ ที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า แล้วหยอดด้วยสังขยาลงไปตรงกลางแป้งที่ยุบตัวอีกที ซึ่งสมัยก่อนคนโบราณจะผสมน้ำอัญชันลงในแป้ง สีของขนมจึงออกมาสีม่วงสวยคล้ายเมฆยามกลางคืนแล้วมีพระจันทร์อยู่ตรงกลาง หยีทดลองทำอยู่หลายครั้ง แม้สูตรขนมจะบอกมาเป๊ะๆ แต่เวลาทำขนมไทยจริงๆ เคล็ดลับจะอยู่ที่การควบคุมไฟให้พอดี ขนมถึงจะออกมาสวยค่ะ”

ลูกหยีเล่าว่า ขนมไทยชนิดต่อมาที่เธอทำก็คือ ขนมชั้น แต่ตอนอยู่ที่เมลเบิร์นนั้นหาวัตถุดิบยากมาก โดยเฉพาะแป้งเท้ายายม่อมที่จะทำให้ขนมชั้นออกมาเหนียวนุ่ม แต่เมื่อขาดไปจึงขาดความเหนียว ต่อมาเธอก็ทำลูกชุบทั้งรูปผลไม้และรูปกุหลาบ รวมทั้งข้าวเหนียวสังขยา ไปฝากขายในร้านของคนไทยที่อยู่ในเมลเบิร์น ส่วนขนมไทยอีกชนิดที่ยากสำหรับเธอก็คือ ฝอยทอง เพราะเคล็ดลับอยู่ที่น้ำเชื่อมต้องร้อนอยู่ตลอดเวลา และจะต้องควบคุมความหนืดของน้ำเชื่อมให้พอดีด้วย

“ช่วงแรกขนมไทยที่หยีทำก็ขายดีนะคะ แต่นานๆ ไปก็เริ่มมีคนทำออกมาฝากขายบ้าง ช่วงหลังหยีก็เลยหยุดทำเพราะรู้สึกว่าไม่คุ้ม เมื่อกลับเมืองไทยหยีก็เริ่มทำขนมไทยขายบนอินสตาแกรม โดยใช้ชื่อยี่ห้อว่าลา มะลิลา (La Malila) ซึ่งขนมที่ทำขายก็เช่น ทองเอก กลีบลำดวน ทองโปร่ง ดาราทอง (จ่ามงกุฎ) ทองเอก เสน่ห์จันทร์ และสัมปันนี ที่สไตล์ขนมเหล่านี้จะคล้ายๆ กับคุกกี้ จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน

ลูกค้าที่นิยมสั่งจะมีทั้งวัยเริ่มทำงานอายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 45 ปี มีทั้งที่เราไปส่งให้และลูกค้ามารับขนมเอง โดยเราจะขายเป็นกล่อง เช่น ทองเอก 30 ชิ้นใส่กล่องผูกโบอย่างดี ราคา 400 บาท++ ถ้าเป็นคุกกี้ขวดแก้วจะเริ่มที่ 150 บาท ส่วนใหญ่คนจะสั่งเยอะในช่วงเทศกาล

ปัจจุบันก็ทำขนมขายบนออนไลน์มาได้ 2 ปีแล้ว แต่ช่วงหลังมานี้หยีไม่ค่อยได้ทำขนมขายมากนัก เพราะหันมาโฟกัสเรื่องการเปิดคอร์สสอนทำขนมไทย จุดเริ่มต้นก็มีลูกค้านี่แหละค่ะมาขอร้องให้สอน ผู้เรียนจะมีตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ผ่านมาขนมที่เคยสอนทำ จะมีทั้ง ช่อม่วงจีบนก และม้าฮ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว หรือมากสุดก็กลุ่มละ 3 คน โดยคิดราคาค่าสอน 1,900 บาทต่อขนม 1 ชนิด โดยใช้เวลาเรียน 4 ชั่วโมงเต็ม”

ลูกหยีเสริมว่า ต่อมาเธอได้จัดคอร์สสอนทำขนม 2 ชนิดที่มีส่วนผสมคล้ายๆ กันไว้ในคอร์สเดียว จุดประสงค์หลักก็เพื่ออยากให้ผู้เรียนมาเรียนแล้วคุ้มค่าเงินที่สุดแต่ถ้าเรียนทำทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง ก็จะคิดค่าเรียนคอร์สละ 2,500 บาท เพราะทั้ง 3 ชนิดเป็นขนมไทยที่ใช้ไข่ไก่เปลืองมากนั่นเอง

“ในอนาคตหยีคิดไว้ว่า อาจจะลองเปิดคอร์สสอนทำขนมไทยที่แปลกๆ ใหม่ๆ และคนทั่วไปยังไม่ค่อยคุ้นเคยเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ขนมพระพาย ซึ่งขนมนี้มีส่วนผสมที่บวกกันระหว่างขนมเทียนและขนมต้ม ตัวขนมมีแป้งที่เหนียว ใช้วิธีการนึ่งให้สุก กินแล้วอร่อยค่ะ

ที่ผ่านมา ขนมของหยีมีโอกาสได้ไปเข้าฉากในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ที่เพิ่งจบไป ในฉากที่แม่การะเกด นางเอกของเรื่องทำขนมหล่นลงไปในถ้วย จนเป็นที่มาของขนมทองหยิบ (ยิ้ม) ตอนนั้นหยีไปช่วยกองถ่ายทำขนมเพื่อประกอบฉากด้วยตัวเองเลยค่ะ เรียกว่าทำสดๆ กันตรงนั้นเพื่อเข้าฉากเลยละ มันจึงเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ขนมไทยให้คนดูได้รู้ถึงที่มาของขนมแต่ละชนิดค่ะ”…ติดตามได้ที่ IG : la_malila_1st

มะม่วงของดีชาวเมืองร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549864

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

มะม่วงของดีชาวเมืองร้อน

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอพี

ฤดูร้อนทุกครั้งเรามักจะเห็นมะม่วงออกผลผลิตเป็นจำนวนมาก หลายคนเห็นแล้วก็เกิดอาการเปรี้ยวปาก บ้างก็นิยมนำมะม่วงดิบรับประทานกับน้ำปลาหวาน ถ้ามีมะม่วงสุกก็หาซื้อมารับประทานกับข้าวเหนียวมูน อร่อยกันไป แต่ประโยชน์ของมะม่วงนั้นไม่ได้มีแค่ความอร่อย แต่ยังมีประโยชน์ทั้งในสารอาหารบำรุงร่างกายและทางยาอีกด้วย

มะม่วงมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย และแพร่ขยายพันธุ์ไปทั่วทวีปเอเชีย สายพันธุ์ของมะม่วงในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 50 สายพันธุ์ แต่นิยมปลูกรับประทานเพื่อส่งขายยังตลาดไม่กี่สายพันธุ์ เช่น น้ำดอกไม้ อกร่อง เขียวเสวย แรด ฯลฯ

ตามข้อมูลที่ได้รับจากเว็บไซต์พบแพทย์ (pobpad.com) ระบุว่า มะม่วงเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูง มะม่วงสุกผลใหญ่ 1 ลูก ให้พลังงานสูงถึง 250 แคลอรี มีโพแทสเซียม เส้นใยอาหาร และวิตามินเอ บี ซี ในปริมาณสูง

ในมะม่วง 165 กรัม ประกอบไปด้วย วิตามินเอถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งวิตามินเอมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะดวงตาและผิวพรรณส่งผลดีต่อกระดูก ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการนำมะม่วงมาสกัดสารต้านมะเร็ง สารต้านทานอนุมูลอิสระ

โดยเฉพาะสารที่ชื่อ แมงจิเฟอริน (Mangiferin) ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดความเสียหายของร่างกายจากโรคหลอดเลือดและโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็ง โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคข้ออักเสบด้วย

นอกจากนี้ มะม่วงอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่ส่งผลดีต่อโรคบางชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากระบบภูมิต้านทานร่างกายตอบสนองไว ทำให้เกิดการอักเสบของผนังเยื่อบุลำไส้ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในอนาคต มีงานศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารพฤกษเคมีที่พบในมะม่วง มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ เช่น การใช้สารสกัดจากเปลือกต้นมะม่วงที่ประกอบไปด้วยสารพอลีฟีนอล (Polyphenols) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เป็นสารในการรักษาโรคลำไส้อักเสบ

มีวิธีการนำเอาส่วนต่างๆ ของมะม่วงมาปรุงเป็นยารักษาอาการอักเสบและโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น มีการนำเปลือกของลำต้นมะม่วงล้างให้สะอาดมาต้มดื่ม ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ หรือนำใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำและพอกบริเวณที่เป็นแผล ใช้เป็นยาสมานแผลสด หากนำใบมาต้มดื่มจะช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ส่วนผลมะม่วงดิบใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันเพราะมีวิตามินซีสูง อีกทั้งยังช่วยแก้อาการบิด ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ ในขณะที่มะม่วงสุกมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน จึงสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่รับประทานมะม่วงสุกหรือแม้แต่มะม่วงกวน จะรู้สึกอยากขับถ่ายมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยถึงเปลือกมะม่วงกับคุณสมบัติต้านมะเร็งหลายชนิด เช่น สารสกัดจากเปลือกมะม่วงมีส่วนช่วยทำลายเซลล์มะเร็งตับอ่อน เร่งให้เซลล์มะเร็งปากมดลูกตายเร็วขึ้น ในขณะที่เนื้อมะม่วงเองก็มีสารที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมได้ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองในงานวิจัยก่อนที่จะผลิตเป็นตัวยาเพื่อใช้จริง

มะม่วงยังมีส่วนช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีการทดลองให้ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินรับประทานอาหารเสริมจากมะม่วงวันละ 10 กรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของอาสาสมัครทดลองทั้งเพศชายและเพศหญิงลดต่ำลง

งานวิจัยสุดท้ายที่ชวนให้เรามารับประทานมะม่วงกันมากขึ้น ก็คือ “งานวิจัยองค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอีและเบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่าผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเป็นอันดับหนึ่งก็คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้

อย่างไรก็ดี การรับประทานมะม่วงต่อวันอย่างปลอดภัย ควรจำกัดการรับประทานอย่าให้เกิน 150-200 กรัม/วัน หรือรับประทานไม่เกิน 2 ลูก/วัน โดยเฉพาะมะม่วงสุกที่มีปริมาณน้ำตาลในเนื้อมะม่วงสูงกว่ามะม่วงดิบค่อนข้างมาก มิฉะนั้นจากสุขภาพดีจะกลายเป็นมีพุงไปเสียแทน

ความสวยชวนเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549862

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ความสวยชวนเชื่อ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ขาว-ผอม กลายเป็นค่านิยมที่ผิดแผกไปแล้วสำหรับความงาม สวยหล่อแบบดาราก็ถูกยกมาเป็นมาตรฐาน จึงไม่แปลกใจที่พลังความอยากสวยจะอยู่เหนือความเจ็บความจน หลายคนยอมทำทุกวิธีเพื่อได้มา

ศิลปินนักแสดงเป็นอีกอาชีพที่ต้องพึ่งพาหน้าตาเป็นส่วนสำคัญ การจะปล่อยปละละเลยให้หน้าตาของตัวเองมีจุดบกพร่อง กลายเป็นจุดอ่อนของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ แต่กว่าเขาและเธอจะได้มาซึ่งรูปร่างสมส่วนดูดี ผิวพรรณผ่องใสเป็นยองใย ผ่านการลงทุนลงแรงไปมาก ไม่มีทางลัดที่ 7 วันจะขาว 10 วันจะผอม

หากยังมีคนพร้อมเชื่อ เชื่อในสิ่งที่บุคคลที่เขาชื่นชอบบอกว่าใช้ บอกว่าดี หรือเพียงแค่ถือให้เห็น

คนดังพรีเซนต์สินค้าถึงไวและแรง

ผศ.เสริมยศ ธรรมรักษ์ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การที่สื่อโฆษณาต่างๆ เลือกใช้คนมีชื่อเสียงเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้สาธารณชนสนใจสินค้านั้น อย่างน้อยที่สุดก็คือการพาแบรนด์ไปให้ถูกพบเห็น

ยิ่งตอนนี้การตลาดโฆษณาไม่ได้อยู่เพียงสื่อหลัก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุแต่การเข้ามาของโซเชียลมีเดีย และคนดังมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง ผ่านเฟซบุ๊กอินสตาแกรม ทำให้การโฆษณาเผยแพร่ออกไปได้ง่าย ไว แต่ก็ขาดกฎระเบียบ ควบคุม ขาดการตรวจสอบที่ทั่วถึง

“เมื่อก่อนโฆษณาจะใช้พรีเซนเตอร์หลักตอนนี้มีการว่าจ้างดาราเพิ่มหลายคนที่เขาหวังผลในเชิงออนไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้คนดังอาจจะไม่ได้เกิดการแอ็กชั่นจากลูกค้าเลยในยุคนี้ แต่ทำให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ก่อน แล้วสืบเสาะดูว่าแบรนด์นี้เป็นยังไง มีคนใช้จริงไหม

เดี๋ยวนี้โฆษณาชวนเชื่อน้อยลง แต่ทำการสื่อสารธุรกิจให้เนียนขึ้น ลูกค้าจับไม่ได้ให้มันเข้าไปพ่วงอยู่ในชีวิตเขาโดยไม่รู้ตัวอย่างรายการเอาดารามาสัมภาษณ์เขาไม่ได้พูดถึงสินค้า แต่มีไทอินเข้าไป เขาให้ข้อมูลได้เยอะกว่าโฆษณาที่ได้เวลา 15 วินาที

เขาพูดบ่อยๆ หลายรายการ เนื้อหาสาระอาจจะไม่ได้พูดถึงสินค้าทั้งหมด แต่สุดท้ายตบกลับมาที่สินค้า เช่น ทำไมหน้าดีขึ้น นั่นคือวิธีการที่มันแยบยลมากขึ้น

ถ้ายุคนี้ผู้บริโภคเกิดการดื้อยา การโฆษณาก็หายาแรงขึ้นมาฉีด สุดท้ายผู้บริโภคต้องสร้างเกราะกำบังให้ตัวเอง ให้รู้เท่าทันกลไกการตลาด กลไกการสื่อสาร”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย

ในการรีวิวสินค้ามาจากทั้งผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้จะได้ข้อมูลทั้งดีและไม่ดี และรีวิวจากคนที่ถูกจ้างเขาก็จะบอกแค่ด้านดี แต่ถ้าคนถูกจ้างเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนพร้อมเชื่อเพราะคิดว่าดาราคงไม่มาโกหก หรือเพราะอยากสวยอยากขาวแบบดาราจึงลืมการพิจารณาอื่นๆ

“สินค้าที่ดารากับเน็ตไอดอลถือ ผลออกมาว่าเน็ตไอดอลมีแอ็กชั่นกับผู้บริโภคมากกว่า เพราะเน็ตไอดอลใกล้ชิดในชีวิตพวกเขามากกว่า ดารามีผลกับคนบางกลุ่มที่เขาเปิดรับข้อมูลที่เขาเปิดใจเชื่อ อย่างเคสของเมจิก สกิน จะเห็นว่า การเอาดารามาถือสินค้า เป็นการเอาคนดังมาใช้เป็นกลไกของการสร้างความรับรู้ของคนว่ามีแบรนด์นี้ แบรนด์ใหม่ที่อยากเกิดก็ใช้ตรงนี้ ดาราคนไหนมีคนติดตามเยอะ เป็นการรีมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นการรีทาร์เก็ตด้วย

ดาราที่รับถือสินค้าต้องตระหนักตรวจสอบเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ทุกส่วนต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง ดาราต้องมีความรับผิดชอบต่อคนที่ฟอลโลว์คุณอยู่ พูดอะไรไป ไม่เป็นจริงอันตราย เขาจะไม่เชื่อคุณอีก หรือเป็นภาพจำว่าดาราคนนี้ไม่ได้ใช้จริง ดาราคนดังมีผลต่อการชี้นำสังคม การสื่อสารกับสาธารณะต้องระวัง”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์ธอรี เจ้าของและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ วีร่า คอลลาเจน ที่มี “เบลล่า-ราณี แคมเปน” และ “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” เป็นพรีเซนเตอร์ ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดทุ่มเงินหลายล้านบาทจ้างคู่รักคนดังเป็นพรีเซนเตอร์ระยะเวลานาน 1 ปี

“การตลาดสำคัญในการทำธุรกิจ เป็นตัวสื่อให้ผู้บริโภคได้ร้บรู้ถึงผลิตภัณฑ์ของเราดารามีผล เขาเป็นตัวกลางที่สื่อไปถึงผู้บริโภคพาสินค้าไปให้คนเห็นคนรู้จักสุดท้ายอยู่ที่ผู้บริโภคตัดสินใจ

เราจ้างกันเป็นปี มีการทำงานระหว่างเรากับพรีเซนเตอร์ชัดเจน ไม่ตีหัวเข้าบ้านจ้างเป็นครั้งๆ จบ เพราะเราต้องการความน่าเชื่อถือ เราเป็นสินค้าใหม่จึงต้องจำเป็นต้องใช้คนดัง ช่วงแรกเราต้องทุ่มกับโฆษณา ทำสินค้าดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีการสื่อออกไปให้ผู้บริโภครู้จักก็ไร้ประโยชน์ เราเน้นคุณภาพ เรามีการขอทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขออนุญาตโฆษณา

เราเลือกพรีเซนเตอร์จากคนที่เข้ากับโปรดักต์ อย่างเวียร์เขาเป็นผู้ชายลุย รักสุขภาพ ส่วนเบลล่าเรื่องผิวกับสุขภาพความงาม เราคัดเลือกจากหลายคู่ ก่อนเซ็นสัญญากันขอไปว่าต้องรับประทานอาหารเสริมเราก่อน ถ้าไม่โอเค ไม่รู้สึกดีจริง เราก็ไม่ต้องการคนที่มาพูดถึงสินค้าของเราได้ไม่เต็มปาก เพราะเราทำออกมาเรากล้าให้คนในครอบครัวเรารับประทาน ดังนั้นเรามั่นใจในคุณภาพ

เป้าหมายของเรา ทำการตลาดออกสินค้าล็อตแรกมาให้คนได้กินก่อนถึงการขาย สินค้าล็อตแรกของเรามีคนกินได้ผลจริงเทิร์นจากคนกินมาเป็นคนขาย ระบบการตลาดของเราไม่ได้ขายตัวแทน ตัวแทนไม่ใช่ลูกค้าเรา แต่ลูกค้าเราคือคนใช้จริง เราขายของแบบออฟไลน์แต่ใช้ออนไลน์มาช่วย ระบบที่เราทำอยู่ตอนนี้คือ เอโอ (เอเจนท์ ออนไลน์) เราเน้นขายผู้บริโภค ถ้าขายตัวแทนเราตัน เพราะยัดเยียดให้ตัวแทนซื้อ ไปสร้างภาระให้ตัวแทนระดับล่าง ของคาอยู่ขายไม่ได้ ตัวแทนข้างบนสบาย เราไม่ทำการตลาดแบบนี้ ตราบใดที่เราขายของให้ผู้บริโภคเราจะขายของได้ตลอด วันหนึ่งสินค้าเราเป็นที่รู้จัก ผู้บริโภคยอมรับ การใช้พรีเซนเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องดัง ค่าตัวแพงเพราะรีวิวจากผู้ใช้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และสื่อโฆษณา กล่าวถึงสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นโอกาสของคนที่ต้องการโฆษณาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย อีกทั้งยังไม่มีการควบคุมอย่างชัดเจน

“ผมว่าสื่อออนไลน์นี่น่ากลัวเพราะข่าวสารมันเยอะมาก ส่วนตัวถ้าเสพข่าวสารจากทางนี้อย่าเพิ่งเชื่ออะไรทันที รอก่อน มันจะมีคนที่รู้จริงมากกว่าเรื่อยๆ มาให้ข้อมูล แล้วพิจารณาหน่อย ฟังหลายๆ ฝ่าย ถ้าพูดถึงเรื่องของการซื้อขาย ศึกษาผู้ขายหน่อย อย่าซื้อทันทีทันใด ถามคนนั้นคนนี้

อย่างดาราเขาพูดผ่านสื่อ เขาไม่ได้พูดตรงกับเรา เป็นแฟนคลับก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้น เราต้องตรวจสอบ ดาราเองก็ควรจะพิจารณาก่อนไม่ใช่ว่าพูดๆ

การตลาดยุคนี้มันฮาร์ดเซลอยู่แล้ว สำหรับสินค้าใหม่ หรือโลคอล แค่ดาราถือสินค้าก็เข้าถึงผู้บริโภค หนึ่งประหยัดค่าโปรดักชั่น ค่าครีเอทีฟ และค่าสื่อด้วย ประหยัดเยอะ เอาคนดังมาถือสินค้าสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนรู้จักแน่ๆ อยากให้ดึงดูดคนดู ใครกำลังดังก็เอามา กลยุทธ์นี้ยังใช้ได้อยู่ เพียงแต่ไม่ใช่กับทุกสินค้า พวกสินค้าความสวยความงามจะใช้พวกดาราเยอะ

ตอนนี้ออนไลน์มันไม่ได้ต้องการอะไร ต้องการความรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งสาธยายสรรพคุณอะไรมาก คนคลิกใน 10 วินาทีรู้เรื่องค่อนข้างฮาร์ดเซล แบรนด์อะไร ทำอะไร ชัดเจน”

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ

ค่านิยมความงาม

อยากสวยอยากหล่อเหมือนดาราในทีวียังเป็นค่านิยมที่เยาวชนคล้อยตาม ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ได้แสดงทัศนะในค่านิยมของความงามฉาบฉวยจากเปลือกนอก

“ความสวยเป็นคุณค่า เป็นคุณสมบัติชั้นล่างสุดของมนุษย์ เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ ตอนวัยเด็กจะล้อเพื่อนว่า ไอ้อ้วน ไอ้ดำ พอโตหน่อย คนนี้รวยไหม หันมาให้คุณค่ากับเงินโตขึ้นมาอีกให้คุณค่าชื่อเสียง โตมาอีกหน่อย คนนี้เก่งไม่เก่ง และสูงสุด คนนั้นดีไม่ดี คนที่ตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตามีวุฒิภาวะน้อยสุดเลยนะ และความสวยหล่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน้อยสุดในมนุษย์ด้วย”

ครูเงาะเปิดประสบการณ์ในการเป็นแอ็กติ้งโค้ช และคัดเลือกนักแสดงสู่วงการบันเทิง เจอบางคนที่หน้าตาสะสวยแต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นนางเอก เพราะอินเนอร์ของเขาไม่สวย ยังไม่มั่นใจ ไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความสวยนั้นไม่ได้คู่ควรแก่การเป็นนางเอก

“ความสวยเป็นใบเบิกทางแค่ 7 วินาทีแรกเมื่อคนนี้ปริปาก ท่าทาง น้ำเสียง มีผลที่มากกว่าในระยะยาว จริงๆ แล้วสวยไม่ผิดแต่สวยมาจากข้างในยั่งยืนกว่า

การปฏิบัติกับตัวเองให้ดูดี เป็นวิถีเบื้องต้นที่มนุษย์เราแสดงความเคารพตัวเองสวย สะอาด ดูดี ถ้าเราขาดแคลนในจิตใจก็จะทำทุกอย่างขาดๆ เกินๆ ไม่เสพติดความสวย ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่ถ้าเราเคารพตัวเอง เราเห็นคุณค่า เรามีความสามารถ มีจิตใจช่วยเหลือคนอื่น เราโฟกัสส่วนดีของเรา อย่างเรายิ้มสวย เชื่อไหม อานุภาพของการโฟกัสจะดึงดูดให้คนอื่นเห็นจุดที่โฟกัส”

อยากสวยตามดาราไม่ผิด แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่า ดาราสวยเพราะอะไร “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านักแสดงมักใช้ของสิ่งนั้นแล้วขาว แล้วผอม เราต้องวิเคราะห์ เขาเป็นแค่พรีเซนเตอร์ ไม่ได้กินเอง ใช้เอง สิ่งที่เขานำเสนอไม่ได้แปลว่าเขาใช้นะ

เคยเจอเด็กในร้านสะดวกซื้อ พูดว่าจะซื้อโรลออนที่ดาราคนนี้ใช้ อยากเดินไปบอกว่าเขาโฆษณาเฉยๆ คนยังไม่รู้ตรงนี้อีกเยอะมาก ทุกวันนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายมาก แต่การศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนวิเคราะห์ เราสอนให้คนเชื่อ

เราเห็นนักแสดงที่ภาพออกมาว่าสวยมาก เขาไม่ต่างจากพวกเราที่กว่าจะโพสต์ภาพหนึ่งผ่านการคัดเลือกมาเป็น 10 ภาพ เขาเป็นดาราสิ่งที่เขาโพสต์ออกมาต้องสวยเป๊ะ ที่ดาราดูดีไม่ได้มาจากโชคช่วย กว่าเขาจะมีกล้ามท้อง ผ่านอะไรมาตั้งหลายอย่าง เขาต้องออกแรงออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสวยแบบยั่งยืน ดาราแต่ละคนมีต้นทุนของผลลัพธ์”

มาช่า วัฒนพานิช นักแสดงอีกหนึ่งคนที่เป็นไอดอลของผู้หญิง ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับความสวยที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด และความสวยไม่มีทางลัด อยากได้ต้องสร้างมันเอง สร้างมาจากความมั่นใจของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปพึ่งพาอะไร

“ช่าเองก็มีอะไรที่บกพร่องบางเรื่องเหมือนกัน ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบตรงนี้ จะบอกว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์ 100% ในโลกใบนี้ มันต้องมีบ้างนิดหน่อย ให้เอาที่ตัวเองรู้สึกสบายใจและก็ดูให้มันรู้จักกาลเทศะ

อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครมากนัก จริงๆ บางทีไปเปรียบเทียบมาก คนโน้นขาสวยมาก คนนี้ขาว ตัวเองเลยไม่ดูดีสักอย่าง เราต้องรู้จักว่าเราก็เป็นเรา เอาที่เราแฮปปี้ เราต้องมีสไตล์ เราต้องมีรสนิยมของตัวเราเอง”

ที่เห็นยังสวยไม่สร่าง สุขภาพดี แข็งแรง รูปร่างสมส่วน ล้วนผ่านการดูแลตัวเองอย่างดีมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น ทั้งการนอนหลับพักผ่อน และการเลือกอาหาร

“ตื่นมาช่าดื่มน้ำอุ่นๆ ก่อนเลยค่ะ 2-3 แก้ว สักครู่หนึ่งให้ร่างกายเรารู้สึกว่าเวกอัพก่อน แล้วค่อยกินอาหารเช้า แล้วระหว่างวันดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่กินน้ำแข็งอยู่แล้ว

อาหารธรรมดามากไปด้วยซ้ำ ช่าไม่ชอบกินอาหารทอด กินไข่ต้ม หรือกินผักต้ม กินแบบนี้มาแต่เด็กแล้ว ไม่กินอาหารรสจัด หรือหวานมากๆ คือชอบกินรสชาติของวัตถุดิบ อย่างของมันเลี่ยนๆ หนังไก่ มันหมู ไม่กินตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ

คนชอบคิดว่าช่าต้องกินแบบวิลิศมาหราจริงๆ ช่ากินแบบซิมเปิ้ลมาก กินแบบธรรมชาติ แบบอาหารเด็ก ส่วนผิวพรรณช่าก็มีไปสปาบ้าง ไปมาเป็น 10 ปีแล้วก็เหมือนดูแลตัวเองต่อเนื่องมาโดยตลอด”

กว่าศิลปินนักแสดงจะสวยหล่อ ดูดีออร่าพุ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงเดือนสองเดือน ไม่ได้ใช้เงินแค่ร้อยสองร้อย แต่เขาลงทุนเงินและลงแรงกายมากกว่านั้นนัก ใช้เวลาเป็นปีๆ มีระเบียบวินัยในการดูแลตัวเอง สิ่งที่เห็นกันหน้าจอคือผลลัพธ์ที่ไม่ได้เปิดทุกแง่มุม และสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549686

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

โดย ภาดนุ ภาพ เอพี/Freepik

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักถึงอนาคตที่ไร้กังวล อยู่สบาย และกำลังตั้งเป้าที่จะใช้ชีวิตสวนทางกับผู้สูงอายุอีกหลายล้านคนในประเทศที่ไม่มีเงินออม หรือถึงจะมีเงินออมก็มีน้อย ต้องลองอ่านเคล็ดลับดีๆ ในการออมเงินก่อนเกษียณที่เรานำมาฝาก

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้สูงอายุกว่า 1 ล้านคน ที่สุขภาพไม่ดี นอนติดเตียง ต้องพึ่งพาคนดูแล และมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง ไร้ลูกหลานดูแลเพิ่มขึ้น ดังนั้นสภาวะคนวัยเกษียณไร้เงินออมจึงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากกลายเป็นผู้สูงวัยที่รอความช่วยเหลือจากใครแล้วละก็ ต้องทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้เลย

1.ออมก่อนแก่ เริ่มได้ทันที

คุณไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นคนสูงวัยถึงค่อยเริ่มคิดวางแผนเกษียณ ยิ่งคุณวางแผนเร็วเท่าไร คุณอาจเกษียณตัวเองได้เร็วขึ้น แม้คนบางกลุ่มจะบอกว่า “แก่แล้วไม่ได้อยากร่ำรวยอะไร” “แก่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” “แก่แล้วก็มีลูกหลานคอยดูแล” “แก่แล้วก็มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้” หรือแม้กระทั่ง “ออมไปก็ไม่ได้ใช้ คงตายก่อน”…การคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว แต่หากในกรณีจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามการสึกหรอของร่างกาย ถ้าถึงเวลานั้น การเริ่มออมเงินก็อาจจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว

2.ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะพอใช้ในวัยเกษียณ

เป็นคำถามยอดฮิตที่ใช้ในการวางแผนการเงินหลังเกษียณ ถ้าคุณมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าคุณเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งการออมเงินลักษณะนี้ ควรทำการประเมินใหม่อยู่เรื่อยๆ ปีละครั้ง หรือสองปีครั้ง เพื่อที่จะได้อัพเดทยอดการออมให้สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายจริง และรวมค่าครองชีพที่ผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ

3.สูตรคำนวณเงินออมหลังเกษียณเบื้องต้น

สูตรที่ใช้คือ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน (เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 ปี) x ประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ = จำนวนเงินออมที่คุณต้องมีในวันเกษียณ

ตัวเลขที่ออกมา คือ จำนวนเงินที่ควรมี ณ วันที่คุณเกษียณ ยอดเงินอาจสูงจนไม่ใช่เรื่องสนุก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า เงินก้อนนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่จะมีใช้เพียงพอตลอดบั้นปลายชีวิต

(ข้อมูลอ้างอิง : การประเมินค่าใช้จ่าย 70% จากสูตรการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอายุค่าเฉลี่ยคนไทย จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2556 ระบุว่า ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี และผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 71 ปี)

ตัวอย่าง – ผู้หญิงอายุ 25 ปี ค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือนอยู่ที่ 10,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี (ผู้หญิงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี) ดังนั้นประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณคือ 23 ปี

การคำนวณหาจำนวนเงิน ณ วันเกษียณ = 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน x 23 ปี = 7,000 x 12 x 23 = 1,932,000 บาท

เมื่อคำนวณยอดเงินที่คุณต้องออมในแต่ละเดือน จนได้จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันที่คุณเกษียณแล้ว ให้นำยอดนี้มาหารด้วยจำนวนเดือน คูณด้วยปีที่ตั้งใจเกษียณ หักลบด้วยอายุจริงในปัจจุบัน ก็จะได้จำนวนเงินในแต่ละเดือนที่คุณต้องเก็บออม

ตัวอย่าง – ผู้หญิง ประมาณการเงินออมหลังเกษียณ 1,932,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 25 ปี

คำนวณเงินที่ต้องออมต่อเดือน = 1,932,000 บาท ÷ (12 เดือน x 30 ปี) = 1,932,000 ÷ 360 = 5,367 บาท/เดือน

4.เพิ่มมูลค่าเงินออม

จะดีกว่าแน่นอน หากคุณนำเงินที่ออมได้ในแต่ละเดือนไปเพิ่มมูลค่าให้งอกเงยได้มากกว่า คุณอาจเกษียณได้เร็วกว่ากำหนด และเงินที่เก็บได้ก็จะมีมูลค่าสูงกว่าที่คุณตั้งใจเก็บไว้

วิธีการเพิ่มมูลค่าเงินออมแบบความเสี่ยงน้อย ก็เช่น การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว คุณยังได้เงินสมทบจากบริษัททุกเดือน ถือเป็นการลงทุนที่มีแต่ได้กับได้ หรือจะเลือกการรักษาเงินต้นด้วยการนำไปลงทุนในกองทุมรวมตราสารหนี้ก็น่าสนใจ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม อีกวิธีคือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นการบังคับให้เราลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปี มองเห็นเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง การออมเงินในประกันชีวิตก็เป็นทางเลือกที่ดี แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงมาก แต่การันตีเงินคืนตามแบบประกัน และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกับเงื่อนไขต่างๆ ให้รอบคอบ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเอง

คนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเอาเสียเลย ก็สามารถออมกับธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ME by TMB ที่ให้คุณเห็นดอกเบี้ยสะสมได้ทุกวัน ไม่กำหนดขั้นต่ำในการฝาก สะดวก อยากโอน-ถอนเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ โดยทำผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ที่สำคัญคือเบิกเงินมาใช้ฉุกเฉินได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ