‘เวลาสร้างความสัมพันธ์’ จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549370

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 12:27 น.

‘เวลาสร้างความสัมพันธ์’ จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

โดย ฤดูกาล ภาพ : จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง

แม้ว่าจะเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว แต่ไอดอลยุค 90 อย่าง “เอิร์น” จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง ก็ยังสวยสะพรั่งไม่เปลี่ยนแปลง

เวลานี้เธอมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 2 คน ลูกชายคนโต “น้องดี” วัย 4 ขวบ และคนเล็ก “น้องดวิณ” วัย 2 ขวบ ที่เธอและสามีมักพาลูกๆ ไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพของครอบครัว

“เรา (เอิร์นและสามี) พาลูกทั้งสองคนไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ เช่น หัวหิน พัทยา ตั้งแต่ขวบแรก จากนั้นได้พาเขาขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในไทยก่อนอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ ก่อนที่จะพาไปไกลที่ญี่ปุ่น” เธอเล่า

“เพราะเราอยากให้ลูกไปเรียนรู้ และไปสัมผัสธรรมชาติที่ในกรุงเทพฯ ไม่มี ซึ่งการพาเด็กเล็กออกนอกบ้านเราต้องเตรียมตัวเยอะ เพราะลูกต้องใช้ของทุกอย่างที่เคยใช้ในบ้าน และทุกอย่างต้องสะอาดเพื่อสุขภาพอนามัยของลูก”

เอิร์นยังกล่าวถึงการเลือกที่พักว่า ด้วยความที่ไปเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ ตั้งแต่รุ่นสูงวัยถึงรุ่นเด็ก ทำให้ต้องเลือกโรงแรมที่เดินทางสะดวกใกล้แหล่งท่องเที่ยว และหากมีคิดส์คลับหรือเครื่องเล่นสำหรับเด็กก็ยิ่งดี

นอกจากนี้ การเลือกแหล่งท่องเที่ยวจะเอาใจลูกชายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการเดินทางในต่างประเทศ จะเลือกวิธีเช่ารถที่สามารถรองรับได้ทั้งครอบครัวพร้อมคนขับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนเมื่อลูกต้องการนอนกลางวันด้วย

“การพาลูกเที่ยวทำให้เอิร์นเห็นพัฒนาการของลูกๆ มาก อย่างน้องดวิณที่เคยเป็นเด็กไม่ชอบคนแปลกหน้าโดยเฉพาะผู้ชาย เพราะครอบครัวเราเป็นผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ พอเราพาเขาออกนอกบ้านบ่อยๆ ทำให้เขาชินและทำให้เขาเข้าใจว่า ถ้าออกไปข้างนอกเขาต้องไปเจอคนแปลกหน้า จนตอนนี้น้องดวิณกลายเป็นเด็กชอบไปเที่ยวนอกบ้าน และสามารถปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้ดีมากๆ และสำหรับน้องดีเขาเป็นเด็กที่มีความอดทนสูงมาก ซึ่งเขาได้เรียนรู้จากการรอคอยและประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทาง เป็นสิ่งที่ตำราหรือในห้องเรียนไม่มีสอนจริงๆ”

นอกจากเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว เอิร์นยังมีหน้าที่เป็นรองผู้จัดการโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี แต่กระนั้นคุณแม่สุดสวยก็ยังให้ความสำคัญกับเวลาครอบครัวเป็นอันดับ 1 เสมอ

“ก่อนมีลูกเราต้องวางแผนชีวิตหลายอย่าง ซึ่งนอกจากความพร้อมแล้ว เราต้องให้ความสำคัญกับเวลาครอบครัวมากๆ เพราะเมื่อพ่อแม่ให้เวลากับลูก เวลาจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ และลูกๆ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความรักผ่านเวลาที่พ่อแม่มีให้กับเขา

ที่สำคัญคือ เด็กๆ เติบโตเร็วมาก ดังนั้นเวลาที่ลูกยังเล็กแบบนี้แหละคือเวลาที่พ่อแม่ต้องเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด และใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ออกเดินทางเพื่อรู้จักตัวเอง Journeyaholic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549367

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 12:16 น.

ออกเดินทางเพื่อรู้จักตัวเอง Journeyaholic

โดย รอนแรม ภาพ : Journeyaholic

นักเดินทางสาวขาลุย ปานวาด เปรมประสิทธิ์ เริ่มต้นออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าตัวเองชอบอะไร จากนั้นเธอได้แบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Journeyaholic เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ยังหาคำตอบให้ชีวิตไม่ได้กล้าออกเดินทางเหมือนเธอ

“ตอนเปิดเพจมันเป็นช่วงที่เราอยากค้นหาตัวเอง เราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะไปทางไหนดีก็เลยเลือกทางที่เราชอบ คือ การเดินทาง” ปานวาด เล่าถึงจุดเริ่มต้น

“ทริปแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราแบกเป้ไปเชียงใหม่คนเดียว พอกลับมาได้ลองเขียนลงในเว็บไซต์พันทิปก่อน ปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะ เราเลยตัดสินใจเปิดเพจต่อเนื่องกันไป”

เธอกล่าวด้วยว่า เหตุที่เปิดเพจเฟซบุ๊ก ในตอนแรกเธอมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ติดตาม

“ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า เปิดเพจแล้วเราจะเป็นบล็อกเกอร์ได้หรือสามารถทำงานหรือทำเงินจากพื้นที่ตรงนี้ได้” ซึ่งหลังจากทริปเปิดโลกที่เชียงใหม่ ปานวาดก็หลงใหลการเดินทางและมักออกไปเปิดโลกกว้างเพียงคนเดียวเสมอ

เธอเล่าว่า การไปเที่ยวคนเดียวทำให้เธอได้เจอเพื่อนใหม่ทุกครั้งที่ไป และเธอยังมีเป้าหมายใหญ่คือ การไปเที่ยวให้ครบ 77 จังหวัดทั่วไทยให้ได้

“เราชอบแบ็กแพ็กไปเที่ยวเอง ขึ้นรถสาธารณะ และกำหนดเฉพาะจุดหมายปลายทาง ส่วนระหว่างทางจะไปไหน ไปกินอะไร พักที่ไหน เจออะไร ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติตามจังหวะและเวลาตรงนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบไปแนวธรรมชาติ อยู่กับชาวบ้าน พักโฮมสเตย์ และนอนโฮสเทล”

อย่างทริปแรกที่เชียงใหม่เธอก็เลือกไปดอยอินทนนท์

“ข้อดีของการเดินทางคนเดียว มันทำให้เรารู้จักระหว่างทางมากขึ้น เพราะเราคิดว่าระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทาง สามารถเจอมิตรภาพระหว่างการเดินทาง และการไปเที่ยวคนเดียวยังทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีกว่าเดิม มีการวางแผน หาข้อมูล แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น”

นอกจากนี้ สำหรับทริปต่างประเทศครั้งแรก เธอเลือกไปปากเซ สปป.ลาว เนื่องจากเป็นประเทศที่สามารถสื่อสารผ่านภาษาไทยได้ ยังคงเป็นเมืองที่ยังรักษาวิถีท้องถิ่นไว้ และสามารถเดินทางได้ง่ายเหมาะกับนักท่องเที่ยวมือใหม่และไปคนเดียว

“ตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงลาวใต้ เราเลือกใช้วิธีขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวคนเดียว เพราะเราคิดว่ามันเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ถ้าอยากแวะระหว่างทาง อยากหยุดรถลงไปคุยกับชาวบ้าน หรือเวลาเห็นความสวยงามตรงไหนเราก็สามารถหยุดรถข้างทางและลงไปถ่ายรูปได้เลย” สาวขาลุยกล่าวต่อ

ส่วนการเขียนเนื้อหาในเพจเฟซบุ๊ก เธอเลือกที่จะเล่าผ่านความรู้สึกในขณะนั้น ซึ่งเป็นวิธีการเขียนที่แตกต่างจากช่วงแรกๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล เพราะเธอเห็นว่า ปัจจุบันมีช่องทางให้คนหาข้อมูลการเดินทางมากมาย แต่ที่หาไม่ได้จากที่ใดคือ ประสบการณ์และความรู้สึกจริง

“การเดินทางที่เราเล่าด้วยความรู้สึกตอนนั้น มันเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนซึ่งแม้ว่าจะไปที่เดียวกันพร้อมคนอื่นๆ เราก็รู้สึกต่างกัน ซึ่งเราเป็นคนที่ถ้าชอบที่ไหนจะไปที่นั้นซ้ำๆ” เธอหัวเราะ

“อย่างเชียงใหม่ที่ไปบ่อยมาก แต่ก็ยังรู้สึกชอบทุกครั้งที่ไป และยังมีชุมชนเล็กๆ ให้เข้าไปหาอีกมาก”

ปานวาด นิยามความหมายของการเดินทางว่า “เราออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักกับใครคนหนึ่งให้มากขึ้น และใครคนนั้นก็คือ ตัวเราเอง” พร้อมอธิบายต่อว่า

“เพราะคนเราต้องหาสิ่งที่ตัวเองชอบและเลี้ยงตัวเองได้ เวลาที่เราค้นหาตัวเองไม่เจอมันอึดอัด เพราะเราจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป สำหรับตัวเราคิดว่า การเดินทางมันทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเห็นแนวทางในอนาคตชัดเจนขึ้นว่าเราจะทำอะไรต่อไป”

แน่นอน เธอมีความฝันอยากมีโฮสเทลของตัวเองสักแห่ง

“สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่หรือยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ลองออกเดินทางดู เพราะการเดินทางมันทำให้เราได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้เห็นโลกกว้าง ได้พูดคุยกับคนหลายรูปแบบ ซึ่งมันจะเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดของเราว่าเราเป็นใคร และอยากทำอะไรต่อไปในอนาคต”

ติดตามการเดินทางของนักเดินทางขาลุยคนนี้ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Journeyaholic

บุญชอบ+ลวัณกร ล้ออุไร สองบุคลิก รวมเป็นหนึ่งความผูกพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549364

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:59 น.

บุญชอบ+ลวัณกร ล้ออุไร สองบุคลิก รวมเป็นหนึ่งความผูกพัน

โดย  ปอย  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ส่งท้ายเดือนที่มีวันของครอบครัว พ่อลูกผูกพัน คุณพ่อที่มีบุคลิกเฮฮา ชอบเข้าสังคมสังสรรค์กับผู้คนรอบข้าง สมกับอาชีพการงาน บุญชอบ ล้ออุไร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารมวลชน โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา

ส่วนลูกสาวบุคลิกมาดนิ่งๆ แต่ดูใจเย็น ลวัณกร ล้ออุไร เจ้าของร้านกาแฟ 212 Caffe’ co ร้านเล็กๆ ที่ตั้งชื่อจากแนวคิดเก๋ๆ กิมมิกจากสูตรคูณ 2 คูณ 1 เท่ากับ 2 สัญลักษณ์สื่อถึงกิจการก้าวหน้า

โลโก้นกฮูกสัญลักษณ์คงแก่เรียน ให้เข้ากับร้านกาแฟที่อยู่ในตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร้านกาแฟที่คุณพ่อทุ่มเงินลงทุนให้ลูกสาวกว่า 7 หลัก แสดงถึงความรักที่ส่งให้ลูกสาวเติบโตก้าวสู่ธุรกิจในฝัน

เจาะลึกความเป็น ‘คุณพ่อสายโหด’

คนวัยนี้มักตั้งคำถามว่าจะเริ่มสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองตอนไหนกันดี แล้วคนรุ่นใหม่ในวันนี้ก็ล้วนมีแนวความคิดอยากทำธุรกิจส่วนตัวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง คุณพ่อบุญชอบก็เข้าใจ ด้วยเห็นว่าลูกสาวรักกาแฟแท้จริง

“ผมเป็นคนยุคโบราณ ก็อยากให้ลูกสาวคนเดียวทำงานมั่นคง รับเงินเดือนประจำไปนะครับ แต่เมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากงานบัญชี ที่ทำงานหนักมากไปเช้ากลับดึกดื่นทุกๆ วัน ไม่ไหว

เพราะช่วงนั้นลูกเรียนต่อปริญญาโทด้วย ก็มาขอพ่อเปิดร้านกาแฟ ผมเห็นว่าลูกได้ผ่านการทำงานประจำมาระดับหนึ่งแล้ว เราก็ไม่ว่าเขาจับจดนะ เพราะเห็นว่าการบริหารเวลา ทั้งทำงานไปด้วย แล้วไปเรียนปริญญาต่ออีกหนึ่งใบไปด้วย ในช่วงภาคค่ำ มันหนักหนาสาหัสเกินไป

ไปเที่ยวไหน สิ่งแรกที่เสิร์ชก่อนเรื่องเที่ยวคือค้นหาร้านกาแฟ ไปฮ่องกง ผมเดินเสียขาลากเลย (บอกพลางหัวเราะ) หาร้านกาแฟสนูปปี้ ไปญี่ปุ่น ก็ไปเดินหาร้านกาแฟของคุณลุงคุณป้าสองสามีภรรยาที่ใช้กาแฟท้องถิ่น เปิดร้านกาแฟไม่ใช่แบรนด์โด่งดังอะไร ลูกก็สรรหาพาพ่อไปชิมจนได้

จากคนทำงานก็ผันตัวเองมาศึกษาหาความรู้เรื่องกาแฟ ต้องรู้ให้ลึกซึ้งนะครับ ค้นคว้าหาเทคนิคการชงกาแฟแบบใหม่ๆ จนเกิดมาเป็นศิลปะ

แล้วการที่ผมทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้องค์กรใหญ่ ก็เคยพาคณะนักข่าวไปดูงานของกรมวิชาการเกษตร บนดอยสูงที่ จ.แม่ฮ่องสอน ได้ไปเห็นการปลูกกาแฟในท้องถิ่นที่นั่น ชาวบ้านคั่วเมล็ดกาแฟเอง ให้กลิ่นหอมรสชาติดีมาก ก็เลยได้ค้นพบแหล่งกาแฟออร์แกนิกมาชงในร้าน เขาคั่วใหม่ให้เราโดยเฉพาะ

ผมมีลูกสาวคนเดียว แล้วมีลูกตอนอายุมากแล้ว ตอนอายุ 36 ปี ตอนนั้นโรงแรมเซ็นทรัลลาดพร้าวเพิ่งเปิด ผมเริ่มงานตำแหน่งช่างภาพ แล้วเมื่อมารับตำแหน่งประชาสัมพันธ์ ก็ยิ่งงานเยอะเข้างานเช้าๆ กลับดึกๆ ทุกวัน

ผมเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ไปส่งไปรับลูกสาวที่โรงเรียน เลือกใกล้ๆ ที่ทำงาน แล้วผมก็ต้องพาลูกที่ยังเล็กๆ มาที่ทำงานด้วยตั้งแต่เขาวัยอนุบาล ลูกก็นอนหลับรอบนโต๊ะทำงานพ่อทุกวัน

เราผูกพันกันมาก ลูกก็เลยไม่เคยยอมให้ผมแต่งงานใหม่เสียด้วย ซึ่งผิดกับผมนะ ตอนนี้นี่เชียร์ลูกสาวให้แต่งงานแต่งการไปเร็วๆ พ่อจะได้อิสรเสรี (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจอีกครั้ง)

ใครๆ มองผมนิสัยเฮฮา แต่กับลูกสาวผมดุมาก ไม่ตีลูกนะ แต่หยิก (หัวเราะ) เพราะเห็นเธอนิ่งๆ เงียบๆ แบบนี้ แต่ดื้อมาก ผมเลี้ยงลูกคนเดียวไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ไปทริปพานักข่าวไปโรงแรมต่างจังหวัด ก็ต้องพาลูกเล็กติดสอยห้อยตาม ไปด้วยกันทุกที่ครับ

มีอยู่ทริปหนึ่ง พ่อก็ต้องพานักข่าวไปเที่ยวท่องราตรีดูแสงสีเมืองท่องเที่ยวกัน เด็กตามไปด้วยไม่ได้แน่นอน ปรากฏว่าคุณลูกสาวแผลงฤทธิ์เสียจนเคาน์เตอร์ฟรอนต์โรงแรมกระจาย ร้องไห้ชักดิ้นชักงอไม่ให้ไป แถมเทศนาเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราเลี้ยงลูกก็ต้องกล่อมกันจนหลับ พ่อจึงแอบไปปฏิบัติงานต่อได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ก็ไม่ได้นะ ต้องมีลงไม้ลงมือปรามกันบ้าง

เรื่องการเรียนคืออีกเรื่องที่ผมเข้มงวดลูกตั้งแต่เด็ก ต้องเรียนเลขให้เก่ง เพราะอยากให้เขาทำงานบัญชี อาชีพที่หางานง่าย เขาก็มาอ่อนวิชาคณิตศาสตร์ พ่อก็ต้องหาครูดีๆ สอนเคี่ยวหนัก จากเกรด 1 พุ่งไป 4 ภาษาอังกฤษก็ต้องได้ด้วย พ่อก็ทั้งหลอกทั้งปะเหลาะให้ลูกเรียน” คุณพ่อบุญชอบบอกพลางยิ้มภูมิใจที่วันนี้ส่งลูกสาวถึงฝั่ง…ได้ดั่งใจ

‘ลูกสาวมาดนิ่ง’ เติมเต็มความผูกพัน

แน่นอนว่าการทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง ไหนจะเงินทุนตั้งหลัก หากล้มเหลวขึ้นมาก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ความฝันที่ว่าต้องการผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจก็อาจสะดุด แต่ด้วยความมั่นใจธุรกิจเล็กๆ ในวันนี้ จะค่อยๆ เติบโตในวันหน้า

ปลา-ลวัณกร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะไหวตัวเรื่องธุรกิจ เรื่องงาน และสิ่งต่างๆ ก็เมื่อตอนที่เราเติบโตขึ้นอย่างเต็มตัวแล้ว และเริ่มมองหาโอกาสในชีวิตอย่างจริงจัง โชคดีที่มีพ่อคือลมใต้ปีกหนุนลูก ให้โบยบินตามความฝันได้สวยงาม

 “นอกจากงานประจำ พ่อก็มีธุรกิจของเขานะคะ มีธุรกิจทั้งด้านเป็นตัวแทนส่งพัสดุไปรษณีย์ และโรงแรมสไตล์บ้านพักเล็กๆ ในญี่ปุ่น สไตล์พ่อใจร้อนค่ะ เวลาธุรกิจมีปัญหา ความใจร้อนของเขาจะแตกหักเลย พนักงานคนไหนมีปัญหาก็ให้ออก แต่ปลาคนละสไตล์ค่ะ ใจเย็นกว่า เวลามีปัญหาแบบนี้ พ่อจะเรียกปลาให้มาช่วยเจรจา บางเรื่องก็ไม่จำเป็นเลยว่าต้องแตกหักนะคะ (บอกน้ำเสียงเรียบๆ พลางยิ้มใจเย็น)

ส่วนการเลี้ยงดูลูก พ่อดุมากค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยได้ไปไหน ขอไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็ไม่เคยได้ไป ถ้าได้ไปทั้งทีก็ต้องกลับมาภายในครึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนะคะ คงแก้แค้นเราบ้างที่ไม่ให้เขาไปดื่มไปโน่นไปนี่ (หัวเราะ)

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราไม่ชอบเรียนบัญชี ปลาอยากทำงานประชาสัมพันธ์โรงแรมแบบพ่อ ซึ่งพ่อก็บอกสั้นๆ เลยว่า ไม่! เหนื่อย แล้วพ่อก็ทั้งหลอกทั้งขีดกรอบว่าลูกต้องเรียนคณะบัญชีให้ได้

ปลาตามใจพ่อค่ะ เพราะรู้ว่าเขารักเรามาก ทำทุกอย่างให้ตั้งแต่เด็กๆ จนโตเรียนมัธยม พ่อก็ยังซักผ้ารีดผ้าชุดนักเรียนให้ ไปรับไปส่งทุกวัน จากบ้านเราที่ไกลมาก จ.นนทบุรี แต่พ่อก็ไม่เคยให้ไปกลับเองเลยสักวันนะคะ

แล้วเรื่องตลกที่สุดคือตอนอนุบาล ปลาผมยาว พ่อก็ต้องเปิดนิตยสารหาวิธีการมัดผมแกละ ถักเปียแบบเด็กๆ สารพัดวิธี หาซื้อโบ ซื้อกิ๊บให้ แล้วต้องเรียบร้อยถูกระเบียบไปโรงเรียนทุกวันอีกด้วย

พ่อเนี้ยบมากค่ะ และถ้าทำโทษก็จริงจังไม่แพ้กัน คือหยิก พอเราโตมาก็ถามนะคะ ทำไมต้องหยิกเพราะเขียวช้ำไปหลายวัน ตีไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? พ่อบอกตีเดี๋ยวใครจะหาว่าโหด แต่เราไม่ร้องไห้นะ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดื้อๆ นิ่งๆ (วันนี้เล่าพลางหัวเราะได้แล้ว)

สิ่งที่เหมือนพ่อ คือดุ ตอนนี้เราโตก็ได้โอกาสดุพ่อกลับบ้างแล้วค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็รู้ค่ะว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างคือความห่วงใย อย่างเช่นพอมาเปิดร้านกาแฟ พ่อก็ซื้อโทรศัพท์ให้ใหม่รุ่นโน้ตที่มีปากกาจดรายการโน่นนี่ในการทำงานได้ เขาจะคิดเรื่องความคุ้มค่าในเรื่องของใช้

อย่างเช่นกระเป๋าที่ผู้หญิงต้องถือติดตัวทุกๆ วัน ปลาก็ใช้ไปเรื่อยๆ แต่พ่อจะซื้อกระเป๋าหลุยส์ วิตตองใบที่ราคาถูกที่สุดในช็อปปารีส (หัวเราะ) รำคาญที่เราใช้กระเป๋าใบโน้นใบนี้ แล้วก็ไม่ทนทานอะไร เดี๋ยวก็ต้องซื้อใหม่อีก สู้ซื้อของคุณภาพใช้ได้นานๆ ไปเลยดีกว่า ท่านจะชอบปลูกฝังและสอนเราแบบนี้

ส่วนปลาจะดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาหาร กาแฟ ที่พ่อชอบ ถ้าจะซื้อของชิ้นใหญ่ ก็ต้องเป็นของขวัญวันพ่อ 5 ธันวาคม หรือวันเกิดของพ่อก็จะมีของขวัญให้ทุกๆ ปี ซื้อชุดทีวีโฮมเธียเตอร์ให้ไปเลย

เรื่องที่ห่วงใยที่สุดสำหรับวัยนี้ คือสุขภาพ เขาก็พยายามกินคลีนนะคะ แต่คลีนได้ 2 มื้อ พอมื้อที่ 3 คือมื้อเย็นปรากฏว่าคลีนแตกกระจาย (หัวเราะ) แล้วด้วยหน้าที่การงานก็ต้องมีจิบไวน์ ก็ต้องตกลงกันว่ามีลิมิต ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

ตอนเรียนหนังสือเคยมารอพ่อที่ทำงานกว่าจะกลับบ้าน ตี 2 ตี 3 เพราะงานประชาสัมพันธ์ต้องอยู่กับผู้คน เป็นงานบริการที่ต้องให้ทั้งใจ ทั้งเวลา พ่อคงรู้นิสัยเราว่างานนี้ไม่เหมาะกับลูกสาวแน่นอน (หัวเราะ) ก็เลยไม่สนับสนุนให้ทำงานวงการเดียวกัน

แต่พ่อก็สอนเสมอนะคะ เรื่องเซอร์วิสมายด์ ไม่ว่างานอะไรก็จำเป็นทั้งนั้น เจ้าของร้านกาแฟหน้าจะนิ่งๆ ให้พ่อเห็นไม่ได้เลย โดนเทศนาสอนทันทีค่ะ รอยยิ้มสำคัญและทำได้ง่ายดายที่สุด ให้ปลายิ้มไว้ก่อนไม่ว่าลูกค้าจะเข้ามาในสถานการณ์ไหนก็ตามแต่ (บอกพลางยิ้มคอนเฟิร์ม)

พ่อเป็นห่วงที่เราเป็นลูกสาวคนเดียวไม่มีพี่มีน้องเป็นที่ปรึกษา พ่อก็สอนว่ามิตรเท่ากับญาติ พ่อสอนและแนะนำให้เรารู้จักคนเยอะๆ ลูกเพื่อนพ่อก็คือพี่น้องของเราด้วยเช่นกันค่ะ พ่อจะย้ำเรื่องนี้เสมอนะคะว่า คนเราไม่มีใครสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ มิตรแท้รอบๆ ตัวเราคือส่วนหนึ่งที่สำคัญให้เราเติบโตในทุกๆ เรื่อง”

งานศิลปะสวมใส่ได้เพื่อคนรุ่นใหม่ ดีไซน์จากใจศิลปินสูงอายุ ‘ชูศิษฎ์ เขียวชะอุ่ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549362

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:53 น.

งานศิลปะสวมใส่ได้เพื่อคนรุ่นใหม่ ดีไซน์จากใจศิลปินสูงอายุ ‘ชูศิษฎ์ เขียวชะอุ่ม’

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

การได้มีโอกาส “ทำงานที่รัก” เป็นสิ่งที่คนวัยเกษียณหลายคนปรารถนา ชูศิษฎ์ เขียวชะอุ่ม ศิลปินสูงอายุรุ่นใหม่วัย 65 ปี เป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกสาวที่น่ารัก ณภัทร เขียวชะอุ่ม อดีตโปรดิวเซอร์โฆษณาที่มองเห็นคุณค่าและอยากช่วยให้ผลงานศิลปะที่พ่อรักหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จนก่อเกิดเป็นลวดลายพลิ้วไหวบนผ้าพันคอผืนงาม แบรนด์ JAI CRAFT DESIGN (ใจคราฟต์ดีไซน์) ธุรกิจดีไซน์สิ่งทอร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สูงอายุ

“มีงานวาดภาพอะไรให้พ่อทำไหม พ่อทำได้นะ” จุดตั้งต้นของธุรกิจเล็กๆ ระหว่างคนสองวัยในบ้าน เกิดขึ้นจากคำถามของผู้เป็นพ่อที่หวนกลับมาจับพู่กันอย่างเอาจริงเอาจังในวัย 60 ต้นๆ

ความรักในการวาดภาพไม่เคยหายไปไหนจากใจของชูศิษฎ์ แม้จะนานแสนนานมาแล้วที่ศิษย์เก่าจากรั้ว “เพาะช่าง” หันเหชีวิตมารับราชการพัฒนาชุมชนเป็นเวลาหลายสิบปี เพื่ออนาคตที่มั่นคงกว่าของครอบครัว

“สมัยก่อนการจะทำงานเป็นศิลปินไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานในการสร้างผลงานสั่งสมชื่อเสียง ตั้งแต่รับราชการ ผมแทบไม่ได้จับพู่กันเลย แต่พอได้กลับคลุกคลีกับเพื่อนๆ ที่เป็นศิลปินหลังจากที่เกษียณ ทำให้ผมอยากกลับมาวาดภาพอีกครั้ง” ชูศิษฎ์ เล่าถึงงานที่เขารักและหลงใหล

ความภาคภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตข้าราชการของเขา คือการได้ใช้ความสามารถด้านศิลปะ ดีไซน์โลโก้เทศบาลนครปากเกร็ดที่ยังใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น เมื่อลูกสาวชวนให้ลองมาทำธุรกิจด้วยกัน เพื่อต่อยอดงานศิลปะของพ่อให้เป็นกว่างานอดิเรกบนผืนผ้าใบ แรงบันดาลใจและความภูมิใจจึงเบ่งบานอีกครั้งในใจของชูศิษฎ์ เขาบอกว่า รู้สึกดีใจที่ลูกยังเห็นคุณค่าในงานของเราและยินดีที่จะทำงานนี้ด้วยใจไปด้วยกัน

แบรนด์ใจคราฟต์ มีที่มาจากคำว่า “ใจ” ซึ่งสื่อความหมายถึงความรักในงานศิลปะที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้งบนงานดีไซน์สิ่งทอที่ดีต่อใจทั้งคนออกแบบและคนสวมใส่

การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอที่มีคุณพ่อเป็นคนออกแบบ ส่วนคุณลูกเป็นคนวางคอนเซ็ปต์ให้โจทย์ด้านงานออกแบบ บริการจัดการวางแผนการตลาด เริ่มต้นจากคอลเลกชั่นแรกที่ลวดลายภาพวาดดอกไม้ ใบไม้ วิวธรรมชาติ พัฒนาสู่ลวดลายภาพวาดแนวนามธรรมหรือแอบสแทรกต์ (Abstract) บนผืนผ้าพันคอที่ทอจากไหมอีรี่

“หลังจากผลงานที่ออกไปได้รับการตอบรับ ทำให้ภูมิใจและดีใจว่างานที่เราทำมันขายได้ มีคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นคุณค่าของคนรุ่นเก่า เลยมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ” ชูศิษฎ์ เล่าถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้จากการไปออกบูธจำหน่ายสินค้าตามที่ต่างๆ

เรื่องราวของแบรนด์ที่ได้รับการบอกเล่าผ่านสื่อต่างๆ ยังช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆ คนที่มีใจรักในงานศิลปะ หนึ่งในนั้นคือรุ่นพี่ที่เป็นเครือญาติกันที่มีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบ 40-50 ปี

“รุ่นพี่ผมคนนี้อายุร่วมๆ 70 แล้ว สมัยเรียนเพาะช่าง เขาฝีมือดีมาก ตั้งแต่ไปทำอาชีพอื่นเหมือนผม ก็แทบไม่ได้จับพู่กันเลย ตอนนี้เขากลับมามีแรงบันดาลใจอีกครั้ง พยายามฝึกปรือฝีมือกลับมาวาดรูปใหม่”

ก้าวสู่ปีที่สองของแบรนด์ใจคราฟต์ นอกจากการผลิตงานศิลปะที่สวมใส่ได้ จากการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุรุ่นใหม่แล้ว จึงเตรียมแตกไลน์อีกพาร์ตหนึ่งของธุรกิจ มาทำด้านการจัดเวิร์กช็อปสอนวาดภาพในรูปแบบศิลปะบำบัด (Art Therapy) ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน โดยมีศิลปินอย่างชูศิษฎ์ และกลุ่มเพื่อนๆ ช่วยเป็นวิทยากรอีกด้วย

“ผมมีเพื่อนๆ หลายคนที่เกษียณแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรดี บางคนอยู่บ้านดูทีวี เลี้ยงหลาน ไปออกกำลังกาย ไปตีกอล์ฟ มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเรามีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถมาทำงานที่รักและมีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ก็น่าจะดีขึ้นไปอีก เพราะช่วยทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีคุณค่า”

จากประสบการณ์ของชูศิษฎ์ ที่ทำงานร่วมกับลูกสาว ถึงแม้คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่จะมีความแตกต่างกัน แต่ถ้าเปิดใจเข้าหากัน เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะวัยไหนๆ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้

“ผมทำงานกับลูกสาว บางทีความคิดเรากับเขาต่างกัน ผมอยากถ่ายทอดศิลปะจากอารมณ์ของศิลปิน ส่วนลูกมองในมุมมองการตลาดที่ต้องทำให้สินค้าใช้สอยได้และถูกใจลูกค้า แต่พอเรามานั่งคุยกันปรึกษากันไป ก็ค่อยๆ ปรับจูนเข้าหากันเรื่อยๆ จนมาเจอกันที่ตรงกลาง”

ขณะที่การทำงานแบบศิลปินรุ่นเก่าอย่างเขาต้องใช้เวลาค่อยๆ จินตนาการ ต่างจากการทำงานของคนรุ่นใหม่ต้องการความฉับไวและรวดเร็ว

“บางทีเราทำงานออกมาช้า ลูกสาวก็มีบ่นๆ บ้างนิดหน่อย แต่เขาก็เข้าใจในมุมของเราที่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการยืดหยุ่น เผื่อเวลาในการทำงานมากขึ้น” ชูศิษฎ์ เล่าถึงการเคารพความแตกต่างระหว่างกันที่ทำให้คนสองวัยสามารถทำงานจูนกันติด

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่เคยทำงานพัฒนาชุมชนมาก่อน ทำให้ชูศิษฎ์เห็นแนวโน้มถึงจำนวนผู้สูงอายุในเมืองไทยที่เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เขาจึงอยากเห็นการเปิดโอกาสจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้กับคนสูงวัยมากขึ้น

ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุเองก็ต้องขวนขวายทำตัวเองให้มีคุณค่า ไม่ใช่เกษียณมาแล้วนั่งเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ คนในบ้านและสังคมมองไม่เห็นความสำคัญ

นั่นคือมุมมองของศิลปินสูงอายุรุ่นใหม่ที่อยากเห็นภาพของสังคมไทยที่อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มองเห็นคุณค่าของกันและกันโดยไม่มีคำว่า “อายุ” เป็นข้อจำกัดปิดกั้นศักยภาพในการใช้ชีวิต

อธิป ตันติวรวงศ์ ฝันที่ต้องไปให้ถึงให้คนไทยเข้าใจ Energy Storage

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549360

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:45 น.

อธิป ตันติวรวงศ์ ฝันที่ต้องไปให้ถึงให้คนไทยเข้าใจ Energy Storage

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง  ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

อธิป ตันติวรวงศ์ หรือ “ที” อายุ 32 ปี ผู้จัดการส่วนการขายและการตลาด ฝ่ายนวัตกรรมพลังงาน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เป็นบริษัทที่ถือหุ้นธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากบริษัทภายในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยเขาจะได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องการพัฒนาธุรกิจกับการขยายตลาดเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ในไทย ของ GPSC ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศและเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย

หากดูนามสกุลถือว่าคุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี เขาคนนี้เป็นลูกชายของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ หรืออดีตผู้บริหารแบงก์ใหญ่กรุงไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน และกว่าจะได้มาทำงานบุกเบิกกับเรื่องใหม่ระดับประเทศ ถือว่าผ่านการเก็บประสบการณ์ที่หลากหลายมาก

“แม้จุดเริ่มต้นต้องการเป็นวิศวกร แต่พอได้ไปปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ได้ข้อสรุปลงตัวด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะจะได้เห็นภาพกว้าง” อธิป เริ่มต้นเล่าประวัติของเขา

12 ปีที่เขาไปใช้ชีวิตนักเรียนนอกที่ตั้งแต่ระดับมัธยมและเรียนปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ได้รับเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ถือเป็นโอกาสในการทบทวนตำราทางอ้อม และมองว่าทำให้ได้ทักษะทางด้านการสื่อสารมาและรู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น ด้วยที่จะจัดสรรเวลาในการทำงานและเรียนไปด้วยให้ได้

“ผมจบทำงานที่สหรัฐ ทำงานเป็นวาณิชธนกิจที่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์เพียง 4-5 เดือน คิดว่าเราน่าจะกลับมาทำประโยชน์ที่บริษัทคนไทยเป็นหลักมากกว่า และเริ่มกลับมาทำงานที่ บริษัท ปตท. (PTT) เป็นพนักงานวิเคราะห์และวางแผน เป็นผู้ช่วยคุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ซึ่งตอนนั้นเพิ่งได้รับตำแหน่งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) ทำ 1 ปี ไปอยู่ที่งานด้านบริหารความเสี่ยง และดูแลงานการลงทุนต่างประเทศของ ปตท.อย่างละ 1 ปี”

จากนั้นอธิปได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโทของ ปตท.ทั้งหมด 3 ปี ซึ่งเป็นโปรแกรมร่วมทั้งทางด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และปริญญาโทใบที่สอง ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กลับมาอยู่ด้านซื้อขายน้ำมัน (เทรดดิ้ง) ของ ปตท.ประจำทั้งที่กรุงเทพฯ และสิงคโปร์

“เป็นโอกาสที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเริ่มต้นตั้งพีทีทีเทรดดิ้งลอนดอนเพราะเดิม ปตท.โฟกัสอยู่ที่เอเชียและตะวันออกกลางจำนวนมาก แต่การมีฮับที่ลอนดอนทำให้ ปตท.มีโอกาสเทรดที่ยุโรปหรือสหรัฐมาก โดยเดือนแรกที่มีรายได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ย้ายไปดูแลการขยายงานกาแฟอเมซอน ได้รับโจทย์ให้ขยายไปนอกกลุ่ม ปตท. ซึ่งที่ผ่านมาการไปต่างประเทศเป็นรูปแบบของมาสเตอร์แฟรนไชส์จะมาในรูปแบบบริษัทลูกของ ปตท.เอง ซึ่งคือลูกขายให้แม่ จนทำให้เกิดขายกาแฟอเมซอนกับบริษัทโอมานออยล์ ที่ประเทศโอมาน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ ปตท. ที่มีปั๊มขยายทั่วประเทศ ความยากคือ ที่โอมานมูลค่าแบรนด์อเมซอนเหมือนในไทยไม่มีเลย ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมด”

ปัจจุบันอธิปย้ายมาอยู่ที่ GPSC มาดูแลเรื่องตลาด Energy Storage ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเพราะ GPSC เพิ่งทำเรื่องนี้มาได้เพียง 1 ปี และตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทำเทคโนโลยีของตัวเอง จนได้พันธมิตรทางธุรกิจ ก่อนที่เขาจะเข้ามาดูเรื่องการตลาด GPSC ได้เข้าไปลงทุนถือหุ้น 20% ในบริษัท ทเว็นตี้โฟร์เอ็ม ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากสถาบัน MIT ของสหรัฐที่มีเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ใช้วัตถุดิบในการผลิตและต้นทุนการผลิตที่ถูก และไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่

“ผมได้ไปอบรมและเรียนรู้ที่นั่นมากว่า 2 เดือนเต็ม เพื่อเรียนรู้ทั้งเรื่องเทคนิค กระบวนการผลิตต่างๆ และการทำการตลาดที่เกิดการใช้จริง ซึ่งปัจจุบันมีการกระจายตัวมากในแคลิฟอร์เนีย ฮาวาย สหรัฐ และประเทศเยอรมนี ซึ่งถือว่าทำให้เห็นภาพการเชื่อมโยงกับการทำระบบธุรกิจได้อย่างชัดเจนอย่างไรก็ดี ในขณะนี้ Energy Storage สามารถใช้ร่วมกับพลังงานหลัก พลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือกได้หมด เพียงแต่กระบวนการผลิตทั้งหมดนี้ยังมีต้นทุนการดำเนินงานที่แพงอยู่ และมองว่า Energy Storage อาจจะเป็นตัวสร้างการเติบโตให้ GPSC ในอนาคต เนื่องจากมองว่ากธุรกิจไฟฟ้าไม่ได้มีการขยายมากในอนาคต เพราะไม่ได้มีการให้ใบอนุญาตเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น จำเป็นที่บริษัทต้องมีธุรกิจใหม่ จากที่อาจจะไปซื้อนอกประเทศ ก็น่าจะเริ่มจากการหานวัตกรรมใหม่เข้ามา”

อธิป ขยายภาพกว้างให้เห็นว่า ปัจจุบันตลาด Energy Storage แบ่งเป็น คือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และซับสเตชั่นองโรงจ่ายไฟฟ้า ซึ่งอย่างที่สามเป็นสิ่งที่ GPSC กำลังโฟกัส

“เพราะเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมคือไฟฟ้าที่บริษัทมีอยู่แล้ว อีกทั้งเร็วๆ นี้จะเกิดการร่วมมือกันกับมหาวิทยาลัยไทยแห่งหนึ่ง โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำเป็นสมาร์ทซิตี้ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องเทคโนโลยี Energy Storage ใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุม เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้มีหน่วยงานวิจัยเรื่องนี้อยู่แล้วระดับหนึ่ง พอเกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้น ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ อีกทั้งในอนาคตน่าจะเกิดความร่วมมือกับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในประเทศช่วยกันในการพัฒนาความร่วมมือการทำตลาดในอนาคต โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเกิดการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในไทย

นอกจากนั้น หากจะให้เกิดมุมมองให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญกับ Energy Storage แบบใกล้ตัว คือ อย่างที่เกิดกรณีไฟดับ 14 จังหวัดภาตใต้ หรือแม่ฮ่องสอนไม่มีไฟฟ้าใช้หลายสิบชั่วโมงอย่างปีที่แล้ว ก็อาจมีผลกระทบต้องโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าไม่มีการกันสำรองไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ถ้ามี Energy Storage ก็จะทำให้มีการเก็บกักใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยังหมายรวมไปถึงการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและมีการแกว่งค่าไฟฟ้าที่เสถียรมากขึ้น และยังส่งผลในการยืดอายุการใช้งานของสายส่งไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วย

เบื้องต้นทาง GPSC จะเริ่มใช้ไปกับภายในกลุ่มของ ปตท.ก่อน เพราะปัจจุบันต้นทุนหลักในการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็เป็นเรื่องค่าไฟฟ้าเป็นหลัก จากนั้นถึงจะขยายไปยังลูกค้าที่เป็นอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะจะทำให้เกิดการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากไฟตกก็จะไม่กระทบต่อกระบวนการผลิต”

อธิปชี้ว่า แม้วันนี้ Energy Storage ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศ และยังไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับ GPSC ได้ในระยะสั้น แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มกระบวนการสร้างความเข้าใจ เพราะสิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ เป้าหมายระยะยาวที่จะส่งผลสเกลใหญ่ไปสู่ระดับประเทศ

“หนึ่ง คือทำให้ประเทศมีต้นทุนการใช้ไฟที่ถูกลงได้ เหมือนปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์ก็สามารถสร้างประสิทธิภาพให้ถูกกว่าพลังงานประเภทอื่น สอง ทำให้ประเทศลดต้นทุนในการที่จะไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และสาม หากประเทศมีการซื้อขายไฟหรือมีการเทรดขึ้นได้ จะทำให้การใช้ไฟของประเทศมีความเสถียรมากขึ้น เหมือนที่ประเทศอื่น เช่น สหรัฐ เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เมื่อมีการผลิตส่วนเกินก็สามารถขายไฟไปในระบบได้ หรือได้รับส่วนลดในการชำระค่าไฟหากสามารถกักเก็บไฟในช่วงที่ผู้ใช้น้อยแล้วปล่อยไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้สูงสุดได้”

ทั้งนี้ อธิป บอกว่าเมืองไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย 3 ส่วนประกอบกัน คือ เอกชนต้องมีเทคโนโลยีในการผลิต รัฐบาลต้องสนับสนุน และผู้ใช้ไฟต้องมีความเข้าใจ

สิ่งที่หนุ่มวัย 32 กำลังทำอยู่เป็นเรื่องที่ใช้ความท้าทายไม่น้อยในการขับเคลื่อนให้คนไทยได้รู้จัก Energy Storage เขายอมรับว่าหลักการทำงานส่วนหนึ่งมีแรงผลักดันจากต้นแบบของคุณพ่อ ที่เขาเห็นหอบงานกลับมาทำที่บ้านและมีโอกาสช่วยประเทศมาตั้งแต่เด็กๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากจะทำสิ่งที่จะช่วยพัฒนา และทำสิ่งที่มีผลกระทบต่อประเทศโดยตรง ซึ่งมีความเชื่อว่าหากมีการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีแล้วจะทำให้เกิดการผลิตที่ดีขึ้นกับประเทศได้

เพราะด้วยงานและประสบการณ์ที่ผ่านมา หากเขาไปทำบริษัทต่างประเทศหรือทำงานที่ต่างประเทศ อาจจะมีความก้าวหน้าและรายได้ที่มากกว่า แต่เพราะมีสิ่งที่ผลักดันในใจ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะพยายามผลักดันให้คนไทยได้รู้จักสิ่งที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของโลกพลังงานในวันนี้

Parivrtta Dandasana : Revolved Staff Pose (ท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549355

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:31 น.

Parivrtta Dandasana : Revolved Staff Pose (ท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การเตรียมฝึกท่าอาสนะท่านั่งขั้นพื้นฐาน คือการฝึกท่า Staff Pose คือการนั่งหลังให้ตรงและยาวขึ้น ซึ่งมีนักเรียนหลายๆ คนที่เส้นใต้ขาตึงหรือหลังแข็งไม่สามารถนั่งหลังตรงและยืดลำตัวได้ ให้เริ่มต้นฝึกด้วยการนั่งหลังตรงโดยพิงกำแพง ให้กำแพงช่วยดันให้หลังติดกำแพงกระดูกสะบัก กระดูกกระเบนเหน็บติดชิดกำแพง แต่ไม่ต้องให้ด้านหลังศีรษะติด แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวม้วนวางไว้ระหว่างหลังล่างกับกำแพง ส่วนกระดูกรองนั่งติดพื้นยืดขาทั้งสองข้างออกไปวางกดส้นเท้าสัมผัสพื้น ให้ตรงนิ้วเท้าชี้ขึ้นเพดาน

หากไม่มีกำแพงหรือฝึกรวมกับผู้อื่นในห้องฝึกรวม แล้วไม่สามารถนั่งหลังตรงที่พื้นได้ ให้ใช้ตัวช่วยโดยการใช้ผ้าหรือหมอนรองใต้ก้นครึ่งก้น เพื่อยกกระดูกเชิงกรานให้สูงขึ้นจากพื้น ขณะฝึกท่านี้เมื่อเราหายใจเข้า-ออก ให้รับรู้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนติดต่อกับพื้นดิน รับรู้ถึงการหยั่งรากและที่ว่างตามแนวกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น สัมผัสถึงพลังงานที่ส่งจากศีรษะลงมาถึงฝ่าเท้า แล้วไหลเวียนกลับขึ้นสู่ด้านบน เพราะท่า Dandasana เป็นท่าอาสนะนั่งพื้นฐานเหมือนกับอาสนะท่ายืนท่าภูเขา

การเริ่มต้นฝึกท่านี้ จะทำให้เราฝึกท่าอาสนะท่านั่งในท่าต่างๆ ได้อย่างดีตามมา และในวันนี้ครูจะให้ลองฝึกแบบเวอร์ชั่นบิดตัว

1.เริ่มต้นจากท่า Staff Poseตามที่ครูอธิบายด้านบนและใช้ตัวช่วยหากต้องการลองสังเกตร่างกายดูว่าต้องการใช้ทางเลือกหรือเปล่า จากนั้นให้ค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออกประมาณ5 ลมหายใจ

2.หายใจเข้าวางฝ่ามือขวาลงมาที่พื้นนอกขาซ้าย หากขาตึงหรือหลังแข็งให้ใช้หลังมือขัดที่ด้านนอกหน้าแข้ง หรือหากตึงมากๆ ให้วางมือแตะที่ต้นขาด้านบนตามความยืดหยุ่นของร่างกาย 

3.หายใจออกเตรียมบิดด้วยการส่งมือซ้ายยืดไปด้านหลังเปิดอก เปิดไหล่ศีรษะและใบหน้าผ่อนคลายก้นไม่ลอยจากพื้น ค้างท่าสักครู่โดยหายใจเข้าออกประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่าจากนั้นฝึกสลับข้าง 

‘ทำดี ไม่หวังผลตอบแทน’ สกล บัณฑิตเสวนากุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549352

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:06 น.

‘ทำดี ไม่หวังผลตอบแทน’ สกล บัณฑิตเสวนากุล

โดย วราภรณ์

“ชาย” สกล บัณฑิตเสวนากุล หนุ่มยะลาที่มาทำงานในกรุงเทพฯ นานเกือบ 20 ปี ปัจจุบันเขาคือพนักงานแผนกการเงิน บริษัทโรงงานประดับยนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

เขามีหลักการเป็นจิตอาสาคือ “ทำดี โดยไม่หวังผลตอบแทน” กิจกรรมดีๆ เขาเริ่มทำครั้งแรกตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ เมื่อสภากาชาดไทยขอกำลังคนไปช่วยแพ็กของบริจาค สกลก็ไปโดยไม่รีรอ

ต่อมาเขาเริ่มทำกิจกรรมจิตอาสาอย่างจริงจังเมื่อปี 2557 เหตุเพราะเพื่อนชวนและเกิดอาการอกหัก ผิดหวังในความรัก ที่ความรู้สึกหนึ่งฉุกคิดขึ้นว่า เมื่อเราทุ่มเทให้กับคนคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาอยากได้รับหรือเปล่า สู้ไปให้เวลากับคนที่เขาต้องการดีกว่า

กิจกรรมแรกที่เขาได้ร่วมทำคือ ออกค่ายเรียนรู้วัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง ที่ จ.เพชรบุรี แต่ครั้งที่สกลรู้สึกประทับใจมากที่สุดคือ การไปเป็นจิตอาสาในโครงการเดินป่าด้วยหัวใจ ครั้งที่ 12 เมื่อปี 2558 จัดโดยกลุ่มเนเจอร์ แคมป์

อาสาฯ นำเด็กพิการและอาสาสมัคร ไปสร้างแรงบันดาลใจที่ภูกระดึง ครั้งที่ 3 มีผู้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ เด็กพิการทางแขนขา จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น 12 คน เด็กพิการทางสายตา จากโรงเรียนการศึกษาคนตาบอด ขอนแก่น 12 คน คุณครูอาจารย์ของแต่ละโรงเรียน 8 คน อาสาสมัครจากหลากหลายอาชีพ 40 คน

“การทำกิจกรรมแต่ละครั้งมีเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ผมชอบไปภูกระดึงเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว ไปกับกลุ่มเนเจอร์ แคมป์ มีเหตุการณ์ประทับใจคือ มีเช้าหนึ่งตื่นขึ้นมา มีพี่จิตอาสา 2 คนพาน้องเข้าห้องน้ำ แล้วผมตื่นพอดี ผมเลยไปช่วยเขา ปรากฏมีน้องตาบอดมาถามว่า พี่รู้สึกอย่างไรบ้างครับ สำหรับผมนะผมรู้สึกดีประทับใจมากๆ ที่ได้มาที่ค่ายครั้งนี้ พอน้องตอบมันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ ที่พาน้องขึ้นไปบนภูได้

แม้น้องพิการแขนขา มีตาบอดสนิทแต่ก็ยังสามารถปีนขึ้นไปได้ เขาเก่งมาก แล้วก็เกิดความประทับอยู่ในใจน้องๆ คือ เขาเกิดความภูมิใจในตัวเองที่ครั้งหนึ่งเขาได้ขึ้นภูกระดึง น้องๆ ได้เรียนรู้ธรรมชาติและน้ำใจของพี่ๆ อาสา แม้ผมเดินป่าไม่เก่งแต่เราช่วยๆ กัน น้องคนหนึ่งมีพี่ๆ ช่วย 6 คน เราสอนให้น้องรู้จักสัมผัสต้นไม้ มีพี่คอยบรรยายตลอด พวกเราพี่ๆ อยากให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้มาก เพื่อเขาจะได้เกิดความภูมิใจในตัวเอง”

สิ่งที่ทำให้ชายเป็นจิตอาสาจนถึงปัจจุบัน แม้หน้าที่การงานจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากรู้จักแบ่งเวลาก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการร่วมกลุ่มทำความดี ทำให้เขาได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ พบมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่ไม่ต้องจมปลักกับสิ่งเก่า กลุ่มจิตอาสาที่สกลชอบเข้าไปร่วม ได้แก่ กลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุข อาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มเนเจอร์ แคมป์ เป็นต้น เฉลี่ยแล้วสกลจะไปร่วมทำความดีเดือนละ 1-2 ครั้ง

แม้เขาเป็นคนยะลาที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ นาน 20 ปีแล้ว สกลบอกถึงเสน่ห์กรุงเทพฯ ก็คือ เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้มากมายมากกว่าตอนอยู่ต่างจังหวัด

“ที่นี่ยังเป็นแหล่งความรู้ มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปศึกษาและชมความงดงามมากมาย มีงานจิตอาสาทำงานกันเป็นกลุ่มก้อนที่จริงจัง แม้กรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายแต่เขาไม่มองว่าเป็นข้อเสีย เพราะทุกจังหวัดก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน แต่เราสามารถมีน้ำใจและแล้งน้ำใจได้ทุกที่

ผมตั้งใจจะทำงานจิตอาสาไปเรื่อยๆ เพราะมันคือความสุขอย่างหนึ่ง ไม่ว่าด้านไหนก็ตาม จริงๆ แล้วเราสามารถมีจิตอาสาได้ทุกที่ แค่เดินไปเห็นขยะบนทางเท้าแล้วเก็บใส่ถังขยะก็เท่ากับทำงานจิตอาสาแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปออกค่าย แต่เราสามารถทำได้รอบตัว ทุกวันนี้ผมเดินเข้าซอย ผมก็มีขนมแมวไว้ใส่กระเป๋า ไปที่ทำงานเห็นแมวจรก็เอาขนมให้เขา พอให้อาหารแมว แมวมองหน้าผม ผมไม่สนใจว่าเขาจะจำผมได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อผมได้ทำ ก็เกิดความสุขแล้วครับ”

เปลี่ยนบ้านเป็นเงินเดือน ทางเลือกวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549202

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:21 น.

เปลี่ยนบ้านเป็นเงินเดือน ทางเลือกวัยเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอพี, เอเอฟพี

หลังอายุ 60 ปี เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกกี่ปีไม่มีใครรู้ บางคนก็ไม่ได้มีแผนการรองรับวัยเกษียณไว้ดีพอ โดยเฉพาะคนโสด รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีภาระผูกพัน เช่น ลูกหลานที่มีมรดกเป็นบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะยกให้ใคร หรือมีลูกหลานแต่พวกเขาไม่ดูแล แนวคิดการดูแลวัยเกษียณอย่าง รีเวิร์ส มอร์ทเกจ (Reverse Mortgage) หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จึงถูกนำมาใช้เพื่อดูแลผู้สูงอายุ แต่จะดีสำหรับทุกคนหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดข้อดีข้อเสีย ดังนี้

ให้บ้านเลี้ยงดูเจ้าของ

โดยปกติแล้วเวลาเรากู้จากธนาคารจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่มีมูลค่าสูง เพื่อนำเงินกู้มาใช้จ่ายแล้วผ่อนส่งคืนธนาคาร แต่ในแนวคิด รีเวิร์ส มอร์ทเกจ ธนาคารจะกลายเป็นผู้ซื้อบ้าน โดยขอผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนให้กับเรา ทำให้เรามีเงินสดใช้ทุกเดือนเป็นรายได้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการใช้แนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2545 นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการใช้ รีเวิร์ส มอร์ทเกจอย่าง ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ที่เล็งเห็นปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ

รูปแบบบริการมีทั้งแบบให้ตลอดชีวิตจนกว่าเจ้าของจะเสียชีวิตบ้านถึงจะตกเป็นของธนาคาร หรือแบบจ่าย 25 ปีแต่จะให้เมื่อเจ้าของอายุถึง 85 ปี จึงจะครบกำหนดสัญญาบ้านตกเป็นของธนาคาร บางแบบก็มีให้เลือกว่าจะให้จ่ายแบบค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี หรือลดลงทุกปีก็มีเช่นกัน แต่ในประเทศไทย รีเวิร์ส มอร์ทเกจ อยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่มีตัวเลือกมากนัก ส่วนใหญ่จึงเป็นแบบจ่าย 25 ปี เสียมากกว่า

ข้อกำหนดของ รีเวิร์ส มอร์ทเกจ

ส่วนมากจะเริ่มจากข้อกำหนดเงื่อนไขด้านอายุ เช่น สหรัฐ กำหนดไว้ที่อายุ 62 ปี ประเทศแคนาดา 55 ปี ประเทศเกาหลีใต้ 60 ปี และประเทศไทย กำหนดอยู่ที่ 60 ปี และอาจจะมีแนวโน้มตัวเลขอายุขึ้นในอนาคตเพราะหลายๆ ประเทศก็เริ่มผ่อนปรนอายุเกษียณไปจนถึง 63-65 ปีกันบ้างแล้ว เพราะเล็งเห็นว่าความสามารถในการทำงานของคนวัย 60 ปี ในปัจจุบันยังคงทำงานได้ดีอยู่

การกู้แต่ละครั้งกู้ได้ไม่เกิน 2 คนต่อบ้าน 1 หลัง นั่นก็คือสามี ภรรยา สามารถกู้ร่วมด้วยกันได้ ในขณะที่บ้านซึ่งนำมาเข้าจำนองนั้นต้องเป็นบ้านที่ไม่ได้ติดสัญญาเงินกู้กับใครหรือธนาคารใด หรือยังติดการผ่อนชำระกับธนาคารอยู่ จะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และอาคารพาณิชย์ สามารถนำมาใช้ได้หมด

มีข้อกังวลอย่างหนึ่งว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุคงไม่เกิน85 ปี แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วกลับแข็งแรงอยู่จนเลยอายุ 85 ปี จนเลยอายุสัญญา เราจะกลายเป็นคนไร้บ้านในวัยชราหรือไม่ เนื่องด้วยโครงการแบบนี้เป็นหนึ่งในแนวคิดของรัฐเพื่อดูแลผู้สูงอายุ

แม้จะหมดสัญญา ผู้กู้ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านต่อไปได้ จนกว่าผู้กู้และผู้กู้ร่วมจะเสียชีวิตทั้งคู่ เช่น ผู้กู้หลักเสียชีวิตไปตอนอายุ 85 ปี แต่ผู้กู้ร่วมยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 15 ปี ก็จะได้อยู่ในบ้านจนกว่าอายุ 100 ปีนั่นเอง

ดูแล้วเหมือนธนาคารจะใจดี นั่นก็เป็นความใจดีส่วนหนึ่ง แต่หากมองในอีกแง่มุมแม้จะเลยอายุสัญญา แต่เจ้าของยังไม่เสียชีวิต ธนาคารก็ยังได้รับผลประโยชน์ในแง่ของชื่อเสียงและการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า

บ้านแม้จะยังไม่ตกเป็นของธนาคารในทันที แต่วันหนึ่งเมื่อได้มาก็ยังขายได้ราคาที่สูงขึ้นอยู่ดี และสุดท้ายการที่เจ้าของยังได้อาศัยอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้าน ผู้กู้ยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าภาษีที่อยู่อาศัย ค่าประกันภัย ค่าส่วนกลาง สำหรับอาคารชุดหรือหมู่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมดูแลบ้านให้อยู่ในสภาพดี ธนาคารก็ไม่ต้องจ่ายอย่างไรเขาก็ได้กำไร ส่วนเราเองหากไม่มีลูกหลานให้สืบทอด ก็ยังมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองอย่างน้อยๆ ก็ได้ค่าน้ำค่าไฟและค่าอาหารเลี้ยงตัวในวัยเกษียณ

ดูน่าทำแต่ไม่ได้มากอย่างที่คิด

เห็นแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเราจะได้เงินหลักหมื่นต่อเดือนมาใช้ได้ง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วธนาคารก็ยังมีการคิดคำนวณความเสี่ยงลบเข้าไปในวงเงินที่จะให้กับเราอีกด้วย ได้แก่ มูลค่าบ้าน อายุของผู้กู้ อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม โดยผู้ให้สินเชื่อจะประเมินมูลค่าบ้านเพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

บ้านอยู่ในทำเลดี สภาพดีก็จะกู้ได้สูง ยิ่งผู้กู้อายุยิ่งมากก็จะได้รับเงินต่อเดือนเพิ่มตาม เพราะธนาคารมีโอกาสจ่ายต่องวดน้อยลง สิ่งที่ธนาคารจะเอามาคิดร่วมก็คือค่าส่วนกลางของหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็จะมีการหักจากรายได้ของเราไปจ่ายส่วนกลางให้ด้วย

เมื่อผู้กู้เสียชีวิต บ้านตกเป็นของธนาคาร เมื่อขายทอดตลาดได้หักลบกลบหนี้กับธนาคารแล้วมีเงินเหลือ ทายาทในลำดับที่ใกล้ที่สุดหรือผู้กู้เสียชีวิตก็จะได้เงินส่วนต่างนั้นไป

หรือทายาทมีความต้องการจะไถ่ถอนบ้านคืนก็สามารถทำเรื่องไถ่ถอน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ผ่อนส่งคืนหรือจ่ายสดก็สามารถทำได้ถ้าบ้านหลังนั้นยังไม่ถูกขายไปเสียก่อน แต่อย่างไรก็ดีสังคมไทยแบบเดิมนั้นอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ หากผู้กู้เสียชีวิตทั้งหมดแล้วบ้านตกเป็นของธนาคารก็อาจจะทำให้ลูกหลานที่เหลือกลายเป็นคนไร้บ้าน

ดังนั้น ใครที่คิดจะเข้ากู้แบบนี้ ต้องมั่นใจว่าไม่มีลูกหลานอาศัยอยู่ด้วย ไม่มีคนเลี้ยงดูยามชรา และจะไม่สร้างภาระให้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ถ้ามีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ นี่จึงเป็นอีกโครงการที่ดีต่อวัยเกษียณแน่นอน

เคล็ดลับอายุยืน แบบชาวเมืองคยองบุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549200

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:08 น.

เคล็ดลับอายุยืน แบบชาวเมืองคยองบุก

เรื่อง : กั๊ตจัง

เชื่อหรือไม่ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรสูงเป็นอันดับ 14 ของโลก ตามการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติ ทั้งที่เป็นประเทศที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงเป็นอันดับต้นๆ ในทวีปเอเชีย

ภายในงาน “เกาหลี คยองบุก พรีเมี่ยม ฟู้ด เฟซติวัล” (Korea Gyeongbuk Premium Food Festival) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ในช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมางานได้ไม่เพียงแต่นำเสนออาหารเกาหลีจากเมืองคยองบุก แต่ยังเปิดเผยในบางแง่มุมของการมีสุขภาพดีของชาวเกาหลีผ่านอาหารของเมืองนี้อยู่ไม่น้อย

1.ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

คยองบุก หรือชื่อเต็มว่า คยองซังบุกโด มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและมีพื้นที่ติดกับทะเล อากาศจึงค่อนข้างหนาวเย็นกว่าพื้นที่อื่นๆ ของประเทศเกาหลี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมวิว เที่ยวภูเขา เที่ยวทะเล และโบราณสถานอันลือชื่อ ดังนั้น วิถีชีวิตของชาวเมืองจังหวัดคยองซังบุกโดส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรและชาวประมงใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายตามวิถีเกษตรกรรม

ตั้งแต่สมัยก่อนมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาที่มีแต่อากาศบริสุทธิ์ไม่เร่งรีบและเคร่งเครียดไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต เพาะเลี้ยงและเฝ้าดูการเติบโตของต้นไม้และธรรมชาติรอบตัว โดยพึ่งพาเทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

2.กินอาหารที่มีประโยชน์

นอกจากการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตเกษตรกรรมและพึ่งพาเทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็จัดว่าเป็นสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งของชาวคยองบุก การรับประทานอาหารของเกาหลีมักจะเน้นหลักหยิน-หยาง เน้นที่อาหารผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล อาหารของเมืองคยองบุกที่โดดเด่นมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ แอปเปิ้ล ปลูกแอปเปิ้ลกันเกือบทั้งจังหวัด เพราะมีพื้นที่เป็นเขาสูง อากาศหนาวเย็นเหมาะสำหรับการปลูกแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่มากมาย แอปเปิ้ลของเมืองคยองบุกโด ขึ้นชื่อในเรื่องของความหวาน กรอบ ฉ่ำน้ำ สีแดงสด มีความหอมละมุน แอปเปิ้ลจากเมืองนี้ จึงมีคุณภาพดีที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ และเป็นสินค้าอาหารส่งออกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอย่างหนึ่งของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปลูกโสมที่ดีที่สุดของเกาหลีใต้ มีร้านอาหารเกาหลีโบราณที่ยึดตามหลักหยิน-หยาง เน้นอาหารประเภทผัก เนื้อไก่ ปลา กินตามฤดูกาล รักษาสมดุลของธาตุในร่างกาย มีอาหารฟาสต์ฟู้ดอยู่เพียงน้อยนิด ชาวเกาหลีใต้จึงมีอัตราการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานที่ต่ำมาก ทั้งแอปเปิ้ล โสม และอาหารตามฤดูกาลที่สดสะอาด จึงไม่แปลกใจเลยว่าชาวเกาหลีใต้โดยเฉพาะชาวเมืองคยองบุกจะมีอายุยืน โดยเฉลี่ยถึง 81 ปี

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ

ร่างกายที่แข็งแรงของชาวคยองบุกไม่ได้มาจากอากาศและอาหารที่ดีเท่านั้น ยังเป็นเพราะพวกเขาออกกำลังกายด้วยการเดินและการทำงานทุกวัน พื้นที่เขาสูงของเมืองคยองบุกและพื้นที่อื่นๆ ของประเทศเกาหลีใต้คือเครื่องออกกำลังกายชั้นดีที่ทำให้พวกเขามีร่างกายที่แข็งแรง

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพของชาวเมืองคยองบุกแข็งแรงก็คือ การวางรากฐานระบบสาธารณสุขและการศึกษาของเกาหลีใต้ ก็มีส่วนผลักดันทำให้อายุขัยเฉลี่ยของชาวเกาหลีใต้ในภาพรวมสูงขึ้นทุกครั้งที่มีการสำรวจประชากร โดยเฉพาะผู้หญิงเกาหลีใต้จะมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 90 ปี ในการสำรวจ ล่าสุด เมื่อปี 2560 มากกว่าผู้หญิงชาวญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 88 ปี

4.พักผ่อนกับครอบครัวและทำงานสม่ำเสมอ

เคล็ดลับอายุยืนอย่างหนึ่งของชาวเกาหลีใต้ก็คือ การรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนกับครอบครัว อันเป็นผลจากกฎหมายของรัฐบาลที่ประกาศให้มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ส่งผลถึงจิตใจที่มีความสุขเมื่อมีความสุขกับครอบครัวและมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น

ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุชาวเกาหลีใต้หลังวัยเกษียณก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ไม่รู้สึกเหงา เช่น การหางานอดิเรกทำ งานเพื่อสังคมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันสำหรับชาวคยองบุกพวกเขาไม่เคยมีคำว่าเกษียณในอาชีพเกษตรกรรม พวกเขาจะทำงานเท่าที่มีแรงทำไหวอยู่เสมอ

สอดคล้องกับหลักการแพทย์ที่แนะนำให้ผู้สูงอายุ หันมาออกกำลังกาย และทำกิจกรรมต่างๆ ให้เหมือนชีวิตก่อนวัยเกษียณให้มากที่สุด เพราะยิ่งหยุดพักร่างกายก็จะยิ่งเสื่อมถอยเพราะไม่ได้ใช้งานเหมือนอย่างเคย การทำงานอยู่ตลอดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย และมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้นนั่นเอง

โชคชะตา? ของคุณภาพการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549198

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 16:04 น.

โชคชะตา? ของคุณภาพการศึกษาไทย

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การศึกษาคุณภาพและครูที่ดีไม่ควรขึ้นอยู่กับโชคชะตา ซึ่งชะตากรรมของการศึกษาไทยสามารถถูกแก้ไขอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้ด้วยพลัง “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่เพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ได้ลงมือทำผ่านการเป็น “ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่เข้าไปสอนหนังสือให้เด็กที่ยากไร้ให้ได้รับการพัฒนาการศึกษาและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีวิสัยทัศน์ให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ได้จัดงาน Ideas For Thai Educationครั้งที่ 4 ตอน การศึกษา (ไม่ต้อง) เสี่ยงทาย เพื่อระดมความคิดจากทุกภาคส่วน สร้างความตระหนักรู้ และแก้ปัญหาการศึกษาไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีนักเรียนอีกมากที่มีรายได้น้อย ขาดแรงบันดาลใจในการเรียนและการใช้ชีวิต หรือบางคนมีแรงบันดาลใจและศักยภาพ แต่ขาดผู้เล็งเห็นและสนับสนุนให้ศักยภาพของพวกเขาเปล่งประกาย

โชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ (ภาครัฐ) มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์กล่าวถึงข้อท้าทายของการศึกษาไทยว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เรื้อรังมานานคือ คุณภาพการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“คะแนนโอเน็ตเป็นตัวชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่าคุณภาพการศึกษาไทยโดยภาพใหญ่ไม่ค่อยดีนัก และเมื่อไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเช่น การสอบปีซ่า (PISA) ก็ยิ่งชี้ชัดว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำอย่างไรก็ตาม เรายังมองว่า คุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอำนาจทางเศรษฐกิจ อ้างอิงจากงานวิจัยต่างๆ พบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน หรือครอบครัวที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจต่ำ จะเข้าถึงการศึกษาได้ต่ำเช่นเดียวกัน โดยในทุกจังหวัดจะมีครอบครัวยากจนที่มีรายได้ไม่ถึง 2 หมื่นบาท/ปี หรือวันละ 54 บาท อยู่จังหวัดละประมาณ 40,000-50,000 คน ทำให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงเพียงการศึกษาภาคบังคับเท่านั้น หลังจากนั้นครอบครัวจะไม่มีกำลังทรัพย์ส่งเสริมการศึกษาต่อ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะก้าวไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติดอาชญากรรม หรือเป็นคุณแม่วัยรุ่น”

นอกจากนี้ คุณภาพการศึกษายังเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา ซึ่งเขามองว่า ระบบการศึกษาไทยยังไม่ตอบโจทย์และยังไม่ช่วยพัฒนาการศึกษามากนัก

“จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ครูส่วนใหญ่ใช้เวลาเป็นจำนวนมากไปกับการทำงานเอกสาร การแข่งขันโครงการต่างๆ และการประเมิน ทำให้ครูมีเวลาน้อยมากในการเอาใจใส่นักเรียนในห้องเรียน รวมถึงวิธีการในการสอน ด้วยความที่บางโรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ครูเองต้องรับผิดชอบนักเรียนถึง 40-50 คน จึงเป็นไปได้ยากที่ครูจะเอาใจใส่เด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่โรงเรียนขนาดเล็กเองก็มีปัญหานี้ นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษา ซึ่งรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือการสร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยคือ “ครู” ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จึงค้นหากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องจบจากคณะครุศาสตร์ แต่เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญ ตระหนักถึงปัญหาการศึกษา และต้องการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้น โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาด้านเทคนิคการสอนด้านวิชาชีพครูร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจะเข้าไปสอนนักเรียนในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยปัจจุบันกำลังเปิดรับสมัครครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 และจะเริ่มสอนในเดือน พ.ย.นี้

“หลายคนเข้าใจว่าเราเป็นองค์กรของครูอาสา แต่สิ่งที่เรากำลังทำคือ การพัฒนากลุ่มครูที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้สูง และมีทักษะในการจัดการห้องเรียนได้ดี โดยการไม่จำกัดแค่คนจากคณะครุศาสตร์ จะทำให้ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วนในประเทศไทย โดยเขาจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่พบและสอนมาในระยะเวลา 2 ปีไปปรับใช้กับหน่วยงานของเขา และช่วยสนับสนุนการศึกษาของประเทศในรูปแบบที่พวกเขาเชี่ยวชาญ กลายเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ได้” รูปแบบครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพการศึกษาได้จริงในสหรัฐอเมริกา

“เราเชื่อว่า ถ้าประเทศไทยมีกลุ่มคนผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในทุกภาคส่วนของประเทศไทย การศึกษาไทยจะต้องดีขึ้นแน่นอน”

ธนิต แคล้วโยธา ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 3 กล่าวถึงการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยือนบ้านนักเรียนและพบปะผู้ปกครองหลังเลิกเรียน เพื่อเก็บข้อมูล ศึกษา และประเมินสภาพแวดล้อมของนักเรียนว่า ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีเวลา 2 ปีซึ่งเป็นเวลาที่น้อยมาก เขาจึงทุ่มเทกับการเก็บข้อมูลนักเรียน เพราะเชื่อว่าก่อนที่จะพัฒนานักเรียนได้ต้องรู้จักนักเรียนก่อน ว่าเด็กเป็นอย่างไร และครอบครัวเด็กต้องการอะไร เพื่อให้สิ่งที่พัฒนานั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ครอบครัวต้องการ และทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าครูสนใจลูกของเขา แล้วพ่อแม่เองจะไม่สนใจลูกได้อย่างไร

“นอกจากจะต้องยึดตามหลักสูตรที่โรงเรียนมอบหมายแล้ว ผมจะตั้งกรอบใหญ่ว่า อยากให้เด็กพัฒนาเรื่องอะไร โดยผมจะไม่ใช้คำว่า กฎ กติกา เพราะมันเป็นคำทัดทาน แต่ผมจะวางวัตถุประสงค์ใหญ่คือ เด็กต้องกล้าที่จะเปิดใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้านำเสนอ ยอมรับตัวเอง และยอมรับผู้อื่น” ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะเข้าสอนในชั้นมัธยมฯ 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของนักเรียน

“เด็ก ม.1 จะยังมีความเป็นเด็กสูงเพราะเพิ่งผ่านประถมฯ มาได้ไม่นาน แต่สำหรับนักเรียน ม.2 ผมต้องปฏิบัติตัวกับเขาแบบผู้ใหญ่ภายใต้ความเป็นเด็ก วัยนี้จะตั้งใจเรียนน้อยลงเพราะมีสิ่งเร้ามากขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ต้องการเปลี่ยนบุคลิกจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ อยากมีจุดยืนในสังคม ดังนั้นต้องสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ดี ดีไซน์กิจกรรมที่เข้าใจถึงความหลากหลาย สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ในห้องเรียนให้เหมาะสมกับเด็กได้เสมอ ซึ่งไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสอนเด็กให้เก่งเท่ากันทุกคน แต่ครูสามารถสร้างความกล้า ความมั่นใจ และทำให้เด็กมีเป้าหมายในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเด็กที่สุด” ธนิต กล่าวเพิ่มเติม

คำถามที่ผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ได้ยินบ่อย คือ ทำไมไม่นำหลักสูตรครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปอบรมครูที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เขาชี้แจงว่า เนื่องจากปัญหาการศึกษาไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยให้กับครูในระบบในการทำงานร่วมกัน

“เป้าหมายระยะยาว เราเองก็อยากทำงานกับองค์กรภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำวิธีการ เทคนิค หรือสิ่งที่เรียนรู้จากครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงถ่ายทอดให้กับครูประจำได้ ทั้งนี้ ครูของเราไม่ได้เก่งกว่าหรือเหนือกว่าครูประจำ เพราะครูประจำย่อมมีประสบการณ์มากกว่าและมีความเชี่ยวชาญในการสอนมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่เราทำจะเป็นการทำงานร่วมกัน และเรียนรู้เทคนิคซึ่งกันและกัน” โชคดี กล่าว

ด้าน ยิ่งยง บุญยศ ผู้อำนวยการโรงเรียนเพี้ยนพินอนุสรณ์ หนึ่งในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่ทำงานร่วมกับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงมานาน 4 ปี กล่าวว่า โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ นักเรียนมีพัฒนาการประสบผลสัมฤทธิ์ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

“ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เด็กมีความสุขกับการเรียน พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และเด็กรู้จักพัฒนาตัวเอง กลายเป็นว่าความรู้ได้เข้าไปอยู่ในร่างกายของเขา และที่น่าดีใจคือ ทัศนคติของครูประจำที่ทำงานมานานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากการสอนแบบโบราณก็เริ่มปรับมาสอนแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง มีการสร้างสรรค์กิจกรรมนอกห้องเรียนไม่ใช่แค่การท่องจำเหมือนเดิม”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้คนไทยมักมองการศึกษาไทยในภาพลบ ผู้อำนวยการยิ่งยงจึงอยากเห็นทัศนคติของคนในประเทศมองการศึกษาในด้านดี และยกเรื่องที่ดีขึ้นมาพูดในสังคม

โชคดีกล่าวทิ้งท้ายถึงการทำงานของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงว่า ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 4 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคุณภาพการศึกษาของไทย โดยวัดจากพัฒนาการของนักเรียนทั้งผลการเรียนและเป้าหมายในชีวิตของนักเรียน

“ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะไปจุดประกายและทำให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถไปในจุดไหนก็ได้ที่เขาอยากไป จากนั้นเขาจะมีความตั้งใจเรียนและแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ครูจะไปเติมคุณลักษณะของเด็กให้มีความพร้อม และหลังจากเรียนครบ 2 ปีแล้ว เด็กก็ยังคงเก็บทักษะและคุณสมบัติเหล่านั้นไปเพื่อต่อยอดให้กับตัวเองได้ นอกจากนี้ ตัวคุณครูเองก็จะได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ และสามารถไปทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาในแต่ละภาคส่วนที่ตัวเองทำอยู่ต่อไป กลายเป็นผลกระทบในวงกว้างซึ่งจะแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยระดับประเทศ”

ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรเพื่อการศึกษามากมายที่มุ่งพัฒนาและแก้ไขปัญหา ซึ่งต่างมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ แต่ติดตรงที่ยังเข้าไม่ถึงการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นหากภาครัฐเปิดกว้างและหันหน้ามาทำงานกับภาคเอกชนมากขึ้นได้ เชื่อมั่นว่าจะเกิดความร่วมมือที่สามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้นด้วย