FAST ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548930

  • วันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

FAST ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

เรื่อง   กันย์ ภาพ   pixabay

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในแต่ละปีสูงเป็นอันดับ 2 ในประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี และเป็นอันดับ 5 ในประชากรที่อายุมากกว่า 15-59 ปี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญเนื่องจากมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เหตุเพราะประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องตระหนักถึงผลกระทบของโรคนี้ต่อประชากรในประเทศมากยิ่งขึ้น

พญ.ทวีรักษ์ นิธิยานนทกิจ อายุรแพทย์ด้านอายุรกรรมสมองและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง

ในปัจจุบันหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมารับการรักษาภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อที่จะช่วยให้สมองในบริเวณที่ขาดเลือดกลับมาทำงานได้ตามปกติดังนั้นอาการที่เป็นทันทีทันใดและสังเกตง่ายๆ ในเบื้องต้นตามหลัก FAST ได้แก่

1.F (Face) ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง หรือผู้ป่วยบางท่านอาจมีอาการระหว่างรับประทานอาหาร เช่น อาหารไหลออกจากปาก หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปากด้านใดด้านหนึ่ง ทดสอบง่ายๆ ได้โดยให้ผู้ป่วยลองยิ้ม หรือยิงฟัน

2.A (Arms) อาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจะขยับแขนขาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ โดยอาจจะเป็นเฉพาะขา หรือเป็นทั้งแขนขาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวกัน ทดสอบง่ายๆ โดยการให้ผู้ป่วยลองยกแขนขาทั้งสองข้าง ถ้าตกด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่ามีความผิดปกติ

3.S (Speech) ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัดพูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก หรือบางคนมีอาการพูดไม่ออก หรือฟังคำสั่งไม่รู้เรื่อง ญาติบางคนจะคิดว่าผู้ป่วยสับสน ทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยพูดตามในคำง่ายๆ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือชี้ให้ดูปากกา นาฬิกา แล้วถามว่าของสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร หรือให้ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น ชูสองนิ้ว เป็นต้น

4.T (Time) เพราะเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รีบนำผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะโรคหลอดเลือดสมองจากการสังเกตหลัก FAST ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองตามระยะเวลาที่มากขึ้น

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์หลังมีอาการภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหรือ 270 นาทีหลังผู้ป่วยเกิดอาการ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่แพทย์จะใช้ในการวางแผนการรักษา เพื่อแพทย์จะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยยาจะไปละลายลิ่มเลือดที่ไปอุดตันสมองได้ประมาณ 30-50% แต่ยาดังกล่าวก็มีความเสี่ยงที่อาจทำให้มีเลือดออกในสมองได้ประมาณ 6% ด้วย

แต่ถ้าผู้ป่วยมาถึงมือแพทย์เร็วก็มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ป่วยมีความพิการน้อย หรือไม่มีความพิการหลงเหลืออยู่ หลังการให้ยาผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) หรือหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

แต่หากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งหรือ 270 นาที มักจะไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากเนื้อสมองสามารถทนการขาดเลือดได้นานเพียง 270 นาทีเท่านั้น

หลังจากนั้นเนื้อสมองจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดสำหรับปัจจุบัน ยังมีการรักษาเพิ่มเติม ด้วยการลากลิ่มเลือดด้วยขดลวด ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีกว่าการให้ยาละลายลิ่มเลือดและสามารถรักษาในผู้ป่วยที่มาเกินระยะเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง ยืดเวลาได้ 6 ชั่วโมง ถึง 8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้ผู้ป่วยมารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันเนื้อสมองที่จะตายเพิ่มขึ้นตามเวลา การรักษาภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทันทีหากมีเลือดออกในสมองมาก จนกระทั่งเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง แต่ถ้าผู้ป่วยมีเลือดออกในปริมาณน้อยอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด สามารถรักษาแบบประคับประคองได้ และต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยหนักอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เช่นกัน ในกรณีที่มีเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมองจากหลอดเลือดสมองโป่งพอง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที เพื่อลดการแตกซ้ำของหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง

ทุกคนสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้โดยหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่ามีความดันโลหิตที่มากกว่า 140/80 mmHg ควรพบแพทย์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหารที่มีรสเค็มลงและรับประทานยาลดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดรับประทานยาลดความดันโลหิตเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้งด

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นแล้วมักจะเป็นตลอดชีวิตและไม่ค่อยแสดงอาการ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจด้วยว่ามีความผิดปกติของการเต้นหัวใจหรือไม่ หยุดสูบบุหรี่ งดการดื่มสุรา ในกรณีที่มีน้ำหนักเกินควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยควรเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติอย่างน้อย 10-20 ครั้ง/นาที ครั้งละครึ่งชั่วโมง ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

พุทธธรรม 4.0 ศาสนากับความท้าทายทางเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548924

  • วันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 10:43 น.

พุทธธรรม 4.0 ศาสนากับความท้าทายทางเทคโนโลยี

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรากำลังก้าวสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตกำลังจะเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ทั้งวิธีคิด วิธีดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง นั่นทำให้โลกดิจิทัล 4.0 กับความท้าทายทางเทคโนโลยีที่เบื้องหน้า กลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์สำคัญทางศาสนา ในฐานะของที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว ซึ่ง(ควร)เข้าถึงมนุษย์มากที่สุด

ว.วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียน ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัย และศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันเล่าว่า ความเปลี่ยนแปลงคือธรรมดาของโลก พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อรู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง เราชาวพุทธจึงควรยอมรับอนิจจังให้ได้

“ชาวพุทธปรับใจยอมรับในความเป็นไปของทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งในยุคดิจิทัล ที่จะได้เห็นทั้งวัดออนไลน์ วัดบนเฟซบุ๊ก การทำบุญผ่านคิวอาร์โค้ด การสวดมนต์ไหว้พระผ่านไลฟ์โปรแกรม หรือแม้กระทั่งอาตมาเอง ก็ไลฟ์สดไปทั่วโลกในทุกวันนี้” พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี กล่าว

ความเปลี่ยนแปลงมีทั้งบวกและลบ หากมองด้วยใจเป็นกลาง ย่อมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับโอกาส ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับเครื่องมือที่ดีที่สุดแห่งยุคสมัย ส่วนอริยสัจสี่ในยุค 4.0 ยังคงเป็นความจริงที่สากล เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ยังคงอกาลิโกเหนือกาลเวลา

ว.วชิรเมธีเล่าต่อไปว่า อริยสัจสี่แก้ทุกข์เสมอ ไม่มีวันหมดอายุการใช้งาน ยิ่งเราอยู่ในยุคอภิมหาดาต้า คนจ่อมจมและขึ้นลงอยู่ในกระแสโซเชียลมีเดีย นิโรธก็คืออย่าให้มากจนเกินไป มรรคคือจัดสรรเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม ใช้เวลาหน้าจอบนทางสายกลาง ตาหูไม่เสื่อม บริโภคอย่างมีสติ นี่คืออริยสัจสี่ในยุค 4.0

“ชาวพุทธต้องปรับตัวในแง่ของการรู้เท่าทันสื่อ รู้จักนำเครื่องมือและเทคโนโลยีมาใช้ในงานเผยแผ่ศึกษาธรรม เช่น โปรแกรมไลฟ์ก็ใช้ในการบรรยายธรรม หรือสอนสมาธิภาวนาพร้อมกันทั่วโลก คนไม่ต้องมาวัด แต่ดูยูทูบของพระอาจารย์ต่างๆ เดี๋ยวนี้ศึกษากันได้ทั่วโลกแบบ 2 ภาษาซับไตเติ้ล”

เฟซบุ๊กของ ว.วชิรเมธี ในปัจจุบันมีผู้ติดตาม 6 ล้านคนทั่วโลก สมัยก่อนชาวไทยและชาวต่างชาติจะศึกษาธรรมต้องเดินทางมาที่ไร่เชิญตะวัน ซึ่งจะเปิดอบรมทุก 2 เดือน แต่ปัจจุบันอินบอกซ์เข้ามาถามปัญหาได้เลยตลอดเวลา รวมทั้งทำคลิปธรรมะเผยแพร่ในยูทูบ โดยมีซับไตเติ้ลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

ว.วชิรเมธีระบุว่า แม้จะเป็นประโยชน์มาก แต่ก็มีโทษมาก ต้องรำลึกอยู่เสมอว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ อย่าให้เป็นนายเหนือเรา รู้เท่าทันทั้งด้านบวกและด้านลบอย่ามัวภูมิใจกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คุณและโทษต้องบริหารจัดการภายใต้กรอบประโยชน์สูงสุด เทคโนโลยีพึงทำหน้าที่ของสื่อและเครื่องมือที่จะเชื่อมทั้งตัวเทคโนโลยีเอง และเชื่อมหัวใจของคนทั้งโลกให้เป็นดั่งพี่น้องพึ่งพากลมเกลียว

พระนวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ สถานปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เล่าว่า ดิจิทัล 4.0 ถ้าทำหรือพัฒนาในสิ่งที่เป็นธรรม ไม่ทำลายโลก ไม่ทำลายธรรมชาติ ก็ถือเป็นความหมายและเครื่องมือในการพัฒนาโลกอย่างแท้จริง ธรรมะไม่จำกัดกาล จึงใช้ได้กับโลกทุกยุคสมัย หรือจะ “แอดวานซ์” ไปกว่า 4.0 ก็ยังได้

“เป็น อยู่ คือ ด้วยโซเชียลมีเดียนั้น ควรมีธรรมะกำกับ เพื่ออยู่ เย็น และเป็นประโยชน์”

วางใจอย่างไรในโลกยุคออนไลน์ มุมของโลกที่ไม่ได้มีแต่ออฟไลน์เหมือนเก่า ในมุมของพระสงฆ์พระศาสนา โลกจะพัฒนาไปในแบบใดก็ตาม หัวใจคือการพัฒนาที่ประกอบกับธรรม ความรู้มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น หากความรู้จริงในอริยสัจสี่จึงจะเป็นความรู้สู่การหลุดพ้น

การแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียการว่ากล่าว การตำหนิ ติฉิน หรือแม้กระทั่งการซ้ำเติม ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยของยุคสมัยไปแล้ว พระอาจารย์นวลจันทร์แนะให้ตั้งคำถามแก่ตัวของตัวว่า เราจะอยู่ในสภาวการณ์แบบนี้ได้อย่างไร โดยไม่ไหลตามไป ทำอย่างไรให้ได้เห็น “ตัวคิด”สติที่ยับยั้ง

“เราช่วยเขาได้มั้ย ช่วยได้ควรช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็ช่วยด้วยการไม่ซ้ำเติม” พระนวลจันทร์กล่าว

ท่ามกลางยุคโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางความรวดเร็วของการประมวลผล โลกเปลี่ยนเร็ว ใจ (สติ) ไม่ทันเทคโนโลยี มนุษย์จึงต้องการสติที่มากขึ้น เพราะโลกไหลบ่าด้วยสิ่งกระตุ้นและความรุนแรงของผัสสะต่างๆ ทุกข์เกิดเพราะเหตุแห่งทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นได้ด้วยการละเหตุแห่งทุกข์เหมือนๆ กัน

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ เจ้าของกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว (White Ocean Strategy) ผู้ประยุกต์ใช้หลักธรรมในองค์กรเล่าว่า การวางใจของชาวพุทธในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) ประการแรกต้องรู้จัก Disconnect มีชีวิตรอดให้ได้ โดยไม่ต้องออนไลน์

“ไม่ต้องออนไลน์ ไม่เช็กข้อมูล ไม่บริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ไอจี มีเวลาเว้นวรรคใจ ชาร์จพลังสมอง ด้วยวิธีนี้ก็จะเพิ่มพลังสติปัญญาสมาธิให้มากขึ้น”

ข้อมูลออนไลน์ที่ถาโถม เป็นการจู่โจมสู่พื้นที่ชีวิตส่วนตัว เป็นข้อมูลที่ผลักเข้ามาโดยที่เราไม่ได้เสาะแสวงหา ล่อลวงให้ส่งใจไหลออกไปกับเรื่องราวต่างๆ ทำให้เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีร่วมชั่วโมงหรือหลายชั่วโมงต่อวัน

“เวลาที่ไหลไปแล้วไม่ย้อนคืน หากชาวพุทธจะวางใจไว้ให้ได้ ต้องวางมือถือและเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ลงให้ได้ก่อน”

ประการต่อมา เมื่อใช้เครื่องมือสื่อสารแล้ว ให้มุ่งความสนใจเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ อย่าปล่อยผ่านเวลาเปิดมือถือ นั่งอ่าน นั่งเช็ก นั่งดู กดจิ้มไปเรื่อยๆ เป็น Passive Learner ไม่ใช่ Active Learner กล่าวคือใส่ใจเฉพาะเรื่องที่สนใจและเป็นประโยชน์ จำกัดเวลาออนไลน์ต่อครั้งต่อวันอย่าเสพติดมือถือ

ประการสุดท้าย เมื่อได้รับข้อมูลใดแล้ว ใจเกิดพองโต เพราะชอบใจ ชื่นชม หรือใจเกิดแฟบฝ่อ เพราะความไม่พอใจ ไม่สบายใจ ไม่สบใจ ให้ปล่อยวาง พยายามรักษาความเป็นกลางของหัวใจ ไม่ให้ใจสวิงหรือแกว่งไหว หมั่นชำเลืองดูใจตนเองบ่อยๆ

มองในมุมของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นตัวช่วยในการเผยแผ่ศาสนาให้กว้างขวาง แม้ไม่ลึกซึ้งเหมือนสมัยก่อน ที่ผู้คนต้องเสาะแสวงหาครูอาจารย์ หากปัจจุบันธรรมะมีในหลากหลายรูปแบบ ทั้งเสียงภาพข้อความ ที่มาถึงในทุกช่องทางและตลอดเวลา

ปัจจุบันกูเกิลมีแม้กระทั่งโปรแกรมสอนวิปัสสนากรรมฐาน A Search Inside Yourself Program ซึ่งได้รับความนิยมมาก เช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำในซิลิคอนวัลเลย์ เช่น เฟซบุ๊ก อีเบย์ ฯลฯ ที่ล้วนให้ความสนใจกับการศึกษาปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม

ต่อความท้าทายที่สุดของชาวพุทธในการเจริญสติยุคโซเชียล คือความจริงที่มนุษย์จะฟุ้งซ่านได้ง่ายมาก เทคโนโลยีทำให้มนุษย์มีความอดทนน้อยลง มองในมุมของโอกาสก็คือเจริญสติได้แม้กำลังออนไลน์ เช่น ระหว่างรอข้อมูลที่กำลังโหลด ให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หรืออ่านข้อความใดแล้วใจกระเพื่อม ก็ให้สังเกตความรู้สึกในใจ

“ชอบบ้าง ชังบ้าง ขอแค่รู้ตัว ก็สามารถรักษาความเป็นกลาง ความเป็นปกติของใจไว้ได้ เป็นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางกระแสดิจิทัล”

ดนัยกล่าวว่า ใช้เทคโนโลยีแต่ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ไม่ติดยึด เพลิดเพลิน หลงใหล รู้เท่าทันการทำงานของกิเลส ตัณหา อุปาทาน หากมนุษย์เข้าใจและไม่ยึดติด มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ก็เท่ากับเราได้อยู่เหนือเทคโนโลยีแล้ว

ส่งท้ายด้วย ว.วชิรเมธี ที่สรุปด้วยความสุขที่แท้จริงตามหลักพุทธธรรมว่า คือสภาวะที่มีจิตใจเป็นอิสระจากความยึดติดถือมั่น เป็นอิสระเหนือความโกรธโลภหลง ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธสุขแบบชาวโลก ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจได้เสพอารมณ์ต่างๆ ก็ยอมรับเหมือนกันเพียงแต่ขอให้เสพอย่างมีสติ เหมือนกินปลาทูโดยที่ก้างไม่ตำคอ

“ก็เช่นเดียวกับการเสพสื่อสังคมออนไลน์ในยุคสมัยนี้ ขอให้เสพอย่างมีสติ เสพแบบไม่ให้ก้างปลาทูตำคอ”

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดสมัยใด ไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้ค้นพบเป้าหมายสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์หรือไม่ การค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต อีกการฝึกอบรมตนเพื่อการมีชีวิตที่สงบเย็น ยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ คอมพิวเตอร์ทำแทนไม่ได้!

ธนัดดา สว่างเดือน ประสบการณ์คืองานเขียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548723

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 10:17 น.

ธนัดดา สว่างเดือน ประสบการณ์คืองานเขียน

โดย อณุสรา ทองอุไร, จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ชีวิตคนเรานั้นผ่านประสบการณ์กันมามากมาย สำหรับเธอคนนี้ ชีวิตหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกช่วงขณะของชีวิตที่มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป และมักจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและเกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองหลังจากผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว

ธนัดดา สว่างเดือน หญิงที่เคยถูกหลอกไปค้าบริการและต้องทำอาชีพนี้ต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตจะแปรเปลี่ยนมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนวรรณกรรมที่มีค่าที่สุดของเธอ

จุดเริ่มต้นของประสบการณ์งานเขียนของธนัดดาคือช่วงอายุได้ 17 ปี เธอไปสมัครงานเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่ปรากฏว่างานที่เธอทำนั้นกลับไม่เหมือนที่เธอคิดไว้ เธอถูกหลอกให้ขายตัว โดยมีคนชวนเธอไปทำงานที่ฮ่องกง เธอมีความฝันที่อยากนั่งเครื่องบิน และเธอก็ได้นั่งสมใจอยาก — ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบตัวอักษร ทั้ง ฮ่องกง…ดงมาเฟีย, บาห์เรน…เดนโลกีย์, เจแปน…แสนสาหัส, ตะรางและหว่างขา

งานเขียนเรื่องแรกของเธอได้รับรางวัลชมนาด ปี 2554 เรื่อง “ฉันคือเอรี่ ประสบการณ์ข้ามแดน” เป็นงานประกวดเรื่องราวงานเขียนรวมเรื่องสั้นที่จัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น แม้ว่าครั้งนั้นเธอจะประกวดเพราะต้องการเงินก็ตาม

“พอเราได้รางวัลมา ทีนี้เล่มหนึ่งเขากำหนด 120 แผ่น เราก็ส่ง 120 แต่เหมือนคนอ่านยังคาใจว่า มันจบแบบนี้เหรอ มันเลยเป็นที่มาที่เราต้องเขียนเล่ม 2 เล่ม 3 เขียนมาเรื่อยๆ จนมี 7 เล่ม และล่าสุดปี 2561 มีอีก 4 เล่ม”

เนื้อหาของงานเขียน มาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอที่ต้องไปทำงานในหลายประเทศ ได้พบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้หญิงอีกหลายๆ คนที่ฝันอยากจะไปทำงานเมืองนอก อยากจะไปขุดทอง หวังจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เรื่องจริงกับความฝันนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เพื่อให้เป็นวิทยาทานที่จะไม่โดนหลอกเหมือนเธอ

นอกจากรางวัลชมนาด เมื่อปี 2554 แล้ว เธอยังคว้ารางวัลของชมนาดอีกครั้งในปี 2560 จากเรื่อง “ขังหญิง” โดยแตกต่างไปจากแต่ก่อน เพราะไม่ใช่เนื้อหาของการค้าบริการ แต่เป็นเรื่องราวของในคุกในตะรางล้วนๆ เนื่องจากเธอเคยมีประสบการณ์ติดคุกในแต่ละประเทศ เพราะไม่มีวีซ่า และเคยต้องติดคุกโดยที่ไม่ใช่ความผิดของเธออีกด้วย

ปัจจุบันเธอมีผลงานหนังสือทั้งหมด 11 เล่ม วิถีชีวิตตอนนี้ของเธอเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน สภาพแวดล้อม สังคมและสิ่งที่เธอเจอ เปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต “เราหยุดแล้วตอนนี้ หมดแค่ 4 เล่มนี้สุดท้าย เรารู้สึกว่าเรายิ่งเขียน ยิ่งเหมือนเราไปทำร้ายคนที่เขาค้าบริการอยู่ สิ่งที่เราเขียน เราเขียนให้คนเห็นว่ามันไม่ได้สบายอย่างที่คุณคิด คุณอย่าคิดเข้ามาค้าบริการ แต่เราอยากเขียนให้รู้ว่ามันไม่ได้สบายเงินที่ได้มาก็เหมือนเป็นเงินร้อน”

เป้าหมายต่อไปนั้น เธอเกริ่นไว้ว่าเธออยากเขียนเรื่องราวเชิงเตือนใจสถาบันครอบครัว ว่าด้วยเรื่องของความคิด กฎแห่งแรงดึงดูด “สิ่งที่อยากเขียนต่อไป คือเราอยากบอกว่า คุณไม่ต้องมากังวลคนค้าบริการ เพราะเขาไม่แย่งสามีคุณหรอก คุณไปกังวลคนใกล้ตัว พี่น้องในที่ทำงานคุณเถอะ เพราะมันไม่มีผู้ชายคนไหนทิ้งภรรยาที่ดีๆ มาหาผู้หญิงค้าบริการหรอก จงเชื่อมั่นในการเป็นภรรยาที่ดีต่อไปใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุข”

งานเขียนเล่มใหม่ของเธอ น่าจะเสร็จประมาณอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ทันงานสัปดาห์หนังสือเดือน ต.ค. และก็จะเขียนหนังสือเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดด้วย อันนี้เกี่ยวกับพวกคิดบวก

“สมมติเราไม่ชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ในใจคิดว่าไม่ชอบคนนี้เลย เกลียดคนนี้ แต่เราลองเปลี่ยนความคิดใหม่ ถ้าเรายิ้ม เราคุยกับเขาดีๆ แสดงอัธยาศัยดีๆ ให้แก่เขา คนที่เขาเกลียดเรา เราสามารถทำให้เขารักเราได้ มันอยู่ที่ความคิดเรา อย่างหนังสือเล่มนี้ เราคิดว่าต้องได้รางวัลและก็ได้มาจริงๆ เราคิดไว้เลยว่าเราต้องได้มันเราคิดภาพตัวเองได้ขึ้นไปรับรางวัลเพราะความคิดมีแรงดึงดูด คิดอย่างไรได้อย่างนั้น”

สุดท้ายนี้ การพลิกชีวิตจากอาชีพค้าบริการสู่การเป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลถึง 2 เล่ม ทำให้เธอมีทัศนคติที่แตกต่างไปจากเดิม “ถ้าย้อนกลับไปได้หนิงก็คงทำแบบเดิม คงลงมือเขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์เหมือนเดิม หนังสือของเราสะท้อนให้เห็นว่า คนที่กำลังคิดว่าจะไปขายตัว มันไม่ได้หาเงินได้ง่ายๆ เจ็บตัวเสี่ยงโรคเสี่ยงภัย  ที่สำคัญศักดิ์ศรีเราไม่มี เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเรื่องของศักดิ์ศรีเลย ถ้ามีรายได้เดือนละแสน พอมีคนถามว่าเราทำอะไร เราบอกขายตัว ใครจะยอมรับมันไม่ได้สง่างาม แต่ทุกวันนี้มีรายได้เดือนละ 4,000 บาท พอมีคนถามว่า เราทำงานอะไรเราตอบ เป็นนักเขียนค่ะ โอโห มันดูยิ่งใหญ่ อลังการแต่จริงๆ เราไม่ได้มีรายได้เท่าไร มันคนละเรื่องกันเลยนะ ตรงนี้แหละที่มันต่าง เงินน้อยแต่อิ่มใจ”

วีระชัย นิชาภัทร นักบริหารผู้ใฝ่หาวิถีสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548713

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

วีระชัย นิชาภัทร นักบริหารผู้ใฝ่หาวิถีสโลว์ไลฟ์

โดย ภาดนุ

ผู้บริหารหนุ่มวัย 44 ปี วีระชัย นิชาภัทร รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท Musketeers Event ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับให้บริการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ มากว่า 15 ปี นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นส่วนในบริษัท Promotions and Coupon โดยรั้งตำแหน่ง Business Development ซึ่งบริษัทนี้ทําธุรกิจเกี่ยวกับ E-commerce/Affiliate Marketing ภายใต้เว็บไซต์ที่ชื่อว่าwww.promotions.co.th โดยขายสินค้าให้กับเว็บไซต์ลาซาด้า (Lazada) และอีกมากมายซึ่งเปิดมาได้ 5 ปีแล้ว

“นอกจากบริหารงานในบริษัททั้งสองแห่งที่เกริ่นไปแล้ว ปัจจุบันผมยังเป็นหุ้นส่วนของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Shintaro ร้านอาหารแนวปิ้งย่างที่ชื่อ Smoke รวมทั้งร้านกาแฟที่ชื่อ Dolce’ Socialize Cafe ด้วย ซึ่งทั้ง 3 ร้านนี้อยู่ในซอยพระรามเก้า 49 ล่าสุดผมยังเป็นหุ้นส่วนในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางจากเกาหลีที่ชื่อแบรนด์ Yadah ด้วย โดยจะเริ่มขายบนออนไลน์ในเดือน พ.ค.นี้

ปกติใน 1 สัปดาห์ ผมจะทำงานเกือบ 7 วัน ทั้งประชุม ทั้งคุยธุรกิจกับลูกค้า และอื่นๆ แค่นี้ชีวิตก็แทบไม่มีเวลาว่างแล้วครับ (หัวเราะ) ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ตัวเองเข้าไปสัมผัสกับวิถีสโลว์ไลฟ์ได้ก็คือ ต้องเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้ามีเวลาว่างปั๊บผมจะไปออกกำลังกาย เช่น เตะฟุตบอล วิ่ง และขี่จักรยาน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เวลาตรงนั้นทำอะไร ถ้าเตะฟุตบอลก็จะเป็นวันอังคารกับวันอาทิตย์ ส่วนขี่จักรยานถ้ามีเพื่อนๆ ชวนไปขี่เป็นแก๊งที่เขาใหญ่ ถ้าว่างผมก็จะไปด้วย ที่ผ่านมาก็เคยไปปั่นจักรยานกับกลุ่ม Bike Finder มาด้วย แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ผมก็จะขี่จักรยานรอบหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ เพราะมีถนนที่สามารถขี่จักรยานได้”

วีระชัย บอกว่า นอกจากกิจกรรมยามว่างเหล่านี้แล้ว เขายังมีกิจกรรมที่สามารถนำตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการถ่ายรูป ซึ่งเขาชอบถ่ายทั้งภาพวิว ภาพธรรมชาติสีเขียวๆ รวมทั้งภาพภูเขาและทะเลตามต่างจังหวัดในเมืองไทย บางครั้งก็ถ่ายรูปวิวตอนไปเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างประเทศด้วย

“โดยส่วนตัวแล้วผมตั้งใจไว้เลยว่า นอกเหนือจากการทำงานในเมืองแล้ว ถ้ามีเวลาได้พักผ่อนเมื่อไร ผมจะพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเสมือนแรงบันดาลใจที่สร้างพลังในการทำงานให้กับตัวเอง ก่อนหน้านั้นตอนที่ผมยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิมซึ่งมีพื้นที่เยอะหน่อย ช่วงนั้นผมจะปลูกกล้วย ต้นปีบ ดอกแก้ว ต้นสักทอง และไม้มงคล เนื่องจากผมชอบธรรมชาติสีเขียวๆ อยู่แล้ว ชอบเที่ยวภูเขา เที่ยวน้ำตก แต่ทะเลก็ชอบนะ ผมว่าการที่เราได้ไปพักผ่อนในสถานที่ที่มีบรรยากาศสวยๆ มันช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้จริง

แต่ถ้าไม่สามารถแบ่งเวลาไปเที่ยวพักผ่อนได้จริงๆ ผมก็จะเลือกไปทำบุญที่วัด ไปนั่งสมาธิ นอกจากนี้ยังทำอาหารกินเองด้วย ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทย เช่น ผัดกะเพรา แกงจืด แกงเขียวหวาน ฯลฯ ผมว่าในวันหยุดถ้าเราได้อยู่บ้านและทำอาหารกินเอง มันเป็นการช่วยฝึกสมาธิให้เราได้อย่างหนึ่ง เพราะเวลาทำอาหารเราต้องใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบ และเตรียมขั้นตอนในการปรุง ซึ่งนอกจากช่วยให้จิตเป็นสมาธิแล้ว ผมยังรู้สึกมีความสุขไปกับการทำอาหารด้วย”

วีระชัย เล่าว่า หลังจากอยู่บ้านเดี่ยวย่านดอนเมืองซึ่งมีพื้นที่ปลูกต้นไม้มาได้ 5 ปี ตอนนี้เขาจำเป็นต้องย้ายมาอยู่คอนโดในเมือง เพราะมีภาระหน้าที่ในเรื่องงานมากขึ้น ดังนั้นการพักอยู่ในเมืองจึงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด

“แต่พอย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดจริงๆ ผมรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเริ่มกลับไปวุ่นวายอีกครั้ง เลยทำให้ผมอยากกลับไปสู่วิถีสโลว์ไลฟ์อีกครั้ง ผมจึงหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตเร่งรีบน้อยลง สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือ การหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือการว่ายน้ำในคอนโด บางครั้งผมก็เล่นดนตรีโดยเล่นกีตาร์เป็นงานอดิเรก และผ่อนคลายด้วยการร้องเพลงก็มีความสุขได้แล้ว

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือการไปปั่นจักรยานที่เขาใหญ่กับกลุ่ม Bike Finder แรกๆ ผมก็ไปร่วมทริปปั่นจักรยานกับกลุ่มปีละ 2-3 ครั้ง แต่ปัจจุบันเมื่องานเยอะขึ้น มีบริษัทให้เข้าไปดูแลบริหารจัดการมากขึ้น ผมจึงไปร่วมทริปได้แค่ปีละครั้ง แต่ก็ยังเจอเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างหมอล็อต (นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน) ซึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่ม Bike Finder ทุกคนก็จะเชื่อมโยงถึงกันอยู่ตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปร่วมปั่นจักรยานกับกลุ่ม หมอล็อตก็จะเป็นผู้นำในการไปทำโป่งดินให้ช้างที่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เรียกว่าขี่จักรยานขึ้นเขาใหญ่กันครึ่งวันเลย แถมยังได้เดินป่ากันอีกด้วย”

วีระชัย เสริมว่า ในอนาคตอันใกล้ (ไม่เกิน 2 ปี) เจ้าตัวคิดว่าน่าจะกลับไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นบ้านเดี่ยวเหมือนเดิม โดยตั้งใจจะกลับไปปลูกต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ผล และเลี้ยงสุนัขเหมือนเดิม เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้จังหวะในการใช้ชีวิตของเขาช้าลงและไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

“ก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปร่วมอบรมและสังเกตการณ์ในกิจกรรมการสร้างบ้านดินมาบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นคนจัดกิจกรรมได้เชิญคนในสาขาอาชีพต่างๆ มาพูดถึงบ้านดินร่วมกัน ตอนนั้นก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าการสร้างบ้านดินคืออะไร ให้ผลดีอย่างไรบ้าง หรือเป็นที่อยู่อาศัยที่มนุษย์เราอยู่ได้อย่างดีเลยนะ อยู่แล้วเย็น ไม่ร้อน เรียกว่าถ้ามีเรื่องที่น่าสนใจที่ทำให้ใกล้ชิดธรรมชาติได้ เพื่อนๆ ก็จะชักชวนให้ผมไปร่วมกิจกรรมเสมอ

อย่างศูนย์กสิกรรมธรรมชาติของ อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเกษตรกรรมมันเป็นพื้นฐานของคนในสังคมไทยเรามาช้านาน ในอนาคตถ้าผมพร้อมก็น่าจะหาซื้อที่ดินเพื่อเตรียมไว้ปลูกพืชด้วยเช่นกัน ผมว่ามนุษย์เราห่างไกลธรรมชาติและทำลายธรรมชาติกันมากเกินไป ต่อไปหากไม่มีธรรมชาติให้กลับไปหา ผมว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ เลย ล่าสุดใครที่อยากเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สำหรับคนเมืองสามารถไปเรียนรู้ได้ที่ ‘ฐานธรรม พระราม 9’ (อยู่ที่ซอยพระรามเก้า 17) ซึ่งตอนนี้ได้เปิดให้คนทั่วไปสามารถมาเรียนรู้ได้แล้วครับ”

วีระชัย ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ที่ออฟฟิศของเขาซึ่งอยู่ย่านทาวน์อินทาวน์ ก็เป็นออฟฟิศสีเขียวที่มีต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวเยอะพอสมควร เพราะอยากให้พนักงานทุกคนทำงานท่ามกลางความร่มรื่นและไม่เครียด ทุกคนจะได้มีไอเดียใหม่ๆ เพื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไป

“ถ้าใครอยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ก่อนอื่นผมแนะนำให้มองหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้เสียก่อน อย่างผมชอบการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและรักการถ่ายรูป ผมก็จะนำทั้งสองอย่างนี้มาปรับเข้าด้วยกัน มันก็จะนำเราไปหาธรรมชาติได้ในที่สุด จากนั้นเราก็มองหากลุ่มเพื่อนๆ ที่ชอบทำกิจกรรมคล้ายๆ กับเรา แล้วไปเข้ากลุ่มกับพวกเขา เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามมาแน่นอน ทำให้เห็นโลกได้กว้างขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสิ่งดีๆ ที่เราสามารถนำเข้ามาใส่ตัวได้ และทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตด้วย

วันหนึ่งหากผมไม่ได้ทำงานแล้ว ผมคิดไว้ว่าอาจจะไปหาซื้อที่ดินที่ต่างจังหวัดซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทิ้งไว้สักผืน และอาจจะไปอาศัยหรือพักผ่อนเป็นครั้งคราว แต่ยังไงเราก็อาจจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เนื่องจากคุณแม่ของผมก็เป็นคนเมือง เราสองคนจึงอาจจะเคยชินกับการใช้วิถีชีวิตแบบคนเมืองอยู่บ้าง แต่ยังไงซะจิตใจของเราก็ยังคงใฝ่หาความร่มรื่นจากธรรมชาติอยู่เสมอครับ” ติดตามที่ FB : musketeersevent/ และ IG : veenie

ไพรัช วราสินธุ์ สองขากับหนึ่งหัวใจ และความหมายของฟินิชเชอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548711

  • วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ไพรัช วราสินธุ์ สองขากับหนึ่งหัวใจ และความหมายของฟินิชเชอร์

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไพรัช วราสินธุ์

หนุ่มเมืองจันทบุรี วัย 34 ปี พูดถึงความหมายของชีวิตและคุณค่าของลมหายใจเหมือนคนที่ผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ รัช-ไพรัช วราสินธุ์ เรียนรู้จากการ “วิ่ง” บนเส้นทางที่เขาแทบไม่รู้จัก แต่มันกลับทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ที่เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม โดยหากย้อนกลับไปยังก้าวแรกที่เริ่มต้น เขาเปิดเผยว่า มันเป็นก้าวที่ง่ายที่สุด เพราะเขาเริ่มวิ่งโดยไม่คิดว่าจะวิ่งไปเพื่ออะไร “เพราะผมยิ่งวิ่งก็ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งรู้สึกว่าผมสามารถลืมเรื่องอกหักได้จริงๆ”

ใครจะไปรู้ว่าจากการวิ่งเพื่อบรรเทาอาการทางใจ มันจะติดตัวเขาตลอดไปเช่นนี้ รัช เล่าต่อว่า เมื่อได้กลับมาวิ่งอีกครั้งทำให้เขาได้ลงสนามแข่งขันมาราธอนอีกครา หลังจากร้างราไปตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ประเดิมสนามแรกกับกรุงเทพ มาราธอน โดยเขาใช้เวลาไปราว 5 ชั่วโมงครึ่ง “แต่ผมรู้สึกว่าสามารถทำได้ดีกว่านั้น” รัช กล่าว เขาจึงลงแข่งมาราธอนสนามต่อๆ ไป จน 7 เดือนผ่านไป จึงตัดสินใจลงแข่งอัลตร้าเทรล

“ถ้าพูดตามตรงคือเร็ว หรือสำหรับคนปกติมันเร็วเกินไปด้วยซ้ำในการลงแข่งระยะอัลตร้า” ที่สำคัญคือเขาข้ามขั้นมาวิ่งอัลตร้าเทรลโดยไม่ได้ถูกฝึกอย่างนักกีฬา

“พอคิดย้อนกลับไปว่าทำไมผมถึงวิ่งระยะไกลขนาดนั้นได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมมีความสุขกับมัน พอมีความสุข ไม่มีความกดดัน ไม่มีความบีบคั้นบางอย่างในร่างกายมากเกินไปก็สามารถทำได้เรื่อยๆ เรียกว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจที่ส่งผลให้ทุกอย่างดี ผมวิ่งไปเท่าที่ผมจะทำได้ ไม่มีความกดดันว่าจะต้องวิ่งเพื่อพัฒนาไปถึงจุดไหน จิตใจจึงเป็นตัวแปรที่ทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาร่างกายเราเหนื่อยมากๆ เหนื่อยมากกว่าปกติ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น เพราะเวลาที่ได้หายใจเยอะๆ หายใจแรงๆ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ มากกว่าแค่คนที่ตื่นเช้าขึ้นมาและทำอะไรเหมือนเดิมทุกวัน โดยที่ไม่ทันสังเกตตัวเองเลยว่ากำลังหายใจอยู่”

อัลตร้าเทรล คือการวิ่งระยะไกลกว่ามาราธอน เป็นการวิ่งบนเส้นทางที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ เช่น เขา ลำเนา ไพร และมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการวิ่งมาราธอน เช่น ไม่มีจุดให้น้ำระหว่างทางมากเพราะเส้นทางวิ่งอยู่ในป่า หรือต้องเปิดจีพีเอสดูตำแหน่งและเส้นทางเอง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อขึ้นชื่อว่าอัลตร้าเทรลแล้วคนที่ลงแข่งต้องเป็นคนอึด แกร่ง บ้าพลัง จนคนยกให้อัลตร้าเทรลเป็นที่สุดของการวิ่ง

“แต่สำหรับผม แค่การวิ่งของ 1 หรือ 2 กิโลฯ ก็เป็นที่สุดของชีวิตเราได้แล้ว ถ้าเรารู้สึกมีความสุขกับมันจริงๆ” รัชกล่าวต่อ “แต่ถ้าในมุมมองของการค้าหรือการโฆษณา เราจะถูกทำให้เชื่อว่า ยิ่งวิ่งไกลก็ยิ่งเก่ง ยิ่งเจ๋ง แต่สำหรับตัวผมมันไม่ใช่ เหตุผลที่ทำให้ผมชอบอัลตร้าเทรล เพราะมันทำให้ผมหลุดออกจากวงโคจรของการเป็นคนปกติ ของการใช้ชีวิตปกติ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่เราไม่ได้มีง่ายๆ”

จากเด็กมัธยมที่ลงแข่งวิ่งเพราะอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ จากหนุ่มอกหักที่วิ่งเพื่อให้ลืมความเจ็บปวด จนมาถึงวันนี้เขายอมรับว่าการวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ส่วนเรื่องการลงสนามแข่ง ผมว่ามันคือการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะในแต่ละพื้นที่ที่เราไป จะมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน คนแต่ละชาติก็แตกต่างกัน มันกลายเป็นว่าตอนนี้คนต่างชาติก็รู้จักคนไทยเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะจากผม แต่ผ่านเพื่อนๆ นักวิ่งที่ไปวิ่งด้วยกัน สนามวิ่งจึงกลายเป็นสถานที่ที่คนหลากหลายเชื้อชาติได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนกัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักกันมากขึ้น ซึ่งสังคมนักวิ่งเป็นสังคมที่ทุกคนเปิดใจให้กันตั้งแต่วันแรกที่มายืนอยู่ที่เดียวกันแล้ว และเราจะได้เพื่อนที่หายใจแบบเดียวกับเรา”

หากกล่าวถึงสนามสุดโหดที่เหล่านักวิ่งเทรลรู้จักกันดีต้องยกให้ ฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ (Hong Kong Four Trails Ultra Challenge) สนามที่ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขัน (Race) แต่เป็นสนามท้าดวล (Challenge) ไม่มีการจัดอันดับผู้ชนะ เพราะเป็นสนามที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องวิ่งทั้งหมด 4 เทรล และนักวิ่งทุกคนต้องได้รับเชิญจากผู้จัดงานเท่านั้น ซึ่งเขาเคยได้รับเชิญให้ไปวิ่งเมื่อปีที่ผ่านมา (2560) แต่เกิดความผิดพลาด “ทำให้ผมวิ่งไม่จบ แต่เกือบไปจบชีวิตที่ 120 กม.” เขาหัวเราะพร้อมอธิบาย

“รายการนี้จะไม่มีจุดให้น้ำ ไม่มีอาหารให้ ทุกอย่างจะต้องเตรียมใส่เป้ หรืออาจต้องใช้ตัวกรองน้ำเพื่อดื่มน้ำจากลำธาร หรือหาซื้อตามร้านระหว่างทาง โดยเราไม่มีทางรู้เลยว่าข้างหน้าจะมีของกินไหม รวมถึงเส้นทางจะไม่มีริบบิ้นผูกไว้เป็นสัญลักษณ์ ทำให้ผมหลงทางเป็นระยะๆ ประกอบกับไม่รู้จักเส้นทาง ทำให้ไม่รู้ว่ามีแหล่งน้ำธรรมชาติตรงไหนบ้าง

สุดท้ายแล้วทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผมรู้สึกอยากดื่มน้ำมาก จนตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 หันไปเจอกองขยะ มีขวดน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งขวด ส่องดูแล้วเห็นน้ำยังใสอยู่เลยกินเข้าไป แต่หลังจากการกินน้ำนั้นไปประมาณ 30 นาที ผมก็มีปัญหาเรื่องท้องอย่างรุนแรง”

โชคไม่เข้าข้างหนุ่มเมืองจันท์ เพราะเขาทั้งอาเจียน ท้องเสีย จนเริ่มไม่มีแรงขยับร่างกาย ซึ่งขณะนั้นเขาเริ่มต้นวิ่งเทรลที่ 2 ได้แค่ราว 20 กม. ก็ต้องไปหยุดนอนพักหน้า “ห้องน้ำ” โดยที่ไม่ทราบว่าห่างออกไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเขาจะเจอร้านสะดวกซื้อ ซ้ำร้ายเขายังต้องทนนอนกลางอากาศหนาว 9-10 องศาฯ โดยที่ไม่มีเครื่องกันหนาว นอกจากเสื้อกันลมและเสื้อกันฝนทั่วๆ ไป

“ผมขดตัวนอนหนาวอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้า รู้ว่าตัวเองไปต่อไม่ไหวก็ถอนตัว และหลังจากนั้นมาก็หวังว่าปีต่อไปจะทำได้” เขาสรุปอย่างเรียบง่าย “ถามว่าทรมานไหม ตอนนั้นมันคือความทรมาน แต่มันเป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากการใช้ชีวิตประจำวัน”

กระทั่งเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัชถูกเชิญให้ร่วมรายการฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาสามารถจบรายการด้วยการเป็น 1 ใน 2 คน ที่วิ่งจบ 4 เทรลภายใน 60 ชั่วโมง!

รัช อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่แต่ละเทรลอยู่ห่างกันประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง นักวิ่งจึงต้องมีทีมเซอร์วิสเพื่อวางแผนและเป็นผู้ขับรถพาไปเทรลต่อไป โดยปีนี้มีความท้าทายเกิดขึ้นในช่วงระหว่างเทรลที่ 3 ไปยังเทรลที่ 4 ซึ่งเป็นเทรลสุดท้าย ที่ไม่อนุญาตให้ทีมเซอร์วิสขับรถข้ามเกาะไปส่งนักวิ่งได้ แต่นักวิ่งต้องขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเอง จึงหมายความว่าเขาต้องวิ่งเทรลที่ 3 เสร็จภายในเวลาที่เรือเฟอร์รี่ลำสุดท้ายออกจากท่า ถ้าไม่อยากเสียเวลารอเรือรอบต่อไปในเช้าวันต่อมา

“ผมรู้สึกว่าการวิ่งครั้งนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง” เขาสารภาพ “เพราะเพื่อนๆ ทุกคนที่เข้ามาช่วยเป็นทีมเซอร์วิส พวกเขาต้องอยู่กับผมตลอดเวลา ผมยอมรับว่าปกติไม่ได้คิดหรอกว่ากำลังวิ่งอยู่กับใคร เพราะผมวิ่งอยู่คนเดียวตามสภาพที่มันเป็น แต่ครั้งนี้เพื่อนทุกคนอยู่ในใจเราจริงๆ เหมือนกับมือของทุกๆ คนกำลังผลักอยู่ข้างหลังเรา กลายเป็นแรงผลักดันให้เราไปข้างหน้า”

กลับมาสู่สนามในช่วงที่เกิดจุดพลิกผัน รัช เล่าว่า ช่วงที่กำลังวิ่งอยู่ในเทรลที่ 3 เขาต้องคำนวณกำลังของตัวเองให้ดีเพื่อการวิ่งในเทรลถัดไปซึ่งเป็นเทรลสุดท้าย ขณะเดียวกันก็ต้องคำนวณเวลาและระยะทางเพื่อไปให้ทันเรือเฟอร์รี่รอบท้ายสุด แต่เรื่องที่เขาไม่ได้คาคคะเนก็เกิดขึ้น เมื่อร่างกายชัตดาวน์ตัวเอง

“จุดไคลแมกซ์เกิดขึ้นหลังจากสตาร์ทเทรลที่ 3 ไปได้ไม่เกินชั่วโมงดี ผมเจอสภาวะง่วงนอนสุดขีด ร่างกายชัตดาวน์ตัวเอง อาจเป็นเพราะวันนั้นผ่านมา 2 คืนแล้วที่ยังไม่ได้นอน เลยตัดสินใจนอนพักอยู่ข้างทางก่อนขึ้นเขาประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจากการคำนวณเวลาและระยะทางแล้ว มีโอกาสที่จะไปไม่ทันเรือเฟอร์รี่รอบสุดท้ายตอน 5 ทุ่มครึ่งมากเกินไป จึงผ่อนความเร็วลงทันทีเพื่อเก็บแรงไว้ แต่ปรากฏว่าทีมเซอร์วิสโทรศัพท์มาบอกว่า มีเรือเฟอร์รี่เพิ่มรอบตอนเที่ยงคืนครึ่ง ผมเลยวิ่งสุดขีด สุดชีวิต วิ่งแทบเป็นแทบตาย แต่สุดท้ายก็ช้าไป 5 นาที” ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาจะหัวเราะได้เหมือนตอนนี้ไหม

“ซึ่งผมไม่เสียใจเลย เพราะผมได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่ผมวิ่งหรือทำอะไร ผมจะทำให้เต็มที่ เต็มความสามารถ เพราะผมไม่อยากมาเสียใจภายหลัง และมาหวนคิดว่าถ้าวันนั้น ถ้าวันนี้ เพราะสุดท้ายก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้”

สรุปทั้ง 4 เทรล ระยะทางรวม 300 กม. (เทรลที่ 1 ระยะทาง 100 กม. เทรลที่ 2 ระยะทาง 80 กม. เทรลที่ 3 ระยะทาง 50 กม. และเทรลที่ 4 ระยะทาง 70 กม.) รัชใช้เวลาวิ่งภายใน 57 ชั่วโมง 54 นาที พร้อมรับการกล่าวขานว่าเป็น “ฟินิชเชอร์” (Finisher) ชื่อที่ใช้เรียกเฉพาะผู้ที่วิ่งจบรายการภายใน 60 ชั่วโมง ซึ่งเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 รองจากนักวิ่งชาวสวิตเซอร์แลนด์ไม่ถึง 2 ชั่วโมง และทั้งคู่ก็กลายเป็นฟินิชเชอร์เพียง 2 คน จากผู้เข้าร่วม 28 คนในรายการฮ่องกง โฟร์ เทรลส์ อัลตร้า ชาลเลนจ์ ปีนี้

“ผมคิดว่าสำหรับรายการนี้ พลังกายไม่เท่าจิตใจ จิตใจ พลังใจ และสมาธิ ทั้งสามอย่างเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างมากขณะวิ่งบนสนามนี้ เพราะการวิ่งในเวลานานขนาดนั้นมันเกินขีดจำกัดของคนที่จะอยู่ได้แล้ว สิ่งที่ทำให้เราไปได้หรือไม่ได้คือจิตใจ จิตใจเท่านั้นจริงๆ” เขาย้ำ

ถามฟินิชเชอร์เลือดไทยว่า การใช้ร่างกายหนักเพื่อการวิ่งอัลตร้าเทรลทำให้ร่างกายเสียหรือไม่ “เสีย” เขาตอบทันควัน แต่อธิบายต่อว่า คนที่ออกกำลังกายประเภทอัลตร้าต้องออกกำลังกายทุกวันหรือเกือบทุกวันอยู่แล้ว (หยุดไม่เกิน 2 วัน/สัปดาห์) ประกอบกับถ้าวางแผนชีวิตดีก็จะพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งหากใน 1 ปีลงแข่งรายการที่ใช้ร่างกายแบบเกินขีดจำกัด 1 รายการ นั่นหมายความ 360 วัน จะเป็นวันที่มีสุขภาพแข็งแรง จะมีเพียง 5 วันเท่านั้นที่จะเสียสุขภาพ และคงมีสุขภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยตลอดปี

“บ้านผมอยู่จันทบุรีไม่มีภูเขาให้ซ้อม” เขาไม่นับเขาคิชฌกูฏที่เปิดให้ขึ้นปีละครั้ง ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คน “ผมเลยต้องวิ่งบนลู่ที่ถูกดัดแปลงให้ฝึกการวิ่งขึ้นลงเขา ร่วมกับเวตเทรนนิ่ง ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดคือการอดทนกับความเบื่อนี้ให้ได้ เพราะคนที่ได้ไปซ้อมบนภูเขาจริง เขาจะได้รีแลกซ์ ได้เห็นธรรมชาติไปในตัว แต่สำหรับผมต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมครึ่งค่อนวันติดต่อกันเกือบทุกวัน ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในวันที่ผมลงแข่งจริง เพราะสำหรับผม ทุกวันมันน่าเบื่อหน่าย แต่พอถึงวันแข่ง ทุกอย่างมันตรงข้ามหมดเลย ดังนั้นภาพที่คนเห็นว่าทำไมผมถึงยิ้มได้มีความสุขขนาดนั้น ก็เพราะว่าผมมีความสุขจริงๆ วันแข่งขันคือวันที่ผมได้ออกไปเจอเพื่อนๆ ได้ออกไปอยู่กลางธรรมชาติ มันเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด”

ถามเจ้าของเสียงแห่งความสุขที่ปลายสายว่าสามารถเรียกเขาว่านักวิ่งมืออาชีพได้หรือไม่ เขารีบตอบ “ไม่ได้” เพราะเขาเป็นแค่คนรักการวิ่ง ที่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำเป็นอาชีพแค่นั้นเอง

“ตอนนี้การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันจะมีวันหนึ่งแน่นอน ซึ่งอาจจะอีกไม่นานก็ได้ ที่ผมจะแข่งน้อยลง และสิ่งที่ผมอยากทำต่อไปคือ ผมอยากถ่ายทอดในสิ่งที่ผมรู้ให้เพื่อนผม ให้แฟนผม ให้ครอบครัวผม เพราะตั้งแต่ผมวิ่ง ผมไม่ได้แข็งแรงคนเดียว แต่คนรอบตัวของผมก็แข็งแรงไปด้วย”

ถ้าบทสนทนานี้เป็นเหมือนการแข่งขัน บรรทัดนี้ก็มีเส้นชัยรออยู่ข้างหน้าพร้อมดนตรีประกอบเป็นเสียงหัวใจที่เต้นดังฟังชัด อย่างกับคำที่รัชพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำเสมอว่า การวิ่งทำให้เขารู้ตัวว่ายังมีชีวิตและยังหายใจ

“มนุษย์ทุกคนหายใจเป็นธรรมชาติ คนทุกคนต้องหายใจเข้าออกตามกลไกของร่างกาย แต่เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าเรากำลังหายใจอยู่ ถ้าเราไม่ออกกำลังกายหรือใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งการวิ่งสามารถวิ่งได้จนวันตาย และผมก็จะวิ่งไปจนถึงวันนั้นแน่นอน” รัชกล่าวทิ้งท้าย และสุดท้ายบทสนทนานี้อาจทำให้ใครบางคนกลับไปถามหัวใจตัวเองว่ารักอะไร และเริ่มต้นทำมันหรือยัง

บาดเจ็บบริเวณข้อต่อ อย่ารีรอรีบรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548618

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:17 น.

บาดเจ็บบริเวณข้อต่อ อย่ารีรอรีบรักษา

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : อีพีเอ

ข้อ หรือข้อต่อ (Joints) ในทางกายวิภาค ศาสตร์ หมายถึงบริเวณที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปมีการติดต่อกัน โดยที่มีกระดูกอ่อนหุ้มที่ปลายกระดูก และปกคลุมรอบตัวเยื่อบุข้อซึ่งทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อลื่นและยังช่วยห่อหุ้มให้แข็งแรงและมั่นคง

ภายนอกข้อต่อที่สำคัญคือ เอ็นยึดข้อ หรือบางทีจะมีหมอนกระดูกอ่อนรองข้อ เช่น ข้อเข่าทำให้กระดูกมีการทำงานร่วมกันเป็นระบบ เพื่อการค้ำจุนปกป้องร่างกายและการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม

การบาดเจ็บที่ข้อต่อมีดังนี้ ข้อเคล็ด-ข้อแพลงมี 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 มีการฉีกขาดของเอ็นเล็กน้อยหรือมีการยึดของเอ็นบริเวณข้อต่อนั้น กดเจ็บบริเวณที่มีการฉีกขาดแต่จะไม่บวมหรือบวมเล็กน้อย ระดับที่ 2 จะมีความเจ็บปวดมีอาการเสียวที่ข้อต่อเล็กน้อย มีอาการกะเผลกไม่สามารถเขย่งปลายเท้าได้ เวลาเดินจะมีอาการบวมเฉพาะที่ ถ้าใช้นิ้วกดจะปวดอย่างรุนแรง ระดับที่ 3  มีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มข้อร่วมด้วยเสมอ ทำให้มีเลือดคั่งในข้อหรือซึมอยู่ใต้ผิวหนังจะเห็นข้อเท้าหรือข้อต่อนั้นบวมอยู่ มักจะเกิดจากการพลิกอย่างรุนแรง

ข้อเคลื่อน-ข้อหลุด พบได้บ่อยในกีฬาที่มีการปะทะ เช่น รักบี้ ฟุตบอล เกิดจากการที่หัวกระดูกหลุดออกจากเบ้า อาจหลุดออกเป็นบางส่วนหรือหลุดออกแบบสมบูรณ์ จะมีการฉีกขาดของเอ็นผังผืดและเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบข้อต่อ

ข้อบวม เมื่อวิ่งหรือเล่นกีฬาและภายหลังการเล่นกีฬาแล้วมีอาการข้อบวมขึ้น ที่พบได้บ่อยๆ คือ ข้อเข่าอาจเกิดขึ้นในทันที เช่น จากอุบัติเหตุหรือเลือดออกภายในข้อหรือวิ่งมากเกินไป

นพ.พรเทพ ม้ามณี ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ การผ่าตัดผ่านกล้อง และเวชศาสตร์การกีฬาสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) กล่าวว่า  อาการบาดเจ็บบริเวณข้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า และมักสร้างปัญหารุนแรง ใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือน

“สาเหตุการบาดเจ็บบริเวณข้อไหล่ อาจเป็นได้ตั้งแต่การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ เส้นเอ็นหัวไหล่ หรือกระดูกและข้อไหล่เอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการปะทะ การกระชากของไหล่หรือการเหนี่ยวแขน หรือการล้มโดยใช้แขนเท้าพื้นหรือล้มแล้วไหล่กระแทกพื้นโดยตรง การเหวี่ยงหรือขว้างบอลอย่างรุนแรง หรือการเอื้อมแขนอย่างมากก็สามารถทำให้เกิดการกระชากอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นหัวไหล่จนเกิดการบาดเจ็บได้ การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการบาดเจ็บของข้อไหล่”

นพ.พรเทพ ชี้ว่า ถ้าบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อรอบๆ ควรพักการใช้งาน ประคบเย็น รับประทานยาต้านอักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อร่วมกับการทำกายภาพ หากเป็นการบาดเจ็บของกระดูกหรือข้อเคลื่อนหลุด ควรดามหรือใส่ผ้าห้อยแขน (arm sling) เพื่อไม่ให้มีการขยับและส่งพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการรักษาเฉพาะต่อไป เช่น การดึงกระดูกและข้อให้เข้าที่ หรือผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมเส้นเอ็นข้อไหล่ที่หลุดเคลื่อน

“หากข้อไหล่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง อาจเนื่องมาจากเส้นเอ็นมีการฉีกขาดหลบซ่อนอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนในการผ่าตัด ส่วนสาเหตุการบาดเจ็บที่หัวเข่าที่พบบ่อย คือ เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด มักเกิดจากการเล่นกีฬา การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องมีการปะทะ เกิดการบิดของเข่า หรือเกิดการกระแทกแล้วเอ็นเข่าฉีกขาด”

ขณะที่การบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการปะทะ มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อที่ตึงไม่ยืดหยุ่นหรือไม่มีความแข็งแรง จนทำให้เข่าเกิดการบาดเจ็บแบบสะสม นพ.พรเทพ แนะว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ คนไข้ควรนอนนิ่งๆ ก่อนอย่าเพิ่งพยายามขยับเอง และควรรีบประคบเย็น

“หากปวดมากขยับไม่ได้ควรหาอุปกรณ์เพื่อดามหรือพันผ้ายึดให้แข็งแรง อย่ากด ดัน ดึงเองเพื่อให้ขาเข้าที่ ควรดามอยู่ลักษณะนั้นจนกว่าจะถึงมือแพทย์ จากสถิติกว่า 80% มักเป็นเอ็นไขว้หน้าเข่า ACL (Anterior Cruciate Ligament) ฉีกเนื่องจากเอ็นไขว้หน้าที่ฉีกนั้นมีแรงตึงในตัวเอ็น เมื่อฉีกไป แต่ละปลายของเอ็นจะหดตัวห่างจากกันไปเรื่อยๆ”

ปัจจุบัน นพ.พรเทพ แจงถึงเทคโนโลยีที่ศัลยแพทย์เลือกใช้คือ เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เพื่อรักษาเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด เอ็นไขว้หน้าเข่าฉีก หมอนรองกระดูกเข่า ฯลฯ  เนื่องจากได้ผลการรักษาที่ได้ผลค่อนข้างดี

“แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เสียเลือดน้อย สามารถทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นตัวได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรก หรือวันที่สองหลังผ่าตัด สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬาแพทย์จะพยายามรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงเดิมให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด

การฟื้นฟูกล้ามเนื้อภายหลังผ่าตัด จะใช้เครื่องกายภาพบำบัด Alter G (Anti-Gravity Treadmill) เป็นลู่วิ่งในสภาวะไร้น้ำหนักเสมือนเดินอยู่ในลูกบอลลูน มีอุปกรณ์คล้ายถุงลมเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักของร่างกายถึง 80% ของน้ำหนักตัว ลดปัญหาการบาดเจ็บขณะเคลื่อนไหวและลงน้ำหนักขณะออกกำลังกายได้ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บขณะลงน้ำหนัก ช่วยให้ขยับเดินได้เร็ว”

สุดท้าย นพ.พรเทพ บอกถึงการป้องกัน คือการวอร์มอัพ การยืดเส้นทั้งก่อนและหลังเล่นกีฬาหมั่นฝึกบริหารข้อไหล่ ข้อเข่าเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อมีความแข็งแรง เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บได้

Q & A with Kru Pat : ถามตอบกับ ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548617

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 12:13 น.

Q & A with Kru Pat : ถามตอบกับ ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ด้วยความภาคภูมิใจที่โยคะสุตราสตูดิโอ กำลังจะครบรอบวันเกิดย่างเข้าสู่ปีที่ 15 ในเดือน มิ.ย.นี้ เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณครูโยคะของเรา โดยจะมีบทสัมภาษณ์พิเศษกับคุณครูแต่ละท่าน เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านกันทุกเดือน

ครูเจี๊ยบ : อยากให้ครูพัดบอกกับเราเกี่ยวกับเส้นทางโยคะของครูเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่และความผูกพันที่มีต่อโยคะค่ะ

ครูพัด : เริ่มจากตอนจากการเป็นแม่บ้านจิตตกเลี้ยงลูกเล็ก 2 คน ที่บ้านแบบ Full Time โรคซึมเศร้าหลังจากคลอด อาการปวดหลังจากตอนท้อง และให้นมบุตรเป็นเวลานาน สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

24 ชั่วโมง ที่มีทุ่มเทกับการดูแลลูกและงานบ้าน ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า อารมณ์ตอนนั้นเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว มีอะไรกระทบเพียงหยดเดียวสามารถระเบิดได้ทันที

ความเครียดสะสม ปริ่มจนต้องพบจิตแพทย์ พอเอาลูกคนเล็กเข้าอนุบาลได้ สามีแนะนำให้ไปออกกำลังกายจึงเริ่มต้นด้วยการเข้าฟิตเนส จากสภาพนั้นแทบทำอะไรไม่ได้เลยกับใบหน้าที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ

เริ่มลองหาคลาสต่างๆ เข้าทั้งเต้น จักรยาน ยกน้ำหนัก ด้วยความไม่มีพื้นฐานในการออกกำลังกายเล่นอะไรกับใครก็ไม่ค่อยได้ จนมาเจอโยคะ รู้สึกได้ว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจิตสงบ ไม่ต้องคิดอะไร

เมื่ออยู่ในคลาสโยคะทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ตึงตรงไหนก็นำจิตไปพิจารณาตรงนั้น ได้สำรวจร่างกายที่เราไม่เคยดูแลและใส่ใจก่อนหน้านี้  ไม่เคยรู้ว่าการเคลื่อนไหวไปกับลมหายใจดีเพียงนี้เลยหรือ

โยคะเหมือนยาบำบัดได้ทุกอย่าง จึงเริ่มศึกษาเพิ่มขึ้นขอสามีไปเรียนเป็นครูโยคะ ใจคิดว่าของดีขนาดนี้อยากส่งต่อให้คนอื่นๆ บ้างแค่นั้น กายที่เบาขึ้น จิตที่เคยยึดติดเป็นกังวล กลับปล่อยวางได้ดี ได้มิตรภาพจากครู เพื่อน พี่น้องวงการ การบาลานซ์ชีวิตกลับมาสู่สมดุลอีกครั้ง เกิดความสุขที่อยากแบ่งปันทั้งในคลาสและนอกคลาส เกิดปีติทุกครั้งที่ได้ฝึกหรือสอนโยคะ ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้

ครูเจี๊ยบ : ช่วยบอกเราเกี่ยวกับการฝึกแบบส่วนตัว รวมถึงสไตล์การสอนของคุณ

ครูพัด : เริ่มจากการเป็นสมาชิกปกติเข้าคลาส 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จึงขอสามีไปเรียนคอร์สครูโยคะ 200 ชั่วโมง ที่โรงเรียนบางกอกโยคะ เริ่มต้นปรับพื้นฐานและทัศนคติ ฝึกและสอนแบบเบสิกมาได้ 2 ปี จึงตัดสินใจเรียนต่อคอร์ส Advances  300 ชั่วโมง

เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการฝึกและการสอนความสับสนต่างๆ เข้ามามากมาย กดดันตัวเองทั้งในการฝึกและยังต้องแข่งขันในการสอน เพื่อให้เป็นที่ต้องการของการตลาด เริ่มไม่มีความสุข

มีเวลานั่งคิดถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เราท้อง วันที่เราคลอด เราแค่อยากเห็นลูกของเรามีอวัยวะที่ครบเหมือนคนอื่นเท่านั้น แต่พอมีอวัยวะที่ครบ เราก็อยากให้มีหน้าตาดีขาว สูง ฉลาด จนเอาโน่นนี่มาใส่ จนลืมว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร

โยคะก็เช่นกัน จากตอนแรกขอแค่ฝึกแล้วมีสุขภาพดี ความยืดหยุ่นพอประมาณ ความแข็งแรงพอสมควร แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ฝึกไปฝึกมาอยากเอาขามาวางไว้ที่หัว อยากเอามือเดินแทนเท้า การสิ้นเปลืองร่างกาย เวลา และเงินเกินความจำเป็น ไม่ได้บาดเจ็บก็ถือว่าโชคดี

จากตรงนี้เริ่มกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฝึกตามกำลังไม่รีบร้อน ไม่หวังผล ความอดทนที่อยู่ด้วยใจ ความแข็งแรงที่ไม่ต้องแลกด้วยความทรมาน หาจุดกึ่งกลางระหว่างข้อจำกัดและขีดความสามารถ เมื่อทุกอย่างพร้อม โยคะจะจัดสรรเอง โดยที่คุณไม่ต้องขอ เพราะของบางอย่างไม่มีทางลัด

รับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง เพื่อไม่ให้สมองจดจำแต่สิ่งที่คุ้นเคยเท่านั้น จากประสบการณ์ตรงนี้จึงได้ออกแบบลักษณะการสอนที่สามารถเข้าได้กับผู้ฝึกทุกระดับ ใช้ชื่อคลาสว่า Inner peace flow yoga การไหลลื่นของลมหายใจไม่เน้นท่ายาก แต่สามารถควบคุมร่ายกายได้แบบมีสติ เกิดความต่อเนื่องของสมาธิให้หลุดพ้นจากความกังวล ความเครียดต่างๆ ตลอดที่อยู่ในคลาส การใช้กล้ามเนื้อข้อต่อที่สมดุลไม่หนักเกินไป สามารถเก็บพลังงานไว้ใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ไม่ได้หมดไปกับการฝึกโยคะอย่างเดียว

ครูเจี๊ยบ : คุณอยากจะบอกอะไรกับผู้ฝึกโยคะทุกคนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียน

ครูพัด : เส้นทางโยคะแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ขอให้มีความสุขกับค้นหาและแสวงหา เพราะเมื่อคุณมาถึงจุดหมาย เส้นชัยอาจไม่ใช่คำตอบ จงรักษาการเดินทางแบบสายกลาง (มัชฌิมา) ไม่มากไปไม่น้อยไป การขึงจนตึงก็จะขาด การหย่อนเกินไปก็ทำไม่เต็มประสิทธิภาพ หาจุดนั้นให้เจอ แล้วคุณจะพบกับความสุขที่ใกล้ที่สุด

ณภัชชา เตียมพานิช (ครูพัด) : 200 ชั่วโมง TTC 300 ชั่วโมง Advanced 40 ชั่วโมง TTC Ashtanga Yoga กับประสบการณ์ฝึก 8 ปี และประสบการณ์สอน 7 ปี

พบกับคลาสของครูพัดได้ที่ โยคะสุตราสตูดิโอ ทุกวันศุกร์เวลา 10.00 น. และเวลา 12.15 น. ค่ะ

‘คลีนฟาร์ม’ ผักสีเขียวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548610

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 11:39 น.

‘คลีนฟาร์ม’ ผักสีเขียวเพื่อสุขภาพ

โดย  วราภรณ์

ผักสีเขียวนานาชนิด น่ารับประทานติดโลโก้ “คลีนฟาร์ม” เป็นการสร้างและแบ่งปันสุขภาพดีให้กับคนรักสุขภาพ โดยทำร่วมกันระหว่าง “เล็ก” ธนิดา ขุนนา กับผู้ก่อตั้งคลีนฟาร์ม ดร.วีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ธนิดาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้รับแรงบันดาลใจเมื่อร่างกายไม่สบาย เธอจึงหันมาปลูกผักปลอดสาร ด้วยกรรมวิธีการปลูกผักของคลีนฟาร์ม

ปลูกด้วยดินไม่ใช้สารเคมี ทำปุ๋ยหมัก ตัดแต่งกิ่งเอง และขนส่งด้วยรถห้องเย็นจนถึงมือลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับประทานผัก “มือหนึ่ง” ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางที่สด สะอาด เก็บสดๆ ตอนเช้าและส่งตอนเย็น

“ผักไปสู่คนจากคลีนฟาร์มตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว ทุกส่วนกินได้ ไม่แก่ ไม่ช้ำ ทำให้ไม่เสียเวลาในการเตรียมอาหาร มั่นใจได้ว่า สินค้าทุกอย่างผลิตภายใต้การดูแลของคลีนฟาร์ม ไม่มีพ่อค้าคนกลางมาผสมขายให้ลูกค้า ดังนั้นวางใจได้เรื่องความปลอดภัย ตัดปัญหาเรื่องการทิ้งสินค้าที่ไม่รู้จักหรือรับประทานไม่เป็น ไม่มีค่าสมาชิก สัปดาห์ไหนไม่รับ ทางฟาร์มเราก็ไม่จัดส่ง เว้นไปรับผักเป็นอาทิตย์หน้าก็ได้”

กว่าจะได้เป็นคลีนฟาร์ม ที่ปลูกผักปลอดสารมานานกว่า 12 ปีแล้ว ธนิดาเล่าถึงแรงบันดาลใจอย่างละเอียดในการทำฟาร์มผักว่า จากอาการป่วยของตัวเธอเอง เริ่มจากการกินอาหารที่คิดว่าสะอาดแล้ว แต่ที่จริงแล้วผักผลไม้สดไม่รู้มีสารตกค้างหรือเปล่า

คือก่อนหน้าที่ธนิดาป่วยเธอค่อนข้างดูแลสุขภาพตัวเอง เน้นการกินผักมาตลอด 4 ปี ปรากฏแสดงอาการป่วย เพราะร่างกายกินผักที่มีสารพิษเข้าไป ร่วมทั้งรู้สึกเครียดกับหน้าที่การงานรับเหมาก่อสร้าง มักดื่มแต่กาแฟดำ กินผักผลไม้สดโดยไม่ผ่านกระบวนการทำให้สุก กินมากๆ สารพิษก็ตกค้างในร่างกายเป็นปริมาณมาก

เมื่อเกิดอาการป่วยเธอจึงรักษาตัวเองกินชีวจิตแทนกินเคมี ฝึกโยคะ แต่การใช้ธรรมชาติบำบัดต้องใช้เวลา เธอจึงหันมาปลูกผักกินเอง ร่างกายเริ่มโอเค ดีขึ้น เธอจึงฉุกคิดว่าน่าจะมีหลายคนที่เป็นแบบเธอ เธอจึงอยากหยิบยื่นโอกาสปลูกผักปลอดสารพิษอย่างแท้จริงเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง

“พอหายป่วยก็อยากทำบุญ ให้สิ่งดีๆ กับมนุษย์ นี่คือบุญทางอ้อม ให้อาหารปลอดภัยกับเขา เดิมมีพื้นที่อยู่ในกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง แต่คิดว่าเราน่าจะหาที่ดินปลูกให้เพื่อนและญาติกินผักปลอดสาร จึงมาดูที่ดินที่อำเภอหนองแซง สระบุรี ซึ่งเป็นที่ลุ่มประมาณ 100 ไร่ ก็เริ่มปลูกผักชนิดแรกๆ ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า เริ่มศึกษาจริงจังปลูกอย่างไรให้ปลอดภัย

คุยกับนักวิชาการเรื่องดิน ปุ๋ย โรคพืชป้องกันอย่างไรโดยไม่ใช้สารเคมี ก็คือมีโรงเรือนป้องกันฝนตก ไม่ให้ใบฉีกขาดเกิดโรคเชื้อราก็ต้องมีหลังคาพลาสติก กันฝน เริ่มกางมุ้งให้ผัก มีการปลูกผักบนแคร่ดิน ซึ่งสามารถให้ชาวบ้านในละแวกนั้นมาช่วยปลูก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้ด้วย”

วิธีการปลูกดี แต่ผักที่เติบโตยังไม่รสชาติไม่อร่อย ธนิดาจึงเริ่มศึกษาว่าพืชต้องการแคลเซียม เธอจึงเริ่มปรุงปุ๋ย และขยายชนิดของผักปลูกไปเรื่อยๆ ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ฮ่องเต้ ผักกาดขาว ผักบุ้ง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ถั่ว มะระ แตงกวา บวบ ฯลฯ ปลูกหมุนเวียนกันไป อีกทั้งการปลูกพืชผักอินทรีย์ต้องปลูกตามฤดูกาล

ธนิดาแนะว่า จะกินผักให้กินผักตามฤดูกาลจะปลอดภัยกว่า อย่างหน้าร้อนแบบนี้กินผักโขม คะน้า กวางตุ้งแล้วจะดี เพราะผักที่ปลูกไม่ใช่ฤดูกาลของเขา ต้องใส่ปุ๋ยเพื่อให้ผักโตเร็ว ยิ่งหน้าร้อนศัตรูพืชเยอะ อีกทั้งบ้านเราร้อนชื้น เชื้อราก็มาก็ต้องหาทางป้องกัน ดังนั้นจึงควรกินผักตามฤดูกาลดีกว่า

“ใครอยากกินผักอะไรโทรมาสั่งได้ อยากให้ลูกค้าสั่งผักแล้วกินสดๆ ไม่อยากให้กินแบบต้องเก็บแช่ในตู้เย็น ตอนนี้เริ่มปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่ม เช่น มะนาว ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด เป็นต้น”

หากใครอยากกินผักปลอดสารจากคลีนฟาร์ม สามารถแจ้งที่อยู่เพื่อจัดส่ง ทางฟาร์มจะแจ้งกลับวันที่สามารถจัดส่งได้ของในสัปดาห์ ก่อนวันส่ง 1-2 วัน จะมีพนักงานที่ฟาร์มติดต่อไปแจ้งว่ามีสินค้าอะไรบ้างและมีสินค้าพิเศษประจำวันอะไรบ้าง และทำการรับออร์เดอร์

ที่สำคัญลูกค้าเลือกได้ว่าจะมารับสินค้าเอง(ตามจุดกระจายสินค้าต่างๆ ในแต่ละวัน) หรือให้ไปส่งถึงบ้าน (วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นครั้งต่อจุดที่ส่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าชวนเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ในซอย หรือในคอนโดเดียวกัน จะสามารถแชร์ค่าจัดส่งกันได้ สำหรับการชำระเงินสามารถเก็บเงินปลายทางหรือโอนเข้าบัญชีของคลีนฟาร์มก็ได้

คลีนฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 85 หมู่ 4 ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี สนใจโทรสั่งผักได้ที่ 08-7509-0888 09-6459-3659 ไลน์ไอดี @clean farm

ปัจจุบันนอกจากจำหน่ายผักปลอดสารแล้ว คลีนฟาร์มยังเปิดให้คนเข้าไปทัศนศึกษาคลีนฟาร์ม อีกทั้งยังมีรีสอร์ทสุขภาพและมีร้านอาหารสุขภาพไว้คอยบริการด้วย

สำหรับร้านอาหาร ก่อนไปควรโทรไปแจ้งล่วงหน้าสัก 2 ชั่วโมง เพื่อแม่ครัวท้องถิ่นจะได้เตรียมทำกับข้าวเมนูผักต้มกินกับน้ำพริกปลาทู หรือสุกี้ผักสดไว้คอยบริการได้ทันท่วงที

ยิ่งเป็นเสาร์-อาทิตย์ต้องจองล่วงหน้าหลายวันหน่อย เพราะคนนิยมไปเที่ยวเชิงนิเวศสีเขียวกันมาก

แฮปปี้แฟมิลี่ ของครอบครัวตัว บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548601

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:56 น.

แฮปปี้แฟมิลี่ ของครอบครัวตัว บ.

โดย ฤดูกาล ภาพ : วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์

ครอบครัวตัว บ. สุดหรรษา นำทีมโดย “พ่อเบิ้ม” วรพงศ์ วงษ์กะพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย แฟมิลี่แมน ของลูกสาววัยน่ารักทั้งสองคน “น้องใบบุญ” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ และ “น้องอิ่มบุญ” ลูกสาวคนเล็กวัย 5 ขวบ ที่มักกระเตงไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาสร้างเวลาคุณภาพร่วมกัน

พ่อเบิ้มเล่าว่า ปกติในวันหยุดจะพาลูกๆ ไปบ้านพักตากอากาศของครอบครัวที่บางแสน แต่หากเป็นทริปเที่ยวแรกๆ น่าจะเริ่มต้นตอนน้องใบบุญอายุ 3 ขวบ ประเดิมด้วยทริปทะเล จ.ระยอง

“ส่วนตัวตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ คุณแม่จะบอกเสมอว่าการไปเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัวจะทำให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ได้คุยกัน ซึ่งพอโตขึ้นมามีครอบครัวของตัวเองแล้ว ทำให้เห็นความสำคัญกับเวลาของครอบครัวจริงๆ

ทั้งกับพี่น้องที่ต่างคนต่างแยกไปมีครอบครัวและกับลูกๆ ของตัวเองด้วย เพราะคิดว่าตอนที่ลูกอยู่ในวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งเด็กยุคใหม่ที่จะมีสังคมของตัวเองเร็วขึ้น ฉะนั้นการไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวทำให้เราพ่อแม่ลูกมีเวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ และเป็นเวลาที่พ่อแม่เองก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน”

เขายังกล่าวด้วยว่า ช่วงอายุ 5-10 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่เด็กอยากเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ การท่องเที่ยวจึงทำให้เด็กเปิดหูเปิดตาและได้สัมผัสประสบการณ์จริง

“สถานที่ที่เราชอบไปเที่ยวด้วยกันส่วนใหญ่จะไม่เข้าห้าง แต่จะขับรถไปต่างจังหวัด ไปสัมผัสธรรมชาติ เช่น สวนผึ้ง บ้านโป่ง หรือไปสถานที่ที่มีธรรมชาติ เช่น สวนสัตว์ สวนสาธารณะ ซึ่งแต่ละครั้งเราจะไปพร้อมกันแบบครอบครัวใหญ่

คือ มีคุณทวดวัย 90 กว่า และคุณพ่อคุณแม่ของผมไปด้วย ผมเชื่อในเรื่องการใกล้ชิดผู้ใหญ่ เพราะท่านจะสอนเรื่องมารยาทแบบไทยๆ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้ซึมซับวัฒนธรรมไทย และท่านเองก็จะชื่นใจเวลาได้อยู่กับหลานๆ ด้วย”

แฟมิลี่แมนคนนี้ให้ความสำคัญกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันครอบครัว หากไม่ได้พาไปต่างจังหวัดก็จะพาลูกๆ ไปเที่ยวในกรุงเทพฯ อย่างท้องฟ้าจำลอง สวนสัตว์ สวนสนุก หรือไม่ก็อยู่บ้านกินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ขอให้ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน

“การพาลูกออกไปนอกบ้านทำให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น และยังทำให้ลูกๆ รู้จักการรอคอย เพราะเด็กยุคใหม่อยู่ท่ามกลางสิ่งที่รวดเร็วไปหมด การได้ต่อคิวหรือการรอคอยจะทำให้เขาได้ควบคุมตัวเอง และฝึกการอยู่ร่วมกับสังคม

นอกจากนี้ การออกไปสัมผัสสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเองจะทำให้เขาจดจำและเรียนรู้ได้เร็วกว่าการอ่านหนังสือในห้องเรียน ซึ่งส่งผลดีต่อลูกๆ ในวัยเรียนรู้ด้วย” พ่อเบิ้ม กล่าวทิ้งท้าย

‘เที่ยวจนวันลาหมด’ ทำลายขนบคนทำงานประจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548598

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:40 น.

‘เที่ยวจนวันลาหมด’ ทำลายขนบคนทำงานประจำ

โดย รอนแรม ภาพ : เที่ยวจนวันลาหมด

ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้วันหยุดและวันลาทั้งหมดไปกับการเดินทาง “เจ” ศราวุธ พรหมโคตร วัย 25 ปี จึงเปิดเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวจนวันลาหมด เพื่อทำลายขนบและความคิดเดิมๆ ของคนทำงานประจำ

เจ เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาออกเดินทางหนักเป็นเพราะ “อกหัก” ทำให้อยากเยียวยาจิตใจด้วยการเดินทางแบบแบ็กแพ็กเกอร์

ประกอบกับเขารู้จักกับเจ้าของเพจรุ่นพี่ชื่อ “คนหลงทาง” จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเปิดเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนั้นเขาเขียนบันทึกการเดินทางลงในเว็บไซต์พันทิปอยู่แล้ว จึงย้ายมาอาศัยบ้านของเฟซบุ๊กแทน และจริงจังทำมันอย่างเต็มที่

“โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนเฮฮา เป็นคนซนหน่อยๆ ทำให้เวลาเขียนเรื่องออกมาจะติดความสนุกสนาน ตอนเขียนในพันทิปจะชอบเขียนเป็นบันทึกตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอนว่าเจออะไรบ้าง รู้สึกอย่างไรบ้าง และลงรูปทุกขั้นตอนเพื่อให้คนอ่านเห็นภาพมากที่สุด

แต่พอเปลี่ยนมาทำเพจทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบ เพราะคนในเฟซบุ๊กไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ แต่ชอบดูภาพและวิดีโอมากกว่า ผมเลยต้องเขียนให้กระชับขึ้นแต่ยังคงมีรายละเอียดครบถ้วน และจะเขียนบรรยายภาพทุกภาพเพื่อให้คนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

แบ็กแพ็กเกอร์คนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบทะเลหรือภูเขามากกว่า แต่ที่แน่ใจคือเขาอยากไปในที่ที่มีเรื่องราวทั้งระหว่างทางและปลายทาง รวมทั้งชอบท่องเที่ยวในชุมชนและวัฒนธรรม เพราะความมีเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ไม่เคยเหมือนเดิม

“ผมหลงใหลในวัฒนธรรมและวิถีชุมชนมาก เพราะแต่ละพื้นที่มีเสน่ห์ต่างกัน อาจเป็นเพราะผมเป็นคนอีสาน ทำให้ชอบวิถีถิ่น และอยากค้นหาความเป็นท้องถิ่นเพื่อทำความรู้จักว่าชาวบ้านในชุมชนอื่น เขาต่างหรือเหมือนกับเราอย่างไร”

นอกจากนี้ การเที่ยวชุมชนยังเสริมรายได้ให้ท้องถิ่น ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาวัฒนธรรมชุมชน และยังเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน

สำหรับที่มาของชื่อเพจนั้น เจเล่าต่อว่า มาจากนิสัยชอบท่องเที่ยวของเขา ซึ่งการเป็นข้าราชการที่ต้องทำงานวันจันทร์-ศุกร์ไม่ใช่ปัญหา เพราะนอกจากจะหยุดไปเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์แล้ว เขายังใช้วันลาพักร้อนเพื่อไปท่องเที่ยวจนหมดด้วย

“ผมอาจจะเป็นแรงบันดาลใจหรือชี้นำให้คนทำงานประจำออกไปเที่ยว เพราะผมคิดว่าหากทำงานประจำแต่ยังสามารถแบ่งเวลาไปเที่ยวได้ มันคืออีกมิติหนึ่งที่จะทำให้เรามีความสุขมาก หลังกลับจากเที่ยวมาเริ่มทำงานใหม่วันจันทร์ ทุกครั้งผมจะมีพลัง ได้รับมุมมองใหม่ๆ กลับมาเสมอ

เพราะโลกของผมกว้างขึ้น ทำให้ทัศนะของผมเปลี่ยนไปจากเดิม ผมคิดเสมอว่าทุกครั้งที่เราก้าวออกไปจากที่เดิมเหมือนเป็นการให้ของขวัญตัวเอง เพราะผมอยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขต่อไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ เจยังเป็นอีกคนที่ชอบเดินทางคนเดียว ซึ่งเขาคิดว่ามันคือช่วงเวลาทบทวนตัวเอง อย่างล่าสุดได้โซโลเดี่ยวไปเที่ยววังเวียง สปป.ลาว ทำให้เขาได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

และเหนือสิ่งอื่นใดคือเขามีเพื่อนใหม่กลับมาเป็นมิตรภาพระหว่างทาง โดยทุกคนสามารถติดตามเรื่องราวการเดินทางวังเวียง 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 2,500 บาท ได้เร็วๆ นี้ ทางเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวจนวันลาหมด” รับรองว่าทั้งเรื่องและรูปของเจจะทำให้คุณต้องรีบหาวันลาพาตัวเองไปเที่ยว