ศักดิ์ชัย+ชลดา เวยื่อ คู่ขวัญสร้างบ้านดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548594

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:58 น.

ศักดิ์ชัย+ชลดา เวยื่อ คู่ขวัญสร้างบ้านดิน

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การมีคู่ชีวิตที่มีมุมมอง ไลฟ์สไตล์และความชอบคล้ายๆ กัน บางอย่างตรงกัน ย่อมส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งก่อให้เกิดพลังสองเท่าในการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ ไม่ต้องปรับจูนอะไรมาก

เหมือนคุณครูคู่ภรรยาสามีคู่นี้ “โชะ” ศักดิ์ชัยเวยื่อ ครูโรงเรียนเทศบาล 1 เทศบาลเมืองพะเยา และ “จุ้ย” ชลดา เวยื่อ ครูโรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) เทศบาลเมืองพะเยา เจ้าของบ้านดินคำปู้จู้ ที่ใครก็รู้จักและเป็นบ้านต้นแบบแห่งการพึ่งตนเอง

ทั้งคู่มีความเหมือนกันหลายอย่าง เช่น ชื่นชอบธรรมชาติ รักความสงบ ชอบความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายในวิถีของการพึ่งพาตนเอง เป็นคนมีน้ำใจ มีนิสัยชอบแบ่งปัน โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น ซึ่งไม่นับการทำหน้าที่ครูอันเป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้วด้วยความทุ่มเท

บ้านดินคำปู้จู้ สร้างด้วยใจรัก

ทั้งสองถูกเรียกด้วยคำนำหน้าว่าครูเสมอจนคุ้นปาก ครูโชะชอบดนตรีและเป็นครูดนตรีของโรงเรียน ขณะที่ครูจุ้ยชอบศิลปะ แต่แม้จะชอบคนละอย่างก็สามารถหลอมรวมอย่างลงตัว นั่นเพราะดนตรีกับศิลปะต่างก็ให้ความสุขและความสุนทรีย์

ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ชื่อครูโชะและครูจุ้ยเป็นที่รู้จักในแวดวงคนที่อยากมีบ้านดิน และต้องการใช้ชีวิตเน้นการพึ่งพาตนเองซึ่งมีจำนวนมากเดินทางมาทำเวิร์กช็อปบ้านดิน ที่บ้านดินคำปู้จู้ ในบ้านเจดีย์งามหมู่ 1 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา

“พูดถึงบ้านของเรา ตอนแรกเลยอยากได้บ้านปูนเปลือย ดูเรียบๆ ดี แต่พอสืบราคา โอ้!สูงมาก ประกอบกับช่วงนั้นหาช่างยากทำให้กลับมาฉุกคิดว่า การทำอะไรเกินตัวแล้วตัวเองเดือดร้อนไม่ใช่วิถีของการพึ่งตนเอง เลยมองหาบ้านแบบอื่น ก็ไปเจอบ้านดิน รู้สึกเลยว่าเป็นบ้านในวิถีของการพึ่งตนเอง ได้อยู่กับธรรมชาติในแบบที่เราชอบใช้งบสร้างไม่สูง สร้างเองได้ช่วยกันทำ ไม่ต้องจ้างช่าง เราจึงเห็นตรงกันบ้านดินนี่แหละคือคำตอบ” ครูจุ้ย กล่าว

ทว่าความที่ช่วงนั้นข้อมูลบ้านดินยังไม่แพร่หลาย ทั้งคู่จึงตระเวนไปหลายที่ที่มีการทำบ้านดิน เช่น พันพรรณ ของ โจน จันใด ซื้อซีดีทำบ้านดิน (ตอนนั้นมีซีดียังไม่มีหนังสือ) และซื้อคู่มือทำบ้านดินของอาศรมวงศ์สนิท ที่ จ.นครนายก มาศึกษา

เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2553 ครูจุ้ยมีโอกาสได้ทำวิจัยการก่อสร้างเรือนดินดิบแบบยกพื้นสูง ร่วมกับอาจารย์คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นผู้วิจัยหลัก ยิ่งทำให้รู้ลึกซึ้งและมั่นใจว่าบ้านดินสร้างความมั่นคงให้ชีวิตมีความสุขและเป็นสื่อทำให้คนอื่นๆ เข้าถึงวิถีของการพึ่งตนเองได้

“ปี 2555 ผมกับครูจุ้ยจึงลงมือสร้างบ้านดินของตัวเอง เป็นบ้านดินประยุกต์ บนเนื้อที่ 2 ไร่ รูปทรงบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง จำนวน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ พื้นที่รวม 150 ตารางเมตร เราออกแบบร่วมกัน ครูจุ้ยแม้ไม่เคยเรียนศิลปะแต่ก็มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวสูง ไอเดียแต่ละอย่างที่คิดจึงค่อนข้างแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร การตกแต่งบ้านแม้เราจะคุยกันแต่ส่วนใหญ่มาจากไอเดียครูจุ้ยครับ” ครูโชะเล่าถึงการสร้างบ้านและพูดถึงครูจุ้ย

ด้านครูจุ้ย เสริมขึ้นว่า ทุกส่วนทุกมุมที่เกี่ยวกับดินในบ้านหลังนี้ทำเองกับครูโชะ เช่น การทำอิฐดินเตรียมไว้ก่อบ้าน (บางวันมีจิตอาสานักเรียนมาช่วยทำ) การก่ออิฐผนังกำแพงบ้าน ฉาบผนัง ทาสี เป็นต้น ทำทุกวันหลังเลิกเรียนและในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในส่วนของการจ้างช่างทำคือการขึ้นโครงหลังคา เนื่องจากตอนนั้นทั้งสองยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้

“ในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณ ครูโชะในฐานะเด็กสายวิทย์คณิตมาก่อนและเก่งคำนวณอยู่แล้ว เป็นคนคำนวณออกมาค่ะ เช่น อิฐดินที่ใช้จำนวนกี่ก้อน อย่างบ้านเราใช้4,000 ก้อน ใช้งบสร้าง 1.2 ล้านบาท รวมตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และค่าช่างบางส่วน นี่คือราคาบ้านดินที่เราทำในช่วงปี 2555-2557 (ถ้าบ้านทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 3 ล้านกว่าบาท) แต่ปัจจุบันด้วยองค์ความรู้เทคนิค และประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาสามารถเซฟต้นทุนได้เยอะ จากราคา 1.2 ล้านสามารถเซฟเงินได้ถึง 8 แสนบาท และเป็นบ้านดินอย่างดีด้วย” ครูจุ้ย กล่าว

เผยแพร่ความรู้การทำบ้านดิน

หลังจากสร้างบ้านดินของตัวเองแล้วเสร็จในปี 2557 ครูโชะและครูจุ้ยได้พยายามถ่ายทอดองค์ความรู้การสร้างบ้านดิน ด้วยการจัดเวิร์กช็อปให้กับคนที่สนใจเรื่อยมาถึงปัจจุบัน มีทั้งจัดฟรีและเก็บค่าใช้จ่าย มีคนไปอบรมมาแล้วหลายรุ่น ล่าสุดได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดพะเยา สมาคมการค้าธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา จัดอบรมการทำบ้านดินให้คนที่สนใจเพื่อโปรโมท จ.พะเยา ให้เป็นที่รู้จัก

“ได้จัดอบรมไปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็จะร่วมกันจัดอีกในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับ จ.พะเยา ของเราโดยใช้บ้านดินเป็นสัญลักษณ์ ต่อไปถ้าพูดถึงบ้านดิน คนก็ต้องนึกถึงพะเยาเป็นจังหวัดแรก ตอนนี้บ้านดินในพะเยาเริ่มผุดให้เห็นแล้วจากการที่เราได้ออกไปติดตามผลเป็นระยะ ปีที่แล้วอบรมไป 32 คน และเริ่มทำบ้านดินไปแล้วเกือบครึ่ง”

ครูจุ้ยเล่าว่า ทุกวันนี้กระแสของคนที่ต้องการกลับบ้านมีมากขึ้น เพื่อไปดูแลครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการในพื้นที่ดินบ้านของตัวเอง ซึ่งก็จะพบว่ามีคนรุ่นใหม่ๆ ที่คิดอยากกลับบ้าน อยากมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะที่ครูโชะได้ฝากถึงใครที่อยากมีบ้านของตัวเองว่า

“คู่รักทุกคู่ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะทุกอย่างหรือในทุกประเด็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากแนะนำคือ ถ้าอยากมีบ้านดินหรือบ้านอะไรก็แล้วแต่พยายามคุยกันให้ลงตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา มองให้เห็นเนื้อในความต้องการของกันและกัน ไม่ใช่ความต้องการแค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่มันคือความต้องการในอนาคตที่ทั้งสองต้องอยู่ด้วยกัน

การสร้างบ้านต้องตอบโจทย์คนที่เป็นเจ้าของและในความรู้สึกของเราสองคน ตัวบ้านควรจะต้องมีคุณค่ามากกว่ามูลค่าถึงจะลงตัวที่สุดสำหรับคนที่จะสร้างบ้านด้วยกัน”

สำหรับใครที่อยากรู้จักครูโชะและครูจุ้ยมากขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด มุมมองต่างๆ หรือเรื่องบ้านดินได้ที่เพจบ้านดินคำปู้จุ้ย และเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house หรือจะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านก็ได้ บ้านดินของครูมีร้านกาแฟน่ารักๆ และมีสตูดิโอแสดงงานศิลปะเก๋ๆ ของลูกสาวให้ชมด้วย

ถุงชายผ้าเหลืองเติมใจผู้ป่วย ศิลปะภาวนาเติมใจ พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548593

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:52 น.

ถุงชายผ้าเหลืองเติมใจผู้ป่วย ศิลปะภาวนาเติมใจ พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข/กลุ่มชีวิตสิกขา

“ถุงชายผ้าเหลือง เติมใจผู้ป่วย” คืออะไรกันนะ วันนี้ได้มาทำความรู้จักกับโครงการดีๆ ของธรรมภาคี กลุ่มชีวิตสิกขา ที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ พร้อมๆ ไปกับ “ธรรมอาสา” หรือจิตอาสาคนเก่งของเรา พิสิษฐ์ สุริย์วงศ์

“ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณธนาคารจิตอาสา และสวนโมกข์กรุงเทพฯ สถานที่สัปปายะ ที่ทำให้ได้รู้จักกับโครงการถุงชายผ้าเหลืองฯ”

ธนาคารจิตอาสา คือเว็บไซต์งานจิตอาสาที่หลายคนรู้จัก แต่อาจจะยังไม่รู้จักดี พิสิษฐ์ถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์งานจิตอาสาที่เป็นประโยชน์ เพื่อว่าจิตอาสาผู้กำลังมองหากิจกรรมที่เหมาะสม จะได้เห็นตัวเลือก รวมทั้งได้ทดลองตัวเองกับกิจกรรมต่างๆ

พิสิษฐ์เอง เริ่มเป็นจิตอาสาจากการช่วยกิจกรรมหลายรูปแบบ สำหรับถุงชายผ้าเหลือง ได้มีโอกาสเข้าร่วมครั้งแรกเมื่อต้นปี 2559 โดยเป็นกิจกรรมประเภทศิลปะภาวนา ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลงานหรือจำนวนชิ้น หากชิ้นงานที่ได้ ก็จะนำไปมอบเป็นกำลังใจผู้ป่วย

ถุงชายผ้าเหลืองฯ คือการประดิษฐ์ถุงผ้าดิบ ที่มีการนำผ้าจีวรพระสงฆ์มาประยุกต์ออกแบบตามจินตนาการผู้ประดิษฐ์ ตัดปะผืนจีวรบนถุงผ้าขนาดย่อม ใช้ประโยชน์ในการบรรจุของบริจาค มอบแก่ผู้ป่วยตามโรงพยาบาล

“จีวรพระสงฆ์ที่ท่านสละแล้ว หรือโยมนำไปถวายแล้วมีเหลือความต้องการ หรือตัดเย็บผิดวินัย พระใช้ไม่ได้ ท่านก็เมตตาสละให้กลุ่มฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อ”

กลุ่มที่ประสานงานความช่วยเหลือกันบ่อยๆ เช่น กลุ่มพยาบาลไร้หมวก กลุ่มพยาบาลวิชาชีพจิตอาสา ที่ใช้เวลาว่างออกเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน หรือผู้ป่วยนอนติดเตียง ก็จะนำของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ของใช้ส่วนตัว หนังสือสวดมนต์ บรรจุถุงชายผ้าเหลืองฯ และนำไปมอบให้

ในมุมหนึ่ง จีวรคือกำลังใจ ผู้ป่วยนอนติดเตียงรักษาพยาบาลทางร่างกายมาเป็นเวลานาน ไม่มีโอกาสได้ไปวัดทำบุญ  หรือไม่สะดวกในประการต่างๆ ก็ได้ถุงชายผ้าเหลือง เป็นกำลังใจและสร้างกุศลให้คิดแง่บวก เพราะส่วนหนึ่งของถุงผ้าจะเขียนหรือปักข้อความธรรมะ เพื่อให้กำลังใจผู้ป่วย

จากต้นปี 2559 ถึงปัจจุบัน จากจิตอาสาธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ได้กลายเป็น “ธรรมอาสา” ทำหน้าที่สตาฟฟ์ของกลุ่มชีวิตสิกขา ช่วยดูแลอุปกรณ์ รวมทั้งให้คำแนะนำจิตอาสาหน้าใหม่ในการประดิษฐ์ถุงชายผ้าเหลือง ต้องให้คำแนะนำกันเลยหรือ คำตอบคือใช่!

“แต่ละครั้งมีจิตอาสามาเยอะ เรารับแค่ 30-50 คนต่อครั้ง แต่ละคนที่มาก็คงเหมือนผมตอนแรกที่คิดว่า อยากทำชิ้นงานไปเยี่ยมผู้ป่วยให้ได้เยอะๆ แต่จริงๆ แล้ว คือการฝึกปฏิบัติของตัวผู้อาสาเอง”

จิตอาสาแบบศิลปะภาวนา หมายถึงผู้อาสาก็ต้องฝึกตัวเอง ในระหว่างทำกิจกรรมทุกคนต้องเจริญสติไปด้วย เมื่อได้ยินเสียงระฆังต้องวางอุปกรณ์ นัยคือการเจริญสติ ระฆัง 15 นาทีตี 1 ครั้ง ทุกคนวางมือจากกิจกรรม 10 นาที ฝึกและฝืนความอยาก (ทำ) ลดละขัดเกลาความต้องการของตน

บางคนแทบจะหยุดไม่ได้ เพราะเพลิดเพลินในการเย็บปัก อยากทำให้เสร็จไปเดี๋ยวนี้เวลานี้ จิตอาสาจะได้โอกาสในการ “ขัดใจ” ตัวเอง ได้กำหนดรู้ความขัดข้องในใจ ได้เรียนรู้ถึงความอยากและกิเลสที่ได้เผชิญหน้ากันชัดๆ รวมทั้งบทเรียนในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

“คุณสามารถจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้หรือไม่? คุณจะวางใจได้ไหม? วางมือได้ไหม? เมื่อก่อนกิจกรรมทำทุกเดือน ปัจจุบันเหลือเดือนเว้นเดือน ได้แก่ทุกสัปดาห์แรกของเดือนเลขคี่ ถ้าว่างก็ไปฝึกละ ฝึกวางกันนะครับ”

การทำงานจิตอาสาโดยส่วนตัวแล้ว พิสิษฐ์เล่าว่า ได้รับประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การฝึกสมาธิและการมีความตั้งใจกับการทำงาน ได้ประยุกต์ใช้กับงานและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการละ การวางกิเลสในการอยากทำสิ่งต่างๆ 

“ผมนำใช้ในชีวิตประจำวันด้วยว่า เราจะจัดการกับความรู้สึกขัดใจไม่พอใจอย่างไร? กลายเป็นคนใหม่ไปเลย”พิสิษฐ์พักอยู่ย่านพระราม 2 และบางทีพักอยู่ที่บ้านย่านลำลูกกา คลอง 2 หากวันสุดสัปดาห์จะเดินทางมาที่สวนโมกข์กรุงเทพ ปัจจุบันอายุ  45 ปีแล้ว ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ งานจิตอาสาของพิสิษฐ์ใช้หลักไม่เบียดเบียนตัวเอง จัดสรรและบริหารเวลาอย่างมีความสุข

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง บุญหล่อเลี้ยงกายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548591

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง บุญหล่อเลี้ยงกายใจ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

“นิก” พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ FDI Group กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาครบวงจรแบบวันสต็อป เซอร์วิส ให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

นอกจากเป็นผู้บริหารที่มีบุคลิกดี หน้าตาสดใส ยังมีอัธยาศัยงาม มีจิตใจใฝ่ในการทำบุญ ชอบแบ่งปัน และเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอจนเป็นที่รักของลูกน้องและเพื่อนๆ

พัชราภรณ์ เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องกรรม (บุญและบาป) เชื่อว่าทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ทำบุญย่อมได้บุญ ทำบาปย่อมได้บาป

ดังนั้น เธอจึงเลือกทำแต่กรรมดี ทั้งหาโอกาสทำและลงมือทำทันทีเมื่อโอกาสมาเคาะประตูบ้าน จะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปเปล่าๆ นี่คือตัวตนของเธอ

เธอเป็นคนชอบทำบุญโดยคุณพ่อคุณแม่จะพาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก เช่น ไปทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ฟังเทศน์ เวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมจิตใจและติดตัวเธอมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาไม่เคยพลาด ทุกวันนี้เวลาไปทำบุญจะไปพร้อมครอบครัวพ่อแม่ลูก

“จริงๆ แล้วการทำบุญในพระพุทธศาสนามีหลายวิธี แต่บุญที่นิกทำประจำคือทาน (การให้) หรือที่พระเรียกว่า ‘ทานมัย’ (บุญสำเร็จได้ด้วยการให้) นิกว่าทานมัยทำได้ง่ายจึงทำอยู่ตลอด มีทั้งทำกับพระสงฆ์ เช่น ถวายสังฆทาน ใส่บาตร บริจาคค่าน้ำค่าไฟวัด ถวายหนังสือพระเณร ถวายหลอดไฟ หรือปัจจัยสี่อื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นกับพระ เช่น ยารักษาโรค เป็นต้น”

นอกจากนี้ พอถึงวันสำคัญของเธอหรือคนในครอบครัว เช่น วันเกิดตัวเอง วันเกิดลูก วันเกิดสามี ก็จะพากันไปทำบุญที่วัด บางทีไปทำบุญกับพระเณรอาพาธที่โรงพยาบาลสงฆ์ ถวายปัจจัยเป็นค่ายารักษาโรค ถวายเป็นค่าไฟให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ หรือไปทำบุญโลงศพที่วัดหัวลำโพง บางครั้งก็ทำกับมูลนิธิต่างๆ เช่น บริจาคเงินซื้อเครื่องมือแพทย์กับมูลนิธิกรมหลวงสงขลานครินทร์ เป็นต้น

นอกจากทำบุญกับพระสงฆ์และคนทั่วไปแล้ว นิกยังทำบุญกับสัตว์ด้วย ซึ่งเรียกว่า “ทานมัย” แต่เป็นประเภท “อภัยทาน” หรือ “ชีวิตทาน” เป็นการให้ชีวิตกับเขา เช่น การปล่อยปลา การไถ่ชีวิตโค-กระบือ ไม่ให้ถูกฆ่า เป็นต้น และทุกครั้งไม่ว่าจะทำบุญอะไรเธอก็จะคอยสอนและอธิบายให้ลูกเข้าใจในการทำบุญนั้นไปด้วย

“เวลาที่นิกได้ทำบุญจะเกิดความสุขและความปีติขึ้นในใจตลอด หลังจากทำไปแล้ว มาหวนระลึกถึงอีกทีก็ยังเกิดปีติสุขในบุญอยู่ เป็นอย่างนี้ตลอดค่ะ เรียกว่าบุญกุศลหล่อเลี้ยงใจเราให้มีความสุข มีความเบิกบาน และมีความผ่องแผ้วบริสุทธิ์ทุกเมื่อ”

การให้ธรรมะเป็นทานเป็นบุญอีกอย่างหนึ่งที่เธอทำ ก็คือ การเขียนข้อคิดที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและการทำงานให้คนได้อ่านและนำไปใช้

ยกตัวอย่างบทความที่เขียน เช่น ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่เส้นชัย เธอบอกว่าการที่คนเราจะไปสู่เส้นชัยคือความสำเร็จได้นั้น ต้องประกอบด้วยความคิด ความเชื่อ ความศรัทธา และการลงมือทำจึงจะสำเร็จ บางวันก็เขียนคำคมสั้นๆ และข้อคิดเชิงธรรมะเพื่อเตือนใจตัวเอง

“หลายคนอ่านแล้วมีฟีดแบ็กกลับมาดีค่ะ บางคนนำไปพัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ บางคนอ่านแล้วมีกำลังใจพลังในการต่อสู้และไม่ยอมแพ้ต่อชีวิตและโชคชะตา บางคนเจอปัญหาชีวิตมากมาย พอได้อ่านก็ทำให้ตั้งสติได้ พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น”

อย่าลืมติดตามเฟซบุ๊ก“นิก พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง” รับรองว่าทุกคนจะได้อ่านข้อคิด บทความ และฮาวทูดีๆ  แน่นอน

‘ภูวดี คุนผลิน’ หัวเรือใหญ่ The Chaophraya Cruise

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548586

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:24 น.

‘ภูวดี คุนผลิน’ หัวเรือใหญ่ The Chaophraya Cruise

โดย พงษ์พัทธ์ วงยะลา

หากเอ่ยถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยนั้นถือเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวในความสวยงามของสถาปัตยกรรมและวิถีชุมชน จากกระแสความนิยมนี้ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเที่ยวชมวัดวาอารามและบ้านเรือนสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก จนทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองน่าเที่ยวของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากโอกาสทางการตลาดนี้เองทำให้ครอบครัวคุนผลิน ซึ่งเดินทางล่องเรือสำราญในต่างประเทศเป็นประจำ ได้ให้ความสนใจในการสร้างตลาดเรือสำราญขึ้นเพื่อท่องเที่ยวชมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ โดยมี เอ๋-ภูวดี คุนผลิน พี่สาวของ อั๋น-ภูวนาทคุนผลิน ดีเจชื่อดัง รับหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัวในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเรือเจ้าพระยาครุยส์ (Chaophraya Cruise)

แม้จะมีโอกาสในตลาดแต่ธุรกิจนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนั้น  คุณภูวดี กล่าวว่า ในวันที่เริ่มธุรกิจ คุณแม่ คือ ดร.มาลีรัตน์ คุนผลิน และคุณภูวดี ไม่ได้มีฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวอยู่เลย ไม่ได้มีเรือสำราญของตัวเอง ทุกอย่างต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เรือลำแรกถูกต่อขึ้นอย่างสวยงาม ผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมไทยและสากล  เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์เรือสำราญแบบไทยโมเดิร์นรองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ทีมงานได้มีโอกาสล่องเรือชมทิวทัศน์อันสวยงาม 2 ฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ เพื่อนำชมธุรกิจของครอบครัวคุนผลิน โดยคุณภูวดีกล่าวต้อนรับทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง  หลังจากเดินนำหน้าขบวนรำกลองยาวที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวขึ้นสู่เรือลำสวย ณ ท่าเรือ ห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้

เธอกล่าวถึงธุรกิจว่า การทำการตลาดธุรกิจเรือสำราญนั้นไม่ง่ายเลย ในระยะแรกต้องเริ่มจากศูนย์  โจทย์ที่เธอได้รับคือต้องหาความแตกต่างของเรือเจ้าพระยาครุยส์กับเรือลำอื่นๆ ที่วิ่งให้บริการอยู่ในขณะนั้น  เธอและคุณแม่จึงต้องหาลูกค้าเอง เดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศ ทำการตลาดใหม่ทั้งหมด ประสานงานเอเยนซี่ทัวร์ต่างๆ เพื่อให้แบรนด์ของ The Chaophraya Cruise เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งระยะแรกลูกค้าเป็นกลุ่มชาวไทยและชาวยุโรป แต่ก็ยังมีไม่มากนัก ทำให้ต้องให้บริการแต่เพียงช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์  ก่อนที่จะขยายมาให้บริการในเวลาช่วงค่ำของทุกวันอย่างเช่นปัจจุบัน        

ภูวดีได้ย้อนอดีตในการทำธุรกิจเมื่อ 14 ปีก่อนว่า แม้จะไม่ง่ายนักที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว โชคในทางธุรกิจเริ่มเข้าข้าง เมื่อทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้สนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงเวลานั้น ทำให้บริษัทนำเรือ  Chaophraya Cruise เข้ารับการสนับสนุนด้านการเงิน การลงทุนในการดำเนินธุรกิจในขณะนั้น ทำให้มีโอกาสไปโรดโชว์หาลูกค้าในประเทศต่างๆ และเนื่องจากมีการประชุมกลุ่มรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเปกในประเทศไทย ทำให้โอกาสของธุรกิจเรือสำราญเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการโปรโมทด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชน

จากเรือเพียง 1 ลำ ในปี 2006 ที่ได้รับทุนสนับสนุนการต่อเรือจาก BOI และการขยายตัวของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่เรือเริ่มเปิดให้บริการล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนได้สักระยะหนึ่ง ก็มีกระแสตอบรับจากเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้บริษัท Number One Ferry (ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเรือเจ้าพระยาครุยส์)ตัดสินใจต่อเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่เพิ่มเติมขึ้น ได้แก่ “เรือเดอะแกรนด์เจ้าพระยาครุยส์” ขยายธุรกิจล่องเรือดินเนอร์แม่น้ำให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  เพื่อบริการล่องเรือเป็นหมู่คณะ แบบส่วนตัว บริการเช่าเหมาลำเหมาเฉพาะชั้น  และล่องเรือดินเนอร์ชมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเทศกาลต่างๆ ทั้งวันปีใหม่ วาเลนไทน์ และลอยกระทง ฯลฯ

“สิ่งสำคัญในการให้บริการธุรกิจเรือสำราญ คือ ความใส่ใจในบริการ  ทั้งพนักงาน การแสดงโชว์ต่างๆ และอาหารการกินบนเรือที่มีความหลากหลาย และมีอาหารฮาลาลไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวชาติมุสลิม การมีการบริการที่ดีเหล่านี้เพื่อสร้างความประทับใจตลอดการเดินทาง2 ชั่วโมงบนเรือ และเป็นการสร้างการบอกต่อไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่  เรือของบริษัทนั้นออกแบบด้วยเอกลักษณ์ที่สวยงาม เป็นเรือสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องแอร์  ชั้นบนเป็นบรรยากาศเปิดโล่ง ลมพัดเย็นสบาย สามารถนั่งชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของสถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยไฟและสีสันอันงดงาม  อาทิ วัดกัลยาณมิตร  วัดอรุณราชวราราม วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง สะพานพระราม 8 และป้อมพระสุเมรุ รวมทั้งแสงสีที่สวยงามตระการตาของโรงแรมต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

ปัจจุบันการแข่งขันตลาดเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้ภูวดีได้ให้ความเห็นว่า การขยายตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกเหนือจากการทำการตลาดกับกลุ่มเอเยนซี่ทัวร์และโรงแรมต่างๆ  การทำการตลาดร่วมกับสายการบิน บริษัทจัดงานแต่งงาน บริษัทจัดอีเวนต์ บริษัทบัตรเครดิต ค่ายโทรศัพท์มือถือ ค่ายเพลง ล้วนมีความจำเป็นมากเช่นกัน เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้สามารถมาใช้บริการเช่าเหมาลำในการจัดงานต่างๆ หรือจัดโปรโมชั่นส่วนลดร่วมกับบัตรเครดิต และบัตรอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

“ลูกค้าเราจะเป็นชาวยุโรป รัสเซีย จีนที่มีกำลังซื้อสูง และมีชาวญี่ปุ่นและชาวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอประมาณ 70-80% ในแต่ละปีของลูกค้าคือชาวต่างชาติกลุ่มนี้  และในขณะนี้มีลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ คือ ตลาด AEC ซึ่งในตลาด AEC มีการทำโปรโมชั่นกับเอเยนซี่และโรดโชว์เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา  ส่วนลูกค้าที่เหลือคือลูกค้าชาวไทย”

การสร้างตลาดใหม่และการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาด AEC นั้นเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยว มีกำลังซื้อสูง เช่น อินโดนีเซีย นอกเหนือจากตลาดใหม่ในกลุ่มนักเดินทาง การสร้างแบรนด์โดยการหาพันธมิตรธุรกิจใหม่ในการโปรโมทเรือและการร่วมสนับสนุนงานระดับชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ในปี 2560 ที่ผ่านมา เรือเจ้าพระยาครุยส์ได้ให้ความสำคัญในการเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมงานต่างๆ อย่างงานใหญ่ในปี 2560 คือ การสนับสนุนการเดินทางทางเรือให้แก่ผู้ร่วมงาน Le Dîner En BlancTM เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2560 โดยงานจัดขึ้นที่บริเวณหอประชุมกองทัพเรือ โดยการร่วมมือกับทางผู้จัดงาน คือ ไอริณ ฤกษะสาร  และ พรรณวิลาสชัยเชาวรัตน์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากกว่า 10 ปี สร้างงานอีเวนต์ Le Dîner En BlancTM – Bangkok ให้น่าสนใจ และทำให้เป็นค่ำคืนที่น่าประทับใจในการดินเนอร์

“ดิฉันเองและผู้จัดงาน Le Dîner En BlancTM – Bangkok ชื่อว่า  “กรุงเทพฯ” เป็นสถานที่ที่มีแต่อีเวนต์ระดับโลกมากมายและมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในเรื่องของอาหารและความเป็นอยู่ ทางเรือเจ้าพระยาครุยส์และผู้จัดงานเชื่อว่าการสร้างความสำเร็จให้กับงาน Le Le Dîner En BlancTM – Bangkok ครั้งแรกนี้จะเป็นการสร้างสิ่งใหม่และเป็นการปูทางอย่างสวยงามสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในปี 2561 หากมีการจัดงาน Le Dîner En BlancTM – Bangkok  ครั้งที่ 2 ทางเรือยินดีที่จะให้การสนับสนุนการจัดงานอีกครั้ง”

ภูวดี กล่าวว่า การบริการที่ดีและการใส่ใจในลูกค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และการให้บริการเรือสำราญ เฉกเช่นเดียวกับความมีเอกลักษณ์ที่ชวนจดจำในตัวสินค้า ซึ่งการทำงานของทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคน ทุกตำแหน่งของ  The Chaophraya Cruise ในจุดนี้ไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อรักษามาตรฐาน  แต่ต้องใส่ใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ผู้นำตลาดธุรกิจเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา  และต้องรักษาคุณภาพการบริการในระดับพรีเมียม เช่นเดียวกับโรงแรมหรือรีสอร์ท 5 ดาว มีมาตรฐานที่เหมาะสมกับแบรนด์ The Chaophraya Cruise Luxury 5 Star Cruise on Chaophraya River ที่เป็นผู้นำตลาดธุรกิจเรือสำราญมานานกว่า 10 ปี

สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548584

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

สิทธิพร สุวรรณสุต สานฝันทั้งงานและท่องเที่ยว

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว กล่าวคือมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นกลุ่มที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และภาครัฐที่จะต้องให้การดูแลรวมทั้งสวัสดิการต่างๆ

สิทธิพร สุวรรณสุต ในฐานะนายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน รวมทั้งซีอีโอ บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท ปทุมดีไซน์ดีเวลลอป มีมุมมองที่น่าสนใจเล่าให้ฟังว่า

“สำหรับตนเองปีนี้อายุก็ย่าง 56 ปีแล้ว เหลืออีกแค่ไม่กี่ปีก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัยเช่นกัน หากย้อนความคิดกลับก่อนหน้านี้เคยตั้งใจว่าจะขอเกษียณตัวเองที่อายุ 55 แต่เอาเข้าจริงๆ เวลาผ่านมันไปเร็วเหลือเกิน รู้สึกใจหายเหมือนกันนะ เฮ้ย!… หนุ่มน้อยลงอีกปีแล้วหรือนี่”

ทุกวันนี้ สิทธิพร ขยายภาพให้เห็นว่า งานที่ทำและหน้าที่รับผิดชอบ จะว่างานหนักก็ไม่เชิง จะว่างานสบายๆ ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

“คือชีวิตมันคุ้นชินกับการทำงานและก็ไม่ชอบหยุดนิ่ง เพราะเป็นคนชอบคิด ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งความคิดและสิ่งที่ทำมันก็แหวกแนวหรือล้ำหน้าเกินไป จนเพื่อนๆ ร่วมธุรกิจรับสร้างบ้านเขาตามกันไม่ทัน มีหลายๆ เรื่องที่เขาไม่ยอมรับความคิดเรา แต่สุดท้ายเรื่องที่เราคิดและทำเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มาวันนี้ก็เห็นเขาเริ่มทำตามแล้วนะ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา งานที่บริษัท ลูกๆ ก็เข้ามาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กัน โดยให้เขาเริ่มทำงานตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป เหตุผลก็เพราะว่าต้องการให้รู้ว่าระดับผู้ปฏิบัติเขาทำงานกันอย่างไร และที่สำคัญเขาจะต้องทำงานให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานก่อนจะได้รับโอกาสและไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารในอนาคต

ตอนนี้เริ่มถ่ายงานประจำหลายๆ อย่างให้กับทีมผู้จัดการรุ่นใหม่และลูกๆ รับผิดชอบแทน แต่ยังคอยเฝ้าดูและให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ส่วนเขาจะตัดสินใจและผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร นั่นก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถเฟดตัวเองออกมาจากงานประจำได้ งานทุกวันนี้ก็หันมาเดินสายต่างจังหวัด เพื่อเยี่ยมเยียนทีมงานพร้อมกับแวะเที่ยวสถานที่สวยๆ ไปด้วย”

สิทธิพร กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่วางแผนไว้ในใจและอยากทำหลังเกษียณก็คือ อยากจะหนีเมืองกรุงแล้วไปอาศัยอยู่ในชนบท จะเป็นท้องทุ่งนา ภูเขา ริมแม่น้ำ หรือทะเลก็ได้หมด

“ยอมรับว่าความคิดนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจที่มาจากการเดินทางออกไปยังต่างจังหวัดบ่อยๆ ในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา รู้สึกหลงเสน่ห์ผู้คนและธรรมชาติในชนบท วางแผนไว้ว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ สักหลัง อยู่ในสภาพแวดล้อมและอากาศดีๆ มีสาธารณูปโภคพื้นฐานพอประมาณ มีสถานพยาบาลไม่ไกลมากนัก

อาศัยอยู่กัน 2 ตายาย ชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ดอก ทำพอสนุกๆ พอได้ออกกำลัง เพื่อจะมีสุขภาพที่ดีตามวัย ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แบบพึ่งยาพึ่งหมอมากนัก มีลูกหลานแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราว สำคัญที่สุด คือไม่อยากจะกลายเป็นผู้สูงวัยที่เป็นภาระของลูกหลานและภาครัฐหรอกนะ

ส่วนเรื่องงาน ถ้ายังมีใครเห็นประโยชน์ก็อยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อาจเป็นลักษณะรับงานบรรยายเพื่อเป็นวิทยาทานก็พอ คงไม่รับงานอะไรมากนักแค่ได้พบปะกันไม่ให้หลุดโลกตกยุคเท่านั้นพอ”

ทั้งนี้ หลายๆ คนชอบไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่สำหรับสิทธิพรและภรรยาชื่นชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยมากกว่า โดยเฉพาะในชนบทที่วิถีชีวิตของผู้คนยังเป็นแบบสังคมไทยในอดีต

“ความเป็นกันเอง ศิลปหัตกรรมของชุมชนที่ยังคงรักษาไว้ รอยยิ้มต้อนรับ และคำเชิญชวนให้ช่วยอุดหนุนสินค้าที่ชาวบ้านนำมาขาย ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะควักกระเป๋าซื้อกลับมาอย่างเต็มใจ ถือเป็นการกระจายรายได้ เพื่อเขาจะได้ไม่ทิ้งถิ่นฐานแล้วอพยพเข้ามาทำงานในเมือง แถมยังช่วยดูแลสภาพแวดล้อมและธรรมชาติในชนบทเอาไว้ให้เราและลูกหลานอีกด้วย

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้สัมผัสก็รู้สึกมีความสุข จนแทบไม่อยากกลับเข้าเมืองมาเลยจริงๆ หลายปีมานี้อาจนับได้ว่าเป็นกิจกรรมหลักในช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์ของเราไปแล้ว ทุกคนไม่มีทางรับรู้สิ่งที่เล่าได้ ถ้าหากไม่ออกไปสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ”

เมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจากการทำงานจริงๆ เป้าหมายแรกของสิทธิพร คือหยุดทำงานประจำ แล้วจัดการกับเงินออมที่มี เพื่อบริหารให้เพียงพอตลอดชีวิต

“รีบลงมือทำตามความคิดที่เล่ามาข้างต้นให้เป็นจริง ซึ่งตอนนี้ก็เล็งๆ ไว้หลายที่ เช่น เชียงราย เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ ภูเก็ต และอีกหลายที่ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะไปปักหลักวัยเกษียณที่จังหวัดใด ยังพอมีเวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง สำคัญที่ว่าตั้งใจจะเกษียณด้วยวัย 60 ปี ก็ไม่รู้ว่าน้องๆ ทีมงานและลูกๆ จะยอมปล่อยให้หยุดทำงานหรือไม่น่ะสิ พวกเขาบอกว่าผมยังหนุ่มอยู่นะ

เชื่อว่ามีหลายคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้แล้ว อาจคล้ายหรือแตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าช้า ช่วงอายุปูนนี้เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ถ้าไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานมากนัก คิดและวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ยิ่งถ้ามีแผน 1 และแผน 2 สำรองไว้ก็ยิ่งดี แต่สำหรับตนเองเวลานี้มีถึง 3 แผนแล้ว” สิทธิพร กล่าว

กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548426

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 12:05 น.

กินดี อายุยืน ยืดอายุอวัยวะ

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบชัดเจนขึ้นทุกวัน สาระของการเป็นผู้สูงวัยว่าจะอยู่จนอายุเท่าไร ไม่สำคัญเท่ากับต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บออดๆ แอดๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร จะไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งหาคนอื่นจนเกินสมควรนั้นเป็นเรื่องที่ดี

มีข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับวิธียืดอายุ 10 อวัยวะ ที่ใครๆ ก็ทำได้ โดยได้อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic สหรัฐ ได้เด็ดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ไว้ ดังนี้

1.สมอง – ความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตัวช่วยคือการ นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน เลือกกิน ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช ฝึกเจริญสติก่อนนอน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่ง

2.ดวงตา – หลังอายุ 40 ปี ดวงตา จอประสาทตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ควรสวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อคลายเครียดให้สายตาและงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3.หู – คนสูงวัย 1 ใน 3 คน มีปัญหาเรื่องการได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4.ปอด – หลังอายุ 30 ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 ควรว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที-1 ชั่วโมง เลือกใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว หลีกเลี่ยงควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5.หัวใจ – หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้น งดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิต และน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ รวมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลองปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง

6.ไต – หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องที่ดี สถาบันการแพทย์สหรัฐ ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำ 13 แก้ว/วัน ขณะที่ผู้หญิง ต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ ต้องควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์

7.สำไส้ – หลังอายุ 60 ปี ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง จึงต้องกินอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้ ลองฝึกโยคะช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน อย่างท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ

8.กระดูก – หลังอายุ 35 ปี ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรยกน้ำหนัก หรือกระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซต เพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อ/สัปดาห์ ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

9.กล้ามเนื้อ – หลังอายุ 40 ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ออกกำลังด้วยการวิดพื้น สควอต และยกน้ำหนัก ท่าละ 15-20 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซต

การกินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม จะช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด (ตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์) เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548423

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 11:54 น.

เอิร์ทเดย์ 2561 ขอให้โลกไร้ขยะพลาสติก

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

22 เม.ย.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันคุ้มครองโลก หรือเอิร์ทเดย์ ซึ่งในแต่ละปีนั้นจะมีหัวข้อในการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปตามปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาใหญ่ในช่วงปีนั้น และในปี 2561 นี้ เอิร์ทเดย์ได้กำหนดหัวข้อว่า End Plastic Pollution สืบเนื่องจากปัญหาการพบไมโครพลาสติกในทะเล และตกค้างในตัวสัตว์ทะเลมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และมนุษย์ก็บริโภคอาหารทะเลที่ปนเปื้อนไมโครพลาสติกกลับสู่ตัวเราเอง

ขยะนั้นคืนสนอง

ช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯ ได้เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศด้วยฝุ่นควันขนาดเล็กเกินกว่า2.5 พีเอ็ม จนเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน แต่กลับกลายเป็นเรื่องเล็กในทันที เมื่อโลกทั้งใบโดยเฉพาะความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้กำลังเผชิญปัญหาขยะพลาสติกขั้นรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยมีการศึกษาวิจัยมา

หลายคนตั้งคำถามว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำไมถึงได้ตื่นตระหนกกันไปมากมาย ซึ่งถูกต้องแล้วที่ว่าปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไมโครพลาสติกที่เกิดจากการย่อยสลายพลาสติก กำลังแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ อยู่ในอาหารและน้ำดื่มที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พูดถึงธีมใหญ่ของเอิร์ทเดย์ ในปีนี้ที่กล่าวถึงการจัดการปัญหาขยะพลาสติก ก็เพื่อจะขับเคลื่อนให้คนทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกที่สั่งสมมานาน “และจะเป็นประเด็นที่เอิร์ทเดย์จะพูดถึงไปอีก 2 ปี จนถึงประมาณปี 2563 ซึ่งจะครบ 50 ปีของการก่อตั้งเอิร์ทเดย์ แล้วจบปัญหาขยะพลาสติกโดยให้ทั่วโลกมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขให้ได้

การแก้ปัญหาขยะพลาสติก ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ต้องมีการเน้นถึงพลาสติกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนผลิตใครเป็นคนใช้ โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย

หากดูข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูกลงมีการผลิตเพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีการผลิตเม็ดพลาสติกเข้าสู่ท้องตลาด เพิ่มเป็นเงาตามตัวยิ่งมีราคาถูกมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้พลาสติกกันมากขึ้นเท่านั้น

ในเอเชียที่มีปัญหาขยะพลาสติกมากที่สุดก็คือ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก ก็จะพบปัญหาขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตของขยะพลาสติกอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลให้มีปัญหาขยะพลาสติกไม่เพียงแต่เฉพาะบนบก แต่ยังแพร่กระจายไปสู่แหล่งน้ำสู่ทะเลจนถูก ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกที่สร้างผลกระทบในวงกว้างอีกด้วย”

พลาสติกล้นโลก

วาเรเลีย เมอร์ริโน รองประธานเครือข่ายเอิร์ทเดย์ กล่าวถึงปัญหาขยะพลาสติกไว้ว่า พลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นราว 9,100 ล้านตัน “ในจำนวนนี้จะกลายเป็นขยะพลาสติกสูงถึง 6,900 ล้านตัน และในจำนวนนี้มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล จึงเห็นได้ว่าเรายังไม่สามารถจัดการปริมาณขยะจำนวนมหาศาลได้อย่างถูกต้อง และคาดว่าจะมีการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในอีก 25 ปีข้างหน้า

เวลานี้มีการพบไมโครพลาสติกในน้ำดื่มและปลาที่เรากิน พลาสติกที่เราทิ้งไว้ในธรรมชาติไม่เพียงฆ่าสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก จากความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติก

มลพิษพลาสติกเป็นความท้าทายที่เราต้องร่วมกันแก้ปัญหา เราเห็นพลาสติกลอยอยู่ในแม่น้ำ ในมหาสมุทรและทะเลสาบของขยะเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของเราและอนาคตของเยาวชนนับพันล้านคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในปัญหานี้โดยไม่รู้ตัว และเราต้องทำทุกอย่างเพื่อลดขยะพลาสติก และท้ายสุดคือการยุติมลพิษพลาสติกลงให้ได้”

ข้อมูลจากเอิร์ทเดย์ยังระบุว่า เมื่อปี 2553 มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลสูงถึง 8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์กันว่ามีขยะราว 2 แสนตัน แพร่กระจายไปทั่วท้องทะเล รวมไปถึงก้นมหาสมุทร

7 ปีถัดมา ในปี 2560 พบรายงานของมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า ตัวเคยจำนวนมากที่พบในมหาสมุทรแอนตาร์กติก สามารถย่อยเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนขนาด 31.5 ไมครอน ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่ถึง 1 ไมครอน ซึ่งคาดว่าจะมีพลาสติกขนาด 1 ไมครอน แพร่กระจายอยู่ทั่วมหาสมุทรแล้ว

ในขณะเดียวกันยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ พบเม็ดไมโครพลาสติกจากขยะอยู่ในท้องของสัตว์ที่อาศัยตามก้นทะเลลึกของมหาสมุทรแปซิฟิก แม้แต่ในสัตว์น้ำที่อาศัยตรงส่วนที่ลึกถึง 11 กิโลเมตร

ด้านมหาวิทยาลัยแห่งชาติไอร์แลนด์ก็รายงานในทิศทางเดียวกัน จากการสำรวจปลาใต้ทะเลลึกขนาดเล็กถึงปานกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ก็พบไมโครพลาสติกตกค้างอยู่ในกระเพาะปลาทะเลเป็นจำนวนมากกว่า 73 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีปัญหาพลาสติกสูงเป็นอันดับ 1 ก็คือ จีน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยนั้นอยู่อันดับ 6 จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายเอิร์ทเดย์

จากขยะสู่วงจรอาหาร

ไมโครพลาสติก คือชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดประมาณ 1 นาโนเมตร  ซึ่งมีขนาดเล็กจนสายตาปกติของเรามองไม่เห็น เกิดจากการย่อยสลายพลาสติกบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติ สามารถปนเปื้อนในน้ำและแพร่กระจายได้ในอากาศ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาไกลตัวเราแต่อย่างใด

องค์การอนามัยโลกได้ออกคำเตือน ผลสำรวจสารตกค้างในน้ำดื่มที่วางขายทั่วโลก พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำดื่มบรรจุขวดสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และหนึ่งในนั้นมีน้ำขวดจากประเทศไทยรวมอยู่ด้วยโดยขวดที่มีปริมาณไมโครพลาสติกปะปนสูงสุดมีมากกว่า 1 หมื่นเม็ด ซึ่งจากการสำรวจทั้งหมด 259 ขวด มีเพียง17 ขวดเท่านั้น ที่ไม่มีไมโครพลาสติกปะปนอยู่

ธารา เล่าต่อว่า นโยบายการจัดการขยะที่มีอยู่นั้นไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น “หากมองประเทศที่มีการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่ดี เราก็จะพบว่ามีการควบคุมปัญหาขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง และไม่คิดอะไรซับซ้อน เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ มีโครงการที่เรียกว่าขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) ที่เริ่มทำมานานแล้วและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

พวกเขามีการตั้งเป้าหมายว่าใน 10 ปีข้างหน้าจะลดขยะ ลดการผลิตสิ่งที่จะกลายเป็นขยะลงครึ่งหนึ่งการที่ลดลงครึ่งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะจัดการด้วยการฝังกลบหรือไปสู่การเผา

การลดลงเกิดจากมาตรการ ห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ด้วยมาตรการทางภาษีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือขยายความรับผิดชอบร่วมกันนั่นเอง

ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงว่าถ้าจะผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีหีบห่อพลาสติกออกมา จะต้องออกแบบให้ดี คนเอาไปใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกไหม หรือเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้แทนที่จะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องลดการใช้เวลาซื้อสินค้า สังเกตว่าเมื่อไปที่นิวซีแลนด์ เขาจะไม่มีการให้ถุงพลาสติกเมื่อซื้อสินค้า แต่จะถามก่อนว่าต้องการไหม ถ้าต้องการก็จะต้องเสียค่าถุงพลาสติกเพิ่มเป็นการผลักภาระสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค

ในประเทศไทยเองเคยมีงานวิจัยในเรื่องของการลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งก็พบว่าส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยที่จะมีการเรียกเก็บค่าถุงพลาสติกเพิ่มทุกครั้งที่ซื้อสินค้า แต่สิ่งที่เราพบในปัจจุบันก็คือ เมื่อเข้าไปยังร้านค้าก็จะมีการบริการใส่ถุงพลาสติกมาให้ในทันที ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกไม่ลดน้อยลงไปเลย มิหนำซ้ำขยะพลาสติกเหล่านั้น ส่วนหนึ่งจะถูกพัดพาลงทะเลอีกด้วย

สำหรับไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหา แต่ไม่ใช่กระสุนทองคำที่ยิงไปแล้วจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ทั้งหมด ทุกอย่างต้องเริ่มจากนโยบายที่ชัดเจน และออกมาตรการที่จูงใจให้ลดใช้พลาสติกมากกว่านี้

ปัญหาธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด เราเผาขยะ ขับรถใช้น้ำมัน เผาป่า ก็กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ เราทิ้งขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ปล่อยลงทะเล ไม่จัดการให้ดี สุดท้ายก็ย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนในน้ำที่เราดื่ม อยู่ในอาหารที่เรากิน กระทบวนเวียนกันเป็นวัฏจักรกลับมาสู่ตัวเรา” ธารา ทิ้งท้าย

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548319

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ในโลกความงามที่ไม่หยุดพัฒนา

เรื่อง ปอย  ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

พื้นฐานเป็นเด็กเรียนดี ชอบเรียนหนังสือชอบหมั่นหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ กอปรกับพื้นฐานครอบครัวเป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลบางมด ซึ่งเป็นปัจจัยให้ก้าวสู่อาชีพแพทย์ผิวหนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง “คุณหมอเจี๊ยบ” พญ.อณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ประจำของมิเนอร์ว่า คลินิก ให้บริการในแบบโฮลิสติก สกินแคร์ แอนด์ บิวตี้ เซ็นเตอร์ เน้นความโดดเด่นเรื่องการนำเทรนด์ความงามจากทั่วโลก เข้ามาอัพเดทให้คนไทยสม่ำเสมอ

“หมอผิวหนังต้องชอบศึกษาหาความรู้ค่ะ โลกความงามทุกวันนี้ไม่หยุดพัฒนา มีนวัตกรรม มีคอร์สให้หมอไปเรียนเพิ่มตลอดเวลาเลยนะคะ ซึ่งก็ตรงกับนิสัยหมอค่ะที่เป็นเด็กเรียน จากเมื่อ10 ปีก่อน มีเรื่องฟิลเลอร์ โบทอกซ์ การพัฒนาก็ก้าวมาถึงเรื่องการยกกระชับใบหน้าและลำตัวด้วยไหมละลาย นวัตกรรมล่าสุดก็คือการดูดไขมัน เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม หมอไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก สหรัฐ กำลังนิยมมาก เพราะให้ความเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องผ่าตัดค่ะ”

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกน้ำเสียงหวานใสเพิ่มบุคลิกหมอสวยสง่า คู่ควรกับอาชีพหมอผิวพรรณ ซึ่งปฏิเสธกันไม่ได้เลย ว่าคืองานที่ใช้ทั้งการสั่งสมประสบการณ์ด้านการแพทย์ ใช้ทั้งภาพลักษณ์บุคลิกน่าประทับใจ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ที่ใฝ่ฝันรูปเป็นทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบ

รู้สิ่งที่ผู้หญิงต้องการ

มิเนอร์ว่า คลินิก กำลังก้าวสู่ปีที่ 10 ในเร็วๆ วันนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวภาคภูมิใจว่าธุรกิจพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากวันแรกที่ได้รับคำปรึกษาเรื่องการบริหารคลินิก จากสามี-สุภัทร พฤกษานานนท์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ ได้ให้คำแนะนำเรื่องงานบริหารด้านความงามได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีคำว่าติดขัด โดยแนะให้เลือกคลินิกในทำเลที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง จึงเลือกทำเลทองที่ห้างสยามพารากอน

การอัพเดทเทรนด์ความงามใหม่ๆ ก็เป็นหน้าที่ล้วนๆ ซึ่งโดยหน้าที่แพทย์ที่ต้องหมั่นหาความรู้อยู่เสมอ

“เทคนิคเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม เป็นการย้ายไขมันส่วนเกินออกไปด้วยวิธี fat cell แล้วต่อด้วยกระบวนการของการฉีดไขมันเข้าสู่บริเวณหน้าอก ไม่มีสารเคมีหรือวัตถุแปลกปลอมใดๆ มีความเป็นธรรมชาติและหนึ่งเดียวกับร่างกาย มากกว่าซิลิโคนแบบเดิม หมอได้ไปศึกษาเรื่องนี้ที่นิวยอร์ก แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นจากตัวหมอเองเลยค่ะ หมออายุ 38 ปี มีลูกแล้ว 2 คน น้องเจสัน น้องเจน่า ซึ่งลูกๆ กินนมแม่คนละ 2 ปี สรีระคุณแม่เปลี่ยนไปแน่นอนค่ะ

หน้าอกมีการขยายตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วเมื่อหยุดให้นมลูก ต่อมน้ำนมก็จะไม่มีการผลิตน้ำนมอีกต่อไป หน้าอกจึงหดลงและมีการคล้อยตัว ซึ่งช่วงให้นมน้องจะเป็นช่วงหน้าอกผู้หญิงเต่งตึง สวยที่สุดเลยนะคะ หมอเชื่อว่าเป็นช่วงที่ผู้หญิงเรามีความสุขที่สุด ทั้งสรีระอกฟูขึ้นมาก หัวใจก็ฟูตามเพราะมีความสุขที่ได้ให้นมลูก แต่หลังจากลูกหย่านมแล้ว หน้าอกแม่ก็ฟีบลงกว่าเดิม หลายๆ คนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันดูแย่กว่าตอนให้นมลูกมากๆ เลยนะคะ

หมอพยายามศึกษาหาวิธีรักษาความงามในเรื่องนี้ เมื่อได้เรียนรู้ก็ชอบยิ่งขึ้นกับวิธีไม่ต้องผ่าตัด ผู้หญิงเราไม่ต้องหวาดกลัว ไม่ต้องเจ็บตัวมาก และเซฟร่างกายไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวพร้อมรอยยิ้มหวานติดใบหน้า ได้ใจคนไข้โดยถ้วนทั่ว

รอยยิ้มเกิดจากความสุขกับงาน โดยหลักการทำงานของหมอ คือการทำงานภายใต้แนวความคิดที่ว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ซึ่งอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้หญิงกังวล คือริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะในวัยคุณหมอก็เข้าใจผู้หญิงเรื่องนี้ ลึกซึ้งอีกเช่นกัน

“หมอคุยกับคนไข้ยิ้มตลอดเวลาค่ะ บุคลิกของเราที่ทุกคนบอกคือยิ้มเยอะมาก (ยืนยันด้วยรอยยิ้มสดใส) แล้วยิ่งเราอายุมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงการมีริ้วรอยตามวัยไม่ได้ ร่องแก้มก็เริ่มมา หางตาก็เริ่มมีเส้น หมอก็จะเติมโบทอกซ์ หรือฟิลเลอร์บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของคลินิกแล้วจะเติมตลอดเวลานะคะ (คราวนี้บอกพลางหัวเราะ) จะฉีดเติมเมื่อเห็นริ้วรอยชัดเท่านั้นค่ะ เป็นการเสริมความมั่นใจในหน้าที่การงาน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้คนไข้ด้วย เพราะถ้าคุณหมอดูแลตัวเองไม่ได้ดีแล้ว จะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร”

จุดเด่นบนใบหน้าคุณหมอหน้าตาสวย สะดุดตาที่ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ใต้ตามีรอยบุ๋มเล็กๆ คล้ายลักยิ้ม ไม่เหมือนใครที่คนทั่วไปมีรอยบุ๋มแบบนี้ตรงมุมปาก

“ร่องรอยบนใบหน้านับเป็นโหงวเฮ้งอีกอย่างหนึ่งค่ะ หมอเจี๊ยบมีความรู้เรื่องดูโหงวเฮ้งได้ด้วยนะคะ ได้มาจากการศึกษากับอาจารย์ผู้รู้หลายๆ ท่าน ความงามควรไปคู่กับโหงวเฮ้งที่ดี การปรับใบหน้าได้ถูกหลัก แล้วชีวิตดีรู้สึกมีความสุขขึ้น สวยขึ้น เป็นสิ่งควรทำค่ะ

ผู้หญิงไม่ควรปล่อยให้บริเวณขมับยุบ เพราะจะส่งผลมีปัญหาเรื่องความรัก ซึ่งตรงส่วนนี้ก็จะเป็นไปตามวัยด้วยนะคะ แฟตแพ็กบนใบหน้าจะหายไป บางคนอายุ 30 ปีต้นๆ ขมับ แก้มก็ยุบหายได้แล้วค่ะ แต่บางคนก็อายุ 40 กว่าปีจึงจะเห็นว่าใบหน้าเปลี่ยนไป ร่องแก้ม ถุงใต้ตา ก็ทยอยดาหน้ากันมานะคะ ยิ่งบางคนมีทั้งถุงทั้งร่อง หมอต้องได้วิเคราะห์ใบหน้าคนไข้ก่อนจะเข้ารับการรักษา หมอเจี๊ยบไม่รับปรึกษาทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องเข้ามาหาให้หมอเห็นตัวจริงจึงจะบอกได้ ดี หรือไม่ดี ไม่เห็นหน้ากันชัดๆ ก็อาจจะวิเคราะห์ผิดกันได้นะคะ

จมูก คือโหงวเฮ้งกลางใบหน้าที่สำคัญมาก คนจมูกสวย ใบหน้าโดยรวมก็จะดูดีโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมเติมใบหน้าให้มีมิติรับใบหน้า ทั้งจมูก คาง ได้ด้วยฟิลเลอร์ และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นหนังตาก็จะตก ปรับแก้ไขได้หลายวิธีค่ะ ทั้งโบทอกซ์ร้อยไหม นวัตกรรมที่วิธีช่วยทำให้ใบหน้าเราเฟรชสดใสได้ค่ะ

คนไข้หลายคนติดหมอเจี๊ยบ (บอกพลางยิ้มหวานอีก) เพราะฉะนั้นถ้าเปิดสาขา 2-3 หมอวิ่งไม่ไหวแน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่หมอไม่คิดเพิ่มสาขาค่ะ มิเนอร์ว่า คลินิกมีสาขาเดียวคือที่พารากอน แล้วด้วยนโยบายก็คือทำคลินิกเน้นฝีมือแพทย์ ทุกคนต้องได้เจอหมอเจี๊ยบค่ะยกเว้นวันอาทิตย์ จะได้เจอหมอท่านอื่นแทน 1 วัน หมอเจี๊ยบขอเป็นวันหยุดเป็นวันของการดูแลครอบครัวนะคะ”

ชีวิตที่ดีต้องรักษาบาลานซ์ 

ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย แถมเป็นคุณแม่ลูก 2 หุ่นแบบบางน้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม พญ.อณัฏฐ์ชา เผยความลับการใช้ชีวิตที่น่าพึงพอใจ ต้องรักษา 3 คำคือ Work Life Balance ความสมดุลระหว่าง สุขภาพ ชีวิต ครอบครัว และงาน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องมีเป้าหมายที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นให้ได้ แม้จะยากแค่ไหนก็ตาม

“หมอเข้าคลินิกวันละ 5 ชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ หยุดวันอาทิตย์เพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัว ทุกวันนี้หมอไม่ไว้ใจให้พี่เลี้ยงรับผิดชอบทั้งหมด หมอรับส่งลูก 2 คนไปโรงเรียน เราอุ่นใจได้ดูแลลูกๆ ด้วยตัวเองนะคะ แล้วได้ตื่นเช้าด้วย หลังจากส่งลูกแล้วก็มีเวลาเป็นของตัวเองด้วยค่ะ หมอเข้าฟิตเนสไปวิ่ง หมอเป็นสายเบิร์นคาร์ดิโอ แท็กทีมกับสามี ไปวิ่งด้วยกัน ก็เลยทำให้เราวิ่งเร็วพอๆ กับผู้ชาย ระยะทาง 3 กิโลเมตรที่วิ่งทุกวัน หมอวิ่งได้ไม่ถึง 30 นาที 20 กว่าๆ ก็เบิร์นได้แล้วค่ะ ล่าสุดไปลงสนามวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรกับสามี เป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาร่วมกันได้อย่างดีเลยนะคะ”

เคล็ดลับหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นนี้ พญ.อณัฏฐ์ชา บอกสบายๆ พร้อมรอยยิ้มอีกเช่นเคยว่าคนไข้โดยเฉพาะคนต่างชาติ ถึงกับถามไถ่กันตรงๆ ว่าเป็นหมอหน้าเด็กแบบนี้ สะสมประสบการณ์มีความชำนาญในอาชีพจริงหรือไม่?!!

“หมอไม่โกรธนะคะ (หัวเราะ) เพราะอยากได้ใบไหน วุฒิบัตรเวชศาสตร์ความงาม American Academy of Aesthetic Medicine เกียรติบัตรแพทย์ด้านเครื่องเลเซอร์ University of Miami หรือโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ New York University School of Medicine สหรัฐ ประกาศนียบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย Emory University School of Medicine ทุกใบจากสหรัฐ กระทั่งผลการเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม และจบแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับเกียรตินิยมอีกเช่นกัน มีให้ดูครบทุกใบค่ะ

พญ.อณัฏฐ์ชา บอกพลางหัวเราะเบาๆ และย้ำว่าสไตล์หมอไม่แรง แต่ตรงไปตรงมา ใช่ ไม่ใช่ ทำได้ ไม่ได้ ก็จะบอกกันด้วยรอยยิ้มเช่นนี้

“อยากเช่นการดูดไขมันเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกโดยไม่ต้องศัลยกรรม นวัตกรรมนี้หมอเลือกทำเพราะน่าสนใจ ทำแล้วปลอดภัย ไม่เจ็บด้วยนะคะ แล้วหมอลงมือปฏิบัติเอง ซึ่งหมอไม่ใช่หมอศัลยกรรม จึงมีกรอบด้วยค่ะว่าสิ่งไหนทำได้ หรือทำไม่ได้ หมอบอกตรงๆ เลยค่ะ” พญ.อณัฏฐ์ชา กล่าวทิ้งท้ายซึ่งก็แน่นอนว่ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจอีกเช่นเคย เป็นบุคลิกคุณหมอสายสวยหวานที่ให้ความเชื่อมั่นคนไข้ได้ว่า เรื่องความงามปรึกษาคุณหมอคนนี้ได้เลย

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548318

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 10:57 น.

ธุรกิจ (ต้อง) มี ‘เรื่อง’

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ตอนนี้การสร้างธุรกิจ ปั้นแบรนด์ขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่คุณจะขายอะไร ขายใคร ที่ไหน ขายอย่างไร แต่สิ่งที่คุณจะขายต้องมีเรื่องราวอันน่าจดจำ โดนใจ เข้าไปสัมผัสใจของผู้ซื้อให้ได้

การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าจึงเป็นอีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะความเชื่อใจ วางใจ จนสามารถนำไปสู่การยอมควักเงินเพื่อซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำนั้นสำคัญ

ธุรกิจกับการเล่าเรื่อง

ในยุคที่ผู้คนมีอิสระในการเป็นผู้สร้าง ผู้นำเสนอ ทำให้วงการธุรกิจเกิดการแข่งขันสูง จะให้อยู่รอด องค์กรจำเป็นต้องมีจุดยืนและการนำเสนอที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับ

เนื้อหา (Content) เป็นส่วนสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นเข้าใจและจดจำสิ่งที่ต้องการจะบอก จึงเป็นที่มาของหลักสูตร The Story ปลุกจิตวิญญาณการใช้ศาสตร์และศิลป์สร้างคอนเทนต์ ตอบรับยุคคอนเทนต์ครองตลาดดิจิทัล

เป็นการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเหล่าสุดยอดนักพัฒนาคอนเทนต์ของประเทศไทย ภายใต้แนวความคิด Content is the King

มานินทร์ เจริญลาภ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า พยายามสอนการเล่าเรื่องในหลายรูปแบบเป้าหมาย คืออยากให้ผู้ประกอบการสามารถเล่าเรื่องโปรดักต์ เล่าเรื่ององค์กร หรือแม้กระทั่งเล่าเรื่องตัวเองได้

“ถ้าจะสอนให้เล่าเรื่ององค์กรอย่างเดียวมันอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเกินไป เพราะเราเชื่อว่าเขาอยู่กับองค์กรมานานมากๆ คงเล่ามาหลายรูปแบบแล้ว เราอยากชวนเขามาเห็นและออกมาลองวิธีคิดการคิดเล่าเรื่องอื่นๆ บ้าง”

ดร.เอกพล ณ สงขลา

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การทำธุรกิจคือการปรับความเชื่อของคนให้เชื่อว่ามันสำเร็จได้ เน้นหลักการจัดการในองค์กร โดยมีหลักคิด 5 ข้อ

1.ต้องสื่อสารด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

2.สร้างแรงบันดาลใจเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมาย โยงความเป็นส่วนตัวกับความสัมพันธ์ขององค์กร เพื่อให้ก้าวไปเป็นหนึ่ง

3.เปลี่ยนแรงบันดาลใจ เป็นการลงมือปฏิบัติ จุดประกายให้คนลงมือทำ

4.เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เนื่องจากคนเรามีหลากหลายเจเนอเรชั่น

5.อย่ายอมแพ้

ในขณะที่ผู้เรียน พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น บอกว่า “อุตสาหกรรมที่ทำอยู่คือเอนเตอร์เทนเมนต์โรงภาพยนตร์ เรามีสิ่งที่อยากบอกเล่าให้ลูกค้า สตอรี่ เทลลิ่ง จะเข้ามาเติมเต็มในทุกงาน และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตามในองค์กร

พิมพ์สิริ ทองร่มโพธิ์

ถ้าคุณสามารถเล่าเรื่องได้ มันมีค่ามาก เรื่องบางเรื่องถ้าสามารถเล่าออกมาเป็นเรื่องราวได้จะทำให้คนจดจำได้ดีกว่าอะไรที่มันเป็นทฤษฎี เป็นหลักการ เป็นเหตุผลเยอะๆ

ธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่เราเคยทำได้ ณ วันหนึ่ง มันไม่ได้แปลว่าเราก๊อบปี้แล้วเอาไปใช้กับโปรเจกต์อื่นได้ มันก็ต้องเปลี่ยน”

พะเนียง พงษธา นักลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มาเรียนเพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นนักลงทุนที่คิดถึงตัวเองเป็นหลัก ต่อมาจึงมีเป้าหมายว่าเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จ อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

ปัจจุบันเขามีอีกบทบาท คือเป็นสมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า สมาคมที่ให้ความรู้ และนำรายได้ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เขามีหน้าที่รับผิดชอบระดมทุน ทักษะการเล่าเรื่องและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในหน้าที่นี้

“นอกจากวิทยากรที่ให้ความรู้ เพื่อนๆ เล่าประสบการณ์ชีวิตให้เราฟัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เหมือนว่าปกติเราใช้ชีวิตพัฒนาตนเองผ่านประสบการณ์ของเรา แต่จุดนี้เราได้เรียนลัดประสบการณ์ของคนอื่นอีกมากมาย

ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และผมก็จะรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้เอาไปแบ่งปันให้ผู้อื่นเช่นกัน”

พะเนียง พงษธา

เรื่องต้องตรึงใจ และแชร์ต่อได้

วันนี้สื่ออยู่ในมือทุกคน ในขณะเดียวกันถ้ามีกระบวนการในการเล่าเรื่องที่ดี ถือว่าได้เปรียบมาก เพราะทุกคนสามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระ และเรื่องเหล่านั้นอาจจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

ศุ บุญเลี้ยง ครูใหญ่ประจำหลักสูตร เดอะ สตอรี่ กล่าวถึงเสน่ห์การเล่าเรื่องว่า เรื่องที่เล่าจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มต้นจากห้วงเวลา มีเหตุ มีจุดเร้าใจ มีผลลัพธ์ และข้อคิด

“เรื่องเล่าที่ดีต้องมีคำว่า ‘แต่’ ที่อาจจะขัดแย้งกับตัวเอง หรือกับคนอื่นอย่างมีตรรกะ มีการ ‘ขยัก’ บางอย่างไว้ และมีการ ‘ขยาย’ ตามด้วยการ ‘ขยี้’ ในขณะที่ต้อง ‘ขจัด’ คำซ้ำซ้อนที่ทำให้ลดความน่าสนใจ และปิดท้ายด้วยการ ‘ขัดเกลา’ เพราะข้อมูลรายละเอียดที่มากไปจะทำลายอารมณ์คน”

ด้าน กฤษณ์ บุญญะ หรือบี้ เดอะ สกา ยูทูบเบอร์ (YouTuber) ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำวิดีโอออกมากว่า 600 คลิป มียอดวิวรวมเกือบ 2,000 ล้านวิว สะสมประสบการณ์การเป็นยูทูบ วิดีโอ ครีเอเตอร์ (YouTube VDO Creator) มา 9 ปี ได้แชร์ความรู้ เล่าเรื่องอย่างไรให้โดนใจคนดูและมียอดวิวเป็นล้านๆ

“การทำวิดีโอให้โดนใจ จากประสบการณ์ที่ผมใช้มาตลอดคือ SIC — S หมายถึง Share คือ คอนเทนต์ต้องเป็นสิ่งที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์หรือความรู้สึกให้กับคนดูได้

I หมายถึง Interact การทำวิดีโอจะต้องมีการตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู

C หมายถึง Connect, Conversation และ Closer ที่สามารถเชื่อมประสบการณ์เข้ากับคอนเทนต์ ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่เราอยากพูด หรือทำแต่สิ่งที่คนอยากดู แต่ต้องหาจุดสนใจ หรือจุดที่พอดีระหว่างคนทำและคนดูให้ได้ ทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างคนดูด้วยกัน

สร้างความใกล้ชิดระหว่างคนทำวิดีโอกับคนดู ทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับเรา สิ่งสำคัญในการทำวิดีโอคือ ให้พูดสั้นๆ ว่าอยากให้คนดูทำอะไร เช่น ให้แชร์วิดีโอ หรือให้สับตะไคร้ (Subscribe) อะไรก็ว่าไป (หัวเราะ)”

จักรพงษ์ คงมาลัย

12 ข้อ สร้างเรื่องให้โดนใจ

แต่ละคน แต่ละธุรกิจย่อมมีต้นเรื่อง และเลือกกลวิธีเล่าเรื่องต่างกัน แต่ถ้ายึดหลักคิดว่า ทำคอนเทนต์อย่างไรคนถึงจะแคร์ สนใจเรา จักรพงษ์ คงมาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์แห่งวงการดิจิทัล เจ้าของบริษัท มูนช็อท ดิจิทัล ได้สรุปแนวคิดการทำคอนเทนต์ออกเป็น 12 ข้อ ดังนี้

1.ทำความเข้าใจ ให้แยกระหว่างคอนเทนต์ กับมาร์เก็ตติ้ง ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

2.ควรสร้างฐานคนติดตามที่ยั่งยืนด้วยการทำ Subscription

3.แบรนด์ต้องชัดเจนกับตัวเองว่าพันธสัญญาของตัวเองคืออะไร

4.สร้างบล็อก (Blog) หรือฮับ (Hub) ของข้อมูลตรงกลาง เชื่อมโยงโซเชียลทุกอันเข้ามา

5.ทอล์กอะราวด์ โปรดักต์ หมายถึงสิ่งที่คนจะได้อะไรกลับไป

6.จงตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเราออกไป

7.กำหนดภาพจำที่เหมาะกับธุรกิจเรา

8.เข้าใจ Audience จริงๆ

9.คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งใช้คุยกับบางคน ไม่ใช่ทุกคน

10.แบรนด์ควรจะทำตัวให้มีประโยชน์อย่างไรผ่านคอนเทนต์

11.เพจวิวไม่ใช่การวัดผลที่ยั่งยืนในระยะยาว

12.จะทำคอนเทนต์ จงเคารพคอนเทนต์ อย่าใช้เป็นแค่เครื่องมือประกอบการขาย หมายความว่าเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากอ่านจริงๆ

สตอรี่ เทลลิ่ง ยังเป็นแก่นแท้ที่มีความสำคัญ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือการเล่าเรื่อง แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัย การเล่าเรื่องก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้น เฉกเช่นคำว่า Content is the King

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548230

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ร.5-ร.7

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

กระแสออเจ้า ปลุกรากเหง้าแห่งความเป็นไทย กระแสแต่งไทยนิยมกำลังมาแรง บัตรเคทีซีจึงจัดกิจกรรมย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ สมัย ร.5 จนถึง ร.7 เพื่อย้อนเรื่องราวของรัตนโกสินทร์ผ่านมุมมองที่หลากหลาย สะท้อนให้เห็นสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่เริ่มวางรากฐานสยามประเทศเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก เช่น การแต่งกาย วัฒนธรรมต่างๆ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักและปฏิรูปประเทศจนเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคประชาธิปไตย

วัดเบญจมบพิตร

วัดและวังถือเป็น 2 สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมาเสมอในยุคของรัตนโกสินทร์ เช่น วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น และน่าจะถือได้ว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 ซึ่งออกแบบโดยนายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่มีศิลปะวิจิตรงดงาม แตกต่างจากวัดทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถที่สร้างด้วยหินอ่อนได้สัดส่วนสวยงาม จิตรกรรมฝาผนัง และพระพุทธรูปต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นศิลปะไทยที่งดงามทั้งสิ้น วัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในชื่อของ The Marble Temple

เนื่องจากประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี ด้านนอกเป็นหินอ่อนสีขาว ที่เวลากลางคืนต้องแสงจันทร์วัดจะดูสว่างสกาวสดใสดูวับวาม ส่วนด้านในจะเป็นหินสีที่วางสลับลวดลายกันอย่างสวยงาม อีกทั้งองค์พระประธานก็จำลองมาจากพระพุทธชินราช ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองพิษณุโลก

ความแตกต่างของวัดนี้กับวัดอื่นๆ ในยุครัชกาลที่ 4 ก็คือบริเวณพระระเบียงด้านหลัง หรือวิหารคด เพราะสถาปนิกออกแบบให้วิหารคดโอบอยู่ด้านหลังอุโบสถ เมื่อมองด้านหน้า ด้านใต้ ด้านเหนือ พระอุโบสถ ล้วนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนแหวน ตัวพระอุโบสถเปรียบเหมือนหัวแหวน ระเบียงพระอุโบสถ เรียงรายด้วยพระพุทธรูปโบราณปางต่างๆ รวม 52 องค์ ทั้งปางประทับนั่งและยืนสลับกันราวกับแกลเลอรี่พระพุทธรูป เพราะแต่ละองค์จะมีซุ้มกรอบ ที่มองจากมุมไกลราวกับอยู่ในกรอบรูปเลยทีเดียว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมมาจากหัวเมืองต่างๆ และจากต่างประเทศ

รูปทรงของพระอุโบสถหลังนี้มีผู้กล่าวว่าเป็นยอดของสถาปัตยกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์  กล่าวคือ เป็นรูปทรงจตุรมุข หน้าบันของมุขเด็จแต่ละด้านมีลวดลายไทยสลักเป็นรูปต่างๆ สวยงามน่าชมมาก อีกทั้งพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระอุโบสถ คือ พระพุทธชินราชจำลอง โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงขึ้นไปจำลองแบบจากองค์เดิมที่ จ.พิษณุโลก ที่มุขเด็จด้านตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทองอยู่ติดผนังหลังพระพุทธชินราช พระพุทธรูปนี้เรียกกันอย่างเป็นสามัญว่า หลวงพ่อธรรมจักร ถือเป็นพระศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของวัด และมีต้นพระศรีมหาโพธิ์พันธุ์พุทธคยา ทางด้านหลังวิหารคดมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้มาเป็นต้นแรกในรัชกาลที่ 5

อ.นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม กล่าวถึงปฐมเหตุการสร้างพระอุโบสถว่า เมื่อแรกสร้างในปี 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสนเพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์

ในการนี้มีพระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่ดินให้เป็นเขตวิสุงคามสีมาของวัด พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตร อันหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และเพื่อแสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์

เมื่อครั้งมีการจัดระเบียบพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2458 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามได้รับการจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ดังนั้นชื่อวัดจึงมีสร้อยนามต่อท้ายด้วย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

นอกจากนี้ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เขียนบันทึกไว้ โดยเล่าเรื่องการออกร้านในวัดเบญจมบพิตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในฤดูหนาว มีพระราชดำริให้ปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ และให้จัดงานฉลองสมโภชวัดในปี 2443 โดยทรงเป็นประธานจัดงานด้วยพระองค์เอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บเงินบำรุงวัด สร้างในส่วนที่ยังไม่เสร็จ งานนี้นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีการออกร้านมากมายและสนุกสนานยิ่งนัก มีทั้งร้านของพระมหากษัตริย์ ร้านของเจ้านายทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้า ร้านของข้าราชการและประชาชน และร้านของชาวต่างประเทศที่มาพึ่งโพธิสมภาร ในงานมีการนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ การตักบาตร สนุกกับการละเล่นและมหรสพต่างๆ อีกด้วย งานนี้จึงสนุกสนานและให้ประโยชน์ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมประเพณี และเป็นที่พบปะของหนุ่มสาวในยุคนั้นๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ บันทึกนี้ยังเขียนไว้ว่าในการสร้างวัดเบญจมบพิตรนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ 4 ประการ คือ

1.จะให้เป็นวัดที่แสดงแบบอย่างการช่าง ศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ และวัฒนธรรมของไทยในสมัยของพระองค์ ซึ่งใช้ในการคำนวณและออกแบบตามหลักวิชาของตะวันตก

2.จะให้เป็นวัดวิทยาลัย ที่ศึกษาหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนา และสามัญศึกษาของกุลบุตรด้วย

3.จะให้เป็นที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณต่างๆ ของไทย

4.จะให้เป็นวัดที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) ของพระองค์

ประโยชน์ที่ได้จากการจัดงานออกร้าน มีทั้งด้านวัฒนธรรม การจัดงานที่วัดย่อมจะต้องมีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม การแต่งกายและดนตรีตามความนิยมของคนไทย นอกจากนั้นยังมีการทำบุญ มีพิธีกร และประเพณีต่างๆ สอดแทรกอยู่ในงานวัดอีกด้วย

ส่วนด้านสังคม มีการพบปะสังสรรค์ และร่วมงานกุศลกันที่วัด โดยมีบุคคลต่างฐานะ ต่างเพศต่างวัยมาชุมนุมกัน องค์พระประมุขของชาติก็ได้มีโอกาสเสด็จมาให้ราษฎรและข้าราชการเฝ้าอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

สุดท้ายด้านเศรษฐกิจ มีการซื้อขายสินค้านานาชาติ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน คนมีเงินก็จ่ายซื้อของต่างๆ คนค้าขายก็ขายสินค้าได้ราคา เป็นผลให้เศรษฐกิจของส่วนรวมดีขึ้น และทางวัดก็ได้เงินไปบำรุงวัดช่วยในการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อยในโอกาสต่อมา

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร ก็คือการบันทึกประสบการณ์ในอดีตไว้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะช่วยทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ งานเขียนในลักษณะนี้จัดอยู่ในประเภทสารคดี เพราะเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นจากความจริง มุ่งให้ความรู้และเพลิดเพลินด้วย

การจัดงานวัดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดึงความสนใจของคนให้มารวมอยู่ที่วัด ทำให้เกิดศรัทธาที่จะทะนุบำรุงวัด และเป็นการบำรุงพระพุทธศาสนาไปด้วย ผู้ที่ไปชมงานวัด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเพศใด วัยใด และมีฐานะทางสังคม อย่างไรย่อมได้ประโยชน์กลับไปตามความสนใจของตน สถานที่หนึ่งในสมัยหนึ่งก็ย่อมมีความหมายแก่คนในสมัยนั้นอย่างหนึ่ง ครั้นกาลเวลาผ่านไปสถานที่แห่งเดียวกันนั้นย่อมมีความหมายที่เปลี่ยนไปสำหรับคนรุ่นหลังๆ

แม้จะเหลือเพียงเรื่องราวและภาพถ่ายเป็นหลักฐาน แต่งานวัดเบญฯ ก็เป็นที่กล่าวขานมาโดยตลอด เพราะเป็นงานวัดที่พิเศษจากงานวัดอื่นๆ มีมหรสพแบบราชสำนัก เช่น โขน ละครใน พร้อมด้วยการออกร้านที่น่าสนใจ เช่น ร้านถ่ายรูปของโรเบิร์ต เลนซ์ ช่างภาพชื่อดัง การเปิดหีบเพลงชาวตะวันตก และหุ่นทรงเครื่องของหม่อมราชวงศ์เถาะในปี 2443 ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น

อาจารย์นัท เล่าว่า “ภายในงานวัดหลวง ยังมีร้านหลวง หรือร้านของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในแต่ละปีจะจัดไม่ซ้ำกัน บ้างก็จำหน่ายหนังสือ บ้างก็จัดแสดงละครเพื่อเก็บเงินเข้าบำรุงวัด แต่ปีที่พิเศษที่สุดคือปี 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งร้านถ่ายรูปหลวง และเสด็จฯ มาประทับที่ร้านทุกคืน เพื่อทรงถ่ายรูปพระราชทานแก่บรรดาเจ้านาย ข้าราชการ และชาวต่างชาติที่กราบบังคมทูลร้องขอ โดยทรงเก็บค่าถ่ายรูปคนละ 20 บาท เพื่อสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศล นอกจากนี้ยังทรงออกแบบจัดฉากถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง บางฉากทรงทำเป็นกรอบรูปจำลอง แล้วโปรดให้เจ้านายยืนประทับอยู่ด้านหลัง บางฉากทรงกำกับให้โพสท่าต่างๆ หรือบางรูปทรงถ่ายเป็นภาพล้อเลียน เป็นโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้า ร.5 ในแบบไพรเวท เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทุกคนในยุคนั้นเฝ้ารอ และมีหลายคนที่ได้พบคู่หมายในงานนี้”

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559 ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สัมผัสเรื่องราวความเป็นอยู่ของเจ้านายฝ่ายในเฉพาะเจ้านายผู้หญิง โดยหลังจากที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรป และตั้งพระทัยให้สวนสุนันทาเป็นพระราชอุทยานส่วนพระองค์

ราชสำนักฝ่ายในหรือพระราชฐานชั้นใน นอกจากจะมีพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ยังมีตำหนักและเรือนต่างๆ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับและที่พำนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน

โดยในช่วงต้น ร.5 ยังคงอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้เปลี่ยนไปประทับ ณ พระราชวังดุสิต ภายหลังเมื่อเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปครั้งที่ 2 จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสวนสุนันทาเพื่อใช้เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ การก่อสร้างต่างๆ ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ กาลล่วงมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ สวนสุนันทาจึงกลายเป็นราชสำนักฝ่ายในขนาดใหญ่ตลอดสมัยรัชกาลที่ 6-7

พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในหลายพระองค์เสด็จมาประทับ ณ สวนสุนันทา โดยมีตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศูนย์กลางสมัยนั้น

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอมใน ร.5 เข้ามาพำนักอีก 13 ท่าน ซึ่งต่างมีเรือนแยกเป็นสัดส่วน และยังมีบางพระองค์เสด็จฯ เข้ามาประทับเป็นครั้งคราว ซึ่งอาคารสายสุทธานภดลนี้ ถือเป็นศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในยุคสุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นพิพิธภัณฑ์พระมหากษัตริย์ที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม พิพิธภัณฑ์นี้แสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และของใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมยุโรป

ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น พบกับต้นแบบของการออกแบบสะพานพระพุทธยอดฟ้า สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยใช้พระราชลัญจกรในการสร้าง และแบบจำลองโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ปรับอากาศแห่งแรกในอาเซียน และพระอัจฉริยภาพในการทรงประพันธ์บทภาพยนตร์เรื่องแหวนวิเศษ พร้อมอ่านพระราชหัตถเลขาสละพระราชอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการสละราชสมบัติและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามประเทศ และชมแรงบันดาลใจจากหนังสือทรงอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือที่สนพระทัยส่วนพระองค์