ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548093

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 10:03 น.

ออกกำลังกาย สำหรับนักกอล์ฟ

โดย กัตจัง ภาพ เอพี, เอเอฟพี

มีความสงสัยอย่างหนึ่งในการเล่นกอล์ฟว่าจำเป็นขนาดไหนที่นักกีฬากอล์ฟจะต้องเข้ายิมเสริมกล้ามเนื้อ เพื่อให้การเล่นกอล์ฟดีขึ้น เพราะเมื่อเทียบรูปร่างกับนักกีฬาประเภทอื่นแล้วจะออกทางเจ้าเนื้อกว่ามาก

นพ.วีระยุทธ เชาวน์ปรีชา จากศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดี ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายของนักกีฬากอล์ฟในคลินิคนักกอล์ฟไว้ว่า มีตัวอย่างการศึกษาวิจัยรายงานในเวิลด์ ไซแอนติฟิก คอนเกรซ ออฟ กอล์ฟ 4 (World Scientific Congress of Golf IV)  เรื่อง “การบริหารให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเปรียบเทียบระยะการตีกอล์ฟ” โดยการแบ่งนักกอล์ฟเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเล่นกอล์ฟตามปกติ อีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มโปรแกรมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง 12 แบบที่มีในมาตรฐานการออกกำลังกายทั่วไปเป็นเวลา 7 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบความเร็วหัวไม้ ความเร็วลูกกอล์ฟ และระยะทางของลูกกอล์ฟที่ลอยอยู่ในอากาศทั้งก่อนและหลัง 7 สัปดาห์

พบว่าในกลุ่มที่มีการบริหารกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 54.5 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วหัวไม้เพิ่มขึ้น 3.2 เปอร์เซ็นต์  ความเร็วลูกกอล์ฟเพิ่ม 1.2 เปอร์เซ็นต์ ระยะลูกกอล์ฟในอากาศเพิ่ม 0.8 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้บริหารกล้ามเนื้อ ความเร็วหัวไม้ลดลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วลูกกอล์ฟลดลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ และระยะลูกกอล์ฟในอากาศลดลง 0.6 เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปของการวิจัย คือ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องตีกอล์ฟไกลขึ้น คำอธิบายสำหรับนักกอล์ฟที่ฝึกออกกำลังกายทั่วๆ ไปแล้วยังเล่นกอล์ฟไม่ดีขึ้นเช่นเดียวกับผลงานวิจัย ใช้หลักของฟังก์ชั่น เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการออกกำลังกายเพื่อการใช้งาน

การฝึกร่างกายแต่ละอย่างจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อตอบสนองสิ่งที่ทำในลักษณะเช่นเดียวกับการฝึก ซึ่งเป็นหลักการในการฝึกความแข็งแรงและปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละชนิด ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ฝึกออกกำลังกายปั่นจักรยานทุกวัน จะเป็นนักกีฬาขี่จักรยานที่ดีขึ้น ไม่ใช่นักวิ่งที่ดีขึ้น

ดังนั้น การจะเล่นกอล์ฟให้ดีขึ้นต้องฝึกร่างกายด้วยการซ้อมควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถรักษาแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีการทรงตัว และการถ่ายน้ำหนักที่ดีรวมทั้งการบริหารกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ ที่ใช้การเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกับการเล่นกอล์ฟ

จุดมุ่งหมายของนักกอล์ฟในการบริหาร คือ สามารถออกกำลังกายเพื่อควบคุมวงสวิงได้ เร่งความเร็วหัวไม้ให้กระทบลูกกอล์ฟได้แม่นยำ และหน้าไม้ตั้งฉากกับทิศทางเป้าหมาย สามารถทำซ้ำๆได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันการบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟ

กล้ามเนื้อที่ใช้เล่นกอล์ฟนอกจากมือ แขน และไหล่ ยังมีกล้ามเนื้อที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อใช้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลัง แต่ในชีวิตประจำของเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ในการหมุนรอบแกนกระดูกสันหลังเหมือนการเล่นกอล์ฟ แต่ใช้ในการก้ม งอ เอียงหลังเป็นส่วนใหญ่

การออกกำลังกายบริหารที่จะตีกอล์ฟให้ดีขึ้น จึงต้องบริหารยืดเหยียดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ สะโพก ลำตัว ขา และสร้างให้แข็งแรงเพื่อที่จะเป็นฐานที่มั่นคง และช่วยให้การเร่งความเร็วหัวไม้อยู่ในแนววงสวิงที่ถูกต้องได้ ถ้ากล้ามเนื้อที่จะรักษาแนวแกนกระดูกสันหลังให้แข็งแรงและหมุนไม่ดีแล้ว เมื่อทำดาวน์สวิงจะทำให้แนวแกนกระดูกสันหลังเสียไป ทำให้เสียการสมดุลของร่างกาย ข้อมือจะต้องเหยียดออกไปเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

การฝึกนอกจากจะต้องตีกอล์ฟอย่างถูกวิธี ในทุกวันควรขึ้นลงบันไดอย่างน้อย 1-2 ชั้น ถ้าเดินไหวไม่ควรใช้รถกอล์ฟและควรมีการฝึกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ถ้ามีอาการปวดเมื่อยควรพักให้หายเป็นปกติก่อนเล่น หากซ้อมไดรฟ์ด้วยหัวไม้เต็มที่จำนวนครั้งจะต้องไม่มากจนเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ และแนะนำว่าควรสลับกับการซ้อมลูกสั้นต่ำกว่า 100 หลาลงมา เพื่อฝึกควบคุมกล้ามเนื้อในส่วนอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี ต้องซ้อมตีให้ถูกวิธีโดยมีครูผู้ฝึกสอนช่วยดูและเรียนรู้วิธีป้องกันการบาดเจ็บ จะทำให้การเล่นกอล์ฟเป็นกีฬาที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นอย่างแน่นอน

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548089

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

อายุมากวุ้นตาเสื่อมมาเยือน

โดย แมงโก้หวาน ภาพ เอเอฟพี

เคยไหมเวลามองท้องฟ้า หรือพื้นสว่างๆ แล้วมีจุด มีเงาดำๆ ลอยไปมาคล้ายแมลงบิน หรือหยากไย่ แต่จริงๆ ไม่มี หรือเคยไหมเวลาอยู่ในห้องมืด อยู่ดีๆ มีไฟแวบขึ้นมาเองเหมือนฟ้าแลบ ถ้าเคยแสดงว่าจอประสาทตามีปัญหาเข้าแล้ว และอาจเกิดจากวุ้นตาเสื่อมก็ได้

พญ.อัจฉรา อัมพรพฤติ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า วุ้นตาเป็นสารใสคล้ายเจลบรรจุอยู่ภายในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ให้สารอาหารแก่จอตาและผนังลูกตาชั้นใน ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้บางส่วนของวุ้นตาขุ่นไป เราจะรู้สึกเห็นเหมือนมีเงา หรือหยากไย่ลอยไปมา อาจมีรูปร่างแตกต่างกันได้หลายแบบ เช่น เป็นจุดเล็กๆ คล้ายลูกน้ำ ยุงบินไปมา เป็นวงกลม วงรี หรือเส้นโค้ง และสังเกตเห็นได้ง่ายหรือชัดขึ้นเวลามองไปยังพื้นผิวที่เป็นสีอ่อน เช่น ผนังห้องสีอ่อนกระดาษสีขาว ท้องฟ้า หรือกลางแดด

เมื่อคนอายุมากขึ้นและเข้าสู่วัยกลางคน วุ้นตาจะมีการเสื่อมตามอายุ ระยะแรกวุ้นตาเริ่มขุ่นเป็นตะกอน เกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในวุ้นเจลมีการเสียโครงสร้างบางส่วนจับตัวกันเป็นก้อนๆ ทำให้มีอาการเห็นเป็นเส้น หรือจุดลอยไปลอยมา ตามการกลอกตา ต่อมาวุ้นตามีการหดตัวรวมกันเป็นก้อน หลุดออกจากพื้นจอตา ในระยะนี้บางครั้งบางคนอาจมีอาการเห็นแสงแวบๆ แสงฟ้าแลบ หรือแสงแฟลช

“เมื่อกลอกตาเร็วๆ ในที่มืด ซึ่งเกิดจากมีแรงดึงรั้งที่จอตา ตรงรอยต่อระหว่างส่วนที่วุ้นตาแยกจากจอตาแล้ว กับส่วนที่วุ้นตายังติดกับจอตาอยู่ ในระยะนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือมีเลือดออกในวุ้นตา ซึ่งเกิดจากมีการฉีกขาดของจอตาและมีจอตาลอกตามมาได้ อาการจะเห็นตะกอนหนาขึ้น ตามัวลง เห็นภาพขาดหายไป เห็นอะไรมาบังเยอะขึ้น หรือลานสายตาแคบลง แนะนำให้รีบมาพบจักษุแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาต่อไป”

พญ.อัจฉรา กล่าวต่อว่า ปกติถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนแสงแวบๆ หรือแสงแฟลชจะน้อยลง และค่อยๆ หายไป ตะกอนในวุ้นตาที่เห็นเป็นจุดเป็นเส้นก็จะค่อยๆ จางไปด้วย

กรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ม่านตาอักเสบ เส้นเลือดในตาอักเสบ สายตาสั้นมาก หรือได้รับอุบัติเหตุมาก่อน อาจจะต้องตรวจอย่างละเอียดต่อไป เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวานขึ้นจอตา เส้นเลือดในตาอุดตัน วุ้นตาอักเสบ หรือจอตาอักเสบ เป็นต้น

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล เอกอุเรื่องธุรกิจและการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/548088

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:42 น.

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล เอกอุเรื่องธุรกิจและการตลาด

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ถ้าเอ่ยถึงนักวิชาการหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงด้านบริหารธุรกิจและการตลาดในยุคนี้ ต้องยกให้ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านการตลาดที่มีแบ็กกราวด์ด้านการศึกษาที่ไม่ธรรมดา โดยสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และเคมบริดจ์

ขณะเดียวกันก็มีผลงานการสร้างแบรนด์ชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น MBK Group ธนาคารกรุงไทย แอร์เอเชีย SCG Packaging และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย

นอกจากนั้น ด้วยความสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ที่ง่ายและสนุก รายการของอาจารย์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์จึงได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากนักธุรกิจยุคดิจิทัล

ดร.เอกก์ เป็นอาจารย์ที่มีหลายบทบาทให้ต้องรับผิดชอบในเวลาเดียวกัน แต่ทุกบทบาทที่ทำนั้น บทสรุปสุดท้ายอาจารย์ให้ขมวดจบตรงที่ “ความเป็นครู” ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูกศิษย์หรือบุคคลทั่วไป โดยมองว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่ภาคภูมิใจ

“ตั้งแต่เล็กไม่เคยคิดอยากจะทำอาชีพอื่น เพราะเชื่อว่าครูที่ดีหนึ่งคนจะสามารถสร้างคนที่เก่งและดีได้เยอะมาก แต่ถ้าเป็นเพียงคนที่เก่งมากจะสร้างประโยชน์แก่องค์กรที่ตนอยู่ได้องค์กรเดียวเท่านั้น”

ความคิดนี้ของ ดร.เอกก์ ได้ถูกนำมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ในการขอสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอันดับต้นของโลก ทั้งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นที่สนใจให้กับอาจารย์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยอย่างมาก จึงได้รับเลือกให้เข้าศึกษาต่อจากทั้งสองแห่ง

ในท้ายที่สุดก็สำเร็จการศึกษาเป็นอันดับ 1 จากทั้งสองแห่งด้วย เป็นที่น่าภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่มีความสามารถระดับโลก

“ต้องขอบคุณคุณครูสมัยชั้นประถมฯ มัธยมฯ ที่อบรมสั่งสอน ทุกท่านเป็นครูที่ดีมาก จึงทำให้ผมชื่นชมในตัวครูและอยากจะเป็นครู ปัจจุบันผมเป็นครูมาแล้ว 13-14 ปี เริ่มต้นอาชีพครูเร็วมาก เพราะผมชอบที่จะสอนคนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก

ในอดีตก่อนการสอบ เพื่อนๆ จะมารวมตัวกันเพื่อให้ผมติวหนังสือให้ ซึ่งสอนติวกันจริงจังเลย เมื่อเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาการตลาด คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ1 ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ ปรมาจารย์การตลาดไทยท่านเห็นแววจึงชักชวนให้มาสมัครเป็นครู จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นอาจารย์เอกก์ของนิสิตในทุกวันนี้”

ดร.เอกก์ เล่าต่อว่า เป็นครูได้ประมาณปีกว่าก็ได้รับทุนจุฬาฯ 100 ปี ไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านการตลาดบริการ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกในสาขานี้ หลังสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับ1 ของหลักสูตรจึงกลับมาสอนหนังสือต่ออีก 2 ปี แล้วได้รับทุนอีกครั้งให้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

 “การเรียนการสอนของที่นี่จัดว่าโหดมาก เราต้องเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใหม่อีกครั้ง เพราะเขาต้องการจะสอบดูคะแนน หากคะแนนไม่ถึงเกณฑ์จะไม่ให้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เท่ากับรวมระยะเวลาเรียนที่อังกฤษนี้จนจบปริญญาเอก 4 ปีกว่า

ในระหว่างที่เรียนอยู่ก็ยังสอนหนังสือด้วยเช่นเดียวกัน โดยทุกปิดเทอมจะบินกลับมาสอนที่จุฬาฯ หรือแม้แต่ในขณะที่เรียนอยู่ที่นั่น ก็สอนวิชาการตลาดให้แก่นักศึกษาคณะวิศวะฯ ของเคมบริดจ์ รวมถึงยังได้รับโอกาสให้เป็นนักวิชาการอาคันตุกะ (Visiting Scholar) ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อีกด้วย”

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด จุฬาฯ มองว่า การได้สอนเด็กนานาชาติที่เก่งมาก ยิ่งเป็นโอกาสที่ได้สั่งสมประสบการณ์ความรู้ด้านการตลาดบริหารทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ เพราะการจะเป็นครูที่ดี สามารถสอนคนอื่นได้ ตัวเองจะต้องตกผลึกมาหมดแล้ว

สำหรับบทบาทในปัจจุบันของอาจารย์เอกก์ เป็นทั้งนักวิชาการ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรชั้นนำ นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน ในทุกบทบาทที่ทำล้วนมีรางวัลเป็นเครื่องการันตีแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นเรื่องแบรนด์องค์กรจากสภาวิจัยแห่งชาติ และบทความวิจัยระดับชาติจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

นอกจากนั้น ผลงานวิจัยของอาจารย์เอกก์ยังได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านจิตวิทยาอันดับ 1 ของโลกอย่าง Psychological Science ด้วย

สองรางวัลล่าสุดที่ได้รับคือ UK Alumni Awards Finalist 2018 ที่มอบโดย British Council รางวัลทรงเกียรติที่มอบให้แก่ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทย และที่ดร.เอกก์ภูมิใจอย่างที่สุด คือ การเข้ารับพระราชทานรางวัลเทพทอง ประเภทบุคคลดีเด่นด้านวิทยุ จากรายการ Innovative Wisdom ออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 101.5 MHz ซึ่งเป็นรายการวิทยุเพื่อการบริหารธุรกิจโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่อาจารย์จัดต่อเนื่องมานาน

“เพราะอยากให้ความรู้แก่คนที่สนใจ การเป็นนักจัดรายการวิทยุจึงเป็นอีกบทบาทหนึ่ง ที่ผมสามารถนำความรู้ที่มีมาบอกเล่าผ่านรายการวิทยุได้ ซึ่งรายการที่ได้รับพระราชทานรางวัลเทพทองนี้เป็นรายการที่ผมจัดมายาวนานถึง 13 ปี แม้ในช่วงเรียนอยู่ในต่างประเทศ เมื่อบินกลับประเทศไทยเมื่อไร จะต้องมาจัดรายการวิทยุ โดยรายการ Innovative Wisdom เป็นรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการตลาด ช่วงเวลาที่จัดคือทุกวันศุกร์เวลา 09.00-09.30 น.

จริงๆ แล้ว ผมเริ่มต้นเป็นนักจัดรายการวิทยุมาตั้งแต่เป็นนิสิตปีสุดท้าย จัดที่คลื่น AM 1089 kHz วิทยุ 1 ปณ. จัดรายการทุกวันเสาร์ 6 ชั่วโมง ซึ่งสมัยนั้นคนฟังวิทยุมีเยอะมาก เรื่องราวที่นำมาจัดรายการจะเป็นเรื่องทั่วไปที่ยังอยู่ในแวดวงการศึกษา เช่น มีสอบชิงทุนที่ไหน อ่านหนังสือให้จำได้ดีต้องทำอย่างไร

การเป็นนักจัดรายการวิทยุนี้เอง ที่ทำให้ต้องค้นหาข้อมูลที่อัพเดทมาพูดคุยออกอากาศ จึงเป็นข้อดีที่ทำให้เรามีข้อมูลต่างๆ และยังสามารถนำไปสอนหนังสือได้อีกด้วย ปัจจุบันจัดทั้งวิทยุจุฬาฯ วิทยุครอบครัวข่าว มีรายการโทรทัศน์ และ Live สดบน Facebook ในเพจ อัจฉริยะการตลาด อยู่เสมอๆ”

ในด้านของการเป็นนักเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.เอกก์ รู้สึกภูมิใจเช่นเดียวกัน จากจุดเริ่มต้นที่อยากจะเขียนหนังสือวิชาการที่ยากๆ ให้คนอ่านสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และจะนำเงินกำไรที่ได้ไปทำบุญมอบให้แก่สภากาชาดไทย เขียนจนกลายเป็นเล่มหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด” ที่มียอดขายเบสต์เซลเลอร์เป็นอันดับ 1 นานกว่า 170 สัปดาห์ในศูนย์หนังสือจุฬาฯ เล่มสอง “อัจฉริยะการตลาดตัดต้นทุน” ก็เป็นอันดับ 1 ของนายอินทร์ทั่วประเทศอยู่หลายสัปดาห์

นอกจากนั้น ยังแปลหนังสือเล่มแรกเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสืออัญมณีแห่งจุฬาฯ ในโอกาสจุฬาครบรอบ 100 ปี เรียกได้ว่าหนังสือของ ดร.เอกก์นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังสือวิชาการที่อ่านง่ายและสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยความมุ่งมั่นอยากจะนำความรู้ที่มีมาถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ลูกหา ดร.เอกก์ จึงยังคงทำหน้าที่ครูที่ดีด้วยการเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทางการตลาดมาสอนหนังสือ และยังบอกอีกว่าการเป็นครูที่ดีจะต้องให้ความสำคัญใน 2 เรื่อง คือครูที่ดีจะต้องมีระบบความคิดที่ดี จะต้องเป็นผู้ให้ ไม่หวงวิชา แม้ว่าจะเป็นครูที่ไม่เก่ง แต่มีใจที่อยากจะให้ อาจเป็นครูที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันครูที่ดีนั้น จะต้องฟังเป็น เขียนเป็น และถ่ายทอดเป็น

“สำหรับการเป็นที่ปรึกษาแบรนด์และการตลาดในองค์กรชั้นนำระดับชาติมากมาย ทั้งจุฬาฯ กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย แอร์เอเชีย เอสซีจี และเอ็มบีเค กรุ๊ป เป็นฐานความรู้ที่ยอดเยี่ยมที่ผมสามารถนำความรู้ทันสมัยในยุคดิจิทัลมาสอนนิสิตได้อย่างโดดเด่นและเข้าใจง่าย”

ด้วยความรู้ความสามารถด้านธุรกิจและการตลาดระดับกูรุูของประเทศ ดร.เอกก์ จึงถือเป็นเพชรเม็ดงามของวงการศึกษาไทย และเป็นที่น่ายินดีที่แวดวงการศึกษาบริหารธุรกิจมีดาวดวงเด่นที่ฉายแสงทั้งเวทีโลกและเวทีระดับชาติ

ที่สำคัญ ยังมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย

สกุล บุณยทัต โจรปล้นฟ้าที่เขียนมาก่อนกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547966

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:56 น.

สกุล บุณยทัต โจรปล้นฟ้าที่เขียนมาก่อนกาล

โดยวันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คือเรื่องจริงที่หยิบมาเขียน คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม คือเรื่องจริงที่ชนเผ่าโดนรุกรานที่อยู่ดั้งเดิม สกุล บุณยทัต หยิบเรื่องจริงที่ฝ่ายปกครองรุกราน ฝ่ายถูกปกครองประท้วงสิทธิใน “โจรปล้นฟ้า” นวนิยายเล่มนี้ชาวเขาถูกแทนค่าด้วย “ฟ้า” เพราะนอนบนภูใกล้เกือบถึงฟ้า ครานี้ต้องมานอนกันหน้าทำเนียบฯ คำถามต่อไปคือแล้วใครเล่า…ที่เป็นโจร

ที่สุดของหนทางคือความพ่ายแพ้ ที่แพ้ต่ออำนาจรัฐ แพ้ทุกทางและจนทุกทาง หนึ่งในผู้นำการต่อสู้ ซึ่งเป็นคุณลุงคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงจากรถไฟก่อนที่รถไฟจะพากลับถึงบ้าน สกุลบอกว่า เขาหยิบความจริงนี้จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ สะท้อนออกมาในรูปของวรรณกรรมการต่อสู้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน เขียนและพิมพ์ครั้งแรกปี 2543 ล่าสุดพิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ อาร์ตี้เฮ้าส์ (ArtyHOUSE) เรื่องราวบอกเล่าถึงเหตุการณ์และสภาวการณ์รุกรานแผ่นดินบนเขา เมื่อคนเมืองขึ้นดอยและแย่งเอาทุกสิ่งจากคนบนภู

“มันเป็นของพวกเขาจริงๆดินแดนเกิดของชนเผ่า แล้วเราก็ไปรุกรานเขาจริงๆ  พวกเขาต้องพ่ายแพ้หมด เรื่องแบบนี้เกิดแล้วเกิดเล่าในยุคสมัยของเรา ผมว่าผมเขียนเรื่องนี้มาก่อนกาลด้วยซ้ำ” สกุลเล่า

เมื่อคนบนเขาลุกขึ้นต่อสู้  กลับไม่มีสิทธิและแพ้คดี คนรุ่นต่อๆ มาก็แพ้ พวกเขาพ่ายแพ้หมดรูป แล้วในอนาคตพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร อย่ามองว่าไม่เกี่ยวกัน เราเองในฐานะมนุษยชนและเพื่อนมนุษย์ เราจะทำอย่างไร คิดอย่างไรและร่วมแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อคนไม่มีโอกาสในสังคมโดนรุกราน โลกกำลังพัฒนาไปไกลแค่ไหน ท่ามกลางแผ่นดินที่กำลังถูกกระทำ

กระแสโซเชียลที่ประท้วงสอบทานนั้น สกุลบอกว่า ในมุมนี้ดีขึ้น อย่างน้อยผู้มีอำนาจวาสนาและขึ้นไปยึดครองแผ่นดินบนดอย ก็ได้ชะงักบ้าง อย่างไรก็ตามทุกอย่างยังเต็มไปด้วยการออกแบบ แผ่นดินทุกตารางนิ้วกลายเป็นคนเมืองที่เป็นเจ้าของยึดครองหมด แต่คนดอยไม่มีแผ่นดินจะอยู่

“บาดแผลและเงื่อนปมในสังคมของเรา รัฐก็รู้อยู่ พวกที่มีอำนาจวาสนาเข้าไปยึดครอง ผลได้สำหรับคนเมือง แต่คนภูเขาที่เคยมีชีวิตที่นั่น มีมิติของการอยู่อาศัยจริงๆ ที่นั่น คุณเอาพวกเขาไปขีดฆ่าที่ไหน” สกุล กล่าว

สกุลวันนี้อายุ 65 ปี เป็นคนเชียงใหม่ เป็นนักเขียนนักวิจารณ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่นครปฐมจนค่อนชีวิต เล่นดนตรี เขียนกวี เรื่องสั้น บทละคร นวนิยาย งานวิจารณ์ และสอนละครเป็นงานแห่งชีวิต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเขียนหนังสือที่เขายกให้เป็น “เสี้ยวศตวรรษ” ของการเขียนงาน

“หนังสือเล่มใหม่ชื่อ หนังแนบเนื้อ เป็นวรรณกรรมวิจารณ์ภาพยนตร์ ยังมีเรื่องสั้นชื่อจุดไฟเผาทุ่งทะเลดอกไม้ ได้รับรางวัลช่อการะเกด ก็จะพิมพ์ใหม่ จัดจำหน่ายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งถัดไปเดือน ต.ค. 2561”

สกุลยังชอบดูหนังมาก ผู้กำกับในดวงใจ คือ เควนติน ทาแรนติโน่ ชอบในมิติที่รุนแรงและความคิดที่พรั่งพรูผ่านแผ่นฟิล์ม ดิบ อาร์ต และสวยงาม ส่วนภาพยนตร์เรื่องโปรดเป็นหนึ่งในหนังคลาสสิกทศวรรษ 1970 เรื่อง Ryan’s Daughter ของ เดวิด ลีน ที่สะท้อนให้เห็นบาปของความเป็นชีวิต โดยหนังเล่นกับตัวละครเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็สะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเรื่อง เทคนิคภาพที่ทำให้เห็นไม่ชัดเพราะย้อนแสงก็สวยมาก ล้อให้เห็นชีวิตที่สับสน ย้อนแย้งเหมือนเงาย้อนแสงในภาพยนตร์

“สไตล์ของผมทั้งหนังและงานเขียนคือความหนักที่หนักหนามาก หนักกับชีวิต ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะผมเป็นอย่างนี้ มันคลุมเครือ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือ ซึ่งเป็นความชัดเจนที่สุดในสังคมวันนี้” สกุลเล่า

ปัจจุบันเขายังเปิดร้าน เล่นดนตรีสด ที่นครปฐม ชื่อร้านไลท์ มาย ไฟร์ (Light My Fire) เล่นดนตรีในแนววง เดอะ ดอร์ส (The Doors) วงดนตรีดังยุค 60 การเล่นดนตรีก็เหมือนอีกหลายด้านในชีวิต คือหนักมาก เล่นดนตรีแบบดิบๆ สดๆ ใครสนใจมาแจมกันได้ที่ Light My Fire

สุวัฒน์ชัย ทับทิม วาดอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547961

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:32 น.

สุวัฒน์ชัย ทับทิม วาดอยุธยา

โดย มัลลิกา นามสง่า

อยุธยายศล่มแล้ว   ลอยสวรรค์ ลงฤๅสิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร เจิดหล้าบุญเพรงพระหากสรรค์ศาสน์รุ่ง เรืองแฮบังอบายเบิกฟ้า  ฝึกฟื้นใจเมืองจาก นิราศนรินทร์ ประพันธ์โดย นายนรินทรธิเบศร์

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลก มีวัด โบราณสถานหลายแห่ง ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว ยิ่งตอนนี้ผลพลอยได้จากละครบุพเพสันนิวาส ทำให้มีประชาชนชาวไทยหลั่งไหลไปเยือน

สุวัฒน์ชัย ทับทิม ศิลปินที่สันทัดงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัย เป็นอีกผู้หนึ่งที่มองเห็นความเรืองรอง ของอยุธยา “อยุธยาเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ ทั้งวัด พระราชวัง และโบราณสถานต่างๆ ล้วนแสดงถึงความงดงาม ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยาได้เป็นอย่างดี”

วาดอยุธยา คือนิทรรศการที่ศิลปินได้นำผลงานจิตรกรรมสีอะครีลิกมาจัดแสดง ซึ่งวาดออกมาจากความรู้สึกภาคภูมิใจของอดีตกาล และต้องการให้ผู้ชมได้เห็นความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง

“หลายคนรู้จักผมในฐานะศิลปินที่ทำงานในแนวทางศิลปะไทยร่วมสมัย ผมเดินทางมาศึกษาหาข้อมูลในการทำงานที่อยุธยาบ่อยครั้งมาก ด้วยมีความรักในงานศิลปะสมัยอยุธยา ซึ่งงดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผมคัดลอกภาพเขียนในวัด วาดภาพจากลายปูนปั้น จากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ รู้สึกประทับใจในความงามของสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ธรรมชาติที่ร่มรื่น เมืองที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำถึง 3 สาย แอบคิดฝันในใจไว้ว่า สักครั้งหนึ่งอยากจะเขียนภาพทิวทัศน์ของเมืองอยุธยาในรูปแบบของตนเอง รวบรวมนำมาจัดแสดงนิทรรศการสักครั้ง

ผมคิดเสมอ หรือเป็นปณิธานส่วนตัวเลยก็ว่าได้ ที่อยากใช้ความรู้ ความสามารถทางศิลปะของเราให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เมื่อทางโรงแรมศาลาอยุธยา เรียนเชิญผมมาแสดงผลงานที่โรงแรม ผมจึงคิดว่าเป็นการดีที่ผมจะได้แสดงนิทรรศการในฝัน

ผมจึงเสนอที่จะทำเรื่องอยุธยา แสดงภาพวัดวาอาราม โบราณสถานที่สำคัญอันงดงามของเมืองอยุธยา เพื่อหวังจะใช้งานศิลปะ ภาพทิวทัศน์เมืองอยุธยา แสดงความงดงามของอยุธยาในรูปแบบของงานศิลปะ เพื่อจะดึงดูด เชิญชวนให้ทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเที่ยวเมืองอยุธยา มาเที่ยวเมืองไทย อันจะนำรายได้และชื่อเสียงมาสู่ประเทศเรา”

วัดพุทไธศวรรย์ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดหน้าพระเมรุ วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ ศิลปินล้วนบรรจงฝีแปรงเพื่อถอดความงามลงบนผืนผ้าใบ

“ผมเลือกสถานที่จากความงาม และความรู้สึกประทับใจที่มีต่อสถานที่นั้นๆ เช่น วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมน้ำ มีปรางค์สีขาวเป็นประธาน เวลาเช้าแสงสวยมาก มีเงาของพระปรางค์สะท้อนอยู่ในน้ำงดงามมากๆ วัดนี้วาดหลายภาพ หลายช่วงเวลา สวยทุกเวลา

เริ่มต้นลงพื้นที่มาสำรวจ ไปตามวัดสำคัญๆ และโบราณสถานต่างๆ โดยสัมผัสบรรยากาศของแต่ละช่วงเวลา ดูแง่มุม ความงามต่างๆ เมื่อรู้สึกว่าประทับใจมากๆ ตรงไหนก็เก็บข้อมูลไว้ และวางแผนว่าจะมาลงมือวาด

งานทั้งหมดมี 15 ภาพ ใช้เวลา 1 ปี ผมใช้วิธีวาดในสถานที่จริง ในที่ๆ สามารถวาดได้ ลงมือวาดและทำกันตรงนั้น ปะทะกับบรรยากาศจริง แสง สีกลิ่น เสียง สร้างสรรค์ด้วยทีแปรงแบบฉับพลัน รวดเร็ว ใช้สีอะครีลิกเขียนลงบนเฟรม และมีบางส่วนที่ไม่เหมาะกับการวาดในที่จริง เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีข้อห้าม มีนักท่องเที่ยวมาก ใช้วิธีถ่ายภาพนำไปทำที่สตูดิโอ

ทุกภาพวาดด้วยการนำความประทับใจต่อสถานที่นั้นๆ มาแปรเปลี่ยนเป็นทีแปรง ร่องรอยการปาดป้าย สีสัน ในแบบของตัวเอง เขียนแบบเร็ว ฉับพลัน สนุก ลดทอนรายละเอียดลง เน้นเฉพาะส่วนที่สำคัญๆ  ของสถานที่นั้น โดยมีทีแปรงและสีสันเป็นตัวเอกในการดึงความรู้สึกประทับใจต่อสถานที่นั้น เป็นภาพสะท้อนจากใจของเราที่มีต่อความงดงามของเมืองอยุธยา”

ออเจ้าทั้งหลายไปชมสถานที่จริงแล้ว อย่าลืมแวะไปชมงานศิลปะที่วาดอยุธยาได้งามจับใจ และกระทบความรู้สึกของการระลึกถึงอดีตความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ใน นิทรรศการวาดอยุธยา จัดแสดงถึงวันที่ 29 พ.ค. ณ โรงแรมศาลาอยุธยา จ.พระนคร ศรีอยุธยา

ริธึม ไซคลิง ปั่นสนุกปลุกทุกจังหวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547960

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 10:26 น.

ริธึม ไซคลิง ปั่นสนุกปลุกทุกจังหวะ

โดย กั๊ตจัง ภาพ pixabay.com, Absolute You

เดี๋ยวนี้อะไรก็ดูผสมผสานกันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่การปั่นจักรยาน ที่ล่าสุดมีการปั่นจักรยานในฟิตเนสผสมผสานกับการแดนซ์ เรียกว่า ริธึม ไซคลิง (Rhythm Cycling) มีที่มาจากคลาสการออกกำลังกายซึ่งเป็นที่นิยมในฟิตเนสของอเมริกา จนมาถึงประเทศไทย

วิทิต คงแสง โค้ชฟิตเนส โอเอ็มเอ็มโอ สตูดิโอ (OMMO Studios) เล่าถึงที่มาที่ไปของ ริธึม ไซคลิง ว่า “การออกกำลังกายแนวใหม่นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนเล่นฟิตเนสได้ประมาณ 3 ปีแล้ว เริ่มจากคลาสเล็กๆ แล้วแพร่กระจายไปสู่ฟิตเนสอื่นๆ ในเวลาต่อมา ผมมองว่าที่ได้รับความนิยมเนื่องมาจากหลายสาเหตุ

อย่างแรกก็คือ กระแสของการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวัน ต่อมาก็คือ เรื่องของอุปกรณ์การออกกำลังกายก็คือเครื่องปั่นจักรยาน ซึ่งมีประจำอยู่แล้วทุกฟิตเนส เพียงแค่ว่าเราจะใช้ออกกำลังกายในแบบไหน และสุดท้ายก็คือ เรื่องของความสะดวกและความสนุกในการเล่น ผมเชื่อว่าหลายๆ บ้านเคยซื้อเครื่องปั่นจักรยานออกกำลังกายแล้วทิ้งเอาไว้เป็นที่แขวนเสื้อในห้องนั่งเล่น

เพราะปั่นแล้วไม่สนุก รู้สึกเบื่อ ไม่มีความท้าทาย แต่ ริธึม ไซคลิง นั้นจะทำให้การออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานธรรมดาๆ มีสีสันและเรียกการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นด้วยจังหวะดนตรี และท่วงท่าการปั่นที่ทำให้ออกกำลังกายได้เกือบทุกส่วน”

โค้ชวิทิต แนะนำถึงแนวทางการออกกำลังกายด้วย ริธึม ไซคลิง ว่าสิ่งที่ต้องเตรียมก็ไม่มีอะไรมาก ขอให้มีแค่ชุดออกกำลังกาย เครื่องปั่นจักรยาน และเครื่องเสียงดีๆ สักชุดก็พอ บางท่านออกกำลังกายคนเดียวที่บ้านก็เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนกับหูฟังดีๆ สักชุดก็ได้เช่นกัน สำหรับเครื่องปั่นจักรยานก็อยากให้เลือกเครื่องที่มีคุณภาพที่ดีสักหน่อย มีระบบไฟฟ้าปรับความหนืด และโปรแกรมช่วยเวลาการออกแรงได้ และควรเป็นเครื่องแบบนั่งปั่นเหมือนกับการปั่นจักรยานทั่วไป

คลาสการออกกำลังกายแบบ ริธึมไซคลิง ก็มีตั้งแต่ 30-60 นาที แต่ที่นิยมมากที่สุดจะอยู่ที่ 45 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่เหนื่อยเกินไปมากนัก การออกกำลังกายทุกประเภทต้องเริ่มจากการวอร์มยืดเส้นยืดสาย เลือกเพลงที่มีจังหวะแดนซ์สนุกๆ ช่วง 5 นาทีแรกให้ปั่นแบบสบายๆ เป็นการวอร์มกล้ามเนื้อ ในระหว่างนี้เราควรปรับความสูงของที่นั่งให้พอดี ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่

เข้านาทีที่ 6 เป็นต้นไปค่อยเพิ่มความหนืดเครื่องเพื่อให้ใช้ให้มากขึ้นอีก 2 ระดับเป็นการจำลองการปั่นจริง จากนั้นก็จะมีท่ายืนปั่น ท่ายืนจับแฮนด์โยกไปข้างหน้า ท่าปั่นแบบเอนซ้ายขวา โค้ชบางท่านอาจจะใส่ท่าออกกำลังกายแขน เช่น ท่าชกมวย หรือให้ยกเวตระหว่างปั่นไปด้วยในตัว ทำให้การออกกำลังกายใน 45 นาทีมีประสิทธิภาพในการออกแรงได้ทั่วร่าง ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ในการปั่นจักรยานปกติได้ถูกนำมาใช้

ในส่วนของการปั่นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปั่นหนืด คือปรับให้เครื่องมีความหนืดทำให้ออกแรงมากขึ้นเป็นการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและพละกำลังขา อีกส่วนคือการปั่นเร็ว เปรียบได้กับการสปรินต์ของนักวิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจและการเผาผลาญพลังงาน ในแต่ละครั้งต้องมีสลับกัน แล้วแต่ว่าใครอยากจะพัฒนาให้ไปในทิศทางไหนมากกว่ากัน แต่อย่างน้อยในการเล่นจะมีการเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำที่ 500 แคล

โค้ชวิทิตทิ้งท้ายว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเล่น ริธึม ไซคลิง ก็คือได้ออกกำลังกายทั่วร่างในช่วงเวลาเดียว กล้ามเนื้อแกนกลางได้ออกกำลังมากขึ้น อัตราการเต้นหัวใจและความแข็งแรงดีขึ้น เผาผลาญไขมันได้มาก เป็นการคาร์ดิโอที่ดีอย่างหนึ่ง และที่สำคัญก็คือ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับนักปั่นจักรยานได้มากขึ้น เพราะถือว่าเป็นการฝึกปั่นจักรยาน ที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อขาในส่วนอื่นๆ ในแบบที่การปั่นปกติไม่สามารถทำได้ ถ้าให้ดีการเล่นในฟิตเนสจะได้เพื่อนๆ ช่วยกระตุ้นการออกกำลังกายด้วยกัน และยังสามารถนำไปปรับเล่นที่บ้านได้อีกด้วย

อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตกลมกล่อม ณัฐพล วรรณาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547957

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:50 น.

อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตกลมกล่อม ณัฐพล วรรณาภรณ์

โดย วราภรณ์  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ วัย 37 ปี คือ หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งชามเริญ สตูดิโอ ที่กรุงเทพฯ ที่โด่งดังในหมู่คนชอบปั้น อดีตนักศึกษาภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ปัจจุบันมิกขอทิ้งชีวิตในกรุงเทพฯ กลับไปดูแลพ่อแม่ ที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมก่อตั้ง “ชามเริญ ซีเอนเอ็กซ์” หรือ “ชามเริญ เชียงใหม่” ไปมีวิถีชีวิตแสนเรียบง่าย สานฝันทำงานปั้นที่บ้านเกิด พร้อมใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านสื่อโฆษณา โปรดักชั่นเฮาส์ และดีกรีปริญญาโทด้านมีเดียอาร์ต แอนด์ ดีไซน์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์งานศิลปะ ด้วยการสร้างสตูดิโอกลางสวนเอาใจคนรักงานศิลปะที่อยากปลีกวิเวกตัวเอง การได้อยู่กับธรรมชาติ มิกบอกว่าทำให้ชีวิตของเขากลมกล่อมมากขึ้น ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปในการดำเนินชีวิต

เปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองสู่วิถีชนบท

เมื่อวัย 35 ปี ณัฐพลเริ่มค้นหาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เขาจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ตั้งใจจะทำสตูดิโอและปลูกพืชผักในสวน หลังจากที่ใช้ชีวิตเรียนหนังสือระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ แม้จะกลับมาเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านมีเดีย อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ คณะวิจิตรศิลป์ แต่ความเป็นวัยรุ่นที่เสาะแสวงหาและอยากลองงานหลายๆ แบบที่แตกต่างจากงานเซรามิกที่เขาร่ำเรียนมา ซึ่งในสมัยนั้นงานปั้นเซรามิกยังไม่เป็นที่นิยมของคนในการเสพความงามมากนัก หลังศึกษาจบปริญญาโทเขาจึงเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งมาทำงานด้านมัลติมีเดีย อยู่เบื้องหลังงานโฆษณา ทำอยู่ 6 ปีเขาเกิดความคิดว่า อยากจะกลับไปทำงานเซรามิก จึงเริ่มเปิดสตูดิโอ ชามเริญ ร่วมกับเพื่อนๆ อีก 2 คน ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากผู้เรียนมาเข้าเวิร์กช็อปสร้างสรรค์งานเซรามิกเป็นจำนวนมาก

“ตอนทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็มีความสุขดี เหมือนกับเราได้สานฝันที่เก็บไว้ในใจทำให้เป็นจริงแล้วนะ แต่ทำได้ 5 ปี ความคิดเดิมๆ ที่ผมเคยวางแผนว่าจะทำงานปั้นที่กรุงเทพฯ ครบ 3 ปีแล้วจะกลับบ้าน ประกอบกับอยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่สันกำแพง หลังจากที่ผมเร่ร่อนในเมืองนานแล้ว ไม่ค่อยได้ดูแลพ่อแม่ ผมคิดว่าผมควรกลับบ้านได้แล้ว เพราะพ่อแม่ก็เริ่มแก่แล้ว ซึ่งตอนที่ผมทำงานกรุงเทพฯ พ่อได้ไปบวชพระ พอผมได้กลับบ้านก็ไปเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยขึ้น เพราะภาพที่ผมเห็นหลวงพ่อเริ่มชรามากแล้ว ถ้าหลวงพ่อบวชต่อจะดูแลท่านอย่างไร หลวงพ่อไม่สะดวกในการดูแลสุขภาพตัวเอง อีกอย่างหลวงพ่อเห็นผมเทียวไปเทียวมาระหว่างวัดกับบ้านได้ 1 ปี ท่านจึงสึกออกมาอยู่กับลูกและภรรยา ทำให้ผมได้ดูแลท่านเต็มที่”

สตูดิโอกลางสวนธรรมชาติ

หนึ่งในความฝันของมิก คือ ทำบ้านพักพร้อมมีสตูดิโอสัก 3 หลัง ทำเสร็จไปแล้ว 2 หลัง เพื่อให้ศิลปินได้พักผ่อนและทำงานปั้นไปด้วย และเขาคิดว่าคงมีคนที่มีความคิดเหมือนเขา คือหาสถานที่ที่สงบเพื่อสร้างงานศิลปะ และเขาฝันว่าอยากจัดแสดงผลงานปีละครั้ง และอาจจัดเวิร์กช็อปสอนงานปั้นสลับไปบ้าง

“เวิร์กช็อปของผมที่เชียงใหม่อาจไม่เหมือนกับชามเริญ ที่กรุงเทพฯ เพราะผมทำคนเดียวและไม่มีผู้ช่วย จึงเปิดสอนไม่ได้ตลอดเวลา ผมกลับไปอยู่เชียงใหม่ได้ 2 ปีแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหลังจากต้องปรับตัว เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละส่วน ภาพจึงค่อยๆ เต็ม ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจกับงานเพราะใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ผมต้องหยุดในการสร้างงานศิลปะซึ่งขัดใจผมมาก เพราะต้องรีบทำงานก่อสร้างก่อน ต้องวิ่งหาช่าง เวลาหมดไปกับกิจกรรมแบบนี้มา 2 ปีแล้ว ผมอยากทำสตูดิโอในสวน ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาปั้นเซรามิกในสวนที่เชียงใหม่ผมก็ยินดี ตอนนี้ผมยังคุยกับชามเริญ ที่กรุงเทพฯ ปรึกษากันตลอดเรื่องทิศทางชามเริญ ที่เชียงใหม่ เรื่องทิศทางจะเดินไปทางไหน ที่นี่เหมือนเป็นสาขาที่ 2 ตอนนี้ปลูกเสร็จ 2 หลังแล้ว ”

นอกจากทำสตูดิโอในสวนแล้ว นิกอยากดึงการทำการเกษตรกรรม ปลูกต้นไม้ให้ผลไว้กินเอง เนื่องจากบ้านมีพื้นที่ การมีชีวิตที่ช้าๆ แล้ว ก็น่าจะเติมให้เต็มด้วยการทำเกษตรกรรมแบบเรือนกระจก  ปลูกผักปลอดสารพิษก็น่าจะดี

ซึ้งในรสพระธรรม

นิกตัดสินใจบวชเรียนตอนกลับไปเชียงใหม่ใหม่ๆ เขาตัดสินใจบวช เนื่องจากก่อนหน้านั้น ขณะที่เขาสอนปั้นเซรามิกอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาเคยได้เข้าร่วมฟังธรรมะตามแนวทางของท่านพระพุทธทาสภิกขุ ที่จัดขึ้นที่อุทยานสวนโมกข์กรุงเทพฯ สวนรถไฟ ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะ ชีวิต และสัจธรรมของชีวิต เขาจึงตั้งใจมาตลอดว่าหากมีโอกาสจะบวชเรียนเพื่อศึกษาพระธรรม เมื่อกลับไปอยู่เชียงใหม่เขาจึงตัดสินใจบวชนาน 3 เดือน

“ที่ตัดสินใจบวชเพราะอยากทำอะไรให้พ่อแม่บ้าง ผมบวชที่วัดป่าดาราภิรมย์ แต่ไปจำวัดที่วัดป่าธรรมประทีป จ.เชียงใหม่ ที่วัดป่ามีการปฏิบัติหลายประเภทที่ถูกจริตกับผม ผมจึงเลือกบวชที่วัดป่า มีการทำวัตรเช้าเย็น การปฏิบัติท่านอาจารย์ให้ปฏิบัติด้วยตัวเอง ฝึกนั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนา ทำวัตร บิณฑบาต ช่วยงานถมถนนที่ทางวัดก่อสร้างไว้ ช่วยเขียนแบบบ้าง”

สิ่งที่ณัฐพลได้จากการศึกษาธรรมะ คือ ทำให้เขาได้เห็นความจริงของชีวิตบางมุม ทำให้เขามองสิ่งรอบข้างต่างไปจากเดิม เขามองอะไรละเอียดลึกซึ้งขึ้น อยากกตัญญูรู้คุณพ่อแม่

“ผมพยายามเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น ตอนอยู่วัดป่าคล้ายๆ กับการได้ไปปลีกวิเวก มีเวลาคิดทบทวน พิจารณาเกี่ยวกับตัวเอง ถามและดูใจตัวเอง ผมถามตัวเองหลายๆ รอบ ดูใจได้ละเอียดกว่าเดิม และทบทวนสิ่งที่กำลังเป็น ณ ตอนนั้น ซึ่งปกติผมไม่ค่อยได้ตามตัวเองทันเท่าไร พอสึกออกมาใช้ชีวิตปกติ การพิจารณาใจตัวเองผมยังสามารถใช้ได้อยู่ในชีวิตประจำวัน ความคิดตรงนั้นช่วยให้ผมทำอะไรรอบคอบขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเป็นนักเรียน เป็นเด็กศิลปะที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ทำก็ทำ ไม่ทำก็ทิ้งเลย เฮฮาสนุกสนานกับเพื่อน ไม่ได้ละเอียดอ่อนต่อการใช้ชีวิตมากนัก”

ธรรมะจึงช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้กลมกล่อมมากขึ้น การบวชจึงช่วยขัดเกลาความคิดและจิตใจ

“เมื่อก่อนเราเหมือนเป็นคนหยาบ แต่โดนขัดก็ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง ทำให้คนอื่นเดือดร้อนน้อยลง (ยิ้ม) ทำให้พ่อแม่ไม่เป็นกังวลกับผมมาก สำหรับสตูดิสวนรวมทั้งบ้านพัก ตอนนี้ผมตัดสินใจทำให้เสร็จ 2 หลังก่อน แล้วค่อยๆ ทำต่อตามกำลังของตัวเอง ค่อยๆ ทำไป ผมคงจะสุขมากขึ้น หากได้ทำตามกำลังตัวเอง แม้จะมากกว่ากำลังหน่อยหนึ่ง แต่ต้องอยู่ในลิมิตที่ผมรับมือไหว”

ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่เชียงใหม่

นิยามการใช้ชีวิตของนิกในปัจจุบันคือใช้ชีวิตช้าๆ เร็วสลับกันไป โดยเขาต้องมองหาจุดสมดุลให้ได้ว่าเมื่อไหร่ควรเร็วและเมื่อไหร่ควรช้า เพราะเขายังอยู่ในวัยที่ต้องทำงาน ที่ต้องรีบเพราะต้องทำงานร่วมกันคนอื่น มีเดทไลน์เป็นตัวกำหนดจึงต้องทำให้เสร็จ

“ในการใช้ชีวิตผมไม่ค่อยเร่งรีบ ที่สำคัญพอได้อยู่ที่เชียงใหม่ ผมสามารถใช้ชีวิตช้าลงได้ เพราะไม่ต้องรีบไป แข่งกับใคร ตอนนี้ผมตื่นเวลา 07.30 น. ใช้ชีวิตประจำวันดื่มกาแฟ อาบน้ำ 08.30 น. ไปคุมงานช่างให้เรียบร้อย ขาดเหลืออะไรซื้อเพิ่มเติม หลัง 4 โมงเย็น บางวันไปกินข้าวกับแม่ที่บ้าน ค่ำๆ นั่งสะสางงาน และเข้านอนตอน 4 ทุ่ม”

ที่เชียงใหม่ มิกคิดว่าเขาสามารถทำชีวิตให้ช้าลงได้อีก

“จริงๆ ผมเป็นคนชอบใช้ชีวิตช้าๆ อยู่แล้ว เพราะผมจะเสียเวลาไปกับการคิดทบทวนเยอะ บางทีผมอยากพักมาก ๆ จะก็หยุดทำทุกอย่าง แล้วอยู่นิ่งๆ ประมาณ 1-2 วัน นั่งนอนอ่านหนังสือเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ หรือไม่ก็ไปหาพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำงานปั้นเซรามิกเหมือนกัน ได้เจอรุ่นพี่รุ่นน้องดีๆ หลายคนผมสามารถขอคำปรึกษาได้ เขามักให้มุมมองใหม่ๆ กับผม

”นอกจากแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ช้าลง งานปั้นก็ทำให้ชีวิตเขายิ่งพบกับโมเมนต์ที่สงบขึ้น เพราะขณะที่เขาได้ทำงานปั้น เหมือนเขาสามารถหยุดเวลาได้ เพราะดินต้องการเวลาที่จะเซตตัว แต่ถ้าช้าเกินไป ทำไม่ถูกจังหวะงานปั้นชิ้นนั้นก็พัง เช่นเดียวกับมนุษย์ก็ควรรู้เวลาที่เหมาะสมในการวงแผนทำอะไรสักอย่าง

“สรุปชีวิตผมตอนนี้ สุขสงบเปรียบเหมือนกำลังเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ตามที่ผมอยากเดิน มีความสุขในแบบของมัน มีเครียดบ้างแต่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ”

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547956

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ / ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว

เรื่องราวของ “สุแบ็กแพ็กเกอร์” (Su Backpacker) ก่อนจะกลายเป็น “ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว” หนึ่งในเน็ตไอดอลสายแบกเป้ ที่แบ็กแพ็กเกอร์รู้จักดี หากการเดินทางบนเส้นทางแบกเป้ยังมีอะไรอีกมาก  อะไรอีกมากนั้น อย่างน้อยคือหัวใจ อย่างหนึ่งคือรอยยิ้ม และอีกมากมายคือหยาดน้ำตาที่สอดร้อยเรื่องราวเป็นหนึ่ง “ที่ไม่ลืม” ขอมีส่วนร่วมในการบอกต่ออย่างเต็มใจ

สุนันทา คีรีรักษ์ หรือ “ครูสุ” อายุ 25 ปี จบมัธยมศึกษาในไทยก่อนจะไปเรียนต่อด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเซกิ (Segi University) กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จบแล้วกลับมาสอนหนังสือชั้นเด็กปฐมวัย และเด็กพิเศษไฮเปอร์ออทิสติกที่บ้านเกิด โรงเรียนเสนพงศ์  อ.สะเดา จ.สงขลา รวมทั้งผลิตสื่อการเรียนการสอนด้วย

คุณครูเล่าถึงตัวเอง ลึกๆ ครูชอบศิลปะ และใช้ศิลปะนั้นเองรักษาบำบัดเด็ก ช่วงปิดเทอมจะเที่ยว แต่ก่อนเที่ยวอย่างเดียวและเที่ยวคนเดียว เป็นการเที่ยวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ เดินป่าปีนเขา ท่องลำน้ำ อาศัยช่วงปิดเทอมใหญ่ ก็จะแบกเป้เที่ยวยาวไปทุกปี

จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไปเที่ยวดอยหลวง เชียงราย เกิดหลงทางไปตัวคนเดียว ลงดอยทางห้วยน้ำดัง แล้วไปติดอยู่ที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ได้อาศัยชาวดอยให้ที่อยู่ที่กินและที่นอน ติดอยู่ 3 วัน เป็น 3 วันเปลี่ยนชีวิต ที่จดจำไม่เลือน

“ไปติดดอยหนนั้น ได้รู้จักครูคนหนึ่ง ไปดูคุณครูสอนหนังสือตั้งแต่เช้าถึง 2 ทุ่มทุกวัน ทำไมจะไม่สองทุ่ม ก็ครูคนเดียวเล่นสอนวันละ 4 โรงเรียน 4 หมู่บ้าน”

อึ้งทึ่งที่ครูคนเดียวสอน 4 โรงเรียนรวด  ความรู้สึกแรกในใจคือโอ้โห ฉันสอนแค่โรงเรียนเดียว ฉันก็จะตายอยู่แล้ว (ฮา) 4 โรงเรียนเชื่อไหม ไม่เชื่อ งั้นไปด้วยกัน ได้ไปและได้ดูครูสอนหนังสือ ครูสุยังได้ช่วยสอนบ้าง ชาวบ้านถือเป็นบุญคุณ เมื่อคุณครูคนใหม่เดินผ่านหน้าบ้าน  ทุกคนต่างตะโกนเชิญชวน “อุ้มเมี๊ยะๆ” หมายถึง มากินข้าวด้วยกัน

กินข้าวกับทุกบ้านที่เดินผ่าน ไม่กินไม่ได้ วัฒนธรรมชาวเขา ต้องกินแม้อิ่มแสนอิ่ม กินข้าวเสร็จต่อด้วยเคี้ยวหมาก 1 คำ จบด้วยเหล้าขาวอีก 1 เป๊ก คนเฒ่าคนแก่จะมาผูกข้อไม้ข้อมือให้ เป็นการทำขวัญบอกกล่าวผีป่าเพราะครูสุหลงป่ามา สามวันที่ห้วยน้ำดังผ่านพ้น ชาวบ้านช่วยกันมัดแพ เพื่อให้เธอล่องกลับ

ล่องแพลงมาที่ราบ จากเชียงดาวกลับบ้านที่สงขลา ภาพแห่งความประทับใจยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง คิดว่าปีหน้าจะกลับมาที่นี่อีก ทั้งๆ ที่ขณะนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะไม่มีวันได้กลับมา รู้ภายหลังในอีกหลายปีว่า สถานที่นั้นกลับไปไม่ได้ เพราะกลับไปไม่เป็น ครั้งแรกหลงทางไป จึงจดจำทางไม่ได้แน่นอน

ปิดเทอมใหญ่ปีถัดมา 2558 แบกเป้ไปอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ถนนจากเชียงใหม่ถึงอมก๋อยเดินทาง 12 ชั่วโมง ตำรวจตระเวนชายแดนมีน้ำใจช่วยพาขึ้นมาที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง แต่เป็นอีกแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ที่ครูสุเคยมาเมื่อปีก่อน

“สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด คือ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา นิทาน ขนมของกิน และเสื้อผ้า ซึ่งหอบขึ้นรถไฟมา 3 กระสอบใหญ่และกระเตงมาอีกหลายลัง หนนี้ตั้งใจมาช่วยสอนโรงเรียนบนดอยด้วย จากนั้นขบวนการอุ้มเมี๊ยะก็เกิดขึ้น ชวนกินข้าว ชวนกินเหล้า ที่นี่ไม่มีเหล้าขาว มีแต่เหล้าต้ม”

อมก๋อยก็เหมือนกับชุมชนห่างไกลทุกแห่งในประเทศนี้ โดยเฉพาะความขาดแคลน โรงเรียนบนดอยมีตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นไปสอน ที่นี่ไม่มีครู พื้นที่มีห้วยล้อมรอบ ถ้าน้ำขึ้นก็เท่ากับตัดขาดโลกภายนอก เด็กไปเรียนบ้างไม่ไปเรียนบ้าง ตชด.สลับกันขึ้นไปสอน เด็กมีความรู้ภาษาไทยน้อย

ปีถัดมาเปลี่ยนไปเที่ยวและอาสาในภาคอีสาน ต่อเมื่อปีถัดมาไปห้วยงู ดอยหลวง จ.เชียงราย หวังว่าจะได้เจอห้วยน้ำดังที่เคยหลงไป ไม่เจอห้วยน้ำดัง แต่เจออย่างอื่น จุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิต ห้วยงูไปครั้งนี้ได้พบตัวตนของตน มั่นใจจะใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องเข้าออกตอกบัตร ทำในสิ่งที่อยากทำ

ห้วยงูหนนี้ได้เดินทางไปกับ “กลุ่มกฤษณ์อาสา” ซึ่งรู้จักกันบนเส้นทางจิตอาสา ชวนไปช่วยทาสีโรงเรียนในพื้นที่ใกล้ๆ กันกับห้วยน้ำดัง คิดในใจว่ายังไงก็ต้องไป แต่ไปเพื่อจะพบว่ามันเป็นเขาคนละลูกกัน

“ห้วยน้ำดังและห้วยงูอยู่ละแวกเดียวกัน วัฒนธรรมเหมือนกัน จึงเหมือนย้อนวันคืนเก่า รวมทั้งขบวนการชวนกินข้าวก็เหมือนกันเปี๊ยบ ยังได้เจอครูในพื้นที่ ครูสอนวันละ 2 โรงเรียน ตั้งแต่เช้าถึงมืด”

ทีมกฤษณ์อาสา 20 กว่าคน เรียกครูสุว่า “แม่” ทั้งๆ ที่ก็เป็นวัยรุ่นและวัยใกล้ๆ กันนี่แหละ แต่เรียกแม่เพราะให้เกียรติครูสุที่นำหน้าเรื่องเข้าป่าฝ่าดง หัวจิตหัวใจไม่ยั่นที่จะบุกไปหาน้องๆ เด็กนักเรียนในถิ่นขาดแคลน กลับไปเพื่อลาออกจากงานครู ได้เปลี่ยนชื่อเพจ “สุแบ็กแพ็กเกอร์” เป็น “ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว” เดินหน้างานจิตอาสาเต็มขั้นตั้งแต่นั้น

แล้วกลายเป็นเน็ตไอดอลตั้งแต่เมื่อไร ก็คงในครั้งที่ไปภูทับเบิก ปี 2559-2560 ครูสุซึ่งติดตามเพจ “จุดกางเต็นท์” และ “หลงเต็นท์” ปักหมุดภูทับเบิก ที่จะร่วมไปกับกลุ่มกฤษณ์อาสา ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับเบิก ที่นี่เลยจุดท่องเที่ยวไป ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว

“เมื่อจะไปไหนจะประสานคนในพื้นที่ก่อนว่าเขาขาดอะไร อยากได้อะไร คุณครูที่นั่นบอกมาคำว่า อยากได้เครื่องพรินเตอร์สักเครื่องหนึ่ง”

ครูสุมีของบริจาคอื่น แต่ไม่มีเครื่องพรินเตอร์ ได้โพสต์ลงในจุดกางเต็นท์กับหลงเต็นท์ เผื่อมีใครบริจาค ปรากฏว่าคนบริจาคเพียบ ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกน เครื่องแท็บเล็ตและพรินเตอร์ที่อยากได้ รวมแล้วมากมายหลายเครื่อง ขาดแต่คนขน ก็มีหนึ่งหนุ่ม ตชด.จะขึ้นภูพอดี อินบ็อกซ์มาว่าจะช่วยขนให้ทั้งหมด ทั้งเครื่องไอทีชุดใหญ่และของบริจาคท่วมท้น

บริจาคของแล้ว ทำงานเสร็จแล้ว ยังไม่กลับบ้านขอหนีเที่ยวต่อ ภารกิจเสร็จแล้วไปต่อที่เพชรบูรณ์ จากนั้นไปเขื่อนศรีนครินทร์ ที่กาญจนบุรี มาถึงกาญจนบุรี 4 โมงเย็น ยังจะต้องขึ้นเขาต่อไปอีก

“หนึ่งทุ่มตรงยังอยู่ที่หน่วยกู้ภัย หน้าตาโหดๆ ทั้งนั้น มีลุงคนหนึ่งขับสองแถวมาจอดใกล้ๆ ถามไปกับลุงไหม ลุงก็หน้าโหดพอกัน ตัดสินใจไปกับลุง รู้ทั้งรู้ว่าขึ้นเขาไปสัญญาณขาดแน่”

สมัยสอนหนังสือที่ใต้ สุดสัปดาห์เป็นครูสอนยิงปืนที่ค่ายราชนาวี สงขลา อาศัยใจกล้า ยิงปืนแม่น จึงกล้าแบกเป้ไปคนเดียว ถึงอย่างนั้นคนในเพจก็กระหน่ำถึงความใจกล้าที่เกือบจะบ้าบิ่น มีคนถล่มทั้งสมน้ำหน้าและคนเป็นห่วง ครูสุทำรีวิวลงจุดกางเต็นท์ ยอดพุ่งกระฉูด 7,000 อัพภายในไม่กี่นาที กลายเป็นเน็ตไอดอลสายแบกเป้มาตั้งแต่นั้น

“การทำรีวิวครั้งนี้ดังเลย หลายสำนักมาขอรีวิวไปลงต่อ ตั้งแต่ดูเพื่อนเที่ยว ชิลๆ ไปไหน คนเดินเขา และเที่ยวชิกๆ โคตรซึ้งเลยอ่ะ เน็ตไอดอลสายแบกเป้ (ฮา) อ้อ ลุงน่ารักมาก หน้าโหดไปงั้นเอง จิตใจแสนประเสิรฐ”

อายุเพิ่ง 25 ปี เป็น “แม่” ของเหล่าแบกเป้จิตอาสาไม่พอ ยังเป็นแม่ของลูกอีก 2 คน ครูสุมีลูกชายบุญธรรมที่จดทะเบียนรับไว้เพื่อให้น้องได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิ วันเกิดเหตุครูสุอยู่ที่อยู่โรงเรียนบ้านสายรุ้ง สังขละ กาญจนบุรี ซึ่งถูกบอกเลิกเช่าที่ดิน ครูไปช่วยวิ่งเต้นหาที่ใหม่ เก็บย้ายข้าวของ

“ได้ข่าวดีว่าได้ที่แล้ว ไม่ทันจะหุบยิ้ม ก็ได้ข่าวจากครูในโรงเรียนว่า โยตะแขนหัก กระดูกแตก กล้ามเนื้อฉีก น้องเอาแขนเข้าไปดึงแกนเครื่องซักผ้าจังหวะเครื่องปั่นพอดี”

โยตะวัย 10 ขวบ เป็นเด็กกำพร้าไร้สัญชาติ ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนบ้านสายรุ้ง ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลใดๆ ก็ในวันนั้นเองที่ครูสุมีลูกและมีสามีไปพร้อมกัน ได้อุปโลกน์ “ครูปลั๊ก” ครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนนั่นเองเป็นสามีจำแลง เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถามก็ตอบตาใสว่า อ๋อ ไม่มีหลักฐานหรอก เพราะแต่งงานแบบชาวบ้าน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

“ท่ามกลางความฉุกละหุก จัดหาเอกสารและวิ่งวุ่นให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง จากนั้นจดทะเบียนรับโยตะกับน้องอีกคนชื่อกะปอวา อายุ 13 ปี สองคนนี้ปัญหาเหมือนกัน ไร้พ่อแม่ไร้สัญชาติ น้องทั้งคู่จะได้สิทธิรักษาพยาบาลต่อไป”

มีลูก 2 คนสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา มีสามีก็วันนี้ มองย้อนไปไม่เสียใจ จะมีแต่ดีใจ อย่างน้อยก็ช่วยเด็กคนหนึ่งไม่พิการ ไม่เป็นภาระ ได้เติบโตเป็นคนดี เทียวไปเทียวกลับจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลหลายรอบเหนื่อยยากฝนตกฟ้ากระหน่ำ ปัจจุบันน้องผ่าตัดปลอดภัยแล้ว

นี่ไงหนทางนักแบกเป้ที่เที่ยวและอาสาสอนไป ต้นแบบคือแม่-สารภี ป้า-สุนี และยาย-ส๊ะ สันสน ผู้หญิง 3 คนที่เลี้ยงอบรมครูสุมา ทุกถ้อยคำของแม่ป้าและยายยังก้องในหัวใจ คือ ทำให้คนอื่นก่อน รักคนอื่นก่อน อย่าเห็นแก่ตัว อีกแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่คือในหลวงรัชกาลที่ 9

“เแค่นี้เหนื่อยหรือ ถ้าคิดว่าเหนื่อยก็จบแค่นี้ ต่อไปไม่ต้องทำแล้ว แต่ถ้ายังคิดจะทำต่อก็สู้ต่อ ดูในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบ ดูทุกอย่างที่ท่านทำ ทุกวันจะหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับท่านมาอ่าน ตั้งปณิธานจะไปทุกที่ที่ท่านเคยไป โพสต์ลงในเพจว่า ตามรอยพ่อมาแล้วนะ วางป้ายเล็กๆ เขียนว่าครูสุไว้ที่พื้น รู้ในใจเรา”

ทุกวันนี้ครูสุขายของออนไลน์ชื่อสุช็อป ขายแบ็กแพ็ก อุปกรณ์เดินป่า รองเท้าผ้าใบนำเข้าจากออสเตรเลียและญี่ปุ่น  เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเดินทางจิตอาสา ถ้าใครอยากดูกิจกรรมหรือสนับสนุนค่าอาหาร (โรงเรียนบ้านสายรุ้งคือ โรงเรียนที่เด็กๆ มีสิทธิกินเนื้อแค่สัปดาห์ละ 1 มื้อ!) หรือสมทบทุนสร้างโรงเรียนบ้านสายรุ้งหลังใหม่ ก็ติดต่อได้ที่ fb : ครูสุครูอาสาแบกเป้เที่ยว

คุณแม่เป็นที่หนึ่งเสมอ รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547839

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:16 น.

คุณแม่เป็นที่หนึ่งเสมอ รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

โดย ฤดูกาล ภาพ : รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ

จากหนุ่มวัยรุ่นในวันวาน วันนี้เขาได้จัดลำดับความสำคัญใหม่ยกให้ “ครอบครัว” เป็นที่หนึ่งของชีวิต รพีพัทธ์ หิรัณย์บุรโชติ เจ้าของบริษัทออร์แกไนซ์ โอบีวัน พลัส จึงให้เวลาที่นอกเหนือจากการทำงานกับ คุณแม่จรัสศรี รัตนาอัมพวัลย์ ด้วยการพาไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาและสร้างความทรงจำร่วมกันทั้งครอบครัว

เขาเล่าว่า การไปเที่ยวแต่ละครั้งจะไปแบบครอบครัวใหญ่ทั้งคุณแม่ คุณน้า รุ่นลูก และรุ่นหลาน กระเตงกันไปทั้งในและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน เมียนมา ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยเน้นทำบุญเป็นหลักเพราะเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้ใหญ่และลูกหลานได้ดีที่สุด

“ประมาณ 4-5 ปีหลังมานี้ ถ้ามีวันหยุดช่วงเทศกาล หรือแค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมจะพาคุณแม่ไปเที่ยว ให้แม่เป็นที่หนึ่งเสมอ เพราะอยากใช้เวลาอยู่กับท่าน และอยากไปเที่ยวด้วยกันให้มากที่สุด

จนตอนนี้เกือบทุกทริปของผมจะเป็นทริปครอบครัว เพราะเราให้ความสำคัญกับตรงนี้มากกว่าจะไปเที่ยวสนุกเองแล้ว โดยส่วนใหญ่ผมกับแม่จะไปไหว้พระทำบุญกัน เพราะเป็นกิจกรรมที่เราได้คอนเนกกัน กลายเป็นจุดลงตัวที่สามารถมีความสุขด้วยกันได้”

สำหรับการท่องเที่ยวที่มีผู้สูงวัยนั้น เขากล่าวต่อว่า จะต้องให้ความสำคัญกับการพักระหว่างทาง เพราะผู้สูงวัยมักมีปัญหาเรื่องเข่าและขาทำให้ต้องหยุดพักเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ รวมถึงต้องแวะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นด้วย

“ข้อดีของการเที่ยวเป็นครอบครัว คือทำให้เราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ เพราะตอนเป็นวัยรุ่นเราไม่ค่อยได้ให้เวลากับท่าน พอมาตอนนี้เราเริ่มรู้สึกว่าเวลาของครอบครัวสำคัญกับเรามากที่สุด เราอยากทำทุกเวลาที่มีอยู่ให้มีค่ามีความหมาย ส่วนเราเองก็แก่ขึ้นเรื่อยๆ จากที่ไม่เคยระวังสุขภาพอะไรเลยก็ต้องดูแลมากขึ้น เพื่อจะได้ดูแลคุณแม่ได้เต็มที่”

นอกจากนี้ รพีพัทธ์ยังฝากถึงคนในวัยทำงานคนอื่นๆ ที่มีคุณพ่อคุณแม่สูงวัย ถึงการให้ความหมายและความสำคัญของเวลาครอบครัวว่า สิ่งที่ไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้คือ “เวลา” ดังนั้น ต้องทำทุกวันให้มีค่า เพื่อสร้างความทรงจำที่สามารถหวนคิดถึงได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

เรื่องราวของเขาทำให้ได้กลับมาย้อนพิจารณาถึงลำดับ “คนสำคัญ” ในชีวิต และความหมายของเวลาที่มีอยู่ ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุ ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

VICHA CHILL ตำราพักมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547835

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 10:57 น.

VICHA CHILL ตำราพักมนุษย์เงินเดือน

โดย  รอนแรม ภาพ : วิชาชิล

แก้ปัญหาโรคเบื่อวันจันทร์ ด้วยการศึกษาตำราจาก วิชากร มีมาก หรือชื่อที่เขาใช้แทนตัวเองว่า “วิชา” ในเพจเฟซบุ๊ก VICHA CHILL วิชาชิล พื้นที่ที่จะนำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยว ชิม ช็อป เปลี่ยนวันหยุดให้เป็นวันชิลแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน

แรงบันดาลใจการสร้างเพจ เริ่มต้นมาจากไลฟ์สไตล์ชอบท่องเที่ยวของเขาเอง เพราะเขามักกลับมาเล่าเรื่องเหมือนเขียนไดอารี่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวจนเพื่อนๆ เชียร์ให้เปิดเพจเพื่อเปิดประตูให้คนอื่นเข้ามาอ่านกว้างขึ้น

“จากที่ไม่แน่ใจว่าจะเปิดเพจดีหรือเปล่า เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครติดตาม แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจที่เปิดเพจขึ้นมา เพราะผมมีความสุขทุกครั้งเวลาแชร์เรื่องราวให้คนอื่นได้อ่านแล้วเขารู้สึกมีความสุขเหมือนกัน” วิชาประเดิมโพสต์แรกเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2560

“ผมเป็นคนชอบไปเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติทั้งทะเลและภูเขาโดยจะเน้นไปพักผ่อนและชิลกับธรรมชาติรอบตัว หรือถ้าสัปดาห์ไหนไม่ได้ไปต่างจังหวัดก็จะไปตามคาเฟ่หรือร้านอาหารบรรยากาศชิลๆ กับเพื่อน”

วิชา คือมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะใช้ไปกับการพักผ่อนและท่องเที่ยว ส่วนการทำเพจถือเป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดในการทำงาน ทำให้สไตล์การท่องเที่ยวของวิชาจึงไม่เหนื่อยและหนักมาก จึงถูกจริตคนทำงานที่สามารถไปตามรอยความชิลได้จริง

“เนื้อหาของเพจวิชาชิลมี 4 คอนเซ็ปต์ คือ ชิล ชิม ช็อป และชวน ซึ่งการท่องเที่ยวครั้งเดียวอาจเก็บครบทั้ง 4 วิชา เพราะนอกจากจะไปชิลแล้ว ยังต้องไปชิมอาหาร ช็อปปิ้ง และปิดท้ายด้วยการชวนไปอีเวนต์ต่างๆ นอกจากนี้ ผมยังวางคอนเซ็ปต์เลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกลตัวเกินไป ให้พนักงานออฟฟิศสามารถไปตามรอยได้ สามารถจ่ายได้ และสามารถไปได้เท่าที่วันหยุดเอื้ออำนวย”

เขากล่าวด้วยว่า ความฝันของมนุษย์เงินเดือนที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ สามารถเป็นจริงได้ ถ้าวางแผนการเงินและวางแผนการเดินทางที่ดี อย่างล่าสุด วิชาไปชิลที่มัลดีฟส์ด้วยเงิน 3.5 หมื่นบาท ซึ่งเขาทำให้เห็นแล้วว่าจุดหมายในฝันเป็นจริงได้ถ้าวางแผนออมเงินและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อซื้อตั๋วและที่พักราคาที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ การถ่ายทอดเรื่องราวในเพจเขาเลือกใช้ภาษาเขียนที่เป็นกันเอง เข้าใจง่าย และอิงตามกระแส ประหนึ่งกำลังนั่งเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ส่วนการถ่ายภาพนั้นจะเลือกนำเสนอในมุมมองที่แตกต่าง เพราะภาพถ่ายสามารถบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เขาจึงคิดก่อนถ่ายและใส่ใจทุกชัตเตอร์

“ผมอยากให้ลูกเพจเห็นอย่างที่ผมเห็น” วิชากล่าวต่อ

“ผมอยากให้ข้อมูลและภาพถ่ายในเพจวิชาชิล เป็นแรงบันดาลใจให้คนหยิบนำไปใช้เป็นไอเดียสำหรับทริปต่อไป โดยผมพยายามให้มีเรื่องราวใหม่ๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวและให้ลูกเพจได้เห็นเรื่องใหม่เสมอ”

ติดตามวิชาชิลได้ 3 ช่องทางทั้งเพจเฟซบุ๊ก VICHA CHILL วิชาชิล ยูทูบ VICHACHILL Official และอินสตาแกรม vichakorn.me ทุกคนจะได้ศึกษาวิชาท่องเที่ยวของมนุษย์เงินเดือน ที่จะพาไปชิลและชาร์จพลังงานก่อนถึงวันจันทร์ถัดไป