กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534127

กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

โดย นกขุนทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในเพจบน Facebook ชื่อ Kornkit Disthan มีหลายคนที่ติดตามอ่านงานเขียนของ “กรกิจ ดิษฐาน” ซึ่งแสดงทัศนะนานา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่นำเกร็ดแง่มุมต่างๆ มานำเสนอ แต่นอกจากงานเขียนในพื้นที่สื่อสาธารณะ เขายังมีผลงานหนังสือมาแล้วหลายเล่ม

หนังสือ “วิญญูชน คนยุทธจักร” ใช้นามปากกาว่า “จอหงวนคะนอง” เขียนให้กับปล่อยสำนักพิมพ์ ว่าด้วยการวิเคราะห์เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ของนิยายกำลังภายใน เขียนโดย กิมย้ง ซึ่งถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้จริงๆ หลายคนไม่รู้ว่าคือนามปากกาของกรกิจ และเขาก็ไม่ได้บอกกล่าว อีกเรื่องเป็นงานแปลจากวรรณกรรมจีน “วิวาห์นางจิ้งจอก” เรื่องนี้ขายดิบขายดี จะพิมพ์ครั้งที่ 2 พร้อมกับเล่ม 2

“ผูสงหลิงมีเรื่องสั้นตั้ง 400-500 กว่าเรื่อง ผมว่าจะค่อยๆ แปลไปจนครบ น่าจะได้สัก 10 กว่าเล่มแปลไทย แต่งานแปลยาก โดยเฉพาะการแปลจากภาษาจีนวรรณกรรม หรือ เหวินเหยียน ไหนจะต้องทำเชิงอรรถอีก ผมเลยทิ้งงานนี้ไว้ก่อน”

นอกจากนี้ ยังมีงานแปลบทกวีของ ที.เอส.เอลเลียต The Waste Land และกำลังแปลงานใหญ่ของเจมส์ จอยซ์ อยู่เล่มหนึ่ง คืบหน้าพอสมควร แต่งานวรรณกรรมมันขายยาก เพราะคนอ่านน้อยไม่เหมือนงานประวัติศาสตร์

ส่วนงานชุดล่าสุด เป็นแนวชีวประวัตินักดาบคนสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เล่มแรก ฮิโตะคิริ 4 มือสังหาร อุดมการณ์ปฏิวัติ ว่าด้วยประวัติมือสังหาร 4 คนที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่น

เล่มที่ 2 อิโต อิตโตไซ ดาบเดียวพิฆาต ว่าด้วยประวัติของอิโต อิตโตไซ นักดาบพเนจรที่เป็นบูรพาจารย์ของนักดาบรุ่นหลังที่วางรากฐานวิชาเคนโด ชื่อของอิตโตไซคนทั่วไปอาจไม่รู้จักนัก แต่ในหมู่ผู้ที่สนใจวิชาดาบและศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นจะรู้จักดี

ทั้งสองเล่มนี้เขียนยากพอสมควร เพราะไม่มีข้อมูลในภาษาไทยเลย ผมต้องค้นข้อมูลทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้มา ทั้งสองเล่มจึงเป็นงานที่รักเพราะทุ่มเทกับมันอย่างสูง

เล่มที่ 3 คือ มิยะโมะโตะ มุซาชิ ดาบพเนจรไร้พ่าย ว่าด้วยเรื่องราวของมุซาชิ นักดาบที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น เล่มนี้ขายดีมากเพราะไม่ยากในการประชาสัมพันธ์ต่างจากสองเล่มก่อนที่คนไม่ค่อยรู้จัก

นอกจากนี้ยังมีเล่มที่ 4 ว่าด้วยพวกยางิว ตระกูลนักดาบสำคัญ ที่คนรู้จักกันแพร่หลายพอสมควร ในบรรดาทั้ง 4 เล่มนี้ ผมคิดว่า ยางิวเป็นเล่มที่รู้สึกสนุกกับการเขียนที่สุด (จะตีพิมพ์เร็วๆ นี้)”

สังเกตได้ว่า ผลงานของกรกิจทุกเล่มเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาได้ไขปมนี้ว่า “ประวัติศาสตร์เหมือนนิทาน ใครบ้างละไม่ชอบนิทาน อีกอย่างมันเหมือนการเล่าเรื่องที่ถูกปกปิดไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องซุบซิบที่น่าตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แต่เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ความจริงของประวัติศาสตร์ก็มีหลายแง่มุม เวลาผมจะเขียนเล่าอะไรสักอย่างต้องบอกให้ชัดว่ามาจากปากคำของฝ่ายไหน เพราะเรื่องเล่าเรื่องเดียวกันอาจไปกันคนละทางหากมาจากปากคำของคนอื่นๆ”

ประวัติศาสตร์ชาติใดที่สะกิดใจกรกิจที่สุด คำตอบหนีไม่พ้น ประเทศไทย “ไม่มีอะไรที่จะเร้าใจไปกว่าเรื่องของไทย เพราะความเป็นไทยผสมผสานจากความหลากหลาย ทุกวันนี้ไทยก็ยังรักษาความหลากหลายเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ที่ทำให้ไทยน่าตื่นเต้นคือประวัติศาสตร์ไทยคลุมเครืออย่างที่สุด มันจึงเอื้อต่อการวิเคราะห์และตีความ การตีความเป็นเหมือนกีฬาเอ็กซ์ตรีมของนักวิชาการ ยิ่งได้ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ยิ่งมีทักษะในการเขียนและเล่า ยิ่งรู้สึกฟิน นอกจากไทยแล้วผมยังสนใจเรื่องของเอเชียทั้งหมด เรื่องตะวันตกผมก็ถนัด และเริ่มต้นความสนใจจากภูมิภาคนี้มาก่อน แต่ตอนนี้รามือไป”

ในงานเขียนกรกิจได้นำประวัติศาสตร์มาสอดแทรกรัดพันเกี่ยวโยงประหนึ่งเรื่องจริงเดียวกัน “งานเขียนของผมไม่ใช่นิยาย แต่เป็นสารคดีประวัติศาสตร์ แต่อย่างที่บอกไว้ บางครั้งประวัติศาสตร์ก็คล้ายนิยายหากเล่าจากปากคำของหลายฝ่ายจนเกินไป แน่ล่ะ มีวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์หรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่เป็นมาตรฐาน แต่สุดท้ายแล้ว ความจริง (สัตยะ) เป็นเพียงการรับรู้ของแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่ามโนทัศน์ของมนุษย์มีจำกัด จะทำให้คนอื่นเชื่อมโนทัศน์ของเรามีแต่การโน้มน้าวเท่านั้น ไม่ว่าจะโน้มด้วยเหตุผล กำลัง หรืออคติก็ตาม”

ส่วนข้อเขียนในเพจ กรกิจยังขยันเขียนลงอย่างต่อเนื่อง “ผมมีความคิดอย่างหนึ่งว่าไอ้เรามันก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง น่าจะเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้บ้าง ไม่ได้หวังเงินทองอะไร หวังแค่ทำประโยชน์ให้สาธารณะเท่าที่จะทำได้ พอมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เริ่มเขียนเรื่องที่มีสาระลงเฟซบุ๊ก เขียนมาตั้งแต่ปี 2013 จนคนเริ่มติดตาม โดยเฉพาะบทความแนวแสดงทัศนะคนจะชอบอ่านเป็นพิเศษ อัตราการแชร์ก็มาก คนที่มาติดตามก็ยิ่งมาก

จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบแสดงความเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะเหนื่อยที่จะต้องมาตอบคนโน้นทีคนนี้ที ช่วงหลังเลยตัดสินใจว่าใครอยากอ่านทัศนะของผมต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์เท่านั้น (M2F /โพสต์ทูเดย์)

ในโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเน้นความรู้แปลกๆ ที่น่าสนใจ ทีนี้พอมีคนติดตามมาก ก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อขอให้เขียนเรื่องที่ผมถนัด คือพวกประวัติศาสตร์ เกร็ดความรู้ต่างๆ อย่างสำนักพิมพ์ยิปซีที่พิมพ์หนังสือชุดซามูไรที่เขียนขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ทั้ง 3 เล่ม รอ เล่มที่ 4 ในอีกไม่นานเกินรอ

ผมชอบแนวความรู้ทั่วไป คำว่าทั่วไปนี่มันกว้างนะแต่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมานิยามจริงๆ เพราะผมชอบหลากหลาย ที่เขียนมากก็เรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา นิรุกติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มผู้อ่านก็ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเจตนาของผมที่เขียนในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ เลยไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น

เวลาเราทำอะไรด้วยเป้าหมายแบบนี้ ผลที่ได้รับมันจะน่าเหลือเชื่ออยู่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความเป็นกลางเอาไว้ บางคนอาจคิดว่าผมสงวนท่าทีเกินไป ไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง ไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง แต่ที่ผมสงวนท่าทีแบบนี้ก็เพื่อทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจเวลาอ่าน”

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534121

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

โดย  สมแขก ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่น นับวันยิ่งเพิ่มพูนความใกล้ชิด ย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับรวมแล้วไทยและญี่ปุ่นมีการติดต่อกันมากว่า 600 ปี แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 130 ปีก่อน โดยมีหลักฐานว่าไทยได้ลงนามใน “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น” จากเหตุการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งพระราชไมตรีระหว่างสองพระราชวงศ์เป็นสัญลักษณ์อันงดงาม

เพื่อเฉลิมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นยกโบราณ-ศิลปวัตถุ-งานศิลป์มาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการทางวัฒนธรรม แห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ของฝ่ายไทย ซึ่งตกลงแลกเปลี่ยนนิทรรศการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีระหว่างกัน จึงทำให้เกิดโครงการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนของสองประเทศเนื่องในวาระพิเศษนี้ ในนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art : Life and Faith)

นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในประเทศไทย หลังจากที่ไทยนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมไปจัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” (Thailand : Brilliant Land of the Buddha) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ซึ่งเป็นการแนะนำมรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี บนแผ่นดินญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่นำมาจัดแสดง ในนิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู นิทรรศการในประเทศไทยครั้งนี้เท่ากับเป็นการพัฒนางานด้านพิพิธภัณฑสถานของไทย และยกระดับการจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ได้มาตรฐานสากล ด้วยการควบคุมอุณหภูมิ และการจัดทำตู้จัดแสดง เพื่อความปลอดภัยของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทผ้าและกระดาษจากญี่ปุ่นเป็นพิเศษ โดยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดง เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประกอบด้วยหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมน จนถึงยุคประวัติศาสตร์สมัยเอโดะ

นิทรรศการนี้แบ่งออกทั้งหมดเป็น 5 ส่วน คือ ต้นกำเนิดศิลปะญี่ปุ่น พุทธศิลป์ ราชสำนักและนักรบ เซนและศิลปะการชงชา และวัฒนธรรมเอโดะอันหลากหลาย สืบทอดมากกว่า 6,000 ปีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) เพื่อนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นของศิลปะญี่ปุ่น ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตระกูลขุนนาง และนักรบนิกายเซนกับพิธีชงชา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ รวมจำนวน 106 รายการ 130 ชิ้น โดยมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติ 3 รายการ และมรดกวัฒนธรรมสำคัญ 25 รายการ

การขุดค้นศึกษาแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบปฐมบทศิลปะญี่ปุ่นว่า ก่อนพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายเข้ามายังดินแดนญี่ปุ่น มีผู้คน 3 กลุ่ม ที่ต่างมีวัฒนธรรม ดำรงชีวิตอันเป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง ประกอบด้วยวัฒนธรรมโจมน ยาโยอิ และโคฟุน วัฒนธรรมแห่งบรรพชนเหล่านี้เป็นปฐมบท หรือรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น สะท้อนได้จากข้าวของเครื่องใช้ เช่น ภาชนะดินเผาทรงเปลวไฟ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมนตอนกลาง อายุราว 4,500 ปีมาแล้ว ตุ๊กตาดินเผา “โดกู” สมัยโจมนตอนปลาย ระฆังสำริด ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยยาโยอิตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 6-9 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญ

ตุ๊กตาฮินะ ไม้ทาสีขาว สวมผ้าไหมหลากสี สมัยเอโดะ พุทธศตวรรษที่ 23-25 และเครื่องใช้ของตุ๊กตาฮินะ ยังทำหน้าที่สะท้อนความเชื่อของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่ว่าจะช่วยดูดซับความชั่วร้าย และช่วยให้ลูกสาวของพวกเธอมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว นอกจากนี้ยังมีภาพพิมพ์อุกิโยเอะ จากแม่พิมพ์ไม้แกะสลักเป็นภาพหลากสีสันเรียกว่า “นิชิกิเอะ” ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชน เช่น นักแสดงคาบูกิ หญิงสาวในสถานบันเทิง การแต่งกายของหญิงสาวชาวเมืองเอโดะด้วยชุด “โคโซะเดะ” เสียบหวีและปักปิ่นประดับผม ล้วนแสดงถึงวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตจริง

นิทรรศการพิเศษที่ควรค่าชมนี้จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ก.พ. 2561 (ปิดทุกวันจันทร์ และอังคาร) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-224-1402, 02-224-1370

‘เทศกาลการออกกำลังกาย’ สร้างแรงบันดาลใจส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534120

‘เทศกาลการออกกำลังกาย’ สร้างแรงบันดาลใจส่งท้ายปี

โดย ปอย

สร้างสรรค์คลิปฮือฮากระหึ่มโซเชียล ทำยอดคลิกล้านวิวทางช่องยูทูบ กุมบังเหียนโดย วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ประธาน บริษัท วู้ดดี้เวิลด์ และสดๆ ร้อนๆ สร้างความฮือฮาเมื่อเดือน ธ.ค. ส่งท้ายปีที่ผ่านมา กับการจัดงาน “FitFest 2017” รวมพลคนสายกีฬาและสายเฮลตี้มาไว้ด้วยกัน กับการจัดเทศกาลออกกำลังกายครั้งแรกของเมืองไทย ขนอุปกรณ์ชิ้นเลิศๆ เด็ดๆ ในฟิตเนสชั้นนำ มารวมเป็นความมันไว้ทุกรูปแบบ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

งานสร้างปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งนี้ วู้ดดี้นำทัพดาราตัวแม่สายเฮลตี้ ศรีริต้า เจนเซ่น เขมนิจ จามิกรณ์ เมทินี กิ่งโพยม เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ พัชรศรี เบญจมาศ ศรัณย์รัชต์ ดีน มาช่วยกันสานต่อเทรนด์สุขภาพดี โชว์ศักยภาพความสตรองของคนรุ่นใหม่ที่รักตัวเอง วัดระดับความแข็งแกร่งกันเต็มแม็กซ์!

อีกเรื่องที่เกิดไม่ได้ง่ายๆ กับการรวบรวมเทรนเนอร์ดัง ผู้อยู่เบื้องหลังงานปั้นหุ่นเป๊ะ ปัง ของเหล่าซูเปอร์สตาร์เมืองไทย เช่น เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ เทรนเนอร์เชอร์รี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ เทรนเนอร์ทิม-จิราวัฒน์ ตระกูลมา เทรนเนอร์มิค (Micky Woo) ณัฎทรวัฒน์ นิธิตกิตติกรณ์ มาช่วยกันแนะแนวทางการออกกำลังกายในคลาสต่างๆ และไฮไลต์ค้นหาสุดยอดคนแกร่ง กับการแข่งขันค้นหา 5 รายการ สุดยอดคนบ้าพลัง-FitFest Strong Man สุดยอดฟิตเปรี๊ยะ ฟิตปั๋ง สุดยอดกล้ามท้อง-FitFest Best Abs by HOTMAN Factory สุดยอดการงัดข้อ-FitFest Arm Wresting by BBGym สุดยอดคนพันธุ์อึด-F45 Playoffs Man / F45 Playoffs Women) ชิงเงินรางวัลมูลค่าหลายแสนบาท

ผู้บริหารหุ่นเฟิร์ม วู้ดดี้-วุฒิธร กล่าวว่าเป็นเทศกาลที่อยากให้คนไทยทุกๆ คน มีสุขภาพดี มีวินัย และตั้งใจจริงจัง ซึ่งเมื่อก่อนเวลาใครพูดเรื่องสุขภาพดี อาจรู้สึกเฉยๆ แต่พอได้มาทำอย่างจริงจัง จึงรู้เลยว่ามันดีแค่ไหน เมื่อร่างกายเราดีมันก็จะส่งผลต่อบุคลิกที่ดี และอะไรดีๆ อย่างอื่นก็จะตามมาด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ต้องลองดู!

งาน FitFest 2017 ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกาย แต่ทำให้ทั้งคนสายออกกำลังกาย และคนที่ไม่เคยสนใจการออกกำลังกาย ได้เปิดโลกและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เห็นวิถีชีวิตของคนมีสุขภาพที่ดีทำกันอย่างไร วุฒิธร กล่าวย้ำว่า เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทั้งกับตัวเอง และคนอื่นๆ ต่อไป

“จุดที่ทำให้ปิ๊งไอเดียจัดงาน FitFest 2017 เพื่อปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน ให้เป็นคนใหม่ ผ่านแรงบันดาลใจของเหล่า คนแปลงร่าง ได้มาร่วมเปิดเผยเคล็ดลับดีๆ ในงานนี้ด้วยนะครับ

การค้นหาแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพราะจะคอยผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ช่วยให้คนอยากจะลดน้ำหนัก โดยให้คำแนะนำจนบรรลุผลในสิ่งที่เขาตั้งใจ ด้วยการออกกำลังกายภายใต้คลิป #คนแปลงร่าง ซึ่งสิ่งแรกที่ได้ตามมาคือเขามีชีวิตที่ดีขึ้น โรคภัยไข้เจ็บหายไป แล้วเรื่องดีๆ หลายต่อหลายเคสก็ตามมาด้วยครับ ทำให้รู้สึกว่านี่แหละเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น ผมอยากทำให้คนไทยอีกหลายๆ คนหันมารักและดูแลสุขภาพตัวเองแบบนี้”

เทศกาลระดับบิ๊ก วุฒิธร ทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจ โดยการรวมคลาสต่างๆ กว่า 26 คลาส ให้ทดลองเล่นฟรี! อุปกรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นตัวท็อปในฟิตเนสชั้นนำ โดยด่านแรก การผ่านด่านการชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งจาก Thanita by AIA ที่ไม่ธรรมดาสนนราคาอยู่ที่เครื่องละ 1.2 ล้านบาท นวัตกรรมล้ำชั่งกันได้ละเอียดยิบ ใครมีไขมันส่วนเกินซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

ดาราหุ่นเป๊ะสายเฮลตี้ “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ งานนี้ไม่รอช้า ขอพุ่งไปโชว์ความฟิต คลาส Spartan Community Workout by BASE สุดยอดการแข่งขันวิบากดีที่สุดในโลก คลาสสปาตันช่วยสร้างความแข็งแรงโดยรวมของร่างกาย เทรนด์แข่งขันสปาตัน เรซ กำลังมาในกลุ่มสาวๆ ที่ฟิตร่างกายในแบบสปาตัน โดยรวมเอาทั้งการคลาน แบกสิ่งของ ปีน โหน กระโดด ยก การบริหารต้นขาในแบบลังจ์ ดึง ผลัก วิ่ง สปรินต์ และสควอช ออกแบบรวมทุกการเคลื่อนไหวสร้างกล้ามเนื้อที่ทำได้ยากที่สุด

ศรีริต้า เจนเซ่น เลือกปั่นจักรยานตามจังหวะเสียงเพลงแบบเร้าใจในคลาส Tribe TO THE BEAT และแท็กทีมสาวๆ ลิเดีย ลูกเกด เจนี่ โชว์ความแข็งแกร่งสุดพลิ้ว คลาส Trampoline การกระโดดบนผืนแทรมโพลีน อุปกรณ์ช่วยฝึกฝนทักษะที่มีเทรนเนอร์สอนท่าโลดโผน พลิกแพลง ท่าทางต่างๆ ได้ฟินสุดๆ อิสระไร้ขีดจำกัด

สายสตรองมาร่วมงานกันคึกคัก ได้เก็บเกี่ยวคำแนะนำดีๆ จากเทรนเนอร์ชื่อดัง ได้ชมการสาธิตท่าที่ถูกต้องบนเวที บิลด์ให้ได้ชมกันสดๆ ใครไม่สนการออกกำลัง ก็ต้องสนกันบ้างแล้ว เรียกว่าเป็นไปตามเป้าหมายคนจัดเทศกาล ที่จะมีครั้งที่ 2 ตามมาเร็วๆ นี้แน่นอน

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534115

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

โดย/ภาพ Withaya Heng

จากแคมเปญชิงโชค “100 Plus ปั่นลัดฟ้า 2 ตอนกอดนิวซีแลนด์” พาผู้โชคดีไปร่วมปั่นจักรยานกับสองพรีเซนเตอร์ ตูน บอดี้สแลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) – โจอี้ บอย (อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต) บนเส้นทางจากทะเลสาบ Pukaki ไปสู่ทะเลสาบ Tekapo หลังจากที่เราได้สนุกสนานกับกิจกรรมตื่นเต้นท้าทายที่ทาง 100Plus จัดเต็มให้แบบครบเครื่องเรื่องควีนส์ทาวน์แล้ว เราได้เดินทางมาพักที่โรงแรม The Hermitage เชิงเขาเมาท์คุ้ก ให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งขุนเขาที่สวยงามและเพื่อเขยิบเข้ามาใกล้จุดสตาร์ทในการปั่นจักรยานของเราด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้นเราฝ่าอากาศที่หนาวเย็นไปยังจุดสตาร์ท ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของทะเลสาบ Pukaki เช้าวันนี้ท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดยามเช้าสะท้อนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ให้เข้มเป็นพิเศษเส้นทางปั่นในช่วง 10 กิโลเมตรแรกจะเป็นการปั่นในทางแทรกชิดขอบทะเลสาบเลย ส่วนใหญ่เป็นทางดินอัดแน่น แต่บางช่วงมีปนทรายผสมด้วยหินร่วนๆ เข้าไปด้วย ทำให้เป็น 10 กิโลเมตร ที่ไม่ง่ายเลย

อย่างว่าแหละครับระดับเมืองควีนส์ทาวน์ ศูนย์กลางแห่งกิจกรรมอันท้าทาย เส้นทางปั่นแม้จะเป็นระดับเริ่มต้นแต่ก็ยังคงความท้าทายให้เราพิสูจน์กายพิสูจน์ใจได้เสมอ จากจุดพักแรกเราต้องขึ้นมาปั่นบนถนนช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะแยกเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเลียบคลองส่งน้ำระหว่างสองทะเลสาบ ทางช่วงนี้จะต้องขึ้นเนินแต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนคือทางเนินนั้นยาวร่วมกิโล… แต่มากับ 100Plus แล้วชีวิตยังต้องไปต่อ… ปั่นขึ้นเนินไม่ไหวก็เข็นครับ ปั่นๆ เข็นๆ จูงๆ กันมาจนถึงยอดเนิน มองย้อนกลับไปจะเห็นวิวทะเลสาบที่สวยงามมาก เรียกว่าหายเหนื่อยกันเลย

ต่อจากจุดนี้จะเข้าถนนเลียบคลองระยะทาง 25 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนหินโรย ไม่เรียบแต่ราบและไม่มีเนิน ที่สำคัญปลอดรถยนต์ตลอดเส้นทาง ปั่นกันแบบสบายปลอดภัยสุดๆ เหนือกว่านั้นคือวิวสองข้างทางที่สวยงามมากๆ และเปลี่ยนไปในทุกๆ โค้ง สารภาพกันตรงนี้เลยว่าเมื่อแรกที่ได้รู้ว่าเส้นทางปั่นในทริปนี้เป็นถนนเลียบคลองเส้นนี้ก็ได้ เข้าไปหาข้อมูลใน Google Map ภาพที่เห็นต้องบอกว่าไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย ในใจคิดไปว่ามาปั่นถึงนิวซีแลนด์แต่เส้นทางปั่นเหมือนถนนเลียบคลองพระยาสุเรนทร์แถวพุทธมณฑล!!! แต่เมื่อได้มาปั่นจริงๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์กับตาจริงๆ กลับเป็นหนังคนละม้วนเลย

เหตุผลประการสำคัญที่สุดนั่นคือ ถนนเลียบคลองส่งน้ำนี้ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มีการหักเลี้ยวไปมาหลายทิศทางนัยว่าต้องโค้งไปตามลักษณะของภูมิประเทศ ทำให้มุมมองของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จึงได้เห็นวิวที่แตกต่างกันไปตลอดเวลา อีกประการหนึ่งเป็นเพราะเรามาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ภูเขา ฟ้า น้ำ ทุกอย่างมันจึงลงตัวไปหมด ระหว่างทางมีจุดแวะพักเป็นฟาร์มแซลมอนที่มีแซลมอนสดๆ ให้ได้ชิมกันด้วย

เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดถนนเลียบคลองส่งน้ำ เราปั่นต่อไปในทางแทรกที่ผ่ากลางป่าสนเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ต่อด้วยข้ามเนินใหญ่อีกหนึ่งลูกจึงจะพบกับถนนสายหลักที่จะพาเราเข้าสู่ทะเลสาบ Tekapo ด้วยความวิบากของเส้นทาง ทำให้กว่าที่ผู้โชคดีจะเข้าเส้นชัยครบทุกคน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เราจึงเหลือเวลาที่ทะเลสาบ Tekapo น้อยมาก แต่หากเทียบกับทะเลสาบ Pukaki ต้นทางของเราแล้ว วิวรอบๆ Pukaki สวยงามกว่ามาก

ตลอดเส้นทางการปั่นในทริปนี้เราได้เห็นความมุ่งมั่นความตั้งใจของคณะผู้โชคดีที่ร่วมปั่นทุกคน แม้จะหลากหลายที่มา ต่างเพศต่างวัย หลายๆ คนไม่ใช่นักปั่นขาประจำ บางคนเพิ่งเคยปั่นจักรยานแบบมีเกียร์ด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พยายามปั่นจนจบทริป ใจสู้กันทุกคน สมดั่งสโลแกนของ 100Plus …เพราะชีวิตยังต้องไปต่อ… ไม่ว่าจะเจออุปสรรค หรือหนทางที่ยากลำบาก แต่หากเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ จุดหมายก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

วันนี้เป็นสัปดาห์แรกของปีมีเหตุการณ์เด่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ Skylane เปิดแล้ว ต้องคอยดูว่ากระแสจักรยานจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่ ส่วนพี่ตูน บอดี้สแลม พรีเซนเตอร์ของเรา ก็ได้จบโครงการก้าวคนละก้าวลงอย่างสวยงาม

ในวาระขึ้นปีใหม่ 2561 แล้ว จึงถือโอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขสวัสดี สุขภาพกายใจแข็งแรงตลอดปีใหม่นี้เทอญ

‘สโลว์ฟู้ด’ ต่อยอดเป็น ‘สโลว์ไลฟ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534114

‘สโลว์ฟู้ด’ ต่อยอดเป็น ‘สโลว์ไลฟ์’

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เลมอนฟาร์ม/สสส.

“หนีเมืองกรุง…ตะลุยทุ่งทองอินทรีย์” โครงการตะลุยทุ่งเกษตรปลอดภัย จัดโดยเลมอนฟาร์ม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เชิญชวนผู้บริโภคชาวกรุงลงพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  สัมผัสประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งการปลูกข้าว ปลูกผักอินทรีย์และการแปรรูปจากวัตถุดิบหัวไร่ปลายนา หนึ่งในนั้น คือ แอน-ชนิดา สุขลิ้ม วัย 32 ปี ที่เลือกสโลว์ฟู้ดเพื่อการต่อยอดเป็นสโลว์ไลฟ์ เธอทำอย่างไรไปดูกันดีกว่า!

“คนในปัจจุบันป่วยกันเยอะ หนุ่มสาวใช้ชีวิตในเมือง การกินการอยู่ก็มีข้อจำกัด ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตแบบใช้ๆ ไปอย่างไม่คำนึงถึงทางเลือกอื่น ความจริงเรามีทางเลือก ถ้าจะเลือกและถ้าจะทำจริงๆ” ชนิดาเล่า

เพราะชีวิตในเมืองที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงและมลพิษมากมาย ชนิดาว่าตามความเห็นของเธอแล้ว ไม่แปลกใจที่เห็นผู้คนล้มป่วยด้วยโรคร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCD) เพิ่มสัดส่วนอย่างน่าตกใจ และสร้างความตระหนักให้ชนิดาเมื่อคนใกล้ตัว “ป่วย”

“คุณพ่อป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสโลหิตและลามไปอักเสบที่ไต  เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน วินาทีนั้นคือเปลี่ยนทุกอย่าง” ชนิดาเล่า

ไม่เพียงบิดาที่ป่วยหนัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างดูแลรักษาอาการที่ จ.ตรัง ยังมีบุคคลในครอบครัวของเธอที่เจ็บป่วยเสียชีวิต ได้แก่ คุณยายที่ป่วยเป็นมะเร็งตับและคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ทั้งคู่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีก่อน ความตายของบุคคลใกล้ตัวเหมือนสัญญาณที่มาเตือนให้ชนิดาระวังเรื่องการใช้ชีวิต

“จู่ๆ คุณพ่อก็ติดเชื้อในกระแสโลหิต เริ่มจากติดเชื้อในลำไส้ ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนและฉุกเฉินมากๆ คุณหมอให้ยาฆ่าเชื้ออยู่ 8 วัน รอดูอาการอีก 2 วัน ต่อมาการอักเสบลุกลามที่ไต ทำให้ไตมีปัญหาอีก คุณพ่อยังต้องผ่านิ่วในถุงน้ำดีด้วย” ชนิดากล่าว

ปัจจุบันชนิดาทำงานเป็นพนักงานในบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง ทำงานตามเวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน เคยกิน “อะไรก็ได้” ที่ใกล้ตัวสะดวกหยิบจับ ไม่คิดมาก ไม่ดูมาก เปลี่ยนเป็นคิดมากขึ้น ดูมากขึ้น แม้จะไม่ได้ทุกมื้อ แต่ก็พยายามดูแลตัวเองในแบบที่ “เป็นไปได้”

“เลือกกินอาหารสโลว์ฟู้ด คือเลือกที่จะคิด เลือกที่จะตีให้แตกว่า สิ่งที่ตรงหน้าควรกินหรือไม่ควรกินแค่ไหนอย่างไร ความช้าในขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงได้เลือกกินอาหารที่ดีมีคุณภาพ แต่ชีวิตก็ดีขึ้นในหลายด้าน” ชนิดาเล่า

ไม่ได้ 100% หรอก แต่ก็ดีกว่า 0% หรือไม่คิดไม่เลือกเลย เริ่มจากการเลือกซื้อวัตถุดิบ แม้ที่อยู่อาศัยในกรุงจะมีพื้นที่จำกัด และปลูกพืชผักไม่ได้มากนัก แต่ก็ตัดสินใจลองขยับขยายดู ปัจจุบันชนิดามีพื้นที่แปลงเกษตรปลูกผักกินเองในบ้านแปลงน้อยๆ ที่ปรับประยุกต์เท่าที่พอจะทำ ความสุขเริ่มตั้งแต่ผลผลิตยังไม่ออก เพราะแค่มองหรือได้รดน้ำตอนเช้าก็มีความสุขแล้ว

“ตื่นขึ้นมาได้สูดอากาศ และชื่นชมแปลงผักเล็กๆ ในบ้านก็มีความสุขแล้ว นี่เรื่องจริง”

บางทีก็ต้องซื้อวัตถุดิบเหมือนกัน แต่เลือกซื้อที่ปลอดภัย แหล่งปลูกได้รับการรับรองเชื่อถือได้ สำหรับคนกรุงนั้นคิดว่าทำเท่าที่ทำได้ เพียงแค่นี้อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น มื้อต่อไปจะค่อยๆ มาเอง เพราะความถนัดชำนาญในการทำอาหารเองจะค่อยๆ แก่กล้า (ฮา) รู้จักเรียนรู้และประยุกต์ ปรับให้เหมาะกับตัวเอง

“บ้านในเมืองพื้นที่ไม่ค่อยมี อันนี้เป็นปัญหาเหมือนกัน โชคดีที่มีเพื่อนคนหนึ่งทำไร่ออร์แกนิกที่ราชบุรี ก็ได้ซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่จากที่นี่”

นอกจากอาหารผักพืชคุณภาพ ชนิดาเล่าว่า ยังได้ผลพลอยได้คือความรู้สึก “คลีนๆ” ที่ได้กินอาหารสะอาด จะรู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่ทราบ แต่สัมผัสได้ว่า “ภายใน” ร่างกายดีขึ้น คลีนขึ้น สะอาดขึ้น ผิวพรรณผิดไปจนเพื่อนร่วมงานทัก ทุกคนบอกตรงกันว่าผิวพรรณดี แจ่มจ้าขึ้นเยอะ (ฮา)

ชนิดากล่าวว่า แนวทางของสโลว์ฟู้ด เธอเริ่มปรับใช้กับตัวเองมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนหรือเมื่อคุณแม่เสีย จนถึงขณะนี้ก็ต้องบอกว่า ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะก็เพราะอาหารที่ (เลือก) กิน ยังมีญาติที่มีความรู้เรื่องฟู้ดไซน์หรือวิทยาศาสตร์อาหาร ที่ได้ช่วย “เลกเชอร์” เกี่ยวกับความเป็นกรดด่างของอาหารประเภทต่างๆ ถ้าเผยแพร่ให้ทุกคนได้รู้ เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์

“มันทำให้เรามองอาหารเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องความเป็นกรดด่าง เรื่องน้ำตาลในอาหาร เรื่องไขมันในอาหาร รวมทั้งขั้นตอนในการปรุง ใครจะรู้ว่าเราเปลี่ยนชีวิตได้ถ้าเรากินอาหารสโลว์ฟู้ด พิจารณาและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด มองและคิดมากขึ้น” ชนิดาเล่า

จากนี้ไปคือปณิธานที่จะกินหรือปรุงอาหารที่ต้องไตร่ตรองพิจารณาถึงความถูกสุขลักษณะ มีประโยชน์ หรือมีโทษพิษภัยต่อร่างกายให้น้อยที่สุด ทำกินดีที่สุด คนเมืองทำอาหารไปกินจากบ้านให้ได้ นี่คือด่านแรก เพราะอาหารรายทาง หรือสตรีทฟู้ดระหว่างทางที่เราซื้อกิน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ปนเปื้อนหรือมีอันตรายแค่ไหนไม่รู้

นอกจากนี้คือเคล็ด (ไม่) ลับ หรือเทคนิคสำหรับสโลว์ฟู้ดคนเมือง ชนิดาเล่าว่า เธอไม่คิดว่าสูตรสำเร็จจะเป็นเรื่องของร่างกายเพียงอย่างเดียว หากจะต้องรวมถึงกลไกทางจิตใจด้วย คนเมืองใช้ชีวิตวุ่นวายเร่งรีบ เลือกกินอาหารที่เป็น “รางวัล” ของวันที่ยาก หลายคนเป็นอย่างนั้น รวมทั้งเธอเองในสมัยก่อน (ฮา)

“เดี๋ยวนี้คิดว่ารางวัลคือสโลว์ฟู้ด กินอาหารที่ให้ผลลัพธ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป นี่แหละรางวัลของฉันในวันนี้”

ชนิดาเล่าว่า ใครที่สมควรได้รับรางวัลก็คืออาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย นี่แหละรางวัลที่แท้จริงของคุณ อย่าเลือกกินอาหารที่อร่อยเพียงอย่างเดียว ไปนั่งดื่มแอลกอฮอลล์ แกล้มด้วยอาหารปิ้งย่างที่มีถ่านดำปี๋จากการเผาไหม้คาร์บอน นั่นใช่รางวัลหรือไม่ อยากให้ฉุกคิดสักนิด เพราะร่างกายก็คือ “ของ” ของเรา

อนาคตคือการต่อยอดจากสโลว์ฟู้ดเป็นสโลว์ไลฟ์ ใช้ชีวิตที่ช้าลงและมีคุณภาพมากขึ้น ชนิดาเล่าว่า ดำเนินชีวิตและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่มองข้ามอาหารและเครื่องประกอบชีวิตในด้านต่างๆ ทั้งอาหาร อากาศ อารมณ์ มองภาพรวม สงบขึ้นและนิ่งขึ้น ความสงบในใจสำหรับชนิดาเริ่มจากบทเรียนโยคะ ไทเก๊ก และการฝึกจิต ซึ่งเริ่มกระเส็นกระสายเข้ามาในชีวิตบ้างแล้ว

“อาหารที่ดีให้ภูมิคุ้มกันไม่เฉพาะร่างกาย แต่ให้ภูมิพลังทางจิตที่แข็งแกร่ง เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว แต่ดิฉันก็เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ก็คงต้องค่อยๆ ฝึกไป แต่บอกได้เลยว่านี่ทางเรา” ชนิดาเล่า

นิยมในสโลว์ฟู้ด ซึ่งชนิดาคิดว่า มีผลทำให้เธอลดความหงุดหงิดทางอารมณ์ได้ อาหารบางอย่างช่วยให้จิตใจสงบ และเอื้อต่อการปฏิบัติภายใน ยกตัวอย่างเรื่องรถติดก็อารมณ์เสียน้อยลง จิตใจให้อภัยง่าย แจ่มใสง่าย รวมทั้งมีพลังที่จะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง

สำหรับคุณค่าของอาหารอินทรีย์ ชนิดากล่าวว่า ไม่เพียงผลดีต่อร่างกายของเธอเท่านั้น จากการไปสัมผัสทุ่งอินทรีย์ของพี่น้องเกษตรกรที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นั่นยังทำให้ชนิดาได้รับรู้ถึงการไม่เอารัดเอาเปรียบ จิตใจที่ดีงามและความน่าอบอุ่นใจของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรทุ่งทองยั่งยืน ที่มีจิตใจทำการเกษตรเพื่อผู้อื่น ได้กินอาหารปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยสนับสนุนคนดีๆ เกษตรกรดีๆ ด้วย

Eka Bhuja Kapotasana Series (Universal Yoga Arm Asana) โยคะท่าอาสนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534002

Eka Bhuja Kapotasana Series (Universal Yoga Arm Asana) โยคะท่าอาสนะ

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ชุดท่าอาสนะโยคะที่สร้างสรรค์ ในยุค Modern Yoga โดยเฉพาะท่าชุดอาสนะที่เกี่ยวกับแขน มีพื้นฐานและแรงบันดาลใจในการออกแบบต่อยอดมาจากครูโยคะชื่อดังที่เป็นผู้ก่อตั้ง Universal Yoga คือ ท่าน Andrey Lappa ซึ่งเป็นชาวยูเครน แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอินเดียหลายปี

ในช่วงเดือน มิ.ย.ปีนี้ ครูได้เคยมีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับมาสเตอร์เป็นการส่วนตัวที่ฮ่องกง ท่านกล่าวว่าไม่ค่อยมีโรงเรียนโยคะแบบดั้งเดิม ที่อินเดียออกแบบท่าอาสนะที่เกี่ยวกับแขน ทำให้ส่วนใหญ่ ท่าอาสนะที่ใช้ฝึกกันมักจะเน้นไปที่ขามากกว่า ซึ่งอาสนะดั้งเดิมที่เกี่ยวกับแขนจะเป็นกลุ่มสร้างความแข็งแรง เช่น กลุ่มท่ากำลังแขน Arm Balance แต่มีจำนวนน้อยนิดที่โฟกัสที่ความยืดหยุ่น

ที่จะพอมีบ้างก็อย่างเช่น ท่าหน้าวัว Gomukhasana ท่านกอินทรี Garudasana จึงทำให้มาสเตอร์สนใจที่จะออกแบบกลุ่มท่าชุดยืดหยุ่นให้กับแขนชุดใหม่ๆ ที่ลงลึกในชั้นของกล้ามเนื้อมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับท่าที่เราจะฝึกกันในวันนี้นั้นได้ พลิกแพลง ต่อยอดจากพื้นฐานการออกแบบของมาสเตอร์ขึ้นไปอีก

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากนั่งชันเข่าขึ้นมาทั้งสองข้าง ยืดหลังให้ตรง เพื่อเตรียม  (รูป 1)

2.ขาขวาไขว้ขาซ้าย จากนั้นให้ด้านหลังฝ่ามือซ้ายขัดด้านนอกของหน้าแข้งซ้าย ใกล้ๆ บริเวณด้านนอกของหัวเข่าซ้าย หายใจเข้า-ออก สักครู่  (รูป 2)

3.ส่งมือขวามางัดด้านนอกของข้อศอกข้างซ้ายเข้ามาใกล้กับตำแหน่งของหัวไหล่แล้วยกข้อศอกขวาให้ขนานกับข้อมือขวา หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 3)

4.หายใจเข้าส่งมือขวามาจับฝ่าเท้าข้างขวา  (รูป 4)

5.หายใจออก ดึงขาขวาขึ้นให้สุด โดยฝ่ามือซ้ายยังคงขัดอยู่ด้านนอกขาซ้าย ค้างท่าโดยหายใจเข้า-ออก ตามธรรมชาติ ประมาณ 3 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 5)

อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ อาสาเติมสีสัน ความสุขเมืองหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533996

อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ อาสาเติมสีสัน ความสุขเมืองหลวง

โดย ปอย

บริษัทสีคนไทย กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ นำโดยบอสใหญ่ อมรรัตน์ ชัยยศบูรณะ ผู้ช่วยรองประธานบริหาร กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ นำทัพพนักงานทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง

ล่าสุด เพิ่งจัดกิจกรรมใหญ่ส่งท้ายปี 2560 มอบสีให้แก่ 57 มูลนิธิทั่วเมืองกรุงเทพฯ ภายใต้โครงการ “Beger Be Happy สีเบเยอร์ สีแห่งความสุข ปี 4”

นอกจากพนักงานเบอเยอร์ มีเซเลบริตี้ร่วมด้วยช่วยกันคึกคัก จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา พอลลีน ล่ำซำ ร่วมกิจกรรมทาสี ณ ลานด้านหน้า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อมรรัตน์ บอกว่า ชักชวนคนในสังคมและสร้างพนักงานสร้างจิตสำนึก ทำงานจิตอาสา ซึ่งมีกิจกรรมแน่นตลอดทั้งปีตั้งแต่งานปรับภูมิทัศน์ตามโรงเรียน มูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงมีกิจกรรมปลูกป่าในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ

 “งานหลักในปีนี้ในฐานะบริษัทสีคนไทย คือแนะวิธีการใช้สี พนักงานเบเยอร์ได้ไปสอนเรื่องการใช้สี ทาสีให้แก่นักเรียนโรงเรียนพระดาบส เป็นการเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นการก้าวไปสู่ปีที่ 60 ปีเคียงบ่าเคียงไหล่คนไทยมาตลอดระยะเวลาในการธุรกิจสีคนไทย

 วัด โรงพยาบาล มูลนิธิ รู้จักสีเบเยอร์ดีค่ะ ปีนี้ทำกิจกรรม “เยาวชนทำดี ถวายในหลวงรัชกาลที่ 10” กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบูรณะทาสีและปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เพื่อแสดงออกถึงการทำดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 28 ก.ค.ปีนี้ ซึ่งกลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้ร่วมบริจาคสีน้ำอะครีลิกทาอาคารและสีทาจราจร พร้อมอุปกรณ์ โดยนำคณะพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมทำกิจกรรมทำความดีในครั้งนี้ด้วยค่ะ”

 งานแต้มสีสันความสุขให้แก่คนไทย ภายใต้โครงการนี้คืองานอาสาทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้มอบผลิตภัณฑ์ให้แก่มูลนิธิและโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงทัศนียภาพทั้งภายในและภายนอก

“สภาพทั่วไปของมูลนิธิและโรงเรียนในกรุงเทพฯ หลายที่จะมีสภาพที่ค่อนข้างโทรม ดูหม่นๆ ไม่สดใส อาจจะด้วยเพราะขาดแคลนงบประมาณ เราเข้าไปช่วยปรับภูมิทัศน์ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้อาคารมีความสวยงาม มีสภาพแวดล้อมที่ดี น่าเรียนรู้มากขึ้น ผู้ที่อยู่ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คุณครู ก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยค่ะ” อมรรัตน์ ขยายภาพ

พันธกิจนอกจากนโยบายทางด้านธุรกิจแล้ว อมรรัตน์ แจงว่าคือการตระหนักถึงความสำคัญในการทำสิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนสังคมอีกด้วย

“การไปทำงานอาสาให้ชุมชน สิ่งที่ได้คือความสุขใจ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งของภาครัฐ หรือภาคเอกชน โครงการนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคน มีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อเป็นการช่วยปลุกจิตสำนึกที่ดี

อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการทำงาน เพราะเราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องควบคู่กับการตอบแทน แบ่งปัน คืนสิ่งดีๆ กลับสู่สังคมค่ะ”

ในฐานะแม่งานใหญ่ อมรรัตน์ กล่าวว่า ตามชื่อโครงการนี้คืองานใหญ่ รูปแบบโครงการเริ่มขึ้นในปี 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและสร้างสรรค์จุดเริ่มต้นในการร่วมมือกันแสดงพลังแห่งความดีช่วยเหลือกัน ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างรอยยิ้ม ด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบสู่สังคมไทย

“ปีแรกได้มอบสีกันร้อนเบเยอร์คูลให้แก่ 54 สถาบัน การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อทำนุบำรุงโรงเรียนที่ขาดแคลน เราตระหนักถึงความสุขที่ได้รับจากโครงการนี้เป็นอย่างดีเลยค่ะ จึงเกิดการสานต่อจนเป็นโครงการดีๆ ปีที่ 2 ในการเข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องช่างสีและร่วมทาสีปรับภูมิทัศน์โรงเรียนพระดาบสเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยคืนความสดใสให้กับอาคารให้ได้มีสภาพแวดล้อมที่ดี

 ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตึกภายนอก หรือในส่วนของห้องเรียน ทั้งอุปกรณ์การเรียน โต๊ะเรียน เครื่องเล่น ให้กลับมามีสีสันน่าใช้งานมากขึ้น และที่สำคัญผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน ภายใต้แนวคิด “Eco-Wellness Innovation” อีกต่อไปมูลนิธิและโรงเรียนก็จะมีภูมิทัศน์ และสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่สวยงามค่ะ”

ส่วนปีที่ 3 อมรรัตน์ บอกว่า พนักงานเบเยอร์กว่า 1,000 ชีวิต ร่วมกันปลูกป่าชายเลนพร้อมปล่อยพันธุ์ปลาสู่ธรรมชาติ สร้างความสุขให้แก่พนักงาน

“ทุกคนไปด้วยใจ ก้าวลงจากเรือลงไปลุยเลยกันทุกคนเลยค่ะ คือการร่วมแรงร่วมใจในองค์กรที่ได้ทำความดีด้วย ได้สร้างความสามัคคีด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างองค์กร สำหรับปี 2561 นี้ ในโอกาสที่กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ก้าวสู่ปีที่ 57 บริษัทยังคงเดินหน้ามอบความสุขแก่สังคม ในโครงการปี 4 ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิและโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อนำไปปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามขึ้น”

ท้ายสุด อมรรัตน์ บอกว่า ปี 2561 ตั้งใจคืนรอยยิ้ม ความสุข ให้แก่กรุงเทพมหาคร

“เราเป็นเมืองหลวงที่ติดท็อปในด้านเมืองน่าท่องเที่ยวทุกๆ ครั้งที่มีการจัดลำดับขึ้นมา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ก็เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งที่เราได้ไปปรับภูมิทัศน์ อีกหนึ่งพันธกิจตอบแทนสังคมที่กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ ได้มีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มความสวยงาม สร้างรอยยิ้มและสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมต่อไปค่ะ”

บ๊าวซ์ ความสนุกที่ต้องโดด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533995

บ๊าวซ์ ความสนุกที่ต้องโดด!

 โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เปิดเป็นสาขาที่ 2 ในประเทศไทย สำหรับ บ๊าวซ์ (Bounce) ณ ดิ เอ็มควอเทียร์ เรียกว่าเป็นพื้นที่สีขาวปราศจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไว้นัดพบปะสังสรรค์ ที่สำคัญได้ออกกำลังกายและเพิ่มเติมคือความสุข ความสนุกที่ได้จากการโดดๆๆๆ แทรมโพรีน

องค์การนาซ่า ระบุว่า “การฝึกดีดตัวให้ร่างกายมีการสะท้อนกลับไปมา จัดว่าเป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและวัดได้ถึงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมที่สุด”

การบ๊าวซ์บนแทรมโพลีนเป็นการออกกำลังกายแนวดิ่งที่ต้องต้านทานกับแรงโน้มถ่วง ช่วยให้เซลล์มีความเคลื่อนไหวผ่านไปตามจุดต่างๆ ภายในร่างกาย การเผาผลาญแคลอรีหากเทียบเท่ากับการวิ่งจ๊อกกิ้งในระยะเวลาที่เท่ากัน การบ๊าวซ์สามารถเผาผลาญได้มากกว่า อีกทั้งช่วยลดต้นขา กระชับสะโพก และทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง จัดอยู่ในกลุ่มการออกกำลังแบบโลว์-อิมแพค

 ภายในแบ่งเป็นพื้นที่ร้านค้า มีที่นั่งรอ มีอาหารเครื่องดื่มขาย ส่วนภายในกิจกรรมประกอบไปด้วยผืนแทรมโพลีน 56 ผืน รองรับจำนวนคนเล่นได้ 100 คน/ชั่วโมง

 พื้นที่เล่นแบ่งเป็น 5 โซน มีฟรีจั๊มป์ การกระโดดบนผืนแทรมโพลีน สำหรับคนไม่เคยเล่นมาก่อน ถ้าเป็นเด็กเล็กจะมีพนักงานโดดเป็นเพื่อน โซนนี้จะให้โดดประมาณ 20 คน/5 นาที เพื่อป้องกันจำนวนคนมากโดดกระแทกกัน

 ทุกคนควรเริ่มจากฟรีจั๊มป์ มีพนักงานคอยแนะนำและบอกกฎตลอด คือ โดด 1 คน 1 ช่อง เล่นเสร็จให้เดินออกทางด้านหลังเท่านั้น ห้ามเดินสวนออกมา ห้ามวิ่งในสนาม โดดลงด้วยสองเท้าเสมอ และห้ามโดดลงบนเพดดิ้ง ผืนปกติจะไม่เด้ง (มีสีต่างจากผืนแทรมโพรีน)

โซนวอลล์ รัน การวิ่งบนกำแพงมี 7 ผืน โซนนี้ขั้นแอดวานซ์ วิ่งตีลังกาได้ โซนบิ๊ก เบ๊ก การกระโดดลอยตัว กฎความปลอดภัยเวลาเล่น ถ้าตีลังกาไม่เป็นให้โดดลงด้วยหลังเท่านั้น ห้ามลงด้วยท้องกับคอ มีทั้งหมด 3 ผืน 2 ผืนสีดำสำหรับโดดปกติ ส่วนอีกผืนสีชมพูสำหรับเล่นท่ายิมนาสติก หรือตีลังกา เล่นท่าที่ยากขึ้น

 โซนสลัม ดั๊งค์ มี 2 แป้น ถ้ายังไม่มีทักษะการโดด ให้กระโดดโยนบอลลงห่วงปกติไปก่อน ส่วนนี้ส่วนมากคนที่มีทักษะเล่นบาสเกตบอลจะมาหัดสแลมดั๊งค์ และโซนดอดจ์บอล ที่เอาการเล่นดอดจ์บอลมาผสมผสานกับแทรมโพรีน เล่นฝั่งละ 8 คน มีกฎกติกา ห้ามปาหัว ปาโดนฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องออก แต่ถ้าเราปาไปฝ่ายตรงข้ามรับบอลได้ ฝ่ายเราต้องออก 1 คน

นอกจากพื้นที่เล่น ยังมี 1 ห้องจัดเลี้ยง (Party Room) รองรับได้ 20 คน สามารถจองห้องนี้ได้ต้อง 10 คนขึ้นไป คิดราคา 490 บาท/คน/ชั่วโมง และฟรีในชั่วโมงที่ 2 (ราคาไม่รวมอาหาร เครื่องดื่ม)

ไม่ต้องห่วงว่าไม่เคยเล่นจะเล่นได้ไหม จะมีพนักงานแนะนำตลอด ถ้าเห็นว่ากระโดดได้ก็จะแนะนำสกิลอื่นๆ ให้ด้วย ถ้าทำได้ก็ทำ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

แทรมโพลีนเป็นรากฐานของการเล่นกีฬาเกือบทุกประเภท และเป็นกีฬาที่ให้อิสระกับทุกอายุ ไม่ว่าจะเล็กกว่า 5 ขวบ ซึ่งจะได้ทั้งความสนุก ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก

บ๊าวซ์ ตั้งอยู่ที่ ดิ เอ็มควอเทียร์ บริเวณชั้น 4 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. ราคาบัตร 490 บาท/ชั่วโมง (พร้อมถุงเท้า 1 คู่) สำหรับแทรมโพลีนทุกประเภท ดูโปรแกรมและราคาให้บริการต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ www.bounceinc.co.th โทร. 02-014-2446

รจิตร พุทธิพงษ์ ‘ไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนดีเท่าครอบครัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533988

รจิตร พุทธิพงษ์ ‘ไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนดีเท่าครอบครัว’

โดย  ฤดูกาล ภาพ : รจิตร พุทธิพงษ์

ไม่มีของเล่นชิ้นไหนดีที่สุดเท่าพ่อแม่ และไม่มีเพื่อนเที่ยวคนไหนจะดีที่สุดเท่าครอบครัว เพราะเหตุนี้ “ตุ้ย” รจิตร พุทธิพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด และส่งเสริมความสัมพันธ์ลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย จึงพาลูกชาย “น้องนะโม” ด.ช.ชิษณพงศ์ พุทธิพงษ์ วัย 9 ขวบ ออกเดินทางตั้งแต่อายุ 10 เดือน และยาวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“เพราะตัวเราชอบเที่ยว ดังนั้นพอมีลูกถ้าเราไปเที่ยวโดยไม่มีเขาก็คงไม่สนุกและเป็นห่วงลูกอยู่ดี เลยคิดว่าถ้าแบบนั้นจะไปไหนก็ไปด้วยกันดีกว่า มันน่าจะมีความสุขและสนุกมากกว่าที่จะปล่อยให้เขาอยู่บ้าน

จากนั้นพอลูกโตขึ้นมา เราเริ่มมองว่าการท่องเที่ยวเป็นการเปิดโลกให้เขา เพราะลูกจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ให้เขาได้รู้จักสังคม ได้รู้จักคน แม้ว่าเขาจะยังเล็กมากจนไม่สามารถจำอะไรได้ก็ตาม” เธอกล่าว

แม่ตุ้ยเล่าถึงทริปญี่ปุ่นที่กระเตงลูกวัย 2 ขวบไปเที่ยวว่า แน่นอนที่เมื่อลูกโตขึ้นมาจะจำอะไรไม่ได้ แต่เธอก็ยังอยากพาไปเพราะลูกจะได้รับรู้ความรู้สึกที่ได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว

 “วันธรรมดาเรากลับมาจากทำงาน แล้วกลับมาเล่นกับลูก มันก็เป็นการใช้เวลาร่วมกันแบบหนึ่ง แต่กับการไปท่องเที่ยวด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแค่ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ มันเป็นการใช้เวลาร่วมกันอีกรูปแบบหนึ่งที่เราทั้งสามกันจะได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลกับเรื่องงาน ไม่มีเสียงโทรศัพท์ แต่เราจะโฟกัสกับการใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ และทำให้อารมณ์ดีจนไม่สนใจเรื่องอื่นเลย”

ครอบครัวของเธอนิยมพาลูกชายเข้าพิพิธภัณฑ์ จนกลายเป็นสถานที่โปรดของทั้งครอบครัวไปแล้ว ซึ่งเธอคาดว่าลูกชายอาจซึมซับความชอบของพ่อและแม่ต่ออย่างไม่รู้ตัว เพราะเธอและสามีชอบไหว้พระและมีความสนใจเรื่องวัดและพระราชวัง จึงทำให้ลูกชายชอบศึกษาเรื่องพระมหากษัตริย์ไทย และชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศรัตนโกสินทร์ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 “ต้องบอกว่าพิพิธภัณฑ์ในไทยสมัยนี้ทำดีขึ้นมาก หลายแห่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างตัวพิพิธภัณฑ์กับผู้ชม ซึ่งเด็กเองสามารถเข้าใจและร่วมเล่นด้วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไปในช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษ ก็จะยิ่งสร้างความสนุกและสอดแทรกความรู้ได้อย่างไม่น่าเบื่อ ซึ่งน้องนะโมเป็นเด็กที่ชอบประวัติศาสตร์ การเข้าพิพิธภัณฑ์จึงกลายเป็นเรื่องสนุกที่เขาชอบมากและอยากให้พ่อแม่พาไปบ่อยๆ”

แม่ตุ้ยกล่าวต่อว่า ข้อดีของการไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา คือการใช้เวลาคุณภาพร่วมกันและมีความสุขด้วยกัน รวมทั้งการพาลูกไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่เล็กยังทำให้เขาโตมาด้วยความสนิทสนมกับพ่อแม่ และยังอยากไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว

 “ในอนาคตถ้าลูกโตเป็นหนุ่มก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติที่เขาต้องไปเที่ยวกับเพื่อนๆ และเริ่มมีชีวิตส่วนตัว ดังนั้นจึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องพาลูกไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่แบเบาะ และตลอด 9 ปี เพราะเวลาที่ลูกจะยอมไปกับเรามันไม่นาน ถ้าตอนนี้เวลาของเขายังเป็นของเราอยู่ก็อยากใช้ให้คุ้มค่าที่สุด และถ้ามันพ้นผ่านไป เราจะเรียกคืนมาไม่ได้แล้ว”

ฉะนั้น อย่าคิดว่าบทบาทของพ่อแม่ไม่สำคัญ อย่าละเลยเวลาที่จะใช้ร่วมกัน และอย่าคิดว่าช่วงเวลานี้จะอยู่กับคุณนาน

‘มะดุ่ยพาเที่ยว’ ลุยเดี่ยวทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533987

'มะดุ่ยพาเที่ยว' ลุยเดี่ยวทั่วโลก

โดย รอนแรม ภาพ : มะดุ่ยพาเที่ยว

อยู่เบื้องหลังการท่องเที่ยวมานาน วันนี้เขาขอมาอยู่เบื้องหน้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก “มะดุ่ยพาเที่ยว” พื้นที่สาธารณะที่บ่งบอกตัวตนของผู้สร้าง “มะดุ่ย” พันธุ์ณุวัฒน์ พันธุ์หวยพงศ์ คนทำทัวร์ที่เดินทางทั้งในและต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทำให้มีต้นทุนเรื่องราวท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

 “ผมเคยทำบริษัททัวร์มา 10 ปี ทำให้มีโอกาสเดินทางมาก ทำให้มีรูปและมีเรื่องราวที่เก็บไว้เยอะ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสทำงานร่วมกับน้องๆ บล็อกเกอร์รุ่นใหม่ที่เปิดเพจท่องเที่ยวเลยจุดประกายไอเดียในการเปิดเพจมะดุ่ยพาเที่ยว เพื่อปล่อยของที่เรามีและแบ่งปันประสบการณ์”

ปัจจุบันเขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระที่ยังคงเดินทาง ซึ่งส่งผลดีกับการทำเพจมากกว่าด้วยภาพสวยๆ และวิดีโอมีคุณภาพ โดยเขาวางธีมหลักให้เพจมีสไตล์เป็นนักท่องเที่ยวขาลุย มีอิสระ และสามารถเดินทางคนเดียวได้

 เหมือนกับตัวเขาที่ชอบเที่ยวคนเดียวจนเพื่อนๆ ตั้งสมญานามให้ว่า มะดุ่ยลุยเดี่ยว แต่เขาอยากให้ชื่อเพจเปิดกว้างขึ้นจึงใช้คำว่า พาเที่ยว เข้ามาแทน

 “ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับวิดีโอ เพราะมันเป็นภาพที่สามารถแสดงรายละเอียดได้มากกว่าภาพนิ่ง วิดีโอจะทำให้เห็นทัศนียภาพของสถานที่แห่งนั้นได้ครบถ้วนกว่าภาพถ่าย เห็นความเคลื่อนไหว และอารมณ์ของผู้คนว่าเขารู้สึกอย่างไรในขณะที่บันทึกภาพ รวมถึงสมัยนี้คนชอบดูวิดีโอมากขึ้น เพราะไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องเลื่อนดู แค่กดเพลย์เขาก็จะได้รู้ทุกอย่างแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

มะดุ่ยพาเที่ยวมีอายุยังไม่ขวบปี ซึ่งเขาวางแผนไว้ว่า ปี 2561 จะจริงจังกับมันมากขึ้นด้วยการโพสต์สัปดาห์ละอย่างน้อยหนึ่งเรื่องใหม่ จริงจังกับงานวิดีโอเพื่อปูทางไปสู่ช่องยูทูบ และจะดันเพจให้เป็นที่รู้จักเพื่อสร้างโอกาสให้งานอดิเรกนี้เป็นที่สนใจและอาจสร้างรายได้เสริม

 “คนที่ติดตามเรา อย่างแรกเลยเขาจะได้ไอเดียว่าอยากไปไหน ไปยังไง มีที่เที่ยวอะไรที่เขาชอบบ้าง เขาจะได้ประสบการณ์ของเราไปต่อประสบการณ์ของเขา โดยประสบการณ์ของเราจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และเรื่องราว ซึ่งมันจะมีค่ามากถ้ามันสามารถไปสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อไป”

รับรองว่าปีใหม่นี้มะดุ่ยจะพาไปลุยให้ไกลกว่าและแปลกกว่าเดิม แต่ตอนนี้สามารถติดตามการเดินทางของเขาได้แล้วที่เพจเฟซบุ๊ก มะดุ่ยพาเที่ยว (www.facebook.com/Maduitour)