ชีวิตนี้อยู่เพื่อ (น้อง) หมา สุขยิ่งใหญ่ของ ‘พรพรรณ บุญประทุม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533984

ชีวิตนี้อยู่เพื่อ (น้อง) หมา สุขยิ่งใหญ่ของ ‘พรพรรณ บุญประทุม’

โดย โชคชัย สีนิลแท้

จัดว่าเป็นคนที่รักสัตว์เลี้ยงทุกชนิด สำหรับ แอร์-พรพรรณ บุญประทุม ผู้จัดการส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท มูนช็อท ดิจิตอล ที่นอกจากจะทำงานด้านคอนเทนต์ดิจิทัล หรือสร้างเนื้อหารวมไปถึงแคมเปญทางโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงแพลตฟอร์มทางด้านดิจิทัลเป็นอาชีพหลักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเธอคือการช่วยเหลือหมาจรจัดเป็นกิจกรรมที่ทำให้เธอมีรอยยิ้มทุกวัน

เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า หมานั้นจะมีความผูกพันเป็นพิเศษ เนื่องจากคุณยายก็เลี้ยง น้าและป้าก็เลี้ยง แต่ว่าจริงๆ ก็เริ่มจากความรัก หมาจรจัดก็เลี้ยงแถมเคยโดนหมากัดด้วยแต่ก็รักและรู้สึกอยากช่วยเหลือ แม้จะหยุดๆ ไปบ้างในช่วงที่ภูมิแพ้กำเริบและแม่กำชับไม่ให้เลี้ยง แต่ก็ต้องมาแอบเลี้ยงที่หอ สมัยช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย

น้องหมาตัวแรกชื่อดัมเบิล เป็นน้องหมาสีน้ำตาล ก็เลี้ยงมาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จากการเอาเงินค่าใช้จ่ายที่ได้ในช่วงเรียนไปซื้อหมา เพราะว่าเห็นอยู่ในกระบะในสวนจตุจักรเขาเอามาเร่ขายและราคาไม่ได้แพงมากเป็นพันธุ์ยอร์คเชียร์ผสมชิห์สุ แต่สภาพน่าสงสารเพราะว่ามันอิดโรย และอากาศร้อนด้วย

เริ่มเลี้ยงตัวที่สองตอนที่ดัมเบิลอายุ 7 ขวบ เพราะแฟนมองว่ารักดัมเบิลมากและอาจจะเสียใจที่ดัมเบิลจะเสียไป เพราะว่าเป็นโรคเบาหวานต้องฉีดอินซูลินใต้ผิวหนังตลอดชีวิต ต้องกินอาหารเฉพาะสำหรับสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอไม่อยากจากบ้านไปไหนเพราะว่าเป็นห่วง เคยไปต่างจังหวัดบ้างแค่คืนเดียวก็ต้องไปฝากคลินิกช่วยดูแล เพราะต้องฉีดอินซูลิน

น้องหมาตัวที่สองได้มาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นตัวเมียทั้งคู่ชื่อจูเนียร์ เป็นยอร์คเชียร์ผสม และเมื่อมีบ้านก็ต้องการที่เลี้ยงหมาพันธุ์ไซบีเรียน เพราะเป็นความใฝ่ฝันแต่เด็กว่าอยากเลี้ยงมานานแล้ว ชื่อว่า นามิ เพื่อนที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสุนัขให้มา ณ ปัจจุบันอายุ 1 ขวบ 2 เดือนแล้ว

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่าเป็นคนที่ผูกพันกับหมาตลอดชีวิต เป็นเรื่องบังเอิญที่จูเนียร์ไปมีอะไรกับหมาของคุณแม่ ที่ไปฝากไว้และตนเองต้องไปต่างจังหวัดก็ติดลูกมา 5 ตัว ก็กะว่าอยากจะเลี้ยงตัวเมียพอ เพราะว่าเคยเลี้ยงตัวเมียมาโดยตลอด ขณะที่หมาตัวผู้นั้นจะซนมาก แต่ด้วยการที่ทำคลอดเองก็เลยทำใจไม่ได้ที่จะเอาไปให้ใคร มีตัวหนึ่งให้เพื่อนช่วยเลี้ยง แต่ตัวผู้สามตัวและตัวเมียหนึ่งตัวก็เลี้ยงไว้เอง รวมเป็น 7 ตัว

การเลี้ยงหมาที่ดีต้องให้เวลากับเขาต้องตื่นแต่เช้าพาไปเดิน อย่างไซบีเรียนที่เป็นหมาใช้พลังงานเยอะต้องพาวิ่งทุกเช้าเย็น ต้องเผื่อเวลาอย่างต่ำ 2 ชั่วโมงก่อนออกจากบ้านไปทำงานตอน 9 โมงครึ่ง ทำให้ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวัน เพื่อพาน้องหมาวิ่ง 1 รอบก่อนออกไปทำงาน กลับมาให้ข้าวเขา และต้องฉีดอินซูลินให้กับดัมเบิล และต้องมีเก็บโน่นนี่นั่นในแต่ละวัน

ไม่เพียงเลี้ยงหมาของตัวเองเท่านั้น เธอยังช่วยเลี้ยงหมาจรจัดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เริ่มจากการบริจาคเงินและสิ่งของให้กับมูลนิธิเพื่อสัตว์พิการ บริจาคอาหารให้ทุกวันเกิดและปีใหม่ ทำมาหลายปีตั้งแต่ก่อนจะเลี้ยงน้องหมาตัวแรก เวลาไปไหนจะต้องพกอาหารหมาติดตัวเผื่อไว้ช่วยเหลือหมาจรจัด ถ้าไม่มีก็ต้องย้อนไปซื้อไว้ เมื่อเจอจะได้เอาไว้ให้เขากินเป็นอย่างนี้ตลอด

จุดเปลี่ยนที่ต้องเลี้ยงหมาจรจัด คือตอนไปราชบุรี เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนขากลับบ้านซึ่งเป็นวันที่ฝนตกหนักระหว่างทางไปเห็นหมาพิการที่ขาหลัง ไม่มีคนช่วยเหลือเลยให้แฟนจอดรถ แต่แฟนก็บอกว่าจอดไม่ได้ฝนตก ไม่มีบ้านคนและเป็นทุ่งหญ้า แต่สุดท้ายก็จอดและถอยรถกลับมาเพื่อที่จะไปดูน้องหมาตัวนี้จึงตั้งชื่อว่าโชคช่วย เพราะมีเรื่องราวเหมือนละครมาก

“เราต้องลงไปดูน้องหมาเวลานั้นฝนก็ตกหนัก เราก็เปียกไปด้วย เพื่อไปหาเขาอุ้มขึ้นรถ เพราะคิดว่าทิ้งไว้ตรงนี้ต้องตายแน่ และเขาก็ไม่ยอมให้จับ อยู่ตรงนั้นเกือบชั่วโมงเพราะไม่ยอมให้จับ ก็มีคนขับรถเบนซ์สีดำมาจอดมาช่วยดูและกันรถให้ขับช้าๆ และไปหาคนของร่วมกตัญญของราชบุรีมาช่วย จนรู้จักกับพี่จันทร์ มาช่วยดูแล ซึ่งเป็นตัวแรกที่ช่วยจนได้ผู้อุปการะ” พรพรรณ กล่าว

หลังจากนั้นก็ช่วยเหลือมาตลอดรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30-40 ตัว พอช่วยไปเรื่อยๆ ก็จะมีสังคมคนที่รักหมาด้วยกัน มีเครือข่าย เมื่อก่อนก็จะมีกรณีต่างๆ คนก็จะไม่รู้ว่าเราจะมาช่วยหมาจริงจังหรือเปล่า หรือคนจะไม่รู้หรอกว่าช่วยหมาให้เงินไปแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง พอมีคอมมูนิตี้ของคนที่รักหมาเข้ามาเยอะๆ เขาก็จะมีอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ที่จะช่วยน้องหมาในกรณีต่างๆ

ปัญหาส่วนใหญ่คือคนชอบหมาตอนเล็กๆ และไม่มีความพร้อมที่อยากจะเลี้ยง ชอบให้กันเป็นของขวัญซื้อให้ลูกหลาน แต่สุดท้ายพอมันโตขนพันกัน เป็นโรคผิวหนัง ต้อกระจก ก็ทิ้งกันไป พอเป็นหมาจรจัดก็ไม่มีการแก้ปัญหาตรงจุดคือ ไม่มีการทำหมันอย่างจริงจังในแต่ละพื้นที่จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

“การช่วยหมาทำให้ใจเย็นขึ้น มีสติมากขึ้น ทำอะไรจะต้องมีการวางแผนทำงาน เมื่อก่อนเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่จบมาทำงาน แต่พอเราลงมาทำงานอาสาสมัคร จึงทำให้รู้ปัญหาอะไรมากมายหลากหลายให้เรียนรู้ สะท้อนมาที่เราด้วยว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะเราต้องช่วยเลี้ยงดูเขา ปัจจุบันอาสาสมัครนั้นมีเยอะมาก บางครั้งก็ต้องมีระดมเงิน เงินไม่ครบก็ต้องควักเนื้อ หรือติดหนี้โรงพยาบาลหลายแสนก็มี แต่ก็เหมือนระดมไปแล้ว หมอก็ใจดีด้วยช่วยโน่นนี่นั่น เหมือนกับช่วยๆ กัน”

การเลี้ยงหมาเป็นสัตว์ที่ทำให้ใจเย็น อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีคนถามว่าเหนื่อยไหมเลี้ยงหมา 8 ตัว และหมาพิการจะต้องดูแลมากกว่าเท่าตัว เมื่อก่อนค่าอาหารร่วมหมื่น เป็นอาหารสำหรับหมาเบาหวาน เพราะต้องใช้แบรนด์คานิน ซึ่งมีราคาแพง แต่ได้เปลี่ยนวิธีเลี้ยงมาเลี้ยงแบบ BARF อาหารสด โดยโครงไก่สด เนื้อปลาดอลลี่ เนื้อปลาแซลมอน ตอนแรกก็ลังเลว่าจะโอเคไหม เป็นอาหารสด เป็นการกินดิบๆ สับแบบดิบๆ ใส่ไข่สด อาจจะผสมผักต้ม ก็ให้ทานเลย เพราะมีความเชื่อว่าอาหารปรุงสดจะดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่า

พรพรรณ วางอนาคตไว้ว่า จะเลี้ยงและดูแลหมาจรจัดไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนร่ำรวย บ้านไม่ได้หลังใหญ่ แต่สำหรับน้องหมาเขาคือหนึ่งในครอบครัว ไม่ได้เป็นภาระในการเลี้ยง พอรู้สึกเหนื่อยเขาเข้ามาคลอเคลียก็หายเหนี่อย สำหรับแผนในอนาคตต้องการจะหาซื้อที่กว้างๆ เพื่อให้บรรดาน้องหมาได้วิ่งออกกำลังกาย และอยากทำสถานที่เลี้ยงหมาจรจัดให้เป็นระบบ ถือเป็นการสร้างสุขให้กับคนและหมา ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอันสูงสุดสิ่งหนึ่งของเธอ

ดุษณี เกลียวปฏินนท์ วางแผนระยะไกล เผื่อไว้อีก 60 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533980

ดุษณี เกลียวปฏินนท์ วางแผนระยะไกล เผื่อไว้อีก 60 ปี

โดย  ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

“คิดว่าเราจะตายตอนอายุเท่าไร?” เป็นคำถามที่ยากจะตอบเพราะเป็นเรื่องของอนาคต ผู้ใหญ่บางคนอาจจะติคนถามว่าชวนคุยอะไรไม่เป็นมงคล

แต่สำหรับการวางแผนการเงินแล้ว เรื่องการใช้ชีวิตหลังเกษียณเป็นเรื่องใหญ่ที่คำนวณว่า หลังเกษียณซึ่งไม่มีรายได้ประจำแล้ว จะต้องออมเงินเท่าใดเพื่อให้เพียงพอกับการใช้ชีวิตในช่วงที่เหลือ

“ปุ๊” ดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารผลิตภัณฑ์การออม ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อยู่ในแวดวงของธุรกิจการเงิน เจาะจงในสายวางแผนการเงินแก่ลูกค้า และนำมาใช้วางแผนเกษียณของตัวเองด้วย

“แผนการเงินของพี่วางไว้ว่าพี่จะตายตอนอายุ 120 ปี” ทันทีที่ได้ยินคำนี้ทำเอาคนฟังร้อง “เฮ้ย!” เสียงหลง เพราะจนถึงปัจจุบันนี้คนที่มีชีวิตยืนยาวขนาดนั้นเรียกว่านับคนได้บนโลกนี้

 ดุษณี บอกว่า แม้สถิติผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 78-80 ปี แต่สำหรับตัวเองนั้นเป็นเคสพิเศษ เนื่องจากคนในครอบครัวมีอายุยืนมาก คุณย่าคุณยายเสียตอนอายุ 99 ปีและ 102 ปี  ตามลำดับ ส่วนคุณแม่เสียตอนอายุ 85 ปี แต่เป็นเพราะโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพ

 การวางแผนเกษียณของ ดุษณี จึงคำนวณเอา 102 ปี เป็นที่ตั้งแล้วบวกไปอีก 5 ปี ก็จะประมาณ 107 ปี แต่พิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้า ค่าเฉลี่ยอายุมนุษย์เพิ่มขึ้นทุก 10 ปี คนตายช้าลง ก็มีโอกาสที่ตัวเองจะอายุถึง 120 ปี

“ต้องเผื่อไว้ ถ้าตายก่อนไม่เป็นไรเหลือเป็นมรดกให้หลานได้ แต่ถ้าเราแพลนไว้แค่อายุ 90 ปี แล้วถึงเวลานั้นไม่ตายจะทำยังไง เพราะโอกาสที่เราอายุยืนมีเยอะ อีกหน่อยมีการตัดต่อยีนพวกภูมิแพ้ มะเร็ง อัลไซเมอร์ จะแก้ได้แล้ว ปัญหาจะกลับมาเรื่องเงินว่าพอไหม”

 ดุษณี ต้องการเงินเดือนละ 5 หมื่นบาท ทุกเดือนจนกระทั่งตาย นั่นหมายถึง ต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมาย เฉพาะในพอร์ตการลงทุนผลตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่า 8% พร้อมทั้งทำประกันบำนาญทั้งในและต่างประเทศ ที่จะทำให้มีเงินคืนเป็นรายเดือนหลังเกษียณอายุ

เป้าหมายชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ ดุษณี มีอย่างเดียว คือชีวิตที่ดีหลังเกษียณ หรือ Retirement เพราะไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก เป็นโสดแสนสุข และมองอนาคตไว้คร่าวๆ ว่า หลังเกษียณอายุจากการทำงานประจำ คงจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทั้งเรื่องการวางแผนการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง (เวลธ์) และเรื่องธรรมะ

ดุษณี ศึกษาธรรมะมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2539 แต่เพิ่งพบธรรมะสายที่เข้าทางเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นคือการศึกษาธรรมะกับครูสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล ซึ่งท่านเน้นการปฏิบัติเพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข

“จากแรกเริ่มที่ได้เข้าคอร์สเรียน 100 วัน ได้เรียน 96 หัวข้อ หลังจากนั้นได้เข้าคอร์สเรียนสม่ำเสมอติดต่อกัน 6 เดือน การเข้าคอร์สเรียนอาจได้เพียงความรู้ผิวๆ ไม่ลึกมาก แต่เมื่อได้ปฏิบัติทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ผลคือใจเย็นมากขึ้น ฟังมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมีทิศทางที่ดีขึ้น และตอนนี้เริ่มเป็นครูบรรยายธรรมะแล้ว”

หลังเกษียณไม่ต้องห่วงเลยว่า ผู้หญิงไฮเปอร์อย่าง ดุษณี จะไม่มีอะไรทำ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำงานเพื่อสังคม ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นการออมบุญอีกทางหนึ่ง

“นอกจากวางแผนการเงินในชาตินี้แล้ว ก็ยังสะสมบุญและความดีเมื่อมีโอกาส ซึ่งเป็นการวางแผนไปถึงชาติหน้าด้วย”

เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เมื่อหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533977

เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เมื่อหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

การเสียชีวิตกะทันหันด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ทันท่วงที และที่น่าเสียใจไปกว่านั้น หากต้องพบเห็นผู้ที่เสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชาชนเสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉลี่ยปีละ 5.4 หมื่นคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ

จากข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้วของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพบว่า มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นถึง 495 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) หมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างทันที คือภาวะซึ่งหัวใจทำงานผิดปกติ จนกระทั่งไม่มีการบีบตัวหรือหยุดเต้นโดยทันที และไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ทำให้ไม่มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ เกิดอาการของการทำงานผิดปกติที่อวัยวะต่างๆ

 ที่เห็นได้อย่างหนึ่งคือการทำงานของสมอง ซึ่งเมื่อไม่มีเลือดเลี้ยงทำให้หมดสติ การช่วยเหลือโดยการช่วยฟื้นชีวิตในทันที จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต

 เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งที่อาการแสดงแรกว่าเป็นโรคหัวใจ อาจเป็นอาการสุดท้ายและทำให้เสียชีวิตทันที หากมีหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันโดยไม่คาดฝันจนเสียชีวิตใช้ศัพท์ว่า Sudden Cardiac Death

เมื่อมาดูสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่คนป่วยอาจไม่ทราบ หรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมงหลังมีอาการ เราจะเรียกภาวะนี้ว่า “Sudden Cardiac Arrest” ซึ่งภาวะนี้เกิดได้กับใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวอื่นใดมาก่อน

 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติที่เรียกว่า Ventricular Fibrillation ในภาวะปกติหัวใจจะผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวอย่างเป็นจังหวะ ซึ่งจะส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่เมื่อเกิดหัวใจเต้นผิดปกติชนิด Ventricular Fibrillation กระแสไฟฟ้าที่ส่งออกจากหัวใจจะเร็วและไม่เป็นจังหวะจนทำให้หัวใจไม่บีบตัวและเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงร่างกายได้

ผู้ป่วยจะหมดสติในไม่กี่วินาทีและเสียชีวิตในไม่กี่นาที แต่อาจจะช่วยให้ปลอดภัยได้ โดยการช็อกด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrical Shock) จากเครื่องมือที่เรียกว่า Defibrillator ซึ่งเดิมทีเครื่องมือชนิดนี้มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาล หรือรถพยาบาล

สำหรับคนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มักจะเกิดในคนที่ดูปกติและไม่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจมาก่อน แต่โดยความเป็นจริงแล้วเขาเหล่านั้นมักจะมีโรคหัวใจแฝงอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุหลักๆ คือ

1.หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และสูบบุหรี่

2.กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (Low Ejection Fraction EF)

คนทั่วไปอาจรู้จักแค่การทำซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation-CPR) คือการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ และมีการไหลเวียนออกซิเจนรวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยวิธีนี้จะเป็นการกดหน้าอกอย่างถูกต้องและทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องมือเออีดี (Automated External Defibrillator-AED) ซึ่งเป็นเครื่องวินิจฉัยการเต้นของหัวใจสามารถกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า อุปกรณ์นี้สามารถตรวจวัดค่าทางไฟฟ้าของหัวใจ และหากตรวจพบว่าผู้ป่วยนั้นมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเครื่องก็จะมีเสียงแนะนำให้ผู้ใช้งานกดปุ่ม Shock เพื่อตัวกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า

การใช้งานเครื่องมือเออีดี ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการแพทย์ แต่จะต้องทำตามขั้นตอนที่ออกแบบมาให้สั้น รัดกุม โดยวางแผ่นโลหะ (Electrode Pads) ไว้ที่ตำแหน่งทแยงกลางหน้าอกตามภาพล่างนี้  เพื่อการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้ากระตุกในทิศทางที่ถูกต้อง

กัญญ์จรีย์ พระสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) บอกว่าในต่างประเทศนั้น การรับมือกับผู้ป่วยภาวะหัวใจวายหรือหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาลนั้น จะรอแต่เจ้าหน้าที่กู้ชีพอย่างเดียวไม่ได้

“จากสถิติของประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า หากประชาชนใช้เครื่องเออีดีในการช่วยชีวิตผู้ป่วยสลับกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หรือซีพีอาร์ ก่อนที่ทีมแพทย์จะเดินทางเข้าให้ความช่วยเหลือ จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับประชาชนในประเทศของเขาได้ และสามารถช่วยผู้ป่วยให้รอดได้มากถึง 50%

จากเดิมถ้าเราเริ่มต้นช่วยผู้ป่วยแล้วรอเจ้าหน้าที่กู้ชีพมารับเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตเพียงแค่ 27% แต่ถ้าใช้เครื่องเออีดี มาช่วยด้วยโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยก็จะมากขึ้นไปด้วย”

การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่ภาวะหัวใจวาย หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในสภาวะความเป็นความตายนั้น ผู้ที่อยู่รอบข้างต้องมีสติในการช่วยเหลือ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเครื่องเออีดีได้ที่โทร. 02-762-4000

ฉัตรฤดี ศุขตระกลู สร้างธุรกิจพร้อมรับผิดชอบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 09:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533968

ฉัตรฤดี ศุขตระกลู สร้างธุรกิจพร้อมรับผิดชอบสังคม

โครงการ “เซ็นทรัลอาสาพัฒนาชุมชน” เป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการที่ทาง “มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วทุกพื้นที่ และได้มีการศึกษาหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกับน้อมนำพระราชดำรัสความพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินการรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม เพราะเชื่อว่าการช่วยสนับสนุน “ด้านเศรษฐกิจพอเพียง” ให้แข็งแรง ก็จะทำให้บ้านหลังใหญ่ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

ทางมูลนิธิจึงเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ชุมชนในด้านผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเป็นการพัฒนาอาชีพของชุมชนอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต โดยการช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตผลทางการเกษตรในรูปแบบต่างๆ โดยมีแบรนด์ “เดอะ เทอเรส” ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ เป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วมสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรไทย

ฉัตรฤดี ศุขตระกูล ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ เดอะ เทอเรส บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้ร่วมในการสนับสนุนโครงการเซ็นทรัลอาสาพัฒนาชุมชน โดยการนำผลิตภัณฑ์เกษตรชุมชนมาแปรรูปและจำหน่ายภายในร้าน อาทิ สับปะรดนางแล จ.เชียงราย ผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดจาก จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จ.ชัยนาท ข้าวเหนียวลืมผัวจาก จ.ตาก ซึ่งทุกโครงการถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โดยเฉพาะเมนูไอศกรีมกะทิ-ข้าวเหนียวลืมผัว ที่ลูกค้าถามถึงจนต้องนำมาเป็นเมนูประจำของทางร้าน

 “ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการในปีนี้ทางมูลนิธิได้ส่งเสริมให้ชุมชนนำผลิตภัณฑ์ข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เส้นหมี่และอื่นๆ อีกทั้งทางแบรนด์เองก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์บางตัวที่ใช้ส่วนผสมของข้าว เช่น การทำครีมข้าวและการทำนมน้ำข้าว

 ขณะเดียวกัน เราก็ร่วมคิดและพัฒนาเมนูมาเป็นรายการอาหารใหม่ๆ แทนการบริโภคเป็นเมล็ดข้าวเท่านั้น โดยมีทั้งอาหาร ขนมหวาน ให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นหมี่ข้าวสังข์หยด+แกงเขียวหวานปลากะพงทอด หรือจะเป็นอาหารจานเดียว ข้าวสังข์หยดผัดแจ่ว+ไก่ย่าง สเต๊กปลากะพงเพสโต้ไรซ์+ข้าวสังข์หยดผัดกระเทียม และเมนูทานเล่นอย่างลาบวุ้นเส้น+แครอททอดกรอบ อีกทั้งขนมหวาน กล้วยไข่สาคูครีมข้าวสังข์หยด และเครื่องดื่มสมูทตี้สังข์หยดไรซ์ เป็นต้น”

 นอกจากนี้ ฉัตรฤดี บอกว่า เดอะ เทอเรส ยังได้เข้าร่วมโครงการ “Food 4 Good พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย” ซึ่งเกิดจากความตั้งใจในการช่วยแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการของเด็กไทย ที่ขาดแคลนให้ได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดีและครบถ้วนอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของบริษัทได้แบ่งปันรายได้จากการขายอาหาร 6 เมนูพิเศษ โดยตัด 10 บาท/จาน ไปสนับสนุนค่าอาหารให้กับเด็กๆ ภายใต้การดูแลของโครงการใน 3 มูลนิธิ ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และมูลนิธิบ้านนกขมิ้น โดยที่ผ่านมาสามารถระดมเงินเข้าโครงการได้ 2,500 มื้อ

“เพราะเรามองว่าเรื่องโภชนาการถือเป็นความจำเป็นและความสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะทำโครงการดังกล่าวในปีหน้าซึ่งเป็นการรวมกลุ่มพนักงานและพาร์ตเนอร์ของบริษัท

เดอะ เทอเรส ร้านอาหารไทยที่ให้บริการมากว่า 40 ปี พนักงานส่วนใหญ่อยู่กับเรามานาน มีความผูกพันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำให้พนักงานรักองค์กรในท่ามกลางการแข่งขันสูงเป็นหัวใจหลักในการบริหาร โครงการเหล่านี้ถือว่าบริษัทมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรต่อไป นั่นคือบทบาทในฐานะผู้บริหารเดอะ เทอเรส” ฉัตรฤดี กล่าว

 ขณะเดียวกัน ความเป็นตัวตนของฉัตรฤดีเอง ก็มีจุดมุ่งมั่นน้อมนำแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินชีวิตและทำงาน พร้อมนำความรู้ความสามารถที่มีไปช่วยเหลือผู้อื่น

ฉัตรฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยตนเองจบจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้มีการรวมกลุ่มตั้งแต่สมัยที่เป็นประธานนักศึกษาจนถึงปัจจุบันจัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียนและกีฬาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด มองว่าเป็นการเปิดโอกาสในการช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ เป็นการช่วยเหลือสังคมร่วมกัน ซึ่งในแต่ละปีจะจัด 1-2 ครั้ง ซึ่งในเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ได้ไปที่ จ.สระบุรี

สำหรับในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทางร้านได้จัดโปรโมชั่นพร้อมออกเมนูใหม่ช่วง Let’s Celebrate รับเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งจัดเซตน้ำพริก 3 ขวด จำหน่ายราคา 299 บาท มาพร้อมคูปองส่วนลดมากกว่า 300 บาท ปกติจำหน่ายขวดละ 105 บาท และพันช์น้ำทับทิมขนาด 1 ลิตร จำหน่ายขวดละ 95 บาท ซึ่งผู้บริโภคนอกจากจะได้บริโภคของอร่อยแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผลิตผลทางเกษตรที่นำมาผลิตเป็นอาหารคาวหวานไปในตัวอีกด้วย

……….ล้อมกรอบ……….

โครงการ FOOD 4 GOOD

สมทบทุนค่าอาหารเด็กมื้อละ 20 บาท เพื่อโภชนาการที่ดีสมวัย ธุรกิจร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมที่ต่างมีความหลากหลาย จับมือร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนการอาหารในเด็กและเยาวชนในประเทศไทย เพราะมั่นใจว่าธุรกิจสายอาหารย่อมมีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสามารถใช้ธุรกิจเป็นกลไลในการแก้ปัญหาได้ จึงริเริ่มโครงการ FOOD 4 GOOD พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย

จากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี พ.ศ. 2556 จากประชากรทั้งหมดกว่า 64 ล้านคน คนไทย 5.8% ขาดสารอาหารและนอกเหนือจากนี้ ยังมีคนไทย 13% ที่ไม่ได้รับอาหารเพียงพอ จากที่องค์การ FAO สำรวจสถานการณ์ขาดแคลนอาหารเด็กไว้ล่าสุด โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี พบว่า มีถึง 4.7% หรือ 178,600 คน ที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและ 15.7% หรือ 596,600 คน อยู่ในภาวะขาดอาหารจนทำให้การเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์

 18 ธุรกิจร้านอาหารชั้นนำของกรุงเทพฯ ที่เป็นสมาชิกโครงการ จึงใช้ธุรกิจของตนเป็นกลไกในการช่วยแก้ปัญหานี้ โดยการคัดสรรเมนูอาหารพิเศษ ยอดฮิต ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์อย่างน้อย 1 เมนู/ร้าน เข้ามาร่วมเป็นเมนูในโครงการ FOOD 4 GOOD และแบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งจากเมนูอาหารร่วมโครงการ ไปสนับสนุนค่าอาหารให้แก่องค์กรที่ทำงานเพื่อเด็กยากไร้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแบ่งปันไปสู่เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนอาหาร ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ซึ่งดูแลเด็กและเยาวชนอยู่กว่า 1,000 คน และหวังว่าจะสามารถกระจายไปยังองค์กรอื่นๆ อีกหลายแห่งทั่วประเทศไทยในอนาคต

วัตถุประสงค์โครงการ

1.เพื่อสร้างความร่วมมือของเครือข่ายร้านอาหาร เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย

2.เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยให้ได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดีและสามารถเติบโตอย่างสมวัย

3.เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

วิธีการดําเนินงาน

1.ลูกค้าสั่งเมนู Food 4 Good จากร้านอาหารที่ร่วมโครงการ

2.ร้านอาหารยินดีบริจาค 10 บาท/จาน/ออร์เดอร์ ให้กับโครงการ

3.ร้านอาหารลงบันทึก และโอนเงินสนับสนุนให้แก่ทางโครงการตามวันที่กําหนด

4.โครงการรวบรวมเงินสนับสนุนทั้งหมด เพื่อทําการสนับสนุนต่อไปยังมูลนิธิที่ร่วมโครงการ

5.โครงการรายงานยอดเงินสนับสนุนรวมให้แก่ร้านอาหารทุกเดือน ตามวันที่กําหนด

6.โครงการรวบรวมรายงานผลการดําเนินงานจากมูลนิธิ ส่งให้ร้านอาหารทราบ ตามวันที่กําหนด

หลักเกณฑ์การคัดเลือกมูลนิธิ หรือองค์กรเพื่อสังคม

 1.เป็นหน่วยงาน/มูลนิธิ/องค์กรเพื่อสังคม/โรงเรียน ที่ให้การดูแลเด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

2.มีการดูแลเรื่องอาหารและการทํางานด้านโภชนาการ เพื่อให้เด็กในความดูแลเจริญเติบโตอย่างสมวัย

3.สามารถรายงานผลการทํางานตามโครงการได้อย่างต่อเนื่องและตรงตามเวลา

4.มีความพร้อมในการทํางานร่วมกัน อาทิ การเข้าร่วมประชุม การรายงานผลการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมได้รับการตรวจสอบ เป็นต้น

5.มีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ

หลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ทางโครงการได้พิจารณา ดังนี้

1.สมทบทุนค่าอาหารตามโครงการทุกเดือน

2.สมทบตามยอดเงินบริจาคจริงโดยหัก 5% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน (สนับสนุนโครงการเทใจดอทคอม taejai.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมในประเทศไทย)

3.สมทบตามจํานวนจริงของเด็กที่เข้าร่วมโครงการและอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน

……….โปรย1………..

“เพราะเรามองว่าเรื่องโภชนาการถือเป็นความจำเป็นและความสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้”

……….โปรย2………..

“พนักงานส่วนใหญ่อยู่กับเรามานาน มีความผูกพันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำให้พนักงานรักองค์กรท่ามกลางการแข่งขันสูงเป็นหัวใจหลักในการบริหาร โครงการเหล่านี้ถือว่าบริษัทมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรต่อไป”

เลือกกินอย่างไร ให้สูงวัยอย่างสง่างาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533620

เลือกกินอย่างไร ให้สูงวัยอย่างสง่างาม

กินอย่างไรได้อย่างนั้น คนเรามักขุดหลุมฝังตัวเองด้วยการกินตามใจปาก และสารอาหารที่เราต้องการในวัยเลข 2 แตกต่างจากอาหารที่เราต้องการในช่วงวัยอื่นของชีวิต

โดยเฉพาะเมื่อวัยเข้าเลข 4 ไปแล้ว ดังนั้นถ้าอยากอายุยืนแข็งแรงควรเลือกกินให้เหมาะกับวัยดังนี้

มีสารอาหารที่ควรกินให้มากขึ้น หรืออาจต้องหลีกเลี่ยง ในแต่ละช่วงของชีวิต ทั้งจากปัจจัยของการใช้ชีวิต และปัจจัยสุขภาพของแต่ละช่วงวัย

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ที่ต่างกันไปในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้คุณเลือกกินอาหารที่จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเองในช่วงเวลานั้นๆ

 

+ วัย 40

นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการป้องกันปัญหาสุขภาพใดๆ ก็ตามที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหลังของชีวิต อย่างเช่นความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง หรือน้ำหนักเกิน ชีวิตในช่วงนี้อาจมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าเดิม ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว อาจไม่ค่อยมีกิจกรรมทางร่างกายที่มากพอเหมือนในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เพราะแค่การขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ หรือการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นได้

คุณอาจพบว่าตัวเองเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างและระบบเผาผลาญของตัวเอง เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดลง มีการสะสมไขมันรอบเอวมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลของคุณยังอาจเพิ่มขึ้น และกระดูกก็อาจเริ่มอ่อนแอลง

ความต้องการแคลเซียมและธาตุเหล็กในวัยนี้ยังคงสูงอยู่ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่แม้จะมีสารอาหารเหล่านี้ แต่อาจมีน้ำตาลปริมาณมากหรือมีไขมันเลว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่พบในอาหารที่มีไขมันแบบไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดียวและเชิงซ้อน เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ลองกินปลาให้มากขึ้น และเพิ่มการกินธัญพืชและเส้นใยอาหารเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ

 

อาหารดีๆ ที่ควรกินในช่วงวัยนี้

มะนาว มันจะช่วยในเรื่องการขับสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อผิวพรรณและอวัยวะภายใน ลองฝานมะนาวหั่นใส่ในน้ำเย็นหรือน้ำร้อน สำหรับดื่มทุกเช้า

ปลา เลือกปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเช่นปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ ที่ช่วยให้ผิวพรรณคงความชุ่มชื่น และยังช่วยต้านอาการอักเสบของร่างกาย

ไข่ อุดมด้วยโปรตีนและสังกะสี ที่ช่วยร่างกายในการดูดซึมวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพผิว

อัลมอนด์ มีวิตามินอีและแคลเซียม และยังเป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันดี

แอปเปิ้ล ช่วยให้เส้นใยอาหารและมีเพคตินและวิตามินซีในปริมาณสูง ทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดี

 

นิสัยการกินที่ควรเลี่ยง

การกินอาหารมากเกินไป เพราะเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง ควรปรับเปลี่ยนปริมาณการกินให้สอดคล้องกับความต้องการ การไม่กินโปรตีนให้เพียงพอ มันช่วยให้คุณอิ่มทน ช่วยให้คุณย่อยคาร์โบไฮเดรตช้าลง และป้องกันการสะสมของไขมันรอบๆ หน้าท้อง

การกินอาหารนอกบ้านหรืออาหารสำเร็จรูปมากเกินไป มันมักมีไขมันและเกลือในปริมาณสูง ที่อาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูง และปัญหาสุขภาพอื่นๆการกินอาหารไขมันต่ำที่มีน้ำตาลสูง คุณยังต้องการไขมันในอาหาร (มันช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ขึ้นด้วย) นอกจากนี้ผู้ผลิตอาหารพวกนี้อาจต้องการทำให้อาหารของตัวเองรสชาติดีขึ้น ด้วยการเพิ่มน้ำตาล ต้องระวังปริมาณการบริโภคไขมัน ควรอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณน้ำตาลด้วย

 

+ วัย 50

การหมดประจำเดือนในช่วงวัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตั้งแต่รูปร่างไปจนถึงความรู้สึกของตัวเอง คุณอาจพบกับอาการบางอย่าง เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ความทรงจำแย่ลง ซึ่งอาจแค่น่ารำคาญเล็กน้อยหรือมากจนทำให้อ่อนเพลีย

ธาตุเหล็กจะเริ่มลดความสำคัญลงเมื่อคุณหยุดมีประจำเดือน จึงสามารถเปลี่ยนมากินอาหารโปรตีนอื่นนอกเหนือไปจากพวกเนื้อแดงที่ให้ธาตุเหล็ก

อย่างไรก็ตาม คุณยังคงต้องการแคลเซียมในจำนวนมาก เพื่อปกป้องกระดูกของคุณ อย่าลืมกินนมและแคลเซียมจากแหล่งอื่นให้มากๆ

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่คุณควรเพิ่มการบริโภคแอนติออกซิแดนต์ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต อย่างเช่นโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง เส้นใยอาหาร และน้ำ ก็เป็นอีกสองสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของระบบขับถ่าย

 

อาหารดีๆ ที่ควรกินในช่วงวัยนี้

ถั่วเหลือง มันมีไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณสูงมาก ช่วยสร้างความสมดุลของฮอร์โมน และบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน และเต้าหู้ยังเป็นโปรตีนที่การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีผลในแง่บวกต่อความหนาแน่นของกระดูก

ถั่วเลนทิล เป็นถั่วที่นิยมใช้ในอาหารอินเดีย สามารถช่วยควบคุมฮอร์โมน

ผักสด มีเส้นใยอาหารในปริมาณสูง และจะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมอยู่บริเวณหน้าท้อง

แตงโม ผลไม้ชนิดนี้และชนิดอื่นที่มีน้ำในปริมาณสูง อย่างเช่นแอปเปิ้ลและองุ่น ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในร่างกาย แตงโมยังมีไลโคปีนสูง ซึ่งสารอาหารชนิดนี้เชื่อกันว่าสามารถป้องกันมะเร็งได้

 

นิสัยการกินที่ควรเลี่ยง

การกินมากเกินไป มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าคุณจะน้ำหนักขึ้นปีละครึ่งกิโลกรัมหลังจากอายุ 30 เป็นต้นไป เพราะระบบเผาผลาญจะช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น ควรควบคุมปริมาณการกิน เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในช่วงวัยนี้ การกินแบบเรื่อยเปื่อย การกินแต่ละคำควรคำนึงในเรื่องสารอาหารให้มากที่สุด

ดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป มันอาจทำให้การนอนไม่หลับแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้ การกินอาหารรสดจัดเกินไปอาจทำให้อาการร้อนวูบวาบแย่ลง

เทรนด์นาโนเทคโนโลยี เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533619

เทรนด์นาโนเทคโนโลยี เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย 2561

ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นยุคทองแห่งสมุนไพรไทย ด้วยผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพตามวิถีธรรมชาติและบำบัดอาการต่างๆ ด้วยพืชพรรณสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางจากธรรมชาติและสมุนไพรไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์เวชสำอางมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านผู้ประกอบการและจำนวนผู้บริโภค

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เวชสำอางธรรมชาติ (Natural Cosmeceuticals) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องไม่มีส่วนผสม เช่น กลิ่น สี สารปรุงแต่ง สารที่ทำให้คงสภาพ ตัวทำละลาย เป็นต้น ที่เป็นสารสังเคราะห์ รวมทั้งยังต้องไม่มีการฉายรังสี ไม่มีการใช้วัตถุดิบที่ปนเปื้อน หรือตัดแต่งพันธุกรรม และไม่ใช้สัตว์ทดลอง (การใช้สัตว์ทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและอาการแพ้ที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นใหม่) ผลิตภัณฑ์ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ปลอดสารเคมี การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คลังข้อมูลอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอางได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเครื่องสำอางโลกในปี 2560 จะมีมูลค่าถึง 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1,529 ล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2555-2560 ที่ผ่านมาคิดเป็น 8%

ธุรกิจความงามไทยโดยภาพรวม ไทยเป็นศูนย์กลางเครื่องสำอางอันดับ 3 ของเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เป็นเบอร์หนึ่งของตลาดเครื่องสำอางในอาเซียน มีมูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% คิดเป็นมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออก 40% คิดเป็นมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท

กระแสนิยมของผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมี หันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ จากสมุนไพรที่มีคุณสมบัติที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความงามได้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพของสมุนไพร ทุกๆ ภูมิภาคอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและสมุนไพรนานาพันธุ์ที่เหมาะสมจะใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องสำอางและเวชสำอางประเภทต่างๆ ทดแทนส่วนประกอบที่เป็นสารเคมี และมีความสามารถหยิบฉวยมรดกทางปัญญา นำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเกือบ 100% มาประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางตามภูมิปัญญาของคนไทย ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

 

เทรนด์เครื่องสำอาง/เวชสำอางสมุนไพรไทย

ในอดีตสมุนไพรไทยเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นทั้งอาหาร เครื่องประทินผิว เนื่องจากมีราคาถูกและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และด้วยสรรพคุณของสมุนไพรที่มีอยู่มากมายจึงนำมาใช้เป็นยารักษาโรคในการแพทย์แผนไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากได้นำสรรพคุณของสมุนไพรมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอางต่างๆ

เนื่องจากเป็นเครื่องสำอางในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือสูงกว่าเครื่องสำอางที่มีจำหน่ายทั่วๆ ไปในท้องตลาด ที่ผลิตจากสารเคมี ประกอบกับกระแสนิยมธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม กระแสสวยทั้งภายนอกและภายใน กระแสความใส่ใจความงามและสุขภาพก็กำลังมาแรง จึงส่งผลให้ตลาดเวชสำอางหรือเครื่องสำอางสมุนไพรของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายรวมกลุ่มอุตสาหกรรมแบบคลัสเตอร์เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยที่มีการรวบรวมสมาชิกมาฝึกอบรมแก้ปัญหาเรื่องจุดอ่อนด้านนวัตกรรมและมาตรฐาน ภาพลักษณ์และการสร้างตราสินค้า

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเกือบ 2,000 ราย สมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ให้สื่อมวลชนในงานไทยแลนด์ คอสเมติก คอนเทสต์ 2016 (Thailand Cosmetic Contest 2016)  วิเคราะห์ว่า จุดเด่นของสินค้าไทย คือการนำภูมิปัญญาไทยกับการผสมผสานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศที่ชื่นชอบการดัดแปลงจากสมุนไพรซึ่งจัดว่าเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าสูง

ส่วนจุดอ่อนของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยนั้นมีอยู่ 4 ด้านหลักคือ นวัตกรรม มาตรฐานสินค้า ภาพลักษณ์และการสร้างแบรนด์ และด้านบรรจุภัณฑ์

“ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่เราเป็นแค่โรงงานผลิต ไม่เก่งเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ที่ขาดความเป็นสากล รวมไปถึงนวัตกรรมในการผลิตที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้สูญเสียรายได้ไปมหาศาล เพราะถ้าขายในรูปแบบแบรนด์มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า”

 

นาโนเทคโนโลยีพัฒนาเครื่องสำอาง/เวชสำอาง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้อย่างสูงให้กับประเทศไทย และมีความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องสำอางที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นกลุ่มของเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของพืชสมุนไพร รวมถึงสารสกัดจากธรรมชาติ ส่งผลให้มีการวิจัยและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างแพร่หลาย

ประกอบกับประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพรและวัตถุดิบจากธรรมชาติหลายชนิด ที่มีศักยภาพต่อการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอาง ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศหรือในระดับสากล

ตลาดเครื่องสำอางและเวชสำอางเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตต้องพยายามคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์และมีรูปแบบแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา เกิดการร่วมมือสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยระหว่างภาครัฐและเอกชน มีการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชนิดใหม่

 

 

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสมุนไพรไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรตำรับที่มีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรในผลิตภัณฑ์เวชสำอางด้วยการห่อหุ้มสารสกัดสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่น นาโนพาร์ทิเคล (Nanoparticles) นาโนลิโปโซม (Nanoliposomes) นาโนอิมัลชั่น (Nanoemulsion) เป็นต้น เพื่อช่วยในการดูดซึมของสาร สามารถใช้สารให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพรไทย (Nanotechnology for Efficiency and Economic Value Enhancement of Thai Herbs) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพรไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศ ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีแผนพัฒนาพืชสมุนไพรไทยให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทย ตามแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 โดยมุ่งเน้น 4 สมุนไพรหลัก ได้แก่ บัวบก ขมิ้นชัน กระชายดำ และไพล

“ด้วยการนำเทคโนโลยีการกักเก็บมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพืชสมุนไพรไทย ซึ่งข้อดีของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ อาทิ สามารถควบคุมการปลดปล่อยสารสำคัญ ลดปริมาณการใช้และเพิ่มความคงตัวของสารสำคัญ เป็นต้น โดยปัจจุบันได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการกักเก็บสารสกัดสมุนไพรอนุภาคนาโนกับพืชสมุนไพรทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ อาหารคน อาหารสัตว์ เครื่องสำอาง รวมถึงด้านสุขภาพและการแพทย์”

การประยุกต์ใช้ด้านความสวยความงาม ดร.วรรณี กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติได้นำเทคโนโลยีการกักเก็บมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง ศูนย์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง/เวชสำอางชนิดใหม่โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

“จากการพัฒนาสูตรตำรับที่มีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการกักเก็บในรูปแบบนาโนพาร์ทิเคิล นาโนลิโปโซม นาโนอิมัลชั่น เป็นต้น รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนาทางด้านการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและประสิทธิศักดิ์ของผลิตภัณฑ์ในการให้ความชุ่มชื้น ชะลอริ้วรอย ทำให้ผิวกระจ่างใส ลดการเกิดสิว ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับการรักษาในอนาคตด้วยเทคนิคการนำส่งผ่านผิวหนังด้วยเข็มขนาดไมโครเมตร ซึ่งสามารถนำส่งยาหรือสารสมุนไพรเพื่อการรักษาและเก็บตัวอย่างเพื่อการวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและเป็นวิธีการที่สะดวกและปลอดภัย”

สรุปท้ายสุด ดร.วรรณี ชี้ว่าศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานภายใต้โครงการขับเคลื่อนสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจ ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประสิทธิภาพสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสมุนไพรไทยด้วยนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยี จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ภาคการผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม อันจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศต่อไป”

กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533466

กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคที่หลายคนออกปากว่าน่ากลัวกว่าเอดส์ โดยให้เหตุผลยาต้านเอชไอวีในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตมาก สังเกตคนที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกวันนี้ถ้าเขาไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าเขาติดเชื้อโรคร้ายนี้ ต่างจากโรคมะเร็งพอรู้ว่าเป็นหลายคนออกอาการท้อให้เห็นชัด บางคนถึงกับพูดในเชิงปลงครึ่งไม่ปลงครึ่ง ถ้าเป็นโรคอะไรขออย่าเป็นมะเร็งพอ เชื่อว่าคนจำนวนมากคงอารมณ์นี้ไม่มีใครอยากเป็นมะเร็ง

หลายคนพยายามหาทางทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นมะเร็ง และ นพ.ทะกะโฮะ วะตะโย ชาวญี่ปุ่น เป็นผู้หนึ่งที่เริ่มศึกษาโภชนบำบัดกับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง จนกระทั่งจัดทำแนวทางการดื่มกินที่มีผลในการรักษาโรคมะเร็งขึ้น ซึ่งเรียกว่า “โภชนบำบัดแบบวะตะโย” ที่น่าดีใจคือความรู้และประสบการณ์ในการใช้โภชนบำบัดสู้มะเร็งของหมอคนนี้ได้ถูกนำมาเขียนในหนังสือ “มะเร็งหายด้วยอาหาร” โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

สาเหตุของการกินดื่มทำให้เป็นมะเร็ง

นพ.ทะกะโฮะ ได้สรุปส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารอันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งไว้ 4 ประเด็น ดังนี้

1.การกินเกลือ อาหารรสเค็มในปริมาณมากเกินไป ทำให้แร่ธาตุเสียสมดุล เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร

2.อุปสรรคในการไหลเวียนของกรดซิตริก หากวัฏจักรกรดซิตริกดำเนินไปได้ไม่ราบรื่น จะทำให้เอทีพีไม่เพียงพอ ส่งผลให้แร่ธาตุภายในและนอกเซลล์เสียสมดุล จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง

3.การเกิดอนุมูลอิสระ (Active Oxygen) มากเกินไป เพราะอนุมูลอิสระทำให้เกิดออกซิเดชั่นทำร้ายเซลล์และสารรอบข้าง ถ้ามีอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

4.กินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากเกินไป

ขณะที่การกินอาหารเพื่อขจัดเซลล์มะเร็งในร่างกายอย่างได้ผลตามที่ นพ.ทะกะโฮะ แนะนำให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางพื้นฐานของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด ดังนี้

1.กินอาหารที่แทบไม่มีเกลือเลย

2.จำกัดโปรตีนและไขมันจากสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) รวมถึงเนื้อไก่และเนื้อปลา อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าสภาพร่างกายจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง

3.กินผักผลไม้ปริมาณมาก ถือเป็นกลไกสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด โดยดื่มน้ำผักผลไม้สด 1.5-2 ลิตร/วันเป็นอย่างน้อย

4.กินถั่ว ธัญพืช และจมูกข้าว ซึ่งก็คือกินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตให้มาก รวมถึงกินถั่วและจมูกข้าวที่อยู่ในธัญพืช

5.กินโยเกิร์ต สาหร่ายทะเล และเห็ด ทั้ง 3 อย่างนี้ยกระดับภูมิคุ้มกันได้ จึงถือเป็นสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติ โดยเฉพาะแล็กโตบาซิลลัสซึ่งสำคัญที่สุด พบได้ในโยเกิร์ต ควรกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 300 กรัม

6.กินน้ำผึ้ง มะนาว และยีสต์หมักเบียร์ แนะนำให้กินน้ำผึ้งวัน 2 ช้อนโต๊ะ มะนาววันละ 2 ผล ส่วนยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์ เช่น ยากระเพาะลำไส้ หรือ EBIOS ของญี่ปุ่น กินเช้าเย็นครั้งละ 10 เม็ด

7.กินน้ำมันมะกอกและน้ำมันงา สร้างสมดุลของกรดไขมัน ด้วยการลดน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-6 และเพิ่มการกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-3 กับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น ต้องระวังไม่กินน้ำมันพืชมากเกินไป

8.ดื่มน้ำสะอาด งดเหล้า และบุหรี่ ควรเลือกดื่มน้ำธรรมชาติ หรือน้ำสะอาดจากเครื่องกรอง ดื่มอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (รวมกับน้ำในอาหารด้วย) ส่วนเหล้าและบุหรี่เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรงดอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธการรักษามะเร็งตามวิธีของแพทย์แผนปัจจุบัน แต่วิธีรักษาที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการรักษาแบบบูรณาการ ใช้การรักษาหลักคือการผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี ควบคู่ไปกับโภชนบำบัด ซึ่งช่วยปรับสารอาหารให้ดีขึ้น ปรับการเผาผลาญ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้อัตราการรักษา หายสูงขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงจิตใจที่เข้มแข็งของผู้ป่วยและกำลังใจของคนรอบข้างที่จะขาดเสียไม่ได้

วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิก ที่สุดแห่งรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533465

วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิก ที่สุดแห่งรัตนโกสินทร์

จากการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มอบทุนอุดหนุนการวิจัยมนุษยศาสตร์ให้ทีมนักวิจัยดนตรีคุณภาพระดับแถวหน้าของเมืองไทยจำนวน 5 คน นำโดย ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ดำเนินการวิจัยโครงการวิจัยสร้างสรรค์ด้านดุริยางคศิลป์ชุดใหญ่เรื่อง “วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ระยะเวลา 1 ปีครึ่ง (1 ก.ค. 2559- 31 ธ.ค. 2560) และวันที่ 24 พ.ย. 2560 สกว.ได้จัดสัมมนาปิดโครงการ โดย ศ.ดร.ณัชชา หัวหน้าโครงการและเจ้าของโครงการย่อย “สดับทิพย์ธรณินทร์” ได้นำทีมอาจารย์ดนตรีอีก 4 คน เสนอผลงานการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเพลงไทยเดิมทั้งสิ้น 50 เพลง นับเป็นผลงานเพลงไทยชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์แห่งยุครัตนโกสินทร์เลยทีเดียว

งานวิจัยต่อยอดจากดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ

ศ.ดร.ณัชชา กล่าวว่า โครงการชุดนี้ต้องการสร้างสรรค์บทเพลงไทยคลาสสิกด้วยการคัดสรรเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์มาเรียบเรียงด้วยเทคนิคการประพันธ์เพลงของตะวันตกสำหรับวงดนตรีประเภทต่างๆ ผลงานสุดท้ายจากการวิจัยประกอบด้วยบทเพลง 50 บทเผยแพร่ในรูปของแผ่นบันทึกเสียง และโน้ตเพลงฉบับสมบูรณ์พร้อมคำอธิบายเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านการประพันธ์เพลงที่เป็นแบบอย่างในระดับอุดมศึกษา

“สืบเนื่องมาจากงานดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการที่ดิฉันพยายามรณรงค์ให้เกิดขึ้นมาตลอด งานดนตรีสร้างสรรค์ก็คือการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่เพียบพร้อมด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาด้านดนตรีที่ยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาของไทย เริ่มจากงานวิจัยเรื่องมิติใหม่ของดนตรีสากลในประเทศไทย : ดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว.เช่นกัน หลังจากงานวิจัยชุดใหญ่ซึ่งมีคณะนักวิจัยถึง 10 คน ก็มาถึงงานวิจัยต่อยอดชุดนี้ซึ่งยังคงดำเนินการในลักษณะเดียวกับงานดนตรีสร้างสรรค์เชิงวิชาการ คือนักวิจัยต้องสร้างสรรค์งานดนตรีออกมาเป็นเสียงเพลงและเขียนอธิบายองค์ความรู้ที่พบในกระบวนการทำงาน ต้องเผยแพร่องค์ความรู้ด้วย

เราสร้างสรรค์เพลงไทยคลาสสิกที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลในรูปแบบของวงดนตรีประเภทต่างๆ ได้ผลงานที่เป็นบทเพลงมาตรฐานสากล เผยแพร่ในระดับนานาชาติได้ และในฐานะที่ทุกคนเป็นอาจารย์ เราสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีดนตรีสากลในบริบทของเพลงไทย เราจัดทำโน้ตเพลงเผยแพร่ในระดับสากลพร้อมอรรถาธิบายที่แสดงความก้าวหน้าทางวิชาการซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ และผลพลอยได้ที่แยบยลคือทำให้คนไทยรุ่นหลังรู้จักเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดกลวิธีในการอนุรักษ์ สืบทอดและต่อยอดเพลงไทยเดิมอันเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติ เราคัดเลือกเพลงไทยเดิมมา 40 เพลง นักวิจัยเลือกเพลงซ้ำกันบ้าง ทำให้ได้บทเพลงเรียบเรียงมาทั้งสิ้น 50 เพลง ส่วนทำนองเพลงเก่าไม่ทราบนามผู้ประพันธ์มีถึง 23 เพลง อาจแต่งขึ้นในยุครัตนโกสินทร์หรือก่อนนั้น แต่เรารวบรวมมาเรียบเรียงให้เกิดขึ้นใหม่ในยุครัตนโกสินทร์”

ศ.ดร.ณัชชา กล่าวว่า บทเพลงส่วนหนึ่งเป็นที่คุ้นหูเพราะถูกนำมาแต่งเป็นเพลงไทยสากลและเพลงลูกทุ่ง ในโครงการนี้ใช้ชื่อเพลงตามต้นฉบับเพื่อให้เกียรติผู้แต่ง เมื่อจำแนก 40 เพลงตามผู้ประพันธ์เพลง พบว่าเป็นเจ้านาย 5 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีบางเพลงลิขสิทธิ์เพลงที่ยังไม่หมดอายุ ทางโครงการได้รับความกรุณาจากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ และมูลนิธิมนตรี ตราโมท ในพระราชูปถัมภ์ฯ

“ตัวอย่างชื่อเพลงไทยที่อยู่ในโครงการนี้ เช่น เขมรชมดง เขมรปี่แก้ว เขมรพวง เขมรลออองค์ แขกต่อยหม้อ แขกบูชายัญ แขกปัตตานี จีนลั่นถัน ชมแสงทอง ทองย่อน ธรณีร้องไห้ นางครวญ น้ำลอดใต้ทราย ปฐมดุสิต พม่าเห่ พราหมณ์ดีดน้ำเต้า มอญดูดาว มอญรำดาบ มะลิซ้อน ลาวจ้อย ลาวสวยรวย ลาวสองคอน วิลันดาโอด โศกพม่า สาลิกาชมเดือน หกบท”

การสร้างสรรค์ดนตรีจากใจและมุมมองของนักวิจัย

ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินศิลปาธร ผู้ประพันธ์เพลง “ซิมโฟนีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” กล่าวว่า “ผมมองเพลงไทยผ่านแท่งแก้วปริซึม แสงสวยๆ ที่ออกมาจากปริซึม เป็นความงามที่ผมเห็นแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงเพลงที่ผมเขียน ผมเลือกเพลงที่เป็นบทพระราชนิพนธ์ของเจ้านายชั้นสูง 4 พระองค์มาเป็นชื่อท่อน” โดยเพลงที่อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์เลือกมาคือ เพลงราตรีประดับดาว (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7) เพลงบุหลันลอยเลื่อน (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2) เพลงเขมรลออองค์ (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7) และเพลงแขกมอญบางขุนพรหม (พระนิพนธ์ของทูลกระหม่อมบริพัตร)

ผศ.ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ อาจารย์จุฬาฯ ที่มีผลงานดนตรีหลากหลายมากมาย ผู้อำนวยเพลง ผู้เรียบเรียงผลงานชุดสุนทราภรณ์ และนักไวโอลิน นักร้อง ในโครงการนี้ได้ทำโครงการย่อยสยามดุริยางค์เครื่องสาย ใช้ประสบการณ์ด้านการเรียบเรียงเสียงประสานนำเพลงไทยมาเรียบเรียงให้กับวงเครื่องสายฝรั่ง “ผมเพิ่มเครื่องดนตรีอื่นเช่น ฟลุต โอโบ เป็นเครื่องดนตรีเดี่ยวในบางเพลงด้วย มีเพลงที่ผมเขียนเป็นวงเครื่องสายกับไวโอลินเดี่ยว คือ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ใช้เทคนิคไวโอลินขั้นสูง ผมเลือกเฉพาะเพลงที่ตัวเองคุ้นเคย 12 เพลง รักทุกเพลงมานานแล้ว”

 

ด้าน ผศ.ดร.พิมพ์ชนก สุวรรณธาดา นักเปียโน สอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้รับผิดชอบโครงการย่อย “สยามดุริยางค์เชมเบอร์” เริ่มทำเพลงในฐานะนักเรียบเรียงเพลงไทยเมื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่จุฬาฯ หลังจากนั้นกล้าที่จะผจญภัยมากขึ้นโดยเรียบเรียงเพลงไทยให้กับวงเชมเบอร์เล็กๆ โดยมีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีในกลุ่ม รวมทั้งมาริมบาด้วย

“ตอนนี้มั่นใจมากขึ้นที่จะเขียนเพลง ทั้งหมดเกิดจากความรักที่มีต่อเพลงไทย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จกการเรียนดนตรีไทยและดนตรีสากลมาตลอดชีวิต ได้อาจารย์ณัชชากับอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์คอยแนะนำ รวมทั้งเพื่อนนักดนตรีทุกคนที่มาร่วมผลิตซีดีชุดนี้ ก็ช่วยได้มากด้านการตีความ ทำให้ขัดเกลาผลงานจนสำเร็จออกมาเป็นสยามดุริยางค์เชมเบอร์”

ขณะ ดร.ยศ วณีสอน เจ้าของโครงการย่อย “สยามดุริยางค์เครื่องลม” ได้เรียบเรียงเพิ่มเติมเพลงวิลันดาโอด โดยเพิ่มเครื่องดนตรีไทยในคอนเสิร์ต 130 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ออกแสดงโดยวงดนตรีเฟอโรชิ ฟิลฮาร์โมนิค วินด์ส แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อำนวยเพลงโดย ยาสุฮิเดะ อิโตะ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2560 ณ ทามะ ชิมินกน ฮอลล์ เมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ตอนหนึ่งของการบรรยายกล่าวว่า “ผมเป็นคนเชียงใหม่ สำเนียงเพลงของผมทำอย่างไรออกมาก็ติดสำเนียงเหนือ ผมนำประสบการณ์จากการเล่นคลาริเน็ตและอยู่ในวงโยธวาทิตมาตั้งแต่เด็ก เล่นคลาริเน็ตมาตลอดชีวิต และได้สอนนักเรียนจำนวนมาก ควบคุมวงเครื่องลม มาเรียบเรียงเพลงให้เกิดเสียงใหม่ๆ ในผลงานชุดนี้”

ผลงานบันทึกเสียงด้วยแผ่นซีดีคุณภาพสูง

ในการทำงานชุดนี้จุดขายคือเสียง โครงการจบที่แผ่นบันทึกเสียง ไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ต เนื่องจากปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างสูงของยูทูบ ทำให้การฟังดนตรีอย่างตั้งใจด้วยหู ถูกลดทอนความสำคัญลง ผู้คนชินกับการดูคลิปในทุกกรณี

อาจารย์ณัชชาเสริมว่า “เมื่อตั้งใจจะให้ผู้คนหันมาฟังดนตรีอย่างจริงจัง เราจึงผลิตแผ่นซีดีด้วยคุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีในระดับสากล พิถีพิถันในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกนักวิจัย ต้องมีผลงานต่อเนื่อง ทำงานแบบมืออาชีพ ตรงเวลา นักดนตรีที่เราคัดเลือกมาบันทึกเสียงเป็นนักดนตรีฝีมือดี เราได้วิศวกรเสียงมือหนึ่งคือ คุณประทีป เจตนากูล มาบันทึกเสียงและมิกซ์เสียงให้ ปรับแต่งเสียงจนไพเราะ นั่นก็คือเสียงที่ส่งมอบให้ผู้ฟัง สุดท้ายคือ เราได้รับความกรุณาจาก ศ.ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ออกแบบปกทั้งหนังสือและซีดีทั้งชุด งานของเราจึงออกมาทั้งสวยและไพเราะ”

คณะนักวิจัยทีมนี้เชื่อว่า ผลงานจากการสร้างวรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกชุดใหญ่จะมีผลกระทบสูงในวงการดนตรี จะเป็นแบบอย่างการสร้างงานดนตรีของอาจารย์มหาวิทยาลัย สามารถนำเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการในระดับชาติและระดับนานาชาติได้ การเขียนโน้ตสากลทำให้วงดนตรีต่างชาติบรรเลงได้เพื่อการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ซีดีที่บันทึกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจะเป็นสื่อสำคัญที่เผยแพร่เสียงเพลงไทยคลาสสิกได้ไม่จำกัด รวมทั้งการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

อนึ่งแม้ว่าผลงานตามเงื่อนไขของโครงการจะสิ้นสุดที่การผลิตซีดีเพื่อเผยแพร่เสียงเพลง แต่บางโครงการย่อยได้รับความสนใจเผยแพร่บนเวทีแล้ว เช่น ผลงานของอาจารย์ณัชชากับอาจารย์พิมพ์ชนกออกแสดงที่หอแสดงดนตรีจุฬาฯ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โครงการสยามดุริยางค์เครื่องสายของอาจารย์นรอรรถจะออกแสดงที่จุฬาฯ ในวันที่ 5 ม.ค. 2561 ส่วนวันที่ 31 ม.ค. อาจารย์ณัชชาจะแสดงงานบางส่วนที่ มินาโตะ-กุ คูมิน เซ็นเตอร์ ฮอลล์ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับนักเปียโนชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา

หากใครสนใจผลงานชุดนี้ติดต่อได้ที่ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ (โทร. 02-218-4604) หรือที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (โทร. 02-278-8200 ต่อ 8354) เสียงเพลงชุดนี้จะเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตเร็วๆ นี้โดยใช้คำสืบค้นว่า “Rattanakosin Repertoire”

ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533023

ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเงินสมัครฟิตเนสหรูๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของการออกกำลังกายแบบ ฮิต (HIIT หรือ High-Intensity Interval Training) การออกกำลังกายแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่สะดวกในการออกกำลังกายที่บ้าน มีเวลาน้อย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก แต่ต้องการการเผาผลาญไขมันในระดับเดียวกับคนที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมง

ได้รับการค้นคว้าและวิจัยจาก เอซีเอสเอ็ม (ACSM : The American College of Sports Medicine) มาแล้วว่าสามารถทำได้จริงและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เมื่อ เทียบกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะเผาผลาญต่อเนื่องหลังออกกำลังกายได้เพียง 20 นาทีเท่านั้น

เริ่มฮิตต้องทำอย่างไร

วิรัช มงคลชัย อดีตเทรนเนอร์ฟิตเนส ด้านแอโรบิก ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกายแบบ ฮิต ว่าเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบแอโรบิกอย่างหนึ่ง แต่เพิ่มความต่อเนื่อง ความหนักหน่วง ความเร็ว ในการออกกำลังมากขึ้น อาจมีการใช้อุปกรณ์เสริมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อออกกำลังกายเฉพาะส่วนให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น

สิ่งแรกที่ควรรู้สำหรับคนที่สนใจออกกำลังกายแบบ ฮิต คือไม่แนะนำสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย เนื่องจากมีความหนักหน่วงในการออกกำลังที่ มากกว่าปกติ 2 เท่า ผู้ที่จะออกกำลังกายแบบนี้ได้ดีควรผ่านการออกกำลังกายเป็นประจำมาในระดับที่หัวใจแข็งแรงมากพอจะรับการเต้นในระดับ 140-170 ครั้ง/นาทีโดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบมากนัก

แต่ถ้าสนใจการออกกำลังกายแบบนี้จริงๆ ในช่วงเริ่มต้น ควรออกกำลังกายแบบเบาๆ ลดความเร็ว และเวลาในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องลงมา ในระดับที่ไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป ทุกคนที่เริ่มเล่น ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนมักจะออกกำลังกายอย่างหนักต่อเนื่องได้ไม่เกิน 3 นาที มีน้อยมากที่สามารถทำได้ต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก ดังนั้นการออกกำลังกายแบบ ฮิต จึงกำหนดอัตราส่วนของการพักเป็น 1:1, 1:2, 1:3 และ 1:4

“อัตราส่วนการพักนี้หมายถึง ในระดับเริ่มต้นให้ใช้ 1:1 เมื่อออกกำลังต่อเนื่องนาน 3 นาที ให้สามารถพักได้ 3 นาที แล้วค่อยออกกำลังต่อเนื่องเซตละ 3 นาทีจนครบโปรแกรม ระหว่างพักให้ทำท่าวิ่งเหยาะอยู่กับที่ช้าๆ จนเรารู้สึกว่าเมื่อครบ 3 นาทีแล้วรู้สึกเหนื่อยน้อยลงให้เปลี่ยน มาใช้ 1:2 คือออกกำลังกาย 3 นาทีแล้วพัก 1 นาทีครึ่ง ทำแบบนี้จนกว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เหนื่อยน้อยลง ค่อยปรับเวลาพักให้น้อยลงจนเหลือ 1:4

เมื่อถึงจุดนี้จึงค่อยปรับเวลาในการออกกำลังกายต่อเนื่องจาก 3 นาที มาเป็น 5 นาที แต่มีอีกวิธีที่สามารถใช้แทนการจับเวลาพักก็คือการวัดอัตรา เต้นหัวใจ ต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการวัดอัตราการเต้นหัวใจเข้าช่วย เช่น เมื่อหัวใจเต้นถึงจุดพีกสุดประมาณ 160-180 ครั้ง/นาที ให้พักจนกว่าอัตราเต้นหัวใจจะลดลงต่ำกว่า 90 ครั้ง/นาที จึงค่อยออกกำลังกาย เชตต่อไปแบบนี้ก็ได้เช่นกัน เพราะความแข็งแรงของหัวใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถกำหนดเวลาพักได้เท่าๆ กันทุกคน”

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน วิรัช แนะนำให้เป็นพิเศษว่า “นอกจากจะต้องลดความเร็วลงมาแล้วในท่าที่มีการกระโดด ก็เปลี่ยนมาเป็นท่ายืนธรรมดา จากที่ต้องออกกำลังเซตละ 3 นาที ให้เหลือ 1 นาที แต่สลับหนักเบา และต้องหยุดหากมีอาการเจ็บข้อเข่าและกล้ามเนื้อขา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการออกกำลังกายแบบฮิตที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ซึ่งเผาผลาญไขมันได้ดี แม้กระทั่งช่วงพักก็ยังใช้การทำท่าวิ่งอยู่กับที่เบาๆ

ไม่ต้องกังวลว่าการออกกำลังกายแบบนี้จะไม่เหมาะกับเรา หรือยากเกินไป เพราะต่อให้คนแข็งแรงวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ มาเล่นฮิต ก็แทบจะไปไม่รอดเหมือนกัน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน เพียงแต่ต้องให้เวลาในการเล่นเท่านั้น”

เล่นได้ที่ไหนบ้าง

การเล่นฮิตไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสเพราะแต่เริ่มแรกที่ เอซีเอสเอ็ม ค้นคว้าวิจัยกันมาก็ออกแบบมาใช้สำหรับการออกกำลังกายที่บ้านสำหรับชาวอเมริกัน ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามีคลิปและแผ่นดีวีดีฝึกสอนฮิตอยู่มากมาย ดังนั้นฮิตจึงเหมาะกับออกกำลังกายที่บ้านแน่นอน ปัญหาก็คือเราจะหาโปรแกรมท่าออกกำลังกายฮิตได้จากที่ไหนบ้าง แหล่งแรกที่วิรัชแนะนำก็คือ ยูทูบ สามารถพิมพ์คำว่า “HIIT” ก็มีคลิปสอนการออกกำลังกายแบบฮิตอยู่มากมายนับร้อยคลิปในยูทูบ

หลักสังเกตว่าคลิปไหนดีและไม่ดีคือโปรแกรมการออกกำลังกายแบบฮิตนั้น จะต้องออกกำลังให้ครบทุกส่วน ขา สะโพก หน้าท้อง หลัง หน้าอก แขน ไหล่ หากออกแล้วเรารู้สึกว่ามีบางส่วนไม่ได้ออกแสดงว่าคลิปนั้นยังไม่ดีพอ ต่อมาต้องมีช่วงหนักและเบาสลับกันไป เช่น ท่ากระโดดตบเหนือศีรษะธรรมดาใน 1 นาที ควรมีช่วงผ่อนและเร่งในนาทีเดียวกัน หรือบางโปรแกรมออกแบบให้บางท่าใช้ความเร็วและบางท่าทำอย่างช้าๆ ก็ได้เช่นกัน

มีการสลับแขนขาไขว้ไปมาในบางท่า เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในการควบคุมร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือต้องมีช่วงสลับการออกกำลังกายในแต่ละส่วน เช่น 3 นาทีแรกเน้นกล้ามเนื้อขาและสะโพก อีก 3 นาทีต่อมาต้องพักไปเล่นไหล่แขนหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น แล้วค่อยวกกลับมาที่ขาอีกครั้ง เป็นต้น

“ถ้าจะให้ดีที่สุดผมแนะนำให้หาซื้อแบบชุดดีวีดีออกกำลังกายเป็นบ็อกซ์เซต ที่จะมาพร้อมกับคู่มือตารางออกกำลังกายในแต่ละท่ามาให้ด้วย แถมบางชุดยังมีโปรแกรมโภชนาการมาให้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาว เพราะเมื่อถึงจุดที่เราเล่นจนชำนาญแล้ว เราสามารถเอาท่าเหล่านั้นมาจัดโปรแกรมใหม่ให้มีความหลากหลายและสนุกมากยิ่งขึ้น”

ท้ายสุด วิรัช ให้ความเห็นว่า “ฮิตเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักในระยะเวลาสั้นจึงทำให้ร่างกายใช้งานหนักจนเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรออกกำลังแบบฮิตทุกวัน ควรจะมีช่วงพักระหว่าง 1-2 วันแล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่ จะได้ผลดีมากกว่าการเล่นต่อเนื่องทุกวัน และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือการควบคุมโภชนาการที่จะทำให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก”

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533074

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสมเครื่องประดับของมีค่า บางคนชอบของเล่น แต่บางคนมีความสุขแบบกรีนๆ กับวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เนิบช้าแต่สุขใจ เช่นเดียวกับชายคนนี้ หนุ่ม-มหพล จินดาขันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ธนชาตประกันภัย เขาเป็นชายหนุ่มผู้หลงรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ สำหรับเขาแล้วการปลูกต้นไม้ไม่ใช่งานอดิเรกหรือความชอบแบบทั่วๆ ไป แต่เขาถึงขั้นหลงรักแบบลุ่มหลง นอกจากช่วยฆ่าเวลาในยามว่างแล้ว ยังให้ความสุขความเพลิดเพลิน ฝึกสมาธิให้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้ตรงหน้า โดยเฉพาะยามที่งานประจำมีงานมากงานหนักจนล้นมือ ความเครียดก่อตัวจนร่างกายอ่อนล้า การปลูกต้นไม้นี้ถือเป็นการช่วยบำบัดเยียวยาเขาได้เป็นอย่างดี ยามเจ็บไข้ไม่สบายกาย ทุกครั้งที่รู้สึกเพลียกายและใจ เขาจะอยู่กับการปลูกต้นไม้เสมอๆ มันทำให้รู้สึกสงบเป็นสุข และได้ช้าๆ กับชีวิตบ้าง

“ที่บ้านพอมีที่เหลือพอจะปลูกต้นไม้ได้ ผมจะชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็กๆ บางทีนอนไม่ค่อยหลับ ตีห้าก็ลุกขึ้นมารดน้ำต้นไม้ เลิกงานมาเครียดก็ไปรดน้ำต้นไม้ ผมมือเย็นปลูกอะไรก็งาม ก็ชอบปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ปลูกต้นไม้ไทยๆ ทั้งกล้วยไม้ บัว กุหลาบ แต่มาระยะหลังๆ ชอบไม้ดอกเมืองหนาว เพราะปลูกง่ายกว่าที่คิด ดอกสวยหอมและลงกระถางเล็กๆ ไม่ต้องใช้ที่เยอะ”

จนถึงขั้นที่เขาสร้างเพจต้นไม้มีดอกขึ้นมาเมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา และเริ่มจริงจังกับการปลูกต้นไม้จากเมืองหนาว ให้ความรู้แบ่งปันประสบการณ์กับคนที่ชอบต้นไม้เหมือนๆ กัน นำเข้าหน่อต้นไม้มาเผื่อแผ่คนคอเดียวกัน

มูลเหตุเริ่มต้นของการหันมาเริ่มปลูกต้นไม้เมืองหนาว ก็เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนไปเที่ยวยุโรป แล้วไปดูงานทิวลิปบานที่ฮอลแลนด์ “ไปดูฟาร์มที่ใหญ่ๆ ของที่นั่น ดูวิธีการปลูกต่างๆ นานาอย่างละอียด ไปดูเขาเวิร์กช็อปแล้วเกิดแรงบันดาลใจว่าที่กรุงเทพฯ บ้านเรามันน่าจะปลูกได้ ก็เลยลองซื้อหน่อของดอก Amaryllis ที่ฟาร์มแห่งนั้นมา 1 หน่อ เพื่อมาลองปลูกดู ไม่กล้าซื้อมาเยอะกลัวไม่รอดแล้วเสียดายเงิน (หัวเราะ) ปรากฏว่าปลูกแล้วรอดอยู่ได้หลายสัปดาห์เลย ทีนี้กำลังใจมา เริ่มคิดปลูกจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวเลย” เขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนจากการปลูกต้นไม้ไทยๆ มาปลูกต้นไม้ฝรั่งแทน

“พอปลูกรอด ได้ดอกงามสมใจ ก็สั่งซื้อเพิ่มจากฟาร์มที่เราไปดูงานตอนนั้น ก็สั่งมา 4-5 ชนิด ไม่ถึง 10 หัวนะ แต่ค่าส่งมันแพงมาก พอเปิดเพจก็เริ่มมีคนเข้ามาชมมาแชร์ข้อมูลกัน ก็เลยรู้ว่ามีรายใหญ่เขานำเข้ามาเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้กับสวนใหญ่ๆ ในประเทศไทย แต่เขาขายส่งเขาไม่ขายปลีก เราก็ไปขอแบ่งล็อตเล็กๆ มาจากเขา หาคนแชร์ร่วมกันตอนแรกๆ

ยิ่งมาเปิดเพจยิ่งได้เพื่อน ได้สังคม ได้ความรู้มากขึ้น ได้เครือข่ายมากขึ้น จากที่คิดว่าจะเอาเรื่องของเราไปแชร์ให้คนอื่น แต่ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแชร์ให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มไปอีก เป็นชุมชนของคนรักต้นไม้อย่างแท้จริง กลายเป็นสังคมเล็กๆ ที่น่ารักและอบอุ่น”

ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับเขาเป็นอย่างมาก และอยากจะพัฒนาเป็นอาชีพที่สองของเขาที่สามารถทำได้ตลอดไป แม้งานหลักอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่งานอดิเรกตรงนี้จะคงอยู่ตลอดไป และหวังว่าจะเอาไปเป็นอาชีพเสริมหลังเกษียณ

นับว่าเป็นงานอดิเรกที่จะเป็นอาชีพ เป็นสีสัน และความสุขที่สร้างเองได้ ตอนนี้ปลูกเองเป็นหลัก คุณแม่เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย เป็นผู้ช่วยคอยดูแล เวลาต้นไม้แดดส่องแรงๆ คุณแม่ก็จะยกเข้ามาหลบแดดให้ กลัวว่าแดดจะแรงเกินไปเดี๋ยวจะเฉาแดดใบเหลือง กลายเป็นความสุขของคนทั้งบ้านตอนนี้

การปลูกและการดูแลก็ไม่ได้ยาก อากาศของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เพราะหน่อของต้นไม้เมืองหนาวนี้สามารถเจอแดดช่วงครึ่งวันเช้าได้ คือเจอแดดรำไรได้ไม่มีปัญหา แค่อย่าให้เจอแดดแรงๆ ทั้งวัน คือตั้งไว้ริมระเบียงเจอแดดสัก 2-3 ชั่วโมงแบบนี้ได้ พอบ่ายก็ย้ายที่หลบแดดสักหน่อย

เขายังแนะนำถึงวิธีการว่า “วิธีการก็ปลูกลงกระถางด้วยดินถุงทั่วไปได้เลยครับ ขอให้เป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีๆ ก็พอครับ ฝังหัวไม้ในกระถางให้ดินคลุมหัวสัก 90% โผล่ยอดหัวเอาไว้นิดหน่อยให้มีอากาศ ได้รับแสงแดดเพื่อแตกใบ รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง รดแค่พอชุ่ม อย่าให้แฉะ หัวอาจเน่าได้ครับ อย่าให้ตากฝนแรงจะดีมาก หัวพันธุ์ที่เราสั่งซื้อไปเป็นหัวที่สะสมอาหารสมบูรณ์แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องเสริมปุ๋ย ไม้ชอบแดดรำไรถึงแดดจัดครับ ช่วงแรกๆ หัวไม้อาจจะนิ่งสัก 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเห็นการเติบโตทุกวันครับ จนออกดอกเลยครับ สัก 1 เดือนนี้ใบจะใหญ่งามและเริ่มออกดอก ดอกจะอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์ พอดอกโรยก็ปลูกต่อไปเรื่อยๆ เขาจะพักหัวครับ เราก็บำรุงหัวด้วยปุ๋ยตามปกติ พอหัวเขาสมบูรณ์ ตัดใบตัดดอกที่โรยทิ้ง ขุดหน่อขึ้นมาล้างน้ำให้สะอาดเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ แล้วนำเข้าแช่ในช่องผักด้านล่างของตู้เย็นสัก 2-3 เดือน ก็สามารถเอาหน่อมาปลูกได้อีก วนปลูกแบบนี้ได้ถึง 2-3 ปี/หัวนะครับ”

แรกๆ เขาก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ก็หาข้อมูลจากการอ่านบ้าง ฟังบ้าง หาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง แล้วก็ลงมือทำจริงลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ จนเริ่มคล่อง พอเจอปัญหาต่างๆ ก็เริ่มแก้ไขได้ในที่สุด หลังๆ มีเพื่อนๆ คนรู้จักจะมาขอฝากสั่งซื้อด้วย เพราะเห็นต้นไม้ของเขาผ่านเพจบ้าง ผ่านเฟซบุ๊กบ้าง ซึ่งก็ดีเพราะเวลาสั่งจำนวนมากขึ้นก็จะได้ราคาที่ถูกลง จนตอนนี้เขาลงทุนซื้อตู้เย็นสำหรับแชร์หน่อพันธุ์ดอกโดยเฉพาะ

“อนาคตอาจจะทำเป็นงานอดิเรกที่จริงจังมากขึ้น ลองหารายได้เสริมดูบ้าง แต่อย่างที่บอกละครับว่าความสุขจากการได้ปลูกดอกไม้ ได้เห็นเขาออกดอกสวยงามหอมหวน นี่คืออันดับหนึ่งที่อยากจะได้ ส่วนเรื่องรายได้หรือเรื่องเงินนี่เป็นเรื่องรองลงไป เพราะบางช่วงงานเยอะๆ งานเครียดๆ นี่ เราก็อยากพักอยากปลีกตัวจากเรื่องงานออกไปบ้าง หยุดคิดหยุดกังวลสักพัก การอยู่กับต้นไม้ช่วยได้เยอะมาก ได้พักสงบ เนิบช้า มีสมาธิขั้นสูงเวลาได้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้”

เขาเล่าถึงแผนงานในอนาคตว่า อาจจะพัฒนาความชอบนี้ให้เติบโตพอสร้างรายได้ ด้วยการจัดเป็นเซตชุดต้นไม้แบบชุดสีเดียวกัน หรือไล่เรียงโทนสีเดียวกันไปหลายๆ เฉดจัดเป็นกระเช้าของขวัญรับเทศกาลหรือจัดเป็นกระเช้าวันเกิด หรือตามโอกาสสำคัญ ขายผ่านออนไลน์และคนรู้จัก ไม่ต้องมีหน้าร้านข้อดีของการมาทำงานอดิเรกตรงนี้ ทำให้ได้รู้ระบบการทำตลาดผ่านออนไลน์ การค้าขายผ่านเพจต่างๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้มีความคุ้นเคย ทำให้ได้ปรับตัวเรียนรู้ระบบใหม่ในเรื่องคอมพิวเตอร์ และเพื่อเตรียมตัวรองรับผ่านสังคมยุค 4.0 “ผมเองก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจเรื่องไอที พอทำได้แต่ไม่เก่ง พอมาทำเพจมาทำเรื่องต่างๆ ผ่านออนไลน์ ก็ทำให้ดูมีพัฒนาการทางด้านนี้มากขึ้น ก็ได้โนฮาวใหม่ๆ อีกด้วย สรุปแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ได้สุขใจในการปลูกต้นไม้ ได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น และพอได้ค่าขนมในการมาต่อยอดทำในสิ่งที่เรารัก แม้จะไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็สร้างความสุขใจได้ไม่น้อยเลย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม