6 วิธีถนอมดวงตาคลายความเมื่อยล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525972

6 วิธีถนอมดวงตาคลายความเมื่อยล้า

วิธีบริหารดวงตาที่ช่วยคลายความเมื่อยล้าแบบง่ายๆ ที่ผู้ใช้สายตาหนักๆ ควรทำตาม

เมื่อต้องใช้ดวงตาเป็นเวลานาน ทั้งจากการใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์ ก็อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้าแล้วนั้นมีด้วยกันหลายอย่าง เช่น เมื่อมองสิ่งรอบตัวอาจพบว่าภาพมัวลงในช่วงแรกของการมองและกลับมาเป็นปกติในเวลาต่อมา น้ำตาไหล แสบตา รู้สึกหนักตึงบริเวณเปลือกตา ล้าตา หรือรู้สึกอยากหลับตาตลอดเวลา เนื่องจากดวงตาของเรามีคู่เดียว จึงต้องมีวิธีถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตาคู่สวยอยู่กับเราไปนานๆ

1. หยิบปากกาแล้วยืดไปให้สุดแขน ตาสองข้างจ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน

2. พักสายตาเป็นระยะๆ หากใช้สายตาประมาณ 1 ชม. ควรพักสายตาโดยการหลับตานิ่งๆ หรือมองไปไกลๆ ประมาณ 5 นาที

3. ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา

4. หลีกเลี่ยงลม หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า

5. พยายามจำกัดเวลาของการใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์ ไม่ให้ติดต่อกันนานเกินกว่าสองชั่วโมง

6. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยป้องกันโรคต่างๆ ของดวงตา

3 กฎเหล็กที่คนเป็นโรคภูมิแพ้ควรทำตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525971

3 กฎเหล็กที่คนเป็นโรคภูมิแพ้ควรทำตาม

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ และหมั่นออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

ปัจจุบันมีผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยโรคภูมิแพ้นั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และมีด้วยกันหลากหลายชนิด แต่ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ต้องทำเหมือนกัน คือต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ และพยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ – แน่นอนว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ หากแพ้ฝุ่นก็ควรนำเครื่องนอนไปตากแดด หรือหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ หรือหากแพ้ขนสัตว์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือหาผ้าปิดปากป้องกัน

2. อยู่ห่างจากฝุ่นละออง – มลพิษ ฝุ่น และควันต่างๆ มีส่วนทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นได้ ควรหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างไกลจากฝุ่นละออง ควันรถยนต์ในชั้นบรรยากาศ ควันก๊าซจากโรงงาน หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ เช่น ควันบุหรี่

3. ออกกำลังกาย – ภูมิคุ้มกันดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำภูมิต้านทานดีขึ้น อาการภูมิแพ้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และยังลดโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ได้อีกด้วย

3 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ กระชับสะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 15:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525970

3 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ กระชับสะโพก

เซตท่าออกกำลังกายช่วยกระชับสะโพกที่ทำได้ง่ายๆ แค่นอนเตะขา

สมัยนี้ใครๆ ก็อยากมีหุ่นเป๊ะสวย สะโพกกระชับ หน้าท้องแบนราบ เนื่องจากเทรนด์การออกกำลังกายกำลังเป็นเทรนด์ที่อินสุดๆ แต่ด้วยงานที่กองเท่าภูเขา ทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่มีเวลาไปฟิตเนส เราจึงมีท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้นคือเพียงแค่นอนเตะขาเท่านั้น!

1. นอนเตะขา (Lying Leg Lift) เริ่มด้วยการนอนราบกับพื้น ออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาทั้งสองข้างให้ลอยขึ้นจากพื้นโดยไม่งอหลังและเข่า พยายามให้เท้าชี้ขึ้นด้านบนในตำแหน่งสูงสุดที่สามารถจะทำได้ ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ จึงค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบถึงพื้น นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง

2. นอนเตะขาไปด้านข้าง (Lying Leg Twist) เริ่มด้วยการนอนราบกับพื้น ออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาทั้งสองข้างให้ลอยขึ้นจากพื้น โดยไม่งอหลังและเข่า พยายามให้เท้าชี้ขึ้นด้านบนในตำแหน่งสูงสุดที่สามารถจะทำได้ ค่อยๆ บิดสะโพกและขาไปด้านซ้ายของลำตัวจนรู้สึกตึง โดยที่หลังยังคงแนบกับพื้นไว้ตลอด ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ แล้วค่อยๆ บิดสะโพกและขาไปทางขวาของลำตัวจนรู้สึกตึง นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นบิดสะโพกและขาสลับข้างกันไปมาจนครบ 10 ครั้ง

3. นอนตะแคงเตะขา (Side-Lying Leg Lift) เริ่มด้วยการนอนตะแคงกับพื้นในลักษณะเหยียดขาตรง ใช้ศอกและแขนวางบนพื้น ดันลำตัวช่วงบนขึ้นโดยที่สะโพกยังคงติดพื้นอยู่ มืออีกข้างวางราบกับพื้นด้านหน้าเพื่อเสริมการทรงตัว จากนั้นออกแรงจากสะโพกค่อยๆ ยกต้นขาข้างที่อยู่ด้านบนให้ลอยขึ้นจนรู้สึกเกร็ง ค้างท่านั้นไว้สักหนึ่งลมหายใจ จึงค่อยๆ ลดขาลงจนเกือบแตะขาอีกข้าง นับเป็น 1 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง แล้วจึงทำสลับกับขาอีกข้างหนึ่ง

7 วิธีเอาชนะความเหงาความเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 14:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525946

7 วิธีเอาชนะความเหงาความเศร้า

อาการเหงา เศร้า ทุกข์ อาจดูเป็นปัญหาใหญ่ แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ

ถึงแม้ว่าชีวิตเราจะดูราบรื่น เหมือนจะมีความสุขดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางช่วงบางจังหวะของชีวิต เราก็ย่อมมีมุมเหงา ซึมเศร้า แอบทุกข์ใจกันอยู่บ้าง ซึ่งหากบางคนเจอปัญหาที่หนักเกินรับไหว อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้ การรู้ทางออกของปัญหา และเตรียมรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้สุขภาพจิตของหลายๆ คนดีขึ้นได้

1. ร้องไห้ – มีงานวิจัยบอกว่า หลังร้องไห้ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งทำให้รู้สึกดี อีกทั้งการร้องไห้ช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก จึงทำให้ร่างกายผ่อนคลายและช่วยให้ความเจ็บปวดหายไป

2. ออกกำลังกาย – เรารู้กันอยู่แล้วว่าการออกกำลังช่วยหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งจะช่วยให้เราหายจากความเศร้า นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังช่วยให้มีเวลาส่วนตัวที่จะโฟกัสกับเรื่องบางอย่างที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ และทำให้คุณลืมความเศร้าได้

3. งดดูหนังฟังเพลงที่ทำให้เกิดความเศร้า – สื่อต่างๆ มีผลต่ออารมณ์ของเรามาก พยายามอย่าบิ้วให้เศร้าไปมากกว่าเดิม ควรเลือกฟังเพลงหรือดูหนังฟีลกู้ดที่ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นแทน

4. พยายามแก้ปัญหาโดยไม่เอาอารมณ์มาร่วมด้วย – เมื่อมีปัญหาหลากหลายมาพร้อมกัน ให้จัดเรียงปัญหาที่เร่งด่วนขึ้นมาขบคิดและแก้ปัญหาก่อน ปัญหาที่ไม่เร่งด่วนค่อยนำมาแก้ไขทีหลัง

5. รักตัวเองให้มากและพึ่งพาตัวเองให้ได้ – เมื่อถูกทอดทิ้งแทนที่จะฟูมฟายและต่อว่า หรือเคียดแค้นคนที่ทิ้งไป มาคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองลุกขึ้นยืนหยัดให้ได้เร็วที่สุดดีกว่า

6. มองโลกในแง่ดี – จำไว้ว่าทุกปัญหามีทางออก และการแก้ปัญหาจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมีสมองที่ผ่อนคลายเท่านั้น ลองพักผ่อนด้วยการ ทำโยคะ นั่งสมาธิ เดิน จะทำให้คุณมีความสุขและผ่อนคลาย

7. ปรึกษาคนรอบข้างที่คุณไว้ใจให้เขารับฟัง – บางครั้งการเล่าปัญหาต่างๆ ในใจให้ใครสักคนที่ไว้ใจฟัง นอกจากจะได้ระบายแล้ว อาจได้คำแนะนำดีๆ กลับมาด้วย

The Parivrttamarjari asana (Twisting cat pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 13:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525955

The Parivrttamarjari asana (Twisting cat pose)

ชุดท่าแมวเป็นท่าฝึกทั่วไปในการฝึกโยคะ ทุกๆ ครั้ง แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ฝึกใหม่เพิ่งเริ่มต้นฝึกโยคะ หรือผู้ฝึกเก่าก็ตาม ชุดท่าแมวเป็นชุดท่าที่เราฝึกอย่างสม่ำเสมอ เพราะช่วยฟื้นฟูกระดูกสันหลัง ลดอาการปวดหลังดังนั้นก่อนฝึกท่าแมวบิดตัว ควรหายใจเข้า-ออก ด้วยท่าแมว-ท่าวัว (Cat-Cow) ก่อนประมาณ 30 วินาที-1 นาที เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตตามแนวแผ่นกระดูกสันหลัง

สำหรับท่าแมวบิดตัวในเวอร์ชั่นนี้ จะมีการไขว้ขา และจับเท้าหลังส่งผลให้ยืดต้นขาด้านหน้า ในขณะที่ยังบิดตัวอยู่ การบิดตัวช่วยยืดหัวไหล่ คลายอาการปวดเมื่อยบ่า ไหล่ รวมทั้งกระดูกสันหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ให้ระวังในการฝึกท่านี้หรือใช้ผ้าหนาๆ รองใต้หัวเข่า และหากฝึกอย่างถูกวิธี มีการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้อง หัวเข่าจะเบามาก และไม่เจ็บหัวเข่าเลย

 วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นในท่าแมว (รูป 1)

 

2.หายใจเข้ายืดขาซ้ายไปด้านหลังหายใจออกพับหน้าแข้งและฝ่าเท้าขาขวาเข้ามาด้านในเล็กน้อย ขณะอยู่ในท่ากระจายน้ำหนัก ยืดข้อต่อหัวไหล่ อย่าให้น้ำหนักตัวโถมลงข้อมือ ตัวจะยาวขึ้นและสูงขึ้นไม่จมลงล่าง (รูป 2)

3.หายใจเข้าลดขาซ้ายไขว้ไว้ด้านหลังของขาขวา (รูป 3)

4.หายใจออกสอดแขนซ้ายลอดลงมา โดยยืดแขนให้สุดวางหลังฝ่ามือลงพื้นเบาๆ ให้ลำตัวอยู่ตามแนวตรงกลาง เป็นเส้นตรงทั้งตำแหน่งของศีรษะจนไปถึงก้นด้านหลัง (รูป 4)

5.หายใจเข้าพับขาซ้ายเข้ามาหาก้นส่งมือขวาไปจับนิ้วเท้าส่งให้ชิดก้น ยืดคอให้สบายโดยวางหลังศีรษะ ลงพื้น เพื่อเปิดใบหน้าสู่ท้องฟ้า จากนั้นหายใจเข้า-ออกอย่างมีสติและผ่อนคลายประมาณ 20 วินาทีแล้วค่อยคลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 5)

4 ท่ายืดเส้น พิชิตออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 13:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525939

4 ท่ายืดเส้น พิชิตออฟฟิศซินโดรม

การนั่งเป็นเวลานานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อตึง จึงต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อบ้าง เพื่อลดอาการปวด

อาการปวดหลัง รวมถึงคอ บ่า หัวไหล่ เป็นอาการของโรคยอดฮิตอย่าง ออฟฟิศซินโดรม ที่เหล่าคนทำงานในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ ด้วยสาเหตุหลักจากการทำงานในพื้นที่จำกัดและการนั่งเป็นเวลานานๆ ทำให้ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว จนกล้ามเนื้อตึงเครียดและส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรังตามมา จึงควรยืดเส้น ผ่อนคลาย ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้แม้จะนั่งทำงานอยู่หน้าจอ

1. ท่า Eagle เริ่มต้นผ่อนคลายอาการตึงบริเวณคอ บ่า หัวไหล่ และสะบัก โดยการนั่งหลังตรง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ตั้งฉากกับหัวไหล่ ก่อนพันแขนขวาใต้แขนซ้าย โดยพยายามให้ฝ่ามือทั้งสองประกบกัน ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วสลับมาทำอีกข้าง

2. ท่า Cow Face นั่งยืดตัวตรง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศรีษะ ผ่อนคลายหัวไหล่ ก่อนจะดึงแขนขวาไปด้านหลังให้ข้อศอกชี้ขึ้น ในขณะที่แขนซ้ายอ้อมไปด้านหลัง โดยพยายามเกี่ยวมือเข้าหากัน ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ ก่อนสลับข้าง

3. ท่า Half Moon นั่งยืดหลังตรง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโดยประสานมือทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน ชี้ปลายนิ้วขึ้นบนเพดาน แล้วค่อยๆ เอียงตัวไปทางด้านขวา จะรู้สึกตึงบริเวณด้านข้างลำตัว ให้ทำค้างไว้ 5-8 ลมหายใจ ก่อนสลับเอียงไปข้าง

4. ท่า Spine Twist นั่งยืดหลังตรง หันด้านข้างเข้าหาเก้าอี้ โดยกางขาให้เท่ากับความกว้างของสะโพก แล้วค่อยๆ บิดลำตัวหาพนักพิงของเก้าอี้ โดยใช้มือทั้งสองข้างจับพนักพิงไว้เพื่อเป็นการช่วยในการบิดตัว โดยหันหน้าไปทางขวา สายตามองผ่านหัวไหล่ หายใจเข้าออกลึกๆ ทำค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ

เก็บทุกช่วงเวลาของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 11:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525933

เก็บทุกช่วงเวลาของครอบครัว

โดย ฤดูกาล ภาพ : ธิดา บุณยเลขา

ความสุขของการท่องเที่ยว คือการได้ใช้เวลากับครอบครัว อย่างความสุขขนาดใหญ่ของ “ส้ม” ธิดา บุณยเลขา ผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจร้านค้ารับบัตร บริษัท บัตรเครดิตเคทีซี ที่ต้องยกโขยงสมาชิกในบ้านกว่า 10 คนไปท่องเที่ยวด้วยกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งจนเป็นวาระประจำปี

“สิ่งที่กลัวที่สุดคือ กลัวว่าวันหนึ่งจะเสียเขาไป” ส้มกล่าวถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ตอนนี้ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

 “ตอนนี้ส้มเลยอยากใช้ทุกเวลาให้มีค่ามากที่สุด เพราะเราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นทุกปีลูกๆ หลานๆ จะไปหาพวกท่าน และพาท่านไปเที่ยวด้วยกันให้บ่อยที่สุด เพื่อเก็บเกี่ยวทุกช่วงเวลาให้มีความทรงจำที่ดีที่สุด”

เธอกล่าวด้วยว่า ส่วนใหญ่ทริปท่องเที่ยวของครอบครัวจะใช้บริการทัวร์ เพราะต้องการความสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้สูงอายุและเด็ก รวมถึงต้องการไกด์ให้ข้อมูลระหว่างการเดินทางเพื่อสร้างคุณค่าให้กับทริปนั้นด้วย

 “หลายคนมองว่าการไปเที่ยวกับทัวร์เป็นการเที่ยวที่เคร่งครัดเกินไป ไม่มีอิสระ หรือไม่มีเวลาให้ซึมซับแต่ละแห่งมากพอ แต่ส้มคิดว่าเราสามารถเลือกบริการทัวร์ที่ถูกใจเราได้ ซึ่งมันจะทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องง่ายไปเลย ไม่ต้องวางแผนทุกวัน ไม่ต้องกลัวหลงทาง

 “เพราะเราไม่ต้องการความผิดพลาดเมื่อไปกันแบบครอบครัวใหญ่ ดังนั้น การซื้อทัวร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และถ้าหากเราชอบที่ไหนมากๆ ก็สามารถกลับมาเที่ยวเองได้ในทริปหน้า

“ส้มบอกกับพี่สาวอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้เวลาของพ่อแม่เรากำลังถอยหลัง ในขณะที่หลานๆ กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้มันดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกปี ซึ่งโมเมนต์แบบนี้ต้องใช้กับครอบครัวให้มากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม การพาคุณพ่อคุณแม่สูงวัยไปท่องเที่ยวกับหลานๆ ยังทำให้พวกเขาได้ย้อนความทรงจำกลับไปสู่ห้วงอดีต เสมือนได้เห็นลูกๆ ในวัยเด็กกำลังวิ่งเล่น รวมทั้งได้สัมผัสถึงความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งเป็นความสุขใจที่สุดของคนวัยนี้

 “การท่องเที่ยวคือการที่แต่ละคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้สอนกันและกัน และทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้น” เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า

หลานๆ คือคนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ทุกคนในบ้าน ทำให้เกิดเสียงหัวเราะ บทสนทนาที่น่ารัก และกิจกรรมสนุกๆ ซึ่งทำให้ทุกคนในบ้านสนุกและมีความสุขมาก และท้ายที่สุด คือเราอยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่สำคัญ

 “สมัยเราเด็กๆ ท่านทำงานหนักแต่ก็ยังสามารถพาลูกๆ ไปเที่ยวได้บ่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราทำในวันนี้จึงถือว่าน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ท่านทำให้เรามาตลอด”

อภิชัย + เกรียงศักดิ์ ไชยวินิจ สองพี่น้องสถาบันวอร์วิค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525929

อภิชัย + เกรียงศักดิ์ ไชยวินิจ สองพี่น้องสถาบันวอร์วิค

โดย โยโมทาโร่ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เรามีความสุขในการได้เห็นคนมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการศึกษา ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นสิ่งที่น้องชายผมเลือกที่จะใช้ความสามารถระดับอัจฉริยะที่เขามี ทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาทำแล้วมีความสุข นั่นคือการสอนให้เด็กๆ ไปถึงเป้าหมายที่พวกเขาคาดหวังไว้”

“แบงค์” อภิชัย ไชยวินิจ กล่าวถึงน้องชาย “บี” เกรียงศักดิ์ ไชยวินิจ ทั้งคู่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอินเตอร์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สถาบันวอร์วิค (Warwick Institute)

คนหนึ่งเริ่มเดินในสายธุรกิจเอเยนซีโฆษณา อีกคนเลือกเดินทางในสายการศึกษา จนสุดท้ายชะตาชีวิตก็ทำให้ทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองร่วมกัน

สองแรงพี่น้องแข็งขัน

 เกรียงศักดิ์ หรือครูบี ของน้องๆ สถาบัน วอร์วิค เล่าความเป็นมาของในการทำงานร่วมกันระหว่างพี่น้องของเขาว่า

 “จุดเริ่มต้นของการเป็นติวเตอร์วิชาคณิตศาสตร์ เริ่มมากจากสมัยเรียนมัธยมปลาย ผมมีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ที่ดี เพื่อนคุณแม่ก็ขอให้เราช่วยเขาไปติววิชาคณิตศาสตร์ให้กับลูกของเขา ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าจะยึดอาชีพติวเตอร์เป็นอาชีพหลัก ก็ยังคงมีความฝันในเรื่องของการทำงานในองค์กรใหญ่ๆ เหมือนกับคนทั่วไป

การสอนติวเตอร์เป็นเพียงแค่การหาค่าขนมการหารายได้เสริมให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ว่าผมเริ่มสอนเป็นอาชีพติวเตอร์อย่างจริงจังตอนเรียนธรรมศาสตร์อินเตอร์ ตอนนั้นก็มีเด็กนักเรียนหลายๆ คนที่อยากสอบเข้าอินเตอร์ธรรมศาสตร์มาขอให้เราช่วยสอน เพราะว่าวิชาหลักของเราในตอนนั้นก็จะมีเพียงแค่สองอย่างก็คือ คณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ

เราก็ใช้ช่วงเวลาว่างหลังเลิกเรียนไปสอน ช่วงเวลานั้นก็เรียกได้ว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่หารายได้อย่างจริงจัง จนกระทั่งหลังเรียนจึงตัดสินใจเริ่มธุรกิจการเป็นติวเตอร์คณิตศาสตร์เพื่อสอบเข้าจุฬา-ธรรมศาสตร์อินเตอร์โดยเฉพาะ เพราะเรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับการสอน เป็นธุรกิจที่เราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ คือกำไรในการทำธุรกิจของเรา

หลังจากเปิดสอนก็มีจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น 3 ถึง 4 เท่าตัวภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้ผมเริ่มบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ค่อนข้างที่จะลำบากขึ้น จนกระทั่งพี่ชายเข้ามาช่วยปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้น”

อภิชัย บอกถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาช่วยน้องชายจัดการระบบชีวิตและเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะสายเกินไป

“มีอยู่วันหนึ่งน้องชายผมเข้ามาปรึกษาว่าจะจัดติวเข้มเด็ก 200 คนก่อนสอบพร้อมกัน แต่มีปัญหาห้องไม่พอเรียนจะทำยังไงดี หาสถานที่ที่ใหญ่พอจะรองรับไม่ได้ ผมก็แนะนำไปว่าก็ไปเช่าห้องจัดเลี้ยงโรงแรมสิ ก็เหมือนกับจัดงานแต่งแขกเยอะ ก็หาสถานที่ใหญ่ขึ้นไม่เห็นจะยาก เราก็เลยกลายเป็นติวเตอร์แรกๆ ของประเทศไทย ที่เช่าห้องจัดเลี้ยงโรงแรมจัดติวเตอร์กัน วันงานผมก็ไปนั่งดูน้องชายสอน

สิ่งที่ผมพบก็คือ น้องผมทุ่มเทให้กับการสอนอย่างมาก มากเสียจนคุณภาพชีวิตของเขาค่อนข้างที่จะแย่ถึงแย่มาก สอน 7 วัน เวลาพักผ่อนน้อย ถามเรื่องการรับเงินค่าสอนก็คือเด็กนักเรียนทุกคนจ่ายเป็นเงินสด แล้วตอนเที่ยงคืนน้องผมก็เอาไปฝากธนาคารผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่สยาม คุณลองคิดดูนะเอาเงินสดไปฝากตู้ธนาคารตอนเที่ยงคืน เพราะไม่มีเวลาไปฝากตอนกลางวัน

เวลาส่วนตัวชีวิตก็ไม่มี เวลาออกกำลังกายก็ไม่มี เวลากินข้าวยังแทบจะไม่มีเลย ผมรู้สึกว่าไม่ได้ล่ะ ที่เห็นน้องชายผมเป็นแบบนี้ ปล่อยไว้ก็มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ ก็เลยบอกกับบีว่า เดี๋ยวพี่เข้ามาช่วยจัดระบบให้

เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานด้วยกันในจุดนี้ น้องไม่ได้ขอให้เข้ามาช่วยด้วยนะ ผมเข้ามาเอง ช่วยจัดระบบการเรียนการสอนภายในทั้งหมด ตั้งแต่การรับสมัครไปจนถึงตารางสอน ให้เขาได้มีเวลาพักดูแลตัวเองบ้าง ย้ายจากห้องแถวในสยามสแควร์มาอยู่บนอาคารสยามพิวรรธน์ ทำทุกอย่างให้เป็นระบบที่ดีและมีมาตรฐานมากขึ้น”

สายสัมพันธ์น้องพี่

เกรียงศักดิ์ ได้เอ่ยถึงความในใจและแรงศรัทธาที่มีต่อพี่ชายที่เขามองว่าเก่งและเป็นไอดอลคนหนึ่งของเขา

“พี่ชายสำหรับผมแล้ว เขาคือต้นแบบของผมนะ ตอนเด็กๆ ผมมองพี่ชายผมทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด เขาเป็นคนที่เก่งมากๆ คนหนึ่ง เขาเป็นพี่ชายในแบบที่ผมอยากจะเดินตาม ในการทำงานร่วมกันพี่ชายผมจะเป็นคนดูแลหลังบ้านบริหารงานดูแลระบบการทำงาน ส่วนผมจะทำงานหน้าบ้านสอนเด็กๆ

บางครั้งผมก็มีปัญหาไปปรึกษาพี่ในเรื่องการสอน ว่าจะทำให้เด็กได้ทำการบ้าน ทำยังไงให้เด็กผลคะแนนสอบดีขึ้นเพราะการสอนคณิตศาสตร์ เรารู้หลักการคิดการคำนวณ แต่ถ้าไม่หัดทำข้อสอบให้ชำนาญก็ยากที่จะทำข้อสอบได้ สักพักพี่เขาก็กลับมาพร้อมกับแนวทางการแก้ไขปัญหา ด้วยการจัดระบบการเรียนการทำข้อสอบใหม่ๆ เข้ามาแก้ปัญหาให้

ส่วน อภิชัย มองว่า น้องชายคนนี้ที่เป็นคนฉลาดที่สุดในบ้าน ได้มอบบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตของเขา เปิดดวงตาและเปิดดวงใจในที่อ่อนโยนและอ่อนไหวอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“เราเติบโตมาด้วยกัน แม้ว่าช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมจะต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิตเพียงลำพัง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราห่างกัน เวลาที่น้องเข้ามาปรึกษาว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ดีไหม ผมก็จะฟังถ้าดีก็เห็นด้วย ช่วยทำให้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะเฉยๆ จะไม่ได้แสดงความเห็นขัดแย้ง บางทีก็ทำเป็นลืมๆ ไป เราจะไม่ไปชี้ว่าเขาควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมจะปล่อยให้เขาทำไปตามที่เขาคิดว่าใช่ จนถึงเวลาที่มีปัญหาก็ค่อยเข้าไปช่วยแก้ให้เขา

ในหมู่พี่น้องทั้งหมด 4 คน บีเป็นคนที่ฉลาดที่สุด สวรรค์ได้มอบสมองอันเป็นเลิศให้กับเขาเป็นแชมป์คณิตศาสตร์โอลิมปิก ผู้สอบได้อันดับ 1 การสอบแข่งขัน Pre-entrance ตั้งแต่ชั้น ม.4 เคยได้แชมป์รายการอัจฉริยะข้ามคืน เขาเป็นคนที่ฉลาด ผมคิดว่าเขาน่าจะไปได้ดีและไกลกว่าทุกๆ คนในบ้าน แต่สิ่งที่ผมเห็นคือเขาใช้ความฉลาดของเขาอุทิศให้กับวงการการศึกษา ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมาก

 เขาทุ่มเทให้กับการสอนมาก ก่อนสอบจะมีการติวเข้มจนถึงดึกดื่นทุกวัน หลังสอบเสร็จก็มีพาเด็กๆ ไปกินเลี้ยงที่ร้านอาหาร ผมถามเขาว่า เราทำไปเพื่ออะไร เงินก็ไม่ได้ โฆษณาก็ไม่ใช่ ผมเคยเป็นนักโฆษณาดูแลลูกค้าบริษัทยักษ์ใหญ่ถ้าเป็นลูกค้าผม ผมโบกมือลาแล้ว

แต่นี่เป็นน้อง ผมทิ้งเขาไม่ได้ เมื่อเปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้ก็ต้องทำตามเขาดู สุดท้ายเขาก็ทำให้ผมรู้ว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่วัดค่าความสำเร็จได้ทั้งหมด เด็กๆ ที่ตรากตรำอ่านหนังสือ ฝึกทำข้อสอบจนดึกดื่นทุกวัน มันเหนื่อยขนาดไหน

สถาบันเราเป็นสถาบันที่พาเด็กไปสอบวัดคะแนนมากที่สุด เพื่อให้เขาได้เตรียมพร้อม ปีหนึ่งพวกเขาต้องสอบประมาณ 3 ครั้ง ถ้าเขาสอบแล้วคะแนนไม่ถึงก็เท่ากับว่าพวกเขาต้องเสียใจ หรือบางคนต้องร้องไห้ถึง 3 ครั้ง คิดดูว่าพวกเขาต้องเสียใจมากแค่ไหน และบางคนมาเตรียมสอบตั้งแต่ ม. 5 เท่ากับว่าในชีวิตการสอบเข้าของพวกเขาต้องร้องไห้อย่างน้อยๆ 5 ครั้ง ทุกครั้งที่พวกเขาผิดหวัง คนที่จะร้องไห้ด้วยก็คือ ครูบี

ผมถึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กๆ ถึงรักครูบีมากมายขนาดนี้ ดังนั้นเงินเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเหล่านั้น แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมามันมากมายกว่าลงทุนซื้อโฆษณาใด ก็คือการซื้อใจ เป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ผมเคยทำมาทั้งหมด ที่เคยวัดความสำเร็จเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นตัวเงินที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้วัดเป็นตัวเงินไม่ได้ เป็นความสุขและความรักความไว้ใจที่ใช้เงินซื้อไม่ได้เลย นอกจากความทุ่มเทที่เรามีให้จนพวกเขาประสบความสำเร็จ”

บุษบา โคทับ รอยยิ้มที่ให้ส่งกำลังใจให้สู้ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525926

บุษบา โคทับ รอยยิ้มที่ให้ส่งกำลังใจให้สู้ต่อ

โดย กั๊ตจัง

“กิจกรรมอาสาล่าสุดที่เราเข้าร่วม คือการเป็นอาสาสมัครช่วยแจกแอมโมเนียและน้ำให้กับผู้ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

เป็นกิจกรรมที่พวกเรานักศึกษารวมกลุ่มจัดขึ้นเอง เพราะว่าตอนเด็กๆ เราเคยเห็นข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎร พระองค์ท่านทำความดีให้กับแผ่นดินไทยมากมาย เมื่อมีโอกาสที่เราพอจะทำความดีช่วยเหลือพระองค์ท่านได้บ้างเราก็อยากจะทำความดี เพื่อพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต”

 บุษบา โคทับ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ สาขาการจัดการการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีปทุม เล่าถึงกิจกรรมจิตอาสาของเธอและกลุ่มเพื่อนพ้อง

เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้คิดหาความสุขแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว ยังมองหาความสุขอื่นๆ ในชีวิตด้วยการเป็นผู้ให้อีกด้วย บุษบา เล่าถึงงานอาสาสมัครของเธออีกว่า

 “จุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครทำความดีเพื่อสังคมนั้น เริ่มมาจากตอนเรียนปีหนึ่งมีวิชาที่ต้องออกค่ายอาสา เราได้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ทำกิจกรรมเพื่อน้องหมาน้องแมว เป็นกิจกรรมแรกๆ ของเรา และมีข้อผิดพลาดมากมายเกิดขึ้นในการทำกิจกรรมครั้งแรก เลยทำให้คิดว่าหากจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราเป็นคนเริ่มคิดเริ่มทำขึ้นมาอีก จะต้องทำให้ดีกว่านี้”

 อีกอย่างหนึ่งที่ บุษบา อยากบอกก็คือการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรารู้จักโลกภายนอกมากขึ้น

“เพราะเราไม่ค่อยได้ออกไปเห็นโลกในมุมอื่นๆ สักเท่าไหร่ การเป็นจิตอาสาจึงทำให้ได้เห็นปัญหาและมุมความดีที่มีอยู่ในสังคมมากขึ้น อีกอย่างการที่ได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมก็เป็นความสนุกและความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน เลยเป็นที่มาว่าเราอยากจะเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำโครงการด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

 มีชมรมไหนเปิดกิจกรรมจิตอาสาก็แค่อยากจะมาเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการที่เราได้ทำสิ่งดีเพื่อคนอื่น ตอนนี้ก็เลยเข้าร่วมอยู่หลายชมรมเรียนรู้งานและปัญหาต่างๆ ไปก่อน หวังว่าวันหนึ่งเราคงได้ทำโครงการของตัวเองที่ดีกว่าเดิม”

จิตอาสารุ่นใหม่ เล่าต่อว่าตอนนี้เพิ่งกลับมาจากการไปร่วมโครงการใหม่ของชมรมยุติธรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็คือการไปปรับปรุงซ่อมแซมอาคารห้องสมุด เพื่อเป็นแหล่งสร้างเสริมความรู้ให้กับน้องๆ ณ โรงเรียนบ้านวังโค้ง อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ บ้านวังโค้ง เป็นโครงการของชมรมที่จะไปทำกิจกรรรมเพื่อเด็กต่างจังหวัดด้วยกัน

  “สิ่งที่เราได้กลับคืนมาสู่ตัวเรา คือความรู้สึกขอบคุณของคนที่เราไปทำให้ อย่างเวลาที่เราได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ก็ทำให้เราหายเหนื่อย มีแรงที่จะทำให้ทำดีต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากจะทำกิจกรรมเพื่อสังคมเรื่อยๆ”

ดูแลผิวสู้ลมหนาว เนียนนุ่มชุ่มชื่นรื่นหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525919

ดูแลผิวสู้ลมหนาว เนียนนุ่มชุ่มชื่นรื่นหัวใจ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาว กับลมหนาวๆ ที่เริ่มเข้ามาทักทายกันในช่วงนี้ ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่ายขึ้นอีก

ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ และยังทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย และไม่เพียงแค่ความแห้งของอากาศในหน้าหนาวเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง แต่การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวการสำคัญของการเกิดผิวแห้งอีกด้วย

ปัญหาผิวแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ อยู่เสมอๆ แล้วครีมบำรุงที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว กับการทาครีมบำรุงอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ?

มาทำความรู้จักกับตัวการและตัวช่วยในเรื่องของผิวแห้งกันซักหน่อย พญ.ชนิดา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม จาก Athena Clinic ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผิวแห้งไว้ว่า ผิวแห้ง คือภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ

 โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง

 ดังนั้น ถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอก สามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ

 เริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุตัวการทำผิวแห้ง

1.อายุ : อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้

2.สภาพแวดล้อม : แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)

3.การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง : ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไปอีกด้วย

4.ยาบางชนิด : เช่น ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ

5.โรคบางชนิด : ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)

6.ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) : การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

เมื่อทราบสาเหตุหรือตัวการกันไปแล้ว มาดูตัวช่วยที่จะช่วยลดอาการผิวแห้ง

1.ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้ว ยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

2.ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท

สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

3.เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว นอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

4.การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

5.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ รวมถึงงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป สาวๆ สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์ท้าลมหนาว