ดร.ต่อยศ – ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499635

ดร.ต่อยศ - ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

โดย…โยโมทาโร่

 หากพูดถึงโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า หลายคนย่อมทราบดีว่านี่คือหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

วันนี้ได้เข้าสู่ยุคผู้บริหารรุ่นที่ 2 ซึ่งกำลังร่วมบริหารโรงเรียนใหม่ เด่นหล้า บริติช สกูล (Denla British School) โดยสองพี่น้อง ดร.ต่อยศ-ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช สกูล เปิดยุคใหม่ของเด่นหล้า ซึ่งทั้งสองคนบอกกับเราว่าจะพาเด็กไทยที่มีขนบธรรมเนียมไทยแต่ไปไกลในระดับโลก

ต่างความสามารถจึงเกื้อหนุน

ดร.ต่อยศ เล่าความหลังว่า โรงเรียนนี้เป็นธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นในเรื่องของการทำงานก็จะเริ่มเข้ามาช่วยตั้งแต่พอที่จะมีความสามารถเข้ามาช่วยงานในโรงเรียนได้ แล้วก็เริ่มรับผิดชอบมากขึ้นตามอายุและคุณวุฒิที่มีมากขึ้น ซึ่งงานโรงเรียนมีความรู้สึกว่าเป็นงานที่ต้องการความเอาใจใส่ ต้องการคนที่จะต้องเข้ามาดูแล

“ผมกับน้องชายก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน และมีความสนใจไม่เหมือนกัน อันดับแรกสุด โรงเรียนอนุบาลเรามีอยู่ 2 สาขา ดังนั้นแต่ละสาขาก็ควรจะมีคนที่รับชอบหลัก อยู่ 1 คน ผมรับผิดชอบในส่วนหน้าที่การดูแลในส่วนที่เป็นโรงเรียนสาขาแรก ส่วนน้องชายก็ดูแลในโรงเรียนที่เป็นสาขาที่ 2

“แต่เมื่อพูดถึงความสามารถในการบริหารงาน ในการดูแลเราก็จะเข้ามาช่วยกันดูแลความถนัดของแต่ละคน ส่วนตัวผมเรียนจบทางสายวิทยาศาสตร์ ผมก็จะถนัดชอบเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างการตกแต่งรีโนเวต ดูแลอาคารสถานที่ นำเอาเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในโรงเรียน ดังนั้น ในภาพรวมของผมก็จะดูเรื่องของเทคโนโลยีและเรื่องของอาคารสถานที่ให้กับทั้งสองโรงเรียน

“ส่วนน้องชายของผมเขาถนัดเกี่ยวกับเรื่องวิชาการ เรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน เรื่องการดูแลบุคลากร เขาก็จะเป็นคนที่เข้ามาช่วยดูในเรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนของทั้งสองสาขา ดังนั้นในภาพรวมก็ดูเหมือนว่าเราจะทำงานกันคนละที่ แต่ที่จริงแล้วเราเข้ามาช่วยทำงานด้วยกันทั้งสองสาขาครับ”

 ดร.เต็มยศ เล่าเสริมพี่ชายว่า

“การทำงานในเวลาปกติเราก็พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งเราแทบพูดคุยกันประมาณ 5 ครั้ง หรือจะบอกว่าคุยมากกว่าภรรยาที่บ้านก็ว่าได้ (หัวเราะชอบใจ) เราโทรคุยกันทุกวัน เวลามีประชุมเราก็พูดคุยกันนอกรอบอีก การที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ เรียกว่าเป็นการซิงค์ข้อมูลทางความคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ตรงไหนที่เราอยากจะรู้ ตรงไหนที่เราอยากจะทำจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ดีก็คือ เราสองคนเติบโตในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ได้เรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน ภาพรวมด้านกรอบวิธีคิดและแนวความคิด จึงค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกันอยู่ แต่แน่นอนว่าอาจจะมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยข้างในที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เราก็แก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกันบ่อยๆ

“เพราะว่าปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพูดคุยกันไม่มากพอ ไม่ได้ลงลึกถึงในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ได้พูดความจริง ไม่มีความจริงใจ จึงทำให้เกิดปัญหาของการขัดแย้งในเรื่องการทำงานแล้วก็ปัญหาในการทำงานอื่นตามมา แต่ถ้าเราคุยกันบ่อยๆ ประสานงานกันอย่างสม่ำเสมอ เราก็พอจะรู้ว่าแต่ละคนมีความต้องการอย่างไรและเราจะเข้าไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”

พาเด็กไทยสู่สากลโลก

ผู้บริหารหนุ่มหล่อทั้งคู่มองถึงโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ของพวกเขาต่อว่า สำหรับโรงเรียนนานาชาติเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องการจะพัฒนาเด็กไทยให้เป็นสากล

ที่ผ่านมา ความคาดหวังของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติก็เพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของภาษา ได้ในเรื่องความกล้าแสดงออก เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง แต่กลับมองว่าความคาดหวังเหล่านี้ในประเทศไทยอาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายแล้ว ความคาดหวังของผู้ปกครองคือการที่ให้เด็กสามารถสอบติดในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

“ตอนนี้บอกได้เลยว่า เด็กในโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ ถ้าอยากจะสอบติดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะต้องไปเรียนพิเศษไปติววิชาการเพิ่ม เพื่อให้มีความสามารถทางด้านวิชาการมากพอที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยได้

“ดังนั้น เรื่องของเวลาการเรียนที่เหมาะสม คือการเลือกเรียนประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเราจะได้ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงครึ่งที่เหลือ จากที่เด็กจะต้องไปเรียนพิเศษข้างนอก ได้ใช้เวลาตรงนี้ในการเรียนในโรงเรียน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเรียนอย่างเต็มที่ให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่าเมื่อเด็กเรียนจบไป ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังให้เด็กเรียนต่อในเมืองไทยมากกว่าที่จะเรียนต่อในต่างประเทศ” ดร.ต่อยศ อธิบายถึงปัญหาของโรงเรียนนานาชาติที่พบได้มากในเมืองไทย”

สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในเรื่องของการที่อยู่เมืองไทยให้ได้ แม้ว่าจะเรียนในโรงเรียนนาชาติ ทางด้าน ดร.เต็มยศ บอกว่า เราต้องสอนให้เด็กไทยรู้จักในเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักวัฒนธรรมไทย ความเคารพในคนอื่น ความเคารพต่อผู้ใหญ่

“จุดนี้จะเป็นจุดที่เราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ซึ่งเราทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน จากเดิมที่จุดอ่อนของเด็กที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติจะอ่อนภาษาไทย ไม่มีมารยาทความเป็นไทย ส่วนเด็กที่เรียนโรงเรียนไทยก็อ่อนภาษาอังกฤษ ไม่มีความกล้าแสดงออก เราจึงต้องสร้างเด็กไทยให้มีความเป็นสากล ดังนั้นภาษาแม่จะต้องแข็งแรง จะต้องได้จะต้องแน่นและชัดเจน เพราะว่าเด็กไทยก็ควรจะให้ความสำคัญกับภาษาไทย พูดได้ อ่านออกเสียง เขียนได้ดี ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง

“ในขณะเดียวกันก็ต้องได้ภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาสเปน ที่มีผู้คนใช้กันมากเพราะอย่าลืมว่าภาษาและวัฒนธรรม คือสิ่งสำคัญที่จะบอกความเป็นตัวตน ความมั่นใจในตัวเองซึ่งทำให้เด็กเมื่อเติบโตขึ้นเขาสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้โดยที่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นใคร นั่นคือความท้าทายของนักจัดการศึกษาที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในอนาคตให้ได้” ดร.เต็มยศ กล่าวทิ้งท้าย

 

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499496

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

โดย…วรธาร

ภาพผลงานการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติจากที่ดินจริงของประชาชนทั่วไปและเกษตรกรประมาณ 59 ภาพ ซึ่งตั้งโชว์อยู่ในห้องประชุมศาสตราจารย์ประสม รังสิโรจน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ช่วยทำให้บริเวณพื้นที่แถลงข่าวโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปี 5 โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ สจล. และเครือข่ายต่างๆ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. มีพลังจนอดไม่ได้ที่จะนำเสนอเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่

หลักสูตรการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเอง

ผลงานเหล่านี้มาจากฝีมือการออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก 18 สถาบัน ร่วมกับประชาชนและเกษตรกรที่เข้าอบรมหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติรุ่นแรกที่ออกแบบและสอนโดย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการที่ร่วมออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ของโครงการ

ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จากการที่ได้ลงไปช่วยออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินมาได้ 3 ปี มีประชาชนมาขอให้ช่วยออกแบบพื้นที่จำนวนมากปัจจุบันมีอยู่ 4,000 กว่าราย ซึ่งได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อย 2,000 ราย แต่ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม ซึ่งทำคนเดียวไม่ไหวจำต้องหาคนมาช่วย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติขึ้น เพื่อให้นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมจากทั่วประเทศตลอดจนประชาชนและเกษตรกรที่สนใจมาเรียนเพื่อจะช่วยออกแบบ

“ตอนนี้มี 2 หลักสูตร หลักสูตรแรกสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์ หลักสูตรที่ 2 สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจออกแบบด้วยตัวเอง ทั้งสองหลักสูตรเพิ่งเรียนจบไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นักศึกษาเรียน 10 วัน ของประชาชน 5 วัน ซึ่งในแง่ของการออกแบบแล้วใครก็เรียนได้ แต่ที่จัด 2 หลักสูตรในระยะเวลาเดียวกันเพราะนักศึกษาสถาปัตย์จะมีทักษะและจินตนาการในการเขียนแบบและพรีเซนเทชั่นเก่ง ซึ่งจะช่วยในการออกแบบให้กับประชาชนและเกษตรกรที่อาจออกแบบไม่เก่งและไม่สวย” ผศ.พิเชฐ กล่าว

คุณสมบัติของผู้เข้าอบรมออกแบบ

การอบรมหลักสูตรดังกล่าวผู้ที่เข้าอบรมทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้พื้นฐานหลักกสิกรรมธรรมชาติ เช่น หลักสูตรในการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสอนไว้ ตามศูนย์กสิกรรมธรรมชาติที่มีอยู่ 53 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศมาก่อน ถ้าไม่ผ่านการอบรมจากศูนย์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าอบรมหลักสูตรนี้

“ใครอยู่ใกล้ศูนย์ไหนก็ไปอบรมที่ศูนย์นั้น หรือจะไปศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ที่ จ.ชลบุรีก็ได้ เมื่อเรียนจบจากศูนย์นั้นๆ แล้วจึงมีสิทธิมาสมัครอบรมหลักสูตรออกแบบพื้นที่ หรือจึงจะมีสิทธิในการขอให้ทางเราช่วยออกแบบพื้นที่ให้ โดยการรับรองของศูนย์ที่ได้ไปเรียนรู้มา ขั้นตอนเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ใครอยากเรียนก็มาเรียนเลย คุณต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาก่อนนี่คือคุณสมบัติเดียวที่ทุกคนต้องมี”

คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า การออกแบบพื้นที่จำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการวางภาพอนาคตให้เห็นก่อนว่าสุดท้ายแล้วที่ดินผืนนี้ของตัวเองนั้นจะพัฒนาไปเป็นอะไร ไม่ใช่นึกอยากจะปลูกอยากสร้างอะไรก็ทำ ไม่ใช่ บางคนอาจตั้งเป้าทำเป็นรีสอร์ทเพื่อการเรียนรู้ บางคนตั้งสถานปฏิบัติธรรม บางคนตั้งอาจเป้าใหญ่กว่านั้น ฉะนั้นจึงต้องวางภาพอนาคตไว้แล้วการออกแบบก็ค่อยๆ ทำไปและทำเป็นพื้นฐานจนถึงภาพใหญ่ที่ตั้งไว้

“ถ้าไม่ออกแบบแล้วไปทำเลยก็ต้องมาแก้ตรงโน้นตรงนี้ทีหลังพานให้เสียเงินมากไปอีก เรื่องที่ดินจึงต้องวางแผนให้ดี เหมือนอย่างสถาปนิกเวลาจะพัฒนาที่ดินเขาต้องทำมาสเตอร์แพลน วางภาพอนาคตให้ออก มองตลาดจะเชื่อมเครือข่ายยังไง จุดเด่นคืออะไร ต้องดูหลายอย่างไม่ใช่ออกแบบอย่างเดียว มันมีเรื่องของพลังงาน แบรนด์ ตลาด แพ็กเกจจิ้ง อะไรๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นการออกแบบพื้นที่จึงต้องมาเรียน”

ออกแบบพื้นที่จริงให้เกษตรกร

วิทยาพร ภักดีฤทธิบุตร นักศึกษาปริญญาโท สาขาการวางผังเมืองและสภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ หนึ่งในนักศึกษาสถาปัตย์ที่เข้าอบรม ที่ สจล. เล่าที่มาของการเข้าร่วมอบรมให้ฟังว่า เขากำลังทำธีซิสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจึงมองเป็นโอกาสดีจึงได้มาร่วมเวิร์กช็อปด้วยและได้ความรู้มากมายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการออกแบบพื้นที่

“ใน 10 วันนี้อาจารย์จะพาไปเรียนรู้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงการพึ่งพาตนเองที่ศูนย์เรียนรู้ภูมิลักษณ์ธรรมชาติ จ.นครนายก 5 วัน แล้วกลับมาเรียนออกแบบและพัฒนาพื้นที่ที่ สจล.อีก 5 วัน ว่าในพื้นที่นั้นๆ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น การทำพื้นที่เก็บกักน้ำ การแบ่งพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อความชุ่มชื้นในพื้นที่ การขุดบ่อ เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะใช้ข้อมูลพื้นที่จริงของประชาชนหรือเกษตรกรที่ต้องการให้ใช้ในการออกแบบจริงและสามารถทำไปใช้ได้เลย” วิทยาพร กล่าว

วิทยาพร กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ที่เขาออกแบบให้นั้นลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบ ที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เดิมมีเนื้อที่ 12 ไร่ เจ้าของพื้นที่ต้องการทำรีสอร์ท โฮมสเตย์ บ้านดิน แต่พอเรียนไปเกิดเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าทำไม่ไหวจึงลดสเกลลงเหลือ 1 ไร่ 3 งาน จึงให้ออกแบบในส่วนนี้ให้ก่อนและจะไปทดลองทำ ถ้าทำได้เขาก็จะค่อยๆ ขยายไปในพื้นที่ที่เหลือต่อไป

“ในพื้นที่เกือบ 2 ไร่เจ้าของไม่ต้องการทำนาแต่อยากเลี้ยงสัตว์ ปลูกป่า ต้นไม้ทุกระดับ รวมถึงพืชผักสวนครัว มีโรงทำปุ๋ย เตาเผาถ่าน ผมก็ออกแบบโดยใช้คอนเซ็ปต์ของโคก หนอง นาโมเดล มีการขุดบ่อไว้เก็บกักน้ำ เอาดินที่ได้จากการขุดบ่อมาถมที่ทำเป็นโคกเพื่อสร้างที่อยู่และอื่นๆ ที่เจ้าของต้องการ ซึ่งเจ้าของค่อนข้างพอใจกับที่ผมได้ออกแบบให้”

วิทยาพร กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการทำธีซิสค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ภูมิใจมากคือได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีที่ดินแต่ไม่รู้ว่าจะออกแบบยังไงให้ถูกเหมาะสมกับพื้นที่และออกมาสวยงาม

ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล กล่าวว่า หลังจากเวิร์กช็อปหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติครั้งแรกผ่านไป ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ปัจจุบันได้จองเข้ามาถึงรุ่นที่ 4 แล้วทำให้ต้อง
ปรับแผนใหม่เพื่อรองรับความสนใจของประชาชน

“ตอนแรกตั้งใจจัดอีกทีในเดือน ธ.ค. หรือ 6 เดือนจัดครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ประชาชนจองถึงรุ่นที่ 3 และ 4 แล้ว (รับรุ่นละ 60 คน) จึงต้องปรับมาจัดเป็น 3 เดือน/ครั้ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้มาก ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกรด้วย แต่เป็นคนเมืองที่ต้องการเรียนเพื่อไปออกแบบพื้นที่ของตัวเอง อย่างรุ่นแรกที่ผ่านมา 59 คน มีเกษตรกรมาเรียนแค่ 7 คนเท่านั้น”

ขณะที่ระยะเวลาในการเรียน ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จะเรียนทั้งหมด 5 วัน แบบเข้มข้นตั้งแต่ตี 4 ไปจนถึง 4 ทุ่มโดยประมาณ และที่สำคัญ ผู้เรียนจะต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาแล้ว

 

สร้างรายได้ ด้วยสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499366

สร้างรายได้ ด้วยสิ่งที่รัก

โดย…ภาดนุ

การที่เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ยิ่งถ้าสิ่งที่รักและชอบนั้นสามารถทำรายได้เสริมให้กับเราได้ ก็ยิ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสุดๆ เลยละ

ดูอย่าง พนารัตน์ ธงไชยฤทธิ์ นักข่าวสาวสายเศรษฐกิจ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แม้อาชีพนักข่าวจะเป็นสิ่งที่เธอรักมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เธอจึงตั้งใจเลือกเรียนสายนี้มาแต่เดิม พอเรียนจบก็ทำงานสายอาชีพนักข่าวมากว่า 20 ปี โดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนสายงาน ยังคงมุ่งมั่นเดินตามเส้นทางและทำหน้าที่ของนักข่าวอย่างเต็มที่ แต่นอกจากงานประจำแล้ว เธอยังนำสิ่งที่เธอรักและชอบ ผันมาเป็นอาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้งามๆ ควบคู่กันไปด้วย

“ดิฉันชอบการอ่านและการเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ จึงมุ่งมั่นเรียนเพื่อเป็นนักข่าว และทำงานในวงการหนังสือพิมพ์มาหลายปี วันหนึ่งก็โชคดีได้รับโอกาสให้ออกพ็อกเกตบุ๊ก 2 เล่มที่ชื่อว่า ‘ฉันจะขึ้นคาน’ และ ‘ผู้หญิงก็ร้าย ผู้ชายก็เลว’ โดยใช้นามปากกาว่า ‘พลอยนภัส’ เล่าเรื่องราวพร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์ของตัวเองผ่านตัวอักษร จนพ็อกเกตบุ๊กติดอันดับขายดี

ด้วยความที่ดิฉันมีไลฟ์สไตล์ชอบช็อปปิ้งและชอบแต่งตัวอยู่แล้ว จึงรู้เรื่องเทรนด์แฟชั่นอยู่บ้าง ดิฉันจึงตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นในย่านตลาดหลังการบินไทย โดยใช้นามปากกา ‘พลอยนภัส’ เป็นแบรนด์สินค้า และเปิดร้านมา 6 ปีโดยให้พี่สาวเป็นผู้ดูแลร้าน

แต่พอมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เราจึงต้องปิดร้านขายเสื้อผ้าไป ประกอบกับช่วงนั้นการขายสินค้าออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เราจึงหันมาขายสินค้าบนออนไลน์แทน ด้วยพื้นฐานในวัยเด็กที่ชอบค้าขาย เพราะคุณพ่อคุณแม่เคยค้าขายมาก่อน ดิฉันจึงหาทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับตามสไตล์ที่ตัวเองชอบมาโพสต์ขาย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะสามารถขายสินค้าได้เรื่อยๆ เลยค่ะ”

ล่าสุดพนารัตน์ได้ปิ๊งไอเดียโดยการนำกระเป๋าสานซึ่งเธอได้ไปเห็นตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดที่มีการตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารัก แต่ราคาแสนจะแพง เธอจึงเกิดความคิดที่จะทำกระเป๋าสานซึ่งออกแบบตกแต่งเองออกมาใช้ดูบ้าง

“ตอนแรกตั้งใจจะลองทำไว้ใช้เอง จึงไปซื้อกระเป๋าสานที่ทำจากผักตบชวาจากแหล่งงานฝีมือคุณภาพดีซึ่งเป็นทรงโท้ตแบ็ก แล้วนำมาเพนต์เป็นรูปดอกไม้ และประดิษฐ์ลูกตุ้มไหมพรมที่เรียกว่า ‘ปอมปอม’ นำมาห้อยกระเป๋าให้ดูฟรุ้งฟริ้งกิ๊บเก๋ พอเพื่อนที่ทำงานเห็นก็ชมว่า ‘กระเป๋าสวยจังเลย อยากซื้อไปใช้บ้าง’

ตั้งแต่นั้นดิฉันจึงเริ่มหากระเป๋าสาน กระเป๋าถักจากไหมพรม และกระเป๋าที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ทั้งทรงโท้ตแบ็กและทรงแปลกๆ มาตกแต่งเพิ่มโดยการเพนต์สี ลวดลาย หรือห้อยด้วยปอมปอม ติดโบ ติดดอกไม้ ถักไหมพรมครอบหู
กระเป๋า ฯลฯ ออกมาอีกหลากหลายแบบ ซึ่งพอนำไปโพสต์ขายบน IG : ploynaplusinlove ปรากฏว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ลูกค้าสาวๆ อินบ็อกซ์เข้ามาชมและถามราคากันเยอะมาก โดยราคาเริ่มที่ใบละ 1,500-3,500 บาท ช่วงแรกๆ บางคนจะบอกว่าแพง แต่พออธิบายว่ากระเป๋าบางใบเราซื้อมาจากต่างประเทศ และเมื่อลูกค้าซื้อใบที่ถูกใจไป ใช้แล้วดี หลังๆ มานี้ก็มีฟีดแบ็กว่า คุ้มค่าสมราคากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ”

พนารัตน์บอกว่า เธอออกแบบและลงมือทำทุกอย่างเอง ทั้งหาวัสดุตกแต่งและกระเป๋าแฮนด์เมดที่นำเข้าจากทั้งญี่ปุ่น เคนย่า และสหรัฐ บางใบก็ฝากเพื่อนซื้อมา ทำให้กระเป๋ามีจุดขายที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ตรงความยูนีกไม่เหมือนใคร เพราะกระเป๋าแต่ละใบจะมีดีไซน์เฉพาะตัว เมื่อทำออก มาจึงเจาะกลุ่มเป้าหมายสาวๆ ได้ชัดเจน เรียกว่ากำลังไปได้สวยทีเดียว

“ดิฉันจะออกแบบตกแต่งกระเป๋าตามความชื่นชอบของตัวเอง มีบางแบบที่ลูกค้าจะบอกความต้องการแบบคร่าวๆ และการใช้งานมา เราก็จะมาออกแบบตกแต่งให้ ซึ่งทุกใบเราตั้งใจและใส่ใจเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชมจากลูกค้า เราจะรู้สึกดีใจมาก เพราะเราอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด ถูกใจที่สุดกลับไปอยู่แล้ว”

พนารัตน์ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าสินค้าอะไรก็ตามที่กำลังอยู่ในเทรนด์ ใครที่ลงมือทำก่อนและเร็วกว่า ก็จะสามารถช่วงชิงโอกาสได้เร็วกว่า เพราะถ้าเริ่มทำตอนตลาดวาย ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จในเรื่องการค้าได้ ฉะนั้นคิดแล้วต้องลงมือทำเลย ยิ่งถ้ามีฝีมือในการประดิษฐ์สิ่งของแฮนด์เมดที่ยูนีก ด้วยแล้ว ลองใช้ฝีมือและศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคุณดูสิ รับรองต้องได้ผลดีในสักวัน

 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยอีคิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499144

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยอีคิว

โดย…บีเซลบับ

การบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างฉลาด มีสติ และรู้เท่าทัน ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณรับมือกับการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความสุขและความสำเร็จในชีวิต แม้เราจะไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ก็คือจิตใจของตัวเราเอง ทักษะในการบริหารอารมณ์หรืออีคิวนี้ ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานทุกคนต้องมี คุณล่ะ!

เรียนรู้เรื่องอีคิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

1. เปิดใจให้กว้างมากขึ้น

เพื่อจะได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในการใช้แก้ปัญหาต่างๆ บอกตัวเองว่าทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง ทางออกมีมากมาย เผื่อใจไว้ด้วยการเปิดรับข้อมูลความรู้จากแหล่งต่างๆ เสมอ นอกจากนี้ก็ต้อง “รู้” ปัญหา หมายถึงรู้ว่าอะไรคือปัญหา ระบุให้ชัดเจนว่าปัญหาของคุณคืออะไรกันแน่ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในเวลานั้นคืออะไร

2. มีความยืดหยุ่น

ฝึกตัวเองให้เป็นคนยืดหยุ่น ผ่อนปรนหรือปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยแนวทางใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ถามตัวเองว่า คุณมีความสามารถในการแก้ปัญหาตรงหน้าได้กี่วิธี หรือจะทำอย่างไรถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

3. มองโลกแง่ดี

ปัญหาคือความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาจสร้างปัญหาให้ทั้งนั้น นี่คือเรื่องดีไม่ใช่เรื่องเครียด

4. หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็จะได้เห็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

5. ความหาสาเหตุและเรียนรู้

ศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยให้พิจารณาทั้งในส่วนของความรู้สึกและข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน วิธีนี้ดีกว่าที่จะมุ่งไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้งไม่หยุดศึกษาหาความรู้

คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหา คนที่คุณเรียนรู้จากเขานั้น คนๆ นั้นอาจเป็นหัวหน้าของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณหรือเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็กๆ แต่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีภายใต้สถานการณ์หรือเงื่อนไขบางอย่าง คำแนะนำก็คือคุณเรียนรู้ได้จากทุกคน

6. ทำงานเป็นทีม

ปัญหาบางอย่างแก้คนเดียวไม่ได้ อาจต้องฟอร์มทีมขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบ วางจุดมุ่งหมายของทีมให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน อาจทดลองนำวิธีการที่คิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นไปทำการวิเคราะห์ว่า สามารถเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้อาจมีทีมงานร่วมคิดวิเคราะห์ด้วย อาจจะมีการพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ดีขึ้น ตรงจุดนี้จะดีตรงที่ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหารับรู้ก่อนว่า จะมีการจัดการกับปัญหาเช่นไร จะได้มีการเตรียมตัวหรือรองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังทำให้การเตรียมการในการแก้ปัญหามีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

7. สร้างระบบของตัวเอง

สิ่งที่เข้ามากระทบในแง่ลบ บริหารจัดการให้กลายเป็นแง่บวก ฝึกตัวเองอย่างจริงจังแล้วคุณจะพบว่า มันไม่ยากเลย ในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถ เหตุผล สัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึกร่วมกันในการเสาะแสวงหาวิธีการที่จะแก้ปัญหานั้นๆ ว่า มีวิธีการใดบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาบางปัญหานั้น อาจมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถจัดการปัญหานั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมรวดเร็วที่สุด

8. ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก

ใส่อารมณ์ขันและความรู้สึกสนุกสนานลงไปในการทำงานของคุณด้วย รวมทั้งปัญหาบนโต๊ะทำงานบางปัญหาก็ต้องการอารมณ์ขันของคุณด้วย ใช้วิธีคิดว่าคุณกำลังเล่นเกมที่ปัญหาต่างๆ จะทำให้คุณได้แต้มจากการเข้าไปคลี่คลายหรือใกล้จะคลี่คลายได้ เชื่อสิว่าคุณจะเป็นฝ่ายชนะในเกมเสมอ

9. ถอยหลัง 1 ก้าว

หากคุณรู้สึกว่าในตอนนี้อ่อนล้ากับปัญหาที่รุมเร้าจากการทำงาน และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ในขณะนี้ ก็ไม่ผิดกติกาที่จะถอนตัวเองออกมาสักพักหนึ่ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง คุณสามารถหากิจกรรมที่ช่วยให้ได้ผ่อนคลายความเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หลายคนมีเพลงที่ช่วยได้ หลายคนใช้วิธีปิดลิ้นชักการงาน แล้วเปิดลิ้นชักสันทนาการ สับสวิตช์เพื่อเอาตัวเองออกจากสถานการณ์สักระยะหนึ่ง

10. ประเมินผล

ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผล ประสิทธิภาพจากการทำงานวัดจากการแก้ปัญหา ประเมินผลจากวิธีการแก้ปัญหาที่นำไปใช้นั้น ได้ผลดีมากน้อยเพียงไร อย่าลืมเรียนรู้และสรุปบทเรียน (ของตัวเอง) ทุกครั้งด้วยนะ

 

เครื่องแบบที่รัก น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499010

เครื่องแบบที่รัก น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว

โดย…มัลลิกา  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตอนนี้วงการนักเขียนนิยายไทย ไม่ได้มีคำแสดงบทบาท หน้าที่ แค่คำว่า “นักเขียน” แล้ว เพราะในอีกบทบาทหนึ่งก็ต่างมีอาชีพประจำ อย่างนักเขียนที่ใช้นามปากกา “นาคาลัย” ปัจจุบันก็รับราชการทหารเรือ ดำรงตำแหน่ง นายทหารผู้ช่วยงบประมาณ

“น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว” ผู้ที่เกิดในครอบครัวทหาร คุณปู่รับราชการเป็นทหารเรือ คุณพ่อเป็นทหารบก เส้นทางในอาชีพเมื่อเติบโตของเธอชัดเจนอยู่แล้ว นับตั้งแต่ปี 2543 แต่แล้วเธอก็ค้นพบเส้นทางใหม่ ที่ตามหามานานนั้นคือ นักเขียน

“ตอนแรกอยู่โรงพยาบาลทหาร ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารผู้ป่วยทั้งหมด ขึ้นไปเสิร์ฟให้คนไข้บนตึก งานไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ย้ายมาติดนาวาตรี พอยศเลื่อนขึ้นก็นั่งประจำโต๊ะ ไม่ต้องเข้าเวรพยาบาลเสาร์-อาทิตย์ งานเป็นเรื่องเอกสารตัวเลข หน้าที่ความรับผิดชอบเยอะขึ้น แต่งานไม่ต้องใช้แรง ทำให้หลังเลิกงานเรามีพลังเหลือ ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ก็เลยคิดว่า เราอยากมีหนังสือของเราจัง อยากเขียนนิยาย แฟนก็เลยบอกอยากเขียนแนวไหนก็ลงมือเขียนเลยสิ”

เมื่อมีเสียงสนับสนุน บวกกับเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว หลังเวลาเลิกงาน บางทีก็นั่งเขียนยาวไปเกือบถึงวันใหม่ จนได้นิยายเล่มแรก ชื่อ หนึ่งปรารถนา ซึ่งนำเสนอเรื่องใกล้ตัว นั้นคือ ทหารเรือ และเป็นที่มาของเอกลักษณ์นิยายนามปากกา นาคาลัย พระเอกจะต้องเป็นคนในเครื่องแบบ

“ตอนนั้นเขียนลงขายทางอี-บุ๊ก แล้วก็มีสำนักพิมพ์ซื้อไปพิมพ์เป็นเล่ม ดีใจอยู่ 3 วัน ก็มีกำลังใจเขียนเล่มที่ 2 3 4 ตามมา พระเอกก็ยังเป็นทหารเรืออยู่สัตหีบ เพราะเราทำงานประจำ ข้อมูลเหล่านี้ใกล้ตัว สงสัยก็หันไปถามเพื่อนร่วมงาน อยากได้ฉากไหนก็เดินไปถ่าย”

นาคาลัย มีผลงานทั้งหมด 11 เรื่อง ตั้งแต่ปี 2547 หนึ่งปรารถนา ใจรักเพียงเธอ ใจเอย อธิษฐานรัก รอ…รัก เพลงเหมันต์กลาโหมยอดรัก หนึ่งรักภักดิ์หัวใจ รักเธอปานชีวา ปรารถนารัก ทั้งขายผ่านอี-บุ๊ก พิมพ์ขายเองบ้าง จน 2 เล่มล่าสุด ผู้การเรือพ่วง และยุทธการรัก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ

“พล็อตแต่ละเรื่องมาจากอารมณ์ล้วนๆ เลย อยากเขียนดราม่า เราก็ใส่เต็มที่ ไม่ได้เรียนการเขียน แต่อ่านนิยายมาเยอะ ที่ผ่านมาพระเอกของเราจะเป็นทหารเรือ ทหารบกก็มีใกล้ตัวหน่อย ทหารอากาศก็มีแต่อันนี้ไกลตัว อย่างเรื่องยุทธการรัก ก่อนจะวางคาแรกเตอร์ก็ไปคุยก่อน

จะมีพระเอกต้นแบบ ก็ได้ กัปตันตูน (น.ท.รณชย พูนบุญ) ดูวิถีชีวิตของเขา ชอบกินอะไร เวลาจีบผู้หญิงทำยังไง ความคิดเขาเป็นยังไง ลักษณะนิสัยใจคอ เราจะถามเรื่องการทำงาน เช่น ตอนเขาเป็นนักบิน ชีวิตเป็นยังไง ต้องระวังอะไร ดูแลตัวเองครอบครัวยังไง นักบินเวลาขึ้นบินอัตราเสี่ยงห้าสิบห้าสิบ ครอบครัวเขาคิดยังไงที่เขาเป็นนักบิน ตัวเขาคิดยังไงกับอาชีพ”

ก่อนการลงมือเขียน ทั้งการสร้างพล็อตย่อยต่างๆ จะต้องหาข้อมูลให้แม่นยำ “พระเอกเป็นตัวดำเนินเรื่อง เพราะแนวทางของเรา อยากให้พระเอกเป็นคนในเครื่องแบบ แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวกับอาชีพมาก เป็นนิยายรักทั่วไป มีดราม่าบ้าง เพื่อความสมจริง การหาข้อมูลสำคัญ

เรื่องที่กำลังเขียน คือ คีตกาลรัก พระเอกเป็นทหารอยู่วงดุริยางค์ เราไม่ได้คุ้นเคย แต่เราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย มีคนที่รู้จักในสายงานนี้ ไปนั่งคุยกับพี่เขา ถามข้อมูลบางอย่าง เอาที่คนทั่วไปสามารถรู้ได้ จะได้เห็นเกร็ดของนายทหารอยู่ในเรื่อง วิธีการทำงาน กระบวนการคิด แต่ใส่เยอะไม่ได้ คนอ่านจะเบื่อ”

ส่วนผลงานเล่มใหม่ เธอตั้งใจจะไปอีกเหล่าทัพ นั้นคือ ตำรวจ แฟนนักอ่านของนาคาลัย อดใจรอสักนิด เตรียมพบกับพระเอกในเครื่องแบบสีกากีได้

 

ธเนศ เหลืองวรชาติกุล แบดมินตันให้สุขภาพดีที่มาพร้อมเพื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499005

ธเนศ เหลืองวรชาติกุล แบดมินตันให้สุขภาพดีที่มาพร้อมเพื่อน

โดย…นกขุนทอง

คนใกล้ตัวยกนิ้วให้เป็นกูรูในเรื่องของกีฬา แม้เจ้าตัวจะถ่อมตัวว่าไม่จริ๊ง…ไม่จริง แต่พอว่างจากงานดีเจ “ดีเจเอ็ม-ธเนศ เหลืองวรชาติกุล” จากคลื่นเพลงสากล GET 102.5 ก็มักจะอยู่ที่สนามไหน
สักแห่ง โดยเฉพาะสนามแบดมินตัน ซึ่งเป็นกีฬาสุดโปรด วันนี้เราจึงได้พูดคุยกันแบบใกล้ชิดติดขอบสนามกันเลย

“จุดเริ่มต้นที่เลือกเล่นกีฬาแบดมินตัน เพราะผมผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตขึ้นมาเราจำความได้ เราก็มีไม้แบดมินตันหนึ่งอัน หลังจากนั้นก็หัดเล่นหัดตีไปเรื่อยๆ จนมาถึงทุกวันนี้ครับ แบดมินตันเป็นกีฬาที่ดีมากเป็นกีฬาที่คนไทยชื่นชอบอยู่แล้ว

เรามีนักกีฬาทีมชาติที่ใครๆ ก็รู้จัก น้องเมย์-รัชนก อินทนนท์ สอง-ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข ซูเปอร์แมน-บุญศักดิ์ พลสนะ บุคคลเหล่านี้เป็นไอดอลที่ทำให้คนไทยหันมาให้ความสนใจในกีฬาแบดมินตันกันมากขึ้น และยังทำให้กีฬาแบดมินตันได้รับการโปรโมทจนคนไทยเริ่มรู้จักและอยากลองเล่นมากขึ้น สมัยนี้การแข่งขันระดับโลกแต่ละครั้ง ได้รางวัลตอบแทนกันเป็นล้านๆ ไม่ใช่ธรรมดานะครับ”

เล่นมาตั้งแต่เด็ก ฝีไม้ในการหวดลูกขนไก่ของดีเจเอ็มจะอยู่ระดับไหน ส่งเสียงหัวเราะก่อนตอบเสียด้วย “ถ้าให้ประเมินคงอยู่ในระดับมือสมัครเล่น ที่บอกว่ามือสมัครเล่น เพราะเราไม่ได้ตีขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้เก่งถึงขั้นเป็นมือโปรขนาดนั้น ถ้าใครคิดจะเป็นโปรลงแข่งขันต้องมีเทรนเนอร์หรืออาจารย์ในการฝึก ผมยังไม่ถึงขั้นนั้น

แต่ทุกครั้งที่ผมลงสนามผมเต็มที่มาก ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผมว่าความแข็งแรงของร่างกายและการฟิตซ้อมเป็นสิ่งสำคัญ พักหลังๆ ผมเข้ายิมบ่อย ทำให้มีพละกำลังของกล้ามเนื้อแขนมากขึ้น ช่วงนี้ใครเล่นกับผมจะเห็นว่าผมมีแรงตบเยอะหน่อย (หัวเราะ)

ปกติผมไม่ค่อยตบแรงมาก เน้นใช้สมองในการคิดการเล่นมากกว่า ว่าจะตีลูกไปทิศทางไหนแล้วทำให้อีกฝ่ายรับไม่ได้  ผมจะสังเกตนักกีฬาทีมชาติหลายๆ คนอย่าง น้องเมย์ รัชนก เขาจะเล่นแบบใช้ไหวพริบมาก น้องเมย์ไม่ได้คิดตอนนั้นแล้วตีเลย เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตี ซึ่งมันเร็วมาก น้องเขาเก่งมากๆ เราก็เอามาใช้กับตัวเอง พยายามคิดก่อนตีว่า ตีไปทางไหนแล้วอีกฝ่ายจะรับไม่ได้

มันเป็นการพัฒนาตัวเองจริงๆ ครับกีฬาประเภทนี้ ณ ตอนนี้ยังไม่เคยลงแข่งขันเลย อาจเพราะยังไม่เจอคู่หูมากกว่า ที่ตีกันอยู่ประจำก็จะเป็นครอบครัวและเพื่อนๆ ถ้าผมหาคู่ที่เล่นด้วยกันแล้วเข้าขาเมื่อไหร่ ยังไงผมต้องลงแข่งแน่นอน ใจผมอยากแข่งมากนะ แต่ยังติดตรงนี้แหละ”

นอกเหนือจากร่างกายที่แข็งแรง ยังได้กัลยาณมิตรเพิ่มมาด้วย “ประโยชน์หลักๆ ที่ได้จากการตีแบดมินตัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้วครับ บางคนตีแบดแล้วอาจจะได้ผลพลอยได้ คือ น้ำหนักลดลง ผมมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนที่มาตีแบดกับผม น้ำหนักเราก็ลดลง ร่างกายทุกส่วนกระชับได้สัดส่วนที่ดี เพราะเราได้ขยับร่างกายเกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสายตา แขน ขา ข้อมือ ข้อเท้า

แบดมินตันยังมีสิ่งที่ผมประทับใจ คือ เป็นกีฬาที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ ได้กลับมาเจอกัน ไม่ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเป็นกีฬาที่ผู้หญิงก็เล่นได้ผู้ชายก็เล่นดี โดยปกติของคนที่ตีแบดน้อยมากที่จะมาเล่นกัน 1 ต่อ 1 เพราะมันเหนื่อย ดังนั้นแบดมินตันเป็นกีฬาที่ทำให้เราได้นัดเจอเพื่อนฝูง

อย่างผมจะนัดกับเพื่อนไปตีแบดกันอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง มีคอร์ดประจำชื่อ SP แบดมินตัน ลาดพร้าว 71 หรือบางทีเราไปเล่นตามที่ต่างๆ เราอาจจะได้เพื่อนใหม่ บางคนถึงขั้นสนิทสนมกลายเป็นกัลยาณมิตรกันไปเลย อันนี้เป็นเหตุผลหลักของผมเลย นอกจากร่างกายแข็งแรงแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผมเจอเพื่อนเจอคนเจอสังคมใหม่ๆ แบดมินตันเลยเป็นกีฬาที่ผมเล่นไม่เคยขาดและมีความสุขทุกครั้งที่เล่น”

เห็นข้อดีหลายด้านแบบนี้ ชวนเดอะแก๊งไปตีแบดมินตันกันดีกว่า

 

ปณต จุลกะรัตน์ ชีวิตเหมือนปิดเทอมทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499003

ปณต จุลกะรัตน์ ชีวิตเหมือนปิดเทอมทุกวัน

โดย…สมแขก ภาพ : โรงเรียนต้นไม้

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางสังคมเมืองจ๋า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรือกสวนไร่นา แถมยังเดินทางไปเรียนปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรรม ที่ประเทศแคนาดา ภาพที่หลายคนมองหรือคิดว่าการงานของหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นหนุ่มสถาปนิกที่ทำงานออกแบบอาคารทันสมัย หรือเป็นคนทำงานที่เราเดินผ่านที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ แต่เปล่า!!

ป๊อบ-ปณต จุลกะรัตน์ กำลังทำสวนป่าของครอบครัวใน อ.แม่ออน อำเภอเล็กๆ ของ จ.เชียงใหม่ หนุ่มกรุงเทพฯ ขนานแท้และลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้อง 3 คน เดินบนเส้นทางมนุษย์เงินเดือนอยู่ 2 ปีเศษ แต่แล้วก็ตัดสินใจบอกครอบครัวว่าจะไปทำสวนป่า “ผมกลับเมืองไทยมา 5 ปีที่แล้ว เริ่มทำงานด้านออกแบบ และทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับครอบครัว ซึ่งมีหมู่บ้านจัดสรรที่ต้องดูแลต้นไม้อยู่ อยู่ต่างประเทศก็พอจะเห็นว่าเขาตัดแต่งต้นไม้ ดูแลต้นไม้อย่างไร มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งผมสนใจงานด้านนี้มาตลอด”

แม้จะทำธุรกิจในครอบครัว แต่ในความรู้สึกของหนุ่มคนนี้ยังคงวนเวียนกับต้นไม้ตลอดเวลา “ผมทำงานประมาณ 2 ปีกว่า ก็รู้สึกว่าอยากมาทำสวนป่า เพราะมาถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าต้องมาคอยไล่ตามตลอด และแม่ก็อยากเกษียณตัวเอง ผมพอไม่ได้ทำงานก็เคว้งเหมือนกัน ช่วงนั้นก็เลยตัดสินใจไปเรียนเกษตรพอเพียง พอไปเรียนก็รู้เลยว่านี่แหละที่เราอยากทำ เหมือนเราได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กอีกครั้ง รู้สึกแบบนั้น เหมือนปิดเทอม อยู่บ้าน กินนอนที่บ้าน ได้เจอแม่และคนในครอบครัวทุกวัน พอผมบอกคุณแม่ ท่านพูดแค่ว่าดีมาก ท่านสนับสนุนความคิดผมเพราะแม่เองก็เบื่อกรุงเทพฯ และคงอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณนอกกรุงเทพฯ สำหรับผมแม่ก็เป็นหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ออกมาทำสวนนี้ด้วย” ปณต บอกจุดเริ่มต้นของการทำการเกษตรของเขา

ย้อนกลับไปที่การเริ่มต้นสวนป่าที่ อ.แม่ออน ป๊อบ เล่าว่า “ผมเริ่มไปอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่กลางปี 2557 เพื่อทำสวนป่า และการทำสวนป่าก็ต้องมีตัดแต่งต้นไม้ ตอนกลับมากรุงเทพฯ ยังไม่รู้ว่ามีที่ไหนพอจะอบรมเรื่องนี้ได้บ้าง ก่อนหน้านี้ เราเคยอยากเรียน แต่ต้องไปเรียนถึงออสเตรเลียและไปเจอว่ามีคอร์สอบรมระยะสั้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลยตัดสินใจมาอบรม แต่ต้นไม้ในส่วนป่ายังไม่โต

“แต่สำหรับผมต้นเหตุจริงๆ คือมาจากต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านในกรุงเทพฯ นี่แหละครับ บวกกับความที่เราอยากขึ้นต้นไม้แบบนั้นด้วย อยากขึ้นไปเพื่อที่เราจะได้ตัดใบกิ่งที่เราอยากตัด คอร์สที่เปิดอบรมที่จุฬาฯ สั้นๆ 2 วัน ตอนนั้นก็ไป ที่บ้านเป็นหมู่บ้านจัดสรรก็มีต้นไม้ที่ปลูกอยู่อายุ 10 กว่าปี เราก็ต้องคอยแต่งมันตลอดเวลา ถ้าเราจ้างเขาก็จะเป็นคนงานที่เขาตัดยอดจนไม่เหลือใบ สุดท้ายเราก็ต้องปีนบันไดขึ้นไปตัดเอง การไปอบรมรุกขกรก็เข้าใจในหลักการแล้ว แต่ในเชิงการปฏิบัติต้องเจาะลึกมากขึ้น ทั้งในเรื่องความปลอดภัย และอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ เลยตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนต้นไม้ ซึ่งผมเป็นรุ่นที่ 3 ผมว่าดีมากที่มีแบบนี้ในเมืองไทย เพราะว่าเรื่องการตัดแต่งต้นไม้ที่ถูกต้องและปลอดภัยสำคัญ”

จังหวะที่ชีวิตกลายมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง ชีวิตที่ปิดเทอมทุกวันของหนุ่มคนนี้จึงเหมือนการเดินทางในเส้นทางใหม่ เส้นทางที่เขาเลือกแม้จะมีหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป แต่สุดท้ายเขาก็พบทางของตัวเอง “ความเป็นจริงความรู้สึกมันปนเปนะครับ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ทั้งผิดหวัง ดีใจ ปนกันหมด เพราะไม่ใช่สิ่งที่เรารู้จักตั้งแต่เด็ก มันเป็นสิ่งใหม่ที่ตอนแรกเราทำก็ท้าทาย ก่อนทำก็ไปหาปราชญ์ชาวบ้าน ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ช่วงที่ผมเริ่มทำสวนป่าก็ตระเวนเดินสายขอความรู้จากผู้รู้หลายท่าน ตอนแรกไปอบรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา และต่อจากนั้นก็ไปอบรมกับอาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ที่กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านใน จ.เชียงใหม่ ไปโครงการหลวง

“ช่วงแรกทำยังไงก็ได้ให้ได้เงิน พอเราทำจริงๆ ก็ร้องโอ้โห! พอทำได้ 2 เดือน ก็ล้มเลิกความตั้งใจ เปลี่ยนทางเลยคือทำอย่างที่ใจอยากทำ แม้เงินจะมีปัญหาบ้างแต่เราสบายใจ ช่างมันไม่ต้องอะไรมาก ทำไปเดี๋ยวก็ได้เอง เพราะช่วงแรกเราทำตามกระแส อยากทำตาม อยากได้บ้าง ซึ่งความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาโพสต์กัน เขาไม่ได้บอกเราว่าเขาผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง ถามว่าตอนนี้ผมพบทางตัวเองหรือยัง ผมพบแล้วแต่ยังไม่สุด และคิดว่าตัวเองยังไม่ใช่ตัวจริงหรือประสบความสำเร็จ แต่รู้ว่าสิ่งที่เราอยากทำคืออะไร ผมอยากเป็นสวนเล็กๆ ที่มีของคุณภาพ ใครอยากมากินก็มา แทนที่จะค้าขายเป็นธุรกิจ” ป๊อบ เล่า

“ผมเหมือนเมนูที่มีส่วนผสมเหล่านี้อยู่ อย่างปราชญ์ชาวบ้านที่บ้านธรรมดา นอนมุ้งแต่เราได้เห็นชีวิตที่มีความสุข นั่งกินข้าวก็ยิ้มแย้ม มีเวลาพักผ่อนนอนเปล ผมเป็นเด็กที่เมื่อก่อนตามกระแสเลย บ้านอยู่ปทุมวัน ชีวิตก็วนเวียนอยู่กับสยาม มาบุญครอง เมื่อก่อนก็จะเฮ้ย! ได้รองเท้าใหม่มาเว้ย มีนาฬิกาใหม่ แต่มองกลับมาที่พวกเขา ทำไมมันเรียบง่ายและแฮปปี้ ตกเย็นหัวเราะเฮฮา นอนหลับในที่อากาศดีๆ ไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้น อาหารก็มีเนื้อจานหนึ่ง นอกนั้นก็เก็บผักรอบๆ บ้านกิน ผมว่านี่คืออีกมุมมองหนึ่งที่ผมไม่เคยเจอ”

“สำหรับผมเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่ เหมือนหลักของศาสนาเหมือนกันนะครับ คือเราทำตัวเราเองให้ดี แล้วความดีจะกระจายเผื่อแผ่ไปให้คนอื่นต่อ แล้วคนอื่นได้ความดีของเราไป ก็เหมือนโดมิโนที่จะตีไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ได้ ก็จะเกิดสังคมที่มีความสุข”

ปัจจุบันสวนป่าของปณตที่ อ.แม่ออน มีเนื้อที่ 5 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ด้านในแบ่งพื้นที่ป่าประมาณ 2 ไร่ ในสวนก็จะมีเสาวรส มะละกอ ใบเตย ชะพลู กล้วย มะนาว มะพร้าว และพืชไร่ตามฤดูกาล มีพื้นที่พักอาศัยของเขาและคุณแม่ แต่ว่าจะมีสวนครัวเล็กๆ และมีแปลงที่ถมใหม่อีก 2 ที่ยังว่างอยู่ประมาณไร่ครึ่ง “เมื่อก่อนชีวิตก็มีหลายพาร์ต ตอนนี้เหลือส่วนเดียว ก็คือ ชีวิตในสวนป่า ตอนนี้กำลังวางแผนว่าจะสร้างบ้านอีกหนึ่งหลังสำหรับพี่ๆ ที่จะย้ายมาอยู่ พอมาอยู่กันครบ ก็จะเริ่มทำสวนกันอย่างจริงจัง ถ้ามีลู่ทางก็จะรับตัดแต่งต้นไม้ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งลู่ทางที่ผมได้จากโรงเรียนต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้ได้จริง” ป๊อบ กล่าว

สำหรับโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การดูแลต้นไม้ใหญ่ในงานภูมิทัศน์เมือง ระดับผู้ปฏิบัติการ รุ่นที่ 4 โดยภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย และกลุ่มบิ๊กทรี ด้วยการสนับสนุนจากบริษัท ปตท.และผลิตภัณฑ์ปลูกสวนแนวตั้ง กรีนพลัส รุ่น คริป-เอ็น-โก จัดขึ้นระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.ค.-9 ส.ค. 2560 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.land.arch.chula.ac.th/news/2017/06/12/1086 หรือลงทะเบียนที่ thaiurbantrees@gmail.com ตั้งแต่วันนี้-3 ก.ค. 2560

 

เปิดชีวิต จันดี รบชนะ ผู้เลี้ยงทารกกำพร้านาน 16 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499001

เปิดชีวิต จันดี รบชนะ ผู้เลี้ยงทารกกำพร้านาน 16 ปี

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เมื่อโชคชะตาพาเธอไปเจอทารกในถุงขยะ ชีวิตที่เหลือทั้งหมดก็เปลี่ยนไป นี่อาจเป็นคำสรุปที่ไม่ลงรายละเอียดอะไรเลยของ จันดี รบชนะ หรือ ป้าจันดี วัยใกล้ 60 ปี ผู้มีเรื่องราวในแต่ละช่วงชีวิตที่ไม่คาดฝันแทบตลอดเวลา

ย้อนกลับไป 16 ปีก่อน วันที่ป้าจันดีพบ “น้องน้ำผึ้ง” เป็นครั้งแรก ที่จริงแล้วค่ำคืนนั้นจะดำเนินไปอย่างปกติ ถ้าเธอไม่แว่วเสียงเด็กร้องไห้ และพบทารกตัวน้อยในถุงขยะสีดำใบใหญ่ใน จ.อุทัยธานี

วินาทีที่เธออุ้มเด็กขึ้นมามองใบหน้า ป้าจันดีมีเพียงความคิดเดียวว่า “จะทำยังไงก็ได้ให้เด็กไม่ต้องตายอยู่ตรงนี้” เพราะสิ่งที่เธอเห็นในตัวเด็กน้อยนั้น ไม่ใช่เพียงทารกที่ถูกทอดทิ้ง แต่คือความน่าสงสารเวทนาของชีวิตๆ หนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“เราไม่รู้ว่าน้องถูกวางไว้ตรงนั้นกี่วันแล้ว แต่ภาพที่เราเห็นคือเรารับไม่ได้ บนตัวน้องมีมดขึ้น สะดือมีเลือดออก และเสียงร้องไห้ของน้องตอนนั้นมันเหมือนเสียงผี ทั้งน่ากลัว น่าสงสาร หาคำอธิบายไม่ได้”

ป้าจันดีเจอน้องน้ำผึ้งขณะเดินจากแคมป์ไปไซต์ก่อสร้างซึ่งคล้ายจะเป็นวันธรรมดาอีกวัน แต่การเจอเด็กทารกในวันนั้น ชีวิตของเธอก็ไม่มีวันไหนเป็นวันธรรมดาอีกเลย

“สรุปวันนั้นไม่ได้เดินไปทำงาน แต่เราอุ้มน้องกลับแคมป์ อาบน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวให้ แล้วนั่งนิ่งตั้งสติตัวเองอยู่ครึ่งวัน เพราะเราไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ พอได้สติได้พาน้องไปคลินิกเด็ก ไปซื้อนม ซื้อเสื้อผ้า ทำแบบนี้อยู่ 5 วัน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าใช่สิ่งที่ควรทำหรือเปล่า แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเท่านั้นเอง”

ด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ป้าจันดีจึงเรียกแทนตัวเองว่า “แม่” และตัดสินใจเดินทางไปแจ้งใบเกิดที่อำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามซักไซ้ถึงที่มาที่ไป และเธอเองก็ไม่ได้อธิบายถึงที่มาของน้องน้ำผึ้ง

ลูกไม่สบาย แม่ไม่มีเงิน

เพราะฐานะที่ยากจน เธอจำต้องหอบหิ้วน้องน้ำผึ้งในวัยแบเบาะเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ แต่หนีไม่พ้นงานในไซต์ก่อสร้างอย่างที่เคยทำมา

จนกระทั่งเวลาได้ล่วงไปถึงเดือนที่ 5 ป้าจันดีเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติของลูกสาว เพราะลูกไม่มีทีท่าว่าจะคลาน หรือหัดพลิกตัวเหมือนเด็กคนอื่นๆ รวมถึงกินนมได้น้อยลง (จากที่น้อยอยู่แล้ว) สำลักบ่อย อาเจียนบ่อย มีไข้ ตัวร้อน จนสุดท้ายต้องนำน้องส่งโรงพยาบาลเด็ก

การรักษาได้ดำเนินไปถึง 2 เดือน โดยที่เธอ “ไม่ได้เห็นหน้าลูก” กระทั่งโรงพยาบาลติดต่อให้เธอเข้าไปชำระค่ารักษา แต่เธอสารภาพว่า “ไม่มีเงิน” การรักษาจึงจบลงตรงนั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ป้าจันดีพาน้องน้ำผึ้งกลับบ้านพร้อมกับอาการเดิมที่เธอตั้งคำถามว่า “ทำไมลูกเหมือนกับจะตาย”

“เราคิดในใจบอกลูกว่า ถ้าหนูไม่หาย แม่จะพาหนูไปโรงพยาบาลรามาฯ” เธอกล่าวต่อ “ปรากฏว่าตื่นเช้ามาอาการลูกแย่มาก เราเลยตัดสินใจอุ้มลูกมาที่โรงพยาบาล ซึ่งพอดีกับลูกมีอาการชัก เรารีบเข้าไปบอกพยาบาลให้ช่วยรักษาลูก แล้วโชคดีมากที่พวกเขาให้ลูกเราแอดมิตเข้าโรงพยาบาล นอนรักษาอยู่ 2 เดือน ระหว่างนั้นเราไม่ได้บอกหมอว่า น้องไม่ใช่ลูกแท้ๆ จนกระทั่งน้องต้องผ่าตัดหน้าท้อง ถึงรู้ว่าน้องเป็นโรคพัฒนาการทางสติปัญญาช้า และมีปัญหาด้านการกลืนอาหาร ต้องให้อาหารผ่านหน้าท้อง ซึ่งหมอบอกว่าน้องจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ 8 ปี พอรู้แบบนั้นเราไม่คิดแล้วว่าน้องเป็นคนอื่น แต่เขาเป็นลูกสาวที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุดจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย”

นอกจากนี้ ความทุกข์ใจของป้าจันดีไม่ได้มีแค่ความพะวงกับอาการป่วยของลูกสาว แต่ยังมีเรื่องยอดเงินค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง ที่ลำพังคนหาเช้ากินค่ำก็แทบจะเลี้ยงสองชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว ทว่าในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลลูกของเธอ ซึ่งมาจากน้ำใจของ “ผู้ให้” ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เปิดใจ

ไม่รู้จะเรียกว่าสถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ เพราะเมื่อป้าจันดีทราบว่าลูกสาวของตนป่วยเป็นอะไร เธอก็ยังต้องกลับไปทำงานในไซต์ก่อสร้าง โดยพาน้องน้ำผึ้งไปอยู่ที่ไซต์ด้วยทุกวันเพื่อไม่ให้คลาดสายตา ซึ่งการทำงานประเภทนี้ต้องย้ายที่ทำงานบ่อย แคมป์ที่พักก็ต้องย้ายตาม และค่าแรงที่ได้ตกวันละ 250 บาท ถือว่า “ลำบากมาก” สำหรับแม่ที่ต้องทำงานไปพร้อมกับการเลี้ยงลูกที่ร่างกายผิดปกติ

“กลับมาแคมป์ กินมาม่าวันละซอง” ป้าจันดีเปิดใจ “แต่การพาน้องไปเลี้ยงอยู่ในที่แบบนั้นมันไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ดี อาการชักเลยกลับมาบ่อย จนเราต้องพาน้องกลับไปโรงพยาบาลรามาฯ ซึ่งคราวนี้น้องอยู่ที่โรงพยาบาลนานเกือบ 2 ปี เพราะเราบอกหมอเลยว่า ขอฝากลูกไว้ที่นี่ได้ไหม เป็นห่วงลูก แต่ทุกวันเราจะกลับไปนอนกับลูกที่โรงพยาบาลทุกคืนไม่มีขาด ขอนอนหน้าตึกก็เอา เพราะตื่นเช้าขึ้นมาเราอยากเห็นหน้าลูกว่าเป็นยังไง”

ถามต่อว่า ป้าจันดีผ่านด่านทดสอบชีวิตเหล่านั้นมาได้อย่างไร “แน่นอนว่ามันเป็นชีวิตที่ลำบาก” เธอตอบ “แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา เราจะมีกำลังใจเพิ่มอีกเยอะมาก มากเป็นเท่าตัว เราเห็นเลยว่ายังมีอีกหลายคนที่อดมากกว่าเรา บางคนไม่มีที่ทางทำมาหากิน แต่เราทำงานหนักก็จริงแต่ยังมีเงินพอใช้ ถ้าเรามองแบบนั้นจะมีกำลังใจขึ้นเยอะ ต่อให้มีลูกอีกสิบคนก็ยังไหว” เพิ่งได้ยินเสียงหัวเราะของเธอเป็นครั้งแรก

มรสุมลูกใหม่กับการตัดสินใจฆ่าตัวตาย

อย่างที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด มันทำให้ชีวิตของป้าจันดีถูกซัดเข้าอย่างจัง เพราะช่วงปลายปี 2549 เธอทราบข่าวว่า แม่ของเธอป่วยเป็นอัมพฤกษ์กะทันหัน ซึ่งเธอตัดสินใจพาน้องน้ำผึ้งเดินทางกลับ จ.อุทัยธานี เพื่อดูแลแม่บังเกิดเกล้า

ในตอนนั้นภาระทุกอย่างตกอยู่ที่ป้าจันดีเพียงคนเดียว เธอเป็นทั้งที่พึ่งพิงให้แม่ที่ป่วยไข้และลูกสาวพิการที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเดินเองได้ และชะตากรรมก็ยังซ้ำเติมอย่างโหมกระหน่ำ เมื่อที่ดินที่เธออุตส่าห์เก็บเงินผ่อนมานับ 10 ปี กลับไม่ใช่เธอที่เป็นเจ้าของ กลายเป็นว่าจันดีและครอบครัวเปลี่ยนสภาพเป็นคนไร้บ้านเพียงชั่วข้ามคืน

“เคยน้อยใจในโชคชะตานะ คิดเลยแหละว่าทำไมชีวิตเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ รู้ไหมว่า เราเคยคิดฆ่าตัวตาย ไม่ใช่แค่คิดหรอก แต่ทำแล้ว ตอนนั้นซื้อนมมาใส่ยาฆ่าหญ้าแล้วเตรียมแจกให้คนในบ้านกิน แต่วันนั้นเราเห็นข่าวในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงงานแล้วมีพระราชดำรัสว่า ในหลวงท่านไม่เหนื่อย แม้จะต้องดูแลลูกๆ และประชาชนของท่านทั้งประเทศไทยก็ตาม พอเห็นแบบนั้นเราเลยมีแรง มีกำลังใจมากๆ เพราะเราจะเหนื่อยได้ยังไง ท่านดูแลคนทั้งประเทศไทยยังไม่เหนื่อยเลย และหลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดทำอะไรแบบนั้นอีกเลย กลับอยากมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลลูกสาวและแม่ให้ดีที่สุด” ถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่น้ำตาของป้าจันดีที่นองหน้า แต่รวมถึงคนฟังด้วย

ข่าวดีที่สุดในชีวิต

หลังจากไม่มีบ้าน ป้าจันดีก็ลุกขึ้นไปตระเวนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือน จนในที่สุดเธอก็ได้รับข่าวดีที่สุดในชีวิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานที่ดินขนาด 57 ตารางวา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน พลิกฟื้นชะตากรรมที่แร้นแค้นของเธอและครอบครัวให้เหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง

“ชีวิตอย่าเป็นแต่ผู้รับ ถ้ามองมุมกลับจะต้องเป็นแต่ผู้ให้” ประโยคสั้นๆ ที่ป้าจันดีจดบันทึกไว้ในสมุดเก่าคร่ำคร่าของตน ราวกับแทนคำขอบคุณของทุกน้ำใจที่ทำให้วันนี้จันดีและครอบครัวมีบ้านหลังเล็กๆ และมีกินมีใช้จากสิ่งที่หาได้ในรั้วบ้าน

“อาชีพตอนนี้ คือ ดูแลลูกและแม่ และทำเกษตรพอเพียง เหลือจากกินก็ขาย โดยได้เริ่มจากสร้างแหล่งน้ำ ปลูกผัก ปลูกข้าวไร่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และตอนนี้เพิ่งเลี้ยงกบ 4 สายพันธุ์ไว้ขาย เลี้ยงปลาดุกไว้กินเอง พูดง่ายๆ คือ เราทำบ้านให้เป็นตลาด ใครมาซื้ออะไรก็ขาย”

ถ้าขอพรได้ป้าจันดีอยากขออะไร “อยากให้น้องน้ำผึ้งหาย” เธอตอบทันใด “เราไม่อยากร่ำรวย ไม่อยากนอนห้องแอร์ แต่เราอยากให้ลูกเดินได้ อยากพูดกับเขา เพราะตอนนี้ถึงแม้น้องจะพูดไม่ได้ แต่เขาเข้าใจหมดว่าเราพูดอะไร และถ้าลูกเดินได้และแข็งแรงได้จริงๆ เราจะจับมือไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกันไปจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะหลับตาไป”

เหนือสิ่งอื่นใด ในตอนนี้ คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนในครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ป้าจันดี รบชนะ ได้ฟันฝ่าอุปสรรคหลายด่านหลายคราจนชนะใจ ชนะความลำบาก ชนะความเหนื่อยล้า แม้ผลลัพธ์ของการสู้ชีวิตอาจต้องใช้เวลานาน เกือบทั้งชีวิตก็ตาม แต่หากไม่ยอมแพ้ ไม่หมดความหวัง จงเชื่อมั่นว่า สักวันต้องดีกว่าเดิม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็น “ผู้ให้” เพื่อแบ่งปันโอกาสดีๆ แก่เพื่อนมนุษย์กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้วยการบริจาคเงินสมทบทุนได้ที่ บัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ  ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน สาขารามาธิบดี เลขที่บัญชี  026-3-05216-3 หรือธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่บัญชี 090-3-50015-5 หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ramafoundation.or.th หรือ โทร. 02-201-1111

 

 

เคล็ดลับ ‘ความสุข’ ของคนมีลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498956

เคล็ดลับ ‘ความสุข’ ของคนมีลูก

โดย…ฤดูกาล ภาพ : จินุชนันท์ สุขสวัสดิ์

 ยกโขยงเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ นำทีมโดย มิ้ม-จินุชนันท์ สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ “เคทีซี” หญิงเก่งและแม่ของลูกทั้ง 3 คน ถิงถิง ซนซน และซันซัน ซึ่งกลายเป็นนักเดินทางตัวน้อยที่ได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่อายุ 4 เดือน

เธอเล่าว่า เพราะเธอนั้นไม่อยากให้ลูกเรียนพิเศษวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่อยากให้ลูกท่องเที่ยวมากกว่า จึงเป็นที่มาของทริปหรรษาที่เธอและสามีได้พาลูกไปเปิดหูเปิดตาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียน

“ทุกคนจะถามว่าไม่เหนื่อยเหรอ คำตอบคือเหนื่อย แต่เราอยากให้ลูกได้ประสบการณ์มากกว่า”

เมื่อลูกยังเล็ก เธอต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ทั้งกระเป๋านม กระเป๋ากางเกงผ้าอ้อมเด็ก เครื่องนึ่งขวดนม เสื้อผ้าเด็ก ตะกร้าใส่นมที่ชงไว้แล้วสำหรับระหว่างทาง ขวดน้ำร้อน ขวดนมเปล่า เป็นต้น

 “การพาลูกไปเที่ยวจะให้ประสบการณ์แก่พวกเขามาก ทำให้ลูกได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ธรรมชาติ ซึ่งเราไม่ต้องจ่ายเงินค่าเรียนว่ายน้ำ แต่ลูกทั้งสามคนว่ายน้ำเป็นจากสระว่ายน้ำที่โรงแรม ดังนั้น ทุกครั้งเราจะเลือกโรงแรมที่ดีหน่อย หนึ่งคือ มีสระว่ายน้ำ ใกล้ทะเล มีคิดส์คลับ มีร้านอาหารในโรงแรม ซึ่งแม้ว่าจะจ่ายค่าโรงแรมแพงแต่ก็คุ้มมาก”

มิ้ม เล่าต่อถึงทริปเปิดประสบการณ์ลูกคือ ทริปนอนเต็นท์ริมเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ซึ่งนอกจากประสบการณ์นอนที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ลูกๆ ยังได้ช่วยกันกางเต็นท์เป็นครั้งแรก ได้นอนดูดาวเป็นครั้งแรก และได้เล่นน้ำเขื่อนเป็นครั้งแรก หรือทริปนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ที่ผ่านมา ก็เป็นทริปที่สนุกสนานกันทั้งครอบครัว

“ลูกยังไม่เคยนั่งรถไฟกับเครื่องบิน เลยอยากให้ลูกได้ลองสักครั้ง จึงตัดสินใจจองตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่แบบตู้นอน ซึ่งเรารู้เลยว่าลูกมีความสุข เขาวิ่งขึ้นวิ่งลงและไม่บ่นเลยตลอด 12 ชั่วโมง ซึ่งระหว่างทางเราก็จะเล่าเรื่องราวให้เขาฟังอย่างเรื่องอุโมงค์ขุนตานว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ส่วนขากลับเราเลือกนั่งเครื่องบินให้ลูกได้สัมผัสครบทุกอย่าง ซึ่งเด็กๆ ตื่นเต้นมาก อยากนั่งริมหน้าต่างมองเมฆข้างนอก มันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกว่าที่ลูกแฮปปี้ และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้จากห้องเรียนแน่นอน”

แม้ตอนนี้เธอจะไม่ต้องเตรียมสัมภาระสำหรับเด็กเล็กเหมือนแต่ก่อน แต่ต้องเจอกับเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างความซน ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กวัยกำลังโต ดังนั้นการดูแลเขาไม่ให้คลาดสายตาจึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเดินข้ามถนน หรือการเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ก็ไม่สามารถละเลยได้แม้แต่วินาทีเดียว

 เคล็ดลับการพาลูก 3 คนเที่ยวนั้น เธอจะให้ลูกใส่เสื้อสีเดียวกันเพื่อง่ายต่อการมองหา และเธอกับสามีต้องช่วยกันดูแลตลอดเวลาไม่ให้ลูกออกนอกสายตา

“การท่องเที่ยวช่วยให้ลูกมีพัฒนาการไว” มิ้ม กล่าวต่อถึงผลลัพธ์ของการท่องเที่ยว

“เพราะเวลาลูกเห็นอะไรจะมีคำถามต่อทุกอย่าง ซึ่งเราจะพยายามตอบในภาษาที่ลูกเข้าใจได้ง่าย จึงทำให้ลูกพูดเร็ว รู้จักตั้งคำถาม ช่างสังเกต กล้าแสดงออก มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ที่สำคัญคือ ครอบครัวของเราจะไม่เลี้ยงลูกด้วยไอแพดหรือมือถือจนลูกอายุ 10 ขวบ เพราะการเล่นแบบนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า ซึ่งมิ้มกับพี่ป๊อปเองก็จะพยายามไม่เล่นมือถือในบ้านหรือต่อหน้าลูกๆ แต่เราจะใช้เวลาร่วมกัน ฟังว่าวันนี้ลูกๆ เจออะไรมาบ้าง และให้เขาเขียนเป็นไดอารี่

“เพราะเราเชื่อว่าการใช้เวลาร่วมกับลูก ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวก็ได้ แต่การให้เวลากับเขาที่บ้าน เช่น ตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำให้ลูก แต่งตัวให้เขา พอกลับจากทำงานก็มาเล่นเกมด้วยกัน กอดเขาบ่อยๆ หอมเขาทุกวัน ก็จะสามารถสร้างช่วงเวลาที่ดี ซึ่งพ่อแม่จะทำแบบนี้กับเขาได้ไม่นานหรอก ดังนั้นต้องสร้างเวลาดีๆ ทุกวันและใกล้ชิดกับเขาก่อนลูกจะโต” เธอกล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ คุณแม่ลูกสามยังสนับสนุนให้ทุกครอบครัวมีลูก เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงความสุขที่แท้จริงของคำว่า “ครอบครัว” อย่างที่เธอกำลังมีอยู่ในตอนนี้

 

แก๊งเพื่อนนักเดินทางใน ‘บันทึกคนขี้เที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498955

แก๊งเพื่อนนักเดินทางใน ‘บันทึกคนขี้เที่ยว’

โดย…รอนแรม  ภาพ : บันทึกคนขี้เที่ยว

 เมื่อการเดินทางไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวแต่มันคือ ชีวิตเรา เป็นประโยคสั้นๆ แต่บรรยายถึงตัวตนของเพจเฟซบุ๊ก บันทึกคนขี้เที่ยว ได้ครบถ้วน

เพราะพวกเขาทั้งสามคน ฝน-สมฤดี นาคกลัด เอี๊ยะ-ชนันพัฒน์ คำนวนสิงห์ และรุจ-วิรุฬห์ บุญตรี เดินทางเป็นชีวิตจิตใจ และอยากแบ่งปันแรงบันดาลใจระหว่างทางแก่เพื่อนๆ คอเดียวกัน

“ลูกเพจคือเพื่อนของเรา” ฝนรับหน้าที่เป็นตัวแทนตอบคำถาม

“โดยเริ่มแรกได้สร้างเพจกับเอี๊ยะ เพราะเราเป็นเพื่อนกันมาเกือบ 10 ปี ชอบเดินทางด้วยกัน มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน เราเลยอยากแบ่งเป็นเรื่องราวที่เราไปให้เพื่อนๆ ได้รู้ ซึ่งความตั้งใจนี้ทำให้เรามองลูกเพจเป็นเพื่อน ถ้าทริปไหนเป็นงานเราจะคุยกับลูกค้าว่า ต้องมีของมาแจกลูกเพจนะ เพราะเราอยากให้เพื่อนไปอย่างที่เราไป รับรู้อย่างที่เรารู้สึก หรือเรื่องการทำสินค้ามาขาย เราตั้งใจว่าถ้าทำจริงๆ จะทำแจกลูกเพจ เพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นลูกค้าหรืออย่างอื่นนอกจากเพื่อนของเรา”

ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ ฝนและเพื่อนอีก 2 คนต่างมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นช่วงเวลาไปเที่ยวจึงมีเพียงวันหยุดเหมือนพนักงานทั่วไป แต่เพราะพวกเขาเลือกไปท่องเที่ยวเกือบทุกวันหยุดเพื่อพักผ่อนและหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทำให้มีข้อมูลอัพเดทในเพจเฟซบุ๊กประหนึ่งเป็นนักเดินทางมืออาชีพ

 เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางเป็นสิ่งที่ทั้งสามคนหลงใหล อย่างตัวเธอเองจะมีกระดาษรูปแผนที่ประเทศไทยติดตัวไว้ เวลาไปไหนก็จะระบายสีให้จำได้ว่าเคยไป จนกระทั่งตอนนี้เหลือ 20 กว่าจังหวัดก็จะครบ 77 ทั่วไทย ดังนั้นถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ เธอก็จะออกไปเก็บจังหวัดที่เหลือเพื่อเติมเต็มความฝันให้ครบทุกช่อง

“เราจะไม่มีกฎว่าต้องเขียนข้อมูลแบบไหน ต้องลงเมื่อไหร่ หรือต้องถ่ายรูปยังไง เพราะเราทั้งสามคนเป็นคนกลางๆ คือ ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้ถ่ายรูปเก่ง ไม่ได้เขียนเก่ง แค่ชอบไปเที่ยวแล้วอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นเท่านั้นเอง ดังนั้น เราจึงไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่ง แต่เราอยากเป็นที่รักมากกว่า และเพื่อนๆ ที่ติดตามก็ไม่จำเป็นต้องไปตามเรา แค่รักในสิ่งที่เราทำเท่านั้นก็พอ” ฝนกล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันสิ่งที่พวกเขาตั้งใจทำได้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขมากกว่า 1.88 แสนไลค์ แต่ไม่ว่าอย่างไร บันทึกคนขี้เที่ยว ก็ยังคงเป็นงานอดิเรกที่ “สะเปะสะปะ” แต่เปี่ยมไปด้วยความรักในการเดินทาง

“ทุกอย่างที่ได้กลับมาตอนนี้ คือ ผลกำไรทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ลงทุน เลยไม่ต้องกลัวขาดทุน ถ้าเรื่องราวไหนมีคนไลค์น้อยแชร์น้อยก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องราวที่เราจะกลับอ่านและอาจเป็นประโยชน์กับผู้ที่เสียสละเวลาดูมันแล้ว”

 ถามต่อว่า แล้วเคยมีความคิดอยากลาออกมาเป็นแอดมินเพจอย่างเดียวหรือเปล่า เธอตอบว่า ไม่ นั่นเพราะยังไม่อยากหมดไฟในการท่องเที่ยว

“ถ้าเมื่อไหร่การเดินทางมันกลายเป็นงานหรือชีวิตประจำวันของเรา มันคงไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น และไม่รู้สึกแปลกใหม่เหมือนในตอนนี้ การมีงานประจำทำมันทำให้เราอยู่กรอบและกฎระเบียบบางอย่าง ซึ่งมันทำให้เราอยากออกมาจากกรอบนั้น และการมีเวลาจำกัดในการเดินทาง มันก็ยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของการเดินทางมากขึ้นด้วย”

ระยะเวลา 1 ปีกับอีก 2 เดือน พวกเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวไว้มากมายโดยเฉพาะความเป็นเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเมืองเบตงและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจจนได้รับการแชร์มากกว่า 8,000 ครั้ง และอีกมากมายรวมถึงต่างประเทศที่ได้แบ็กแพ็กไปสัมผัสด้วยตัวเอง สามารถติดตามการเดินทางของคนขี้เที่ยวทั้งสามคนได้ทางเพจเฟซบุ๊ก บันทึกคนขี้เที่ยว