สองขาปั่น… สองล้อหมุน… บนเขาสูงชันที่ห่าซาง…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497577

สองขาปั่น... สองล้อหมุน... บนเขาสูงชันที่ห่าซาง...

โดย…Withaya Heng ภาพ : วลัย เชียงเจริญ

ภายใต้เขาสูงชันอันสลับซับซ้อน สุดเขตแดนรอยต่อระหว่างประเทศเวียดนามและจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วงระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ถ้าดาวเทียม Google Earth จับภาพลงมาบนทางคดเคี้ยวที่ไต่ไปตามไหล่เขาในช่วงเวลานั้น เราจะพบขบวนจักรยานเล็กๆ ที่คนปั่นเป็นหญิงแกร่งล้วนๆ 4 คนกำลังปั่นจักรยานทัวริ่งพร้อมสัมภาระเต็มอัตราต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก

จุดเริ่มต้นของพวกเธอคือเมืองห่าซาง (Ha Giang) จังหวัดเหนือสุดของเวียดนาม ที่นี่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูงชัน จึงมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก และจัดว่าเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่เขาสูงชันเหล่านี้แหละคือทรัพย์สมบัติของท้องถิ่นที่จะนำพานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและสร้างรายได้ชดเชยความสามารถทางการเกษตร

ปัจจุบันการเดินทางมายังเมืองห่าซางมีรถบัสที่ทำเป็นที่นอนสองชั้นให้บริการ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เรียกว่านอนยาวกันมาเลย แผนการเดินทางต่อจากนี้จะใช้เวลา 4 วันในการปั่นจากเมืองห่าซางผ่านไปเมืองตำสง (Tamson-50 กม.) ต่อไปยังเมืองเยนมินห์ (Yen Minh-50 กม.) ข้ามเขาอีกสี่ลูกมายังเมืองด่งวัน (Dong Van-50 กม.) และวันสุดท้ายปั่นชิลๆ มายังเมืองเมียงวัค (Meo Vac-25 กม.)

ดูจากตัวเลขระยะทางของแต่ละวันอาจจะรู้สึกว่าทำไมน้อยจัง แต่จากจุดเริ่มต้นที่เมืองห่าซางความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ตั้งแต่เมืองด่งวันขึ้นไปจะอยู่ที่ความสูง 1,000-1,600 เมตรตลอดทาง เท่ากับเราต้องไต่ความสูงร่วม 1,000 เมตร และจากข้อมูลที่เราหาได้แม้แต่การเดินทางด้วยจักรยานยนต์ก็ขี่ได้วันละประมาณ 100 กม.เท่านั้น

ออกเดินทาง

เส้นทางจากห่าซางไปยังตำสงเป็นเสมือนการอุ่นเครื่อง ทางราบสลับเนินขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เราได้ตระหนักถึงน้ำหนักของสัมภาระทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ความสมดุลซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ตอนซ้อมกับตอนปั่นจริงอาจจะหนังคนละม้วนก็เป็นได้ ถ้ายังมีอะไรไม่เข้าที่ก็ต้องจัดระเบียบกันใหม่

จักรยานที่ใช้ปั่นในทริปนี้มีตั้งแต่ทัวริ่งขนานแท้ล้อ 26 นิ้ว ไปจนถึงรถพับ Bike Friday คันเก่งล้อ 20 นิ้วที่มาพร้อมจานหน้าแบบสามใบ 50-39-30 จับคู่กับเฟือง 11-28 คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปมากว่าจักรยานล้อเล็กขึ้นเขาไม่ไหวหรือเสียเปรียบล้อที่ใหญ่กว่า อันที่จริงขึ้นไหวหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่ขนาดล้อ แต่อยู่ที่อัตราทดเกียร์เพียงพอหรือไม่

จุดที่จะเสียเปรียบจริงๆ คือในความเร็วปลายที่ทำได้เต็มที่ประมาณ 35 กม./ชม.เท่านั้น แต่ทางขึ้นเขาแบบนี้ใครจะสนเรื่องความเร็วปลายล่ะ เมื่อเราปั่นมาจนถึงจุดชมวิวที่จะมองเห็นตัวเมืองและเขานมสาวอยู่ข้างๆ นั่นก็หมายความว่าเรามาถึงจุดสูงสุดของวันนี้แล้ว

จากนั้นก็ไหลลงเข้าเมืองไปหาที่พัก วันที่สองจุดหมายปลางทางคือเมืองเยนมินห์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 กม. เส้นทางอันสวยงามที่ขนาบข้างไปด้วยลำน้ำและทิวเขาสองข้างทางจนมีเสียงพึมพำเบาๆ ว่า “ยุโรปชัดๆ” แต่ความสวยงามก็แฝงไว้ด้วยเนินชันที่คอยบั่นทอนกำลังอย่างไม่รู้ตัว

ช่วงพีก

นั่นยังไม่ใช่ที่สุด เพราะวันที่สามเส้นทางไปด่งวันนี่แหละของจริง 50 กม. ที่เรียกว่าพีกตลอดเวลาทั้งทางพับผ้าแบบปั่นไปร่วมชั่วโมงแต่วิวไม่เปลี่ยนเลย …คือเรายังอยู่ที่เดิม! หรือจะเป็นทางขึ้นแบบซึมยาวไม่รู้จบ แต่สิ่งที่เป็นน้ำเลี้ยงให้เรามีแรงสู้ต่อไป คือทิวทัศน์สองข้างทาง ภูผาสูงชันที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันใหญ่และใกล้กับเราจนเรารับรู้และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และความอุตสาหะของมนุษย์

เมื่อไปได้ถึงครึ่งทางถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ และมีการซ่อมผิวทางอยู่หลายช่วง เราจึงตัดสินใจโบกรถประจำทางเข้าเมือง ที่ต้องรีบตัดสินใจเพราะรถจะวิ่งถึงบ่ายสามโมงเท่านั้น แต่การขึ้นรถก็ทำให้เราพลาดไฮไลต์วิวทุ่งภูเขา Dong Van Karst Plateau Geopark ไปอย่างน่าเสียดาย ได้แต่มองตาปริบๆ อยู่บนรถ

วันสุดท้ายของการปั่นคือการปั่นไปเมืองเมียงวัค ระยะทางเพียง 24 กม. จุดหมายจริงๆ ของวันนี้คือ Ma Pi Leng Pass ช่องเขาที่มีลำธารใหญ่ไหลผ่ากลางทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม ซึ่งก็สมคำร่ำลือจริงๆ

ทุกๆ เมืองในจังหวัดห่าซางที่เราไปถึง ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวไต ม้ง เย้า สำหรับชาวไตเราสามารถพูดภาษาอีสานกันพอรู้เรื่องเพราะภาษาคล้ายกันมาก ที่พักดีราคาถูกมาก แต่เรื่องอาหารการกินจะไม่โดดเด่นเป็นของพื้นบ้านทำง่ายๆ ออกแนวอาหารจีน ผู้คนเป็นมิตรและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ยังคงบริสุทธิ์ เป็นเหมือนเครื่องเร่งเร้าให้เราต้องกลับมาที่นี่ให้ได้อีกสักครั้ง…

ก่อนที่ความเจริญจะมาเยือน…

 

 

พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497576

พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

โดย…อณุสรา ทองอุไร

ชายหนุ่มยิ้มง่ายหน้าตาใจดี ด้วยวัยไม่เต็ม 30 ดี แต่เขาสามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัวแตกสายงานออกมาให้มียอดขายหลายสิบล้านบาทภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันรวดเร็ว ทำงานอย่างมุ่งมั่นจริงจังรีบเร่งตามประสาหนุ่มไฟแรงที่ทุ่มเวลาให้กับงานเกินร้อย พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด และผู้ก่อตั้งอัลเน็กซ์ บริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ด้านศิลปอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วทำงานเป็นดีไซเนอร์และผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์สปาชื่อดังระดับประเทศเกือบ 3 ปี จึงลาออกเพราะตั้งใจจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ หากบังเอิญธุรกิจที่บ้านกำลังขยายตัว คุณพ่อจึงต้องการให้มาช่วยงานที่บ้านดีกว่า เขาช่วยงานอยู่ประมาณ 2 ปี ก็ขอคุณพ่อต่อยอดงานออกมาทำอะลูมิเนียมปลอดสนิม ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีสีให้เลือกหลากหลาย ใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายนอกอาคาร ติดตั้งได้ง่าย นอกจากขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วยภายใต้ชื่ออัลเน็กซ์ และประสบความสำเร็จในเวลาเพียง 3 ปี

แม้งานหลักจะไปได้ดีและยุ่งเพียงใด แต่เขาก็มีอีกมุมของชีวิตที่อยากหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะมองเห็นความสำคัญ เรื่องการดูแลตัวเอง การมีสุขภาพที่ดี เพราะเห็นแต่ข่าวหรือคนรู้จักที่มีปัญหาสุขภาพ เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะสาเหตุจากการกินอาหารปนเปื้อน อาหารที่ไม่ถูกลักษณะ สารพิษสารเคมีทั้งหลายจากพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ

เขาจึงเริ่มหันมาสนใจแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ โดยเริ่มจากการเลือกซื้อพืชผักผลไม้เนื้อสัตว์ปลอดสารเคมี มาสักพักใหญ่และพบว่าผักแบบนี้จะมีราคาแพง หาซื้อยาก ที่สำคัญก็คือไม่แน่ใจว่าปลอดสารจริงหรือไม่

ประกอบกับที่พี่เขยของเขาก็เริ่มสนใจแนวทางนี้เช่นกัน เพราะพี่เคยทำงานเกี่ยวกับโครงการเกษตรพอเพียง ก็เลยชวนกันว่าเราควรจะปลูกผักเลี้ยงไข่กินเองดีไหม ครอบครัวของพวกเราจะได้มีสุขภาพที่ดีกันทั้งบ้าน เพราะบ้านเรามีผู้สูงวัย มีเด็กๆ หลานๆ ก็หลายคน ก็คิดกันว่าน่าจะลงมือทำได้แล้ว

ในที่สุดก็ได้ทำฝันให้เป็นจริง เมื่อมีคนรู้จักที่อยู่ห่างบ้านของเขาแถวพระราม 3 ประกาศขายที่ 3 ไร่ ก็ปรึกษากับคุณพ่อว่าเราซื้อที่ตรงนี้ดีไหมเขาอยากทำแบบนี้ ใกล้บ้านที่ไม่ไกลจากถนนและเป็นที่ที่เขาเคยทำสวนมาก่อนด้วย คุณพ่อเห็นด้วยก็เลยตัดสินใจซื้อที่แปลงดังกล่าว

“ทั้งผมและพี่เขยเป็นเด็กเมืองแท้ๆ ไม่เคยทำสวน แทบจะไม่เคยปลูกต้นไม้กันเลย แต่เรามีใจรักที่อยากจะปลูกผักกินเอง แต่พี่เขยเขามีองค์ความรู้ ก็เริ่มลุยกันเลย โดยจ้างคนสวนแถวนั้นมาช่วยดูแลอีกคน พี่เขยเป็นคนวางระบบเราก็ช่วยกัน มีคนสวนเป็นลูกมือ จากที่ไม่ค่อยเป็นอะไรเลย ก็เริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ วันหยุดก็ไปทำสวนกันบ้างสนุกดี (หัวเราะ)” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

แรกเริ่มเขาใช้พื้นที่แบ่งเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อปลูกผักออร์แกนิกก่อนเป็นอย่างแรก พอผักโตพอเก็บกินได้ครั้งแรกทั้งบ้านตื่นเต้นกันมาก ที่เขาสามารถปลูกผักรอดที่มีผักสลัดกินเอง ทั้งครอบครัวมีโอกาสได้มีผักกินบ่อยขึ้น เขาไปหาซื้อน้ำสลัดมาหลายๆ แบบ ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินกับการกินผักแม้กระทั่งหลานๆ ก็สนุกกับการกินผักกันมากขึ้น ความรู้สึกของทั้งบ้านคือตื่นเต้นและมีความสุขมากที่ได้ปลูกผักกินเอง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มปลูกผักสวนครัวต่างๆ ทั้งพริก มะนาว ใบมะกรูด ตะไคร้ วัตถุดิบของการทำเครื่องแกงต่างๆ เขาก็ปลูกจนครบ รวมทั้งผักต่างๆ อีกหลายชนิด เวลาแม่บ้านจะทำกับข้าวก็ข้ามถนนไปเด็ดผักที่ต้องใช้ เหมือนกับว่าเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัวเลยทีเดียว

หลังจากเริ่มปลูกผักสลัดกินเองได้ ปลูกผักสวนครัวกินเองได้ กำลังใจเริ่มมาว่าพวกเขามือเย็นสามารถปลูกต้นไม้ขึ้น (ยิ้มดีใจ) เขาก็เริ่มขยายพื้นที่ไปปลูกไม้ผลขนาดใหญ่ เช่น ขนุน มะม่วง กล้วย เน้นไม้กินผลเป็นหลัก โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย ผักไม่สวย ใบเล็กหน่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะมันสะอาดปลอดภัย

เขาเริ่มทำสวนปลูกผักมาได้ 6 เดือน เขาก็คิดถึงโปรตีนว่าควรจะมีโปรตีนกินเอง เขาก็เริ่มขุดบ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาดุก โดยรับคนสวนเพิ่มอีก 1 คน เพื่อมาดูแลตรงนี้ พร้อมกับเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ไว้กิน และสุดท้ายก็เลี้ยงหมูด้วย รวมทั้งทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆ ขึ้นอีก 1 โรง

“เราค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ โดยเอาความต้องการพื้นฐานเป็นที่ตั้งว่าเราอยากกินอะไร เราควรกินปลาก็เลี้ยงปลา เราควรมีไข่กินเองก็เลี้ยงไข่ เราชอบกินเห็ดก็ทำฟาร์มเห็ดเล็กๆ ไว้กิน ซึ่งก็ออกมาเยอะจนกินไม่ทัน จนเหลือเอาไปแจกญาติๆ เพื่อนๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำขาย ทำสวนเพื่อหวังให้คนในครอบครัวกิน คนที่เรารักได้กิน ปรากฏแจกแล้วก็ยังเหลือ คนแถวๆ นั้นพอเขารู้ว่าเรามีเห็ด มีไข่เขาก็มาขอซื้อ ถ้าเรามีเยอะเราก็แบ่งขายไปบ้างพอได้ค่าปุ๋ยบ้างไรบ้าง ตอนนี้มีคนรอคิวซื้อเห็ดกับไข่ไก่เราตลอดเลย” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

เขาเล่าต่อไปว่าดีใจที่ได้ร่วมแบ่งปันอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดสารเคมีให้กับคนอื่นได้กินด้วย เพราะจะกินได้อย่างสบายใจไร้กังวล ส่วนเรื่องเลี้ยงหมูนั้นเพราะเราต้องการมูลของเขามาทำปุ๋ย ก็ลองเลี้ยงหมูดู 4-5 ตัว นอกจากได้มั่นใจว่าเรามีอาหารที่ดีปลอดสารพิษกินเองแล้ว เวลาวันหยุดเราก็ไปดูสวนกันหลานๆ ตามคุณตา คุณน้าไปก็สนุกสนาน เหมือนเป็นกิจกรรมอีกแบบของครอบครัว วันไหนกลับบ้านเร็วก็แวะไปดูสวน กลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาเดินเล่นในสวนก็หายเครียด เพราะงานประจำมีเรื่องต้องทำมีแต่เรื่องด่วนๆ การได้มาทำสวนมันทำให้ชีวิตสมดุล ทำให้ชีวิตช้าๆ ลงบ้าง ตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว

หลังจากที่เขาเริ่มทำสวนปลูกผัก เลี้ยงปลากินเอง มาได้ปีกว่า ใช้พื้นที่ไปยังไม่ถึงครึ่งเลย เขามานั่งคิดเล่นๆ ว่า

“เอ๊ะ!! ที่ก็ยังเหลืออีกกว่า 1 ไร่ ลองปลูกข้าวกินเองด้วยมั้ยจะได้ครบวงจร (หัวเราะ) แต่เกรงว่าจะยุ่งยาก คนสวนจะไหวไหม เลยยังรีรอๆ กันอยู่ แต่ถ้ามีโอกาสคงอยากลองดูอยากจะปลูกข้าวกล้องข้าวไรซ์เบอร์รี่ดูบ้าง”

พลกฤษณ์ เล่าถึงความรู้สึกในการมาปลูกผักทำสวนกินเองว่า นอกจากความสบายใจความมั่นใจว่าครอบครัวของเขาได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังรู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้กินผักที่ปลูกเองกับมือ ได้กินไข่ที่เลี้ยงเอง ได้กินปลาที่เราเลี้ยงเอง

“จะรู้สึกเลยว่าไข่ไก่เราอร่อยกว่าปกติ ผักก็หวานกว่าซื้อมาจากตลาด มันสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลย มันอิ่มเอมใจเป็นที่สุด อยากเชิญชวนให้ทุกคนลองมาปลูกผักกินเอง เริ่มจากปลูกง่ายพวกผักโตเร็วทั้งหลาย พริก โหระพา มันจะทำให้คุณมีกำลังใจ อาจจะปลูกลงกระถางหลังบ้าน ริมรั้ว ถ้าพอมีที่เยอะหน่อย ก็ค่อยปลูกมะนาว  ถั่วฝักยาว กล้วย มะละกอ ซึ่งใช้ที่หลังบ้านไม่มาก บางทีก็มีคนขอเข้ามาดูที่สวนเราก็ยินดีนะส่งต่อความรู้แบ่งปันกันไป”

 

กฤต วงศาโรจน์ ‘ถ้าผมยังมีลมหายใจ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497573

กฤต วงศาโรจน์ 'ถ้าผมยังมีลมหายใจ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้'

โดย…ปอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ต้องใช้พละกำลังระดับไหน? มนุษย์จึงจะลากรถกระบะทั้งคันโดยไม่มีตัวช่วยทุ่นแรง มีเพียงสองมือและสองขาวัดความแกร่งทั้งร่างกายและหัวใจ ลากรถให้เคลื่อนไปถึงเส้นชัยให้ได้ ในสนามการแข่งขันพิสูจน์ความแข็งแรงเหนือธรรมดากับ 6 ปราการด่านสุดหฤโหดหิน แต่ละฐานบอกเลยว่าถ้าไม่ใช่มนุษย์สายสตรอง ทำไม่ได้ ในการแข่งขัน R U Tough Enough? ค้นหาจอมพลังอึด สนามนี้คือบทพิสูจน์ร่างกายและจิตใจต้องแข็งแกร่งเกินร้อย

คอรายการช่องกีฬาของเอเชีย ช่อง KIX ได้ชมรู้ผลผู้ชนะเลิศไปแล้ว หนุ่มหน้าใสหุ่นล่ำบึ้กวัย 24 ปี กฤต วงศาโรจน์ 1 ใน 10 ผู้เข้ารอบ ถึงแม้ไม่ได้เป็นผู้ชนะคว้ารางวัลไปในสนามนี้ แต่คว้าหัวใจคนดูไปได้กับโปรไฟล์ “ผมกลับมายืนได้อีกครั้ง!” หลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตายในวัย 22 ปี จากอุบัติเหตุหลับในขณะขับรถเสียหลักชนต้นไม้อย่างรุนแรง นอนเป็นผักร่วม 4 เดือน เมื่อตื่นขึ้นมาต้องเผชิญสภาพอัมพาตครึ่งตัว แล้วย่ำแย่ไปกว่านั้น คือ ความจำเสื่อม!!

“คนแรกที่ผมตื่นขึ้นมาเจอ คือคุณแม่ แม่บอกจากวันนั้นผมเหมือนกลับไปเป็นเด็ก 1 ขวบ สมองต้องสร้างการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด บอกสีแดงเป็นสีม่วง แม่หยิบตุ๊กตาหมีถามผมว่าตัวอะไร? ผมตอบว่าตัวผู้ (หัวเราะ) แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมเชื่อเสมอครับว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แม้วันนี้กลับมาก็ไม่เหมือนเดิม ร่างกายไม่ 100% นะครับ แต่ด้วยนิสัยไม่เคยคิดยอมแพ้อะไรง่ายๆ เป็นเหตุผลให้ตัดสินใจลงสนามนี้ครับ” กฤต ชายหนุ่มบุคลิกสุภาพ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ ติดมุมปากตลอดเวลาสนทนา

“เจ็บเพราะความรัก”

พลังของความเชื่อนี้เอง ในวันนี้ กฤต พกพาความแข็งแกร่ง ฝึกฝนจนได้เข้าไปติด 1 ใน 10 จากการแข่งขัน อาร์ ยู ทัฟ อีนาฟ? การแข่งขันสุดมันกระตุ้นต่อมอะดรีนาลิน เฟ้นหาที่สุดคนพันธุ์อึด ครั้งแรกในประเทศไทย ชิงเงินรางวัลกว่า 1 แสนบาท เมื่อวันศุกร์ที่ 21 เม.ย. โซนสแควร์ซี เซ็นทรัลเวิลด์ เต็มไปด้วยคนสายพันธุ์อึดโหดระห่ำมาประลองกำลังทรหด

“เป็นการลงสนามแข่งขันครั้งแรกในชีวิตเลยครับ ลงสมัครเพราะอยากจะพิสูจน์ว่าคนเคยประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทั้งสมอง เคยความจำเสื่อม ทั้งร่างกายเป็นอัมพาต ก็ยังสามารถกลับมาได้ แถมยังแข็งแรงกว่าเดิมด้วยครับ ใจแข็งแรงต้องมาก่อนถึงจะมีร่างกายแข็งแรงตามมา ใจมุ่งมั่นทำให้เรามีวินัยต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่วอกแวกครับ ซึ่งด้วยนิสัยผมก็เป็นแบบนี้ ก่อนการเข้าแข่ง อาร์ ยู ทัฟ อีนาฟ? ผมเล่นฟิตเนสมา 9 ปีแล้วครับ เล่นกีฬาทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ

ตอนพักฟื้นน้ำหนัก 95 กก. อ้วนที่สุดในชีวิต ผมตั้งเป้าลดเหลือ 60 กก. ภายใน 2 เดือน ก็เคยทำได้มาแล้ว ตอนนี้เพิ่มมา 10 กก. กำลังเข้าสู่การลดน้ำหนักอีกครั้งแล้วนะครับ” กฤต เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ร้ายแรงพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ได้แล้วในวันนี้

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ช่วงเรียนอยู่ Stamford International University หัวหิน กำลังจะขับรถกลับบ้าน จ.ราชบุรี จนถึงเส้นทางช่วงเข้า จ.เพชรบุรี ถนนมืดมาก บรรยากาศวังเวงชวนให้เผลอไผลลืมเลือนสติจนหลับใน

“ประมาณตี 2 ครับ จิตใจผมช่วงนั้นไม่ค่อยดี ไม่อยากขับรถกลับดึกๆ แบบนั้นหรอก เครียดเรื่องแฟนที่คบกันมาเกือบ 7 ปีแล้วเธอก็บอกเลิก เป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสความรู้สึกอกหัก เฮิร์ตมากๆ ความเครียดสะสม อดนอนหลายวันเลย แล้วจู่ๆ เหมือนวูบไม่รู้ตัวหลับใน ถนนสองข้างทางมีต้นไม้เยอะก็เลยมองไม่ค่อยเห็นทาง ผมชนต้นสักโครมทีเดียวสองต้นเข้าอย่างจัง รถพังบุบบี้ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก

ผมถูกส่งรักษาโรงพยาบาลใกล้ที่สุด นอนสลบสายระโยงระยาง สภาพถ้ารอดก็ต้องนอนเป็นผัก ขยับตัวไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง พ่อรีบย้ายโรงพยาบาลเข้ากรุงเทพฯ

ครอบครัวไม่ได้หวังแค่ปาฏิหาริย์ พ่อแม่รักษาลูกเต็มที่ ย้ายถึง 4 โรงพยาบาล ที่สุดย้ายมาโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล หมอผ่าตัดสมองโดยวิธีเลเซอร์กะโหลกเพื่อดูดเลือดคั่งในสมองออกไป 70% สมองซีกซ้ายหน้าที่สั่งการขยับของร่างกายและความจำ กระทบกระเทือนรุนแรง แม่บอกว่าสภาพผมขยับตัวไม่ได้เลย อัมพาตไปครึ่งตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะด้านขวา ตาลอย จำอะไรไม่ได้ ลืมตามาเจอคนแรกคือแม่ แต่ก็จำแม่ไม่ได้ พูดเรียกหาแต่ชื่อแฟน เพราะคือความทรงจำสุดท้ายก่อนสลบไป เป็นแบบในละครทีวีแบบนั้นเลยครับ” กฤต เล่าพลางหัวเราะเบาๆ กับประโยคท้าย แล้วถอดหมวกให้ดูรอยแผลเป็นศีรษะด้านซ้าย เป็นทางยาว

หลังจากนั้นคือการกายภาพบำบัด เริ่มฝึกเดินราว 1 ปีกว่า ส่วนปัญหาเรื่องสมอง แม่หยิบหนังสือมาทดลองให้อ่าน ก็อ่านไม่ออกเลยสักตัว ไม่สามารถบอกสีได้ว่าคือสีอะไร ซึ่งรายละเอียดทุกๆ อย่างแม่จดบันทึกอาการป่วยลูกชายไว้ทั้งหมด กฤต เล่าพลางหัวเราะติดประโยคอีกครั้งว่า เรื่องฮาที่สุดก็เรื่องตุ๊กตาหมี แม่ถามว่าตัวอะไร? ลูกชายตอบตัวผู้ !!! เพียงแต่วันนั้นไม่ใช่เรื่องน่าขันเอาเสียเลย!

“คนที่รักเราที่สุดก็คือพ่อแม่ แม่ผมกลัวเรื่องลี้ลับเรื่องผีมากๆ ก็ยังแข็งใจไปไหว้เจ้าที่ตรงต้นสักที่ผมชนล้ม หวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา แล้วต้องไปจ่ายค่าทางหลวงค่าต้นไม้ริมทางเสียหายอีก (หัวเราะ) ส่วนค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 1 ล้านบาทนะครับ แต่พ่อก็หาโรงพยาบาลเอกชนดีที่สุดในเรื่องสมอง และกายภาพบำบัดรักษาลูกชาย ซึ่งไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยทั้งร่างกายและจิตใจ

ผมกลายเป็นอีกคนที่ก้าวร้าวขึ้นมากๆ เพราะเรารับตัวเองไม่ได้กับการขยับเขยื้อนตัวเองไม่ได้เลย นอนร้องไห้ แต่ก็คิดนะครับว่าผมไม่มีทางเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรอก มือผมขยับไม่ได้ก็พยายามกำและแบมือบ่อยๆ ส่วนช่วงขาฝึกตีขาด้วยท่าว่ายน้ำ

ผมอยากกลับมาเดินได้เร็วๆ เริ่มขยับตัวได้ก็ถัดตัวออกจากเตียงจนร่วงตกพื้นไปหลายครั้ง แม่ต้องหารั้วมากั้น ช่วงนั้นขาขยับไม่ค่อยได้ ผมพยายามจะขยับตัวแต่พอไม่ได้ก็หงุดหงิด ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น แม่ต้องขอให้พยาบาลจับมัดไว้กับเตียง พอเริ่มดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ก็เริ่มเดินบนลู่วิ่ง ตอนแรกๆ ก็เดินเป๋ไปคนละทิศคนละทาง เริ่มฝึกเดินให้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มันคือนิสัยผมครับ ใจสู้ไม่เคยถอย ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ก็ขอเต็มที่ไว้ก่อน รางวัลความเต็มที่คือการชนะใจตัวเอง นี่คือคติการใช้ชีวิตของผม

ช่วงลงสนามแข่ง อาร์ ยู ทัฟ อีนาฟ? ฐานปีนหน้าผาจำลอง ผมไม่ได้คิดเรื่องการแข่งขันกับคนอื่นเลย ใครเป็นอย่างไรไม่รู้เลยครับ สมาธิมุ่งเพียงแต่ว่าเราต้องเต็มที่ที่สุด ตอนปีนก็เจ็บมากเพราะแขนด้านขวาขยับไม่ค่อยได้ ผลจากผ่าตัดสมองซีกซ้ายที่คอนโทรลแขนขวา ผมต้องปีนด้วยแขนซ้ายด้านเดียว ปีนขึ้นไปลำบากเจ็บมากๆ คนเชียร์ด้านล่างก็มีเสียงบอก ลงมาเถอะๆๆ ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

ผมต้องปีนไปหยิบธงให้ได้ สนามนี้โหดตั้งแต่ฐานแรกครับ ต้องกระโดดให้พ้นแท่นกีดขวางสูงๆ ให้ได้ ยากมากครับ เพราะใช้แค่ครึ่งตัวซ้าย ผมต้องข้ามให้ได้เพื่อชนะใจตัวเอง ความเจ็บปวดตอนป่วยนำมาใช้ในทางบวกได้เลย ผมเคยผ่านความยากกว่านี้ก็ยังผ่านได้ แค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้…ใช่ไหมครับ”

กฤต บอกน้ำเสียงนุ่ม มีรอยยิ้มติดใบหน้ากลายเป็นบุคลิกแสนสุภาพ และย้ำว่าทุกวันนี้ยังเดินไม่ค่อยตรง เดินปัดๆ เป็นผลกระทบมาจากสมอง และอยู่ในระยะกินยารักษาต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว เหลืออีก 1 ปี ก็จบคอร์ส กินทั้งยากันชัก ยาระงับอารมณ์ ยาช่วยให้สมองกลับมาได้ “ไม่ 100% นะครับ” กฤต ย้ำอีกครั้ง

“ฝากถึงคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต”

ผ่านจุดยากลำบากที่สุดในชีวิตมาแล้ว จากเดินไม่ได้ วันนี้เดินได้ ไม่บอกไม่มีใครรู้ว่าเคยเป็นอัมพาตครึ่งซีก สมองกระทบกระเทือนจนความทรงจำเลือนหายก็ยังกลับมา แม้ความจำในการท่องหนังสือสั้นกว่าคนอื่น แต่ก็สามารถกลับมาเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดมีสามคำ คือ อดทน อดทน และอดทน ชีวิตนี้ต้องไม่ยอมแพ้ ต้องยืนให้ได้โดยสองขาของตัวเอง

“ก้าวแรกเหมือนเข็มร้อยๆ เล่มทิ่มแทงต้นขา เจ็บแปลบลามไปถึงกระดูกจนกระดูกสันหลัง แต่ชีวิตนี้จะให้พ่อแม่มาเข็นรถให้ มาป้อนข้าวป้อนน้ำให้ผมหรือ? แขนขาก็เริ่มลีบลงทุกที ไม่ยอมครับ (บอกพลางยิ้ม) ลุกจากรถเข็นเลย ล้มก็ช่าง ต้องปรับตัว ต้องสู้กับชีวิต ผมไม่ชอบการดูถูกอยู่แล้ว ยิ่งคิดที่จะดูถูกตัวเองไม่มีอยู่ในสมองเลยครับ คนที่ดูถูกตัวเองคือคนแพ้ ผมมีความเชื่อเสมอว่าเราจะไม่ยอมแพ้

ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ตอนวัยรุ่นเราใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เที่ยวเล่นไปวันๆ สนุกสนานอยู่กับเพื่อนๆ ไม่ค่อยสนใจครอบครัว หลังจากเราสูญเสียอิสรภาพไปในวันที่เราเจ็บป่วย จะรู้เลยครับว่าใครรักเราบ้าง เพื่อนผมเยอะมากแล้วจากที่เคยเยอะๆ หายไปหมดเลยนะครับ มาเจอกันตอนหายดีแล้ว ก็บอกว่าไม่รู้ว่าเราประสบอุบัติเหตุ ไม่เคยมาเยี่ยมเลย เขาทำให้เราเปลี่ยนไปด้วยนะครับ คือตอนเรียนปริญญาตรีที่ราชภัฏนครปฐม ผมไม่กลัวไม่สนใจเลยกับการเดินไปไหนมาไหนคนเดียว ผมอยู่คนเดียวได้ (บอกพลางยิ้ม)

หลายคนบอกว่าต้องมีเพื่อนถึงจะช่วยๆ กันเรียนจบปริญญา แต่ก็ได้พิสูจน์อีกแล้วว่า ผมก็จบมาได้ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนฝูงซัพพอร์ตรายล้อมอะไรมากมาย

ในขณะที่พ่อแม่ญาติพี่น้องช่วยเหลือเต็มที่ ค่าผ่าตัด ค่ารักษา หมดเป็นล้านๆ บาทพ่อก็ยอมจ่ายทันที ผมดีใจมากที่มีครอบครัวรักเราขนาดนี้

ตอนนี้ผมใช้ชีวิตระวังมากขึ้น ทำอะไรก็ต้องระวังมากขึ้น อยากทำงานเก็บเงินเพื่อดูแลพ่อแม่ ถ้าเป็นสมัยก่อนผมทำงานได้ 1 แสนบาท คงเอาไปเที่ยวสุดเหวี่ยงกับเพื่อนๆ แต่ตอนนี้ผมจะแบ่งให้แม่ครึ่งหนึ่ง และเก็บไว้เพื่อเรียนต่อปริญญาโท ผมอยากเป็นตัวแทนบอกผ่านไปถึงคนที่กำลังท้อแท้ว่าอย่าสิ้นหวัง ชีวิตเกือบพลาดเกือบลาโลกไปแล้ว ผมยังกลับมาได้เลยครับ”

กฤต บอกหลังจากสภาพร่างกายดีขึ้น แฟนก็กลับมาหา มาเยี่ยมไข้บ่อยๆ และเริ่มคบหากันอีกครั้ง แล้วก็เพิ่งเลิกรากันไปอีกครั้งเร็วๆ นี้

“ซึมไปเป็นเดือนแต่ครั้งนี้ไม่คิดมาก ไม่เศร้าลึกแบบครั้งที่แล้ว ก็เสียใจนะครับ แต่ก็คิดเสียว่าเราคงไม่ใช่คู่กัน ถ้าเธอรักเราจริงก็ต้องอยู่กับเราสิ คนที่ไม่รักเราก็ไม่ต้องไปห่วงไปพะวงหาอีกต่อไป” กฤต หนุ่มล่ำหน้าตาดีบอก เมื่อถามถึงอนาคตก้าวต่อไป

“ผมอยากเป็นนักแสดง แต่ด้วยความสูง 170 ซม. คงไปไม่ถึงไหนหรอกนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ถ้าได้แสดงก็คงเป็นตัวร้ายเพราะผมมีรอยสักที่แขน ผมก็ชอบนะวาดภาพตัวเอง ร้ายลึกๆ นุ่มๆ บทนี้น่าจะท้าทายดี (หัวเราะ)

อีกเรื่องที่เสียใจถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมคงไม่สักแบบนี้ หลายๆ งานที่พลาดไปเพราะรอยสักที่แขน เช่นงานราชการไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ผมไม่ค่อยเหมือนใคร คิดนอกกรอบก็เลยไปสักแขน คุณพ่อคุณแม่เป็นอาจารย์สอนหนังสือระดับรองศาสตราจารย์ทั้งคู่ คุณแม่สอนภาษาอังกฤษ คุณพ่อสอนวิทยาศาสตร์ ผมมีพี่ชาย 1 คน เขาก็เรียนดีอยู่ในแวดวงวิชาการ สมัยวัยรุ่นก็ติวให้ผม แต่ตอนนี้ก็ฝากทั้งภาษาอังกฤษ ทั้งวิทยาศาสตร์ไว้กับต้นสักทั้งสองต้นนั้นไปแล้ว” กฤต ว่าแล้วก็หัวเราะร่วน

เมื่อความทรงจำหายไปพร้อมกับร่างกายไม่สมประกอบ วันนี้กลับมาได้อีกครั้ง อาชีพตอนนี้คือรับเป็นเทรนเนอร์ออกกำลังกาย และมีโอกาสไปฝึกงาน Marketing Communication จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กฤต บอกทิ้งท้ายไม่น่าเชื่อ คนหยุดหายใจไปกว่า 3 นาที จะกลับมาได้(ดี)ขนาดนี้

แต่ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราต้องเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เราต้องก้าวผ่านความกลัวและความเจ็บปวดไปให้ได้ด้วยกำลังของตัวเอง อดทน อดทน อดทน คือคัมภีร์กู้ชีวิต

 

พจนีย์พร ชำนาญภักดี ค้นพบความสุขระหว่างเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497425

พจนีย์พร ชำนาญภักดี ค้นพบความสุขระหว่างเดินทาง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พจนีย์พร ชำนาญภักดี

 นอกจากเธอจะสรรค์สร้างความสุขให้ผู้อื่นแล้ว เจี๊ยบ-พจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย ยังสร้างความสุขให้ตัวเองพร้อมครอบครัว

ด้วยตำแหน่งเธอมีหน้าที่สร้างความสุขให้พนักงานองค์กร ผ่านการสร้างกิจกรรมให้พนักงานมีส่วนร่วม และพัฒนาพนักงานให้มีประสิทธิภาพในอนาคต เพราะเธอเชื่อว่าทุกงานทุกหน้าที่ล้วนมีความเครียด

ดังนั้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องสร้างความสนุกและความสุขให้เกิดขึ้นในการทำงาน แต่สำหรับเวลาว่างของเธอนั้น เธอเลือกการท่องเที่ยว

“ต้องบอกว่าเวลาไปเที่ยว ทริปที่เราไปเราชอบไปเที่ยวกับครอบครัว เพราะคุณพ่อคุณแม่ของเจี๊ยบเสียหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวจะชอบไปเที่ยวกับที่บ้าน คือพี่สาวและหลานๆ เรารู้คิดว่าการท่องเที่ยวคือการเรียนรู้ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ถามว่าเรียนรู้อะไร มันเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้สำคัญแค่ปลายทาง แต่ระหว่างต่างหากว่าเราเจออะไรบ้าง”

เจี๊ยบเล่าถึง ทริปครอบครัวที่ยุโรปเมื่อกลางปีที่แล้ว (2559) โดยเป็นการวางแผนเที่ยวเองของสมาชิก 5 คน ซึ่งเป็นทริปแรกที่ทุกคนไปเที่ยวพร้อมหน้ากัน ได้เดินทางจากเบลเยี่ยม ขับรถเที่ยวไปเนเธอแลนด์ และสิ้นสุดที่ฝรั่งเศส รวมระยะเวลา 10 วัน

 “สิ่งที่เจี๊ยบประทับใจทริปนี้คือ เราเห็นหลานมาตั้งแต่เด็กๆ แต่วันนี้หลานทุกคนทำงานแล้ว จากความคิดที่เราเห็นเขาเป็นเด็กตลอด กลับเป็นว่าตอนนี้พวกเขาโตแล้วจริงๆ เรื่องราวที่เขาคุยกันเป็นผู้ใหญ่ เห็นวิธีการคิดของเขา และเราได้เข้าใจชีวิตของเขา ที่ผ่านมาเราอยู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่ทำงานกลับบ้านดึกทำให้ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้อัพเดทชีวิตกัน แต่การเดินทางมันทำให้เราอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลา จนทำให้เจี๊ยบกับพี่สาวมองหน้ากันและคิดเหมือนกันว่า เขาต้องมีชีวิตของเขาแล้วจริงๆ”

สถานที่ท่องเที่ยวสุดโปรดของครอบครัวนี้ยกให้ 2 แห่ง คือ โบสถ์กับพิพิธภัณฑ์ เธอกล่าวถึง วิหารมงต์แซงต์มิเชล บนเกาะขนาดเล็กในแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 3 รองจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซายน์

“เราได้เรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ตลอดเวลาเลย แล้วเราตัดเรื่องงานออกหมดเลย ซึ่งนอกจากจะได้ความสัมพันธ์ เห็นวัฒนธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่เจี๊ยบเห็นระหว่างทาง มันน่ารักตรงที่ว่าเวลาไปเห็นคนไทยคนอื่น เขาจะก้มหน้าเล่นมือถือตลอดเวลา แต่สำหรับฝรั่งเวลามื้ออาหาร เขาจะคุยกัน ไม่มีใครหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเลย ซึ่งมันทำให้เราคิดว่า ความเป็นมนุษย์มันหายไปเยอะมาก ดังนั้นเราจึงตกลงกันว่า เราจะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวแบบนี้ทุกปี ใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ ทุกคนต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้ง”

นอกจากนี้ การเดินทางยังชาร์จพลังให้เธอ ซึ่งส่งต่อให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งใหม่ และได้เห็นเทรนด์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งสามารถเป็นไอเดียให้นำมาใช้กับงานได้

“บางคนอาจไม่มีเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ไปเที่ยวใกล้ๆ ก็ได้ อย่างเจี๊ยบเองทุกๆ วันเสาร์จะไปตลาดนัดกับครอบครัว ไปซื้อของด้วยกัน แค่นี้ก็เป็นเวลาของครอบครัว ดังนั้นระยะทางไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย แต่เวลาต่างหากที่สำคัญที่สุด” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

 

มองเก้งอย่างที่เป็นผ่าน ‘โกโกเก้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497423

มองเก้งอย่างที่เป็นผ่าน ‘โกโกเก้ง’

โดย…รอนแรม ภาพ : โกโกเก้ง

 เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในมุมมองของเพศที่สาม จากการเดินทางของ เอม-จิตชนัย มิตรสูงเนิน วัย 29 ปี นักการตลาดและเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “โกโกเก้ง” ที่ได้เปิดพื้นที่เล็กๆ แชร์ความรู้สึกนึกคิดของ “เก้ง” ผ่านเรื่องราวและภาพถ่ายอย่างที่เก้งเป็น

เอมเล่าว่า ตนชอบเขียนแต่ไม่ใช่นักเขียน ชอบถ่ายภาพแต่ไม่ใช่ช่างภาพ แต่อยากถ่ายทอดเรื่องราวของเก้งหรือเพศที่สามถึงการใช้ชีวิตที่เป็นธรรมดาไม่ต่างจากคนทั่วไป

“เราเป็นเก้ง” เขากล่าว

“ดังนั้นเราอยากให้คนอื่นรู้ว่า เก้งก็ชอบท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องปาร์ตี้ แต่เราเที่ยวป่าเที่ยวเขา ไปนั่งชิลร้านกาแฟเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต้องไปที่ที่เนกาทีฟ อย่างชื่อเพจโกโกเก้ง คือเก้งไปเที่ยวมาละนะ เราไม่ปกปิดเลย เพราะอยากให้คนที่ติดตามเราเกิดความคิดที่โพสิทีฟต่อเพศทางเลือกว่า เราก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนคนที่ชอบท่องเที่ยวทุกคน”

เขาสร้างเพจเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยลงมือทำคนเดียว เที่ยวเอง กินเอง โพสต์เอง และถ่ายรูปเอง ซึ่งมันคืองานอดิเรกที่มีเพียงกฎเล็กๆ น้อยๆ อย่างต้องพาตัวเองออกไปหาอะไรใหม่ๆ ทุกวันหยุดเพื่อให้มีเรื่องราวมาแบ่งปัน

 “ความตั้งใจแรกคือ เราอยากให้เกย์ ทอม เลสเบี้ยนมาตามเพจ แต่ตอนนี้มีผู้หญิงมาติดตามด้วย ซึ่งเราว่ามันดีเพราะแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกัน และจากคอนเทนต์ที่คิดว่าจะสร้างเพื่อให้เกย์ไปเที่ยว มันกลายเป็นว่าที่ที่เราไป ใครไปก็ได้ ทำให้เพจเรากว้างขึ้นกว่ากลุ่มเพศทางเลือกที่เราตั้งใจไว้แต่แรก”

เขายังกล่าวด้วยว่า กลุ่มเพศทางเลือกเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพราะจะชอบเดินทางและใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะสถานที่ที่ถ่ายรูปสวย ไม่ร้อน ไม่เหนื่อย จะถูกเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรก ซึ่งเขาจะค่อยๆ อธิบายความเป็นเพศที่สามผ่านการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม นอกจากเพจเฟซบุ๊กแล้ว เอมยังแชร์เรื่องราวผ่านพันทิปนามโกโกเก้ง เว็บไซต์ gogogeng.com และในอนาคตจะมีช่องทางยูทูบเพิ่มอีก โดยแต่ละช่องทางจะมีบุคลิกต่างกัน เช่น เพจเฟซบุ๊กจะให้ข้อมูลหลักไม่ยาวนักว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร พร้อมภาพ หากต้องการข้อมูลจะมีอยู่ในพันทิปที่เขาเขียนอย่างละเอียดประหนึ่งนิราศ

“พยายามจะโพสต์คอนเทนต์รีวิวทุกสัปดาห์ หวังว่าคนที่ติดตามเราจะชอบอะไรที่เป็นตัวเรา จะได้รู้จักที่เที่ยวที่กินที่อร่อย และที่สำคัญ คือเราไม่ใช่สารานุกรมที่รู้ทุกอย่าง แต่เราจะบอกความจริง ดีก็บอกดี ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ซึ่งตอนนี้ยังบอกไม่ได้หรอกว่า เพจของเอมดีหรือเปล่า เพราะมันต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นจะบอกว่าเพจเราดี ดังนั้นอย่าใจร้อน และต้องอดทน ศึกษา และถามผู้รู้ที่เก่งกว่าเพื่อพัฒนาตัวเอง” เขากล่าวทิ้งท้าย

เอมยังฝากด้วยว่า ทุกอย่างในเพจไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาและรูปภาพ ล้วนเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการอันหนักหน่วงที่เหนื่อยเช่นเดียวกับงานอื่นๆ เพราะก่อนที่จะออกมาเป็นภาพ “ชีวิตดี” อย่างที่หลายคนมอง เบื้องหลังภาพก็ต้องผ่านกระบวนการคิดและขั้นตอนบางอย่างมาแล้วทั้งนั้น

ดังนั้น การสร้างเพจเฟซบุ๊กจึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ แต่จะทำได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความขยัน ความเอาใจใส่ และการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง

 

 

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ & ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ‘เราคือ คู่ซี้ คู่หู คู่ฮา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497420

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ & ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ‘เราคือ คู่ซี้ คู่หู คู่ฮา’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

คนหนึ่งดูเป็นสาวห้าว ขี้เล่น ขณะที่อีกคนเป็นสาวสวย ทายาทนักการเมืองชื่อดัง เส้นทางชีวิตของทั้งคู่ดูไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ แต่เมื่อถนนสายมิตรภาพเชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน เรื่องราวของความมัน ฮา ปนซึ้งของคู่หูคู่ฮาจึงบังเกิด

เมื่อ น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ สาวสวยเจ้าของนัยน์ตาคม ไดเรกเตอร์และเอ็มดีคนสวยของแปซิฟิค ซิตี้ คลับ ได้มารู้จักกับ เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร เจ้าของร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลี “Nice two meat you” ในคอร์สเรียนอสังหาริมทรัพย์ที่ทั้งคู่ตัดสินใจไปเรียน หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ

จากวันแรกที่ไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่ และไม่คิดจะเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายโชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักกันดั่งเช่นวันนี้

‘เกศเหมือนหนังสือขายหัวเราะ ที่ทำให้ยิ้มได้เสมอ’

“ตอนเจอเขาครั้งแรก เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิง (แต่งตัว) แรง แต่งตัวจัดว่าเยอะมาก ทั้งชุด ทั้งผม (ยิ้ม) จำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่เพื่อนเราซึ่งรู้จักกับเกศอยู่แล้ว เจอแล้วเข้าไปทักทายเขา เราจะรู้สึกว่าไม่อยากรู้จักคนนี้เลย ไม่อยากพูดด้วย (หัวเราะ)”

จากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างติดลบ เพราะรู้จักกันเพียงผิวเผิน แต่เมื่อได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น กำแพงด้านลบที่ก่อตัวขึ้นก็เริ่มทลายลง

“พอเรียนๆ ไปกลุ่มที่เรียนก็เริ่มเล็กลง ที่ยังมีติดต่อกันก็เป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งกลุ่มเราก็มีเขาอยู่ด้วย เราเลยได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น และรู้สึกว่าจริงๆ เขาเป็นคนน่ารัก รักเพื่อนมาก ปฏิเสธใครไม่เป็น เพื่อนขอให้ช่วยอะไรช่วยหมด”

สาวสวยยังเล่าต่ออย่างออกรสว่า คิดไปก็โชคดีเหมือนกันที่ชีวิตนี้ได้เจอเพื่อนคนนี้

“เขาเป็น Rare Item นะ นานๆ จะเจอคนที่มีตัวตนชัดแบบนี้ เขาเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว มีน้ำใจ คิดว่าจากนี้เราคงจะโตและแก่ไปด้วยกัน”

ถามถึงวีรกรรมของเพื่อนสาวที่เล่าทีไรก็ขำน้ำตาเล็ด น้ำทิพย์หยุดคิดสักครู่ ก่อนจะเล่าถึงพฤติกรรมของเพื่อนสาวที่ไม่ค่อยยอมเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้า โดยเฉพาะกางเกง ถึงแม้ว่าจะใส่ไม่ได้ก็ตาม

“เกศจะไม่ค่อยยอมเปลี่ยนไซส์กางเกง ทั้งที่ใส่ไม่ได้ก็ยังพยายาม เขาเชื่อว่าวันหนึ่งจะลดได้ แต่บางทีเราเห็นหลายปีแล้วเขาก็ยังลดไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) อีกอย่างคือ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเขาเป็นคนชอบใส่สูท สเวตเตอร์มาก บางครั้งเรายังแซวว่าเมืองไทยอากาศร้อนจะตายใส่แบบนี้ทำไม”

สำหรับน้ำทิพย์ เธอมองว่า เพื่อนสาวคนนี้ เหมือนกับหนังสือขายหัวเราะ ที่หยิบขึ้นมาอ่านเมื่อใดก็ทำให้อารมณ์ดีและยิ้มได้เสมอ

“เขาเป็นคนคิดบวก เวลาเจอกันจะมีแต่เสียงหัวเราะ ง่ายๆ แค่เห็นชุดเขา เราก็ขำแล้ว บางวันก็มาชุดนก ชุดวัว ซึ่งความที่เป็นเขาแบบนี้ บางทีเวลามีนัดกัน เราก็ลุ้นเหมือนกันนะว่า วันนี้เราจะมาเจอเขาในลุคไหน” สาวตาคมแซวเพื่อนแบบต่อหน้าจนทำเอาอีกฝ่ายออกอาการเขินเบาๆ

“อีกเหตุผลคือ เราทั้งคู่ไม่ใช่สายบ่น ที่เวลาเจอกันจะมานั่งระบายความทุกข์ หรือปัญหา เราไม่ค่อยพูดเรื่องเครียดๆ ใส่กัน ทำให้เจอกันทีไรก็สบายใจ และเราเชื่อว่า เมื่อไหร่ที่เราต้องการความช่วยเหลือ แค่โทรไปหาเขา เขาพร้อมจะช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่แน่นอน”

น้ำทิพย์

‘น้ำทิพย์ คือ เพื่อนแท้’

ปล่อยให้เพื่อนสาวเผยความในใจมาพอสมควร ถึงคราวเกศได้เผยถึงความรู้สึกที่มีต่อน้ำทิพย์บ้าง

“น้ำทิพย์เป็นคนเฟรนด์ลี่และจริงใจมากๆ ที่สำคัญเขาค่อนข้างติดดินมาก ตั้งแต่รู้จักกันมา จนมาถึงวันนี้ เกศรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนแท้ และเป็นเพื่อนที่พร้อมที่จะอยู่กับเราเสมอ เมื่อเรามีปัญหา”

เห็นเป็นผู้หญิงคนละสไตล์แบบนี้ ใครจะคิดว่าทั้งคู่เคยจูงมือกันไปเที่ยวฮ่องกงสองคนมาแล้ว แถมยังซื้อตั๋วช่วงโปรโมชั่นบินไปชิลๆ ด้วย

“ทริปไหว้พระที่ฮ่องกง เป็นทริปที่เกตุประทับใจมาก เราจองตั๋วโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ไปตะลุยไหว้พระกันสองคน เพราะถ้ารอเพื่อนครบก๊วนคงไม่ได้ไปแน่นอน ทริปนั้นถึงจะกินเวลาแค่ 2 วัน แต่เกศก็ทำให้น้ำทิพย์เซอร์ไพรส์สุด ด้วยขนาดกระเป๋าเดินทางใบโตที่ราวกับเดินทางเป็นสัปดาห์

“ถึงจะไปไม่กี่วัน แต่ทริปนั้นน้ำทิพย์ทำให้เกศรู้ว่าเขาไม่เหมือนใคร (หัวเราะ) อย่างเวลาเกศนอนกรน เป็นเพื่อนคนอื่นก็จะบ่นๆ แต่น้ำทิพย์แสบกว่านั้น เขาไม่ปลุกนะ แต่อัดคลิปไว้ แล้วปลุกให้เราขึ้นมาดู (หัวเราะ)” เล่ามาถึงตรงนี้น้ำทิพย์ถือโอกาสเสริมว่า

“เห็นลุคห้าวๆ แต่เข้าไปห้องน้ำที ตกใจนึกว่าใครยกเคาน์เตอร์ลาแมร์มา เพราะเขาเล่นวางเรียงกันครบชุด”

“เกศไม่ค่อยมีเวลา เพราะฉะนั้น เทคนิคของเกศคือ โบกครีมให้หนาไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ครีมค่อยๆ ซึมให้ได้มากที่สุด แล้วเกศก็เช็ดออก” เกศรีบชิงอธิบายก่อนที่เพื่อนสาวจะแฉวีรกรรมไปมากกว่านี้ เล่นเอาเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

ชุติมา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รู้จักกันมา เกศยอมรับว่า น้ำทิพย์ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง เพราะเวลาอยู่ใกล้น้ำทิพย์ทีไร เธอบอกว่ารู้สึกราวกับว่าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง

“น้ำทิพย์เคยโกรธเกศมากครั้งหนึ่ง เพราะเกศมาสาย ซึ่งครั้งนั้นเราก็ผิดจริงๆ แหละ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เกศพยายามปรับปรุง และจะไม่มาสาย โดยเฉพาะถ้านัดนั้นมีน้ำทิพย์รวมอยู่ด้วย (ยิ้ม) น้ำทิพย์เป็นเพื่อนที่บางครั้งเราก็กลัวๆ เขานะ เป็นเพื่อนที่ดุ ซึ่งความรู้สึกเกศก็คงไม่ต่างจากเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่กลัวเขาเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมีรังสีอำมหิตบางอย่าง (หัวเราะ) แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบน้ำทิพย์เป็นอะไรสักอย่างสำหรับเกศ ไม่รู้จะพูดยังไง เอาเป็นว่า เขาเหมือนสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัว ดูมีอำนาจ”

เกศยอมรับว่า เธอโชคดีไม่น้อยที่มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนคนนี้

“เกศเรียนมาหลายคอร์สนะ แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยมี 1 คอร์ส ที่นอกจากเราจะได้ความรู้ ยังได้มิตรภาพและเพื่อนที่ดีกลับมา ทุกวันนี้ถึงเราอาจไม่ได้เจอกันบ่อยมาก แต่น้ำทิพย์เป็นเพื่อนที่เราไม่เคยรู้สึกว่าเราห่างกัน เวลาที่เรามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ เราเชื่อว่าเขาจะข้างๆ เราเสมอ”

 

จุดเริ่มจากพ่อกับรถโบราณ แบบฉบับ ‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497418

จุดเริ่มจากพ่อกับรถโบราณ แบบฉบับ ‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

 ของสะสมบางอย่างเป็นการบ่งบอกถึงรสนิยม ตัวตน เช่นเดียวกับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กับอีกบทบาทในฐานะเลขาธิการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ซึ่งมาเล่าเรื่องราวความชื่นชอบแบบที่ใครหลายคน โดยเฉพาะบรรดาผู้หลงใหลในความคลาสสิกของรถโบราณ

อรรถวิชช์ เท้าความถึงจุดเริ่มต้นของการสะสมรถคลาสสิกย้อนกลับไปครั้งวัยเด็ก ซึ่งสมัยนั้นเพื่อนส่วนใหญ่มักจะหาซื้อหนังสือการ์ตูนยี่ห้อ TALENT มาอ่าน แต่ส่วนตัวไม่ชอบ และเวลาไปกับเพื่อนที่ร้านหนังสือ มักจะชอบหยิบจับหนังสือเกี่ยวกับรถคลาสสิก เลยเริ่มเก็บเงินซื้อแมกกาซีนรถมาอ่าน เพราะคิดในใจว่าเมืองไทยมันไม่ค่อยมี

อรรถวิชช์ เล่าต่อว่า ช่วงหนึ่งพ่อเล่าให้ฟังว่าเคยมีรถ MERCEDES BENZ รุ่น 170S ปี 1952 ซึ่งเป็นรถเก่าสมัยนั้น ส่วนตัวก็ตกใจว่าคุณพ่อเคยมีรถรุ่นนี้ด้วยหรือ ทำไมไม่เคยเห็น เพราะพ่อได้ขายคันนั้นไปแล้ว เลยเสียดาย จากนั้นเริ่มเก็บเงินหาซื้อรถรุ่นนี้กลับมาตามที่พ่อเล่า

“คุณพ่อผมเป็นคนเดือนตุลา และก็ไปร่วมชุมนุมทุกวัน แต่ช่วงสถานการณ์รุนแรงปรากฏว่าเจ้า 170S คันที่คุณพ่อใช้ประจำมันเกิดเสีย เลยทำให้แกรอดตายมาได้ เพราะมัวแต่ซ่อมรถแถวคลองเตยวันที่เขายิงกัน คุณพ่อก็บอกว่ารถคันนี้มันช่วยชีวิตไว้ เราเลยฝังใจว่ามีรถโบราณ และก็ทำให้พ่อรอดตาย พอเก็บเงินได้ก็เริ่มซื้อสมัยเรียนปี 1 ด้วยเงินสะสมที่พอมี ไปซื้อซากรถมาซ่อม ก็เป็นจุดเริ่มจากเรื่องเล่าของพ่อและเริ่มเก็บเรื่อยมา”

อรรถวิชช์ เล่าถึงความประทับใจ โดยเฉพาะระหว่างทางกว่าที่เจอรถแต่ละคัน ซึ่งเปรียบเหมือนเรื่องตลกและชะตาฟ้าลิขิต เพราะได้ไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเป็นอดีตเจ้าของรถและมีประวัติร่วมกัน ตัวอย่างรถที่มีเก็บไว้เป็นของ พล.อ.อ.นักรบ บิณษรี ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

“ตอนนั้นผมอายุเพียง 18-19 ปี ท่าน 80 ปี แต่ได้คุยเรื่องต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องรถ ทำให้สนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนต่างวัย และท่านก็ขายรถให้เรามา รถที่ได้มาเป็นรถของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยใช้ขับหนีออกนอกประเทศ โดยมี พล.อ.อ.นักรบ เป็นผู้ขับรถคันนี้ ถือเป็นประสบการณ์เพื่อนต่างวัย และเป็นความประทับใจนอกจากรถแล้วก็ยังเป็นเรื่องคน และแต่ละคันก็มีเรื่องเล่าของแต่ละคนที่ใช้ชีวิตกับรถคันนั้นๆ นอกจากเส้นสายในตัวรถคันนั้นๆ”

อรรถวิชช์ เล่าต่อว่า ช่วงเป็น สส.สมัยแรกเมื่อปี 2550 ระหว่างหาเสียงช่วงนั้น ส่วนตัวอยู่เขตพญาไท จตุจักร และโดยเฉพาะเขตพญาไท พอขึ้นรถขยายเสียงซึ่งมันสูงกว่ารั้วบ้านมันสนุกมาก เพราะเห็นหมดบ้านละแวกนั้นใครมีรถอะไรบ้าง ได้เข้าไปคุย จีบ ถ้าไม่ขายให้ก็ไม่เป็นไร บางทีก็ไปช่วยซ่อม ทำให้มีความสัมพันธ์กับคนและเป็นอีกมนต์เสน่ห์ในการเล่นรถแบบส่วนตัว

“ผมซ่อมรถลงมือเอง และก็จ้างช่างมาทำงานที่บ้าน ทั้งงานสี เบาะ เครื่องยนต์ โดยเรากำกับและทำเองด้วย เพราะรัก เวลาทำรถพวกนี้จะไม่ซื้อมาแบบสำเร็จรูป ส่วนใหญ่จะเป็นซากและมาทำทั้งคัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ของมัน จำได้ว่าตั้งแต่มัธยมคาบเกี่ยวมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีอีเมล ต้องเขียนจดหมายไปบอกว่าเรามีรุ่นนั้น อยากซื้ออะไหล่รุ่นนี้ แต่มันเป็นความสนุกที่เห็นรถเก่าๆ กลับมาวิ่งได้เหมือนเดิมตอนออกจากโรงงาน”

ส่วนคันประทับใจ อรรถวิชช์ ยกให้เจ้ารถ JAGUAR E-TYPE SERIES 1 ซึ่งถือเป็นครู โดยรถคันนี้ได้มาจากแถวสามแยกพิชัย ใกล้กับรัฐสภา เดิมมันเคยเป็นกรงเลี้ยงแมว คือวิ่งไม่ได้ และข้างในตัวรถก็เอาไว้เลี้ยงแมว และแมวก็เกิดเป็นเจเนอเรชั่น เพราะรกแมวมันแห้งติดคาซากรถเต็มไปหมด แต่ก็ได้ในสภาพสายไฟสมบูรณ์มาก เพราะไม่มีหนูมากัดสักเส้นเดียว

ทั้งนี้ ตอนเริ่มซ่อมรถคันนี้ ถือว่ามีความรู้มากขึ้นหลังจากลองผิดลองถูกมาเยอะ และซ่อมแบบบอกได้เลยว่า น็อตทุกตัวที่ถอดจากรถถูกใส่ถุงและกำกับว่ามาจากตรงจุดไหน เอา PARTBOOK หรือแผนผังรถมากาง และมีช่างคอยช่วย โดยวางแผนร่วมกัน ตรงไหนถอดออกมาจากจุดไหน ใส่ซอง เขียนกำกับ เก็บเข้ากล่องเรียง ดังนั้นรถคันนี้ถูกประกอบกลับไปด้วยน็อตเดิมทั้งคัน เป็นคันที่ซ่อมและประทับใจมาก เพราะทำถูกต้องตามหลัก

 “ในอดีตตอนเด็กผมเคยรื้อรถทิ้งมาเป็นคัน เพราะไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รื้อแล้วประกอบกลับคืนไม่ได้ คันนี้จึงเป็นต้นแบบในการซ่อมรถของผม ดูจากผังทำตามทุกขั้นตอน จนบอกได้ว่าแต่ละจุดใส่นอตกี่ตัว เพราะผมทำเอง บริหารร่วมกันกับช่าง ส่วนเครื่องยนต์ก็ถือว่าสมบูรณ์มากเพราะวิ่งน้อย และตอนซ่อมเสร็จเคยขับไปให้เจ้าของเดิมดู ซึ่งเจ้าของเดิมเองก็ภูมิใจที่รถเขากลับมาอยู่สภาพสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง”

ส่วนอีกคัน JAGUAR XK120 ROADSTER ถือเป็นหนึ่งความประทับใจ และคันนี้ตอนได้มาก็ยึดหลักเดิม คือ กางแผนผัง ซ่อมเหมือนกับคันแดง แต่แตกต่างตรงคันนี้เคยถูกบูรณะมาแล้ว นอตทุกตัวถูกใส่มั่วไปหมด หรือถูกเปลี่ยน โมดิฟายด์มา วิธีการจึงย้อนรอยทำเหมือนรถคันแดง และดูว่ามันใช้น็อตตัวไหน แบบไหน เกลียวอะไร และไปเดินหาน็อตแบบนั้นกลับมา ตามร้านขายนอตแถวคลองถม ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดแต่มีความสุขมาก

“รถคันนี้ถือเป็นอีกคันที่ทำย้อนเวลากลับไป ผมมองว่ามันสนุกตรงนี้ สนุกกว่าซื้อสำเร็จรูป มันเป็นเสน่ห์ เพราะเราได้มีแอ็กทิวิตี้หรือกิจกรรมร่วมกับมัน ทั้งซ่อมและขับ บางทีซ่อมสนุกกว่าตอนขับ เหมือนประกอบโมเดล คันนี้ถ้าถามถูกบูรณะกลับไปเหมือนที่มันออกมาจากโรงงาน”

ส่วนอีกความประทับใจที่ อรรถวิชช์ อยากเล่าเป็นพิเศษ คือ ได้รถอดีตนายกฯ อีกคันหนึ่งมาเก็บสะสมไว้ในคอลเลกชัน เป็น TOYOTA COROLLA AE92 โดยรถคันนี้เป็นของอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย โดยตอนแรกไม่เคยคิดเก็บรถเก่าญี่ปุ่น เพราะส่วนตัวแล้วชอบรถยุโรปมากกว่า เนื่องด้วยเอกลักษณ์เส้นสายของตัวรถ

“ตอนแรกท่านโทรมาถามว่า รถเก่า 30 ปี อรรถวิชช์ เก็บไหม ผมบอกไปว่าไม่เก็บ แล้วรถอายุมากที่สุดเท่าไหร่ ก็ตอบไปว่า 110 ปีครับ แล้วถามอีกว่ารถญี่ปุ่นเก็บไหม ผมก็ตอบไปว่าไม่เก็บอีกครับ แล้วรถอดีตนายกฯ เก็บไหม ผมก็รีบตอบไปเลยว่าเก็บครับ ไปถึงท่านก็ยื่นกุญแจให้ แต่ก่อนให้ท่านก็ไปซ่อมเครื่องให้ผมเสร็จเรียบร้อย ผมเลยเอารถมาเก็บไว้ แต่ก็เตรียมบูรณะอีก แต่โดยรวมถือว่าเนี้ยบมาก ผมเลยมีรถอดีตนายกฯ อยู่ในมือ 2 คัน ทั้งของนายกฯ เผด็จการ และนายกฯ ประชาธิปไตย”

สำหรับโปรเจกต์ใหม่เป็นรถไถนายี่ห้อ PORSCHE ซึ่งคันนี้ได้มาจากแคนาดา กำลังทำให้กลับมาวิ่งได้เหมือนเดิม และที่ยากกว่ารถอื่นๆ คือ เครื่องมือในการใช้ซ่อมไม่เหมือนกัน แต่โชคดีภรรยาซ่อมให้ เนื่องจากมีบริษัท พิณสยาม เป็นบริษัทซ่อมรถการเกษตรทำในส่วนเครื่องยนต์ ส่วนตัวก็ทำแค่สีตัวรถภายนอก

ขณะเดียวกันยังมีของสะสมอย่างอื่นนอกเหนือจากรถ ส่วนใหญ่จะเป็น Mascot หรือหัวรถซึ่งเป็นฝาปิดหม้อน้ำโบราณ เพราะในยุคก่อนหัวรถไม่ได้แต่ยี่ห้อเท่านั้น และถือเป็นงานดีไซเนอร์ เหมือนเป็นชุดแต่งรถปัจจุบัน อีกทั้งของเหล่านี้ยังมีการบอกชื่อศิลปินที่ทำด้วย

อย่างไรก็ตาม อยากฝากคนที่จะเล่นรถโบราณต้องศึกษาให้ลึกก่อนลงมือและวางแผนก่อนทำ ไม่เช่นนั้นรถจะเสียของ และแนะนำคนเล่นรถเก่า คือถ้าจะทำควรถ่ายของเหลวในตัวรถออกให้หมด ไม่ว่าหม้อน้ำ น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง แล้วเก็บในที่แห้ง เพราะรถไม่ต้องติดแอร์ให้มัน อุณหภูมิไม่เกี่ยง

อรรถวิชช์ ยังฝากงานพิเศษเอาใจคนรักรถคลาสสิก The 41st Vintage Car Concours ซึ่งเป็นการประกวดรถโบราณ จัดขึ้นเป็นปีที่ 41 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ระหว่างวันที่ 14-18 มิ.ย. โดยจะมีรถเข้าร่วมกว่า 80 คัน ดังนั้นอยากเชิญผู้สนใจเข้าร่วมรับชมความสวยงามย้อนยุคครั้งนี้

 

ธเนศ จิระเสวกดิลก สังคมที่ดีควรมีการแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497417

ธเนศ จิระเสวกดิลก สังคมที่ดีควรมีการแบ่งปัน

โดย…อณุสรา ทองอุไร

 ตรง-ธเนศ จิระเสวกดิลก กรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วนใหญ่เครื่องสำอาง DII และเจ้าของสปาดิวาน่าที่มีอยู่ถึง 5 สาขา เขาเล่าว่าเดิมก่อนหน้านี้ตอนเรียนจบใหม่ๆ เป็นพนักงานต้อนรับอยู่ที่สายการบินแห่งหนึ่งนานกว่า 10 ปี

หลังจากนั้นเขาก็มาร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดสปาอยู่ 3-4 ปี จึงออกจากสายการบินมาทำธุรกิจสปาเต็มตัว และตั้งใจไว้แต่แรกในการทำธุรกิจว่าหากธุรกิจแข็งแรงอยู่ตัว เขาจะทำจิตอาสาอย่างจริงจังเพื่อเป็นการแบ่งปัน

“ตอนเราเป็นพนักงานเป็นลูกจ้างเขา เงินเดือนก็ยังไม่เหลือมาก จะทำบุญแบ่งปันก็ได้เล็กน้อยไม่มากนัก แต่พอมาเปิดบริษัทของตัวเองก็มีกำลังมากขึ้น มีคนมาช่วยสมทบมากขึ้น การจะไปบริจาคหรือให้ทุนอะไรกับเด็กๆ และมูลนิธิก็เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น และถือเป็นนโยบายตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ว่าเราจะทำจิตอาสาอย่างต่อเนื่องตลอดไปทุกปี ในรูปแบบต่างๆ กันออกไป” ธเนศ กล่าวอย่างตั้งใจ

โดยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ธเนศ บอกว่าก็มีการทำบุญบริจาคในรูปแบบต่างๆ ทุกปี  ปีที่แล้วเขาให้ทุนการศึกษากับเด็กๆ ที่มูลนิธิพระดาบส ทุนละเกือบ 3 หมื่นบาท 2-3 ทุน และจะให้ต่อเนื่องไปจนกว่าเด็กคนนั้นๆ จะจบการศึกษา

 “สำหรับในปีนี้ เป็นปีที่ดิวาน่าครบรอบ 15  ปี เราก็เลยจัดใหญ่กว่าทุกปี ชวนพนักงานไปทำบุญร่วมกัน ใช้ชื่อ ‘ดิวาน่า แคร์ แอนด์ แชร์’ โดยปีนี้ไปบริจาคให้กับบ้านเด็กชายทุ่งมหาเมฆ ด้วยการให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาตรี และนำอาหารไปเลี้ยงโต๊ะจีนให้กับเด็กๆ โดยจะให้ต่อเนื่องไปต่อจากนี้ด้วย โดยทุกปีไม่ว่าจะไปทำบุญเลี้ยงอาหาร บริจาคสิ่งของใดๆ ให้กับหน่วยงานใดก็ตาม แต่เราจะมีให้ทุนการศึกษาปีละ 4-5 ทุนเสมอ และเป็นการให้ทุนจนกว่าเด็กที่ได้ทุนจะจบการศึกษา”

ธเนศ บอกว่า เขายึดเป็นความตั้งใจเลยว่า ได้แล้วต้องให้ รับแล้วต้องแบ่งปัน ถือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรของเขาเลยว่าแต่ละปีเรามีเรื่องต้องไปทำบุญกัน ถือเป็นนโยบายอย่างหนึ่งที่ต้องทำ

“เราจะเน้นให้ในเรื่องของการศึกษาเป็นหลัก เพราะคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประตูเปิดโอกาสไปสู่หลายสิ่งอย่างได้ การแก้ปัญหาเรื่องความจนไม่ได้ให้แค่เงิน แต่คือการให้การศึกษา ความจนไม่ใช่อุปสรรคเท่ากับการที่เด็กไม่ได้รับการศึกษา และการบริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

สังคมที่น่าอยู่ ธเนศ เชื่อมั่นว่าคือสังคมที่มีการแบ่งปัน ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ซึ่งไม่ได้มีกฎข้อบังคับตายตัวว่าต้องให้ในรูปแบบใด อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคน

 “มีแรงลงแรง มีเงินลงเงิน มีวิชาความรู้ก็ไปช่วยสอน ใครจะทำอะไรก็ได้ตามแนวทางที่แต่ละคนถนัด เป็นเชฟก็ไปช่วยทำอาหาร เป็นครูก็ไปช่วยสอน เป็นช่างตัดผมก็ไปตัดผมฟรี โดยทำให้กับมูลนิธิหรือบริจาคเป็นสิ่งของใดๆ ก็ได้ ขอเพียงให้นึกถึงการทำจิตอาสาว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทำในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย ยิ่งรวยยิ่งต้องให้ ยิ่งให้เราก็จะยิ่งได้ ผู้ให้ย่อมมีความสุขพอๆ กับผู้รับเสมอ

“ไม่ต้องรอให้เหลือเยอะ ไม่ต้องรอให้รวยมาก ถ้าให้ตอนที่เราพอมี เขาเรียกว่าแบ่งกันหรือแบ่งปัน แต่ถ้ารอให้ตอนที่ต้องรวยมากๆ เขาเรียกว่าเหลือ ไม่ต้องรอให้เหลือ ให้ไปตามกำลังเหมาะสม สิ่งที่ได้ก็คือความสุขอิ่มเอมใจ ขณะที่ผู้รับก็ชื่นใจ เพราะฉะนั้นเราควรจะเป็นฝ่ายให้มากขึ้นเมื่อมีโอกาส คุณจะรับรู้ถึงความสุขแห่งการให้ได้ทุกครั้งว่าช่วยเติมเต็มและตัดกิเลสและความโลภในจิตใจเราออกไปได้ด้วย” ธเนศ กล่าวอย่างมีความสุข

 

หมอหนุ่ม’เชอร์ล็อค โฮล์มส์’ศิริราช งานวิจัยโรคใหม่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497415

หมอหนุ่ม’เชอร์ล็อค โฮล์มส์’ศิริราช งานวิจัยโรคใหม่ระดับโลก

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

อีกหนึ่งบุคลากรทางแพทย์ของไทยที่ควรได้รับการยกย่อง หลังคว้ารางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ ที่ค้นพบโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดใหม่ในโลกได้สำเร็จ ไม่เท่านั้นผลงานชิ้นนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการแพทย์นานาชาติจนได้รับการติดต่อให้ไปช่วยวินิจฉัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกพยาธิวิทยามากขึ้น

รศ.นพ.วิปร วิประกษิต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ สาขาโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หมอหนุ่มในวัย 44 จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นหมอได้ร่วม 20 ปี มีผลงานได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ด้านโลหิตวิทยา โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียที่คนไทยเป็นกันไม่น้อยที่แต่ละปีมีคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน บทบาทของหมอวิปรที่ผ่านมาได้กระตุ้นเตือนให้คนไทยและภาครัฐเห็นความสำคัญกับการแก้ปัญหาโรคนี้เพราะส่งผลกระทบต่องบประมาณจำนวนมากในการดูแลรักษา

ปัจจุบันคนไข้ที่อยู่ในความดูแลของหมอหนุ่มผู้นี้ ทั้งที่โรงพยาบาลศิริราช และที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีนับพันราย ส่วนใหญ่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 80% อีก 20% เป็นโรคโลหิตจาง นอกจากงานประจำ รักษาคนไข้แล้ว เจ้าตัวยังมีงานวิจัยออกมาต่อเนื่องด้วยความชอบและสนุกกับการหาคำตอบในแต่ละเรื่อง

“พอผมทำงานเป็นแพทย์ ผมชอบการวินิจฉัยมาก อย่างการรักษามันไม่มีอะไรใหม่ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพอยู่แล้ว การวินิจฉัยมันสนุกมาก ผมชอบดูคนไข้ใหม่ๆ มันเหมือนกับมีปริศนาใหม่ๆ ให้เรามาไขรหัสแล้วว่า ปัญหาของเขาเกิดขึ้นจากอะไร”

ก่อนแต่งต้องเช็กดีเอ็นเอ ป้องกันยีนกลายพันธุ์

ว่าด้วยเรื่องโรคใหม่ที่ได้รางวัลงานวิจัยดีเด่นในนามมหาวิทยาลัยมหิดล จากสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อปี 2558 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ หมอวิปร เล่าว่า โรคด้านโลหิตนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า KLF1 ในอดีต การกลายพันธุ์ของยีนชนิดนี้ถูกรายงานว่า ทำให้มีอาการบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นโรค ฉะนั้น สิ่งที่ค้นพบจึงเป็นการพิสูจน์ครั้งแรกว่า การกลายพันธุ์ชนิดนี้มีความสำคัญและทำให้เกิดโรคในมนุษย์

หมอวิปร เท้าความว่า ปัญหาที่เจอคือ คนไทยซีดเยอะ และจากงานวิจัยที่ทำพบว่า เด็กไทย 30% มีภาวะซีดมากกว่าปกติ ถ้าไม่นำมารักษาก็จะไม่สบายและป่วยหนัก สาเหตุหลักของการซีดในประเทศไทย มีสองปัจจัย 1.เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีสองกลุ่มอายุคือ เด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 3 ปี กลุ่มนี้จะกินอาหารไม่พอ และเลือกกิน อีกกลุ่มเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้าสู่วัยมีประจำเดือน อายุ 12-13 ปี ที่เริ่มเสียเลือดและเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะอาย ไม่กล้าตรวจ บางคนจึงซีดมาก ลูกพยาบาล ลูกหมอก็มี

2.ที่เจอมากคือ โรคธาลัสซีเมีย พบได้ทุกช่วงอายุ เพราะเป็นพันธุกรรมมีตั้งแต่กำเนิด

“ในประเทศไทยหมอส่วนใหญ่จะรู้จักแค่สองอย่าง คือ ธาลัสซีเมีย กับขาดเหล็ก ทำให้ไม่มีใครค้นพบว่า มีอีกโรคหนึ่งที่มีอยู่ในคนไทย งานวิจัยที่ผมทำได้รวบรวมคนไข้ที่มีภาวะซีดประมาณพันกว่ารายที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่ามีคนไข้ประมาณ 50 ราย ที่ไม่ใช่ธาลัสซีเมีย แต่มันก้ำกึ่งว่าทำไมซีดเยอะแล้วต้องให้เลือดเหมือนธาลัสซีเมีย และมันเป็นโรคทางพันธุกรรม พ่อแม่ก็ปกติดีทั้งคู่ ผลเลือดก็ปกติ แต่เมื่อเราตรวจ ปรากฏว่าเด็กได้พฤติกรรมที่ผิดปกติ ครึ่งหนึ่งจากพ่อ ครึ่งหนึ่งจากแม่ ลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายๆ กับโรคธาลัสซีเมีย พ่อแม่มียีนแฝง แต่ไม่ได้เป็นแฝงธาลัสซีเมีย เป็นแฝงของยีนตัวนี้ แล้วทำให้ลูกเกิดปัญหาขึ้นมา”

หมอวิปร เล่าว่า โรคชนิดนี้จากงานวิจัยที่เราตรวจยีนนำมาสู่การค้นพบว่า มันมีพันธุกรรมของยีนอีกตัวหนึ่งซึ่งไม่ใช่ยีนธาลัสซีเมียแต่ทำให้คนไข้เป็นโรค ยีนตัวนี้ชื่อว่า KLF1 ถ้าคนมีพันธุกรรมแฝงของยีนนี้มาแต่งงานกันก็มีโอกาสเป็นโรคสูง ถ้าเป็นก็รุนแรงถึงขั้นต้องให้เลือด บางรายต้องตัดม้าม บางรายซีดตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือไม่ก็อาจเสียชีวิตในท้องได้

เทียบระดับความรุนแรงกับธาลัสซีเมีย หมอวิปร บอกว่า KLF1 รุนแรงกว่า เพราะธาลัสซีเมียมีความหลากหลายสี่ระดับ แต่โรคนี้ถ้าเป็นก็คือ ระดับสูงสุดของธาลัสซีเมีย คือ จะต้องให้เลือดทุกสามสัปดาห์ กลุ่มนี้คนไข้มักแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก หรืออยู่ในท้อง กล่าวคือเวลาไปฝากครรภ์กับคุณหมอ และคุณหมออัลตราซาวด์แล้วก็บอกว่า เด็กตัวเล็ก น้ำหนักไม่ขึ้น บางรายมีอาการรกบวม หรืออาจบวมน้ำ ฉะนั้น คนไข้บางรายที่มีอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จะได้รับการรักษาตั้งแต่อยู่ในท้อง ด้วยการใช้เข็มแทงเข้าไปที่สายสะดือเพื่อเอาเลือดฉีดให้เด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง กรณีนี้จะทำได้ไม่กี่โรงพยาบาล เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาฯ

“เราถือว่าเป็นการค้นพบในระดับโลก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราตีพิมพ์วารสารเลือด (Blood) ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกอันดับ 1 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หลังจากเราตีพิมพ์ผลงานนี้ไปแล้ว ก็มีหมอจากจีน เวียดนาม ออสเตรเลีย ก็เจอเหมือนเรา แต่เราเป็นคนรายงานคนแรก ส่วนในไทยหลังเราค้นพบ ก็มีคุณหมอจากหลายที่ที่เขามีคนไข้แต่เขาอธิบายไม่ได้ก็ส่งมาให้เราตรวจ เพราะตอนนี้ที่มีศิริราชที่เดียวที่เราวินิจฉัยเรื่องนี้ได้”

การค้นพบโรคใหม่ด้านโลหิตครั้งนี้ หมอวิปร ย้ำว่า เกิดผลดีต่อวงการแพทย์เพราะเมื่อรู้แน่ชัดว่าเป็นอะไร ก็จะทำให้หมอสามารถวินิจฉัยโรคคนไข้ได้ชัดเจน เพราะสมัยก่อนเวลาที่มีคนไข้ว่าด้วยเรื่องซีด ถ้าเราวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ก็จะรักษาไม่ถูกต้อง เช่น ถ้าคิดว่า เขาขาดเหล็ก แล้วหมอก็ให้เขากินเหล็กไปเรื่อยๆ แต่ว่าคนไข้กลุ่มนี้ไม่ได้ขาดธาตุเหล็ก มันก็ไม่ได้ผล คนไข้หลายคนถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่เมื่อเราไปตรวจ เราก็ไม่พบ ดังนั้น เมื่อวินิจฉัยไม่ถูก มันก็จะวางแผนการรักษาคนไข้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่จะมีบุตร เราจะสามารถให้ทางเลือกในการวินิจฉัยก่อนคลอดได้

แล้วในไทย มี KLF1 มากแค่ไหน? หมอวิปร ตอบว่า จากการตรวจพันธุกรรมนี้ในคนไทยพันกว่าราย พบว่ามีเกือบ 1% ฉะนั้น คนไทย 1 คนใน 100 มีพันธุกรรม ซึ่งมันอาจไม่มากเท่าธาลัสซีเมียที่พบพาหะแฝงจาก 35 คนใน 100 คน ถ้าเป็นโรคก็ประมา 1%

“งานวิจัยของเรา มันทำให้เราได้รางวัล อย่างน้อยก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ในวงการวิทยาศาสตร์ ผลงานชิ้นนี้เป็นที่ยอมรับว่า มันมีคุณค่า มีผลกระทบ แต่มันก็ไม่ใช่ผลงานของผม มันเป็นผลงานของสถาบันของโรงพยาบาลศิริราชที่มีมาตั้งแต่สมัย ร.5 และเราก็โชคดีที่ว่า เรามีคนไข้เยอะจากทั่วทุกประเทศ ที่ส่งเข้ามาที่ศิริราช เวลาใครวินิจฉัยไม่ออกก็ต้องส่งมา (หัวเราะ) ฉะนั้นอันนี้เป็นผลงานของศิริราช และผลงานของประเทศด้วยเพราะมันทำให้ต่างชาติเขาอ้างอิงสิ่งที่เราทำและไปใช้กับคนไข้กับเขา”

ธาลัสซีเมียในไทยยังน่าห่วง ระเบิดเวลา คนไข้จากเออีซี 

กล่าวสำหรับโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมอันดับหนึ่งที่พบมากที่สุดในโลก ประเทศไทยมีคนที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียมากถึง 40% และหากคนที่เป็นพาหะไปแต่งงานกันมีโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคได้ แต่ละปีประมาณการคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน เป็นชนิดรุนแรง 4,000 คน หมอวิปร อัพเดทให้สถานการณ์ธาลัสซีเมียให้ฟังว่า โรคนี้เป็นโรคประจำชาติ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ในภูมิภาคเออีซีทั้งหมด พันธุกรรมธาลัสซีเมียไม่ใช่มีเฉพาะคนไทยทั้งนั้น แต่พันธุกรรมนี้มีในไทยเป็นพันๆ ปีแล้ว ส่วนในไทยพื้นที่ที่พบมากที่สุด คือ อีสานใต้ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

หมอวิปร เล่าว่า อันตรายของธาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงมาก เด็กจะตายในท้องแล้วแม่ก็มีภาวะแทรกซ้อน อาจจะตกเลือดมาก รองลงมา คลอดออกมามีชีวิตปกติในตอนต้น แต่พอ 5-6 เดือนเด็กเริ่มซีด ตับ ม้าม โต หน้าตาเปลี่ยน ถ้าไม่รักษา คนไข้ก็จะมีอายุได้เพียงสิบกว่าขวบ และเสียชีวิต บางชนิดก็มีอาการเบา อาจซีดไม่มาก แต่ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น กระดูกบาง ถ้าคนที่ซีดแล้วไม่รักษา จะมีผลต่อหัวใจ เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น คนที่เลือดจางมากๆ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเพราะปกติ

เหตุที่โรคธาลัสซีเมียยังมากขึ้นและน่าเป็นห่วงอยู่ หมอวิปร ให้ข้อมูลว่า เพราะโปรแกรมตรวจของโรงพยาบาลต่างๆ กับหญิงที่ไปฝากครรภ์ ไม่ละเอียด ดูแค่อ้อมๆ ว่า จะเป็นหรือไม่ ไม่ลงลึกถึงระดับดีเอ็นเอธาลัสซีเมียว่ามีหรือไม่ ถึงจะยืนยันได้แน่นอน เราถึงเจอกรณีต่างๆ ว่า ไปฝากครรภ์แล้ว ทำไมถึงยังเป็นก็เพราะตรวจไม่ละเอียด เรายังตรวจเหมือน 30 ปีที่แล้วทั้งที่ปัจจุบันมันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก

“คนไข้ยังไม่ลด ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เราก็ต้องรับเออีซี คนไข้ต่างชาติก็เยอะมาก แล้วคนไข้ก็นกรู้ พ่อแม่เข้ามาทำงานเพื่อหวังเอาลูกมารักษาเพราะว่าประเทศรอบๆ เรา วิทยาการทางแพทย์ไม่ก้าวหน้าเท่าเรา คนไข้กลุ่มนี้คือ ตายหมด คนไข้รอบๆ ประเทศที่มีกำลังจ่ายจึงต้องบินมารับเลือดที่ประเทศไทย

…ตอนนี้มีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้าน แรงงานต่างชาติเข้ามามาก ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเกิดผลกระทบต่อคนไข้คนไทย ที่สำคัญ เวลาคนไข้ต้องให้เลือด ก็ต้องมาใช้เลือดที่คนไทยบริจาค ตอนนี้ยังไม่มีเป็นข่าว แต่ในอนาคตเหมือนระเบิดเวลา เพราะคนไข้กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ทางออกที่ หมอวิปร เสนอคือ เรื่องนี้ควรถูกผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติ กล่าวคือ ทารกทุกคนที่เกิดมาในประเทศ ต้องได้รับการตรวจกรองธาลัสซีเมียเหมือนอย่างที่โรงพยาบาลศิริราช ทารกที่คลอดทุกคนประมาณ 1,213 คน จะได้รับการตรวจกรองธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด ทั้งหมดเพื่อลดจำนวนคนไข้ลง

งานแพทย์เหมือน ‘เชอร์ล็อค โฮล์มส์’หาหลักฐานพิสูจน์ความจริง

ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนจะเป็นหมอ วิปรเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นั่งเก้าอี้รองประธานนักเรียน ชอบทำกิจกรรม และมีความคิดเสมอที่อยากช่วยคนไข้ ที่สำคัญเป็นคนที่ไม่เชื่อคำตอบอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง จึงสนใจงานด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วย หลังเรียนจบสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้เหรียญทองแดงคะแนนยอดเยี่ยมตลอดหลักสูตร จากนั้นไปเรียนต่อเป็นหมอเด็กที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะบินไปทำปริญญาเอกที่ออกซฟอร์ด เจ้าตัวบอกว่าระหว่างเรียนก็คิดตลอดว่า อยากทำงานวินิจฉัยโรคเพราะเป็นต้นทางหรือเป็นหัวใจของการดูแลคนไข้ ถ้าวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ที่เหลือก็ตามมาเอง ไม่ว่า การรักษา การให้ยา การดูภาวะแทรกซ้อน

การวินิจฉัยโรคก็เหมือนการเป็นนักสืบไม่ต่างจากนวนิยายสอบสวนชื่อดังเมื่อร้อยปีก่อน “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” หมอวิปร เปรียบเทียบความเหมือนในความต่างให้ฟัง

“เชอร์ล็อค โฮล์มส์ เขียนโดย เซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ (ค.ศ. 1859-1930) จริงๆ เขาเป็นแพทย์ที่สกอตแลนด์ เขาเรียนแพทย์กับอาจารย์แพทย์คนหนึ่งที่เป็นอายุรแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากในอังกฤษ คือ เซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ คนนี้ก็คือ บุคลิกของเชอร์ล็อค โฮล์มส์  คือ หน้าที่ของแพทย์อันหนึ่งต้องช่างสังเกต เราถึงถูกสอนว่า ต้องดูคนไข้ทั้งตัว ดูหน้า ตา สิ่งที่คนไข้ทำ การสังเกตมันเป็นการเก็บข้อมูลอีกแบบ เมื่อดูเสร็จ ฟังหัวใจคนไข้ ก็ต้องฝึกทักษะการฟังว่า อะไรผิดปกติ เมื่อตรวจแล้ว ก็ต้องหาหลักฐานเหมือนเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ที่ต้องไปหารอยเท้า เศษผง การหาหลักฐานอื่นก็คือ การตรวจในห้องปฏิบัติการ”  และนั่นทำให้หมอวิปร สนใจเรื่องเลือด เพราะเลือดช่วยไขปริศนาทุกอย่างได้

“ทุกอย่างมันอยู่ที่เลือด เลือดเป็นยาดำ เป็นโมเดลมาตรฐาน แทรกอยู่ในทุกระบบ และการวินิจฉัยเลือดมันง่าย เพราะเราสามารถจะเอาเลือดมาตรวจได้ไม่ยาก บางอย่างเช่น โรคสมอง ก็น่าสนใจ แต่เราไม่สามารถเอาเนื้อสมองมาตรวจได้ แต่ถ้าเป็นโรคเลือดเราแค่เจาะเลือดมาก็ไปตรวจได้เลย”

หมอวิปร กล่าวว่า การที่เราจะวินิจฉัยโรคต่างๆ ให้ดีขึ้นในปัจจุบันต้องไม่ใช่เหมือนยุคเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เมื่อ 100 กว่าปีแล้ว ที่ใช้การสังเกตหรือดูบุคลิกคนไข้อย่างเดียว แต่ต้องดูดีเอ็นเอ เทคโนโลยีหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาสนับสนุน

แม้ชีวิตของหมอหนุ่มศิริราชผู้นี้จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในด้านการวิจัย แต่เขาก็ยืนยันว่า ไม่ต้องการเป็นผู้บริหาร หรือ มีตำแหน่งบริหารในอนาคต อยากทำงานด้านการวิจัยที่มีความสุขที่สุด

“ความจริงผมก็ถึงเป้าหมายแล้วและผมก็รักสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ ผมก็อยากทำงานนี้ต่อไปจนกว่าผมจะหมดแรงจนทำไม่ไหว ก็ยังมีเป้าหมาย สร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดงานเหล่านี้” หมอวิปร ทิ้งท้าย

 

ระนองโมเดล เชื่อมโยงการศึกษาไทย-เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497343

ระนองโมเดล เชื่อมโยงการศึกษาไทย-เมียนมา

 

 

โดย…กองทรัพย์

ระนองเป็นจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศเมียนมา ระยะทางยาว 169 กม. มีจุดเข้าออกจุดเดียวคือท่าเรือระนอง-เกาะสอง และด้วยเป็นจังหวัดที่ติดชายแดนจึงส่งผลให้ประชากรข้ามชาติในพื้นที่ระนองเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย อาศัยตามพื้นที่ต่างๆ ของ จ.ระนอง ในแรงงานประมง โรงงานภาคการเกษตร และรับจ้างทั่วไป ซึ่งลักษณะการอยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติจะอยู่เป็นชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยข้อมูล ณ มิ.ย. 2559 มีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการจดทะเบียนรวม 2.2 ล้านคน (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) ผู้ติดตามและบุตรที่เกิดในประเทศไทยมีจำนวนเกือบ 2 หมื่นคน

สำหรับข้อมูลสถิติการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ วันที่ 21 ก.ค. 2559 ของสำนักงานแรงงานจังหวัดระนอง มีจำนวน 63,784 คน ส่วนจำนวนบุตรหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่คาดว่าจะมีจำนวน 7,670 คน ปัจจุบันลูกหลานแรงงานข้ามชาติใน จ.ระนองได้รับการศึกษา จำนวน 2,462 คน รวมทั้งหมดจึงมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการศึกษาเพียง 4,897 คนเท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติอีกกว่า 2,000 คนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา

ปัจจุบัน ได้มีความพยายามหารือเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ระหว่างเขตพื้นที่การศึกษาของประเทศไทยและประเทศเมียนมา เพื่อหาแนวทางเชื่อมโยงการศึกษาระหว่างกัน นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักทางสุขภาพ ภรณี ภู่ประเสริฐ รักษาการผู้อำนวยการสำนักประชากรกลุ่มเฉพาะและภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการศึกษาสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และการสร้างเสริมสุขภาพ

 

 

ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว ผู้จัดการโครงการสร้างเสริมสุขภาวะประชากรข้ามชาติโดยระบบการศึกษา มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยจะเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ส่งผลให้ประชากรข้ามชาติได้รับการศึกษา ทั้งที่จัดโดยรัฐและจัดโดยองค์กรภาคเอกชน

 

การเข้าถึงระบบการศึกษาของลูกหลานแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมามี 4 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบ หรือ กศน. การศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ที่จัดโดยชุมชน กลุ่มแรงงานข้ามชาติและองค์กรภาคประชาสังคม และการศึกษาโดยเชื่อมโยงการศึกษาระหว่างไทยและเมียนมา

“การศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติที่จัดโดยชุมชน ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนเมียนมา และจังหวัดชั้นในที่มีแรงงานข้ามชาติหนาแน่น ซึ่ง จ.ระนองมีการจัดศูนย์การเรียนรู้ 13 ศูนย์ ซึ่งสอนทั้งภาษาไทย ภาษาเมียนมา และภาษาอังกฤษ ควบคู่กันทั้งเพื่อเป็นการลดช่องว่างของปัญหาการเรียนในโรงเรียนไทยที่เด็กพูดภาษาไทยไม่ได้หากกรณีที่เด็กจะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนไทย ขณะเดียวกันก็สามารถอ่านเขียนภาษาเมียนมาได้กรณีที่ต้องการกลับไปเรียนที่ภูมิลำเนาเดิม” ลัดดาวัลย์ กล่าว

ขณะที่ ภรณี ภู่ประเสริฐ กล่าวว่า สสส.เห็นความสำคัญของคนทุกคนบนแผ่นดินไทย แรงงานข้ามชาติในระนองเองมี 6 หมื่นกว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมาก และในจำนวนนี้มี 7,000 คนที่เป็นเด็กซึ่งติดมากับพ่อแม่จากประเทศต้นทาง หรือมาคลอดลูกที่เมืองไทย เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาครบ 100% ก็มีทางเลือกให้ว่าจะไปเรียนในโรงเรียนไทย กศน. แต่ก็ยังไม่หลากหลายและครอบคลุมพอ เราก็สนับสนุนให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ เราสนับสนุนมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบทในการเข้ามาเชื่อมประสานกับ กศน.และทางเมียนมา เพื่อให้เด็กที่มาเรียนสามารถกลับไปเรียนที่ประเทศต้นทาง โดยเทียบโอนวุฒิการศึกษาได้ และไม่ลืมภาษาของตัวเอง

“เมื่อมาอยู่ประเทศไทย เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งสองภาษา ระบบสาธารณสุขของไทย ถ้าเป็นแบบแข็งตัว เราออกแบบมาเพื่อคนไทย เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการของเราได้ เรื่องประกันสุขภาพ การเข้าโรงพยาบาลหรือการสร้างความยอมรับกับเด็กไทย ล้วนเป็นปัญหาที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นการมีศูนย์เรียนรู้ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ภาษาไทยเพื่อให้มีโอกาสเข้าถึง เข้าใจเรื่องสาธารณสุขในประเทศไทย การศึกษานำไปสู่สุขภาวะที่ดีหลายเรื่อง ตั้งแต่โภชนาการ สุขภาพ และการเข้าถึงสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การลดการติดเชื้อหรือป้องกันโรคที่แพร่ระบาดได้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในภาพรวมด้วย”

ครูติ๋ม สาวเม่ียนมาที่จบการศึกษาในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทย ปัจจุบันเป็นครูประจำกลุ่มต่างด้าว (กศน.) ศูนย์ซอย 7 ระนอง ครูติ๋ม เล่าว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เริ่มเปิดตั้งแต่ปี 2549 พ่อของเธอซึ่งปัจจุบันเป็นครูใหญ่ ในช่วงเริ่มต้นเขาตระเวนขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วง ขับไปตามสวนผลไม้ แพปลา เพื่อหาเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ รวมตัวกันเพื่อมาสอนหนังสือ

วันแรกรวมได้ 15 คน จากนั้น 1 เดือน ก็เพิ่มเป็น 50 คน ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้มีนักเรียน 50 คน มีครู 7 คน เป็นครูชาวเมียนมา และใช้หลักสูตรอ้างอิงจากเกาะสอง เมียนมา ขณะที่หลักสูตรของเมืองไทยได้เชื่อมกับ กศน. ซึ่งประยุกต์หลักสูตรผู้ไม่รู้หนังสือของชาวไทยภูเขา มาใช้กับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของแรงงานข้ามชาติด้วย

“เราสอนเด็กเล็กระดับอนุบาลถึง ป.6 กั้นห้องเรียนด้วยกระดานไวท์บอร์ด สอนภาษาไทยและเมียนมา หลักสูตรเชื่อมโ

ยงกับ กศน.ไทย และหลักสูตรของเมียนมา สำหรับเด็กโตที่จบจากศูนย์นี้ก็เลือกได้ว่าจะกลับไปเรียนต่อที่เมียนมาหรือเรียนต่อในไทย ซึ่งมีหลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเข้ามาดังนั้น เด็กๆ ที่อยากย้ายกลับไปเรียนต่อที่ประเทศต้นทาง ก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาการขาดช่วง เด็กที่ศูนย์ฯ สามารถเรียนต่อในโรงเรียนไทยได้ และสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ เช่นเดียวกับที่ติ๋มได้เรียน ซึ่งตัวติ๋มเองเรียนจบ ปวส.แล้วก็เรียนต่อในระดับปริญญาตรี”

นพ.วีระพันธ์ กล่าวปิดท้ายจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า การให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพ และการป้องกันโรค ไม่เฉพาะเพียงในคนไทยเท่านั้น แต่สนับสนุนให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ และอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาวะและปัญหาสุขภาพ โดยไม่แบ่งเชื้อชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในสังคมอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรโดยรวม

“การดูแลเรื่องของสุขภาพในแรงงานข้ามชาติจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ สสส.ให้ความสำคัญ โดยเข้ามาหนุนเสริมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดเน้นปัจจุบันคือการสนับสนุนให้เกิดการจัดการความรู้ หรือการถอดบทเรียนจากรูปแบบการดำเนินงานที่มีอยู่เพื่อนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป”