สุขกับชีวิตพอเพียง และทำในสิ่งที่รัก ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495813

สุขกับชีวิตพอเพียง และทำในสิ่งที่รัก ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อดีตวิศวกรสาว ตูน-ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี เจ้าของ “หอม โฮสเทล แอนด์ คุกกิ้ง คลับ” ตั้งอยู่บนชั้น 4 ตึกนานาสแควร์ ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจโฮลเทลที่ต้องการให้ผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและต่างวัฒนธรรมมาทำความรู้จักกันผ่านมื้ออาหารที่ปรุงร่วมกัน ภาวลินจัดเป็นคนรุ่นใหม่ที่มองหาหนทางของการมีชีวิตที่ออกแบบได้เอง คือเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ จากเงินเดือนหลัก 2 แสนบาท ที่ต่างประเทศ เธอลาออกและมาเปิดโฮสเทลเล็กๆ และสอนทำอาหารไปด้วย ล่าสุดภาวลินได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 20 ของเอสเอ็มอีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ พอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นต้นแบบของสังคมบนพื้นฐานหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” บวก “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความพอเพียง ศาสตร์ของพระราชาที่สามารถนำมาปรับใช้กับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย

ทิ้งเงินเดือนหลักแสนมาทำสิ่งที่ตนเองชอบ

หลังศึกษาจบปริญญาโทวิศวะปิโตรเลียมจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเทกซัส สหรัฐอเมริกา ภาวลินหาประสบการณ์ทำงานเมืองนอกที่ชลัมเบอร์เจร์ บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของโลก เธอต้องย้ายไปประจำอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันเพื่อเก็บสตางค์เอาไว้เยอะๆ โดยย้ายไปที่แรกคือเวียดนาม ต่อมาไปประจำที่บราซิล และลาออก รวม 4 ปี ที่ตูนทำงานเมืองนอกเก็บเงินได้ 1 ก้อน เธอกับแฟนจึงตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยและเข้าทำงานที่ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ในที่สุดเธอตัดสินใจออกจากงานที่มีเงินเดือนสูงๆ ตูนตัดสินใจอยู่นานและคิดอย่างรอบคอบถึง 2 ปี โดยก่อนออกจากงานประจำเธอคิดรอบด้านว่า ตอนนี้เธอมีภาระอะไรหรือไม่ ประกอบกับสามีของเธอมีหน้าที่การงานดี น่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องลูกได้ อีกทั้งการไม่มีหนี้สิน คิดว่าถึงจุดที่เธอน่าจะลองทำธุรกิจของตัวเองได้แล้ว เธอจึงตัดสินใจลาออก

“ตูนทำงานที่ ปตท.นาน 5 ปีแล้ว แต่ช่วง 2 ปีหลังตูนเริ่มเข้าคอร์สเรียนเยอะมาก เช่น ทำอาหาร คอร์สพัฒนาตัวเอง เรียนสตาร์ทอัพ เรียนการทำธุรกิจ คือเรียนเพื่อให้รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ และอยากทำอะไรแน่ๆ ช่วง 1 ปีหลังที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรก่อนออกจากงานประจำ ตูนดูก่อนว่าตัวเองมีรายจ่ายอะไร โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามีดูแลซัพพอร์ตเรื่องลูกได้ และคำนวณธุรกิจใหม่ของตูนว่าจะได้กำไรเท่าไรต่อเดือน โดยคิดที่จุดต่ำที่สุดคือน้อยกว่าเงินเดือนเก่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งโฮสเทลของตูนน่าจะพอเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่คิดกำไรไม่เว่อร์เลย จึงดูไม่ลำบาก น่าจะไม่เครียด และเป็นสิ่งที่ตูนอยากทำ”

ประสบการณ์จากการเดินทางสู่โฮสเทล

ค่าที่เธอได้เดินทางทำงานมาหลายทวีปทั่วโลก อีกทั้งเธอชอบทำอาหาร อยากเป็นเชฟที่ได้ทำอาหารให้คนอื่นกินที่ไม่ใช่ทำในร้านอาหาร ได้ทำอาหารให้เพื่อนกิน โฮสเทลที่มีสอนทำอาหารไทยด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“ตูนชอบความรู้สึกที่ได้ทำอาหารให้เพื่อนต่างชาติได้กินอาหาร และรู้สึกว่าทำไมเราต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเวลา พอถึงจุดหนึ่งจึงคิดว่าเราอยากติดต่อสื่อสารกับคนอื่นผ่านอาหารบ้างดีกว่า เพราะประเทศไทยก็เด่นเรื่องอาหาร พอเราเริ่มไปสอนคนบนแท่นขุดเจาะทำอาหาร ก็ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่ชอบอาหารไทยที่เราทำเสมอ หลังจากลาออกจากอาชีพวิศวกรแท่นขุดเจาะน้ำมัน จึงตั้งใจมาทำโฮสเทลเล็กๆ โดยเน้นให้มีครัวขนาดใหญ่เพื่อให้แขกที่มาพักได้ทำอาหารร่วมกัน รวมทั้งตั้งใจให้มีอีเวนต์เกี่ยวกับการปลูกผักและทำอาหารเป็นประจำ ดังนั้นในโฮสเทลก็จะมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านอาหาร ซึ่งแขกที่มาพักทุกคนก็ดูมีความสุข เพราะนอกจากได้รับประทานอาหารอร่อยๆ แบบไม่ซ้ำแล้ว ยังได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และเรียนรู้ความแตกต่างของวัฒนธรรมผ่านเมนูอาหารอีกด้วย”

พอออกมาได้ทำโฮสเทลเล็กๆ ขนาด 7 ห้อง แบ่งเป็นห้องเดี่ยว 2 ห้อง ห้องรวมอีก 5 ห้อง ห้องรวมพักได้ 36 เตียง โดยใช้เงินลงทุนราว 6 ล้านบาท มี 2 หุ้นส่วน ย้ำว่าเงินสดๆ ไม่ได้กู้ยืมที่ใดมาเลย

“ตอนนั้นลงทุนหลัก 6 ล้าน ล้วนเป็นเงินเก็บ ไม่ได้กู้ ไม่ชอบเป็นหนี้ เพราะ หนึ่ง คือ เรารู้สึกเปิดปีแรกกำไรคงน้อย ถ้ากำไรน้อยหากเรากู้ธนาคาร ได้รายได้น้อยเราคงเครียด และเราคงไม่ได้คิดเรื่องการสร้างแบรนด์ แล้วเราจะไม่กล้าลงทุนทำอะไรต่อ ตอนนี้โรงแรมเราเปิดได้ 6 เดือนแล้ว ซึ่งแรกๆ เราไม่ได้หวังกำไรมากอยู่แล้ว พอเราได้รายได้มาเราก็นำมาสร้างแบรนด์ต่อ ซึ่งการสร้างแบรนด์ตูนคิดว่าสำคัญ เพราะปัจจุบันโฮสเทลในเมืองไทยเกิดเยอะ ถ้าเราไม่แตกต่าง เราจะอยู่ในสงครามราคา เราจะถึงจุดที่ไม่มีความสุขกับมัน เพราะเราเครียด คิดวนอยู่ที่กำไรขาดทุนมีอยู่แค่นั้น ถ้าเราทำแบรนด์เราจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไร รู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เราไม่ได้หว่านไปเลย ตอนนี้เปิด 6 เดือนฟีดแบ็กก็ดีนะคะ โดยเรานำรายได้ที่ได้ไปพัฒนาโฮสเทลของเราให้ดีขึ้น เพราะตูนร่วมโฮสเทลกับเพื่อนรุ่นน้องอีกคน เช่น เปลี่ยนฝักบัวใหม่ ทำแล้วลูกค้าแฮปปี้ตูนยอมทำ”

ดาดฟ้าสีเขียวด้วยผักออร์แกนิก

ความโดดเด่นของโฮสเทลของอดีตวิศวกรสาวคือ ดาดฟ้าปลูกพืชผักสีเขียวไว้ทำอาหารรับประทานได้ด้วย จนกลายเป็นความสุข ที่เธอได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ

“ถ้าอยากเป็นวิศวกรที่เก่งต้องอ่านมาก แต่ตูนไม่มีความสุขกับการอ่านหนังสือวิศวะ แต่ถ้าเราชอบอะไรเราจะกล้าลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา อย่างเช่น การทำโฮสเทล ตูนยังอยากพัฒนาโฮสเทลของเราไปเรื่อยๆ คิดเพิ่มเสมอว่าลูกค้าจะได้ประสบการณ์อะไรจากการมาพักโฮสเทลของเรากลับไปบ้าง ตูนเน้นการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับอาหาร เราจึงออกแบบให้ชั้นดาดฟ้าของเราให้ปลูกพืชผักไว้ทำอาหารรับประทานได้ ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของต่างชาติ คือ เขาชอบท่องเที่ยวแบบชิลๆ ไม่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เราทำให้ดาดฟ้าของเรามีสีเขียวจากธรรมชาติแล้วยังกินได้ด้วย แต่ก็เหนื่อยสุดๆ เพราะการปลูกผักกินได้กับกินไม่ได้มันต่างกัน การปลูกผักกินได้ต้องปลูกเปลี่ยนผักหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เราต้องปรุงดินเป็น เราต้องมีความรู้แดดหน้านี้ปลูกอะไรได้หรือไม่ได้ เช่น หน้าร้อนเข้าสู่หน้าฝนผักที่เหมาะกับการปลูกคือ ผักบุ้ง หน้าหนาวปลูกผักสลัด ปลูกแตงโมได้ หน้าหนาวปลูกแคนตาลูป เรียกว่าตูนโชคดีที่รู้จักสวนผักคนเมือง เขามาจัดกิจกรรมที่โฮสเทลของเราด้วย เพราะเขาอยากให้คนเมืองปลูกผัก ผักที่เราปลูกทำอาหารอะไรได้บ้าง เรามักได้คำแนะนำดีๆ จากสวนผักคนเมือง”

ข้อดีของการปลูกผักกินเองคือ ผักที่กินสะอาดปลอดสารเคมี แม้ต้นจะเล็กและไม่สวยนักแต่ปลอดภัย อีกทั้งชาวต่างชาติยังรู้จักพืชผักต่างๆ ของคนไทยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“อย่างตูนสอนทำอาหารมื้อก่อนมื้อเย็น เช่น เปาะเปี๊ยะ ยำหัวปลี สอนทั้งอาหารคาวและหวาน และอาหารไทยเมนูที่ทำง่ายหน่อย หากมีส่วนผสมของตะไคร้ ซึ่งต่างชาติไม่รู้ว่าตะไคร้หน้าตาเป็นยังไง ซึ่งเรามีปลูกอยู่ในสวนบนดาดฟ้าของเรา เราก็ชี้ให้เขาดูได้ เขาก็ตื่นเต้น หรือผักขึ้นฉ่ายฮิตมากในหมู่ฝรั่ง แต่เขาไม่เคยเห็นต้นจริงๆ พอเราชี้ให้เขาดูเขาก็รู้สึกดี ได้สอนให้เขาทำกับข้าวกินเอง ซึ่งลูกค้าที่มาพักกับตูนส่วนใหญ่หลักๆ ชอบท่องเที่ยวและชอบทำอาหารกินเอง ยิ่งเมืองไทยขึ้นชื่อคือ อาหารอร่อย เขารู้ว่าพอมาที่นี่มีเรื่องราวของอาหาร สอนทำอหาร เขาอยู่ที่นี่ที่เดียว ไม่ต้องออกไปไหนเลย อิ่มด้วยเรื่องอาหาร”

ท่องเที่ยวแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ

การได้ทำอาหารร่วมกันระหว่างเจ้าของโฮสเทลกับลูกค้าชาวต่างชาติที่มาพัก ก็เป็นวิถีสโลว์ไลฟ์อีกแบบหนึ่ง

“โฮสเทลของเราก็อยู่กันแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบนะคะ อย่างนักท่องเที่ยวที่มาพักวันเดียวตั้งเป้าจะไปเที่ยววัดโพธิ์ก็ยังได้กินอาหารไทยที่เขาปรุงเอง ซึ่งการปรุงอาหารกินเองก็ต้องประณีต ถ้าอยากรีบก็ต้องไปกินอาหารที่ฟู้ดคอร์ต แต่ตูนชอบลูกค้าที่มาอยู่นานเป็นอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น เขาจะเอนจอยกับสิ่งที่เราให้เขา เหมือนได้อยู่บ้านจริงๆ เพราะเขาท่องเที่ยวแบบไม่มีตาราง เขาจะย้ายไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาพบสถานที่ใช่ เขาจะหยุดเลย ซึ่งมีเยอะ หรือบางคนอยู่กรุงเทพฯ วันเดียว และไปที่อื่น เขาก็จะกลับมาอยู่ที่เราอีก เพราะเขาชอบ เพราะเขาอินกับมิตรภาพ ทำให้ที่นี่เป็นบ้าน เราเน้นคอมมูนิตี้ง่ายๆ อยู่ด้วยกัน ทำอาหารด้วยกัน”

ส่วนตัวภาวลินเองบอกว่าทุกวันนี้เธอพอใจกับชีวิตมาก เพราะเธอสามารถคอนโทรลเวลาและชีวิตตัวเองได้ มีเวลาได้ดูแลลูกและดูแลธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง

“ความพอเพียง” คำสอนในหลวง ร.9

จากการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพอแล้วดี ทำให้ภาวลินได้ศึกษาคำสอนของในหลวงเกี่ยวกับความพอเพียง ภาวลินบอกว่า ในหลวงไม่ได้สอนให้เราพอกับชีวิตแล้วไปเป็นชาวนาชาวสวน แต่พระองค์สอนให้ “พอ” คืออยู่ในธุรกิจก็ให้มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ธุรกิจเรายั่งยืน เราไม่ทำเหมือนคนอื่น พระองค์สอนว่า เราจะเปิดร้านกาแฟแต่ให้มีจุดเด่นต่างจากคนอื่นแล้วเราจะยั่งยืน พอยั่งยืนแล้วก็สามารถแบ่งปันให้คนอื่น แล้วประเทศเราจะเจริญได้

“ตอนนี้ตูนทำเรื่องราวของอาหาร ตูนได้ไปช่วยตลาดชุมชนแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้ว่าลองไปตลาดนางเลิ้งไหม เขามีวัฒนธรรม ตลาดบางแห่งก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีความผสมผสานระหว่างไทยกับญวนซึ่งต่างชาติอยากท่องเที่ยวสถานที่แบบนี้มาก คือได้ไปกินอาหารที่เป็นออริจินัลจริงๆ ศาสตร์พระราชาของเราดีที่สุด ใกล้เคียงกับชีวิตคนไทย ในหลวงไม่ได้สอนแค่พอเพียง มีเงินพอแล้ว แต่ถ้ามีคนทำธุรกิจเดียวกันข้างๆ แล้วเราจะทำอย่างไร คำตอบคือเกื้อกูลกันแล้วมันจะยั่งยืน เหมือนชุมชนริมน้ำที่จันทบุรี ก็โด่งดังเพราะเขามารวมกัน เปลี่ยนบ้านกรมหลวงชุมพรให้กลายเป็นโรงแรม และขายขนมเอาจุดยืนของบ้านแต่ละหลังมาอยู่ด้วยกัน ช่วยกันพัฒนา เพราะเราต่างก็มีของดีของเรา”

 

ลูกนก-สุภาพร โชติธนพิทูร กว่าจะได้มาเป็น ‘คุณลำไย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495809

ลูกนก-สุภาพร โชติธนพิทูร กว่าจะได้มาเป็น ‘คุณลำไย’

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ยังจำไม่เคยลืมเลือน คอยเตือนตัวเองเอาไว้ ที่เธอเรียกฉันลำไย ฉันเก็บเอาไว้ในใจเรื่อยมา ชื่อดีก็มีถมไป มาเรียกลำไย ทำไมเล่าหนา หรือเห็นฉันเป็นคนบ้านนอกคอกนา ไม่รักฉันก็ไม่ว่า แต่อย่ามาเรียก คุณลำไย”

ถ้าย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อน ในยุคนั้นไม่มีคอเพลงลูกทุ่งคนไหนที่ไม่รู้จักเพลง “คุณลำไย” ซึ่งขับร้องโดย ลูกนก-สุภาพร หรือ สุภาพร โชติธนพิทูร (วัย 44 ปี) ที่วันนี้เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดชื่อว่า “ไปที่ชอบ ที่ชอบ” จากค่ายสไมล์ เมโลดี้ ซึ่งตอนนี้แฟนเพลงคงได้ฟังกันบ้างแล้วทางยูทูบ ท่ามกลางกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ว่าเธอคือนักร้องลูกทุ่งผู้ตกอับ ชีวิตกำลังลำบาก เมื่อข่าวแรงซะขนาดนี้ เราจึงตามไปเปิดใจเรื่องราวในชีวิตของเธอซะเลย

“ตัวตนที่แท้จริงของ ลูกนก-สุภาพร เกิดที่ จ.กำแพงเพชร มีพ่อแม่เป็นชาวนา จำได้ว่าแค่ 4-5 ขวบนกก็หัดหุงข้าวแล้ว นอกจากทำนาแล้วแม่ยังเลี้ยงหมูด้วย นกจึงมีหน้าที่ไปตัดต้นกล้วยมาหั่นเพื่อผสมกับรำข้าวเลี้ยงหมู แล้วต้องใช้ปี๊บหาบน้ำในคลองมาเติมโอ่งมังกรให้เต็ม 3 โอ่งทุกวัน เวลาไปโรงเรียนรองเท้าก็ไม่มีจะใส่ นกเลยต้องเดินเท้าเปล่าไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียน 8-9 กม. ทุกวัน สมัยนั้นจักรยานก็ไม่มีจะขี่ เพราะพ่อแม่เราจนไง

นกเรียนหนังสือไปด้วย ช่วยพ่อแม่ทำงานไปด้วย และยังช่วยเลี้ยงน้องชายอีก เมื่อเรียนจบ ป.6 ตอนอายุ 12 ปี นกก็ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมเพราะไม่มีเงิน พอดีช่วงนั้นมีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมาสอนการตัดเย็บเสื้อผ้า เรียนไปได้แค่ 1 เดือน น้าก็พานั่งรถเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นสาวโรงงานเย็บผ้าได้เงินเดือน 600 บาท ตอนนั้นกับข้าวถุงละ 5 บาทเอง ก็เลยพออยู่ได้ นกเป็นสาวโรงงานอยู่หลายปีก็มีช่วงที่พลิกผันต้องกลับไปอยู่บ้านที่กำแพงเพชร ในใจก็คิดว่าคงไม่ได้กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ อีกแล้วล่ะ”

หลังจากนั้นไม่นานก็มีเหตุบังเอิญที่ว่า ป้าของเธอได้ชวนลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งให้ไปเป็นคนใช้ทำงานในบ้านคนรวยในกรุงเทพฯ แต่พอถึงเวลาจริง ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ดันไม่ยอมไป ป้าก็เลยต้องมาชักชวนให้เธอไปเป็นคนใช้แทน

“นกมาเป็นคนใช้ได้พักใหญ่ๆ พอใกล้เทศกาลสงกรานต์ แม่ก็โทรมาที่เบอร์บ้านซึ่งนกทำงานให้เขา เผอิญว่าคุณผู้ชายเจ้าของบ้านเป็นคนรับสาย พอคุณผู้หญิงถามว่าโทรศัพท์ใคร คุณผู้ชายก็ตอบว่า ‘อ๋อ โทรศัพท์คนใช้’ รู้มั้ยคำคำนี้มันทำให้ชีวิตนกพลิก ตั้งแต่วินาทีนั้นนกคิดในใจเลยว่า ถ้าฉันไม่รวย ไม่มีรถขับ ฉันก็จะไม่กลับบ้าน จากนั้นนกก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นคนใช้ แล้วไปสมัครเป็นคนงานเย็บผ้าตามโรงงานแบบกินอยู่พร้อมแทน

ชีวิตนกเริ่มพลิกผันอีกทีตอนที่คิดจะไปสมัครร้องเพลงในห้องอาหาร เพราะผู้หญิงที่อยู่ห้องเช่าข้างๆ มาบอกว่า เขาจะไปร้องเพลงที่คาเฟ่นะ ได้มาลัยคืนละ 3,000 บาทแน่ะ เท่านั้นล่ะนกตาโตเลย เพราะก็เคยร้องเพลงตอนเรียนประถมมาเหมือนกัน พอผู้หญิงคนนั้นชวนไปเรียนร้องเพลงด้วยกันแถวอุรุพงษ์ โดยเสียค่าเรียน 1,500 บาท นกจึงรีบเขียนจดหมายไปขอเงินแม่ เพราะเงินที่ทำงานเย็บผ้าในโรงงานได้วันละ 100 บาท (ทำงาน 8 โมงเช้าถึงตี 5) ก็ส่งให้แม่หมดเลย นกจึงไม่มีเงินเก็บ”

พอเรียนร้องเพลงได้แค่วันเดียว ลูกนกก็ถูกชักชวนให้ไปร้องที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง แต่คืนแรกก็เจอดีเลยโดนแขกที่มาเที่ยวคาเฟ่ขอจูบปาก สาวซื่อใสอายุน้อยอย่างเธอไม่เคยเจอสังคมกลางคืน ก็ถึงกับอึ้งปล่อยโฮน้ำตาไหล ตอนนั้นเธอจึงเลิกคิดถึงมาลัยคล้องคอไปเลย

“เชื่อมั้ยว่านกร้องไห้ตั้งแต่คาเฟ่ยันบ้านเช่าเลย คิดในใจว่านี่ชีวิตเราตกต่ำขนาดนี้เลยเหรอ จากนั้นนกก็กลับไปทำงานโรงงานเย็บผ้าเหมือนเดิม ว่างๆ ก็ไปช่วยเพื่อนปิ้งลูกชิ้นขาย เพื่อนก็พูดประโยคหนึ่งกับนกว่า ‘ฉันไม่เห็นแกทำอะไรจริงจังสักอย่างเลย’ บวกกับประโยคบาดใจที่ได้ยินเจ้าของโรงงานพูดว่า ‘คอยดูนะ เดี๋ยวมันก็ใจแตก ไม่นานก็มีผัว’ ทั้งสองประโยคนี้เป็นแรงผลักดันให้นกมีแรงฮึดที่จะร้องเพลงอีกครั้ง

โชคดีว่าตอนร้องเพลงอยู่คาเฟ่ แขกไม่ค่อยมารุ่มร่ามกับนกนัก คือนกจะเป็นคนเฉยๆ นิ่งๆ ไม่ค่อยคุยกับแขกมากนัก แล้วสมัยนั้นส่วนใหญ่แขกคาเฟ่จะมากันเป็นครอบครัว พอนกร้องเพลง ผ่องศรี วรนุช บรรดาภรรยาของแขกที่มาด้วยโต๊ะนู้นคล้องมาลัยให้ 200 บ้าง โต๊ะนั้น 200 คืนหนึ่งได้มาลัย 1,000 บาท นกก็ว่าโอเคแล้ว เชื่อมั้ยว่าแค่ค่ามาลัยนกเก็บเงินได้ถึง 5 หมื่น สมัยนั้นก็ถือว่าเยอะนะ เรียกว่าสามารถใช้หนี้เงินกู้ที่แม่ไปกู้มาทำไร่ทำนาได้หมดเลย แถมยังเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์คันแรกได้อีกด้วย”

ลูกนกเล่าว่า หลังจากร้องเพลงในคาเฟ่มาหลายปี วันหนึ่งโชคชะตาก็นำพาให้เธอมีโอกาสได้ไปร้องเพลงที่คาเฟ่ดังย่านรัชดาฯ ซึ่งนักร้องที่นั่นหน้าตาสวยๆ ทั้งนั้น ทำให้คนไม่สวยอย่างเธอจึงไม่ค่อยได้มาลัยมากนัก

“ตอนนั้น พี่พล พันลาว มาเล่นตลกประจำที่คาเฟ่นั้นพอดี เพื่อนนักร้องของนกก็ไปบอกกับพี่พลว่า ‘พี่ๆ นกมันร้องเพลงเสียงดีมากเลยนะ’ วันต่อมาพี่พลก็พาเพื่อนอีก 2 คนซึ่งมีวงดนตรีมาหานกที่คาเฟ่ แล้วบอกว่ากำลังหานักร้องแนวสนุกอยู่ ตอนนั้น พี่ไมค์ ภิรมย์พร ก็มาด้วย พอคุยเสร็จเขาก็นัดให้นกไปเทสต์เสียงกับอาจารย์สมปอง เปรมปรีดิ์ เพื่อทำอัลบั้ม ‘ฉิ่งฉาบทัวร์’ ซึ่งมี พี่ปอนด์-รุ่งรัตน์ ดวงขวัญ พี่
ชูศรี เชิญยิ้ม เป็น 2 ใน 9 ของนักร้องในอัลบั้มนี้ นกก็ได้ไปเป็นคอรัส

เมื่ออัลบั้ม ‘ฉิ่งฉาบทัวร์’ ประสบความสำเร็จ เขาก็บอกจะให้นกร้องเดี่ยวใน ‘ฉิ่งฉาบทัวร์ ชุดที่ 2’ ทีนี้อาจารย์สมปองก็มีความเห็นว่า ถ้าจะให้เด็กคนนี้มันเกิด ก็ต้องตั้งชื่อให้มันว่า ‘ลำไย’ พอรู้นกก็งอนเลยสิ อ้าว! ชื่อมีตั้งเยอะแยะ ทำไมมาให้เราชื่อลำไย ทั้งที่นกก็สามารถร้องเพลงหวานๆ แบบพี่ผึ้ง-พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้นะ คือตอนนั้นนกทำไฮไลต์ที่เส้นผม แล้วยังนุ่งกางเกงยีนส์ลีวายส์พอดีไง หลายคนก็บอก ‘เออ แล้วทำไมต้องเรียกมันว่าลำไยล่ะ’ นั่นแหละอาจารย์ก็เลยนำสิ่งที่ได้ยินไปเรียบเรียงเป็นเนื้อเพลง ‘คุณลำไย’ พอเพลงออกมาในปี 2542 บริษัทก็นำไปแจกตามคลื่นวิทยุทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด”

จากนั้นเพลง “คุณลำไย” ก็ถูกเปิดไปทั่วบ้านทั่วเมืองและเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นลูกนกยังไม่ได้ออกสื่อ วันหนึ่งเมื่อไปเดินห้างที่ขอนแก่นก็มีคนจำเธอได้จากงานร้องเพลงช่วยดีเจที่ต่างจังหวัด

“พอนกกลับมากรุงเทพฯ เพลงคุณลำไยก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่บริษัทก็ยังไม่ทำอัลบั้มสักที จนอาจารย์บอกว่า ต้องทำมิวสิควิดีโอแล้วนะ ดังนั้นเอ็มวีทั้งสองเวอร์ชั่นคือ ตัวนกใส่ชุดแดง และที่พี่จอย ชวนชื่น แสดงเป็นคุณลำไยจึงออกมา ต่อมานกก็ได้รับเชิญให้ไปออกรายการ ‘ที่นี่ประเทศไทย’ ต่อด้วยรายการ ‘เจาะใจ’ คนก็เลยเริ่มรู้จักว่า ลูกนก-สุภาพร (วัย 27 ปีตอนนั้น) คือคนที่ร้องเพลงคุณลำไยนี่เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังของนกมากๆ

นกดังอยู่ 2-3 ปีก็ไม่ได้ทำเพลงกับบริษัทต่อ ช่วงนั้นบังเอิญมีละครเรื่อง ‘รวมพลคนใช้’ มาติดต่อให้ไปเล่น นกจึงได้ร้องเพลง ‘ถ้าฉันรวยจะสวยให้ดู’ ซึ่งเป็นเพลงประกอบละคร บริษัทจึงได้ทำอัลบั้มให้อีก 1 ชุด ต่อด้วยอัลบั้ม ‘ลูกนกเริงระบำ’ อีก 1 ชุด หลังจากนั้นก็ไม่มีอัลบั้มออกมาอีกเลย นกติดสัญญากับบริษัทอยู่ 6 ปี แต่ก็ยังเล่นคอนเสิร์ตทั่วประเทศได้อยู่ นกมาออกสื่ออีกทีก็ตอนที่นกมีครอบครัว ตอนนั้นกะว่าจะทำเพลงชุดใหม่ แต่ก็ตั้งท้องลูกสาว ‘น้องณิชา’ ซะก่อน ก็เลยต้องห่างหายไปทำหน้าที่คุณแม่ เพราะอยากทุ่มเทเวลาดูแลลูกให้ดีที่สุด”

เมื่อลูกสาวอายุ 7 ขวบ ลูกนกก็ได้รับการหยิบยื่นโอกาสจากค่ายเพลงสไมล์ เมโลดี้ ให้ออกซิงเกิ้ลอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องดีๆ ในชีวิตที่เธอจะไม่ลืมเลยละ

“ตอนที่นกได้คุยกับเจ้าของค่ายเพลง แกก็ทราบประวัติว่านกสู้ชีวิตมาเหมือนแกซึ่งก็เคยเป็นเด็กวัดมาก่อน ก็เลยให้โอกาสนกได้ทำซิงเกิ้ล ‘ไปที่ชอบ ที่ชอบ’ ซึ่งได้พี่เหน่ง-จิรวัตร ปานพุ่ม และทีมงานช่วยกันคิดคอนเซ็ปต์เพลงออกมา ตอนนี้ก็ปล่อยทางยูทูบไปบ้างแล้ว ต้องบอกก่อนว่าค่ายสไมล์ เมโลดี้ มีจุดประสงค์หลักในการดึงนักร้องที่เคยดัง แต่ปัจจุบันไม่มีสังกัดมาทำเพลงอีกครั้ง จากนั้นก็จะจัดเวทีคอนเสิร์ตให้แสดงด้วย ซึ่งในอนาคตน่าจะได้เห็นศิลปินอีกหลายคนค่ะ”

แต่จากกระแสดราม่าที่มีรายการทีวีช่องหนึ่งเชิญลูกนกไปออกรายการ แล้วจั่วหัวแรงๆ ว่า “ลูกทุ่งสาว ลูกนก-สุภาพร ตกอับ” ก็ทำให้เธอตกเป็นข่าวในโซเชียลมีเดียอยู่พักใหญ่ เรื่องนี้เธอขอชี้แจง

“ที่จริงแล้วนกไม่ได้ตกอับหรือลำบากอย่างที่เป็นข่าวเลยนะ แต่ตอนนั้นโปรดิวเซอร์ของรายการซึ่งรู้จักกัน เขาบอกว่าจะทำเพลงให้ แต่ขอให้นกมาออกรายการให้หน่อย โดยเขาจะพาดหัวให้แรงๆ ไปเลย บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นนกก็ไม่ได้ลำบากอะไร ก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก มีสามีซึ่งเป็นนักข่าวช่อง 7 คอยดูแลครอบครัวอยู่แล้ว นกก็อยู่แบบสมถะมานานจนเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ระหว่างนั้นก็มีงานจ้างไปร้องเพลงเรื่อยๆ จนตั้งท้องได้ 7 เดือนเลยละ

ตอนท้องนกก็รู้สึกผิดกับแฟนเพลงเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้บอกใคร แต่การที่เราท้อง 7 เดือน ท้องมันก็โตไง ใส่ชุดแล้วคนก็เริ่มสังเกตเห็นได้ แฟนเพลงก็เดินมาถามว่า ‘ท้องหรือเปล่า’ เราจะพูดว่า ‘ใช่ค่ะ หนูท้อง ก็ยังไม่สะดวก’ ก็เลยตอบไปว่า หนูอ้วนค่ะ ยังไงนกก็ต้องขอโทษแฟนเพลงด้วยค่ะ

ย้อนกลับมาตอนที่ไปออกรายการ พอนกรู้ว่าเขาจะพาดหัวแรงขนาดนี้ นกก็บอกกับเขาแล้วว่า ไม่ดีมั้ง เพราะนกก็มีงานอีกด้านที่ช่วยพี่สาวบุญธรรมดูแลรีสอร์ทที่ต่างจังหวัด ทั้งยังรับผลิตกาแฟสำเร็จรูปด้วย นกเลยมีความรู้สึกว่า เอ๊ย เราไม่ได้ตกอับขนาดนั้น ถ้าให้พูดแบบนั้นคงไม่ได้

ที่สำคัญกว่านกจะได้คำว่า ‘คุณลำไย’ มาอยู่ในชีวิต มาสร้างชื่อเสียง มาเชิดชูวงศ์ตระกูล มันยากมาก ต้องฝ่าฟันความลำบากมาเยอะ ถ้าไปพาดหัวแค่ชั่วพริบตาเดียว ทุกอย่างมันก็จะเสียหมด คือคุยกันแล้วว่าจะไม่พาดหัวแบบนี้ แต่สรุปพอนกไปออกรายการจริงๆ เขาก็พาดหัวแรงๆ จนได้ เราก็เสียใจกับตัวเองว่า ไม่น่าไปออกรายการเลย คือนกไม่โกรธนะ เข้าใจในเรื่องธุรกิจของเขา แต่เราแค่รู้สึกเสียใจว่าไม่น่าเลย เพราะข่าวนี้มันจะติดตัวนกไปตลอด คนก็จะจำแบบผิดๆ ไปตลอด”

ลูกนกทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้ชีวิตเธอกับครอบครัวก็สุขสบายดี แม้ไม่ได้ร่ำรวย มีเงินทองมากมาย แต่ก็มีบ้านที่อบอุ่น มีสามีและลูกที่ตัวเองรัก ไม่ต้องมีรถราคาแพง ไม่ต้องมีกระเป๋าแบรนด์เนม ทุกวันนี้ก็อยู่ได้ บ้านก็ไม่ต้องผ่อน รถก็ไม่ต้องผ่อน คือมีชีวิตดีๆ ในแบบของตัวเอง

“สิ่งที่นกจะไม่ลืมเลยก็คือ การที่ชีวิตนี้ได้เจอแต่คนดีๆ ที่คอยช่วยเหลือให้เรารอดพ้นความยากลำบากมาโดยตลอด รู้มั้ยว่าตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่นกจะได้เป็นคุณลำไย มีชื่อเสียงจนมีคนรู้จัก ช่วงนั้นชีวิตนกลำบากมาก ไม่มีเงินจะกินข้าว ไม่มีเงินค่าเช่าบ้าน น้ำประปา-ไฟฟ้า ก็ถูกตัด โชคดีที่ว่ามีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งคือ คุณอาประลองพล น้อมทางธรรม (เสียชีวิตไปแล้ว) ซึ่งรักนกเหมือนลูก แกก็จะคอยให้ความช่วยเหลือในเวลาที่นกไม่มีข้าวจะกิน หรือเวลาที่นกไม่สบาย บุญคุณที่แกมีต่อนก มีส่วนทำให้เรากลายเป็น ลูกนก-สุภาพร มาจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งผู้ชักนำเข้าสู่วงการเพลงทุกๆ ท่าน ซึ่งชีวิตนี้นกจะไม่มีวันลืมพระคุณเลยล่ะค่ะ”

 

ท่องเที่ยวสไตล์นักกอล์ฟ แบบครอบครัว ‘โทนี่ มีชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495756

ท่องเที่ยวสไตล์นักกอล์ฟ แบบครอบครัว ‘โทนี่ มีชัย’

โดย…ฤดูกาล

 นอกจากช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวด้วยกันแล้ว ครอบครัวนักกีฬาของ กฤษดา มีชัยพันธุมะบำรุง หรือที่รู้จักกันในนาม โทนี่ มีชัย ยังสร้างเวลาแห่งความสนุกผ่านกีฬากอล์ฟ ที่เขายืนยันว่า กอล์ฟเป็นกีฬาที่สามารถเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกคนในครอบครัว

“ครอบครัวเราเล่นกอล์ฟเพื่อความสนุก ผ่อนคลาย” เขากล่าวถึง อาย-ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร (ภรรยา) และน้องเอมมี่ (ลูกสาว)

“เวลาเบื่อการเดินห้างหรือเบื่อกีฬาในร่ม ก็จะลองชวนกันไปออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ ไปไดรฟ์กอล์ฟ วัดระยะความไกล หรือไปที่สนามกอล์ฟทำสกอร์แข่งกันในครอบครัว หรือหากเบื่อสนามเดิมๆ ก็จะเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วเลือกพักรีสอร์ทที่มีสนามกอล์ฟให้เล่น เราก็จะได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามรอบๆ รีสอร์ท อีกทั้งยังได้เจอกับความยากง่ายในแต่ละสนามที่ต่างจากที่เคยตีในเมืองด้วย”

เมื่อพูดถึงการตีกอล์ฟ หลายคนอาจนึกถึงแต่นักกอล์ฟมืออาชีพที่ตระเวนแข่งขันตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ซึ่งที่จริงแล้ว กีฬากอล์ฟไม่จำกัดอาชีพเหมือนกับกีฬาชนิดอื่น

โทนี่ยังกล่าวด้วยว่า กอล์ฟอาจดูเหมือนเป็นกีฬาที่ไม่ต้องออกแรงอะไร แต่กลับเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ได้วงสวิงที่สวยงาม และต้องใช้สมาธิสูง ต้องวางแผนกะระยะ ดูความลาดชันและทิศทางลม ดังนั้นสิ่งที่ได้จากการตีกอล์ฟ นอกจากจะได้ฝึกสมาธิให้จิตใจสงบแล้ว ยังได้ฝึกคิดวิเคราะห์วางแผน ฝึกความอดทน และพัฒนากล้ามเนื้อด้วย

“ก่อนเริ่มตีกอล์ฟ เราต้องวอร์มอัพกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นก่อนเช่นเดียวกับกีฬาชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อไม่ให้ฉีกขาดง่าย จึงทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้ ถ้าเราได้ตีกอล์ฟออกรอบกับครอบครัวจะเป็นการสานสัมพันธ์กันระหว่างครอบครัว ให้ได้หัวเราะไปด้วยกัน มีช่วงเวลาแห่งความสุขและความอบอุ่นร่วมกัน”

 สำหรับมือใหม่อยากตีกอล์ฟ เขาแนะนำว่า ก่อนอื่นต้องเริ่มหัดจากการไดรฟ์กอล์ฟ เพื่อเตรียมร่างกายและหัวใจ พร้อมรองเท้าผ้าใบ เพื่อมาเรียนรู้ทักษะกีฬาใหม่ๆ ที่แตกต่างจากกีฬาชนิดอื่นๆ ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องซื้อไม้กอล์ฟของตัวเอง แต่สามารถเช่าไม้กอล์ฟจากสนามไดรฟ์กอล์ฟก่อนได้

ไม้ที่ควรเลือกใช้สำหรับมือใหม่ คือ ไม้เหล็กเบอร์ 7 ขนาดพอดีกับมือใหม่ ส่วนถุงมือจะช่วยให้จับไม้ถนัดขึ้น และป้องกันเหงื่อที่มือทำให้มือลื่น นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในขั้นตอนแรกของการตีกอล์ฟ คือ การจับไม้ ท่ายืน ตำแหน่งของมือและแขน การเล็ง การถ่ายน้ำหนักตัว การวางลูก การขึ้นไม้ และท่าจบวงสวิงที่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะดูเหมือนยาก แต่ถ้าได้ลองแล้วจะติดใจในกีฬากอล์ฟอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและสนใจในกีฬากอล์ฟ โทนี่ได้ฝากถึงมหกรรมเพื่อคนรักกอล์ฟในงาน ไทยแลนด์ กอล์ฟ เอ็กซ์โป 2017 ภายในงานได้รวบรวมสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟแบบครบวงจร ทั้งโรงแรม รีสอร์ท สนามกอล์ฟ และโรงเรียนสอนตีกอล์ฟ พร้อมอุปกรณ์และเสื้อผ้า จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค. 2560 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThailandGolfExpo

 

สไตล์ ‘พีรพัฒน์ ตุลยาเดชานนธ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495755

สไตล์ ‘พีรพัฒน์ ตุลยาเดชานนธ์’

โดย…รอนแรม ภาพ : พีรพัฒน์ ตุลยาเดชานนธ์

 เพจเฟซบุ๊กที่อร่อยและนัวที่สุดในเวลานี้ต้องยกให้เพจ ‘กินกับพีท เที่ยวกับผม’ ของ พีท-พีรพัฒน์ ตุลยาเดชานนธ์ นักกินและนักเดินทางที่สร้างพื้นที่แชร์รสชาติและประสบการณ์ให้กับคนคอเดียวกัน

เริ่มแรกเขาสร้างเพจในชื่อ กินกับพีท เป็นพื้นที่สำหรับคนชอบกิน โดยเน้นร้านอร่อยและราคาเหมาะสมจากการกินเองกับปากและรีวิวเองกับมือทุกร้าน ซึ่งเพจจะมีอายุครบ 6 ปีเต็มในเดือน ก.ค.นี้

“เราชอบตระเวนกินนู้นกินนี่กับเพื่อนกับครอบครัว แล้วเขียนลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวบ่อยๆ ทำให้คนที่ไม่รู้จักมาตามแอดเฟรนด์เยอะ จนมีเกือบ 50 คน เราเลยตัดสินใจเปิดเพจกินกับพีทขึ้นมาให้คนมาพูดคุยเรื่องกินกันในเพจนี้” เขากล่าว

ปัจจุบันเพจมียอดไลค์อยู่ที่ 1.9 แสนคน พร้อมเนื้อหาเรื่องท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพิ่มเติมจากการรีวิวอาหาร ให้สมกับการเปลี่ยนชื่อเป็น กินกับพีท เที่ยวกับผม โดยมีเนื้อหาเรื่องกินร้อยละ 70 เรื่องเที่ยวร้อยละ 20 และอื่นๆ เช่น ของสะสมและการออกกำลังกายอีกร้อยละ 10

“ตอนนี้เพจมีคนไลค์เกือบสองแสนคน ถ้าเทียบกับระยะเวลาเราถือว่าช้า” เขากล่าวต่อ

 “แต่มันก็ไหลไปอย่างต่อเนื่อง คือมียอดไลค์เพิ่มขึ้นเดือนละหนึ่งพันคนสม่ำเสมอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเราทำเพจที่เปิดเผยหน้าตัวเอง ทำให้คนเกรงใจที่จะคอมเมนต์หรืออาจจะไม่อิน คนที่ตามเราก็เพราะเราเป็นแบบนี้ เน้นการพูดคุยกับลูกเพจ และชอบสไตล์เดียวกัน”

เรื่องการถ่ายรูป สำหรับอาหารเขาจะถ่ายเจาะเป็นเมนูบนแนวคิด “กลับมาดูรูปต้องรู้สึกหิว” ส่วนเรื่องเที่ยวจะถ่ายภาพกว้าง เน้นถ่ายทอดจากมุมของตัวเอง ไม่เชี่ยวชาญเทคนิค และเนื้อหาจะเขียนเหมือนแชร์ให้เพื่อนฟัง อ่านง่าย เข้าใจง่าย ได้ใจความ และไม่ยาวจนเกินไป

“คนที่ติดตามเรา เขาจะได้ลายแทงใหม่ๆ ทั้งที่กินและที่เที่ยว ทั้งที่รู้จักแล้วและยังไม่รู้จัก ได้เปิดมุมใหม่ ได้เห็นเมนูใหม่ เป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กินเที่ยว เพราะเราชอบตระเวนกินแบบเปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ อย่างอาหารไทยกับอาหารญี่ปุ่นจะเป็นตัวหลัก นอกนั้นอย่างอาหารจีน ฝรั่ง อิตาลี จะกินสลับไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องเที่ยวชอบไปตามแหล่งช็อปปิ้งของเล่น ของมือสอง ชอบไปเดินในสวนและตามตรอกซอกซอย แม้ว่าเราจะไม่ใช่คนไปเที่ยวปีนเขา ถ่ายรูปวิวอลังการ แต่คนที่ติดตามจะได้อีกมุมหนึ่งที่อาจชอบเหมือนกันก็ได้”

จากงานอดิเรกในวันนั้นกลายเป็นอาชีพได้ในวันนี้ ซึ่งนอกจากอาชีพบล็อกเกอร์แล้ว พีทยังเป็นพ่อค้าขายของเล่นออนไลน์ และที่ปรึกษาร้านอาหาร ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เขาชอบกิน ชอบเล่น และชอบทำ โดยสามารถติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก กินกับพีท เที่ยวกับผม และเว็บไซต์ eatwithpete.com

 

 

กาญจน์เกล้า-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495753

กาญจน์เกล้า-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน

โดย…สมแขก

 ถ้าพูดถึงครอบครัวหน้าตาดีในวงการบันเทิง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของครอบครัว “ด้วยเศียรเกล้า” รวมอยู่ด้วยแน่นอน บ้าน 3 ใบเถาสาวสวย

พี่ใหญ่คนโตของบ้าน เกรซ กาญจน์เกล้า ที่เอาอยู่ทุกบทบาทไม่ว่าจะบทร้ายไปจนถึงนางเอก ที่สำคัญเกรซยังได้ชื่อว่าเป็นนางเอกผิวสวยอีกด้วย แกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า เข้าวงการจากการเข้าประกวดร้องเพลงในรายการสุดฮอตอย่างเดอะสตาร์ 5 และน้องสุดท้อง แกรนท์-ด้วยเกล้า ด้วยเศียรเกล้า เพราะไม่เพียงแต่หน้าตาดี แต่เรียนดีกันอีกด้วย

ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี นมสเตอริไลส์ตราหมี นอกจากจะได้พบกับการเปิดตัวนมสดสเตอริไลส์ตราหมี โฟเลตสูง นอกจากนี้คู่พี่น้อง 2 สาวสวย เกรซ กาญจน์เกล้า และแกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า ยังได้พูดคุยแบบเปิดใจกับความสัมพันธ์และการดูแลกันและกันใกล้ชิดในรูปแบบพี่สาวน้องสาวที่แทบไม่มีช่องว่าง เป็นเรื่องที่หลายบ้านอิจฉา

ดูแลความรู้สึกความสัมพันธ์กันอย่างไรในฐานะพี่น้องผู้หญิงรุ่นใกล้ๆ กัน

แกรนด์ : เราสองคนจะคล้ายกันในหลายๆ เรื่องเนาะ (หันไปหาพี่สาว พร้อมหัวเราะ) เหมือนเพื่อนและพี่น้องในคนเดียวกัน เพราะว่าบ้านเรามีพี่น้องเป็นผู้หญิงหมดเลย 3 คน มีน้องเล็กอีกคนหนึ่งชื่อแกรนท์ เวลาเล่นก็จะเล่นทุกอย่างเหมือนกัน โตมาด้วยกัน เป็นความรู้สึกเหมือนเพื่อนกันมากกว่า

ทั้งสามคนจะสนิทกันมาก มีเรื่องอะไรเราก็จะแบ่งปันกันตลอด แย่งตุ้มหูกันบ้าง (หัวเราะ) ทั้งสิ่งของ รวมทั้งแชร์ความรู้สึกกัน อัพเดททุกเรื่องในชีวิต ไม่ปิดบังกัน ไม่มีความลับใดๆ เลย ใครมีแฟน ใครเข้ามาจีบน้องหรือพี่เรา เรารู้หมด

กาญจน์เกล้า

เหตุการณ์ไหนที่รู้สึกประทับใจกันและกัน?

เกรซ : ระยะเวลาที่เราเกิดและเติบโตด้วยกันมา 20 กว่าปี เหตุการณ์ดีๆ มันเยอะมาก จนเราไม่รู้จะยกอะไรมาพูดหรือเล่าดี แต่ถ้าจะยกเหตุการณ์ง่ายๆ เรื่องที่เราประทับใจกัน ก็คือเราสองคนทำงานกันทั้งคู่ เวลาออกจากบ้านตอนเช้าก็กลับบ้านมาทีก็ดึก ไม่ค่อยได้เจอกันเหมือนพี่น้องบ้านอื่น ยกเว้นบางวันที่ว่างจริงๆ

บางวันเราก็หลับแล้ว 4 ทุ่มเราก็ปิดไฟนอน น้องสาวเพิ่งกลับมา เราหลับไปได้สัก 2 ชั่วโมง กำลังหลับลึกและฝันดี แล้วก็ต้องตื่นเพราะได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก ปลุกเราขึ้นมาคุย แกรนด์บอกไม่มีเพื่อนคุย สงสัยอยู่กองไม่มีใครคุยด้วย (หัวเราะ) อยากมีเพื่อนเล่นด้วย อัดอั้นตันใจอยากเมาท์ เราก็ต้องแหกขี้ตาตื่นมาคุยกับน้อง (หัวเราะ) ไม่รู้สึกหงุดหงิดเลย มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับเรา

ในทางตรงข้าม เราเองก็เหมือนกัน เวลาที่กลับบ้านมาดึกๆ เหนื่อยๆ ก็อยากมีคนระบาย อยากมีคนที่เราสามารถเล่าเรื่องให้ฟังได้ เพื่อนก็คือเพื่อนนะคะ แต่พี่น้องคือคนในครอบครัว ถ้ามีอะไรที่ทำให้เราดีใจหรือเสียใจ ทั้งเรื่องที่ผิดหวังหรือมีความสุข เราก็อยากจะแชร์กับคนที่เรารัก มันเป็นอะไรที่อบอุ่น และเราอยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อน เราไม่ได้มีช่องว่างระหว่างกัน เราจึงสามารถคุยกันได้ทุกเรื่องเลย

กรณ์ภัสสร

ความในใจของพี่น้อง ฝากอะไรถึงกันและกัน?

แกรนด์ : แกรนด์ประทับใจพี่เกรซตรงที่เขาเป็นคนเอาใจใส่กับคนรอบข้าง ใส่ใจคนอื่น เป็นพี่ใหญ่ที่เป็นห่วงทุกคนในบ้านว่าแต่ละคนเป็นยังไง ซึ่งเป็นข้อดีมากของเขา โดยเฉพาะแกรนด์เขาจะเป็นห่วงแกรนด์มากเป็นพิเศษ เป็นพี่ที่ดีมากๆ คอยเอาใจใส่เป็นห่วงน้องมาก หวงด้วยหลายๆ อย่าง จริงๆ ก็รู้สึกว่าโชคดีที่สุดที่มีเขาอยู่ในชีวิต และคอยเป็นที่ปรึกษาให้เราดูแลกัน รักมาก (ลากเสียง)

เกรซ : เกรซเป็นห่วงและหวงน้องมากจริงๆ โดยเฉพาะกับหนุ่มๆ ที่จะเข้ามาจีบ (เสียงเข้ม) หวงเพราะแกรนด์เป็นความสุข เป็นสีสันของบ้าน และเราก็รู้สึกว่าเขาไม่ค่อยมีแฟน กลัวว่าเขามีแฟนไม่ดีจะทำให้เขาเสียใจ เรารู้ว่าพอเขารักใครแล้วจะรักจริงและให้ใจมาก ดังนั้นเกรซจะสกรีนทุกคนที่เข้ามามีแนวโน้มจะจีบน้องเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่รู้จักกับเพื่อน เราต้องสกรีนให้ดีเพราะเป็นคนที่พอจะรู้จัก ที่เขาบอกว่าเราหวงเขาน่ะ ถูกต้องเลย เราหวงน้องจริงๆ หวงก็เพราะเป็นห่วง มาจากความรักนั่นแหละ ถ้าแกรนด์จะคบใครจะคุยกับใครก็อยากให้ดูนานๆ ไม่ต้องรีบ ยังมีเวลาอีกเยอะ (หัวเราะ)

ส่วนหนุ่มๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตน้องเรา ก็อยากให้เป็นคนดี ซึ่งการเป็นคนดีก็วัดได้ค่อนข้างยากเพราะไม่มีใครเพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือดีได้อย่างที่ใจเราต้องการ แต่เอาเป็นว่าเขาต้องเข้าใจธรรมชาติของน้องแกรนด์ มีจิตใจดี ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหก แค่นั้นพอแล้ว ขอให้รักน้องเราจริงๆ และซื่อสัตย์กับน้องเรา เพราะน้องเราเป็นคนดีมาก

 

ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมีจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495751

ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมีจิตอาสา

โดย…โยโมทาโร่

 “แรกเริ่มไม่เคยคิดเลยว่าจะเข้ามาเป็นจิตอาสาพัฒนาชนบท เราเป็นเพียงแค่นักศึกษาคนนึงที่ชอบทำกิจกรรม แต่พอได้เข้ามาสัมผัสกับการเป็นจิตอาสา จากความเหนื่อยกลายเป็นความภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น จุดที่ทำความดีเพื่อสังคม”

จินตนา จันทร ที่ปรึกษาชมรมอาสาพัฒนาพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง บอกเล่าความในใจออกมา ซึ่งเร็วๆ นี้เธอและสมาชิกในกลุ่มกำลังจะจัดค่ายพระจอมเกล้าสู่ชนบทครั้งที่ 60 ตอน “เฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน ณ บ้านคึมยาว” ไปสร้างห้องสมุด ระบบประปา อ่างล้างมือ และบ่อเลี้ยงปลา ที่โรงเรียนบ้านคึมยาว อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร วันที่ 25 พ.ค.-7 มิ.ย. 2560

จินตนา เป็นนักศึกษาที่ทุ่มเทเวลาในการจัดกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีเรื่องที่ราวที่ต้องคิดต้องทำมากมาย ซึ่งต้องกลั่นกรองจากประสบการณ์ทั้งการเป็นลูกค่ายและทีมงาน ย้อนกลับไปครั้งแรกในชีวิตของการเป็นนักอาสาพัฒนา เธอเล่าว่า

“ครั้งแรกที่เข้ามาเป็นอาสาสมัคร ตอนนั้นเข้าไปเป็นสตาฟฟ์อาสาสมัครค่ายอบรมความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้กับน้องๆ แต่ว่ายังเป็นแค่คนที่ทำงานเบื้องหลัง นั่นคือความทรงจำแรกเกี่ยวกับการได้เป็นอาสาสมัคร ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดอะไรมาก

“จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนชวนไปออกค่ายอาสาสมัครไปอุ้มผาง จ.ตาก 2 สัปดาห์ เราก็ลังเลไม่ได้อยากจะไป ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย เพราะไปถึง 2 สัปดาห์เรียกได้ว่านานมาก และน่าจะลำบากไม่น้อย แต่ทนลูกอ้อนของเพื่อนไม่ไหว ก็เลยลองไปดูสักครั้ง ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่คิดว่าจะลำบากมากกว่าที่คิด เราเดินทางโดยรถไฟฟรีเพื่อประชาชน แล้วต่อรถไปอีก 3 ต่อเพื่อเข้าไปให้ถึงพื้นที่

 “ภาพแรกที่เราได้เห็น ก็คือพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบาก โรงเรียนเป็นแค่โรงเรือนที่มีแนวกำแพงกั้นห้องเล็กๆ ในห้องเรียนเดียวคุณครูจะสอนพร้อมกัน 2 ชั้นเรียน พื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าความรู้และการศึกษาจะเข้าไปถึงพวกเขาน้อยมาก แต่เด็กๆ ที่นี่ก็มีความกระตือรือร้นในการที่จะเข้ามาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเรา ถามว่าพวกเขาอยู่ลำบากไหม ก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่เราคิด เพราะพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่กันอย่างมีความสุข แต่ว่าเราอยากจะให้ความรู้จากโลกภายนอกเข้าถึงพวกเขาให้มากกว่านี้”

หลังจากกลับจากทริปแรก ความเหนื่อยกลายเป็นความภูมิใจที่เธอได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมมากกว่า แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเข้ามาสานต่อกิจกรรมอาสาของชมรม เพราะว่ายังมีภารกิจการเรียนและอย่างอื่นที่ต้องทำอีกมาก แต่สุดท้ายด้วยเพื่อนๆ และพี่ๆ ก็ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามาทำงานเบื้องหลังการจัดกิจกรรมออกค่ายอาสาอย่างเต็มตัว

“จากลูกค่ายมาเป็นผู้นำค่าย เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราไม่คิดเลยว่าการจัดค่ายอาสาพัฒนาจะต้องใช้เงินทุนเยอะขนาดนี้ ซึ่งเราที่เคยเป็นแต่ลูกค่ายเข้าไปช่วยลงแรง จะไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังนั้นลำบากกว่าที่คิด ต้องใช้เวลาระดมทุน ติดต่อประสานงานกับคนในพื้นที่ และการวางแผนงานที่ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาค่ายอาสา แต่ยังรวมถึงสวัสดิภาพของลูกค่ายทุกคนที่เราต้องดูแลอีกด้วย

“แหล่งในการหาเงินทุน ส่วนมากเราจะได้มาจากการแสดงเปิดหมวกขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา เราได้เห็นการตอบรับน้ำใจที่ดีจากคนในสังคม และก็มีบ้างที่มองเราด้วยความสงสัยว่าพวกเราทำอะไรกัน อยากจะบอกกับพวกเขาว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่นั้นเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคมจริงๆ ซึ่งยังมีหลายสถานที่ในประเทศไทยที่การศึกษาเข้าไปไม่ถึง

“ในประเทศไทยยังมีอีกหลายที่ที่ต้องการความช่วยเหลือที่อยู่ลับสายตาผู้คนส่วนใหญ่ จนความเจริญทางการศึกษาเข้าไปไม่ถึง เราคิดว่าสิ่งที่เราได้รับจากการเป็นจิตอาสาก็คือเรื่องของความภูมิใจในตัวเองที่ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม อยากจะบอกว่าถ้าอยากจะเป็นจิตอาสาก็ทำตั้งแต่ตอนเรียน เพราะไม่แน่ว่าต่อไปหลังเรียนจบ เราทำงานแล้วจะได้กลับมาทำประโยชน์ต่อสังคมแบบนี้อีกหรือเปล่า”

 

ประคุณ พรประภา ความบ้าพลังที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495750

ประคุณ พรประภา ความบ้าพลังที่ลงตัว

โดย…พรเทพ เฮง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 หนุ่มโปรไฟล์ดี ลุคที่แข็งแรงและสดใส ในช่วง 2-3 ปีนี้ เขาเป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ ค่อนข้างมาก ถูกจับตามองในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต่อยอดธุรกิจเดิมของครอบครัวไปสู่อีกมิติหนึ่งของคนรุ่นใหม่

เช้า-ประคุณ พรประภา ที่กำลังวิ่งแข่งกับตัวเองในลู่วิ่งที่ตัวเองชอบเชิงธุรกิจ มีแรงฝันและความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ บางมุมที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตและวิธีคิดที่ผสมผสานระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างลงตัวในฐานะลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น มาดูว่าเขาคิดอะไรอยู่ และสิ่งใดเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันความคิดของเขาที่นำไปสู่การทำธุรกิจด้วยมุมมองที่คาดไม่ถึง

ส่วนผสมชีวิตที่ลงตัว

กระบวนทัศน์แบบคนรุ่นใหม่ของ ประคุณ ทำให้เราเห็นเหลี่ยมมุมที่มองโลกแบบนักธุรกิจในแนวสตาร์ทอัพฉายฉานอยู่ในตัวของเขาอยู่พอสมควร เขามองไทยและญี่ปุ่นที่สัมผัสด้วยตัวเองตั้งแต่เล็กจนโตว่า

“ตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเมืองไทยล้าสมัย ยังไปได้อีกไกลเพียงแต่อาจจะช้านิดหนึ่ง ไทยกับญี่ปุ่นจะดีไปคนละแบบ ญี่ปุ่นทุกอย่างไว เทคโนโลยีทันสมัย ทุกอย่างเป๊ะมีวินัย แต่เมื่อมาดูเมืองไทยเทียบกับญี่ปุ่น คนไทยผ่อนคลายและสบายใจมากกว่า คนญี่ปุ่นคุณภาพสูงแต่เคร่งเครียดสุดๆ คนไทยคุณภาพพอได้อยู่แต่มีสมดุลของจิตใจที่สบายอกสบายใจมากกว่า ผมชอบสไตล์ของคนไทยมากกว่า แต่ก็พยายามผสมผสานกันมากกว่า”

เมื่อถามถึงการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่มาแบบเร่งเร็วแรง และรีบออกจากงานไปทำในสิ่งที่ชอบหรือพักผ่อนตอนที่ยังอายุไม่มากแต่ประสบความสำเร็จในชีวิตเรียบร้อยไปแล้ว แต่ประคุณมองในมุมของเขาว่า

“ผมไม่น่ารีไทร์เร็ว เพราะอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ผมชอบแข่งกับตัวเอง ผลตอบรับในการทำธุรกิจของผมก็ค่อนข้างดี เป็นระดับผู้บริหารต้องรู้จักใช้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งยากมากแต่ก็พยายาม เพราะคนรุ่นใหม่จะเทิร์นโอเวอร์หรือทำงานแบบไม่ทนเยอะ ก็ต้องจัดสิ่งที่เขาถนัดให้เขาทำให้ได้อย่างสบายใจ

“คนในเจนผมเกิดมาพร้อมมือถือ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ตจะเร็วหมด ผมก็เช่นกันจะมีความใจร้อนเล็กๆ มีความอดทนที่ต่ำ แต่ว่าถ้าเราได้หาสิ่งที่ชอบแล้วลงมือทำ ผมว่ามันก็ดีนะ คนรุ่นนี้จะมีสมรรถภาพในการทำงานที่ดี เพราะสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้เยอะ ผมก็จะลองดูในสิ่งที่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”

ความสำเร็จก็ย่อมที่จะมาพร้อมกับความกดดัน แต่ประคุณมีวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกและชีวิตการทำงานที่ไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามสู่การพักผ่อนและความเป็นส่วนตัว

“ความกดดันในการที่จะต้องประสบความสำเร็จ ตอนแรกก็กดดันมาก พอกลับบ้านผมก็ไม่มีคิดอะไรเพื่อป้องกันความเครียด เอามือถือออกไปเลย แล้วทำการยืดกล้ามเนื้อสักชั่วโมงหนึ่ง เปิดข่าวตั้งไว้ พยายามไม่คิด ฝึกหายใจและยืดกล้ามเนื้อไป ก็สามารถนอนหลับได้สบาย ไม่งั้นถ้าเรากลับไปเอาเรื่องงานไปคิด มันก็จะนอนไม่หลับ”

เอ็นหัวเข่าฉีกขาดนำสู่อีกมิติการออกกำลังกาย

“สำหรับธุรกิจยิมฯ คือผมชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว เป็นคนที่แอ็กทีฟอยู่ตลอด ตั้งแต่ตอนเรียนก็แข่งวอลเลย์บอล ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็แข่งสกีหิมะ ผมชอบการหลั่งอะดรีนาลิน อยู่เฉยๆ ไม่เป็น” ประคุณคุยด้วยรอยยิ้มเมื่อเล่าถึงการออกกำลังที่เขาเปิดยิมฯ ครอสฟิต (Crossfit) ขึ้นมาในเมืองไทย

ครอสฟิต เป็นกีฬาที่ค่อนข้างใช้พลัง เป็นการออกกำลังกายที่เป็นเหมือนการฝึกเพิ่มขีดความสามารถและสมรรถนะของร่างกาย มีการผสมผสานการออกกำลังกายหลายรูปแบบ เช่น วิ่ง โหนบาร์ ยกน้ำหนัก ฯลฯ ซึ่งต้องใช้แรงเยอะพอสมควร

“ผมโตมาที่ญี่ปุ่น ทีมฟิตเนสและกีฬาเขาก็เก่งอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับเมืองไทยที่โน่นมีวินัยสูงมาก สำหรับการเล่นกีฬาครอสฟิต เริ่มต้นจากที่ผมได้รับบาดเจ็บจากการแข่งสกี ผมล้มวันก่อนแข่ง ทำให้เอ็นเข่าฉีก กีฬาสกีนักกีฬาบาดเจ็บค่อนข้างเยอะเพราะมันเร็ว คนที่เล่นก็จะชอบความเร็ว ชอบอะดรีนาลิน ผมก็กลับมาเมืองไทยเพื่อผ่าตัดเข่า ที่กลับมาผ่าเมืองไทยเพราะตอนนั้นหยุดพอดี ส่วนมากเราจะแข่งตอนปิดเทอม เจ็บปุ๊บก็บินกลับมาเลย

“ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเอ็นเข่าขาด ซึ่งไปเข่าบวม ก็ตัดสินใจ ซึ่งผมต้องหัดเดินใหม่ คือเป็นเอ็นใหม่ต้องให้ประสาน หัดเดินใหม่ ทำกายภาพทุกวัน ตอนนั้นรู้สึกลำบากอยากกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ก็เข้ายิมฯ ปกติแต่มันก็เบื่อ ก็เห็นเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียคุยกัน ถามเขาว่ามีอะไรเล่นไหม เขาบอกว่ามีกีฬาครอสฟิตที่อเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรปกำลังบูมมาแรงเลย โอเคผมก็เลยเล่นดูว่ามันต่างกับการออกกำลังกายในยิมฯ ธรรมดาอย่างไร?

“ก็คือเข้าไปวันแรก ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ เพิ่งผ่าเข่ามาได้แค่ปีครึ่งเอง ตอนแรกก็หนักใจว่าทำได้หรือเปล่า แต่โค้ชครอสฟิตเข้ารับประกันและเขาเก่งจริง เขาดูแล้วรู้ทันทีว่าเรากลัวเพราะเคยผ่าและเจ็บเข่ามาก่อน เขาก็แก้ให้ทันทีเลย ตอนแรกข้างบนใหญ่ช่วงล่างเล็ก แต่เขาจัดจนได้สมดุล”

ประคุณ ขยายความว่า ครอสฟิต จะเป็นการออกกำลังกายแบบคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีเสน่ห์สำหรับคนเมืองเป็นอย่างสูง

“แม้เราจะเข้าไปแรกๆ เป็นคนใหม่ แต่ว่าทำให้รู้สึกดีได้ คอมมูนิตี้จะผลักดันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายของคนที่มาครอสฟิตคืออย่างฟิตอยากแข็งแรง เป้าหมายเดียวกันเราจึงวางไว้ที่ครอบครัวของครอสฟิตเป็นชุมชนคนออกกำลังกายขึ้นมา ไปด้วยกัน นั่นคือจุดที่ดึงดูดผมเข้าไป

“กีฬาครอสฟิตกับเมืองไทยยิ่งเหมาะเลย เพราะว่าไลฟ์สไตล์คนไทยจะไม่เดิน จะไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่ ตื่นมา นั่งรถไปทำงาน อยู่ออฟฟิศ กลับบ้าน นอนแช่ดูทีวี ซึ่งจะทำให้เป็นออฟฟิศซินโดรม แล้วอาหารไทย คนไทยชอบกินหวาน กินเผ็ด รสจัด ก็คือโซเดียมสูง การกินน้ำตาลเยอะๆ ทำให้ร่างกายแย่ ซึ่งวิธีที่จะแก้ก็คือการออกำลังกาย แต่ว่าทัศนคติและวิธีการคิดของคนไทยเรื่องการออกกำลังกายยังไม่มีมากนัก ซึ่งผมอยากเปลี่ยนตรงนี้

“โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนเมือง ผมว่าจริงๆ เดี๋ยวนี้คิดกันว่าไปวิ่งสัก 20 นาทีก็พอแล้ว จริงๆ แล้วผมอยากปรับให้มาสร้างกล้ามเนื้อ 20 นาที ง่ายๆ เลยการสร้างกล้ามเนื้อทำให้เราเบิร์นมากขึ้น สมมติ 3-4 วัน ผมออกกำลังกายโดยการสร้างกล้ามเนื้อ พอผมนั่งอยู่เฉยๆ แต่กล้ามเนื้อผมเยอะขึ้นผมก็เบิร์นเยอะขึ้นแล้ว ในระยะยาวต้องสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นฐานก่อนแล้วก็จะแข็งแรงได้ง่ายขึ้น

“ส่วนมากคนไทยมักจะบอกว่าไม่มีเวลาไปยิมฯ ยุ่ง ครอสฟิตจะอัดไปในหนึ่งชั่วโมงจะได้เยอะมาก คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ยิมฯ ที่มีอยู่ในเมืองไทยที่วิ่งเป็นหลัก เบิร์นแคลอรีเยอะจริงแต่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้ แล้วโปรแกรมของเราจะทำให้มันเหมาะสมกับแต่ละคน และเล่นได้ทุกระดับ”

ประคุณ ยอมรับว่าการที่เอ็นหัวเข่าขาดของเขาฉีกขาด ทำให้กลัวหรือขยาดกับการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนักๆ แรงๆ แต่ครอสฟิตได้เปิดมิติอีกมิติหนึ่งของการออกำลังกาย และนำปรัชญาการออกกำลังกายที่เขาชอบมากใช้กับธุรกิจ

“ผมกลับมาฟิตกว่าตอนที่ผมแข่งสกีเสียอีก ตอนนี้ก็มาแข่งครอสฟิตลีลาไปแล้วครั้งสองครั้งด้วยนะ เรียกว่าผมบ้าพลังก็ได้ ผมไม่ได้เป็นแบบบอดี้บิวเดอร์ที่เล่นให้ตัวใหญ่ แต่ผมเล่นให้แข็งแรงแล้วใช้ได้จริง ไม่ใช่ก้ามปูแล้วเดินเบ่งกล้ามโชว์ เมื่อเทียบครอสฟิตกับปรัชญาการทำธุรกิจ เร่งเร็วเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ ประสิทธิภาพสูงสุด เราทุ่มเวลาลงไปแล้วก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไม่ให้เสียในสิ่งใด เวลาที่เราออกกำลังกายหรือทำงานอยู่ ทำให้เพอร์เฟกต์คุ้มค่าไปถึงเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ เวลาทำงานหรือทำธุรกิจก็เอาปรัชญาการออกกำลังกายมาใช้ ถ้าจะทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุดอย่างที่ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ”

เป้าหมายตอนนี้เรื่องยิมฯ ครอสฟิตของเขาที่บริหารอยู่ ประคุณบอกว่า เทรนด์ออกกำลังกายในเมืองไทยกำลังมา แต่ความรู้ของเทรนนิ่งยังไม่ถึง

“หากสามารถยกระดับได้ถึงจุดหนึ่ง ผมอยากทำฟิตเนส เฟสติวัล นำทุกยิมฯ มารวมกัน โดยเอาครอสฟิตเป็นหลัก วางเป้าไว้ 3 ปี ตอนนี้ในเมืองนอกครอสฟิตกำลังบูมที่สุด แต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก วันนั้นเมื่อนึกถึงสุขภาพและการออกกำลังกายก็ให้นึกถึงครอสฟิต”

ธุรกิจทัวร์การศึกษาเชื่อมญี่ปุ่น-ไทย

ในฐานะที่นั่งดูธุรกิจและลุยทำในแต่ธุรกิจที่มีเป้าหมายของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละส่วนวางตัวเองไว้คนละแบบ เอส.เอ็ม.ไอ. ทราเวล ซึ่งเป็นบริษัททัวร์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นมายาวนานและมีคอนเนกชั่นกับญี่ปุ่นเยอะอยู่แล้ว ประคุณมองถึงตลาดของนักเรียนนักศึกษาแลกเปลี่ยนในเชิงท่องเที่ยว

“ผมก็อยากลิงค์กับทางภาครัฐและเอ็นจีโอของญี่ปุ่น โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น มีทัวร์แลกเปลี่ยนนักศึกษา เพราะผมเรียนที่โน่นก็อยากให้นักศึกษาญี่ปุ่นมามีประสบการณ์ที่เอเชียและเมืองไทย และนักศึกษาจากทั่วเอเชียไปที่ญี่ปุ่น เพราะได้ประสบการณ์เยอะ ได้ไปเปิดหูเปิดตาในประเทศอื่น ตอนนี้กำลังจะเริ่มโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน”

ด้วยความที่ทำธุรกิจการศึกษาของคนรุ่นใหม่ เขาก็มองถึงการทำเพื่อสังคมอยู่เช่นกัน

“ตอนนี้เรามีทุนสนับสนุนจากทางภาครัฐ สำหรับคนที่งบไม่ถึงหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ก็อยากให้เขาได้ไปมีประสบการณ์ตรงนั้น การทำงานกึ่งๆ ธุรกิจเพื่อสังคม มองเทรนด์นี้ ทำธุรกิจที่ดีต่อโลกที่ดีต่อสังคม ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับโฮสเทลที่คิดคร่าวๆ ถึงพวกแบกเป้หรือแบ็กแพ็ก เราจะคุยกับสิบบาร์ที่เป็นโฮสเทลในเมืองไทย เป็นเครือข่ายกันแล้วเอาเงินที่เก็บมาส่วนหนึ่งไปทำสาธารณประโยชน์ต่างๆ เราสนับสนุนสังคมด้วยการแบ่งปัน”

ประคุณ เล่าถึงประสบการณ์ทำทัวร์สำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างแรงบันดาลใจระหว่างเด็กญี่ปุ่นและเด็กไทยว่า

“เราทำปีที่แล้วในจังหวัดอะกิตะ ซึ่งจังหวัดนี้เป็นอันดับหนึ่งในการสอบของประเทศญี่ปุ่น เราก็นำอาจารย์จากที่นั่นมาดูโรงเรียนในเมืองไทย อย่างกรุงเทพคริสเตียน เขาต้องการโรงเรียนชายล้วน เราก็ส่งเด็กนักเรียนให้เขาสัมผัสวิถีชีวิตของเด็กญี่ปุ่นโดยตรง อยู่ฟาร์มสเตย์ด้วย ให้ดูมหาวิทยาลัยที่โน่น ซึ่งต้องดูโรงเรียนที่มีแผนกภาษาญี่ปุ่นด้วย

“เทรนด์ญี่ปุ่นนั้นกลับมาตั้งแต่วีซ่าหายไป บินแค่ 6 ชั่วโมง เสาร์-อาทิตย์ก็ไปได้แล้ว ทุกอย่างง่ายขึ้น สมัยก่อนพาคณะเรียนไปต้องทำเรื่องวีซ่ากันหนักมาก ตอนนี้ไปได้เลย คนไทยชอบญี่ปุ่นอยู่แล้ว ถ้าสามารถผลักดันในเรื่องท่องเที่ยวแบบการศึกษาหรือแลกเปลี่ยนให้เป็นเทรนด์ได้ก็จะดีมาก เอสเอ็มไอเรามีออฟฟิศอยู่ทั่วเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ผมไม่ได้มองแค่เมืองไทย คือไทยเป็นจุดแรก เราเอาเน็ตเวิร์กมาใช้เป็นประโยชน์ อย่างที่ผมบอกพวกนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เมื่อได้รับทุนไปจุดนี้เขาจะตั้งใจเรียนมาก ถ้าไปเขาก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเปิดหูเปิดตาและมีประสบการณ์ ซึ่งกลับมาจะได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ”

สุดท้าย ประคุณมองว่า ธุรกิจนี้เขาไม่ชอบการแข่งขันตัดราคากัน เพราะทำให้ตลาดล่มคนไทยจะแข่งเรื่องราคา ไม่ได้แข่งกันที่คุณภาพ เป็นปัญหาเรื้อรัง แต่เขาก็พยายามหาของที่มีความแตกต่างและทำความเข้าใจกับผู้บริโภคมากกว่า

 

วาดฝันชีวิตหลังเกษียณ เลือกไม่ ‘เบียดเบียน’ ใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495748

วาดฝันชีวิตหลังเกษียณ เลือกไม่ ‘เบียดเบียน’ ใคร

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 อายุยืนยาวถือว่ากำไรชีวิต! เรื่องราวประสบการณ์บนโลกใบใหญ่สอนทุกชีวิตให้มีคุณค่าตามสไตล์ของตัวเอง ก่อนเข้าสู่วัยร่วงโรยเหมือนดอกไม้เหี่ยว การวางแผนชีวิตในวัยเกษียณถือว่าสำคัญยิ่ง

อย่าง ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ วัยย่างก้าวอายุ 60 ปี อัยการพิเศษ ฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ทำคดีสำคัญเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์จนหลายคนคุ้นตา กำลังเข้าสู่วัยเกษียณทำงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ขจรศักดิ์ วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้ว่า ส่วนตัวอยากเลือกใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเดือดร้อนใคร ที่สำคัญจะเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศและในประเทศไทย เพราะคิดว่ายังมีกำลังอยู่ แล้วหยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่านซึมซับบรรยากาศรอบๆ นับว่ามีความสุขมาก

“มีเวลาว่างหน่อยทำงานอดิเรกอยู่บ้าน หาเวลาเหมาะๆ ดีๆ ไปเยี่ยมเยียนลูกหลานญาติมิตร เพราะช่วงทำงานเวลาตรงนี้ถือว่าน้อยมาก ชีวิตหลังเกษียณคงเลือกทำในสิ่งเหล่านี้ตามที่คิดไว้ ก็ดูธรรมดาปกติ ไม่มีอะไรพิเศษในชีวิตบั้นปลาย”

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุปัญหาสุขภาพก็มักมาแบบแพ็กคู่ ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก ขจรศักดิ์ ที่รู้สึกกังวลกลัวการเจ็บป่วยหลังเกษียณจากงาน โดยเฉพาะการเจ็บป่วยที่เป็นภาระของลูกหลาน โดยเฉพาะพวกอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าเลือกได้ขอเจ็บป่วยแบบไม่เป็นภาระคนอื่นดีที่สุด

นอกจากนี้ ยังมองว่าชีวิตคนเราเหมือนสายน้ำไหล เกิดมาได้ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินบ้างหรือไม่ นี่เป็นจุดที่คิดในวาระสุดท้ายช่วงเกษียณราชการต้องคิดและทำ ซึ่งเป็นจุดที่ระลึกถึงและใกล้ความตาย เราต้องคิดว่าได้ก่อประโยชน์ให้กับคนอื่นหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรกรรมใหญ่โตก็สามารถทำได้

ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสผิดพลาดต้องไม่มี เพราะโอกาสแก้ตัวน้อย และอย่าพูดคำว่า ‘เสียดาย’ บ่อยๆ ถ้าอยากทำอะไรจงลงมือทำทันที ดังนั้นยิ่งอายุมากขึ้นเราต้องไม่ทำอะไรที่ผิดพลาด เพราะจะแก้ตัวยาก ชีวิตพี่ผ่านอุปสรรคมาสารพัด ถ้าเราตั้งสติก็จะผ่านครรลองของชีวิตไปได้

“ไม่มีใครมีชีวิตสมบูรณ์แบบทุกอย่าง เพียงต้องเรียนรู้ และอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นให้ได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีสุด”

ขจรศักดิ์ ในวัยย่างเข้าเลข 6 กล่าวย้ำว่า คนเรามีความผิดพลาดทุกคน แต่ถ้าทำความดีมากๆ จะจากไปอย่างสงบ เพราะคนเราเกิดมาแล้วเลือกหนีความตายไม่พ้น

เหนือข้อกังวลเรื่องโรคภัยแล้ว ขจรศักดิ์ ยังมีจุดอ่อนที่เจ้าตัวยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า จุดอ่อนคือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แม้คนรอบข้างจะคอยเตือน ด้วยภาระการทำงานและสภาวะรถติดอาจไม่เอื้ออำนวยมากพอที่จะหยิบรองเท้าผ้าใบมาสวมใส่ออกกำลังกาย ถือว่าเป็นข้อด้อยที่ไม่ดีอย่างมาก

ขจรศักดิ์ กล่าวถึงนิยามชีวิตหลังวัยเกษียณปิดท้ายว่า

“ชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่เรื่องของเงินทองอีกต่อไป แต่เป็นการใช้หรือทำอย่างไรให้ชีวิตอิ่มสุข อิ่มเอมใจ ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีก “ดังนั้น ชีวิตวัยเกษียณควรทำอะไรที่มีความสุข เช่น บวช ทำงานการกุศล และควรตัดสิ่งกังวลใจ เพราะชีวิตใครชีวิตมันเลือกใช้ในแบบที่อยากเป็นอยากมี ต้องไม่ก้าวก่าย ตีเส้นตีกรอบให้คนอื่น หรือตัวเอง เพื่อชีวิตที่อิสระไม่เบียดเบียนกันและกัน”

 

รักนะ สุดยอด ‘คุณสามี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495306

รักนะ สุดยอด ‘คุณสามี’

โดย…ภาดนุ

 

ใครว่า “สามีในอุดมคติ” ไม่มีจริง ต้องไปถามสาวผู้โชคดีทั้งสองคนนี้เสียก่อน!

ตั้งแต่ เฌอลี่-ชลธิชา วงษ์โสภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอบฟ้ากรุ๊ป (ขอบฟ้าพีอาร์ เอเจนซี่) เล่าว่า ได้รู้จักกับสามี ทัช-สุทัศน์ วงศ์สุขศิริ ไดเรกเตอร์ ออฟ สเปเชียล โปรเจกต์ บริษัท สปอร์ต เอ็นจิเนียริ่ง & รีครีเอชั่นเอเชีย ตอนที่ทั้งคู่เรียนปริญญาโทที่เอแบค

“ตอนนั้นทัชเป็นดาวเด่นและเป็นที่หมายปองของสาวๆ เลยละ เพราะเป็นหนุ่มตี๋ (ไต้หวัน) หน้าตาดี ตัวสูง หุ่นนักกีฬา ที่อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าเขาคือหนุ่มในสเปกเรา แต่ตอนนั้นเพราะเป็นเพื่อนกัน ดิฉันจึงไม่แสดงออกมากนัก

มาเริ่มปิ๊งกันจริงๆ ก็ตอนที่ใกล้จะเรียนจบโท ตอนนั้นเรายังไม่มีใคร ตัวเขาเองก็เช่นกัน ต่างคนต่างโสด วันหนึ่งเขาก็พูดว่า ขอสมัครเป็นแฟนได้มั้ย โหย! ตอนนั้นเขินมาก ทำให้รู้ว่าเขาก็มองเรามาตลอด แต่เราก็ทำเป็นไว้เชิง แล้วตอบไปว่า ขอคบแบบเพื่อนสนิทไปก่อนนะ

แต่สรุปแล้วเราสองคนเจอกันทุกวันเลย เพราะดิฉันไปจอดรถใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเขา (หัวเราะ) คือตอนนั้นเขาเปิดบริษัทกับคุณพ่อ ก็เลยทำงานที่บ้าน ตกเย็นก็เลยมารอรับเราที่สถานีรถไฟฟ้าและรอกินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว วันไหนไม่ได้เจอกัน ก็เหมือนขาดอะไรไป กระทั่งฝ่ายชายเอ่ยปากขอแต่งงาน เธอก็ตอบตกลงทันที

“หลังกลับจากฮันนีมูน ดิฉันก็ตั้งท้องเลย สามีก็ดูแลเอาใจใส่ดีมาก จนคุณแม่ดิฉันยังพูดเลยว่า เธอโชคดีมากที่สามีไม่เคยเรียกร้องให้ทำอะไรให้เลย นั่นก็เพราะเขาเข้าใจดีว่าภรรยาต้องทำงานนอกบ้าน เลิกงานดึก กลับบ้านมาก็คงเหนื่อยแล้ว เขาจึงดูแลตัวเองโดยทำอาหารกินเองบ้างหรือซื้อกินบ้าง สิ่งที่ดิฉันทำได้ตอนกลับมาก็คือเตรียมผลไม้ให้เขากิน หรือโทรถามว่าอยากกินอะไรมั้ย จะได้ซื้อเข้ามาให้

ก่อนแต่งงานเคยคุยกันว่า เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า ซึ่งความเป็นแฟมิลี่แมนของเขานี่แหละที่ตอบโจทย์ได้ตรงใจ ตั้งแต่ลูกสาว (น้องป้อน-ขอบฟ้า) ยังเด็ก เขาเคยดูแลเราสองคนแม่ลูกดียังไง ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้น โชคดีที่เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ เราสองคนจึงไว้ใจกันและทำดีต่อกันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ วันหยุดเขามักจะชอบชวนดิฉันและลูกสาวไปออกกำลังกายเสมอ เช่น ไปวิ่งเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย สอนลูกว่ายน้ำ เป็นต้น จุดประสงค์ของเขาก็คืออยากให้เรามีสุขภาพที่ดีกันทั้งครอบครัว”

เฌอลี่ทิ้งท้ายว่า ถ้าจะให้คำจำกัดความถึงสามี คำที่ดีที่สุดในใจเธอก็คือ Family Comes First ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาแบบเต็มเปี่ยม เรียกว่าเป็นสุดยอดคุณสามีผู้ทุ่มเทเวลาและให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับ 1 จริงๆ

อีกคู่กำลังเป็นที่ “ตาร้อน” ของสาวทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างที่สุด นักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร เล่าถึงคุณสามี กัปตัน-ภูธเนศ หงษ์มานพ ว่า เจอกันในกองถ่ายซิตคอม “บ้านนี้มีรัก” เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

“ตอนแรกเอ้กก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะรู้สึกว่าพี่ตันเป็นรุ่นพี่ที่น้องๆ ให้ความเคารพ แต่ความรู้สึกดีๆ ของเราสองคนมาเริ่มต้นขึ้นตอนที่พี่ตันบวช เอ้กก็คุยกับทีมงานว่าจะไปงานบวชพี่เขานะ เมื่อทีมงานไปบอกพี่ตัน เขาก็คงรู้สึกว่า น้องคนนี้มันใส่ใจดี ก็น่าจะเริ่มประทับใจตั้งแต่ตอนนั้น

พี่ตันไม่ได้แสดงออกว่าจีบเอ้กชัดเจน แต่เรามาเริ่มคุยกันเยอะๆ ก็ช่วงที่เล่นซิตคอมด้วยกันนั่นแหละ เจอกันอยู่บ่อยๆ เป็นปี จนวันหนึ่งมีงานเลี้ยงของกองถ่าย ตอนนั้นเอ้กยังไปไม่ถึงงาน เขาก็โทรมาถามว่า ถึงไหนแล้ว ตอนนั้นเราก็ยังแปลกใจ พอมาถึงงาน พี่ตันก็รอเพื่อเดินเข้างานพร้อมกับเรา แถมพอใครถามเขาก็ยังบอกว่ามาพร้อมกันอีกด้วย”

เอ้กบอกว่า จากวันนั้นคนก็เริ่มรู้แล้วว่าทั้งคู่คบกัน แต่ด้วยความที่กัปตันไม่ใช่คนโรแมนติก เขาก็เลยไม่เคยพูดว่า “เรามาเป็นแฟนกันนะ” เลยสักครั้ง แต่เธอจะสังเกตจากการกระทำของเขามากกว่า

“เอ้กเริ่มมาแน่ใจว่าพี่ตันคิดกับเอ้กจริงจัง ก็ในวันที่เขาบอกว่าจะซื้อบ้าน แล้วมาชวนให้ไปดูด้วยกัน (ยิ้ม) ปรากฏว่าเขาดันซื้อบ้านหลังที่เอ้กชอบ เอ้กก็กลับมานั่งคิดว่า เอ๊ะ! พี่เขาจะซื้อบ้านของตัวเอง แล้วทำไมต้องให้เราเลือกด้วยล่ะ

หลังจากวันนั้นเขาก็เนียนๆ ไม่พูดอะไรเลย วันต่อมาเขาก็พูดว่า พี่มีของจะให้นะ พอเปิดดูปรากฏว่าเป็นแหวนทองลงยาสลักนามสกุลหงษ์มานพ ที่คุณแม่เขาให้มา แล้วเขาก็พูดว่า มาใช้นามสกุลเดียวกันนะ เพราะเขาไปดูฤกษ์ยามมาเรียบร้อยแล้ว บอกเลยว่าตอนนั้นเซอร์ไพรส์มาก

หลังจากแต่งงาน เอ้กกับพี่ตันก็อยู่ด้วยกันเกือบครบปีแล้ว ตอนนี้เอ้กท้องได้ 3 เดือนแล้วค่ะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา พี่ตันเป็นสามีที่ดีมาก แรกๆ เขาอาจจะคาดหวังให้เราเป็นแม่บ้าน ซึ่งเอ้กก็ทำนะ (หัวเราะ) แต่หลังๆ ไม่ทันใจ เขาก็จะทำเองเลย ตื่นเช้ามาเขาจะทำอาหารเช้าให้กิน ทาเนยบนขนมปังให้ คือเขาจะแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด”

เอ้กบอกว่า แม้เดิมทีทั้งคู่จะตกลงกันก่อนแต่งงานว่า ฝ่ายหญิงจะทำหน้าที่ดูแลบ้าน ส่วนฝ่ายชายจะออกไปหาเงินเลี้ยงภรรยา แต่เมื่อถึงวันนี้ที่เธอท้อง ทำอะไรไม่ค่อยไหว สามีก็จะตื่นมาเตรียมให้หมดทุกอย่าง แถมเลิกงานกลับมาถึงบ้านค่ำๆ ยังมาช่วยล้างจานอีกด้วย

“ในช่วงวันหยุดอยู่บ้าน พี่ตันก็จะถามว่าอยากกินอะไรมั้ย หรืออยากออกไปเที่ยวไหนรึเปล่า บางทีก็ชวนเอ้กไปวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ หรือไปว่ายน้ำ เขารู้ว่าเอ้กชอบกินอะไร เขาก็จะคอยซื้อมาฝาก ที่ตลกคือตอนนี้พี่ตันหันมาชอบกินผลไม้เปรี้ยวๆ ตามเอ้กไปแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่ชอบเลย เรียกว่าแพ้ท้องตามภรรยา (หัวเราะ)

ตอนที่แต่งงานกัน เอ้กก็ไม่ได้คาดหวังในตัวพี่เขามากมาย แต่พออยู่ด้วยกันจริงๆ แล้วเขากลับทำเรื่องดีๆ ให้เราเซอร์ไพรส์หลายเรื่อง ดูแลเราทุกอย่างเลย เอ้กยังพูดกับพี่ตันเลยว่า สิ่งที่เขาทำให้เรา มันคือสิ่งที่ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องทุกคนต้องการจากสามีเลยนะรู้มั้ย เด็กจะคลอดมาสุขภาพดีและแข็งแรงหรือไม่ คุณพ่อมีส่วนเป็นอย่างมาก ซึ่งพี่ตันก็ไม่เคยทำให้เอ้กไม่สบายใจ อีกอย่างเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ ก็เลยทำให้เราสบายใจมากๆ”

เอ้กทิ้งท้ายว่า สำหรับเธอแล้วสามีในอุดมคติก็คือ สามีที่รักในสิ่งที่ภรรยาเป็น โดยไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเธอ ถ้าสามีเป็นฝ่ายทำผิด ก็ต้องกล้ายอมรับ และปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สามีของเธอเป็น

นั่นไง ตาร้อนกันเป็นแถวๆ

 

‘คนไทยกลุ่มแรก’ กับภารกิจปักธงไตรรงค์ขั้วโลกใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495349

‘คนไทยกลุ่มแรก’ กับภารกิจปักธงไตรรงค์ขั้วโลกใต้

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรี

ดีเป้าหมายครั้งนี้มีทั้งความยิ่งใหญ่และทั้งความบ้าระห่ำ กับการมุ่งไปปักธงไทยไตรรงค์ที่ขั้วโลกใต้ เจ้าของโครงการ TJ’s True South แน่นอนว่าคือนักธุรกิจสุดขั้วคนนี้ ผู้เคยสร้างดีกรีชาวเอเชียคนแรกพิชิตการแข่งอัลตรามาราธอนที่ขั้วโลกเหนือมาแล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท การประกาศภารกิจล่าสุดจึงใช้ชื่อและนามสกุลของเขา “ทีเจ” สร้างเป้าหมายยิ่งใหญ่ไม่แพ้ครั้งก่อน มีกำหนดการคือปี 2561 ทีมคนไทย 10 ชีวิต จะออกเดินทางจาก ยูเนี่ยน กลาเซียร์ (Union Gracier) ในทวีปแอนตาร์กติกา สวมรองเท้าสกีเดินบนเส้นทางน้ำแข็ง ทุกคนต้องพึ่งสองขาของตัวเอง ลากสิ่งของบนแคร่ตลอดการเดินทางกว่า 1,200 กิโลเมตร (กม.) จนถึงจุดหมายขั้วโลกใต้ นำธงไทยไปปักเป็น 1 ใน 19 ประเทศ

การเดินทางใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยตั้งแคมป์กินนอนบนน้ำแข็ง ในอุณหภูมิโดยเฉลี่ยอาจลดลงถึง -50 องศาเซลเซียส ในสภาพอากาศติดลบอันหนาวเหน็บ

ธนาธร ประกาศรับสมัครคนไทยร่วมทีมทรหด เริ่มด้วยการลงชื่อสมาชิกผ่านทางเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559-15 มี.ค. 2560 ไม่น่าเชื่อว่ามีผู้สมัครเข้ามาร่วม 200 คน ทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ด่านแรกเป็นการทดสอบวัดความอึดและแข็งแกร่งของร่างกาย เริ่มด้วยสนามแรกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน วิ่งระยะทาง 100 กม. ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (ชม.)

จากนั้นเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายในรอบที่สอง ในรอบนี้เหลือคนแกร่ง 48 คน มีผู้หญิงติดมาด้วย 20%

รอบที่สาม 48 ชีวิต ถูกทดสอบความทรหดขึ้นไปอีก เริ่มในปลายเดือน เม.ย. ช่วงอุณหภูมิร้อนทะลุเดือด สนามคัดผู้ทรหดอยู่ที่พัฒนากอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้เข้ารอบนี้ถูกท้าทายขีดจำกัดของร่างกายด้วยโปรแกรมฝึกรูปแบบ “บู๊ตแคมป์” จากทีม Unit 27 Thailand วิธีการฝึกในแบบเดียวกับหน่วยซีล เพื่อสามารถไปใช้ชีวิตอยู่รอดให้ได้ในพื้นที่ร้างบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน “ทำไมธงไทยต้องปัก ณ ขั้วโลกใต้?” เจ้าของโครงการ “True South” มีคำตอบ

กายแกร่ง หัวใจแกร่ง

“ถ้าคุณทดสอบคนให้ดูตอนเขาสิ้นหวัง ช่วงเวลาสนุกมีความสุข คุณจะไม่ได้เรียนรู้คนจริงๆ ตอนเหนื่อย หมดแรง นี่คือช่วงได้ดูทัศนคติ การทดสอบให้ถึงที่สุด เราจะได้รู้ว่าใครเป็นคนอย่างไร…”  ธนาธร ให้สัมภาษณ์ท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง ในสนามสุดโหด พัฒนากอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งผู้บริหารไทยซัมมิทลงฝึกด้วยทุกสนามในฐานะโปรเจกต์เฮด

การฝึกเป็นไปในรูปแบบบู๊ตแคมป์ มี 4 ครูฝึกสุดโหด เริ่มหลังข้าวเที่ยงยังไม่ย่อยเรียงเม็ด ชายหญิง 48 คนที่เข้ารอบ วอร์มร่างกายเบาๆ วิดพื้นบนถนนซีเมนต์ร้อนจี๋ 40 กว่าองศา อะไรที่ว่าโหดมาหมด ทั้งการแบกบัดดี้เดินรอบสนามฟุตบอล 1 รอบ การฝึกไม่มีหยุดพักด้วยท่าฝึกต้านกล้ามเนื้อทุกๆ มัด ชายอกสามศอกหลายคนล้มตัวตะคริวกินไปตามๆ กัน

ต่อด้วยการลากยางรถยนต์น้ำหนัก 50 กิโลกรัม (กก.) น้ำหนักเท่ากับการลากเลื่อนใส่อุปกรณ์ยังชีพในแบบที่เดินบนขั้วโลกใต้ ภารกิจนี้จบลงในตอนสามทุ่ม

“รอบนี้ต้องคัดให้เหลือเพียง 30 คน ผมฝึกกับเขาทุกๆ เซ็กชั่น ถ้าไม่ร่วมลำบากกับเขา คุณก็จะนำเขาไม่ได้ แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ชีวิตคุณคือผม ชีวิตผมคือคุณ มันต้องฝากชีวิตไว้ด้วยกัน คนเราผูกพันกันได้ก็ด้วยความลำบาก ความสบายไม่เคยทำให้คนรักกันจริง ถ้าจะเหนียวแน่นกันจริง เราต้องลำบากไปด้วยกัน” ธนาธร ย้ำหนักแน่น

การไปปักธงไตรรงค์ที่ขั้วโลกใต้สำคัญอย่างไร ธนาธร บอกว่าในแง่ส่วนตัวคือการทำความฝันในการเป็นนักผจญภัยให้เป็นจริง ส่วนในแง่สังคม ความกล้าผจญฝ่าฟันความยากลำบากในดินแดนสุดโหด โครงการนี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เกิดความรักชีวิตกลางแจ้ง แล้วจะเกิดการตั้งคำถามนักแสวงหา เกิดการค้นหากระตุ้นให้หนุ่มสาวใฝ่คว้าหาความฝันของตัวเอง ซึ่งนี่คืออุปนิสัยของการสร้างชาติอย่างหนึ่ง

“2 ใน 3 เป็นพนักงาน 1 ใน 3 เป็นเจ้านายตัวเอง ปัญหาหนักใจสำหรับผมคือ ทุกคนมีคุณสมบัติไปได้หมด ผู้หญิงแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย มีคนไทยพร้อมเสี่ยงชีวิตไปผจญภัยครั้งนี้มากกว่าที่คิดไว้ครับ 45 วันเดินเท้าไปทุกอย่างคือความลำบาก ต้องเรียกร้องแรงกายแรงใจอย่างสูง อุณหภูมิ -30 องศาต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแกร่งพร้อมที่สุด ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด เดินไปตามเข็มทิศ 90 องศาใต้ พื้นทวีปไม่มีสิ่งมีชีวิตเป็นดินแดนแห้งแล้ง เส้นทางไม่ใช่เรื่องน่ากังวลครับ แต่สิ่งที่น่าหนักใจคือการใช้ชีวิตเดิมๆ เดินไปในทิวทัศน์เดิมๆ มีแต่สีขาวโพลน ก็ไม่รู้จะเรียกว่านรก หรือสวรรค์นะครับ” ธนาธร บอกพลางยิ้มแย้มกลางแดดจ้า

เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นขั้วโลกใต้? “เราคือ 10 คนไทยกลุ่มแรกนะครับที่จะได้ไปปักธงไทย ซึ่งก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจได้อีกครั้งใหญ่ เพราะ 10 คนนี้ก็คือคนธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างต้องหาเลี้ยงครอบครัว การไปครั้งนี้หลายๆ คนต้อง Leave Without Pay ไม่มีเงินเดือนในช่วง 2 เดือนที่ไป สมรภูมินี้ก็เปรียบการสู้ชีวิต ทุกคนต้องเตรียมวางแผนชีวิตต้องพร้อมทั้งร่างกายและหัวใจ ถ้าพวกเราทำได้ ทุกๆ คนใครๆ ก็ทำได้แน่นอนครับ แล้วเป็นการเดินทางที่ไม่มีการจ้างคนนำทางเลยนะครับ ทุกๆ อย่างออกแบบโดยคนไทยทั้งหมด ถ้าเราทำได้ถือเป็นความภาคภูมิใจ” TJ ธนาธร นักผจญภัยไฟแรงซึ่งกระตุ้นพลังให้กับคนร่วมทีม บอกทิ้งท้าย

โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น เมื่อสิ้นสุดภารกิจนักผจญภัยทั้ง 10 คน มีรางวัลการก้าวสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จคือเงิน 1 ล้านบาท โดยทั้ง 10 คนเลือกบริจาคเข้ามูลนิธิใดก็ได้ก็ถือว่าความมุ่งมั่นได้ทำเพื่อสังคมอีกด้วย

ความฝันมากับความมุ่งมั่น

การฝ่าด่านทดสอบความแข็งแกร่ง ชาว True South มีหลากหลายอาชีพอย่างที่เจ้าของโครงการ ทีเจ บอกไว้ ซึ่งก็มีทั้งแพทย์หญิง ทันตแพทย์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ สถาปนิก พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เจ้าของธุรกิจ นักกีฬาทีมชาติ ไปจนถึงอาชีพแปลกๆ นักกู้ภัยบนที่สูง โดยทั้ง 48 คนมีเป้าหมายเดียวกันกับการผจญฝันสู่ขั้วโลกใต้

เกษมนิรันดร์ สุวังบุตร พนักงานรัฐวิสาหกิจ อายุ 34 ปี บอกว่าสะสมประสบการณ์วิ่งมาราธอน 10 กว่าปีแล้ว ความเหนื่อยล้าเทียบไม่ได้กับความโหดฝึกต่อเนื่อง 9 ชม. แล้วกับสนามแรกวิ่ง 100 กม. วิ่งต่อเนื่อง 24 ชม. ก็ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเก็บไว้ในความทรงจำ

“ตอนลากยางรถยนต์ 50 กก. ต้องลากไปชั่วโมงกว่าตอนนั้นเหนื่อยมากที่สุด เหนื่อยจนต้องสบถดังๆ ออกมา (หัวเราะ) แต่หันไปเจอผู้หญิงที่ลากในน้ำหนักไม่แพ้เรา เราต้องไปต่อให้ได้ ร่างกายคนเราพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดร่างกายของตัวเองครับ ผมเป็นนักวิ่ง การเตรียมตัวถ้าได้ไปแข็งแกร่งเท่านี้ไม่พอครับ 1 ปีเต็มๆ คือการสร้างกล้ามเนื้อแขนขาให้แกร่งกว่านี้ รวมทั้งมือด้วย ต้องเร่งสร้างกล้ามเนื้อที่มือโดยมีที่บีบซ้อมทุกๆ วัน เพราะไม่ได้เดินไปบนพื้นเรียบๆ นะครับ ต้องปีนหน้าผา

ตอนสัมภาษณ์รอบสอง ผมบอกว่าในชีวิตผมไม่เคยเจอหิมะ นิ้วเจอน้ำแข็งใกล้ที่สุดก็คือช่องฟรีซตู้เย็น (หัวเราะ) เสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับขั้วโลกใต้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความหนาวเย็น และแรงลม ความแข็งแกร่งของร่างกาย และใจที่ฝึกฝนมาจากการวิ่งมาราธอนก็น่าจะช่วยได้ ถ้าได้ไปนะครับ”

พญ.สกุณา อุษณวศิน กุมารเวชวัย 44 ปี นักวิ่งอัลตราเทรลรูปร่างเล็กเพรียว แต่แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย สนามสุดท้ายกับการลากยางรถยนต์ “หมอนก” เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายในแบบสู้สุดหัวใจ

“ต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ เหนื่อยสุดๆ ก็ทำสมาธิค่ะ แล้วไปต่อให้ได้ เส้นชัยอยู่ข้างหน้าเรายังเห็นนะคะแต่ถ้าการไปขั้วโลกใต้ เรื่องน่ากลัวมีมากกว่านั้นโดยเฉพาะสิ่งที่เรามองไม่เห็น นอกจากความหนาวเย็นที่ว่าน่ากลัวแล้ว หมอผ่านสนามไอรอนแมนจบมา 3 สนาม ปั่นจักรยาน 600 กม. วิ่ง 60 กม.มาแล้ว แต่ครั้งนี้วิ่ง 100 กม. ก็จัดว่าไกลที่สุด ทุกครั้งหมอก็บอกตัวเองว่า เราต้องสู้”

อรรถวุฒิ เลิศสาครศิริ สถาปนิกวัย 30 ปี เป็นนักไตรกีฬาบอกว่า สิ่งน่ากลัวไม่แค่ความเย็น แต่การเดินที่ไม่ใช่ทางเรียบนั้นยิ่งท้าทายพละกำลัง

“แล้วยิ่งมีสัมภาระน้ำหนัก 50 กก.ให้ลากไปด้วยตัวเองก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก คนที่เข้ารอบครั้งนี้หลายคนเป็นนักปีนเขา บางคนปีน 1 ใน 7 ซัมมิทส์หรือยอดเขาสูงที่สุดในโลกกันมาแล้ว แต่ผมทำเต็มที่ครับถ้าไม่ได้ไป ก็ไม่เสียใจ ผมผ่านสนามมาเยอะ คนเก่งกว่าผมก็สมควรได้ไปต่อ เราเพียงทำให้เต็มที่ก็พอแล้วครับ”

ภารกิจครั้งที่ 4 ของชาว True South เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. ฝึกกันที่ เดอะ ริงค์ ไอซ์ อารีนา (The Rink Ice Arena) ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เวิร์กช็อปทักษะสเกตน้ำแข็งเพื่อฝึกเป็นพื้นฐานการเดินบนหิมะ แล้วต่อจากนี้นักผจญภัยยังต้องฝึกทั้งปีนเขา เดินป่า เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผจญฤดูร้อน เดือน พ.ย. 2561 ที่ขั้วโลกใต้