เก่ง สถิตศรีสกุล ช่างภาพผู้หลงรักชีวิตสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496717

เก่ง สถิตศรีสกุล ช่างภาพผู้หลงรักชีวิตสโลว์ไลฟ์

โดย…ภาดนุ

หนุ่มบุคลิกดีวัย 33 ปี เก่ง สถิตศรีสกุล คือช่างภาพพรีเวดดิ้งสุดแนวที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานและการใช้ชีวิตในแบบเท่ๆ ไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีความชอบส่วนตัวในเรื่องการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ซึ่งนับวันจะหาได้ยากในชีวิตคนรุ่นใหม่วัยทำงานอย่างในปัจจุบันนี้

ช่างภาพพรีเวดดิ้งคือสิ่งที่ใช่

“งานหลักของผมจริงๆ แล้ว ก็คือ การดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับการแบ่งที่ดินให้เช่า ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผมดูแลให้กับครอบครัว โดยใช้เวลาเก็บค่าเช่าแค่เดือนละ 5 วันเท่านั้น แต่อีก 20 กว่าวันที่เหลือจะว่าง ดังนั้นผมจึงเอาเวลาที่เหลือนี้ไปทำงานที่ผมชอบ นั่นก็คือ การถ่ายภาพนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า เดิมทีผมเรียนจบปริญญาตรี สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เมื่อเรียนจบผมก็มาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจเลยล่ะ ทำมา 8-9 ปีแล้ว โดยไม่ได้เป็นพนักงานที่บริษัทไหนมาก่อน แม้ผมจะเรียนนิเทศศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อนเลยเช่นกัน การถ่ายรูปของผมมาจากความชอบส่วนตัวซะมากกว่า ผมจึงเริ่มฝึกฝนและเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยตัวเองโดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ”

เก่งบอกว่า เมื่อฝึกฝีมือถ่ายภาพจนเข้าที่แล้ว เขาก็เริ่มผันตัวเองมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งและงานแต่งงาน หลักๆ แล้วเขาจะชอบถ่ายงานพรีเวดดิ้งมากกว่า เพราะลูกค้าจะมีการรีเควสต์สถานที่ที่อยากจะไปถ่ายภาพ ซึ่งเขาจะชอบมาก เพราะทำให้เขาได้ท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

“ก่อนรับถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผมจะมีแพ็กเกจราคาในการถ่าย มีสถานที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก ทั้งโลเกชั่นที่เป็นแม่น้ำ ทะเล หรือภูเขา ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้าเป็นหลัก สมมติว่าช่วงนี้ที่ จ.เชียงใหม่ สวย ผมก็จะพาลูกค้าไปถ่ายภาพที่ จ.เชียงใหม่ หรือฤดูนี้ที่เขาค้อสวย ผมก็จะมาแนะนำลูกค้าด้วยเช่นกัน

พูดง่ายๆ คือ นอกจากธุรกิจครอบครัวแล้ว ผมยังมีอาชีพเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งด้วยครับ อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้เรียนถ่ายภาพมาโดยตรง ดังนั้นก่อนที่จะมาเป็นช่างภาพได้ ผมต้องพาตัวเองไปคลุกคลีอยู่กับการทำงานในสตูดิโอถ่ายภาพพรีเวดดิ้งย่านทองหล่อ ในยุคที่ธุรกิจนี้ยังเฟื่องฟูอยู่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้และซึมซับกับประสบการณ์การถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด โดยเรียนรู้และช่วยทำงานในสตูดิโอจนได้เป็นช่างภาพเต็มตัวอยู่ถึง 3 ปีเต็ม”

หลังจากนั้นเขาก็ลาออกมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งแบบฟรีแลนซ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยยังมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกช่วงก็มักจะมีคู่รักหนุ่มสาวจัดงานแต่งงานกันตลอดทั้งปี ทำให้ช่างภาพสายนี้มีงานเข้ามามิได้ขาด

“การเป็นช่างภาพนอกจากจะได้ทำงานที่ตัวเรารักแล้ว เรายังได้มีโอกาสไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ โดยเปลี่ยนโลเกชั่นไปเรื่อยๆจึงถือเป็นงานที่สนุก ท้าทาย และไม่น่าเบื่อเลย ปัจจุบันนี้ผมได้เปิดเพจ FB : Shoot ideas wedding house ซึ่งจะลงรูปเกี่ยวกับงานเวดดิ้งทั้งหมด และยังมีเฟซบุ๊กกรุ๊ป : Pre wedding shoot ideas ซึ่งเป็นกรุ๊ปพรีเวดดิ้งอันดับ 1 ของไทย ที่แสดงผลงานของคนที่เคยร่วมเวิร์กช็อปและช่างภาพที่อยากแสดงผลงาน โดยตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 4.5 หมื่นคนแล้ว นอกจากรับงานของตัวเองแล้ว ผมยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเพจที่จะรับงานมา แล้วกระจายงานไปให้สมาชิกในทีมหรือลูกน้องอีกด้วย

เท่าที่ผ่านมาการเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งก็ทำรายได้ให้ดีมากๆ เพราะจะรับงานเป็นแพ็กเกจ แพ็กเกจละ 3-5 หมื่นบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือเงินหลายหมื่นบาท ที่สำคัญมันเป็นงานที่ผมรักด้วย ความสุขจึงอยู่ตรงนี้มากกว่า โดยผมอาจจะไปสำรวจโลเกชั่นที่ลูกค้าเลือก ก่อนจะไปถ่ายภาพกันจริงๆ ซึ่งโลเกชั่นเหล่านี้ก็มีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในโซนเอเชียเลยละครับ”

เก่งบอกว่า นอกจากนี้เขายังรับหน้าที่เป็นวิทยากรสอนเวิร์กช็อปถ่ายภาพอีกด้วย เมื่อสมาชิกที่ต้องการจะเวิร์กช็อปรวมตัวกันครบตามจำนวนเมื่อไหร่ ก็สามารถเชิญเขาไปเป็นวิทยากรได้เลย ซึ่งเขาจะรับงานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

หลงรักวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์

“ด้วยความที่ผมเกิดและโตที่ต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่เป็นชาว อ.แม่สวย จ.เชียงราย ผมจึงเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านไปนากันทุกวัน ผมเองก็เติบโตและวิ่งเล่นตามท้องทุ่ง กินนอนแบบติดดินอยู่กับพี่ป้าน้าอานั่นแหละ

แต่พอโตขึ้นก็ต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบก็ต้องทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง แต่ในใจส่วนลึกๆ ของผมแล้วก็ยังคงนึกถึงการละเล่นและวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่บ้านนอกอยู่เหมือนกัน ดังนั้นพอมีช่วงเวลาว่างผมก็จะกลับไปที่ จ.เชียงราย ไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดเป็นระยะๆ อย่างล่าสุดผมได้กลับไปบ้านที่ จ.เชียงราย ซึ่งครอบครัวผมก็ให้ญาติๆ ใช้ที่ดินทำนาอยู่

เมื่อกลับไปเห็น ผมจึงนึกสนุกกับการทำนา ผมก็เลยไปช่วยญาติๆ ทำนาในระยะสั้นๆ โดยใช้รถไถนาแบบเดินตามไถนาเพื่อให้ดินร่วน จะได้หว่านข้าวได้ง่ายบ้าง ไปดำนาปลูกข้าวบ้าง ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มักจะหว่านข้าวกันในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. เพื่อให้ข้าวออกรวงได้น้ำในหน้าฝนอย่างเต็มที่ แล้วถึงจะไปเก็บเกี่ยวอีกทีในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ซึ่งตอนเด็กๆ ผมเองก็เคยเกี่ยวข้าวกับเขาด้วยเช่นกัน”

เก่งบอกว่า ด้วยความที่ อ.แม่สวย เป็นสถานที่ที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.เชียงราย และอยู่ใกล้กับดอยอ่างขางที่อากาศดีมากๆ ซึ่งจะมีโครงการต่างๆ ของหลวงตั้งอยู่บนนั้น จึงทำให้สภาพอากาศที่ อ.แม่สวย และบริเวณใกล้เคียงดีไปด้วย

“ตอนกลางคืนอากาศจะสบายๆ แม้จะเป็นหน้าร้อน อุณหภูมิอยู่ที่ 20-23 องศาเท่านั้น ไม่ได้ร้อนเหมือนจังหวัดอื่น พอมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมญาติๆ หรือกลับไปหาเพื่อนๆ เมื่อใด ผมจะใช้เวลากับชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเต็มที่เลยล่ะ

ทุกวันนี้ผมยังมีความคิดเลยว่า สักวันหนึ่งคงต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ อ.แม่สวย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผมแน่นอน แต่ตอนนี้ยังจำเป็นต้องทำงานและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อน ช่วงอายุที่ผมอยากจะเกษียณตัวเองก็น่าจะราวๆ 50 ปีไปแล้ว เพราะตอนนั้นผมก็คงเริ่มแก่แล้ว ซึ่งการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท แวดล้อมไปด้วยญาติๆ น่าจะเป็นจุดหมายที่ผมตั้งไว้เลยล่ะ เพราะตอนนี้ครอบครัวผมก็ยังมีที่ดินอยู่ที่นั่นหลายไร่

ทุกวันนี้แม้คุณแม่ผมจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีคุณพ่อที่ต้องดูแล และมีหน้าที่การงานอยู่ในเมืองกรุง แต่อย่างที่บอกว่าเป้าหมายของผม ก็คือ การมีครอบครัว เมื่อลูกๆ โตดูแลตัวเองได้แล้ว ผมก็จะไปอยู่ด้วยกันกับภรรยาสองคนตอนเกษียณ ส่วนลูกๆ ใครจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็แล้วแต่การตัดสินใจของเขาเลยครับ”

เก่งทิ้งท้ายว่า ถ้าให้เปรียบเทียบชีวิตคนเมืองกับชีวิตคนต่างจังหวัด สำหรับเขาแล้วคิดว่าล้วนมีข้อดีแตกต่างกันไป ข้อดีของการอยู่ในเมือง ก็คือ มีอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งผู้คนสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ หลายคนจึงยังจำเป็นต้องอยู่ในเมืองไปอีกสักพักใหญ่ๆ

“ส่วนข้อดีของชีวิตที่ต่างจังหวัด ก็คือ มีชีวิตที่เรียบง่าย อากาศดี ไม่ค่อยมีมลพิษ มีป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ให้ได้ชื่นชม ซึ่งใจจริงของผมแล้วจะชื่นชอบวิถีชีวิตที่ต่างจังหวัดมากกว่า แต่ถึงแม้จะยังไม่ได้ไปอยู่จริง ทุกวันนี้การทำงานของผมคือการถ่ายภาพ ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอยู่บ่อยๆ ซึ่งผมจะชอบบรรยากาศยามเย็นของชนบทมากๆ เพราะการได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ผมว่ามันเป็นความสุขตามธรรมชาติที่หาได้ยาก ยังไงซะวันหนึ่งผมก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ผมรักที่ต่างจังหวัดแน่นอนครับ”

 

จักรวาล เสาธงยุติธรรม ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเสียงด่าและคำดูถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496715

จักรวาล เสาธงยุติธรรม ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเสียงด่าและคำดูถูก

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

โบราณว่าไว้คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ เหล็กจะแกร่งและดีต้องผ่านการตีการเผามาอย่างหนักหน่วง เช่นเดียวกับเขาคนนี้ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม นักดนตรีฝีมือฉกาจเป็นที่ยอมรับอยู่ในแวดวงดนตรีแบ็กอัพมานานเกือบ 30 ปี แต่กว่าจะถึงวันนี้เขาก็ผ่านประสบการณ์อันยากลำบากมามากมาย ไม่มีพรสวรรค์มีแต่พรแสวงล้วนๆ และได้ดีมีฝีมือมาได้ก็เพราะเสียงด่าและคำดูถูกอย่างแท้จริง

เขาเล่าย้อนถึงวัยเด็กว่าเกิดและเติบโตที่สลัมคลองเตย เพราะคุณพ่อของเขาเป็นพนักงานขับรถให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกสองคนอย่างเข้มงวด เพราะพ่อเคยมีประสบการณ์ที่ลูกชายคนหนึ่ง (จากภรรยาคนแรก) ติดยาเสพติดและเสียชีวิตในที่สุด พ่อจึงไม่อยากให้ลูกคนอื่นต้องเจอชะตากรรมแบบนั้น พ่อจึงให้แม่เลี้ยงดูเขาและน้องสาวอย่างใกล้ชิด เพราะสังคมแถวบ้านจะมีแต่ข่าววัยรุ่นตายคาเข็ม ยิงกัน ตำรวจไล่จับกันกลางวันแสกๆ กลางคืนก็มีการเผาไล่ที่จนเป็นเรื่องปกติ แต่เด็กๆ เขาก็จะกลัวเรื่องพวกนี้มาก

“แม่ดุมากๆ เลยไม่ให้ผมออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนๆ ข้างบ้านเลย ให้เล่นกับน้องสองคนอยู่แต่ในบ้าน แม่เขาจะระวังลูกๆ ไม่ให้คลาดสายตาเลย ของเล่นก็ไม่เคยมีใหม่ๆ ที่มีเล่นนี่คือได้จากของที่ลอยน้ำมาจากในคลองน้ำเน่าที่เขาทิ้งแล้ว เอามาล้างขัดถูให้สะอาดแล้วเอามาเล่นต่อ แต่โชคดีที่พ่อชอบร้องเพลง แล้วพ่อก็มีเพื่อนเป็นนักร้องลูกทุ่งเยอะ อย่างลุงไวพจน์ เพชรสุพรรณ ลุงชัยชนะ บุญนะโชติ เขาก็มากินข้าวตั้งวงร้องเพลงกันบ่อยๆ แล้วพ่อก็มีตำราร้องเพลงโบราณ เราก็นั่งล้อมวงดูพ่อกับเพื่อนๆ เขาร้องเพลงต่อเพลงกัน และเราก็ชอบดนตรี เติบโตมากับเพลงลูกทุ่งอย่างแท้จริง” เขาเล่าถึงวัยเด็กให้ฟัง

วัยเด็กเขาไม่เคยมีเครื่องดนตรี ไม่เคยได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขารู้จัก ก็คือ ลุงข้างบ้านที่เป็นเพื่อนกับคุณพ่อมีเครื่องแอกคอร์เดียน ท่านจะเล่นเครื่องนี้เป็นประจำ เขาก็ไปนั่งฟังอยู่บ่อยๆ ลุงก็สอนให้เขาตีกลองเวลาที่ลุงเล่นแอกคอร์เดียน ให้กลายเป็นวงดนตรีย่อยๆ ขึ้นมา ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 5 ขวบ

หลังจากนั้นก็ฝึกตีกลองเล่นดนตรีอยู่แต่ในบ้าน น้องสาวก็เป็นนักร้องนำ เล่นกันไปสองคนพี่น้องเอาจานเอาชามมาหัดตีจนชามแตกไปหลายใบ บางทีลุงไปเล่นดนตรีตามงานวัด งานบวช งานโกนจุก งานครบรอบ งานเล็กงานน้อย ได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ไปเล่นกับลุงบ่อยๆ จนเริ่มจับทางดนตรีได้

ในที่สุดวันหนึ่ง ลุงไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก็ให้คีย์บอร์ดเก่ามาเครื่องหนึ่ง นั่นก็คือเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขาได้เป็นเจ้าของจริงจัง โดยมีพ่อสอนให้เล่น กดคอร์ดจับทางดนตรีไปเรื่อย จนได้ทางเพลงมาบ้าง ก็ฝึกฝนด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ และไม่เคยไปเรียนดนตรีที่ไหนเพราะไม่มีเงิน

จนกระทั่ง 10 ขวบ พ่อชวนตั้งวงเล่นๆ ชื่อวง จิ๊บจ้อย เล่นงานแถวบ้านได้ค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ ครั้งละไม่เกิน 100 บาท เขาเล่นคีย์บอร์ด น้องสาวเป็นนักร้องนำ บางทีเล่นๆ ไปก็มีคนขอขึ้นมาร้องเพลงสลับกับน้องสาว ซึ่งเขาต้องคอยเดาทางเพลงว่าลุงคนนี้จะร้องเพลงอะไร ป้าคนนั้นจะร้องแบบไหน เพราะไม่เคยซ้อมด้วยกันมาก่อน เดาใจกันไปว่าเสียงแกจะมาคีย์ไหน บ่อยครั้งที่เขาก็อึดอัด เพราะแกะเพลงได้ไม่หลากหลาย อยากจะไปเรียนแต่ก็ไม่มีเงิน ได้แต่ฝึกไปเองงูๆ ปลาๆ งานประจำของวงนี้คืองานวัด คุณพ่อสอนเขาว่า ฟังที่เสียงนักร้อง แล้วใช้ความรู้สึกว่าเราควรจะเล่นอย่างไรให้เข้ากับเสียงร้องอ่านโน้ตไม่ออก แต่จำเอา ฟังเอา เล่นตามที่ผู้ใหญ่เล่น

จนกระทั่งขึ้น ม.1 เขาไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ อยากจะเรียนเปียโน แต่คนอยากเรียนเยอะ คุณครูก็เลยถามว่ามีใครเคยเรียนมาก่อนหรือเปล่า เราไม่ยกมือเพราะไม่เคยเรียนมาก่อนไม่กล้าโกหกครู แต่เพื่อนๆ ยกกันหลายคน มารู้ตอนหลังว่าไอ้คนที่ยกๆ นั้นหลายคนไม่เคยเรียนมาก่อนด้วยซ้ำ

“นามสกุลเรา เสาธงยุติธรรม เราต้องซื่อสัตย์ไม่หลอกลวง เราต้องพูดความจริง แต่คนอื่นไม่ได้พูดความจริงเขาก็ได้เรียนไป เราพูดความจริงเลยไม่ได้เรียน ทั้งๆ ที่เราเล่นคีย์บอร์ดมาเกือบ 5 ปี ถือว่ามีพื้นฐานแล้วด้วย คนอื่นคีย์บอร์ดก็ยังเล่นไม่เป็น ก็เลยต้องไปเรียนไวโอลินแทน” เขาเล่าอย่างเสียดาย

ตอนนั้นเขาบอกว่าเสียใจมากๆ รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา แต่ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมแพ้ และจะไม่ยอมไปเสียเงินเรียนเองเด็ดขาด เพราะยังไงก็ไม่มีเงินไปเรียนเองอยู่แล้ว แล้วที่สำคัญกฎของโรงเรียนนาฏศิลป์ ก็คือ ห้ามนักเรียนไปใช้เครื่องดนตรีที่ตัวเองไม่ได้เรียน (เพราะกลัวจะพัง) ต้องเล่นในสิ่งที่เลือกเรียนเท่านั้น

ดังนั้น ในภาวะเวลาปกติเขาไม่มีสิทธิจะได้หยิบจับเปียโนเลย สิ่งแรกที่ทำได้ ก็คือ ไปแอบฟังครูซ้อมแล้วจดโน้ต แล้วก็ไปซื้อหนังสือดนตรีมาดูตาม ไปแอบดูครูซ้อมทุกวันจากหลังห้อง วันละ 1-2 ชั่วโมง ก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน พอวันเสาร์-อาทิตย์มีเพื่อนที่มาซ้อมเปียโนก็แอบไปเรียนไปซ้อมกับเขาบ้าง พอคุณครูรู้ถึงความตั้งใจจริงจังของเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ซ้อมเล่นบ้าง

แล้วก็มีเพื่อนรุ่นพี่เขาเล่นที่คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็ไปเล่นดนตรีกับเขา ก็ยังเล่นไม่ค่อยดี ถูกนักร้องด่าทุกวัน ไม่มีสักวันที่นักร้องจะไม่ด่าเขา และได้ค่าแรงเป็นข้าวผัด 1 จาน ยิ่งถูกด่าเขาก็ยิ่งจำแม่นเพื่อจะไม่ให้ถูกด่าซ้ำ พอขึ้น ม.2 เขาก็เริ่มเล่นดนตรีที่คาเฟ่แบบเป็นอาชีพ เล่นตั้งแต่ 2 ทุ่ม จนถึงตี 3 ได้นอน 2-3 ชั่วโมง ตีห้าก็ตื่นไปโรงเรียน ไปแอบหลับที่โรงเรียนบ่อย จนครูเรียกผู้ปกครองไปพบเพราะคิดว่าเขาติดยา เพราะตัวดำๆ ผอมๆ ง่วงหงาวหาวนอนตลอดเวลา แม่ก็ไปยืนยันกับครูว่า ลูกชายไปเล่นดนตรีหาค่าเล่าเรียน ครูถึงเข้าใจ

วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปซ้อมดนตรีที่โรงเรียน ครูเห็นพอมีแววแล้วตั้งใจจริง ก็เลยยอมให้มาซ้อมเปียโนวันเสาร์-อาทิตย์ ซ้อมตั้งแต่เช้ายันเย็น ห่อข้าวไปกินด้วย มีแค่นม 2 กล่อง ขนมปัง 2 ชิ้น เพราะไม่มีเงินไปซื้อข้างนอกกิน มีแต่ค่ารถเมล์ไปเท่านั้น เพื่อนๆ เขาซ้อมเสร็จก็ไปวิ่งเล่นกัน ส่วนเขานั้นไม่เคยได้มีวันหยุดหรือได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ เลย ชีวิตนี่ 7  วันเต็ม ทำงานกับเรียนเท่านั้น

“ผมต้องซ้อมให้หนัก ถ้าไม่ซ้อมผมจะโดนด่าและเวลาไปเล่นที่คาเฟ่ ผมไม่อยากถูกด่าอีกแล้ว ถ้าคนนี้เคยด่าแล้วผมจะพยายามไม่ให้คนเดิมด่าซ้ำ แล้วถ้าเล่นที่ไหนดีพอจนไม่มีคนด่าแล้ว ผมจะย้ายคาเฟ่ทันที (หัวเราะ) ผมจะใช้การด่าการดูถูกเป็นแรงขับ โดยผมจะย้ายไปเล่นในคาเฟ่ที่ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น แล้วก็มีคนเก่งคนใหม่ด่าผมอีก ผมก็จะมุมานะซ้อม เพลงไหนเคยถูกด่าเพราะเล่นไม่ดี ก็จะซ้อมจนดีขึ้น ยิ่งถูกด่ามากก็จะเก่งขึ้นมาก ผมนี่โตมากับเสียงด่าเลยนะ 10 ปีแรกของการเล่นที่คาเฟ่” เขาเล่าอย่างจริงจัง

ช่วงเวลาที่แย่และสร้างความจดจำให้กับเขามากที่สุด ก็คือ เขาถูกไล่ลงจากเวที เพราะทำให้นักร้องไม่พอใจ เขาเล่นพลาดเพราะยังแกะเพลงไม่คล่อง นักร้องคนนั้นไปบอกผู้จัดการให้ไล่เขาออกเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งเป็นการไปเล่นที่คาเฟ่ดัง เพราะเป็นคาเฟ่ที่มีนักร้องมือรางวัลจากเวทีต่างๆมาร้องกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาไปเล่นได้ 15 วัน ยังไม่ได้เงินเดือนเลยด้วยซ้ำ

“ผมเดินออกมาเจอ พี่เจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า ก็ลาแก บอกพี่ผมถูกไล่ออกแล้วนะครับ ขอถ่ายรูปกับพี่เป็นที่ระลึกหน่อย เราคงไม่ได้เจอกันแล้ว พี่เขาก็ให้กำลังใจบอก ดำ (ชื่อที่คนเรียกเขาตอนนั้น) อย่าท้อนะ ตั้งใจฝึกซ้อมให้ดีขึ้นไปอีก สักวันเธอจะดังแล้วมาเล่นให้พี่นะ พี่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ มานะแล้วแกก็กอดผม” เขาเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ

หลังจากนั้นผ่านไปหลายปี เขามีฝีมือดีขึ้น ก็กลับไปขอเล่นให้กับคอนเสิร์ตของ นนทิยา จิวบางป่า ปรากฏว่าเธอจำเขาไม่ได้ เพราะเขาอ้วนดูดีขึ้น แล้วคนเรียก หนึ่ง จักรวาล ไม่ใช่ไอ้ดำคนเดิม พอเล่นจบเขาก็ถามว่า

“พี่จำผมไม่ได้หรือ ดำไงล่ะ แกถึงจำได้แล้วร้องไห้เลย ดีใจที่ผมมีชื่อเสียงขึ้น แล้วยังนึกถึง มาเล่นให้พี่เขาตามสัญญา เราก็กอดคอกันร้องไห้”

เขาเล่าว่า 20 ปีแรกในชีวิตการเล่นดนตรีของเขานั้น ยากลำบากและต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาก ไม่เคยมีค่ามีราคาในสายตาใครเลย เติบโตมากับเสียงด่าโดยแท้จริง ค่าตัวก็หลักร้อยมาโดยตลอด หลักพันนั้นนานๆ จะได้เจอ เพิ่งมา 10 ปีหลังนี้ ชีวิตถึงเริ่มดีขึ้น เข้าที่เข้าทางขึ้น เป็นที่ยอมรับขึ้น

ในวันที่เขาสบายขึ้นคุณพ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ยังเหลือคุณแม่ และเขาก็พาคุณแม่ย้ายออกจากสลัมคลองเตยมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งใจจะเลี้ยงท่านให้สุขสบายเพราะท่านเขาจึงรอดเข็ม รอดคุก มาได้ดีจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนี้พอมีเงิน จะไปเรียนดนตรีเพิ่ม ก็ไม่มีใครยอมสอน เพราะเขาอ้างว่าผมเก่งแล้วไม่ต้องมาเรียน ถ้ามีโอกาสเขาก็จะสอนคนอื่นบ้างและเป็นการสอนฟรี แต่เขาก็จะสอนแบบโหดๆ หน่อย เพราะเขาเองก็ไม่ได้เรียนมาแบบสุขสบาย ถ้าไม่มีความตั้งใจจริงเขาก็ไม่สอนให้ จะสอนเด็กที่ยากลำบากและตั้งใจจริง” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

คราฟต์ เทรนด์ เอเชีย ส่องกล้องมองไกลหัตถศิลป์เอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496679

คราฟต์ เทรนด์ เอเชีย ส่องกล้องมองไกลหัตถศิลป์เอเชีย

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล

 

ตัวเลขมูลค่าการส่งออกสินค้าหัตถศิลป์ของไทยในปี 2559 ซึ่งมีมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท หรือ 8,455 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด ได้แก่ เครื่องเงินและเครื่องทอง ผลิตภัณฑ์ผ้า งานไม้ และอื่นๆ จึงนับเป็นทิศทางอันดีของการดำเนินงานส่งเสริมด้านหัตถศิลป์ไทย

ในเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ International Innovative Craft Fair 2017 (IICF) ปีนี้มีเหล่าผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์จากนานาประเทศ มาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองของงานหัตถศิลป์ในแต่ละท้องถิ่นของตนผ่านการบรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมของงานหัตถศิลป์และการดำเนินงานในการพัฒนาหัตถศิลป์ในปัจจุบัน” และกิจกรรมเสวนาเรื่อง “มองภาพหัตถศิลป์ในอนาคต”

จุดที่น่าสนใจก็คือ ภูมิรู้และประสบการณ์อันยาวนานของผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์จากประเทศอู่อารยธรรมเก่าแก่ของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เป็นหัวแถวในการนำงานหัตถศิลป์เป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่และมีมูลค่าที่สูงมาก เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและมรดกหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมายาวนาน และเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จในตลาดภายในประเทศเองและตลาดโลกมายาวนาน

โมเดลและความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีความสำคัญในการถอดบทเรียนของตลาดหัตถศิลป์ของเมืองไทยที่กำลังเติบโตงอกงาม ผ่านศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ศศป. หรือ The SUPPORT Arts and Crafts International Centre of Thailand (Public Organization) เรียกโดยย่อว่า “SACICT” (อ่านพ้องเสียงกับคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ในภาษาไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพผสมผสานเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และส่งเสริมสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การขับเคลื่อนและกําหนดทิศทางในอนาคตของงานนวัตศิลป์ไทย เพื่อให้การผลิตสินค้าสอดรับกับอุปสงค์ในตลาด ตลอดจนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นที่ต้องการออกมาสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งได้ข้อสรุปของแนวทางออกมาเป็น 4 หมวดใหญ่ ได้แก่ วัฒนธรรมผสมผสาน (Cultural Blends) ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์ผลงาน สืบสานงานช่าง (Hand to Hand) ส่งเสริมทายาทช่างศิลป์จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้สานต่องานได้ เรื่องเล่าจากป่าลึก (Story of The Forest) โดยการหาแรงบันดาลใจการทำงานจากธรรมชาติ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน สุดท้ายคือหมวดชุมชนบันดาลใจ (Communi-Craft) การบูรณาการความรู้ของชุมชนเข้ากับงานออกแบบของคนรุ่นใหม่ เพื่อช่วยพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

อนาคตของงานหัตถศิลป์ในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การเข้าถึงงานช่างและงานหัตถศิลป์ต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น สังเกตได้จากจำนวนสตูดิโอที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตลอดจนการรวมกลุ่มของคนที่สนใจงานช่างด้านเดียวกัน SACICT จึงต้องการนำเสนอแนวคิดของการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถศิลป์ในแขนงต่างๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม ให้รวมกลุ่มเป็น Social Craft Network เพื่อใช้เป็นทิศทางในการวางเทรนด์หัตถศิลป์ไทย โดยมีเอเชียและอาเซียนเชื่อมโยงภาพในระดับนานาชาติเพื่อก้าวสู่ตลาดระดับโลก

 

หัตถศิลป์จีนในความรุ่งเรืองและร่วงโรย

เฉินชิง (Chen Jing) เลขาธิการแห่งสภาหัตถศิลป์โลก (World Craft Council) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้บรรยายในหัวข้อ Overview of China Arts & Crafts Industry and the Development Trend  โดยสรุปภาพรวมของอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมในสาธารณรัฐประชาชนจีนไว้อย่างน่าสนใจว่า ในปัจจุบันประเทศจีนมีวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะและงานหัตถศิลป์มากกว่า 5,306 ราย ในปี 2016 ทำรายได้มากถึง 320 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีมูลค่าการส่งออก 4,690 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยความกว้างใหญ่และจำนวนประชากรซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ในประเทศจีนนั้นเรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมงานทุกประเภท ได้แก่ งานปั้นและแกะสลัก งานโลหะ เครื่องเขิน เซรามิก ภาพเขียน ผ้าทอ งานลูกไม้ งานปัก พรม เครื่องประดับและชิ้นงานจากพลอยเนื้ออ่อน หินสี รวมทั้งของตกแต่งบ้านและประดับสวน

“ลักษณะเด่นของงานหัตถศิลป์จีนนั้นอยู่ที่ช่างผู้ชำนาญ โดยผลงานของศิลปินผู้เชี่ยวชาญที่ซื้อขายกันในหมู่นักสะสมนั้นอาจมีมูลค่าสูงตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านเหรียญสหรัฐ/ชิ้น ในปัจจุบันมีศิลปินที่ได้รับการยกย่องในระดับชาติมีมากกว่า 400 ท่าน นอกจากนี้ศิลปะแบบจีนโบราณที่เห็นในวัดพุทธ รวมถึงอาคารในรูปแบบดั้งเดิมของจีนที่กลับมาได้รับความนิยมในช่วง 10 ที่ผ่านมา ยังทำให้อุตสาหกรรมของตกแต่งที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปหัตถกรรมโบราณได้รับความเฟื่องฟูตามไปด้วย เช่น ไม้และหินแกะสลัก รวมถึงงานช่างแบบโบราณที่ใช้กับการตกแต่งภายใน”

เฉินชิง ขยายภาพต่อว่า นอกเหนือจากของตกแต่งแล้ว เครื่องประดับก็เป็นงานหัตถศิลป์ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมรองลงมาจากทอง ทองคำขาว และเพชร คือเครื่องประดับที่ได้จากพลอย และพลอยเนื้ออ่อน

“โดยเฉพาะหยกซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการเป็นดังจิตวิญญาณของชาวจีน ในขณะเดียวกันประเทศจีนถือเป็นแหล่งหยกสำคัญในโลก และยังเป็นประเทศที่มีการซื้อขายหยกมากที่สุดในโลกเช่นกัน นอกจากนี้ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานมาจากพุทธศาสนา ชาวจีนยังให้ความสำคัญกับคริสตัล โมรา ไข่มุก งาช้าง และอีกมากมาย”

เฉินชิง บอกว่า ในแง่ของผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมในแวดวงอุตสาหกรรมหัตถศิลป์ของจีน ช่างฝีมือชั้นสูงยังเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่การสละเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานที่ประณีตซึ่งใช้ระยะเวลาการทำงานที่ยาวนาน แต่ครูช่างเหล่านั้นยังมีส่วนช่วยในการพัฒนางานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ ทั้งในแง่ของการถ่ายทอดฝีมือช่างและการอุปถัมภ์ในแง่ของเงินบริจาคอีกด้วย

“แม้จะสามารถทำรายได้อย่างงดงาม แต่งานศิลปหัตถกรรมของจีนก็ยังประสบกับปัญหาไม่ต่างจากในประเทศอื่น ความท้าทายของจีนนั้น แม้จะมีช่างศิลป์ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างสะดุดตา แต่ยังขาดในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งช่างฝีมือรุ่นใหม่ยังขาดประสบการณ์และความชำนาญหากเปรียบกับช่างรุ่นก่อน”

เฉินชิง ได้ยกตัวอย่างงานแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมจำลอง ที่ช่างรุ่นใหม่สามารถทำได้ดีหากเป็นองค์ที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่หากต้องแปรสัดส่วนเป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่มีความสูงมากกว่าร้อยเมตรขึ้นไป ช่างผู้ทำยังต้องใช้ความรู้และความชำนาญมากกว่า และยังต้องอาศัยการถ่ายทอดจากช่างรุ่นเก่า ในขณะเดียวกันจำนวนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านงานช่างยังลดน้อยลง

“เมื่อมองในแง่ของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงถดถอย ตลาดงานศิลปหัตถกรรมภายในประเทศจีนเองก็อยู่ในช่วงของขาลง อุปสงค์ที่ลดลงทำให้มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานของช่างฝีมือ ประกอบกับการแข่งขันในด้านราคา และแนวทางการผลิตสินค้าที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจนเกิดปัญหาของการลอกเลียนแบบ อีกหนึ่งปัจจัยที่เกิดขึ้นคือการขาดความเข้าใจในเรื่องของการสร้างแบรนด์ รวมถึงขาดการสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาลในขณะที่ตลาดมีความผันผวน ทำให้ยอดขายลดลงกว่า 30%”

อย่างไรก็ตาม เฉินชิง คาดการณ์ถึงอนาคตของหัตถศิลป์ในจีนว่า โอกาสของการขยายตัวและการพลิกฟื้นกลับมาก็ยังมีอยู่ เนื่องจากดังที่กล่าวว่าเทรนด์ของวัฒนธรรมจีนโบราณเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

“รัฐบาลเองยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความงดงามของศิลปหัตถกรรมต่างๆ ที่ถือเป็นมรดกของชาติ ประกอบกับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงศิลปวัฒนธรรม ก็มีส่วนช่วยให้ตลาดงานหัตถศิลป์เติบโตตามไปด้วย และยังช่วยทำให้คนหันมามองงานหัตถศิลป์ชั้นสูงในแง่ของงานสะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของชิ้นงานเหล่านั้นให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

สุดท้าย เฉินชิง ให้ความเห็นว่าการนำเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาใช้ในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมนั้น จะช่วยเชื่อมโยงช่างผู้ผลิตและผู้ซื้อให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

“แนวทางการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมของจีนนั้น คือการสร้างตลาดเงินทุนเฉพาะสำหรับผู้ทำธุรกิจ การส่งเสริมให้มีการทำวิจัยและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในแต่ละแขนง ตลอดจนการสร้างศูนย์รวมงานดีไซน์ (Design Center) การแลกเปลี่ยนความรู้จากบุคคลในอุตสาหกรรมแต่ละแขนง ทั้งด้านการศึกษา การท่องเที่ยว สื่อโซเชียล และสื่อโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบและสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม”

หัตถศิลป์อินเดียเติบโตในโลกคู่ขนานเก่าใหม่

ลิคเฮ็ต ลัลลา แท็บจิ (Likhat Lalla Tyabji) ผู้ก่อตั้งและประธานแห่งเดสต์การ์ (Dastkar) จากประเทศอินเดีย ซึ่งบรรยายหัวข้อ “Contemporary Design, Traditional CRAFT Combining the Past & the Future” ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งและประธานแห่งเดสต์การ์ องค์กรอิสระซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1981 เพื่อเป็นศูนย์กลางของงานศิลปหัตถกรรมและผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ โดยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนช่างพื้นเมืองของอินเดียจากหลายแขนง และทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างตลาดการซื้อขายสินค้าหัตถศิลป์ในเมืองและผู้ผลิตจากแหล่งชุมชนที่ห่างไกล

“ในประเทศอินเดียนั้นมีช่างผู้ทำงานหัตถศิลป์มากกว่า 20 ล้านคน แต่ละคนล้วนฝึกฝนฝีมือช่างของตนเองจนเชี่ยวชาญเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหารายได้สร้างอาชีพ ถึงกับมีคำกล่าวจากช่างปักผ้าคนหนึ่งนามว่า เรมบ้า เบน ที่กล่าวไว้ว่า ความอยู่รอดของครอบครัวฉันขึ้นอยู่กับไหมแต่ละเส้นที่ฉันปักลงบนชิ้นงาน”

ลิคเฮ็ต บอกว่า งานหัตถศิลป์ในประเทศอินเดียนั้น มีความหลากหลายทั้งในด้านของเทคนิควิธีการทำ วัสดุ ตลอดจนเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภาคและพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้งานหัตถศิลป์ในแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันออกไปเช่นกัน

“อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานเครื่องประดับ หรือสิ่งของที่บรรดาช่างชาวอินเดียประดิษฐ์ขึ้นมานั้น ล้วนต้องอาศัยทักษะที่ชำนาญเป็นอย่างสูง และยังต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน นอกจากนี้งานหัตถศิลป์ในประเทศอินเดียยังมีความเฉพาะตัวขึ้นอยู่กับชุมชนและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา ทำให้ผลงานแตกต่างกันในแง่ของการใช้สัญลักษณ์ สีสัน รูปทรง ตลอดจนเทคนิควิธีการทำ”

อย่างไรก็ตาม ลิคเฮ็ต ได้แจกแจงภาพที่ลึกลงไปว่า แม้จะมีความชำนาญในการทำงานมากเพียงใด แต่ปัญหาหลักที่ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ในอินเดียต้องเผชิญคือ การอาศัยอยู่ในชนบทที่ห่างไกลจากลูกค้าซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง งานของพวกเขายังคงใช้เทคนิคการทำงานแบบดั้งเดิมก็จริง แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่รู้และเข้าใจถึงการดีไซน์ด้วยวิธีการสมัยใหม่และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

“ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีผู้เชื่อมโยงระหว่างลูกค้ากับช่างในชุมชนเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความท้าทายของงานศิลปหัตถศิลป์ของอินเดียในยุคสมัยนี้ ก็คือการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงอัตลักษณ์ของตนไว้ได้ในขณะเดียว

“หนึ่งในวิธีการเชื่อมโยงที่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีคือ การจับมือร่วมกันทำงานระหว่างช่างพื้นเมืองกับดีไซเนอร์ โดยเหล่าดีไซเนอร์ผู้เข้าไปทำงานจะต้องทำความเข้าใจทั้งเรื่องเทคนิควิธีการทำงานศิลปหัตถกรรมแบบดั้งเดิม วัสดุที่จะนำมาประดิษฐ์ รวมถึงประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักของการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมของอินเดีย”

จากประเด็นดังกล่าวทำให้มีการตั้งคำถามกับลิคเฮ็ตว่า แล้วงานดีไซน์ของอินเดียจะมีทิศทางอย่างไรหากต้องก้าวไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ยังต้องคงเอกลักษณ์ของความงดงามและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา คำตอบของเธอก็คือการทำงานร่วมกับชุมชน โดยเปลี่ยนวิธีคิดให้ประเพณีและวิธีการดั้งเดิมเป็นดังสปริงบอร์ดในงานออกแบบสินค้าชนิดใหม่ๆ ไม่ใช่เป็นกรงขังหรือกรอบของไอเดีย

“จากนั้นก็ต้องใช้แนวทางทางการตลาดที่ดีเข้ามาช่วย เนื่องจากช่างฝีมือหรือแม้แต่ผู้ทำการค้าเกี่ยวกับงานฝีมือแบบดั้งเดิมล้วนไม่มีความชำนาญในด้านนี้ อีกทั้งงบโฆษณาสำหรับการโปรโมทสินค้าในประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างอินเดีย ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินลงทุนมากเกินไป”

ลิคเฮ็ต ยกตัวอย่างการทำการตลาดที่จับกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเล่าว่าในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างทัชมาฮาล และป้อมแดง (Red Fort) ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมมากกว่า 1.1 หมื่นคน ในพื้นที่จึงมีร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าหัตถกรรมอยู่มากมาย

“แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสินค้าที่ด้อยฝีมือ จำหน่ายในราคาถูกและไม่มีความน่าสนใจ เชื่อว่าหากเปลี่ยนวิธีการตั้งโชว์ให้เรียบง่ายขึ้น แต่เพิ่มความน่าสนใจให้กับการนำเสนอ เปลี่ยนรูปแบบแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีไซเนอร์ต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคของการผลิตสินค้าชิ้นนั้นๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้อย่างมาก”

จากแนวคิดดังกล่าว องค์กรเดสต์การ์ไม่เพียงเข้าไปช่วยเรื่องของงานดีไซน์และการตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยช่างฝีมือในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยมากขึ้น ตลอดจนช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานของช่างให้มีความประณีตมากขึ้น ซึ่งลิคเฮ็ตชี้ให้เห็นภาพการทำงานว่า

“มีการให้เครดิตแหล่งที่มา และช่วยทำการตลาดให้กับสินค้าจากชุมชนต่างๆ ผลลัพธ์ของการทำงานก็คือช่างฝีมือได้เรียนรู้เรื่องการสร้างธีมบอร์ดของชิ้นงาน การใช้คู่สี การใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงการวาดเส้นและการวางแผนก่อนลงมือทำงาน นอกจากนั้นหลังจากการพัฒนาชิ้นงานแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจในงานช่าง เสริมสร้างพลังและศักยภาพให้พวกเขาได้สืบสานฝีมือช่างดั้งเดิม และต่อยอดทักษะในเชิงช่างให้สามารถคงอยู่ได้ในอนาคต”

หัตถศิลป์ญี่ปุ่นอยู่คู่วิถีชีวิตร่วมสมัย

ศ.ดร.โยชิคุนิ ยะนะกิ (Yoshikuni Yanagi) จากสถาบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยศิลปะโอกินะวะ พรีเฟ็กทูรัล (Research Institute of Okinawa Prefectural University of Arts) ประเทศญี่ปุ่น บรรยายในหัวข้อ “งานนิทรรศการประกวดผลงานหัตถกรรมใหม่ ณ พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านญี่ปุ่น” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของงานหัตถกรรมพื้นบ้านญี่ปุ่น และการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเปิดให้เข้าชมมานานกว่า 81 ปี

พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1936 โดย โซเอตสุ ยะนะกิ (Soetsu Yanagi) ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของ ศ.ดร.โยชิคุนิ ซึ่งก่อนหน้านั้น 10 ปี โซเอตสุ ยังเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า มิงเก (Mingei) ขึ้นมา แปลว่า หัตถศิลป์พื้นบ้านที่ต้องเป็นงานที่ผลิตขึ้นโดยช่างฝีมือ เพื่อที่จะส่งผ่านงานหัตถกรรมนี้ให้กับหมู่มวลประชาชน เพื่อให้เกิดประชานิยม และให้คนได้ดื่มด่ำกับความงามของงานหัตถกรรมนั้นๆ ได้

“โดยจุดประสงค์ของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น ก็เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถศิลป์พื้นบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนหัตถศิลป์พื้นบ้านพื้นถิ่น (Mingei Movement) หรือการนำความงามจากลักษณะใหม่ๆ ของงานหัตถศิลป์มาเผยแพร่ให้รู้จักในวงกว้าง เพื่อให้งานหัตถศิลป์นั้นถูกใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มพูนให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น  และยังเพื่อให้ความงดงามของงานหัตถศิลป์นั้นๆ ได้รู้จักกันทั่วไปในวงกว้าง”

ภายในพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน ศ.ดร.โยชิคุนิ ฉายภาพให้เห็นว่ามีการรวบรวมงานหัตถกรรมทั้งจากในประเทศญี่ปุ่นและในต่างประเทศมาจัดแสดงไว้ถึง 1.7 หมื่นชิ้น นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 เป็นต้นมา

“ทุกๆ ปีพิพิธภัณฑ์จะมีการจัดการประกวดและจัดแสดงงานนวัตกรรมหัตถศิลป์เป็นประจำ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขับเคลื่อนหัตถศิลป์พื้นบ้านพื้นถิ่น ในปีที่ผ่านมานั้นนับเป็นการจัดประกวดเป็นครั้งที่ 64 แล้ว โดยการรับสมัครผลงานจะแบ่งประเภทของงานหัตถกรรมออกไป อาทิ ผ้าทอ ผ้าย้อม เครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเขิน เครื่องแก้ว โดยในแต่ละประเภทจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาเป็นกรรมการในการตัดสิน และหลังจากนั้นจะนำผลงานมารวมตัดสินอีกครั้งกับคณะกรรมการอื่น”

ศ.ดร.โยชิคุนิ เป็นหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินของงานหัตถศิลป์ประเภทผ้าทอ ในการประกวดแต่ละครั้งจะแบ่งรางวัลออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รางวัลชนะเลิศที่จะมอบให้ผลงานที่โดดเด่นเป็นพิเศษ รางวัลจากสมาคมหัตถกรรมญี่ปุ่นที่มอบให้กับกลุ่มที่ส่งผลงานที่โดดเด่นที่สุด และสุดท้ายคือรางวัลชนะเลิศของแต่ละสาขาของผลงานที่เข้าประกวด

“นอกจากการมอบรางวัลแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีการออกนิตยสาร Mingei และนำเรื่องราวของงานประกวดจัดทำเป็นสกู๊ปพิเศษเพื่อเผยแพร่ความรู้ออกสู่วงกว้างอีกด้วย จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการประกวดในครั้งนี้คือ เมื่อประกาศผลแล้วผู้ส่งผลงานจะได้เข้าร่วมงานในพิธีมอบรางวัล และผู้ที่ส่งผลงานเข้ามาประกวดทุกคนจะได้รับการวิพากษ์และชี้แนะจากคณะกรรมการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาผลงานของแต่ละคนในลำดับถัดไป

“ทั้งนี้ เนื่องจากเป้าหมายหลักก็เพื่อที่จะให้เกิดวิธีการผลิตที่ดี การใช้วัตถุดิบที่ดี ใช้เทคนิคที่ดี และการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อส่งเสริมให้ได้งานหัตถกรรมที่มีคุณภาพสูง มีดีไซน์และสามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปรัชญาของพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านพื้นถิ่นญี่ปุ่น (Japan Folk Art Museum) และยังเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนหัตถศิลป์พื้นบ้านพื้นถิ่น”

หลังจากพิธีการมอบรางวัลแล้ว ทางผู้จัดจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมผลงาน และยังสามารถซื้อผลงานที่ได้รับรางวัลกลับไปด้วย แต่ละปีจึงมีผู้สนใจเข้าร่วมชมมากมาย เรียกว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถซื้อหางานหัตถศิลป์ที่มีคุณภาพในราคาที่ยุติธรรมได้ แถมในแต่ละปียังมีผลงานที่เข้าร่วมประกวดมากกว่า 1,000 ชิ้น ศ.ดร.โยชิคุนิ บอกว่า ความสำคัญของการประกวดผลงานหัตถศิลป์พื้นบ้านพื้นถิ่นนั้น อยู่ที่เงื่อนไขของการส่งผลงานเข้าประกวด

“คือต้องเป็นของที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และสามารถผลิตซ้ำได้ เป้าหมายก็เพื่อส่งเสริมให้เกิดงานหัตถศิลป์ใหม่ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยพัฒนาจากงานหัตถศิลป์แบบประเพณีนิยม งานประกวดของที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการประกวดงานหัตถศิลป์อื่นๆ เพราะส่วนใหญ่การประกวดจะเกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถซื้อผลงานกลับบ้านได้ นอกจากนี้ผลงานที่ส่งเข้าประกวดยังไม่ได้ทำขึ้นแค่เพียงชิ้นเดียว ไม่ได้มุ่งเน้นในแง่ของ Art Piece หรืองานศิลปะ แต่ต้องเป็นผลงานหัตถกรรมที่สามารถผลิตซ้ำได้ในลักษณะเดิม”

สำหรับแนวคิดในอนาคต ศ.ดร.โยชิคุนิ มองว่าเพื่อที่จะให้งานหัตถกรรมมีการพัฒนาขึ้น จะต้องมีการนำเสนอไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่จะต้องใช้ตัวงานหัตถศิลป์เข้าไปในวิถีชีวิตประจำวันนั้นด้วย  สำหรับงานหัตถศิลป์ในมุมมองของเขานั้น ถ้างานหัตถศิลป์ไม่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ทำได้เพียงแค่ใช้ตกแต่ง ก็ไม่ถือว่าเป็นงานหัตถศิลป์

“เพราะหลักการสำคัญของงานหัตถศิลป์ใหม่ๆ คือการใช้งานได้ในวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะส่งเสริมให้วิถีชีวิตมีความรุ่มรวยขึ้น สิ่งเหล่านี้คือจุดสำคัญ”

ในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ ศ.ดร.โยชิคุนิ หวังไว้คือ จะทำอย่างไรให้งานหัตถศิลป์ถูกใช้ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างรุ่มรวย และนำสิ่งเหล่านี้เผยแพร่ไปสู่วงกว้าง เพื่อให้ส่งผลสะท้อนกลับสู่ผู้ผลิตและผู้บริโภคให้มีวัฒนธรรมที่รุ่มรวยมากขึ้น

 

ปรัชญาการศึกษาของเกาหลีใต้ เรียนอย่างมีเป้าหมายนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496589

ปรัชญาการศึกษาของเกาหลีใต้ เรียนอย่างมีเป้าหมายนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา

คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็นเช่นไร สามารถดูได้จากระบบการศึกษาของประเทศนั้น ดังนั้นทีมงานโลก 360 องศา จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอการจัดการศึกษาจากประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอันดับต้นๆ ของเอเชีย อย่างประเทศเกาหลีใต้ติดต่อกันมาเป็นตอนที่ 3 แล้ว

ลองมาดูกันว่าในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเกาหลีใต้ที่โดดเด่นในแต่ละด้านนั้น มีการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง เริ่มต้นกันที่มหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik) มหาวิทยาลัยในฝันของผู้ที่ต้องการเรียนด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยฮงอิก มีอยู่ 2 วิทยาเขต คือที่เมืองเซจอง และในกรุงโซล ซึ่งวิทยาเขตในกรุงโซลเป็นวิทยาเขตแรก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 มีอายุกว่า 71 ปีแล้ว บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยมีการจัดสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่นและสวยงาม เจือไปด้วยงานศิลปะในมุมต่างๆ เป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนการสอนศิลปะเป็นอย่างยิ่ง

น้องๆ นักศึกษาที่เรียนในสถาบันแห่งนี้มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมมากที่สุดของประเทศและการเข้าศึกษาต่อที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยฮงอิก มีหลายสาขาที่น่าสนใจ เช่น การออกแบบเมือง การเรียนที่เน้นการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ซึ่งเข้ากับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากแต่ผู้คนก็ยังโหยหาความสวยงาม ความมีศิลปะอยู่เสมอ เป็นศิลปะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยฮงอิก วิทยาเขตกรุงโซล ยังตั้งอยู่ในย่าน “ฮงแด”ย่านมีชื่อเสียงในด้านศิลปะ และดนตรี แบบอินดี้ นอกจากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮงอิกจะชอบไปสังสรรค์กันที่คาเฟ่ และไนต์คลับในฮงแด ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ยังใช้พื้นที่ในย่านฮงแดเป็นที่พัฒนาความสามารถของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงหรือดนตรี รวมทั้งชิ้นงานศิลปะต่างๆ ที่เอามาวางจำหน่ายด้วย

และไม่ไกลจากย่านฮงแด ที่เป็นเหมือนฝาแฝดกันก็คือ ย่านยอนนัมดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ช่วยจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ให้ศิลปิน ยอนนัมดง อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยฮงอิกมากนัก จะมีทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟดีๆ พร้อมทั้งจัดสวนไว้ตรงกลางอย่างสวยงาม สร้างความร่มรื่น ได้พักผ่อนทอดอารมณ์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน จึงไม่น่าแปลกใจที่แรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ที่ดีจะเกิดขึ้นกับนักศึกษาว่าที่ศิลปินใหญ่ เพราะบรรยากาศต่างๆ ล้วนเกื้อหนุนทั้งมหาวิทยาลัยและชุมชนแวดล้อม

ทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นช่วยหนุนส่งให้งานออกแบบและสร้างสรรค์ของเกาหลีใต้มีความโดดเด่น และทรงอิทธิพลต่อกระแสโลกซึ่งเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของสิ่งเหล่านั้น จำนวนไม่น้อยเริ่มขึ้นจากจุดเล็กๆ ในย่านนี้นั่นเอง

หลังจากรู้จักมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมกันไปแล้ว ลองมาสัมผัสมหาวิทยาลัย KAIST ที่มีความเป็นเลิศทางด้านงานวิจัยกันบ้าง การเรียนการสอนด้านวิจัยของมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ ส่วนใหญ่จะเน้นถึงความเชื่อมโยงงานวิชาการกับการนำไปใช้ได้จริงกับภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ทำวิจัยแล้วขึ้นหิ้ง เช่นเดียวกับการเรียนออกแบบของเกาหลีใต้ ที่เน้นการผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น ดังนั้นงานด้านวิชาการของเกาหลีใต้จึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้จริง เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ขณะที่การเรียนการสอนทางด้านภาษาของมหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันคือ หวังให้ขีดความสามารถทางด้านภาษาเป็นเครื่องมือพื้นฐาน เชื่อมโยงงานด้านต่างๆ กับประเทศอื่นๆ

มหาวิทยาลัยฮันกุ๊กแห่งนี้มีการสอนภาษาต่างชาติมากถึง 45 ภาษา หนึ่งในนั้นคือภาษาไทยที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 1966 นานถึง 51 ปีแล้ว โดยจะมีการให้ทุนกับนักศึกษาต่างชาติที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้มาเรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลี ภาษาเกาหลี รวมถึงด้านเศรษฐกิจและการเมืองตามความถนัดและความสนใจของผู้ขอทุน

“อาจารย์ปาร์ค” แห่งมหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก ได้อธิบายเรื่องการเรียนภาษาเกาหลีในแง่มุมของเจ้าของภาษาว่า ภาษาเกาหลีถือว่าเป็นภาษาที่ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะสำหรับคนไทย เพราะว่า ภาษาไทยและภาษาเกาหลี ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งความยากของภาษาเกาหลี ไม่ได้อยู่ที่การเขียน แต่อยู่ที่อ่านแล้วก็ต้องเข้าใจ

“ภาษาเกาหลีมีคำศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาจีนมาก ถ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับอักษรจีน หรืออักษรคันจิ จะรู้สึกว่าอ่านยาก ที่สำคัญคือ มีหลักไวยากรณ์ที่ยากสำหรับคนไทย แต่ถึงภาษาเกาหลีจะดูเหมือนยาก แต่สำหรับคนเกาหลีที่เรียนภาษาไทย กลับบอกว่า ภาษาไทยยากกว่ามาก” อาจารย์ปาร์ค เปรียบเทียบให้ฟัง

ขณะที่ “ปานเทพ” นักศึกษาเกาหลีใต้ที่เลือกเรียนภาษาไทยเล่าที่มาของความสนใจมาศึกษาภาษาไทยว่า ช่วงเรียนระดับมัธยมได้มีโอกาสไปประเทศไทย เกิดความสนใจประเทศไทย จึงมาเลือกเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยฮันกุ๊กนี้ และที่สำคัญคือ ในปัจจุบันมีคนให้ความสนใจเรียนภาษาไทยมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในภาษาของประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีโอกาส และอนาคตทางธุรกิจรออยู่

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาล้วนตอกย้ำให้เห็นวิธีคิดของคนเกาหลีใต้ว่า การเรียนไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ หรือมุ่งหวังแค่ให้ได้เกรดเฉลี่ยสูงๆ ได้เกียรตินิยม หรือแค่ได้รับใบปริญญามาเท่านั้น แต่มุ่งหวังที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในชีวิต นำไปสู่การทำงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ของประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าต่อยอดขึ้นไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

ความเจริญของเกาหลีใต้ในทุกด้าน ณ เวลานี้ ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบการศึกษามีผลอย่างมากที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์อันทรงคุณค่า นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างแท้จริง

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ททบ.5

 

วางแผนเกษียณ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496430

วางแผนเกษียณ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้กลุ่มมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ลำพังแค่หาเงินใช้หนี้สินที่มีอยู่ก็นับว่าลำบากมากแล้วไม่นับรวมถึงการเก็บเงินและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณไม่ต้องพูดถึง เพราะเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการชำระหนี้ จึงไม่สามารถนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นให้งอกเงยขึ้นมาได้ สิ่งแรกเมื่อเราเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนรับมือในระยะสั้นและระยะกลางให้ดี ส่วนแผนระยะยาวก็คือเป้าหมายเดิมที่เราเคยตั้งไว้

ในการวางแผนระยะสั้นเศรษฐกิจตกต่ำ ต้องวิเคราะห์ตัวเราว่าทรัพย์สินที่เรามีอยู่ทั้งหมดจัดอยู่ในสถานะใด ดี พอใช้ หรือขาดแคลนจนเป็นหนี้พอกพูน จึงค่อยเริ่มวางแผนทางการเงินลงในสมุดบันทึกส่วนตัว แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ มีสภาพคล่อง คือการมีสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนเป็นเงินสดต่ำ โดยแผนการเงินที่ดีต้องมีสภาพคล่องอย่างเพียงพอ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและต้องพิจารณาว่าการออมนั้นสามารถนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ด้วย เพราะชีวิตจริงๆ ไม่เคยได้เป็นอย่างแผนที่ตั้งไว้แน่นอน

หลังจากที่ปฏิบัติตามหลักการเบื้องต้นแล้ว เมื่อนั้นจึงนำแผนทางการเงินไปปฏิบัติและทบทวนอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 6 เดือน โดยสำรวจว่าทำได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ พร้อมกันนั้นให้ทบทวนพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างๆ ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เช่น ค่าขนม ค่าน้ำอัดลม ค่าแท็กซี่ หากสามารถลดการใช้จ่ายลง หรือหาทางเพิ่มรายได้ ก็จะมีเงินออมเพิ่ม และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น

อย่างการลงทุนนั้นควรเน้นลงทุนในตลาดเงินก็คือ ควรลงทุนแทนการฝากเงิน แต่ก่อนลงทุนจะต้องแยกเงินก้อนหนึ่ง เพื่อรองรับการใช้จ่ายเงินแบบฉุกเฉินบางตำราก็ว่าให้มีเงินเก็บอย่างน้อยเท่ากับเงินเดือนทั้งหมด 3 เดือน บางตำราว่า 6 เดือน ซึ่งเราแนะนำว่าค่อยๆ เก็บไปไม่ต้องเร่งรัดให้ถึงเป้าในคราวเดียว ซื้อกองทุน LTF หรือกองทุน RMF เพื่อสร้างวินัยการลงทุนก่อนก็ได้ และเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับช่องทางการออมที่ตนเองสนใจ และเมื่อเงินเก็บเริ่มมากขึ้น จึงค่อยขยายพอร์ตการลงทุนออกไป

อย่าลืมว่า ชีวิตการทำงานจะลดลงทุกๆ ปี ดังนั้น การเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่วันนี้จะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งทางการเงินได้เร็วขึ้น จนไม่ต้องกังวลว่าภาระค่าครองชีพจะถีบตัวสูงขึ้นเพียงไร และเมื่อถึงช่วงเกษียณจากการทำงาน โอกาสในการจับจ่ายใช้สอยเงินแบบสบายๆ ก็จะเปิดกว้างมากขึ้น เพราะชีวิตคือการลงทุน ส่วนแผนการเงินคือการวางแผนลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับชีวิต

หลังจากนั้นจึงค่อยนำเงินอีกส่วนที่อาจจะเจียดจากค่าปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ไปลงทุนทั้งในกองทุน ส่วนจะมาก หรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสามารถทำใจรับความผันผวนของผลตอบแทนได้หรือไม่ หากทำใจรับความตื่นเต้นได้ลำบาก ไม่ควรจัดสรรเงินลงทุนมากเกิน 5% ขณะเดียวกันก็ควรศึกษาข้อมูลในการไถ่ถอนหน่วยลงทุนด้วยว่าใช้เวลาแค่ไหน แล้วถึงตัดสินใจลงทุน เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จะสูงแต่ต้องลงทุนอย่างน้อย 3-5 ปี แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่พอพ้นช่วงตกต่ำไปแล้วฐานเงินออมที่เราสร้างมาก็จะกลับมาสร้างผลกำไรที่ดีตอบแทนแก่เราได้

อีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเร็วก็คือ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่มีเงินออมสูง ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนควรหันมาให้ความสนใจกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทน ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ย 6-8% แต่หากมีรายได้น้อยการลงทุนในตลาดหุ้นเน้นกลุ่มหุ้นที่มีผลตอบแทนที่ดีมาตลอด แม้ตัวหุ้นจะสูงแต่อย่างน้อยการปันผลกับมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็ยังมากกว่าการฝากเงินออมในธนาคารครับ

 

ตื่นเถิดชาวไทย ควายไทยจะสูญแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496133

ตื่นเถิดชาวไทย ควายไทยจะสูญแล้ว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

 

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 14 พ.ค.ของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” หลังจำนวนควายและผู้เลี้ยงลดลงต่อเนื่อง ทำให้บัดนี้ถึงเวลาที่คนไทยต้องหันมาอนุรักษ์ ก่อนพวกมันจะสูญหายไปจากท้องนา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทย ได้เป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ สาระสำคัญของเรื่องเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์การเลี้ยงควายไทย เนื่องจากปัจจุบันจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากภาคส่วนต่างๆ ในการส่งเสริม สนับสนุนสร้างอาชีพ รวมทั้งด้านวิชาการหรือการวิจัยต่างๆ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงมีการจัดประชุมหารือเรื่อง

“ควายป่า ควายบ้าน ควายไทย” เนื่องในวันอนุรักษ์ควายไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังกระตุ้นจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ควายไทย พร้อมเร่งแก้ปัญหาควายป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยมีผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดทิศทางในการอนุรักษ์ควายป่า

กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ควายเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน เห็นได้ชัดเจนในการช่วยเหลือเกษตรกรทำการเกษตร ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้หันมาอนุรักษ์ควายไทย ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทยขึ้น

“สภาวะปัจจุบันผู้เลี้ยงควายไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนควายป่า (Bubalus bubalis) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของไทย เป็นสัตว์ป่าหายาก มีประชากรกระจายอยู่ทั่วโลกน้อยกว่า 4,000 ตัว พบตามพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นแหล่งรักษาประชากรควายป่าที่ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน และไทย ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี

จากการศึกษาวิจัยโดยวิธีการนับตัวพบประชากรควายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ประมาณ 69 ตัว เป็นควายป่าตัวเต็มวัยและก่อนเต็มวัยรวมกัน 29 ตัว วัยรุ่น 34 ตัว และลูกควาย 6 ตัว ซึ่งพบเฉพาะบริเวณที่ราบริมลำห้วยขาแข้งทางตอนใต้ของพื้นที่เท่านั้น”

นอกจากนี้ วันที่ 14 พ.ค. 2523 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้มีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ณ บริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเป็นครั้งแรก ถึงหลักการดำเนินโครงการธนาคารโคและกระบือ

“…ธนาคารโคและกระบือ ก็คือการรวบรวมโคและกระบือ โดยมีบัญชีควบคุม ดูแลรักษา แจกจ่ายให้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือ ตามหลักการของธนาคารโคและกระบือเป็นเรื่องใหม่ของโลกที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีความคิดแต่จะใช้เครื่องกลไกเป็นเครื่องทุ่นแรงในกิจการเกษตร แต่เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้น ความก้าวหน้าในการใช้เครื่องกลไกเสียไป จำเป็นต้องหันมาพึ่งแรงงานจากสัตว์ที่เคยใช้อยู่ก่อน เมื่อหันกลับมาเป็นปรากฏว่ามีปัญหามาก เพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโค กระบือมาเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน…”

ปัจจุบันธนาคารโค-กระบือ เป็นที่รู้จักกว้างขวางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรยากจนที่ไม่มีโค-กระบือเป็นของตัวเอง โดยการแบ่งเบาภาระค่าเช่า หรือดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสได้เป็นเจ้าของโค-กระบือเพื่อใช้แรงงานต่อไป โดยกรมปศุสัตว์ได้เริ่มดำเนินการตามโครงการธนาคารโค-กระบือตามพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2522

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับควายนั้นมีมานานตั้งแต่โบราณ ซึ่งถือได้ว่าควายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก เพราะเป็นแรงงานประเภทเดียวที่ทำหน้าที่แทนเครื่องจักรกล ช่วยใช้แรงงานในกระบวนการผลิตข้าวเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไถพรวน นวดข้าว และขนย้ายผลผลิต

ทว่า ผลโดยตรงจากความก้าวหน้าและการขยายตัวของเทคโนโลยี ทำให้เกษตรกรหันไปใช้เครื่องจักรและเครื่องมือทุ่นแรงแทนการใช้แรงงานแบบดั้งเดิม และทั่วประเทศมีการเลี้ยงโค-กระบือน้อยลง ส่งผลให้เกษตรกรที่มีฐานะยากจนและมีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก ไม่สามารถดำเนินวิถีการผลิตแบบพึ่งเทคโนโลยีได้ ในขณะเดียวกันควายซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตกลับกลายเป็นสิ่งหายากและมีราคาสูง

ผอ.กาญจนา ยังรายงานว่า พันธุกรรมของควายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และควายบ้านมีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาจากรูปร่าง ลักษณะภายนอก พบว่ายังมีความแตกต่างกันอยู่ โดยควายป่ามีรูปร่างสูงใหญ่ มีทรงเขากว้าง มีความปราดเปรียว ไม่เชื่องเช่นเดียวกับสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น กระทิง วัวแดง และช้างป่า

ขณะที่ควายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งประสบภัยคุกคามร้ายแรง คือ การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างควายป่าและควายบ้าน การผสมสายเลือดชิดกัน การลดลงของถิ่นที่อาศัยที่เหมาะสม โรคระบาด และปรสิต ที่ส่งผ่านมาโดยควายบ้าน แล้วยังมีการล่า การแก่งแย่งพื้นที่หากินพืชอาหารและแหล่งน้ำระหว่างควายป่าและควายบ้าน และการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำงานวิจัยเรื่อง “นิเวศวิทยาของควายป่า (Bubalus bubalis) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี” โดยมีเนื้อหาตีพิมพ์ในวารสารสัตว์ป่าเมืองไทย ระบุว่า

…นิเวศวิทยาของควายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทำการศึกษาระหว่างเดือน ม.ค. 2541 ถึง ก.พ. 2544 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำนวนประชากร ถิ่นที่อาศัยปัจจัยคุกคาม เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ประชากรของควายป่า…

…การสำรวจประชากรทำโดยวิธีประเมินจากกองมูลที่พบบนเส้นแนวสำรวจ พบควายป่าประมาณ 40 ตัว กระจายตั้งแต่สบห้วยไอ้เยาะ ลงไปจนถึงหน่วยพิทักษ์ป่ากรึงไกร เป็นที่น่าสังเกตว่าประชากรดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเวลากว่า 15 ปี แม้ว่าแหล่งที่อาศัยสมบูรณ์ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียลูกควายป่าที่เกิดใหม่เนื่องจากถูกล่า หรือจมน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ทำให้ประชากรที่เกิดใหม่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ดังนั้นควรหาวิธีในการจัดการประชาควายป่า โดยการเคลื่อนย้ายประชากรส่วนหนึ่งไปสร้างประชากรใหม่ในพื้นที่อื่น เพราะว่าการที่มีประชากรเหลือเพียงประชากรเดียวเป็นการเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดโรคระบาดในประชากรดังกล่าว…

สำหรับมาตรการและแนวทางในการอนุรักษ์ควายป่า ภายใต้ยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระยะ 20 ปี ระยะเวลาดำเนินการ 2560-2579 มีมาตรการ 4 ข้อ

1.โครงการธนาคารพันธุกรรมสัตว์ป่า เพื่อ “ดำรง” และฟื้นฟูพันธุกรรมของควายป่าให้เป็นสายพันธุ์แท้และมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยเซลล์พันธุกรรมของควายป่าจะถูกจัดเก็บรักษาอย่างเป็นระบบมาตรฐาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

2.โครงการสถาบันสุขภาพสัตว์ป่าแห่งชาติ เพื่อ “ดูแล” สุขภาพของสัตว์ป่าทั้งในถิ่นอาศัยและนอกถิ่นอาศัย ให้ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

3.โครงการศูนย์ประสานงานสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) เพื่อให้มีหน่วยงานซึ่งเป็นศูนย์กลางที่ “รวบรวม” ข้อมูลสารสนเทศด้านโรคอุบัติใหม่ซ้ำ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน

4.โครงการเครือข่ายเฝ้าระวังและสอบสวนโรคสัตว์ป่า เพื่อสร้างเครือข่าย “เฝ้าระวัง” และสอบสวนโรคสัตว์ป่า อันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะลงพื้นที่เก็บดีเอ็นเอและเนื้อเยื่อควายป่าและควายบ้าน เพื่อแยกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ หลังจากสำรวจพบว่าเหลือควายป่าฝูงสุดท้ายจำนวนไม่ถึง 100 ตัว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ขณะที่การใช้แรงงานแบบดั้งเดิมในระบบเกษตรกรรมยังชีพนั้น นับว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิค เพราะการใช้แรงงานควายในการทำนาเป็นลักษณะของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาตามธรรมชาติ และเป็นการเลือกใช้พลังงานจากธรรมชาติแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานและทรัพยากรโลกที่ค่อยๆ หมดไป

เพราะฉะนั้นการกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทยอาจเป็นสัญญาณให้คนไทยตระหนัก และความจริงที่กำลังเกิดขึ้น เป็นคำเตือนให้คนไทยอย่าลืมเพื่อนร่วมชาติ ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนาน

 

วัฒนธรรมคุณภาพ สวนกุหลาบวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496038

วัฒนธรรมคุณภาพ สวนกุหลาบวิทยาลัย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เอ่ยชื่อโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ส.ก.) ไม่รู้สึกแปลกใจที่ทำไมนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยซึ่งมีจำนวนถึง 8 คน จบจากสวนกุหลาบวิทยาลัย และไม่สงสัยเลยที่ผู้จบจากสวนกุหลาบวิทยาลัยจะประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานมีชื่อเสียงในวงสังคมและระดับประเทศ หลายคนประสบความสำเร็จในด้านการเมือง หลายคนก้าวขึ้นเป็นผู้นำและผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน หลายคนเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง

เรียกได้ว่า คนที่จบจากสวนกุหลาบวิทยาลัยได้เจริญงอกงามในทุกสาขาอาชีพ ทั้งเป็นผู้นำประเทศ ตำรวจ ทหารระดับนายพล นักการเมือง นักกฎหมาย อัยการ แพทย์ อธิการบดี อาจารย์มหาวิทยาลัย นักกีฬาทีมชาติ นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชนและอื่นๆ อีกมาก นั่นเพราะว่า สวนกุหลาบสร้างคนให้เป็นผู้นำนั่นเอง

สุภาพบุรุษสวนกุหลาบนั้นมีที่มา

คำเรียกขานสวนกุหลาบวิทยาลัยหรือชาวชมพู-ฟ้าว่า “สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ” จึงมิได้ถูกอุปโลกน์ขึ้นลอยๆ แต่มาจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นที่ถูกหล่อหลอมและปลูกฝังมาจากวัฒนธรรมที่ชาวสวนกุหลาบสร้างขึ้นมาช้านาน

กล่าวคือผู้ที่จบจากสวนกุหลาบวิทยาลัยทุกคนจะได้รับการปลูกฝังให้มีคุณลักษณะในด้านการเป็นผู้นำ กล้าแสดงออกในการพูดการกระทำที่ถูกต้องจนเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นทำตาม ความมีน้ำใจต่อเพื่อน ความสามัคคีในหมู่คณะ ไม่ทอดทิ้งกันในยามยาก รู้จักทะนุถนอมน้ำใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนการมีสัมมาคารวะต่อพี่ผู้อาวุโสกว่า รับฟังคำแนะนำอย่างมีเหตุผล ยึดคุณลักษณะที่ถูกต้องของรุ่นพี่เป็นแบบอย่าง

นอกจากนี้ ยังถูกบ่มเพาะให้ตระหนักในคุณค่าของการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ความกตัญญูรู้คุณ ความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อครูบาอาจารย์ เชื่อฟังคำสั่งสอน ตลอดจนความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ และการแสดงความโอบอ้อมอารีต่อรุ่นน้อง ให้คำแนะนำในยามที่น้องมีปัญหา ดูแลด้วยความเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทน

นี่คืออัตลักษณ์ของชาวสวนกุหลาบวิทยาลัย เข้มข้น เหนียวแน่น และสัมผัสได้ทุกเมื่อแม้กระทั่งในวันเปิดเรียนของทุกปี

 

วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ

วันเปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2560 ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยปีนี้ ตรงกับวันที่ 15 พ.ค. 2560 ถือเป็นวันที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ตลอดจนนักเรียน โดยเฉพาะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 504 คน และเป็นนักเรียนรุ่นที่ 141 หรือใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียนจะได้สัมผัสถึง “ความมหัศจรรย์” ของวันนี้ที่โรงเรียนอื่นไม่มีอย่างแน่นอน นั่นก็คือ วันที่รุ่นพี่ศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 86 มารับน้องรุ่น 141 เข้าโรงเรียนในวันเปิดเทอม

แค่ฉายบรรยากาศตอนยังไม่เริ่มพิธีในยามเช้าก็แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นที่รุ่นพี่ 86 ซึ่งนำโดย พล.อ.วีรศักดิ์ มณีอินทร์ พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม สุชาย ลิมโปดม และผองเพื่อนที่มากันร้อยกว่าคน มอบให้น้องๆ ด้วยการแต่งกายย้อนอดีตสมัยเข้าเรียนในปี 2510 ในชุดนักเรียนเสื้อเชิ้ตแขนสั้น คอตั้ง สีขาว ปักอักษร ส.ก. ที่อกเสื้อขวาเหนือราวนม กางเกงทรงนักเรียนขาสั้น เข็มขัดหนังสีดำ รองเท้า ผ้าใบสีดำ รุ่นน้องเห็นแล้วพูดเป็นเสียงเดียวว่า “อบอุ่นเหลือล้น”

“ที่มาของกิจกรรมนี้เกิดจากแนวคิดของ พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ (บรองโก้) หรือ พี่ถ่าน ศิษย์เก่ารุ่น 81 ที่เห็นว่าเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันมาครบ 50 ปีพอดีน่าจะมีกิจกรรมอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียน พร้อมเสนอว่าการมารับน้องเข้าโรงเรียนเป็นวัฒนธรรมที่สร้างความอบอุ่นให้น้องๆ และทำให้เลือดชมพู-ฟ้าของเราชาวสวนกุหลาบเข้มข้นเสมอ จึงเริ่มจัดรับน้องเข้าโรงเรียนในปีแรก 2555 โดยรุ่น 81 รับน้องรุ่น 136 และปีนี้ครบ 50 ปีของรุ่น 86 ที่ต้องรับน้องรุ่น 141” ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, สุมิตร ปุณยกนก ศิษย์เก่ารุ่น 86 และ วารุณี ศุภกรโกศัย อาจารย์สอนรุ่น 86 ร่วมให้ข้อมูล

ด้าน วรชัย พิจารณ์จิตร ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 86 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวมิใช่แค่การมารับน้องเข้าโรงเรียนเท่านั้น แต่รุ่นพี่จะร่วมทำกิจกรรมพาน้องรุ่น 141 ไปโรงเรียน และส่งขึ้นห้องเรียนของตัวเอง พร้อมให้คำแนะนำและแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ของการเป็นสายเลือดชมพู-ฟ้าให้น้องๆ ฟังเพื่อสร้างบรรยากาศและขวัญกำลังใจให้ทุกคนเกิดอุตสาหะตั้งใจเรียน

ขณะที่คุณพ่อของ ด.ช.ชยุตพล ธนวัฒนนุกูล นักเรียนชั้น ม.1 ห้อง 112 เผยความรู้สึกว่า การรับน้องเข้าโรงเรียนของรุ่นพี่ 86 ในวันนี้อบอุ่นมากๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แค่วันแรกก็สร้างความประทับใจให้พ่อแม่ผู้ปกครองแล้ว ขอบอกตามตรงว่านี่คือโรงเรียนที่ใช่ของลูกและการให้ลูกมาเรียนที่นี่เพราะต้องการให้เขามาอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความรัก ความสามัคคี ความกตัญญู มีน้ำใจ ให้เกียรติกันซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ ส่วนเรื่องเรียน
สวนกุหลาบนั้นไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว

กราบคารวะครูอาจารย์ที่เคยสอน

อีกกิจกรรมเด่นในวันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบที่ศิษย์เก่ารุ่น 86 จัดขึ้นก็คือการไหว้ครู โดยการเชิญครูบาอาจารย์ที่เกษียณอายุมารับปฏิการคารวะจากศิษย์ สมหมาย วัฒนคีรี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ปี 2535-2539) กล่าวว่า นอกจากวัฒนธรรมนับถือพี่และดูแลน้องของสวนกุหลาบจะแนบแน่นแล้ว การตระหนักในคุณค่าความกตัญญูรู้คุณอ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ ศิษย์สวนกุหลาบทุกคนมีความเป็นเลิศด้วย

“ครูไม่แปลกใจที่บรรดาศิษย์เชิญครูอาจารย์ที่เกษียณอายุมาร่วมงานนี้เพื่อกราบไหว้กระทำปฏิการตอบแทนบูชาคุณ เพราะว่าสวนกุหลาบวิทยาลัยบ่มเพาะเขามาแบบนี้ พวกเขามีเลือดชมพู-ฟ้าเข้มข้น นี่คืออัตลักษณ์ของเขา อัตลักษณ์ของสวนกุหลาบ พวกเขา
สมาร์ทในหลายๆ เรื่อง ทั้งความคิด ความเป็นผู้นำ การดำเนินชีวิต ความกตัญญู การช่วยเหลือเพื่อน ดูแลน้อง ลองคิดดูว่าจะมีโรงเรียนไหนบ้างที่ศิษย์แต่ละรุ่นจัดตารางเพื่อไปดูแลครูและพาครูไปเที่ยวฟรีๆ”

อดีตผู้อำนวยการหญิงคนเดียวของสวนกุหลาบฯ กล่าวต่อว่า มิเพียงศิษย์เก่ารุ่นพี่จะต้องดูแลรุ่นน้องเท่านั้น แม้ในส่วนของครูอาจารย์ก็มีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน คือมีบทบาทที่ต้องดูแลครูรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่สืบทอดกันไปเรื่อยๆ ด้วย อยากจะบอกว่านี่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคุณภาพของชาวสวนกุหลาบที่กล้าพูดได้เลยว่าไม่มีที่ใดเหมือน

 

‘INSIDE JUNGLE’ หนังสือภาพสัตว์ป่าของ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495822

'INSIDE JUNGLE' หนังสือภาพสัตว์ป่าของ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู

โดย…พริบพันดาว ภาพ : อนุชิต นิ่มตลุง

ในเฟซบุ๊ก Inside Jungle Thailand ของ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2013 เขาเขียนสเตตัสไว้ว่า

“ประเทศไทยของเราในวันนี้ ผมเห็นว่า เราไม่หลงเหลือหลักประกันความอยู่รอดของชีวิตสัตว์ป่าที่ผมรักและหวงแหนอยู่เลย ผมใช้เวลากว่าสองปีเพื่อค้นหาความจริงของกระทิงวังนํ้าเขียว ผมไม่เคยคิดเลยว่าชะตากรรมสัตว์ป่าในธรรมชาติต้องมีความเป็นอยู่เช่นนี้! และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คนไทยทั้งหมด ได้เห็นในสิ่งที่ ‘ผมเห็น’ ด้วยความเคารพ”

อดีตบรรณาธิการภาพนิตยสารเนชันแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ปัจจุบันเขาเป็นช่างภาพอิสระ และมีหนังสือรวมภาพสัตว์ป่า INSIDE JUNGLE ออกมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว

ในการเสวนา WAY Dialogue ของยุทธนา พร้อมนิทรรศการภาพ “เจ็ดผู้ยิ่งใหญ่แห่งผืนป่าตะวันตก” ยุทธนา บอกว่า การเลือกถ่ายภาพชีวิตในป่า จริงๆ แล้วเขาเอาไว้รักษาใจหรือรักษาความรู้สึก

“เพราะเวลาที่ผมไปทำงานถ่ายภาพสารคดีประเภทอื่น มันจะมีแต่ความอึกทึกทางความคิด มีสิ่งที่เร่งเร้าทางเนื้อหาอยู่ตลอดเวลา เป็นการค้นหาเข้าไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในเมือง แต่พออยู่ในป่าผมได้ไปรู้จักกับความเงียบของป่า ความเงียบเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่กับความเงียบ อยู่กับความรู้สึกของสัตว์ป่าว่าทำไมเขาถึงต้องแวดระวังภัย ผมก็เลยเกิดความรักเกิดความรู้สึกว่าสัตว์ในป่ามีชีวิตเป็นอย่างไร ย่างก้าวเป็นอย่างไร”

ยุทธนา เผยความในใจว่า เขาเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า กวางตัวหนึ่งที่มีชีวิตในพื้นป่าใหญ่ มีชีวิตรอดมาได้อย่างไรในแต่ละวัน กว่าที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นกวางหนุ่มหรือกวางผู้ใหญ่

“จะโดนเสือกินเมื่อไหร่กับการที่เขาใช้ชีวิตในพื้นที่ป่า สัตว์ป่าทำให้เรารู้สึกว่าเขามีความแตกต่างกับมนุษย์เรา ใช้สัญชาตญาณที่เรียบง่าย ผมทำงานที่เป็นสารคดีหนักๆ แล้วผมก็จะบำบัดตัวเองด้วยการอยู่กับความเงียบ ก็เลยคิดว่าเราก็ควรทำเรื่องที่มันเป็นความเงียบของตัวเอง ก็เลยถ่ายรูปสัตว์ป่า”

เขาเล่าประสบการณ์การทำงานในหนังสือเล่มนี้ว่า ในป่าเงียบมาก

“อย่างทำสารคดีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองมันไม่มีทางจะเงียบหรอก มีเสียงอึกทึก มีสิ่งที่เข้ามา มีความอันตราย มีระเบิดมีลูกปืนอะไรต่างๆ เราก็ใช้ทักษะตรงนั้นในการทำงาน โสตประสาทจะรับเสียงที่เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งไม่เป็นตัวของตัวเอง คือรับอย่างเดียว รับงานเข้ามา วันนี้จะถ่ายอะไร แต่พอไปอยู่กับสัตว์ป่าเขาสอนเราว่าอยากคิดว่าจะได้รับจะได้พบ หรือสั่งเขาได้

 “การถ่ายภาพสัตว์ป่า ก่อนอื่นต้องเคารพพื้นที่ให้มากๆ และยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่มีชีวิตในป่า สัตว์ป่าเขาน่าสงสารเพราะเขาต้องซ่อนเร้นในหลืบซอก เพราะอยู่ในที่ซึ่งไม่ปลอดภัย จะต้องแวดระวังภัยทุกๆ เวลา”

ยุทธนา บอกว่า เขาตั้งระยะห่างของตัวเองกับสัตว์ป่าไว้ในการทำงาน

“จะต้องอยู่ให้ได้จนสัตว์ป่ารู้จักคุณ ผมใช้เลนส์ 500 มม. จะอยู่ใกล้ประมาณ 13 ม. จะถ่ายรูปได้โฟกัสพอดี ป่าบ้านเรา ต้องขอขอบคุณกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่เพียงน้อย พื้นที่ป่ายังดีอยู่ พื้นป่าตะวันตกสัตว์ป่ายังอยู่ได้อย่างมีความสุขอยู่”

การผลิตหนังสือภาพถ่ายสัตว์ป่า ยุทธนา ยอมรับว่า ถ้ามองในทางธุรกิจ มุมนี้ทำแล้วก็อยู่ได้ยากลำบากนิดหนึ่ง แต่ว่าเขาไม่ได้มองตรงนี้

“ผมขอแค่มีความสุขกับการทำงานในสิ่งที่ผมอยากทำ ทำอย่างไรที่ผมสื่อสารออกมาได้ สิ่งที่ทำอยู่มันทำให้ผมมีความสุขกับการทำสารคดี แต่ถ้าในบ้านเราเขาจำกัดความสารคดีกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นสารคดีท่องเที่ยว หรืออะไรก็เรียกเป็นสารคดีหมด ในความคิดของผมงานสารคดีต้องเข้าไปค้นหาในสิ่งที่มันลึกที่สุด หรือมีความรู้สึกกับมันมากที่สุด

“หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือภาพถ่ายสัตว์ป่าเล่มแรก ผมก็จะคิดว่าถ้าจะทำงานชุดต่อไป ผมก็จะเป็นคนตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อน เช่น ชุดนี้เน้นเกี่ยวกับภาพพอร์ตเทรตและความงาม ซึ่งต้องใช้ความอดทนและลงไปค้นหา เพราะงานตั้งอยู่บนหมุดความฝันที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แล้วแต่โชค ซึ่งได้ถ่ายรูปสัตว์ป่าโดยที่เขาไม่รู้ตัว จินตนาการที่วางไว้ต้องเป็นจริง โดยเข้าไปเอามาจากพื้นที่ให้ได้ นำมาเป็นเรื่องเล่าสารคดีที่ไม่ใช่คนพูดขึ้นมาลอยๆ จินตนาการที่จะเกิดขึ้นได้จริงก็มาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ แล้วรอเวลาเพื่อถ่ายมันออกมา”

 

การแปรเปลี่ยนของชีวิตในธรรมชาติ นเรศ ยะมะหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495817

การแปรเปลี่ยนของชีวิตในธรรมชาติ นเรศ ยะมะหาร

โดย…พริบพันดาว

ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชั้น 3 ถนนราชดำเนิน ผ่านฟ้า กรุงเทพฯ มีงานจิตรกรรมเทคนิคสีอะครีลิก และงานประติมากรรมเซรามิก 2 มิติ และ 3 มิติ แนวนามธรรม ทั้งหมดจำนวน 171 ชิ้น มาจัดแสดงอย่างเต็มพื้นที่ สามารถเดินละเลียดชมงานแต่ละชิ้นอย่างสบายใจ และดำดิ่งกับความคิดและปรัชญาของตัวศิลปินเจ้าของงานคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นเรศ ยะมะหาร ประธานสาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ด้วยแนวคิดของการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ที่พยายามแสดงให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนของขนาด การแปรเปลี่ยนของทิศทาง และการแปรเปลี่ยนของจังหวะ ซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิต จากประสบการณ์ที่ตัวของนเรศได้สัมผัสและรับรู้ถึงการแปรเปลี่ยนนี้ในสภาพสังคมปัจจุบัน และจากความบันดาลใจที่ได้รับจากคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหว ฝูงปลาที่แหวกว่ายในน้ำ ทำให้เกิดความคิดในการสร้างสรรค์จิตรกรรมรูปแบบนามธรรม จนกลายเป็นนิทรรศการศิลปะ “การแปรเปลี่ยนของชีวิตในธรรมชาติ” ชุดนี้

“ผมแสดงงานเดี่ยวปี 2553 แล้วไม่ได้แสดงผลงานเดี่ยวอีก จนกระทั่งมาแสดงในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแสดงเดี่ยวในรอบ 7 ปี” นเรศ เริ่มต้นเล่าให้ฟัง

ที่มาที่ไปของงานศิลปะชุดนี้ เกิดขึ้นจากปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ผลงานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ จำนวนมากของเขาที่เก็บไว้เสียหายทั้งหมด พอน้ำลดจะสังเกตเห็นร่องรอยของคราบน้ำท่วมเกาะติดบนผนังบ้านชั้นล่าง

“ผมนอนดูคราบน้ำท่วม 1 ปีเต็ม จากร่องรอยของคราบน้ำท่วม ที่นอนมองทุกวัน ทำให้ผมเกิดแนวความคิดที่จะเอาคราบน้ำท่วมมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะชุดใหม่ ผมเริ่มสเกตช์งานคร่าวๆ และสร้างผลงานประติมากรรม ปี 2557-2558 เป็นรูปใบหน้าตัวเองและคนรอบข้างจำนวนมาก โดยผสมวิธีการเพนต์สีลงไปด้วยแยบงานจิตรกรรมที่ผมถนัด และได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนเฟรมผ้าใบจำนวนหนึ่งในปี 2559 สื่อแสดงเรื่องราวการแปรเปลี่ยนของชีวิตในธรรมชาติ ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหว คราบน้ำ ฝูงปลาที่แหวกว่ายในน้ำทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบนามธรรม”

ในอีกภาคหนึ่งของ นเรศ เป็นอาจารย์สอนศิลปะ ซึ่งต้องหาความรู้เทคนิคใหม่ๆ มาสอน ทำให้ต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองด้วยการคิดค้นกระบวนการเทคนิคศิลปะให้ทันสมัย จึงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของ
ตัวเองควบคู่ไปกับการสอนหนังสือ

“ผมใช้เวลาวันหยุดทำงานศิลปะ มีเวลาได้ไตร่ตรองผลงานมีการทดลองสร้างต่อยอดจากผลงานสมัยก่อน คลี่คลายพัฒนาผลงานจากอดีต ช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้หายไปไหน ก็สอนศิลปะ มีแสดงงานกลุ่มและเวิร์กช็อปทุกปี เพียงแต่ไม่ได้แสดงงานเดี่ยวเท่านั้น ผลงานศิลปะของผมชุดนี้จึงทุ่มเทมุ่งมั่นในแนวของตัวเอง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในผลงานผมชุดนี้คือ การใช้นิ้วมือ ฝ่ามือ และลายมือวาด ปั้นกด เกิดร่องรอยลายมือผมแฝงทุกชิ้น ซ่อนอยู่ในผลงงานจิตรกรรมและงานประติมากรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการแนวงานสร้างสรรค์ของตัวเองสู่สาธารณชน”

ระหว่างการเดินชมผลงานด้วยกัน นเรศ กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า

“ผมมองว่าศิลปะนั้นวัดที่คุณค่าก่อน ไม่ใช่วัดที่มูลค่า และศิลปะที่ดีนั้น ควรจะสร้างทัศนคติที่กว้างไกลต่อคนในสังคม ผ่านความงามและความซาบซึ้ง”

สำหรับนิทรรศการศิลปะ “การแปรเปลี่ยนของชีวิตในธรรมชาติ” จัดแสดงถึง 25 พ.ค. 2560 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชั้น 3 เวลา 10.00-19.00 น. หยุดวันพุธ สอบถามโทร. 02-281-5360

 

 

ลอนโบว์ลส กีฬาข้ามศตวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495815

ลอนโบว์ลส กีฬาข้ามศตวรรษ

โดย…โยโมทาโร่

เมื่อเอ่ยถึงลอนโบว์ลส คงมีน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ถ้าพูดถึงเปตองเราจะนึกถึงอาม่า อากง แถวบ้านไปโยนเล่นที่สวนสาธารณะบ่อยๆ แต่ลอนโบว์ลสเป็นอะไรที่เก่าแก่กว่านั้นมาก

ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สมาคมลอนโบว์ลสอังกฤษและสกอตแลนด์ได้เริ่มการจดทะเบียนเป็นสมาคมการเล่นและสร้างกฎกติกาให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งต้องเข้าใจว่าในยุคสมัยนั้นจะมีการเล่นคล้ายๆ กันอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งต่างก็มีกติกาปลีกย่อยและการคิดคะแนนที่แตกต่างกันออกไป

อรรถวิทย์ สาริกา นักกีฬาลอนโบว์ลส เล่าความเป็นมาของกีฬาลอนโบว์ลสว่า เป็นกีฬาที่ชาวอังกฤษนิยมเล่นกันมากโดยเฉพาะชนชั้นสูง ก่อนที่จะเริ่มได้รับความนิยมเล่นโดยทั่วไปในอังกฤษ และหัวเมืองต่างๆ ทุกครั้งที่อังกฤษขยายอาณานิคมได้สำเร็จ ก็จะนำกีฬาชนิดนี้ไปเล่นในอาณานิคมในเครือจักรภพทั่วโลก ซึ่งช่วงหลังๆ ประเทศอาณานิคมอาจจะมีชื่อเรียกและกติกาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่จุดเริ่มต้นก็มาจากลอนโบว์ลสของอังกฤษ

ลอนโบว์ลสนั้นสามารถเล่นได้ทั้งเอาต์ดอร์และอินดอร์ โดยเอาต์ดอร์สามารถใช้พื้นสนามหญ้า จะเป็นสวนหรือสนามกอล์ฟก็ได้ทั้งนั้นขอให้เป็นพื้นระนาบเดียวกันก็พอ ว่ากันว่าแทบทุกบ้านที่มีพื้นที่โล่งบริเวณบ้านก็จะดัดแปลงให้เป็นสนามหญ้าเรียบเพื่อใช้เล่นลอนโบว์ลสในครอบครัว ครอบครัวที่มีฐานะดีก็จะสร้างสนามในร่มสำหรับเล่นในฤดูหนาว

สำหรับประเทศไทย เริ่มต้นที่ราชกรีฑาสโมสรประมาณปี 2524 มีการจัดแข่งระหว่างประเทศเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็ได้บรรจุเข้าในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 20 พ.ศ. 2542 ที่ประเทศบรูไนเป็นเจ้าภาพ

กติกาของลอนโบว์ลสนั้นไม่ซับซ้อนมาก เริ่มจากให้ผู้เล่นสองฝ่ายโยนหัวก้อย ใครชนะก็เป็นฝ่ายได้โยนลูกแจ็ก (ลูกเล็กสีเหลือง) ลงในสนามเล่นเพื่อกำหนดระยะของลูกแจ็กที่ใช้เล่นในเกม และเป็นฝ่ายที่ได้โยนวู้ดก่อนในเกมนั้น ผู้เล่นจะสามารถโยนวู้ดได้ 4 ลูก เมื่อจบเอนด์ จึงค่อยนับลูกที่ใกล้แจ็กที่สุดเป็นฝ่ายชนะในเอนด์นั้นนับเป็น 1 แต้ม และเริ่มการแข่งขันต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมี 21 แต้มจึงจบเกม

อรรถวิทย์ เล่าต่อว่า การเล่นลอนโบว์ลสนั้นดูเหมือนง่าย แต่จริงแล้วๆ จะมีเรื่องของความเร็วลูกของสนาม ซึ่งแต่ละสนามนั้นจะมีการอัดพื้นดินก่อนปูหญ้า ถ้ายิ่งอัดพื้นให้แน่นมากขึ้นเท่าไหร่ ความเร็วสนามก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ลูกที่ปล่อยออกไปจะวิ่งได้เร็วและไกลกว่าปกติ

ผู้เล่นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสนามแข่งที่แตกต่างให้ได้ รวมทั้งวางแผนการเล่นให้กีฬาชนิดนี้ไม่ได้เป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อเหมือนกีฬาชนิดอื่น แต่เล่นแล้วฝึกสมาธิและท้าทายความสามารถของตัวเองว่าจะเล่นได้ดีสม่ำเสมอแค่ไหน และเป็นกีฬาที่เน้นเรื่องของมิตรภาพในการเล่น สร้างสังคมของกลุ่มคน มากกว่าผลที่จะแพ้ชนะอย่างแท้จริง