ม.ล.บวรชัย วรวรรณ ‘ภาพนก’ ความสุขที่ไม่ได้จบแค่กดชัตเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494676

ม.ล.บวรชัย วรวรรณ ‘ภาพนก’ ความสุขที่ไม่ได้จบแค่กดชัตเตอร์

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ม.ล.บวรชัย วรวรรณ, ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ภาพหนึ่งใบแทนคำเล่าเรื่องได้หมื่นคำ ช่างภาพระดับเทพในประเทศไทยนี้มีอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าจะถามหากัปตันขับเครื่องบินที่ถ่ายภาพระดับเทพ เวลานี้ทุกคนต้องชี้เป้าไปที่เจ้าของล็อกอิน “มอมแมม” แห่งเว็บไซต์พันทิปดอทคอมที่สร้างกระทู้ในตำนาน “ห้องทำงานน้อยๆ เก้าอี้เล็กๆ ของผม”

เขาคือ กัปตัน ม.ล.บวรชัย วรวรรณ กัปตันสายการบินไทย ผู้รักการถ่ายภาพ

“อาชีพการงานของผม เป็นอาชีพที่ต้องเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ที่ได้เห็นสภาพความสวยงามของภูมิประเทศในแต่ละเมืองทั่วโลก จึงเกิดไอเดียที่จะเก็บภาพสวยงามเหล่านั้น เราก็เริ่มกิจกรรมถ่ายภาพขึ้นมา แรกๆ เหมือนคนทั่วไปในการถ่ายภาพที่เริ่มเดินทางไปเที่ยวถ่ายโน่นนี่ไปเรื่อย

 “พอรู้สึกสนุกก็เริ่มขยายพัฒนาแนวทางการถ่ายภาพ เริ่มจากถ่ายภาพท่องเที่ยว ถ่ายภาพบุคคล ภาพถ่ายมาโคร ถ่ายภาพทางอากาศ และมาจบที่ถ่ายภาพทางธรรมชาติ ซึ่งผมเน้นไปที่การถ่ายภาพนก” ม.ล.บวรชัย เล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขเมื่อพูดถึงการถ่ายภาพที่เขารักและเสริมต่อในทันทีว่า

“นกในเมืองไทยมีหลายพันชนิด มีทั้งหาได้ง่าย หายาก และหายากมากที่สุด ถ่ายมาเรื่อยๆ เริ่มจริงจังจนการถ่ายภาพนกกลายเป็นกระแสนิยมและขยายตัวในประเทศไทย มีชมรมสมาคมการถ่ายภาพเกิดขึ้นมากมาย ก็ทำให้ชื่อของผมเริ่มติดอันดับคนที่ถ่ายภาพนกเป็นอันดับต้นๆ ที่ติดก็เพราะว่าเราเป็นคนรุ่นแรกๆ ที่เริ่มเข้ามาถ่ายภาพนก เวลาที่มีคนค้นหาภาพนก หรือแนวทางการถ่ายภาพนกก็จะเห็นชื่อของเราติดอันดับ ทำให้เรามีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ”

ม.ล.บวรชัย เล่าลึกย้อนหลังว่า เขาเพิ่งจะมาเริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และเริ่มถ่ายภาพนกเมื่อ 7 ปีที่แล้ว อาศัยเรียนรู้จากประสบการณ์ เพราะคงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะเขียนเรื่องการถ่ายภาพได้ละเอียดเท่ากับประสบการณ์ตัวเอง

“ทุกครั้งที่ออกไปถ่ายภาพ เราจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ กลับมาปรับปรุง และเรียนรู้พฤติกรรมแต่ละแบบของนกได้มากขึ้น บางครั้งเสียงของนกเป็นเสียงที่สำคัญมาก ถ้าเราจำเสียงได้จะง่ายต่อการตามหาได้เยอะว่าเสียงนี้นกกำลังสบายใจ ร้องหาคู่ หรือระวังภัย เสียงเหล่านี้จะทำให้เราจับสัญญาณของนกได้ ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์หาอ่านไม่ได้ในหนังสือ”

 สำหรับอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างสุขในงานอดิเรกยามว่างที่เขาชอบ ม.ล.บวรชัย บอกว่า กล้องถ่ายรูปเขาเริ่มตั้งแต่ใช้กล้องตัวเบสิกพื้นฐานเพื่อเรียนรู้การถ่ายภาพอย่างถูกต้อง และใช้จนกระทั่งรู้สึกว่ากล้องที่มีอยู่ ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้

“ที่บอกอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่ากล้องที่เราใช้ไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะเรารีดประสิทธิภาพของกล้องออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถได้ภาพอย่างที่เราต้องการ ผมถึงเริ่มเปลี่ยนกล้องไปใช้รุ่นที่มีความสามารถในการทำงานที่ดีขึ้น จริงอยู่ว่ากล้องรุ่นใหม่ๆ ก็มีการพัฒนาความสามารถที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้ถึงกับตามเทคโนโลยี จะเลือกเทคโนโลยีของกล้องตามสิ่งที่เราต้องการ

“อย่างเช่นการถ่ายภาพนก ในบางจังหวะ ในบางสภาพแสง บางช่วงระยะกล้องทั่วไปไม่สามารถถ่ายได้ มันต้องมีเทคนิคการถ่ายภาพที่สูงมาก บางพื้นที่มีความแตกต่างแสงสูงมาก กล้องธรรมดาอาจจะต้องใช้การถ่าย 3 ภาพแล้วเอามารวมกันเป็นภาพเดียว เพื่อให้เกิดภาพที่สวยงาม แต่กล้องที่ระดับที่ดีขึ้นไปอีกระดับจะใช้การถ่ายเพียงแค่ 1 ภาพก็เพียงพอแล้ว ซึ่ง 1 ภาพ กับ 3 ภาพในการถ่าย 1 ครั้ง มีความหมายอย่างมากกับจังหวะในภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพนกหรือภาพสัตว์ป่า เพราะเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียวที่จะได้เก็บภาพนั้น ดังนั้นความสำคัญของอุปกรณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้ภาพอย่างที่ต้องการ

ม.ล.บวรชัย ย้ำว่า การถ่ายภาพนกเป็นสิ่งที่เขามองว่าเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก การที่จะถ่ายภาพนกให้สวยได้ สิ่งแรกที่ต้องการคือ ใจต้องรักก่อน รักแนวนี้ ถ้าไม่รัก บอกได้เลยว่าถ่ายแค่ครั้งเดียวก็แย่แล้ว

 “ครั้งเดียวเลิก ที่บอกอย่างนี้ เพราะการถ่ายนกเราต้องเข้าไปอยู่ในจุดที่นกอาศัยอยู่ในป่า อยู่ห่างไกลจากผู้คน นกกินหนอนเป็นอาหาร และหนอนจะชอบอาศัยในป่าในจุดสกปรก เช่น น้ำครำ หรือบางครั้งก็อยู่หลังห้องน้ำในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งนั่นล่ะคือสถานที่ที่นกเหล่านั้นจะมาหาอาหาร

“คิดดูสิว่าเราจะต้องรออยู่ตรงนั้นเป็นชั่วโมงๆ ทนกลิ่นเหม็น นั่งรอเวลาถ่ายภาพในบังไพร ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะทำแบบนั้นได้ เวลาผมถ่ายภาพนก ผมจะต้องรู้ก่อนว่าเวลาที่นกออกมาหากินคือเวลาอะไร เพื่อที่จะได้ไปก่อนเวลา หากนกหาอาหารตอนพระอาทิตย์ขึ้น เราต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปนั่งรอ ก่อนที่นกจะมาถึงจุดที่เราจะถ่ายภาพ อาจจะต้องรอ 2-3 ชั่วโมง หรือรอทั้งวันก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งนกมีทั้งนกในเมืองและนกในป่า มีทั้งอยู่เหนือสุดของประเทศ และใต้สุดของประเทศ อีกทั้งมีช่วงเวลาในการอาศัยอยู่อย่างจำกัด วันหนึ่งเพื่อนโทรมาบอกว่าพบนกที่ผมกำลังตามถ่ายนี้อยู่ อ.ฝาง เราต้องรีบเก็บกระเป๋าเดินทางไปถ่ายรูปทันที เพราะนกอาจจะอยู่ แค่ไม่กี่วัน หากไปช้าเขาอาจจะอพยพไปแล้วก็ได้

“เวลาอยู่ในบังไพร เราจะนั่งคอย ฟังเสียง สังเกต บางตัวมากับพื้น บางตัวมาจากยอดไม้ บางตัวมาในระดับสายตา เราต้องรู้จักนกที่เราจะถ่ายและรอคอยด้วยสายตา ต้องรู้ธรรมชาตินก เสียงนกที่ร้อง บางตัวก็ร้อง บางตัวก็ไม่ร้อง เวลานั่งในป่าบางทีมันเงียบเสียจนเราได้ยินเสียงนกเดินบนพื้นเขี่ยใบไม้ หรือกระพือปีก ก็แสดงว่านกตัวนี้กำลังเริ่มจะเข้ามาในทางที่ถ่ายแล้ว เราก็ต้องเตรียมตัว จับภาพนั้นไว้ หากพลาดก็คือจบทุกอย่างที่เตรียมกับเวลาที่รอคอย 2-3 ชั่วโมงกลับไม่ได้อะไรเลย”

เมื่อถามช่างภาพระดับแถวหน้าของเมืองไทยผู้ถ่อมตนต่อว่า ชอบถ่ายภาพนกประเภทไหนมากที่สุด เจ้าของนามแฝงมอมแมม ตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดีกว่า

“ในแวดวงคนถ่ายนกมีอยู่หลายประเภท เช่น บางคนถ่ายนกเพื่อเก็บเป็นบันทึกของตัวเองที่ถ่ายนกให้ได้มากที่สุด บางคนชอบนกถ่ายยาก ขอให้บอกว่าอยู่ตรงไหน ขอให้บอกดั้นด้นไปถ่ายให้ได้ และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มของผมเอง ถ่ายนกเพื่อความสวยงาม จะถ่ายยากถ่ายง่ายไม่สน ขอให้สวยก็จะตามไปถ่ายให้ได้ แต่ถ้ามีโอกาสจะได้ถ่ายภาพนกหายากสุดๆ ผมก็ไปเหมือนกัน

“คนทั่วไปคิดว่าการถ่ายภาพนกเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วต้องมีมารยาทเยอะ เพราะเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยตรง เสี่ยงต่อการรบกวนธรรมชาติสูง มารยาทอย่างแรกที่ต้องมีคือมารยาทต่อธรรมชาติ ขยะต้องห้ามทิ้งจะเศษเล็กน้อยอย่างไรก็ต้องห้าม ไม่ตัดต้นไม้ ไม่หักกิ่งไม้ ต้นไม้ล้มลุกไม่เป็นไร แต่ต้นไม้ยืนต้นห้ามเด็ดขาด”

 มารยาทและความเคารพที่มีต่อสถานที่และต่อนกที่จะไปถ่ายภาพ ม.ล.บวรชัย บอกว่าต้องรบกวนนกให้น้อยที่สุด เช่น นกทำรังหรือกำลังเลี้ยงลูกอยู่ ต้องมีมารยาทว่าเราควรจะเข้าไปใกล้เท่าไหร่

“ถ้าใกล้มากๆ บางทีนกทิ้งลูกทิ้งรังไปเลยปล่อยให้ลูกตาย หรือบางครั้งเรารบกวนธรรมชาติด้วยการเข้าใกล้เกินไปทำให้นกไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ เพราะเราเข้าไปกวนธรรมชาติมาก เพราะนกมันกลัวเรา อย่างเช่นนกใช้เวลาป้อนอาหารลูกประมาณ 30 นาที/ครั้ง กลายเป็น 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง ก็แสดงว่าเราเข้าไปรบกวนมากเกินไปทำให้นกมีความระวังตัวมากขึ้น

“สุดท้ายคือการมีมารยาทต่อเพื่อนช่างภาพที่เข้ามาถ่ายนกด้วยกัน เราไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนนก ทำให้นกไม่เข้ามาในจุดถ่าย ทำให้ช่างภาพคนอื่นไม่สามารถถ่ายภาพนกได้ คนที่เข้ามาใหม่ หากเห็นช่างภาพคนอื่นกำลังรอถ่ายอยู่ก็ไม่ควรเข้าไปรบกวน ควรรอให้เขาออกมาก่อนแล้วตัวเองค่อยเข้าไป ส่วนคนที่กำลังถ่ายภาพอยู่ หากได้ภาพที่ต้องการแล้ว ก็ควรรีบออกเพื่อให้โอกาสคนอื่นเข้าไปถ่ายภาพได้บ้าง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักถ่ายภาพนกควรปฏิบัติ”

กลเม็ดเคล็ดลับของ ม.ล.บวรชัย ในการที่จะมีความสุขในการถ่ายภาพนกโดยไม่รำคาญและหงุดหงิดใจ

“เวลาที่ผมเจอช่างภาพรวมกลุ่มถ่ายกันเยอะๆ ผมจะเลี่ยงไม่เข้าไป ปล่อยให้พวกเขาถ่ายไป เพราะความสุขในการถ่ายภาพของผมไม่ได้มาจากการที่ได้กดชัตเตอร์ถ่ายภาพอย่างเดียว แม้จะใช้เวลา 2-3 วันถ่ายภาพนกที่ต้องการ แต่สุดท้ายกลับถ่ายไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไร เพราะผมยังมีความสุขจากการเดินทาง ความสุขกับการได้อยู่กับภรรยาเพียงลำพัง 2 คน ความสุขกับการได้อยู่กับธรรมชาติ หลายครั้งที่ภูเขาทั้งลูกเป็นของเราเพียงแค่ 2 คน ได้นอนเต็นท์ ตื่นเช้า ชงกาแฟ สูดอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว” ม.ล.บวรชัย ทิ้งท้าย พร้อมเปรยความฝันหลังเกษียณว่าจะออกเดินทางถ่ายภาพนกต่อไปเพื่อให้ภาพปักษาอันแสนสวยงามนั้น เป็นเครื่องเตือนใจถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่

 

ชีวิตใหม่ของ ‘ธีรภาพ โลหิตกุล’ วันที่เริ่มฟื้นจากพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494674

ชีวิตใหม่ของ ‘ธีรภาพ โลหิตกุล’ วันที่เริ่มฟื้นจากพาร์กินสัน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“อาการสั่นทำให้ผมทำอะไรไม่ได้ อ่านหนังสือ ทำงาน เขียนหนังสือไม่ได้ ซึ่งเราเขียนมาทั้งชีวิต เลี้ยงครอบครัวมาก็ด้วยการเขียน เดินทางค้นคว้าเรื่องต่างๆ แต่นี่มาเขียนไม่ได้ ก็เริ่มรู้สึกว่า คุณค่าในตัวเราจะเหลืออะไร มันหดหู่ ตกต่ำหมด”

ธีรภาพ โลหิตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ด้านสารคดี สะท้อนช่วงชีวิตที่วิกฤตสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจากโรคพาร์กินสันที่เข้ามาคุกคาม จนไม่สามารถหลับนอน ทำภารกิจเยี่ยงปกติ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า จากชีวิตที่ต้องเดินทางรอนแรมยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ถ่ายทอดเรื่องราวสารคดีเชิงวัฒนธรรมผ่านตัวอักษรให้สังคมรับรู้มาหลายสิบปี เมื่อต้องเผชิญกับโรคร้ายจนต้องหยุดกิจกรรมที่เคยทำลง เป็นเรื่องยากที่จะรับได้

โรคพาร์กินสัน ไม่ได้เพิ่งเข้ามาทักทายเขา หากแต่ธีรภาพเป็นโรคนี้เมื่อสิบปีก่อน ทว่าอาการยังไม่มาก เมื่อทานยาก็ดีขึ้น มาช่วงหลังนี้ที่หนักสุด เขาเองก็ไม่เข้าใจถึงสาเหตุใดที่เป็นโรคนี้  ถามหมอก็ไม่สามารถอธิบายได้

“ผมรู้ตัวว่าเป็น จากการทำ MRI สมองเมื่อปี 2547 ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าควบคุมมือซ้ายไม่ได้ จึงเข้าสู่การรักษาพาร์กินสันโดยการทานยา คนที่เป็นโรคนี้หมอบอกว่า หน่วยผลิตสารที่ควบคุมกล้ามเนื้อมันหยุดผลิต อย่าง มูฮัมหมัด อาลี ที่เป็นเพราะถูกคู่ต่อสู้ชก พอหลบหมัดก็โดนก้านสมอง

“…ข้างซ้ายผมอ่อนแรง การรักษาตอนแรก เมื่อขาดโดปามีนก็กินเข้าแทนแล้ว แรงก็มาตามปกติ ดังนั้น 7-8 ปีแรก ไม่มีใครทราบว่าผมเป็น แต่มาปีที่ 9 และ 10 พอทานยาแล้ว แรงไม่มาแล้วมีอาการสั่นเกร็งมากขึ้น ทำให้นอนไม่ได้”

ธีรภาพ บอกว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มนอนได้น้อยลง บางครั้งก้าวขาไม่ออก ไม่มีแรงถึง 3-4 ชั่วโมง ทำงานไม่ได้ แม้แต่จะช่วยเหลือตัวเองเวลาเข้าห้องน้ำก็ยาก ทุกคนในบ้านก็ต้องลำบากไปด้วย แค่จะนั่งบนเตียงต้องให้คนช่วยยกขาขึ้น กระทั่งต้นปีที่ผ่านมาอาการเริ่มหนัก เรียกว่า ป่วยกันทั้งบ้าน เพราะเวลาจะเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง ต้องกดกริ่งเรียกตอนตีสองตีสี่ ทุกคนสะดุ้งตื่นกันหมด

การรักษาของธีรภาพใช้วิธีฝังเข็มควบคู่กัน แม้จะรู้ว่าแก้พาร์กินสันไม่ได้ แต่เขาคิดว่า เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวมของตับ ม้าม หัวใจ ให้ยืนสู้กับมัน เป้าหมายสำคัญคือ ทำทุกอย่างเพื่อให้นอนได้ ถ้านอนหลับดี ร่างกายก็จะดีตาม แต่ถ้านอนไม่ได้ อาการจะหนัก

“ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ในความรู้สึก เรารู้เลยว่า ถ้าอยู่คนเดียว จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า” ธีรภาพ นึกย้อนด้วยความหดหู่

ทุกอย่างย่อมมีจุดเปลี่ยน สำหรับธีรภาพ คือ การได้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เขาเล่าว่า ตอนนั้นหมออ่านประวัติว่ากินยาเท่าไร และเป็นมานานแค่ไหน ถึงกับอุทานว่า กินยาเยอะมาก และคงดูแลไม่ได้ ขอให้ไปพบกับอาจารย์หมอด้านพาร์กินสันโดยตรงของศูนย์พาร์กินสันของโรงพยาบาลศิริราช ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก แต่หมอก็ให้ลองทานยานอนหลับอีกตัว แม้จะรู้สึกเบื่อเพราะได้รับยานอนหลับมาหลายขนาน ทว่าครั้งนี้ ดีขึ้น หลับยาวเป็นปกติ

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 4 เดือนมาแล้ว อาการสั่นเกร็งจากพาร์กินสันลดลงไป 80% จนตัดสินใจ กลับมาทำกิจกรรมต่างจังหวัดครั้งแรกในรอบ 2 ปี

“ช่วงที่ได้รางวัลศิลปินแห่งชาติเมื่อปี 2558 ผมเป็นพาร์กินสันหนักจนออกไปบรรยายร่วมงานของกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้เลย การที่เราทำงานไม่ได้เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ อยู่กับบ้านจนรู้สึกเบื่อ นอนก็ไม่หลับ และปกติเป็นคนเดินทางรายได้ก็แทบจะไม่มีเหลือ แต่ดีที่คนรอบข้างลูก ภรรยา และแม่บ้านที่ทำงานที่บ้านเข้าใจและมาช่วย จึงรู้สึกไม่โดดเดี่ยว”

เปิดสำนักพิมพ์ส่วนตัว ทำกิจกรรมความดีของสังคม

การได้ออกเดินทางไปพูดที่ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นการออกต่างจังหวัดครั้งแรกหลังจากป่วยหนัก ธีรภาพ บอกว่าเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมา เมื่อทุกอย่างเริ่มฟื้นก็เริ่มคิดฟื้นโครงการต่างๆ ที่คิดจะทำ หนึ่งในนั้น คือ การจัดตั้งสำนักพิมพ์ส่วนตัว โดยไม่จัดจำหน่ายผ่านระบบสายส่งมีตัวเขากับภรรยา และทีมงานบางส่วนที่เคยทำงานมาร่วมกันทำ ตอนนี้ถือเป็นระยะเริ่มแรก

“เราอยากทำงานที่เรารักและคิดที่จะทำหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ผมเลยตั้งสำนักพิมพ์ขึ้น ชื่อว่า เรือนพิมพ์แม่ชอบ บางคนอาจคิดว่า ขณะที่หนังสือกำลังทยอยปิดตัวลง เรากลับเปิดสำนักพิมพ์ แต่ผมตั้งใจจะไม่ใช้ระบบพิมพ์แบบเก่า ที่ว่า พิมพ์แล้วต้องส่งให้สายส่งซึ่งต้องเสียค่าสายส่งถึง 45% เลยใช้วิธีพิมพ์แล้วจำหน่ายเองโดยการแจ้งข่าวผ่านสื่อโซเชียลควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรม สัมมนา เช่น จะทำหนังสือเรื่องในหลวงของเราก็จะรณรงค์เรื่องให้คนไทยมีความเพียรดั่งพระมหาชนก อาจจะจัดประกวดเรื่อง คนเพียร ที่เราเชื่อว่า มีอยู่ทั่วประเทศ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าว

แม้สุขภาพจะดีขึ้น แต่ธีรภาพก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่ายังไม่หายดี ดังนั้น จะไม่เร่งหรือกดดันตัวเองในการปิดต้นฉบับ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปโดยธรรมชาติ เดิมทีเขาตั้งใจจะเปิดตัวหนังสือสองเล่มในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เล่มแรก คือ “ในหลวงของโลก ในหลวงของเรา” และ “ภาพประวัติและพระราชกิจธรรมของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20”  แต่เสร็จไม่ทัน คงรอไปเปิดในงานหนังสือเดือน ต.ค. 2560 แทน

ไม่กลัวความเสี่ยงจากการทำหนังสือหรือ? … “เราไม่ได้มั่นใจว่า จะประสบความสำเร็จ 100%  เพราะทุกอย่างต้องมีอุปสรรค และความเสี่ยง แต่ประเมินแล้วว่า สิ่งที่จะทำ มีปัจจัยเสี่ยงน้อยและโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนมีแน่ รวมทั้งพี่ชายคนกลางของผม ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทาน ท่านทำหนังสือเผยแพร่ให้กับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มานาน ฉะนั้น ท่านก็จะมีเครดิตกับทางโรงพิมพ์ค่อนข้างสูง เราก็อาจจะขอเครดิตจากทางโรงพิมพ์นานซักหน่อย ซึ่งก็จะทำให้เราพอมีเวลาที่จะขับเคลื่อนในการจำหน่ายหนังสือด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ต้องไปฝากสายส่งและเสียค่าวางแผนหนังสือมาก ประกอบกับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมที่ผ่านมาก็คิดว่ามีอยู่พอสมควร

“ผมจะทำน้อยลง แต่จะประสานงานมากขึ้น แต่ละเล่มจะมีบรรณาธิการคอยดูแล ผมจะคอยตรวจขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะตีพิมพ์ และผมก็บอกตัวเองว่า ถ้าทำแล้ว ป่วยอีกเราก็จะไม่ทำ ดังนั้น 2-3 ทุ่ม จะต้องขึ้นนอน คุณต้องไม่คิดอะไรแล้ว แม้บางวันเรายังทำไม่ได้แต่ก็ต้องพยายาม เพราะในช่วงแรกระบบของหนังสือยังไม่เข้าที่ เราก็มีความเครียดอยู่บ้าง แต่จากการที่เราเป็นหนักๆ มาก็ทำให้เรารู้ว่า ถ้าปล่อยวางไม่ได้ คุณก็จะแย่ ถ้าจะนอนแล้ว ผมยังค้างคา ผมจะเตรียมดินสอมาจด แล้วจบ ถ้าไม่จด มันก็ค้างคาอยู่ในใจตลอดเวลา”

ปัจจุบันการทำกิจวัตรประจำวันของศิลปินแห่งชาติผู้นี้ไม่ได้รบกวนครอบครัวมาก สามารถลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำเองได้ เขาเล่าว่า ปกติจะตื่น 7 โมง จะเริ่มทานยาพาร์กินสันชุดแรกเพื่อทำให้มีแรง จากนั้นรอครึ่งชั่วโมงถึงจะเดินได้เป็นปกติ และก็ทานอาหาร เช่น กล้วยน้ำว้าซัก 1-2 ลูก แต่ตอนหลังมากินอินทผลัม 1-2 เม็ด เป็นพืชที่ชาวมุสลิมใช้หลังจากถือศีลอดมาทั้งวัน ถ้ากินอาหารมื้อหนักเลยจะไม่ไหว ตามด้วย นมถั่วเหลือง และไปออกกำลังกายด้วยการกวาดใบไม้หน้าบ้าน ฟังข่าว อาบน้ำ ทานข้าว  9 โมงก็เริ่มทำงาน 11.30 น. กินยารอบต่อไป แล้วพัก ทานข้าว ทำงานรอบบ่าย พอถึง 16.30 น. กินยา แล้วทำงานเขียนหนังสือ ส่งต้นฉบับ วางแผนเรื่องสำนักพิมพ์ กระทั่ง 18.30 น. จะหยุดแล้วออกไปเดินออกกำลังกาย อาบน้ำทานข้าว สวดมนต์ นอน 21.30 น.

การได้กลับมาอ่าน เขียน เกร็ดความรู้ทางวัฒนธรรม ทำให้ธีรภาพมีความสุขที่ได้เผยแพร่ความรู้ยังสังคม ปกติก่อนที่จะป่วย ต้องส่งต้นฉบับเดือนละ 8-10 ชิ้น ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร  เมื่อไม่สบายก็ลดอยู่ที่ 4 ชิ้นต่อเดือนแทน

“งานเขียนที่มีรายได้น้อยกว่างานเขียนจิตอาสานะ” ธีรภาพ เล่าติดตลกพลางว่า “บางชิ้นเพื่อนฝูงขอให้ช่วยเขียน มันก็อดไม่ได้เพราะช่วยกันมา 7-8 ปี เช่น นิตยสาร ฟรีก๊อบปี้ จ.สุราษฎร์ธานี ชื่อว่า @Surat เขียนช่วยเขามา 7 ปี ไม่มีรายได้ แต่ก็ถือว่าช่วยกัน เพราะช่วงชีวิตหนึ่งผมเคยเข้าป่าที่สุราษฎร์ธานี จึงคิดว่า สุราษฎร์ธานีมีบุญคุณกับผม น้ำ ข้าว สุราษฎร์ธานี เลี้ยงผม อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย แต่ว่าช่วงที่สุขภาพเราไม่ดี ก็ขอลดงานเขียนลง”

มุ่งมั่นถ่ายทอดความรู้ บทบาท ศิลปินแห่งชาติ

ในปีหน้า ธีรภาพ จะครบ 60 ปี ฝันของเขาจากนี้ คือ การได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้กับคนรุ่นต่อไปให้ได้มากที่สุด และในฐานะศิลปินแห่งชาติ ยิ่งต้องทำให้กับประเทศชาติ

“ตัวเราแม้ได้รับรางวัลหรือได้รับการเชิดชูหรือไม่ก็ตาม ก็คิดว่าเมื่อเราผ่านประสบการณ์มาแล้ว เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำ อะไรที่เราเคยผิด เราจะต้องไม่มาผิดซ้ำ ฉะนั้น งานอีกประเภทที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ก็มาบ่อย ก็คือ การเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์ งานนี้จะไม่เคยปฏิเสธเลยนอกจากไม่ไหวจริงๆ หลายมหาวิทยาลัยโทรมาขอให้เป็นที่ปรึกษา เอาหนังมาฉายให้ดูแล้วก็วิจารณ์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ ยิ่งได้รับให้เป็นศิลปินแห่งชาติก็ยิ่งมีความรู้สึกว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ทำให้เราโก้หรู แต่มันเป็นภารกิจที่จะต้องทำให้แผ่นดิน เราจะทำเท่าที่ทำได้”

เขาเล่าว่า ปัญหาสุขภาพทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเผยแพร่โครงการสัญจรของกระทรวงวัฒนธรรมได้ แต่เด็กๆ ก็มาหาเราได้ ช่วงไหนมีแรง ก็จะวิจารณ์ให้เขา หนังสือบางเล่ม เช่น กว่าจะเป็นสารคดีที่เขียนขึ้น ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาไปอ่าน เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ ฉะนั้นบทบาทการถ่ายทอดประสบการณ์จึงถือเป็นภารกิจทั้งในส่วนที่เป็นจิตอาสาและอาจหารายได้เลี้ยงชีพได้

การถ่ายทอดความรู้สำหรับธีรภาพไม่เพียงแต่จะทำให้กับสถาบันการศึกษา แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ก็จะแพร่เผยให้กับสาธารณชนรู้ ซึ่งใกล้ๆ กรุงเทพฯ มีแหล่งวัฒนธรรมมากมาย เช่น ปทุมธานี นนทบุรี มีภาพจิตรกรรม รูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมโดยศิลปินมอญเขียนไว้อย่างงดงาม แต่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

“ตั้งแต่ป่วยมาผมเก็บวัดเล็กวัดน้อยและก็ค้นพบความงดงาม สิ่งดี และนำมาเผยแพร่ให้คนได้ทราบ เช่น วัดคฤหบดี ที่ฝั่งธนฯ มีพระพุทธรูปที่ชื่อว่า พระแซกคำ มีประวัติเกี่ยวข้องกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชของลาว เราก็เอาเรื่องเหล่านี้มาผูกโยงเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีกับเพื่อนบ้าน ฉะนั้นในภารกิจการถ่ายทอด การเขียนสารคดีลึกๆ แล้วยังมีเรื่องของการที่เราอยากจะสร้างทัศนคติที่ดีของคนไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ บาดแผล ความทรงจำที่ไม่ดี จากสงครามในอดีต ความดูถูกเหยียดหยามกัน ก็จะพยายามทำภารกิจอันนี้ให้ดีที่สุด”

งานเขียนของ ธีรภาพ ไม่เพียงแต่ปรากฏใน นิตยสาร สารคดีเล่ม จนได้รางวัลมามากมาย เมื่อโลกเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เฟซบุ๊กในการเผยแพร่มากขึ้น เพราะเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวาง

เขาบอกว่า เฟซบุ๊กเป็นอาวุธสำคัญอีกชิ้นที่ได้ถ่ายทอดหรือทำภารกิจที่อยู่ในใจ เช่น เผยแพร่งานศิลปวัฒนธรรมที่เราถนัด การสร้างพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพที่สนามหลวง มาจากไหน ก็มีที่มาเดียวกับเขาพระสุเมรุ นครวัด เพียงแต่นครวัดเป็นเมรุมาศที่สร้างอย่างถาวร ของไทยเป็นเมรุมาศชั่วคราว ทั้งหมดเชื่อมโยงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วเรามีวัฒนธรรมร่วมเดียวกันซึ่งรับมาจากที่อื่นและก็ไม่ต้องมาเถียงกันว่า เป็นของใคร เพราะไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของอินเดีย

“ในเฟซบุ๊กเดี๋ยวนี้เราหาคลิปนักเรียนตีกันง่ายกว่าวิธีการแทงหยวก เมื่อสิ่งเหล่านี้มันมีเยอะเราก็ทำหน้าที่ช่วยสมดุลด้วยการเอาด้านที่งดงามมานำเสนอ คนที่ทำอะไรที่ดีๆ เช่น เมย์ รัชนก ยกมือไหว้ทุกครั้งหลังจบเกม จนสมาคมแบดมินตันอินเดีย เขียนจดหมายมาชื่นชม เราก็ได้พูดถึง เราไม่ได้มองโลกสวย”

เส้นทางชีวิตในช่วงใกล้เลขหก ธีรภาพ มีความหวังให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะต้านโรคพาร์กินสัน แม้โรคนี้จะไม่หายขาด แต่ก็จะลดยาให้น้อยลง ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการเดินทางโดยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไปจัดกิจกรรมในต่างจังหวัดแบบจิตอาสาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

 

สมชาย ตระกูลภิรมย์ จาก Passion สู่ Mission

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494665

สมชาย ตระกูลภิรมย์ จาก Passion สู่ Mission

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

 ชีวิตคืองานศิลป์… บริหารให้เป็นก็ชนะทุกสิ่ง กว่า 40 ปี บนเส้นทางยานยนต์ของ สมชาย ตระกูลภิรมย์ ผู้มากด้วยประสบการณ์ชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่ง และด้วยดีกรีความสามารถระดับเซียนในแวดวงค้ารถมือสอง แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้มาเพียงเพราะโชคช่วย แต่นั่นเพราะการเป็นนักสู้ผู้อดทนและเข้มแข็งมาตลอดเส้นทางการใช้ชีวิต

วันนี้ สมชาย รับบทบาทผู้จัดการทั่วไป มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองแบบครบวงจรในเครือบริษัท เอ็มจีซี-เอเชีย อาณาจักรค้ารถที่น่าจับตาในฐานะผู้ถือสิทธิแบรนด์รถระดับอัลตร้าพรีเมียมถึง 3 แบรนด์ดัง ไล่มาตั้งแต่ อัครยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ แอสตัน มาร์ติน สปอร์ตลักซ์ชัวรี่คาร์คู่ใจเจมส์ บอนด์ และมาเซราติ รถในฝันของหลายๆ คน ไม่นับรวมการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถอีกหลายยี่ห้อและธุรกิจในเครืออีกรวม 8 กลุ่มธุรกิจ

ท่ามกลางภารกิจที่มากมาย แต่เขากลับหาจุดสมดุลความสุขให้ชีวิตได้อย่างน่าสนใจ สมชาย เล่าว่า

“ผมเป็นนักขายรถมาทั้งชีวิต เป็นระดับท็อปเซลส์ ขณะเดียวกันผมก็เป็นนักสะสมตัวยงเช่นกัน อีกมุมของชีวิตที่เป็นอีกประกายความฝันและความสุข คือการได้สะสมนาฬิกามือสอง ผมว่านาฬิกาก็เหมือนศิลปะชิ้นเอกจากฝีมือมนุษย์ที่บวกด้วยหลักกลศาสตร์ ซึ่งมีความคล้ายกับรถยนต์ที่มากด้วยศิลปะและเทคโนโลยี แต่เพิ่มเติมคือนาฬิกานั้นกาลเวลากลับทำให้คุณค่าของตัวเค้าไม่ลดลงในระยะยาว มันเป็นกลศาสตร์ที่อยู่กับเราไปได้ตลอดชีวิตถ้าคุณรักษามันให้ดี ซึ่งความสนใจนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 2531 ที่ผมเข้าสู่วงการค้ารถได้ไม่นาน

“การเป็นนักสะสมเป็นครูที่ดี เพราะเป็นการสอนให้เราต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ต้องศึกษาเพิ่มเติม ช่างสังเกต ละเอียดรอบคอบ ต้องมีสติ ต้องมีขันติ มีความอดทน ขณะเดียวกันก็รู้จักปล่อยวาง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย มันได้ครบเลย หลายๆ ครั้งของบางชิ้น นาฬิกาบางเรือนที่ซื้อมา ความงามสิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด พอต่อราคาหลายครั้งเราดีใจ แต่พอมาถึงมือเรามันกลับไม่ใช่ เพราะอุปกรณ์กว่า 280 ชิ้นของนาฬิกา ไม่ได้แปลว่าจะไม่ชำรุดอยู่ข้างใน แม้แต่การซื้อรถเก่าที่วิ่งมาระยะ 6,000 กิโลเมตร ได้ราคามาดีสภาพเยี่ยม แต่เอาจริงๆ กลับพบว่าไปจมน้ำมา สุดท้ายนำมาขายไม่ได้ ต้องตัดขายเต็นท์ขาดทุนไป 6-7 หมื่นบาทอีก การคบคนก็เหมือนกัน ผมว่าการใช้ชีวิตมันมีรายละเอียดมากมาย และผู้ที่มีศิลปะในการใช้ชีวิตเท่านั้น เค้าถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง”

สมชาย เล่าต่อว่า นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราขาดความอดทน ชีวิตไม่มีวันนี้แน่ๆ

“อย่างตอนที่ต้องรอนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่ง จำได้ว่าผมทนมากนะ อดทนถึง 2 ปี กว่าจะได้จังหวะไปซื้อของชิ้นนั้นที่อเมริกา และอีกเรือนก็รอเหมือนกันเพื่อไปซื้อที่เยอรมนี จากการฝีกตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต จำได้ว่าช่วงปี 2540 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ชีวิตผมก็ไม่ต่างอะไรจากคนไทยที่หนีไม่พ้นผลกระทบตรงนั้น โดนบีบจากฝ่ายบริหาร มีการโยกย้ายหน้าที่มากมาย แต่ผมก็ใช้ความอดทนจนผ่านวิกฤตนั้นมาได้ เพียงแค่เราเป็นสุภาพบุรุษในทุกมิติ รับผิดชอบในหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ความเป็นนักวิเคราะห์และใฝ่รู้ ขยัน อดทน และมีวินัย ทำให้ชีวิตก้าวมาถึงจุดนี้ สมชาย ขยายภาพถึงคีย์สำคัญในชีวิตของตัวเอง

“Passion นำมาสู่ Mission และไปให้ถึง Vision เป้าหมายของงาน เป้าหมายของชีวิต ผมไม่เคยละทิ้งความฝัน และเมื่อมีโอกาสผมพร้อมที่จะสู้ สู้อย่างมีสติ และเฝ้าอดทนรอ ซึ่งนอกจากรอนาฬิกาเรือนโปรดที่กว่าจะได้มีโอกาสสะสมแล้ว ชีวิตก็เช่นกัน เมื่อมีจังหวะเหมาะผมก้าวสู่กลุ่มเอ็มจีซี-เอเชีย และก่อนที่จะมาดูแลธุรกิจรถมือสอง ผมได้รับงานโปรเจกต์ที่สำคัญหลายงาน หนึ่งในนั้นคือช่วงปี 2003 ซึ่งมีประชุมเอเปกที่ประเทศไทย BMW ได้ถูกเลือกให้เป็นรถสำหรับรับรองคณะผู้เข้าร่วมประชุมจากชาติต่างๆ โดยมิลเลนเนียมออโต้เป็นผู้เข้าไปบริหารจัดการรถยนต์ BMW ซีรี่ส์ 7 กว่า 100 คัน ซึ่งผมดูส่วนงานบริหารรถฟรีดอยู่พอดี

“จากนั้นก็ไปดูโชว์รูม BMW ที่เยาวราช และมาเริ่มบุกเบิกธุรกิจยูสคาร์ในนาม มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ช่วงปลายปี 2004 เริ่มจากการมีรถแค่กว่า 20 คัน จากยอดขายปีแรก 120 คัน สู่เป้าขาย 2,000 คันในปีนี้ ผมตั้งเป้าหมายท้าทายความสามารถเสมอ และเมื่อมันเดินไปถึงจุดนั้น มันจึงเป็นชัยชนะที่งดงามและเพิ่มพลังให้เราพร้อมจะสู้ต่อไป ซึ่งผมตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตอันใกล้เราต้องก้าวสู่ผู้นำในตลารถลักซ์ชัวรี่ยูสคาร์”

อย่างไรก็ตาม สูตรสำคัญคือ “ชีวิตต้องคิดบวก” สมชาย บอกลูกน้องเสมอว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะไม่ได้ทำมัน

“แม้ว่าจะต้องผิดพลาดในบางครั้ง แต่หากเราเรียนรู้ที่จะแก้ไข ทุกอย่างจะสำเร็จได้ ขอแค่ทุกคนไม่ท้อ ประสบการณ์ที่ลูกน้องและทีมงานต้องเจอ นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมผ่านมาหมดแล้ว แต่เราต้องให้เค้าได้เรียนรู้โจทย์จากชีวิตจริงด้วย สำหรับผมไม่ต้องการอะไรมาก แค่ลูกน้องยิ้มให้เราก็มีความสุขแล้วครับ และเมื่อเราหันด้านบวกให้ทุกคนแม้กระทั่งคู่แข่ง เราก็สามารถชนะโดยไม่ต้องสู้รบ เช่น เรามีรถ 100 คัน คู่แข่งมี 100 คัน ถ้าเราแข่งกันขายมากเกินไป เราก็กอดคอกันตายด้วยสงครามราคา แต่ถ้าเรารู้จักบริหาร เราก็ไม่เจ็บตัวด้วยกันทั้งคู่”

แม้กระนั้นงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อถึงวันนั้นเขาได้วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ผมว่าชีวิตวัยเกษียณของแต่ละคนก็มีสีสันต่างกัน จะให้ผมไปทำการเกษตร ทำฟาร์มปลูกผักคงไม่ใช่วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของผม ผมจึงเลือกวางแผนการออมแบบซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) มาอย่างต่อเนื่องทุกเดือนในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการศึกษาตลาดหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในวันหนึ่งตอนที่เกษียณก็มีอะไรให้ท้าทายทำได้ตลอดชีวิต ควบคู่ไปกับการเป็นที่ปรึกษา และงานอดิเรกที่รักคือ นาฬิกา แต่ที่แน่ๆ อีกสเต็ปของแผน คือการทำโรงเรียนสอนเต้นรำตามความฝันของภรรยา เพราะอายุเยอะคนก็ยิ่งจำเป็นต้องออกกำลังกาย ตรงนี้ลงทุนไม่มากแต่ได้ความสุขใจ เป็นฟลอร์เต้นรำที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง แค่นี้ก็สุขล้นรับวัยเกษียณแล้วครับ

“ถึงแม้ว่าวันนี้อายุผมย่างเข้าปีที่ 58 แล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าจะวันนี้ หรือจะอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า หัวใจของผมไม่คิดจะเกษียณจากงานที่รัก เพียงแต่ว่าบทบาทอาจแปรเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามตราบใดที่ไฟแห่งการใฝ่รู้และการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น ผมพร้อมเสมอที่จะถ่ายทอดจิตวิญญาณนี้สู่คนรุ่นหลังที่เค้าพร้อมรับมอบสิ่งดีๆ จากเรา” สมชายทิ้งท้าย

 

ห้วงเวลาสุนทรียทัศน์และโสตทัศน์ ณ วังพญาไท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/494237

ห้วงเวลาสุนทรียทัศน์และโสตทัศน์ ณ วังพญาไท

โดย…ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.นี้ ช่วงย่ำค่ำ 1 ทุ่มตรง ความรื่นรมย์กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท โดยมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะจัดแสดงดนตรี The Princess Galyani Vadhana Concert ในชื่อว่า Rising Stars at The Palace เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสนพระทัยและให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด

ขณะมีพระชนม์ชีพได้เสด็จมาเป็นประธานในงานดนตรีคลาสสิกซึ่งจัดขึ้นในพระราชวังพญาไทถึง 12 ครั้งตามคำกราบทูลเชิญของมูลนิธิ ซึ่งจัดงานแสดงดนตรีคลาสสิกเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนนี้ โดยเป็นเดือนประสูติของพระองค์ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 เป็นปีแรก และจัดแสดงต่อเนื่องมาแล้ว 9 ปี

ปีนี้ครบรอบ 10 ปี มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทให้ความสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งในการเลือกเฟ้นสองนักเปียโนทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ ภูมิ พรหมชาติ ชญณัฐ วิสัยจร เพิ่มไฮไลต์คอนเสิร์ตปีนี้มีการเชิญนักร้องระดับเสียง Tenor ณัฐพร ธรรมาธิ มาร่วมแสดงด้วย หากย้อนกลับไปดูรายการแสดงดนตรีทั้ง 9 ครั้งที่ผ่านมา คอเพลงคลาสสิกล้วนยกนิ้วให้กับศักยภาพนักดนตรีไทยได้พัฒนาอย่างก้าวหน้าและมีมาตรฐานทัดเทียมอารยประเทศ สมดังพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สุนทรียทัศน์ ณ พระราชวังอายุร้อยปี

หอคอยสูงและหลังคายอดแหลมของพระที่นั่งพิมานจักรี คือสถาปัตยกรรมโดดเด่นของพระราชวังพญาไท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น พระราชทานนามให้ว่า “พระตำหนักพญาไท” หรือ “วังพญาไท” ปัจจุบันคงเหลือพระที่นั่งที่สร้างในรัชกาลที่ 5 เพียงองค์เดียว คือ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ และพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 คือ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งศรีสุทธาวาส พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ พระตำหนักเมขลารูจี สวนโรมัน และศาลท้าวหิรัญพนาสูร ความไพเราะคล้องจองกันของชื่อพระที่นั่งทำให้พระราชวังพญาไททวีความงดงาม

วังพญาไท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2452 ตระหง่านงดงามร่วมร้อยปี พล.ท.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ ประธานมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท กล่าวถึงประวัติพระราชวังแห่งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เสด็จทอดพระเนตรการทำนา การปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ และสร้างตำหนักเป็นที่ประทับ ส่วนพื้นที่ด้านตรงข้ามกับพระตำหนัก โปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญหลายครั้ง

“การจัดแสดงดนตรีคลาสสิกขึ้นที่พระราชวังแห่งนี้ ก็เพื่อให้คนไทยได้เข้ามาเรียนรู้โบราณสถานที่สำคัญของไทย หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าพระราชพิธีแรกนาขวัญครั้งแรกก็มีขึ้นที่นี่นะครับ ส่วนพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ต ก็เคยประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ใช้เป็นสถานที่รับแขกส่วนพระองค์ รวมทั้งใช้เป็นสถานที่แสดงละคร พระที่นั่งจึงเหมาะสมมากกับการจัดแสดงดนตรีคลาสสิก รับรองได้ถึง 230 ที่นั่ง แล้วการจัดในช่วงค่ำ ก็จะได้เข้ามาชมพระราชวังกันตั้งแต่ช่วงเย็นบรรยากาศดีมาก มีอาหารรสดีจัดเลี้ยงก่อนชม บะหมี่วังพญาไทต้องมาชิมกัน พอช่วงค่ำพระที่นั่งประดับประดาไฟสวยงามมากครับ”

พล.ท.ธำรงรัตน์ กล่าวว่า หลายคนสนใจศึกษาประวัติสถานที่แห่งนี้ ก็คงรู้ว่าสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของพระราชวังพญาไท ที่นี่คือดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยย่อส่วน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นเมืองจำลองขึ้นเพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย เคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งสำหรับให้ชาวต่างประเทศพัก สร้างเป็นโรงพยาบาลทหาร และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาจนปัจจุบัน

พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ เคยเป็นที่ประทับของพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ออกแบบโดยวิศวกรชาวอิตาลี พระที่นั่งองค์นี้มีสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างคลาสสิกและอาร์ตนูโวสร้างด้วยโครงสร้างคอนกรีตหน้าตัดหน้าบัน ทางทิศใต้มีพระปรมาภิไธยย่อ ส.ผ. (เสาวภาผ่องศรี) ทำให้พระที่นั่งองค์นี้มีชื่อเรียกว่าท้องพระโรง ส.ผ. หลังคาเป็นทรงโดม สถาปัตยกรรมแบบโรมันชายคาประดับลวดลายฉลุเป็นความงามคู่ควรชม

พล.ท.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์

รื่นรมย์โสตทัศน์ ณ วังพญาไท

สมัยที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระชนม์ชีพอยู่นั้นก็ได้เคยเสด็จทอดพระเนตรคอนเสิร์ต และเสด็จไปเยี่ยมนักเรียนทุนถึงห้องเรียน ได้ทรงก่อตั้งทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกขึ้นเมื่อปี 2543 ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระปณิธาน “พัฒนาพรสวรรค์ สรรค์สร้างคีตกวี ผลิตนักดนตรีสู่สากล” ทรงรับเป็นองค์ประธานและทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการถึงปัจจุบันมีนักเรียนทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ แล้วมากกว่า 50 คน

คอนเสิร์ตครั้งที่ 10 จะเปิดเวทีโดยการเดี่ยวเปียโนนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในวงการดนตรีคลาสสิก ภูมิ พรหมชาติ และเดี่ยวเปียโนโดย ชญณัฐ วิสัยจร สองนักเรียนทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ ปิดท้ายด้วยการร้องโดย ณัฐพร ธรรมาธิ นักร้องไทยระดับเสียง Tenor ที่ไปทำงานมีชื่อเสียงอยู่ในเมืองซาลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย

นักร้องและนักดนตรีขึ้นเวทีคัดสรรเป็นพิเศษ เพื่อฉลองการจัดแสดงครบ 10 ปี พล.ท.สุปรีชา โมกขะเวส ประธานจัดงานคอนเสิร์ต และครูเปียโนคร่ำหวอดในวงการดนตรีคลาสสิก พีรพงศ์ สุรวรรณ กรรมการผู้ช่วยประสานงาน อธิบายรายละเอียดเรื่องนี้

“ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็น Chamber Music การแสดงวงดนตรีขนาดเล็กเหมาะสำหรับบรรเลงในห้อง แต่ปีนี้พิเศษกับการแสดงเดี่ยวเปียโน ทั้งสามคนเป็นนักดนตรีไทยมีชื่อเสียงในระดับสากล คุณภูมิเป็นนักดนตรีได้รับทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ เปิดเวทีด้วยการเดี่ยวเปียโนราว 30 นาที 3 เพลง คือ L’Entretien des Muses เพลงที่สอง Romance in a Flat Major, K.Anh 205 และเพลงที่สาม Piano Sonata No.3 ต่อด้วยการเดี่ยวเปียโนโดยคุณชญณัฐ ในเพลง Piano Concerto No.3 Op.37 (1st Movement)

ซ้าย พีรพงศ์ สุรวรรณ ขวา พล.ท.สุปรีชา โมกขะเวส

ช่วงไฮไลต์คือการร้องของคุณณัฐพร นักร้องที่มีชื่อเสียงและบินมาเพื่อขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้จากออสเตรีย เพลงปิดเวทีด้วยบทเพลงไพเราะมากครับ คือ Nessun Dorma (Turandot) เป็นเพลงอุปรากรใช้เปียโนแทนวงออร์เคสตราได้เลยครับ คนชื่นชอบเปียโนได้ฟังเต็มอิ่ม ส่วนคนชอบเพลงร้องครึ่งหลังก็มีบทเพลงไพเราะให้ฟังตั้งแต่เพลงเปิด Torna a Surriento แม้ไม่ใช่คอเพลงคลาสสิกก็เป็นเพลงที่หลายคนคุ้นหู เป็นส่วนผสมที่ดีของความบันเทิงไม่หนักเกินไปนะครับ” พีรพงศ์ อธิบายรายละเอียดเพลงบนเวทีคอนเสิร์ต

พล.ท.สุปรีชา อธิบายเพิ่มเติมว่าคัดบทเพลงที่คุ้นหูมากว่าครึ่ง โดยเฉพาะเพลงร้อง ส่วนคอเปียโนจะได้ชมการโชว์ฝีมืออย่างเต็มที่

“ทั้งสามเพลงของคุณภูมิ แบ่งเป็น 3 ยุค ตั้งแต่เพลงแรกยุคเก่าอายุ 300 กว่าปี เพลงที่สองของโมสาร์ท ส่วนเพลงที่สามต้องบอกว่าทันสมัยเจี๊ยบเลยครับ Piano Sonata No.3 โดยนักประพันธ์เพลง Carl Vine ยังมีชีวิตอยู่ อาจจะฟังยากปีนบันไดฟังกันสักหน่อยครับ ซึ่งนี่คือพระปณิธานสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือนอกจากการสร้างนักดนตรีแล้วต้องสร้างฐานคนฟังด้วย คนฟังต้องฝึกฟังเพลงคลาสสิกและเพลงโมเดิร์นด้วยครับ เพราะวาทยกรทั่วโลกเลือกเพลงโมเดิร์นขึ้นมาบรรเลงโชว์กันมากขึ้น

เพลงแนวนี้คนฟังอาจยังไม่คุ้นหูกัน ก็ร้อง…จ๊ากกันเป็นแถว (หัวเราะ) แต่ผมแนะนำโซนาต้า เบอร์ 3 ลองฟังกัน นักประพันธ์เพลงนี้ คาร์ล ไวน์ ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่ต้องมีการตีความในแบบการบรรเลงเพลงสมัยเก่า ที่นักประพันธ์เสียชีวิตไปหมดแล้วนักดนตรียุคนี้จึงต้องตีความกันเอง การบรรเลงของคุณภูมิเป็นศิลปะสมัยใหม่ที่น่าสนใจมากครับ” พล.ท.สุปรีชา กล่าวทิ้งท้าย

คอนเสิร์ตได้ชมความงามของวังโบราณ ได้ชื่นชมความสามารถของนักดนตรีไทยและมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.02-354-7987 02-354-7732 บัตรราคา 1,500/1,000 บาท นักเรียน-นักศึกษา 500 บาท

ช่วงค่ำคืนวันอาทิตย์นี้ วังพญาไทจะถูกปลุกให้เปี่ยมชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยท่วงทำนองแสนคลาสสิก

 

อย่าให้กระเป๋าแบน แล้วแฟนทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493916

อย่าให้กระเป๋าแบน แล้วแฟนทิ้ง

โดย…กั๊ตจัง ภาพ เอพี, อีพีเอ

เชื่อหรือไม่ว่า ปัญหาเรื่องเงินทองไม่ได้จบแค่เรื่องของเงิน แต่ลุกลามไปถึงปัญหาชีวิตครอบครัวที่อาจจะต้องแตกร้าวตามมา หากมีความรักให้กันไม่มากพอ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการหย่าร้างเพราะเงินหมด ควรเริ่มปรับพฤติกรรมบางอย่างดังนี้

1.พูดคุยเรื่องเงินกันมากขึ้น

จริงอยู่ว่ายุคปัจจุบันต่างคนต่างมีรายได้จากการทำงาน และมักจะคิดว่าการแยกกระเป๋าเงินจะเป็นการดีที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อความมั่นคงในชีวิตส่วนตัว แต่สำหรับชีวิตคู่แล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งที่อีกฝ่ายไม่สามารถจ่ายค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟได้ ปัญหาที่ตามมาคือ คำถามว่าอีกฝ่ายเอาเงินไปทำอะไร ดังนั้นทั้งคู่ควรเปิดเผยถึงรายได้และวางแผนการเงินร่วมกัน รวมถึงการพูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ว่าในแต่ละวันเอาเงินไปซื้ออะไรมาบ้าง ก็จะช่วยทำให้เกิดความวางใจกันมากขึ้น

2.ไม่มีแผนใช้เงินร่วมกัน

ข้อนี้เป็นปัญหาที่ลุกลามมาจากความเชื่ออย่างหนึ่งก็คือ การมีชีวิตคู่แต่ก็อยากจะมีโลกส่วนตัวที่อีกฝ่ายไม่ต้องมายุ่ง ห้ามตามเช็กว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ใช้เงินไปกับอะไร เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งปัญหานี้จะนำไปสู่ปัญหาการใช้ชีวิตคู่อื่นๆ ตามมา ในด้านการใช้เงินคู่รักที่มีพฤติกรรมแบบนี้ มักจะไม่มีแผนเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ไม่มีแผนการลงทุนสำหรับชีวิตคู่ในอนาคตที่ชัดเจน ซึ่งส่วนมากมักจะแยกทางกันก่อนที่จะแต่งงานกันด้วยซ้ำ

3.ใช้เงินฟุ่มเฟือย

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพฤติกรรมการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือย โดยไม่สนใจความยากลำบากของฝ่ายที่ทำงานหาเงินมาได้ ยิ่งเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการทะเลาะกันง่ายขึ้น เพราะทำให้ฝ่ายหาเงินและพยายามประหยัดเพื่ออนาคตครอบครัวกลายเป็นคนที่เหนื่อยที่สุด แต่ตัวเองกลับไม่ได้อะไรเลย

4.อย่าซื้อชีวิตคู่ด้วยเงิน

คู่รักที่ไม่ได้มองเรื่องรายได้ของอีกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ จะมีแนวโน้มครองคู่ด้วยกันนานกว่าคู่อื่นๆ ดังนั้นอย่าให้เงินเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกคู่ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่เขาหรือเธอไม่สามารถหารายได้จุนเจือครอบครัวได้มากเหมือนเก่า ทำให้ชีวิตเริ่มอยู่อย่างอัตคัด เมื่อนั้นปัญหาการทะเลาะกันเพราะเงินก็จะเริ่มขึ้น

5.แอบซื้อของส่วนตัวราคาแพง

หลายคู่ประสบปัญหาต้องแอบซื้อของราคาแพงสนองความต้องการส่วนตัว ปัญหานี้มองได้ 2 มุม ประเด็นแรก ก็คือครอบครัวนั้นไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องการใช้เงินมากพอ และมีพฤติกรรมชอบแอบเอาเงินไปซื้อของส่วนตัวที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว

ประเด็นที่ 2 คือ ครอบครัวนั้นไม่ได้มีการวางแผนจัดสรรเงินที่ดีพอ ซึ่งการใช้ชีวิตคู่จำเป็นต้องมีการแยกเงินอีกก้อนหนึ่งสำหรับการใช้จ่ายส่วนตัว ที่ใครอยากจะได้อะไรก็เอาเงินในส่วนที่เหลือตรงนี้ไปซื้อของที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตอีกฝ่าย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินกองกลางนั่นเอง

 

เลือกการเรียนรู้ที่โดนใจ เพื่อต่อยอดความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493789

เลือกการเรียนรู้ที่โดนใจ เพื่อต่อยอดความรู้

โดย…กันย์ ภาพ AFPคนเราไม่ชอบอยู่ในภาวะของความไม่รู้ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะของความไม่รู้ได้ คือ การหมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC กล่าวว่า การเรียนรู้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ละคนจึงมีปัจจัย มีเงื่อนไขในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป คนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ และนำไปสู่ผลงานที่ดีเยี่ยมได้ ก็ต่อเมื่อค้นพบรูปแบบของการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวของผู้เรียนเองมากที่สุด ทุกวันนี้มีรูปแบบการเรียนรู้มากมายเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องใหม่ๆ ที่เรียกว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Experiential Learning

เทรนด์ที่เห็นชัดเจน คือ เรื่องการเรียนรู้สมัยใหม่นั้นพึ่งพารูปแบบการเรียนรู้จากห้องเรียนน้อยลง ทั้งนี้ก็เพราะทุกวันนี้เรื่องของข้อมูล ความรู้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว หรือเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับใครหลายๆ คน พวกเขาอาจเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องทฤษฎีจากการหาอ่าน ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมากกว่าการมาเข้าฟังในห้องเรียน กิจกรรมในห้องเรียนสมัยนี้ จึงกลายเป็นเรื่องของการฝึกปฏิบัติ การลงมือทำเสียมากกว่า

มีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่คนมักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอ และควรได้รับการชี้แจง นั่นคือ การเรียนรู้นั้นไม่ใช่เพียงแค่การใส่ข้อมูลความรู้เข้าไปแค่อย่างเดียว หากแต่การเรียนรู้ที่ถูกต้องประกอบไปด้วย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเรียนรู้มา และการเรียนรู้สิ่งที่เคยรู้ด้วยมุมมองใหม่ๆ เคล็ดลับของการเรียนรู้ที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ ความเต็มใจและยินดีที่จะยอมละทิ้งสิ่งที่เคยเรียนรู้มา แล้วลองค้นหาวิธีการใหม่ๆ สิ่งที่ท้าทาย ก็คือ เมื่อนายไม่ได้รู้ทุกเรื่องแล้วลูกน้องจะคาดหวังให้พวกเขาเป็นผู้นำที่ดีได้อย่างไร

 

ชีวิตหลากสี(สัน)ผ่านเฟรม โจนาทาน เดมมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493624

ชีวิตหลากสี(สัน)ผ่านเฟรม โจนาทาน เดมมี

โดย…ปณิฏา

คอหนังตัวจริงไม่มีใครไม่รู้จัก โจนาทาน เดมมี ผู้กำกับชาวอเมริกัน ที่ฝากผลงานเอาไว้มากมายในช่วงชีวิตการทำงานในฮอลลีวู้ดกว่า 40 ปี ของเขา นับตั้งแต่เริ่มฉายแสงกับหนังตลกยุคทศวรรษที่ 1980 อย่าง Melvin and Howard (1980), Swing Shift (1984), Something Wild (1986) แล้วก็ Married to the Mob (1988)

ก่อนจะกลายเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างกับหนังที่ฉีกแนวไปจากเดิม ซึ่งเขาได้กำกับเรื่องที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมขายดีของโทมัส แฮร์ริส The Silence of the Lambs (1991) โดยสามารถคว้ารางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จด้วย ไม่นานหลังจากนั้น โจนาทาน ยังได้กำกับหนังที่สร้างกระแสในสังคมได้อย่างมากมายอีกเรื่อง คือ Philadelphia (1993)

Something Wild

โจนาทาน หรือชื่อเต็มๆ ว่า โรเบิร์ต โจนาทาน เดมมี เป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เขาเกิดวันที่ 22 ก.พ. 1944 ในย่านบอลด์วิน นิวยอร์ก หากไปเติบโตที่รัฐฟลอริดา โดยจบมัธยมและมหาวิทยาลัยที่นู่น ก่อนจะกระโจนเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ในทันที โดยเริ่มงานในช่วงแรกๆ ด้วยการเป็นผู้เขียนบทและผู้สร้างร่วม (Angels Hard as They Come ปี 1971 และ The Hot Box ปี 1972) ก่อนจะได้เริ่มชิมลางกำกับหนังให้สตูดิโอเดียวกันนี้ (นิวเวิลด์ พิกเจอร์ส ของโรเจอร์ คอร์แมน) สองสามเรื่อง

ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงย้ายค่ายมากำกับหนังเรื่องใหม่ให้พาราเมาท์ พิกเจอร์ส Handle with Care (1977) ซึ่งแม้หนังไม่ค่อยได้รับการโปรโมท และยอดไม่กระเตื้อง แต่บรรดานักวิจารณ์ต่างเทดาวให้ เช่นเดียวกับเรื่องต่อมา Melvin and Howard (1980) ที่ทำให้ชื่อของโจนาทาน เดมมี เริ่มติดลมบน จนมีงานดีๆ ที่จะสร้างชื่อให้คนจดจำได้มากขึ้นติดต่อเข้ามา อย่างการกำกับดาราดังแห่งยุค อย่างโกลดี ฮอว์น และเคิร์ต รัสเซล ใน Swing Shift (1984) แต่แทนที่จะดันให้เขาโด่งดัง โจนาทานมีปัญหาในการทำงานกับนักแสดงสาว โกลดี ฮอว์น จนต้องถึงกับโบกมือลาตำแหน่งผู้กำกับเลยทีเดียว

Rachel Getting Married

เขาหันหลังให้ฮอลลีวู้ด ไปหลบเลียแผลใจกับหนังสารคดี ถ่ายทอดการแสดงคอนเสิร์ตของวง ทอล์คกิง เฮดส (Talking Heads) ในเรื่อง Stop Making Sense (1984) ซึ่งคว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมของสมาคมนักวิจารณ์แห่งสหรัฐ ก่อนจะกลับมากำกับหนังรักปนตลก Something Wild (1986) ตามด้วยการนำเอาละครเวทีของ สปอลดิง เกรย์ Swimming to Cambodia มากำกับในรูปแบบภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน ปี 1987 และมีโรแมนติกคอมเมดี้อีกเรื่อง Married to the Mob (1988)

โจนาทาน ตั้งบริษัทหนัง คลินิกา เอสเตติโก (Clinica Estetico) ในนิวยอร์ก ร่วมกับโปรดิวเซอร์ เอดเวิร์ก แซกซัน และปีเตอร์ ซาราฟ ในปี 1987 หลังจากคว้ารางวัลออสการ์จากเรื่อง The Silence of the Lambs (1991) เขาก็ได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนสนิทซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์ สร้างและกำกับหนังเรื่อง Philadelphia (1993) ที่ได้นักแสดงแถวหน้าอย่าง ทอม แฮงก์ และ เดนเซล วอชิงตัน มารับบทบาทสำคัญ โดยเพลง Streets of Philadelphia ที่ บรูซ สปริงทีน ร้องและแต่งเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ คว้ารางวัลในหลายเวที เช่นเดียวกับนักแสดงนำอย่าง ทอม แฮงก์ รวมถึงรางวัลใหญ่อย่างออสการ์ด้วย

Philadelphia

หลังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Beloved (1998) ที่สร้างจากหนังสือของนักเขียนเฟมินิสต์ โทนี มอร์ริสัน รวมทั้งการนำหนัง 2 เรื่องจากยุคทศวรรษที่ 1960 มารีเมก ทั้ง The Truth About Charlie (2002) และ The Manchurian Candidate (2004) แถมยังทำหนังสารคดี Man from Plains (2007) เรื่องราวการออกโปรโมทหนังสือ Palestine: Peace Not Apartheid ของอดีตประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ที่ได้รับเชิญให้ออกฉายเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

Rachel Getting Married (2008) ผลงานเรื่องถัดมาของโจนาทาน เป็นอีกเรื่องที่นักวิจารณ์เทดาวให้ทั้งตัวผู้กำกับและนักแสดงนำหญิง แอน เฮทาเวย์ ก่อนที่เขาจะกระโดดไปลองกำกับละครเวทีเรื่อง Family Week ผลงานเขียนบทของเบท เฮนลีย์ ในช่วงเดียวกันเขาเซ็นสัญญาจะกำกับหนังเรื่อง 11/22/63 นิยายไซไฟของสตีเฟน คิง เรื่องราวเกี่ยวโยงกับวันลอบสังหารอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในดัลลัส แต่สุดท้ายโปรเจกต์ล้ม เขาได้ไปกำกับหนังสารคดี และมิวสิควิดีโอหลายๆ เรื่อง

Stop Making Sense

โจนาทาน เดมมี เสียชีวิตด้วยวัย 73 ในแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ด้วยอาการแทรกซ้อนจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และโรคหัวใจเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทิ้งผลงานหลากสไตล์เอาไว้เบื้องหลัง

ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน 5 เรื่องที่ปรากฏในภาพเป็นผลงานเด่นที่คนรักหนังและรักโจนาทานไม่ควรพลาด สไตล์ของ โจนาทาน เดมมี ที่โดดเด่นในหนังของเขา ก็คือการเล่นอารมณ์กับภาพโคลสอัพ โดยให้นักแสดงจับจ้องตรงๆ มาที่กล้อง โดยเฉพาะในห้วงอารมณ์ตึงเครียดของหนัง ที่จะเห็นได้ในหลายๆ ฉากของ Silence of the Lambs และ Philadelphia ขณะที่หนังในยุคหลังๆ ของเขา จะมีอารมณ์แบบหนังสารคดีเข้ามาใช้เยอะ โดยเฉพาะกับเรื่อง Rachel Getting Married

สไตล์ของเขาส่งอิทธิพลสู่ผู้กำกับรุ่นหลังๆ มากมาย อย่าง พอล โทมัส แอนเดอร์สัน (Magnolia-1999, There Will Be Blood-2007) นั้นยกย่องโจนาทานเป็นคัมภีร์อันเอกอุของเขาเลย ขณะที่อีก 2 ผู้กำกับที่มักหยิบเอาสไตล์ของเขามาใช้ก็อย่าง อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Sideways-2004, Paris, je t’aime-2006) รวมทั้งเวส แอนเดอร์สัน (The Darjeeling Limited-2007, The Grand Budapest  Hotel-2014)

The Silence of the Lambs

 

 

‘ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน’ นฤพนธ์ สุดสวาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493621

‘ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน’ นฤพนธ์ สุดสวาท

โดย…พริบพันดาว ภาพ : เฟซบุ๊ก Naruepon Sudsawad

“หอนาฬิกาที่หาช่างซ่อมไม่ได้” เป็นเรื่องสั้นของ นฤพนธ์ สุดสวาท ซึ่งได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 15 ประจำปี 2557 ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่ถูกจับตามองคนหนึ่งในวงการวรรณกรรมไทย

เขาแจ้งเกิดการเขียนด้วยข้อเขียนท่องเที่ยวกึ่งบันทึก ด้วยลีลาและภาษาที่โดดเด่น และมีมุมมองที่แปลกใหม่ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลเรื่องสั้นจากรางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ การันตี
อีกคำรบหนึ่ง

งานรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของนฤพนธ์ คือ “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” ถูกจับตามองจากบรรดานักอ่าน จากในหนังสือเล่มนี้ที่เขียนบรรยายสรรพคุณไว้ว่า

การวางโครงเรื่อง การจัดองค์ประกอบ การตัดต่อบรรยากาศแบบภาพยนตร์ การตัดปะแบบจิตรกรรมร่วมสมัย ความชาญฉลาดในการใช้ความจริงมาอิงความลวง การสร้างบรรยากาศกึ่งฝันกึ่งพิศวงโน้มนำให้ผู้อ่านพลัดหลงเข้าไปในเรื่องเล่าที่ซับซ้อน ตำนานปรัมปราซึ่งผูกเรื่องวิทยานิพนธ์ ผู้คนพื้นเมือง ข่าวหนังสือพิมพ์ รูปธรรมของสถานที่ที่มีอยู่จริง อันนำไปสู่แก่นของเรื่องที่ซ่อนไว้อย่างมีชั้นเชิง

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เรื่องสั้นบางเรื่องในเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในนิตยสาร Southeast Asian Literature อีกด้วย

นฤพนธ์ บอกว่า การเริ่มต้นเขียนหนังสือของเขาไม่น่าต่างจากคนอื่นนัก เริ่มจากนิสัยชอบอ่าน

“อ่านทุกอย่างจริงๆ นึกภาพออกใช่ไหม ในยุคที่เราไม่ได้มีเครื่องเล่นวิดีโอทุกบ้าน หนังสือเป็นคำตอบที่ดี จนเมื่อชีวิตได้เดินทางมากขึ้น เราพบว่า เอ๊ย! ชาวบ้านตามตะเข็บชายแดน ชีวิตต่างเราจัง โลกไม่สวยอีกแล้ว ทุ่งลาเวนเดอร์มลายหายทันที ทำไมดูเขามีชีวิตที่ลำบากเหลือเกิน แร้นแค้นและถูกเอาเปรียบ

“ผมโตมากับงานนิยายหรือเรื่องสั้นเพื่อชีวิต สารคดีก็ค่อนข้างหนักๆ เลยลองเขียนดูบ้าง ถ่ายทอดสิ่งที่เราไปสัมผัส เจ็บช้ำ ความคับหมองใจที่ผู้คนตามรายทางมีต่อระบบรัฐในประเทศนี้ ถ้าคุณยังพอมีหัวใจที่เป็นมนุษย์อยู่บ้าง เหล่านี้มันจะเร่งเร้าภายในเองว่าคุณต้องเขียนต้องเล่ามันออกมา”

 เขาพูดถึงหนังสือ “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” ของตัวเองว่า

“เป็นรวมเรื่องสั้นในรอบห้าปีของผม จนตอนนี้ยังไม่แน่ใจเลยว่ามันดีไหม เขียนบำบัดตัวเองทั้งนั้น ทั้งเรื่องพ่อ ครอบครัว การเมือง ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เราอ่านพบ สงคราม ความรุนแรง กระทั่งเรื่องผู้หญิง หัวใจบอบช้ำสลายน่ะใช่ แต่เราจะพูดเรื่องนี้ตรงๆ ได้หรือ ใครจะอ่าน ผมเป็นคนที่มีคลังภาษาน้อย ฉะนั้นคนอ่านจะเห็นได้ชัดเลยในเล่มนี้ว่าผมเอาวิธีการเข้ามาช่วย เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ผมอยากบอก หรืออย่างเรื่องการเมือง คุณพูดให้ตายในโซเชียลไม่มีใครฟังคุณหรอก นอกจากคนที่มีธงการเมืองอยู่แล้วในใจ เราก็เอาเรื่องสั้นมารับใช้ความคิดเรา มันแนบเนียนกว่าไปตะโกนในที่สาธารณะแบบนั้น

“เอาการเดินทางมารับใช้ในงานเขียนเพื่อปัดเป่าสิ่งตกค้างในตัวเอง หนังสือเล่มนี้คงไม่น่าเบื่อนัก มีพื้นที่ของเรื่องกระจัดกระจายกันไปตามสถานที่ต่างๆ มีมิติกาลเวลาเหลื่อมซ้อนกันในบางเรื่อง แนะนำว่า 2-3 เรื่องควรตั้งใจอ่าน มันยาวเกินมาตรฐานเรื่องสั้นทั่วไป เรียกร้องสมาธิพอสมควร”

นฤพนธ์ เปิดใจว่า เขาคาดหวังกับหนังสือเล่มนี้อยู่พอควรว่า จะได้รับการตอบรับจากนักอ่านในด้านบวก

“ค่อนข้างไปทางคาดหวังมาก ระยะเวลาห้าปีนั้นนานพอดู คณะบรรณาธิการใช้เวลาแก้ ถอด รื้อตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา พวกเขาทำงานหนักมาก นักเขียนจะมีอะไรเศร้ากว่าการที่หนังสือออกมาแล้วไม่มีใครพูดถึง เงียบหาย ชีวิตคงวังเวงน่าดู นักเขียนก็แบบนี้ล่ะ มีความทะยานอยากที่จะพามันไปพบคนอ่าน

“ส่วนเรื่องคนอ่านจะเข้าใจสิ่งที่เราเสนอไปไหมก็คงขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่เราเขียนกับสิ่งที่เขาคิดเดินมาบรรจบที่ตรงกลางหรือเปล่า ถ้าลงตัวพอดีก็ถือว่าประสบความสำเร็จ มีคนพูดให้ฟังบ้างในส่วนที่เขาไม่ชอบ ผมก็ครับๆ คุณเป็นนักเขียนจะไปทำอะไรได้ดีกว่าฟัง ใครอ่านจบก็นึกขอบคุณทั้งนั้น ชีวิตแต่ละคนมีไม่มากหรอก หนังสือผมไปขโมยเวลาในชีวิตเขาหลายวัน ควรขอบคุณ”

สุดท้าย เขาย้ำว่า หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ

“อายุจะสี่สิบแล้ว ควรมีชิ้นงานที่ให้ความรู้สึกว่า นี่ไงการงานแห่งชีวิต เสมือนเป็นอนุสาวรีย์ของตัวเอง”

 

สัมผัสเสน่ห์โปโลชายหาด กีฬาที่ใครก็เล่นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493616

สัมผัสเสน่ห์โปโลชายหาด กีฬาที่ใครก็เล่นได้

โดย…สมแขก

หากคุณยังพอคุ้นกับลีลาควบม้ากับท่วงท่าสะบัดข้อมือก้มตัวลงฟาดลูกบอลในกีฬาที่รายล้อมไปด้วยสาวสังคมชั้นสูงในละครย้อนยุคได้แล้วละก็ คงพอคุ้นเคยกับคำว่าขี่ม้าโปโลอยู่บ้าง ภาพที่เห็นจนชินตาถูกถ่ายทอดผ่านละครว่าขี่ม้าโปโลเป็นเกมกีฬาของไฮโซ หรือคนมีเงิน ซึ่งย้อนไปราวกว่า 100 ปีก่อน คนไทยเริ่มรู้จักกีฬาชนิดนี้ในชื่อ ขี่ม้าตีคลี เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำและชาวต่างชาติ จนมีการสร้างสนามม้าฝรั่ง หรือปัจจุบันคือ ราชกีฑาสโมสร นั่นเอง

ดังนั้น ภาพของกีฬาขี่ม้า หรือขี่ม้าโปโล จึงถูกตีกรอบให้เป็นกีฬาของคนรวย แต่สำหรับ โอม-นารา เกตุสิงห์ เลขาธิการสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย เจ้าตัวเป็นนักกีฬาขี่ม้าและเป็นตัวแทนคนไทยเข้าร่วมแข่งขันขี่ม้าโปโลชายหาด ณ ชายหาดหัวหิน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อธิบายให้เห็นภาพของกีฬาขี่ม้า ว่า “แต่ถ้าจะพูดให้ถูก นี่คือกีฬาของคนรักม้า เหตุผลเพราะขี่ม้าไม่ได้เป็นกีฬาสวยงามหรือมีเงินอย่างเดียวก็ทำได้ ขี่ม้าเป็นกีฬาที่เหนื่อย ต้องอดทนสูง ฝึกซ้อมหนัก เป็นกีฬาที่ทีมเรานอกจากคนแล้วก็คือม้า ความท้าทายคือการสื่อสารระหว่างเรากับม้า ฉะนั้นต้องมีใจรักถึงจะอยู่บนหลังม้าได้นาน”

หากให้เจาะจงที่กีฬาขี่ม้าโปโลชายหาดหนึ่งเดียวในประเทศไทยและรายการเดียวในภูมิภาคเอเชีย ในชื่อรายการเอเชียน บีช โปโล แชมเปี้ยนชิพ 2017 (Asian Beach Polo Championship 2017) จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 แล้ว โดยกลุ่มบริษัท บี.กริม ร่วมกับ พราว เรียล เอสเตท และอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และการเลือกเมืองหัวหินเป็นสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ นอกจากทัศนียภาพสวยงาม และมีมนตร์เสน่ห์ของการขี่ม้าเลียบหาดหัวหิน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหัวหิน รวมทั้งมีพื้นที่หน้าชายหาดที่กว้างและทรายที่ละเอียด อัดตัวแน่นเหมาะกับการแข่งขัน

โอม บอกว่า การแข่งขันนี้เป็นเกมที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักกีฬาขี่ม้ามากขึ้น ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมว่า กีฬาขี่ม้าโปโล หนึ่งทีมประกอบด้วยผู้เล่น 4 คน แต่ด้วยสนามที่เล็กสามารถปรับเปลี่ยนให้เหลือ 3 คนได้ การตีจะเหมือนฮอกกี้ คือ ตีให้เข้าประตูของฝั่งตรงข้ามเป็นการทำคะแนน ใครได้คะแนนมากที่สุดก็ชนะไป

กีฬาขี่ม้าโปโล เป็นเกมการแข่งขันที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว และดุดัน แข็งแกร่ง เป็นเกมที่ดุเดือด โอกาสกระทบกระทั่งระหว่างม้ากับผู้เล่นจึงมีอยู่ตลอดเวลา แต่ความท้าทายและเสน่ห์เฉพาะของการแข่งขันกีฬาขี่ม้าบีช โปโล หรือโปโลชายหาด คือต้องมีการคำนวณและดูเวลาน้ำขึ้น-น้ำลงในแต่ละปี เพื่อใช้พื้นที่บริเวณหาดทราย หลังจากที่น้ำทะเลลดลงจนได้ระดับที่เหมาะสมในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนใช้ลูกโปโลยางคล้ายลูกฟุตบอลขนาดเล็กแทนลูกโปโลปกติ แต่ยังคงใช้กติกาการแข่งขันตามมาตรฐานสากล “สำหรับคนดู ผมว่าดูไม่ได้ยาก การทำเข้าประตูนับหนึ่งคะแนนไปเรื่อยๆ ชายหาดพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่ทำให้ผู้ชมสนุกสนาน เพราะได้เห็นจริง แต่สนามใหญ่ๆ คนเล่นอาจจะสนุก แต่คนดูอาจจะอยู่ห่างมองเห็นไกลๆ แต่นี่คืออยู่ใกล้และส่งเสียงเชียร์

ชักก้าคือการแบ่งช่วงเวลาการเล่น ส่วนใหญ่หนึ่งชักก้าคือ 7 นาที เกมหนึ่งจะเล่น 4-6 ชักก้า ทุกๆ หนึ่งชักก้านักกีฬาจะเปลี่ยนม้าเพื่อความสมบูรณ์ของม้า ถามว่าจะมาเล่นขี่ม้าโปโล หรือโปโลชายหาดต้องมีพื้นฐานอะไร แน่นอนว่าพื้นฐานคือรักกีฬาและรักสัตว์ ถ้าขี่ม้าเป็นมาก่อนก็จะทำให้ฝึกง่ายขึ้น ผมไม่ได้มีพื้นฐานจากโปโล แต่เป็นนักกีฬาขี่ม้าข้ามสิ่งกีดขวางมาก่อน มาได้ทำงานและเรียนรู้กีฬาโปโลก็ง่ายกว่าต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ถามว่ายากไหมก็ไม่ยาก ก็เหมือนกีฬาขี่ม้าทุกคนที่ซ้อมและรักสัตว์ ก็เล่นได้แล้วครับ”

“กีฬาขี่ม้าออกกำลังทุกส่วนอยู่แล้ว จะเหนื่อยด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึกอะไรเพิ่มเติม ยกเว้นคนที่จะออกกำลังกายอย่างอื่นเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวเองเฉพาะ แต่ถามว่าต้องฟิตอะไรมากเป็นพิเศษ ไม่ต้อง เพราะขี่ม้าคือกีฬาที่ออกกำลังกายได้ทุกส่วนอยู่แล้ว” โอม ทิ้งท้าย

 

 

อดิศร อินคต เกษตรเต็มเวลาคือความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493614

อดิศร อินคต เกษตรเต็มเวลาคือความสุข

โดย…สมแขก ภาพ อดิศร อินคต

จากเด็กหนุ่มที่เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเจอกับสาวนิติศาสตร์ที่สนใจงานด้านการเกษตรอินทรีย์ ทำให้เขาต้องตกกระไดพลอยโจนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว อดิศร อินคต วัย 31 ปี เพิ่งเขียนเรื่องราวของตัวเองและแฟนสาว นฤมล เทพวรรณ์ ลงในเว็บบอร์ดชื่อดัง และตั้งแฟนเพจชื่อ เกษตรท้ายบ้าน เพื่อบอกกล่าวญาติพี่น้องเพื่อนพ้องที่รู้จักว่าพวกเขาสองคนกำลังทำงานที่มีความสุขมาก ผลพลอยได้คือทั้งสองคนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวหัวใจสีเขียวอีกไม่น้อยทีเดียว

“ผมจบวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แฟนผมจบนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนแรกพวกเรามาทำงานประจำที่กรุงเทพฯ แต่แฟนผมเขาสนใจและตั้งใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านมาเสมอ เขาศึกษา เก็บความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ผมไม่สนใจเลย จนกระทั่งเราสองคนตัดสินใจกลับไปทำงานประจำที่ จ.เชียงราย บ้านเกิดของเขา แต่ก็ทำได้ไม่นาน ก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งเพื่อหวังจะเป็นเกษตรกรเต็มเวลา” อดิศร เล่าจุดเริ่มต้นของเกษตรท้ายบ้าน

 “ในช่วงแรกเราสองคนคิดว่าจะหาทุนเพื่อไปทำการเกษตร ก็เลยไปขายเสื้อผ้าก่อนหวังว่าจะทำไปพร้อมกันได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องออกไปขายของตามตลาดนัด ช่วงแรกได้กำไร แต่มีช่วงที่รายได้ตกเหลือวันละ 70 บาท ทำให้เราสองคนตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะหยุดขายของและทำเกษตรจริงจัง” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน บอกอีกว่า เงินกำไรที่ได้จากการขายเสื้อผ้าเขานำมารักษาอาการป่วยของแฟนสาวที่เกิดจากอาการแพ้ยา “การหยุดอยู่บ้านทำให้ผมต้องเริ่มทำเกษตรจริงจัง”

จากคนที่ไม่เคยเชื่อว่าเกษตรกรรมจะทำให้ยั่งยืน กลัวว่าทำแล้วทุนที่เหลือน้อยนิดจะจมไปกับผืนดินที่อาจยังไม่งอกเงยในทันที บวกกับเสียงคำถามมากมายที่ถาโถมเข้ามา ทำให้อดิศรท้อหลายต่อหลายครั้ง “เราเริ่มปลูกผักจากท้ายบ้านของเราเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เราปลูกผักแปลงเล็กๆ สองแปลงปลูกมะเขือเปราะเจ้าพระยา ผักบุ้ง ฯลฯ เริ่มได้ผลผลิตก็เอาไปขายในตลาดที่ขายผักอินทรีย์ แต่ไม่มีใครซื้อเลย ทำเกษตรอินทรีย์คนที่บ้านก็ตั้งคำถาม คนในหมู่บ้านก็สงสัย เหมือนกรอกหูเราตลอดว่าทำไม่ได้ ไปไม่รอด แรกๆ ผมก็คิดเหมือนกัน

“ช่วงแรกๆ เรารับไม่ได้ โมโห และเสียใจตลอด เราคิดว่าเรากลับมาพัฒนาบ้านเกิด ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ แต่เวลาและประสบการณ์ทำให้เราใจเย็นขึ้น จัดการอารมณ์ได้เร็วและมีสมาธิกับงานมากขึ้น พยายามไม่คิดแทนคนอื่น แต่รู้ตัวว่าเราคิดและทำอะไรอยู่ก็พอ พอเราผ่านอุปสรรคด้วยกันมา ผมกับแฟนก็ปรึกษาและวางแผนกันใหม่ เปลี่ยนจุดขายเป็นตลาดสดธรรมดาๆ คนเดินเยอะกว่าพอมีรายได้กลับเข้ามา ครั้งแรกคือ 500 บาท/เดือน เราขายทุกวันพระ อาทิตย์ละหนึ่งวัน เราทำไปหนึ่งปีกว่าๆ ตอนนี้เรามีรายได้ 5,000 บาท/เดือน แม้จะน้อยกว่าเงินเดือนที่พวกเราเคยได้ 3 เท่า แต่มันมีความสุขที่ตอนทำงานประจำเราไม่เคยมี”

อดิศร เล่าอีกว่า ความฝันของเขาไม่ใช่การมีเงินเยอะ แต่คือการได้ทำงานกับครอบครัว สิ่งที่เขาค้นพบหลังจากได้ลงมือทำงานเกษตรเต็มตัวคือ การพบว่าตัวเองกินผักเก่งทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ชอบกินผักเลย “ผมพบความสุขจากการทำงานนี้จากตอนแรกไม่เคยเชื่อว่ามันจะไปรอด มันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้จับดิน ปลูกต้นไม้ อยู่กับน้ำ และสิ่งสำคัญคือได้ทำสิ่งเหล่านี้กับคนที่เรารัก ความเปลี่ยนแปลงของผมคือก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบกินผักเลย แต่พอเรามาปลูกผักทำให้ผมลองชิมผัก ทำให้รู้สึกว่าผักที่เราปลูกมันรสชาติดีกว่าผักที่เราเคยกินมา เลยชอบกินผักที่เราปลูกมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ)”

จากที่ดิน 1 งานหลังบ้าน ปลูกกล้วย ผักบุ้ง มะเขือ ทั้งสองคนเริ่มขยายงานไปในพื้นที่ใหญ่ขึ้น คือที่ดินของฝ่ายหญิงจำนวน 5 ไร่ เริ่มขุดสระน้ำ เลี้ยงไก่ไข่ และทำนา “การทำนาเป็นการทดสอบความรู้ทั้งหมดของเราเลย เรารู้ทันทีว่าไม่พร้อมสำหรับการทำนา อุปสรรคมากมายสอนเรา การทำอินทรีย์ 100% ก็ต้องต่อสู้กับความคิดเก่าของคนที่ทำมาก่อน แต่พอเราให้กำลังใจกันและกัน ก็กลับมาสู้ใหม่ ยิ่งทำยิ่งสนุก ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ได้เข้าใจศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มากขึ้น เข้าใจเพราะลงมือทำอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำ คือการสร้างความยั่งยืนให้ครอบครัว”

หนึ่งวันของสองหนุ่มสาวที่วันนี้คือเกษตรกรเต็มเวลาเริ่มต้นจากตีสี่ครึ่ง และจบที่ฟ้ามืดเกือบทุกวัน “เราตื่นเช้าเพื่อไปปลูกต้นไม้ในที่นา เป็นช่วงที่เราปรับพื้นที่ ดังนั้นเรายังต้องปลูกต้นไม้อยู่ จากนั้นก็ดูแลไก่ที่เลี้ยงไว้ ให้อาหาร ดูสุขภาพ จากนั้นก็จะกลับมาทำงานในร่มหลังบ่ายโมง เช่น ดูแลต้นกล้าที่เพาะไว้ ทำปุ๋ยหมักไปจนถึงเย็น ออกไปดูแลแปลงผักท้ายบ้าน เตรียมดินปลูกต้นไม้ ก่อนจะพักผ่อน

“เป้าหมายของเราสองคนคือเลี้ยงตัวเองได้ มีผลผลิตหมุนเวียนทำให้สิ่งที่เราทำยั่งยืน ความสุขของผมทุกวันนี้คือการได้ทำงานกับแฟน นี่คือเป้าหมายของผม ผมได้ทำงานด้วยกัน ปรึกษากันวางแผนหาทางออกเมื่อเจอปัญหา ทุกอย่างไม่เคยราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว แต่งานนี้สอนพวกเราว่าถ้ามีใจใหญ่พอ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ เงินทุนน้อยก็สามารถทำได้ ถ้าไม่ตั้งใจก็ล้มเหลว” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน สรุป