สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้ชนะโชคชะตาด้วยปาฏิหาริย์ที่สร้างเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493611

สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้ชนะโชคชะตาด้วยปาฏิหาริย์ที่สร้างเอง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ฉันไม่เคยมีความฝันอยากจะดำน้ำมาก่อน” ประโยคแรกของคำนำผู้เขียนบันทึกไว้ ในหนังสือที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเรื่อง How deep is your dream

องุ่น-สุดารัตน์ เทียรจักร์ ผู้เขียนวัย 26 ปี ได้รวบรวมเรื่องราวตั้งแต่การตั้งเป้าหมายในชีวิต ไปจนถึงการพบเจอคนที่คอยช่วยนำทางและฝ่าฟันหาวิธีการเพื่อไปถึงมัน

ปี 2547 เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้กระดูกสันหลังทับเส้นประสาทไขสันหลังบริเวณคอ ร่างกายไร้ความรู้สึกและสั่งการไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง นั่งอยู่บนวีลแชร์ และขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอได้ลุกขึ้นมาหัดจับปากกาอีกครั้ง และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตหลังอุบัติเหตุเรื่องพลังที่ซ่อนอยู่

“พอมีความฝันอยากเขียนนิยายก็ต้องเริ่มตั้งแต่หัดเขียนใหม่ เพราะมือไม่มีแรง ต้องค่อยๆ จับปากกา ขยับมือเขียนบันทึกเป็นไดอารี่ไปเรื่อยๆ จนสามารถรวบรวมเป็นหนังสือเรื่องหลังที่ซ่อนอยู่ได้ เกี่ยวกับเรื่องราวหลังอุบัติเหตุว่ารู้สึกยังไงบ้าง สู้ชีวิตมายังไงบ้าง เป็นหนังสือเกี่ยวกับความหวังและทำให้เราต้องยอมรับความจริงไปด้วย อีกอย่างคือ เราเป็นคนพิการจะออกไปทำงานอื่นจะยาก สิ่งที่พอทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องเดือดร้อนใครก็คือ การเขียนบันทึกด้วยปากกาไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนอยู่สะสมเป็นสิบๆ เล่มแล้ว” องุ่น กล่าว

ความฝันอยากเป็นนักเขียนได้สำเร็จลุล่วงถึงเล่มที่ 2 ซึ่งเล่มนี้ได้เล่าถึงความฝันอีกอย่างกับการอยากเป็น “นักดำน้ำ” เธอเล่าว่า ตนอยากรู้ว่าตอนที่ร่างกายลอยอยู่ในน้ำนั้นจะรู้สึกอย่างไร ทำให้เธอพยายามขยับตัวเพื่อลุกออกจากเตียง ทำให้ต้องออกแรงเข็นวีลแชร์เอง ทำให้ได้คิดและลองทำอะไรหลายอย่างเพื่อหาทางออกไปจากจุดเดิมๆ

“ตอนที่ประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องสู้ เพราะเรายังมีความหวังว่าเราจะหาย เราไม่รู้จักโรคที่เราเป็น และเราก็เชื่อตามหมอที่เขาให้กำลังใจว่าเดี๋ยวก็หาย เรามีความหวังอยู่ตรงนั้น แต่พอนานๆ เข้าก็ต้องยอมรับแล้วว่า เราคงไม่หายกลับไปเป็นเหมือนคนอื่น และต้องอยู่กับมันให้ได้ หลังจากนั้นเราก็เริ่มมีเป้าหมายในชีวิตอย่างอื่นและเริ่มทำตามฝันนั้นให้สำเร็จ ซึ่งนอกจากจะได้เป็นนักเขียนแล้ว ตอนนี้องุ่นสามารถทำตามฝันได้อีกอย่าง คือ การดำน้ำ”

เธอเล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของการดำน้ำเกิดจากอยากไปเที่ยวทะเล แต่ถ้าไปทะเลอย่างเดียวคงไม่สนุก เธอจึงอยากรู้ว่า ร่างกายอย่างเธอจะสามารถเล่นน้ำทะเลหรือดำน้ำตื้นได้หรือไม่ เมื่อตั้งใจเช่นนั้นเธอจึงเริ่มพัฒนาตัวเอง ทั้งออกกำลังกายและทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ร่างกายพร้อมมากที่สุด ทั้งที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ปี 2558 เธอเป็นผู้ชนะกิจกรรมก้าวออกจากฝัน (แล้ว) สร้างสรรค์ให้เป็นจริงของเว็บไซต์ pantip.com ร่วมกับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จนได้ไปดำน้ำแบบสกูบาตามฝัน องุ่นต้องเรียนดำน้ำกับนักดำน้ำและนักกายภาพที่สามารถดำน้ำได้เพื่อความปลอดภัย โดยก่อนลงทะเลจริงเธอต้องทำธาราบำบัดและฝึกอยู่ในน้ำให้คุ้นชิน ซึ่งเธอได้ค้นพบว่า ชอบมันมาก

“การอยู่ในน้ำคือความรู้สึกอิสระ” เธอกล่าวต่อ “ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เอง ได้ทิ้งรถเข็นที่ติดตัวเรามานาน เพราะน้ำทำให้เราตัวเบาเหมือนสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ตอนครั้งแรกที่ได้ลงดำน้ำลึก 6 เมตรไม่รู้สึกกลัว เพราะองุ่นมั่นใจกับคนที่พาเราลงไป และมันเป็นความรู้สึกใหม่ รู้สึกอัศจรรย์ และอยากอยู่ใต้น้ำนานๆ นอกจากนี้ การได้ไปทะเล (เกาะราชา) อีกครั้งหลังจากเคยไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจมาก เพราะเราเป็นคนแพร่ ไม่เห็นทะเลบ่อยๆ และคราวนี้องุ่นไปทะเลแบบที่เดินไม่ได้ มันแตกต่างจากเดิม แต่ก็น่าตื่นเต้นกว่าเดิม แค่เห็นริ้วทรายใต้น้ำองุ่นก็รู้สึกดี แค่มีน้ำผ่านตัวเราก็รู้สึกว่ามหัศจรรย์แล้ว”

การดำน้ำทุกครั้ง เธอต้องมีบัดดี้เป็นนักดำน้ำและนักกายภาพลงไปพร้อมกัน คนหนึ่งช่วยจับถังออกซิเจน และอีกคนคอยอยู่ข้างๆ โดยเธอเคยดำน้ำมาแล้ว 7 ไดรฟ์ ไดรฟ์ที่ลึกที่สุดคือ 12 เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับนักดำน้ำระดับโอเพนวอเตอร์

“การอยู่ใต้น้ำทำให้เรามีสมาธิ ได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง เห็นสิ่งที่ผ่านตาเราไปอย่างชัดเจน และรู้สึกสบาย บางคนอาจรู้สึกอึดอัดใต้น้ำ แต่ถ้าเราสามารถควบคุมตัวเอง มีสมาธิ มันก็จะเกิดเป็นความรู้สึกที่ดี”

การเดินทางครั้งนี้สามารถช่วยตอบสิ่งที่เธอสงสัยว่าร่างกายสามารถทำอะไรได้ หรือไม่ได้บ้าง และทำให้เธอไม่นำข้อจำกัดที่ตัวเองมีมาใช้เป็นข้ออ้างที่จะละทิ้งความฝันหรือสิ่งที่อยากทำต่อไป การดำน้ำยังทำให้เธอรู้ว่า เธอสามารถไปไหนก็ได้และทำอะไรก็ได้ เพียงแค่เตรียมพร้อมและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด

“องุ่นต้องยอมรับตัวเองที่เป็นแบบนี้และปรับชีวิตให้เป็นไปตามสิ่งที่เป็นอยู่ องุ่นชอบการเดินทางเพราะเวลาเจอปัญหาหรือรู้สึกน้อยใจกับโชคชะตา พอได้ไปเห็นโลกภายนอกจะทำให้เรารู้ว่าปัญหาของเราเป็นแค่เรื่องนิดเดียว และชอบท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน แต่อยากมีเป้าหมายที่ทำให้กล้าออกไปทำอะไรใหม่ๆ ออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ถึงแม้ว่าเป้าหมายจะทำให้เราผิดหวังที่ไม่สามารถทำได้ แต่เราก็ยังดีใจที่ชีวิตยังมีเป้าหมายอยู่”

นอกจากนี้ องุ่นยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้พิการที่คิดว่าโชคชะตาไม่เข้าข้าง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

“ชีวิตคนเราไม่มีข้อจำกัดจริงๆ ขนาดองุ่นขยับร่างกายไม่ได้แต่สามารถลงไปดำน้ำได้ สามารถว่ายน้ำได้เอง ซึ่งองุ่นคิดว่า ร่างกายของเรามีเรื่องที่เราเองยังไม่รู้อีกเยอะ และการได้เจอคนที่รู้ก็ทำให้เราขยายโลกตัวเองให้กว้างขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือการส่งต่อแรงบันดาลใจ เพราะหลังจากที่เราสามารถทำได้แล้ว ก็มีกลุ่มคนพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ลงดำน้ำเหมือนกัน” รวมถึงการเขียนหนังสือที่เธอต้องใช้เวลากว่า 2 ปีก่อนกลับมาเขียนได้เหมือนเดิม

“How deep is your dream เป็นหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์การดำน้ำขององุ่นเอง ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เล่มแรกในท้องตลาด แต่องุ่นอยากสื่อสารให้ทุกคนเห็นว่าการดำน้ำไม่ใช่เรื่องยาก และโลกใต้น้ำในเมืองไทยสวย สำหรับคนพิการ หรือคนธรรมดาที่มีความฝัน หรือสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ อยากให้อ่านเรื่องขององุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่องุ่นอยากให้ทุกคนลองกลับไปทำหรือเริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของตัวเอง องุ่นคิดว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ แค่ต้องใช้เวลา แค่ต้องใช้โอกาส แค่ต้องใช้ความพยายาม”

กระทั่งย่อหน้าสุดท้ายของคำนำผู้เขียนได้บันทึกไว้ว่า จนถึงตอนนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณร่างกายตัวเองด้วยซ้ำที่ช่วยให้ฉันเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำได้ แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อย่างการขยับตัว การลุกขึ้นจากที่นอน หรือเรื่องยากๆ อย่างการดำน้ำใต้ทะเลลึก ถ้ามีความตั้งใจและความพยายามแล้ว คนเราก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองได้เสมอ อย่างเป้าหมายต่อไปในชีวิต เธออยากเดินทางแบ็กแพ็กไปต่างประเทศกับคุณแม่สองคน

“องุ่นเชื่อในทฤษฎีต่อจุด วันนี้เราอาจจะมีจุดหมายจุดนั้นอยู่ แต่เรายังทำไม่ได้ เราก็ทำจุดที่ทำได้อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งมันอาจจะไปถึงจุดนั้นก็ได้ เหมือนที่องุ่นกำลังต่อจุดโดยเริ่มจากตัวเอง เริ่มหัดเขียน เริ่มทำกายภาพบำบัด เพราะองุ่นเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่า จุดหนึ่งของตัวเองจะไปอยู่ใต้ทะเล แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วและเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ชีวิตขององุ่นสมบูรณ์ขึ้น และเมื่อมันมีจุดต่อไปหรือจุดใหม่ที่ยังมองไม่เห็น เราก็จะไม่รู้สึกกลัว ถึงแม้ว่ากราฟชีวิตขององุ่นจะไม่เหมือนคนธรรมดาที่จะเรียนจบ ทำงาน แต่งงานมีครอบครัว ซึ่งจุดขององุ่นในมุมหนึ่งอาจดูว่างเปล่า แต่จริงๆ แล้วมันไม่ว่างเปล่าเลย แค่เรายังมองไม่เห็นจุดนั้นเท่านั้นเอง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามจุดอื่นๆ ขององุ่นได้ทางเพจเฟซบุ๊ก A ngun อินสตาแกรม a_ngun_st และหนังสือทั้งสองเล่มของเธอ

 

 

เดินหน้าพัฒนาวัสดุก่อสร้าง ‘รักษ์โลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493559

เดินหน้าพัฒนาวัสดุก่อสร้าง ‘รักษ์โลก’

โดย…ปอย

 เทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นเทรนด์โลก ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายแห่งมองหานวัตกรรมเข้ามาตอบโจทย์

เช่นเดียวกับนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขานรับโจทย์จากโรงงานผลิตรองเท้าแตะ เอาพลาสติกเหลือทิ้งมาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว พร้อมเดินหน้าพัฒนา “วัสดุก่อสร้างรักษ์โลก” แบบครบวงจร

ประชุม คำพุฒ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) อธิบายรายละเอียดการผลิตวัสดุจากการก่อสร้างในแนวทางรักษ์โลก ซึ่งเป็นโจทย์มาจากโรงงานรองเท้าแตะที่มีของเหลือจากการผลิตเป็นเศษรองเท้าพลาสติกจำนวนมาก สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่ามากขึ้นนำมาใช้ในวงการก่อสร้างตึกอาคารได้แข็งแรง

 ประชุม เริ่มต้นกล่าวในเรื่องนี้ว่า กระแสรักษ์โลกวันนี้มีเรื่องให้คิดค้นใหม่ๆ มากมาย เช่น เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ก็มีหลากหลายสาขา อาทิ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Efficiency) การใช้พลังงานจากของเสีย (Waste to Energy) พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) หรือการบริหารจัดการของเหลือทิ้ง (Waste Management)

โดยที่คณะวิศวกรรมโยธา นักวิจัยเลือกเศษพลาสติกจากรองเท้าเป็นวัสดุหลักสู่คอนกรีตบล็อกมวลเบา ชูจุดเด่นที่น้ำหนักเบา ต้นทุนถูก แต่ผู้ประกอบการไม่นำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตต่อยอด

ในฐานะนักวิจัย ประชุม มุ่งมั่นผลักดันในเชิงพาณิชย์เพื่อขยายการใช้ประโยชน์ไปในวงกว้างขึ้นอีกด้วย จึงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาวัสดุก่อสร้างสีเขียวแบบครบวงจร

“ไทยมีโรงงานรองเท้ามากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้โอกาสสำหรับวัสดุที่เป็นเศษพลาสติกมีมาก ในขณะที่ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์ปัญหาของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่สะดวก ใช้คนน้อยลง เพราะขาดแคลนแรงงาน ทำให้เรามีโอกาสที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์มาก จึงจับมือผู้ประกอบการก่อสร้างขนาดเล็กนำงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาสิ่งเหลือใช้ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น” ประชุม กล่าวถึงที่มาที่ไปของการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นมิตรต่อโลกสีน้ำเงินใบนี้

 นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เน้นจุดเด่นของการใช้วัสดุธรรมชาติมาเสริม หรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นไม่หยุดยั้ง

เช่น “เพเฟอร์” แผ่นผนังดินอัดสำเร็จรูป ไม่ละลายน้ำ และมีการยึดเกาะของโมเลกุลดี ง่ายต่อการขนส่ง พร้อมจุดเด่นคือ ต้านทานการชะล้างสูง เนื่องจากบ้านดินมักเจอปัญหาที่ไม่ทนน้ำ ตอบโจทย์บ้านดินสำหรับพักอาศัย รวมถึงบ้านพักอากาศหรือรีสอร์ทที่เน้นเชิงอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน ที่จะช่วยให้บ้านเย็นเมื่ออากาศร้อนและบ้านอุ่นเมื่ออากาศเย็น

“โคโค่กรีน” จากผลพลอยได้ของโรงงานแปรรูปมะพร้าว ทั้งเถ้ากะลามะพร้าว เส้นใยมะพร้าว ขุยและกากมะพร้าว รวมถึงกล่องยูเอชทีมาเป็นส่วนผสมสำคัญผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสปีดวอลล์ ผนังมวลเบาสำเร็จรูปก่อสร้างเร็ว ความหนาแน่นต่ำ แต่ยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบาเพียง 50% ของผนังคอนกรีตสำเร็จรูป ใช้แรงงานคนในการติดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องจักร

ชุดผลิตภัณฑ์ก่อสร้างผลงานของ มทร.ธัญบุรี คิดค้นเหล่านี้เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผนวกการนำของเหลือทิ้งหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน

 

 

ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ‘ทำไป พักไป’ ในชีวิตหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493555

ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ‘ทำไป พักไป’ ในชีวิตหลังเกษียณ

โดย…วรธาร

 ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ อาจารย์สอนดนตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักผ่านหนังสือ 25 เล่ม ที่เขียนเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และผ่านเสียงเปียโนเพลงไทยอันไพเราะที่บรรเลง

ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา ศ.ดร.ณัชชา สรรค์สร้างผลงานชั้นยอดที่เป็นต้นแบบจนเป็นที่ยอมรับในวงการอุดมศึกษาของประเทศ

แน่นอนว่า การทำงานหนักมาตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน ในปีนี้ถึงจะมีอายุครบ 59 ปี และในปีหน้าจะมีอายุครบ 60 ปี ได้วางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างไร? ทำงานต่อไปหรือหยุดทำงาน หรือตั้งใจจะทำอะไร?

“ดิฉันคิดไม่ออกว่าตั้งใจจะทำอะไรหลังเกษียณ คงเหมือนชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่เคยวางแผน อยากทำอะไรก็ทำ ชอบอะไรก็ทำ ไม่ชอบก็ไม่ทำ เผอิญสิ่งที่ดิฉันชอบเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ดิฉันเจริญก้าวหน้า สมัยเป็นนักเรียนก็ชอบเรียนหนังสือ ต่อมาในวัยทำงานก็ชอบทำงาน ชอบสอนหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรนะคะ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว

 “ดิฉันรักงานดนตรี รักงานศิลปะ รักงานหนังสือ รักชีวิตในมหาวิทยาลัย รักสังคมวิชาการ ดิฉันก็ได้สัมผัสครบหมดทุกอย่างแล้ว หลังเกษียณก็จะทำงานเหมือนเดิมต่อไป เพราะคงไม่อยากทิ้งสิ่งที่เรารักไปทำอย่างอื่น งานที่ดิฉันทำไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ อยู่บ้านก็ทำได้ บรรยากาศที่บ้านดีกว่าด้วยซ้ำ ได้ดูแลบ้านด้วย เพียงแต่จะทำช้าลงตามสังขาร ไม่หมกมุ่นมากเกินไป เรียกว่า ‘ทำไป พักไป’ น่าจะเป็นชีวิตหลังเกษียณของดิฉันค่ะ”

ศ.ดร.ณัชชา บอกว่าในอนาคตอาจจัดเวลาเดินทางท่องเที่ยวบ้าง ปีละครั้งสองครั้ง ต่างจังหวัดบ้าง ต่างประเทศบ้าง แต่เที่ยวแบบเหมาะกับวัย ทำทุกอย่างช้าๆ ไม่เสี่ยง เลือกไปในที่ที่มีสิ่งที่เราพอใจ ดนตรี ศิลปะ อาหาร ต้นไม้ใบหญ้า อากาศ ช็อปปิ้ง เป็นต้น

“ปีหน้าจะประเดิมวัย 60 ด้วยการไปเที่ยวปารีสกับเพื่อนสนิท”

เป็นอาจารย์มาถึง 34 ปี บารมีที่สั่งสมมาจนถึงวัยเกษียณ ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่มองว่า ศ.ดร.ณัชชา เป็นที่พึ่งได้ เป็นหลักให้อาจารย์ดนตรีทั่วประเทศ ทั้งเรื่องการสอนหนังสือ การเขียนหนังสือ การทำวิจัยสร้างสรรค์ การสร้างผลงานทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ

 “สุดท้ายของคุณค่ามนุษย์ ก็คือ คุณสามารถช่วยส่วนรวมได้แค่ไหน คุณสร้างคุณประโยชน์ให้ส่วนรวมมากน้อยเพียงใด ถ้าถามว่าดิฉันอยากต่ออายุราชการหรือไม่? ดิฉันคิดว่าหน่วยงานควรตอบคำถามนี้มากกว่า คนอย่างดิฉันจะมีประโยชน์กับภาควิชาต่อไปหรือไม่ ดิฉันคิดเสมอว่าถ้าไม่มีเราเขาก็อยู่กันได้ ดิฉันคงไม่ดิ้นรนอยากต่อสัญญาจ้างเพียงเพราะเสียดายเงินเดือน

“หลังเกษียณมีอะไรให้ทำอีกมาก วันนี้ก็คิดว่าจะทำงานเขียนหนังสือกับงานเปียโนเพลงไทยต่อไป แต่วันหน้าถ้าเกิดเบื่อขึ้นมา ก็จะเลิกทำ พอแก่ตัวแล้วดิฉันอาจอยากทำอย่างอื่นก็ได้ อะไรก็ไม่แน่ไม่นอนค่ะ ขอให้ทำแล้วมีความสุข ที่สำคัญคือต้อง ‘ทำไป พักไป’ เพื่อสุขภาพ”

 

สมศักดิ์ ชลาชล วิวรรธน์ เกษมอมร ช่วยกันยกระดับ ‘เรื่องของผม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493549

สมศักดิ์ ชลาชล วิวรรธน์ เกษมอมร ช่วยกันยกระดับ ‘เรื่องของผม’

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 คู่ดูโอบนเวที โชว์สาธิตการทำสีในงานเปิดตัวสีผม Schwarzkopf Professional Essential Looks SS2017 คอลเลกชั่นชื่อ Strong Bond เร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเรเนซองส์ จ.ภูเก็ต ท่ามกลางเจ้าของซาลอนมีชื่อเสียงทั่วประเทศที่มาเรียนรู้เชิงสัมมนา

โดยมีไอคอนแห่งวงการช่างผมไทย สมศักดิ์ ชลาชล แนะเทรนด์แฟชั่นด้วยมุมมองอัพเดทช่างไทยไปให้ล้ำก้าวให้ทันโลกสากล เป็นการทำงานร่วมกับมืออาชีพที่ยกให้เป็นกุญแจความรู้เรื่องเทคนิคสีผม วิวรรธน์ เกษมอมร ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค ชวาร์สคอฟ แบรนด์คุณภาพของประเทศเยอรมนี ให้ข้อมูลเทคนิคการทำสีซีซั่นนี้มาพร้อมกับสีเหลืองเลมอน ไม่ใช่แค่เหลืองพาสเทลธรรมดาๆ สีนั้นเอาต์ไปแล้ว

ป๋อง-วิวรรธน์ ทำงานดูแลพาร์ตเนอร์คือให้ความรู้ซาลอนทั่วประเทศอย่างมืออาชีพ “ครูสมศักดิ์” คือแกนหลักแห่งวงการช่างผมไทยทุกๆ คน ก้าวตามความสำเร็จ เป็นสองเส้นทางทำงานที่ได้มาบรรจบกันอย่างสตรอง

ครู (ต้อง) เป็นแกนหลัก

“เริ่มรู้จักกัน ตอนนั้นป๋องเป็นนักเรียนโรงเรียนเสริมสวยเกตุวดี ผมเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ฐานะเราจึงเริ่มต้นด้วยความเป็นครูและนักเรียนมาโดยตลอด ซึ่งป๋องก็เคารพศรัทธาครูมากในเรื่องการเป็น ‘ผู้ให้’ เรารักการให้ความรู้ศิษย์ เขาก็มีเราเป็นไอดอลตลอดเวลาที่เขามาทำงานในวงการแฮร์สไตลิสต์ ผมก็ได้มองเห็นแววความเป็นครูของเขาฉายชัดเจน เขามีความเป็นครูสูง เราเป็นพวกชอบให้ความรู้คนเหมือนๆ กัน จนกระทั่งเมื่อป๋องทำงานที่ชวาร์สคอฟ และผมได้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์แบรนด์ การทำงานจึงสนับสนุนกันมาโดยตลอด

“ป๋องมีฝีมือไต่เต้าตำแหน่งงานขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นระดับหัวหน้าของการทำสีผม-คัลเลอร์ลิสต์ เราอยู่ในสายตากันเสมอสนับสนุนกันอยู่ในเชิง ใช้คำนี้ได้เลย คือเขาก็มองเราทำไมอยู่กับชวาร์สคอฟมาตลอด 10-20 ปี ระบบงานก็ย่อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารไปเรื่อยๆ นะครับ กี่ชุดไม่รู้กี่ชุด แต่ครูสมศักดิ์ก็ยังอยู่กับแบรนด์นี้ไม่ไปไหน

“ถ้าเอ่ยชื่อ วิวรรธน์ เกษมอมร คือผู้เชี่ยวชาญสีผมระดับประเทศไปแล้วนะครับ ก็ย่อมธรรมดาว่ามีคนติดต่อซื้อตัวเขาตลอดเวลา ผมก็บอกลูกศิษย์คนนี้ว่า วันนี้เราไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน หรือเพื่อตัวเองแล้วนะ แต่เป็นการทำงานเพื่ออุตสาหกรรมช่างเสริมสวย เพื่อยกระดับความงามในระดับประเทศทำให้ทุกคนประจักษ์โดยมีครูเป็นแกนหลัก ทุกๆ ครั้งที่มีการชักชวนป๋องไปทำงานแห่งใหม่ ผมบอกป๋องเสมอว่าความแข็งแกร่งไม่ได้ขึ้นมาเพียงวันเดียว เช่นเดียวกับกรุงโรมซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นมาเพียงวันเดียว ผมสร้างแบรนด์ปีหน้าก็ครบ 3 ทศวรรษแล้วนะครับ (บอกด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ) ด้วยปรัชญา 3 คำ จริงใจ จริงจัง เจนจัด แล้วด้วยความรักในอาชีพในองค์กรก็จะทำให้เรามีทั้งความมั่นคงและชื่อเสียงตามติดมา

“สำคัญมากครับ ความรักความจริงใจในองค์กร ความจริงจังทำซ้ำในศาสตร์ในเทคนิคบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเจนจัด การงานทำให้เราไปศึกษาเทรนด์ผมคู่กันทั่วโลก

“สกิลเรื่องทำสีเขาเก่งระดับประเทศอยู่แล้ว ส่วนเราเป็นเรื่องคัตติ้ง จึงมีโอกาสได้ไปเรียนรู้เรื่องนี้คู่กันเสมอโดยเฉพาะเทรนด์ในยุโรป ก็ไม่เคยพร่ำสอนกันแต่ครูพูดเสมอๆ ว่า… ทฤษฎีของครูสมศักดิ์ คือทำซ้ำๆ ทำเรื่อยๆ มันจะเกิดครีเอทีฟ แล้วมันก็จะตามมาด้วยนวัตกรรม การรู้ลึกรู้จริงศึกษาเรื่องหลักในเวลาสิบๆ ปี จะเป็นการทำให้เรามีค่า ขณะที่คนรุ่นใหม่เขาคิดไม่เหมือนเรา เขาออกไปหาเงินเดือนใหม่ๆ เรื่อยๆ แต่รู้ลึกรู้จริงไหมไม่การันตี

“ครูสอนลูกศิษย์เสมอเรื่องช่างทำผม มี 2 กะ คือ กะเทย กับกะหรี่ (บอกยิ้มๆ นิ่งๆ) แต่ภาพนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันคนเข้าวงการแฮร์สไตลิสต์ คือคนรู้จริง เรียนจริง ช่างผมไทยหลายๆ คนจบจากสถาบันระดับโลก วิดัล แซสซูน ผมก็ทำให้เห็นว่าแม้ผมไม่มีโอกาสไปในจุดนั้น แต่ทดแทนด้วยการเรียนจบปริญญาเอก โดยไม่ใช่แค่ให้คนมาเรียกดอกเตอร์อย่างนั้นอย่างนี้ ผมเรียนเพื่อไม่อยากให้ใครมองแค่อีกะเทยช่างผม การเรียนทำให้คนยอมรับเราโดยแท้จริง ครูชอบสอนแทรกจรรยาบรรณคนมีวิชามีฝีมือเราจะมั่นใจในความรู้ตัวเองอัตโนมัติ (คราวนี้ยิ้มใจดี) ไม่เป็นช่างไปหลอกคนทำสีผมสีโน้นสีนี้แล้วผมเขาพังทั้งหัว

“ครูสอนเรื่องอาชีพแต่ไม่เคยแตะต้องใครในเรื่องส่วนตัว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตใคร ถือหลักชีวิตใครชีวิตมัน ใครมีปัญหาเรื่องผัวเรื่องเมียไปแก้ไขปัญหากันเอาเอง (หัวเราะ) ถ้าดุก็เพราะรักแต่ไม่เคยดุใครนะ ลูกศิษย์จึงเกรงใจโดยเฉพาะป๋องนิสัยช่างเกรงใจคน ม-า-ก แต่ครูไม่มัวมานั่งเกรงอกเกรงใจใครจะพูดตรงไปตรงมาถ้าเรื่องงาน เขาก็ได้เรียนรู้เรื่องนี้จากเราด้วย

“ก้าวต่อไปผมกำลังยกระดับในทางกฎหมายให้ช่างผมไทยทุกคนต้องมี License ส่วนป๋องก็ไปในเส้นทางของเขาคือเรียนรู้หาความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคนิคสีผม ซึ่งการสนับสนุนกันและกันคือความเชื่อมั่นว่าเราพากันไปไกลได้ เป็นสองแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและช่างผมทุกคนต้องใช้ในระดับอาเซียน แฮร์สไตลิสต์ไทยเก่งกาจไม่แพ้ใคร”

ครูสอน (ผม) เสมอ

“ช่วง 7 ปีที่ผ่านมานี้ ผมสนิทกับครู-ดร.สมศักดิ์ มากขึ้นจากที่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่ได้สนิทสนมกันมากนักนะครับ แต่เมื่อได้เป็น ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคชวาร์สคอฟ ต้องเดินทางไปศึกษาอัพเดทเทรนด์ผมทุกซีซั่นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ร้านใหญ่ร่วมเดินทางไปคือร้านชลาชล ซึ่งถือเป็นพาร์ตเนอร์รายใหญ่ในการทำงานร่วมกัน

“ครูคือไอคอนของวงการแฮร์สไตลิสต์ในเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับการสร้างอาชีพช่างเสริมสวยอุตสาหกรรมผมให้ได้แข็งแกร่ง มั่นคง และเป็นไอดอลของผมในความเป็นครู ซึ่งด้วยหน้าที่ของผมต้องไปฝึกสอนช่างในซาลอนต่างๆ ทั่วประเทศ เกี่ยวกับเทคนิคนวัตกรรมสีผมใหม่ๆ ทุกๆ ซีซั่น ครูสอนผมเสมอๆ ครับว่า หน้าที่นี้คือครู คือคนส่งผ่านข้อมูลที่ไม่แค่ชัดเจนถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการสอนจากใจ

“การเดินทางไปในทั่วโลกด้วยกัน ไม่ใช่แค่ไปเปิดโลกเห็นสิ่งแปลกใหม่แต่เป็นการพัฒนาตัวเอง พัฒนาช่าง เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่ใช่แค่ในแบรนด์ชลาชล แต่เราแบ่งปันความรู้ไปในซาลอนต่างๆ ด้วย

“ผมเรียนหลักสูตรช่างทำผมกับโรงเรียนเสริมสวยเกตุวดี ตอนเป็นวัยรุ่นจบปริญญาตรีก็ได้ไปทำงานโรงแรมที่ประเทศออสเตรเลีย ค่าตัดผมที่นั่นแพงมาก กลับมาก็อยากทำร้านทำผม เพราะคุณแม่มีร้านเสริมสวยที่ จ.ราชบุรี แม่เหนื่อยมากกับงานเสริมสวยผู้หญิงที่ค่อนข้างจุกจิก กว่าจะสวยถูกใจทั้งช่างทั้งลูกค้า

“แต่ผมไม่คิดว่าเรียนปริญญาด้านบริหารธุรกิจแล้วมาผิดทาง ทำไมไม่เรียน วิดัล แซสซูน ไม่เคยเสียดายมานั่งคิดอะไรแบบนั้น กลับคิดด้วยซ้ำนะครับว่าอาชีพช่างผมของแม่ทำไมไม่มีระดับโพรเฟสชันนัลกว่านี้ ก็คิดในใจมาตลอดกระทั่งมาเจอครูที่มีเป้าหมายร่ำเรียนให้ได้ระดับ Ph.D. ดร.สมศักดิ์ ไอคอนคนนี้ของวงการผมไทย

“จากภาพแรก สมศักดิ์ ชลาชล สังคมจ๋ามากไม่กล้าเข้าใกล้ (หัวเราะ) แต่พอได้ใกล้ชิดก็ได้เห็นอีกหลายๆ ภาพ การได้เดินทางด้วยกัน ก็ได้เห็นภาพชีวิตการงานที่ครูวางตัวปกติ ไม่หวือหวา ครูให้โอกาสบอกสอนลูกศิษย์เสมอๆ เป็นธรรมชาติมาก ไม่เคยดุ เราก็ไม่เกร็ง ครูทำทุกอย่างเพื่อยกระดับช่างผมไทยสู่สากล อย่างเช่นการเรียนก็เพื่อการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การเอาดีกรีไปโอ้อวดใคร หรือการพัฒนาช่างให้มีใบประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพ ครูก็จริงจังมากครับ นี่คืออีกภาพที่เหนือระดับกว่าภาพไฮโซ

“ปรัชญาช่างที่ครูย้ำบอกคือ จริงใจ จริงจัง เจนจัด ความจริงใจทำให้เราไม่หลอกใคร ความจริงจังครูเน้นให้ผมเตรียมข้อมูลทำการบ้านก่อนไปสอนเทคนิคต่างๆ แล้วก็จะเกิดความเจนจัดพัฒนาในอาชีพของเราต่อไป สีผมคอลเลกชั่น Strong Bond ผมกล้าบอกเลยครับ ช่างไทยทำเก่งไม่แพ้ฝรั่ง แล้วเหนือกว่าคือเราใส่รายละเอียด ผมภูมิใจมากที่ได้สอน เพราะจากแต่เดิมเราเรียนรู้กันแบบหาประสบการณ์ในร้าน ครูพักลักจำ แต่ข้อมูลถูกต้องที่แบรนด์เราส่งให้จะทำให้วงการแกร่งขึ้น

“ครูคอยสนับสนุนตลอดบอกเสมอครับว่า ก้าวแรกเราไปให้ได้ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่างและซาลอนอาเซียนต้องรู้จักเรา สตาร์ทให้ได้สตรองก่อน แล้วก้าวต่อไปตามมาแน่นอน”

 

กมลวรรณ วิปุลากร ท่องเที่ยวเพิ่มประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493547

กมลวรรณ วิปุลากร ท่องเที่ยวเพิ่มประสบการณ์

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

กมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมเครือข่ายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ผลประกอบการผูกติดกับการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่เพียงธุรกิจที่ผูกพันกับการท่องเที่ยวแต่ไลฟ์สไตล์ของเธอนั้นก็ชอบท่องเที่ยว ชอบรับประทานเพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่เช่นเดียวกัน

“การเที่ยวหรือสรรหาของกินนั้นทำให้เห็นพฤติกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ในร้านอาหารที่นำมาใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าของโรงแรมได้ด้วย”

วันทำงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ไปไหนมากเมื่อเลิกงานจะมองหาร้านอาหารไทยเพื่อรับประทานอาหาร

สำหรับวันหยุดเธอชอบท่องเที่ยวในประเทศตามที่ต่างๆ และหากเป็นวันหยุดยาวก็จัดทริปไปต่างประเทศกับลูกสาววัย 14 ปี ที่กำลังเรียนอยู่เยียร์ 9 (มัธยม 2) โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ เพื่อได้ใกล้ชิดทำความเข้าใจเพื่อให้การสนับสนุนลูกให้ถูกทาง

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาช่วงลูกสาวปิดเทอมในการท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ ถ้าหากไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดจะเน้นท่องเที่ยวเพื่อดูวิถีชีวิตชาวบ้าน และหากไปต่างประเทศก็เพื่อไปใช้ชีวิต ส่วนใหญ่โดยจะเน้นท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์

“ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนอยากให้เขาทำกิจกรรม จะวางแผนล่วงหน้าทำอะไรบ้าง โดยเน้นเรื่องกินเป็นหลัก ส่วนตัวเองชอบรับประทานอาหารที่ร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ อยากเข้าใจวิธีการของร้านที่ได้รางวัลเหล่านี้ว่าต่างจากร้านอาหารทั่วไปอย่างไร เพื่อเป็นประสบการณ์ แต่ถ้าชอบรับประทานก็จะเป็นอาหารไทย อยากให้ลูกมีประสบการณ์ร่วมกับเรา จึงพิถีพิถันในทุกทริป อยากให้เขาสัมผัสทั้งทางสายตา รสชาติ และกลิ่น”

สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศยังไปได้ไม่ครบ ส่วนใหญ่ไปเมืองท่องเที่ยว ขณะที่ลูกสาวชอบเล่นกีฬาคือฟุตบอล เคยไปดูช้างศึก ไปสนามฟุตบอลต่างๆ

การท่องเที่ยวในต่างประเทศสนใจหมดทุกประเทศ แต่เด็กมักจะชอบสิงคโปร์เพราะมีกิจกรรมมาก ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น โดยจะเดินทางเที่ยวเอง โดยที่ญี่ปุ่นไปเกือบทุกเมืองเพราะเดินทางง่าย ไปกันเป็นครอบครัวไปกับพี่น้องที่มีลูก จัดเป็นทริปครอบครัว

ปีนี้ช่วงสงกรานต์ ปิดเทอมใหญ่ไปสหรัฐที่เป็นประเทศที่มีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ท่องเที่ยวเองได้วางแผนขับรถเที่ยวเอง ดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นอย่างไร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ

“ที่จริงอยากให้เขาเรียนที่อังกฤษตั้งแต่เยียร์ 8 แต่เขายังไม่อยากไป ก็ตามใจเขา ด้านวิชาการโรงเรียนบ้านเราสู้ได้ แต่อยากให้เขามีประสบการณ์ใช้ชีวิตเมืองนอก เป็นการฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิต แต่โรงเรียนเมืองไทยก็โอเค มีประวัติการเรียนที่ดีคิดว่าจบแล้วน่าจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีได้”

นับว่าเป็นหญิงแกร่งครบสูตร ดาบก็แกว่งเปลก็ไกว

 

‘มดอาสาสนามหลวง’ กองทัพมดหัวใจยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493544

‘มดอาสาสนามหลวง’ กองทัพมดหัวใจยิ่งใหญ่

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

 เลิกถามได้แล้วว่า เราจะทำอะไรเพื่อใครอย่างไร คำแนะนำคือทำเลย ทำไปเลย ทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าดี

แต่ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรละก็ อาจลองเดินเข้าไปหาเครือข่ายที่ใกล้ที่สุด เพราะพวกเขาอาจกำลังรอคอยคุณอยู่ เพื่อให้คุณได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสาซึ่งคุณจะจดจำไปจนวันตาย

วิรุณ มานะเจริญยิ่ง หรือ ฟอง นักศึกษาปี 3 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อายุ 20 ปี หนึ่งในกองทัพมดอาสา เล่าให้ฟังถึงโครงการมดอาสาสนามหลวงว่า ในครั้งแรกเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรืออย่างไร? แต่เมื่อได้ลงรายชื่อในโครงการมดอาสาของมหาวิทยาลัย เขาก็ตั้งหลักได้

“ในอดีตผมก็คงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่ยังไม่รู้ว่าจะวางตัววางตนไว้ตรงไหนในสังคม แต่เมื่อได้เข้ามาศึกษาในสถาบันนี้ ผมคิดว่าผมรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จุดยืนของตัวเอง รู้ว่าจะทำประโยชน์ให้กับสังคมนี้ได้อย่างไร” ฟอง เล่า

สำหรับโครงการมดอาสา มจธ. คือโครงการเปิดกว้างสำหรับนักศึกษาจิตอาสา มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักในการประสานงานและรวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจ ตั้งแต่การทำงานเพื่อชุมชนในด้านต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า วิศวกรรม นวัตกรรม ฯลฯ รวมทั้งงานอาสาชุมชน “มดอาสาสนามหลวง”

มดอาสาสนามหลวง จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการจัดงานแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณท้องสนามหลวง เป็นการทำกิจกรรมอาสา 100 วันเต็ม หรือในช่วง 100 วันแรกของการแสดงความอาลัย ช่วงเดือน พ.ย. 2559-ม.ค. 2560

ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพมดงานที่เดินกันเต็มสนามหลวงในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะแมสคอตหรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นมด เนื่องจากที่ตั้งสถาบันอยู่ที่บางมดนั่นเอง นำมาซึ่งกองทัพมดจิตอาสาหลายร้อยคนที่สลับสับเปลี่ยนกันมา ทำงานแจกจ่ายน้ำดื่ม ยาดม และขนมขบเคี้ยวสำหรับประชาชนผู้เดินทางมาถวายสักการะที่สนามหลวงตลอด 100 วันเต็ม

“มดงานแจกจ่ายงานกัน มีทีมทำยาดม ทีมแจกยาดม ลูกอม ขนม น้ำ ตัวยาดมเราทำเอง มีทีมขนน้ำ นำของไปแจก ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพมด”

สำหรับฟอง เขาลงชื่อไปทุกครั้งที่ว่างจากตารางเรียน นั่นคือทุกบ่ายวันพุธ รวมทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ที่ไปทั้งวัน รถมหาวิทยาลัยจะขนส่งทีมมดไปที่ท้องสนามหลวงวันหนึ่งๆ หลายรอบ รอบละ 30 คน ไปถึงก็เดินแจกตามเต็นท์ อากาศร้อนมาก

 “ของที่เราเอาไปหมดเร็วมาก เป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะยาดม เพียงชั่วโมงเดียวของทุกอย่างก็แจกหมด” ฟอง เล่า

ฉัฐวีณ์ เฉลิมโชติวงศ์ หรือมาย วัย  21 ปี นักศึกษาปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด มจธ. เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นนักศึกษาทุนเพชรพระจอมเกล้า รู้สึกดีที่ได้ทำงานจิตอาสา เพราะเหมือนได้ตอบแทนสถาบันซึ่งให้ทุนเล่าเรียน

“หนูเป็นนักศึกษาทุนเพชรพระจอมเกล้า พอเห็นโครงการมดจิตอาสา ก็รีบลงรายชื่อ ตั้งใจทำทุกอย่างที่เราอาสาทำได้ ก่อนหน้านี้ก็ไปช่วยงานวิศวกรรมไฟฟ้าที่โรงเรียนยากไร้แห่งหนึ่งที่โคราช”

มาย เล่าว่า ที่ มจธ.จะมีงานอาสาของแต่ละภาควิชา และงานอาสาขาของมหาวิทยาลัย เด็กๆ นักศึกษาสามารถมีส่วนร่วมได้หมดถ้าต้องการ เช่น การทำความสะอาดวัดหรือโรงเรียน กิจกรรมต่างๆ มีผลดี ทำให้ทุกคนได้ฝึกตนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี ขณะเดียวกันงานบางอย่างก็เหมือนได้ฝึกงานไปด้วย

“จิตอาสา เราได้เสียสละ อย่างน้อยก็คือเวลา เราสละเวลาเพื่อได้ทำเพื่อผู้อื่น ได้ฝึกตัวเองในการทำงาน รู้สึกดีๆ กับการเสียสละเพื่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ลืมได้ยากค่ะ”

 

ศุภชัย รัตนโอภาส สืบทอดธุรกิจแบบคลุกวงใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493543

ศุภชัย รัตนโอภาส สืบทอดธุรกิจแบบคลุกวงใน

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนที่ไม่ได้สร้างธุรกิจเองแต่เป็นผู้ร่วมสืบทอดกิจการ หลายคนอาจมองเขาเหล่านั้นว่าโชคดีที่ไม่ต้องสร้างก็มีพร้อมทุกอย่าง แต่กิจการที่ได้รับช่วงมานั้นไม่อาจอยู่คงทนถาวรได้ ถ้าคนที่รับช่วงต่อไม่สามารถรักษาและต่อยอดสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ได้ ในขณะที่คู่แข่งพัฒนาขึ้นทุกวัน

ศุภชัย รัตนโอภาส หรืออี้ ผู้ช่วยประธานบริหาร โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และพัทยา หนึ่งในทายาทธุรกิจโรงแรมไทยแท้เป็นหนึ่งในผู้รับช่วงต่อธุรกิจ โดยที่ผ่านมาได้เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจโรงแรมครอบครัวร่วมกับคุณพ่อ (สมชัย รัตนโอภาส) ผู้สืบทอดรุ่นก่อนแล้วเกือบ 5 ปี

วิธีเรียนรู้ของอี้ไม่ใช่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารโรงแรมเลย แต่อี้ใช้วิธีสร้างประสบการณ์ตรงเป็นลูกจ้างเชนโรงแรมใหญ่ พร้อมหาช่องทางเรียนรู้เพิ่มเติมสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ รวมถึงใช้ความชอบที่ตัวเองมีผสมผสานกันสร้างสิ่งใหม่ให้โรงแรมในกลุ่ม

อี้ ระบุว่า ก่อนเริ่มทำงานที่โรงแรมเอ-วัน ก็ไปทำงานเป็นพนักงานส่วนหน้าของโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท และพนักงานเสิร์ฟอาหารที่โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน สิงคโปร์ จากประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนทำงานโรงแรมที่ดีจะมีความคิดอย่างไร เครือโรงแรม (เชน) ระดับนานาชาติที่ทำราคาห้องพักได้แพงมีกระบวนการคิดแบบไหน พอกลับมาทำงานให้โรงแรมเอ-วัน ก็ได้รับมอบหมายให้ทำฝ่ายขาย เพราะคุณพ่อมองว่าฝ่ายนี้คือหัวใจหลัก ทำมาเรื่อยๆ จนเข้าใจระดับหนึ่ง ประกอบกับช่วงนั้นเอ-วันกำลังลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ระดับ 5 ดาวที่ไม่เคยทำมาก่อน ชื่อ มิตร บีช รีสอร์ท ทำให้เริ่มรู้สึกว่าหากรู้ลึกเรื่องการขายอย่างเดียวคงไม่พอ

อี้ มองว่า กลุ่มเอ-วันยังมีจุดอ่อนด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งเพราะคุณพ่อเก่งด้านการตลาด รู้ว่าจะหาลูกค้ามาอย่างไร แต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องอาหาร อี้จึงตัดสินใจขอไปเรียนด้านการทำอาหารที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

เมื่อไปสมัครเรียนจุดประสงค์ของอี้ชัดเจนว่าไม่ได้เรียนเพื่อทำอาหารเก่ง แต่เพื่อจับจุดให้ถูกว่าหัวใจสำคัญของการทำอาหารอยู่ที่ไหน วัตถุดิบที่ดีเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่คนทำอาหารต้องมี อี้เรียน 2 คอร์สเกี่ยวกับการทำอาหารฝรั่งเศส หลังจบแล้วไม่ได้กลับมาคิดสูตร หรือเป็นเชฟลงมือประกอบอาหารเองเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โรงแรม แต่นำประสบการณ์เรียนมาประยุกต์ใช้ด้านการจ้างงานเชฟที่จะมาทำงานกับโรงแรม กลับมาวางระบบการคัดเลือกเชฟให้ดีขึ้น

เดิมวิธีจ้างเชฟของคุณพ่อ คือ สัมภาษณ์ว่าเคยมีประสบการณ์ทำงานกับโรงแรมไหนมาก่อน แต่อี้เปลี่ยนวิธีคัดเลือกให้เชฟทดลองทำอาหารให้ชิมเลย ภายใต้วัตถุดิบที่มีให้แบบไม่บอกล่วงหน้า อี้มองว่าวิธีนี้ช่วยให้ได้เห็นการทำงานของเชฟผ่านสายตาผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูกระบวนการทำอาหาร ว่าเชฟที่สมัครใช้วัตถุดิบที่มีได้ดีแค่ไหน มีความสะอาดในทุกขั้นตอนประกอบอาหารแค่ไหน

อี้ กล่าวว่า การมีโรงแรม 5 ดาวแห่งใหม่ทำให้อี้มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจโรงแรมกว้างขึ้น เพราะมีส่วนช่วยแทบทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มต้น แต่หลักๆ อี้รับหน้าที่วางแผนประชาสัมพันธ์ ดูแลด้านอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมนี้และโรงแรมทุกแห่งในเครือ

สิ่งที่หวัง คือ ทำให้มิตร บีช รีสอร์ท เป็นจุดหมายแบบออล อิน วัน มาที่เดียว เป็นทั้งที่พัก กิน และเที่ยวจบในที่เดียว โดยได้ให้น้ำหนักลงทุนนำเสนออาหารเช้าที่โรงแรมนี้ เพราะเชื่อว่าคือมื้อสำคัญที่คนจะได้สัมผัสกับอาหารของโรงแรม เนื่องจากคนที่ซื้อห้องพักจะพ่วงอาหารเช้าด้วยอยู่แล้ว อีกเรื่องที่เน้นคือ อีเวนต์ดนตรี เพราะเป็นสิ่งที่อี้ชอบ ที่ผ่านมาก็ปลุกปั้นอีเวนต์ดนตรีจนสำเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง ชื่อ Deep Dark Duck พูล ปาร์ตี้ ครั้งล่าสุดจัดไปวันที่ 28-29 เม.ย.ที่ผ่านมา

อี้ มองว่า อนาคตจะทำอีเวนต์แบบ Deep Dark Duck ปีละ 2 ครั้ง คือช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ขณะที่ มิตร บีช รีสอร์ท มีห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเสียงดีที่สุดในพัทยา อี้จึงวางแผนว่าอนาคตอาจใช้ห้องนี้จัดอีเวนต์ดนตรีในสถานที่เป็นบางโอกาส และน่าจะมีอีเวนต์ใหญ่สักครั้งใน 1 ปี ที่ทำให้มีลูกค้ามาพักโรงแรมในเครือทั้งหมดของเอ-วันที่พัทยาได้ร่วมอีเวนต์ใหญ่นี้

เมื่อให้อี้กล่าวถึงเสน่ห์ของธุรกิจโรงแรม เขาตอบว่า ธุรกิจนี้ใครทำแล้วจะทำได้แทบทุกอย่างในโลก เพราะโรงแรมคือทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งเรื่องบริหารจัดการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการบริหารคน ซึ่งการบริหารคนคือสิ่งที่ยากที่สุดของทุกธุรกิจ แล้วโรงแรมต้องบริหารคนเพื่อไปให้บริการคนให้ดี ส่วนเสน่ห์ของเอ-วัน อยู่ที่คนมาจะรู้สึกว้าวเกินคาดหมายเมื่อได้เข้ามาสัมผัส สิ่งนี้เป็นผลพวงจากคำสอนคุณพ่อที่ว่าโรงแรมต้องรีโนเวตเป็นประจำ ถ้าคุณไม่รีโนเวตต่อให้มีดิจิทัลมาช่วยก็ช่วยไม่ได้

จากนี้เป็นภารกิจของอี้แล้วที่ต้องช่วยคงความรู้สึกว้าว และเพิ่มเสน่ห์ใหม่จากประสบการณ์ที่อี้สั่งสมจากทุกเวที

 

เจริญกรุง ถนนสายแรก จุดกำเนิดย่านสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493222

เจริญกรุง ถนนสายแรก จุดกำเนิดย่านสร้างสรรค์

โดย…ปอย

เจริญกรุง ย่านเก่าแก่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยในอดีต สองฟากถนนเส้นนี้รายเรียงไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สืบทอดมาร่วมร้อยปี เนื่องจากเจริญกรุงคือถนนคอนกรีตสายแรกของไทย จึงเป็นศูนย์รวมความเจริญในอดีต มีความเจริญตามชื่อของย่านนี้ เกิดการค้าขายมีทั้งบริษัท ห้างร้าน มีโรงแรม ที่พักของคนไทยและคนต่างชาติที่มาเยือนและพำนักในประเทศไทย มีสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาเก่าแก่ ล้วนเป็นองค์ประกอบทำให้เจริญกรุงเป็นย่านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งย่านหนึ่งของเมืองหลวงไทย

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC องค์กรทำงานสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึง “ความรู้” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ และในโอกาสเพิ่งย้ายที่ให้บริการ มายังอาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของย่านเจริญกรุง และขยายการให้บริการต่างๆ ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักคิด นักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 4.0 เป็นพื้นที่ให้บริการต่างๆ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ และนักออกแบบ ที่เป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

จุดประกายด้วยการเดินเที่ยว “สถานที่แรก”

จากย่านเจริญที่สุดในอดีต ปัจจุบัน “เจริญกรุง” กำลังจะกลายเป็น “ย่านสร้างสรรค์” ทีซีดีซี เดินหน้ารวบรวมไอเดียสร้างบรรยากาศของความครีเอทีฟ เริ่มกิจกรรมแรกนำร่องพาสื่อมวลชนย้อนรอยเที่ยวดึงเสน่ห์กลิ่นอายความเก่ามาถ่ายทอด ในแนวคิด “สถานที่แรก” 4 จุด บนถนนสายแรกของไทย

จุดแรก “สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส” สถานกงสุลแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ในตรอกกัปตันบุช หรือซอยเจริญกรุง 30 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ในอดีตสถานทูตแห่งนี้ถือเป็นศูนย์รวมของชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อกับประเทศไทย จึงทำให้สถานกงสุลนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีท่าเทียบเรือติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสาธงสูงตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าอาคารเพื่อเป็นจุดสังเกตให้แก่ชาวตะวันตก

อาคารสถานกงสุลเดิมเคยเป็นอาคารโรงสีเก่า ปัจจุบันกลายเป็นสำนักงานติดต่อราชการกับสถานทูต เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ก็จะพบกับอาคารที่พำนักของเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย ออกแบบอย่างสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียล จุดเด่นอยู่ที่ห้องรับแขกบริเวณระเบียงชั้นสอง ที่เปิดกว้างอากาศถ่ายเทได้สะดวก ด้วยบานหน้าต่างรอบห้องมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมกว้าง

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

พื้นไม้อาคารคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ ใช้ไม้ไผ่แบบฉาบเรียบตามแบบฉบับของการสร้างที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกส ทำให้อาคารนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวโปรตุเกสที่เมื่อเอ่ยถึงประเทศไทย ชาวโปรตุเกสจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “บ้านของพวกเราที่กรุงเทพฯ สวยงามมาก” เพราะแม้แต่ในประเทศโปรตุเกสเองก็หาชมได้ยากแล้วในปัจจุบัน

การเดินทางมาเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือทางเรือโดยสารลงท่าเรือสี่พระยา และเดินเท้าต่อมาเพียงเล็กน้อย

เดินตรงไปในตรอกกัปตันบุชมุ่งหน้าสู่จุดที่สอง “ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ซึ่งได้มีการบูรณะเรื่อยมา เพื่อรักษาความงดงามและคุณค่าของอาคารให้คงอยู่ ด้านหน้าอาคารฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีต้นไกรต้นใหญ่ที่อยู่คู่ยาวนาน แม้ธนาคารมีอายุกว่า 100 ปีแล้วแต่เปิดให้บริการประชาชนได้ตามปกติ

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

เดินย้อนมาขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรือสี่พระยาเพื่อเดินทางต่อไปยัง จุดที่สาม “โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล” อาคารไฮไลต์ควรไปชมคือออเธอร์ส วิง อาคารแรกของโรงแรมอายุกว่า 140 ปี ปัจจุบันให้บริการห้องพักสวีทเพียง 2 ห้อง ส่วนชั้นล่างเป็นห้องเลานจ์ บริการอาฟเตอร์นูน ที ช่วงเวลาที่ทุกคนเดินเข้ามาจิบชาผ่อนคลายริมน้ำเจ้าพระยาได้ชิลที่สุด

เดินตรงตรงมาเรื่อยๆ บนถนนเจริญกรุงแล้วเข้าซอย เจริญกรุง 46 มาเพียงเล็กน้อยไปชมจุดที่สี่ “มัสยิดบ้านอู่” มัสยิดจดทะเบียนแห่งแรกของไทย สถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสอนศาสนาของชาวมุสลิม อายุกว่า 100 ปี ที่สำคัญคือไม่เคยมีการบูรณะใดๆ แม้ว่าพื้นที่รอบๆ มัสยิดเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างเจริญขึ้นตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า แต่มัสยิดยังคงรักษาพื้นที่คงความงดงามไว้จนถึงปัจจุบัน ของที่ควรไปชม เช่น ถ้วยชามเบญจรงค์ ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มัสยิดอนุรักษ์ไว้รุ่นสู่รุ่น

บันไดไม้นำพาผู้เยี่ยมชมขึ้นมาบนชั้นสองคงความสวยงามและแข็งแรงราวกับเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ได้ไม่นาน สมคิด วีระพงศ์สกุล ทำหน้าที่เหรัญญิก และแนะนำข้อมูลให้แก่คนสนใจมาท่องเที่ยวได้ กล่าวว่าบันไดพาเดินขึ้นไปชมข้าวของสะสมเก่าแก่นอกจากจาน ชาม กระโถนเบญจรงค์ ตะเกียงน้ำมันโบราณก็มีเก็บไว้ให้ได้ชมกัน

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

“มาเที่ยวมาชมกันได้เลยครับ มัสยิดเข้าได้ทุกคนแต่สำหรับผู้หญิงที่มีรอบเดือนเป็นกฎว่าเข้ามาไม่ได้ ถ้ามาวันศุกร์มีอิหม่ามนำละหมาด มีเทศน์ทำบุญแบบชาวพุทธ มีอาหารเลี้ยงคนทั่วไป นักท่องเที่ยวขอชิมกันได้ครับ เช่น แกงลูกชิ้นปลากรายแบบโบราณ ข้าวไก่แดงหรือไก่กรอบ ขนมที่คนละหมาดถือมาทำบุญ เวลานี้ชุมชนมุสลิมไม่คึกคักเหมือนเก่า เหลือแค่ 17 ครอบครัว

สมัยก่อนจากมัสยิดตรงไปท่าน้ำสาทร มีอู่ต่อเรือ โรงแรมแชงกรี-ลามีท่าเรือ โรงข้าวสาร โรงผักกาดดอง อีกโรงงานใหญ่คือทำสบู่ก้อนยี่ห้อโรเซท คนทำงานโรงงานเหล่านี้ก็พลุกพล่าน แต่ตอนนี้กลายเป็นชุมชนขนาดเล็กเพราะที่ดินราคาแพงคนขายที่นี่แล้วโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว ถ้ามาเที่ยวเดินเล่นสุสานในมัสยิดก็เหมือนเดินเล่นในสวนหย่อมเงียบๆ สงบมาก” สมคิด บอกรายละเอียดชุมชนโบราณในย่านเจริญกรุง เดินทางโดยบีทีเอสลงสถานีตากสิน เดินผ่านโรงแรมแชงกรี-ลา เดินตรงเข้ามาเลย

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล

ย่านสร้างสรรค์เริ่มขึ้นที่นี่

หลังจากเที่ยวชม “สถานที่แรก” ทั้งสี่แห่งกันแล้ว ความเข้าใจถึงที่มาของชื่อ “เจริญกรุง” ก็เริ่มลึกซึ้งขึ้น มาจาก “เจริญ” ผสมกับ “กรุง” นั่นเอง ซึ่งย่านเก่าแก่แห่งนี้ยังมีเรื่องราวและสถานที่สำคัญอีกมาก รอคนไทยมาเที่ยวชมและสัมผัสประสบการณ์ โดยนอกจากในมุมด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เจริญกรุงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแกลอรีต่างๆ ล้วนแต่ทำให้เจริญกรุงกลับมามีความคึกคัก มีสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้มากขึ้น อันนำไปสู่ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยแนวคิดสร้างสรรค์

ความสำคัญในด้านศูนย์รวมความเจริญในอดีตของย่านเจริญกรุง มีสถานที่ประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นศูนย์รวมความเจริญของประเทศ เช่น “ห้างขายยาเบอร์ลิน” คลินิกเอกชนแห่งแรกๆ ของไทย “บ้านเลขที่ 1 ของประเทศไทย” ในตรอกกัปตันบุช ปัจจุบันเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก” ที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลขแห่งที่สองของประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อปี 2483 ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก ซึ่งในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบจะเปิดให้บริการ ณ อาคารตั้งใหม่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมบุคลากรในแวดวงสร้างสรรค์ และพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ของเจริญกรุงให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจได้ เติมเต็มความเป็นย่านสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้บริหารทีซีดีซี กล่าวว่า ได้มีการออกแบบและปรับปรุงอาคารไปรษณีย์กลาง ให้มีความทันสมัย และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,000 ตร.ม. และมีบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากสถานที่เดิม เช่น Creative Space พื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำงานรองรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่  Maker Space พื้นที่ปฏิบัติการที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างครบครัน  Business Service พื้นที่พิเศษเปิดขึ้นเพื่อให้บริการคำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งใช้แนวคิดการออกแบบเป็นทางออกของธุรกิจ

“พื้นที่ให้บริการในส่วนอื่นๆ ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแห่งใหม่ มีการขยายและปรับปรุงพร้อมเพิ่มเติมอุปกรณ์ และฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ หรือ TCDC Resource Center การขยายพื้นที่ให้บริการของห้องประชุม Auditorium พื้นที่นิทรรศการ Exhibition&Showcase ที่นี่พร้อมเปิดให้ทดลองใช้บริการแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.นี้ป็นต้นไป”

ตำนานเจริญกรุงกำลังจะถูกปลุกขึ้นในบรรยากาศย่านสร้างสรรค์  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง โทร 02-105-7441 พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางการเชื่อมโยงเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวา ชวนมาเดินชมเมืองชิกๆ คูลๆ พรุ่งนี้ไปกันเลย

 

ประติมากรรมรอบพระเมรุ ศิลปะในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493019

ประติมากรรมรอบพระเมรุ ศิลปะในรัชกาลที่ 9

โดย…กรองทรัพย์ ชาตินาเสียว / วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช / กิจจา อภิชนรจเรข

ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย มี “พระเมรุมาศ” ซึ่งเปรียบได้กับ “เขาพระสุเมรุ” อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล การออกแบบภูมิทัศน์มีการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริต่างๆ นำมาเป็นข้อมูลในการออกแบบสร้างสรรค์ในแต่ละส่วนพื้นที่รอบมณฑลพิธี

ส่วนประกอบหนึ่งซึ่งสำคัญที่จะทำให้พระเมรุมาศมีความสมบูรณ์ คือการจัดสร้างประติมากรรม ซึ่งจะได้ประดับพระเมรุมาศเป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่เผยให้เห็นความวิจิตรและความยิ่งใหญ่ของฝีมือช่างปั้นภายในสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลเอกสารกรมศิลปากร ได้กำหนดงานประติมากรรมซึ่งสร้างจากคติความเชื่อโลกและจักรวาล โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย เทวดายืนรอบพระเมรุมาศ จำนวน 12 องค์ (เชิญพุ่มโลหะ 4 องค์ เชิญฉัตร 8 องค์) เทวดานั่งรอบพระเมรุมาศ จำนวน 56 องค์ อยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนจัดทำเครื่องทรงและเก็บรายละเอียดส่วนใบหน้า และจัดทำเครื่องทรงเก็บรายละเอียดส่วนลวดลาย

ส่วนมหาเทพทั้ง 4 องค์ ประกอบด้วย พระศิวะ พระนารายณ์ พระอินทร์ และพระพรหม ขั้นตอนการดำเนินงาน ณ เดือน เม.ย. พระพรหมอยู่ระหว่างการพ่นสีรองพื้น พระนารายณ์หล่อแบบเสร็จแล้วรอการลงสี เคลื่อนย้ายไปยังท้องสนามหลวง พระอินทร์และพระศิวะอยู่ระหว่างการปั้นเก็บรายละเอียดและเครื่องทรง นอกจากนี้ยังมีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ (ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ และท้าววิรุฬหก) ครุฑยืนรอบพระเมรุมาศ (ชั้นที่ 3) จำนวน 4 คู่ 4 ทิศ ขณะที่ทางขึ้นบันไดพระเมรุมาศจะมีสัตว์มงคลประจำทิศ ได้แก่ ช้าง ม้า โค สิงห์ ทิศละ 1 คู่ รวมทั้งหมด 4 ทิศ รวมทั้งหมด 8 ตัว ขณะนี้ม้าหนึ่งคู่และโคหนึ่งคู่ดำเนินการเขียนสีและเสร็จแล้ว ช้างตัวที่หนึ่งอยู่ระหว่างการหล่อไฟเบอร์กลาส เตรียมทำสี ส่วนช้างตัวทujสองอยู่ระหว่างการดำเนินการพิมพ์เพื่อหล่อไฟเบอร์กลาส ส่วนสิงห์อยู่ระหว่างการปั้นปรับแก้ ทุกส่วนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้

ออกแบบพระเมรุมาศตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

การออกแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ มีลักษณะเป็นทรงบุษบกยอดประสาท เกี่ยวพันกับคติความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาและพราหมณ์ โดยทางพระพุทธศาสนายึดตามคติไตรภูมิ กล่าวถึงเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม ส่วนในทางศาสนาพราหมณ์นับถือพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และคนไทยมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า ตลอดจนได้คำนึงถึงความสวยงาม หรือสุุนทรียศาสตร์ ประโยชน์ใช้สอย และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ฐานานุศักดิ์ หรือองค์ประกอบในทางสถาปัตยกรรมเทพชุมนุมผู้ปรารถนาไปแดนพุทธภูมิ

การจัดสร้างรูปปั้นประติมากรรมประดับพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้ สำนักช่างสิบหมู่ได้คัดลอกลวดลายมาจากภาพจิตรกรรมสมุดข่อย สมุดไทย และประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ที่ตั้งประดิษฐ์อยู่บริเวณปราสาทพระเทพบิดร ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) รวมถึงที่เป็นภาพวาดพระราชพิธีโบราณ เพื่อเป็นต้นแบบในการปั้นรูปหล่อ อาทิ รูปปั้นเทวดา สัตว์มงคลประจำทิศ ช้าง ม้า วัว สิงห์ ตลอดจนการจัดสร้างสัตว์หิมพานต์ นรสิงห์ กินนร ต่างๆ ซึ่งการจัดสร้างประติมากรรมจะยึดถือตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาในเรื่องของไตรภูมิกถา จึงต้องใช้ต้นแบบจิตรกรรมที่มีที่ไปที่มาอย่างชัดเจน โดยเทวดายืน และเทวดานั่ง จะเป็นแบบเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้จะมีการปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้มีความสมดุลกับขนาดของพระเมรุมาศที่ใหญ่ การปั้นประติมากรรมทุกรายการในครั้งนี้ จัดสร้างตามขนบธรรมเนียม และสมพระเกียรติสูงสุด โดยยึดหลักตามแบบโบราณราชประเพณี เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 8

ประสพสุข รัตน์ใหม่

ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9

การสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้ โดยรวมเป็นศิลปะยุคสมัยรัชกาลที่ 9 เพียงแต่รูปแบบการจัดสร้างเป็นการนำเอารูปแบบโบราณมาจัดสร้าง ยึดตามแนวความคิดเดิม แต่วิธีการทำใช้วิธีสมัยใหม่ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้สร้างพระเมรุมาศให้เป็นแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เป็นลักษณะเฉพาะ

ประสพสุข รัตน์ใหม่ หัวหน้ากลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า กลุ่มประติมากรรม ช่างสิบหมู่ดำเนินงานไปตามขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบลายเส้น ปั้นต้นแบบ และกำลังขยายแบบเท่าขนาดจริง ขึ้นโครงสร้างและผูกไม้ครอส ขึ้นดินโกลนหุ่น ปั้นกายวิภาค ใส่เครื่องประกอบ เก็บรายละเอียด ทำพิมพ์ หล่อชิ้นงาน ตกแต่งชิ้นงาน ลงพื้นและเขียนสี ลงสีทอง/ปิดทองคำเปลว ประดับแวว และติดตั้งประกอบพระเมรุมาศ

“ลักษณะการปั้นประติมากรรมในงานพระเมรุมาศครั้งนี้มีความพิเศษหลายอย่าง โดยเฉพาะเทวดาและเหล่าทวยเทพทั้งหลาย จะปั้นให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเดิมเราจะปั้นเทวดาแบบไทย ทรงเครื่อง มีหน้าตาแบบหัวโขน แต่เมื่อมาผนวกเข้ากับฉากบังเพลิง ที่จะเขียนเรื่องราวโครงการพระราชดำริ ซึ่งจะมีรูปคนที่เป็นแบบเหมือนจริง จึงสรุปกันว่า รูปแบบศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรืออะไรก็ตามจะเป็นแบบค่อนข้างเหมือนคนจริง ยกตัวอย่างเช่น มหาเทพและเทวดาจะปั้นให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น คือ มีกล้ามเนื้อแต่พองาม ขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนช้อย โค้งมน มีความร่วมสมัยเป็นแบบศิลปะในรัชกาลที่ 9 สำหรับขั้นตอนการทำพิมพ์ จะหล่อต้นแบบไว้แล้วมาปรับแต่งให้สวยงามอีกครั้ง ก่อนที่จะทำแม่พิมพ์ยาง หล่อเป็นไฟเบอร์ แล้วลงสี” ประสพสุข กล่าว

ด้าน มานพ อมรวุฒิโรจน์ นายช่างศิลปกรรม อาวุโส กรมศิลปากร ผู้เคยทำงานพระเมรุมาศถวายตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 กล่าวถึงมหาเทพ 4 องค์ที่ต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแบบร่างพระเมรุมาศที่ออกแบบเอาไว้เป็นเขาพระสุเมรุ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเหมือนสมมติเทพที่ลงมาช่วยโลกมนุษย์ และวันนี้ต้องส่งพระองค์กลับคืนสู่สวรรค์ เราต้องสร้างมหาเทพเพื่อส่งเสด็จ มีแต่ละชั้นลดหลั่นกันไป

“มหาเทพมี 4 องค์สูงราว 2 เมตรไม่รวมฐาน ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ส่วนสูงราว 2 เมตรไม่รวมฐานอย่างละ 4 ส่วน ช้าง ม้า วัว ฯลฯ ปั้นอย่างละ 1 แต่ต้องทำ 2 ตัว เพราะให้ตั้งซ้ายขวาของบันได มีครุฑ ส่วนเทวดานั่งใช้เยอะราว 32 องค์ ซึ่งเทวดาที่เราปั้นในปัจจุบันจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างพระเมรุมาศที่ใหญ่ เพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด”

มานพ อมรวุฒิโรจน์

ช่างสิบหมู่ ทุ่มเทแรงกายใจถวายรัชกาลที่ 9

งานปั้นครั้งนี้ถือว่ามีความยากและท้าทาย เนื่องจากเป็นเรื่องคติความเชื่อช่างปั้นจึงต้องไปหาความรู้เพิ่มเติม เช่น เทพแต่ละองค์มีเครื่องทรงอย่างไรเพื่อให้เข้ากับคติความเชื่อ ลวดลายก็ต้องปรับให้เป็นสมัยใหม่ เป็นศิลปะยุครัชกาลที่ 9 เช่น ลายผ้านุ่งติดขี้ผึ้งให้มีลวดลายลายไทยประยุกต์ หรือหน้าตารูปทรงของเทวดามีกล้ามเนื้อที่คล้ายมนุษย์มากขึ้น

“ขั้นตอนการทำงานองค์หนึ่งๆ เด่นๆ เช่น มหาเทพ องค์พระนารายณ์ใช้เวลาทำงาน 3 เดือนกว่า ถอดรูปพิมพ์เสร็จแล้ว หล่อไฟเบอร์รอทาสีอยู่ที่สนามหลวง เริ่มทำตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เริ่มตั้งแต่วาดแบบ หล่อ ทำเป็นแบบจำลองให้ทอดพระเนตร พอแบบผ่านแล้วต้องขยายแบบให้มีขนาด 2.15 เมตร เพื่อให้เข้ากับโครงสร้างพระเมรุมาศ วาดเส้นทำโครงเหล็กข้างในให้เท่าขนาดจริง ให้ช่างตัดเหล็กทำโครงเหล็กข้างในเพื่อรองรับดินเหนียวได้ แล้วค่อยๆ พอกดินให้เข้ารูปทรงและปรับแต่งโดยช่างฝีมือเพื่อทำต้นแบบ จากได้โครงสร้างก็แกะลวดลาย ได้รูปทรงที่ต้องการแล้วทำการถอดพิมพ์ มีทั้งพิมพ์ทุบ หรือพิมพ์ชิ้น ถ้าทำพิมพ์ยางก็ทำการหล่อ ได้พิมพ์แล้วก็หล่อเป็นไฟเบอร์หนาประมาณ 2 มิลลิเมตร แล้วก็ปรับแต่งตะเข็บ ลงสี เขียนสี เก็บสีโดยช่างจิตรกรรม ซึ่งในงานนี้ช่างฝีมือตั้งใจกันทำงานที่สุด หุ่นแต่ละองค์มีกำหนด ก.ย.นี้ต้องแล้วเสร็จ งานนี้ถือเป็นงานพระเมรุที่ยิ่งใหญ่ทำขึ้นเพื่อถวายพระมหากษัตริย์ เราจึงทำงานถวายสุดฝีมือ เพราะในหลวงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยช่างฝีมือจึงพยายามทำสุดฝีมือ” มานพ กล่าว

ในการจัดสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้มีความพิเศษมีการจัดสร้างประติมากรรมรูปคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดเท่าตัวจริง เพื่อประดับพระเมรุมาศในตำแหน่งใกล้กับพระบรมโกศ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความผูกพันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีต่อสุนัขทรงเลี้ยง โดยมีการจัดทำเพียงอิริยาบถเพียงแบบเดียวจำนวน 1 สุนัขเท่านั้น ซึ่งได้คัดเลือกภาพถ่ายคุณทองแดง ซึ่งอยู่ในอิริยาบถนั่งเฝ้าอยู่เคียงข้างพระองค์อีกด้วย

 

กรุงเทพฯ 235 ปี มองลอดกรอบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492843

กรุงเทพฯ 235 ปี มองลอดกรอบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

โดย…พริบพันดาว

งานมหกรรมวัฒนธรรม “ใต้ร่มพระบารมี 235 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ที่ได้ทรงนำพาประเทศชาติเป็นปึกแผ่น รวมทั้งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมรำลึก เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

แม้การร่วม “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์” ตลอดเดือน เม.ย. 2560 รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว

กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานคร หรือกรุงเทพฯ หรือแบงคอก หรือบางกอก ก็ยังมีชีวิตชีวาในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยในปัจจุบัน และเดินหน้าไปสู่อนาคต

กรุงเทพมหานครเป็นหัวใจของการทำให้ประเทศสยามหรือประเทศไทยให้ทันสมัย ตลอดศตวรรษที่ 20 และกลายเป็นมหานครที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ท้าทายศตวรรษที่ 21 อย่างสง่าผ่าเผย

ศิลปะของกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

ในสมัยอาณาจักรอยุธยา กรุงเทพมหานครยังเป็นเพียงสถานีการค้าขนาดเล็กอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมามีขนาดเพิ่มขึ้นและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง 2 แห่ง คือ กรุงธนบุรี ในปี 2311 และกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี 2325

พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ชาวต่างชาติเรียกกันว่า “บางกอก” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีความสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและติดต่อค้าขายกับอาณาจักรต่างๆ เป็นเมืองหน้าด่านขนอน คอยดูแลเก็บภาษีกับเรือสินค้าทุกลำที่ผ่านเข้าออก

 ที่มาของคำว่า “บางกอก” นั้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า “บางเกาะ” หรือ “บางโคก” หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า “บางมะกอก” โดยคำว่า “บางมะกอก” มาจากวัดอรุณ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดดังกล่าว และต่อมากร่อนคำลงจึงเหลือแต่คำว่าบางกอก

จากการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 หลังการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนาเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ในปี 2313 ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในวันที่ 6 เม.ย. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่าฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีมีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยสืบทอดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา

ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้เปิดมุมมองด้านประวัติศาสตร์ศิลป์มองกรุงรัตนโกสินทร์ 235 ปี ว่า ศิลปะคือสิ่งที่สะท้อนสังคม ดังนั้นหากเรามองกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีอายุ 235 ปีที่ผ่านมา ในมุมมองของประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็จะเห็นภาพซ้อนของสังคมและบ้านเมืองใน 235 ปี ที่ผ่านมาด้วย

“ในยุคแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ งานศิลปกรรมจะมีแนวทางการสร้างสรรค์ที่ยึดแบบ หรือขนบธรรมเนียมเดิมตั้งแต่ครั้งอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม แม้แต่งานประเภทนาฏศิลป์ ดนตรี และการแต่งกาย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างใหม่ให้เหมือนของเก่าที่เคยมี การเชิดชูสิ่งที่มีมาก่อนในสมัยอยุธยา ว่าเป็นสิ่งที่ควรนำมาเป็นแนวทางในการสร้างงานศิลปะ”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระบรมราชโองการให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่ดินเพื่อสร้างพระนครใหม่ในวันที่ 8 เม.ย. 2325 ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 9 บาท (54 นาที) ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก ตรงกับวันที่ 21 เม.ย. 2325 เวลา 06.54 น. และทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ 13 มิ.ย. 2325

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจากบวรรัตนโกสินทร์ เป็นอมรรัตนโกสินทร์ และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจังหวัดพระนคร ดิษพงศ์ ขยายความถึงศิลปกรรมและวัฒนธรรมว่า

“ยุคต่อมาคือยุคของการผสมผสาน มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทั้งจากจีน จากตะวันตกเข้ามา อาจเพราะการคมนาคมที่สะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับรู้ข่าวสารจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงผู้คนจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามา ทั้งที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานและมาติดต่อค้าขาย ทำให้เกิดรูปแบบศิลปะที่ออกห่างจากความเป็นอยุธยา และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะจีน รวมถึงงานศิลปะในช่วงรัชกาลที่ 4-5 ที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะตะวันตกอย่างเด่นชัด

“เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในปี 2475 ศิลปะก็ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองทางการเมือง ในการสร้างความมั่นคง สร้างชาติ งานศิลปกรรมในช่วงนั้น ก็จะแสดงถึงความเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคงไปด้วย ในยุคปัจจุบันศิลปะก้าวข้ามพรมแดน ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีรูปแบบ ไม่จำกัดพื้นที่และเวลา ศิลปะไม่ได้ถูกกำหนดหรือชี้นำให้เป็นที่นิยมได้ง่ายเหมือนในอดีต เนื่องจากสื่อในการสร้างและรับรู้งานศิลปะมีมากขึ้น ทุกคนมีทางเลือกในสิ่งที่ตนชอบ ความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะในปัจจุบันจึงไม่ใช่รูปแบบ แต่เป็นความหลากหลาย”

ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ที่ยังเดินไปข้างหน้า

“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

มีความหมายว่าพระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊ก แปลความเป็นภาษาอังกฤษว่า “City of angels, great city of immortals, magnificent city of the nine gems, seat of the king, city of royal palaces, home of gods incarnate, erected by Visvakarman at Indra’s behest”

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักประวัติศาสตร์ชื่อดังของเมืองไทย ได้เปิดเผยมุมมองทางด้านประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ว่า เมื่อพูดถึงกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 235 ปี และเดินทางสู่ปีที่ 236 ในปี 2560 นี้ แท้ที่จริงเราได้ลืมอะไรหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ดังประเด็นต่อไปนี้

1.การศึกษาที่ยึดติดกับกรอบความคิดที่ว่า การเกิดขึ้นของยุคสมัยหนึ่งเพราะการสิ้นสุดยุคสมัยก่อน

“ดังนั้นนักวิชาการและคนทั่วไปจึงมองว่า เมื่อกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีของประเทศก็ถือว่าเป็นยุคสมัยหนึ่ง ดังนั้นการศึกษาก็จะเริ่มตั้งต้นเหตุการณ์ช่วงปี 2325 เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น โดยลืมมองไปว่าก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์บริเวณพื้นที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

“สำหรับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แท้ที่จริงแล้วคือการย้ายศูนย์กลางจากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกมาทางฟากตะวันออก ทั้งนี้เพราะตำแหน่งที่ของพระบรมมหาราชวังสามารถพ้นวิถีปืนใหญ่ที่จะยิงมาจากเรือรบในแม่น้ำ”

ประเด็นที่ 2 การศึกษาที่ยึดติดกับกรอบความคิดเรื่องศูนย์กลาง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ชี้ว่าเมื่อทำการศึกษาประวัติความเป็นมาของพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงมุ่งเน้นบริเวณที่ศูนย์กลางทางการปกครอง คือบริเวณพระบรมมหาราชวังและพื้นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ

“ดังนั้นการศึกษาเรื่องราวของประวัติความเป็นไปเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้ละเลยพื้นที่ในคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาใต้สะพานพุทธ และคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือสะพานพระปิ่นเกล้า”

ประเด็นที่ 3 นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า ตามความรับรู้ของประชาชนทั่วไป มักจะยึดติดว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งพระนคร พื้นที่ฝั่งตะวันตกหรือฝั่งธนฯ เป็นพื้นที่คนละส่วน รวมถึงการยึดติดกับเขตการปกครองของทางราชการ

“ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในอดีต ก่อนหน้ารัชกาลที่ 8 ไม่เคยปรากฏว่ามีการแบ่งเส้นแนวเขตการปกครองฝั่งธนฯ ฝั่งพระนครแต่ประการใด”

ประเด็นที่ 4 ส่วนพื้นที่ภายในกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ เตือนให้ฉุกคิดว่า คนไทยลืมนึกไปว่าแท้ที่จริงเมื่อแรกสถาปนาพระนครชุมชนอยู่กันหนาแน่นไม่เกินแนวคลองคูเมืองเดิม หรือที่คนทั่วไปเรียกคลองหลอดเท่านั้น กว่าที่ชุมชนจะขยายมาถึงริมกำแพงเมืองก็ต้องกินระยะเวลาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 และสุดท้ายประเด็นที่ 5 ช่วงระยะเวลาการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นจากสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ซึ่งผลกระทบอันใหญ่หลวงของสงครามครั้งนี้คือ ประชากรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ลดปริมาณลงอย่างมาก

“ดังนั้นเมื่อจะต้องมีการก่อกำแพงพระนครจึงจำเป็นที่จะต้องเกณฑ์แรงงานลุ่มแม่น้ำโขงและจากทะเลสาบเขมรเข้ามาช่วยสร้าง และแรงงานเหล่านี้ก็เชื่อได้ว่าน่าจะตกค้างในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มากก็น้อย ซึ่งก็คือบรรพบุรุษกลุ่มหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์”

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทั้งในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ศิลป์และนักประวัติศาสตร์ที่มีต่อกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ ที่เดินทางครบ 235 ปีนั้น คงได้ทำให้การเรียนรู้ทางวิชาการและความรู้ทั่วไปของกรุงรัตนโกสินทร์แตกหน่อออกยอดงอกงามต่อไป