200 ปี … บทกวี จอห์น คีตส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492552

200 ปี ... บทกวี จอห์น คีตส์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

25 ปี ช่างเป็นช่วงเวลาแสนสั้นของชีวิตหนึ่ง แต่ 25 ปีของชีวิต “จอห์น คีตส์” นั้นก็มากเพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นกวีชั้นแนวหน้าของโลก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ถ้าหากชีวิตเขายืนยาวกว่านั้น จอห์น คีตส์ อาจจะได้สร้างสรรค์ผลงานยอดเยี่ยมฝากไว้บนผืนพิภพมากกว่านี้

กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ จอห์น คีตส์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งเสาหลักของกวียุคโรแมนติก คือตัวอย่างของกวีหนุ่มผู้งดงามและหม่นหมองในชะตากรรม

เรื่องราวของ จอห์น คีตส์ กวีโรแมนติกชาวอังกฤษ (1795-1821) เคยถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่อง Bright Star ออกฉายครั้งแรกในปี 2008 เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง เจน แคมเปียน ซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีจาก The Piano โดยได้ เบน วิชชอว์ มารับบทบาทกวีเอกแห่งอังกฤษผู้มีอายุแสนสั้น หนังเรื่องนี้จะเน้นไปที่เรื่องราวความรักของ จอห์น คีตส์ กับหญิงสาวชื่อ แฟนนี บรอว์น พร้อมทั้งนำเสนอให้เห็นถึงความสามารถ พรสวรรค์ และเสน่ห์ของ จอห์น คีตส์

ในหนังเปิดเผยข้อความในจดหมายรักซึ่ง จอห์น คีตส์ เขียนถึงแฟนนี ซึ่งแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกอ่อนโยน รักใคร่ และเข้มข้น อาจจะเป็นเรื่องราวของรักแรกที่ผู้คนฝันถึง ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ยากจะทานทนรับไหว

เกิดที่ลอนดอนในปี 1795 เป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 4 คน พ่อของ จอห์น คีตส์ เป็นผู้ดูแลคอกม้าในโรงแรม และตกม้าตายตอนที่ จอห์น อายุเพียง 9 ขวบ หลังจากนั้นแม่ก็ไปแต่งงานใหม่และเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยวัณโรค

จอห์น คีตส์ ใน Bright Star ภาพพอร์เทรต โดย วิลเลียม ฮิลตัน

จอห์นเป็นนักอ่าน เขาอ่านหนังสือคลาสสิก ประวัติศาสตร์ ตำนาน แม้กระทั่งหนังสือท่องเที่ยว แต่เขาเป็นนักเรียนที่ไม่สนใจการเรียนนัก ผู้ดูแลจึงพยายามชักชวนให้จอห์นออกไปทำงานแทน ตอนอายุ 15 ปี เขาเริ่มฝึกงานกับศัลยแพทย์และเภสัชกร ได้เรียนรู้เรื่องยา สามารถดูแลคนกระดูกหัก ถอนฟันได้ ฯลฯ

จอห์น คีตส์ เขียนกวีบทแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 2 ปีต่อมาเขาก็เลิกทำงานในแวดวงการแพทย์เพื่อมุ่งมั่นกับการเขียนบทกวีและรวมกวีเล่มแรกของเขาก็ตีพิมพ์ในปี 1817 หรือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

งานของเขาขายไม่ค่อยดีเพราะโดนวิจารณ์อย่างหนัก กวีหลายคนในยุคเดียวกันกับเขา (รวมทั้งยุคหลัง) ไม่ได้เคารพนับถือในงานของ จอห์น คีตส์ นัก อาจจะเพราะเขาเป็นพวกเสรีนิยม ซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งกับชนชั้นปกครองในสมัยนั้น

ในปี 1818 จอห์น คีตส์ ต้องสูญเสียน้องชายไปอีกคนด้วยวัณโรค จากนั้นเขาจึงย้ายไปอยู่บ้านเพื่อน ก่อนจะได้พบและหลงรัก แฟนนี บรอว์น

และนี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ที่สุดของ จอห์น คีตส์ คำวิจารณ์ที่มีต่องานของเขาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เขาให้กำเนิดบทกวีชื่อดังอย่าง The Eve of St Agnes, La Belle Dame Sans Merci, To Autumn ฯลฯ รวมทั้ง Ode to a Nightingale ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบทกวีสั้นภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ตั้งแต่เดือน ก.ย. 1819 จอห์น คีตส์ ก็ผลิตบทกวีได้น้อยลง ขณะที่ปัญหาทางการเงินของเขาใหญ่โตรุนแรงขึ้น เขาหมั้นกับแฟนนีแล้ว แต่ไม่มีเงินพอสำหรับแต่งงาน

ช่วงต้นปี 1820 จอห์น คีตส์ เริ่มแสดงอาการวัณโรค หนังสือเล่มที่ 2 ของเขาถูกตีพิมพ์ในเดือน ก.ค. ซึ่งตอนนั้นเขาก็มีอาการป่วยมากแล้ว ในเดือน ก.ย. จอห์น คีตส์ และเพื่อนของเขา โจเซฟ เวิร์น เดินทางไปอิตาลีด้วยหวังว่าอากาศที่อบอุ่นจะทำให้สุขภาพของ จอห์น คีตส์ ดีขึ้น แต่เมื่อมาถึงกรุงโรม เขากลับต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 1821 ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในสุสานโปรเตสแตนต์ที่กรุงโรม

คำขอสุดท้ายของ จอห์น คีตส์ คือไม่ต้องใส่ชื่อและวันที่บนหลุมฝังศพ แต่ให้จารึกว่า “Here lies One whose Name was writ in Water.” เพื่อบอกกับผู้คนว่า… ชื่อเสียงและชีวิตนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วแล่น!

จากนั้นมางานของ จอห์น คีตส์ ได้รับความชื่นชมจาก อัลเฟรด, ลอร์ดเทนนีสัน, อัลเกอร์นอน ชาร์ลส์ สวินเบิร์น รวมทั้งกวีกลุ่ม พรี-ราฟาเอล ตลอดชีวิตการทำงานอันแสนสั้น เขาเป็นรุ่นที่สองของกวีจินตนิยมหรือ Romanticism เช่นเดียวกันกับ ลอร์ด ไบรอน และ เพอร์ซี บิช เชลลีย์ บทกวีของเขาถูกยกย่องว่า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีตและเต็มเปี่ยมด้วยจินตนาการ

หนังสือเรื่อง Reading John Keats โดย ซูซาน โวล์ฟสัน สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นับป็นหนึ่งในหนังสือน่าอ่านเกี่ยวกับ จอห์น คีตส์ ในเล่มจะพาไปสำรวจความซับซ้อนในจินตนาการของ จอห์น คีตส์ รวมทั้งอัจฉริยภาพการเล่นคำ รวมทั้งค้นพบความประหลาดใจ และสิ่งใหม่ๆ ที่เขาสอดแทรกมาในงานเขียน นำเสนอให้ผู้อ่านเห็นว่าเราควรเคารพต่อพลังแห่งความคิดซึ่งเปลี่ยนออกมาเป็นงานอักษรที่ลึกซึ้ง

และเวลา 200 ปีผ่านไป งานของ จอห์น คีตส์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับกวีรุ่นหลัง วันนี้เขาเป็นหนึ่งในนักกวีชาวอังกฤษที่ได้รับความรักและยกย่องมากที่สุด

 

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ผู้ไขปริศนาพุทธปาฏิหาริย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492549

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ผู้ไขปริศนาพุทธปาฏิหาริย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กิตติศัพท์ของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ นั้นคือครูอาจารย์ทั้งทางโลกทางธรรมผู้ระบือลือนามในข้ออรรถข้อธรรม รู้ได้ยินและได้อ่านหนังสือของท่านมาหลายเล่ม เอกลักษณ์ในงานวรรณกรรมของ ดร.บรรจบ คือ ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พุทธศาสน์จับต้องได้ หากในวันนี้ต้องหยิบหนังสือของท่านขึ้นมาใคร่ครวญ

“พุทธปาฏิหาริย์ ตำนานหรือเรื่องจริง” หนังสือเล่มใหม่ของ ดร.บรรจบ คือความพยายามของผู้เขียนเองที่ต้องการจะนำเรื่องพุทธปาฏิหาริย์มาวิเคราะห์ในทางตรรกะ ถึงเรื่องราวในพุทธประวัติ ซึ่งหลายตอนเชื่อว่ายังคาใจพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเหตุการณ์เหนือจริงที่วิทยาศาสตร์ยากอธิบาย

ดร.บรรจบ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ในการหยิบยกเหตุการณ์หรือเรื่องราวในพุทธประวัติตอนต่างๆ โดยยึดจากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เปรียบเทียบกับคัมภีร์อรรถกถา รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้คิดและศึกษาค้นคว้าต่อไป

“ผมเขียนหนังสือเรื่องเล่มนี้ ด้วยความประสงค์ที่จะทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับพุทธประวัติให้ชัดเจน เพราะตั้งแต่เป็นนักเรียนจนมาถึงเป็นครูสอน กินเวลาหลายสิบปี ยังไม่เห็นนักวิชาการท่านใดพยายามอธิบายให้เป็นหลักเป็นฐาน อาจเพราะท่านไม่เห็นเป็นประเด็น แต่ผมเห็นตรงกันข้าม”

ทุกวันนี้มีผู้สนใจศึกษาพุทธศาสนามากมาย งานนี้ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายส่วนตัวของ ดร.บรรจบเอง ขณะเดียวกันก็อยากจะท้าทายไปยังผู้สนใจศึกษาพุทธศาสนาเหล่านั้น ที่จะได้ร่วมกันศึกษาหาแนวทางค้นหาคำตอบเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในประเด็นต่างๆ จากหลักฐานที่อ้างอิงได้ และขยายการค้นคว้าต่อไป

“พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ประสูติแล้วเดินได้เจ็ดก้าวจริงหรือ ปาฏิหาริย์ปราบชฎิลเป็นไปได้หรือไม่ ทรงชนะมารก่อนตรัสรู้หรือหลังตรัสรู้ ใช่หรือไม่ที่แม่พระธรณีมาเป็นพยาน และอีกหลากหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับพุทธปาฏิหาริย์ ส่วนไหนที่เป็นตำนาน ส่วนไหนที่เป็นเรื่องจริง หนังสือเล่มนี้มีคำตอบ”

พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระสงฆ์แสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ จุดประสงค์ไม่ให้แสดงเพื่อลาภสักการะ เรื่องนี้อธิบายต่างไปถ้าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์เพื่อความรู้เข้าใจพุทธศาสนา โดยจะกล่าวไปว่า พุทธปาฏิหาริย์มีหลายแบบ เช่น อิทธิปาฏิหาริย์ ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ การย่นระยะทาง การอ่านใจฯลฯ กับอีกแบบหนึ่งคืออนุศาสนีปาฏิหาริย์ ได้แก่ การสอนให้คนเกิดศรัทธา ให้เกิดมรรคผล

“เรื่องราวของพระพุทธเจ้ามีประเด็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านส่วนพระองค์ สังคม ประวัติศาสตร์ และปาฏิหาริย์ หนังสือมุ่งวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆ นี้ด้วยความตั้งใจที่จะเข้าถึง ขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามส่วนตัวที่จะทำความเข้าใจและสร้างความเข้าใจ ด้วยสติปัญญาของคนยุคปัจจุบัน”

ดร.บรรจบ เป็นชาวราชบุรี สำเร็จเปรียญ 9 ประโยคขณะเป็นสามเณรจากสำนักวัดแก้วฟ้า จ.ราชบุรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นนาคหลวง อุปสมบทในพระบรมราชานุเคราะห์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปี 2521 สำเร็จปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ในปี 2532 สำเร็จปริญญาโท หลักสูตรอักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อที่อินเดีย ปริญญาเอกปี 2540 สาขาพุทธปรัชญา มหาวิทยาลัยมคธ (Ph.D.)

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาภาษาตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นภาคีสมาชิกสาขาศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน มีงานเขียนหลากหลาย ทั้งที่เป็นตำราและหนังสือแนวพุทธปรัชญา

สำหรับงานเขียนเล่มต่อไป “บุญญฤทธิ์ลิขิตตน เทพดลหรือคนทำ” วิเคราะห์เรื่องบุญญฤทธิ์ (ฤทธิ์หรือความสำเร็จที่เกิดจากบุญ) เจาะให้ถึงแก่นว่า เมื่อคนทำความดีมากๆ แล้ว ในที่สุดความดีนั้นมีอานุภาพบันดลบันดาลให้สำเร็จสมปรารถนาอย่างไร

“จะตีพิมพ์เดือน ต.ค.นี้ ซึ่งเช่นเดียวกับงานเขียนของผมในชุดอื่นๆ ของอมรินทร์ธรรมะ ที่อ่านได้ง่าย”

 

‘กีฬากอล์ฟ’ ช่วงเวลาของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492544

‘กีฬากอล์ฟ’ ช่วงเวลาของครอบครัว

โดย…ปอย  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ยกให้เป็นครอบครัวนักกีฬามืออาชีพ ทั้งพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวตัวจิ๋วที่จะก้าวตามรอยทางคุณพ่อคุณแม่ สาวน้อยวัย 10 ขวบเตรียมเป็นสปอร์ตเกิร์ลเป็นลูกไม้ใต้ต้น น้องเอมมี่-อาทิมา มีชัยพันธุมะบำรุง ลูกสาวสุดที่รักคุณพ่อ กฤษดา มีชัยพันธุมะบำรุง หรือโปรกอล์ฟชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ โปรโทนี่ มีชัย ส่วนคุณแม่คนไทยทุกคนก็รู้จักกันดี “น้องอาย” ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร อดีตนักว่ายน้ำเหรียญทองซีเกมส์ วันนี้โชว์วงสวิงพัตกอล์ฟกันในสไตล์สานสายใยครอบครัวไว้ด้วยกีฬา

คุณพ่อโปรโทนี่บอกว่า กีฬากอล์ฟไม่ได้จำกัดแค่นักกีฬาตระเวนแข่งขันตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ กอล์ฟสามารถเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย แล้วไม่จำกัดอาชีพอีกต่างหากซึ่งมีหลายคนเลือกไปออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนฝูง หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ยิ่งไปตีกอล์ฟกันเป็นกรุ๊ปยิ่งสนุก ได้ทั้งสุขภาพ และได้ทั้งความสุขในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว

“ผมเริ่มเล่นกอล์ฟกับคุณพ่อที่เริ่มหัดให้เราตอน 5-6 ขวบ ผมเคยชวนเอมมี่เล่นตอนในวัยนี้เหมือนกันครับ แต่เอมมี่ไม่เล่นเธอเป็นตัวของตัวเองมาก คุณพ่อเล่นกอล์ฟก็จะหยิบไม้กอล์ฟชวนให้ไปพัตกอล์ฟ คุณแม่เป็นนักว่ายน้ำก็จะพาลงสระ แต่ที่สุดแล้วเอมมี่ก็เลือกกีฬาของตัวเองคือไอซ์สเกต เพราะไปสนามกอล์ฟก็ร้อน ลงสระว่ายน้ำแม่ก็เข้มงวด เลือกไปลานสเกตน้ำแข็งเย็นสบายที่สุดนะครับ (หัวเราะ) ผมก็พยายามฝึกให้ลูกสาวหัดฟอลโลว์ทรูได้ถูกต้องก่อนเลยครับ สอนให้ทำท่าจบให้ได้ วิธีนี้เธอก็จะพยายามทำท่าจบให้ได้เร็วที่สุด ลดท่าผิดให้ได้น้อยที่สุดด้วยครับ”

โปรโทนี่เผยเคล็ดลับแรกจูงใจลูกสาวให้ฝึกฝนเป็นนักกีฬา แล้วย้ำว่า “กอล์ฟ” เป็นกีฬาเล่นเพื่อความสนุก ผ่อนคลาย ดังนั้นช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อน ลองหันมาใช้เวลาร่วมกับครอบครัวดูบ้าง ยิ่งถ้าต้องการเปิดโลกสุขภาพดีลองเดินออกห้างสรรพสินค้าดูบ้าง หรือเบื่อกีฬาในร่ม ลองชวนกันไปออกกำลังกายด้วยการไปไดรฟ์กอล์ฟ วัดระยะความไกล หรือไปที่สนามกอล์ฟทำสกอร์แข่งกันในครอบครัวก็ได้

นักกีฬาทีมชาติอดีตเงือกสาวที่คนไทยเรียกขานคุ้นเคย “น้องอาย” ศรสวรรค์ สำทับว่าลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วเลือกพักรีสอร์ทที่มีสนามกอล์ฟให้เล่น ก็สามารถชื่นชมวิวทิวทัศน์สวยงามรอบๆ รีสอร์ทได้เลย อีกทั้งยังได้เจอกับความยากง่ายในแต่ละสนามที่ต่างจากที่เคยตีในเมืองอีกด้วย

โปรโทนี่อธิบายเพิ่มเติมว่ากอล์ฟเป็นกีฬาครอบครัวได้จริงๆ เส้นทางนักกีฬาของเขาก็เริ่มจากคุณพ่อที่ให้รางวัลด้วยชุดกอล์ฟที่เขาอยากได้ ตั้งแต่วัย 5 ขวบ ก็เริ่มชิปแอนด์พัตทั้งวันเพื่อเป้าหมายรางวัลที่พ่อตั้งไว้ให้

“สอนในเวลาที่เหมาะสมจะทำให้เล่นได้ดีที่สุดครับ ตอนนี้เอมมี่อายุ 10 ขวบ ก็เหมาะกว่าตอนอายุ 6-7 ขวบที่ผมชวนเธอเล่นแล้วเธอปฏิเสธ (ว่าแล้วก็หัวเราะ) วัยนั้นเด็กผู้หญิงข้อมือยังไม่แข็งแรงเท่าวัยนี้ ผมเป็นสมาชิกของสมาคมในสิงคโปร์ ชื่อ Black Hat Golf Tips แล้วก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเรียนการสอนของสถาบันสอนกอล์ฟ Heartland Golf Schools มีโปรแกรมพาคนไปเล่นกอลฟ์กันทั้งครอบครัวที่สหรัฐ กลางปีนี้เอมมี่ก็จะไปทริปฟลอริดาแล้วไปแข่งขันกอล์ฟด้วย กีฬากอล์ฟต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ได้วงสวิงสวยงาม และต้องใช้สมาธิสูง ต้องวางแผนกะระยะ ดูความลาดชันและทิศทางลม สิ่งที่เราจะได้จากการตีกอล์ฟคือ นอกจากการฝึกสมาธิให้จิตใจสงบ ฝึกคิดวิเคราะห์วางแผน และฝึกความอดทนแล้ว ยังได้พัฒนากล้ามเนื้อด้วย ก่อนเริ่มตีกอล์ฟต้องวอร์มอัพกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นก่อนเริ่มก็เช่นเดียวกับกีฬาชนิดอื่นๆ ทำให้กล้ามเนื้อเราไม่ฉีกขาดง่ายๆ ส่งผลให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากๆ ครับ”

ศรสวรรค์บอกว่าถ้าเราได้ตีกอล์ฟออกรอบกับครอบครัว ก็เป็นการสานสัมพันธ์กันระหว่างครอบครัว ให้ได้หัวเราะไปด้วยกัน มีช่วงเวลาแห่งความสุขและความอบอุ่นร่วมกันอีกด้วย ได้ไปเที่ยว ได้ออกกำลังกายไปในทริปเดียว

มือใหม่อยากหัดตีกอล์ฟต้องเริ่มต้นอย่างไร? ก่อนอื่นต้องแนะนำให้เริ่มหัดจากการไดรฟ์กอล์ฟก่อน เพียงเตรียมร่างกายและหัวใจ พร้อมรองเท้าผ้าใบ เพื่อมาเรียนรู้ทักษะกีฬาใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่เคยเล่น ซึ่งเรายังไม่จำเป็นต้องซื้อไม้กอล์ฟของตัวเอง แต่สามารถเช่าไม้กอล์ฟจากสนามไดรฟ์กอล์ฟก่อนได้ อาจเริ่มต้นเรียนจากครู หรือถ้ามีคนในครอบครัว หรือเพื่อนที่ตีกอล์ฟเป็นก็ให้มาเป็นเทรนเนอร์ก็ได้ ไม้ที่ควรเลือกใช้สำหรับมือใหม่คือ ไม้เหล็กเบอร์ 7 ขนาดพอดีกับมือใหม่ ส่วนถุงมือจะช่วยให้เราจับไม้ถนัดขึ้น ป้องกันเหงื่อที่มือทำให้มือลื่น ถ้าคิดเล่นจริงจังเมื่อไร จึงซื้อใช้ภายหลังได้ไม่มีปัญหา

สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในขั้นแรกของการตีกอล์ฟ ตั้งแต่การจับไม้ ท่ายืน ตำแหน่งของมือและแขน การเล็ง การถ่ายน้ำหนักตัว การวางลูก การขึ้นไม้ และท่าจบวงสวิงที่ถูกต้อง ครอบครัวนักกีฬาชวนให้มาเริ่มกันเลย

 

 

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ขอเปลี่ยนไปวิ่งในเลนอื่นบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492542

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ขอเปลี่ยนไปวิ่งในเลนอื่นบ้าง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ท้อฟฟี่-ชญาน์ทัต วงศ์มณี ในวัย 32 ปี อดีตคอมมูนิเคชั่น ไดเรกเตอร์ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย ขอเปลี่ยนชีวิตให้ช้าลงด้วยการสลับไปวิ่งในเลนอื่นดูบ้าง ทันทีที่คิดคือทันทีที่ยื่นใบลาออก จะเป็นอย่างไร ชีวิตจะช้าลง สงบลง รวมทั้งมองโลกได้เต็มตื่นตามที่ต้องการแค่ไหน ตามไปอ่านเรื่องราวของเขากันดีกว่า

ท้อฟฟี่ เล่าให้ฟังว่า ชีวิตที่ผ่านมาวิ่งอยู่บนเลนแห่งความเร็วและความโหด (ฮา) แถมเป็นการวิ่งแบบนันสต็อปที่วิ่งแล้วห้ามหยุด คงมุ่งหน้าวิ่งไปแต่ทิศทางข้างหน้า นั่นก็เพราะสืบเนื่องจากอาชีพการงาน ความเป็นนักสื่อสารองค์กรของเอเยนซียักษ์ใหญ่ ที่ต้องประสานสิบทิศ เรียนรู้ตลอดเวลา แก้ปัญหาตลอดเวลา สนุกแต่เหนื่อยสุดสุด

“7 ปีบนลู่วิ่งสำหรับเส้นทางสายนี้ ผมคิดว่าผมอยากพักสักนิด อยากให้ตัวเองช้าลงสักหน่อย ตั้งสติ ณ จุดนี้เพื่อตัดสินใจว่า จะเดินหรือแม้กระทั่งจะวิ่งต่อ ไปทางไหน” ท้อฟฟี่ เล่า ตั้งแต่ 7 ปีก่อนภายหลังจบปริญญาโท นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้อฟฟี่กระโดดขึ้นลู่วิ่งบนสายงานประชาสัมพันธ์แล้วควบวิ่งเร็วจี๋มาตั้งแต่นั้น

แล้ววันหนึ่งท้อฟฟี่ก็ยื่นใบลาออก ถึงวันที่เขียนต้นฉบับนี้คือ 7 วันเต็มที่ลาออกจากโอกิลวี่ฯ ในทันทีนั้นเขาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกเดินทางไปท่องเที่ยวชายทะเลที่อยากไปมานาน จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะมังกรในประเทศเมียนมา ใช้ชีวิตแบบ “เต็มที่” กับสายลมสายน้ำและแสงแดดเปรี้ยง

ชีวิตมองยาวๆ ไปข้างหน้า มองหาความท้าทายใหม่ๆ ท้อฟฟี่ เล่าว่า คือชีวิตที่มาถึงจุดที่อยากทำอะไรใหม่ๆ อยากเปลี่ยนทั้งสไตล์การใช้ชีวิตและเปลี่ยนทั้งอาชีพการงาน สำหรับสไตล์ส่วนตัวที่ครั้งหนึ่งเคยรีบเร่งลนไฟตลอดเวย์ วันนี้ปรับตัวเองให้ช้าลงด้วยวิธีแปลกแต่ได้ผล นั่นคือการนำตัวเองออกจากสนามที่คุ้นเคย และไปอยู่ในสนามที่ไม่คุ้นเคยแทน

“พอเราวิ่งในเลนของเราที่เคยวิ่ง เราก็จะวิ่งได้เร็วจี๋ เพราะมันเป็นสนามที่เราคุ้นเคย แต่ผมเลือกที่จะมองหาความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการเปลี่ยนตัวเองไปอยู่ในสนามที่ไม่คุ้นเคย ด้วยวิธีนี้ผมช้าลงโดยอัตโนมัติ”

ท้อฟฟี่ไปฝึกเรียนทำอาหารไทย จากก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอาหารและไม่มีแพสชันเรื่องการทำอาหารเลย แต่เพราะต้องการสนามแปลกหน้าอย่างแท้จริง ได้ผลอย่างที่ต้องการ เขากลายเป็นเด็กหลังห้องที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ประสีประสาเรื่องการทำอาหาร ฝึกทำอาหารอยู่ท่ามกลางเด็กเก่ง เพราะทุกคนคือเชฟมือเก๋า หลายคนคือนักธุรกิจอาหาร มีภูมิและมีฐานความรู้มาก่อน

“เราเคยเป็นเด็กเก่งที่นั่งหน้าห้องมาตลอด ถึงวันหนึ่งเรากลายเป็นเด็กหลังห้อง ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ สำหรับผม ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่สำคัญคือได้รู้จักอีกด้านหนึ่งของตัวเอง มีด้านที่เราไม่เก่งนะ มีด้านที่เราไม่เชี่ยวนะ ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกเคารพผู้อื่นมากขึ้น ค้อมคารวะผู้อื่นในความเก่งฉกาจของเขาได้หมดใจ”

ชีวิตที่ช้าลง ทำให้เราเคารพคนอื่น การกระโดดไปวิ่งในเลนอื่นๆ ของชีวิตดูบ้าง สำหรับท้อฟฟี่แล้วเป็นคำแนะนำว่าทุกคนควรลอง การวิ่งในเลนของตัวเองแบบห้อเต็มเหยียดไปนานๆ ไม่ดีกับตัวผู้วิ่ง พอๆ กับเป็นอันตราย ใช่! เราวิ่งไปได้เร็วก็จริง ทว่าไม่มีใครที่เป็นคู่แข่งเราเลย การไม่มีคู่แข่งนั้นเองที่น่ากลัว

“คือความจริงที่ว่าเราช้าลง พร้อมๆ กับที่เราได้เขย่าตัวเอง ได้เปิดโลกใหม่ ที่เราไม่รู้ๆๆๆๆๆ มีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะเหลือเกิน สนุกมากเหมือนกันที่รู้ว่า เรารู้น้อยมาก เราต้องเรียนรู้อีกมาก และเราต้องเคารพคนอื่นให้มาก” ท้อฟฟี่ เล่า

นอกเหนือจากการไปเรียนทำอาหาร ท้อฟฟี่ยังไปเรียนรู้เรื่องการเป็นบล็อกเกอร์มือหนึ่ง เขาส่งผลงานบล็อกของตัวเอง “วัยว้าวุ่นรุ่น 30” และได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ 60 คนของบล็อกเกอร์บูธแคมป์ ท้อฟฟี่เปิดอีกโลกใหม่ที่นี่เช่นกัน

ส่วนการงานที่เตรียมจะเปลี่ยนลู่วิ่งด้วยเช่นกัน ท้อฟฟี่ เล่าว่า อนาคตจะทำงานสอนให้มากขึ้น จากเดิมที่รับเชิญเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับงานครีเอทีฟไรท์ติ้งให้แก่นักศึกษาที่จุฬาลงกรณ์ รวมทั้งธรรมศาสตร์ หากต่อไปมีแผนจะเปิดคอร์สเทรนนิ่ง อบรมให้ความรู้ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตลาดแก่นักธุรกิจเอสเอ็มอี

นอกจากนี้คือการก้าวสู่การทำธุรกิจของตัวเอง ผลิตและจัดจำหน่ายธัญพืชเพื่อสุขภาพ โดยเป็นผลิตภัณฑ์กราโนล่า ธัญพืชในสกุลข้าวโอ๊ตที่เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดผู้บริโภคผู้ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ Oat my gosh สินค้าพรีเมียมรสเลิศ ที่อร่อย สนุกแถมสุขภาพดีด้วย กำหนดจะเปิดตัวจัดจำหน่ายภายในเดือน ต.ค.นี้

ท้อฟฟี่ บอกว่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เขาต้องไปคลุกอยู่ในเวทีที่แตกต่าง จากเดิมเป็นนักสื่อสารองค์กร ทำหน้าที่ในการเผยแพร่และถ่ายทอด ทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลไปยังผู้บริโภค หากธุรกิจกราโนล่า-Oat my gosh คือสิ่งที่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในทุกสิ่ง ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การคัดสรรวัตถุดิบ

“ลาออกแล้วคิดว่าจะว่าง แต่ผมก็ไม่ว่าง (ฮา) สนุกและตื่นเต้นกับงานใหม่ ธุรกิจใหม่ รวมทั้งมุมมองใหม่ๆ ในชีวิต”

เที่ยวสนุกจนพอแรงแล้วเตรียมกลับมาทำงาน ชีวิตช้าลง แต่ก็เหมือนว่าท้อฟฟี่จะมีพลังมากขึ้น มีความพร้อมต่อการทำงานมากขึ้น รวมทั้งมองทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น ที่ผ่านมาแม้ชีวิตการทำงานช่วงแรกจะผ่านไปไว หากข้อดีคือองค์ความรู้และโอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เหลือแต่อนาคตที่เชื่อว่า จะตัดสินใจได้ถูกต้อง

สำหรับผู้อ่าน ท้อฟฟี่มีคำถามในใจที่อยากถามผู้อ่านว่า เคยมีสักครั้งหรือไม่ ที่จะทิ้งคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ลองไปหัด ลองไปเรียน ลองไปอยู่ในโลกของคนอื่นดูบ้าง ไปอยู่ในโลกที่เราไม่เก่งดูบ้าง คุณจะพบตัวเองในแบบที่คุณไม่เคยรู้จัก จะพบคนอื่นในมุมที่คุณไม่เคยคิดจะพบ ในโลกที่คุณเหลือ 0 มันสุดยอดมากๆ และดีกับคุณแน่ๆ

 

ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว ชายผู้ไม่เคยหยุดบันทึกสองเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492540

ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว ชายผู้ไม่เคยหยุดบันทึกสองเท้า

โดย…สมแขก ภาพ บันทึกสองเท้า

เมื่อไม่นานมานี้ วงการวิ่งได้ร่วมแสดงความยินดีกับภาพความยิ่งใหญ่ของนักวิ่งชาวไทย ฉากที่ว่านั้นคือ ทิวทัศน์เบื้องหลังคือเทือกเขาแอลป์ ธงชาติไทยโบกสะบัดในมือของ จุ๋ง-ดร.ชุมพล ครุฑแก้ว นักวิ่งอัลตรามาราธอนคนแรกของประเทศไทยที่สามารถจบการแข่งขันรายการวิ่งบนเส้นทางวิ่งรอบเทือกเขาแอลป์ สนามวิ่งสุดหฤโหดระดับโลกระยะทาง 350 กม. ภายในเวลา 154.44 ชั่วโมง แต่นี่ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ครั้งเดียวที่คนตัวเล็กๆ คนนี้จะทำให้เกิด

วิ่งพัฒนาตัวเองและองค์กร

ดร.จุ๋ง ที่เดิมเป็นเพียงนักวิชาการ ตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการพัฒนามาตรฐานและการทดสอบ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพ่วงท้ายด้วยคำว่านักวิ่ง

ในสังคมนักวิ่งรู้จักนักวิ่งเจ้าของแฟนเพจ เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย และบันทึกสองเท้า ว่าเป็นนักวิ่งฝีเท้าดี ทั้งยังจิตใจดี ที่สำคัญเขายังเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจให้แก่นักวิ่งหลายคน จุดเริ่มต้นของเขา ดร.จุ๋ง วิ่งเพียงเพื่อต้องการออกกำลังกาย ใช้การก้าวเป็นงานอดิเรกเล็กๆ เริ่มต้นวิ่งรอบอาคารสำนักงานของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มจัดงานวิ่งเล็กๆ ภายในองค์กร ปลุกให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายลุกขึ้นมาวิ่ง จนปัจจุบัน สวทช.เป็นองค์กรที่มีงานวิ่งประจำปีที่น่ารัก

อย่างไรก็ตาม การวิ่งสำหรับชายคนนี้เป็นส่วนสำคัญของชีวิต การก้าวเล็กๆ นั้น นำให้เขาพัฒนาตัวเองและพาเขาสู่เป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความฝัน เขาสร้างเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

วิ่งเพื่อเป้าหมายใหม่

มีคนตั้งคำถามกับชายคนนี้ว่า วิ่งเพื่ออะไร ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าไม่รู้ แต่ ณ ขณะนี้คำตอบอาจจะชัดเจนขึ้นบ้างแล้ว “รู้สึกว่าอยากจะวิ่งจนถึงวาระสุดท้าย เหมือน Run for life วิ่งไปตลอด วิ่งให้ยั่งยืน แต่ระหว่างนั้นเรามีเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางเต็มไปหมด ผมว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผมลุกมาวิ่ง”

ดร.ชุมพล กับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการลาออกจากงานที่เรียกว่ามั่นคง เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันอัลตรารันนิ่ง ในรายการ Great​ Himalaya​ Trail 2017 หรือการวิ่งตามเส้นทางธรรมชาติที่เชื่อมจากทางฝั่งตะวันออกสุดของเทือกเขาหิมาลัยไปจรดทางตะวันตกสุดในประเทศเนปาล หากประเมินระยะทางคร่าวๆ ก็จะประมาณ 1,760 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการแข่งขัน โดยเริ่มแข่งขันตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา กำหนดระยะเวลาคือ 45 วัน การสื่อสารทั้งหมดระหว่างนักวิ่งและทีมเซอร์วิสไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต แต่สามารถส่งข้อความจากสัญญาณดาวเทียม ที่ส่งข้อความได้ครั้งละ 160 ตัวอักษรเท่านั้น

การเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอนของ ดร.จุ๋ง จะบอกว่าเป็นเสมือนปริศนาธรรมที่ยกมาส่วนหนึ่ง ในพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์” เขายึดถือแนวคิดมาอย่างเหนียวแน่น ซ้อมวิ่งไม่เน้นความเร็วมากเกินไป เน้นวิ่งนุ่มนวล แม้จะทำให้วิ่งช้าลง แต่สามารถวิ่งได้ไกลและนานขึ้น

“ผมเคยซ้อมวิ่งตั้งแต่สวนลุมพินีเปิด จนกระทั่งสวนปิด ระยะทางได้ราวๆ เกือบ 100 กิโลเมตร บางคนอาจเป็นห่วงว่าจะเสียสุขภาพหรือหักโหมเกินไปไหม จริงๆ แล้วต้องค่อยๆ ฝึกร่างกายนะครับ ว่าวิ่งหรือเดินอย่างไรไม่ให้เหนื่อยหรือออกแรงน้อยมาก และควรรู้ตัวว่า เราเหนื่อยแค่ไหนอยู่ตลอดเวลา ผมไม่เคยแนะนำให้ใครทำตามโดยไม่ได้มีความพร้อม แต่สำหรับผมถ้าเราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้ใช้แรงงานบางท่านที่ต้องทำงานต่อเนื่องนานๆ ตากแดด ตากฝน ด้วยความจำเป็น การวิ่งช้าๆ ของผมเหนื่อยและลำบากน้อยกว่ามากจริงครับ”

สำหรับการฝึกซ้อม และเตรียมตัว นอกจากเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายด้วยการฝึกซ้อมวิ่ง เดินในความชัน และยังต้องเรียนรู้เทคนิคการเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่สุดขั้ว “ผมศึกษาจากคุณเอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจระดับต้นๆ ของประเทศ ที่ผ่านประสบการณ์ทรหดสุดขั้วมามากมาย ทั้งหนาวสุดที่ขั้วโลกเหนือ ร้อนสุดกลางทะเลทราย ผมเริ่มต้นการฝึกซ้อมประจำปี 2560 ด้วยการเดินเทรคกิ้งที่เนปาล โดยการแบกน้ำหนักประมาณ 13 กก. บนสันเขาที่สูงเกิน 3,000 เมตร ต้องเดินฝ่าหิมะตกอยู่หลายชั่วโมง”

รายการแข่งคือแรงจูงใจ

นักวิ่งอัลตราบอกว่า การแข่งขันเป็นสิ่งจูงใจอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เราตั้งใจฝึกซ้อม ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะวิ่งให้ดีขึ้น การเลือกรายการที่เป็นเป้าหมายหนึ่งรายการ คุณจะเดินทางตามเป้าหมายได้ดีขึ้น “แม้ผมจะเน้นการวิ่งแบบยั่งยืนหรือการวิ่งโดยพื้นฐานที่ว่าเราจะวิ่งให้ได้ตลอดชีวิต แต่สำหรับการแข่งขันเราจะเต็มที่เสมอโดยไม่ฝืนเกินไป การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราตัดสินใจสมัครแข่งแล้ว การฝึกซ้อมที่เพียงพอจะสร้างความมั่นใจ ร่างกายมีความแข็งแรง ในสนามแข่งเราก็จะสนุกและทำได้ดี

“ผมมองว่าโค้ชที่ดีที่สุดคือตัวเอง ดังนั้นในฐานะนักวิ่งเราจะต้องรู้จักตัวเองมากที่สุด รู้จักทุกอย่างของตัวเอง รู้ว่าเราอิ่ม นอนพอไหม เราเป็นใคร พร้อมตอนไหน คือเราต้องรู้ตัวทุกอย่างจริงๆ มันเหมือนการปฏิบัติธรรมกลายๆ พอเรารู้ข้อมูลของนักกีฬามากที่สุดแล้ว โค้ชที่ดีที่สุดก็คือตัวเรา แต่การมีโค้ชที่ดีคอยแนะนำก็มีข้อดี เหมือนเราได้คำแนะนำจากคนนอกที่มองเข้ามา แต่ที่ขาดไม่ได้คือเราต้องเป็นโค้ชให้ตัวเอง”

วิ่งเคียงพ่อคือความสุข

แม้จะวิ่งมาในที่ที่โหดและหินในโลก และภาพที่หลายคนจดจำได้ดี และภาพจำนี้มักมีรอยยิ้มอยู่ด้วยเสมอ นั่นคือ ดร.จุ๋ง มักจะวิ่งเคียงข้างคุณพ่อ วันชัย ครุฑแก้ว ไม่ว่าระยะวิ่งจะใกล้เพียงระยะฟันรัน (3-4 กม.) หรือไกลถึงระยะมาราธอน (42.195 กม.) สองพ่อลูกมักวิ่งด้วยกันด้วยความสุขเสมอ

ดร.จุ๋ง เล่าเรื่องราวระหว่างเส้นทางวิ่งของเขากับพ่อไว้ในกล่องเรื่องราวที่เรียกว่า “Run with Dad” บันทึกวันที่พ่อเริ่มหัดวิ่งขณะที่อายุ 74 ปี แต่อีกสองปีต่อมา ชายชราวัย 76 ปี สามารถวิ่งจนจบระยะมาราธอนแรกได้ ตอนหนึ่ง ดร.จุ๋ง บันทึกว่า “การวิ่งกับพ่อถือเป็นการซ้อมวิ่งยาวและฝึกวิ่งแบบผ่อนแรงที่ดีมาก”

“สำหรับคุณพ่อ มาราธอนครั้งแรกของพ่อเมื่อประมาณปี 2556 ที่ภูเก็ต สำเร็จได้เกือบ 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 ที่พัทยามาราธอน เวลาดีขึ้นเยอะเลย 7 ชั่วโมง แต่ขาดไป 800 เมตร พ่อนั่งหลับเสียก่อน คือนั่งพักแล้วก็หลับ รถเขาก็พาเข้าเส้นชัยให้ก็ได้เหรียญ ครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพมาราธอน เขาให้เวลาจำกัดมาก เขาให้แค่ 6 ชั่วโมง แต่พ่อวิ่ง 7 ชั่วโมง พอวิ่งได้สัก 25 กิโลเขาก็จะเปิดถนนเลยให้รถมารับพ่อขึ้นไปประมาณ 9 กิโล ก็มาวิ่งต่อสักประมาณ 30 กว่ากิโล ส่วนครั้งที่วิ่งได้ดีมาก คือใช้เวลาไปแค่ 6 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าอากาศดี พ่อก็วิ่งทำความเร็วได้ดีขึ้นด้วย” ดร.จุ๋ง เล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คล้ายจังหวะการก้าว

ติดตามและให้กำลังใจการแข่งขันของ ดร.จุ๋ง ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ FeetNote (“บันทึกสองเท้า”) ซึ่งเป็นเพจรวมโพสต์ภาพและบันทึกประสบการณ์สองเท้า หรือ “Jung Chumphol Krootkaew” สำหรับเนื้อหาการเริ่มต้นวิ่งอย่างง่าย ติดตามได้จากเพจ “เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย” www.facebook.com/BananaRunning

 

 

 

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กับแผน ‘เกษียณสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492474

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา กับแผน ‘เกษียณสุข’

โดย…พูลศรี เจริญ

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลดแล่นอยู่ในโลกแห่งการออมการลงทุนมานาน เริ่มจากเทรดบอนด์ หรือตราสารหนี้ ซึ่งยุคโน้น หรือก่อนวิกฤตปี 2540 เธอบอกว่าเทรดจนเบลอชีวิตอยู่กับโทรศัพท์และหน้าจอคอมพิวเตอร์  ถึงขั้นเคยพูดกับโทรศัพท์ว่าฮัลโหลๆ ด้วยเพราะในชีวิตประจำวันต้องโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ค้าตราสารหนี้หรือดีลเลอร์ด้วยกัน

“เทรดบอนด์ 5 ปีก็เบื่อ เพราะเป็นงานรูทีน หรือเป็นงานที่ทำประจำวัน ขาดความท้าท้าย” เมธ์เล่าย้อนอดีตให้ฟังกับงานแรกที่ทำหลังเรียนจบ

ปัจจุบันเมธ์เป็นแม่ทัพ หรือกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)บางกอกแคปปิตอล หรือ BCAP บริษัทลูกของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง  ปัจจุบัน บลจ.บางกอกแคปปิตอล มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 2 หมื่นกว่าล้านบาท

ในโลกการทำงานเมธ์เป็นมือบริหารเงินลงทุนให้ลูกค้า น่าสนใจว่าแล้วโลกส่วนตัวของสาวสวยวัย 44 ปี มีการวางแผนชีวิต วางแผนเรื่องการออม การลงทุน เพื่อรองรับวัยเกษียณอย่างไร ปัจจุบันสมรสแล้วมีลูก 2 คน ลูกสาวหนึ่ง ลูกชายหนึ่ง

“อยากจะเกษียณตอนที่อายุยังไม่มากเกินไป เพราะอยากมีโอกาสไปทำอะไรหลายๆ อย่างที่ชอบ อยากจะเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ อยากจะมีเวลาออกกำลังกายเรียนทำอาหาร ปลูกผักสวนครัว ฯลฯ “

เมธ์ เล่าว่า จริงๆ แล้วเธอเคยคิดจะเกษียณตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว คิดว่าคงไม่เกิดขึ้นภายใน 5 ปีนี้ เพราะตอนนี้เพิ่งเริ่มทำงานที่ใหม่ มีภาระหน้าที่ที่จะต้องนำพาบริษัทที่ช่วยก่อตั้งขึ้นให้ประสบความสำเร็จก่อน และตอนนี้ก็ยังสนุกกับงานใหม่ มีแผนงานมากมายที่ต้องทำ

“หว่านเมล็ดไปเยอะแล้ว อยากจะรอดูดอกผลก่อนค่ะ”

เป็นคุณแม่ลูกสอง งานก็ยุ่ง แต่เมธ์ยังดูเฟรชชี่อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้หญิงที่บุคลิกดีและดูแคล่วคล่อง เมื่อถามถึงเรื่องการดูแลสุขภาพ เธอแบ่งปันข้อมูลว่าจะแบ่งเป็น2 ส่วน คือ ออกกำลังกายกับการบริโภคอาหาร

“ปกติจะพยายามจัดเวลาสำหรับออกกำลังกายให้กับตัวเอง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของชีวิตค่ะ”

เมธ์ เล่าว่า ช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆจะออกกำลังกายหลังเลิกงานเกือบทุกวัน พอทำงานตำแหน่งใหญ่ขึ้น งานเยอะขึ้น ก็มีเวลาออกกำลังกายน้อยลง บางครั้งก็ใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือช่วงพักเที่ยงไปออกกำลังกายที่ยิม พอแต่งงานมีลูก เวลาออกกำลังกายก็ยิ่งน้อยลง ยกเว้นช่วงหลังคลอดใหม่ๆ มีแรงบันดาลใจอยากให้รูปร่างเข้าที่เร็ว จึงออกกำลังกายในช่วงพักเที่ยง และก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นพิลาทิส (Pilates) ปัจจุบัน ทั้งงานทั้งกิจกรรมของลูก จึงไม่ค่อยมีเวลาไปยิมอาศัยห้องยิมที่บ้าน

เธอบอกว่า ทุกวันอาทิตย์จะมีเทรนเนอร์มาเทรนพิลาทิสให้อาทิตย์ละครั้ง ส่วนกลางอาทิตย์ถ้ามีเวลาก็จะออกกำลังกายที่บ้าน เล่นพิลาทิส วิ่ง เครื่องเล่นเวต ว่ายน้ำ ในช่วงค่ำหลังเลิกงานหรือช่วงเช้าก่อนออกไปทำงาน บางอาทิตย์เหนื่อยก็อาจไม่ได้ออกกำลังกายเลย

“บางครั้งกิจกรรมของลูกก็บังคับให้เราได้ออกกำลังกายไปด้วย เช่น พาลูกไปเล่นสกี สเกต ไปวิ่ง Fun run ต่างๆ ส่วนมากเวลาทำกิจกรรมในครอบครัวเราจะทำด้วยกันหมดทุกคน คือคุณพ่อชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ทุกคนก็เลยรุมบังคับให้แม่ทำด้วย”

มาที่เรื่องการบริโภคอาหาร เมธ์ บอกว่า ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร เธอเป็นคนชอบรับประทานและชอบที่จะลองอาหารหรือร้านใหม่ๆ จะพยายามรับประทานมื้อเบาสลับกับมื้อหนัก ส่วนมากชอบรับประทานอาหารและขนมที่ทำเอง เพราะสามารถควบคุมส่วนผสมได้  พยายามเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารและไขมันต่ำ

“การรับประทานอาหารที่ทำเองในบ้านมีส่วนช่วยอย่างมากในเรื่องสุขภาพ และช่วยป้องกันภาวะน้ำหนักเกินด้วยค่ะ”

เข้าเรื่องสำคัญว่าด้วยเงินๆ ทองๆ คือ การวางแผนการเงิน การออม ลงทุน เพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ

เมธ์บอกว่าเงินออมของครอบครัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน  ส่วนแรก ทุนการศึกษาของลูกๆ  ส่วนที่สอง  เงินที่จะส่งต่อให้ลูกเมื่อโตขึ้น และส่วนที่สาม เงินที่ออมไว้สำหรับใช้เองหลังเกษียณ

“สินทรัพย์ที่ลงทุนและเงินออมมีหลายประเภท ตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแต่มีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปเช่น เงินฝากธนาคาร เงินลงทุนในกองทุนรวม เงินลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นและตราสารหนี้  เงินลงทุนในต่างประเทศส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ก็จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภาพวาด อัญมณี นอกจากเงินออมและเงินลงทุนแล้ว ยังซื้อระกันชีวิตไว้ด้วย”

เงินออมในส่วนที่เป็นทุนการศึกษาของลูก ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อ-แม่ ครอบครัว “ประเสริฐสินธนา” ก็จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น เงินปันผล หรือดอกเบี้ย และมีเงินลงทุนในต่างประเทศ ในสกุลเงินตราต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นทุนการศึกษาของลูกในอนาคต

”ในส่วนของเงินที่จะส่งต่อให้ลูกหลานนั้น เนื่องจากเป็นเงินลงทุนระยะยาวจึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นและมีสภาพคล่องต่ำได้ เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นซื้ออสังหาริมทรัพย์”

เงินส่วนสุดท้ายเป็นเงินส่วนที่เตรียมไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ จะประกอบด้วยเงินที่ออมไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมธ์บอกว่า เธอสะสมมาขณะที่ทำงานอยู่และเงินที่ลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นอกจากนี้ยังมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่ได้มาจากการที่เป็นพนักงานของบริษัทที่ทำงานอยู่ เงินออมส่วนที่เหลือเมธ์จะจัด
ในรูปของการทำ Asset Allocation ซึ่งจะปรับความเสี่ยงลงตามอายุที่มากขึ้น จนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ

 

เปิดไดอารี่ส่วนตัว ครอบครัวสายท่องโลก คูลเจขวัญ วรงค์พร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492471

เปิดไดอารี่ส่วนตัว ครอบครัวสายท่องโลก คูลเจขวัญ วรงค์พร

โดย…ฤดูกาล ภาพ : วรงค์พร วิชัยดิษฐ์

ครอบครัวสุดน่ารักของ ขวัญ-วรงค์พร วิชัยดิษฐ์ คูลเจแห่งคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ 93 ที่ทำให้หลายคนต้องร้องว้าว! มาแล้ว

กับไลฟ์สไตล์การเลี้ยงลูกที่ใช้การเดินทางเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ พร้อมบทเรียนเป็นประสบการณ์และช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นของครอบครัว

ลูกสาวทั้งสองคน (ปัจจุบันคนโต 10 ขวบคนเล็ก 6 ขวบ) ถูกกระเตงไปท่องเที่ยวตั้งแต่อายุไม่ครบปี ตามไลฟ์สไตล์ของสามีที่เที่ยวหนักมาก

“เมื่อก่อนตัวเองก็ชอบเที่ยวในระดับหนึ่งแต่พอมาเจอสามี คือเขาเที่ยวหนักมาก จนตอนนี้ดีกรีการเดินทางเริ่มพอๆ กันแล้ว” ขวัญกล่าว

“พวกเรามีเวลาหยุดว่างไม่ได้ ต้องเปิดตำรา เปิดอินเทอร์เน็ตวางแผนเที่ยวตลอด จนกระทั่งมีลูกสาวคนแรก ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 1 ปี ก็พาไปญี่ปุ่นแล้ว ทำให้ลูกสาวกลายเป็นเด็กเที่ยวเก่งและอึดมาก รวมถึง
คนเล็กก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวเป็นยังไงลูกๆ ก็จะถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น

“เราสอนให้เขาอดทนและให้เขาเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างล่าสุดพาลูกๆ ไปเที่ยวโอกินาวา เขาก็ต้องลากกระเป๋าเองและต้องสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เพื่อฝึกให้ลูกอดทนและสอนเรื่องการเดินทางจริงๆ”

เธอเล่าต่อว่า ได้พาลูกๆ สัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่หรูสุดถึงลุยสุด ตั้งแต่นอนโรงแรม 5 ดาว บินบิซิเนสคลาส ถึงนอนโฮสเทลแบกเป้แบ็กแพ็ก เธอพยายามสอนลูกผ่านประสบการณ์หลากหลายนั้นเพื่อให้ลูกเข้าใจชีวิต ก่อนจะถึงอนาคตในวันที่พ่อแม่ไม่ได้เดินทางด้วยกัน วันนั้นลูกๆจะได้กล้าออกเดินทางด้วยตัวเอง

“ลูกๆ จะมีส่วนในการวางแผนการเดินทางทุกครั้ง ทั้งเป็นคนเลือกจุดหมายปลายทางเอง หรือบางประเทศที่พ่อแม่อยากไป ต้องมีการตกลงร่วมกันของพ่อแม่และลูกทั้งสองคนก่อนว่าโอเคไหม? สถานที่
แห่งนั้นมีอะไรน่าสนใจ ทำไมถึงต้องไป จากนั้นก็วางกิจกรรมและเส้นทางด้วยกันเพื่อสร้างทริปที่ทุกคนอยากไป”

นอกจากนี้ ดีกรีความท้าทายก็เพิ่มมากขึ้นตามอายุของลูกน้อย จากตอนแบเบาะไปประเทศใกล้ๆ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น จนกระทั่งโตขึ้นมาได้เดินทางไปโปรตุเกส และประเทศทางแถบยุโรป ส่วนในอนาคตเธอวางแผนอยากให้ลูกๆ ไปตะลุยอเมริกาใต้

“เด็กอาจจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่เขาจำความรู้สึกได้ และการเดินทางยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ เราเห็นลูกๆ อดทนมากขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น ยอมรับในความแตกต่างมากขึ้น เพราะเวลาเดินทางไปแต่ละประเทศ เราจะเจอกฎระเบียบหรือนิสัยคนที่แตกต่างกันไป แรกๆ โลกจะหมุนรอบเขา เขาจะชินกับการเป็นที่รักและเป็นศูนย์กลางของบ้าน แต่การไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลง และเขากำลังหมุนรอบโลกอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างถูกต้อง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางของคูลเจขวัญได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Cool J Kwan

 

 

อาร์ต ออฟ ทราเวลเลอร์ การเดินทางมากกว่าแค่เดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492470

อาร์ต ออฟ ทราเวลเลอร์ การเดินทางมากกว่าแค่เดินทาง

โดย…รอนแรม ภาพ : ธนิสร หลักชัย

การเดินทางแต่ละครั้งของแต่ละคนย่อมมีเรื่องเล่าต่างกัน อย่าง แจ๊ค-ธนิสร หลักชัย วัย 49 ปี เจ้าของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊ก ART of Traveler ก็มีวิธีเล่าเรื่องที่สนุกไม่เหมือนใคร ซึ่งเขาคิดว่าสิ่งนี้แหละคือตัวตนและความน่าสนใจบนโลกออนไลน์

“เริ่มทำจากเว็บไซต์ก่อน” เขาเริ่มกล่าวถึงอาร์ต ออฟ ทราเวลเลอร์

“เราไปนู่นมานี่บ่อย มีวัตถุดิบเยอะ พอมันเยอะก็อยากทำออนไลน์ดู ซึ่งจุดประสงค์ไม่ใช่เว็บไซต์ท่องเที่ยวโดยตรง เพราะความที่เคยทำหนังสือมาก่อน เราเลยไม่เขียนแค่รีวิวเส้นทาง แต่จะบอกที่มาที่ไป มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางบ้างไหม และเขียนเป็นแบบสารคดี”

แจ๊ค ยังกล่าวด้วยว่า ไปเที่ยวใครๆ ก็ไปได้แต่เรื่องราวระหว่างทางที่ไม่มีใครหยิบยกมาเล่าต่างหากคือรายละเอียดสำคัญ โดยเขาเริ่มสร้างเว็บไซต์เมื่อเดือน ส.ค. 2558 พร้อมกับเปิดเพจเฟซบุ๊กในเวลาไล่เลี่ยกันซึ่งแม้ว่าปัจจุบันเพจจะไม่ประสบความสำเร็จในแง่ยอดไลค์ (เขาไม่เคยซื้อบูสต์) แต่เขาก็พอใจและดีใจที่จะนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ ให้คนที่ติดตามได้อ่านกัน

“เรามีอะไรที่อยากให้คนรู้เยอะ เราทำพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมาคล้ายๆ กับว่าเป็นสมุดบันทึกของเราเอง เสียค่าใช้จ่ายปีละ 2,600 กว่าบาท เพื่อเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เราว่าไม่เสียหายอะไรเลย ตอนนี้มันเป็นงานอดิเรก แต่ต่อไปอาจจะพัฒนาไปเป็นอาชีพได้หรือเปล่าก็อยู่ที่ตัวเรา” เขากล่าวต่อ

“หลายคนบอกว่าตอนนี้คนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้องทั้งหมด เพราะคนอ่านหนังสือเยอะๆ ก็มี แต่เขาอาจจะหาที่อ่านไม่ได้ สมมติเราไปอ่านเพจหรือเว็บ มีแต่เนื้อหาสั้นๆ เน้นรูปเยอะๆ แต่ถ้าเราเขียนให้ยาวขึ้นนิดนึง มันอาจจะน่าสนใจกว่า คนที่ชอบอ่านสารคดีก็มี เราก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง มีบุคลิกเป็นของตัวเอง เป็นแนวทางของตัวเอง เพราะถ้ายังทำเหมือนคนอื่นที่เขาทำอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม”

อาร์ต ออฟ ทราเวลเลอร์ คือการถ่ายทอดเรื่องเล่าจากการลงพื้นที่จริง ไปคุยกับคนในพื้นที่ และให้รายละเอียดมากกว่าภาพที่เห็น เช่น ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามรสชาติอร่อย ภายใต้ความอร่อยอยู่ที่ลูกชิ้นแล้วหมูมาจากไหน ถั่วงอกซื้อมาจากไหน น้ำซุปทำอย่างไร การลวกเส้น การปรุงรส เพราะทุกเรื่องมีรายละเอียดหมด

ดังนั้น การเดินทางไม่ใช่แค่รู้ว่าเดินทางอย่างไร แต่สิ่งเล็กน้อยระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้กัน

ศิลปะของการเดินทางจะหน้าตาเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับคนสะบัดฝีแปรง แต่สำหรับศิลปินคนนี้ต้องเรียกว่าละมุนและฉะฉานในเวลาเดียวกัน

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของเขาได้ทางเว็บไซต์ www.artoftraveler.com และเพจเฟซบุ๊ก ART of Traveler

 

 

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ ดร.ปฏิภาณ ลพบุรี คู่หูธุรกิจใส่ใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492467

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ ดร.ปฏิภาณ ลพบุรี คู่หูธุรกิจใส่ใจผู้บริโภค

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ตามหลักความเชื่อทางพุทธศาสนา มีความเชื่อกันว่าโลกนี้ไม่มีเหตุบังเอิญ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรานั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผลกันมาทั้งสิ้น

การที่คนเราได้มาเกี่ยวข้องรู้จักกันทำงานด้วยกัน คงจะต้องทำบุญทำกรรมร่วมกันมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นทั้งสองคนนี้ อยู่กันคนละสายงาน พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ เป็นเจ้าของนีโอคลินิกด้านความงามและเจ้าของแบรนด์ธัญพืชสไวเซอร์ ในขณะที่ ดร.ปฏิภาณ ลพบุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวทีฟ ทำธุรกิจด้านนำเข้าวัตถุดิบทำอาหาร แต่แล้ววันหนึ่งก็มาเป็นผู้ร่วมทุนทำธุรกิจด้วยกัน

โดยมีเหตุผลหลักก็คือสนใจเรื่องสุขภาพเหมือนกันนั่นเอง ยิ่งได้ไปเรียนด้านโภชนาการที่มหาวิทยาลัยมหิดลก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ กินอะไรก็ได้อย่างนั้นแบบที่เขาเรียกว่า “You are what you eat”

ทั้งสองจึงจับมือกันเปิดบริษัทอินโนเวทีฟ เพื่อนำเข้าและวัตถุดิบอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสินค้าตัวแรกที่นำเข้ามาก็คือเมล็ดเจีย เป็นธัญพืชเพื่อสุขภาพจากประทศเม็กซิโกนำเข้าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพราะตลาดในต่างประเทศขณะนั้นแพร่หลาย ถูกจัดให้เป็นซูเปอร์ฟู้ดส์เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ตามมาด้วยเมล็ดควินัว ในชื่อสไวเซอร์

เนื่องจากมองว่ากระแสสุขภาพยังมาแรงไม่เคยตก และจะมีกระแสที่ดีแบบนี้ไปอีกนานในอนาคต ทุกคนสนใจเรื่องสุขภาพอยากให้ตนเองมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งคนในสังคมปัจจุบันนี้มีอายุที่ยืนยาวขึ้น

ดังนั้น ต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย การมีสุขภาพที่ดีเริ่มจากการเลือกกินสิ่งที่ดีกับร่างกาย กินอาหารให้เป็นยา ไม่ใช่กินยาแทนอาหาร ดังนั้นสุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน ง่ายๆ ก็คือการเลือกกินอาหารที่ดีเป็นมิตรกับสุขภาพ

“โดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แทนที่จะอดหรืองดกินไปเลยมันยากที่จะทำได้ เช่น หมอชอบดื่มกาแฟ เราก็ผสมอาซาอิเบอร์รี่เข้าไปในกาแฟ อยากกินขนมขบเคี้ยว อยากินป๊อปคอร์น และกลัวเนยเยอะแคลอรีสูงไป ก็ทำป๊อปคอร์นจากเมล็ดควินัว อยากกินข้าวมันไก่ ก็ใช้ควินัวหุงแทนหรือผสมเข้าไปในการหุงข้าว คือเพิ่มสิ่งที่ดีมีประโยชน์เข้าไป

“อยากกินน้ำหวานแทนที่จะใช้น้ำตาลทรายขาว เราก็ใช้หญ้าหวานหรือน้ำผึ้งแทนอย่างนี้เป็นต้น การได้กินของอร่อยคือความสุข แต่ก็ต้องอร่อยแล้วไม่ทำลายสุขภาพเรามากเกินไปจะได้กินได้อย่างสบายใจ เพราะหมอเองก็ชอบกินจุบจิบเหมือนกันเพียงแต่หมอเลือกกินแต่ของที่มีประโยชน์มากหน่อย

“เราทำธุรกิจด้วยกัน เพราะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เราเองก็มีลูกที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่นถ้าเราทำขนมขบเคี้ยวที่ลูกๆ เรากินได้ คนอื่นก็กินได้ เพราะลูกเราก็เริ่มวัยรุ่นกลัวอ้วนเลือกกิน กินอะไรก็นับแคลอรี (หัวเราะ) ดังนั้นเราอยากทำของดีมีประโยชน์” พญ.วารีรัตน์เล่าให้ฟัง

ทางด้าน ดร.ปฏิภาณ ก็เสริมอย่างอารมณ์ดีว่า

“เราเห็นตรงกันที่จะทำธุรกิจที่มีความใส่ใจต่อสังคม ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีกับผู้บริโภค พอจะทำของขบเคี้ยว เราก็ไปลงเรียนคอร์สทางด้านศาสตร์ทางโภชนาการบำบัดที่มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเวลา3-4 เดือนเพื่อให้รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่จะทำ ให้รู้ว่าวัตถุดิบ สารต่างๆ มาจากอะไร อะไรผสมกับอะไรแล้วได้ประโยชน์สูงสุด” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

ดร.ปฏิภาณ ลพบุรี

เขาเป็นคนจิตใจดี…

ดร.ปฏิภาณ กล่าวถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาว่า

“คุณหมอเป็นคนจิตใจดี แม้จะเป็นผู้หญิงที่ดูอ่อนหวาน แต่เวลาทำงานก็รวดเร็ว ตัดสินใจว่องไว มีอะไรผิดพลาดก็พร้อมแก้ไขในเรื่องความสามารถก็ไม่แพ้ใคร เราจึงยอมรับในฝีมือซึ่งกันและกัน ทำงานกันด้วยความสบายใจ มีอะไรก็ช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

“มีอะไรผิดพลาดเราจะไม่ถามว่าใครผิดแต่จะถามว่าผิดเพราะอะไรจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง แบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลกันไปคนละส่วนไม่ซ้ำซ้อนกัน คุณหมอดูทางด้านประชาสัมพันธ์และการตลาด ส่วนผมดูแลเรื่องการผลิต โรงงาน การนำเข้าวัตถุดิบ สรุปคือทั้งครอบครัวเราก็รู้จักกันหมด เหมือนญาติกันไปแล้วตอนนี้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ

เขาใจเย็นและมีความชัดเจนมาก…

ทางด้าน พญ.วารีรัตน์ ได้กล่าวถึงผู้ร่วมทุนของเธอว่า

“ปกติแล้วเวลาหมอจะทำธุรกิจอะไร ไม่ชอบหุ้นกับใคร ชอบทำคนเดียวเพราะเกรงว่าจะมีปัญหา นี่เป็นครั้งแรกที่หมอยอมร่วมทุนทำธุรกิจ เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขา

“ดูภายนอกเห็นเขาเฉยๆ นิ่งๆ แต่เขามีความชัดเจนในการทำงาน รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำ อะไรที่เขาไม่รู้เขาจะไปเรียนเพิ่มเติม ไปหาข้อมูลจนหมดข้อสงสัย อะไรที่เขาไม่แน่ใจเขาจะยังไม่ทำ และที่สำคัญเขาใจเย็นมาก ในเรื่องงานสามารถพูดกับเขาได้อย่างตรงไปตรงมา

“ทำงานกับเขาแล้วสบายใจ เขามีความรับผิดชอบสูง ตัดสินใจเด็ดขาดรวดเร็ว แบ่งเบาภาระไปได้เยอะมาก ทำงานมาไม่เคยขัดแย้งกัน ทำให้มีความสุขในการทำงาน เราซัพพอร์ตงานของกันและกันได้ดีมาก” คุณหมอกล่าวอย่างมีความสุข

 

ปฏิเวช สันตะวานนท์ ‘ตีกอล์ฟต้องมีกลยุทธ์สไตล์แบงก์เกอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492464

ปฏิเวช สันตะวานนท์ ‘ตีกอล์ฟต้องมีกลยุทธ์สไตล์แบงก์เกอร์’

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

Inside Out

ขึ้นชื่อว่าทำงานด้านการเงิน ย่อมมีความเครียดกับความเป๊ะของตัวเลข แต่สิ่งที่กล่าวมาไม่ได้มีผลกับการใช้ชีวิตของ ปฏิเวช สันตะวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย แม้แต่น้อย

ปฏิเวช อยู่ในแวดวงการเงินมากว่า 30 ปี เป็นลูกหม้อของธนาคารกรุงไทยอย่างแท้จริง คลุกคลีกับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มาตลอด

ไต่เต้ามาตั้งแต่เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อที่สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2529 ด้วยเงินเดือน 3,690 บาท ในวุฒิปริญญาโท จบด้านไฟแนนซ์โดยตรง จากมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ สหรัฐอเมริกา และเติบโตขึ้นเป็นลำดับชั้นเป็นหัวหน้าส่วน ผู้จัดการสำนักงานธุรกิจ ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้ช่วยผู้บริหารกลุ่ม และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสในปัจจุบัน

ปฏิเวช ไม่ได้อยู่สำนักงานใหญ่ มี 2 ครั้งคือ ตอนเป็นผู้จัดการสำนักงานธุรกิจที่สุรวงศ์ และเป็นผู้บริหารกลุ่มภาคใต้ 2 ปี ฐานอยู่ที่ภูเก็ต แต่ดูแลลูกน้องตั้งแต่ชุมพรถึงยะลา เป็น 2 ปีที่สนุกสนานกับการเดินทางพบปะลูกน้อง ลูกค้า และใช้ชีวิตของคนใต้

ปรัชญาในการประกอบอาชีพคือ ความสุขรู้สึกว่าเป็นรางวัลชีวิตเมื่อลูกค้าและงานได้รับการอนุมัติ ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและรับฟังเหตุผล อนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าเรา นั่นถือเป็นรางวัลทุกครั้งที่ทำงาน

“แต่ก่อนที่จะนำไปเสนอ ทุกอย่างต้องผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี อุปสรรคปัญหาเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกเคสที่ได้รับอนุมัติจะถือเป็นความสำเร็จเสมอ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนก็ตาม ล้มเหลวมีบ้าง แต่ผิดหวังได้แป๊บเดียวก็มาสู้ใหม่”

สาเหตุที่ทำงานกรุงไทยมานาน ปฏิเวช บอกว่า เป็นที่อุปนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้เป็นคนทะเยอทะยาน คาแรกเตอร์ส่วนตัวเป็นคนเฉยๆ รักเดียวใจเดียว และพอเพียง หลายสิบปีที่ผ่านมาเราทำงานโดยไม่ดูว่าเงินเดือนเท่าไหร่ หรืออยากมีเท่าไหร่ เงินในบัญชีมีเท่าไหร่ก็รูดเอทีเอ็มใช้ไปเท่านั้น

ปฏิเวช เผยหนึ่งในสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานจนเป็นผู้บริหารระดับสูง คือ ต้องตัดสินใจเด็ดขาดภายใต้เหตุผล แม้ว่าการตัดสินใจนั้นอาจไม่ได้ถูกทั้งหมดก็ตาม เพราะเคยเจอคนที่ไม่ตัดสินใจมาแล้ว กลายเป็นเรื่องเยอะขึ้นและงานไม่เดิน เมื่อถามว่าระหว่างตัดสินใจผิดกับไม่ตัดสินใจ

“คุณต้องตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ถ้าผิดก็ต้องแก้ไข ต้องยอมรับแก้ไขได้” ปฏิเวช ตอบ

Outside In

“นอกเวลาทำงานส่วนใหญ่จะอยู่บ้านเป็นวันพักผ่อนสบายๆ และมีกิจกรรมที่ทำประจำคือตีกอล์ฟ เราเป็นคนชอบมีความสุข และอยากให้คนรอบข้างเรามีความสุขด้วย เพราะฉะนั้นเวลาทำงานหนักเราเหนื่อย เราตั้งใจ แต่เวลาสนุกเราสนุกเต็มที่ ก๊วนกอล์ฟมีทั้งเพื่อนทำงานและลูกค้า”

ก่อนมาเล่นกอล์ฟ ปฏิเวช ถือว่ามาสายกิจกรรมกีฬาตลอด เป็นนักตะกร้อโรงเรียน พอเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นนักวอลเลย์บอล และนักบาสเกตบอลของคณะด้วย

ส่วนกอล์ฟเริ่มมาเล่นตั้งแต่เรียนเมืองนอกและกลายเป็นกีฬาที่ชอบมากที่สุด ตอนนี้อยู่แฮนดี้แคป 9 แล้ว

“กอล์ฟเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ กอล์ฟมีไม้อยู่13 อัน ตีได้ระยะไม่เท่ากัน มีไม้สั้น ไม้ยาว จะใช้ไม้ไหนต้องวางกลยุทธ์ เมื่อเจอภูมิประเทศต่างกัน มีอุปสรรคขวาง คุณมีศักยภาพพอที่จะตีข้ามไปได้ไหม ถ้ามีศักยภาพก็ตีข้ามไป แต่ถ้าไม่มีละก็ จะต้องวางกลยุทธ์ อาศัยปัจจัยรอบด้าน ทั้งสภาพสนาม ทิศทางลม กะระยะการเคลื่อนที่ของลูกกอล์ฟ

“คุณตีกอล์ฟอยู่ในสนามเดิมทุกวันลูกกอล์ฟของคุณจะไม่อยู่ที่เดิมตลอด บางวันอยู่ซ้าย บางวันอยู่ขวา อันนั้นคือความซับซ้อนของมัน ที่บอกว่าเป็นกีฬาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก และใช้ทุกอย่างที่ตัวเองมี สมอง สกิลร่างกาย”

นอกจากนี้ กอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกวัยคนอายุ 80 ปีก็ยังตีได้ แต่ไม่ได้สมบุกสมบันอย่างวัยหนุ่มสาว ซึ่งตอนนี้ ปฏิเวชเป็นสมาชิกอยู่ที่สนามกอล์ฟปัญญาและเลควู้ด ที่ไปเป็นประจำ โดยมีก๊วนกอล์ฟเพื่อนหลากหลาย ทั้งพนักงาน ลูกค้า เพื่อนฝูงไปตีเดือนละ 2 ครั้งโดยเฉลี่ย

วันหยุดของปฏิเวช มีกติกาอยู่ เพราะส่วนตัวเป็นคาทอลิก วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัวไปโบสถ์ตอนเช้า จากนั้นก็ไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน หรือช็อปปิ้ง บ่ายพักผ่อน นวดสปา

“ช่วงเย็นก็หาเมนูเด็ดเข้าครัวทำอาหารกินวันเสาร์เป็นเวลาทำกิจกรรมของตัวเอง แต่ไม่ถึงขั้นตั้งเป็นกฎของชีวิต ยืดหยุ่นได้ ถ้าวันไหนมีกิจกรรมกับลูกค้าก็ต้องไป ซึ่งทางครอบครัวเข้าใจกับวิถีชีวิตนี้ดี”

มองโลกอย่างปฏิเวช ขอมองโลกในแง่บวก“เชื่อว่าใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิตเรา เหมือนมีความทุกข์กับความสุขอยู่ตรงหน้า อยากจะเลือกอันไหนคุณได้เป็นเจ้าของทันที เราก็เลือกเอาความสุขดีกว่า”