สุทัศน์ รงรอง อาสาใช้นวัตกรรมช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492463

สุทัศน์ รงรอง อาสาใช้นวัตกรรมช่วยเหลือเกษตรกร

โดย…วราภรณ์

คนหนุ่มรุ่นใหม่วัย 30 ปี เล้ง-สุทัศน์ รงรอง หนึ่งในสมาชิกโครงการคนกล้าคืนถิ่น Digital Farmer :Reconnect life to the nature

โดยหน้าที่ของสุทัศน์คือ คนกล้าหนุน หรือวิทยากรของโครงการคนกล้าคืนถิ่น ที่มีองค์กรเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 20 องค์กร เพื่อช่วยกันปลดล็อกการพัฒนาท้องถิ่นชนบท ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนคนหนุ่มสาวให้กลับคืนถิ่นภูมิลำเนา เพื่อมาร่วมกันพิสูจน์ทฤษฎีการพึ่งพาตนให้ได้อย่างมั่นคง

ปัจจุบันเล้งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท ดูอินไทย (Do in Thai) ที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการคิดค้นวิจัย ออกแบบ และพัฒนา จะถูกถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ผ่านผลงานต่างๆ

เขาทำงานเป็นจิตอาสา ด้วยการออกเดินทางให้ความรู้และพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยพยายามใช้ความรู้ความสามารถที่มีด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและแบ่งปันแนวทางใหม่ๆ ตามวิถีของโลกที่หมุนเวียนไปโดยมีเครื่องมือคือดิจิทัล

หากย้อนไปถึงการชอบทำงานจิตอาสาของสุทัศน์ เขาทำมาตั้งแต่ครั้งเรียนอยู่ชั้นปี 1 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

“ผมคิดว่าเมื่อเราทำธุรกิจมีรายได้ การทำงานเพื่อสังคมถือเป็นมิชชั่น ทุกงานของผมมีสังคมเป็นตัวตั้ง ทำอะไรสังคมต้องได้ประโยชน์ เวลาผมทำงาน ผมจะส่งลูกน้องออกไปคุยกับชาวบ้าน เช่น เกษตรกรนาน 15 วัน และกลับมาทำงานอีก 15 วันในหนึ่งเดือน ให้ไปคุยว่าเกษตรกรขาดเหลืออะไรอยากทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น

“แล้วน้องๆ จะเข้ามาที่ออฟฟิศ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อเข้ามาช่วยเกษตรกรทำงานเพื่อทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เช่น เราพบว่าเกษตรกรกาแฟถูกกดราคา ทำให้ลูกๆ ของเขาไม่ได้เรียนต่อเด็กก็ไปติดยาหรือขายตัว เรากลับมาคิดว่าทำอย่างไรให้เขามีรายได้สูงขึ้น

“พาร์ตเนอร์ของผมเป็นชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจกาแฟ เขาอยากรู้ว่ากาแฟของเกษตรกรกาแฟไทยดีจริงไหม? มีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนได้ เราจึงทำระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้คนที่มาซื้อกาแฟไทยที่ต่างชาติสามารถตรวจสอบได้ว่ากาแฟคุณดีจริง ออร์แกนิกจริง พอต่างชาติตรวจสอบได้ราคากาแฟจึงสามารถมีราคาคูณสองได้เลย”

จิตสำนึกในการอยากทำงานจิตอาสา อาจเป็นเพราะการซึมซับคำสอนของคุณยายที่สอนว่า “ให้ใครไปเท่าไหร่ เราจะได้รับกลับมามากกว่า”

เล้งเริ่มเป็นผู้ให้ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ทำให้เขาค้นพบว่าเขาก็สามารถเป็นผู้ให้ได้ด้วยการเดินทางไปชนบทไปหาน้องๆ และเล้งก็เป็นเด็กที่เติบโตมาในชนบท แต่ทำงานและเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว

“ด้วยความที่ผมชอบไอที ผมออกเดินทางเสาร์-อาทิตย์เพื่อไปสอนน้องๆ ในการใช้คอมพิวเตอร์นอกห้องเรียน สอนให้เด็กระมัดระวังในการใช้คอมพิวเตอร์ควบคู่กับการสอนคุณธรรมไปด้วย เช่น ใช้รูปจากอินเทอร์เน็ตก็ต้องให้เครดิตเจ้าของภาพด้วย”

การไปหาเด็กๆ ทำให้เขารู้สึกประทับใจซึ่งเขาทำโครงการเด็กไทยไอทีมานานกว่า 11 ปีแล้ว เช่น การไปบรรยายที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี ด้วยเทคนิคการบรรยายที่สนุก ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและอินตามไปด้วย ทำให้เด็กๆ หลายคนมองพี่เล้งเป็นไอดอล อยากเก่งให้ได้เหมือนพี่เล้งซึ่งเขารู้สึกดีใจที่ทำให้น้องๆ อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมบ้าง

ปัจจุบันเล้งก็ยังทำงานจิตอาสาบรรยายอยู่และเขาจะสอดแทรกสอนอยู่เสมอว่า การลุกขึ้นมาทำความดีให้เกิดแรงบันดาลใจดีๆ ไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่เกิดจากข้างในของตัวเราเอง เหมือนคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ ระเบิดจากข้างใน โดยเขานำเคสที่เรียนในห้องเรียน หรือเล่าชีวิตของเขาโดยผ่านการเรียบเรียงให้น่าสนใจ

จากคนทำงานจิตอาสากลุ่มเล็กๆ พัฒนาเป็นการทำงานช่วยคนกลุ่มใหญ่ระดับประเทศกับการร่วมโครงการคนกล้าคืนถิ่นโดยเข้าทำงานร่วมในโครงการเป็นปีที่ 2 แล้ว

“เวลาบรรยายให้ใครฟังก็แล้วแต่ผมจะทิ้งท้ายไว้เสมอว่า เราต้องหาลายเซ็นของชีวิตให้เจอ การมีลายเซ็นคือการค้นหาตัวเองจนเจอ ค้นหาความรักทำในสิ่งที่รักฝันได้สำเร็จ แล้วเราจะค้นพบความสำเร็จก่อนคนอื่น”

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ทำงานจิตอาสาด้วยการได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษาให้ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานโครงการคนกล้าคืนถิ่น

“ผมรู้จักโครงการนี้มานานมากแล้วแต่ผมไม่ใช่คนกล้า เพราะผมยังอยู่กรุงเทพฯ ยังไม่ได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดเหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ผมมีหน้าที่ช่วยเป็นคนกล้าหนุน ช่วยให้ผู้ร่วมโครงการรู้จักตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้น และผมยังมีหน้าที่ช่วยพัฒนาเนื้อหาและดิจิทัลต่างๆ เพื่อช่วยคนกล้า

“ผมเดินทางไปเป็นวิทยากรตามต่างจังหวัด ผมไปช่วยบ้านเกษตรกร แนะเขาว่าสามารถพัฒนาผลผลิตยุคใหม่ได้อย่างไร? ผมคิดว่าคนกล้าส่วนใหญ่เขามีความเข้าใจในธรรมชาติอย่างแท้จริง หากเราเข้าใจเขาอย่างแท้จริง เราจะสร้างเทคโนโลยีเท่าไหร่ก็ได้ ผมช่วยชาวนาให้เข้าใจเรื่องแบรนด์ ช่วยให้คนกล้ามีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้เราต้องยอมรับในเทคโนโลยี ถ้าปฏิเสธเทคโนโลยี โลกก็เหวี่ยงเราให้ตกไปแล้ว”

เวลาที่เล้งออกไปบรรยายให้น้องๆ ฟังเด็กๆ รุ่นใหม่มักบอกว่าจะให้อะไรกับใครก็ต้องรอเรียนจบก่อน สำหรับตัวเขาถือเป็นการผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ สิ่งที่เขาอยากให้เด็กยุคใหม่ลุกขึ้นมาทำอะไร “ดีๆ” 4 ตัว คือ ดี Discovery ออกไปค้นหา

“อยากรู้ก็แค่ก้าวเดิน เมื่อทำดีตัวแรกได้แล้วดีที่ 2 จะตามมาคือ Dream ความฝันหรือเป้าหมาย ถ้าเราเจออะไรเจ๋งๆ เราก็จะมีความฝันที่เจ๋ง แต่อย่าลอกเลียนแบบ ดีที่ 3 คือ Design ถ้าการค้นพบแข็งแรง ความฝันจะแข็งแรง เราจึงต้องออกแบบวางแผนในการทำให้มันเป็นจริงดีสุดท้ายคือ Doing ลงมือทำแค่ลงมือก็จะเป็นจริงได้”

ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับสุทัศน์ในเรื่องการทุ่มเทในการทำงาน

 

ข้างใน-ข้างนอก จริตทางศิลปะของ ตะวัน วัตุยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492462

ข้างใน-ข้างนอก จริตทางศิลปะของ ตะวัน วัตุยา

โดย…พรเทพ เฮง

นับได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในศิลปินด้านทัศนศิลป์หรือวิช่วล อาร์ต ไม่กี่คนที่มีงานไปแสดงในต่างประเทศบ่อยมาก และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง

ในรอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมา เขาตระเวนไปแสดงงานทั้งเดี่ยวและร่วมแสดงกับศิลปินชาวต่างประเทศในเมืองใหญ่ของประเทศต่างๆ ทุกทวีป มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กรุงปารีส ฝรั่งเศส นครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย กรุงโตเกียว และเมืองโอกินาวา ญี่ปุ่น กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม กรุงเม็กซิโกซิตี้ เม็กซิโก กรุงปักกิ่ง จีน ฯลฯ

เรียกได้ว่าอยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทยและปี 2560 จากแผนงานที่วางไว้ เขาอยู่เมืองไทยแค่ 3 เดือน อีก 9 เดือนออกเดินทางไปแสดงงานในต่างแดน

ตะวัน วัตุยา ศิลปินหนุ่มเต็มวัย ด้วยเลข 40 กลางๆ ที่เหมาะสมในการตะลุยนำศิลปะร่วมสมัยของตัวเองไปสู่ชาวโลก และเขายืนยันชัดเจน

“ผมทำงานศิลปะเพื่อตัวเอง”การเดินทางของศิลปะ

“ส่วนใหญ่การแสดงงานเป็นการแปลนล่วงหน้าปีหรือสองปี บางที่ก็กะทันหัน แต่กะทันหันอย่างไรก็ต้องรู้ก่อนอย่างน้อย 6-7 เดือน 2-3 ปีที่ผมไม่ค่อยได้อยู่เมืองไทย เป็นการแปลนล่วงหน้าในการไปแสดงงานที่ต่างประเทศ ปีนี้ก็เดินทางเยอะ” ตะวัน เริ่มต้นพูดคุยอย่างอารมณ์ดี จิบเครื่องดื่มกลั้วคอแบบชื่นใจในที

“บางครั้งคิวเรเตอร์ (คนคัดสรรงานและจัดการประสานงานนิทรรศการศิลปะทั้งหมด) เสนอโปรเจกต์เข้ามา ถ้าไม่ตรงกับตัวเราก็ปฏิเสธไป อย่างปีนี้ก็มีคนติดต่อเข้ามาอีก แต่คิวแน่นแล้ว ประกอบกันหลายอย่าง”

ตะวันตอบลึกถึงในรายละเอียดที่คิวเรเตอร์ในต่างประเทศเลือกงานศิลปะของเขาไปจัดแสดงว่า

“ที่เขาเลือกผมไปจัดแสดงงาน เขาใช้คำว่า คุณภาพ เชื่อตรงจุดนั้น ถ้าเป็นการแสดงศิลปะร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ คิวเรเตอร์เขาก็จะสร้างธีมขึ้นมา แล้วมีศิลปินคนไหนที่เขาสนใจ คือศิลปินทุกคนจะมีงานหลายชุดเขาก็จะดูชุดที่เขาคิดว่าเขากับคอนเซ็ปต์

“ประมาณปลายปีนี้ผมก็จะมีการแสดงงานศิลปะที่นิวยอร์กอีกรอบหนึ่ง เป็นคิวเรเตอร์ชาวอิตาเลียนที่สร้างธีมขึ้นมา ซึ่งเขาก็คุยว่าอยากให้ผมทำงานขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่คิวเรเตอร์จะบอกว่างานศิลปะของเราจะมีลายเซ็นที่มีลักษณะเฉพาะตัว หลายคนบอกว่าเทคนิคดี ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดตรงจุดนั้นเหมือนระบายอารมณ์ เหมือนกับการเล่นมากกว่า โดยเฉพาะสีน้ำ บรรยากาศการแสดงงานศิลปะที่นิวยอร์กก็ได้การตอบรับที่ดีที่โน้นชอบ มีนิตยสารทางศิลปะของที่นั่นมาสัมภาษณ์

“ที่นิวยอร์กจะมีแกลเลอรี่หลายประเภท ทั้งที่ศิลปินต้องเสียเงินเช่าแล้วเอางานไปโชว์บางที่เช่าแล้วก็มีการคัดงานเข้าไป มีทั้งเกรดเอ บี ซี แต่ถ้าพูดเรื่องการขายรูป เพราะเป็นความอยู่รอดของศิลปิน ในอเมริกางานของผมยังขายไม่ได้ ทั้งสองครั้งที่ได้ไปโชว์ที่นิวยอร์ก แต่ว่ามีแรงตอบรับที่ดี ทางแกลเลอรี่ก็เชื่อว่าการแสดงศิลปะที่เขาคัดสรรมาเป็นงานที่ดี แต่ว่าการขายไม่ได้ก็ไม่ได้บอกว่างานนั้นไม่ดี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน มีเหมือนกันกับงานที่ขายดีๆ แต่ว่าไม่น่าสนใจ”

เขาเล่าว่า ในหลายที่หลายทวีปที่ไปแสดงงานศิลปะมาก็แตกต่างกัน อย่างยุโรปจะไปบ่อย ที่ปารีสจะมีไปแสดงงานเยอะและบ่อยที่สุด บรัสเซลส์ เบลเยียม ก็โชว์ 2-3 ครั้งส่วนการแสดงงานศิลปะในเมืองไทย เขาก็อยากมีอยู่แล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขเฉพาะตัว

“โดยเฉพาะงานแสดงเดี่ยวของตัวเอง ก็อยากจะมีสิ่งใหม่ให้กับตัวเอง ไม่อยากให้คนชมงานที่เคยดูงานมาแล้ว คาดถึงได้ อยากมีสิ่งใหม่ เหมือนเปรียบกับนักดนตรีทำอัลบั้ม เขาก็มีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้คนฟัง หรืออย่างเป็นคนทำหนังจะทำหนังเหมือนเดิมออกมาอีก ก็ไม่ใช่”

ตะวัน บอกว่า ศิลปินในเมืองไทยที่แสดงงานส่วนใหญ่ก็เก่ง มีคุณภาพของตัวงานที่สูง เพียงแต่เขาไม่ได้รับโอกาส

“เรียกว่าเป็นรสชาติมากกว่า เหมือนผมเคยสงสัยว่าทำไมผมถึงไปได้ดีในยุโรป ทำไมคนฝรั่งเศสถึงชอบงานของผมากๆ ก็เคยพยายามหาคำตอบ มันก็ได้คำตอบหนึ่งคือ มันดูเอ็กโซติก (Exotic-ไพรัช) สำหรับคนยุโรป เหมือนคนตะวันตกเวลาที่เขามองเอเชีย เขาก็จะมองเห็นอะไรที่อ่อนโยนเหมือนสีน้ำและมีความรู้สึกว่านี่คือเอเชีย”

ศิลปะก็เป็นธุรกิจ

“ปีหนึ่งก็ขายรูปไม่เยอะ แค่พออยู่ได้ ไม่ได้ทำให้รวย แต่ก็โอเค”

ตะวัน บอกว่า ปีที่แล้วเขาแสดงงานที่กรุงโตเกียว ค่อนข้างได้รับแรงตอบรับที่ดีงานขายได้ แกลเลอรี่ก็แฮปปี้

“เขาจะจัดงานแสดงเดี่ยวของผมอีกครั้งในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ อีกที่ซึ่งได้แสดงในโตเกียวเขาก็จัดให้อีกในปีหน้า เดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะแสดงเยอะและถี่ที่ญี่ปุ่นเพราะผมเริ่มจัดแสดงงานศิลปะที่โอกินาวา
แล้วอยู่ๆ ก็มีแกลเลอรี่ที่โตเกียวติดต่อมาชวนแสดงงาน”

การเป็นศิลปินต้องแสวงหาโอกาสและเครือข่าย เพราะจะทำให้ไปได้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งตะวันก็ยอมรับว่า เขาก็ไม่ได้ชอบนัก แต่ก็ต้องทำบ้าง

“เหมือนเป็นดาราเราก็ต้องไปเจอผู้กำกับการแสดง ไปเจอผู้จัดละครเพื่อจะได้มีงาน มีบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เหมือนในวงการศิลปะ ส่วนใหญ่ก็เจอกันในวันเปิดนิทรรศการงานศิลปะต่างๆ หรือตามอาร์ตแฟร์แล้วก็เชื่อมคอนเนกชั่นกัน แต่อันดับแรกทำงานของตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งบางครั้งต้องไปงานแบบนี้บ้าง ไม่ใช่ไม่ไปไหนเลย บางคนไม่ชอบออกงานเลยก็มี อยากดูงานแสดงศิลปะงานไหนก็แอบไปวันที่ไม่มีคน อย่างผมบางทีก็เบื่อ อย่าง 2 ปีก่อน แล้วมีอาร์ตแฟร์ดูๆ ก็เบื่อ รออีกนิดงานจะเปิดแล้ว ทั้งที่รอก็จะเจอคนในวงการศิลปะปารีส แต่ไม่รอผมกลับเลย

“วงการศิลปะร่วมสมัย เราปฏิเสธเกมนี้ไม่ได้หรอก เพราะทุกอย่างมันต้องเคลื่อนไปถ้าจะมองงานสมัยใหม่หรืองานร่วมสมัยมันก็ต้องออกสู่สังคมภายนอก ไม่ติดอยู่แค่สถาบันการศึกษาหรือพิพิธภัณฑ์”

ในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ตะวันฉายภาพให้เห็นว่า ก็มีศิลปินที่ทำงานอยู่ไม่น้อยเพียงแต่นักสะสมงานศิลปะในเมืองไทยไม่ค่อยซื้องานร่วมสมัยกันเท่าไหร่นัก

“ผมว่าเพราะเขาไม่เข้าใจมากกว่า วงการศิลปะต้องประกอบกันหลายๆ ส่วน มีศิลปิน แกลเลอรี่ และนักสะสม ซึ่งนักสะสมงานศิลปะในบ้านเรามีไม่เยอะเท่าไหร่ ในจำนวนนี้ก็ไปซื้องานแนวโบราณที่ถูกการันตีเรื่องมูลค่าหรือราคา ส่วนงานร่วมสมัยก็เลยขายไม่ค่อยได้ ศิลปินใหม่ๆ ก็เจริญเติบโตไม่ได้ เหมือนผมก็ต้องออกไปข้างนอกหรือไปต่างประเทศ เพราะอยู่ที่นี่คนไทยไม่ซื้องานของผมแต่ตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้ว งานผมขายในเมืองไทยไม่เยอะ

“จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าตัวเองจะเป็นศิลปินในระดับอินเตอร์ฯ เพียงแต่ผมอยากจะทำในสิ่งที่ชอบในสิ่งที่เชื่อ วาดในสิ่งที่อยากวาด แล้วมีคนที่เห็นดีเห็นงามกับงานของผมมาซื้อไปบ้างก็ดี เพราะเป็นอาชีพก็ต้องขายงานศิลปะเพื่อการดำรงชีพ ผมไม่สามารถไปบิณฑบาตได้ ก็มีนักสะสมไทยซื้องานของผม แต่ไม่ได้ซื้อต่อเนื่อง เหมือนบางคนมีรูปสองรูปของผม เขาก็พอแล้ว ไม่ซื้อแล้ว ไม่ตามซื้อรูปในทุกครั้งที่แสดงงาน

“แต่มีคนฝรั่งเศสอยู่คนหนึ่ง เขาตามซื้อสะสมงานของผมไป 20 กว่าชิ้นแล้ว ไม่ได้ซื้อทุกซีรี่ส์แต่ซื้อรูปที่เขาชอบ ซื้อมาตั้งแต่ยังไม่มีคนต่างชาติซื้องานของผมเลย ตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนรวยมาก ต้องอธิบายว่านักสะสมศิลปะในต่างประเทศไม่ได้มีเฉพาะคนรวยเหมือนในเมืองไทย คนระดับกลางก็มีที่เจียดเงินเดือนมาซื้อ เหมือนเป็นความสุข ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมการซื้องานศิลปะหรือสะสมงานศิลปะไม่เหมือนกัน”

โดยสภาพเศรษฐกิจ ตะวัน บอกว่า การดำรงชีพด้วยการเป็นศิลปินวาดรูปและขายภาพเพียงอย่างเดียว ก็พออยู่ได้ แต่ไม่สบายนัก

“เพียงแต่ไม่ลำบากเหมือนช่วงต้นๆ ผมคิดว่าผมโชคดี ที่รู้มากก็มีเพื่อนบางคนก็วาดรูปอย่างเดียว แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก แต่ก็มีคนซื้อรูปเขาตลอด คนที่ทำไฟน์อาร์ตอย่างเดียวแล้วอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอย่างอื่น คิดว่ามีสัก 10% ในเมืองไทย

“คนมีเงินในประเทศนี้ หรือคนที่พอเริ่มมีเงิน เขาก็จะเริ่มซื้อที่ดิน ซื้อรถ ซื้อนาฬิกา ซื้อของเก่า แล้วค่อยมาซื้อรูปเขียนแต่ต้องเป็นรูปเขียนโบราณที่คลาสสิกด้วย แล้วค่อยมาซื้อรูปเขียนสมัยใหม่ แล้วเราก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยด้วยนะ มีแต่อาร์ตเซ็นเตอร์ หรือแกลเลอรี่ การขาดคนประสานหรือดีเลอร์ แต่ก็เข้าใจเพราะศิลปินบางคนเขาก็ขายงานเอง ขาดดีลเลอร์หรือระบบที่เพอร์เฟกต์ พอระบบไม่สมดุล คนก็หาทางอยู่รอด

“เอาง่ายๆ ผมเพิ่งไปเม็กซิโกมา จังหวัดวาอาก้า เปรียบคล้ายเมืองตากอากาศแบบหัวหินบ้านเรา เป็นจังหวัดเล็กๆ แต่มีมิวเซียมร่วมสมัยถึง 6 แห่งที่ใหญ่ๆ ไว้โชว์งานศิลปะร่วมสมัย มีห้องสมุดศิลปะ มีช็อปภาพพิมพ์แบบนับไม่ถ้วน ทั้งที่คนเม็กซิกันจนมาก คนจนเพียบเลยทั้งเมือง แต่รัฐบาลเขาก็ทุ่มให้กับด้านศิลปวัฒนธรรม

“ญี่ปุ่นก็ใช่ว่าเศรษฐกิจดี แต่ว่าเขาก็มีเงินทุ่มให้กับเรื่องพวกนี้พอสมควร ผมก็จะกลับโอกินาวา เพราะได้รับเชิญจากเมืองเล็กๆ บนเกาะนี้ เขามีมิวสิคฮอลล์ ที่เชิญนักร้องวงดนตรีระดับโลกมาเล่นดนตรี พอดีเขาไปดูการแสดงงานศิลปะของผมที่โอกินาวา แล้วเขาประทับใจมาก เชิญผมไปทำอาร์ตโปรเจกต์กับชุมชน มีตั๋วเครื่องบิน มีโรงแรมให้พัก 1 เดือน นี่คืองบประมาณของท้องถิ่นที่เขาใส่ใจด้านศิลปวัฒนธรรม”

จริตในศิลปะ

ลายเซ็นทางศิลปะด้วยการเขียนสีน้ำแบบฉับพลันรวดเร็ว สื่อนัยที่ตกกระทบเข้ามาในอารมณ์ทั้งประเด็นทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เรื่องทางเพศ และผู้คน เจือด้วยลักษณะของศิลปะแนวประท้วงกลายๆ ทำให้เขาเป็นที่ถูกจับตามองถึงความแรงและความเร่าร้อนของเนื้อสารที่แฝงอยู่ในภาพอย่างโดดเด่น ตะวัน ขยายความถึงจุดนี้ให้ฟังว่า

“ศิลปะแนวประท้วงมีนัยทางสังคมการเมือง ไม่มีอะไรมากมาย ผมก็เป็นคนที่ดูทีวีอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต อยู่ในโลกออนไลน์เหมือนกับทุกๆ คน บางคนอ่านข่าวแล้วรู้สึกขัดใจก็ไปเขียนระบายบนสเตตัสเฟซบุ๊ก หรือก่นด่ากับเพื่อนที่บ้าน แต่สำหรับผมมีทางออกคือการวาดรูป เอาความรู้สึกที่ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นเอามาใส่ในรูปวาด แต่ว่าพอเป็นงานศิลปะแล้วก็ไม่ควรตรงไปตรงมา ควรให้มีชั้นเชิง”

เขามองศิลปะปัจจุบันในสังคมไทยว่าศิลปินมีความอดทนสูงต่อสถานการณ์บ้านเมือง

“เปรียบเทียบง่ายๆ กับประเทศที่มีสวัสดิการและความเป็นอยู่ดี ศิลปะจะออกมานิ่งๆ เช่น ออสเตรเลียที่ไปสัมผัสมา คนสนใจแต่กีฬา ไม่ค่อยสนใจศิลปะกันเท่าไหร่ มีบ้างก็แค่มารูปไปติดประดับบ้าน จริงๆ สถานการณ์บ้านเมืองในเมืองไทยมีเรื่องราวให้ทำงานเชิงศิลปะเยอะแยะ ไม่เข้าใจศิลปินบ้านเราหลายๆ คนที่ยังอยู่กับตัวเอง มองโลกในแง่งามมีความหวัง ทั้งที่ประเทศไม่ปกติ มีแต่เรื่องประหลาดเกิดขึ้นทุกวัน ไม่รู้สึกอะไรกันบ้างเหรอ ศิลปะมันเคลื่อนไปกับสังคม บ่งชี้ความเป็นไปในสังคมอยู่แล้ว สำหรับผม ส่วนตัวรู้สึกอย่างไรก็ทำออกมา”

ส่วนคู่ขัดแย้งในเมืองไทย ที่ศิลปินแบ่งเป็นสองขั้ว ตะวัน มองว่า

“จริงๆ ทั้งสองฝ่ายก็ควรจะคุยกัน ทั้งสองขั้ว ขั้วหนึ่งอาจจะเป็นคอนเซอร์เวทีฟ อนุรักษนิยม คิดแบบร่วมสมัยบ้าง แต่อีกขั้วหนึ่งเป็นศิลปินที่ร่วมสมัยไปเลย ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเกม ศิลปะถูกรับใช้การเมืองอยู่แล้ว หรือถูกวางให้เป็นเหมือนกึ่งโฆษณาชวนเชื่ออยู่แล้ว รัฐก็ใช้ในการโฆษณาประเทศ การประชาสัมพันธ์ต่างๆ มีศิลปินทำศิลปะเพื่อตัวเองในการรับใช้อะไรสักอย่าง

“ผมเชื่อว่าศิลปะควรจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอิสระของคนสร้างสรรค์งาน ควรที่จะให้ทางออกกับมนุษย์ ไม่ว่าจะทำศิลปะแขนงไหน เมื่อดูแล้วควรมีความรู้สึกปลดปล่อยที่เป็นอิสระ คือผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ศิลปะที่ดีไม่ใช่ดูครั้งเดียวแล้วจบ มันดูได้ทุกวัน เราสามารถเอารูปวาดแขวนไว้ที่บ้านแล้วดูทุกวัน แล้วมีความสุขกับมัน นี่คือรูปวาดที่ดี

“ศิลปินในอดีต หลายคนที่เขาผ่านช่วงสงคราม เขาก็พูดถึงมันโดยไม่ได้เพิกเฉย เพราะมีผลกระทบถึงเขา ผมไม่ได้เป็นศิลปินแนวศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนหรือเพื่อสังคม ผมทำเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้หวังว่างานศิลปะของผมจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก แต่ผมทำในสิ่งที่ผมคิด เพื่อตัวเราและความเป็นอิสระในการทำงาน”

 

จัดสรรเงินบำเหน็จอย่างเพิ่มพูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492110

จัดสรรเงินบำเหน็จอย่างเพิ่มพูน

โดย….โยโมทาโร่ ภาพ เอเอฟพี, เอพี

ระบบราชการปัจจุบันต่างยกเลิกระบบการให้บำนาญข้าราชการที่เข้ามาทำงานหลังปี 2550 อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาวของภาครัฐในการดูแลข้าราชการเกษียณ คงเหลือแต่การให้เงินบำเหน็จข้าราชการเป็นเงินก้อนไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ ซึ่งเงินก้อนนี้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการให้ดี ซึ่งสร้างความปวดหัวให้กับผู้เกษียณไม่น้อย ว่าจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไร

การจัดสรรเงินบำเหน็จที่ดี ขั้นแรกควรพูดคุยกับลูกหลานให้ชัดเจน มีไม่น้อยที่ลูกหลานกำลังอยู่ในช่วงลำบากต้องการเงินช่วยเหลือ แต่ตัวเรากลับไม่พอที่จะให้ จนอาจทำให้พวกเขารู้สึกน้อยใจ ว่าทำไมถึงพึ่งพาเราไม่ได้ แต่ปัญหานี้จะแก้ไขได้ด้วยการพูดคุยกันในครอบครัวแต่เนิ่นๆ ว่า หลังพ่อแม่เกษียณแล้วจะไม่มีรายได้ประจำเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเงินบำเหน็จก้อนนี้จะต้องใช้เพื่อเลี้ยงตัวเอง ไม่ให้เป็นภาระลูกหลานในภายหลัง ส่วนมากลูกหลานที่ดีจะเข้าใจ และไม่มารบกวนเรื่องเงินทองหลังเราเกษียณอายุไปแล้ว

สำหรับเงินหลังเกษียณที่ได้มาในรูปแบบของเงินบำเหน็จ หรือเงินก้อนแบบครั้งเดียวจบ ควรจะแบ่งเงินบำเหน็จออกเป็น 3 ส่วน เงินส่วนแรกเป็นเงินที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งควรจะเก็บไว้ในรูปของบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนง่าย ใช้สะดวก มีสภาพคล่องสูง และไม่ควรเก็บเงินสดไว้กับตัวเองมากนัก จะใช้เท่าไหร่ก็ค่อยถอนออกมาเมื่อจำเป็น

เงินส่วนที่สอง จะเป็นเงินในรูปแบบของการออม ซึ่งจะเป็นเงินออมฉุกเฉิน สำหรับเก็บไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล อาจจะลงทุนในรูปแบบของเงินเก็บออมได้ดอกเบี้ยสูงชนิดถอนได้สะดวก หรือจะเป็นในรูปแบบประกันสุขภาพ หรืออุบัติเหตุก็ได้ ซึ่งจะช่วยผ่อนเบายามเราเจ็บป่วยได้มาก

หากคุณซื้อประกัน แนะนำว่า ควรครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อวันทั้งหมด ทั้งค่าห้องและค่าอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล

สุดท้ายคือ เงินส่วนที่สาม ควรแบ่งเก็บให้อยู่ในรูปแบบของเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน และกองทุนรวมอย่างแรกคือ ลงทุนในกองทุนรวมไม่เกิน 3 ปี ซึ่งกองทุนรวมเหล่านี้จะมีผลตอบแทนทุก 3 เดือน 6 เดือน และจะมีเงินกลับคืนเข้ามาให้ในบัญชี เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ โดยควรมองหากองทุนที่มีความเสี่ยงระดับกลางถึงต่ำกระจายกันไป เท่านี้ก็จะมีรายได้เสริมเข้ามาในทุกๆ เดือน โดยไม่ต้องทำงานเพิ่มให้เหนื่อย หรืออย่างน้อยๆ ก็ยังมีรายได้เข้ามาช่วยค่าน้ำค่าไฟและค่าอาหารมื้อพิเศษได้บ้าง

หากต้องการเงินไปเที่ยว แนะนำว่า ลองหาอาชีพเสริมบางอย่าง และนำเงินที่ได้จากอาชีพเสริมนั้นเป็นเงินสำหรับเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อจะได้ไม่รบกวนเงินเก็บที่กำลังทำงานสร้างดอกเบี้ยในธนาคารและกองทุนรวมต่างๆ

 

เช็กอินด่วน สองสเปซสุดชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492068

เช็กอินด่วน สองสเปซสุดชิก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พอกันทีกับประโยคเจ็บๆ ที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” เพราะนอกจากข้อมูลการสำรวจการอ่านของประชากรคนไทย พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค ปาร์ค) ซึ่งทำการสำรวจทุกๆ 2 ปี จะยืนยันแล้วว่าสถิติการอ่านของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 66 นาที เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556 ที่อ่านเพียง 37 นาที/วันแล้ว

จากนี้เชื่อว่าสถิติการอ่านคนไทยจะขยับขึ้นอีกขั้น เพราะคนไทยจะมีพื้นที่การเรียนรู้สุดเก๋ที่ฉีกกรอบร้านหนังสือหรือห้องสมุดแบบเดิมที่เคยคุ้นเคย เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งในกรุงเทพฯ นั่นคือ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Library) และ “โอเพ่น เฮาส์” (Open House) 2 สเปซแห่งใหม่ที่พร้อมเติมเต็มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เลือกเสาะหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตผ่านโลกของการอ่าน

หลบร้อนไปบริหารสมอง @ หอสมุดฯ

สเปซแห่งแรกที่คนไทยต้องภูมิใจคือ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งขึ้นตามพันธกิจส่งเสริมการอ่าน ในฐานะที่กรุงเทพมหานครได้รับการคัดเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกในปี 2556 จากยูเนสโก ด้วยการพลิกโฉมอาคารเก่าทรงคุณค่าที่เคยเป็นอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ย่านสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน หนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองไทยให้กลายเป็นหอสมุดฯ ที่ทันสมัย เป็นแหล่งการเรียนรู้แห่งใหม่ใจกลางเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ กิจกรรมที่ช่วยปลุกความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมปัญญาอย่างแท้จริง

 

ด้วยรูปแบบตัวอาคารที่ออกแบบในสไตล์อาร์ตเดโคและนีโอคลาสสิก แต่ยังรักษากลิ่นอายความเป็นไทย ภายใต้แนวคิดอารยธรรมแห่งปัญญา ทำให้อาคาร 4 ชั้นที่มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 4,800 ตารางเมตรชวนให้สะดุดตา น่าเข้าไปนั่งหลบร้อนตั้งแต่แรกเห็น และเมื่อก้าวเข้ามาภายในตัวอาคารก็ไม่ผิดหวัง พื้นที่ชั้น 1 ได้รับสร้างสรรค์ในคอนเซ็ปต์ “ตามรอยทางของพระราชา ตามรอยแสงแห่งปัญญา”

ชั้นนี้ได้รับการเนรมิตให้ตรึงใจผู้มาเยือนด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเรียนรู้มาจุดประกายไฟในการอ่านในตัวทุกคนให้โชติช่วง พร้อมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนทั้งเรื่องศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์และสังคมมาให้ชม

ถัดมาคือ ชั้นเอ็ม “เมื่อเด็กน้อยจะขอตามรอยแสงแห่งปัญญา” เรียกว่าเป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือรุ่นจิ๋ว เพราะรวบรวมหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ห้องสมุดเด็กปฐมวัยรวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครอบครัว เรียกว่าจูงมือลูกหลานมาชิลได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ เมื่อเดินขึ้นมาชั้น 2 จะพบกับโซน “โลกแซ่ซ้องพระบารมี เจริญไมตรีแห่งมหานคร” ชั้นนี้จะรวบรวมเรื่องราวของเมืองหลวงนานาประเทศ และหนังสือจากสถานทูตในประเทศไทย หนังสือจากประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนพร้อมทั้งหนังสือ สื่อการเรียนรู้หลากหลายในด้านต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมไปถึงวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลในประเทศ และต่างประเทศ วรรณกรรมคลาสสิกมาให้ได้อ่านเพลินๆ

 

ความพิเศษของพื้นที่ชั้น 2 คือ มีห้องค้นคว้าและห้องประชุมอเนกประสงค์ให้ใช้บริการ อีกทั้งยังมีนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับการอ่าน อาทิ การจัดแสดงหนังสือหายากของกรุงเทพมหานคร หนังสืองานศพ ฯลฯ ควรค่าแก่การมาเยือนอย่างยิ่ง มาถึงโซนสุดท้าย ชั้นที่ 3 เป็นโซน “แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา” เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้แนวพระราชดำริ หลักการทรงงาน ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ และโครงการพระราชดำริมาไว้ให้ได้ศึกษากันอย่างเต็มอิ่ม

หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 เม.ย.นี้ พร้อมให้บริการต่อเนื่องอังคาร-เสาร์ เวลา 08.00-21.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-20.00 น. (ปิดทำการ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

การเรียนรู้แนวใหม่ @ โอเพ่น เฮาส์

ใครชวนไปเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นาทีนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าจะชวนไปช็อปปิ้ง แฮงก์เอาต์เท่านั้น เพราะถ้าลองขึ้นไปชั้น 6 คุณจะพบกับ โอเพ่น เฮาส์ (Open House) อาณาจักรความสุขแห่งใหม่ ที่พร้อมเติมเต็มทุกมิติการใช้ชีวิตของคนเมือง ด้วยพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบอย่างเก๋ไก๋ โดย Klein Dytham architecture (KDa) บริษัทออกแบบชั้นแนวหน้าจากญี่ปุ่น

เห็นแล้วอยากเดินเข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศที่โปร่ง โล่งสบายราวกับต้องมนตร์ ผ่าน 8 โซนหลักที่คัดสรรเป็นอย่างดีมาเพื่อตอบโจทย์ผู้คนในหลากหลายแวดวง เป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือ นักกิน และครอบครัวสมัยใหม่

 

สำหรับใครที่ยังนึกภาพตามไม่ออกว่า โอเพ่น เฮาส์ จะเป็นคำตอบให้ทุกคนได้อย่างไร ไปทำความรู้จักทั้ง 8 โซนกัน เริ่มจาก โซน Eating Deck รวบรวมความอร่อยจากร้านอาหารหลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น อาหารจานหลัก จานรอง รวมไปถึงของหวาน และเมนูอาหารสำหรับเด็ก ให้คุณเติมพลังงานให้ร่างกายเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้สมอง พร้อมเรียนรู้และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์

ถัดมาคือ โซน Eat by the Park สวรรค์ของนักชิมที่หลงใหลในวัฒนธรรมอาหารจากทั่วโลก ด้วยร้านอาหารชั้นเลิศ พร้อมเพิ่มสุนทรีย์ระหว่างมื้ออาหารด้วยวิวทิวทัศน์ใจกลางกรุงเทพฯ โดยรอบ

อิ่มท้องแล้วมาเดินย่อยในโซน Open House Bookshop by Hardcover ร้านหนังสือที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Celebration of Print Culture” พร้อมสะกดทุกสายตาด้วย Book Tower และ Book Wall แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ไม่ว่าคนรักหนังสือ นักสะสม หรือแม้แต่คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังต้องตกหลุมรักในโลกหนังสือแห่งนี้ ที่พร้อมตอบโจทย์ไม่ว่าคุณจะมองหาหนังสือแนวศิลปะ ดีไซน์ ภาพถ่าย สื่อสร้างสรรค์ และทัศนศิลป์อื่นๆ ไปจนถึงหนังสือทำอาหารและหนังสือแนวไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมี Book Wall ที่รวบรวมหนังสือใหม่และหนังสือหายากจากสำนักพิมพ์ชื่อดังทั่วโลกมาให้เลือกกว่า 2 หมื่นเล่ม

เติมอาหารสมองแล้ว หากอยากหาที่นั่งพัก ผ่อนคลายอารมณ์ ต่อยอดความคิด อย่าพลาด Co-Thinking Space มาพร้อมห้องประชุม ที่เหมาะสำหรับการระดมความคิดและทำงานเป็นทีม หรือจะนั่งชิลๆ ที่ Open Bar ชิมอาหาร ขนม เครื่องดื่มเย็นๆ ก็ฟินไม่เบา

 

ขณะที่สายอาร์ตต้องไม่พลาด Art Tower ซึ่งเปรียบเสมือนกล่องเครื่องมืองานศิลปะขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทยและต่างประเทศ ทั้งระดับมืออาชีพและดาวรุ่งหน้าใหม่ได้มีพื้นที่ปลดปล่อยไอเดีย

ถ้าชมงานอาร์ตแล้วยังไม่สาแก่ใจ ลองแวะมา Design Shop นำเสนอสินค้า Design & Craft ที่เกิดจากการผสมผสานเสน่ห์เอกลักษณ์แต่ละท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ความร่วมสมัยโดยศิลปินท้องถิ่นคลื่นลูกใหม่ กลายเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังมีผลงานที่มีรางวัล Good Design Award การันตี และสินค้าที่ประสบความสำเร็จจากการระดมทุนสาธารณะ (Crowd Funding) มาให้เลือกซื้ออีกด้วย

ปิดท้ายด้วยสองโซนที่มาพร้อมเติมเต็มความสุข เริ่มจาก Open Playground เอาใจคุณหนูๆ ด้วยสนามเด็กเล่นในร่ม และ Embassy Diplomat Screens by AIS โรงภาพยนตร์ระดับวีไอพีที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่มาพร้อมบริการที่หาไม่ได้จากที่ไหนอย่าง “ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์” ที่พร้อมบริการฉายภาพยนตร์ตามความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง

ใครไม่อยากตกกระแสไปเช็กอินที่โอเพ่น เฮาส์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ พร้อมให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 ณ ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

 

จิตอาสา ร่วมใจถวายงาน อลังการพระเมรุมาศ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491986

จิตอาสา ร่วมใจถวายงาน อลังการพระเมรุมาศ ในหลวงรัชกาลที่ 9

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์, กองทรัพย์ ชาตินาเสียว ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

งานจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นการรวมตัวของช่างศิลปกรรมประณีตศิลป์ระดับฝีมือแขนงต่างๆ และจิตอาสาจากทั่วประเทศ รวมใจเป็นหนึ่ง มาช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยมีอาสาสมัครนับ 300 ชีวิต รุ่นสู่รุ่น ทำงานครั้งสำคัญเพื่อถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม

อาจารย์กัมพล จันทะรังษี รักษาการหัวหน้ากลุ่มประณีตศิลป์ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เปิดรับสมัครจิตอาสาเข้ามา มีประชาชนสมัครเข้ามาเป็นช่างอาสานับหลายร้อยคนนอกจากประชาชนทั่วไปแล้วยังมีเด็กช่างศิลป์ นักเรียน นักศึกษา ช่างฝีมืออาชีพ ซึ่งแต่ละคนได้ผ่านคัดเลือกฝีมือมาแล้ว อาทิ นักเรียนช่างดุนโลหะ ช่างแกะสลักไม้ ช่างกระจกและอื่นๆ มาช่วยรังสรรค์พระเมรุมาศให้มีความงดงาม

ธวัชชัย แดงน้อย

ช่างหล่อ งานโลหะ สร้างสรรค์ยอดฉัตรพระเมรุ

ธวัชชัย แดงน้อย ช่างหล่อเรซิน เจ้าของร้านรับพิมพ์เรซิน ชาวพระนครศรีอยุธยา วัย 45 ปี ขันอาสาจูงมือมากับภรรยาช่างลงรักปิดทอง หยุดงานประจำในมือของตัวเอง ด้วยความตั้งใจมาถวายงานให้พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย โดยใช้ฝีมือความสามารถเป็นช่างหล่อ มารับผิดชอบงานทำพิมพ์ยอดฉัตรติดพระเมรุ และยอดฉัตรติดประดับมหาเทพต่างๆ

“มาทำงานตรงนี้ได้ราวเดือนกว่าๆ แล้ว โดยมาพักกับญาติที่ จ.นนทบุรี เช้าๆ ก็นั่งรถเมล์มากับธรรมชาติ และตั้งใจจะทำงานตรงนี้จนกว่าจะเสร็จ งานที่ได้รับมอบหมาย จะนานแค่ไหนก็ตั้งใจมาแล้ว

“ผมมีหน้าที่หล่อยอดฉัตรพระเมรุของตัวครุฑ มหาเทพต่างๆ เทพแต่ละองค์จะถือครุฑ สิ่งที่ผมทำคือทำตรงยอดฉัตร เป็นต้นแบบจากปูนปลาสเตอร์ ทำพิมพ์หล่อตามจำนวนที่ต้องใช้ พอได้ต้นแบบ ก็หล่อละทำสี ผมทำอยู่งานโลหะ และฉัตรที่ติดประดับโดยรอบพระเมรุทั้งหมด”

งานครั้งนี้เรียกว่าเป็นงานรวมใจกันเป็นหนึ่งจริงๆ ถือเป็นงานครั้งประวัติศาสตร์ ธวัชชัยกลั่นความรู้สึกออกมาจากใจลึกๆ ว่า ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ที่ครั้งหนึ่งเขาได้ทำงานถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ขอสละเวลาส่วนตัวมาทำงานเติมเต็มให้พระเมรุมาศของพระองค์มีความงดงามและดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีอะไรที่ภาคภูมิใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ต้อง-ณรงค์พล จิระไวทยะ

ทุกสลักดุน ระลึกคุณรัชกาลที่ 9

เด็กหนุ่มรุ่นใหม่อีกหนึ่งคนที่สนใจในศิลปะโดยเฉพาะลายไทย ต้อง-ณรงค์พล จิระไวทยะ นักศึกษา ปวส. ปี 2 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่สอบชิงทุนและย้ายจาก จ.ยะลา บ้านเกิดมาเรียนที่นี่ได้ 5 ปีแล้ว

“ผมกับน้องชายฝาแฝด สอบชิงทุนด้วยกัน และได้มาเรียนที่ช่างทองหลวง ซึ่งที่นี่สอนเกี่ยวกับงานทองโบราณ งานสลักดุน ตั้งแต่เขียนลายไทย เป็นงานโบราณ มีทั้งสุโขทัย เพชรบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่โดยส่วนตัวถ้าเป็นยุคสมัย ผมชอบงานสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะลายไทยจะดูอ่อนช้อยมากที่สุด ก็เลยอยากศึกษาให้ลึกซึ้ง”

เมื่อมีการประกาศจัดสร้างพระเมรุมาศ และเห็นประกาศรับสมัครจิตอาสาด้านงานฝีมือ เพื่อจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระเมรุ ทำให้ต้องและน้องชายไม่ลังเลที่จะสมัครและสอบคัดเลือกเข้ามาเป็นหนึ่งในจำนวนนายช่างในงานครั้งนี้

“จิตอาสาซึ่งเป็นที่ต้องการ คือช่างฝีมืองานสลักดุน งานโลหะ ผมคิดว่ามีความสามารถด้านนี้อยู่พอสมควร เลยอยากมาเป็นส่วนหนึ่งของงานจัดสร้างพระเมรุครั้งนี้ เมื่อผ่านการคัดเลือกความรู้สึกแรกคือภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนายช่างทั้งหมด พ่อแม่เราสองคนก็ดีใจ”

หนุ่มยะลาหน้าคม บอกว่า การเป็นจิตอาสาไม่ได้แปลว่าเขามาเพื่อเป็นผู้ให้อย่างเดียว แต่สำหรับนายช่างตัวเล็กๆ ทุกคน การมาทำตรงนี้เขาและเพื่อนๆ ได้ความรู้และฝีมือไปเต็มๆ

“ผมกับน้องมาที่นี่ทุกวัน ทำงานครั้งนี้ก็อยากทำให้ดีที่สุด มันเป็นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าเกิดทำแล้วออกมาไม่ดี ก็ไม่อยากทำ ทุกครั้งที่ดุน ทุกครั้งที่ลงมือทำงาน เราจะระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอด ความรู้สึกที่ได้ทำงานให้พระองค์ท่าน ผมต้องมั่นใจในการลงฝีมือ เพราะนี่ไม่ใช่งานส่งอาจารย์ หรืองานรับจ้างลูกค้า แต่เป็นงานที่เราตั้งใจทำถวาย อยากทำให้เต็มที่และดีที่สุด”

ต้อง บอกความรู้สึกพร้อมแย้มความฝันหลังจากนี้ว่าอยากเปิดร้านสร้างงานศิลปะเล็กๆ ของตัวเขาและน้องชาย โดยตั้งใจจะสร้างผลงานไปเรื่อยๆ

แนน-นาตยา มังคะลา

ขณะที่สาวหน้าตาจิ้มลิ้มกำลังขะมักเขม้นงานตรงหน้า แนน-นาตยา มังคะลา อายุ 20 ปี นักศึกษา ปวส. กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง เล่าว่า ส่วนงานที่จิตอาสาทำอยู่ เป็นส่วนของเฟื่องระย้า ซึ่งจะนำใบเทศที่แกะสลักดุนไว้มาฉลุและประกอบกันเป็นส่วนเล็กๆ ที่ต้องทำใหม่ทั้งหมด

“เป็นโอกาสสำคัญที่ได้มาทำ เพราะยังมีคนอีกมากที่อยากทำแต่ไม่มีเวลา การเป็นจิตอาสา ไม่ได้มีเงินทองให้ เรามาด้วยใจ การมาที่นี่แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน บางคนมาได้เฉพาะช่วงเช้า สำหรับหนูยังอยู่ในช่วงปิดเทอม เราก็เลยมาได้ทุกวัน การได้มาถวายงาน ภูมิใจ เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นครั้งยิ่งใหญ่ด้วย พ่อแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ยิ่งรู้ว่าเรามาทำงานถวายพระองค์ท่านก็ยินดี

“หนูถือว่าหนูได้จากการมาเป็นจิตอาสา หนึ่งคือได้ฝึกฝีมือในส่วนที่หนูไม่ถนัด ได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม ไม่เก่งสลักดุนก็ได้ฝึกฝีมือไปเรื่อยๆ การได้เรียนแบบนี้ ทำให้หนูได้รู้ว่า ชิ้นงานฝีมือมีที่มาที่ไปอย่างไร บางคนซื้อแหวนมาหนึ่งวง แต่ไม่รู้ว่าแหวนทำอย่างไร แต่เรารู้ว่าทำยากทำง่าย ได้เรียนลายไทย ศึกษาลายไทยไปด้วย เราเห็นมากกว่าความสวย เพราะเราเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในลายด้วย”

เสียงฉลุลายใบเทศของจิตอาสาวัยทีนอย่างขะมักเขม้นของช่างดุนโลหะ อภิสิทธิ์ รัตนปัญญา วัย 19 ปี นักเรียนระดับ ปวส.1 สาขาช่างทองช่างบุและศิราภรณ์ บุดุนโลหะเงินเพื่อทำเฟื่องระย้าประดับพระราชรถ ราชยาน เขาเป็นจิตอาสา 1 ใน 30 คน ซึ่งดีใจที่ได้ใช้ความสามารถของเขาคือช่างทองโบราณ ที่ร่ำเรียนไปเพื่อกลับไปช่วยงานของครอบครัวของเปิดร้านจิวเวลรี่ โดยการนี้เขาขอใช้ความสามารถที่มีมาทำเครื่องเงินประกอบเฟื้องระย้าก่อน

“แม้ผมเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่สืบสานงานศิลปะและวัฒนธรรมไทยต่อไป สิ่งที่ทำให้ผมอยากมาทำงานจิตอาสาเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อทางกรมศิลปากรเปิดรับสมัครรับจิตอาสาเพื่องานพระเมรุมาศ ผมก็มาสมัครอย่างไม่ลังเล ประกอบกับคุณครูมาสอบถามว่า ใครอยากไปสอบวัดฝีมือเพื่องานนี้บ้าง แต่บางคนคุณครูก็ดูจากงานที่ทำส่งที่โรงเรียน ผมก็ได้รับคัดเลือกให้มาทำ ซึ่งผมก็อยากมามาก หน้าที่ของผมที่ทำมาแล้วเดือนกว่าๆ ก็คือ งานดุนโลหะ เพื่อนำไปทำเฟื้องระย้าประดับราชรถ ราชยาน ถือเป็นงานที่ละเอียดมากๆ”

ความรู้สึกของการได้มาทำงานถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขารู้สึกภาคภูมิใจและดีใจเกินคำบรรยาย ถือเป็นเกียรติประวัติกับตัวเองและวงศ์ตระกูล

“ผมจะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ สุดกำลังความสามารถของผม ตอนมาทำงานนี้หัวหน้าคุมงานบอกว่า งานนี้เป็นงานสำคัญเป็นงานของช่างหลวง ต้องตั้งใจและใช้ความสามารถที่เรามีให้เต็มที่ พอผมฟังแล้วแรกๆ ก็รู้สึกเกร็งๆ เพราะงานนี้ถือเป็นงานที่สำคัญของคนไทยมากๆ แต่พอได้ทำไปนานๆ ก็คุ้นเคย และผมก็ได้ใช้ความสามารถของตัวเองที่มีอย่างเต็มที่ครับ”

ทุกการตอกดุนโลหะเงินของอภิสิทธิ์ แต่ละครั้งที่ตอกลงไปจึงเต็มไปด้วยความตั้งใจและใส่ใจ ใช้ความอดทน ทำงานออกมาให้ดีที่สุดเพื่อถวายพ่อแห่งแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย

 

#TFWGucci แคมเปญออนไลน์ล่าสุดจาก Gucci

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2560 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491623

#TFWGucci แคมเปญออนไลน์ล่าสุดจาก Gucci

อีกครั้งที่ กุชชี่ (Gucci) แบรนด์แฟชั่นระดับเวิล์ดคลาส ปลดปล่อยอิสระความคิดสร้างสรรค์ลงในโลกดิจิตอล เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาในการนิยามแนวคิดใหม่ของความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการเชื้อชวนเหล่าศิลปินนักคิดผู้สร้าง Memes ชื่อดังจากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดจินตนาการที่ต่อยอดแรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นนาฬิกาไอคอนนิคของกุชชี่หลากหลายรุ่น ซึ่งรวมถึง Le Marché des Merveilles จากมุมมองส่วนบุคคลเฉพาะตัว ผ่าน แคมเปญออนไลน์ล่าสุด #TFWGucci (ย่อมาจาก “ThatFeelWhen” หรือ “That Feeling When”)

สำหรับ #TFWGucci เป็นการเปิดพื้นที่บนโลกโซเชียลให้นักสร้างสรรค์ Meme จากทั่วโลกได้มาโชว์ไอเดียไม่จำกัดมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ Meme ร่วมกับการใช้ภาพของ Gucci ด้วยตนเอง หรือจะเป็นการนำไอเดียของศิลปินด้านทัศนศิลป์ ที่ทางแบรนด์เอามานำเสนอให้เห็นภาพในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ ผลงาน Memes จึงเป็นผลจากการทำงานร่วมกันสองทาง หรือสามทาง ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของกุชชี่ ในการมีส่วนร่วมกับกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่กว้างขึ้นซึ่งแฝงตัวอยู่ในโลกของแฟชั่นที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น Amanda Charchian ศิลปินชาวลอสแอนเจลิส ที่สร้างสรรค์ภาพที่สะท้อนมุมมองทางโลกอันน่าหลงใหล, Olaf Breuning จากนิวยอร์ก และซูริค ซึ่งเป็นที่รู้จักในผลงานที่แฝงความขี้เล่น, Less ช่างภาพจากเกาหลี รวมไปถึงคู่หูศิลปินอย่าง Christto & Andrew จากกาตาร์ ซึ่งเซ็ตภาพจากแคมเปญ #TFWGucci สามารถเข้าไปชมได้ที่ www.gucci.com/tfwgucci

 

ดาราช่วยชาติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491449

ดาราช่วยชาติ!

โดย…นกขุนทอง

พี่ตูน…ช่วยด้วย!!!

วลีเรียกหาศิลปินร็อกชื่อดังของเมืองไทย “ตูน บอดี้สแลม” หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย

ที่ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Ittaporn Kanacharoen

“เปิดรายชื่อ 18 รพ.สธ.โคม่า พิษติดลบต่อเนื่อง”

พี่ตูน…ช่วยด้วย!!!

เป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การเอ่ยชื่อศิลปิน หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงนั้น ได้รับแรงกระเพื่อม กระจายวงกว้างได้ดีกว่า เรียกแขกได้ดีกว่า ให้คนหันมาเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วกว่า เรียกหาคนที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเสียอีก

น่าจะเป็นผลพวงจากงานที่พี่ตูนฝากไว้จากการวิ่งครั้งกระนู้น เพื่อหารายได้มอบให้โรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สูงลิ่วถึง 63 ล้านบาท และยังมีร่วมวิ่งอีกหลายรายการกุศล เพียงแค่สองเท้าและหนึ่งพลังใจ สามารถรวมแรงรวมใจเงินบริจาคจากประชาชนได้สูงขนาดนี้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจ

มาว่าถึงอีกหนึ่งความฟีเวอร์ในตอนนี้ จากรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ความตะมุตะมิของ “หน้ากากทุเรียน” ก็เข้าตาทางกระทรวงพาณิชย์ จัดทำแคมเปญเกี่ยวกับผลไม้ทุเรียน ดึงตัวหน้ากากทุเรียน (อิศรา กิจนิตย์ชีว์ หรือ ทอม รูม 39) เป็นพรีเซนเตอร์โปรโมททุเรียนไทย

2 เหตุการณ์สะท้อนให้เห็นว่า “ศิลปินนักแสดง” มีอิทธิพล บทบาทต่อสังคมไทย ในแง่ของการรับรู้ ความบันเทิงที่มักถูกค่อนขอดว่าไร้สาระ มันฝังรากซึมลึกเข้าไปอยู่ในวิถีของสังคมไทย และคนไทยชอบและสัมผัสสิ่งนี้ได้ง่าย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นแบบ หรือ ไอดอล ของเยาวชนนั้น ส่วนใหญ่มีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงบันเทิง และพวกเขาถูกเรียกว่า “บุคคลสาธารณะ” ง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะทำอะไร คบใคร มีลูกกี่คน เลิกกับใคร ใส่เสื้อผ้าขนาดอะไร ชอบกินอะไร เที่ยวไหนกันอยู่ ประชาชนอยากรู้ได้รู้หมด และพวกเขาก็พร้อมที่เป็นฝ่ายเปิดเผยเอง (ในบางอย่าง)

ศิลปินนักแสดงจุดพลุเสียงดังกว่าตาสีตาสาจุด เสียงของพวกเขาไม่ว่าจะพูดอะไรมันมีพลังดึงความสนใจของผู้คนให้มารับเนื้อหาในสารได้ ในหลายๆ ส่วน หลายๆ กิจกรรมที่ภาครัฐหน่วยงานเอกชนจะจัดโครงการอะไร มักจะต้องดึงศิลปินนักแสดงไปร่วมด้วย ทั้งในฐานะพรีเซนเตอร์ ร่วมงาน ถ่ายภาพร่วมกันเฉยๆ ก็ได้ เพราะภาพของพวกเขาชัดเจนและสวยงามน่าสนใจ

ในเรื่องของจิตอาสา ศิลปินนักแสดงหลายคนทำความดีตอบแทนสู่สังคมโดยไม่ได้หวังผลใดๆ อยู่แล้ว เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสที่ดีจากการสนับสนุนของแฟนคลับ มีคอนเสิร์ตการกุศลหลายงานที่พวกเขายินดีไปช่วยฟรีๆ บางคนรับแค่ค่ารถ แต่ก็ใส่ซองทำบุญกลับคืน มีควักเงินส่วนตัวช่วยบริจาคสมทบเข้าไปอีก แต่ก็ยังมิวายมีบางงานเกิดการฉ้อฉลกันขึ้นในผู้จัดเอง เกิดแบบนี้ศิลปินนักแสดงเขาถึงถอยห่างออกมา แล้วเป็นตัวตั้งตัวตีทำความดีส่งต่อโดยตรงกันเองหลายงาน

นัยของการเอ่ยชื่อศิลปินดัง หรือขอความช่วยเหลือนั้น ไม่ได้แสดงว่าพี่ตูนต้องมาช่วยวิ่งช่วยแก้ทุกปัญหาของชาติ แต่นัยที่สื่อออกมาคือศิลปินดาราสามารถเป็นกระบอกเสียงได้ ถ้าแค่เปิดโผ 18 รัฐถังแตก ไม่มีชื่อพี่ตูนมาเอี่ยว แรงกระเพื่อมก็คงไม่กว้างขนาดนี้ แต่ถ้าพี่ตูนจะวิ่งเปิดแคมเปญนี้ก็ไม่เสียหลาย

ถึงอย่างไรก็ตาม ศิลปินนักแสดงนอกจากเป็นผู้มอบความบันเทิงเริงใจให้แก่สังคมนี้แล้ว พวกเขายังมีคุโณปการทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองได้อีกมากโข เพราะในทุกแวดวงย่อมมีคนดีเลวปะปนกันไป มนุษย์เองก็กลมๆ เป็นสีเทาๆ การที่ศิลปินนักแสดงลุกขึ้นมาทำความดี ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน และเพื่อนๆ ร่วมวงการ วิชาชีพ ที่ไม่มุ่งหวังเพียงประโยชน์ส่วนตน

 

โสภณ ศุภมั่งมี อดีตเนิร์ดแห่งไมโครซอฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491445

โสภณ ศุภมั่งมี อดีตเนิร์ดแห่งไมโครซอฟต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนขยันมักได้ดี เป็นบทสรุปของ โสภณ ศุภมั่งมี คอลัมนิสต์และนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์แซลมอน กับหนังสือของเด็กโข่งเรื่อง เดอะ เนิร์ด ออฟ ไมโครซอฟต์ (The Nerd of Microsoft) บทบันทึกประสบการณ์ตรงของอดีตโปรแกรมเมอร์ใน บริษัท ไมโครซอฟต์ ณ กรุงซีแอตเทิล ที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากและหินที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

“เป็นงานที่สนุกและท้าทาย” เขาตอบคำถามที่คนส่วนใหญ่มักถามว่า ทำงานที่ไมโครซอฟต์สนุกไหม “เพราะมันเป็นงานที่เราอยากทำ เวลาเจอโจทย์อะไรใหม่ก็กลายเป็นเรื่องท้าทายความสามารถ”

โสภณตามความฝันในการเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วยการเดินทางไกลถึงเมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 18 ปี (เมื่อปี 2543) เขาเดินทางลำพัง ไปตามหาความฝันเพียงคนเดียว ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตด้วยตัวเองครั้งแรก

เขากล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ตัดสินใจจากบ้านไปไกลเป็นเพราะความชอบล้วนๆ โดยยังไม่ได้คิดถึงเทรนด์โลกว่าจะใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นหรือเปล่า หรือคนจะติดอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหรือไม่ “ตั้งแต่อายุสิบแปด ความฝันของผมก็ชัดเจนแล้วว่าอยากเป็นอะไร”

“ความตั้งใจแรกผมอยากทำเกม แต่ตลาดอเมริกาในตอนนั้นค่อนข้างปิดสำหรับคนต่างชาติ ทำให้ผมหันเหมาทางซอฟต์แวร์ และพอได้เรียนจริงแล้วก็ยิ่งรู้สึกสนุกและชอบมันมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเป็นคนชอบแก้ไขปัญหา ชอบเล่นเกม ชอบต่อเลโก้ ทำให้เวลาเขียนโปรแกรมก็เกิดเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กัน” เขากล่าวต่อ

ส่วนหนึ่งในคำนำผู้เขียนกล่าวไว้ว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมทำงานในไมโครซอฟต์ เป็นการทุบทำลายภาพจำเหล่าเนิร์ดทั้งหลาย ที่ถ้าคนภายนอกมองเข้ามาอาจคิดว่าพวกเขาเป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์ที่พูดจาแปลกๆ ไม่รู้เรื่อง เป็นพวก Introvert (คนเก็บตัว) ขี้อาย เก็บตัว ไม่สังสรรค์เฮฮา แต่ที่จริงแล้วชีวิตของพวกเรามีอะไรมากกว่าเปลือกนอกที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

“ผมว่าผมไม่เนิร์ด” เขาตอบคำถาม “แต่ผมเป็นคนดื้อ หัวรั้น ชอบการแข่งขัน อย่างการเรียนที่อเมริกามันมีความกดดันมาก หลายคนถอดใจลาออกไปกลางคันก็มี แต่ผมไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าจะไปก็ต้องไปให้สุดทาง และหากมันไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ ก็จบ และก็ไม่เป็นไร จงภูมิใจว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้ว ณ ขณะนั้น และไม่ต้องมาเสียใจภายหลังว่าตอนนั้นยังทำไม่ดี”

ส่วนการเข้าทำงานที่ไมโครซอฟต์ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนั้น โสภณกล่าวประโยคแรกว่า “ความจริงก็ไม่ได้เข้ายากขนาดนั้น” เขาแทบไม่หยุดคิด “แต่มันอยู่ที่ว่าเราตั้งใจมากขนาดไหนมากกว่า”

“เพราะผมตั้งใจตั้งแต่แรกว่า อยากเข้าทำงานที่ไมโครซอฟต์ จากนั้นก็ประเมินตัวเองและพัฒนาให้เราไปถึงจุดนั้นให้ได้ หรืออย่างการเขียนหนังสือ ผมก็ตั้งใจแต่แรกแล้วว่า อยากเขียนกับสำนักพิมพ์แซลมอน ดังนั้นวันที่เริ่มต้นเขียนหนังสือ ผมจะคิดแล้วว่าต้องเขียนอย่างไรเพื่อเราจะได้เป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์นี้ ผมจึงตั้งเป้าหมายและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์เรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งโอกาสจะมาหาเราเอง ผมไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่เพราะความขยัน มีความพยายาม มีเป้าหมายชัดเจน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ สักวันฝันจะเป็นจริง”

อีกหนึ่งย่อหน้าในคำนำเขาเขียนไว้ว่า อีกความพยายามของการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ บอกเล่าถึงวัฒนธรรมบางส่วนของการทำงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก และสุดท้าย หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายที่เรียกว่า “ความฝัน” นั่นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หรือพรวิเศษจากฟากฟ้า แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อทุกเม็ด จากความมุ่งมั่นทุ่มเท ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคระหว่างทาง และก้มหน้าพยายามอย่างสุดความสามารถ

ส.ค. 2552 โสภณกลายเป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัท ไมโครซอฟต์แอดเซ็นเตอร์ เจ้าของเว็บไซต์ Bing ทว่าในเดือน ส.ค. 2553 เขาต้องลาออกจากงานเพื่อกลับบ้านมาดูแลคุณแม่ที่เชียงใหม่ จากนั้นชีวิตของเขาก็ได้ผันตัวเข้าสู่วงการนักเขียน เป็นเจ้าของผลงานเขียนหนังสือเชิงท่องเที่ยว 3 เล่ม และเป็นคอลัมนิสต์ประจำของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“ตราบใดที่ยังหายใจ โปรเจกต์ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป แม้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกกี่ครั้งก็ตาม… ชีวิตข้างหน้ายังมีอะไรให้ต้องเผชิญอีกมาก และนี่ก็เป็นโอกาสให้ผมได้กดปุ่มสตาร์ทเพื่อเริ่มต้นโปรเจกต์ของชีวิตอีกครั้ง” เขาเขียนไว้บนกระดาษหน้าที่ 292 ในบรรทัดสุดท้าย

แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ลุยเดี่ยวของเด็กชายอายุ 18 ปี จนกลายเป็นหนุ่มไฟแรงวัย 28 ปี นับเป็นเรื่องราวชีวิตสุดหรรษาและหฤโหด หรือแม้กระทั่งวันนี้ เขาอยู่ในฐานะหัวหน้าครอบครัวและคุณพ่อลูกหนึ่งในวัย 35 ปี มันก็เป็นแค่อีกหนึ่งบทในหนังสือแห่งชีวิตที่เขาลงมือเขียนทุกคำโดยไม่มีทีท่าว่าจะถึงบทสุดท้ายเท่านั้นเอง

 

สควอช กีฬาท้าแรงสะท้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491437

สควอช กีฬาท้าแรงสะท้อน

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

ทุกครั้งที่เราได้ดูการเล่นสควอช (Squash) นั้นชวนให้เราเกิดความสงสัยทุกครั้งว่ากีฬานี้สนุกอย่างไร ทำไมถึงมีคนนิยมเล่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในห้องเล็กๆ ที่ตีลูกให้สะท้อนกลับมาให้เราตีกลับไปกลับมา จนกระทั่งได้ลองเล่นเองถึงได้รู้ว่าสควอชนั้นเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้ดีไม่แพ้การเล่นกีฬาชนิดอื่นเลย

ปิติ สิงห์มนัส ผู้ฝึกสอนสควอช สโมสรเอสซีพี เล่าถึงความสนุกในการเล่นสควอชว่า “กีฬาสควอชเล่นได้ทุกสภาพอากาศ และทุกเวลาเท่าที่สนามเปิดให้เล่น (แอบยิงมุขตลก) และที่ดีกว่านั้นก็คือเป็นกีฬาที่สามารถฝึกซ้อมเล่นได้คนเดียว โดยไม่ต้องเคอะเขิน เพราะอย่างการเล่นเทนนิสหรือแบดมินตันเราจะต้องหาเพื่อนที่เล่นด้วยกันถึงจะสนุก แต่สำหรับสควอชแล้วมาคนเดียวก็ตีโต้กับผนังได้ แต่ถ้าให้ดีเล่นเป็นคู่กับเพื่อนจะสนุกกว่า”

กำเนิดสควอช

จุดกำเนิดของกีฬาสควอชนั้นเริ่มต้นในประเทศอังกฤษ ราวๆ ปี พ.ศ. 2420 เล่ากันว่าจุดกำเนิดการเล่นมาจากนักโทษในคุกได้นำไม้เทนนิสกับลูกตีใส่กำแพงจนเกิดเป็นการเล่นรูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่เชื่อว่ารูปแบบการเล่นแบบนี้อาจมีอยู่ทั่วไปในอังกฤษที่ผู้คนจะตีกับกำแพงเพื่อความสนุกสนานส่วนตัว จนกระทั่งกลายเป็นกีฬาสควอชในที่สุด ในสมัยนั้นการเล่นสควอชจะเป็นการเล่นในที่โล่งกับกำแพง ด้วยไม้และลูกเทนนิส ซึ่งจะมีความเร็วและแรงมากกว่า ต่อมาได้พัฒนามาเป็นสควอช แร็กเกต มีลูกยาง ไม้แร็กเกต และสนามเล่นเฉพาะ เป็นรูปแบบกีฬาสควอชแบบที่เล่นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย กีฬาสควอชเริ่มเข้ามาอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2441 มีการสร้างสนามเล่นสควอชครั้งแรกที่สโมสรเชียงใหม่ยิมคานา และในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการก่อตั้งสมาคมสควอชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จนถึงปัจจุบันนี้มีสนามเล่นสควอชภายใต้สังกัดสมาคมอยู่ทั่วประเทศราวๆ 50 สนาม ไม่นับรวมสนามเล่นสควอชตามยิมต่างๆ

ตีอย่างไรให้สนุก

ปิติ แนะนำสำหรับคนที่สนใจจะเล่นสควอชมือใหม่ว่า ควรหาสนามใกล้บ้านเพื่อทดลองเล่นดูก่อน ซึ่งคุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ จะได้ไม่เสียเงินซื้ออุปกรณ์ไปกับกีฬาที่เล่นแล้วไม่ชอบ อาจจะลองเล่นสัก 3 ครั้งแล้วค่อยตัดสินใจซื้ออุปกรณ์เป็นของตัวเอง ส่วนรายชื่อสนามเล่นสควอชนั้นสามารถหาได้จากเว็บไซต์ www.thailandsquash.com ซึ่งในช่วงปิดเทอมมักจะมีเปิดค่ายฝึกเล่นสควอชเป็นคอร์สพิเศษโดยเฉพาะ

หากเล่นแล้วติดใจค่อยเริ่มหาซื้อไม้แร็กเกต คุณภาพเป็นไปตามราคา แต่แนะนำว่าควรเลือกไม้ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 145 กรัม ยิ่งเบายิ่งดี การขึงเอ็นยิ่งตึงยิ่งควบคุมลูกได้ง่าย แต่ถ้าตึงมากเกินไปตีแล้วอาจจะทำให้ไม้บิดงอได้ เสื้อผ้าเป็นเสื้อผ้าสำหรับเล่นกีฬาใส่สบาย รองเท้าอาจจะเลือกรองเท้าผ้าใบที่ยางรองพื้นที่ดี หรือจะหาซื้อรองเท้าสำหรับกีฬาสควอชโดยเฉพาะก็ได้

สำหรับลูกสควอชนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 สี ลูกจุดสีฟ้า จะเป็นลูกสำหรับมือใหม่ มีการกระดอนของลูกเร็วและไกล ลูกจุดสีแดง มีความเร็วในการกระดอนน้อยลงมาเหมาะสำหรับคนที่เริ่มชำนาญแล้ว ส่วนมากคนที่เล่นเพื่อการออกกำลังกายจะเลือกใช้ลูกสีนี้

ต่อมาคือลูกจุดสีขาว เป็นลูกกระดอนช้า เหมาะสำหรับนักกีฬา และผู้เล่นทั่วไป สุดท้ายคือลูกจุดสีเหลือง มีการกระดอนช้าที่สุด ใช้สำหรับการแข่งขัน ลูกยิ่งกระดอนช้า การกระเด้งก็ยิ่งสั้นทำให้ผู้เล่นรับลูกและตีโต้กลับได้ยากขึ้น

เล่นแล้วดีกว่าที่คิด

ผู้ฝึกสอนสควอชทิ้งท้ายว่า “ประโยชน์ของการเล่นสควอชนั้น จะคล้ายๆ กับการเล่นเทนนิสและแบดมินตัน ช่วยในเรื่องกล้ามเนื้อแกนกลาง กล้ามเนื้อขา แขน มีการออกตัวเข้าตีลูกอย่างรวดเร็ว ช่วยในเรื่องการเร่งระบบเผาผลาญพลังงาน ยิ่งถ้าเจอคู่แข่งที่ชอบแกล้งเล่นทางลูกด้วยแล้วยิ่งเหนื่อยกว่าการเล่นคนเดียว การเล่นสควอช 1 ชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานพอๆ กับการวิ่งในระยะเท่ากัน

“ส่วนมากคนที่มาเล่นสควอชจะเล่นเทนนิสและแบดมินตันมาก่อน มาเล่นเพื่อเป็นกีฬาเพิ่มทักษะในการเล่นเทนนิสและแบดมินตันให้ดีขึ้น เช่น ทักษะความเร็วในการตัดสินใจ เพราะต้องใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีตัดสินใจเข้าตีลูก เพิ่มทักษะความเร็วในการออกตัวหรือสปรินต์ ฝึกระบบการหายใจเพราะสควอชจะมีเวลาพักระหว่างตีลูกที่สั้นกว่า จึงเหมาะกับการเล่นเสริมสำหรับนักกีฬาแบดมินตันและเทนนิส ไม่เพียงแต่กีฬา 2 ประเภทนี้เท่านั้น นักกีฬาประเภทอื่นๆ ก็มาเล่นด้วยเช่นกัน หากการเล่นเวตเทรนนิ่งช่วยเพิ่มพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกาย สควอชก็เป็นกีฬาที่ช่วยเพิ่มความเร็วความคล่องตัว และการตัดสินใจที่เฉียบคมมากขึ้น”

 

นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ชีวิตช้าๆ แต่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 07:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491434

นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ชีวิตช้าๆ แต่มั่นคง

โดย…อณุสรา ทองอุไร

ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเองเสมอ ตอนเด็กก็มีความฝันแบบหนึ่ง ตอนวัยรุ่นก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ตอนเป็นผู้ใหญ่ก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ความฝันอาจจะเติบโตไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเธอคนนี้ นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ผู้จัดการอาวุโสสื่อสารออนไลน์ กลุ่มสื่อสารองค์กรสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต แม้พื้นเพจะเป็นคนต่างจังหวัดคุ้นเคยกับการทำไร่ทำนามาบ้างตอนวัยเด็ก แต่ตอนวัยรุ่นวัยสาวก็ไม่เคยใฝ่ฝันอยากจะมาเป็นชาวสวนชาวไร่

จนกระทั่งเข้าใกล้วัย 40 จึงเริ่มคิดถึงความมั่นคงของชีวิต เธอเล่าว่าหลังเรียนจบปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็มาเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าอยู่ 5-6 ปี เจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เริ่มไม่มั่นใจในอาชีพนักข่าว คิดจะเปลี่ยนสายงานอยู่ แต่ก็ออกมาทำข่าวออนไลน์ที่ช่องข่าวแห่งหนึ่งเกือบ 10 ปี ก็เจอพิษการเมืองทำให้สำนักข่าวมีปัญหา เธอจึงออกมา

ตอนนั้นก็คิดเลยว่าอาชีพนักข่าวไม่มีความมั่นคงสำหรับเธอเลย ตอนนั้นแต่งงานมีครอบครัวมีลูกชาย 2 คน คิดเลยว่าปล่อยชีวิตไปแบบนี้ไม่ได้ต้องพยายามหาทางเลือกอื่นๆ สำรองไว้บ้าง

เธอได้เงินสำรองเลี้ยงชีพมาก้อนหนึ่งรวมกับเงินเก็บอีกจำนวนหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจไปหาซื้อที่ต่างจังหวัด มีกำหนดในใจว่าต้องไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เดินทางไปต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง มีดินดี น้ำดี ราคาไร่ละไม่เกิน 2 แสนบาท แล้วเธอก็เสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็มาเจอที่ดินแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก จำนวน 2 ไร่ ไร่ละ 2 แสนกว่าบาท เธอก็ขับรถไปดูที่แปลงนั้นเป็นป่าไผ่รกครึ้ม เธอไม่ค่อยชอบ แต่ไปเห็นอีกแปลงใกล้ๆ กัน 3 ไร่ เป็นทุ่งนาโล่งๆ มีบ่อน้ำใหญ่อยู่ท้ายแปลง ขายไร่ละ 2.4 แสนบาท

“มันเกินงบที่ตั้งไว้ แต่เราชอบก็เลยขอต่อเหลือไร่ละ 2 แสนบาท เพราะเราต้องไปถมที่ใหม่อีกบ่อมันกว้างเกินไปกินพื้นที่ เขาก็ตกลง ก็นัดวางมัดจำกันเลย” เธอเล่าให้ฟัง

การตัดสินใจซื้อที่เพื่อจะไปเป็นชาวสวน ก็เพราะว่าตอนนั้นมีข่าวเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงออกมาเยอะ แล้วมีข่าวผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นดอกเตอร์ลาออกจากชีวิตในเมืองไปเป็นชาวสวน เขาดูมีความสุขมาก มีชีวิตชิลๆ สบายๆ นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ตอนเช้าๆ กับเย็นๆ ก็ออกไปทำสวน แดดร้อนก็เข้ามาพัก ดูมีความสุขมาก ก็คิดว่าเราอยากมีชีวิตบั้นปลายแบบนี้ สบายๆ ไม่ต้องหรูหราร่ำรวย เดินสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ต้องใช้เงินมากมาย

เธอตัดสินใจซื้อที่ดินเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากทำงานที่ธนชาตได้ไม่นาน หลังจากซื้อก็ถมดินไปอีก 3 แสนกว่าบาท จากนั้นเกือบปีก็ลงต้นไม้ แต่ก็ไม่ขึ้น ตายไปเกินครึ่งเพราะดินไม่ดี ก็ต้องหาความรู้ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่ม แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จนปีที่ 2 ถึงเข้าที่เข้าทาง ทำสวนมา 3 ปีแรกก็ลงทุนไปหลายแสน ต้นไม้เริ่มโตให้ชื่นใจ เพราะคุณแม่เธอเป็นชาวไร่ปลูกข้าว ไม่ใช่ชาวสวนเธอก็ไม่ได้มีองค์ความรู้มากนัก

ตอนนี้ผ่านไป 6 ปี สิ่งที่ปลูกเริ่มให้ผลทั้งมะม่วงมีหลายชนิด ทั้งมะม่วงกินสุกและกินดิบ น้ำดอกไม้ เขียวเสวย แรด ปลูกกล้วย มะละกอ มะพร้าว ปลูกหน่อไม้ คือชอบกินอะไร อยากกินอะไร ก็ปลูกไปตามนั้น

“เธอลงมือทำสวนเอง 2 คนกับสามี นานๆ จะจ้างเขามาทำบ้าง เธอจะไปสวนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอลูกโตก็เริ่มเอาไปใช้แรงงานเพิ่ม (หัวเราะ) เด็กๆ เขาก็ชอบเจอที่โล่งกว้าง ได้เล่นสนุกเขาก็ชอบ ก็เป็นกิจกรรมช่วยกันทำทั้งครอบครัว ได้ออกกำลังกายไปในตัว อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ก็ไปออกแรงหาเหงื่อเอาที่สวนนี่ล่ะ”

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เธอก็ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ตั้งใจไว้ 6 แสนบาท ปลูกไปบานปลายไปเกือบล้าน มีเงินก็ลงไปกับบ้านและสวนหมดเลย แต่ก็มีความสุขสบายใจ ตอนที่เจอมรสุมเรื่องงานเราจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคงเลย พอมาซื้อที่ดินทำสวนรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น มีความมั่นคงทางจิตใจ อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าถ้าตกงานคงไม่อดตาย มาอยู่สวนก็พอมีอะไรกิน เหลือกินก็ค่อยขายพอได้ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากับข้าวก็พอใจล่ะ

ตอนที่ริเริ่มจะซื้อที่นี่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บเยอะ เธอบอกว่าเทหมดหน้าตัก มีเงินเก็บเพิ่มนิดหน่อยก็ไปซื้อต้นไม้มาลง บ้านก็กู้สหรณ์ที่ออฟฟิศมาซื้อ “ก็ทำทั้งที่ไม่พร้อมนะ ถ้ารอให้พร้อมก็ไม่ได้ทำ มีความตั้งใจเป็นหลักแล้วลุยเลย ทำไปหาไป ถ้ารอให้เงินเหลือก็คงไม่เหลือ กว่าจะเงินเหลือคงอายุใกล้ 60 ถึงตอนนั้นก็ไม่มีแรงจะมาทำสวนเองแล้ว แถมที่ดินก็ราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน

เธอเล่าว่าตอนที่ซื้อที่ดินอายุ 38 ปี ที่ดินไร่ละ 2 แสนบาท ทำมา 7 ปี ตอนนี้ที่ดินแถวนี้ขึ้นมาไร่ละเกือบ 8 แสนบาท ซื้อไม่ลงเลย ถ้ารอไม่ซื้อวันนั้นมาซื้อตอนนี้คงได้แค่ไร่เดียวและไม่ได้ที่ดินแปลงสวยๆ แบบนี้ ตอนนี้ที่ดินแถวนั้นมีคนกรุงเทพฯ มาซื้อไว้หลายแปลงแล้ว จากซอยที่เงียบๆ ตอนนี้เริ่มคึกคักมากขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนๆ ฝากดู อยากจะมาซื้อบ้างก็หาให้ไม่ได้จับไม่ลง

“โชคดีที่ตัดสินใจถูกตอนนั้นที่กัดฟันซื้อเอาไว้ เพราะถ้าลังเลกลัวๆ กล้าๆ ก็ไม่มีวันนี้ ตอนนี้มะม่วงออกลูกเก็บผลกินได้ พอเหลือขายแล้วเริ่มเห็นเงิน ตอนนี้พอมีแรงก็จะลงต้นไม้เพิ่ม เพราะถ้าอายุ 50 กว่าแรงก็คงตกทำไม่ไหว อย่ารอให้แก่เกินไปถ้าจะทำสวนนี่คิดว่าไม่ควรเกิน 40 พออายุใกล้ๆ 50 ทุกอย่างได้เก็บเกี่ยวเราก็จะสบายแล้ว” เธอให้คำแนะนำ

เธอยังบอกอีกว่าประเทศไทยเริ่มเป็นสังคมผู้สูงวัย เด็กจะน้อยลง จะหวังให้ลูกหลานมาเลี้ยงก็ลำบาก สังคมก็แข่งขัน ลูกๆ จะเอาตัวรอดหรือปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นอย่าหวังพึ่งใคร เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้ดีที่สุด

จากประสบการณ์ของเธอคิดว่าต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการเตรียมความพร้อมเก็บออมหรือลงทุนเรื่องที่ทางเพื่อการเกษียณ ถ้าช้ากว่านั้นเวลาไม่พอในการเก็บออมหรือปลูกสร้างและก็จะลำบากในยามบั้นปลาย ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น เธอชอบทำสวนอยากอยู่กับธรรมชาติก็เลยเลือกเส้นทางนี้

“การได้มาทำสวน นอกจากเติมเต็มชีวิตวัยเด็กของเธอแล้ว การมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอากาศดีๆ ทำให้มีความสุข การได้ลงมือลงแรงทำสวนเองก็เหมือนได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัวสุขภาพดี ได้ยืดเส้นยืดสายไม่ต้องไปเข้าฟิตเนส นั่งชมนกชมไม้มีความสุขใจ นี่คือชีวิตที่เธอออกแบบเองได้ เป็นชีวิตช้าๆ ชิลๆ แต่มั่นคงทางจิตใจและอารมณ์” เธอกล่าวอย่างมีความสุข