มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีความอมตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489291

มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีความอมตะ

โดย…ปณิฏา ภาพ เอเอฟพี

เหมือนกับหลายๆ บทเพลงที่เกิดมาเราก็ได้ยินจนคุ้นหู มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็เป็นนักแสดงที่เกิดมาปุ๊บ เราก็ได้เห็นบทบาทต่างๆ ของเขาอย่างคุ้นหน้าคุ้นตา ซึ่งแม้บางครั้งเห็นแล้วอาจจะนึกถึงชื่อเสียงเรียงนามของเขาไม่ออก ทว่ารู้ว่าเป็นใบหน้าของนักแสดงที่แสนคุ้นเคย

ชื่อจริงๆ ของเขา คือ คาร์ล อดอล์ฟ ฟอน ซีโดว์ เกิดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 1929 ที่เมืองลุนด์ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เขาเข้าสู่แวดวงการแสดงตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และตอนอายุ 15 ปี ได้ประเดิมงานแสดงละครเวทีใหญ่ๆ อย่าง A Midsummer Night’s Dream ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ณ โรงละครใหม่แกะกล่องที่เมืองมัลโม ประเทศสวีเดน หลังจากนั้นเขาก็หลงใหลในการแสดงและได้เข้าร่วมในการแสดงละครท้องถิ่นอีกมากมาย

ชื่อ “มักซ์” ที่เขานำมาใช้ในอาชีพการแสดงได้มาระหว่างการไปเป็นทหารรับใช้ชาติ โดยนำมาจากชื่อแมลงในละครสัตว์แมลงที่เขาประทับใจ หลังกลับจากเป็นทหาร เขาเข้าศึกษาที่สถาบันการแสดง Royal Dramatic Theatre ในกรุงสตอกโฮล์ม ระหว่างปี 1948-1951 พอเรียนจบก็ได้แสดงทั้งละครเวทีและภาพยนตร์สวีเดนหลายเรื่อง ก่อนที่โอกาสบนเวทีนานาชาติจะมาถึง เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ อิงมาร์ เบิร์กแมน ยอดผู้กำกับชาวสวีเดน

อิงมาร์ ชวนเขามาร่วมงานกับบริษัทการแสดง มัลโม ซิตี เธียเตอร์ หลังจากนั้น มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็กลายเป็นนักแสดงหลักในหนังและละครเวทีของผู้กำกับดัง และเมื่อทีวีเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอิงมาร์และมักซ์ ก็ได้พัฒนาเทคนิคทางการกำกับฯ และการแสดงในสื่อใหม่ ทำให้ผู้กำกับและนักแสดงคู่ใจหันไปจับงานภาพยนตร์มากกว่าละครเวทีไปโดยปริยาย

ผลงานเด่นที่รู้จักกันดีในการร่วมงานของทั้งคู่ก็คือ เรื่อง The Seventh Seal (1957) ซึ่งไม่เพียงเป็นผลงานคลาสสิกของทั้งสองคนเท่านั้น หากยังเป็นใบเบิกทางทำให้ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นนักแสดง “อินเตอร์” ในทันที

ข้อเสนอจากฮอลลีวู้ดมาถึง ตั้งแต่บทบาทพระเยซู ใน The Greatest Story Ever Told (1965) ตามมาด้วยบทบาทของหลวงพ่อเมอร์ริน ใน The Exorcist (1973)

บรรดาผู้กำกับตัวกลั่น ไม่ว่าจะเป็น เดวิด ลินช์ หรือ มาร์ติน สกอร์เซซี ต่างก็จับจ้องคอยจับจองคิวนักแสดงต่างชาติมากฝีมือ จนมักซ์มีงานในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากกว่าภาพยนตร์ชาติตัวเองในที่สุด โดยในกลางทศวรรษที่ 1960 เขาได้เซ็นสัญญากับทเวนตีธ์ เซนจูรี ฟอกซ์ สำหรับการแสดงหนังฮอลลีวู้ด 7 เรื่อง ในเวลา 7 ปี

มักซ์ ฟอน ซีโดว์ โลดแล่นในฐานะนักแสดง นับจากบทอัศวินจากครูเสดที่ต้องเผชิญหน้ากับ “ความตาย” ใน The Seventh Seal (1957) นับเป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ ด้วยวัย 87 ปี กับอีก 364 วันในวันนี้ เขายังคงเป็นใบหน้าที่คุ้นตา ตั้งแต่บทบาทอีกาสามตาในซีรี่ส์ดังช่องเอชบีโอ Game of Thrones จนถึงบทบาทสำคัญในฐานะกุญแจบู๊ลิ้ม อย่าง ลอร์ ซาน เต็กกา ใน Star Wars : Episode VII-The Force Awakens รวมทั้งหนังฝั่งยุโรป (เบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส) อย่าง The First, the Last (Les Premiers, Les Derniers)

ด้วยผลงานภาพยนตร์กว่า 100 เรื่อง อีกทั้งซีรี่ส์ทางโทรทัศน์อีกมากมาย เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังฝั่งฮอลลีวู้ดมากมาย เรียกว่าชื่อของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ กลายเป็น “สถาบัน” ไปแล้ว แม้ช่วงหลังๆ บทบาทในแต่ละเรื่องจะไม่มาก หากชื่อของเขาจะได้ขึ้นเครดิต “…And Max von Sydow” ติดกลุ่มนักแสดงนำของเรื่องอยู่เสมอ

ในช่วงชีวิตของเขา เรียกได้ว่าแสดงมาแล้วทุกบทบาท ทั้งบทพระเอก ฮีโร่ ตัวร้าย พระ พระเจ้า คนบ้า คนพิการ ฯลฯ หนัง 5 เรื่องนี้ นับได้ว่าเป็นชีวประวัติขนาดย่อของ มักซ์ ฟอน ซีโดว์

The Seventh Seal

1.“The Seventh Seal” (1957)

หนังของอิงมาร์ เบิร์กแมน เรื่องนี้ มักซ์ รับบทบาทเป็นอัศวินที่เพิ่งกลับจากการต่อสู้ในสงครามครูเสด ที่มาเจอกับการระบาดของโรคไข้ทรพิษในสวีเดนบ้านเกิด “ความตาย” คืบคลานไปทั่ว ในที่สุดก็มาหาเขา และเมื่อเขาตอบ “ความตาย” ว่ายังไม่พร้อม การเดิมพันเกมหมากรุกจึงเริ่มต้นขึ้น บทบาทอัศวินของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ แสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวัง ความกลัว และความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าในความเป็นจริงเขาจะเก่งกาจด้านการเดินหมากอย่างไร เมื่อการเดิมพันคือ “ความตาย” ถึงอย่างไรเขาก็หนีไปไม่พ้น

The Hour of the Wolf

2.“The Hour of the Wolf” (1968)

หนังในยุคยังหนุ่มในสวีเดนร่วมกับผู้กำกับคู่ใจอีกเรื่อง มักซ์ในลุคยังหล่อ สูงยาวเข่าดี รับบทเป็นจิตรกรที่ต้องเจอกับเรื่องหลอนๆ หลังย้ายไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งกับภรรยาสาวสวย และได้ไปรู้จักกับกลุ่มเศรษฐีบนเกาะ หนังแสดงให้เห็นความกลัว ไม่มั่นใจของนักแสดงชาวสวีดิชอีกคราวหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนฝันกันแน่ นอกจากการแสดงสุดหลอนแล้ว The Hour of the Wolf ยังแสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญทางการแสดงที่ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น จากนักแสดงที่มีพื้นฐานที่ละครเวที กลับมาเล่นกับการแสดงอารมณ์ผ่านมุมกล้อง โดยเฉพาะภาพโคลสอัพได้อย่างยอดเยี่ยม

The Exorcist

3.“The Exorcist” (1973)

นับว่าเป็นหนังฝั่งฮอลลีวู้ดซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็ว่าได้ แม้ว่าเขาจะมีส่วนในการแสดงเพียง 1 ใน 3 ของเรื่องนี้ก็ตาม หากไม่มีใครลืมบทบาทหลวงพ่อเมอร์รินที่มาทำพิธีไล่ผีออกจากเด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย จนตกเป็นเหยื่อของปีศาจเสียเอง

บทบาทในหนังสยองขวัญสุดคลาสสิกเรื่องนี้ ทำให้หลายๆ คนนึกถึงภาพตรงข้ามกับบทบาทของเขาใน The Seventh Seal หลวงพ่อผู้ปราศจากความกลัว และเต็มไปด้วยศรัทราอันแรงกล้าในพระเจ้า เขาไม่หวั่นแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายเพียงลำพัง

4.“Three Days of the Condor” (1975)

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักแสดงชาวยุโรปต่างก็ต้องได้รับบทบาทในหนังทริลเลอร์ของฮอลลีวู้ดกันทั้งนั้น โดยเฉพาะบทบาทของนักฆ่า หรือสายลับ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น กับบท ชูเบิร์ต นักฆ่ามือฉกาจและสุดโหดในหนังของซิดนีย์ พอลแล็กเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้บทบาทของฆาเวียร์ บาเด็ม ใน No Country for Old Men

5.“The Diving Bell and the Butterfly” (2007)

ในหนังที่สร้างจากวรรณกรรมชีวิตจริง ผลงานของจูเลียน ชนาเบล เรื่องนี้ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีบทบาทการแสดงเพียง 2 ฉากเท่านั้นเอง นั่นคือฉากที่ลูกชาย ฌอง-โดมินิก โบบี (มาติเยอ อะมัลริก) โกนหนวดให้ เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก่อนที่อุบัติเหตุจะทำให้ ฌอง-โดมินิก โบบี แย่ยิ่งกว่า เพราะขยับได้เพียงเปลือกตา ขณะที่อีกฉากสำคัญ คือการพูดโทรศัพท์กับลูกชาย ที่อยู่ในอาการล็อก-อิน ซินโดรม และไม่สามารถตอบโต้ด้วยถ้อยคำกับเขาได้อีกแล้ว

นับเป็นฉากสั้นๆ ที่ต้องอาศัยอารมณ์ในการแสดงอย่างล้นเหลือ จนบีบหัวใจและถึงขั้นจับใจของคนดู

 

พิณชุค เด่นกำจรสุข ไขเสน่ห์วรรณกรรมญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489288

พิณชุค เด่นกำจรสุข ไขเสน่ห์วรรณกรรมญี่ปุ่น

โดย…มัลลิกา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นหนึ่งในบรรณพิภพ สำหรับนักเขียนแห่งแดนอาทิตย์อุทัย “อะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ” แม้ตัวจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานของเขาได้ขึ้นหิ้ง ถูกยกย่องเป็นบิดาแห่งเรื่องสั้นญี่ปุ่น หลายเรื่องของเขาถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ นักอ่านทั่วโลกรู้จักชื่อและผลงานอันโดนเด่นของเขา หากแต่ยังมีอีกหลายเรื่องสั้นที่ไม่ได้ถูกแปล และไม่ถูกพูดถึงเลยก็ว่าได้

7 เรื่องสั้นในรวมเล่ม “ท่านหญิงแห่งโระคุโนะมิยะ” เป็นอีกเสี้ยวผลงานที่เกือบถูกลืมหาย จน “ประยูร หงษาธร” บรรณาธิการสำนักพิมพ์ปล่อยได้นำมาแปลและพิมพ์ โดยมีนักแปลเลือดใหม่ “พิณชุค เด่นกำจรสุข” ผู้ที่เสพงานของอะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ อยู่เป็นทุนเดิมมาถ่ายทอดเป็นภาษาไทย

“ได้คุยกับทางกองบรรณาธิการอยู่ตลอดว่า อยากให้มีวรรณกรรมแปลในตลาดหนังสือมากขึ้น แนวไหนอะไรยังไง ค่อยๆ สโคปลงมาๆ จนมาลงตัวที่งานกลุ่มนี้ ตอนแปลไปก็รีเสิร์ชข้อมูลไปด้วย เพื่อทำความเข้าใจกับต้นฉบับให้มากที่สุด เนื่องจากคิดงานตรงนี้กันมาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้มีเวลาอ่าน คิด หาเทียบข้อมูล เกลาสำนวน คือใช้เวลาละเอียดกับทุกขั้นตอน จนถึงเวลาส่งทางสำนักพิมพ์ก็ตรวจทาน เพิ่มเติมส่วนเชิงอรรถวิจารณ์อย่างละเอียด เราเคี่ยวทำหนังสือเล่มนี้แบบให้เวลา ไม่เร่งรีบ”

ป่าละเมาะ ราโชมอน เป็นเรื่องที่ผู้คนรู้จักกันดี แต่ที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ คือ 7 เรื่องสั้น แรงแค้นกตัญญู ท่านหญิงแห่งโระคุโนะมิยะ ชายหนุ่มกับสมบัติมหัศจรรย์ ผู้สำเร็จเป็นเซียน สงครามข้ามสายพันธุ์ พระแม่ทมิฬ และเธอคือการ์เมน

“เหตุผลที่เราเลือกเรื่องสั้นนี้มา ในเล่มนี้มีเนื้อหาที่แตกต่างกันก็จริง แต่มีความเหมือนกัน ทั้งหมดจะมีลักษณะเป็นนิทาน เรื่องเล่าตำนาน เหนือธรรมชาติบ้าง จะเกิดขึ้นในอดีตช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถ้าจะต่างน่าจะเป็นตรงข้อคิดในแต่ละเรื่อง แต่โดยรวมแล้วก็เกี่ยวข้องกับมนุษย์

ภาษาในทุกเรื่องอ่านง่าย เหมือนนิทานเบาสมอง เข้าถึง เข้าใจได้รวดเร็ว ที่สำคัญคือ ใจความซ่อนข้อคิดของแต่ละเรื่องมีความคลาสสิก เป็นข้อคิดที่เราๆ พบเจอได้ในปัจจุบัน ให้ข้อคิดที่ทันยุคทันสมัย หยิบขึ้นมาอ่านตอนไหนก็ได้ ใครอ่านก็ได้ สองหลักนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มันน่าสนใจมาก และคิดว่าคนอ่านน่าจะชอบ คนที่เป็นแฟนผลงาน อะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ อยู่แล้ว หรือชอบงานเด่นๆ ของเขาอย่าง ในป่าละเมาะ หรือผลงานดัดแปลงอื่นๆ รูปแบบภาพยนตร์ (อุโมงค์ผาเมือง) น่าจะชอบมากๆ ด้วยค่ะ”

ขึ้นทำเนียบเป็นนักแปลป้ายแดง แม้ พิณชุค จะเคยผ่านงานแปลวรรณกรรม กวี หรือแปลข่าวต่างประเทศ ด้วยบทบาทหน้าที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ M2F หากแต่ผลงานแปลรวมเรื่องสั้น ท่านหญิงแห่งโระคุโนะมิยะ ก็เป็นงานหินสำหรับเธอ ซึ่งได้ทุ่มเทพลังเพื่อพิสูจน์ฝีมือ

“การแปลวรรณกรรมมักจะมีประเด็นต่างๆ เนียนอยู่ในเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นพื้นสำคัญเลยที่พลาดไม่ได้ บางอย่างถูกพูดขึ้นมาแค่ครั้งเดียว ถ้าเราเข้าใจว่าเจ้าของเรื่องต้องการสื่ออะไร เราก็จะส่งสารออกมาด้วยความเข้าใจที่ตรงกับเขาจริงๆ ซึ่งมันสำคัญมาก แต่เขาก็ไม่บอกเราตรงๆ ไง ว่าอันนี้เขาแอบซ่อนอะไรไว้อยู่นะ เราถึงต้องศึกษาค้นค้าเพิ่มเติม ส่วนการใช้ภาษาดูที่ความเหมาะสม อรรถรส เจตนา ลูกเล่นของต้นฉบับ เราจะระวัง ให้มันคงไว้อย่างนั้น เพราะนี่คือเสน่ห์ของงาน มีบ้างที่ปรับให้อ่านแล้วลื่นไหล สนุกมากขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้งานเพี้ยนไป”

เรื่องแรกก็ได้แปลผลงานของนักเขียนคนโปรด นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจ “ปกติชอบอ่านหนังสือหลายประเภท แต่ตอนที่เจอผลงานของ อะคุตะงะวะ ก็เป็นจังหวะเห็นคนอื่นพูดถึงผลงานที่ป๊อปๆ ของเขาเรื่อง ในป่าละเมาะ ราโชมอน แล้วก็เคยดูภาพยนตร์ที่แปลงจากเรื่องในป่าละเมาะด้วย ซึ่งเป็นเรื่องโปรดมากเลย ถ้าจะแนะนำให้ใครอ่านหนังสือสาระดีๆ สนุกเพลินๆ เล่มหนึ่ง จะแนะนำเรื่องนี้ เวลาปิ๊ง
งานของใครสักคน จะชอบไปสืบประวัติเขา ชีวิตเขาเป็นยังไง ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว คือ อายุแค่สามสิบกว่าๆ มีผลงานร้อยกว่าชิ้น

เวลาพูดให้ใครฟัง มีแต่คนทึ่ง ส่วนเรานี่ยกเขาขึ้นหิ้งไปแล้ว คิดเองเล่นๆ ว่า ถ้าเขาเลือกที่จะอยู่นานกว่านี้ เราอาจจะได้อ่านงานดีๆ ของเขามากกว่านี้หลายต่อหลายเท่า หรือเห็นวิวัฒนาการ สไตล์การประพันธ์ของเขา งานของอะคุตะงะวะมีเสน่ห์กับเราตรงที่เขาจะนำเสนอมุมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นด้านมืด แต่เขามีเทคนิคค่อยๆ เล่าไปเรื่อยๆ ให้สารมันซึมลงสู่ความรู้สึกของเราอย่างช้าๆ แต่ด้านมืดก็ไม่ได้น่ากลัวแบบเปล่าประโยชน์ มองว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสังคมมนุษย์ ผลงานของเขาก็คือคู่มือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นดีๆ นี่เอง”

หนังสือเล่มขนาดเหมาะมือ ใช้เวลาอ่านจบในเวลาไม่นาน นอกจาก 7 เรื่องสั้น ในท้ายเรื่องยังมีบทวิจารณ์จากกองบรรณาธิการ เสมือนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวรรณกรรม เพราะว่าแทบทุกเรื่องของ อะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ ต่างก็จบแบบให้เราฉุกคิด เกิดคำถาม และคลางแคลงใจอยู่ในทีว่า จบแบบนี้ก็ได้หรือ แบบนี้น่าจะดีกว่านะ หรือทำไมต้องลงเอยเยี่ยงนี้ หรือถ้าหากเยาวชนจะนำไปเป็นตัวอย่างบทเรียนก็ย่อมเกิดประโยชน์ เพราะได้ทราบถึงวิธีการสร้างเรื่องสั้นของนักเขียนญี่ปุ่น ที่เป็นเทพวรรณกรรมไปแล้ว

 

ใช้ชีวิตอย่างตรึกตรอง ภาชีวี เจริญสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489281

ใช้ชีวิตอย่างตรึกตรอง ภาชีวี เจริญสุข

โดย…วราภรณ์  ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บางคนก็อยากใช้ชีวิตให้ช้าลง แต่ในขณะที่เรายังมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบ การจะละทิ้งทุกอย่างแล้วมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ เสียทีเดียวคงเป็นไปไม่ได้ แต่ ครูแอร์-ภาชีวี เจริญสุข วัย 43 ปี นักการตลาดดูแบรนดิ้งและประชาสัมพันธ์ให้กับเกษรวิลเลจ ควบคู่กับการเป็นครูสอนด้านการร้องเพลงและการใช้เสียงโดยมีสตูดิโอชื่อ ครูแอร์ โวคัล สตูดิโอ เธอมีวิธีจัดการดึงจิตใจและความคิดของตัวเองให้ช้าลงได้ ซึ่งเครื่องมือช่วยก็คือ “ธรรมะ” และครูแอร์ยังจัดสรรเวลาเพื่อมีเวลาว่างทำให้ชีวิตสโลว์ขึ้นในวันหยุด ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้

เติมเต็มความฝันคือการเป็นครูสอนร้องเพลง 

คนบางกลุ่มอาจคุ้นหน้าครูแอร์จากการชมเรียลิตี้ประกวดร้องเพลงในรายการ “อะคาเดมี แฟนเทเชีย” ซีซั่นที่ 10 และ 11 เพราะเธอเป็นครูสอนร้องเพลง 1 ใน 15 ทีมงานระดับหัวกะทิของ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ และ เดอะ โพรเฟสชันนัล บาย ครูโรจน์ ที่เข้าไปสอนนักล่าฝันถึงในบ้าน ซึ่งการร้องเพลงเป็นความฝันของครูแอร์มาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ได้รู้จักกับครูโรจน์ครั้งแรกขณะดูรายการ “ตามไปดู” ที่ไปสัมภาษณ์ครูโรจน์เกี่ยวกับเทคนิคการร้องเพลง ทำให้เด็กหญิงแอร์ได้เปิดโลกและรู้ว่าเขามีการสอนเทคนิคการร้องเพลงในรูปแบบโวคัล เทคนิคด้วย แต่เธอเก็บความฝันเอาไว้จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวในวัย 30 ปี และเธอก็ได้ส่งต่อความฝันไปถึงลูกชายวัย 6 ขวบ ด้วยการส่งไปเรียนร้องเพลงกับทีมงานของครูโรจน์ และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเรียนร้องเพลงและก้าวขึ้นสู่การเป็นคุณครูสอนด้านการใช้เสียงที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน

“เวลาสอนเด็กๆ ร้องเพลงจะเกิดความสุขจากการสอนมากๆ แอร์มีความเชื่อว่าอาชีพที่อยู่บนยอดพีระมิดในด้านของจิตใจคืออาชีพครู เพราะเป็นอาชีพที่ต้องมีเมตตาและเป็นผู้ให้ 100% คำว่า ไม่มีเรา ไม่มีตัวตน นั่นใช่เลย แอร์จึงทุ่ม 100% เพื่อนักเรียน อาชีพครูถือเป็นการได้ใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากๆ เสาร์-อาทิตย์ แอร์จะแบ่งเวลาเพื่อใช้ชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่น คือการสอนร้องเพลงเพื่อทำความฝันของคนอื่นให้เป็นจริงเหมือนเรา”

ก้าวแรกของการเข้าสู่ธรรมะ

อย่างที่เกริ่นว่าธรรมะเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีที่สุด ครูแอร์เล่าว่าเธอเริ่มสนใจธรรมะเมื่อ 7 ปีที่แล้วจากกัลยาณมิตรที่ดีท่านหนึ่ง กรกฎ ศรีวิกรม์ ซึ่งเป็นเจ้านายที่แนะนำเรื่องการนั่งวิปัสสนาและปฏิบัติธรรม ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิตของครูแอร์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

“ตั้งแต่เด็กไม่ใช่คนใกล้วัด ครั้งแรกนายบอกว่าต้องไปนะไปนั่งวิปัสสนา เราก็สมัครทางเว็บไซต์โดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาทำกันอย่างไร แอร์ก็ลางานเลย 10 วันเพื่อไปปฏิบัติธรรม ครั้งนั้นทำให้แอร์ได้เข้าถึงธรรมะแบบจริงๆ 10 วันแห่งการนั่งวิปัสสนา ห้ามพูด ห้ามเขียน ห้ามอ่าน เครื่องมือเดียวของธรรมะที่บริสุทธิ์คือลมหายใจ เราอยู่กับลมหายใจของเราอย่างเดียว แค่มีสติกับลมหายใจ สังเกตการณ์การสั่นสะเทือนของร่างกาย ทุกอย่างในร่างกายเราเป็นสสาร ผิวหนังเราในแต่ละวันมีแต่จะเหี่ยวผุพังไป วิปัสสนาคือการมองเห็นอนิจจังที่เกิดขึ้นในร่างกาย แอร์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายเราที่ละเอียดมากๆ”

ภาชีวี บอกว่า การนั่งวิปัสสนาทำให้เธอได้เรียนรู้ชีวิต แม้แต่เรื่องการกินก็พิจารณามากขึ้น “เวลาไปสอนนักเรียน แอร์ไม่ได้สอนแค่การร้องเพลง แอร์สอนการใช้ชีวิตด้วย แอร์อยากให้เด็กมีแนวความคิดที่ดี ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แอร์ได้เรียนเรื่องธรรมะสองอย่าง ต้องให้เครดิตท่านโกเอ็นก้า แอร์เคยเข้าร่วมหลักสูตร แลนด์มาร์ค ฟอรั่ม สอนเรื่องการแยกแยะมุมมองของเรา ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันที่แอร์คิดว่าจับต้องง่ายกว่าธรรมะ”

ครูแอร์ถ่ายทอดว่า ท่านโกเอ็นก้าสอนถึงวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาเกี่ยวกับกฎธรรมชาติพื้นฐานที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีกิเลสหรือความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นในใจ จะมีปรากฏการณ์สองอย่างเกิดขึ้นที่ร่างกายด้วย อย่างแรกคือ ลมหายใจจะผิดปกติ คือจะเริ่มหายใจแรงขึ้นเมื่อมีความไม่บริสุทธิ์หรือความขุ่นมัวเกิดขึ้นในใจ นี่เป็นความเป็นจริงที่หยาบและชัดเจนมาก ซึ่งทุกคนสามารถรับรู้ได้ ขณะเดียวกันในระดับที่ลึกลงไป ก็จะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งครูแอร์สามารถนำมาปรับใช้ได้ในการดำเนินชีวิต คือหากเกิดอะไรขึ้นในชีวิต จิตเราอย่าคิดสมมติไปเองจนบางครั้งคิดว่าเป็นเรื่องจริง วิธีสอนวิธีคิดแบบนี้จะทำให้เราอยู่กับความเป็นจริง ให้เกิดความสงบสุขขึ้นในใจ และมีพลังใช้ชิวิตได้เต็มที่เพราะชีวิตจะไม่คิดรุงรัง และจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น

ข้อดีของการใช้ธรรมะชำระจิตใจ

สิ่งชัดเจนที่ภาชีวีได้สัมผัสถึงข้อดีของการใช้ธรรมะในการดำเนินชีวิตก็คือ เธอสามารถใช้ชีวิตจริงๆ ของเธอได้โดยรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตนเองต้องการอะไร ซึ่งแตกต่างจากก่อนที่จะรู้จักธรรมะคือ เรามักรู้จักคนอื่นหมด แต่ไม่เคยรู้จักจักรวาลตัวเองเลย

“แต่ก่อนเรามักตัดสินคนอื่นตลอดเวลา ปัจจุบันเราแค่เห็นใครคนใดคนหนึ่ง แอร์จะไม่ตัดสินเขา เช่น เห็นคนนั่งกินข้าวคนเดียว อย่าไปคิดว่า ทำไมเธอไม่มีเพื่อนล่ะ เหงาไหม สงสัยไม่มีแฟนแน่เลย น่าสงสารจัง เราควรจะแค่เห็นก็แค่นั้น อย่าคิด อย่าตัดสินอะไร ให้มองตามความจริง แล้วไม่ต้องไปตัดสิน แล้วเราจะเกิดความสุข ความทุกข์จะไม่เข้ามา แล้วเราจะส่งต่อความสุขออกไปได้ด้วย การที่เราบ่นสิ่งรอบตัว เช่น ฝนตก มันส่งผลกระทบกระจายความทุกข์ให้คนอื่น มนุษย์มีแค่ 2 อย่าง คืออยากได้แล้วไม่ได้ เช่น อยากได้บ้าน อยากได้รถ อยากได้คนคนนั้น เราจึงเกิดความทุกข์ อันที่ 2 คือ ไม่อยากได้ แล้วได้ เช่น ไม่อยากได้โรคมะเร็งแต่มันมา ไม่อยากได้ความแก่ ไม่อยากได้รถติด ไม่อยากได้อากาศร้อน สิ่งเหล่านี้คือกิเลสล้วนๆ เราก็แค่ มันไม่มีสิ่งที่อยากได้และไม่อยากได้ แต่มันมีแค่การยอมรับความเป็นจริงอย่างมีสติ”

มุมมองการใช้ชีวิตหลังสัมผัสธรรมะ ภาชีวี บอกว่า มีความทุกข์น้อยลง รู้สึกสุขสงบ จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไปไหนก็สะดวกปลอดโปร่ง รู้สึกว่าพอปฏิบัติธรรมมาตลอด 7 ปี เธอรู้สึกว่าชีวิตมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เช่น นักเรียนน่ารัก มีเพื่อนฝูงมาขอคำปรึกษาชีวิตตลอด

สโลว์ไลฟ์ คือ การจัดตารางชีวิตของเราให้ดี

ภาชีวีบอกอย่างน่าคิดว่า เราเติบโตมาในยุคเร่งรุดพัฒนา ทุกอย่างจึงต้องเร็ว แต่พออายุก้าวเข้าวัย 40 เราเริ่มได้ยินคำว่า สโลว์ไลฟ์ ซึ่งเป็นเหมือนคำกระตุก จริงๆ แล้วแค่เราไม่ต้องเร่งรุด แค่อยู่กับโมเมนตั้มเดิมๆ ไม่ต้องกินผัดกะเพราใส่กล่องแช่ในฟรีซเซอร์ แล้วลองใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรุด คือลองทำผัดกะเพรากินเองที่บ้าน ลองไปเลือกซื้อเนื้อคุณภาพดี ค่อยๆ หากะเพราแดง หรือจะลองปลูกเองหลังบ้านก็ได้ ซึ่งเธอก็ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง

“ตามร้านผัดกะเพราอาจใส่เครื่องปรุง 6 อย่าง แต่เราทำเองที่บ้านเราค่อยๆ ใส่เครื่องปรุงที่เราเลือกมาอย่างดี ซึ่งในยุคเราความละเมียดแบบนั้นหายไปหมดแล้ว อย่างตัวแอร์จะเอาเวลาครึ่งวันของวันเสาร์เช้า ที่เราจะให้เวลากับชีวิต แอร์จะนั่งสมาธิ ทำอาหารให้ลูกกิน พิจารณารายละอียด ทำแบบเลือกสรร เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เช่น จะทำแกงแกะเราก็นั่งคิด เราทำกินเพื่อรู้วัฒนธรรมของชาติเขา ทำไมเขาต้องใส่ขมิ้น ใส่ลูกผักชีเพราะแกะมันเหม็นสาบ มันเป็นรายละเอียดของชีวิต ลองหมักใส่ขิงดู ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ของแอร์คือ ทำอาหารแบบสโลว์คุก เลยเข้าใจว่าคนอินเดียมีกลิ่นตัวเป็นกลิ่นเครื่องเทศเพราะอะไร ทุกอย่างคือการเรียนรู้ เราไม่ต้องทิ้งการใช้ชีวิตไป แอร์มองว่าสโลว์ไลฟ์คือการจัดตารางชีวิตของเราให้ดี ไม่ใช่การทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เราต้องมีการออร์แกไนซ์ที่ดี เช่น รีบทำงานให้เสร็จเพื่อให้มีเวลาทำกับข้าว ใช้ชีวิตบางโมเมนต์โดยที่เราเลือกว่าไม่ต้องรีบ”

การใช้ชีวิตช้าๆ ที่ภาชีวีปฏิบัติอยู่เป็นประจำคือ การกินข้าวคนเดียวเงียบๆ กินเพื่อให้รู้รสอาหาร และจิตอยู่กับ ณ ปัจจุบันให้ได้มากที่สุด

“อย่างทำกับข้าวแอร์จะไม่รีบ ทำเพื่อให้ได้เรียนรู้ตรงนั้น แอร์ปลูกกะเพราเอง เพราะเราต้องการทำ แอร์เรียนเรื่องการปรุงดินเพื่อปลูกต้นไม้อย่างไรไม่ให้ตาย ดินอร่อยผลไม้ก็อร่อย จับหัวใจให้ได้ และเรียนรู้พัฒนาตัวเอง การเร่งรุดทำให้เราวิ่งผ่านมันไป แต่สโลว์ไลฟ์คือใช้ชีวิตอย่างมีรายละเอียดแล้วไม่ต้องเลือก”

ขอขอบคุณ : ร้าน Patom สุขุมวิท 49 เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ

 

ปภาวิน หงษ์ขจร ‘จะต้องกล้าเปลี่ยนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489279

ปภาวิน หงษ์ขจร ‘จะต้องกล้าเปลี่ยนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่’

โดย…ปอย  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“เด็กจนโตไม่เคยแตะต้องกีฬาชนิดใดเลยครับ กึ่งๆ กลัว สิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุดคือ ‘การกิน’ กินเพื่อซ่อมแซมความรู้สึกในใจ ลดความเครียด และเติมเต็มกับการที่ผมต้องกินอาหารโรงพยาบาลเกือบตลอดเวลา ผมอยากกินอยากใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไป พ่อแม่มีอะไรก็ให้ๆๆ เพราะทุกโรคที่ผมป่วยสุ่มเสี่ยงกับการเสียชีวิตได้ตลอดเวลา ทดแทนด้วยการกิน และกิน แล้วก็อ้วนมาก เป็นเด็กสุขภาพแย่ ผมใช้ชีวิตแบบนั้นมาโดยตลอดจนเรียนมหาวิทยาลัย”

คนฟังหลายคนที่เป็นแฟนละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ เรื่อง “เชลยศึก” คงนึกภาพในอดีตของพระเอกหุ่นสุดล่ำในเรื่องนี้กันไม่ออกเลยทีเดียว มังกร-ปภาวิน หงษ์ขจร พระเอกละครช่อง 8 กับการสวมบทบาท “นายขนมต้ม” นักรบยุคกรุงศรีอยุธยา โชว์กล้ามปูล่ำบึ้ก ซิกซ์แพ็กแน่นปั้ก มังกร ปภาวิน ย้อนเล่าเรื่องวันวานซึ่งวันนี้ยังติดอยู่ในใจ ไม่เคยลืมเลือน ภาพในอดีตหมุนกลับมากับคำบอกเล่าเคยเป็นเด็กอ้วนดำ น้ำหนักร้อยกิโล! โดนเพื่อนล้อเลียนให้เป็นปมด้อยมาก่อน?!!!

“ตอนนี้ความสูง 181 ซม. น้ำหนัก 71 กก. ผมไม่ค่อยซีเรียสกับตัวเลขน้ำหนักบวกลบเพิ่ม 2-3 กก.นะครับ ขอเน้นเรื่องสุขภาพที่ดีไว้ก่อน เพราะพื้นฐานร่างกายเราเคยแย่ เป็นเด็กอ้วน ตัวดำ ส่งผลให้บุคลิกภาพไม่ดีไปด้วย ผมไม่เคยคิดใฝ่ฝันเลยนะครับว่าจะเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้ด้วยซ้ำ เด็กๆ จำความได้ก็อยู่กับเครื่องให้ออกซิเจนมาตลอด เป็นโรคหอบหืดรุนแรงจนหายใจไม่ทัน แล้วทั้งยากินและยาพ่นมีสเตียรอยด์ที่ทำให้น้ำหนักโอเวอร์ไซส์ได้ทันที 20 กก. เป็นเด็กที่ได้ไปโรงเรียนน้อยมาก ชีวิตไปๆ กลับๆ บ้านกับโรงพยาบาล เรียนๆ หนังสืออยู่บางวันแม่ก็ต้องมารับไปนอนโรงพยาบาล”

ทุกคนที่มีสุขภาพดีคือของขวัญในชีวิต พระเอกหนุ่มหน้าคมเข้มเริ่มต้นสนทนาพร้อมรอยยิ้มที่ดูหล่อแบบไทยแท้ มังกร ปภาวิน เล่าว่าสุขภาพไม่ดีตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ยังพอโชคดีที่มีคุณแม่เป็นนางพยาบาลประคบประหงมเลี้ยงดูเด็กชายที่ป่วยเป็นหอบหืดรุนแรง และโรคหัวใจตามมาติดๆ อีกหนึ่งโรค

เด็กมีปมอ้วนดำขี้โรค

ชีวิตวัยเด็กห่างหมอห่างโรงพยาบาลไม่ได้เลย ตอนเรียนชั้นประถมเป็นโรคหอบหืดถึงขั้นต้องให้ออกซิเจนเป็นว่าเล่น ก็ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว พอเลื่อนชั้นไปมัธยมปลายก็ได้โรคเพิ่มมาอีก ปภาวิน บอกพลางหัวเราะอย่างมีอารมณ์ขันได้แล้วในวันนี้ว่า พัฒนาแกร่งกล้าตามระดับชั้นเรียน โดยไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกอาการมาก่อนเลย โรคหัวใจก็มาคุกคามตั้งแต่วัยรุ่น

“คุณแม่เป็นนางพยาบาลตรวจชีพจรก็ไม่ถึงระดับอาการโรคหัวใจนะครับ แค่ชีพจรเต้นช้า แต่ก็มีอาการที่ทุกๆ เช้าแม่ก็สงสัยลูกหน้ามืดล้มในห้องน้ำบ่อยมากๆ วิ่งเล่นอยู่ดีๆ ก็วูบล้มไปเลย คุณหมอประจำตัวท่านก็สันนิษฐานว่าอาจเป็นภาวะความเครียดสะสม ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอมีโรคเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งในตอนแรกก็คิดแค่ว่าระบบหายใจไม่ปกติจากโรคหอบหืดทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หน้าเลยมืดวูบบ่อยๆ แล้วในช่วงนั้นผ่าตัดไส้ติ่งด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นผ่าตัดเล็ก แต่สำหรับผมไม่ใช่เรื่องเล็ก (หัวเราะ) หลังฟื้นจากยาสลบชีพจรเต้นเหลือแค่ 30 กว่าๆ จากคนปกติต้องอยู่ที่ 100 กว่า

ความจำรางๆ คือ คุณแม่ต้องปลุกให้ตื่นตลอด เพราะเราอาจหลับลึกแล้วชีพจรหยุดเต้นไปเลย

เพื่อนสนิทคือ คุณป้าคุณน้าพยาบาลทั้งวอร์ด (หัวเราะ) พอตรวจละเอียดก็ได้โรคใหม่มาเพิ่มอีก หมอบอกเป็นโรคหัวใจอีกนะเรา กีฬาเล่นซนๆ สนุกๆ เอ็กซ์ตรีมบีบหัวใจแบบเด็กผู้ชายหมอห้ามเล่นเด็ดขาด ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเล่นสนุกกับเพื่อนๆ เรื่องออกกำลังกายในวัยเด็กลืมไปได้เลยครับ แล้วแม่คงกลัวลูกชายเติบโตหรือพัฒนาการไม่ทันเพื่อนๆ ก็แก้ปัญหาโดยการกิน ทำให้กลายเป็นเด็กอ้วนมาตั้งแต่เด็ก”

ยืนยันด้วยรูปภาพในวัยประถม ภาพ ด.ช.ปภาวิน ตัวอ้วนดำ ห่างไกลจากความหล่อเหลาระดับพระเอกสูงใหญ่ คมเข้มในวันนี้ลิบลับ

“เป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่โดดเด่นด้านใดเลย เคยลองๆ เล่นกีฬาแต่ก็สู้กับการหายใจไม่ทันไม่ไหว ก็กลัวไม่กล้าเล่นอีก แต่ถึงไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนแต่ก็ยังพอโชคดีที่ไม่เคยเรียนตกวิชาไหนเลย ไม่เคยซ้ำชั้น ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ เนือยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร หรือชอบทำอะไร จนช่วงเรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็อยู่ในแบบแผนคนทั่วไป คือบวชตอบแทนพระคุณให้คุณพ่อคุณแม่ในฐานะที่เราเป็นลูกชายคนโต แต่พอต้องเริ่มชีวิตการงานแล้ว ก็เริ่มมีคำถามเรื่องหน้าที่การงานที่เรารัก ที่เราจะต้องเลือก

ผมทำงานหน้ากล้องได้ดีนะครับ (บอกพลางยิ้มกว้าง) ตอนเรียนเวลาพรีเซนต์งานก็มักเป็นตัวแทนกลุ่มออกไปนำเสนองาน แล้วคะแนนออกมาดีทุกครั้ง ซึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วรูปลักษณ์แย่ซะขนาดนี้ อ้วน 102 กก. ไหวหรือไปโชว์หน้ากล้อง (หัวเราะ) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลดน้ำหนักอย่างจริงจังครับ” ปภาวิน จุดประเด็นได้น่าสนใจให้ติดตามตอนต่อไป

จุดเริ่มต้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง  

เริ่มศึกษาเรื่องการลดความอ้วน ปรึกษาเทรนเนอร์ กินอาหารคลีนและควบคุมอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยไม่ใช้ยาลดน้ำหนักแบบวัยรุ่นหลายๆ คนเลือกทางนี้ ปภาวิน บอกว่าโรคหอบหืดที่มีของแถมโรคหัวใจก็ดีเหมือนกัน ที่ทำให้ไม่กล้าไปลองใช้ยาลดความอ้วน

“กลัวครับ กลัวยามีเอฟเฟกต์แค่นี้เราก็หายใจไม่ทันแล้ว บุคคลที่เปลี่ยนชีวิตของผมในเรื่องนี้ต้องยกให้คุณหมอประจำตัวของผมที่บอกให้ผมลองกล้าใช้ชีวิต คุณหมอใช้วิธี Motivation จูงใจให้ลองออกกำลังกาย ลองกล้าใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ในช่วงมัธยมฯ ก็ลองออกกำลังกายครับ แต่ไม่จริงจัง เพราะสุขภาพยังเป็นอุปสรรคก็ออกกำลังกายไปแบบเด็กๆ หายใจไม่ทันก็หยุดบ้าง ขยันบ้าง ไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้ในเรื่องนี้ จนจบมหาวิทยาลัยก็ยังอ้วนครับ

บุคคลสำคัญคนต่อมา คือ คุณพ่อ (เฉลิม หงษ์ขจร) พอเรียนจบปริญญาตรี พ่อคุยจริงจังโดยให้เวลา 1 ปี ว่าจะทำงานหรือเรียนต่อ ผมมีเวลาตั้ง 1 ปีเต็มเลยนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ก็เลยคิดว่ามาลองกันสักตั้ง

ลองผิดลองถูกครับ เสียเงินกับฟิตเนสหลายๆ แห่งเลย ก็เอาใหม่ ศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกเทรนเนอร์ นับเป็นโชคดีมากๆ ที่ได้เจอกับเทรนเนอร์ที่ดีมาก เทรนเนอร์บอกเลยครับใช้เวลา 4 เดือน น้ำหนักผมต้องลดลงมาให้ได้ 30 กก. แล้วก็ลดได้ครับ จาก 100 กก. เหลือ 70 กก. โดยเริ่มต้นจากการกินอาหารคลีน ซึ่งมีผลถึง 70% อีก 30% คือการเปลี่ยนตัวเองด้วยการออกกำลังกายด้วยวิธีฟรีเวตเทรนนิ่ง ใช้น้ำหนักของตัวแทนอุปกรณ์ฟิตเนส ที่นี่ไม่มีลู่วิ่ง ไม่มีเครื่องออกกำลังกายอะไรหรูหรา มีแค่ดัมบ์เบล เชือกกระโดด คานโหน ใช้เวลาเพียง 40 นาที ไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง เวลาน้อยแต่เหงื่อออกเยอะมาก รู้สึกเลยครับว่ากล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้นเลย กำลังใจเริ่มมา กล้าลองเครื่องเล่นอื่นๆ แล้วครับ

โรคยังไม่หมด (หัวเราะ) โรคประจำตัวอีกโรคคือโรคกระเพาะจากการกินยาปฏิชีวนะ แต่ผมมองโลกในแง่บวกไปเลยครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้กินคลีนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมเลย เพราะเราต้องกินอาหารรสชาติจืดอยู่แล้ว คลีนที่ถูกทางคือต้องไม่อด เพียงแต่ต้องคำนวณเป๊ะกินข้าวแบบนับแคลอรี กินอัลมอนด์นับเม็ดเพื่อให้ได้ไขมันดีเพียงพอ วันละ 30 เม็ด อาหารก็สลับไปหลายๆ อย่าง 5 มื้อ แซลมอน อกไก่ หมูอบ สลับกันไป ไม่ยากเลยครับ เพียงแต่วินัยต้องเป๊ะ หลายคนบอกกินคลีนแล้วหิว ไม่จริงเลยครับ มื้อที่ 4 มื้อที่ 5 แทบกินไม่ลงแล้ว แต่ก็ต้องกินเพื่อสร้างระบบเผาผลาญขึ้นมาใหม่ รีเฟรชให้ร่างกาย”

ความมั่นใจในตัวเองเริ่มมาเรื่อยๆ ปภาวิน บอกคำว่าดาราที่ไม่เคยอยู่ในหัว ก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นแล้ว คำว่าชีวิตคนเราต้องกล้าเปลี่ยนแปลงของคุณหมอประจำตัว คือจุดเปลี่ยนแรกที่พลิกผัน พระเอกหน้าคมบอกเพียงแค่ชีวิตคนเราต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองก่อน ประตูแห่งโอกาสบานต่อๆ มาจะเปิดเอง

อย่าเร่ง อย่ารีบมีซิกซ์แพ็ก

เชียร์ให้ทุกคนออกกำลังกาย ปภาวิน อยากฝากบอกวัยรุ่นที่เห็นภาพพระเอกล่ำเป็นต้นแบบ ก็อยากหุ่นดีอยากลีนอย่างนี้บ้าง แต่อย่าหลงทางไปเลือกพึ่งการฉีดหรือกินยาผสมสเตียรอยด์ที่เป็นทางลัดปั๊มกล้ามท้องขึ้นมา อยากเสนอทางเลือกที่ถูกให้ทุกคนสะสมกล้ามเนื้อตั้งแต่วัยรุ่น อายุ 12-13 ปี ซึ่งเป็นวัยเริ่มออกกำลังกายได้แล้ว

“อย่าไปเชื่อใครบอกว่าเล่นฟิตเนสแล้วจะเตี้ย การออกกำลังกายทำให้ข้อต่อได้ใช้งาน โอกาสความสูงเพิ่มขึ้นมาได้ไม่ยากเลย แล้วหุ่นที่ดีแข็งแรงก็คือผลลัพธ์จะตามมาอย่างชัดเจน

นายขนมต้มคือแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ด้วยครับ พล็อตเรื่องทำให้เราอินกับโครงเรื่องที่ลิงค์กับชีวิตของผมด้วย ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดบทบาทนี้มากๆ อยากเป็นต้นแบบในเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแกร่ง นายขนมต้มเป็นเด็กอ่อนแอถูกกลั่นแกล้ง ชีวิตดราม่าต้องสูญเสียคนที่รักมากมาย แต่เรื่องราวก็พลิกผันเมื่อได้รับโอกาสให้เรียนรู้การต่อสู้ ลุกขึ้นมาสู้กับทหารอังวะได้นับสิบคน จากเด็กที่สู้ใครก็แพ้มาโดยตลอด มาถึงวันที่เราสู้กับคนนับสิบได้และปลดปล่อยเชลยศึกกลับชาติเราได้

เรื่องนี้จุดประกายให้ชีวิตผมเลย จากเด็กอ่อนแอ แต่วันนี้เราอยากสร้างครอบครัวให้แข็งแรง อยากดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้ดีเช่นเดียวกับท่านดูแลเรามา แล้วถ้าผมสามารถพูดเขียนหรือสื่อสารไม่ว่าทางใดก็ตามเป็นตัวแทนบอกไปถึงวัยรุ่น ซึ่งบางคนชีวิตอาจเป็นภาพเดียวกับเราให้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้ตัวเองแข็งแรง ละครเชลยศึกยังสื่อเรื่องมวยไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้เล่นละครกับพี่สมจิตร จงจอหอ แชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ผมยิ่งถือว่านี่คือชีวิตดีๆ ที่พลิกกลับมาเข้มแข็งได้อย่างแท้จริงเลยนะครับ”

แต่เมื่อให้เอ่ยถึงฮีโร่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ไม่ใช่ใครอื่น ที่สุดแล้วก็ไม่ใช่นายขนมต้ม ปภาวิน บอกว่าผู้ยิ่งใหญ่ในใจคนนั้นก็คือคุณพ่อของเขาเอง

“พ่อเป็นนักธุรกิจที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่สบาย ตั้งแต่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ไปจนถึงพลาสติกผลิตแพ็กเกจจิ้ง แทบไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย แล้วมีลูกชายคนโตเป็นเด็กขี้โรคอีก ก็ให้คุณแม่ลาออกจากพยาบาลมาทุ่มดูแลผมอย่างเดียวเลยครับ เวลาส่วนตัวพ่อก็ยิ่งไม่มีต้องทุ่มเทดูแลพวกเราไม่หยุด ผมอายุห่างจากน้องชาย 8 ปี แต่พ่อแม่แทบไม่มีเวลาโอ๋ลูกคนเล็กเลย ทำให้ผมอยากตอบแทนกลับคืนให้ครอบครัว ทั้งเวลาทั้งเงินทองของพวกเขาเอามาให้เราเสียเยอะ ก็อยากดูแลทุกคนกลับคืนบ้าง

ผมพูดเรื่องนี้กับครอบครัว คุณพ่อก็ตอบกลับมาด้วยประโยคซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ พ่อบอกว่า ‘…พ่อไม่เคยเหนื่อยเลย การดูแลลูกเป็นหน้าที่ของพ่อ’ คำพูดนี้ พ่อเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเลยครับ ผมอยากเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีแบบเขา แล้วการดูแลทุกๆ คนได้ก็ต้องเริ่มต้นที่ความแข็งแกร่งของเราด้วยนะครับ ประโยคนี้ของพ่อทำให้เราหยุดตั้งใจทำงานไม่ได้เลย”

มังกร ปภาวิน จบด้วยประโยคหล่อๆ สมฐานะพระเอกคนล่าสุดของช่อง 8 น่าสนใจติดตามผลงานเรื่องต่อไป เขาจะหล่อล่ำเร้าใจไปกว่านี้อีกไหม

 

ชีวิตวัยเกษียณ ‘อลงกรณ์ ชูจิตร’ พักผ่อน และทำในสิ่งที่อยากทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489176

ชีวิตวัยเกษียณ ‘อลงกรณ์ ชูจิตร’ พักผ่อน และทำในสิ่งที่อยากทำ

โดย…จะเรียม สำรวจ

อลงกรณ์ ชูจิตร ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้ามานานถึง 30 ปี ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่ผ่านมา อลงกรณ์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งค่ายเกาหลี และค่ายญี่ปุ่น ทำให้ได้มีโอกาสเจองานหลากหลายรูปแบบและได้สัมผัสวัฒนธรรมองค์กรการทำงานของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง

อลงกรณ์ เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ของการเริ่มต้นการทำงานในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมได้เริ่มทำงานกับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นก่อนเป็นระยะเวลา 15 ปี หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานกับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศเกาหลี  ซึ่งในส่วนของการทำงานของทั้งสององค์กรไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างกันมากนัก เนื่องจากเป็นบริษัทเอเชียเหมือนกัน จึงทำให้มีวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันไม่แตกต่างกันมากเหมือนกับฝั่งยุโรป หรืออเมริกา

“สิ่งที่เหมือนกันของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นและเกาหลี คือ การมีความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด จึงทำให้ไม่ต้องปรับตัวในการทำงานมากนัก  โดยในส่วนของบริษัท แอลจี  อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ถือเป็นบริษัทที่ให้โอกาสผมในการทำงานจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องรีไทร์ แต่ทางผู้บริหารยังให้โอกาสทำงานต่อมาอีกระยะหนึ่ง”

หลังจากต่ออายุการทำงานมาพักใหญ่ อลงกรณ์ ก็มองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องส่งไม้ต่อให้กับรุ่นน้องได้มีโอกาสและพัฒนาความสามารถ เพราะถ้าหากยังทำงานต่อไปอีกระยะ อาจทำให้รุ่นน้องไม่สามารถแสดงฝีมือในการทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากวกงารเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องใช้พัฒนาการในการทำงานค่อนข้างสูง

“ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ผมก็มานั่งคิดว่าถ้ายังทำงานอยู่ต่อ น้องๆ ในทีมก็อาจจะโชว์ฝีมือได้ไม่เต็มที่  จึงได้ตัดสินใจเกษียณออกมา หลังจากเกษียณออกมาก็มีหลายๆ ที่ติดต่อมาอยากให้เข้าไปร่วมงานด้วย แต่ผมก็ยังไม่ได้ตอบรับ เพราะตอนนี้อยากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพักผ่อน เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ ซึ่งตอนที่ทำงานไม่สามารถทำได้”

อลงกรณ์ เล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้อะไรมาเยอะแยะมากมาย และมีบางอย่างที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ การพักผ่อน และการท่องเที่ยว เพราะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยากไปและยังไม่ได้ไป เช่น เกาะหลีเป๊ะ แม้ว่าช่วงที่ทำงานจะได้เดินทางบ่อย แต่ก็ไม่ได้ไปเที่ยว เนื่องจากทำงานเสร็จก็กลับ

“ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างแม้จริง นอกจากจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่อยากไปแล้ว ยังได้ใช้เวลาไปกับการเล่นกอล์ฟแบบวันเว้นวัน”

นอกจากชื่นชอบการท่องเที่ยวในประเทศแล้ว อลงกรณ์ ยังมีความฝันที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศสัก 1-2 เดือนในรูปแบบขับรถท่องเที่ยวเริ่มจากนิวยอร์กมาลอสแองเจลิส (แอลเอ)  ตอนนี้กำลังรอความพร้อมของภรรยา ถ้าพร้อมเมื่อไหร่คงได้เริ่มเดินทางตามความฝันทันที

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ อลงกรณ์ ทำเพื่อคลายเหงา คือ การเข้าไปช่วยดูแลลูกค้าที่ร้านกาดหลวง  ร้านอาหารเหนือที่ปลุกปั้นมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หลังมองเห็นโอกาสว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งมีความชื่นชอบรับประทานอาหารภาคเหนือ ประกอบกับ อลงกรณ์ เป็นคน จ.เชียงใหม่ จึงนำชื่อกาดหลวง ซึ่งหมายถึงตลาดหลวง และหากถามถึงตลาดหลวงใน จ.เชียงใหม่ นั่นก็คือ ตลาดวโรรส นั่นเอง

อลงกรณ์ เล่าอีกว่า มีคนบอกว่าผมอายุแค่ 55 ปี ยังทำงานได้อีกหลายปี แต่ผมมองว่าอยากเป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นหลัง คือ ช่วงที่ทำงานก็ทำงานให้เต็มที่ พอถึงเวลาพักจะได้พักอย่างเต็มที่ ซึ่งคนรุ่นใหม่สมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบทำงานมีเงินเดือน ชอบทำงานฟรีแลนซ์ หรือทำธุรกิจส่วนตัว ผมมองว่าการทำงานประจำทำให้มีประสบการณ์ตามลำดับขั้น มีอะไรให้ต้องวางแผน อาจหนักแต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ดี

แม้ว่าวันนี้ อลงกรณ์ จะเกษียณจากการทำงานประจำออกมาพักผ่อนเพื่อเติมพลังให้กับชีวิตแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสที่ดี อลงกรณ์ ก็บอกว่าอาจรับงานมาทำต่อ แต่รูปแบบของการทำงานอาจเปลี่ยนไป จากเดิมอาจทำเป็นงานประจำวันจันทร์-ศุกร์ แต่นับจากนี้ไปหากกลับมาทำงานคงจะออกมาในรูปแบบของการนั่งเป็นที่ปรึกษา เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน และให้โอกาสรุ่นน้องได้แสดงฝีมือให้กับองค์กรต่อไป

 

นิธิศ ศรีแย้ม ศราวุธ งามแสงแข ธนิต ประเสริฐวงษ์ ทีมเวิร์กต้องเริ่มจากรักในสิ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489167

นิธิศ ศรีแย้ม ศราวุธ งามแสงแข ธนิต ประเสริฐวงษ์ ทีมเวิร์กต้องเริ่มจากรักในสิ่งเดียวกัน

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 “ผมคิดว่าเราเป็นทีมที่รู้ใจกันมากที่สุดทีมหนึ่งตั้งแต่ผมทำงานมา การทำงานของเราเปรียบเหมือนทีมฟุตบอล ผมเป็นกองหน้าคอยทำประตู ศราวุธ ทำหน้าที่กองกลางคอยเป็นตัวรับและประสานทีมให้ทีมนั้นเดินหน้าไปได้ด้วยดี ส่วน ธนิต เป็นเหมือนกองหลังและประตูที่คอยป้องกันไม่ให้เรื่องการเงินนั้นรั่วไหล เราต่างรู้หน้าที่ แค่ยกปัญหาขึ้นมาสักอย่างเข้ามานั่งพูดคุยกัน เราต่างก็รู้แล้วว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยกันอย่างไร”

นิธิศ ศรีแย้ม รองประธานกรรมการบริษัทและผู้จัดการทั่วไป เล่าถึงเพื่อนร่วมทีม ศราวุธ งามแสงแข ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ ธนิต ประเสริฐวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ทีมบริหารร้านไคเตน (Kaiten) ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ยากินิคุ (Yakiniku) ที่รู้ใจกันมากที่สุดทีมหนึ่ง

ศราวุธ เล่าเสริมต่อว่า

“พวกเรารู้จักเคยได้ยินชื่อกันมานานก็เพราะเราทำงานในวงการเดียวกัน เหมือนกับถามผมว่ารู้จักเชฟชุมพลไหม (เชฟกระทะเหล็ก ชุมพล แจ้งไพร) ผมก็บอกว่ารู้จัก เพียงแต่เราเคยแต่ได้ยินชื่อ ถามว่าผู้บริหารคนไหนเก่งด้านนี้ คนในวงการก็ช่วยกันชี้เป้าว่าเป็นใคร เรารู้จักเป็นสิบปี เพียงแต่เราไม่เคยได้มาเจอและทำงานร่วมกัน เพราะเราอยู่คนละร้านคนละค่าย เหมือนกับนักฟุตบอลอยู่คนละทีมแล้วมาแข่งกันในลีก เคยได้ยิน เคยได้ไปร้านอาหารที่เขาบริหาร แต่เราไม่เคยเจอตัวกัน

“ด้วยความที่เรามีประสบการณ์ในวงการนี้หลายสิบปี เวลาเข้ามาทำงานด้วยกันมันไม่ต้องจูน พูดออกมาแค่คำเดียวก็รู้ว่าคืออะไรและต้องทำอย่างไรต่อ เรารู้หน้าที่กันดีจากประสบการณ์ของเราเอง นิธิศ ทำหน้าที่เป็นกองหน้า ส่วนผมทำหน้าที่เป็นกองกลาง คอยส่งลูกเพื่อให้ นิธิศ ทำประตูให้ได้ ผมมีประสบการณ์ในการคุมร้านอาหาร เราช่วยกันคิดค้นเมนูใหม่ๆ ออกมา

“เวลาที่เราทำงานด้วยกัน แน่นอนว่าด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์ในการทำงาน ก็ย่อมต้องมีแนวทางแนวคิดในการบริหารทิศทางธุรกิจที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง เวลาเราคุยงานเรา 3 คนก็จะมาแชร์ความคิดเห็นกันว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนที่ควรจะต้องทำ แต่ในฐานะที่ นิธิศ เป็นกองหน้าเป็นเบอร์หนึ่งในทีม เขาว่าอย่างไรเราก็ต้องว่าตามนั้น ให้ไปซ้ายก็ต้องไปซ้าย ให้ไปขวาก็ต้องไปขวา

“เราไม่ว่ากัน เพราะทิศทางที่เขานำคือเป้าหมายเดียวกับเราทั้งหมด แต่เราอาจจะใช้คนละวิธีการ ถ้าแผนแรกไม่สำเร็จเราก็ยังมีแผน 2 แผน 3 รองรับ แต่ยังคงเป้าหมายเดียวกันอยู่ เหมือนกับเราเดินทางไปต่างจังหวัด เป้าหมายเดียวกันแต่มีหลายเส้นทางให้เลือก อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ถ้าเราเอาแต่ไม่ยอมรับฟังความเห็น ไม่มีใครยอมใคร งานก็ไม่เดินหน้าไปไหน”

ธนิต ก็เปิดมุมมองถึงเพื่อนร่วมทีมธุรกิจทั้งสองคนที่ก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่มองตาก็รู้ใจ

“ผมคิดว่าที่เราทำงานด้วยกันได้ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต่างมีประสบการณ์ในการทำงานในวงการนี้มานาน เมื่อพูดปัญหางานขึ้นมา เราก็เห็นภาพเดียวกัน ทำให้เราพูดคุยกันเรื่องงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นเวลาที่เรากำลังเลือกรูปแบบการหมักเนื้อ เราจะคิดแบบเดียวกันว่าจะใช้การหมักเนื้ออะไรให้ปลอดภัยกับผู้บริโภค เพราะในวงการมีรูปแบบการหมักเนื้อบางอย่างที่ทำให้เนื้อนั้นนุ่มเร็ว แต่อาจจะมีสารตกค้างในอาหาร ซึ่งเราต่างรู้กันดี เราจึงเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันว่าแบบไหนดีที่สุดในสิ่งที่เรามี”

นิธิศ ก็มองตรงจุดนี้และกล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่า

“เพราะหลักในการทำงานร่วมกันของเราก็คือทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา เวลามีปัญหาเรื่องงานพูดกันตรงๆ ว่าติดอะไรตรงไหน ไม่พอใจอะไรคุยกันให้จบ ไม่มีออกไปพูดต่อข้างนอกแล้วปล่อยให้ปัญหามันค้างคาอยู่อย่างนั้น เคลียร์กันให้เรียบร้อยแล้วค่อยลุกกลับออกไปทำงาน เพราะธุรกิจร้านอาหารเป็นอะไรที่จุกจิก ซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคนเป็นปัญหาที่มีมากที่สุดทั้งในตัวพนักงานและลูกค้า

 “เรา 3 คนจะมีคติประจำใจเสมอว่า การทำอาหารต้องคิดว่าเรากำลังทำให้คนในครอบครัวเรากิน ถ้าเราคิดได้อย่างนี้เราจะใส่ใจกับการเลือกอาหารที่ดีให้กับคนกิน เพราะเราทุกคนต้องเลือกสิ่งที่ดีให้กับคนในครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดวางแผนให้ดีก็คือ ยิ่งมีสาขาเยอะเราก็ยิ่งมีปัญหาเยอะมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นในการทำงานเราต้องรู้ใจกันให้มากที่สุดให้เป็นทีมเวิร์กที่ดี”

ศราวุธ ทิ้งท้ายย้ำถึงความสัมพันธ์ในเรื่องการทำงานว่า เรื่องการทำงานพวกเรามั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะเราต่างมีประสบการณ์สูง รู้หน้าที่ รับฟังกัน ให้เกียรติกัน

“แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือเรื่องการบริหารร้านอาหารเป็นเรื่องจิตวิทยา สิ่งที่ร้านอาหารทั่วไปมักพลาดก็คือเปลี่ยนรสชาติอาหารตามลูกค้า ผมเคยบริหารร้านอาหารที่ต่างประเทศอยู่ร้านหนึ่ง เขามักจะประสบปัญหาเรื่องลูกค้าคอมเพลนรสชาติ ผมบอกกับเจ้าของเลยว่าขอเวลาแค่ 3 เดือน ไม่ต้องเปลี่ยนสูตร เพราะเรามั่นใจอยู่แล้วว่ารสชาติอาหารของเราดี บางคนชอบเปรี้ยวบางคนชอบหวาน อยากจะเปลี่ยนตามใจเขานั้นทำไม่ได้ เพื่อให้สูตรอาหารคงอยู่เราจะต้องยึดในสูตรและวิธีการของเราเอาไว้”

เมื่อเวลาผ่านไปลูกค้ามากินที่ร้านบ่อยๆ ศราวุธ ก็บอกถึงประสบการณ์ตรงนี้ว่า พวกเขาก็จะเริ่มคุ้นชินว่ารสชาติของเราเป็นแบบนี้ไม่เหมือนที่อื่น

“เป็นเอกลักษณ์ของเราที่ไม่ว่ามากินอีกสักกี่ครั้งก็เหมือนเดิม”

ทั้ง 3 คนมองตากัน แล้วให้ความเห็นเดียวกันว่าที่ทำงานด้วยกันได้ดี ส่วนหนึ่งก็เพราะมีใจรักในการทำอาหาร ทุกคนเป็นคนที่ชอบกินเหมือนกัน มีที่ไหนที่คนเขาบอกว่าอร่อย ทั้ง 3 คนจะต้องไปลองด้วยตัวเอง ถ้าสูตรไหนดีก็เอามาปรับใช้กับงานของตัวเอง

โดยเฉพาะ ศราวุธ จะเป็นคนที่รู้ดีว่าหากต้องการประกอบอาหารให้ได้แบบนี้จะต้องทำอย่างไร กินจนเรารู้ว่าสูตรไหนที่ดีที่สุด เวลาที่เลือกของมาลงที่ร้าน ทั้ง 3 คนจะเป็นคนลงมือชิมอาหารด้วยตัวเอง ทดสอบแล้วทดสอบอีกจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกครั้งถึงเลือกใช้ ซึ่งต่างมีความเห็นเดียวกัน เพราะว่าทุกคนผ่านการชิมมาทุกชนิดจนรู้ว่าแบบไหนที่อร่อยที่สุด

 การทำงานเป็นทีมที่รู้ใจกันได้ขนาดนี้ นอกจากประสบการณ์ในการทำงานที่ดีแล้ว ต้องมีใจรักในสิ่งเดียวกันด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้เก่งแค่ไหน หากไม่รักในสิ่งที่ทำ ไม่รักในสิ่งเดียวกันก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี

 

สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ตามรอยฮีโร่ สืบ นาคะเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489166

สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ตามรอยฮีโร่ สืบ นาคะเสถียร

โดย…พุสดี

 ภาพความประทับใจที่มีต่อสารคดีการทำหน้าที่นักอนุรักษ์ของ สืบ นาคะเสถียร กระแทกใจ ติ๊บ-สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พิธีกรคนสวยของทรูอินไซด์ในวัยเด็กเข้าอย่างจัง

จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากจะเดินตามรอยของฮีโร่คนสำคัญ ถึงขั้นลงทุนไปเรียนขี่ม้า เพราะคิดแบบเด็กๆ ว่า เมื่อยานพาหนะอย่างรถไม่สามารถขับเข้าไปในป่าได้ วิธีเดียวที่จะทำได้คือ ขี่ม้าเข้าไป

“คนอื่นอาจจะมองว่าติ๊บไปเรียนขี่ม้าเพราะดูสวย ดูเท่ แต่ความจริงเรามีเป้าหมายอื่นในใจ ตอนที่ขอคุณแม่ไปเรียน ท่านก็สนับสนุนนะ แต่ก็คงคิดว่าเป็นไอเดียเด็กๆ ที่วันหนึ่งติ๊บโตขึ้นก็จะลืม แต่ปรากฏโตมา เราก็ยังอิน

“ตอนแรกถึงขั้นอยากเรียนต่อคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลย แต่พอมาถามตัวเองจริงๆ ว่าชอบสาขาไหนกันแน่ และเรียนแล้วจะเอื้อต่อการทำงานในอนาคต สุดท้ายเลยเบนเข็มมาเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเราก็ยังสามารถนำความรู้ในการทำสารคดีมาต่อยอดในสิ่งที่เราชอบได้อยู่ดี”

พอเรียนจบ ติ๊บได้มีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 5 ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้เธอได้เข้าใกล้สิ่งที่ชอบเข้าไปอีก เพราะได้มีโอกาสทำสกู๊ปเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ สัตว์ป่า การตัดไม้เถื่อน ได้มีโอกาสลงพื้นที่ มีคอนเนกชั่นกับคนที่ทำงานด้านนี้

 

ถึงแม้หลังจากออกจากช่อง 5 แล้ว เธอจึงยังมีโอกาสร่วมเป็นอาสาสมัครลงพื้นที่บ่อยๆ

“หนึ่งในทริปที่ติ๊บประทับใจคือ ตอนไปทำโป่งช้าง ที่เขาใหญ่ เพื่อทดแทนโป่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งถูกทำลายเพราะมนุษย์เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทริปนั้นเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อทีมงานได้รับแจ้งว่า มีตัวเงินตัวทองถูกรถชน พวกเราต้องรีบช่วยกันพามันไปโรงพยาบาล ต้องใส่ถุงมือ 3 ชั้นแล้วค่อยๆ จับมัน ติ๊บก็ไปด้วยไปช่วยเป็นลูกมือ จนพอมันดีขึ้น เราก็ช่วยกันเอากลับไปปล่อยเข้าป่า

“ภาพที่จำไม่ลืมคือ ตอนที่มันจะวิ่งเข้าป่า มันหันกลับมามองพวกเรา เหมือนเป็นการกล่าวคำขอบคุณก่อนจะวิ่งไปเข้าป่าไป นาทีนั้นเราก็น้ำตาซึมนะ”

อีกครั้งที่ประทับใจไม่ลืม คือตอนที่เธอไปร่วมเป็นอาสาที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นบ้านของสืบ นาคะเสถียร ฮีโร่คนสำคัญของเธอ การไปทำงานครั้งนั้นจึงเหมือนเป็นการเติมเต็มความฝันในวัยเยาว์อีกครั้ง ครั้งนั้นเธอไปช่วยทำเทรลให้เสือและนก

“ทริปนั้นเป็นครั้งแรกที่ติ๊บได้มีโอกาสไปเยือนบ้านคุณสืบ พอไปเห็นแล้วทำให้ติ๊บรู้สึกว่า ทำไมบ้านของคนที่ยิ่งใหญ่กลับเล็กนิดเดียวเอง อาจเพราะเขาไม่ได้มองว่าบ้านต้องเป็นสถานที่สะดวกสบาย แต่เป็นที่สำหรับพักผ่อนเพื่อให้เขามีแรงจะลุกออกไปทำประโยชน์หรือเรื่องราวดีๆ ให้คนอื่นๆ ต่อไป”

ทุกวันนี้ ติ๊บบอกว่า หากมีเวลาเธอยังหาโอกาสไปร่วมในกิจกรรมอาสาต่างๆ เสมอ เพราะเธอมองว่า เป็นความสุขใจที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน คนเราสามารถทำประโยชน์เพื่อคนอื่นๆได้ ไม่ใช่แค่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น สัตว์ หรือต้นไม้

 

“ติ๊บนึกถึงประโยคเด็ดในหนังเรื่องหนึ่งที่บอกว่า ‘We think we can consume our environment without consequences but we were wrong.’ พวกเรามักคิดว่าเราจะใช้สิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่เกิดผลอะไร ความจริงคือพวกเราคิดผิด ติ๊บคิดว่า คนสมัยนี้สามารถร่วมเป็นอาสาสมัครได้ง่ายๆ มีเพจต่างๆ มากมายที่เปิดรับอาสาสมัคร”

สำหรับมือใหม่ ติ๊บแนะนำว่า อาจเลือกแบบไปเช้าเย็นกลับก่อน เพราะบางทีการที่ต้องไปค้างคืน อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ใช่ขาลุย ยังติดความสะดวกสบาย เพราะการลงพื้นที่ต้องนอนกลางป่า น้ำที่ใช้อาบอาจจะไม่ใสสะอาด แต่เป็นสีน้ำตาลด้วยซ้ำ เวลากินข้าวก็ต้องกินจานหลุม เพราะฉะนั้นก่อนจะลงพื้นที่ ก็ต้องเริ่มจากการประเมินตัวเองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ…

 

‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489165

‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

 “เสน่ห์ของการเป็นสตาร์ทอัพคือ การเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาในตลาด ทำให้ได้ทดสอบใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า พร้อมที่จะสู้ (ต่อ) หรือไม่ เพราะการเป็นสตาร์ทอัพมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบกำลังใจมากมาย ถ้าถอดใจไม่สู้ก็จบ แต่ถ้ากัดฟันฮึดสู้ต่อแล้วกลับมาเรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาด สักวันสตาร์ทอัพก็อาจเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้”

กาณฑ์ สมบัติศิริ สตาร์ทอัพน้องใหม่วัย 24 ปี บอกถึงแนวคิดในการทำธุรกิจ

อาจจะด้วยความที่ กาณฑ์ ก้าวเข้ามาเริ่มธุรกิจเปิดบริการให้เช่าออฟฟิศลอยฟ้าตามสถานีรถไฟฟ้า ‘Werk’ ในอายุที่น้อย จึงทำให้ไฟในการทำธุรกิจยังลุกโซนและพร้อมที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

กาณฑ์ บอกว่า ผมอาจจะมองต่างจากคนวัยเดียวกัน ที่มองว่าเพิ่งเรียนจบมา อยากจะขอเวลาในการใช้ชีวิตเที่ยวเล่นก่อนสักระยะค่อยเริ่มทำงาน

“แต่ผมกลับมองมุมกลับว่า ถ้าเราเริ่มต้นยอมเหนื่อยตั้งแต่วันนี้อีก 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจผมก็อยู่ตัว มีเวลาเหลือเฟือที่จะให้ผมออกไปพักผ่อน หรือถ้าธุรกิจผิดพลาดก็ยังมีเวลาให้เริ่มต้นใหม่ได้”

ขณะที่คนรุ่นเดียวกันอาจจะยังไม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือยังมีงานที่ไม่มั่นคงอยู่ก็ได้ กาณฑ์ มองว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อมองย้อนกลับมา สุดท้ายก็จะรู้สึกเสียดาย ซึ่งตัวเองไม่อยากที่จะรู้สึกเช่นนั้น

“ในช่วงที่เรียนอยู่สหรัฐอเมริกา ทำให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว เพราะต้องอยู่คนเดียวต้องทำอะไรเองหมด ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตและการที่เรียนต่างประเทศ ส่วนหนึ่งทำให้เปิดโลกทรรศน์ได้มองเห็นเทรนด์ต่างๆ แล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมสไตล์ไทย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สำเร็จ” กาณฑ์ กล่าว

การที่ธุรกิจสตาร์ทอัพ ถูกมองว่าเป็น ‘ปลาเล็ก’ ในวงการธุรกิจนั้น กาณฑ์ ชี้ว่าไม่อยากให้มองเป็น ‘จุดอ่อน’ จนบั่นทอนกำลังใจว่า ปลาเล็กจะต้องโดนปลาใหญ่กินเสมอไป แต่อยากให้มองเป็น ‘จุดแข็ง’

“เพราะการเป็นปลาเล็กทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่าปลาใหญ่ เพราะไม่ต้องคิดเยอะ ตัดสินใจทำได้ทันที ส่งผลให้สามารถแก้ไขและปรับตัวได้ทันตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

อย่างไรก็ดี การที่เป็นปลาเล็กก็มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถเดินหน้าหรือเติบโตได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ต้องมีพันธมิตรที่ดีในการทำธุรกิจให้เกิดเป็น ‘สมาร์ทคัต’ ไม่ใช่ ‘ช็อตคัต’ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ถ่ายทอดและเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับแนวคิดในการทำธุรกิจของกาณฑ์นั้น เน้นการทำงานเป็น ‘ทีมงาน’ เพราะธุรกิจคือออฟฟิศที่ต้องการสร้างคอมมูนิตี้การทำงานในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น ถ้าภายในองค์กรตัวเองยังสร้างความเป็นทีมไม่ได้ ก็อย่าหวังไกลที่จะสร้างคอมมูนิตี้ให้สำเร็จได้

“โชคดีที่มีทีมงานดี ทุกคนมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน งานจึงง่ายขึ้น”

‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

 ขณะที่แนวคิดในการบริหารงานและบริหารคนของกาณฑ์นั้น ใช้หลักในการ ‘แบ่งเวลา’ และ ‘แบ่งงานตามศักยภาพ’ เริ่มจากตัวเองก่อน ในทุกๆ เช้าจะต้องนั่งลิสต์รายการสิ่งที่จะต้องทำในวันนั้นให้เสร็จ ว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็เริ่มทำจากงานที่ไม่ชอบก่อน

“เพราะช่วงเช้ายังมีแรงที่จะทำ พอช่วงบ่ายก็ยังเหลือสิ่งที่ยังอยากทำอยู่ จึงไม่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยกับงานที่จะต้องทำ ซึ่งทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น

“ด้านการบริหารคน ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ทุกคนมีความเก่งไม่เหมือนกัน แต่ให้ถือว่าทุกคนที่เข้ามาร่วมทำงานด้วยมีคุณสมบัติพร้อมและเก่งอยู่แล้ว ซึ่งจะให้มีการทำแบบทดสอบความถนัดแต่ละด้านของแต่ละคน เพื่อที่จะได้วางงานได้ตรงความสามารถ และที่สำคัญจะต้องไม่ต้องดูถูกความฝันของทีม เพราะบางครั้งความฝันอาจเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ได้

“ผมมองและใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกวัน เพราะจะได้สนุกกับการทำงาน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ไม่รู้สึกท้อเวลาเจออุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามา” กาณฑ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘Werk’ ในคำนิยามของกาณฑ์คืออะไร?

“Werk เป็น Space ที่เกิดจากความตั้งใจของคน Modern Workforce กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่อยากสนับสนุนและผลักดันเหล่า Modern Workforce ด้วยกัน ให้เติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานของตัวเอง ด้วยการสร้าง Space ที่ให้ลูกค้าสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็น Space ที่พอดี และเวิร์กกับการทำงานในรูปแบบต่างๆ จึงทำให้ ‘Werk’ เป็นมากกว่า ‘Work’

“เพราะการเป็นปลาเล็กทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่าปลาใหญ่ เพราะไม่ต้องคิดเยอะ ตัดสินใจทำได้ทันที ส่งผลให้สามารถแก้ไขและปรับตัวได้ทันตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

“ที่สำคัญจะต้องไม่ต้องดูถูกความฝันของทีม เพราะบางครั้งความฝันอาจเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ได้”

สูงวัยอย่างมีสุข ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488560

สูงวัยอย่างมีสุข ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…มัลลิกา ภาพ เอเอฟพี, เอพี, มีสุข

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 13 เม.ย.ของทุกปี

ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ตอนนี้บ้านเมืองเรา มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จำนวนคนเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น ไม่โสดก็มีลูกน้อยลงเรื่อยๆ และมีจ่อคิวขึ้นทำเนียบรับเงินผู้สูงอายุอีกเพียบในอนาคตอันใกล้

ผู้สูงอายุ ไทยเรากำหนดอายุไว้ที่ 60 ปี ปัจจุบันจัดเป็นสัดส่วน 14.9% ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทย มีสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน

ในภาคส่วนของรัฐบาลก็ออกนโยบายมาช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่นั้นเพียงพอแล้วหรือ แล้วถ้าประเทศไทยเข้าสู่ยุค “สังคมสูงวัย” คนเหล่านี้จะหวังพึ่งพิงใคร รัฐบาล ลูกหลาน หรือต้องเริ่มพึ่งพิงตัวเองตั้งแต่วันนี้ เตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เพื่ออนาคตจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล

เตรียมสูงวัย กายฟิต-จิตดี-มีออม

โครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข” (Pfizer Healthy Aging Society) ถูกออกแบบให้เป็น Knowledge-Based Project มีการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายก่อนลงมือเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (ส.ค. 2559-ส.ค. 2562) พื้นที่การดำเนินงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตยและบางขุนเทียน) ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว และจะเริ่มขยายขอบเขตการดำเนินโครงการไปยัง จ.อุบลราชธานี (อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ)

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวถึงข้อมูลด้านสุขภาพพบว่า ผู้สูงวัยไทยส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรค NCDs จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ในการริเริ่มดำเนินโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วัยก่อนสูงวัยจนถึงวัยสูงวัย คือ ตั้งแต่อายุระหว่าง 45-59 ปี เพื่อสร้างรูปแบบสังคมการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน เพื่อที่เราจะมีผู้สูงวัยยุคใหม่ที่มีความพร้อมทั้งทางด้าน Phisically Mentally และ Financial หรือเรียกง่ายๆ ว่า กายฟิต จิตดี มีออม พร้อมสำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งนับเป็นโครงการแรกที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรก่อนวัยสูงอายุและผู้สูงอายุ”

วิมล บ้านพวน รองผู้อำนวยการ สำนักอนามัยผู้สูงวัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้สูงวัยว่า “ปัจจุบัน 95% ของผู้สูงวัยไทย เจ็บป่วยด้วยโรคและมีปัญหาสุขภาพ พบ 1 ใน 2 คน อ้วน และเป็นโรคอ้วน โดยทุกๆ 8 คน จะพบเป็นโรคสมองเสื่อม 1 คน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมไปถึงการส่งเสริมศักยภาพผู้สูงวัย ส่งเสริมด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต”

ยังมีรายงานพบว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2593) ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย เนื่องจากไทยจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน อัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต และเป็นสังคมผู้สูงวัยนั้นเอง ดังนั้นหากเราปล่อยให้สังคมผู้สูงอายุของเราเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงเพราะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ประเทศไทยในอนาคตก็จะยิ่งมีปัญหารุนแรงในหลายมิติมากขึ้น

มีสุข โซไซตี้ ประเทศไทย

ในส่วนของภาคเอกชน ธุรกิจที่จับกลุ่มลูกค้าผู้สูงวัยอย่างชัดเจนที่สุดและกำลังเติบโต คือ บริษัท มีสุข (ประเทศไทย) ที่ดำเนินการอย่างครบวงจรอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

โครงการมีสุขประกอบด้วย วิลลา มีสุข เรสซิเดนท์เซส พร้อมบริการ มีสุข โซไซตี้ ลูกค้ามี 2 กลุ่ม คือช่วยเหลือตัวเองได้ เฉลี่ยอายุ 45-72 ปี และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งมีอายุมากสุด 102 ปี ในการดูแลครอบคลุมทั้งการรักษาปฐมพยาบาล ดูแลสุขภาพกายทั่วๆ ไป บริการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง และจิตใจ มีกิจกรรมหลากหลายที่คัดพิเศษให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ศศิวิมล สิงหเนตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร มีสุข โซไซตี้ เปิดเผยถึงธุรกิจว่า จับกลุ่มระดับบน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทุนพร้อมจ่าย “จะเห็นว่าเมื่อปีก่อนแบงก์ปล่อยเครดิตยาก แต่สำหรับลูกค้ามีสุขที่เช่าซื้อคอนโด-บ้าน โอนสดหมด เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานระดับหนึ่ง พอถึงช่วงอายุ 40 กว่า จะเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ในชีวิตเขา เขาจะคิดแล้ววางแผนให้กับชีวิต

วันนี้เราต้องมองให้ไกลไปกว่าเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและบริการเพื่อสุขภาพ คนวัยเกษียณในปัจจุบัน ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง หลายคนเออร์ลีรีไทร์เพื่อจะได้มีเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้มากขึ้น เรียกว่าขอใช้ชีวิตให้คุ้มค่าโดยไม่ยึดติดกับวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบพึ่งพาลูกหลาน ซึ่งองค์ประกอบในการใช้ชีวิตให้มีความสุข จึงไม่ได้มีแต่เพียงบ้านและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น ต้องมีส่วนของการบริหารจัดการที่ลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายให้เลือกทำโน่นทำนี่ได้อย่างที่พอใจจึงจะเป็นการใช้ชีวิตได้อย่างสุขนิยมอย่างแท้จริง”

มีสุข ตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ แต่ลูกค้ามาจากจังหวัดอื่นๆ รวมถึงชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฝรั่งเศส สวีเดน “เราวางแผนครึ่งชีวิตที่เหลือ เราค้นพบเราเองยังไม่อยากอยู่ในสถานที่ไม่สบาย อยากอยู่ในสถานที่เหมือนได้พักผ่อน มีความพิถีพิถัน เราจึงออกแบบบ้านพัก คอนโดให้ได้บรรยากาศรีแลกซ์

นอกจากนี้ คนที่มาก็ไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน เรามีกิจกรรมที่เหมาะแต่ละคน เช่น ตีกอล์ฟ เที่ยววัด นวดสปา งานดอกไม้ แจ๊ซ มิวสิค เฟสติวัล มีสุขก็พาไปก่อน ให้ทุกคนได้เอนจอยกับชีวิต วัยนี้ทำงานหนัก พอถึงบรรยากาศหนึ่งต้องชิล บางคนซื้อคอนโดเพราะอยากปั่นจักรยาน ให้เราช่วยรักษาจักรยานให้ด้วย บินมาถึงเอาจักรยานหายไปหลายวันก็มี บางคนอายุ 50 ต้นๆ มาเพื่อเล่นไวโอลิน แซ็กโซโฟน เขาไม่เช่าโรงแรมอยู่ เพราะอยากได้ห้องที่ได้ฟิลลิ่งแบบบ้าน และมั่นใจว่ามีคนดูแล”

เนอร์สซิ่งโฮม สำหรับผู้สูงอายุ ยังมีภาพด้านลบอยู่ ทั้งในส่วนของลูกหลานเองก็หวั่นใจเกรงคนคิดว่า อกตัญญูต่อพ่อ บ้างก็มองภาพการกินอยู่อย่างแออัด ไม่มีสุขลักษณะอนามัยที่ดี มองภาพคนสูงอายุเจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่รวมกัน ช่างเป็นภาพชวนหดหู่ ทว่าทั้งหมดนี้ไม่มีให้เห็นใน วิลลา มีสุข เรสซิเดนท์เซส

“คอนเซ็ปต์เราชูว่า เหมือนมาอยู่ที่ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ เราเอ็กซ์คลูซีฟถึงมีปัญหาอะไร มาพักผ่อนอยากทำอะไร บางกลุ่มมารักษาตัวเอง โรคซึมเศร้า เราก็จัดกิจกรรมสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนั้นๆ เรามีทั้งเมดิคอล เนอร์สซิ่งโฮม และแอ็กทิวิตี้

ตอนนี้มีสุขเปิดมา 3 ปี ช่วงแรกกลุ่มลูกค้าเป็นผู้สูงอายุ ลูกชวนพ่อแม่มาพักผ่อนก่อน แล้วลูกกลับไปทำงานฝากพ่อแม่ไว้กับเรา เราดูแลต่อ พาไปเที่ยว ทำกิจกรรม จนเขาเกิดความมั่นใจ มีความสุข พอกลุ่มที่ 2 สอง ที่มาหาเรา เป็นกลุ่มเมดิคอล ทั้งปวดหลัง พาร์กินสัน โรคซึมเศร้า คนที่กลัวตัวเองจะป่วยก็มาพักที่นี่ และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มอยากมีชีวิตของตัวเอง เขาซื้อเพื่อเป็นไพรเวทเรซซิเดนซ์ของเขา”

ธุรกิจในกลุ่มผู้สูงวัย ศศิวิมล มองว่ายังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง “กลุ่มนี้เม็ดเงินมหาศาล คนกลุ่มนี้พร้อมจ่าย ที่เราจะทำคือ การบริหารจัดการการใช้ชีวิต หรือซอฟต์แวร์ มีหลายคนสนใจร่วมทุนกับเรา ที่จะได้เห็นในปีนี้มี 2 ที่ ภูเก็ตกับหัวหิน และเราจะสร้างคน เราเตรียมจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา สอนเรื่องการดูแลคนชรา ต้องรู้เรื่องโรค ไลฟ์สไตล์ผู้สูงอายุเป็นหลัก หลักสูตรแก้ไขเรียบร้อยแล้ว เราตั้งใจให้ตัวเองเป็นเทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ เราต้องเรียนรู้ตลอด เราเป็นสมาชิกของอัลไซเมอร์ยุโรป สมาชิกของเอจจิ้ง เอเชีย ที่สิงคโปร์ และในอนาคตเราคาดหมายเป็นต้นแบบผู้มอบบริการการใช้ชีวิต “แบบสุขนิยม”

สูงวัย ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ คนสูงวัย ไม่ใช่ คนป่วย คนอ่อนแอที่จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงวัยนั้น จึงเป็นสิ่งสมควรกระทำอย่างยิ่ง

 

จะรวยได้ ต้องมีวินัยและรู้จักออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488389

จะรวยได้ ต้องมีวินัยและรู้จักออม

โดย…กันย์ ภาพ รอยเตอร์ส/เอเอฟพี

หากคิดว่าคนเราสามารถรวยได้ ก็ต่อเมื่อต้องหาเงินได้มหาศาล มีรายรับเข้ามามากมายต้องมีเงินเหลือถึงจะออมได้ บางคนคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีวันรวยแน่ๆ เพราะไม่สามารถหาเงินได้มากขนาดนั้น แต่จริงๆ แล้วเราจะรวยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการอดออมและพฤติกรรมการใช้เงินต่างหาก ที่จะทำให้รวยมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องออมเงินอยู่ คิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้คือกำลังออมเงินทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ลองมาดูกันว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่หรือไม่เกี่ยวกับการออมเงิน ด้วย 6 การกระทำผิดๆ ต่อไปนี้

1. ใช้จ่ายก่อน

เงินที่เหลือค่อยเก็บ เมื่อมีรายรับเข้ามา บางคนไม่ได้แยกเงินออมออกมาทันที แต่ใช้เงินไปก่อน แล้วเงินที่เหลือค่อยเป็นเงินออม แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าออมเงิน เพราะการออมเงินที่ถูกต้องคือ การตั้งเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะออมเดือนละกี่บาท กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินเงินที่เหลือ

2. มัวแต่รอเวลา

บางคนจะเริ่มเก็บเงินทั้งที มัวแต่รอว่าค่อยเก็บตอนเงินเดือนขึ้น รอจังหวะหรือมัวแต่รอดูฤกษ์ค่อยเก็บ เช่น รอวันเกิด รอปีใหม่ มัวแต่รอไปรอมาก็ไม่ได้เก็บเสียที พยายามคิดว่าการออมเงินคือค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของเราในแต่ละเดือน ควรกำหนดไปเลยว่าเมื่อมีรายรับเข้ามาก็หักออกไปเลยทันที หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ เพราะถึงอย่างไรรายได้เราต้องเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว ก็ควรเก็บเงินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

3. ไม่ลงทุนเพิ่ม

อย่าเพียงคิดแต่ว่าจะเก็บเงินจากรายได้ประจำเท่านั้น และนำเงินนั้นเก็บเอาไว้ในบัญชีนิ่งๆ ไม่ได้เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การเก็บเงินที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ การนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้งอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ  หรือลงทุนสินทรัพย์ใดๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4. ไม่มีเงินสดเผื่อฉุกเฉิน

จากข้อ 3 เมื่อเราได้นำเงินไปลงทุนเพิ่มแล้ว อย่าลืมสำรองเงินสดเผื่อฉุกเฉินไว้ เพราะถ้าเรานำเงินทั้งหมดไปลงทุน อาจจะขาดสภาพคล่อง เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้อย่างเร่งด่วน จะนำเงินออกมาได้ยาก ดังนั้นควรสำรองเงินสดเอาไว้ เพราะเงินสดคือเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุด สามารถนำออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ แต่อย่าลืมว่าต้องฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้นจึงจะนำออกมาใช้

5. เก็บเงินไม่เป็นสัดส่วน

การเก็บเงินไม่ใช่แค่เพียงกันเงินออกมาจากรายจ่ายเท่านั้น แต่ให้คิดว่าเงินก้อนนี้เราจะนำไปทำอะไรบ้าง ให้แบ่งเป็นสัดส่วนเอาไว้ หรืออาจจะแยกบัญชีเพื่อไม่ให้ปะปนกัน ยกตัวอย่างเช่น กำหนดเอาไว้ว่าเงินออมเท่ากับ 30% ของรายได้ ภายใน 30% นั้นแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ เงินสำหรับการลงทุนระยะสั้น 30%, เงินสำหรับการลงทุนระยะยาว 30%, เงินก้อนเพื่อนำไปเรียนต่อ 20%, เงินสำหรับไปเที่ยวต่างประเทศ 10%, เงินสดเผื่อฉุกเฉิน 10% เป็นต้น

6. ไม่ทำรายรับ-รายจ่าย

ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งของการเก็บเงินก็คือ ไม่ได้ทำรายรับ-รายจ่าย ซึ่งแม้ว่าจะกันเงินเก็บแยกไว้แล้วก็ตาม แต่การทำรายรับ-รายจ่ายทำให้เราได้รู้ว่ารายจ่ายที่ออกไปแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และไปหนักที่อะไร ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่สิ้นเปลืองเกินไป สามารถลดลงให้น้อยกว่านี้ได้หรือไม่ การทำรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้เราคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ดีไม่ดีหากเราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ก็จะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกด้วย

หากคุณทำได้ตาม 6 ข้อที่กล่าวมา คำว่ารวยก็คงไม่ห่างไกลกับชีวิตคุณเกินไป เริ่มแต่วันนี้ไม่เกิน 10 ปีรวยได้อย่างแน่นอน