อยากเขียนหนังสือ เพื่อสุขภาพดีๆ ให้คนอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490386

อยากเขียนหนังสือ เพื่อสุขภาพดีๆ ให้คนอ่าน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นพ.ดำรงค์ เลาหะพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเจอร์ ไบโอเทค และผู้เขียนหนังสือ “เห็ดหลินจือ จากธรรมชาติสู่ศาสตร์ดูแลสุขภาพ” แม้คุณหมอจะเป็นแพทย์ทางด้านหู ตา คอ จมูก และภูมิแพ้ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง รวมทั้งนำประสบการณ์ตรงของคนในครอบครัวเก็บรายละเอียดอย่างลึกซึ้งถึงแก่น จนได้งานเขียนเล่มแรกในชีวิต

ด้วยความที่เป็นแพทย์จะเขียนหนังสืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพนั้น จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำลึกซึ้งเที่ยงตรง เขาจึงใช้เวลาในการเก็บรวบรวมเนื้อหามาอย่างยาวนานถึง 2 ปี และใช้เวลาเขียนเกือบ 6 เดือน จนได้หนังสือออกมาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

เนื้อหาในหนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ก็คือ ภาคแรกเป็นประวัติของเห็ดหลินจือ ซึ่งอยู่ในตำราแพทย์แผนจีนมานานกว่า 1,000 ปี ซึ่งถือว่าเป็นยาชั้นสูงที่ใช้ในราชสำนัก สมัยก่อนยังไม่มีฟาร์มเห็ดต้องขึ้นมาตามธรรมชาติ เป็นเอกสารโบราณจากหนังสือเก่าๆ ที่ต้องแปลมาเป็นภาษาไทย “ผมต้องใช้เวลาค้นคว้าในส่วนนี้จากเอกสารจำนวนมากนานเกือบปีทั้งจากภาษาอังกฤษและภาษาจีน”

ส่วนภาคที่สองของหนังสือว่าด้วยเรื่องสารสำคัญในเห็ดหลินจือ จะเป็นเนื้อหาในแนววิชาการตามหลักวิทยาศาสตร์ และผลงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับและอ้างอิงได้ ส่วนใหญ่จะรวบรวมมาจากเอกสารภาษาอังกฤษ เป็นข้อมูลทางการแพทย์

ภาคสุดท้ายคือสรรพคุณของเห็ดหลินจือในงานวิจัยจากทั่วโลก ที่ให้ข้อมูลว่าหลินจือออกฤทธิ์ต่างๆ ในแต่ละโรคอย่างไรได้บ้าง กับเบาหวาน กับความดัน กับภูมิแพ้ กับหัวใจเป็นอย่างไร

 

เพราะเป็นงานเขียนเล่มแรกจึงใช้เวลานาน แล้วไม่ได้เขียนแบบรวดเดียวจบ คือหากมีเวลาว่างจะเขียนเก็บไว้ก่อนทีละบท ทีละตอน พอได้เนื้อหาครบถึงค่อยมารวบรวมขัดเกลาอีกครั้งหนึ่ง จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อเอากำไรอะไรตรงนี้ แต่ประทับใจและเห็นถึงสรรพคุณอันมากมาย อยากให้คนอ่านได้รับรู้ ได้ดูแลสุขภาพกันให้ดี เพราะเป็นของจากธรรมชาติราคาไม่แพงแล้วเห็ดหลินจือก็มีมากมายตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักหลายพัน มีทั้งของที่ผลิตในประเทศและนำเข้า ใครๆ ก็ซื้อหาได้เลือกให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ ของดีสมุนไพรดีๆ ยังมีอีกเยอะ อยากสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีไม่ต้องเจ็บไม่ต้องป่วย ไม่ต้องกินยาจากสารสังเคราะห์จนตับไตพัง

“ผมเกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีผู้อาวุโสเยอะ ตัวผมเองทำงานที่โรงพยาบาล เราเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยทุกวันมันทรมาน ต่อให้รวยแค่ไหนแต่เจ็บป่วยมากๆ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ รวยก็ไม่มีความสุขเท่าไหร่ ผมจึงอยากออกหนังสือที่ให้ความรู้ที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ พิมพ์มานี่แทบจะเอาไว้แจกมากกว่าขายนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมถือว่าทำบุญให้ความรักความใส่ใจด้วยหนังสือ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

คุณหมอบอกว่าตอนนี้คนไทยอายุยืนมากขึ้นเพราะการแพทย์ดีขึ้น ผู้คนก็สนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น การมีหนังสือที่ให้ข้อมูลด้านนี้เยอะๆ ให้คนได้มีโอกาสอ่านถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เดิมคนญี่ปุ่นสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่ตอนนี้ประเทศเกาหลีจะแซงคนญี่ปุ่นเรื่องอายุยืน เพราะรัฐบาลส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องสุขภาพกันมาก

จึงอยากให้คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นจึงตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เห็นอัตราการเสียชีวิตของคนไทยจากโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกปีในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ แล้วเป็นห่วงแทน การลงทุนเรื่องสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าลงทุนด้านอื่นๆ

 

กฤต วงศาโรจน์ ชีวิตติดฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490379

กฤต วงศาโรจน์ ชีวิตติดฟิตเนส

โดย…ภาดนุ

หนุ่มหน้าตาดี กฤต วงศาโรจน์ วัย 22 ปี ผู้ติด 1 ใน 10 จากการแข่งขัน R U Tough Enough? โครงการเฟ้นหาคนแกร่งพันธุ์อึด ที่จัดโดยช่อง KIX เป็นอีกคนที่รักการเข้าฟิตเนสเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ก็มีจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้เขารักการออกกำลังกายเช่นกัน

“ผมเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงเมื่อ 2-3 ปีก่อน จนนอนสลบไป 4 เดือน ตื่นมาก็พบว่าตัวเองเป็นอัมพาตครึ่งตัว ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือความจำเสื่อมด้วย แน่นอนว่าชีวิตแต่ละวันผ่านไปไม่ง่ายเลย แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมยังเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ พลังของความเชื่อนี้เองที่ทำให้ผมกลับมาเหมือนเดิมได้ แม้จะไม่ 100% ก็ตาม แต่ก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นทั้งกายและใจ

พอฟื้นขึ้นมาผมก็เริ่มการกายภาพบำบัด โดยต้องฝึกเดินหนักกว่าคนอื่น เพราะอยากกลับมาเดินได้เร็วๆ ผมใช้เวลารักษาตัวเองและทำกายภาพอยู่ปีกว่าๆ ร่างกายจึงค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ญาติพี่น้องช่วยเหลือเต็มที่ ค่าผ่าตัด ค่ารักษา หมดเป็นล้านๆ ก็ยอม เมื่อมีครอบครัวที่รักเราขนาดนี้ ผมก็ต้องรักและดูแลตัวเองให้ดี

ที่จริงผมเริ่มเล่นฟิตเนสมาตั้งแต่อายุ 16 แล้ว แถมเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและนักวิ่งของโรงเรียนมาก่อน นิสัยผมจะชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ในช่วงที่ประสบอุบัติเหตุก็ทำให้ต้องหยุดออกกำลังกายไปเป็นปีๆ น้ำหนักตัวจึงพุ่งสูงถึง 95 กก. ที่อ้วนขึ้นส่วนหนึ่งมาจากอาการทางสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือนและผ่านการผ่าตัดมา ทำให้ผมเกิดอาการหิวตลอดเวลา กินทุกชั่วโมง เมื่ออ้วนมากๆ ก็ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ผมจึงเริ่มหันมาเข้าฟิตเนสอีกครั้ง โชคดีที่เจอนักเพาะกายชาวราชบุรีที่เป็นรุ่นพี่มาช่วยสอนวิธีการเล่นเวตแบบถูกต้องให้ ผมจึงมีกล้ามและน้ำหนักลดลง”

กฤต บอกว่า เขาใช้วิธีลดน้ำหนักจาก 95 กก. จนเหลือ 60 กก. ภายใน 2 เดือนด้วยการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร โดยตื่นตอนตี 5 เพื่อวิ่ง 2 ชั่วโมง และตอนเย็นไปว่ายน้ำอีก 1 ชั่วโมง วันไหนที่เข้าฟิตเนสก็จะเล่นเวตวันละ 4 ชม. ตอนนั้นเขากินแต่ผักกับกล้วยทุกวัน น้ำหนักจึงลดลงอย่างรวดเร็ว

“ช่วงนั้นผมต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองอย่างมาก เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ ผมจึงค่อนข้างฝังใจกับเรื่องนี้ แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมลุกขึ้นสู้ ผมจึงหันมาออกกำลังกายโดยเข้าฟิตเนสเล่นเวตเป็นประจำ จนตอนนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วก็ว่าได้ วันไหนไม่ได้เล่นเวตจะอึดอัดมาก

การเล่นเวตของผมจะจัดตาราง เช่น จันทร์เล่นอกกับหลังแขน อังคารเล่นหน้าท้องกับหลัง พุธเล่นหน้าแขนกับหัวไหล่ พฤหัสเล่นท้อง และศุกร์เล่นท้องกับวิ่ง หยุดพักเสาร์-อาทิตย์ พูดง่ายๆ ว่าการเล่นเวตเป็นกีฬาสุดโปรดของผมเลยก็ว่าได้

สำหรับคนที่น้ำหนักเยอะๆ ไม่ต้องรอให้มีคนมาบอกว่า เข้าฟิตเนสสิ หรือไปวิ่งสิ เพราะถ้าเราลุกขึ้นมาทำเอง ผลดีที่ได้ก็จะตกอยู่กับตัวคุณเอง ขนาดผมเคยประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ ผมยังไม่เคยท้อแท้กับชีวิตเลยครับ ด้วยความมุ่งมั่นและพยายาม ผมจึงกลับมาเดินได้อีกครั้ง แล้วพวกคุณจะรออะไร” (ยิ้ม)

ล่าสุด กฤตได้โชว์ความแข็งแกร่งของตัวเองโดยลงแข่งขันในรายการ “อาร์ ยู ทัฟ อีนาฟ?” จนผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งจะมีการตัดสินผู้ชนะในวันที่ 21 เม.ย.นี้ โดยชิงเงินรางวัล 1 แสนบาทเชียวล่ะ

“ก่อนลงแข่งขันผมได้จัดตารางการฝึกแบบเข้มข้นขึ้น ด้วยการใช้วิธีคาร์ดิโอสลับกัน 2 แบบ คือ เดินปรับชัน แล้วก็วิ่งสปีดขึ้นภูเขา ผมจะวิ่งสปีดขึ้นภูเขา 2 นาที แล้วเดินสลับ 5 รอบ คือรอบนึงประมาณ 2 นาที โดยก่อนเล่นผมจะจิบน้ำหวานและกินขนมปังโฮลวีต หลังเล่นเสร็จก็จะกินไก่ปั่น แม้รสชาติไม่ค่อยอร่อยก็ต้องฝืนกินครับ

ถ้าถามถึงไอดอลด้านความเท่ ผมชอบ ‘เดอะ ร็อก’ (ดเวย์น จอห์นสัน) ซึ่งเป็นทั้งนักมวยปล้ำและดาราชื่อดัง เขามีกล้ามที่สวยมาก อีกอย่างผมชอบรอยสัก คนมีรอยสักที่กล้ามจะดูมีเสน่ห์มาก ผมเห็นแล้วก็เลยลองไปสักบ้าง เป็นรูปเสือตรงหัวใจ ส่วนคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาเล่นกล้ามก็คือรุ่นพี่ของผมเอง เขาเป็นนักเพาะกายทีมชาติ เราอยากตัวใหญ่มีกล้ามแบบนั้นบ้างก็เลยให้พี่เขาสอนให้ การเล่นเวตเป็นคู่มันช่วยกระตุ้นให้เราอยากเอาชนะด้วย ผมเล่นเวตคู่กับเขามาได้ 8 ปีแล้วครับ”

กฤต ทิ้งท้ายว่า คติประจำใจของเขาก็คือ ต้องมีใจที่แข็งแรงก่อน ถึงจะมีร่างกายที่แข็งแรงตามมา ความแข็งแกร่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจ ถ้าเรามีใจที่มุ่งมั่นและมีวินัยซะอย่าง เราก็จะก้าวไปสู่เป้าหมายของตัวเองจนสำเร็จได้…ติดตามได้ที่ IG : Kiitwong

 

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ในรีสอร์ทสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490376

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ในรีสอร์ทสีเขียว

โดย…ภาดนุ

สาวสวยหน้าหวานวัย 31 ปี ปุย-กงแก้ว พิพัฒนชัยภูมิ คือคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิต 2 พาร์ต ทั้งการเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมนในเมืองใหญ่ และช่วยดูแลธุรกิจรีสอร์ทของครอบครัวที่อิงแอบแนบชิดธรรมชาติแบบวิถีสโลว์ไลฟ์ เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเธอกันเลย

“ตอนนี้ปุยกำลังเรียนปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์การตลาด เอกสื่อสารแบรนด์ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และช่วยดูแลรีสอร์ทชื่อ ‘ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท’ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยรับหน้าที่ พีอาร์ มาร์เก็ตติ้ง ทางด้านออนไลน์ทั้งหมด รวมถึงการจองห้องพักของลูกค้า นอกจากนี้ปุยยังเป็นเออี (AE) ให้กับบริษัท ไทย คราฟท์ เบียร์ ซึ่งเป็นบริษัทของรุ่นพี่ที่ทำธุรกิจจำหน่ายเบียร์ยี่ห้อ ‘สโตน เฮด’ กับ ‘ลำซิ่ง’ ด้วยค่ะ

 ‘ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท’ เป็นรีสอร์ทสไตล์ล้านนาประยุกต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ถือเป็นรีสอร์ทขนาดเล็กที่เน้นในเรื่องการบริการที่อบอุ่นเหมือนครอบครัว มีห้องพักทั้งหมด 15 ห้อง มีบ้านพักหลังใหญ่ 1 หลัง หลังเล็ก 2 หลัง แล้วยังมีพื้นที่ที่สามารถกางเต็นท์ได้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวจะมาเที่ยว จ.น่านกันเยอะตั้งแต่เดือน ต.ค.-ม.ค. ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงหน้าหนาวพอดี แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศเขียวๆ สดชื่นๆ แนะนำให้มาในช่วงปลายฝนต้นหนาว คือตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. เลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ลูกค้าที่มาพักที่รีสอร์ทส่วนใหญ่ มีทั้งหน่วยงานต่างๆ และคนทั่วไป อย่างหน่วยงานราชการก็มักจะมาจองห้องพักกันเป็นหมู่คณะเวลาที่มาอบรม หรือคนทั่วไปก็จะมีการจองที่พักล่วงหน้าเวลาที่มาเที่ยว เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่ารีสอร์ทของเรามีเนื้อที่แค่ 10 ไร่ แต่จุดเด่นก็คือเป็นรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของต้นไม้และภูเขา แล้วเรายังมีพื้นที่สำหรับปลูกผักปลอดสารพิษตามฤดูกาลบริเวณหน้ารีสอร์ท เพื่อให้ลูกค้าที่มาพักได้ตัดหรือเก็บผักเหล่านี้ไปรับประทานได้ฟรีๆ เลยละ ซึ่งผักปลอดสารพิษที่เราปลูกนี้ มีทั้ง บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี และกะหล่ำดอก ลูกค้าที่มาพักอยากจะเก็บไปฝากคนที่บ้าน หรือจะเก็บผักแล้วมาทำอาหารกินเองที่รีสอร์ทเลย เราก็มีห้องครัวใหญ่ไว้คอยให้บริการเช่นกัน หรือใครจะซื้อวัตถุดิบจากข้างนอกแล้วมาใช้ครัวเราปรุงอาหารก็ได้ ซึ่งเราจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มจากราคาที่พักเลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ที่รีสอร์ทจะปลูกผักตลอดทั้งปี เพราะตั้งใจปลูกไว้เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มาพักอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการปลูกพันธุ์ไม้บางชนิดที่ลูกค้าเห็นแล้วชอบมากๆ เช่น กล้วยไม้ หรือพืชที่สามารถตัดกิ่งไปชำได้ ถ้าลูกค้าคนไหนอยากจะนำไปปลูกที่บ้านก็สามารถมาขอกับทางรีสอร์ทได้เลย

“อย่างที่บอกว่าผู้คนจะเดินทางมาท่องเที่ยว จ.น่าน หรือโทรมาจองที่พักกันเยอะมากๆ ในช่วงหน้าหนาว ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่น ของสถานที่ท่องเที่ยวในโซนภาคเหนือ ลูกค้าบางรายจองข้ามปีเลยก็มี แต่ในช่วงหน้าฝนก็มีนักท่องเที่ยวมาเยอะพอสมควร ส่วนมากคนกลุ่มนี้จะชอบความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าในหน้าฝน พวกเขาก็เลยไม่เกี่ยงที่จะมาเที่ยวในช่วงนั้นค่ะ

อีกอย่างราคาห้องพักของรีสอร์ทเราไม่แพงด้วย ในช่วงปกติจะอยู่ที่ 600-1,600 บาท/คืน ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็จะลดราคาลง โดยเริ่มต้นที่ 450 บาท/คืนเท่านั้น ซึ่งราคาถูกมาก เพราะเราอยากให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ จ.น่าน กันได้ทุกฤดูกาล ที่สำคัญบริเวณรอบๆ รีสอร์ทยังมีธรรมชาติที่สวยงาม เพราะตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ จึงสามารถมองเห็นวิวได้ไกลกว่า เห็นภูเขาที่อยู่ไกลๆ ได้ และยังเห็นก้อนเมฆยามเช้าตอนตื่นนอนอีกด้วย

ในช่วงเทศกาลอย่างปีใหม่ ปุยมักจะเดินทางมาอยู่กับครอบครัว มาช่วยดูแลรีสอร์ท และทำขนม เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ ให้ลูกค้าที่มาพักได้กินเสมอ ชีวิตปุยจะแบ่งเป็น 2 พาร์ตคือ ช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลปุยจะใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำงานและเรียน ป.โท ซะส่วนใหญ่ อย่างที่เกริ่นไปว่าปุยดูแลเรื่องการตลาดและออนไลน์ ฉะนั้นจึงสามารถทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่เลยค่ะ”

ปุยบอกว่า ครอบครัวเธอเปิดรีสอร์ทแห่งนี้มาได้ 3 ปีแล้ว ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีและมีลูกค้าสม่ำเสมอ เพราะมีการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก บางส่วนก็ดูข้อมูลมาจากเฟซบุ๊ก ในอนาคตอันใกล้นี้เธอและครอบครัวก็มีความคิดที่จะขยายพื้นที่รีสอร์ทในเฟสที่ 2 ขึ้น โดยจะทำเป็นบ้านพักหลังเล็กๆ สัก 10 หลัง พร้อมทั้งปลูกกาแฟให้ผู้ที่มาพักสามารถเข้าไปเดินชมไร่กาแฟเล่นๆ ได้ด้วย

“อีกธุรกิจหนึ่งที่ปุยคิดไว้ก็คือ การผลิตกาแฟคั่วบดแบรนด์ของตัวเองในชื่อ ‘ภูวังผา คอฟฟี่’ โดยจะใช้กาแฟพันธุ์อราบิกา ที่เราต้องไปรับซื้อเมล็ดกาแฟพันธุ์นี้มาจากสหกรณ์ชุมชนชาวเขาเผ่าเมี่ยนอีกที ในเมื่อ จ.น่าน ของเรามีของดีอย่างกาแฟพันธุ์นี้อยู่แล้ว ปุยเลยคิดว่า ทำไมเราไม่ทำแบรนด์กาแฟของจังหวัดเราให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปล่ะ แถมยังช่วยให้ชาวเขามีรายได้อีกด้วย ดังนั้นปุยจึงตัดสินใจที่จะทำกาแฟคั่วบดแบรนด์นี้ขึ้นมาซะเลย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบผลิตภัณฑ์และจดทะเบียนบริษัทอยู่ค่ะ ก็น่าจะเปิดตัวได้ในเดือน พ.ค.นี้”

สาวสวยเสริมว่า การที่ชีวิตของเธอมีหน้าที่ทั้ง 2 พาร์ตคือ ทำงานอยู่ในเมืองหลวง พร้อมกับช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวไปด้วยนั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้ชีวิตและเรียนรู้หน้าที่ความรับผิดชอบในเรื่องการทำงานมากขึ้น

“ในส่วนของพาร์ตที่ต้องทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งต้องเป็นลูกจ้าง เราก็จะรู้ว่าความกดดันหน้างานนั้นเป็นยังไง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าในมุมมองของลูกค้าแล้ว พวกเขาต้องการอะไร และเมื่อหันกลับไปมองในพาร์ตของตัวรีสอร์ทที่เราเป็นเจ้าของ เราก็จะรู้ได้ว่าควรจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร รู้ว่าโลกภายนอกคิดยังไง แม้จะเหนื่อยมากก็จริง แต่การดูแลรีสอร์ทก็เป็นธุรกิจของครอบครัวเราเอง ปุยจึงรู้สึกภูมิใจและสนุกกับการทำงานในอนาคตก็อยากจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ปุยว่าการที่เราทำงานและสะสมความเครียดจากสังคมเมืองไว้มากๆ พอได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติก็จะช่วยทำให้ชีวิตเราผ่อนคลายขึ้น รวมทั้งรู้สึกสงบและมีความสุขมากขึ้น เพราะ จ.น่าน นี่ขึ้นชื่อในเรื่องวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อยู่แล้ว ในช่วงที่ปุยกลับมาช่วยดูแลรีสอร์ท ปุยจะตื่นเช้ากว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ทุกวันเลย พอตื่นขึ้นมาแล้วมันรู้สึกสดชื่น เพราะชีวิตคนน่านจะดำเนินไปแบบช้าๆ ถึงแม้ต้องทำงานที่รีสอร์ทไปด้วย เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตมันเดินไปแบบช้าๆ และสบายใจดีค่ะ”

ในช่วงหน้าร้อนนี้เธอก็จะเรียนจบปริญญาโทแล้วล่ะ นับว่าเป็นข่าวดีจริงๆ ปุยบอกว่าเมื่อเรียนจบแล้ว จุดมุ่งหมายในอนาคตนอกจากสร้างแบรนด์กาแฟแล้ว เธอยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนารีสอร์ทให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

“คือปุยเรียนเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์มาโดยตรงไง ในอนาคตปุยจึงอยากจะทำรีสอร์ทให้มันเป็นระบบมากกว่าที่เป็นอยู่ ปุยตั้งเป้าไว้ว่าอยากทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นรีสอร์ทสีเขียวและเป็นที่รู้จักของผู้คนให้มากขึ้น ใครผ่านมาเที่ยวที่ จ.น่าน ก็อยากให้คิดถึงเราเป็นอันดับต้นๆ ถ้ามาแล้วต้องหยุดแวะพักที่นี่ ถ้าไม่ได้มาพักก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง (ยิ้ม)

ในอนาคตปุยยังคิดไว้ว่าจะทำร้านกาแฟที่รีสอร์ทด้วย คืออยากทำให้ที่นี่เป็นเสมือนวิถีชุมชนของเรา มีการชักชวนให้ผู้คนสวมใส่ชุดผ้าทอมือพื้นเมืองหรือชุดล้านนา เพื่อช่วยตอกย้ำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ จ.น่าน ที่ควรเก็บรักษาเอาไว้ ก่อนจะถูกหลงลืมและลบเลือนหายไป”…อัพเดทข้อมูลได้ที่ FB : ภูพิพัฒน์ รีสอร์ท และ IG : phupipat_resort

 

 

อาเมเรีย จาคอป กับ 8 วันเฉียดความตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490374

อาเมเรีย จาคอป กับ 8 วันเฉียดความตาย

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ตื่นเถอะลูก กลับมาอยู่กับหม่ามี้ ได้ยินเสียงหม่ามี้ไหม”

เป็นเวลา 8 วันที่ “ลำดวน จาคอป” เรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหากแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรักและห่วงใยของคนเป็นแม่ กุมมือลูกสาวแน่นเสมือนกำลังยื้อยุดกับพญามัจจุราช หากแต่ในความหลับใหลนั้น “เอมี่-อาเมเรีย จาคอป” ไม่ได้ยินเสียงใดๆ

ความทรงจำสุดท้ายที่เธอระลึกได้ คือ ขับรถออกมาจากกองถ่ายละครธิดาวานร 2 ต่อจากนั้น ปราศจากการรับรู้ใดๆ

ย้อนเวลากลับไป 9 ปี ละครธิดาวานรออกอากาศทางช่อง 7 สี ได้รับความนิยมมากล้น มีวลีฮิต “แม่มาๆ” จากสาวน้อยหน้าตาน่ารัก แต่ถูกบดบังด้วยผมเผ้ารุงรัง บุคลิกซุกซนราวกับวานร เพราะถูกลิงอุรังอุตังเลี้ยงดูกลางป่าตั้งแต่ยังเยาว์ ส่งผลให้เจ้าของที่สวมบทบาทนั้นโด่งดังตามละครเรื่องนี้ทันที

เอมี่ แจ้งเกิดจากละครเรื่องแรกอย่างสวยงาม ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป…

ธิดาวานรได้รับความนิยมมาก จนมีการผลิตมาถึง 60 ตอน เป็นละครที่ถ่ายไปออกอากาศไป เรียกว่านักแสดงรอบทกันหน้ากองเลยทีเดียว จนส่งผลให้มีธิดาวานร 2 ต่อทันที แต่ย้ายเวลาจากก่อนข่าวมาเป็นหลังข่าว แต่ละครออกอากาศได้เพียงสิบกว่าตอน เอมี่ นางเอกของเรื่องก็เกิดอุบัติเหตุหลังกลับจากกองถ่ายละคร

อุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงกว่าที่เธอคาดคิด และเธอจำอะไรไม่ได้เลย

“พี่นิว (วงศกร ปรมัตถากร) บอกว่าตกต้นไม้ มี่ก็เชื่อ”

หากในความเป็นจริง รถยนต์ที่เธอเป็นผู้ขับขี่เองเกิดอุบัติเหตุ รถชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรงจนด้านหน้าพังยับเยิน เครื่องยนต์หลุดออกมาด้านนอก หลายเสียงบอกว่าปาฏิหาริย์ที่คนรอดมาได้ แต่ถึงกระนั้นเอมี่ก็อยู่ในโลกมืด ปราศจากสรรพสิ่งใดๆ นาน 8 วัน โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้กระทั่งเสียงเพรียกหาจากแม่บังเกิดเกล้า

กลางดึกของคืนวันที่ 24 พ.ย. 2552 ลำดวนได้รับโทรศัพท์ปลายสายจากกรุงเทพฯ แจ้งข่าวลูกสาวเกิดอุบัติเหตุ หัวอกคนเป็นแม่ฟังแค่นั้นก็เย็นวาบไปทั่วร่าง นอนไม่หลับ และจับเครื่องบินไฟลต์แรกจากภูเก็ตมายังโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ทันที

ระหว่างรอการเดินทางนั้น เธอก็ทราบข่าวร้ายผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ที่สนามบินภูเก็ต

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นอุบัติเหตุหนัก เขาบอกแค่อุบัติเหตุเย็บที่คางสามสี่เข็ม ไม่ได้บอกร้ายแรง ก็เดินทางมาคนเดียว พอเห็นข่าวในทีวี เห็นสภาพรถถึงกับช็อก ร้องไห้ นั่งมาแทบไม่มีสติ พอถึงโรงพยาบาลก็ย้ายไปรักษาต่อที่บำรุงราษฎร์ และโทรบอกพ่อเขาให้รีบมา ที่เรามาคนเดียวเพราะคิดว่าอาการไม่ได้สาหัส แต่พอเห็นเอมี่นอนในสภาพนั้น บอกเขาไปเลยว่าฉันอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องรีบมาเลยนะ”

อาการที่แพทย์แจ้ง เอมี่มีแผลฉีกขาดที่ใต้คางประมาณ 2 เซนติเมตร สะโพกแตกร้าว กระดูกเชิงกรานหัก ด้านซ้ายมีอาการบวม มีเลือดออกที่ข้อ แต่ไม่มีกระดูกหัก มีเลือดออกในสมอง 2 จุด รักษาตัวในห้องไอซียู และดูแล 24 ชั่วโมง เฝ้าระวังภาวะอันตราย

นาทีแรกที่เห็นลูกสาวนอนนิ่งไม่ได้สติ ลำดวนคิดเพียงว่า “เอาชีวิตแม่แลกชีวิตลูกได้ก็ยอม”

ลำดวนคือผู้ที่เฝ้ารอคอยลูกสาวให้รู้สึกตัว 8 วัน ที่จ้องมองร่างกายที่มีสายห้อยระโยงระยางเพื่อช่วยในการหายใจ ร่างกายไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ ทว่าบาดลึกเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจผู้เป็นแม่

“คุณหมอบอกให้ทำใจ ถึงตื่นขึ้นมาก็อาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรืออาจจะไม่ปกติ จะมีเอฟเฟกต์ของสมองที่มีเลือดคั่ง

ตอนที่ลูกหลับ ขอพยาบาลเฝ้า เขาก็เห็นใจ ตอนเขาปฏิบัติงานเราก็ออกมา เฝ้าเช้าจนถึงดึกทุกวัน เวลาบีบมือเขาเขาก็บีบตอบ แต่เขาไม่รู้สึกตัว ไม่ลืมตา เวลาพยาบาลดูดเสมหะ เขาเหมือนทรมานมากดิ้นแล้วบีบมือเราแรงมาก ภาพนั้นเห็นลูกทรมาน อยากเจ็บแทนลูก”

8 วัน เหมือนนานชั่วตาปี ไหนจะต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะได้ลูกสาวคนเดิมกลับมาไหม

“เรียกเขาตลอด ไหว้ทุกศาล และเราต้องเข้มแข็ง จะเป็นไรไม่ได้ เพราะถ้าเขาตื่นมา เขาไม่เจอเรา เขาจะอยู่ยังไง ระหว่างดูแลเขาก็ดูแลตัวเองด่วน เรียกตลอด บีบมือเขาตลอด ขอให้เขาฟื้นขึ้นมา จะตื่นมาในสภาพไหนก็รับได้”

ก่อนเข้าสู่วันที่ 9 ลำดวนนับวันนับคืน รอวันลูกสาวค่อยๆ ลืมตา

“นาทีนั้นไม่รู้จะขอบคุณอะไร ดีใจที่สุดแล้ว ถามเขาจำหม่ามี้ได้ไหม ถ้าจำได้ให้บีบมือ เขาก็บีบตอบ คนมาเยี่ยมเขาก็จำได้หมด แต่พูดไม่ได้เพราะมีเครื่องช่วยหายใจ ก็ใช้การเขียนเอา คือพอเขาตื่นมา เขาปกติทุกอย่าง”

หลังจากนั้นเอมี่ต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัดต่อ

เอมี่ เล่าบ้างว่า หลังจากฟื้นขึ้นมาเธอรู้สึกอย่างไร “มี่ไม่รู้อะไร ก็ตื่นมาปกติ ไม่ได้เจ็บปวดมาก คืนนั้นหนูนอนที่กอง รอบท แล้วออกจากกองเที่ยงคืน แล้วประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ก็ขับมาถึงแถวลาดหลุมแก้ว สะพานปทุม จากนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย”

บทเรียนในครั้งนั้น เอมี่บอกว่า หลังกลับมารับงานแสดงใช้การเดินทางโดยรถตู้กองถ่ายคอยรับ-ส่ง และปัจจุบันเธอขับรถเอง

“ไม่ได้กลัวการขับรถ เพราะหนูชอบขับรถเอง คนอื่นขับเราก็ไม่มั่นใจ ถ้าหนูง่วง หนูจะจอดนอนในปั๊มเลย ไม่ฝืน”

หลังจากอุบัติเหตุเอมี่มีงานแสดงอีกหลายเรื่อง แต่ในช่วงพักฟื้นทำให้ร่างกายมีน้ำมีนวลเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม แม้จะค่อยๆ พยายามลดน้ำหนัก แต่ก็ส่งผลกระทบกับงานแสดง เพราะนอกจากฝีไม้ลายมือแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทนางเอกต้องใช้รูปร่างหน้าตา

ปี 2554 เธอได้กลับมาแสดงละครธิดาวานร 3 แต่กระแสนิยมไม่พุ่งแรงเท่าภาคแรก มีผลงานมาอีกไม่กี่เรื่องข่าวคราวและงานก็ค่อยๆ ลดเงียบหายไป จนย้ายสังกัดจากช่อง 7 มาอยู่ฟากช่อง 3 ที่บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น แต่ก็มีผลงานไม่กี่เรื่อง เป็นนักแสดงในละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ และละครเรื่องกามเทพหรรษา ที่ออกอากาศจบไปแล้ว ส่วนผลงานในอนาคตเธอเองก็ยังบอกไม่ได้

“ตอนนี้ก็เหมือนฝึกแอ็กติ้งตัวเองไป เพราะก็ห่างงานแสดง ตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่ มี่เล่นบทไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนางเอก อยากเล่นตลก ชอบตลก เคยไปออกรายการยุทธการสะท้านตับ บริษัทฮาไม่จำกัด ไปรับเชิญ แต่มี่ขอเขาอยากเล่นประจำ”

เอมี่กำลังโด่งดังจากละครเรื่องแรก แต่อุบัติเหตุได้พลิกชะตาชีวิตบนเส้นทางบันเทิงของเธอ แต่ชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญ การได้ชีวิตคืนกลับมาสู่อ้อมกอดของแม่นั้นต่างหาก เป็นรางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด

และนับจากนี้ไป การใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ทำทุกวันให้มีความสุข ถ้าใครพบเห็นเอมี่จะเห็นว่า เธอหัวเราะง่ายขึ้น ยิ้มง่ายขึ้น และมีความสุขเจือปนอยู่ทุกการกระทำของเธอ

 

 

กิตติยา จิตรภักดี กับแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ คู่แม่ลูกผูกพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490234

กิตติยา จิตรภักดี กับแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ คู่แม่ลูกผูกพัน

โดย…วรธาร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 ปิดฉากไปเรียบร้อยการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2016 โดยตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดลตกเป็นของสาวสวยน่ารักหุ่นดีวัย 17 ปี เจ้าของส่วนสูง 173 ซม. ใบหม่อน-กิตติยา จิตรภักดี จากกรุงเทพฯ พร้อมการันตีการเป็นนักแสดงของช่อง 7 สีไปเรียบร้อย

ความสำเร็จของใบหม่อน นอกจากความสามารถด้านการเดินแบบที่โดดเด่นสง่าทุกองศา บุคลิกและรูปลักษณ์ที่ใช่สำหรับความเป็นซูเปอร์โมเดลแล้ว แน่นอน ในวันนั้นเธอได้รับกำลังใจล้นหลามจากเสียงโหวตของประชาชนคนไทยที่เทคะแนนให้มาเป็นอันดับหนึ่ง

ด้วยความสามารถ บวกรูปลักษณ์ บวกคะแนนโหวต จึงส่งให้เธอคว้าตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดล 2016 ไปครองเหมาะสมโดยประการทั้งปวง

ทว่าที่ไม่พูดถึงมิได้ คือกำลังใจสำคัญจากคนในครอบครัวคุณพ่อ พี่ชาย น้องชาย และโดยเฉพาะคุณแม่ ฉวีวรรณ พรหมหาญ ที่ใบหม่อนสนิทและติดแม่มาก และเป็นคุณแม่นี่แหละที่คอยดูแลใบหม่อนตลอด ตั้งแต่ก่อนการประกวดไทยซูเปอร์โมเดลมาจนสิ้นสุุดการประกวด ปัจจุบันคุณแม่ยิ่งห่วงเพราะชีวิตต่อจากนี้ใบหม่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง

จากใจใบหม่อน “คุณแม่คือดวงใจของหนู”

“หนูติดแม่มากค่ะ คงเพราะหนูเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวด้วยล่ะ คุณแม่ค่อนข้างห่วง ตอนหนูยังเป็นเด็กอาจไม่กังวลเท่าไร แต่พอเริ่มโตเป็นสาวก็เริ่มห่วง กลัวว่าเราจะพลาดในการดำเนินชีวิต ก่อนนี้ตอนหนูเรียน ม.4 ที่โรงเรียนย่านหนองจอก (พอขึ้น ม.5 ย้ายมาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี) คุณแม่ไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณน้า (น้องชายแม่) ที่ จ.ชลบุรี ท่านห่วงความปลอดภัย เพราะย่านหนองจอกนักเรียนมีเรื่องตีกันบ่อยๆ พอขึ้น ม.5 ท่านก็ย้ายหนูมาเรียนที่สวนกุหลาบซึ่งอยู่ใกล้บ้าน

“คุณแม่พยายามปลูกฝังให้หนูและลูกทุกคนเชื่อในเรื่องของกรรม เช่น เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ปลูกฝังในเรื่องความกตัญญกตเวที ซึ่งเป็นธรรมะที่ส่งเสริมให้คนทุกคนเป็นคนดี ตอนเด็กๆ แม่จะพาลูกๆ ไปวัดบ่อย ท่านเคยบวชชีพราหมณ์ แล้วก็เคยให้หนูบวชด้วย ส่วนน้องชายก็ให้บวชเณร ซึ่งในการบวชชีพราหมณ์ครั้งนั้น หนูไม่เคยลืม เพราะหนูได้หลายอย่างจากการบวช โดยเฉพาะมันทำให้หนูรักแม่มากที่สุดจนวันนี้” ใบหม่อน เล่า

ใบหม่อน เล่าต่อว่า ตอนบวชพระอาจารย์ที่ให้การอบรมจะเทศน์พรรณนาพระคุณของแม่ให้ฟัง ต้องบอกว่าเป็นการเทศน์ที่ลึกซึ้งมาก ชนิดที่คนฟังทุกคนอดน้ำตาไหลไม่ได้ แล้วบรรยากาศที่พระอาจารย์เล่ายิ่งเป็นใจ แบบว่าไม่เปิดโอกาสให้ใจเราไปนึกถึงเรื่องอื่นใด นอกจากเรื่องแม่และพระคุณของแม่เท่านั้น

“หลังจากวันนั้น คำว่าแม่อยู่ในใจหนูเสมอ เวลาทำอะไรหนูก็จะคิดถึงแม่ตลอด และอยากทำอะไรเพื่อแม่และครอบครัว ซึ่งการเข้ามาประกวดไทยซูเปอร์โมเดลครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่หนูต้องการทำเพื่อแม่และครอบครัว นอกเหนือจากความชอบในการเดินแบบเป็นการส่วนตัว หนูเคยคิด ถ้าสมมติได้ตำแหน่งขึ้นมาโอกาสที่จะได้ทำเพื่อครอบครัวก็มีมากขึ้น แล้วฝันก็เป็นจริง”

ใบหม่อน เล่าต่อว่า สิ่งหนึ่งที่คุณแม่พยายามปลูกฝังก็คือการสวดมนต์ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการสวดมนต์จะช่วยสร้างความมั่นใจและไม่ประหม่า ทั้งยังส่งเสริมให้ชีวิตประสบแต่สิ่งดีงาม

“หนูเริ่มสวดมนต์มานานพอสมควร คุณแม่นี่แหละหาหนังสือสวดมนต์ให้ เป็นแผ่นพับเล็กๆ พกไปไหนมาไหนสะดวก ในนั้นก็จะมีบทสวดต่างๆ เช่น พาหุง มหากา คาถาชินบัญชร เป็นต้น อยู่บ้านสวดประจำ เวลามาประกวดไทยซูเปอร์โมเดลก็พกใส่กระเป๋ามาด้วย ก็ทำให้หนูลดความประหม่าสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง”

แม่ฉวีวรรณบอก “ห่วงลูกคนนี้มาก”

“ถ้าถามว่าห่วงลูกคนไหนมากสุด คงเป็นเขานี่แหละ (ลูกชายคนโตเป็นทหาร คนเล็กเป็นนักบอล) เพราะแม่มองว่าเขายังเด็กอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความคิดความอ่าน เรื่องการพูดการจา น้องพูดไม่เก่ง เช่น การพูดต่อหน้าคน ต่อหน้าสื่อ บางทีพูดห้วนๆ คำว่าคะมันหลบใน คนก็มองว่าพูดห้วนไป ยังต้องพัฒนาปรับปรุงในส่วนนี้ แต่การได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 เชื่อว่าน้องน่าจะพัฒนาและยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ เพราะช่อง 7 มีการเทรนทุกอย่างในเรื่องศิลปะการแสดง การพูด การพัฒนาบุคลิกภาพอยู่แล้ว

คุณแม่ของน้องใบหม่อนขยายความถึงลูกสาวสุดรักสุดดวงใจคนนี้ว่า สำหรับนิสัยส่วนตัว ใบหม่อนเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจ มีความรับผิดชอบสูง

“เรื่องการเรียนไม่ทำให้พ่อแม่ต้องกังวลเพราะเขาบริหารจัดการของเขาเองเรียบร้อย เป็นคนมีสัมมาคารวะและมีความกตัญญูู เขาจะรักพ่อแม่ รักครอบครัว ทุกวันสำคัญ เช่น วันเกิดเขา วันเกิดเรา วันเกิดพ่อ หรือวันพ่อวันแม่แห่งชาติ เขาจะต้องหาดอกมะลิพาน้องมากราบพ่อกราบแม่ตลอด

“อย่างวันแม่ปีที่ผ่านมาเขาพาน้องมากราบและล้างเท้าให้แม่ เป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติประจำทุกปี อีกอย่างที่เขาชอบทำกับแม่บ่อยๆ คือ ชอบมาคลอเคลียหอมแก้มแม่ ไม่ว่าจะไปข้างนอกหรืออยู่ในบ้านเขาก็ทำ ถ้าถามแม่ว่าชอบไหมที่ลูกทำแบบนี้ ก็ต้องชอบอยู่แล้วเพราะมีลูกสาวคนเดียว”

เธอเน้นย้ำว่า ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจที่ลูกก้าวมาอยู่จุดนี้

“มันเหมือนฝันจริงๆ ค่ะ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะชนะเลิศตำแหน่งนี้ แต่พอได้แล้วก็ดีใจกันทั้งครอบครัวเลย อย่างไรก็ตามสำหรับน้องถือเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเขาจะต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ เพราะอนาคตข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง สิ่งเดียวที่จะทำได้คือเร่งพัฒนาตัวเองให้พร้อมทุกด้าน ถ้าถามแม่ว่ากังวลไหมก็กังวล แต่ก็อยากให้กำลังใจเขาและเชื่อว่าลูกจะทำได้”

 

‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ สะสมความรู้ผ่านหนังสืออมตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490233

‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ สะสมความรู้ผ่านหนังสืออมตะ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ดารา คนดัง นักธุรกิจ นักการเมืองหรือข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงๆ ในสังคมล้วนแต่มีของสะสมล้ำค่าประดับบารมีให้สาธารณะได้ยกย่องถึงความมั่งคั่งมั่งมีกันเต็มไปหมด เช่น รถหรู นาฬิกา ปืน พระเครื่อง ฯลฯ แต่สำหรับ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีของสะสมที่แตกต่างจากคนอื่น

“ผมสะสมความรู้จากการอ่านหนังสือ เพราะของมีค่าแม้จะตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ความรู้อยู่ติดตัวเราไปจนวันตาย ไม่มีใครมาขโมยหรือฉกชิงไปจากเราได้ ยิ่งปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ยิ่งตัวผมเป็นนักกฎหมายย่อมต้องเป็นนักอ่านตัวยง ดังนั้นที่บ้านของผมมีชั้นวางหนังสือหลายสิบตู้ไว้เก็บหนังสือที่สะสมมาตั้งแต่อ่านออกเขียนได้”

การสะสมความรู้ไม่ใช่แค่การอ่านเท่านั้น การได้ทำงานกับคนมีความรู้ความสามารถคือสิ่งสำคัญ ยิ่งที่สำนักงานกฤษฎีกา ผมได้ทำงานกับปรมาจารย์กฎหมายหลายคน จนหล่อหลอมกลายเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งปรัชญาการทำงานด้านกฎหมายของผมคือ สะอาด สว่าง และสงบ เป็นคติในการทำงานตลอดชีวิตรับราชการ

ปกรณ์ เล่าว่า เริ่มสะสมหนังสือตั้งแต่เด็กๆ ในยุคนั้นยังคงเรียนหนังสือด้วยการซื้อชีต หรือซีรอกซ์ตำรามาอ่าน จนพอมีเงินซื้อหนังสือเป็นเล่มๆ ทุกวันนี้ยังเก็บรักษาไว้อยู่ แม้จะมีบ้างที่ต้องจำใจต้องรื้อทิ้งออกมาทำลาย เพราะปลวกกิน แต่ก็ยังเก็บไว้อย่างดีทุกเล่มโดยเฉพาะหนังสือกฎหมายระดับปรมาจารย์เขียนทั้งไทยหรือต่างประเทศ มีเก็บไว้หมด เช่น หนังสือของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชากฎหมายไทยมาเป็นเวลานานจนได้รับยกย่องเป็นปรมาจารย์แห่งวงการกฎหมายไทย และได้รับการกล่าวขานว่า ตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์ยุติธรรม

“ชั้นวางหนังสือที่บ้านผมไม่เคยจัดลำดับเป็นระบบอะไรเหมือนในห้องสมุดตามตัวอักษร หรือตามหมวดเรื่อง ผมอาศัยความจำที่ดีนี่แหละวางหนังสือเล่มตรงนั้นตรงนี้ไปตามใจชอบ ถ้าจะอ่านหนังสือเล่มไหนต้องถามผมคนเดียว ผมจึงจะหยิบให้ถูก ไม่งั้นหาไม่เจอหรอก ขนาดลูกชายผมอยากอ่านหนังสืออะไรผมยังต้องไปหยิบมาให้ แล้วจะย้ำลูกเสมอว่าพ่อหยิบจากตรงนี้นำมาวางไว้ที่เดิมด้วยนะ” ปกรณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่สามารถถ่ายทอดนิสัยหนอนหนังสือให้ลูกชายสุดที่รักได้ซึมซับ

ยิ่งครอบครัวผมเป็นบ้านนักกฎหมาย การพูดคุยกันจึงต้องใช้ “เหตุและผล” พร้อมกับยึดคติที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เพราะการตีไม่ใช่การทารุณกรรมเด็ก แต่เป็นการใช้เหตุและผลในการพูดคุยอธิบายกันว่าเรื่องไหนควรทำ หรือไม่ควรทำ เรื่องไหนดีหรือเรื่องไหนไม่ดี เพราะหากเรื่องใดไม่ดีพ่อแม่ต้องกล้าตักเตือนลูกด้วยการตีบ้าง เพราะลูกอยู่ในสายตาของครอบครัวพ่อแม่ย่อมปลอดภัย แต่หากลูกไปกระทำผิดในสังคม เช่น หากกระทำผิดกฎหมาย ต้องถูกจับ หรือไม่ก็ ติดคุก ซึ่งเลวร้ายกว่าสิ่งที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนด้วยการตีหลายเท่านัก ดังนั้นการสอนลูกด้วยการตีไม่ใช่การลงโทษที่ผิด

ในห้องสมุดครอบครัว “นิลประพันธ์” ไม่ใช่แค่หนังสือกฎหมาย แต่มีหนังสือทุกชนิดโดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วโลกมีเก็บหมด ความคลั่งไคล้ในการรักการอ่านส่งผ่านไปยังลูกชายวัย 15 ปี ที่ตอนนี้สามารถขยับตัวเองไปเรียนต่อเมืองนอกประเทศนิวซีแลนด์ได้ ตั้งแต่ลูกยังเล็กราว 2-3 ขวบ ก่อนนอนผมจะอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปในรูปแบบนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน จนเมื่อลูกโตขึ้นเติบโตทางความคิดได้สร้างนิสัยรักการอ่านและการตั้งคำถาม

“วันหนึ่งลูกผมมาถามผมว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ คืออะไรครับพ่อ ผมจูงลูกมาที่ห้องหนังสือแล้วหยิบหนังสืออมตะ 3 เล่มให้ลูกเอาไปอ่าน ถ้าลูกอ่านจบจะเข้าใจว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ คืออะไร”

หนังสือเล่มแรกที่ปกรณ์เลือกเป็นหนังสือของ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนชาวรัสเซียผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ถือเป็นคนที่ได้รับการขนานนามว่า เพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมของโลก ผลงานที่เป็นอมตะไว้มากมาย เช่น สงครามและสันติภาพ แอนนา คาเรนินา คนกับนาย และความตายของอีวาน อิลลิช เป็นต้น

ต่อมาเล่มที่สองคือ The Communist Manifesto หรือคำแถลงนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นหนังสือการเมืองเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงต่อประวัติศาสตร์โลก เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ และ ฟรีดริช เองเงิลส์ เนื้อหาสาระเป็นการวางเป้าหมายของสหพันธ์และแผนดำเนินการ กับทั้งยังได้แถลงนโยบายในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการปฏิวัติของชนกรรมาชีพในอันที่จะโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น

สำหรับหนังสือเล่มที่สาม คือ ดอกเตอร์ชิวาโก เป็นวรรณกรรมที่กลายมาเป็นภาพยนตร์ชีวิต รัก และสงคราม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนายแพทย์และกวีชาวรัสเซียชื่อ นพ.ยูริ อังเดรเยวิช ชิวาโก และความรักที่มีต่อหญิงสาวสองคน คือ ลาริซซา “ลารา” แอนติโปวา และ ทันยา โกรมีโก ฉากหลังในเรื่องกินเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติรัสเซีย สงครามกลางเมืองรัสเซีย ไปจนถึงการโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และสถาปนาสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ทศวรรษ 1910 จนถึงทศวรรษ 1950 ทั้งหมดจะทำให้รู้ลึกซึ้งถึงที่ไปที่มาของลัทธิหรือความคิดคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง

ปกรณ์ เล่าว่า ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ผมชอบ หรือรักที่สุด แต่ปลื้มใจหนังสือทุกเล่มที่สะสม เพราะหนังสือเหล่านี้ทำให้เป็นคนที่มีความคิดและรักการอ่านจนกลายเป็นที่มาของนิสัยรักการเขียน เพราะการอ่านช่วยให้คิดวิเคราะห์หรือเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการมองหรือวิพากษ์สังคมได้

“ของสะสมที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ไม่ใช่ของมีค่าเป็นตัวเงิน แต่คือการสะสมความรู้จากหนังสืออมตะทุกเล่มที่ผมรัก เพราะการสะสมความรู้ คือ การสะสมหนังสือ”

 

 

12 ข้อคิด ‘แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีสุข’ สไตล์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490231

12 ข้อคิด ‘แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีสุข’ สไตล์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

โดย… ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

สักกี่คนที่อายุ 78 ปีแล้วจะสดชื่น เบิกบานทั้งกายใจ อย่างที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินชีวิตอยู่ในเวลานี้ นอกจากชีวิตนี้จะไม่เคยมีคำว่า “เกษียณ” อุทิศตัวทำงานอาทิตย์ละ 7 วันแล้ว ในวันนี้ของ ดร.สุเมธ ยังคงแอ็กทีฟ กระฉับกระเฉง แถมยังเดินป่าไหว จนหลายๆ คนอดถามไม่ได้ถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิต  และนี่คือ 9 เคล็ดลับดีๆ ของการ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” จาก ดร.สุเมธ

1.อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง

หลายคนเมื่อเกษียณแล้ว มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทาง “กาย” พากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปกินอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน  ดร.สุเมธ บอกว่า โดยส่วนตัวทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร

2.ใช้ชีวิต อย่างมี “สติ”

ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการกิน แทนที่จะกินตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ “ปาก” ของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการกิน

3.น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง

เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีลเสียก่อน และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียง

4.ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม

เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ แต่ให้พยายามหาเรื่องช่วยคนโน้นคนนี้ เท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5.ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”

ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6.อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ

ตอนมีชีวิตอยู่ต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย  จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้วเกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7.ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น

คาถาที่ว่านี้  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8.อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ

เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ  เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9.อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ

เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10.รักษากายและจิต

ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์  คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

10.อย่าหยุดทำงาน

เกษียณแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย ทำให้ ดร.สุเมธ ยังคงทำงานทุกวัน ส่งผลให้แข็งแรงจนถึงวันนี้

11.ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้

อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เกษียณแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ  ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก  เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

12.ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต

อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

แง่คิดดีๆ จาก ดร.สุเมธ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่ไลฟ์สไตล์และหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณ

… ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ”

 

ยุรนันท์ ดุษณีย์ ‘เซอร์เวเยอร์’ อาชีพนี้ใช่เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/490230

ยุรนันท์ ดุษณีย์ ‘เซอร์เวเยอร์’ อาชีพนี้ใช่เลย

โดย…วารุณี อินวันนา

 อาชีพผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ หรือพนักงานเคลม หรือเซอร์เวเยอร์ ยังไม่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ เพราะต้องทำงานกลางแจ้ง เผชิญความร้อน ฝนตก ความเย็น ท่ามกลางความกดดันจากความโกรธ ความหงุดหงิด ความเศร้า ของประชาชนที่สูญเสีย

สำหรับ ยุรนันท์ ดุษณีย์ เจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ 1 บริษัท วิริยะประกันภัย อดีตนิติกรที่จบนิติศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และเคยได้รับทุนพระราชทานสมเด็จพระราชชนนี ปี 2548 พกใบอนุญาตทนายความ หรือตั๋วทนาย ที่การันตีถึงความรู้ทางกฎหมายแน่นปึ๊ก บอกว่า อาชีพผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ หรือเซอร์เวเยอร์ นี้แหละใช่เลย

แม้จะไม่ได้ตั้งใจมาทำอาชีพนี้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็หลงรักเข้าเต็มเปา ความรักในอาชีพ ทำให้ ยุรนันท์ ทำงานออกมาได้ดี และได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ดีเด่น ประจำปี 2559 (Best Surveyor Award 2016 (BSA) ของสมาคมประกันวินาศภัยไทย ที่มีการจัดประกวดเมื่อกลางเดือน มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา จากผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ทั่วประเทศ 4,000 คน ไม่รวมบุคลากรที่ทำงานในบริษัทสำรวจภัย ที่รับจ้างทำเคลมจากบริษัทประกันภัย

“ผมมองว่าการประกันภัยมีอยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และมีผลต่อการสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ในมุมมองของผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ธุรกิจประกันภัย ทำงานในลักษณะของการช่วยเหลือสังคม และอาชีพเซอร์เวเยอร์ ก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ประกันภัยบรรลุจุดหมายในเรื่องของการสนับสนุนความปลอดภัยทางถนน การเยียวยาหลังเกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

“อยากฝากให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่อยากช่วยเหลือสังคม อาชีพนี้ตอบโจทย์เลย และยิ่งมีความรู้ด้านกฎหมายด้วยจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น” ยุรนันท์ กล่าว

ยุรนันท์ กล่าวว่า อาชีพเซอร์เวเยอร์ มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นคนแรกที่ไปพบกับลูกค้าที่สูญเสียจากอุบัติเหตุรถยนต์ ไปเป็นตัวแทนของบริษัท การทำงานจะสะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัทด้วยทุกครั้ง

ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ได้เร็ว การแชร์ข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ของเซอร์เวเยอร์ จึงต้องแน่น เงื่อนไขกรมธรรม์ต้องแม่น และมีความสุภาพ

“การออกไปทำงานเคลมในสถานที่เกิดเหตุ จะต้องทำใจรับกับความรู้สึกของลูกค้า ที่เพิ่งเผชิญกับความสูญเสียในทรัพย์สิน หรือคู่กรณีของลูกค้าเสียชีวิต รวมถึงลูกค้าเสียชีวิต ก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกของทายาท เป็นความกดดันที่อาชีพเซอร์เวเยอร์ จะต้องรับมืออย่างมีสติ มีเทคนิคในการพูดคุยเพื่อให้ลูกค้าและคู่กรณีเกิดความผ่อนคลาย และสร้างความมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม”

การปฏิบัติต่อผู้สูญเสีย ยุรนันท์จะถือเสมือนหนึ่งว่าผู้สูญเสียเป็นคนในครอบครัวเดียวกับเขา ต้องมีสติในการทำงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย ทั้งลูกค้าและคู่กรณี ให้ได้รับความเป็นธรรม และใช้คุณธรรมความรู้จากประสบการณ์การทำงานกฎหมายที่ศึกษา เงื่อนไขของกรมธรรม์ มาให้คำแนะนำกับลูกค้า และเป็นการเสริมความรู้ด้านประกันภัยให้กับลูกค้าไปในตัว เพื่อวันข้างหน้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะต้องทำอย่างไร?

“ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ต้องคุยก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น มีความเสียหายอะไรบ้าง คนที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่จะเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ไหม ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว เราจะไม่พูดเรื่องรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบทันที”

ยุรนันท์ บอกว่า เซอร์เวเยอร์รถยนต์ เมื่อมีประสบการณ์ในการทำงานมากพอแล้ว ทางบริษัทจะปล่อยให้ตัดสินใจทำงานอย่างอิสระตามความสามารถในการจัดการงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภายใต้ระบบการทำงานของบริษัท แม้วันนี้ ะบบเคลมรถยนต์ออนไลน์ จะถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัญญาสละสิทธิระหว่างกันของประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 หรือน็อกฟอร์น็อก ที่เพียงแลกสัญญากันก็แยกรถกันไปได้เลย

รวมถึงโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ในกรณีเฉี่ยวชนเพียงเล็กน้อย แต่คนก็ยังต้องรอเซอร์เวเยอร์ไปให้บริการถึงที่ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังไว้วางใจคนในอาชีพนี้

ยุรนันท์ ฝากบอกเด็กจบใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ ที่อยากค้นหาประสบการณ์ในการทำงาน รักในงานบริการ ชอบช่วยเหลือสังคม อาชีพผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ หรือเซอร์เวเยอร์ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น เป็นกลไกที่จะทำให้ชีวิตของผู้คนได้รับความคุ้มครอง ส่งเสริมในด้านความปลอดภัย และพัฒนาสังคมในอีกด้านหนึ่ง

จากทนายความ สู่ผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์มือหนึ่ง

ยุรนันท์ เล่าว่า มีความฝันที่จะเป็น “ทนายความ” จึงตัดสินใจเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งเรียนได้ดีมากเพราะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เคยได้รับทุนพระราชทานสมเด็จพระราชชนนี ปี 2548 เป็นประธานรุ่นคณะกรรมการนักศึกษาคณะนิตศาสตร์ เป็นมือเบสประจำวงดนตรีมหาวิทยาลัย และได้รับเลือกเป็นนายกองค์การนักศึกษากฎหมายแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิก 26 สถาบันทั้งของภาครัฐและเอกชน

เมื่อเรียนจบได้ไปทำงานเป็นนิติกรและสอบใบอนุญาตทนายความ หรือตั๋วทนาย และทำงานอื่นไปด้วย พอมีประสบการณ์จึงมาสมัครงานที่บริษัท วิริยะประกันภัย ในตำแหน่งทนายความ แต่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานด้านผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ หรือเซอร์เวเยอร์ ก่อน

“ตอนแรกไม่ทราบเลยว่าอาชีพนี้คืองานอะไร ทำงานแบบไหน แต่อยากลองทำ ในใจก็คิดว่าทำไปก่อนแล้วค่อยขยับขยายไปทำงานด้านกฎหมาย ทำให้เราต้องทำงานเชิงรุก ด้วยการศึกษาให้ไวที่สุด เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว ก็จะมีพี่ที่ทำงานคอยประกบติด ให้คำแนะนำ”

แม้แต่ระดับผู้จัดการก็จะสอนงานด้วยการพาเราลงพื้นที่ไปด้วย เพราะเรามาใหม่ จะยังไม่ทราบเรื่องการทำเอกสาร การให้คำแนะนำ การสร้างความเข้าใจลูกค้าจะไม่ครบถ้วน ทางพี่ๆ ก็จะคอยแนะนำตลอด ทำให้เรียนรู้ได้ไวมาก ใช้เวลา 1 เดือน ก็สามารถออกไปทำงานนอกสถานที่ได้

“เคลมอุบัติเหตุรถยนต์แรกที่ทำเอง จะเป็นการเคลมแห้งธรรมดา มีการตรวจสอบเบื้องต้น เลขตัวถัง มันตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยรู้ว่าตัวรถยนต์จะต้องศึกษาอะไรบ้าง เลขตัวถังรถ ระบุว่าเป็นรถคันนี้ เป็นของผู้เอาประกันภัยคนนี้ รู้สึกแปลกใหม่กับอาชีพนี้ หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ และได้ทำงานในรายที่ยากๆ ซับซ้อนเพิ่มขึ้น จนสามารถทำงานสำรวจความเสียหายกรณีรถชนกันหนักๆ และความสูญเสียในชีวิต

“วันนี้ ยังไม่ได้มองไปถึงว่าในอนาคตจะไปถึงตำแหน่งไหน เพราะกำลังอยู่ในช่วงตั้งใจทำงานด้วยการใช้ความรู้ความสามารถของเราให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ผมเห็นผู้บริหารระดับสูงหลายคน เริ่มต้นการทำงานในบริษัทประกันภัยด้วยตำแหน่งเซอร์เวเยอร์ ซึ่งผมมองว่าโอกาสในการเติบโตมีสูง และอนาคตในการทำงานก็ดี หากเรามีความรู้ความสามารถมากพอ” ยุรนันท์ บอกถึงความคาดหวัง

“มีอะไรที่จะเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ไหม ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว เราจะไม่พูดเรื่องรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบทันที”

“อาชีพผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ หรือเซอร์เวเยอร์ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น เป็นกลไกที่จะทำให้ชีวิตของผู้คนได้รับความคุ้มครอง ส่งเสริมในด้านความปลอดภัย และพัฒนาสังคมในอีกด้านหนึ่ง”

 

ฉลาดทำงาน แบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489374

ฉลาดทำงาน แบบญี่ปุ่น

โดย…บีเซลบับ

เราต้องทำได้ เพราะงานคือชีวิต เพราะฉะนั้นก็เชิญชวนให้มาทำงานอย่างรู้ทันเท่าทัน ได้ทั้ง(ผล)งานและได้ทั้งความสุข วิธีฝึกคิดในการทำงานในสไตล์ของคนญี่ปุ่น “Get Happy Everyday” จากชุดหนังสืออินสไปร์ พัฒนาตนเอง ของ สนพ.นานมีบุ๊คส์ ที่อาจส่องประกายให้คุณทำงานได้สนุกขึ้น

มาปรับโหมดการทำงานแบบคนญี่ปุ่นกันเถอะ!

คนญี่ปุ่นเป็นคนจริงจัง แต่เขาจะเริ่มเข้าสู่โหมดการทำงานด้วยงานง่ายๆ คีย์เวิร์ดที่สำคัญคือคำว่า “เปิดสวิตช์” นึกภาพสวิตช์ไฟที่คุณเป็นกดปุ่มเปิดด้วยตัวเอง “แชะ!” หรืออะไรทำนองนั้น

1.อย่า “ไม่มีอารมณ์ทำงาน”

บางครั้งแม้คุณนั่งที่โต๊ะทำงานแล้ว แต่ยังเหม่อลอยไม่มีอารมณ์ทำงาน นั่งเหม่อแล้วเหม่ออีก ใจลอยไปที่โน่นที่นี่แบบไม่รู้จบ แถมงานก็ไม่เดิน ทำให้คนรอบข้างเพื่อนร่วมงานอึดอัด ถ้าเป็นแบบนี้ลองปรับโหมดใหม่ เอื้อมมือไปแตะ “สวิตช์การทำงาน” หลายคนมีวิธีเปิดสวิตช์ที่ไม่เหมือนกัน ลองสังเกตตัวเองว่าคุณมีวิธี “เปิด” สวิตช์ของตัวเองอย่างไร ถ้ายังไม่เจอ ลองวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ เช่น ทำความสะอาดโต๊ะ วิธีนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนอารมณ์ที่ดี ทำอย่างสบายๆ ไม่ต้องเครียด แค่เช็ดเบาๆ เก็บเศษกระดาษทิ้ง ฯลฯ เช็ดโต๊ะเสร็จก็ลุยเลย!

2.งานฉลุยด้วยการจัดระเบียบ

สำหรับบางคนจัดระเบียบเป็นเรื่องดี เพราะหมายถึงการวางแผนไว้คร่าวๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง ถ้าคุณยังเป็นมือใหม่ ให้เริ่มด้วยการจัดตารางงานล่วงหน้า 1 วัน โดยก่อนเริ่มทำงานให้ลองจัดตารางงานของวันนั้นๆ ด้วยการวางแผนคร่าวๆ วิธีนี้จะช่วยลดความสูญเสียหรือความสูญเปล่าของเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งป้องกันความผิดพลาดได้

กรณีไม่เป็นไปตามแผนล่ะ บ่อยครั้งที่แผนซึ่งวางไว้ไม่เป็นไปตามที่คาด ก็ไม่ต้องอะไรมาก ถ้าไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็ให้ปรับแก้หรือยืดหยุ่นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พิจารณาจากหน้างานว่าอะไรควรทำหรือควรเป็นไปอย่างไร ไม่ต้องคิดกังวลจนหงุดหงิด เพราะงานคือการแก้ปัญหาอยู่แล้วคุณถูกจ้างมาให้ทำสิ่งนี้

3.แยกแผนงานกับความเป็นจริงออกจากกัน

การวางแผนก็คือการเตรียมสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ต้องแยกแผนงานออกจากความเป็นจริง ถ้าเข้าใจดีแล้ว แม้มีงานราษฎร์งานหลวงเข้ามาแทรก ก็จะไม่หงุดหงิด “ช่วยไปทำนั่นที ช่วยไปทำนี่ที อย่าลืมไปถ่ายเอกสารด้วย” เรื่องแบบนี้เป็นธรรมชาติของการทำงาน ในระยะยาวคุณจะวางแผนได้ดีขึ้น วางแผนได้ใกล้เคียงความเป็นจริงหรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้น เตรียมรับมือกับความผิดพลาดได้ดีเพียงไร คือความเป็นมืออาชีพที่ทรงประสิทธิภาพเพียงนั้น

4.คนญี่ปุ่นไม่เกี่ยงงาน

สลายอาการเกี่ยงงานถ้ามี คุณเกี่ยงงานหรือเปล่า สิ่งนี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน คนทำงานสไตล์ญี่ปุ่นจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ทำ ในโหมดของงานแล้วไม่มีคำว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” เช่น ไม่ชอบงานคีย์ข้อมูล ไม่ชอบเข้าประชุม ไม่ชอบไปกินเลี้ยง ไม่ชอบทำงานกับแผนก…ฯลฯ ถ้าเผลอออกอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดหรือโอดครวญเวลาได้งานที่ไม่ชอบ คุณจะเป็นคนที่ไม่มีใครอยากมอบหมายงานสำคัญให้ทำ

5.สะสมความสำเร็จ

คนญี่ปุ่นไม่เบื่องาน แต่จะมองหาความสนุกในงานตามแบบฉบับของตน บางคนใช้วิธีจับเวลาในการทำงาน แล้วตั้งเป้าหมายทำลายสถิตินั้น มีตั้งแต่การทำลายสถิติส่วนบุคคลและสถิติส่วนแผนกหรือองค์กร ถ้าทำได้ก็จะยินดี “ไชโย! เสร็จเร็วกว่าครั้งก่อนอีก” หรือ “คราวนี้จะรีบทำให้เสร็จกว่าแผนกบุคคล ฉันต้องทำได้” เป็นการสะสมความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ได้ทั้งงานและได้ทั้งความสนุก

บางทีลองเปลี่ยนความคิดเพียงนิดหน่อย งานที่น่าเบื่อก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป อาจลองคิดว่า ถ้างานนี้เสร็จเมื่อไหร่ ก็จะได้เริ่มวางแผนอื่นสักที หรือต้องทำงานนี้ให้ดีๆ เพราะส่งผลต่อการเจรจาและความสำเร็จของโครงงานทั้งหมด อย่างนี้เป็นต้น คิดไม่เหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ต่างไปจากเดิม บางครั้งยังทำให้ได้โอกาสใหม่ๆ ด้วย

 

ขอพรปีใหม่ (ไม่ให้พลาด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489371

ขอพรปีใหม่ (ไม่ให้พลาด)

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สงกรานต์ปีใหม่นี้ ตั้งใจขอพรให้สัมฤทธิ์ ขอพรยังไงไม่ให้พลาด ข้อมูลนำมาจาก “ขอพร” ของ ม.ย.ร.มะลิ สนพ.วงกลม ขอขอบคุณและอนุโมทนา ใครที่เตรียมตัวเตรียมใจว่า ปีนี้จะทัวร์ไหว้พระขอพรวันสงกรานต์ ตามมาเลย ไม่แน่ว่าพรที่คุณผู้อ่านมุ่งหมายจะสัมฤทธิ์สถิตคงในปีนี้ มีตั้ง 9 วัด ลุยเลย!

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 แห่งที่เลือกมานี้ นอกจากจะมีชื่อเสียงแล้ว ยังเป็นที่ร่ำลือว่า สามารถขอพรได้ต่างๆ พิจารณาดูพรที่จะได้ เชื่อว่าเราท่านจะสามารถใช้ชีวิตได้แสนสุขตลอดปีและตลอดไป

1.วัดพระแก้ว :

ขอพรให้ร่ำรวยแก้วแหวนเงินทอง

วิธีขอพร

ตั้งจิตให้สงบ ว่านะโม 3 จบ

ต่อด้วยคาถาบูชาพระแก้วมรกต

วาละลุกัง สังวาตังวา

วาละลุกัง สังวาตังวา

วาละลุกัง สังวาตังวา

ว่าจบให้เดินไหลตามฝูงชนเข้าไปในพระอุโบสถ ชื่นชมองค์พระแก้วมรกต หาที่นั่งได้แล้วพึงหลับตาหายใจในสมาธิชั่วครู่ อธิษฐานจิต “ขอพรให้ร่ำรวยแก้วแหวนเงินทอง เพื่อใช้เลี้ยงตนและทำบุญทำทาน” เสร็จแล้วออกมา ใช้ดอกบัวจุ่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ พรมที่ศีรษะตนเองเป็นสิริมงคล

ดอกไม้ บูชาด้วยดอกจำปา เพราะสีทองๆ ดี

2.ศาลหลักเมือง :

ขอให้ประสบความสำเร็จถึงหลักชัยแห่งชีวิต

วิธีขอพร

ของไหว้มีเจ้าหน้าที่จัดไว้เป็นถาด นำของทั้งหมดนี้ไปไหว้ที่ศาลหลักเมืองจำลอง ตั้งนะโม 3 จบแล้วว่าคาถา (มีป้ายบอก) นำผ้าแพรสามสีไปผูกที่เสา จากนั้นไปที่ศาล “องค์หลักเมืองของจริง” ตั้งอยู่ติดๆ กัน ถวายดอกไม้อีกหนึ่งชุด “ขอพรให้ได้ประกอบสัมมาชีพ ประสบความสำเร็จถึงหลักชัยแห่งชีวิต” อย่าลืมไปอธิษฐานจิตยกพระเสี่ยงทาย หลายคนมาที่นี่เพื่อกิจกรรมนี้

ดอกไม้ บูชาด้วยดอกบานไม่รู้โรย หมายถึง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในชีวิต

3.วัดโพธิ์ :

ขอพรให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเหมือนอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทร

วิธีขอพร

ตรงไปที่พระอุโบสถ ตั้งจิตว่านะโม 3 จบ ขอพรต่อหน้าองค์พระพุทธเทวปฏิมากร แปลว่าพระที่เทวดาสร้าง ทำใจให้นิ่งสู่สมาธิ “ขอพรให้ลูกช้างมีชีวิตร่มเย็นเหมือนอยู่ใต้ร่มโพธิ์ไทร” เสร็จแล้วเดินชมภาพสลักเรื่องรามเกียรติ์ที่เฉลียงรอบพระอุโบสถ เขามอหรือสวนหย่อมฤาษีดัดตน ถ้าเมื่อยก็แวะนวด ศิลปวิทยาการของไทยโบราณ

ดอกไม้ บูชาด้วยช่อกระแต เหมือนกระแตเกาะไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น

4.ศาลเจ้าพ่อเสือ :

ขอพรให้มีโชคลาภ เฮงๆ ตลอดปี

วิธีขอพร

ซื้อของไหว้ 2 ถาด ถาดแรกไหว้เจ้าพ่อเสือ มีไข่ ข้าว พวงมาลัยและหมูสด ถาดที่ 2 ไหว้ เฮี้ยงเทียนเซียงตี่ มีส้ม กระดาษเงินกระดาษทอง พวงมาลัย บางถาดมีกุ๊ยนั้ง (คนช่วยเหลือ) ด้วย เริ่มจากปักธูปไหว้เฮี้ยงเทียนเซียงตี่ ต่อด้วยเจ้าพ่อเสือ แล้วเดินออกไปนอกศาลไหว้เทวดาฟ้าดิน ตอนเดินกลับเข้ามานำธูปที่เหลือปักลงกระถางซ้ายขวา ลาของ เก็บส้มกลับไปกินบ้านเป็นสิริมงคล กระดาษเงินกระดาษทองปัดวนรอบตัว 3 รอบแล้วนำไปเผาที่เตา เสร็จแล้วให้เจ้าหน้าที่นำหมูสดไปชูใกล้ๆ ท่านเจ้าพ่อ เจ้าหน้าที่จะร้องดังๆ “เฮงๆๆๆๆๆๆ”

ดอกไม้ บูชาด้วยดอกกระดังงา ดุจกลิ่นกระดังงาหอมไกล กระพือพัดโชคลาภให้ไม่รู้สิ้น

5.วัดสุทัศน์ :

ขอพรให้มีสติสัมปชัญญะ ทัศนะถูกต้องดีงาม

วิธีขอพร

พระวิหารวัดนี้สร้างสูงกว่าศาสนสถานอื่น เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุที่เป็นศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก้มกราบอธิษฐานต่อหน้าพระศรีศากยมุนี ทำจิตให้นิ่ง ว่านะโม 3 จบ อธิษฐาน “ขอพรให้มีสติสัมปชัญญะ มีทัศนะในการใช้ชีวิตได้ถูกต้องดีงาม”

ดอกไม้ บูชาด้วยดอกพุด เพราะรูปทรงดูเหมือนธรรมจักร

6.วัดบวรนิเวศวิหาร :

ขอพรให้พ้นภัย ผ่อนเคราะห์จากหนักเป็นเบา

วิธีขอพร

ไหว้พระที่หน้าพระอุโบสถ จากนั้นเข้าไปกราบพระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยามทุกพระองค์ตั้งแต่สมัยอยุธยาเสด็จมาถวายสักการะ ตั้งจิตให้นิ่ง ว่านะโม 3 จบ “ขอพรให้พ้นภัย ผ่อนเคราะห์ หนักเป็นเบา” มีน้ำมนต์อยู่ที่ด้านหลังพระพุทธชินสีห์ ว่ากันว่าแก้อาถรรพ์ดีมาก ที่เจดีย์ใหญ่หลังพระอุโบสถยังมีพระเจดีย์ไพรีพินาศ มีคุณแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์ ก็ไปกราบกันด้วย

ดอกไม้ บูชาด้วยดอกล้างขวด เพื่อล้างเคราะห์ล้างภัย

7.วัดชนะสงคราม :

ขอพรให้มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง

วิธีขอพร

พระประธานในพระอุโบสถ มีพระนาม “พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะ ชยันตะโคดม บรมศาสดา อนาวรญาณ” แต่เดิมมีขนาดเล็ก หากเมื่อคราวสมเด็จกรมราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทชนะศึกพม่า ได้เสด็จมาพักทัพที่นี่ ท่านและแม่ทัพนายกองทั้งหมด “ทรงถวายเสื้อยันต์ที่ใช้ในศึกคราวนั้น” แด่องค์พระแล้วโบกปูนทับไว้ ทราบประวัติขลังๆ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ณ บัดนี้

ตั้งนะโม 3 จบ “ขอพรให้มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” จากนั้นกลับมารับพรและขอน้ำมนต์จากพระสงฆ์กลับบ้าน ตุ่มน้ำมนต์ที่อยู่ตรงหน้าพระประธานนั่นแหละ มีตั้ง 2 ตุ่ม ความไม่ธรรมดาของน้ำมนต์วัดชนะฯ นี้ วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง

ดอกไม้ บูชาด้วยบานไม่รู้โรยสีขาว ชนะความดีที่ไม่รู้โรย(แน้!)

8.วัดระฆังโฆสิตาราม :

ขอพร “ฟรีสไตล์” ตามใจปรารถนา

วิธีขอพร

ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาที่นี่ เพื่อขอพรจากหลวงพ่อโต หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อริยสงฆ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ห้องสำหรับกราบหลวงพ่อโตเป็นห้องกระจกติดแอร์อยู่ติดกับทางเข้าวัด นำดอกไม้ที่เตรียมมาใส่พาน ซื้อหาหมากพลูที่ทางวัดเตรียมไว้ด้วยก็ได้ ตั้งจิตระลึกถึงหลวงพ่อ ว่านะโม 3 จบ ต่อด้วยการสวดคาถาชินบัญชร (ช้าๆ) เมื่อสวดเสร็จจะรู้สึกใจเย็นลงอย่างประหลาด

หลับตาดูลมหายใจตัวเองไป ตั้งสมาธิดีๆ อย่าวอกแวก เมื่อรู้สึกว่าลมหายใจยาวสม่ำเสมอดีแล้ว ให้ขอพรในใจต่อไปเลย ที่นี่ขอพรได้ฟรีสไตล์ ตามใจปรารถนาของแต่ละคน เสร็จแล้วเดินไปปิดทองที่องค์หลวงพ่อ อย่าลืมตักน้ำมนต์กลับบ้านเป็นสิริมงคล

ดอกไม้ บูชาด้วยมะลิ เพราะหอมกรุ่นทำให้นึกถึงพระ

9.ภูเขาทอง วัดสระเกศ :

ขอพรให้มีดวงตาเห็นธรรม

วิธีขอพร

เดินขึ้นภูเขาทอง ฟังคำเทศน์ที่กระจายเสียง อย่าฟุ้งซ่านคิดเรื่องอื่น ทำจิตให้ปลอดโปร่งสมกับที่จะได้ขอพรต่อพระบรมสารีริกธาตุ การเดินขึ้นเขาเป็นเคล็ดว่า ทำให้จิตใจสูงส่ง ไม่ตกต่ำ ชีวิตมีแต่ขาขึ้น เมื่อขึ้นไปถึงซื้อธูปเทียนไหว้พระ ถวายดอกไม้ “ขอพรให้มีดวงตาเห็นธรรม” เสร็จแล้วปิดทองที่สถูปศิลาภายในองค์เจดีย์ (มีป้ายบอก) และนมัสการองค์เจดีย์ โดยเดินเวียนขวา 3 รอบ พนมมือให้นิ้วอยู่เหนือศีรษะ ตั้งจิตอธิษฐาน รับรู้ทุกคำที่เรากล่าวออกไป “ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นที่พึ่ง”

ดอกไม้ บูชาพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระพุทธองค์ด้วยดอกบัว นอบน้อม สุขุม ลุ่มลึก