ขับรถลุยน้ำท่วม…ตั้งสติก่อนสตาร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 11:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457091

ขับรถลุยน้ำท่วม...ตั้งสติก่อนสตาร์ท

โดย…ราตรีแต่ง

ฝนปีนี้เทกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก ตกนานติดต่อกันหลายวัน สภาพถนนเกือบทั่วกรุงภายหลังเกิดพายุคะนอง กลายเป็นต้องสัญจรบนถนนจมน้ำท่วมขังสูงกว่า 20 ซม. เป็นปัญหาของคนขับรถช่วงนี้เมื่อต้องขับรถลุยน้ำท่วม โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางได้ หรืออาจขับไปในถนนที่ไม่เคยคุ้น โดยไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อน และขณะนั้นน้ำมาโดยไม่ทันตั้งตัว จึงจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำไปต่อ ในสถานการณ์วิกฤตคับขันเช่นนี้ควรทำอย่างไร? เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์เสียหาย โดยตั้งสติ เตรียมตัวให้พร้อม และปฏิบัติดังต่อไปนี้

ถ้าจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ

เริ่มเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ควรเติมน้ำมันให้เต็มถัง เพื่อให้แรงดันจากน้ำมันไม่ให้เกิดไอน้ำภายในถังน้ำมัน และจุดสำคัญที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ คือ ระบบจ่ายไฟทั้งคอยล์ สายไฟ จานจ่ายไฟ และปลั๊กหัวเทียน หากเกิดปัญหากับระบบจ่ายไฟ ให้ใช้สเปรย์กันความชื้นฉีดป้องกัน

ประเมินความสูงของระดับน้ำ

วิธีที่ง่ายที่สุดให้สังเกตจากรถคันหน้า ถ้ารถเก๋งทั่วไปควรหลีกเลี่ยงระดับน้ำสูงกว่า 25 ซม. และต้องไม่เกิน 1 ฟุต (ประมาณครึ่งล้อ) หากยังขืนลุยต่อโอกาสเครื่องดับก็มีสูง รถกระบะ 40 ซม. รถระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) 50 ซม. ระดับน้ำที่ท่วมจนถึงไฟหน้าเป็นระดับน้ำอันตรายที่สุด เป็นพื้นที่สัญจรขับรถยนต์ด้วยความยากลำบาก หากยังฝืนขับไปต่อหรือจอดอยู่ในบริเวณน้ำท่วมนานๆ ภายในห้องโดยสารจนถึงเบาะนั่งห้องเกียร์และเฟืองท้ายจะถูกท่วมมิด ถ้าไม่มีอะไรที่พอวัดระดับน้ำได้ วิธีดีที่สุดคือต้องให้คนนั่นแหละออกไปลุยน้ำเช็กระดับความสูง

คนขับรถช่วงนี้เมื่อต้องขับรถลุยเส้นทางไม่คุ้น ต้องลดความเร็วลง เพราะหากขับรถมีความเร็วผ่านบริเวณน้ำขัง รถจะเบาขึ้นและอาจเสียการทรงตัวได้อันตรายมาก คนขับอาจจะคุมรถไม่อยู่ โดยควบคุมความเร็วไม่ควรเกิน 60-80 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วที่ขับกันตามปกติ โดยในระดับน้ำท่วมผิวถนนและระดับผิวน้ำสูงถึงท้องรถเป็นระดับที่ยังพอคุมสถานการณ์ขับรถต่อไปได้ไม่ยาก ควรขับเพียง 40 กม./ชม.เท่านั้น ก็เป็นการป้องกัยอุบัติเหตุได้ ถ้าต้องเผชิญกับถนนน้ำท่วมลึกกว่านี้ อย่าเสี่ยงอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงที่อาจรออยู่ข้างหน้า จำเป็นอย่างยิ่งต้องหลีกเลี่ยง โดยกลับรถเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง หรือหาที่จอดรถ ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงไว้ก่อน แล้วหายานพาหนะอื่นไปแทนปลอดภัยกว่า

ปิดแอร์รถยนต์

ถ้าจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด! โดยเฉพาะสาวๆ ที่ไม่ถนัดเรื่องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือแก้เครื่องยนต์ที่ดับสนิท ควรท่องไว้ไม่ให้พัดลมแอร์ทำงาน การขับรถลุยน้ำท่วมโดยแอร์ยังทำงาน พัดลมแอร์หน้ารถจะทำงาน พัดเอาละอองน้ำให้กระจายไปทั่วห้องเครื่องยนต์ เพราะนี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เครื่องยนต์รถดับ ถ้าจำเป็นต้องลุยกันจริงๆ ปิดแอร์ เปิดกระจกระบายอากาศดีกว่า

อย่าเร่งเครื่องยนต์

การขับรถลุยน้ำท่วม โดยเร่งเครื่องเพื่อดันน้ำออกจากท่อไอเสียขณะขับลุยน้ำ เป็นการเข้าใจที่ผิดอย่างมาก เพราะยิ่งเร่งเครื่องจะทำให้เครื่องยนต์รถร้อนจะทำให้พัดลมระบายความร้อนของเครื่องยนต์ทำงาน จะทำให้เกิดคลื่นน้ำพัดมาถึงเครื่องยนต์ได้ อีกเหตุผลไม่ควรเร่งเครื่องให้รอบสูง เพราะทำให้ความร้อนสูง ใบพัดระบายความร้อนก็จะทำงาน ไม่ต้องห่วงว่าน้ำจะเข้าทางท่อไอเสีย ต่อให้น้ำท่วมท่อไอเสีย แล้วสตาร์ทเครื่องแบบเดินเบา แรงที่ดันออกมาก็เพียงพอที่จะดันน้ำในท่อออกมาได้อย่างสบายๆ ต่อให้น้ำท่วมมิดท่อไอเสียแล้วสตาร์ท รถยังติดแน่นอนสำหรับเครื่องหัวฉีดทั่วไป

ในวันฝนกระหน่ำน้ำท่วมเครื่องดับกลางน้ำ (จนได้) ให้หาคนช่วยย้ายรถไปตำแหน่งที่น้ำไม่ท่วม แล้วอย่าคิดสตาร์ทรถเด็ดขาด เพราะยิ่งสตาร์ทน้ำยิ่งเข้าระบบเครื่องยนต์จะพังหนักไปกันใหญ่

ขับรถช้าๆ ใจเย็นๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมที่มองไม่เห็น โดยสังเกตจากรถคันหน้าและพยายามจำแนวถนนไว้ ขับรถลุยน้ำท่วมให้ใช้ความเร็วสม่ำเสมอและต่ำสุด ความเร็วไม่ควรเกิน 1‚500 รอบ/นาที (โดยเฉพาะน้ำท่วมท่อไอเสีย) ใช้เกียร์ต่ำ เกียร์ธรรมดาใช้เกียร์ 1-2 ก็พอเมื่อต้องลุยน้ำ ส่วนเกียร์ออโต้ใช้ L ในการขับเคลื่อนช้าๆ ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าหยุด หรืออย่าเร่งเร็ว ขณะขับลุยน้ำให้รักษาระยะห่างคันหน้าให้มาก เพราะระบบเบรกแช่น้ำอยู่ประสิทธิภาพต่ำลง และถ้าพ้นน้ำแล้วก็ให้ขับช้าๆ และเบรกเป็นช่วงๆ เพื่อให้ผ้าเบรกแห้ง ถ้าดิสเบรกจะแห้งเร็ว แต่ถ้าดรัมเบรกจะแห้งช้ากว่า ระวังข้อนี้ให้ดี ถึงจุดหมายปลายทางแล้วอย่าพึ่งดับเครื่องยนต์ เพื่อไล่ความชื่นในห้องเครื่องยนต์และไล่น้ำออกจากหม้อพักไอเสียออกให้หมด

และทางที่ดีที่สุด รถไม่ควรขับลุยน้ำเพราะเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกกับน้ำ เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะจอดรถไว้ที่บ้านดีกว่าเลือกขับฝ่าออกไปตะลุยน้ำท่วมรอการระบายในกรุงช่วงนี้

 

แก่ไม่กลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457078

แก่ไม่กลัว

โดย…จิรวรา วีรยวรรธน ภาพ เอพี

อาทิตย์ก่อนไปงานวันเกิดรุ่นน้องที่เพิ่งก้าวเข้าหลักสี่ (สิบ) หลังงานนั่งคุยกันนานเพราะไม่ได้เจอกันเกือบสิบปี ยังขำกันว่าตอนน้องจะเข้าเลขสามตอนนั้นน้องวิตกจริตจิตตกมากๆ จนดิฉันต้องไปนั่งปลอบใจในฐานะรุ่นพี่ที่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน ผู้หญิงมั้งคะ… ก็จะกังวลโน่นนี่นั่น ไหนจะกลัวแก่ กลัวขึ้นคาน กลัวไม่มีใครมาจีบ กลัวมีลูกตอนแก่ไม่ได้ กลัวไม่ได้ปรับตำแหน่ง กลัวไปสารพัด

แต่มาถึงวันนี้น้องไม่มีร่องรอยของความกังวลเลย เพราะสุดท้ายน้องมีวัยเลขสามอย่างที่ดิฉันเคยบอกเป๊ะว่าเลขสามเป็นวัยที่ดีมากๆ ของผู้หญิง เป็นวัยที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและไม่อยากเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่อีกต่อไป เป็นวัยที่มีกำลังและความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นวัยที่สวยสะพรั่งเต็มที่และมีความมั่นใจ ก่อนลากันน้องถามว่าแล้วหลักสี่ที่น้องกำลังจะเจอจะเป็นอย่างไร เพราะจนถึงตอนนี้น้องก็ตัดสินใจไม่แต่งงาน อยู่เป็นโสดแบบเก๋ๆ ไม่แคร์สื่อ ดิฉันตอบไปด้วยใจจริงว่าเป็นช่วงวัยที่ดีที่สุดเลย เพราะเป็นช่วงที่การงานจะมีความท้าทายมากขึ้น เป็นวัยที่มีความพร้อมและความมั่นคงด้านการเงิน และเป็นช่วงวัยที่เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วที่สุด

คนไทยรุ่นนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสถิติที่บอกว่าอีกไม่นานมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยจะเป็นผู้สูงอายุ ประเทศเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่คำถามคือเราพร้อมไหม ตัวเราเองพร้อมไหม สังคมพร้อมไหม และประเทศพร้อมไหม

พอผ่านหลักสี่เข้าเลขห้า ในกรณีที่เป็นลูกจ้างแปลว่าเราเหลือเวลาทำงานหาเงินอีกแค่สิบปี ถึงตอนนั้นเราจะมีเงินสะสมเพียงพอที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบมีคุณภาพไปได้นานแค่ไหน ค่าใช้จ่ายของการใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนสมัยก่อน ถ้าอยากจะใช้ชีวิตแบบเดิมเดี๋ยวนี้ต้องมีค่าวิตามินอาหารเสริม ค่าฟิตเนส ค่าเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ถ้าคุณเลี้ยงน้องหมาน้องแมว ก็อย่าลืมบวกค่าตัดขนและค่าขนมน้องๆ ของคุณด้วย ไหนจะค่าทำหน้าทำทรีตเมนต์ไม่ให้เหี่ยวแก่เกินไปและอื่นๆ อีกสารพัด

คนวัยนี้…หมายถึงรุ่น GenX ขึ้นไปตระหนักดีและมีความกังวล เพราะเราเป็น Gen ที่แต่งงานช้าที่สุด มีลูกช้าที่สุด มีลูกน้อยหรือไม่มีเลย และมีอีกเยอะมากที่ครองตัวเป็นโสด คำถามของคน Gen นี้คือเราจะเข้าสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้ดีที่สุด ดิฉันมีเพื่อนหลายคนที่เตรียมตัวและมีแผนสร้างความพร้อมด้านการเงินให้ตัวเองแล้วตั้งแต่ตอนนี้

ทั้งหมดนี้คือโอกาสมหาศาลทางธุรกิจนะคะ หลายคนอาจจะบอกว่านักการตลาดเตรียมรับมือกับกลุ่มเป้าหมายนี้อยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วง แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นสินค้าและบริการประเภท Health and Wellness เท่านั้น ยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมากที่เป็น Untapped need ที่ยังมองไม่เห็น ที่ต้องระวังคืออย่ามองคนกลุ่มนี้ตามตัวเลขของอายุ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจเนอเรชั่นอื่นๆ ถ้าคุณเอาแบบแผนการตลาดเดิมๆ มาใช้รับรองว่าเกิดยาก เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะมีอายุเยอะแต่มี Millennial Mindset อยู่ไม่น้อย คุณจึงเห็นคนวัยนี้ไปปีนเขา ดำน้ำ ต่อยมวย ใช้ Social Media พอๆ กับเด็กวัยรุ่น หรือลุกขึ้นมาเรียนโพลแดนซ์

ต้องหาและคุ้ยไปให้ลึกกว่าที่เคยเพื่อฉกฉวยโอกาสทองให้ได้ค่ะ เพราะในอีกไม่กี่ปีเรากำลังจะมีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีเงิน มีกำลังและอำนาจจับจ่ายใช้สอย พร้อมจะฟุ่มเฟือยได้เพื่อสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเอง เป็นกลุ่มที่มีภาระทางครอบครัวน้อย จำนวนมากเป็นโสด มีลูกน้อย หรือไม่มีลูก คนกลุ่มนี้ต้องการอะไรในชีวิตนอกเหนือไปจาก Health and Wellness แน่นอน ยิ่งภาครัฐยังไม่มีอะไรรองรับยิ่งเป็นโอกาสก้อนใหญ่ที่จะเติมเต็มสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ

ไม่กลัวแก่ค่ะ เพราะกลุ่มแก่รุ่นใหม่นี่แหละคือโอกาส

เกี่ยวกับผู้เขียน

จิรวรา วีรยวรรธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์, แอดเวอร์ไทซิ่ง, ประเทศไทย ทำงานกับกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ในประเทศไทยมานานถึง 20 ปี จึงมีประสบการณ์มากในด้านการสื่อสารแบบครบวงจร 360 องศา รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานในองค์กร ดูแลลูกค้าที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ทั้งในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ค้าปลีก สุขภาพ สินค้าแฟชั่น โภชนาการเด็ก ไอทีและการสื่อสาร ตลอดจนองค์กร NGO และหน่วยงานภาครัฐ

 

แก่ไม่กลัวถ้าเตรียมตัวมาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457073

แก่ไม่กลัวถ้าเตรียมตัวมาดี

โดย…อณุสรา ทองอุไร เครดิตภาพ EPA / AFP /AP

ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยอายุเฉลี่ยยาวไปถึง 80 ปี แต่มีวิธีจะทำอย่างไรให้สุขภาพร่างกายจิตใจไม่ไหลไปตามอายุ แบบว่า 60 ก็ยังดูดีเป๊ะเว่อร์ สมองยังแม่นไม่หลงๆ ลืมๆ เดินเหินสบายไม่ต้องใช้วีลแชร์ คุณทำได้ถ้าเตรียมตัวไว้ให้แข็งแรงตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ดูดาราหลายคนสิอายุ 60 กว่าแล้วยังหล่อยังสวยเหมือนวัย 40 กว่าๆ

ดังนั้น คุณจะต้องเตรียมรับมือกับความแก่ ด้วยการเป็นซูเปอร์เอจเจอร์ที่แก่แต่อายุ มีการเตรียมร่างกายเอาไว้ให้พร้อมไม่ให้สุขภาพร่างกาย จิตใจและสมองหดเหี่ยวตามไปกับวัยที่มากขึ้น สื่อ Huffington Post ของสหรัฐ รายงานเรื่องความตั้งใจของนักวิชาการที่อยากศึกษาว่า เหตุใดผู้สูงอายุบางคนมีการทำงานของสมองดีเทียบได้กับคนรุ่นเด็กกว่า แม้จะย่างเข้าอายุ 80-90 ปีแล้วก็ตาม

 

งานวิจัยโดยทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์จากมหาวิทยาลัย Harvard ชี้ว่า ผู้สูงอายุที่มีการสั่งการของสมองดีกว่าคนรุ่นเดียวกัน หรือที่เรียกว่า กลุ่ม “Super Agers” มีขนาดสมองที่ทำงานด้านความคิดและความจำเท่าๆ กับคนหนุ่มสาว แม้ว่า Super Agers เหล่านี้จะมีอายุมาก แต่ขนาดสมองไม่หดลงตามวัย รองศาสตราจารย์ Bradford Dickerson จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Harvard กล่าวว่า หากสามารถไขความลับว่าอะไรเป็นสาเหตุของขนาดสมองที่ไม่หดลง วงการแพทย์อาจสามารถป้องกันความเสื่อมถอยของสมองจากอายุที่เพิ่มขึ้นได้

วางแผนไว้แต่เนิ่นๆ

คนวัยนี้คือ 40 กว่าๆ หมายถึงรุ่น GenX ขึ้นไป ตระหนักดีและมีความกังวล เพราะเป็น Gen ที่แต่งงานช้าที่สุด มีลูกช้าที่สุด มีลูกน้อยหรือไม่มีเลย และมีอีกเยอะมากที่ครองตัวเป็นโสด คำถามของคน Gen นี้คือเราจะเข้าสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้ดีที่สุด มีหลายคนที่เริ่มเตรียมตัวและมีแผนสร้างความพร้อมด้านสุขภาพและการเงินให้ตัวเองแล้วตั้งแต่ตอนนี้ แบบที่สุภาษิตฝรั่งบอกว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อวัย 40 นั่นล่ะถูกเผงเลย

 

ก็ต้องวางแผนแต่เนิ่นๆ สิคะ เพราะค่าใช้จ่ายของการใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนสมัยก่อน ถ้าอยากจะใช้ชีวิตแบบเดิมเดี๋ยวนี้ต้องมีค่าวิตามินอาหารเสริม ค่าฟิตเนส ค่านวดหน้า ทำผม เสริมสวย ศัลยกรรมเบาๆ ค่าเดินทางท่องเที่ยว ไหนจะค่าดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักน้องแมว น้องหมาไว้ด้วย สารพัดค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมไว้

อายุถึง 100 ปีมีเยอะไป

นพ.เฉก ธนะสิริ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม และชมรมอยู่ 100 ปีชีวีเป็นสุข และผู้สูงอายุดีเด่นแห่งชาติ ผู้ตั้งเป้าว่าจะมีชีวิตยืนยาวถึง 120 ปี โดยคุณหมอกล่าวว่า อายุเฉลี่ยของคนเรานั้นอยู่ที่ 110 ปี แต่คุณหมอจะทำให้ได้เกินมาตรฐานนั้นคือ 120 ปี เพราะเชื่อว่าหากมีการเตรียมพร้อมดูแลร่างกายจิตใจตั้งแต่วัยหนุ่มสาวคุณจะเป็นคนแก่ที่สตรองและสุขภาพดีอ่อนกว่าวัย

 

โดยตั้งเป้าหมายอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ คุณหมอจึงเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ว่า “กินน้อยตายยาก กินมากตายเร็ว” เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่กินพืชไม่ใช่กินสัตว์ ฟันของคนเป็นหน้าตัดไม่ใช่มีเขี้ยวแหลมคม คนออกลูกทีละคนไม่ใช่เป็นครอก ดังนั้นคุณหมอจึงเตรียมวางแผนไว้ตั้งแต่อายุ 35 ปี เพื่อจะทดลองกับตัวเองว่าจะอยู่ให้ได้ 120 ปี

ด้วยการงดเนื้อสัตว์ กินปลาบ้างนานๆ ครั้ง ออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วยการเดิน ขี่จักรยาน ไปไหนใกล้ๆ จะขี่จักรยานไป เล่นโยคะเป็นประจำ และว่ายน้ำทุกวัน วันละ 900 เมตร ใช้เวลา 30 นาที ฝึกสมาธิและเดินจงกลม ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ในวัย 92 ปี คุณหมอยังแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว ความดัน หัวใจ ไขมัน ค่าเลือดต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

สร้างแรงบันดาลใจ

ทางด้าน อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการ ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. แม้จะเกษียณมานานหลายปี แต่ยังดูอ่อนกว่าวัยราวกับ 50 ต้นๆ อาจารย์บอกว่าเพราะเป็นนักโภชนาการจึงเลือกอาหารการกิน อะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ของทอด ของหวาน ของมัน จะไม่กินเลย เรื่องนี้ทุกคนรู้กันทั้งนั้นทฤษฎีรู้กันทุกคน เหลือแค่ลงมือปฏิบัติที่มักจะทำกันไม่ได้เพราะไม่มีวินัยหรือว่ามีแรงบันดาลใจที่มากพอ

เขาตั้งเป้าไว้เลยว่า เงินที่ได้มาใช้หลังเกษียณนั้นเพื่อเดินทางท่องเที่ยวเปิดโลกทัศน์ มิใช่จะเอาไว้ไปรักษาตัวจ่ายค่าหมอจนหมด ดังนั้นจึงเตรียมตัวมาตั้งแต่อายุ 40 เลือกกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ด้วยการวิ่งรอบหมู่บ้านวันละ 4-5 กิโลเกือบทุกวัน ไม่สูบบุหรี่ ดื่มไวน์บ้างเมื่อเข้าสังคม แต่แอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ ไม่แตะต้องเลย

 

“ผมมีลูกคนเดียว ไม่อยากเจ็บป่วยเป็นภาระให้ลูก ไม่อยากนอนป่วยหรือนั่งรถเข็น เงินเก็บอยากเป็นสมบัติไว้ให้ลูกบ้างไม่ใช่เอาไปรักษาตัวจนหมด จึงเคร่งครัดมีวินัยกับตัวเองมาตลอด 20 ปี ทุกวันนี้สุขภาพกายใจถือว่าดีมาก”

ทุกวันนี้ได้รับเชิญไปพูดให้กับข้าราชการใกล้เกษียณฟังยังนึกว่า มาพูดช้าไปไหมคนที่มาฟังวัย 59-60 มันสายไปแล้ว เพราะควรจะเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 40 นั่นแหละเริ่มเร็วยิ่งดีกับตัวเอง ใครทำใครได้สร้างแรงบันดาลใจไว้ว่าจะไม่แก่ไม่เจ็บ

 

เริ่มช้าดีกว่าไม่เริ่ม

ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ อาจารย์สอนโยคะ แม้วัย 65 ปี แต่รูปร่างยังดีเว่อร์ ให้ความเห็นว่าแม้จะเริ่มช้าก็ดีกว่าไม่เริ่มเลย อย่างน้อยขอให้มีการเริ่มต้นถ้าได้เริ่มนับ 1 มันจะไปถึง 10 แน่นอน แต่ถ้าเริ่มดูแลตัวเองเร็วๆ มันก็ดีกับตัวเอง

“ป้าเริ่มเล่นโยคะตอนอายุ 52 ปีนะ และเพิ่งมาเล่นจริงจังจนเป็นครูสอนโยคะ ตอน 56-57 แล้ว มันก็ไม่สายนะ ทุกวันนี้รูปร่างป้าเหมือนตอน 30 น้ำหนักสัดส่วนเท่ากันเลยร่างกายไม่มีไขมัน ตรวจสุขภาพมาอยู่ในเกณฑ์ปกติทุกอย่าง”

 

นอกจากนั้นที่ป้าจิ๊ ยังดูแลเคร่งครัดมากเป็นพิเศษคือเรื่องอาหาร โดยงดเนื้อวัวตอนอายุ 27 ปี พออายุ 30 ก็เป็นมังสวิรัติเต็มที่ กินข้าวกล้องและธัญพืช ผักสด ผลไม้ เป็นอาหารหลัก และเริ่มดูแลจิตใจด้วยการฝึกสมาธิปฏิบัติธรรมตอนอายุใกล้ 40 ให้จิตใจนิ่งสงบอยู่กับปัจจุบันไม่วิตกกังวล คาดหวังอะไรเกินไป

ป้าจะนิ่งมาก คือไม่เสียใจมาก ไม่ดีใจมาก ไม่หวั่นไหวมาก อารมณ์ความรู้สึกจะเป็นแบบกลางๆ ไม่สวิงสุดโต่งกับเรื่องอะไรหนักหนาแล้ว เรื่องการดูแลจิตใจร่างกายนั้นเริ่มเร็วยิ่งดี แต่ถ้าอายุเยอะแล้วก็หันมาดูแลได้ดีกว่าไม่ดูแลเลย จะ 50 หรือ 60 ก็เริ่มเถอะดีทั้งนั้นดีกว่าไม่เริ่มอะไรเลย

 

อายุเป็นเพียงตัวเลข

ทางด้าน วีรณัฐ โรจนประภา นักวิชาการทางด้านผู้สูงอายุ แนะนำว่าความมั่นคงทางจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ มีงานวิจัยในต่างประเทศบอกว่า คนเราเมื่ออายุ 40 กว่าควรจะเริ่มให้ด้วยการทำจิตอาสา การฝึกเป็นผู้ให้จะทำให้มีความอิ่มและมั่นคงในจิตใจ เป็นคนแก่ที่อบอุ่นในชีวิต ฝึกให้ลดความโลภความยึดติดลงไป ถ้าสละไม่เป็นจะเป็นคนแก่ที่ขี้บ่น ตระหนี่ และไม่เป็นที่รักของคนใกล้ชิด

หลักในการดูแลตัวเองง่ายๆ ก็คือ กินแบบไทยๆ กินตามอายุ เมื่ออายุเยอะกินอะไรที่ย่อยง่ายเนื้อสัตว์ให้น้อยผักผลไม้ให้เยอะ กินตามอากาศคืออากาศเย็นกินร้อนก็กินอะไรที่ให้อบอุ่นแก่ร่างกาย อากาศร้อนกินเย็น ก็กินอะไรที่เย็นๆ กับร่างกาย กินอาหารให้เป็นยาจะได้ไม่ต้องกินยา เช่น เมื่อรู้สึกจุกเสียดแน่นท้องก็กินสมุนไพรอย่าง กะเพรา โหระพา น้ำตะไคร้ น้ำขิง

นอกจากนี้ก็ดูแลจิตใจด้วยหลัก 4 ส. คือ สงบ จิตใจ ละทิ้งความอาฆาตโกรธเกลียด รู้จักให้อภัย ลืมในเรื่องที่ไม่ควรจำ สติ ฝึกสติสมาธิให้อยู่กับปัจจุบันไม่หวนหาอดีต ไม่วาดหวังกับอนาคต สละ รู้จักให้ รู้จักแบ่งปันมีจิตอาสา  สมัย ฝึกสมองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนดนตรี วาดรูป เรียนภาษาที่สาม บันทึกเรื่องราวที่ดีๆ มีประโยชน์ส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

 

เขาบอกว่า อย่ามองคนกลุ่มนี้ตามตัวเลขของอายุ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจเนอเรชั่นอื่นๆ เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะมีอายุเยอะแต่มีความทันสมัยในมุมมองและความคิดอยู่ไม่น้อย จึงเห็นคนวัยนี้ไปปีนเขา ดำน้ำ ต่อยมวย ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ พอๆ กับคนหนุ่มสาวหรือลุกขึ้นมาเรียนเต้นรำ ที่บอกว่ายังแอทฮาร์ทนั้นคุณทำได้

สุดท้าย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ มีข้อแนะนำให้ดูเป็นหนุ่มสาวกว่าวัยว่า หมั่นดูแลสุขภาพตนเอง ดัวยหลัก 5 อ. ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว คือ

อ.อาหาร กินให้ถูกหลักอนามัย ครบ 5 หมู่ ผักผลไม้ให้มาก เนื้อสัตว์ให้น้อย กินธัญพืชให้มาก

อ.ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 วัน หรือจะเดินเร็วทุกวัน วันละ 15 นาที

อ.อารมณ์ ดูแลจิตใจให้แจ่มใส ปล่อยวาง รู้จักให้ ไม่ยึดติดกับเรื่องใดๆ มากเกินไปอ.อ้วนลงพุง ควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป พยายามคุมน้ำหนักกินมื้อเย็นให้เร็ว ไม่กินอะไรดึกๆ ดื่นๆ อ.อันตราย หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นพิษให้โทษต่อสุขภาพ เช่น เหล้า บุหรี่ อบายมุข อุบัติเหตุ สารพิษ มลพิษ

 

กลลวงของรักเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456838

กลลวงของรักเก่า

โดย…ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ เอเอฟพี

บางทีรักเก่าก็ทำเรื่องได้ ถ้ามันยังวนเวียนอยู่ในใจเรา อีกทั้งยังซน พร้อมจะกลับมาสร้างความรำคาญให้หัวจิตหัวใจ เวลาเราสับสน งุ่นง่านใจกับรักปัจจุบัน…

ที่ว่าทำเรื่อง เพราะหลายรายที่ผมให้คำปรึกษา ยังมีปัญหาคาใจเรื่องรักเก่า อีกทั้งยังแยกไม่ออกว่า ตัวเองรู้สึกกับรักเก่าจริงๆ อย่างไร?

ที่แยกไม่ออกเพราะเผลอคิดว่า รักเก่ายังทำให้หวั่นไหว คือลืมมันไม่ลง แต่พอถามจริงจังว่า อยากหวนกลับไปไหม? ก็ไม่มีสักคนที่อยาก หากรักปัจจุบันดีอยู่แล้วระดับหนึ่ง แม้มีปัญหาบ้าง แต่พร้อมที่จะปักหลักสู้ต่อ ส่วนที่งุ่นง่านใจ ไม่พอใจกับจุดอ่อนบางเรื่องของคู่รักใหม่ ก็มักพร้อมสู้ทนปรับกันไป ดีกว่าคว่ำกระดาน จบเกมกันไปเลย

มีผู้หญิงท่านหนึ่งเคยถามผมอย่างนี้ว่า ทำไมเวลาพบรักใหม่ก็จริง แต่บางทีพอไปบางสถานที่จะนึกถึงคนเก่าแล้วรู้สึกผิด จะทำอย่างไรให้ลืมคนเก่า เพราะเราไม่อยากรู้สึกผิดกับคนที่รักอยู่ปัจจุบัน ผมมักบอกหลายๆ ท่านว่าอารมณ์ประทับใจหรือมู้ดมันเกิดขึ้นได้ เวลาเราระลึกถึงคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

แต่มันคือหนังฉายซ้ำ เราประทับใจก็จริง แต่มันจบไปแล้ว ดูกี่ครั้งก็อาจหวนคิดถึง แต่ก็รู้ว่ามันมีจุดเริ่มและมีจุดจบ เราได้แต่นั่งดูประสบการณ์กับคนรักเก่าด้วยความประทับใจ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น

และส่วนใหญ่ที่รู้สึกผิด เพราะคิดว่าไม่ควรคิดถึงคนคนนั้นอีก เหมือนเรา “เป็นชู้” นิดๆ ทางใจ

และมักจะเกิดเวลาผิดใจกับคนรักใหม่ จนเกิดความสงสัยนิดๆ ว่า เราเลือกถูกไหม?

จริงๆ อะไรที่ประทับใจ จะให้ลืมไปเลยคงยาก ทางที่ดี ควรขอบคุณประสบการณ์นั้น กับคนคนนั้น ที่เขามีส่วนสร้างความประทับใจดีๆ ในช่วงเวลาหนึ่งให้กับเรา แต่ส่วนความรู้สึกจริงหรืออารมณ์จริงของเรา เราก้าวผ่านตรงนั้นมาแล้วอย่างสวยงาม

ความประทับใจนั้นต่างหากที่เป็นฐานรักใหม่กับคู่รักปัจจุบัน ทำให้เราโตขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น และยังเชื่อในประสบการณ์ดีๆ ของความรัก เพราะมีความประทับใจเดิมเป็นทุน

แทนที่จะรู้สึกผิด ควรขอบคุณเขา ที่ทำให้เรายังเชื่อในประสบการณ์ดีๆ ที่ได้รักใครสักคน และให้เห็นว่าประสบการณ์นั้น เป็นแค่นั้น เป็นครู เป็นฐาน เป็นรางวัลชีวิตให้กับรักวันนี้

เพราะความรู้สึกที่มีอยู่จริง คือเราตั้งใจแล้วที่จะอุทิศรักกับคนรักในปัจจุบัน การนึกถึง “คนเก่า” จึงเป็นเพียง “อารมณ์” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันจบไปแล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ให้หัวใจรับรู้ว่า มันเป็นแค่ความประทับใจ ไม่ใช่ความรู้สึกคิดอยากหวนกลับไปแต่อย่างใด

ไม่ต่างอะไรกับหนังดีๆ เรื่องหนึ่งที่ดูแล้วประทับใจ แต่มันไม่ได้อยู่ในชีวิตจริง จึงอย่าเชื่ออารมณ์ประทับใจนั้นมาก เพราะเดี๋ยว “ถ่านไฟเก่า” จุดบ่อยๆ อาจจะติด แต่ถ้าติดแล้วไม่ใช่ ชีวิตเราจะพังมากกว่าเก่า

สรุปที่ผมไม่ค่อยสนับสนุนให้กลับไปหารักเก่าที่จบแล้วก็เพราะ ถ้าหากเราเผลอคิดไปเองว่าควรกลับไป แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรเหลือ นอกจากความประทับใจเก่า เราจะเสียใจทีหลังว่า ทำไมเราเดินหันหลัง? แทนที่จะหันหน้าดูแลรักที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

เท่าที่ช่วยคู่รักมา ผมพบว่า ถ่านไฟเก่ามันแค่นั้น แค่ถ่านที่ไฟมอดไปแล้ว ปลุกขึ้นมาได้ชั่วคราวก็ดับใหม่ เพราะอะไรที่มันควรจบอย่างที่เป็น แล้วเราไปสานต่อมักปลุกติดไม่นาน ท้ายสุดก็พบว่า มันไม่มีอะไรมากกว่าที่เราเคยได้มาแล้วนั่นเอง

อาจไม่จริงเสมอไปทุกราย แต่ส่วนใหญ่ที่พบมาเป็นอย่างนั้น เพราะรักเก่ามักมีเหลือไว้แต่ความประทับใจเก่าที่จบไปแล้วเท่านั้นเอง

 

อนาคตรถไฟฟ้า อนาคตของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456836

อนาคตรถไฟฟ้า อนาคตของโลก

โดย…โยธิน อยู่จงดี

ครั้งหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราทุกคนต้องเผชิญหน้ากับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนแตะถึงระดับ 40 บาท/ลิตร เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับคนใช้รถ แต่ก็ต้องขอบคุณวันนั้นที่ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ค่ายรถยนต์ และองค์กรรัฐทั่วโลกต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่มาพร้อมกับวิกฤตภาวะโลกร้อน และหนึ่งในไอเดียที่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุดก็คือการสร้างรถพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาแทนที่รถพลังงานน้ำมันอย่างเร่งด่วน

แบตเตอรี่หัวใจแห่งการปฏิวัติรถพลังงานไฟฟ้า

ย้อนกลับไปในปี 1980 เป็นช่วงยุคเริ่มต้นของการพัฒนารถพลังงานไฟฟ้า ในช่วงแรกของการพัฒนาเป็นการนำเอาโครงสร้างรถยนต์เดิมมาใช้และแทนที่เครื่องยนต์สันดาปกับถังน้ำมัน ด้วยมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่ก็ไม่ได้ประสบผลเป็นที่น่าพอใจนัก

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เล่าถึงการพัฒนารถไฟฟ้าจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่า

“ในช่วงแรกของการพัฒนารถพลังงานไฟฟ้านั้นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคือเรื่องของแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถให้พลังงานมากเพียงพอกับการวิ่งในระยะทางไกลสามารถวิ่งได้เพียง 100-150 กม.เท่านั้น จึงไม่สามารถผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งแบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนารถไฟฟ้า เพราะจะวิ่งได้ไกลหรือใช้งานดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่ที่ใช้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งต้องคอยระวังเรื่องพลังงานต้องคอยหาที่ชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ใกล้จะหมด รถพลังงานไฟฟ้าก็เช่นกันหากแบตเตอรี่ไม่สามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลมากพอคนขับก็จะมีอาการพะวงเรื่องพลังงานที่เหลืออยู่ตลอดเวลาว่าจะพอถึงที่หมายหรือไม่

“จนกระทั่งมีการคิดค้นแบตเตอรี่ลิเธียมที่มีน้ำหนักเบาและเก็บพลังงานได้มากเพียงพอในการวิ่งระยะทางไกลที่ระยะทางประมาณ 250 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ความฝันที่จะใช้รถพลังงานไฟฟ้าจึงเริ่มใกล้เป็นความจริง

“ยกตัวอย่างในส่วนของทางบีเอ็มดับเบิลยู ได้เริ่มโปรเจกต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ไอ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ในการพัฒนารถพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาโดยเฉพาะ วิศวกรของเราได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของการพัฒนารถที่สร้างขึ้น เพื่อใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อนโดยเฉพาะในทุกๆ ส่วน ซึ่งส่วนประกอบหลักของรถไฟฟ้าเป็น 2 ส่วนหลักก็คือมอเตอร์และแบตเตอรี่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่หนักที่สุดของรถจะต้องเลือกแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบา แต่เก็บพลังงานได้มากอย่างแบตเตอรี่ลิเทียม

“ในส่วนของตัวถังรถได้พัฒนาตัวถังเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งมีน้ำหนักที่เบากว่าเหล็กถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากัน เพื่อช่วยลดภาระการโหลดน้ำหนักและทำให้รถวิ่งไปได้ไกลมากขึ้น จนตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่ารถไฟฟ้านั้นสามารถวิ่งได้ระยะทางใกล้เคียงกับน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกณฑ์ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 180-250 กม.

“นอกเหนือจากนั้นสิ่งสำคัญของรถพลังงานไฟฟ้าก็คือ เรื่องของระบบการชาร์จไฟและมอนิเตอร์แบตเตอรี่ควบคุมการชาร์จและตรวจสอบให้พร้อมสำหรับการใช้งานเสมอ สำหรับคนที่ห่วงเรื่องฝนตกน้ำท่วมตรงนี้บอกได้เลยว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถพลังงานไฟฟ้า เพราะแบตเตอรี่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีการซีลกันน้ำเป็นอย่างดี เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนได้ในพื้นที่น้ำท่วมขัง เช่น ในกรุงเทพฯ รวมทั้งการทดสอบด้านความปลอดภัยการชนก็เช่นกัน”

ชาร์จที่ไหนก็ได้ที่มีปลั๊ก

กฤษฎา นำเสนอมุมมองการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในอนาคตไว้ได้อย่างน่าสนใจต่อว่า

“สิ่งสำคัญอีกอย่างในการใช้รถไฟฟ้าก็คือเรื่องของการชาร์จไฟ ซึ่งคนทั่วไปมองว่าจะต้องมีสถานีบริการชาร์จไฟเหมือนกับปั๊มน้ำมันที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน แต่ทางบีเอ็มดับเบิลยูมองว่าในอนาคตการชาร์จไฟจะไม่ใช่รูปแบบที่เราคุุ้นเคยเหมือนกับการเข้าปั๊มน้ำมัน ลองนึกภาพเวลาใช้รถพลังงานไฟฟ้าของจริง รถจะมีการแจ้งเตือนถึงระดับแบตเตอรี่ให้ผู้ใช้หาสถานีชาร์จไฟที่ใกล้ที่สุด เพียงแต่ปัญหาในการชาร์จไฟของรถพลังงานไฟฟ้านั้น หากต้องการชาร์จอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้เวลาในการชาร์จราวๆ 2-3 ชั่วโมง หรือขึ้นอยู่กับประจุไฟฟ้าที่เหลือในแบตเตอรี่ ทีนี้จะให้รถไฟฟ้าไปต่อคิวชาร์จไฟเหมือนปั๊มน้ำมันคงไม่ได้แน่นอน เพราะใช้ระยะเวลายาวนานเกินไป สถานีชาร์จไฟสำหรับรถพลังงานไฟฟ้า จึงน่าจะเป็นจุดจอดรถตามสถานที่ต่างๆ ที่ให้ผู้ใช้เข้าจอดชาร์จไฟแล้วออกมาเดินเล่น รับประทานอาหาร ช็อปปิ้งซื้อของในเวลา 2-3 ชั่วโมงแล้ว จึงออกเดินทางต่อ ดังนั้นการชาร์จไฟจึงไม่จำเป็นต้องชาร์จตามปั๊มหรือสถานีชาร์จตามจุดจอดรถต่างๆ และต่อไปแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนจะช่วยทำการหาจุดชาร์จที่ว่างอยู่และทำการจองที่ชาร์จให้เรา ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในการใช้งานรถไฟฟ้ามากกว่า”

 

รศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองอธิการบดีฝ่ายแผนงาน และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และที่ปรึกษาวิจัยแผนงานสถานีชาร์จไฟสำหรับรถพลังงานไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ความรู้เสริมในเรื่องระบบการชาร์จไฟให้กับรถไฟฟ้าว่า ในเรื่องของการชาร์จไฟให้กับรถไฟฟ้า ในจุดนี้ต้องมาดูเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าในบ้านเราก่อนว่ารองรับมากน้อยแล้วแค่ไหน ตอนนี้มิเตอร์ไฟฟ้าตามบ้านเรือนรองรับสูงสุดอยู่ที่ 15 แอมป์ แต่ในขณะที่การชาร์จรถไฟฟ้านั้นก็ต้องใช้กระแสไฟราวๆ 15 แอมป์ขึ้นไปถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน ดังนั้นการไฟฟ้าจะต้องทำการเปลี่ยนมิเตอร์ให้กับผู้ใช้งานตามบ้านที่มีการใช้งานรถไฟฟ้า ซึ่งเวลานี้ก็อยู่ในแผนการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่แล้วว่าอนาคตหากมีการชาร์จไฟฟ้าตามบ้านจะต้องทำการเปลี่ยนมิเตอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ซึ่งการชาร์จไฟจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ก็คือในระดับแรก ชาร์จไฟปกติโดยใช้ปลั๊กไฟบ้านทั่วไปจะใช้เวลาชาร์จอยู่ที่ประมาณ 8 ชั่วโมง หรือขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ แต่ระดับต่อมา จะกินกระแสไฟสูงขึ้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนมิเตอร์ของการไฟฟ้าและสายไฟขนาดใหญ่ขึ้นและแนะนำให้มีสายไฟตรงของการไฟฟ้าเข้าเบรกเกอร์สำหรับชาร์จไฟรถไฟฟ้า โดยเฉพาะการชาร์จแบบนี้จะใช้เวลาในการชาร์จน้อยลง ซึ่งทั้งสองระดับเป็นการชาร์จไฟด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ

ในส่วนของการชาร์จตามสถานีชาร์จไฟจะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งตอนนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ใช้ผลงานวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พัฒนาสถานีควิกชาร์จที่สามารถชาร์จไฟได้เร็วถึง 15 นาที ในการทดลองชาร์จกับรถนิสสันลีฟ และใช้เวลาชาร์จประมาณ 10 นาที สำหรับรถมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จไฟเส้นทางกรุงเทพฯ ถึงพัทยาทั้งหมด 10 สถานี สถานีละ 2 หัว โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ และปีหน้าจะเริ่มสร้างสถานีชาร์จไฟในเส้นกรุงเทพฯ ถึงชลบุรี

 

“ส่วนตัวมองว่าโครงสร้างพื้นฐานการไฟฟ้าบ้านเรานั้นมีความพร้อมอยู่แล้วอยู่ที่ว่าเราจะเริ่มพัฒนาอย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้รถพลังงานไฟฟ้าถือว่าเป็นการช่วยเหลือประเทศในการใช้พลังงานไฟฟ้าให้คุ้มค่าอีกทางหนึ่ง คนทั่วไปมักจะคิดว่าหากมีรถไฟฟ้าจะทำให้ประเทศมีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่เมื่อดูในเรื่องการใช้งานจริงๆ เราจะพบว่าผู้ใช้รถไฟฟ้าจะมีการชาร์จไฟที่บ้านในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงออฟพีกของการไฟฟ้า ออฟพีกหมายความถึงช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อยลง แต่โรงงานไฟฟ้ายังต้องผลิตไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการสูญพลังงานไฟฟ้าไปอย่างสูญเปล่าถึง 25 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละคืน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก

“แต่หากมีการชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับรถในเวลากลางคืนก็จะช่วยลดความสูญเปล่าในจุดนี้ลงไป และเมื่อมองภาพรวมทั้งประเทศหากมีสถานีชาร์จไฟ หรือมีการชาร์จไฟตามบ้านเรือนกระจายอยู่ทั่วประเทศก็จะทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานของทั้งประเทศคุ้มค่ามากขึ้น มีงานวิจัยหนึ่งที่ผมเคยให้นักศึกษานำตัวแปรต่างๆ มาคำนวณว่าเราจะต้องมีรถไฟฟ้าจำนวนเท่าไหร่ การใช้ไฟฟ้าในประเทศจึงจะถึงจุดวิกฤต คำตอบที่ได้ก็คือต้องไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคัน ถึงจะเกิดภาวการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าเพราะเรามีการชาร์จไฟมากที่สุดในช่วงออฟพีกนั่นเอง”

จักรยานไฟฟ้า ผลพลอยได้จากการพัฒนาที่จับต้องได้

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ผู้คนทั่วโลกต่างรอให้บริษัทผู้ผลิตรถวางจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าเป็นทางเลือกประหยัดค่าใช้จ่าย ก็มีสตาร์ทอัพธุรกิจใหม่วางจำหน่ายสกูตเตอร์ไฟฟ้า สเกตบอร์ดไฟฟ้า และจักรยานไฟฟ้าวางจำหน่ายเป็นทางเลือกเสริมสำหรับคนที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางระยะสั้นๆ เช่น จากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้าและต่อไปยังออฟฟิศ หรือการเดินทางไปกลับในระยะไม่เกิน 10 กม.

กัมปนาท สิงห์ขจร กรรมการผู้จัดการบริษัท อูโนะ ผู้นำเข้ารถไฟฟ้าขนาดเล็ก อธิบายว่า

 

”เหล่านี้มีหลักการทำงานไม่แตกต่างจากรถพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยหัวใจหลักของเครื่องอยู่ที่แบตเตอรี่ มีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นระบบขับเคลื่อนและระบบควบคุมการทำงาน ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งข้อดีคือราคาไม่แพง มีความคล่องตัวสูง คืนทุนได้เร็ว เป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางระยะสั้นๆ ไม่เกิน 10 กม. ในแต่ละวัน ซึ่งหลังๆ ก็เริ่มมีผู้ผลิตชุดคิทสำเร็จรูป ในการนำไปติดตั้งกับรถจักรยานที่มีอยู่ให้กลายเป็นรถจักรยานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางที่ไกลขึ้น ซึ่งอาจจะเดินทางได้ไกลถึง 40 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หากใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และยังสามารถถอดแบตเตอรี่ใส่กระเป๋ามาชาร์จไฟในที่ทำงาน โดยไม่ต้องการการบำรุงรักษาเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกปี เมื่อปีที่แล้วราคาสินค้ากลุ่มนี้เฉลี่ยสูงถึง 4 หมื่นบาท/คัน แต่ปีนี้แค่มีเงิน 8,000 บาท ก็เริ่มซื้อมาจับต้องใช้งานกันได้แล้ว เพราะเริ่มมีผู้ผลิตหลายรายเข้ามาทำตลาด ทำให้มีการแข่งขันพัฒนาและราคาถูกลง

“สิ่งเหล่านี้ผมมองว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของโลกอนาคตที่สามารถจับต้องได้แล้วในปัจจุบัน ซึ่งชัดเจนที่สุดแล้วว่าอนาคตโลกจะเป็นไปในทิศทางนี้อย่างแน่นอน ทั้งในแง่ของรถขนาดเล็กและใหญ่”

เมื่อไหร่คนไทยจะได้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ผู้บริหารบีเอ็มดับเบิลยูประเทศไทยคาดการณ์ตลาดรถยนต์ว่า ไม่เกิน 2 ปีหลังจากนี้เชื่อว่าจะต้องมีผู้ผลิตรถรายใดรายหนึ่งจะส่งรถพลังงานไฟฟ้าวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพียงแต่กระแสตอบรับจากผู้ใช้รถจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากเทียบดูข้อมูลในแง่ของการจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้ากับรถพลังงานน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ารถพลังงานไฟฟ้ามียอดจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือแบบพลังงานผสมปลั๊กอินไฮบริด แต่ว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันแล้วยังถือว่ายังห่างอยู่พอสมควร

 

“แต่ถ้าหากดูตัวเลขของยอดจำหน่ายรถพลังงานน้ำมันอย่างละเอียดจะพบว่ารถพลังงานน้ำมันมียอดเติบโตที่ไม่สูงเหมือนแต่ก่อน มีการคาดการณ์กันว่าในช่วงปี 2020 เป็นต้นไปยอดจำหน่ายของรถพลังงานน้ำมันจะมีแนวโน้มที่ลดลง และรถพลังงานไฟฟ้าจะมียอดจำหน่ายสูงขึ้น เพียงแต่ช่วงเวลานี้เมื่อดูการใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่รถแบบปลั๊กอินไฮบริดจะตอบโจทย์ผู้ใช้ได้มากกว่า ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าหากมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้รถพลังงานไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลมากกว่า 400 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ก็อาจจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อรถพลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น”

ส่วน รศ.ดร.สุรินทร์ ก็คาดการณ์ไม่แตกต่างกันโดยมองว่า อนาคตรถคันต่อไปควรเลือกรถพลังงานไฟฟ้าไปเลย ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้าจะได้เห็นการวางจำหน่ายรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ และในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาพการใช้งานรถบนท้องถนนจะเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีมาตรการกระตุ้นการใช้งานรถไฟฟ้า บางประเทศในยุโรปก็มีการกระตุ้นด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ผู้ผลิตและผู้ซื้อ เช่น ในประเทศเยอรมนีก็มีการตั้งเป้าให้ประชาชนหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้ได้ 5 แสนคัน ภายในปี 2020 ดังนั้นภาพรวมอนาคตรถไฟฟ้าคือคำตอบที่ดีที่สุด แต่จะดีกว่านั้นหากเราคนไทยมองเห็นโอกาสในการสร้างรถไฟฟ้าสัญชาติไทย ซึ่งเวลานี้คนไทยก็มีศักยภาพมากพอที่จะผลิตรถไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมา ถ้าหากผลิตรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงเราไม่มีทางสู้แบรนด์เจ้าตลาดได้เลยแต่หากเป็นรถไฟฟ้า เรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกได้เฉกเช่นบริษัท เทสล่า ผู้ผลิตรถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกเวลานี้

 

ธุรกิจวาระสุดท้ายของชีวิต… รับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456632

ธุรกิจวาระสุดท้ายของชีวิต... รับสังคมผู้สูงอายุ

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายที่ตนจะต้องประสบอยู่เนืองๆ เพื่อให้เกิดความสังเวชสลดใจ เป็นกัมมัฏฐานชั้นสูงสุด เพราะว่าเมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็จะสลดสังเวชถอนจากอารมณ์อื่นๆ ความตายเป็นการดำเนินถึงที่สุดของชีวิตคนเรา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังจะมีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไร สิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องพัวพันอยู่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นของทิ้งทั้งหมด ถึงไม่อยากทิ้งมันก็ต้องละไปโดยปริยาย ตายแล้วก็ทอดทิ้งลงทันที จึงว่า มรณานุสติ นั้นเป็นยอดของกัมมัฏฐาน แต่การระลึกถึงความตายต้องใช้ความคิดและจินตนาการเข้าช่วย จึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนที่ไม่ถนัด คิดไม่ออกว่าเวลาในชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวตายอย่างสงบ จึงมีความสำคัญสำหรับผู้คนในยุคนี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้น 9.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของประชากร โดยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน คาดว่าภายในปี 2568 ไทยก้าวเข้าสู่การ
เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะมีประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ในประชากรทุกๆ 5 คน

เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมวาระสุดท้ายของชีวิตจึงต้องเติบโตตามไปด้วย แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือธุรกิจในการเป็นที่ปรึกษาและดูแลผู้สูงอายุให้เตรียมตัวรับมือความตายอย่างสงบ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียงน้อยนิดในส่วนของการทำงานจิตอาสา เพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีไม่เพียงพอ ธุรกิจนี้จึงเหมาะกับการเป็นสตาร์ทอัพในสังคมเมืองที่มีผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง เพราะทุกคนมีภาระหน้าที่การงานที่วุ่นวาย

 

แบบอย่างธุรกิจเตรียมตัวตายของญี่ปุ่นและจีน

จากรายงานของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผ่านอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ มาลี โชคล้ำเลิศ ว่า อุตสาหกรรมวาระสุดท้ายของชีวิต (Life Ending Industry) เป็นธุรกิจบริการที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จากสถิติในปี 2543 ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 1 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีผู้เสียชีวิตราว 1.43 ล้านคน ทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีศพมีแนวโน้มขยายตัวตามไปด้วย

สถาบันวิจัยยาโนะได้เคยสำรวจตลาดธุรกิจการจัดพิธีศพในญี่ปุ่นพบว่า ในปี 2556 มีมูลค่าตลาดประมาณ 5.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.3 ด้วยรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้นและการขยายตัวของตลาดในธุรกิจนี้ ทำให้มีผู้เข้ามาบุกตลาดนี้จากหลายวงการธุรกิจ การบริการในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ครอบคลุมถึงบริการก่อนการเสียชีวิต ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพย์สิน การให้คำแนะนำเรื่องการสืบทอดมรดก การบริการด้านการแพทย์และพยาบาล การให้บริการด้านการทำพินัยกรรมและการเขียนสมุดบันทึกวาระสุดท้าย การจองสุสาน การเตรียมการจัดพิธีศพตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบริการหลังการเสียชีวิต ได้แก่ การจัดพิธีศพ การจัดพิธีทำบุญครบรอบวันเสียชีวิต การบริการจัดพิธีหรือจัดตัวแทนไหว้สุสาน การเยียวยาจิตใจให้กับสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น โดยมีสนนราคาค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 6.5 แสนบาท

นอกจากนี้ ยังมีการทำทัวร์ที่เรียกว่า ชูคัทสึ ทัวร์ (Shukatsu Tour) หรือการท่องเที่ยวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความตาย และกำลังเป็นทัวร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าสูงวัย โดยลูกค้าจะถูกพาไปเที่ยวชมสถานที่อันเกี่ยวเนื่องกับการตาย อาทิ สุสาน ที่เก็บเถ้ากระดูก ล่องแม่น้ำที่จะทำการลอยอังคาร ตลอดจนบริการถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อใช้ในงานศพของตัวเอง สำหรับค่าบริการในการต่อการทัวร์ 1 ครั้งนั้น อยู่ที่ประมาณ 2,400-3,000 บาท จนถึงตอนนี้มีผู้ใช้บริการชูคัทสึ ทัวร์ กับทางบริษัท คลับ ทัวริซึ่ม อินเตอร์เนชั่นแนล ไปแล้วกว่า 450 ราย และมีผู้ที่จองต่อคิวไว้อีกจำนวนมาก ซึ่งบริษัทที่ขายทัวร์สำหรับเตรียมพร้อมรับความตายนั้นก็ไม่ได้มีที่นี่เพียงแห่งเดียว แต่ยังมีกระจายออกไปอีกตามจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่น

 

ศาสตราจารย์ฮารุโยะ อิโนะอุเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทโย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทรนด์การเตรียมตัวพร้อมรับความตายว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายปล่อยให้การจัดงานศพเป็นหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ แต่ในปัจจุบันผู้คนเริ่มคิดถึงงานศพของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องมาจากครอบครัวเริ่มกระชับขนาดเล็กลง อีกทั้งอัตราการเกิดของสมาชิกใหม่ก็น้อยลงด้วย และการเลือกซื้อชูคัทสึ ทัวร์ ทำให้พวกเขาจะสามารถติดต่อและรับทราบข้อมูลจากผู้ให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับงานศพได้เอง ซึ่งเป็นเรื่องยากหากต้องเข้าไปติดต่อเองโดยตรง

ส่วนในประเทศจีน ในนครเซี่ยงไฮ้ มีจัดตั้งธุรกิจจำลองความตายให้กับลูกค้าได้เข้ามามีประสบการณ์ในกระบวนการหลังความตาย ตั้งแต่นอนในโลงศพ ไปจนถึงการเข้าไปอยู่ในเตาเผาจำลอง เคลื่อนไปบนสายพานผ่านช่องเล็กๆ ขนาดพอดีตัว เหมือนเป็นการเกิดใหม่ พร้อมเจอเพื่อนฝูงในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดล้วนแต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก อย่างน้อยก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้มีเวลาสงบคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ รวมถึงปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนพากลับมายังโลกปัจจุบัน และเมื่อลูกค้าเดินผ่านประตูออกมา พวกเขาจะเกิดความรู้สึกใหม่ขึ้นภายในจิตใจและแตกต่างที่ไม่เหมือนกับก่อนหน้า ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นสิ่งดีและคุ้มค่าที่ได้ลอง หรืออีกนัยหนึ่งคือ เพื่อที่จะให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือเมื่อความตายคืบคลานมาถึง ทำให้พวกเขาไม่ต้องคิดกังวลถึงปัญหาอะไรอีกแล้ว

ติงหรุย เจ้าของไอเดีย กล่าวว่า เขากับหุ้นส่วนใช้เวลา 4 ปี ค้นคว้าประสบการณ์ความตายอย่างละเอียด พบว่าคนส่วนใหญ่สนใจเรื่องความตาย แต่ไม่ค่อยมีความเข้าใจ ทำให้การบอกลาเป็นเรื่องยาก ซึ่งการจำลองความตาย ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเตรียมใจ ยอมรับความตายได้ สำหรับค่าบริการตกคนละ 444 หยวน หรือประมาณ 2,400 บาท

 

ธุรกิจหลังความตายของไทยบูมอยู่แล้ว

อุตสาหกรรมวาระสุดท้ายของชีวิตในเมืองไทยที่เกี่ยวพันกับธุรกิจต่างๆ เกือบทั้งหมดจะเกี่ยวกับงานศพหรือหลังความตาย เช่น ธุรกิจการขายหีบศพ ธุรกิจการขายพวงหรีด ธุรกิจการจัดเลี้ยงอาหารในงานศพ และธุรกิจบริการจัดงานศพแบบครบวง ปัจจุบันเว็บไซต์ให้บริการประกาศงานศพออนไลน์ และจำหน่าย/จัดส่งพวงหรีดมีแบรนด์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีการแข่งขันกันสูงอีกด้วย

ผลวิจัยเมื่อปี 2549 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มีชื่อว่า งานศพ : เม็ดเงินสะพัด 3.5 หมื่นล้านบาท …หลากธุรกิจรับทรัพย์ (มองเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1869) ได้ประเมินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเฉลี่ยในแต่ละปีสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการจัดงานศพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่างๆ ตามความต้องการของเจ้าภาพงานศพ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพยังแตกต่างกันอย่างมากในการจัดงานศพ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองธุรกิจใหญ่ๆ กับต่างจังหวัด โดยแตกต่างกันประมาณ 3 เท่าตัว

เม็ดเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเหล่านี้กระจายไปในหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจจำหน่ายโลงศพ ธุรกิจเสื้อผ้าไว้ทุกข์ ธุรกิจของที่ระลึกในงานศพ ธุรกิจร้านจัดดอกไม้ ธุรกิจแคตเทอริ่ง และธุรกิจร้านถ่ายรูป/วิดีโอ ทำให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานศพจึงหันมาสนใจในการขยายช่องทางการตลาดเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจการจัดงานศพอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังเกิดธุรกิจรับจัดงานศพอย่างครบวงจรที่เริ่มเจาะตลาดระดับบนหรือผู้มีรายได้ระดับสูงคาดว่าเมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้นก็จะขยับลงมาจับตลาดระดับกลาง เนื่องจากธุรกิจนี้น่าจะได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีเวลาและไม่อยากจะยุ่งยากในการวิ่งวุ่นติดต่อหลายที่ รวมทั้งต้องการคำแนะนำที่จะปฏิบัติตามประเพณีอย่างถูกต้องครบถ้วน เนื่องจากเป็นการจัดงานครั้งสุดท้ายให้แก่ผู้เสียชีวิต บรรดาญาติๆ ของผู้เสียชีวิตจึงต้องการจัดพิธีกรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับให้ดีที่สุด

เพราะฉะนั้นปัจจุบันเงินที่อยู่ในอุตสาหกรรมวาระสุดท้ายของชีวิตจึงมีอยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท

 

เครือข่ายพุทธิกาสนับสนุนธุรกิจเตรียมตัวก่อนตาย

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เคยจัดการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเพื่อพิจารณาร่าง “แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต พ.ศ. 2556-2559” (National Strategic Plan on Health Promotion for Good Death 2013-2016) ความต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้จากไปอย่างสงบสมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยตั้งเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรมีการจัดระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตอย่างเป็นระบบ โดยมีการดำเนินการที่สำคัญคือ การบริบาลแบบประคับประคองในระยะท้ายของชีวิต (Palliative Care) ทั้งการพัฒนาบุคลากรทางสาธารณสุข พัฒนาสถานพยาบาล และการดูแลที่บ้าน รวมถึงพัฒนาระบบการเงินการคลัง เครื่องมือทางการแพทย์ และยา ซึ่งสำคัญมากสำหรับทำให้ผู้ที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิตจากไปอย่างสงบ

สำหรับการบริบาลแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิตผู้ให้บริการ ผู้ป่วย และญาติ จะต้องร่วมกันวางแผนการดูแลล่วงหน้าให้เป็นไปตามความปรารถนาครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้จัดการโครงการความตายพูดได้ เครือข่ายพุทธิกา มองว่า ในเมืองไทยก็น่าจะมีธุรกิจที่ปรึกษาพิเศษให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเตรียมรับมือความตายอย่างสงบ

“นอกเหนือจากความรู้ในเรื่องการนำทางไปสู่ความตายอย่างสงบแล้ว การนำทางที่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการดูแลผู้ป่วยที่ดี ยุคนี้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการนำทางเพื่อเข้าสู่การเสียชีวิตอย่างสงบ เพราะว่าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย โดยเฉพาะการอยู่ในโรงพยาบาลและถูกยื้อชีวิตโดยเทคโนโลยีทางการแพทย์กระทำต่อร่างกาย ซึ่งมันจะไม่มีโอกาสที่จะนำทางไปสู่ความตายอย่างสงบได้เลย ดังนั้นการวางแผนการตายที่เดินเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตว่า ต้องการบรรยากาศแบบไหน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเผชิญความตายอย่างสงบมาให้คำปรึกษาและช่วยจัดการก็จะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่มีกำลังในการจ่ายในตรงนี้ได้ เพราะบางครอบครัวอาจจะไม่ว่าง แต่ที่ดีที่สุดก็คือให้คนในครอบครัวได้วางแผนและเตรียมตัวกันเอง เครือข่ายพุทธิกาก็มีเครื่องมือที่จะช่วยในการวางแผนมีชื่อว่า ‘สมุดเบาใจ’ จะมีข้อความและคำถามที่จะช่วยเตรียมตัวในงานศพ ของเราเป็นโอเพ่น ดาต้า เปิดสาธารณะให้ศึกษาได้แล้วนำไปตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการรับปรึกษาและดูแลผู้ป่วยเพื่อเผชิญหน้าความตายอย่างสงบก็เป็นเรื่องที่ดี”

 

เอกภพ ชี้ว่าเป็นความกังวลอย่างหนึ่งของคนที่กำลังคิดถึงความตายของตัวเอง ซึ่งจะคิดว่างานศพของตัวเขาเองจะเป็นอย่างไรดี ก็ไปผูกโยงว่าจะไปจัดการกับพิธีกรรมหรืองานศพของตัวเองมากน้อยเพียงใด

“ซึ่งเป็นเรื่องดีที่คนสูงอายุจะได้เตรียมตัวเอง และเป็นประเด็นหนึ่งในการปล่อยวาง ถ้าคนใกล้ตายได้เตรียมงานศพของเขา สัญลักษณ์ที่บ่งบอกในตัวของเขาก็คือเขายอมรับความตายของตัวเองได้แล้ว เรื่องของการไปดูว่าเราจะจองศาลาของวัดไหน กระดูกจะไปบรรจุที่ไหนดี เป็นกุศลอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการยอมรับความตายของตัวเขาเอง เป็นการบอกตัวเอง คนอื่น ครอบครัวว่าฉันพร้อมแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ ฉันยอมรับความตายได้ ถ้าผู้สูงอายุจะเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องดีที่จะเตรียมงานศพของตัวเอง”

ธุรกิจที่เกี่ยวกับงานศพนั้น เอกภพ บอกว่ามีเครือข่ายร้านขายโลงศพ หรือวัดที่วงศาคณาญาติของพวกเขาใช้บริการกันอยู่ประจำ ซึ่งช่วยเหลือในเชิงพิธีกรรมและการจัดงานศพแบบครบวงจรอยู่แล้ว แต่ในเชิงการช่วยทางด้านจิตใจให้พร้อมรับมือความตายยังไม่มีถึงขั้นที่มีบริษัทรับเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้สูงอายุ

“สมัยก่อนจะมีบรรดาญาติที่เข้าใจความตาย คนที่มีประสบการณ์เห็นผู้สูงอายุเสียชีวิต เคยเห็นญาติที่นำทางบอกบทสวดมนต์สัมมาอรหัง นำอโหสิกรรม มีการขอขมา เป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมา แล้วจะรู้ว่าเวลาที่คนตายจะนำทางให้เขาอย่างไร? ซึ่งจะมีอยู่ในชนบท ซึ่งปัจจุบันก็ค่อยๆ หดหายไปตามสภาพสังคมและชุมชนที่แตกสลาย สมาชิกในครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่คนละทิศละทาง ภูมิปัญญาตรงนี้ก็หาได้ยากขึ้นในคนรุ่นต่อมา แต่ก็ยังคงหาได้อยู่”

ปัจจุบันเครือข่ายพุทธิกามีหนังสือมากมายและมีแอพพลิเคชั่น “เคาต์ดาวน์ชีวิต” Z Life Countdown) แอพเจริญมรณานุสตินำเสนอทางเลือกในการเจริญมรณานุสติ ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อใช้คำนวณจำนวนวันที่เหลืออยู่จากวันนี้จนถึงวันเสียชีวิต ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของความเข้าใจใน “มรณานุสติ” ที่เท่าทันเทคโนโลยีและสามารถใช้ได้ดีกับผู้สูงอายุ

“มีหนังสือที่พูดถึงว่าเราจะนำทางผู้ป่วยอย่างไร? ในช่วงสุดท้ายของชีวิต “ฉลาดทำศพ” ซึ่งเครือข่ายพุทธิกาได้จัดทำขึ้นมา สำหรับคนเมือง อนาคตก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะต้องหาผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อการเตรียมตัวก่อนตายของผู้สูงวัย ที่ทางเครือข่ายพุทธิกาพยายามรณรงค์นั้นก็อยากให้เป็นคนในครอบครัวเป็นคนนำผู้ป่วยไปสู่ความตายอย่างสงบ ซึ่งมีขั้นตอนและการเตรียมตัวเป็นระดับไปเรื่อยๆ ขั้นแรกต้องยอมรับความตายของตัวเองและคนในครอบครัวให้ได้ก่อน เพราะวันหนึ่งเราก็ต้องตาย คนรัก พ่อแม่ของเราก็ต้องตาย ตรงนี้เป็นเบื้องต้นที่ทำให้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ความตายของคนในบ้านจริงๆ ก็พร้อมจะรับมือได้ง่ายขึ้น”

 

วัฒนธรรมสามก๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456517

วัฒนธรรมสามก๊ก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

พูดถึงประวัติศาสตร์จีนต้องพูดถึงเรื่องสามก๊ก ยุคสามก๊กเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1,800 ปีที่แล้ว เป็นยุคสมัยของจีนที่ถูกทำมาเป็นวรรณกรรมจนเป็นที่แพร่หลายที่สุดทั้งในจีนและทั่วโลก

ในไทยใครไม่เคยได้ยินชื่อ โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ขงเบ้ง กวนอู เลย ก็ถือว่าแปลก ส่วนในจีนความอินในสามก๊กเข้มข้นกว่าเป็นธรรมดา

หรือกระทั่งในญี่ปุ่น บางครั้งก็ดูอินกว่าประเทศต้นฉบับ จับมาทำหุ่นกระบอกอลังการระดับชาติก็เคยมาแล้ว เขียนเป็นการ์ตูนพล็อตท้าทายบทบาทในประวัติศาสตร์ หรือทำเป็นเกมขายทั่วโลก ก็เอาหมด

สามก๊กที่โด่งดังไม่ใช่สามก๊กจากประวัติศาสตร์ แต่เป็นสามก๊กวรรณกรรม ที่ผ่านมามีคนเรียบเรียงแต่งเรื่องสามก๊กมาหลายฉบับ ที่แพร่หลายที่สุดก็ฉบับล่อกวนตง ซึ่งแต่งเมื่อ 600-700 ปีที่แล้ว

ซึ่งเป็นธรรมดาที่พอเอาประวัติศาสตร์มาแต่งเป็นวรรณกรรม ภาพลักษณ์ของบุคคลในนั้นก็ต้องโอเวอร์แอ็กติ้ง

ผู้นำอย่างเล่าปี่ในบันทึกประวัติศาสตร์เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี ในวรรณกรรมก็ต้องให้ถึงขั้นพนมมือแก่ทุกชนชั้น ขงเบ้งที่ว่าเก่งก็ต้องให้มีสติปัญญาชาญฉลาดถึงขั้นหยั่งรู้ดินฟ้า โจโฉเป็นยังเติร์กผู้ปีนป่ายอำนาจก็ต้องวางบทบาทให้ฉลาดเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัด ทั้งนี้ทั้งนั้น Inspired on a true story.

ให้คนอ่านได้รักแรง เกลียดแรง จะได้ตราตรึง

ก็ถ้าพจมานมีบุคลิกสู้นิดยอมแพ้หน่อย ชายกลางตลกน้อยๆ ปนซีเรียสบ้าง ส่วนหม่อมแม่พูดจาค่อยไม่เก่ง บ้านสว่างวงศ์คงดับคาวงวรรณกรรม

วรรณกรรมมักต้องตัดความครึ่งๆ กลางๆ ของผู้คนที่ไม่จำเป็นทิ้งไป แล้วใส่สีสันจัดจ้านเข้าแทน หรือบางครั้งก็ไม่ใช่คนเดิมในประวัติศาสตร์เลยก็มี

สามก๊กไม่ได้ใส่สีเฉพาะเรื่องบุคคล ด้านเหตุการณ์ที่โม้จนคนอ่านส่วนใหญ่คิดว่าเกิดขึ้นจริงเลยก็มี เช่นเรื่องขงเบ้งใช้ “กลเมืองว่าง”

เรื่องมีอยู่ว่า ขงเบ้งใช้คนผิดพลาด ทำให้สูญเสียกองกำลังรักษาด่าน สุมาอี้ฝ่ายตรงข้ามจึงยกทัพเข้าประชิดเมือง

วิกฤตนี้ขงเบ้งต้องยอมเสี่ยง สั่งเปิดกำแพงเมืองทุกด้าน แล้วขึ้นไปเล่นดนตรีทำทีสบายใจบนเชิงเทิน เชื้อเชิญให้สุมาอี้เข้ามาจับ ปรากฏว่าสุมาอี้เกิดลังเล กลัวความชาญฉลาดของขงเบ้ง กลัวโดนซ้อนกลซุ่มโจมตี สุมาอี้จึงตัดสินใจถอยทัพไม่รุกต่อ เมืองนั้นจึงปลอดภัยอย่างฉิวเฉียด

ซึ่งอันที่จริงไม่มีเหตุการณ์นี้ในบันทึกประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

แต่คนอ่านสามก๊กทั้งจีนไทย ฯลฯ ต่างเห็น “กลเมืองว่าง” เป็นกลยุทธ์สุดยอด หลายคนศึกษาเอามาใช้จริง เพราะมันตรงกับหลักสงครามจิตวิทยาอยู่เหมือนกัน (ลองถามพวกเล่นหุ้นดู)

สรุปว่าความโม้ของวรรณกรรม ในบางด้านก็เอามาใช้ประโยชน์กับชีวิตได้

ที่จริงเรื่องโม้เหล่านี้ล่อกวนตงไม่ได้คิดขึ้นเองทั้งหมด ชาวบ้านชาวช่องช่วยโม้เล็กโม้น้อยกันมาก่อนก็เยอะ

และความโม้ระดับชาวบ้านที่ยิ่งไปกันใหญ่ บางครั้งยังแปรสถานะมาเป็นที่พึ่งทางใจ เล่าปี่คือเทพเจ้าช่างจักสาน เตียวหุยเป็นเทพเจ้าของคนขายเนื้อ ถ้าให้สุดๆ ต้องระดับกวนอู เป็นทั้งเทพแห่งทรัพย์สิน เทพแห่งวงการช่างตัดผม (แต่ที่จริงกวนอูตัดหัว ไม่ใช่ตัดผม) เป็นเทพแห่งแก๊งสเตอร์ และแห่งตำรวจ ในองค์เดียว

ทั้งหมดผสมโรงด้วยการปั้นรูปปั้นแต่งองค์ทรงเครื่องบูชากราบไหว้ สร้างตำนานนิทานยิบย่อยแตกแขนง

ความจัดจ้านแบบชาวบ้านในเรื่องสามก๊กเยอะและเปรี้ยวหวานมันเค็มเป็นจับฉ่าย ส่วนวรรณกรรมคัดมาบางส่วนให้กลมกล่อมเป็นบรั่นดี

และที่จริงความศักดิ์สิทธิ์และตำนานที่งอกเงยแบบบ้านๆ ก็มีหน้าที่ของมันอยู่ สามก๊กและชาวบ้านมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพา

สามก๊กสำหรับชาวบ้าน คือนามธรรมที่จับต้องได้ ชาวบ้านต้องการสัญลักษณ์ความซื่อสัตย์ก็หยิบเอากวนอูมาใช้ ต้องการระบายความคับแค้นขุนนางเจ้าเล่ห์ขี้ฉ้อก็ละเลงใส่ตัวละครโจโฉ

ชาวบ้านสำหรับสามก๊ก คือผู้ทำให้สามก๊กยังมีลมหายใจอยู่ทุกที่ ทุกเวลา

สุดท้ายประวัติศาสตร์ก็ว่ากันไปอย่างหนึ่ง วรรณกรรมก็ว่ากันไป ชาวบ้านก็ว่ากันไปอีกอย่าง

และเพราะมันสารพัดตามแต่ละคนจะยึดถือ พองิ้วหรือละครสามก๊กออกมาทีไร แต่ละคนก็จะมีตัวละครอยู่ในใจว่า เอ๊ะ! ไอ้นี่ไม่เหมือนโจโฉ เจ้านี้แสดงไม่สมบทบาทเล่าปี่ คนนี้ไม่เห็นเหมือนกวนอู

ทั้งที่เคยเห็นตัวจริงกันรึก็ไม่

แต่ก็เข้าใจได้ ก็สังคมและการเรียนรู้ได้บ่มเพาะให้เรามีตัวละครนั้นๆ อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว

เพราะสามก๊กประกอบด้วยภาพ 3 ภาพซ้อนกัน นั่นคือ 1.ภาพจากบันทึกประวัติศาสตร์ 2.ภาพจากวรรณกรรม และ 3.ภาพในใจชาวบ้าน ทั้งหมดมีทั้งส่วนซ้อนทับและแตกต่าง

วงประวัติศาสตร์เรียนรู้มาก็มีโจโฉของตัวเองแบบหนึ่ง วงอ่านวรรณกรรมอินมาก็มีโจโฉของตัวเองประมาณหนึ่ง วงชาวบ้านบ่มเพาะมาก็มีของตัวเองได้เช่นกัน และที่สำคัญคือภายในแต่ละวงยังมีสิทธิแตกต่างกันเอง

ความวุ่นวายของการมีภาพ 3 ภาพซ้อนกันอยู่ในเวลาเดียวกันก็มีอยู่บ้าง เพราะเวลาถกเถียงกันแบบเบลอๆ บางคนก็เผลอเอาโจโฉในประวัติศาสตร์จริงมานั่งหักล้างโจโฉตัววรรณกรรม บางคนหาว่ากวนอูในวรรณกรรมมีพฤติกรรมไม่ละเอียดลออเท่ากวนอูที่เขานับถือบูชา

ปรากฏการณ์นี้มีทั้งวงสามก๊กของไทยและของจีน เป็นเรื่องปกติ

นักวิชาการและครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ในจีน บอกเสมอว่า ภาพทั้ง 3 อยู่ร่วมกันได้ ขอแค่เมื่อถึงเวลาก็ต้องแยกแยะให้ได้ด้วย

นั่นหมายความว่าจะมีสามก๊กฉบับการ์ตูนเฮฮา ฉบับตีความกลับตาลปัตร หรือจะให้กวนอูเป็นเทพแห่งความรัก ขงเบ้งเป็นเทพแห่งกรมอุตุ ก็เป็นไปตามแต่พัฒนาการและชะตากรรมของสังคม แต่ถึงที่สุดแล้วเมื่อจะจริงจังขึ้นมา ก็น่าจะให้รู้ว่าไผเป็นต้นฉบับ ไผเป็นปรากฏการณ์งอกเงย

ส่วนจะชี้ต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่เหมือน ไม่จริง ไม่ตรง ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม และจะมีประโยชน์ต่อสติปัญญาของสังคมอย่างยิ่งถ้าอธิบายว่าเพราะอะไร และจากมุมมองไหน แต่คงไม่มีใครมีสิทธิห้ามให้สามก๊กหยุดงอกเงย

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ผมจะสารภาพก็คือ เนื้อหาข้างต้นผมไม่ได้คิดเอง แต่เป็นเนื้อหาสรุปคร่าวๆของรายการโทรทัศน์ของจีน เค้าเอาเรื่องพวกนี้ขึ้นมาคุยเป็นปกติแล้วคนดูรายการนี้ก็มีไม่น้อย

การให้ความรู้ของสื่อจีนที่สอนให้เท่าทันวรรณกรรม เท่าทันประวัติศาสตร์ของจีนดูไม่เลวเลย เพราะต่างเสริมความเข้าใจระหว่างนักประวัติศาสตร์ นักอ่าน และชาวบ้านตาดำๆ ไม่ให้เหวี่ยงใส่กันง่ายดายเกินไป เพราะทุกฝ่ายก็ต่างมีประโยชน์ในขอบข่ายของตนเอง

 

ศิวกานท์ ปทุมสูติ ทางจักรา ค้นหาชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456551

ศิวกานท์ ปทุมสูติ ทางจักรา ค้นหาชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : เดชา เข็มทอง

กวีนิพนธ์เชิงปรัชญาเรื่อง ทางจักรา ประพันธ์โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ ผ่านเข้ารอบ 6 เล่มสุดท้ายในการแข่งขันรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ ซีไรต์ ประจำปี 2559 ผู้เขียนประพันธ์ด้วยรูปแบบกาพย์ กลอน และโคลง มีเนื้อหาเกี่ยวกับครูและลูกศิษย์ที่ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะในการถีบท่องเที่ยว เพื่อแสวงหาคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของชีวิต โดยใช้ฤดูกาลเป็นลำดับการเล่าเรื่อง ประกอบด้วย 4 บท ได้แก่ ปลายฤดูหนาว เข้าฤดูร้อน สู่ฤดูฝน และฟากฤดูกาล

ศิวกานท์เคยมีผลงานกวีนิพนธ์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์จำนวน 5 เล่ม ซึ่งนอกจากเป็นนักเขียน เขายังเป็นนักคิด นักเดินทาง และผู้ก่อตั้งทุ่งสักอาศรม แหล่งเรียนรู้เพื่อการอ่านเขียนเรียนชีวิต และก่อตั้งโครงการโรงเรียนกวี ที่ดำเนินงานโดยกองทุนทุ่งสักจากเงินส่วนตัวที่ได้จากการขายหนังสือของตน

ผู้เขียนฝึกเขียนหนังสือในยุคที่นิตยสารฟ้าเมืองไทย สตรีสาร และวิทยาสารยังเฟื่องฟู ช่วงแรกๆ ราวปี 2519 เป็นการเขียนแบบฝึกฝน มาเขียนจริงจังก็หลังจากนั้นราว 10 ปี งานเขียนส่วนมากเป็นบทกวี มีเรื่องสั้นบ้าง นิยายบ้าง สารคดีบ้าง และงานวิชาการบ้าง แต่ไม่มากนัก เขาหลงใหลในบทกวีมากกว่า โดยมีผลงานพิมพ์เล่มประมาณ 40 เล่ม

กวีนิพนธ์เล่มสำคัญ ได้แก่ สมเด็จพระภัทรมหาราชคำฉันท์ เพื่อนแก้วคำกาพย์ บทกวีร่วมสมัย สร้อยสันติภาพ บันทึกแห่งดวงหทัย กำไรจากรอยเท้า ข้าวเม่ารางไฟ ครอบครัวดวงตะวัน รักนั้นเป็นฉันนี้ กว่าจะข้ามขุนเขา ต่างต้องการความหมายของพื้นที่ เมฆาจาริก และล่าสุดคือ ทางจักรา

จากเรื่องทางจักรา ทำไมเลือกฤดูกาลเป็นลำดับการเล่าเรื่อง

“การเดินทางข้ามผ่านฤดูกาลในการปั่นขี่จักรยานโดยนัยของมันจะให้มิติชีวิตที่หลากรสดี ทั้งธรรมชาติ สังคม อารมณ์รู้สึกนึกคิด และยังทำให้เราได้มีโอกาสผัสสะกับภาวะภายในจิตใจที่หลากหลายนั้น ขณะผ่านพบอุปสรรคต่างๆ ช่วงเวลาที่ยาวนานเป็นแรมเดือนแรมฤดู ทำให้เราดำเนินไปในภาวะนิ่งพอจะพิจารณาชีวิต รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามากระทบและประหวัดคิด ซึ่งที่สุดก็คือคำตอบของการเดินทางผ่านฤดูกาลชีวิตและสังคมที่เป็นวงรอบดุจเดียวกัน

การที่เราจะเรียนรู้ชีวิตก็จะต้องเดินทางเข้าไปในชีวิต ทั้งชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันภายนอกและภายในของเราเองอย่างมีผัสกาล อีกนัยหนึ่งก็จะทำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวของชีวิตและสังคมกับแต่ละช่วงฤดูกาลนั้นอย่างได้มิติรสยิ่งขึ้น สำคัญที่สุดก็คือนัยของการข้ามพ้นวงรอบแห่งฤดูสู่การประสบพบอิสรภาพของตอน ‘ฟากฤดูกาล’ นั่นเอง”

 

จักรยานที่เป็นพาหนะมีนัยอย่างไร

“จักรยานเป็นพาหนะที่เราสามารถปลดวางสัมภาระแห่งความรุงรังของการเดินทางได้ดีกว่าพาหนะอย่างอื่น เดินทางไปได้ทุกที่ที่มีทาง ขณะเดียวกันมันก็ต้องใช้ใจและกายของเราในการนำพา เราไม่อาจหลีกพ้นแดด ลม ฝน ฝุ่น สภาวะร้อน หนาว ทำให้เราไม่รีบร้อน มีเวลาต่อการเนิบเนิ่นระหว่างทาง ได้เข้าใจและเข้าถึงการใช้เวลาในชีวิตมากขึ้น นั่นหมายความว่าเมื่อจิตใจของเราไม่รุงรังด้วยสัมภาระแห่งปัญหาต่างๆ ในชีวิต เราก็จะมีเวลาเรียนรู้ชีวิตได้อย่างอิสระมากที่สุด

แต่ที่เป็นปัญหาสำคัญก็คือ กาย จิต สติปัญญา และอารมณ์ของเรา มักตกจมวนเวียนอยู่กับชุดความรู้ ชุดความคิด กระทั่งสั่งสมเป็นชุดทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต และการแก้ปัญหา ที่ต่างมุ่งเพียงจะไปให้ถึงปลายทาง จนหลงลืมคุณค่าของการเดินทางและความหมายระหว่างทางเดินนั้น เป็นไปดั่งการรัดรึงกันของกงและกำแห่งล้อจักรยาน มันติดยึดกันอยู่เช่นนั้น ไร้อิสระแม้ในตนเอง ดังบทกวีในหน้า 256

‘เราดั่งพันธนาการแห่งล้อกง เวียนอุษาอัสดงมิสิ้นสุด หลงใหลกับปลายเท้าที่ก้าวรุด เพลิดเพลินกับมงกุฎประทุษกรรม จึงเห็นการกักขังเป็นทางออก ว่าภายนอกภายในจะไม่ระส่ำ จึงเห็นบ่วงห้วงบึงพึงใจน้ำ จนลืมโลกธรรมของธาตรี จึงเห็นเงินเห็นงามเป็นความสุข จึงเห็นยุคสร้างโคตรต้องบดขยี้ จึงจักราฝ่าไปในฝุ่นธุลี เพียงที่จะถึงซึ่งปลายทาง’

การณ์เช่นนั้น อาจนำให้เราไปถึงปลายของข้างใดข้างหนึ่ง ขณะทิ้งซากปรักพังของชีวิตและจิตใจไว้มากมายในรอยทาง แต่หากจะเหลียวไปดูรอยที่กงล้อจักรยานนั้นเคลื่อนผ่าน เราก็จะเข้าใจได้ถึงสัจจะของการละวาง ให้ชีวิตเราเป็นดั่งล้อกง แล้วให้จิตใจเป็นดั่งรอยที่อิสระนั้นสิ เราจะพบทางและรอยทางทุกท่วงก้าวที่เป็นคุณค่าของการมีอยู่ของชีวิต”

ทำไมเลือกบทบาทครูกับศิษย์

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจากเรื่องจริงที่ผมปั่นจักรยานกับลูกศิษย์ครับ และผมคิดว่าการส่งไม้แห่งอิสระปัญญาต่อให้ใครสักคนหนึ่ง เขาจะต้องมีตัวตนที่งอกงามจากการเรียนรู้ของเขาเองด้วย ครูไม่ควรเป็นผู้สอนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศธาตุ หากแต่ควรเป็นผู้เรียนรู้และเติบตื่นไปพร้อมกับศิษย์”

ถ้าผู้เขียนเป็นครูในเรื่องจะสอนอะไร

“อยากจะชวนกันอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบด้วยใจอันประณีตและเบิกบาน ทุกคำที่เขียนมีคำตอบมากกว่าคำตอบอยู่ในระหว่างบรรทัดของบทกวี อย่างหน้า 217 ที่ครูในเรื่องตื่นขึ้นจากคำพูดและการกระทำของศิษย์ นั่นก็ยืนยันว่า พื้นที่เกียรติยศของการเรียนรู้ เราต่างเป็นครูของกันและกันได้ตลอดเวลา

ภูผานิ่งนานลานต้นกก เพ่งพินิจซากนกหนอนชอนไส้ ‘ครูครับมันตายได้อย่างไร’ เขาพูดพลางเขี่ยไม้อยู่ไปมา ข้ารู้สึกสว่างขึ้นบางสิ่ง ‘นี่การเกิดเพริศพริ้งนะภูผา นกตายเกิดหนอนซ้อนชีวา เราตายจากซากผกาสิช้าไย’

คือถ้าภูผาไม่ผุดคำถามถึงการ ‘ตาย’ ครูก็มิอาจพบความหมายของการ ‘เกิด’ ของกาละนั้น กระทั่งในหน้า 218 ที่ต่างได้ตระหนักถึงการตายจากความเป็นสิ่งที่มิใช่เพื่อเกิดใหม่ในสิ่งที่ใช่กว่าเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของสุขสัจที่แท้จริงได้”

วัฏจักรแห่งเวลาคืออะไร

“เวลาเป็นเพียงรอบนามแห่งกาลสมมติ ที่การเปลี่ยนผ่านของมันรอบแล้วรอบเล่าล้วนมีความหมายต่อชีวิตและสรรพสิ่ง สำคัญที่ว่าเราต่างเรียนรู้ที่จะรู้อะไรจากวงรอบของมันบ้าง หากการเคลื่อนผ่านของชีวิตในกาลจักรเป็นไปเสมือนแค่ได้ปั่นจักรยานถึงเป้าหมาย โดยปราศจากความเข้าใจในสัจวัฏเสียแล้ว ก็น่าเสียดายนะครับ และจะยิ่งน่าเศร้าถ้าจิตวิญญาณของเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของมันโดยไม่คิดหาทางเลือกกำหนดทิศทางของตนเอง”

จักรา แปลว่า พลังแฝงที่อยู่ในทุกสิ่ง แล้วจักราชีวิตเป็นอย่างไร

“หากเราเชื่อว่าจักราคือพลังแฝงที่อยู่ในทุกสิ่งเช่นนั้นร่วมกัน เราต่างก็มีคำตอบอยู่ในตนด้วยกันแล้ว หากแต่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้จักราชีวิตของเราให้เป็นพลังบวกอย่างเต็มศักยภาพเพียงใด น่าเสียดายนะครับหากเรามัวแต่หมุนไปกับกงและกำของกลจักรอย่างสูญเปล่า”

 

วณิชชา กาญจนอภิรักษ์ สาวสวยบนหลังอาน หลงรักจักรยานเต็มเปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456539

วณิชชา กาญจนอภิรักษ์ สาวสวยบนหลังอาน หลงรักจักรยานเต็มเปา

โดย…สมแขก ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ด้วยการเป็นนักปั่นผู้มีฝีเท้าดี พร้อมกับดีกรีพ่วงท้ายอีกหลายอย่าง คนที่ติดตาม มิ้นท์-วณิชชา กาญจนอภิรักษ์ ทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก (Vanitcha Mint) และอินสตาแกรม (@Minntz) จะเห็นว่าเธอเป็น 1 ใน 8 นักปั่นสาวสวยคาแรกเตอร์โดดเด่น (สาวหมวย หุ่นเพรียวบาง แต่ผมยาวดำขลับ) จากทีม BG Cycling ทีมจักรยานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่รวมตัวของนางฟ้านักปั่น ที่เฟ้นเฉพาะฝีเท้าระดับพระกาฬ เพื่อฟาดฟันรายการแข่งระดับ 100 กิโลเมตรขึ้นไป ในวัย 25 ปี นอกจากมิ้นท์จะเป็นนักปั่นแล้ว เธอยังมีธุรกิจสกินแคร์สำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิว และทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วง 3 ปี หลังจากที่เธอหลงรักจักรยานเข้าอย่างจัง

ภาพแรกที่เจอมิ้นท์ เธอมาในชุดปั่นจักรยานสีขาว ตัดกับผมดำที่เคยยาวกลางหลัง ตอนนี้เหลือแค่ประบ่า (เจ้าตัวบอกว่าเพิ่งตัดมา) เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดที่หน้าผาก หลังจากมิ้นท์หาจุดวางจักรยานได้แล้วจึงได้เริ่มพูดคุยกัน “มิ้นท์เป็นคนออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว เคยเป็นนักกรีฑา ตอนนี้ฝึกโยคะ ดำน้ำ เข้าฟิตเนส เป็นคนชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ช่วงที่เรียนจบใหม่มิ้นท์เริ่มงานผู้ช่วยผู้กำกับมิวสิควิดีโอ ช่วงที่มีกระแสจักรยานก็มีคนชวนให้ไปปั่น มิ้นท์ก็อยากลองเลยเริ่มต้นจากจักรยานวินเทจเลย เพราะชอบและอยากสะสม จากนั้นก็ปั่นออกทริปบ้าง ถ่ายรูปลงโซเชียล ไม่นานก็มีพี่ในเพจจักรยาน Ride for eat มาชวนเข้ากลุ่ม ตอนนั้นไม่คิดจริงจัง เพราะเราปั่นกลางคืนหลังเลิกงาน เราปั่นเพื่อมิตรภาพ และปั่นเพื่อไปหาของกินอร่อยๆ (หัวเราะ)”

 

แต่ใครจะคิดว่าระยะเวลาเพียง 3 ปี จักรยานหนึ่งคันจะพาชีวิตผู้หญิงตัวเล็กๆ หนึ่งคนมาได้ไกล ได้พบมิตรภาพ ได้สุขภาพดี ที่สำคัญคือเธอพบโลกใบใหม่ “สังคมจักรยานเป็นสังคมที่น่ารัก อยู่ด้วยแล้วสนุก มีความสุข ปั่นไปไหน เห็นคนปั่นด้วยกันเราทักทายกันได้อย่างสนิทใจแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน สังคมแบบนี้คนไม่ปั่นจักรยานจะไม่มีทางเข้าใจจนกว่าคุณจะมาปั่น

“โดยส่วนตัวมิ้นท์เพิ่งจะมาจริงจังกับการปั่นเพื่อแข่งขันเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมานี้เอง พอมาปั่นจักรยานจริงๆ ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทำให้เรามีสมาธิ เห็นพัฒนาการของร่างกาย พอเราได้มีโอกาสมาร่วมทีมกับ BG Cycling การฝึกซ้อมจึงจริงจังมากขึ้น พวกเรามีเป้าหมายที่อยากพัฒนาไปด้วยกัน เวลาไปลงแข่งก็อยากช่วยให้ทีมมีผลงานที่ดี มิ้นท์ว่าการอยู่ในสังคมที่แวดล้อมด้วยคนมีวินัย ทำให้เธอต้องขยันและผลักดันตัวเองให้มีวินัยอย่างยิ่งยวดเช่นกัน การมีโค้ชคอยฝึกซ้อมตลอดก็ช่วยให้เราขยันและค่อยๆ พัฒนาศักยภาพตัวเองไปได้เรื่อยๆ

“อยู่กับคนเก่ง เราก็อยากจะเก่ง การแข่งเหมือนเป็นการดูแลทุกๆ ด้านของชีวิต คือถ้าเราอยากมีผลงานที่ดีต้องขยันซ้อม การกินต้องกินระวัง ซ้อมตามตาราง ซ้อมให้ถูกวิธี ไม่หักโหมเกินไป ต้องพักผ่อนให้ดี แล้วทุกอย่างจะเสริมสร้างให้เราแข็งแกร่งขึ้น หนึ่งปีที่ผ่านมาสิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับมิ้นท์ที่เห็นได้ชัดคือ แข็งแรง รูปร่างจากสาวอวบน้อยๆ ก็เพรียวขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม มีวินัยมากขึ้นเพราะเราต้องซ้อมเพื่อพัฒนาตัวเอง”

 

เมื่อถามถึงสถานที่ซ้อม สาวนักปั่น บอกว่า “อันดับหนึ่งในใจก็ต้องยกให้โลเกชั่นที่เมืองกาญจน์ บ้านเกิด เพราะอากาศดี วิวดี รถน้อย แต่ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ก็ต้องไปที่สกายเลน สนามบินสุวรรณภูมิ ปกติมิ้นท์จะซ้อม 2 รอบ คือประมาณ 47 กม. ชอบซ้อมตอนเช้า เพราะอากาศดี ถ้าตามสูตรมิ้นท์ ในหนึ่งสัปดาห์จะปั่นจักรยาน 5 วัน และ 2 วัน คือเล่นโยคะและเวตเทรนนิ่ง”

การอยู่บนหลังอานนานๆ ระยะ 100 กม.ขึ้นไป หรือการปั่นไต่ไปบนทางที่สูงชันต้องมีท้อใจและเหนื่อยหน่ายบ้าง แต่อะไรทำให้สาวร่างเล็กคนนี้ฮึดสู้ขึ้นได้ “มิ้นท์จะเป็นคนที่ค่อนข้างฮึด จะมีคำว่าไม่ยอมแพ้ ทำได้สิมิ้นท์บอกตัวเองในใจทุกครั้งที่เราไม่ไหว พอเราถึงเส้นชัยหรือเป้าหมาย ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน สุดท้ายการเห็นเส้นชัยคือความสุข

เราเห็นรูปร่างของสาวนักปั่นแต่ละคนที่บอบบาง แต่ร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ฟิตและเฟิร์ม การันตีความเชื่อที่เคยเข้าใจผิดว่า “ปั่นจักรยานแล้วน่องใหญ่” ได้ดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่จักรยานปัจจุบันมีหลายเกียร์ เราต้องใช้เกียร์ให้เป็น ปั่นรอบขาเร็ว อย่าลืมว่าการปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่เบิร์นไขมันได้ดี ไม่เชื่อดูปลีน่องเธอสิ

สำหรับเป้าหมายของนักปั่นหลายคน อาจจะมุ่งสู่การเป็นนักไตรกีฬา แต่สำหรับมิ้นท์ บอกว่า แม้จะมีคนมาทาบทามให้ลงไตรกีฬา แต่เธอยังอยากเอาดีด้านจักรยานอยู่ “เราว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง แต่มีคนชวนให้เข้าทีมแบบผสม แต่มิ้นท์เป็นคนที่พอเราทำอะไรก็อยากทำให้สุด อะไรที่ไม่มั่นใจหรือยังทำได้ไม่ดีก็ไม่อยากไป” อุ่นใจได้ว่าเราจะยังเห็นเธอในวงการนักปั่นต่อไป

 

ชีวิตใหม่ หลังสิ้นเสียง ปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456535

ชีวิตใหม่ หลังสิ้นเสียง ปืน

โดย…นกขุนทอง ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

2 แม่ลูก สิริณัฏฐ์ จตุรพรชัย และ ทอฟฟี่-ชญาน์พิมพิ์ พรจตุพรชัย ที่วันนี้ ในปี 2559 มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าพวกเธอไม่เคยลืมเสียงร้องไห้ที่ดังระงม ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลงตรงเบื้องหน้า ในปี 2552 และมันยังส่งแรงสั่นสะเทือนอยู่ภายในจิตใจอยู่บ้าง หลังจากสิ้นเสียงกระสุนปืน…

ปัง ปัง ปัง เสียงดังราวกับวัตถุขนาดใหญ่กระแทกกับอะไรสักอย่าง “ระเบิด” ตอนนั้นในหัวสมองของเธอสั่งการให้เข้าใจไปอย่างนั้น พร้อมทั้งมองหาที่มาของเสียงดังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แต่เธอเข้าใจผิด เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงที่ส่งมาจากปลายกระบอกปืน และลูกกระสุนก็พุ่งตรงมายังขมับของเธอ พร้อมเลือดแดงฉานที่พุ่งออกมาจากขมับของเธอ ก่อนที่ร่างกายจะทรุดฮวบลงกองกับพื้น ต่อหน้าศาลพระพรหมที่เธอมาสักการะทุกเช้า

เช้าวันรุ่งขึ้นเรื่องราวของเธอกลายเป็นข่าวใหญ่ ถึงเหตุสะเทือนขวัญ

 

คนร้ายก่อเหตุอุกอาจกลางวันแสกๆ ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่รัฐขณะไหว้พระพรหมที่หน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี ถนนสายปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

สิริณัฏฐ์ จตุรพรชัย คือเจ้าหน้าที่รัฐที่เคราะห์ร้าย ในขณะนั้นเธอดำรงตำแหน่งปลัด อบจ.ปทุมธานี คนในพื้นที่รู้จักกันดีในนาม “ปลัดอั๊ง”

ลั่นไกปลิดชีวิต-เปลี่ยนวิถีชีวิต

“24 ส.ค. 2552 ปีนี้ก็ 7 ปีมาแล้ว ไม่เคยลืม จำได้ทุกอย่าง มันฝังใจ คิดถึงมันน้ำตาก็ไหล แต่ทุกวันนี้เราก็อยู่อย่างมีความสุขแล้วนะคะ แต่มันลืมไม่ลงจริงๆ เพราะชีวิตของเราเปลี่ยนไปหมดเลย” สิริณัฏฐ์ กล่าวในวันที่เกษียณราชการออกมาทำหน้าที่แม่ของลูกๆ อย่างเต็มเวลา

“พอถึงวันที่ 24 ส.ค. ก็จะมีอาการขมขื่นในใจนิดหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ก็จับคนร้ายไม่ได้ แต่เราไม่ซีเรียสว่าจับได้ เราแค่ขอให้ครอบครัวเราอยู่ปลอดภัยก็พอแล้ว”

 

ครั้งนั้นสิริณัฏฐ์ถูกยิงเข้าที่ขมับซ้าย กระสุนพุ่งลงต่ำเฉียดดวงตาไปกระทบโหนกแก้มแตกละเอียดแล้วทะลุออกจมูก ถึงวันนี้ยังมีรอยแผลเป็นขนาดเล็กที่ขมับ สุดท้ายตาข้างซ้ายมองเห็นไม่ชัดเจน ยังมีสะเก็ดกระสุนติดในโพรงแก้ม อีกจุดกระสุนปืนทะลุไหล่ซ้ายเฉียดหัวใจ ปัจจุบันแขนข้างซ้ายยังใช้เหล็กดาม และแขนใช้งานได้ไม่เต็มร้อยอย่างคนปกติ

“ฉันตายไม่ได้ ฉันต้องอยู่ ลูกฉันยังทำอะไรไม่เป็นเลย” คือสิ่งที่สิริณัฏฐ์บอกกับตัวเอง หลังจากที่มือปืนหมายมุ่งส่งวิญญาณเธอให้มัจจุราช

สิริณัฏฐ์พาย้อนไปในวันอันเจ็บปวดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงดังว่าได้ตื่นจากฝันร้ายนั้นแล้ว “วันนั้นออกจากบ้านปกติ ไม่มีความรู้สึกว่าเราจะไม่ได้กลับบ้านเลย 2 ปี คือทุกวันจันทร์เราจะไปไหว้พระพรหรมที่ อบจ. เป็นรูทีนของเรา ทำมาตลอดหลายปีตั้งแต่บรรจุตำแหน่งที่นั้น และเราก็เป็นคนริเริ่มในการสร้างศาลพระพรหม ระหว่างที่เราถวายบายศรีพระพรหม ได้ยินเสียงเป็นระเบิดตูมๆ แต่เราไม่รู้ว่าลูกปืน เลือดแดงขึ้นมาต่อหน้า แล้วตัวเราทรุดลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น หันไปถามลูกน้องว่า อะไรระเบิด ตอนนั้นรู้สึกชาไม่มีอาการเจ็บปวดเลย ซึ่งโชคดีที่ตอนทรุดลงไปไม่หงายหลัง เพราะจังหวะที่ถูกยิงนั้นหันตัวไปรับน้ำมะพร้าว กระสุนนัดแรกจึงพลาดไปโดนศาลพระพรหม กระเด็นไปตึก อบจ. นัดสองเข้าที่ขมับ นัดสามเข้าที่แขนซ้ายทะลุอกเฉียดหัวใจ ระยะเล็งของมือปืนอยู่นอกรั้วห่างกันเพียง 1-2 เมตรเอง ลูกน้องบอกท่านถูกยิง อุ้มไปขึ้นรถส่วนตัวเรา วันนั้นกล้องวงจรปิดเสีย ส่งโรงพยาบาลปทุมธานีเราไม่ได้หมดสติ รู้เรื่องตลอดเวลา ในใจฉันตายไม่ได้ ฉันมีลูกสาวสองคน เรายังไม่สั่งเสียอะไรเขาเลย ฉันต้องอยู่ก่อน ระหว่างนั้นลูกน้องก็โทรไปบอกลูกสาว

 

ตอนอยู่ในรถพยาบาลก็คิดตลอดว่า ใครยิง ทำไมถึงยิงเรา เราสวดมนต์ไหว้พระ เราไม่ได้ชั่วช้า ชีวิตเราต่อไปจะเป็นยังไง จะพิการไหม ก็มีสวดมนต์ในใจแต่ก็คิดพวกนี้ไปด้วย คนทำใจร้ายมากมาทำเราตอนไหว้พระ เราคิดว่าท่านท้าวมหาพรหมจะปล่อยให้เราตายเหรอ ตอนนั้นไม่เจ็บ รู้สึกชา รู้ตัวว่าเลือดออกเยอะ เพราะเห็นเลือดตัวเองพุ่งจากขมับเหมือนน้ำพุ ลูกน้องที่ไปด้วยไม่มีใครคิดว่าเรารอด มีสติจนถึงผ่าตัด รู้สึกตัวเจ็บอีกทีหลังผ่าตัด ต้องใช้มอร์ฟีนช่วย แล้วตอนกดมอร์ฟีนเข้าร่างเจ็บมาก”

เสียงดังจากโทรศัพท์มือถือ ปลุกให้ ทอฟฟี่-ชญาน์พิมพิ์ พรจตุพรชัย นักเขียนนิยายจากค่ายสถาพรบุ๊คส์ ตื่นมาพบความจริงที่โหดร้ายกว่าฉากโศกนาฏกรรมเรื่องใดที่เธอเคยอ่านและคิดจะเขียน

“เห็นเลือดเต็มไปหมดตั้งแต่ทางเข้าโรงพยาบาล จนมาถึงรถเข็นที่คุณแม่นอนอยู่แล้วมีผ้าคลุมสีเขียวคลุมทั้งตัวปิดถึงหน้า ตกใจมากคิดว่าคุณแม่ไม่อยู่กับเราแล้ว” ชญาน์พิมพิ์ ลูกสาวคนโตเล่าถึงวันที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ

“คืนวันอาทิตย์ไปเดินปากคลองตลาดกับคุณแม่เพื่อซื้อบายศรีดอกไม้มาไหว้พระพรหม กลับมาก็เขียนนิยายต่อเพิ่งเข้านอนตอนตีสี่ คนขับรถคุณแม่โทรมาบอกว่าคุณแม่ถูกยิง ขับรถไปโรงพยาบาลกับน้อง เห็นเลือดไหลเป็นทางตามพื้นโรงพยาบาลเรามั่นใจเลือดคุณแม่แน่นอน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งมาก เข้าไปใกล้ๆ คุณแม่จึงเห็นว่าที่ผ้าคลุมหน้าเพราะเขาเย็บปิดแผลกันเลือดไหล เพราะกระสุนยังผ่าไม่ได้ แล้วตอนนั้นเราไม่รู้มือปืนจะตามมายิงอีกไหม เพราะข่าวออกมาทั่วแล้วว่าคุณแม่ตาย ก็ปรึกษาคุณแม่ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2

ตอนนั่งรถไป เรานั่งด้านหัวเตียงคุณแม่ บอกคุณแม่สวดมนต์ตามหนูนะ สวดมงกุฎพระพุทธเจ้า เราสวดมนต์ที่บ้านเป็นประจำวันอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นคุณแม่เงยหน้าขึ้นมามอง ทอฟฟี่โทรตามประกันหรือยังลูก (หัวเราะ) แล้วเลือดคุณแม่ออกจมูกเต็มเลย แม่สติแข็งมาก พูดเหมือนคนปกติทุกอย่าง เราเห็นเลือดเราไม่คิดว่าเขาตายหรอก แต่เรากลัวมาก พยายามตั้งสติ ที่บ้านเรามีแค่ 3 คน มีแม่ น้องสาว น้องสาวตั้งสติไม่ได้ร้องไห้อย่างเดียว เราเป็นพี่ต้องตั้งสติก่อน

 

6 ชั่วโมงที่คุณแม่เข้ารับการผ่าตัด เรารู้สึกทรมาน ห่วงทั้งคุณแม่ แต่ระหว่างนั้นทั้งวันมีคนมาหาเยอะ เราต้องคุยทั้งกับหมอกับตำรวจ ต้องเตรียมห้องพยาบาล ผ่าตัดเสร็จแล้วเอากระสุนให้ตำรวจ แต่คุณหมอเอามาให้เราดูก่อน คืนนั้นเปิดห้องนอนที่โรงพยาบาล คุณแม่ยังอยู่ในห้องไอซียู เดินมาดูตลอด ข้างหน้าห้องมีคนเฝ้าเปลี่ยนชื่อคุณแม่เป็น สีดา สวรรค์ช่วย ชื่อบ้านๆ ที่สุด สแกนคนมาเยี่ยม มีตำรวจผลัดเวรมาดูแล แล้วเราก็ต้องช่วยดูแลตำรวจที่มาคุ้มครองแม่เราด้วย วันนั้นวุ่นวายมาก เราต้อนรับผู้ใหญ่หลายคนมาก พระยังมานั่งสวดมนต์หน้าห้อง คือทุกคนเป็นห่วงคุณแม่ เราไม่มีเวลาร้องไห้ถึงสี่ทุ่มคนเริ่มน้อยทุกอย่างสงบเราถึงเริ่มร้องไห้”

2 ปีในเซฟเฮาส์ ดั่งขุมนรก

แต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้เนิบช้ากว่าที่เคยรู้สึก ยิ่งเวลาทอดยาวยิ่งต้องเจอมรสุมลูกแล้วลูกเล่า แต่ความโชคดียังมีอยู่บ้าง เมื่ออาการของสิริณัฏฐ์พ้นขีดอันตราย กระสุนทุกนัดเฉียดจุดสำคัญ เธอสามารถกลับบ้านไปพักฟื้นได้ แต่ “บ้าน” ที่ลงแรงหาเงินมาก่อสร้างเองบนที่ดินของตระกูลไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว สภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย แม้กระทั่งปัจจุบันเพียงต้องแวะเวียนไปย่านปทุมธานีก็ยังหวาดระแวง

“หลังออกจากโรงพยาบาลชีวิตเปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่ตกจากสวรรค์แล้วหล่นบนดิน แต่มันคือตกจากสวรรค์แล้วทะลุไปในนรกเลย” ชญาน์พิมพิ์หาคำมาเปรียบเปรยกับเหตุการณ์ในอดีต

3 แม่ลูกต้องระหกระเหินไปอยู่เซฟเฮาส์นานถึง 2 ปี ต้องเก็บตัว ระแวดระวังภัย

 

“เราร้องไห้อยู่ในเซฟเฮาส์ 2 ปี ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเรา ทุกคนกลัวหมด ไปใช้ชีวิตในบ้านไม่ใช่บ้านเราลำบากมาก ค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง เวลาจะไปข้างนอกก็จะมีตำรวจมาคุ้มกันซึ่งตรงนี้เราก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แล้วต้องระวังตัวเอง อย่างสมมติจะไปไหนถ้ามีมอเตอร์ไซค์ประกบข้างแล้วเหมือนจะชักอะไรออกมาให้เราเบียดเขาตกข้างทางไปเลย เราอยู่แบบนี้เป็นปีๆ  มีรุ่นพี่คุณแม่เป็นคนช่วยจัดการเรื่องเซฟเฮาส์ แต่เราเสียเงินเอง เพื่อนบ้านมีแต่คนต่างชาติหมดไม่มีใครสนใจใคร ช่วงแรกต้องพาคุณแม่ไปล้างแผล และต้องช่วยดูแลทุกอย่างเพราะถอดเสื้อเองไม่ได้ กินอาหารลำบาก อ้าปากกว้างยังไม่ได้ แล้วคุณแม่เครียดก็จะร้องกรี๊ดเพราะเคยทำอะไรได้คล่องแคล่ว พอมาเจอสภาพนี้ทุกคนก็เครียดกันไปหมด เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เวลาเข้าออกหมู่บ้านก็เปลี่ยนทางเข้า

เหมือนนรก ไม่มีวันที่มีความสุขเลย แต่เราได้เห็นพฤติกรรมคน เราได้ลงสู่จุดต่ำ คนมองเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราเหมือนคนชั้นสองตลอด อีโก้ที่เราเคยมีในชีวิตมันหายไป เราต้องปลง วันหนึ่งถ้าเราขึ้นไปสูงเฉียดฟ้าเราก็ไม่หยิ่ง เรามองว่าขึ้นได้ลงได้ ปลงชีวิตมากขึ้น เหมือนตกขุมนรกอยู่จังหวะหนึ่ง พอเราทำใจได้เราก็เข้าใจ ทุกวันนี้ก็ไม่กล้าดีใจกับอะไรมาก อย่างละครที่เราเขียนกาลครั้งหนึ่งในหัวใจเรตติ้งดียังคุยกับคุณแม่เลย วันนี้เราดีใจพรุ่งนี้เราอาจร้องไห้ก็ได้ ชีวิตเราคิดเป็นรายวัน”

เมื่อถูกถามถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเซฟเฮาส์ สิริณัฏฐ์ครุ่นคิดเพียงชั่วครู่แล้วตอบเสียงดังชัดว่า “ชีวิตบัดซบ”

วันร้ายที่เกิดขึ้นเพียง 1 วัน แต่มันกลับเป็นภาพหลอนตามติดนานนับปี ถึงวันนี้สิริณัฏฐ์ก็ยังจดจำมัน

“คือเราไม่เห็นอิสระ เราเคยเป็นใหญ่ เรามาอยู่ในที่ทำงานไม่ได้ เราเคยเป็นปลัด อบจ.เคยทำงาน มาเก็บตัวเงียบๆ ต้องทำเองทุกอย่าง เราถูกปิดกั้นหมด ขมขื่น ตอนนั้นกลัวมาก ช่วงแรกๆ ได้ยินเสียงอะไรก็ผวา แล้วสงสารลูก เราทำให้ลูกต้องมาถูกปิดกั้นอิสรภาพ ตัดขาดจากโลกภายนอก บ้านตัวเองก็ทิ้งไว้ มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่รู้เรื่องราวของเรา แต่ก็ทำให้เราเห็นสัจธรรมชีวิตในยามที่เรารุ่งเรืองมีคนห้อมล้อม ในวันที่เราไม่มีคนที่เหลือก็มีแต่ครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ดูแลลูกๆ เลย ยุ่งเรื่องงานตลอด 2 ปีนั้นเงินทองก็ร่อยหรอ แต่เราไม่หยิบยืมใคร มีอะไรก็ขายไป ประทังไป แลกกับความปลอดภัยชีวิต ตอนออกมานอกบ้านก็กลัวโดนสะกดรอย เพราะก่อนยิงเขาสะกดรอยเรามาเป็นเดือนแล้ว”

 

สูญเสีย แต่ได้ครอบครัวคืนมา

ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมา 7 ปีแล้ว แต่การใช้ชีวิตของ 3 แม่ลูกก็ยังต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ไปไหนก็เก็บตัวอยู่บ้าน ทำกิจกรรมกันภายในครอบครัว เสียงร้องไห้ค่อยๆ เงียบลง มีเสียงหัวเราะที่ดังเพิ่มขึ้นๆ มาแทนที่ คราบน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สดใสอย่างคนเข้าใจโลก โดยมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจคือ “พระพุทธเจ้า” และสิ่งที่เป็นแรงพลังให้ชีวิตต้องขับเคลื่อนไปอย่างปราศจากทุกข์ คือ “สมาชิกในครอบครัว”

“ไปทำบุญแทนคุณแม่ที่อินเดีย 15 วัน ไปบวชชีพราหมณ์ เผื่อคุณแม่จะดีขึ้น นี่คือที่พึ่งทางใจเรา ตอนที่ไปอยู่อินเดีย น้องสาวก็คอยดูแล เราโทรมาทุกวัน เวลาทำกิจกรรมอะไรก็จะโทรบอกคุณแม่ จะเดินจงกรมก็บอกคุณแม่สวดมนต์ไปกับหนูนะ อิติปิโส 108 ส่งบุญให้คุณแม่ทุกวัน เรายึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะตอนนั้นเราหมดศรัทธาในความเป็นมนุษย์ และพึ่งได้จริงๆ เราไม่ได้งมงาย การไปเราได้ความสงบและเกิดปัญญา ได้เห็นโลกอีกแบบหนึ่ง ทำให้เราเปลี่ยนเป็นอีกคน มองทุกอย่างแบบว่าปลงหมด ตอนนั้นโตขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง

เราขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ทีก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ซึ่งเราไม่โอเค บางคนเขาแสดงตัวว่าดีมากพร้อมให้ความช่วยเหลือแต่จริงๆ เขาต้องการผลประโยชน์จากตัวเรา ได้เห็นความโลภของคน เห็นสิ่งน่าขยะแขยงหลายอย่างของมนุษย์ จนคิดว่านี่เราอยู่ในโลกไหนกันแน่ มาหลอกเราเพื่อจะเอาเงิน ตอนหลังเราฉลาดขึ้น ไม่ฟังใคร เราช่วยตัวเอง เราพยายามไม่ให้คนมาเห็นว่าเราอ่อนแอ ไม่ต้องการให้คนรู้ว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร อย่างคุณแม่เอาเครื่องเพชรไปขายคืนคนที่เคยมาขอให้เราช่วยรับซื้อไว้ พอเราขาย เขาบอกว่า นี่ซื้อคือสงสารนะ แต่ตอนขายให้เราท่านขาเอาไปก่อน  มันทำให้เราเห็นคนที่เคยคุกเข่าข้างโต๊ะคุณแม่ไม่มีความจริงใจ แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยรู้จักกันที่เข้ามาช่วยอย่างจริงใจ”

ด้านสิริณัฏฐ์ เล่าต่อว่า “ลูกน้องที่เราสนับสนุนทุกคนหายหมดเพราะกลัวภัยมืด เหลือไม่กี่คนที่จริงใจ ก็เหมือนการคัดสรรของพระเจ้า การไม่มีผลประโยชน์กับใครคือสวรรค์มากเลย คนที่เข้ามาหาเรามาเพราะหวังผลประโยชน์ การที่เราถูกทำร้ายไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดแต่เราได้มิตรแท้ เราได้เรียนรู้สัจธรรมของชีวิต ทำให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย เมื่อก่อนทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ตี 3 ยังเซ็นเอกสารเสียดายเวลามากเลยเราทุ่มเทมากแต่ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้ม เรากลับบ้านเดินสวนกับลูกไม่มีเวลาได้คุยกัน ตอนนี้มีเวลาเยอะมาก เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขในครอบครัว ชวนกันไปวัดทำบุญ สวดมนต์ด้วยกันที่บ้านทุกวัน ตอนนี้เรามีชีวิตที่ดีแล้ว มองดูความสำเร็จของลูก ชื่นใจในผลงานของเขา ตอนที่ถูกยิงเราจะตายไม่ได้เพราะเป็นห่วงเขา เขายังทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ตอนนี้ไม่ห่วงแล้วเขาทำได้ทุกอย่าง

 

ทุกวันนี้ยอมรับว่ายังคิดถึงความรุ่งเรือง ยากที่จะทำใจ เราเคยยิ่งใหญ่ เมื่อคืนยังเอารูปสมัยสาวๆ มาดู แต่ตอนนั้นทำงานไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ทุกคนเข้ามามีแต่ท่านครับผมอยากได้ตรงนั้น ชีวิตวุ่นวายใครมาขอช่วยเหลือ ถ้าฉันช่วยไม่ได้จะทุกข์มากยิ่งกว่าลูกขออีก ตอนนี้สบายมากไม่มีใครมาหามาขอให้ทำนั่นนี่ ตอนนี้อยู่กับลูก สวดมนต์ เลี้ยงหมา อันนี้มีความสุขที่สุดแล้ว”

จากเคยทำตัวเป็นลูกคุณหนู มีคนคอยรับใช้ช่วยเหลือทุกอย่าง ชญาน์พิมพิ์ต้องทำเองทุกอย่าง จนถึงวันนี้เธอมั่นใจว่าเธอเติบโตและเข้มแข็ง

“เมื่อก่อนไม่มีโอกาสทำกับข้าวให้คุณแม่รับประทาน งานบ้านก็ไม่เคยทำ เป็นลูกคุณหนูเลย น้ำสักแก้วจะดื่มก็มีคนยกมาให้ ตอนนี้ทำทุกอย่าง เปลี่ยนหลอดไฟ ติดเตาแก๊ส เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ได้ และคุณแม่เป็นกำลังใจที่สำคัญมาก เวลาเขียนนิยายไม่ได้ เปิดประตูไปหอมคุณแม่ก็ได้กำลังใจ ห้องคุณแม่อยู่ตรงข้ามเราอยู่ด้วยกันทุกวัน จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยได้เจอกัน เราไปเป็นนักเรียนประจำ คุณแม่ไปทำงานต่างจังหวัด มารับเราวันศุกร์ วันเสาร์อาทิตย์ส่งไปเรียนภาษาฝรั่งเศส ขึ้นรถโยนไส้กรอกขนมปังให้ พอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็อยู่หอพัก จบก็ไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จำได้ตอนเด็กคุณแม่มารับไปลอยกระทงตอนเที่ยงคืนหลังจากเสร็จงานทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้เราได้อยู่ด้วยกัน เราได้ทำหน้าที่ลูก ช่วงแรกๆ คุณแม่ร้องไห้เกือบทุกวัน เดินมากอดคุณแม่ เราต้องมีหน้าที่หัวเราะทำให้คุณแม่มีความสุข ดีใจมากเลยที่คุณแม่ยอมไปอินเดียด้วย เพราะคุณแม่กลัวลำบาก แต่ตอนนั้นชีวิตเครียดคุณแม่ก็อยากไปไหว้พระพุทธเจ้าในดินแดนพุทธภูมิ”

เมื่อวันพายุซัดจนบ้านถล่มจนแทบไม่เหลือชิ้นดี การสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ในวันที่ร่างกายจิตใจทรัพย์สมบัติไม่พร้อมมันยากยิ่ง แต่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ เพราะตราบใดที่คนในครอบครัวช่วยกันประคับประคองไม่ทิ้งกัน บ้านหลังใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิดๆ จนในที่สุดสมบูรณ์แบบและอบอุ่นยิ่งกว่า แม้ว่าวันเลวร้ายในอดีตจะยังคุกคามจิตใจอยู่ หากแต่ความเข้มแข็งของจิตใจที่พันผูกกันไว้ของแม่-ลูกก็สามารถกดข่มชนะมันได้ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข