พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล นภัทร โภคาสัมฤทธิ์ มีครบหยินหยางอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456415

พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล นภัทร โภคาสัมฤทธิ์ มีครบหยินหยางอย่างลงตัว

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ… กฤษณ์   พรหมสาขา ณ สกลนคร

ตามหลักพุทธศาสนามีความเชื่อกันว่าในโลกใบนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างล้วนถูกจัดวางมาอย่างเหมาะเจาะตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี และแน่นอนว่าการที่ใครสักคนได้มาพบเจอกันเป็นเพื่อนกันได้ ทำธุรกิจด้วยกันมีมิตรภาพที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานถึง 10 กว่าปีนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่คงเคยทำบุญร่วมกันมาเป็นอย่างดีเช่น สองหนุ่มคู่นี้ นภัทร โภคาสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โภคาส เวิล์ด และ พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลับวาไรตี้ ซึ่งทั้งคู่ลงทุนร่วมกันทำอาหารเสริมและทำร้านบิวตี้ชื่อบิวตี้คลับที่เมเจอร์รัชโยธิน และอีกหลายสาขาในขณะนี้ โดยมีแผนจะเปิดให้ครบ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้

ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบกิจกรรมและมีความตั้งใจที่จะหาเงินส่งตัวเองเรียนด้วยกันทั้งคู่ทำให้เขาทั้งสองมองหาธุรกิจทำด้วยกันตั้งแต่บัดนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้ว ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัวและชัดเจน โดยนภัทร รับผิดชอบด้านการตลาด การขยายสาขา และโปรโมชั่นต่างๆ  ขณะที่พิรศุษม์ ดูเรื่องออนไลน์ การเลือกสินค้าเข้าร้าน

นภัทร บอกว่าช่วงที่ทำธุรกิจด้วยกันยุคแรกๆ ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและที่ล้มเหลว ส่วนใหญ่จะดีช่วงแรกๆ แล้วหลังๆ ก็มักเจออุปสรรคมากมาย ด้วยความที่ยังเด็กและไม่มีประสบการณ์ ก็เจ็บใจเสียเงินเสียเวลาเสียรู้มาก็เยอะมาก แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสอนให้เขาเข้มแข็ง มีวัคซีนป้องกันตัวให้แกร่งกล้าขึ้นเมื่อมาถึงวันนี้ก็ทำให้มีความรอบคอบขึ้นไม่ประมาทฉาบฉวยในการทำงานเหมือนตอนวัยรุ่น

พิรศุษม์ กล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานร่วมหุ้นกันมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางผิดใจกันในการทำงานเลย “คือมีบ้างที่เห็นไม่ตรงกัน เราก็จะให้เวลาในการหาเหตุผลมารองรับ หรือไม่ก็ให้ลองทำดูสักพักว่ามันเวิร์กจริงไหมถ้าไม่เวิร์กต้องหยุดทันที หรือไม่ก็หาความเห็นจากบุคคลที่ 3 มาช่วยสนับสนุนในการโหวต ในภาพกว้างเรามีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันมีอะไรจะพูดเคลียร์กันเลย ไม่เคยโกรธกันเกิน 1 วัน แต่ในรายละเอียดมีบ้างที่วิธีการเราต่างกัน เขาเป็นบู๊ผมเป็นบุ๋น คือเรามีครบทั้งความเป็นหยินและหยาง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

 

เขาเป็นตัวติดเบรกสำหรับผม

นภัทร กล่าวถึงเพื่อนซี้ที่กลายมาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจว่า เขาเป็นคนใจเย็นละเอียดลออ เขาเป็นคนช้าแต่ชัวร์ เขาเป็นคนที่มีความคิดและทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ “เขาจะระวังทุกอย่างหากทำอะไรที่ดูไม่มั่นใจหากดูว่ามีความเสี่ยงหรือจะพลาดพลั้งโดยง่ายเขาจะไม่ทำ เขาต้องแน่ใจว่ามั่นจะมั่นคงและดีพอถึงจะทำ คือปิดทางพลาดทางเสี่ยงให้มากที่สุด ซึ่งพอมาทำงานด้วยกันมันจะพอดีกันสำหรับผม เพราะผมจะเป็นคิดเร็วทำเร็ว ไม่อยากรอถ้าคิดว่าภาพรวมว่าดีแล้วแม้จะไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ผมก็ลงมือเลย พอมาทำงานด้วยกันเขาจะคอยติดเบรกให้ผม มีพื้นที่ตรงกลางให้ช้าลงสักนิด และฟังเหตุผลของกันและกันให้มากเพื่อที่จะเจอกันครึ่งทาง แล้วหยุดฟังกันว่าความคิดใครสมเหตุสมผลที่สุดไล่เรียงกันทีละข้อ แล้วลองทำดูถ้าไม่เวิร์กจริงๆ ต้องหยุด เขาเป็นหุ้นส่วนที่ดีมากสำหรับผมมาตลอดเลย” เขากล่าวถึงเพื่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

นภัทร กล่าวต่อไปว่า ไม่เคยมีปัญหากันเลยโดยเฉพาะเรื่องเงิน ถ้าจะมีปัญหาบ้างคือเรื่องแนวความคิดในการทำงานมากกว่า แต่ก็พยายามปรับตัวให้ลงทุนตัวที่สุด เพราะเพื่อนไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะเขาเป็นคนมีระเบียบวินัย ดูแลตัวเองเป็น รักษาสุขภาพ ทุกอย่างครบ ที่ห่วงคือเขาใช้เงินเก่งชอบซื้อของจุกจิกไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เขาหาเงินเก่งแต่ก็ใช้เก่งมาก อยากให้เขาบริหารเงินดีๆ เก็บเงินไว้เยอะๆ จะได้สบายเกษียณเร็วๆ สบายตอนแก่ ตามที่เขาตั้งใจไว้

 

เขาเป็นคู่หูคู่ธุรกิจที่ลงตัวมาก

ทางด้านพิรศุษม์ ก็ได้กล่าวถีงเพื่อนรักว่า เขาเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ไม่ค่อยชอบรออะไรแบบเป็นคนตีเหล็กต้องตีตอนร้อนแบบนั้นเลย มันก็ดีนะแต่บ่อยครั้งที่เร็วไปแล้วทำให้เกิดการผิดพลาดได้ หลังๆ ก็ดีขึ้นมาก รู้จักรอมากขึ้นเขาเริ่มช้าลงแล้ว เขารู้จักวางแผนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเงินนั้นเขามีระเบียบวินัยมาก เริ่มลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ที่ห่วงก็คือเขาไม่ค่อยระวังเรื่องกิน ชอบกินดึกๆ ดื่นๆ ชอบกินฟาสต์ฟู้ด  “เขาตามใจปากมากถ้าชอบก็กินแม้ว่าจะไม่ค่อยดีกับสุขภาพ ก็ตาม ตอนนี้ผมกินอาหารสุขภาพแนวอาหารคลีน พยายามชวนเขาให้ลองกินแบบนี้ดูแต่ไม่ยอม แล้วอีกเรื่องก็คือใจร้อนขับรถเร็วแล้วชอบพูดโทรศัพท์ไปด้วย ตรงนี้ห่วงมากเลยกลัวอันตราย สุดท้ายอีกเรื่องก็คือเวลาเขามีความรักเขาจะหลุดวงโคจรไปเลย คือทุ่มเทสุดตัวสุดชีวิตจิตใจซึ่งเราห่วงว่าถ้าผิดหวังเขาจะเสียใจรุนแรง อยากให้เขาติดเบรกตรงนี้อีกเรื่องหนึ่ง (หัวเราะ)” เขากล่าวด้วยความห่วงใย

ส่วนเรื่องที่อยากบอกกับเขาก็คือเขาเป็นเพื่อนที่ดี เป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่ดีมาตลอด รับฟัง เข้าใจ ให้โอกาส เรียกว่าแย่ก็แย่มาด้วยกัน เวลาดีก็ดีมาด้วยกันถือว่าเป็นหุ้นส่วนที่ลงตัว ที่มองเห็นไปในทิศทางเดียวกันก็เยอะ ที่เห็นต่างก็มี เขาเป็นเพื่อนทั้งยามสุขและยามทุกข์อย่างแท้จริงถือเป็นคู่หูคู่ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

 

กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ ชีวิตเติมเต็มความสุขได้กับสิ่งเล็กๆ รอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456413

กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ ชีวิตเติมเต็มความสุขได้กับสิ่งเล็กๆ รอบตัว

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

งานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่งคั่งให้เจ้าของทรัพย์สิน โดยการนำสินทรัพย์ของคนอื่นไปบริหารให้เพิ่มพูนมากขึ้น นับเป็นงานที่ท้าทาย และท้าทายยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อต้องดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าระดับพรีเมียมที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง หรือเวลท์ (Wealth) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ของ “กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ” (Krungsri Exclusive หรือ KSE) ที่มีจำนวนหลายหมื่นคน

ที่สำคัญต้องช่วยลูกค้าบริหารสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ให้ได้ผลตอบแทนที่สูง เช่น ตราสารหนี้ หรือตราสารทางการเงินต่างๆ กองทุนรวม กองทุนหุ้น หรือระทั่งกองทุนผสมหุ้นกับตราสารหนี้ ฯลฯ แถมต้องออกไปลงทุนได้ทั่วโลก เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีที่สูด ตามความพอใจของเจ้าของสินทรัพย์ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งคงไม่ใช่งานง่ายๆ สำหรับคนทั่วไป เพราะมันอาจทำให้ชีวิตการทำงานยุ่งยากจนถึงขั้นใช้ชีวิตไม่เป็นสุขก็เป็นได้

แต่สำหรับ ”พี่ปู” กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารความมั่งคั่งและลูกค้าธนบดี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ดูแลงานของกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟกลับไม่ได้มีวี่แววของความเครียดเจือบนผิวหน้าเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอดูสดใสและมีความสุขกับชีวิตการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตส่วนตัวด้วย แม้โดยหน้าที่จะมีภาระในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มเวลท์ในปีนี้ให้เพิ่มอีก 10% หรือจากมูลค่ารวมของสินทรัพย์ที่มีอยู่ประมาณ 4.1 แสนล้านบาท ให้เพิ่มเป็น 4.5 แสนล้านบาท ตามเป้าหมายที่ธนาคารกำหนดก็ตาม

 

เธอเล่าถึงแนวทางการทำงานว่า การทำงานก็ทำเหมือนปกติ ในเวลางานก็ทำให้เต็มที่ เชื่อมั่นในทีม และโนฮาวส์ทางการเงินที่นำมาจากญี่ปุ่น ที่เป็นบริษัทแม่ของธนาคาร และเดินตามแผนงานที่ร่วมกันวางไว้ เชื่อว่าถ้าทำให้เต็มที่เราจะทำได้ตามเป้าหมายแน่ แต่ที่สุดการทำงานก็ต้องแบ่งปันเวลาให้ครอบครัวและไลฟ์สไตล์ของตัวเองด้วย ทำให้ชีวิตสามารถเติมเต็มช่องว่างได้ดี

“ความตั้งใจในการทำงาน อยากจะให้บริการที่ดีจนลูกค้าเติบโตและทำให้รายได้ค่าบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งเป้าหมายในใจเราอยากโต 2 หลัก ให้ลูกค้ารักเราจริงๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเรารับโนฮาวส์จากญี่ปุ่น ที่ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนพร็อบเพอร์ตี้ ก็อยู่ในแนวทาง แต่ญี่ปุ่นเน้นไพรเวทมากหน่อย แต่ไทยเราแข่งที่การเป็นที่ปรึกษาและการลงทุน การเข้ามารับหน้าที่ในไพรเวทแบงก์กิ้ง ส่วนหนึ่งเพราะได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร บวกกับส่วนตัวก็ชอบงานนี้ ในอนาคตเราอยากพัฒนามาเป็น 1 ใน 3 ของตลาด ที่ลูกค้าคิดถึงและอยากใช้บริการ” กนกวรรณ สรุปเป้าหมายการทำงาน

อย่างไรก็ดี ความสุขของเธอนอกจากจะได้จากการทำงานแล้ว เธอยังบอกว่าความสุขของเธอหาได้ง่ายๆ จากสิ่งต่างๆ รอบตัว เธอบอกว่าส่วนตัวเธอไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก เพราะเธอเคยแต่งงานแต่สามีเสียชีวิตไปนานมากแล้ว แต่ก็ไม่เหงา เนื่องจากเธอมีความสุขกับการทำหน้าที่ลูก ที่ต้องแบ่งเวลาให้คุณแม่ที่อายุ 80 กว่าปีแล้ว โดยจะพาแม่ไปเที่ยวหรือไปกินข้าวทุกวันอาทิตย์ มันไม่ใช่ภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นหน้าที่ของลูกที่ได้ทำแล้วมีความสุข

ขณะเดียวกัน เธอก็มีเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เคยคบหามาตั้งแต่สมัยเรียนเซนโย เวลาไปเที่ยวก็ไม่ได้มีที่ที่พิเศษอะไร ขอแค่มีแก๊งเพื่อนๆ ไปด้วยสถานที่ไหนในโลกก็พิเศษแล้วสำหรับเธอ ยิ่งเวลารวมแก๊งขอแค่ได้แต่งตัวเป็นธีมเดียวกันบ้างชีวิตการไปเที่ยวก็มีความสุขแล้ว หรือถ้าไม่เที่ยวแค่ได้นัดกินข้าวสังสรรค์ก็เมาท์สนุกแล้ว หรือถ้ามีเวลาก็เข้าฟิตเนสดูแลตัวเองบ้าง กินของที่มีประโยชน์ อย่าง น้ำเต้าหู้ ข้าวโพดต้ม น้ำปั่นธัญพืช ไม่ดื่มกาแฟ ทำจนเป็นเรื่องปกติ เพราะเธอมองว่าการทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองก็เป็นความสุขอีกแบบได้เช่นกัน

ก่อนจบการสนทนา เธอได้ทิ้งท้ายถึงสิ่งเล็กๆ อีกเรื่องที่ทำให้ชีวิตเธอเติมเต็มไปกับความสุขในสไตล์ของเธอ คือ การสะสมตุ๊กตาตัวตลก (Clown) เธอบอกว่าชอบ เพราะมันดูมีเสน่ห์ หน้ามันยิ้มตลอดเวลา เวลามองแล้วทำให้รู้สึกดี จนต้องยิ้มตามไปด้วยซ้ำ เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มชอบก็สะสม และสะสมมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เพียงแต่ตอนเด็กก็ซื้อตัวที่ราคาไม่แพง พอโตมาก็ซื้อที่ราคาแพงขึ้นได้บ้าง เช่น ตุ๊กตาคลาวน์ของยาโด้ ประเทศสเปน มันเป็นอีกหนึ่งความสุขเล็กๆ ที่มาเติมเต็มให้ชีวิตตามมุมบ้านจะวางโชว์เรียงราย นอกนั้นก็มีสะสมเล็กๆ น้อยๆ อาทิ จาน ชาม กาน้ำชา กาแฟ ซึ่งสะสมตามเพื่อนบ้าง

 

‘ธรณ์’ รักษ์ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/456412

‘ธรณ์’ รักษ์ทะเล

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์

ผลพวงจากไอเดีย “การปฏิรูปทะเลไทย” ของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผลักดัน “พีพี โมเดล” จนประสบความสำเร็จ แม้จะยังไม่ได้ทั้งระบบ แต่ก็ประจักษ์ผ่านยอดจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ประจำปี 2559 (จัดเก็บระหว่างเดือน ต.ค. 2558-ส.ค. 2559) ที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวได้มากถึง 502 ล้านบาท ต่างกับปี 2558 ที่ทำได้เพียง 74 ล้านบาท ตัวเลขนี้สามารถอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงระหว่างปริมาณนักท่องเที่ยวและการดูแลทรัพยากรทางทะเลได้เป็นอย่างดี

อาจารย์ธรณ์ ระบุว่า ในฐานะเป็นคนริเริ่ม “พีพี โมเดล” ซึ่งเกาะพีพีมีเนื้อที่ 387 ตารางกิโลเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยหาดนพรัตน์ธารา สุสานหอย หาดไร่เลย์ ทะเลแหวก หมู่เกาะปอดะ และอื่นๆ ดำเนินการไม่นานเพียง 9 เดือน มีนักท่องเที่ยว 1.6 ล้านคน เทียบกับเกรทเบริเออร์ของออสเตรเลียมีนักท่องเที่ยว 2.4 ล้านคน/ปี ขณะที่มีเนื้อที่ 3.44 แสนตารางกิโลเมตร มีเกาะ 1,000 เกาะ มีแนวปะการัง 3,000 แห่ง ของเรามีประมาณ 20 แห่ง เมื่อเทียบระดับโลกตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวมามากแค่ไหน

การดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น กรณีอุทยานหาดนพรัตน์ธาราฯ มีเรือยางเพียงลำเดียวในการดูแลนักท่องเที่ยว แต่รายได้รวมอาจจะเกินหมื่นล้าน ซึ่งทำให้พีพีเป็นเกาะที่มีการท่องเที่ยวทางทะเลมากที่สุดในโลก แต่ปัญหาที่ตามมาก็อีกมาก ขณะที่อุปกรณ์และบุคลากรไม่เพียงพอ

 

“ตอนเริ่มโมเดลมีเรือมาขออนุญาต 90 ลำ ภายหลังมาขออนุญาตเพิ่มเป็น 1,500 ลำ ซึ่งเท่ากับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการขออนุญาต และนอกจากนี้ยังมีอยู่นอกระบบอีกประมาณ 300 ลำ ปัญหาบนเกาะมีเยอะ ทั้งการทิ้งน้ำเสีย ขยะ ซึ่งคนในพื้นที่ต้องให้ความร่วมมือ ผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือ ผมทำก็ต้องพอมีอะไรพอให้ทำได้บ้าง

“ที่ผมเคยบอกมูลค่าทางทะเล 30 ล้านล้าน มันอาจจะมากกว่านั้น แทนที่จะขยายแหล่งท่องเที่ยว สิ่งแรกที่เราควรจะทำให้ได้ก่อนคือจัดการกับแหล่งท่องเที่ยวเก่าให้ได้ก่อน ซึ่งขณะนี้ทางอุทยานฯ ก็เริ่มทำ มีอุทยานต้นแบบ เช่น ดอยอินทนนท์ เขาใหญ่ แต่พีพีไปอีกสเต็ปแล้ว ถ้าทำได้เป้าหมายเราจะไปมรดกโลก

“โชคดีที่ตอนนั้นไม่ผ่าน เพราะถ้าฝรั่งมาเห็นก็อาจร้องกรี๊ดระงมและด่าเช็ดเม็ด แต่พม่าเขาเสนอไปแล้ว ในอีก 2 ปีพม่าก็จะได้แล้ว ถ้าพม่าได้ก่อน เวิลด์เฮอริเทจปั๊มลงไปก็จะกลายเป็นแบรนด์ จะทำให้สิ่งที่เราเคยฝันคือนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ก็จะไปหมด มีแต่นักท่องเที่ยวแมส แต่คนมาก็จะห่วยลงเรื่อยๆ และมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาชญากรรมจะตามมาอีก”

ข้อเสนอแนะของคนรักษ์ทะเลอย่างอาจารย์ธรณ์ ก็คือ นโยบายการท่องเที่ยวจะต้องมีการประสานกันมากกว่านี้ ระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ เพราะฝ่ายอนุรักษ์เคยเป๋ไปแล้วครั้งหนึ่ง “ขณะนั้นกลายเป็นว่าอุทยานฯ ไปรับการท่องเที่ยว ทั้งที่มีหน้าที่ตรวจทะเล ตรวจป่า นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามา แต่เขาบอกการท่องเที่ยวสำคัญก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เปิดร้านขายน้ำ เปิดร้านอาหาร กลายเป็นบริการนักท่องเที่ยว ก็มันสนุกกว่า เหนื่อยก็ไม่เหนื่อยมาก ทั้งที่เรื่องท่องเที่ยวไม่ใช่สาระของอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องเรียกว่าเป๋

 

“พอเอากลับมา เราก็จะบอกว่าอุทยานแห่งชาติ ทรัพยากรสำคัญที่สุด แต่ก่อนปิดกันที่ไหน หลังๆ ก็เริ่มปิด-เปิดเกาะ เช่น เกาะตาชัย และที่อื่นๆ อ่าวมาหยาก็ต้องถึงเวลาปิดบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรสำคัญกว่า

“นอกกรมอุทยานก็มีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เขาก็มีมาตรา 17 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 เช่น เกาะไข่ก็ต้องปิด ผมก็พยายามทำไป 2 ทางพร้อมกัน คนก็พูดถึง กระแสก็เริ่มเปลี่ยน เพราะเดิมทีคนไทยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวคือพระเจ้า ห้ามแตะ จะทำอะไรก็ได้

“ตอนนี้ถ้านักท่องเที่ยวห่วยมากันเยอะก็ไม่อยากได้ พอกระแสเปลี่ยน คนก็เริ่มเปลี่ยน อุทยานฯ ถ้าตั้งหลักให้ดีก็จะเปลี่ยนตาม และเริ่มดูแลได้ แต่ปัญหาคือปริมาณนักเที่ยวยังเพิ่มขึ้น มันก็ต้องวัดกัน

“แต่ถ้าแก้ให้ถูกจุด ต้องแก้นักท่องเที่ยวกลุ่มแมสพื้นที่เฉพาะที่กระจุกมาก โคตรกระจุก และทุ่มกำลังคนลงไปให้ถูกจุด เช่น อย่างที่นี่พื้นที่ใหญ่ รายได้เยอะ แต่คนไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ทะเลเพิ่งขอกรมอุทยานฯ แต่ก่อนมีคนเดียว อีก 6 ปีก็จะเกษียณแล้ว

 

“ฉะนั้นรายได้ของประเทศตอนนี้คือการท่องเที่ยว อย่างอื่นเข็นไม่รอด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็กระจุกอยู่ในทะเล ถ้าเป็นผมสิ่งแแรกสุดแก้เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียทั้งประเทศ เอาเรื่องเดียว เรื่องขยะก็ว่ากันไป พีพีมี 23 ตัน ก็ขนขึ้นฝั่ง ก็ยังดีกว่าทิ้งไว้บนเกาะ แต่น้ำเสียมันลงแนวปะการังหมด และไปจัดการแหล่งท่องเที่ยวกระจุกตัวให้ได้

นักวิชาการด้านประมง ระบุว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพีพีก็เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่มาจากภูเก็ต ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้ามาซื้อกิจการที่ภูเก็ต แต่ขนคนมาเที่ยวที่พีพีแบบเดย์ทริป ไม่ใช่มาซื้อหรือทำกิจการที่กระบี่

“คราวก่อนนี้เรือโป๊ะที่จับได้ไม่มีคนไทยเลย มีแต่คนจีน มาจอดเรือนิ่งอยู่ไม่ต่ำกว่า 4 ปี ผมยึดแนวปะการังเลย พวกนี้เอาเครื่องบินชาร์เตอร์บินมา รถก็เอามา โรงแรมช่วงโลว์ไม่มีรัสเซีย เขาก็ขายคืนละ 800 คน หน้าไฮคืนละ 7,000 คน ไทยก็ยอม เพราะช่วงโลว์ไม่มีคน ถ้าเจ๊งก็มาซื้อ มาสร้างคอนโดเองอีก ไม่ใช่คอนโดหรูนะ แถวสนามบิน นักท่องเที่ยวมาก็ยัดมาอยู่ เรือก็มีเป็นร้อย เราก็ไม่ได้อะไร เขาก็พยายามจับกันอยู่”

ถามตรงๆ บางนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐสวนทางกับการอนุรักษ์ เช่น กระบี่จะสร้างโรงไฟฟ้า สตูลจะสร้างท่าเรือนน้ำลึกปากบารา “ผมไม่ได้มีปัญหากับการพัฒนา แต่อยู่กับว่าจะพัฒนาที่ไหน ผมบอกแล้วว่าทะเลไทยมีชายฝั่ง 2,600 กิโลเมตร ไม่ถึง 10% ที่เป็นอุทยานแห่งชาติ เหลืออีก 90% ก็ไปพัฒนาในพื้นที่เหล่านี้สิ แต่ละพื้นที่มีการจัดตั้งที่แตกต่างกัน ผมไม่เคยเห็นมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาเป็นอุทยานแห่งชาติ ทำไมจะเอาอุทยานฯ ไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม

 

“แต่ละพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นมาให้แต่ละหน่วยงานดูแล แต่ละหน่วยงานก็มีวัตถุประสงค์ของมัน ผมก็ไม่ได้เรียกร้องให้ทะเลทั้ง 100% ไม่ต้องมีอะไรเลย แต่พื้นที่ที่เป็นอุทยานฯ เป็นทรัพยากรที่ต้องดูแลและส่งต่อให้ลูกหลาน ไม่มีข้อไหนที่เขียนไว้ให้เก็บพื้นที่อุทยานฯ ไว้เป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาในอนาคต”

“กรณีโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่ได้อยู่ในอุทยานแห่งชาติ อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เชิญไปว่ากันเอง ผมไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ท่าเรือปากบารา ผมยืนยันไม่เห็นด้วย เพราะเป็นอุทยานแห่งชาติ  ถ้าอยู่นอกอุทยานฯ และไม่ส่งผลกระทบต่ออุทยานฯ อย่างรุนแรงก็ไปว่ากันเอง

“ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการที่คัดค้านทุกอย่าง แต่ถ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องมีเหตุมีผล ทำไมพยายามจะเอาที่เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศไปพัฒนาอีก ที่ก็มีอีกตั้งเยอะ ไปที่อื่นสิ สร้างไม่ได้ก็เรื่องของคุณ

“สนามบินภูเก็ตที่จะขยาย ติดอุทยานฯ ถ้าสร้างแล้วแนวปะการังพัง ก็ไม่ควรสร้าง ถ้าถามว่าทางเลือกคืออะไร ไม่ใช่หน้าที่ผม ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสนามบิน และถ้าจะสร้าง อุทยานฯ ก็ต้องเก็บไว้ให้ได้ ส่วนไปสร้างที่ไหนไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่ต้องตอบ เขาชอบมาถามว่าให้สร้างที่ไหน ไม่รู้ แต่ที่ชัดเจนที่สุด คือ อุทยานฯ ก็คืออุทยานฯ จะมาถามทำไม

“ปัญหาคือเรื่องการสร้างท่าเรือภูเก็ตที่จะสร้างหลายที่ ซึ่งผมก็ค้านอยู่ดี ทำไมไม่ไปสร้างฝั่งตะวันออก ถ้าสร้างฝั่งตะวันตกลมมันเข้าจะสร้างทำไม จะใช้ได้กี่เดือน แต่ถ้าสร้างก็ต้องขออุทยานฯ ถ้าอุทยานฯ ไม่เห็นด้วยก็จบตรงนั้น แต่ที่ไม่มีทางพอ เพราะคนสร้างมันอยากสร้าง”

ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจนโยบายของรัฐจึงมุ่งเน้นแต่ปริมาณนักท่องเที่ยว “เฉพาะภูเก็ตปีละ 18 ล้านคน กระบี่อีก 5 ล้านคน รวมพังงาแล้วคงกว่า 30 กว่าล้าน ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็เท่าเดิม เที่ยวแค่ไหนก็เท่าเดิม ขณะนี้รายได้จากต่างชาติ 2 เท่า ปัญหาคือนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ไปเที่ยว 12 เมืองที่เขาต้องการให้ไป แต่มาที่นี่ที่เดียว มาซื้อจิวเวลรี่ที่นี่ มาจับปลาดาวถ่ายรูป มาจับปะการังถ่ายรูป

“ตอนนี้อุทยานฯ กำลังเตรียมจับกุมเพราะผิดไซเตส เพราะทำผิดกฎหมายมีคนกี่คนที่ถืองาช้างกลับ แต่เศษปะการังถือกันทุกคน ที่กองอยู่ที่สนามบินก็ได้แค่ริบ ถ้าจับก็ดีจะได้ตกเครื่องกันบ้าง ซึ่งการท่าฯ เขาไม่มีอำนาจดำเนินคดี ต้องให้เจ้าหน้าที่ไซเตสไปจับ ปรับ 2 หมื่นบาท ขณะนี้กรมอุทยานฯ กำลังดำเนินการ” ธรณ์ ระบุ

ทิศทางและแนวโน้มการปฏิรูปทะเลไทยจะเดินไปสู่จุดไหน ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อาจารย์ธรณ์ ย้ำว่า เขาเองยังมุ่งมั่นรักษาทะเลไทย ทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อไป โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเก็บทรัพยากรทางทะเลไว้ให้ลูกหลาน

 

ภาพถ่าย เปิดประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455990

ภาพถ่าย เปิดประวัติศาสตร์ไทย

โดย…นกขุนทอง

มีเสียงค่อนขอดออกมาอยู่เสมอว่า คนไทยชอบเข้าห้างสรรพสินค้ามากกว่าพิพิธภัณฑ์ ชอบดูหนังฟังเพลงมากกว่างานศิลปะแขนงที่ต้องจัดโชว์ในหอศิลป์ต่างๆ และไม่ใคร่สนใจในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์บ้านเมืองของตัวเอง แต่ ณ ขณะนี้ใจกลางกรุงเทพมหานคร นิทรรศการ “ฉายาลักษณ์สยาม” ระลึกอดีต มองปัจจุบัน ภาพถ่ายโบราณ พ.ศ. 2403-2453 (Unseen Siam-Early Photography 1860-1910) กำลังเป็นที่สนใจ มีผู้คนทั้งไทยและต่างชาติเข้าไปชม และสิ่งที่ปรากฏนั้นก็สร้างความตื่นตาตื่นใจ เพราะทุกภาพล้วนแล้วแต่มีเรื่องเล่าและเป็นภาพที่ไม่ค่อยปรากฏให้ได้เห็นมาก่อน เป็นภาพอดีตของแผ่นดินสยาม เป็นภาพพระมหากษัตริย์สยาม วิถีชีวิตชาวสยาม ฯลฯ ภาพเมื่อครั้งกาลก่อนที่จะสามารถพาเราย้อนเวลากลับไปและคืนกลับมาตระหนักถึง ณ ปัจจุบันกาล

ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ ในฐานะผู้จัดร่วมและหนึ่งในภัณฑารักษ์ (พิชญา ศุภวานิช-ภัณฑารักษ์ร่วม) กล่าวว่า ภาพโบราณที่นำมาพิมพ์และขยายจัดแสดงครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ถูกแปลงเป็นดิจิทัลแล้ว จากคอลเลกชั่นในยุโรป ส่วนใหญ่มาจากประเทศเยอรมนีและเบลเยียม และบางภาพมาจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ออสเตรียและเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมีภาพบางส่วนมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนับเป็นผลงานที่ไม่คุ้มครองด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนความสำคัญของนิทรรศการ คือ รวมผลงานของช่างภาพถึง 15 ท่าน เป็นนิทรรศการครั้งแรกที่จัดแสดงภาพโบราณของไทยที่ส่วนใหญ่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นภาพถ่ายที่เก็บรักษาในต่างประเทศทุกภาพ บางภาพอาจจะมีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์บ้าง แต่นี่คือสำเนาภาพที่อัดขยายจากภาพต้นฉบับทุกภาพ และเป็นนิทรรศการที่แสดงภาพถ่ายโบราณตั้งแต่เมื่อแรกมีการถ่ายภาพในเมืองไทย จนสิ้นรัชกาลที่ 5 หรือประมาณ 50 ปีของพัฒนาการการถ่ายภาพในสยาม (คัดเลือกภาพโดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์)

ชีวิต แบบบ้านแปงเมือง วัฒนธรรม

ความน่าสนใจของนิทรรศการคือ การคัดเลือกภาพที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อนในเมืองไทย รวม 150 ภาพ จากฝีมือของช่างภาพที่กลายเป็นตำนานระดับโลก ประกอบด้วย บาทหลวงลาร์โนดี, เฟเดอร์
เจเกอร์, ปิแอร์ รอซิเอร์, คาร์ล บิสมาร์ค, ฟรานซิส จิตร, จอห์น ทอมสัน, เฮนรี่ ชูเรน, กุสตาฟ ริชาร์ด แลมเบิร์ต, แม็กซ์ มาร์ติน, วิลเลียม เคนเนท ลอฟตัส, ฟริทซ์ ชูมานน์, โจคิม แอนโทนิโอ, โรเบิร์ต เลนซ์, เอมิล กรูท และ ไคชิ อิโซนากะ

มีการแบ่งหมวด ได้แก่ หมวดภาพบุคคล (Portrait) ภาพที่ถ่ายในสตูดิโอของช่างภาพนั้นๆ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 หลายภาพ พระฉายาลักษณ์หรือพระรูปของพระบรมวงศานุวงศ์ ภาพขุนนางหรือข้าราชการ ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการหรือทำงานในสยาม ตลอดถึงราษฎรทั่วไปในพระนครและหัวเมืองเกือบ 60 ภาพ รวมถึงภาพนู้ดยุคแรกอันเป็นมุมมองอันละเอียดอ่อนที่ช่างภาพต่างประเทศได้เก็บประวัติศาสตร์ชาติไทยไว้ได้สวยงามน่าทึ่งมาก

หมวดพระราชพิธีหรือเหตุการณ์สำคัญ เช่น พระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพเจ้านาย คือ เป็นภาพพระเมรุมาศกลางท้องสนามหลวง พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีลงสรงสนานและเฉลิมพระปรมาภิไธย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรก ภาพเหตุการณ์การเสด็จเยือนสยามของมกุฎราชกุมารรัสเซีย เป็นอาทิ

 

หมวดนาฏศิลป์และการแสดง โขนละครลิเกนับเป็นสิ่งที่ช่างภาพแต่ละท่านให้ความสนใจ เช่น ภาพถ่ายของ โจคิม แอนโทนิโอ ภาพกลุ่มนางละครรำถวายมือ คณะละครเด็กผู้หญิงซึ่งมีใบหน้าขาวจากการประแป้ง ร่ายรำในท่าเดียวกัน ด้านหลังมีนักแสดงรำชายสวมหัวม้า ตัวละครในคณะทั้งหมดจะออกมารำ “ถวายมือ” เพื่อเป็นการบูชาครูก่อน ตัวละครในภาพตั้งท่าเดียวกัน คือ ท่ากินนรรำ (ท่ารำกระบี่สี่ท่าหรือท่าจีบยาว) ซึ่งเป็นท่ารำหนึ่งในกระบวนเพลงเร็ว สันนิษฐานว่า ตัวละครเหล่านี้กำลังรำเพลงช้าเพลงเร็วเพื่อถวายมือ ซึ่งธรรมเนียมการรำถวายมือนี้ยังคงปรากฏในการแสดงสมัยปัจจุบัน เช่น ในละครชาตรีหรือลิเก

หมวดวิถีชีวิตชนชาวสยาม ส่วนใหญ่เป็นภาพหาชมยาก เนื่องจากช่างภาพหลายท่านไม่ได้พำนักอยู่ในเมืองไทยนานพอที่จะออกไปถ่ายภาพเหล่านี้ ภาพที่มาจัดแสดงจึงหาชมยาก โดยเฉพาะชาวบ้านร้านตลาดในหัวเมือง และหมวดสถาปัตยกรรม ทิวทัศน์และวัดวาอาราม ภาพที่มาจัดแสดงมีที่น่าสนใจเป็นภาพมุมกว้างของแม่น้ำเจ้าพระยาหลายภาพ ที่ถ่ายในหลายช่วงของแม่น้ำ นับตั้งแต่บริเวณถนนตกมาจนถึงบริเวณพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเราจะได้เห็นพัฒนาการของการขยายเมืองหลวงตั้งแต่ยุคนั้น เปรียบเทียบกับปัจจุบัน ได้เห็นชุมชนริมแม่น้ำที่เป็นเรือนแพและเรือนไทยมากมาย ได้เห็นการสัญจรทางน้ำที่คับคั่ง ยังมีภาพวัดวาอารามหลายแห่งที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน อย่างพระปรางค์วัดอรุณ คือ สิ่งที่ช่างภาพทุกท่านต้องไปถ่ายในสมัยนั้น ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของวัดนี้ได้อย่างชัดเจน

 

ศึกษา รักษา สืบสาน จากภาพเก่าสู่อนาคต

ภาพโบราณได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อในมุมมองร่วมสมัย ด้วยผลงานของศิลปินทำให้เห็นมิติและความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปของเมือง ผู้คน เศรษฐกิจและสังคม วิถีชีวิตการสัญจรทางน้ำและบก ศิลปะการแสดง รวมไปถึงเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ที่สำคัญสร้างวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ที่ต่อยอดการตีความ และเป็นการสืบต่ออายุภาพเหล่านี้

เอนก นาวิกมูล นักวิชาการอิสระด้านภาพถ่ายเก่าและผู้ก่อตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ ได้บรรยายถึงภาพเก่าว่า “ผมในฐานะคนที่สนใจเรื่องภาพเก่า เมื่อปี 2520 ผมได้ไปดูภาพเก่าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตรงท่าวาสุกรี มีภาพเก่าทั้งของรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ขุนนาง รวมทั้งภาพทิวทัศน์บ้านเมือง นั้นเป็นการจุดชนวนว่า ถ้าเราได้ค้นคว้าเรื่องภาพเก่าของเมืองไทยน่าจะเป็นการดี ปกติผมชอบชำระเรื่องพวกนี้ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรในเมืองไทยและพัฒนามาอย่างไรบ้าง อีกแห่งที่ผมเคยไปดูแล้วชอบใจ คือ หอสมุดดำรงราชานุภาพ ตรงหลานหลวง ในนั้นมีอัลบั้มเก่าที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ถ่าย และมีภาพของช่างภาพฝรั่งและภาพถ่ายรัชกาลที่ 5 ได้ถ่ายไว้ ทำให้เราได้ทราบว่าในประเทศไทยภาพถ่ายเก่ามีแหล่งเก็บ 2 แห่งนี้เป็นหลัก ถ้าทางภาคเหนือเท่าที่ทราบเก็บไว้เยอะที่มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ แต่ผมยังไม่เคยไปดู

ในปี 2555 ผมได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ (ชาวต่างชาติ) ที่ฝังตัวในยุโรป ได้ไปเจอภาพเก่าแปลกๆ เยอะมาก ท่านโทรศัพท์มาว่าอยากเจอผม มีภาพจากอังกฤษ เบลเยียม เยอรมนี เอามาให้ดู ผมเห็นตกใจมาก อาจารย์ไปค้นภาพแปลกมาได้ยังไง หลายร้อยภาพที่ผมไม่เคยเห็น นักสะสมภาพในไทยเองคงไม่เคยเห็น อย่างภาพถ่ายของบาทหลวงลาร์โนดี ถ่ายภาพรัชกาลที่ 4 นั่งกับเครื่องบรรณาการจากฝรั่งเศส ภาพของปิแอร์ รอซิเอร์ เป็นภาพตัวละครนั่งบนเสื่อ คือมีการจัดฉาก ช่างภาพฝรั่งเขาทำอะไรน่าสนใจ เขาจะถ่ายหลายๆ ชีวิต ทั้งกษัตริย์ ตัวละคร ขุนนาง ชาวบ้าน มีการจัดฉากเป็นเรื่องเป็นราว

 

โรเบิร์ต เลนซ์ ก็ถ่ายพ่อค้า เจ้าของโรงสีริมแม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์ของไทย มีประโยชน์อะไรบ้าง ในยุคนี้เรากินบุญเก่าเยอะ นักท่องเที่ยวมาทั้งไทยและเทศส่วนใหญ่ก็ไปวัด วัง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่คนรุ่นเก่าสร้าง นอกนั้นทางธรรมชาติ พอยุค 2500 รัฐบาลตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านค่อนข้างพัฒนา รื้อของเก่าทิ้งเยอะ โดยเฉพาะวัดวาอาราม มีการรื้อมากขึ้นจนปัจจุบันรื้อทั่วประเทศ ทำให้สิ่งเก่าหายไป พอเรามาโหยหาอดีตอยากสร้างแบบเก่าทำท่าจะยาก อันนี้แหละ คือภาพถ่ายเก่าเข้ามาเสริม โดยเฉพาะสถาปนิกที่นำแนวทางจากภาพเก่าไปสร้างสิ่งเหมือนเก่าขึ้นมา ยกตัวอย่าง ชื่อสะพานหันแต่หน้าตายังไงไม่เหลือให้ดูเลย เด็กก็นึกไม่ออกเพราะเราเรียนประวัติศาสตร์ที่มีภาพถ่ายเป็นภาพประกอบน้อย ในภาพเป็นสะพานโค้งข้ามคลองแบบเวนิส แต่ไม่ใช่สะพานหันแท้ จริงๆ สะพานหันแท้มีลักษณะเหมือนไม้บรรทัด ไม้แข็งแรงวางทอดแม่น้ำไว้แล้วปักหมุด ทำให้มันหมุนได้ เพื่อให้เรือผ่านได้ มีมาแต่สมัยอยุธยาแล้ว เรารื้อจนมาเป็นแบบสะพานโค้งในภาพถ่ายเก่า แล้วกลายมาเป็นสะพานคอนกรีตอย่างปัจจุบัน

เราสามารถใช้ภาพเก่าซ่อมแซมโบราณสถาน คนสนใจละครก็ได้ดูว่าเขาแต่งตัวยังไง คนสนใจการละเล่นแบบไทย ของเก่าเขาปลูกโรงละครยังไง โรงโขนเป็นแบบไหน ที่ผมสนใจมาก เช่น โรงกัลปพฤกษ์ ที่หายไปจากเมืองไทยในยุครัชกาลที่ 6 ต้นไม้ในสวรรค์ มีปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังเยอะ ในภาพถ่ายเก่าก็เยอะ แต่ไม่มีใครเห็นต้นกัลปพฤกษ์ ตอนรัชกาลที่ 4 เสด็จทางชลมารค พงศาวดารเขียนว่า ท่านโปรยลูกกัลปพฤกษ์สีเขียวสีแดงไปตามสายน้ำให้คนเฝ้ารับเสด็จ ข้างในเป็นเหรียญ เป็นทานสำหรับคนทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง ไม่มีบันทึกบอกในหอจดหมายเหตุ แต่มีปรากฏในภาพถ่ายภาพถ่ายจึงสำคัญมาก

 

ในยุคหลังๆ คนอาจเผลอไผลก็มี ปัจจุบันเราเห็นภาพถ่ายเก่าไม่มีค่าทิ้งลงถังขยะ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีคนเอาภาพถ่ายเก่าของตระกูลวุฒากาศมาให้ผม คนขี่ซาเล้งไปเจอในถังขยะ ประโยชน์ของภาพถ่ายเก่าที่นำมาเผยแพร่ ผมยังตื่นเต้น เชื่อได้ว่าทุกคนจะตื่นเต้นมากๆ แล้วทางริเวอร์ บุ๊คส์ นำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ พิมพ์ 2 ภาษา ผมว่ามีค่ามาก ทำให้ภาพเหล่านี้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก เผยสิ่งที่ยังไม่ปรากฏในสาธารณชน ภาพที่เราจะได้เห็นครั้งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยควรได้เห็นกันมากที่สุด จะเป็นการถ่ายทอดความรู้ประวัติศาสตร์ของไทย ให้ความรู้มันเผยแพร่ไปได้มากที่สุด

ผมเชื่อว่ายังมีภาพถ่ายเก่าที่รอท้าทายคนไทยและคนต่างประเทศที่ค้นคว้าภาพเก่าอีกเยอะ ไม่มีสิ่งสมบูรณ์ที่สุดในการทำงานแต่ละครั้ง การทำงานใหม่จะเจอสิ่งใหม่เสมอ อย่างภาพถ่ายของชาวญี่ปุ่น คือ ไคชิ อิโซนากะ ผมเคยเจอในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพบุคคล ช่างภาพที่เป็นคนไทย คือ จิตร จิตราคนี หรือหลวงอัคนีนฤมิตร ได้ถ่ายไว้เยอะมาก แต่เหลือในหอจดหมายเหตุประมาณ 300-400 ภาพ ก็เป็นภาพที่น่าตื่นใจอีกชุดเหมือนกัน สรุปอย่างง่ายที่สุด ไม่ได้พูดถึงภาพถ่ายยุครัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 ยังไม่มีคนมาค้นคว้าว่ามีช่างภาพมากเท่าไหร่ หรือภาพรัชกาลที่ 5 ต้องประมวลกันอีก เพราะท่านถ่ายไว้เยอะ แต่ยังไม่ได้ชำระกันมากพอ บางภาพไม่ได้เซ็นพระนามไว้ ซึ่งล้วนแต่น่าสนใจให้ค้นคว้าต่อ ฝากไว้ให้ทุกท่านเจอภาพถ่ายเก่ามาบอกกล่าวกันและช่วยกันศึกษาค้นคว้า”

มองอดีตจากภาพถ่ายที่สะท้อนความเป็นจริงจากยุคนั้น นอกจากเสพความงามอย่างที่ยากจะหาได้เยี่ยงนี้อีกแล้ว ยังได้เข้าใจได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์เพราะ 1 ภาพ สามารถแทนคำได้นับพัน

นิทรรศการ “ฉายาลักษณ์สยาม” ระลึกอดีต มองปัจจุบัน ภาพถ่ายโบราณ พ.ศ. 2403-2453 เปิดให้ชมได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 7 พ.ย. ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลา 10.00-20.00 น. (ปิดวันจันทร์)

 

เหงา…เข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455740

เหงา...เข้าใจ

โดย…ว.แหวน ภาพ… เอพี

จากประสบการณ์ทางเพจของฉัน ฉันไม่ได้พิมพ์ผิด เป็นการประมวลผลในเพจ “ว.แหวนแฟนคลับ” ของฉันเอง และทำให้ฉันค้นพบว่า “โลกออนไลน์เกินครึ่งเป็นโลกของคนเหงา” หลายคนอาจเห็นขัดแย้งว่า “จะเหงาได้อย่างไร? ลองดูจำนวนเพื่อนที่รับเข้ามาสิ เหยียบหลักพันเข้าไปแล้ว” หรือบางคนก็โต้แย้งว่า “การนั่งจิ้มมือถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นี่ก็มีเพื่อนนั่งอยู่ข้างๆ หลายคนนะ ต่างคนต่างจิ้มกันไป”

แต่สำหรับฉัน ฉันมองว่า “การก้าวเข้ามาในโลกออนไลน์ ไม่ใช่การก้าวเข้าสู่สังคมหมู่” ในนั้นอาจดูเป็นเช่นนั้น มีคนกดไลค์เรา แสดงความคิดเห็น แชร์กันไปมา อินบ็อกซ์หากัน แต่หากลองถอดวิญญาณออกมามองตัวเอง เราจะเห็นว่า…ภาพที่เห็นตัวเอง ณ ขณะนั้น มันคือ “ความโดดเดี่ยว” มันคือ “การอยู่กับตัวเอง” ไม่ใช่เพราะเราไม่มีใคร แต่เราเลือกแล้ว บางคนเสพติดโซเชียลเพราะไม่มีใครจริงๆ สาเหตุอาจมาจากบกพร่องในเรื่องความสัมพันธ์ หรือเบื่อหน่ายสังคมที่จับต้องได้ แต่บางคนก็เผลอเลือกความสัมพันธ์ที่มีระยะห่าง เพราะอาจจะรู้สึกสบายตัว ตามใจตัวเองได้ เมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ อยู่กับเราในทุกที่ที่เราไป ถ้าเราไม่ก้าวเข้าไป ก็ไม่มีใครก้าวออกมา เอาที่สบายใจ เต็มใจที่จะเหงา!

และจากประสบการณ์ทางเพจของฉัน “ความเหงาก้อนใหญ่สุดในนั้น มีสาเหตุมาจากความรัก” เป็นโสด ไม่มีคนจีบ ทะเลาะกับแฟน เพิ่งเลิกกับแฟน อยากมีแฟนใหม่ แฟนเก่าจากไป แฟนใหม่ยังไม่มา และอีกหลากหลายปัญหาชีวิตคู่ ที่ยังไม่ผ่านการสะสาง แก้ไข เว้นระยะกันไป แล้วปล่อยให้คนใดคนหนึ่งไม่เข้าใจ จนสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ “ความเหงา”

และจากประสบการณ์ทางเพจของฉัน (อีกที) “ประเด็นความเหงาจากความรักก้อนใหญ่สุด คือการไม่มีคนรัก” ไม่ว่าอารมณ์แอบรักเขา รักเขาแต่เขาไม่รัก รักเขาแต่เขาเลิกรัก รวมไปถึงการรอคอย คอยการกลับมา คอยใครบางคนที่เราเรียกว่า “เนื้อคู่” คอยการแก้ไข คอยให้เขาง้อ คอยคำตอบ

อย่างที่ฉันได้กล่าวไว้ว่า “สังคมโซเชียล” ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง คือทำงานตลอด 24 ชั่วโมงจริง แต่คนที่เรารอคอย เขาจะอ่านตอนไหน? เขาจะตอบมามั้ย? เมื่อไรเขาจะติดต่อกลับมา? ออนไลน์ให้ตาย หากคนเหงาเป็นเราคนเดียว ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งเห็นเด่นชัดขึ้น

ถ้ามีระบบฝากข้อความอัตโนมัติ ฉันว่าควรจะมีเสียงพูดออกมาว่า “ฝากคำรักเอาไว้…แล้วจะติดต่อกลับไป” ฟังแล้วนึกถึงเพลงลูกทุ่ง แต่ความรักของคนเราก็ไม่ต่างจากเพลงลูกทุ่งบางเพลง โดยเฉพาะความรักที่เกิดขึ้นข้างเดียว โดดเดี่ยว และรอคอย

ฉันมองว่าการรอคอยความรักของคนบางคน ที่แทบไม่มีแม้แต่ความหวัง เป็นเหมือนการใช้โทรศัพท์ ที่คงทำได้แค่ฝากข้อความ ไม่มีค่าแม้แต่การรับสาย ไลน์ตอบ หรือเปิดอ่าน ต่อให้ 4จี หรือ 5จี แค่คิดก็ถึงเลย เราก็ยังไม่มีสิทธิทำให้เขาเปิดอ่าน หรือส่งข้อความตอบกลับมาได้

บางครั้ง ความหวังของเรา…ก็ขึ้นอยู่กับความเหงาของเธอ! (คำพูดของคนเหงา) คงเป็นเหตุผลเดียว ที่คนรอเหลือไว้ให้หวัง หวังให้เขาคิดเช่นกัน หวังให้เธอเหงาเหมือนเรา!

เพจของฉันส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นชุมชนคนเหงา ที่เพียงอยากได้ข้อความดีๆ คำโดนใจ ไม่ว่าจะมาในแนวตอกย้ำชีวิต หลอกด่า (เพราะวิสัยการเขียนของฉันมักจะสอดไส้เรื่องนี้เข้าไปแบบเนียนๆ อยู่เสมอ) หรือสร้างพลังแรงใจ ให้เหงาต่อไปอย่างแข็งแรง

ทีแรกฉันก็ประหลาดใจที่ได้พบว่า “คนที่เหงา และเฝ้ารอคอยความรัก มีมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” สิ่งหนึ่งที่ฉันกำลังพยายามจะทำคือ “การสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนแข็งแกร่งให้ได้ในตัวเอง” อ่านข้อความแล้วเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอ แล้วลองไปใช้ชีวิตโดดเดี่ยวให้มีความสุข อย่ามัวแต่แชร์ความเหงาอยู่ในโลกที่จับต้องไม่ได้ เหงาให้งาม มิใช่เหงาจนใครๆ แอบนินทาว่า “สมควรเหงา!”

อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องตลก! เพราะต่อให้มีคนรัก ฉันก็เชื่อว่าเราทุกคนมีจังหวะเหงา!

หลายคู่ก็เริ่มต้นความรักมาจากความเหงา “ถ้าไม่ใช่เพราะเหงา…เราก็คงไม่เจอกัน” ความรักบนโลกออนไลน์จึงพร้อมเกิดขึ้นได้ทุกวัน ฉันคิดว่าจุดเริ่มต้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากความเหงา บางคนอาจมองว่ามันจะจีรังยั่งยืนได้แค่ไหน?

ถามหน่อยเหอะว่า “แล้วความรักที่เริ่มจากความตั้งใจ ไยจึงจบลงได้เช่นกัน?”

บททดสอบความรัก ในยุคก่อนๆ อาจวัดกันที่ความอดทน ความพยายาม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แล้วไยความรักจะเริ่มต้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ไม่ได้ “อย่าดูถูกการรอคอยของใคร และอย่ามองไม่เห็นความหมายของความเหงา”

เพราะอย่างน้อยๆ ก็ทำให้ฉันรู้ว่า คำบางคำของฉันก็ยังมีค่าต่อชีวิตผู้อื่น!

 

คุณพ่อมือใหม่ ทำได้(ดี)ไม่แพ้คุณแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455736

คุณพ่อมือใหม่ ทำได้(ดี)ไม่แพ้คุณแม่

โดย…ราตรีแต่ง

ความรู้สึกแรกเมื่อรู้ว่าได้ลูกสาวคนแรก พอล นฤนาทวานิช หนุ่มนักธุรกิจเจ้าของบริษัทเกี่ยวกับความงาม Bequest บอกว่าเป็นการวางแผนครอบครัวขอมีลูกทันทีที่แต่งงาน เพราะอยากสร้างครอบครัวอบอุ่น มีลูก 2-3 คนขึ้นไป ซึ่งเรื่องนี้ภรรยานักธุรกิจรุ่นใหม่ สุพินดา หวังทรัพย์คณา ก็บริหารรีสอร์ทสไตล์อังกฤษ อีเดน การ์เดน (Eden Garden) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ธุรกิจอยู่ตัวดีแล้ว จึงพร้อมสำหรับมีเบบี๋ “น้องแอลลี่” แอลลิสัน นฤนาทวานิช ที่วันนี้ย่างเข้า 10 เดือน

กลายเป็นของเล่นอวบอ้วนน่ารักน่าชังของ “คุณพ่อพอล” ซึ่งรับหน้าที่ผู้ช่วยเลี้ยงมือหนึ่งของคุณแม่อุ๋ย สุพินดา ทำหน้าที่คุณพ่อมือใหม่ได้เยี่ยมยอด

อุ้มลูกสาวเป็นคนแรก

พอล บอกว่า นี่คือความตั้งใจที่บอกตัวเองว่า “ต้องได้อุ้มลูกสาวเป็นคนแรก” จึงเลือกเข้าห้องคลอดพร้อมภรรยา ความรู้สึกเวลานั้นทั้งตื่นเต้น แต่ไม่กลัวกับการอุ้มเด็กแรกเกิด ทันทีที่น้องร้องอุแว้ คุณหมอเช็ดตัวทำความสะอาดและอุ้มใส่มือคุณพ่อสมดั่งใจ

“ผมอยากรู้ว่าหน้าตาลูกจะเหมือนใคร อุ๋ยหรือผม (หัวเราะ) คุณหมอรู้ใจก็จับใส่มือให้พ่อมือใหม่ พ่อบางคนกลัว ไม่ต้องกลัวครับแล้วนี่คือโมเมนต์หนึ่งในชีวิต ทุกวันนี้ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้คือความดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้นพานคิดไปถึงอนาคตลูกจะเจริญเติบโตอย่างไร ลูกคือความพิเศษที่ทำให้เราได้เป็นพ่อ” พอล ย้ำการโอบอุ้มลูกไว้ในวงแขนนั้น นับเป็นสายใยผูกพันสุขใจทั้งคุณลูกและคุณพ่อ

อาบน้ำก็ไม่มีกลัว

คุณพ่อมือใหม่ทุกคนเก้ๆ กังๆ กันทั้งนั้น ถ้าต้องรับหน้าที่อาบน้ำให้ลูก แต่สำหรับคุณพ่อพอล ดูคุณแม่อุ๋ยอาบน้ำให้น้องแอลลี่สองครั้ง เรียนรู้ขั้นตอนจากการเป็นผู้ช่วยของคุณแม่ พอครั้งที่สาม คุณพ่อขออาสารับหน้าที่นี้เอง

“แอลลี่น้ำหนัก 2.9 กก. ผมอ่านตำราจากหนังสือ 2 เล่มครับซื้อจากร้านคิโนะคุนิยะ และสั่งซื้อจาก Amazon.com เรื่อง The Expectant Father กับ Wisdom for Dad เนื้อหาให้เราเตรียมตัวในแต่ละสเต็ป อ่านแล้วรู้ว่าเด็กคิดอะไร แม่คิดอะไร ทำให้เข้าใจในเรื่องราวต่างๆ อีกด้วยนะครับ เรื่องอาบน้ำแรกๆ ผมก็ทำได้ไม่ได้ดั่งใจอุ๋ย เพราะกลัวลูกสาวเจ็บคือเราเป็นผู้ชายมือหนักกว่า ก็เช็ดเบาๆ ตรงซอกคอ อุ๋ยก็กำกับบอกให้เช็ดแรงๆ หน่อยซิ แต่ผมว่าแอลลี่สบายตัวกว่าอาบกับคุณแม่นะครับ” พอล คุณพ่อมือใหม่บอกพลางหัวเราะ

เปลี่ยนผ้าอ้อม…สบายมาก

การเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เจ้าตัวเล็กช่วงวัยแรกเกิด คุณพ่อมีเทคนิคบอกว่าจับๆ ดู แพมเพิร์สแฉะก็เปลี่ยนทันทีไม่ต้องเรียกหาคุณแม่ หน้าที่นี้พ่อทำได้ทุกคนแน่นอน เพราะเวลาดูหนังก็เห็นพ่อๆ เปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกๆ ได้สบายมาก แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ?!!

“เบบี๋ปวดอึจะร้องไห้ครับ ต้องสังเกตจากหน้าตาเบ่งๆ แล้วร้องงอแงเพราะเขาบอกเราไม่ได้จึงต้องสื่อโดยร้องไห้ แต่เด็ก 10 เดือนสามารถให้เขานั่งส้วมชักโครกสำหรับเด็กโตได้แล้วครับ แอลลี่ก็เริ่มฝึกแล้ว”

คุณพ่อเพื่อนเล่นแสนสนุก

ถ้าเป็นเรื่องเล่นๆ สนุกๆ เรื่องแบบนี้ต้องยกให้คุณพ่อจะเก่งกว่าคุณแม่แน่นอน ท่าอุ้มลูกโลดโผนขึ้นขี่คอคุณพ่อสามารถทำได้คนเดียวในบ้าน หรือทำท่าบินกลางอากาศ จั๊กจี๋พุง เรียกเสียงหัวเราะชอบใจของลูกน้อยอยู่เสมอ แล้วยิ่งลูกน้อยได้เล่นสนุกใกล้ชิดกับพ่อก็ยิ่งซึมซับความรัก พ่อถ่ายทอดความมั่นใจในร่างกายที่แข็งแรงให้ความอุ่นใจ ถูกบันทึกไว้ในสมองเล็กๆ ของเขาไปจนเขาเติบโตก็ยังนึกภาพนี้ได้ชัดเจน

“ผมเป็นพ่อสไตล์ตามใจ เด็กทุกคนชอบเล่นจ๊ะเอ๋ครับก็เล่นได้จนลูกเบื่อ แอลลี่ตอนนี้นำหนัก 10 กก.แล้ว (หัวเราะชอบใจ) ขาแข็งแรงมากขึ้นคอผมได้สบาย มีท่าจับแน่นตรงแขนลูกครับแล้วโอบด้านหลังเขาด้วย ผมไม่จับลูกแค่ขาต้องมั่นใจว่าเขาปลอดภัยจริงๆ นะครับ”

คุณพ่อนักป้อนอาหาร

เรื่องอาหารการกินช่วงมื้อหม่ำๆ ของเจ้าตัวเล็ก คุณพ่อก็มีส่วนช่วยเหลือแทนคุณแม่ได้ เทคนิคง่ายมากเพียงต้องเข้าใจเด็กวัยนี้ว่า เราไม่สามารถบังคับเขาได้เลย ลูกไม่ยอมกินข้าวก็ไม่ควรฝืนหรือบังคับให้กินต่อไป เพราะอาจทำให้ลูกต่อต้านไม่อยากกินเข้าไปใหญ่

“เด็กวัย 10 เดือนถ้าเขาหิวเขาจะกินเองครับ แต่ถ้าอิ่มแล้วเรายังป้อนเขาจะเบือนหน้าหนี ถ้ายังป้อนก็งอแงแล้ว เสียสุขภาพจิตทั้งพ่อแม่ลูกครับ”

อ่านหนังสือนิทานก่อนนอน

เมื่อเจ้าตัวเล็กได้ฟังบ่อยๆ ทำให้การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทแตกแขนงมากขึ้น กระตุ้นระบบความจำแล้วเจ้าตัวเล็กยังนอนหลับฝันดี แอลลี่มีตารางเวลาในการนอน 3 ทุ่มครึ่ง นอนดึกเพราะนอนช่วงกลางวันเยอะ แต่ก็ทำให้ได้ฟังนิทานคุณพ่อทุกๆ คืนเพราะช่วงนี้คุณพ่อเลิกงานกลับบ้านแล้ว

“นิทานยังไม่นิ่งพอที่จะฟัง แต่ถ้าเป็นหนังสือป๊อปอัพ เปิด-ปิดประตูเป็นการฝึกให้เขาใช้กล้ามเนื้อมือ นิ้ว แอลลี่ชอบมากเพราะนี่คือสิ่งที่วัยของเขารับได้ โดยเฉพาะของเล่นที่มีเสียงชอบมากนั่งฟัง นั่งเล่น ได้ครั้งละนานๆ เลยครับ”

ออกไปเที่ยวกันเถอะ

การออกไปท่องเที่ยวคือการเปิดโลกใหม่ให้เด็กเล็ก สร้างพัฒนาการได้ดี พอล มีแผนพาน้องไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐ ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งต้องเดินทาง 20 กว่าชั่วโมงเลยทีเดียว ตอนนั้นลูกสาวตัวน้อยก็ย่างสู่วัย 1 ขวบ แต่ก็เป็นการเดินทางยาวไกลข้ามทวีป ที่ต้องมีการวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างดี

“เริ่มจากลองเดินทางนั่งรถไปต่างจังหวัดกันก่อน ไปเที่ยวทะเลพัทยา นั่งรถ 3 ชั่วโมงไม่มีปัญหางอแงเลยสบายมาก พอเห็นทะเลก็ทำหน้านิ่งๆ แต่พอจับเอาเท้าแตะทรายปล่อยโฮเลยครับ (หัวเราะ) เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ได้สัมผัสทรายเปียก แต่พอลองอีกครั้งก็ไม่ร้องแล้ว

จากพัทยาก็กำลังจะไปญี่ปุ่นครับ ผมศึกษาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็กังวลเรื่องอากาศบนเครื่อง ที่เด็กเจ็บแก้วหู ก็หาวิธีให้ดูดนม และของสำคัญอีกอย่างคือรถเข็นเด็ก สำคัญมาก ผมเลือกยี่ห้อจีบี-Good Boy น้ำหนักเบาเพียง 4 กก.หิ้วขึ้นเครื่องได้เลย ลองใช้แล้วน้องแอลลี่ชอบมาก เพราะรถแหงนขึ้นทำให้ลูกได้ชมวิวสองข้างทาง เด็กเพลินๆ คุณพ่อคุณแม่ก็สบายๆ ครับ”

พอล ย้ำทิ้งท้ายความเป็นพ่อแม่ของลูกน้อยนั้นเป็นเหมือนการทำงานเป็นทีม การอุทิศช่วยภรรยาเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนมลูก เริ่มทำเพียงตรงนี้ได้ดีชีวิตก็สุดแฮปปี้แล้ว

 

ระวังไว้!! ธุรกิจเวิร์ก แอท โฮม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455729

ระวังไว้!! ธุรกิจเวิร์ก แอท โฮม

โดย…ภาดนุ ภาพ เอพี/เอเอฟพี

เราเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินและเคยเห็นใบปลิวโฆษณาธุรกิจ Work @ Home หรืองานที่สามารถทำจากบ้านได้ มีอิสระ เป็นงาน Part Time นอกเวลา รายได้ 8,000-5 หมื่นบาท/เดือน สนใจติดต่อได้ตามเบอร์โทร…กันมานักต่อนักแล้ว

เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งตกเป็นเหยื่อ เล่าว่า ตอนที่ได้ใบปลิวมา แรกๆ เขาก็ยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก กระทั่งได้ไปเจอโฆษณาจากเว็บไซต์เว็บหนึ่งในอินเทอร์เน็ตอีก ซึ่งโฆษณาว่า “งานนี้ไม่ใช่งานขาย เพียงคุณทำงานจากที่บ้านผ่านทางระบบของเรา คุณก็สามารถมีรายได้มากมายอย่างน่าประหลาดใจ” และอื่นๆ อีกสารพัดที่จะชวนเชื่อ รวมทั้งการตั้งชื่อบริษัท การโน้มน้าวใจ จนเพื่อนรุ่นน้องตัดสินใจไปยังสถานที่ที่บริษัทพวกนี้ได้จัดฉากไว้เพื่อการฝึกอบรมบนอาคารแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง

มีผู้คนหลงเชื่อมารับการอบรมมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะอยากทราบว่า จะทำงานจากที่บ้านแล้วมีรายได้ดีขนาดนี้ได้อย่างไร เรียกว่ามีแทบทุกชนชั้น ตั้งแต่เด็กมัธยม คนทำงาน คนตกงาน ผู้สูงอายุ บางคนมาจากต่างจังหวัดก็มี

เมื่อเข้าไปในห้องอบรม จะมีคนมายืนปรบมืออยู่เป็นแถว จากนั้นก็เชิญพิธีกรขึ้นไปพูดบนเวทีถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดหนึ่งซึ่งกินแล้วได้ผลดียังงั้นยังงี้ มีภาพประกอบ มียกตัวอย่างผู้ที่เคยใช้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเมืองนอก มีคนมากกว่า 30 ล้านคนใช้ผลิตภัณฑ์นี้

หลังจากนั้นเหล่า “ซูเปอร์ไวเซอร์” (Supervisor) ก็ยกตัวอย่างตนเองที่มาทำงานตรงจุดนี้ แล้วมีรายได้มากมาย และสุดท้ายก็สรุปว่า พวกคุณก็สามารถเป็นอย่างพวกเขาได้ เพียงแต่สมัครเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์กับบริษัทเท่านั้น

ถึงตอนนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่านี่มันขายตรงนี่นา โดยไม่ทราบเลยว่าวิธีการทำงานจากที่บ้านที่ว่านั้นเป็นอย่างไร แต่ซูเปอร์ไวเซอร์ก็จะบอกว่า ต้องสมัครเข้ารับการอบรมก่อน โดยเสียค่าสมัคร 500 บาท แล้วเขาค่อยอธิบายให้ฟังทีหลัง พูดแค่นี้เพื่อนรุ่นน้องก็รีบถอนตัวแล้วเดินออกจากห้องทันที จนได้พบกับสาวคนหนึ่งซึ่งเล่าว่า เธอได้หลวมตัวสมัครเข้าไปฟังการอบรมแล้ว ซึ่งในการอบรมได้สรุปว่า การที่จะมีรายได้โดยที่เราไม่ต้องไปขายสินค้านั้น เราจะต้องเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ก่อน แล้วจึงค่อยหา “ดาวน์ไลน์” (Down Line) ให้ขายของแทนเรา

แต่กว่าจะเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ได้นั้น เธอบอกว่าจะต้องขายสินค้าเพื่อให้ได้คะแนนสะสม 3,000 คะแนนขึ้นไปใน 1 เดือน ซึ่งทำได้ยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะสินค้าราคาชุดละ 4,500 บาท แล้วยังโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณจนเกินจริง ต้องขายให้ได้ถึง 30 ชุด ซึ่งเธอบอกว่าเธอทำไม่ได้

คนเหล่านั้นจึงบอกว่า มีอีกวิธีหนึ่งคือ เธอต้องเหมาซื้อสินค้าไปเลย 30 ชุด แล้วเลื่อนเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ เสียเงินซื้อสินค้าประมาณ 5 หมื่นบาท แล้วหาดาวน์ไลน์เพื่อปล่อยสินค้าอีกต่อหนึ่ง แล้วพูดจาหว่านล้อมต่างๆ นานาว่าเป็นซูเปอร์ไวเซอร์แล้วดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นแล้วสามารถทำงานจากที่บ้านได้

ถึงจุดนี้เธอก็พอจะรู้แล้วว่า เธอกำลังจะโดนหลอกเป็นรอบที่ 2 เพราะไม่มีงานที่ไหนที่ทำจากบ้านแล้วได้เงินเยอะๆ นอกจากงานที่หลอกผู้คนในลักษณะนี้ ถามว่าทำจากที่บ้านได้ไหม ตอบว่าได้ แต่หารู้ไม่ว่าคุณต้องเสียเงินทองมากกว่า 6 หมื่นบาท ซึ่งในคำโฆษณาชวนเชื่อไม่ได้บอกไว้

วิธีการของธุรกิจนี้พอจะสรุปได้ดังนี้คือ

-เสียเงินซื้อสินค้าเพื่อเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ หรือไม่ก็ลงทุนซื้อสินค้าไปขายเองประมาณ 5-6 หมื่นบาท ถามว่าคุณกล้าเสี่ยงมั้ย

-เมื่อเป็นซูเปอร์ไวเซอร์แล้วก็เริ่มหาดาวน์ไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยสร้างเว็บส่วนตัวหรือใช้โทรศัพท์ วอยซ์เมล แล้วหลอกให้คนมาลงทะเบียนรับการอบรมในเว็บเรามากๆ (อาจใช้วิธีการโฆษณาผ่านเน็ต หรือติดประกาศตามที่ต่างๆ หรือเดินแจกเอกสาร) แล้วนัดให้คนเหล่านั้นไปอบรมจากวิทยากรมืออาชีพ ซึ่งเป็นคนของบริษัทที่มีลีลาการพูดโน้มน้าวใจเป็นอย่างดี

-กล่อมให้คนที่เข้ามาอบรมที่ลงทะเบียนกับเราไว้ ให้สมัครเป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าให้ได้

-เมื่อเขาสมัครแล้วก็ดำเนินแผนขั้นต่อไป คือกล่อมให้เขาลงทุนเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ให้ได้ โดยซื้อสินค้าทีละมากๆ โดยไม่สนว่าเขาจะเอาไปกินเอง หรือเอาไปถมเขื่อน (นี่แหละคือการขายแบบลูกโซ่)

-เมื่อดาวน์ไลน์ของเราเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ แล้วก็ต้องฝึกอบรมเขาให้มีความเก่งกล้าในการออกไปหลอกลวงชาวบ้านหรือญาติพี่น้องของตัวเองให้มาเป็นดาวน์ไลน์ของเขาเองในรุ่นต่อๆ ไปแบบพีระมิด

นี่คือวิธีการทั้งหมดที่บริษัทนี้ใช้ รู้ไหมคนที่ได้รับผลกำไรคือคนของบริษัทนั้นนั่นเอง เขาเหยียบเราขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ ในขณะที่เราต้องหลอกคนอื่นมาให้เราเหยียบ การทำงานจากที่บ้านที่โฆษณาไว้นั้นแทบมองไม่เห็นภาพเลยว่า ทำอย่างไรจึงจะมีรายได้ขนาดนั้น และสามารถจะทำจากที่บ้านได้อย่างไร เพราะเราต้องออกไปหลอกคนอื่นมาร่วมงานอยู่ดี

ฉะนั้นก่อนตัดสินใจไปฝึกอบรม ควรไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียให้ดีซะก่อน

 

รักสลาย เป็นม่ายขันหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455664

รักสลาย เป็นม่ายขันหมาก

โดย…ลาลิมาร์

จะเป็นอย่างไรเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งที่คบกับหนุ่มคนรักมากว่า 7 ปี และกำลังจะเป็นว่าที่เจ้าสาวในอีกไม่กี่เดือนจะต้องกลายเป็นม่ายขันหมาก เพราะเธอเพิ่งทราบข่าวว่าคู่หมั้นของเธอไปรับสาวอีกคนหนึ่งมาอยู่กินฉันสามีภรรยาที่บ้านซึ่งเป็นเรือนหอ ขับรถยนต์ซึ่งมีชื่อของเธอเป็นเจ้าของ แม้ว่าเงินดาวน์ครึ่งหนึ่งเป็นเงินของเธอ และเธอจะผ่อนจ่ายทุกเดือน แต่เธอก็ไม่ได้ขับรถคันนี้ด้วยซ้ำไป

เรื่องราวจะไม่ชุลมุนชวนช็อก หากผู้หญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้บอกกล่าวเธอว่ารถยนต์ที่เป็นชื่อของว่าที่เจ้าสาวนั้น ก็มีเงินของสาวคนใหม่อยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง เมื่อทั้งสองจับได้ว่ากำลังโดนผู้ชายคนหนึ่งหลอกเพียงหวังเพื่อเงิน และทรัพย์สินจากหญิงสาวทั้งสองคน

ตั้งสติ เจรจา

การราวีสาวคนใหม่อาจจะไม่ใช่วิสัยของคนรักสงบ เพราะนอกจากเรื่องจะจบไม่สวย ต้องขึ้นโรงพักด้วยข้อหาทะเลาะวิวาท สิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน หรือผู้ชายที่หมดรักคุณเท่านั้น แต่จะรวมถึงความรู้สึกของคนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจคุณด้วย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือตั้งสติ และยอมรับความจริง แม้จะรู้ว่ายากเย็นแต่เป็นวิถีที่เลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ควรทำอันดับแรกหลังจากรับความจริงได้แล้ว หากพบว่าจุดประสงค์ของฝ่ายชายไม่ต้องการแต่งงานกับผู้หญิงคนใดเลย และหวังเพียงทรัพย์สินเท่านั้น แนะนำว่า ให้คุณต้องหาทางเจรจากับหญิงสาวอีกฝ่าย แจกแจงความเสียหายที่คุณได้รับ และสอบถามถึงความเสียหายที่อีกฝ่ายได้รับ หากคุณแน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งใจจะสละรถไฟขบวนนี้เช่นเดียวกับคุณ ก็ทำการตกลงถึงข้อสัญญาในทรัพย์สินที่ฝ่ายชายหลอกไป เช่น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เป็นต้น จากนั้นก็รวบรวมหลักฐานทางเอกสารของทรัพย์สินที่คุณมีส่วนเป็นเจ้าของ เตรียมการสำหรับการบอกเลิกสัญญาหมั้น และเรียกทรัพย์สินคืน

บอกเลิกสัญญาหมั้นเรียกทรัพย์สินคืน

ตามธรรมเนียมการหมั้นนั้น เท่ากับเป็นการจองหรือวางมัดจำไว้นั่นเอง เพราะเป็นเรื่องของการประกันว่า ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงว่าจะมีการแต่งงานกันเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีขันหมากหมั้นและของหมั้นจากฝ่ายชายเป็นหลักประกัน ยืนยันถ้อยคำสัญญาของทั้งสองฝ่าย

กรณีของคู่หมั้นที่ถูกคนรักนอกใจ เมื่อชายคู่หมั้นไปมีหญิงอื่น เป็นกรณีที่เหตุสำคัญที่หญิงคู่หมั้นไม่สมควรจดทะเบียนสมรสกับชายคู่หมั้นเพราะเป็นความผิดของชายคู่หมั้น หญิงคู่หมั้นจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ชายคู่หมั้น การบอกเลิกสัญญาหมั้นควรทำเป็นหนังสือถึงชายคู่หมั้นเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อเป็นคดีขึ้นสู่ศาลและอาจใช้เป็นพยานหลักฐานกรณีมีข้อต่อสู้เรื่องอายุความ เรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนของหมั้น

การจะเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้นได้นั้น ก่อนอื่นต้องได้ความว่า มีการหมั้นกันตามกฎหมายแล้ว และต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น หากชายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น หญิงก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ กรณีที่หญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ชายก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนและเรียกคืนของหมั้นจากหญิงได้

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า ระยะเวลาที่คบกันยาวนาน ไม่ได้การันตีว่าจะสร้างความมั่นคงของจิตใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น สาวๆ ที่หวังสร้างอนาคตกับหนุ่มคนใดก็ตาม เราควรจะยั้งใจและควรเก็บเงินต้นทุนของตัวเองไว้บ้าง เผื่อใจไว้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

 

คำถามที่ผู้ชาย ไม่อยากตอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 16:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455660

คำถามที่ผู้ชาย ไม่อยากตอบ

โดย…เลิฟเบิร์ด ภาพ รอยเตอร์ส

หากผู้หญิงถามด้วยประโยคนี้ ผู้ชายมักจะอยากรู้นักว่าผู้หญิงมีจุดประสงค์อะไร ถ้าเธอโทรศัพท์มาแล้วถามว่า “ทำอะไรอยู่น่ะ” อย่างนี้พอจะเข้าใจว่า เธออยากรู้ว่าสะดวกจะพูดโทรศัพท์ได้หรือไม่ แต่คำถาม “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” มันกว้างเหลือเกิน เลยชวนให้เกิดความรู้สึกว่า จะทำอะไรก็ช่างเถอะน่า ทำไมต้องรายงานทุกอย่างให้เธอรู้ด้วยงั้นหรือ

ประโยคคำถาม “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” ถ้ามองจากผู้หญิงก็เหมือนประโยคที่ว่า “เมื่อกลางวันกินพาสต้าอร่อยมากเลย” คือเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่มีความหมายสำคัญลึกลับอะไรเลย ก็เหมือนประโยค “วันนี้อากาศดีจังนะ” “จริงด้วยนะ” เป็นเพียงประโยคนำการสนทนาต่อไป ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่พอได้ยินได้ฟัง ผู้ชายไม่น้อยเลยที่รู้สึกราวกับถูกคุณแม่มาสอดส่องพฤติกรรม ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกถูกควบคุมความเคลื่อนไหวจนกลัวไปเลย

หรือไม่ก็คิดไปไกล เมื่อถูกถามว่า “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” เลยต้องรายงานให้ครบตามที่ถามมา “ตื่นนอนตอน 8 โมง 15 นาที แล้วก็กินข้าวเช้า 9 โมง 15 นาที ออกจากบ้าน แล้ว…” อย่างที่บอกไปแล้วว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่กว้างมาก จะให้ตอบก็ยากทีเดียว ดังนั้นเคล็ดลับก็คือ ทำความเข้าใจเสียว่าเป็นเพียงการเริ่มต้นบทสนทนา ไม่มีอะไรต้องคิดซับซ้อน

แต่คุณผู้ชายห้ามตอบเด็ดขาดว่า “ก็ไม่มีอะไร” หรือ “จะทำอะไรก็ช่างเถอะน่า” เพราะผู้หญิงจะแปลความเป็นว่า “ก็เธอไม่ใช่คนพิเศษอะไร ที่ผมต้องมีหน้าที่รายงานความเป็นไปให้ละเอียดนี่” ซึ่งจะทำให้เธอเศร้าใจไปเลย

ถ้าถูกถามว่า “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” ผู้ชายก็ตอบคร่าวๆ ประมาณว่า “อืม ตื่นเช้า ซักผ้า แล้วก็ทอดเกี๊ยวซ่ากินตอนกลางวัน แล้วก็ทำโน่นทำนี่น่ะ” แค่นี้ก็พอ แต่ถ้าทำได้ก็เสริมอีกนิด เช่น “เกี๊ยวซ่าน่ะ อร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะ” หรือมิฉะนั้นก็สร้างเรื่องราวที่จะคุยต่อไปได้ก็จะดีมาก แล้วอย่าจบลงเพียงเท่านั้น ต้องถามเธอกลับด้วยคำถามเดียวกันนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้หญิงถามว่า “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” เธอเองก็คาดหวังให้ผู้ชายถามเธอกลับเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็น่าจะนำไปสู่การสนทนาที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้หญิงได้เป็นอย่างมาก

ในทางกลับกันก็อยากแนะนำคุณผู้หญิงทั้งหลายอย่าถามผู้ชายเลยว่า “วันนี้ทำอะไรบ้างเหรอ” ถ้าอยากถามก็ถามเพียงว่า “วันนี้กินข้าวเย็นอะไรจ๊ะ” “ไปซื้อของที่ไหนมา” เป็นต้น (ซึ่งผู้ชายอาจจะตอบว่า “ออกไปซื้อของมานิดหน่อย แล้วเธอล่ะ ทำอะไรบ้าง”) เพื่อเป็นการเปลี่ยนคำถามให้แคบลง ทำให้ตอบง่ายขึ้น และยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดความขุ่นมัวในใจกันได้อีกด้วย

นิสัยผู้ชายที่สาวๆ ต้องรู้

– ผู้ชายส่วนใหญ่มักเจ้าชู้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักเจ้าชู้เรียกว่าเป็นกันแทบทุกคน เพียงแต่จะจริงจังมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับนิสัยที่แตกต่างกันไป เวลาอยู่กับผู้หญิงแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จัก ผู้ชายส่วนใหญ่จะบอกว่ายังไม่มีแฟน ดังนั้นเวลาที่มีหนุ่มๆ ที่ยังไม่รู้จักเขาดีพอมาจีบ สาวๆ ควรเพื่อใจ เอาไว้บ้าง สืบประวัติเขาให้ดีก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย จะได้ไม่มีปัญหามือที่สาม

– ผู้ชายมักจะปากแข็งนิสัยอีกอย่างของผู้ชายคือ มักจะปากแข็ง ไม่ ค่อยยอมรับความจริงสักเท่าไร ถึงแม้คุณจะรู้เรื่องบางอย่างระแคะระคายมาบ้าง แต่หากไปคาดคั้นเอาความจริงจากปากแล้วละก็ ร้อยทั้งร้อยส่วนมากจะไม่ยอมรับ แถมปฏิเสธลูกเดียว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เข้าตัว ก็ขอปฏิเสธไว้ก่อน ฉะนั้นสาวๆ ต้องใจเย็นๆ และค่อยๆ ตะล่อมถึงจะได้ผล

– ติดเพื่อนมากกว่าแฟนผู้ชายส่วนใหญ่มักจะติดเพื่อนมากกว่าแฟน คือเขาอาจจะติดแฟนแค่ช่วงแรกๆ แต่หลังๆ ก็มักจะกลับไปติดเพื่อนเหมือนเดิม บางครั้งถ้าเป็นแฟนกันแล้ว สาวๆ ก็ต้องเข้าใจในส่วนนี้ของเขาบ้างเหมือนให้อิสระเป็นบางครั้ง ปล่อยให้ไปอยู่กับเพื่อนบ้างผู้ชายก็จะรู้สึกสบายใจในการคบกันยิ่งขึ้น

– ชอบมองผู้หญิงอื่นเป็นเรื่องปกติของผู้ชายที่ต้องมองผู้หญิงอื่น บ้าง เพราะผู้หญิงบางคนก็ยังแอบมองผู้ชายที่ดูแล้วหล่อถูกสเปกเลยน่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เวลาเดินไปด้วยกันแล้วเขามักมองผู้หญิงอื่น เรื่องนี้ถ้าไม่มากเกินไปก็ควรปล่อยๆ ไปบ้าง อย่าไปถือสา แต่ถ้ามากไปก็ควรบอกให้เขารู้สึกตัวบ้าง เพราะบางครั้งมันเป็นความเคยชิน คือทำไปแบบอัตโนมัติ ลืมไปว่าตอนนั้นตัวเองเดินมากับใคร เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์เลยจะดีกว่า

 

Subliminal Apple สารลับใต้สำนึกของแอปเปิ้ล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455651

Subliminal Apple สารลับใต้สำนึกของแอปเปิ้ล

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ Courtesy of Apple Inc.

สองสัปดาห์ก่อน บริษัท แอปเปิ้ล จัดงานประจำปีสำหรับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกนิดหน่อย ไฮไลต์ของงานพุ่งไปที่สมาร์ทโฟนเป็นหลัก ที่ปัจจุบันกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็ประกาศลูกเล่นที่จะตามมาในระบบปฏิบัติการใหม่

สิ่งที่โดดเด่นและทำให้สินค้าของแอปเปิ้ลน่าสนใจไม่แพ้การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็คือ การออกแบบ “งานแถลงข่าว” นี่แหละที่ทำให้งานเปิดตัวสินค้าธรรมดาๆ กลายเป็นงานที่ให้ความรู้สึกไม่แตกต่างจากการดูคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟท์

สำหรับนักโฆษณาและการตลาด พรีเซนเทชั่นของแอปเปิ้ลเป็นสิ่งที่เราให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าตัวผลิตภัณฑ์ เพราะหลายครั้งที่มันส่งต่อความหมายบางอย่างที่แบรนด์ซ่อนไว้

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าแอปเปิ้ลเป็นแบรนด์ที่สนใจการสร้างความหมายซ้อน (Subliminal Message) ในโฆษณาของพวกเขา สมัยก่อนประเด็นเรื่องการแฝงความหมายซ้อนแบบนี้มักถูกยกมาพูดถึงในโฆษณาเรื่องเพศกับสินค้าผู้ชาย ไม่ก็สินค้าแฟชั่น แต่ก็มีนักสัญญวิทยาหลายคนนำมาใช้อธิบายในประเด็นอื่นด้วย

การเปิดตัวคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Apple Macintosh) ในปี 1984 แอปเปิ้ลจ้าง ริดลีย์ สกอต ผู้กำกับหนังที่กำลังเป็นดาวรุ่งจากภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner (1982) ในชื่อ “1984” ซึ่งชื่อและเนื้อเรื่องก็ตั้งใจให้เกิดความหมายซ้อน โดยตั้งชื่อล้อไปกับนิยายของ จอร์จ ออร์เวล แอปเปิ้ลทุ่มเงินสร้างหนังโฆษณาเรื่องนี้กว่า 3.7 แสนเหรียญสหรัฐ นิตยสาร Advertising Age ยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังโฆษณาที่ดีที่สุดตลอดกาล

หนังสะท้อนความคิดของ สตีฟ จ็อบส์ และแบรนด์แอปเปิ้ล ว่าต้องการจะเป็นผู้นำในการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ด้วยการไม่ยอมทำตามกฎของ “พี่ใหญ่” (Big Brother ซึ่งในขณะนั้นหมายถึง IBM) ที่คอยสั่งให้เราทำตาม พวกเขาต้องการอยู่นอกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับผู้ใช้งาน นั่นเป็นเหมือนข้อความเล็กๆ ที่ซ่อนไว้เพื่อบอกว่าแอปเปิ้ลคือผู้แหกกฎและไม่เดินตามใคร

ครั้งล่าสุดแม้ว่าเราอาจไม่ได้เห็นชื่อผู้กำกับยักษ์ใหญ่ แต่ก็มีการ “สอดแทรก” ข้อความบางอย่างที่แบรนด์อยากบอก นั่นคือเรื่องความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติ จริงๆ ไม่ต้องสังเกตมากคุณก็คงพอเห็นได้ แต่จริงๆ การเลือกตัวแสดงเหล่านี้มาก็สะท้อนถึงมายาคติของแบรนด์แอปเปิ้ลได้บางอย่าง

แอปเปิ้ลถือเอาเรื่องนี้เป็นพันธกิจอย่างหนึ่งของแบรนด์ โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2014 ความตั้งใจคือ การเพิ่มความหลากหลายของคนในองค์กร ที่พูดไม่ได้แค่หมายถึงเชื้อชาติเท่านั้น แต่รวมถึงความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ กลุ่มวัฒนธรรมย่อยต่างๆ ผู้พิการหรือผู้คนที่มาจากชนชั้นที่แตกต่างกันในสังคมที่สามารถมาทำงานอยู่ร่วมกันได้ ปณิธานของแอปเปิลคือการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนต่อบริษัทที่ทำงานด้านเทคโนโลยี ว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชายและเป็นคนผิวขาวเท่านั้น

โด ครุทซ์ นักวิเคราะห์สื่อจากบริษัท โคเวนแอนด์โค (Cowan and co.) ซึ่งให้คำปรึกษากับสตูดิโอผู้ผลิตหนังยักษ์ใหญ่อย่างยูนิเวอร์แซล เคยพูดไว้ว่าการผลิตภาพยนตร์สมัยใหม่ให้ฮิตนั้นต้องให้ความสำคัญกับความหลากหลายของตัวละครที่ปรากฏในภาพยนตร์ ไม่แพ้บทภาพยนตร์ เพลง หรือความอลังการของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเลยทีเดียว

ครุทซ์มองว่า เนื่องจากสื่อที่ผลิตออกมาเดี๋ยวนี้เป็น “สื่อของโลก” เป็นชุมชนที่ไร้พรมแดน ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ผู้คนเข้าถึงสื่อได้ง่ายและมาจากหลายสังคมและวัฒนธรรม การสร้างหนังที่สื่อถึงความหลากหลายของผู้คนจะดึงความสนใจและมีเสน่ห์กว่า

ความหลากหลายนี้ไม่ใช่แค่นักแสดงที่อยู่หน้ากล้อง แต่ต้องลงลึกไปถึงตัวละครเล็กๆ หรือคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่น คนเขียนบทอาจเป็นคนรักเพศเดียวกัน มาทำงานร่วมกันกับผู้กำกับภาพซึ่งเป็นผู้หญิงผิวสี โดยมีนักแสดงนำของเรื่องเป็นชาวเอเชีย ฯลฯ แนวโน้มนี้น่าสนใจมาก หากลองดูสถิติปีที่ผ่านมา อย่างเช่น นักแสดงนำชายที่ทำรายได้สูงสุดของปีที่แล้วของฮอลลีวู้ดที่จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ (Forbs) พบว่า นักแสดงที่ทำเงินสูงสุดสองอันดับแรกไม่ใช่คนขาว (ดเวย์น จอห์นสัน และ เฉินหลง) และการประสบความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลส่วนหนึ่งก็มาจากมันคือตัวแทนที่สะท้อนวัฒนธรรมกลุ่มย่อยของคนในสังคมเช่นกัน

แอปเปิ้ลสอดแทรกเรื่องเหล่านี้ไว้ในการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คัตเอาต์ ที่ใช้รูปถ่ายของผู้ใช้งานจากทั่วโลก การปล่อยโฆษณาในช่วงโอลิมปิกที่สื่อถึงความหลากหลายของคนในโลก ว่าความหลากหลายคือเรื่องที่ดีของมนุษยชาติ

ตัดกลับมาที่งานเปิดตัวไอโฟนเจ็ดที่โคปูติโน่

หากใครได้ดูวิดีโอพรีเซนเทชั่นที่ขึ้นอยู่บนคีย์โน้ต จะเห็นว่าแอปเปิ้ลหลีกเลี่ยงการใช้ตัวแสดงที่เน้นหนักไปที่เชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง เนื้อเรื่อง ภาพสื่อออกมาพยายามให้เห็นถึงความหลากหลายของคนและวัฒนธรรม รวมถึงผู้พิการอีกด้วย ทั้งหมดส่งกลับไปที่บริษัทและผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็ถูกคิดเผื่อไว้แล้ว กระทั่งในผลิตภัณฑ์เองในระบบปฏิบัติการใหม่ iOS 10 ก็มีการเพิ่มความสามารถในการใช้งานสำหรับผู้พิการเข้าไปอีกมาก ทั้งการสะกดคำ การปรับโทนสีของหน้าจอเพื่อให้เหมาะกับคนที่ตาบอดสีและผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น รวมไปถึงโปรแกรมช่วยในการตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้น ฯลฯ

มันไม่ใช่เป็นวิดีโอสร้างปรากฏการณ์เหมือนกับ 1984 แต่หากลองร้อยเรื่องทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันจะพบว่า นี่คือกลยุทธ์ที่แยบยล ซึ่งเราควรจะรู้ทันและให้ความสนใจว่าเบื้องหลังความคิดเหล่านี้ พวกเขาวางแผนกันอย่างไร

และจนถึงตอนนี้เชื่อว่ายังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำได้แนบเนียนเท่า