‘ตัวตนแม่เจนเอ็ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455504

‘ตัวตนแม่เจนเอ็ม’

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล (Millennial) หรือเจนเอ็มในประเทศไทยมีจำนวน 20.6 ล้านคน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานครอบครัวที่ค่อนข้างดี มีฐานะ การศึกษาดี และมีประสบการณ์ชีวิต ทำให้มีมุมมองที่แตกต่างกับคนกลุ่มอื่น มีพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว เพราะเติบโตมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ เป็นกลุ่มที่เข้าถึงได้ยากมาก เนื่องจากเติบโตพร้อมกับการพัฒนาของออนไลน์และเทคโนโลยี ทำให้พวกเขามีความคิดเปิดกว้างมาก มีความคิดเป็นของตัวเอง

ความต้องการในจิตใจของคนกลุ่มนี้พร้อมเปลี่ยนใหม่ได้ตลอดเวลา อะไรที่พ่อแม่เคยสอนมาหรือสิ่งที่เคยรักมาก่อนอาจจะถูกเปลี่ยนไปทันทีถ้าหากเขาเจอของใหม่หรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ถ้าสิ่งใหม่ให้อะไรที่พวกเขาต้องการได้มากกว่า ดังนั้นพร้อมกดปุ่ม Reset ตัวเองอยู่ตลอดเวลา และในแง่การจับจ่าย จะซื้ออะไรต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ในแง่ทั้งเงินและเวลา 86% ของคนเจนเอ็มไม่เชื่อโฆษณา (Advertising) อยากทดลอง อยากพิสูจน์ หรืออยากไปหาข้อมูลเพิ่มได้โดยง่ายและสะดวก

กลุ่มคนเจนเอ็มมีรหัสดีเอ็นเอในรุ่นของเขาที่เข้มแข็งที่ไม่เหมือนคนรุ่นอื่นๆ คือ 1.Creative สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 2.Confident มั่นใจและชัดเจน 3.Authentic เป็นของแท้ จริงใจ 4.Simple ง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องล้ำ 5.Trustworthy น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นผู้หญิงหรือแม่เจนเอ็มที่กำลังเป็นคนกลุ่มใหญ่วัยเจริญพันธุ์ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลกล้วนเป็นเช่นนี้

6 เทรนด์แม่ยุคใหม่

การสรุปผลวิจัยทัศนคติและพฤติกรรมเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากช่องทางออนไลน์ เรื่องการเลี้ยงลูกจากแม่ทั่วประเทศจำนวนกว่า 2,000 ราย ที่มีอายุอยู่ในช่วง 21-35 ปี (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2523-2542 ตามการจัดลำดับช่วงชั้นอายุของ U.S. Chamber of Commerce) โดยเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Millennial Generation (Gen M) แนวโน้มและทิศทางของในด้านต่างๆ อาทิ พฤติกรรมการบริโภค การใช้สื่อ รวมไปถึงวิธีการเลี้ยงลูก พิมพ์ฐณัช ภฐณวาณิชกุล  ผู้จัดการศูนย์วิจัย สถาบันอาร์แอลจี ได้นำเสนอ 6 เทรนด์ของแม่เจนเอ็ม กับทัศนคติต่อการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันไว้ดังนี้

1.WOMOM Phenomenon (จะเป็น “ผู้หญิง” หรือเป็น “แม่” ฉันก็ยังคงเป็นตัวเองนี่แหละ)

2.7 to 7 GRAN (nan) NY Hours (เรื่องเลี้ยงลูก ไว้ใจปู่ย่าตายายที่สุด)

3.No Rule is New Rule (แม่ไม่ได้แหกกฎ แค่เปลี่ยนบริบทของคำว่า “ดีที่สุด”)

4.TAKE IT EASY theory (แม่สายชิล สบาย…สบาย เพราะได้ตัวช่วยเพียบ)

5.INTERNET OF “mother” THINGS (แม่ 4G เอาอยู่ทุกสถานการณ์)

6.TRANS-PARENT Culture (สังคมแม่ยุคใหม่ไร้พรมแดน)

“จากผลการวิจัยทั้งหมด เราพบว่า แม่ยุคนี้มีความคิดที่เปลี่ยนไป เป็นอิสระมากขึ้น มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ยึดติดกรอบการเลี้ยงดูลูกแบบเดิมๆ แต่อย่างไรก็ตาม แม่ทุกยุคทุกสมัยก็ยัง
มีความกังวลใจอยู่บ้างเรื่องของการเลี้ยงลูก และแม่ต้องการตัวช่วยที่ไว้วางใจได้ จึงเป็นโอกาสของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับแม่ ในการทำตัวเป็นผู้ช่วยที่ดี ที่แม่ไว้วางใจ และจะดียิ่งขึ้นถ้าช่วยพวกเธอประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยเธอทำชีวิตให้ง่ายขึ้น และทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นคนดีเป็นแม่ที่ดี” พิมพ์ฐณัช กล่าวพร้อมขยายความต่อว่า

“เมื่อก่อนเราเชื่อว่าผู้หญิงจะเป็นเด็กสาว เป็นแฟน เป็นภรรยา และเป็นแม่ โดยผลัดกันไปทีละช่วงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเป็นแม่แล้ว หลายคนอาจละทิ้งตัวตน ความคิดความฝันของตัวเองไปอยู่ที่ลูกเกือบทั้งหมด แต่ตอนนี้เป็นยุคที่ผู้หญิงผสมผสานความเป็นแม่และการเป็นตัวของตัวเองไว้ด้วยกัน โดยไม่ต้องแยกกันเหมือนเป็นคนละคน เราจึงเห็นแม่ยุคใหม่ คือผู้หญิงที่มีลูกโดยที่เธอยังไม่สูญเสียจุดยืนของตนเอง เธอยังมีความคิด ความต้องการ และใช้ชีวิตอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปต้องการเหมือนสมัยก่อนจะมีลูก ปัจจุบันจึงพบคุณแม่หุ่นดี ออกกำลังกายเต็มที่ รับประทานอาหารออร์แกนิก อาหารมังสวิรัติ ท่องเที่ยวเปิดโลกแม้ท้องโต หรือมีรถเข็นเบบี๋ไปด้วย ใส่ชุดแฟชั่นแทนชุดแม่ท้องเชยๆ แต่งหน้าสวยเบาๆ แม้จะเข้าห้องคลอด โดยไม่รู้สึกว่าทำอะไรผิดแปลกและมีความสุขกับสิ่งที่เธอทำ ทั้งหมดนี้ เพราะคุณแม่เจนเอ็มภูมิใจในตัวเองพร้อมๆ ไปกับภูมิใจในความเป็นแม่นั่นเอง”

แม่ๆ กับสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ประสบการณ์ถึงการเติบโตของการใช้งานสื่อออนไลน์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของแม่เจนเอ็ม อีกทั้งยุคนี้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ด้วยตนเอง จากเครื่องมือ  Audience Insights ที่ทางเฟซ
บุ๊กได้จัดทำไว้ และยังได้นำกรณีศึกษา (Case Study) จากผู้ประกอบการที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ จากการใช้สื่อออนไลน์ รฐิยา อิสระชัยกุล ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจเอสเอ็มอีเฟซบุ๊กประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงพฤติกรรมของแม่บนเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ว่ามีผลวิจัยการสำรวจถึงพฤติกรรมผู้หญิงในประเทศไทย ตั้งแต่อายุ 18-45 ปี

“กลุ่มคุณแม่มือใหม่เป็นกลุ่มที่เพิ่งจะมีลูกเป็นคนแรก นอกเหนือจากเล่าถึงตัวเขาเองจะใช้เฟซบุ๊กเล่าถึงเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ท้องปุ๊บก็ประกาศ แต่ส่วนใหญ่ช่วงนี้จะมีเทรนด์ต้องรอ 3 เดือนก่อนแล้วค่อยบอกในเฟซบุ๊ก ก็จะต้องมีรูปอัลตราซาวด์มาให้เราเห็น หลังจากที่มีน้องไปแล้วหรือช่วงที่ระหว่างตั้งครรภ์ก็ตาม เขาจะมีคำถามถึงปัญหาที่กำลังเผชิญ หรือต้องการคำแนะนำต่างๆ ก็จะมาโพสต์ถามในเฟซบุ๊ก มีการใช้เฟซบุ๊กกรุ๊ปศึกษาจากแม่คนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์มาแล้ว เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนใกล้ตัวที่เป็นคุณแม่ที่ให้ถามได้ เขาก็จะต้องหันไปหากลุ่มเพื่อนที่จะให้การซัพพอร์ตข้อมูลต่างๆ เฟซบุ๊กกรุ๊ปก็เข้ามา พฤติกรรมของกลุ่มนี้จึงใช้เฟซบุ๊กกรุ๊ปเพื่อที่จะเข้าไปเรียนรู้จากแม่ท่านอื่นๆ”

กลุ่มคุณแม่ที่มีประสบการณ์ เป็นกลุ่มที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนหรือลูกเริ่มโตแล้ว รฐิยา บอกว่า กลุ่มนี้ก็ยังใช้เฟซบุ๊กอยู่ เรื่องต่างๆ ที่โพสต์ รวมไปถึงการแชร์ แน่นอนว่าต้องมีเรื่องตัวเอง เรื่องของลูกๆ เรื่องของพัฒนาการในสเต็ปต่างๆ

“เช่น ลูกเข้าโรงเรียน ลูกสอบได้ ลูกสอบติดที่นั่นที่นี่ แต่สิ่งหนึ่งที่คนกลุ่มนี้เขาแตกต่างจากคนกลุ่มแรก คือเขารู้สึกว่าอยากแสดงความภาคภูมิใจ รู้สึกดีว่าลูกเขาเก่ง ลูกสอบติด หรือลูกเขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ โดยจะวัดจากยอดไลค์และคอมเมนต์”

รับมือแม่เจนเอ็มอย่างเท่าทัน

สุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี กลุ่มบริษัท อาร์แอลจี ได้นำเสนอข้อมูลสำหรับพ่อแม่ไทยยุคเจนเอ็ม เพื่อทำความเข้าใจกับสภาวะครอบครัวไทยในยุคหน้า ปัญหาที่ต้องเผชิญและการเตรียมตัวรับมือของพ่อแม่

“ชีวิตแม่สมัยนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีมากเมื่อเทียบกับแม่รุ่นก่อนๆ เพราะว่ามีตัวช่วยเยอะ เครื่องมือ เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงความรู้ต่างๆ ที่ไหลเวียนเข้ามาในชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกได้ และแม่รุ่นใหม่ก็เปิดใจกว้างมากขึ้นซึ่งเป็นไปตามยุคสมัยนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ 76% มีความกังวลเรื่องลูก เพราะฉะนั้นอาจมีข้อคิดได้ว่า ในขณะที่หลายอย่างสะดวกสบาย ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ แต่ก็ยังคงมีความกังวลอยู่ เพราะแม่บางคนมีสถานภาพทับซ้อนกันอยู่ ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายๆ เหมือนตอนที่เราเป็นสาว เรื่องสำคัญหลายเรื่องมันเกิดขึ้นมาในวันที่เป็นแม่”

สุภาวดี ชี้ถึงปัญหาพื้นฐานของคนที่เป็นแม่ ไม่ว่าแม่ยุคไหนๆ ก็ตาม ว่าความเป็นแม่และการเลี้ยงลูกไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องบ้านๆ โลกวันนี้และวันหน้ามีแต่จะยากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงสภาวะเด็กและเยาวชนไทยตกต่ำ ไม่ว่าเทรนด์ของพ่อแม่จะไปอย่างไร? ไลฟ์สไตล์จะเป็นอย่างไร? แต่หลักคิดของการเป็นพ่อแม่มีอยู่คือ

1.ตระหนักถึงคุณค่าและหลักคิด การสอนลูกให้เป็นคนดี สอนลูกให้พึ่งตัวเองได้ สอนลูกให้เป็นคนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน

2.มีสติ พ่อแม่ต้องตั้งสติกับข้อมูลที่มันไหลเชี่ยว

3.เรียนรู้ต่อเนื่อง สร้างโอกาสการเรียนรู้ เข้าใจโลกที่มันซับซ้อน รู้จักตัวเอง รู้จักลูก และพัฒนาการของเด็ก

4.สมดุล การรักษาสมดุลชีวิต แม่ต้องมองเห็นทุกด้าน บาลานซ์ทุกมุม เพื่อชีวิตที่ดีและสมดุล

5.การรักษาฐานทุนชีวิต ข้อมูลทางเศรษฐกิจของประเทศรวมทั้งในโลกก็ไปในทิศทางนี้ หมายความว่า 30 กว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2523 ครอบครัวขยายมีอยู่แค่ 25% แต่ปัจจุบันมีถึง 36% ครอบครัวเดี่ยว 70% ปัจจุบันนี้เหลือประมาณ 50% คือสัญญาณที่ดีมากว่า แม่รุ่นใหม่เจนเอ็มสามารถที่จะใช้ทรัพยากรชีวิตที่มีมาตามธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ เพราะไม่มีใครช่วยได้ดีเท่ากับปู่ย่าตายาย และยังรวมถึงวัฒนธรรม ภูมิปัญญา

6.ตั้งเป้าหมาย ทำอย่างไรให้พ่อแม่ปักหมุด มีความคิดและเป้าหมาย และค่อยๆ พาลูกของตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้

 

รับมือความขี้เกียจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 18:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455439

รับมือความขี้เกียจ

ความขี้เกียจ นับเป็นนิสัยร้ายที่แทบจะแฝงตัวอยู่กับทุกคนก็ว่าได้ หากใครสามารถจัดการกับมันได้ ก็จะช่วยให้ ชีวิตดีขึ้นมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังเอาชนะความขี้เกียจไม่ได้เสียที ลองมาดู 5 วิธีรับมือกับความขี้เกียจแบบง่ายๆ ที่เริ่มต้นได้ทันที ไปใช้กัน

1.คิดแล้วทำเลย สำหรับใครที่ชอบพูดคำว่า “เดี๋ยว” ซะจนเคยตัว ลองตั้งสติทุกครั้งก่อนจะพูดคำว่าเดี๋ยว แล้วเปลี่ยนจากการพูด เป็นการลุกขึ้น แล้วเริ่มต้นลงมือทำซะเลย การปรับเปลี่ยนนิสัยในช่วงแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ยากหน่อย เพียงแต่ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ คิดเสียว่าเป็นการพัฒนาให้ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเก่า ถ้าหากตั้งใจจริง ก็จะช่วยแก้นิสัยผัดวันประกันพรุ่งไปได้

2.ลำดับความสำคัญ ควรมีการจัดลำดับความคิด ลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ โดยเรียงจากยากไปง่าย อาจจะทำบันทึกประจำวัน เพื่อช่วยให้รู้ว่าเราต้องทำอะไรก่อนหลัง จะเป็นการช่วยจัดระบบความคิด ให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นระเบียบและมีระบบมากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยป้องกันปัญหาขี้หลงขี้ลืมได้อีกด้วย

3.ทำตารางบันทึก สมุด Planner นับเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรจะมี ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ตาม แนะนำให้หาสมุดโน้ตแพลนเนอร์เล่มเล็กๆ ใส่กระเป๋าติดไปทำงานด้วยทุกวัน เมื่อมีไอเดียดีๆ หรือนัดหมายสำคัญก็หยิบขึ้นมาจดลงไป สำหรับใครที่มีหัวครีเอท ชื่นชอบการวาดรูป ลองวาดรูป ครีเอทสมุดแพลนเนอร์ให้ดูน่าสนใจเป็นการกระตุ้นไอเดีย แถมยังช่วยให้สนุกกับการจดบันทึกมากยิ่งขึ้น

4.สร้างแรงบันดาลใจ ต้องเข้าใจว่าก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างให้ประสบความสำเร็จได้ ล้วนแล้วแต่ต้องเกิดจากแรงบันดาลใจดีๆ เพราะฉะนั้น อย่าลืมค้นหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเองเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

5.อย่าลืมให้รางวัลตัวเอง เมื่อเราทำสิ่งต่างๆ จากแรงบันดาลใจ จนผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสำเร็จ ก็อย่าลืมให้รางวัลหรือชื่นชมตัวเองเสียบ้าง ให้ตัวเองเกิดความรู้สึกภูมิใจ และรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ทำให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ซึ่งจะช่วยดึงความกล้าที่ซ่อนอยู่ในตัวเราออกมา จนกล้าที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

 

ทุกชีวิตต้องมีห้องสมุด ‘ห้องสมุดมีชีวิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455298

ทุกชีวิตต้องมีห้องสมุด ‘ห้องสมุดมีชีวิต’

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี และทุกที่ควรมีแหล่งความรู้ให้บริการฟรีแก่ประชาชน สังคมอุดมคติเช่นนี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ยังน่าดีใจที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้มันเกิดขึ้น เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้คนทำงานในสำนักอุทยานการเรียนรู้ ที่พยายามสร้าง “อุทยานการเรียนรู้” (TK Park-Thailand Knowledge Park) ขึ้นทั่วประเทศ ทำสำเร็จไปแล้ว 33 แห่ง ใน 24 จังหวัด ทั้งในรูปแบบของทีเคพาร์ค ห้องสมุดชุมชน และแหล่งเรียนรู้

อุทยานการเรียนรู้เกิดขึ้นแห่งแรกบนชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นับเป็นครั้งแรกที่ห้องสมุดมีหน้าตาแปลกใหม่ตามคอนเซ็ปต์ “ห้องสมุดมีชีวิต” ห้องสมุดที่ทำให้ทุกคนไม่ต้องอ่านหนังสือเงียบๆ เพียงลำพัง แต่เปลี่ยนบรรยากาศให้ทุกคนมาอ่านหนังสือร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน มาเล่นคอมพิวเตอร์ร่วมกัน หรือจับกลุ่มติวหนังสือกัน นำร่องไปสู่อุทยานการเรียนรู้ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วไทย อย่างแห่งที่ 2 เกิดขึ้นใน จ.ยะลา พื้นที่เปราะบางใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สามารถสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นผลพลอยได้อันงดงามต่อสังคม

ต้อย-ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ที่ปรึกษาสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานฯ เจ้าของโครงการห้องสมุดมีชีวิต เห็นว่า แหล่งเรียนรู้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ทั้งที่ความรู้เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีของประเทศ

 

คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต หมายความว่า มีชีวิตในห้องสมุด มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้ใช้บริการ “ห้องสมุดต้องเป็นบริการสาธารณะ” ทัศนัยกล่าวต่อ… “แนวคิดของห้องสมุดเปลี่ยนไป ห้องสมุดไม่ใช่ที่เก็บหนังสือ ไม่ได้ให้บริการแค่หนังสืออย่างเดียว แต่ห้องสมุดต้องเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากเข้า นอกเหนือจากบ้าน จากโรงเรียน จากที่ทำงาน ให้ห้องสมุดเป็นพื้นที่ที่สาม ที่พอเข้ามาแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าเป็นที่ของเขา รู้สึกว่าเป็นบ้านหลังที่สาม พอเข้ามาแล้วจะมีสมาชิกในบ้านที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้” เธอเพิ่มเติม

รูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดแค่ในอาคาร แต่เป็นพื้นที่ใดก็ได้อย่าง สวน ป่า ชุมชน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นได้ เป็นพื้นที่ที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดสังคมที่ช่วยเหลือแบ่งปันกัน มีความโอบอ้อมกันและกัน มีความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้เป็นสังคมใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดและความรู้

ชายแดนใต้และค่ายทหาร

อุทยานการเรียนรู้ ยะลา เป็นภูมิภาคแห่งแรกหลังจากเปิด ทีเค พาร์ค ที่กรุงเทพฯ จากแนวคิดที่จะขยายเครือข่ายไปยังต่างจังหวัด ซึ่งในตอนนั้น (ปี 2548) จ.ยะลา มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีความพร้อมที่จะเริ่มต้น เจตนารมณ์ของอุทยานฯ จะช่วยแบ่งปัน และกระจายโอกาสในการเข้าถึงการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชนใน จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งยังมีภารกิจสำคัญในการเป็นศูนย์กลาง เพื่อกระจายองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการห้องสมุดมีชีวิตไปยังหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

“หลายคนอาจมองว่า จ.ยะลา เป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ น่ากลัว เป็นพื้นที่ของความขัดแย้ง แต่อุทยานฯ ไม่เคยเน้นเรื่องความต่างในศาสนาหรือเชื้อชาติใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ไม่ว่าไทยพุทธ มุสลิม จีน ทุกคนทำกิจกรรมเดียวกัน อ่านหนังสือเหมือนกัน จึงเรียกได้ว่าห้องสมุดเป็นพื้นที่สมานฉันท์ ด้วยความรู้ ด้วยความเข้าอกเข้าใจกันในสังคมเดียวกัน” ดร.ทัศนัยกล่าว โดยปีที่ผ่านมา อุทยานการเรียนรู้ยะลา มีผู้ใช้บริการกว่า 2 แสนครั้ง และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ อุทยานการเรียนรู้ยังขยายไปสู่ค่ายทหาร ณ อุทยานการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ค่ายสุนารี (SR Park) จ.นครราชสีมา ตามนโยบายให้กองทัพเป็นองค์กรของการเรียนรู้ ทางกองทัพภาคที่ 2 จึงได้นำ
รูปแบบของห้องสมุดมีชีวิตมาใช้ในพื้นที่ โดย พล.อ.มารุต ลิ้มเจริญ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก และที่ปรึกษา เอสอาร์ พาร์ค เผยว่า “เวลาที่พูดถึงอำนาจการรบนั้น การสร้างอำนาจการรบของทางทหาร นอกจากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับยุทโธปกรณ์แล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน คือ คนและความรู้ ซึ่งเป็นอำนาจการรบที่ไม่มีตัวตน”

ล่าสุด สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ เพิ่งเปิดตัวอุทยานการเรียนรู้ ร้อยเอ็ด ห้องสมุดมีชีวิตเต็มรูปแบบแห่งแรกในภาคอีสาน หวังจะพัฒนาให้ จ.ร้อยเอ็ด เป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค

เด็กกรุงเทพฯ เด็กชนบท

ในด้านการเข้าถึงแหล่งความรู้ระหว่างเด็กกรุงเทพฯ และเด็กต่างจังหวัด ทัศนัย มองว่า มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันละแบบ กล่าวคือ เด็กกรุงเทพฯ ได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลได้หลายทาง ทั้งโรงเรียน ห้องสมุด และอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่เด็กกรุงเทพฯ เสียเปรียบ คือ เรื่องเวลา

“เด็กกรุงเทพฯ อาจไม่มีเวลาเท่าเด็กต่างจังหวัด เพราะเสียเวลาไปกับการเดินทาง ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากเท่าเด็กต่างจังหวัด เด็กต่างจังหวัดเขามีเวลา เขามีสภาวะแวดล้อมที่น่าเรียนรู้ โรงเรียนกว้างขวาง มีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียนมากกว่า แต่เรื่องระบบการศึกษาในโรงเรียนหรือการเข้าถึงข้อมูลในห้องสมุดหรือในอินเทอร์เน็ตอาจสู้เด็กกรุงเทพฯ ไม่ได้ อุทยานการเรียนรู้ที่ขยายไปสู่จังหวัดต่างๆ จึงเป็นตัวช่วยสร้างการศึกษาที่เท่าเทียม และหากระบบอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกพื้นที่ก็จะเป็นอีกช่องทางให้เด็กได้เรียนรู้”

ดร.ทัศนัย ยังกล่าวด้วยว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต สามารถหาได้จากหนังสือ ประสบการณ์ ความรู้จากพ่อแม่ ตายาย จากปราชญ์ท้องถิ่นที่ถ่ายทอดต่อกันมา และความรู้ที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ เช่น คอร์สออนไลน์

 

“สำหรับคนต่างจังหวัดจะมีคำถามว่า เขามีหนังสือที่อยากอ่านหรือเปล่า การกระจายหนังสือมีความเท่าเทียมและทั่วถึงไหม เราอำนวยความสะดวกให้หนังสือไปสู่มือผู้อ่านได้สะดวกสบายแล้วหรือยัง คนไทยอ่านหนังสือเยอะก็จริง แต่เราต้องตอบคำถามนี้ให้ได้”

นอกจากนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องระบบการศึกษาของไทย เธอเห็นว่า เด็กไทยเรียนมาก แต่อาจไม่จำเป็น ความปรารถนาดีของผู้ใหญ่ที่อยากให้เด็กไทยเรียนรู้หลากหลาย แต่ก็มีคำถามต่อว่า หลักสูตรของเด็กเมืองกับเด็กชนบทจำเป็นต้องเหมือนกันหรือเปล่า

“หวังว่าการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังเริ่มต้นอยู่ตอนนี้จะช่วยให้การศึกษาทำให้เด็กไทยไปสู่ฝันของพวกเขาได้ อย่างนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ก็อยากให้เป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่เพิ่มเวลากวดวิชาแล้วลดวิชาทักษะการใช้ชีวิต” เธอทิ้งท้าย

ปีหน้าอุทยานการเรียนรู้จะขยายไปสู่ 6 จังหวัด ได้แก่ จ.นครราชสีมา แม่ฮ่องสอน กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งจะขยายไปสู่โรงเรียนตระเวนชายแดนทุกแห่ง จากในตอนนี้มีเครือข่ายห้องสมุดในโรงเรียนมากถึง 300 แห่งทั่วประเทศไทย

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ ทีเค พาร์ค เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ก่อตั้งมานาน 12 ปี มีนโยบายหลักด้านการอ่าน การเรียนรู้ และการสร้างแหล่งเรียนรู้ หากนโยบายเหล่านี้ได้บรรจุเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ประชาชนก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง คนในประเทศก็จะถูกพัฒนาความคิด พัฒนาปัญญา ซึ่งคุณภาพของคนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ

 

ใส่ชุดชาวหู ยิงธนูบนหลังม้า กษัตริย์ที่เด็ดขาดกับขุนนางอนุรักษนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455178

ใส่ชุดชาวหู ยิงธนูบนหลังม้า กษัตริย์ที่เด็ดขาดกับขุนนางอนุรักษนิยม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ปี 307 ก่อนคริสตกาล จีนเป็นดินแดนหลายแคว้น แคว้นจ้าวก็เป็นหนึ่งที่กำลังเผชิญวิกฤต เพราะตั้งอยู่ตอนบนของจีน ด้านใต้และตะวันออกล้อมรอบด้วยแคว้นอื่นๆ ส่วนด้านเหนือและตะวันตกติดกับดินแดนของชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า ซึ่งชาวจีนเรียกรวมๆ ว่าพวก “หู”

“หู” ในภาษาจีนแปลว่าหนวดเครา สันนิษฐานเพราะเป็นชนเผ่าอาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศหนาว มีหนวดเคราตามร่างกายเยอะ จึงขนานนามให้ว่าชาวหู ที่จริงคนจีนหนวดเคราเยอะก็คงมีอยู่ แต่ไม่ถูกเรียกว่าพวกหู เพราะการดำรงชีพในวัฒนธรรมจีน จะเป็น “หู” ได้ไม่ใช่แค่หนวดเครา ต้องมีวิถีชีวิตต่างจากจีนด้วย

วิกฤตแคว้นจ้าวคือ พ่ายแพ้ศึกครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ว่ากับแคว้นอื่นหรือกับพวกหู จ้าวอู่หลิงหวาง กษัตริย์แคว้นจ้าวครุ่นคิดอยู่นาน จึงเรียกขุนนางทั้งหมดมาวิเคราะห์สถานการณ์ สรุปว่าความพ่ายแพ้เกิดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อยุทธวิธีรบ

จ้าวอู่หลิงหวาง บอกว่า ที่พ่ายแพ้เพราะรูปแบบรบชาวหูเหนือกว่า ใส่ชุดรัดกุมไม่รุ่มร่ามและขี่ม้ายิงธนู ควรอธิบายประกอบก่อนว่า การรบในจีนยุคนั้นนิยมใช้รถศึก ไม่นิยมขี่ม้า รถศึกที่ว่าต้องใช้ม้าสองตัวขึ้นไปผูกโยงเข้ากับรถม้า มีพลขับและพลทหารใช้อาวุธ จะเป็นธนูหรืออาวุธยาว มีทั้งสามคนในหนึ่งหน่วยรถก็ได้ ตรงกันข้ามกับพวกชาวหู ที่ขี่ม้ายิงธนูบนหลังม้าตัวต่อตัว

รถศึกอาจสร้างความรุนแรงกว่า ถ้าประสิทธิภาพและความคล่องตัว ชาวหูมีวิถีขี่ม้าตั้งแต่ 4-5 ขวบ ถือว่าได้เปรียบ และยังแต่งการรัดกุม แขนเสื้อขากางเกงกระชับ ไม่เหมือนชาวจีนใส่เสื้อคลุมยาว แขนเสื้อรุ่มร่ามเพื่อโชว์ประเพณีและวัฒนธรรม ชาวจีนแบ่งแยกบรรดาศักดิ์และชนชั้นตามเครื่องแต่งกายที่รุ่มร่ามมากขึ้น

ทหารหูจึงได้เปรียบชาวจีนตั้งแต่รายละเอียด โดยไม่ต้องแข่งความฉลาด หรือยุทธศาสตร์ใหญ่โตอะไร จ้าวอู่หลิงหวางมองเห็น จึงออกนโยบายใหม่เพื่อพลิกวิกฤต ต่อไปนี้พวกเราจะ “ใส่ชุดชาวหู ยิงธนูบนหลังม้า” และให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทุกคนเปลี่ยนมาใส่ชุดชาวหู

จ้าวอู่หลิงหวางใส่ขึ้นว่าราชการเป็นตัวอย่างคนแรก ผลคือเกิดเสียงคัดค้าน เสื้อผ้าเป็นการแต่งกายคือความศิวิไลซ์จากบรรพชนไม่ควรปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะปรับให้ป่าเถื่อนเหมือนพวกนอกวัฒนธรรม

จ้าวอู่หลิงหวาง โต้แย้งว่าวัฒนธรรมที่สูงส่ง คือ วัฒนธรรมที่ก้าวหน้ากว่า หากเสื้อผ้าสวมใส่ รถม้าที่ขับทำให้เสียเปรียบวัฒนธรรมอื่นจะเรียกว่าสูงส่งกว่าได้อย่างไร… แต่เสียงค้านยังคงอยู่ ขุนนางบางคนก็ว่าจ้าวอู่หลิงหวางวิปลาสไปซะแล้ว

จนจ้าวอู่หลิงหวางต้องใช้ไม้ตาย ใครขัดคำสั่ง ประหาร! ภายใน 7 ปี กองทัพแคว้นจ้าวกลับมาเกรียงไกร ยุติการรุกรานจากชาวหูสำเร็จ นิทานที่ดีควรจบไว้แค่นี้ ให้คนอ่านได้ชื่นชมวิสัยทัศน์กล้าเปลี่ยนของจ้าวอู่หลิงหวาง แล้วประณามพวกขุนนางทั้งหลายโง่เง่าไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แค่เสื้อผ้ากับยกเลิกขับรถม้า จะไปยึดติดวัฒนธรรมอะไรมากมาย

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่นิทาน เป็นประวัติศาสตร์จริงจึงมีอะไรน่าคิดกว่านั้น ขุนนางอนุรักษนิยมคิดอะไร ลำพังตรรกะที่จ้าวอู่หลิงหวางยกขึ้นมา ก็น่าจะเห็นได้ว่าเสียเปรียบจากรายละเอียด ผลประโยชน์แอบแฝงของฝ่ายค้านก็ไม่น่ามี พวกเขาคงไม่ใช่เอเยนต์ขายเสื้อผ้าขุนนางหรือรถม้ากันทั้งหมด แล้วพวกเขาไม่อยากให้บ้านเมืองเข้มแข็งหรือ

ในสายตาของจ้าวอู่หลิงหวางคิดอะไร ทำไมเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างศักยภาพนักรบ ต้องมารณรงค์ขุนนางทั้งราชสำนัก… ภาพในนิทานนั้น แคว้นจ้าวเป็นแคว้นจ้าว ชาวหูเป็นชาวหู ขุนนางโง่ กษัตริย์ฉลาด ทุกอย่างก็สามารถขีดเส้นตัดขาดกันง่ายดาย

แต่ความเป็นจริง นโยบาย “ใส่ชุดชาวหู ยิงธนูบนหลังม้า” อาจสะเทือนความมั่นคงแคว้นจ้าวมากกว่านั้น จีนแบ่งเป็นแคว้นก็จริง แต่ทั้งหมดใช้วัฒนธรรมร่วมกัน ใครไม่ร่วม แคว้นต่างๆ ก็จะรับรู้กันว่านั่นคือคนนอก ไม่ว่ามีกี่เผ่าพวกก็เหมารวมเรียกง่ายๆ ว่าชาวหู

ด้วยวัฒนธรรมที่เหมือนกัน ความร่วมมือระหว่างแคว้นมักแนบแน่นกว่าคนนอก แม้เป็นความร่วมมือแบบทั้งรักทั้งแค้น เป็นมิตร หักหลัง รักใคร่ หรือกลืนกินกัน แต่ก็ยังประสานประโยชน์กันได้บ้าง การตัดสินใจรับวัฒนธรรมนอกด่าน เท่ากับความเสี่ยงที่จะถูกขับออกจากวัฒนธรรมจีน

นั่นอาจหมายถึง แคว้นจ้าวกลายเป็นชาวหูสำหรับอารยธรรมจีน และถูกมองเป็นคนนอกในที่สุด ความเสี่ยงยิ่งมากเข้าไปใหญ่ เพราะที่จริงแคว้นจ้าวอยู่ติดกับชาวหูหลายเผ่ามานาน แม้แต่เชื้อสายกษัตริย์แคว้นจ้าวก่อนหน้าก็ยังเป็นลูกครึ่ง

ไม่แปลกจะมีคนชาวหูอยู่ในแคว้นจ้าว นโยบายเปลี่ยนวัฒนธรรมอาจเท่ากับเลือกฐานเสียงข้างชนกลุ่มน้อย แต่นั่นเป็นข้อได้เปรียบเช่นกัน ทำให้เวลาไม่นานหลังนโยบาย “ใส่ชุดชาวหูฯ” ประกาศ ก็ประสบความสำเร็จในระยะสั้น

เพราะในแคว้นจ้าวน่าจะมีชาวหูที่พร้อมขี่ม้ายิงธนูอยู่เดิมแล้ว ขอแค่ออกนโยบายยอมรับการแต่งกายและทำศึกแบบนี้ เท่ากับยอมรับและเปิดโอกาสให้ชาวหูเข้าร่วมรบด้วยความถนัดได้ และเมื่อจะยอมรับชาวหูอย่างจริงจัง จำต้องสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ใส่ชุดชาวหูหมด

ทั้งๆ ที่เหล่าขุนนางไม่ได้ออกรบเอง ขุนนางจึงระส่ำระสาย กลัวแคว้นกลายเป็นแค่ชาวเผ่าทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย และนั่นนอาจเป็นความขัดแย้งที่เลือกทางได้ไม่ง่ายเหมือนในนิทาน หากเดิมพันผิด แคว้นจ้าวจะกลายเป็นชาวหูดีๆ นี่เอง

นอกจากไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ความผูกพันกับแคว้นต่างๆ ของจีนก็ยิ่งเละเทะไปกันใหญ่ จึงนับว่าจ้าวอู่หลิงหวางกล้าเดิมพัน ส่วนขุนนางทั้งหลายก็ไม่ได้ซื่อบื้อไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่แค่ห่วงอีกด้านของบ้านเมืองแบบอนุรักษนิยม

นิทานสรุปได้ตั้งแต่ครึ่งแรกว่าใครโง่ใครฉลาด ส่วนชีวิตจริงซับซ้อนและตัดสินใจยากกว่านิทานขึ้นอีกหลายขั้น ลองคิดดูง่ายๆ ว่า เหตุผลด้านการอนุรักษ์พลังงาน การยกเลิกการผูกเนกไท ใส่เสื้อเชิ้ต ใส่สูท รองเท้าหุ้มส้น ฯลฯ ควรยกเลิกให้หมดจากเมืองร้อนชื้น เพราะสิ้นเปลืองพลังงานตัดเย็บ รีด และพลังงานเครื่องปรับอากาศ ที่ต้องมาทำความเย็นเพื่อกลบความร้อนจากเสื้อผ้าที่ซับซ้อน

ยกเลิกง่าย ทำได้ และเห็นผลทันที แต่ทั้งที่เหตุผลในการยกเลิกดีงามขนาดนี้ แต่ไม่มีใครคิดจะเลิก หรือคิดก็ถูกคนมองว่าไร้สาระจนยังเลิกไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ… ไม่ใช่เพราะเราโง่ แต่เพราะตอนนี้เรายังไม่วิกฤต จึงให้น้ำหนักกับการอยู่กับโลกสากลมากกว่าวิกฤตพลังงาน

ซึ่งอันที่จริงสถิติบอกว่า เราเยียบย่างเข้าขั้นวิกฤตแล้ว แต่แค่ยังเลือกที่จะไม่รู้ตัว จ้าวอู่หลิงหวางแห่งการอนุรักษ์พลังงานจึงยังไม่บังเกิด เข้าใจความซับซ้อนและตัดสินใจยากแบบนี้แล้ว ขุนนางอนุรักษนิยมก็ไม่แปลกที่ไม่ยอมเปลี่ยน ส่วนจ้าวอู่หลิงหวางก็ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ใจกล้าและเด็ดขาดอย่างหาได้ยากยิ่ง

 

วิสุทธิ์ ขาวเนียม ‘พลัดหลงไปในห้วงเวลา ของนักมายากล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455212

วิสุทธิ์ ขาวเนียม ‘พลัดหลงไปในห้วงเวลา ของนักมายากล’

โดย…เพรงเทพ ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การประกาศผลหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ประเทศไทย) หรือซีไรต์ มีออกมาแล้ว ปีนี้มีด้วยกัน 6 เล่ม และหนึ่งในนั้นเป็นหนังสือชื่อ “พลัดหลงไปในห้วงเวลาของนักมายากล” ของวิสุทธิ์ ขาวเนียม กวีหนุ่มจากเมืองตรัง ซึ่งในอดีตเขาเคยได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดต่างๆ มาแล้วมากมาย ทั้งรางวัลนายอินทร์ รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด รางวัลพานแว่นฟ้า รวมถึงเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์มาแล้วด้วย

วิสุทธิ์ ถือเป็นกวีที่ทำงานด้านกวีนิพนธ์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เขาอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา

“ผมเริ่มเข้าสู่วงการกวีครั้งแรกเมื่อปลายปี 2537 ตอนนั้นเป็นยุคที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬมาได้ระยะหนึ่ง นิตยสารการเมืองหลายเล่มต่างเหมือนพร้อมใจกันอวดโฉมบนแผงหนังสือ พร้อมกับหน้าคอลัมน์กวีที่เปิดรับผลงานกวีหลากรุ่น กวีหลายคนต่างแจ้งเกิดบนเวทีและผลิตงานกันอย่างมุ่งมั่น การแจ้งเกิดบนหน้านิตยสารยุคนั้นล้วนแต่ผ่านระบบคัดสรรจากบรรณาธิการบทกวีทั้งสิ้น ยุคนั้นคนเขียนกวีต่างผูกพันกันมาก มีการตั้งกลุ่มวรรณกรรมกันหลายกลุ่ม อย่างผมนี่ก็อยู่ในกลุ่มหน้ารามฯ”

แรงบันดาลใจในการเขียนบทกวีของวิสุทธิ์ เขาบอกว่าส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตที่ข้ามไกลไปจากนิยามของคำว่า กวี

“คือข้ามไปเป็นคนธรรมดาสามัญที่เดินคู่ไปกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกกวีด้วยกัน ผมมักได้แง่มุมแง่คิดดีเสมอจากคนเหล่านี้ อีกอย่างผมเป็นคนที่ชอบคิดชอบตีความจากสัญญะต่างๆ รอบตัว เห็นนั่นเห็นนี่ก็คิดปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวไปเรื่อย”

วิสุทธิ์เท้าความถึงเส้นทางกวีในอดีตของตัวเขาเอง ก่อนที่จะขยายความถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของวงการกวีนิพนธ์ไทยในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

“ผมมองว่าพัฒนาการทางความคิดและรูปแบบวิธีการเขียนที่กวีเริ่มปลดปล่อยตัวเองจากกรอบฉันทลักษณ์ หันมาเขียนงานที่ไม่เคร่งครัดในรูปแบบ โดยเฉพาะกลอนเปล่าดูเหมือนจะเป็นทางออกสำคัญที่กวีเลือกนำเสนอความคิด เรื่องราวและจินตนาการ อีกอย่างหนึ่งก็คือการสูญหายไปของหน้านิตยสารที่เปิดรับบทกวี การหายไปของหน้านิตยสารนั้นได้กลับกลายเป็นการเขียนผ่านสเตตัสในหน้าเฟซฯ ตรงนี้อาจดีในแง่ที่กวีสามารถแสดงตัวตนได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน แม้ไม่ผ่านขั้นตอนบรรณาธิการก็ตาม กลุ่มวรรณกรรมที่เกาะติดสัมพันธ์กันกลายเป็นชุมชนวรรณกรรมที่คึกคักในโลกโซเชียลฯ แนวการเขียนก็น่าตื่นตาหลายคน

“การเปลี่ยนแปลงของวงการกวีมีมาทุกยุคสมัยนะครับผมว่า ตั้งแต่ยุคสุนทรภู่ ทอดยาวมาถึงยุคกลอนรัก กวีเพื่อชีวิต กระทั่งถึงยุคนี้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์น่าอิ่มใจที่สุด แต่เรื่องที่น่าเศร้าสำหรับผม ก็คือ การแบ่งฝ่ายแบ่งฝักตามความคิดทางการเมืองที่สวมครอบกดทับกวีจนกลายเป็นความขุ่นข้องหมองใจ สรุปแล้ววงการกวีในรอบ 20 ปีนี้ ถ้าวัดจากความหลากหลายทางความคิดและรูปแบบการนำเสนอโดยส่วนตัวผมถือว่ามีสีสันมาก”

“พลัดหลงไปในห้วงเวลาของนักมายากล” เป็นงานที่วิสุทธิ์ บอกว่าเขียนขึ้นมาในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา คัดสรรจากชิ้นงานเกือบ 300 ชิ้น

“ช่วงหลังๆ มา ผมเริ่มหันมาทางกลอนเปล่า เล่มนี้เลยเป็นการรวมกลอนเปล่าและงานฉันทลักษณ์ในเล่มเดียวกัน ซึ่งเปิดภาคแรกด้วยภาคที่ชื่อว่า ‘หลับฝันอยู่ในกระเพาะนกกระจาบ’ เป็นภาคที่พูดถึงเรื่องราว กลิ่นอายของโลกใบเก่า คือ โลกของชีวิตพื้นถิ่นบรรพกาลที่ดูเหมือนกลายเป็นความฝันไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในกระเพาะนกกระจาบคือเมล็ดข้าว เมล็ดข้าวฟ่างซึ่งเป็นคล้ายดั่งต้นทางที่มาของชีวิตเรา โลกใบนั้นหมุนวนอยู่ในมายากลแห่งฤดู ความเชื่อทั้งผีและพุทธ กสิกรรม คติชนวิทยาและศาสตร์ศิลป์ต่างๆ มายากลในโลกใบนั้นเป็นมายากลอันงดงามและทรงค่า ผมพูดถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ผูกพันอยู่กับดินฟ้า เมล็ดข้าวโพด ดอกไม้ ฝูงวัว ความล้ำลึกของมายากลแห่งจันทรคติเสกสร้างเห็ดปลวกให้ผลิบานในรุ่งเช้าวันพระ เนรมิตความงามของดอกโมกและชุบเลี้ยงผมจนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นดีเอ็นเอบรรพกาลในชีวิตปัจจุบัน”

วิสุทธิ์ เล่าต่อถึงเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ของเขาว่า จู่ๆ โลกก็เปลี่ยนโฉมหน้า ชีวิตพลันเติบใหญ่ไม่รู้ตัวและพลัดหลงเข้าสู่มายากลอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน นักมายากลปรากฏขึ้นทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น ร่ายมนตร์หลอกหลอน

“นี่คือภาคที่ 2ผู้คนผ่านมายากลในรูปแบบต่างๆ นักมายากลหลอกให้ผู้คนสวมเสื้อคนละสี พูดจาคนละภาษา กอดกุมความเชื่อคนละชุด นับถือพระเจ้าคนละองค์ แยกนกออกจากฟ้า แยกปลาออกจากน้ำ กล่อมให้เกลียดชังและใช้ความรุนแรงต่อกัน นักมายากลเดินทางไปในพื้นที่ 3 จังหวัด สร้างสงครามขึ้นมาอย่างโหดเหี้ยมไม่เว้นแต่ละวัน นักมายากลยังล่องหนไปยังบ้านของชาวมอแกนขับไล่ไสผลักเขาออกจากบ้านเกิดเก่าแก่ เขียนแผนผังนิคมอุตสาหกรรมขึ้นหมายยึดครองท้องทะเล นอกจากนั้นนักมายากลยังทำให้ปัจเจกบุคคลต้องลอยเรืออ้างว้างอยู่กลางคอนโด ภาคที่ 2 นี้จึงมุ่งเน้นนำเสนอมิติของมายากลในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในบ้านเมืองนี้จนมองดูเหมือนไร้ทางออก”

ส่วนภาคที่ 3 วิสุทธิ์บอกว่าเป็นชื่อจำนวนที่เหลือของนกฝูงหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อบอกว่าท่ามกลางมายากลอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนนั้นเรายังหลงเหลือความหวังสำหรับการมีอยู่ในวันข้างหน้า

“ยังมียามเช้าอันงดงาม มีโลกใบเติมที่ไม่มีดาวดวงใดในจักรวาลนี้จะมาเทียบแทนได้ เพราะท้ายสุดแล้วนักบินอวกาศที่มุ่งหน้าไปค้นหาดาวดวงใหม่ยังต้องวกกลับมายังโลกที่เราเหยียบยืน มนุษย์ไม่สามารถยิ้มกับผงฝุ่นบนดาวพลูโตได้อีก ทั้งไม่สามารถปลูกดอกไม้ให้งดงามบนดาวอังคาร มีแต่มนุษย์กับมนุษย์บนโลกนี้ที่ยิ้มให้กันได้อย่างงดงามที่สุด มีแต่ผืนดินนี้ที่ดอกไม้ผลิบาน ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ทันมายากลและก้าวไปข้างหน้าด้วยความหวังที่เหลืออยู่”

วิสุทธิ์ ทิ้งท้ายว่า มาถึงวันนี้เขายังเชื่อว่าการอ่านบทกวีคือศิลปะแห่งการขัดเกลาจิตวิญญาณให้ละเอียดอ่อนโยน เป็นความรื่นรมย์เอิบอิ่มข้างใน ความปีติอิ่มเอิบอ่อนโยนนี่แหละที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ามนุษย์คือสายพันธุ์ชีวิตที่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้

 

ปนิตา ตันติวัฒนวัลลภ นักวิ่ง-สาวเคยซ่า-ขาปาร์ตี้ กับการเดินทางผ่านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455198

ปนิตา ตันติวัฒนวัลลภ นักวิ่ง-สาวเคยซ่า-ขาปาร์ตี้ กับการเดินทางผ่านมะเร็ง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี และเฟซบุ๊ก : porpla.panita

เรานัดกับหญิงสาวที่เพิ่งผ่านรายการวิ่งมาราธอน (42.195 กม.) ที่ 7 ของตัวเองไปเมื่อต้นปีที่แล้ว เธอวิ่งหน้าสด ตัวเปียกปอนด้วยเหงื่อเพราะวิ่งมาแล้ว 20 กม. มาหาเรา สีหน้าไม่มีท่าทีว่าเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่เราเห็นจากหน้าเปลือยปราศจากเครื่องสำอางนั้นคือความสดใสและรอยยิ้มกว้าง ถ้าไม่บอกก็คงไม่เชื่อว่า “ปลา-ปนิตา ตันติวัฒนวัลลภ” เมื่อ 7 ปีที่แล้วก้าวผ่านความเป็นความตายมาแล้วเพราะโรคมะเร็งโพรงจมูก แต่วันนี้เธอพาตัวเองไปสู่ระยะมาราธอนแสนสุขในนิยามของเธอ

การเดินทางระยะมินิ

ก่อนหน้าที่จะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ปลาเป็นหญิงสาวที่มีพร้อมทุกอย่าง เป็นนักวิ่งมาราธอน แข็งแรง มีการงานที่ดี มีปาร์ตี้ มีเพื่อนฝูงมาก ทำงานหนัก และเล่นกีฬาหนัก มีพื้นฐานชีวิตอยู่บนการเป็นคนเพอร์เฟกชั่นนิสต์ แต่แล้ววันหนึ่งวันที่ชีวิตเริ่มขาดสมดุล เธอก็พบว่าชีวิตของตัวเองอยู่ในความเสี่ยง “งานแรกของปลาคือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน งานต่อมาเป็นโบรกเกอร์ค้าตราสารหนี้ เราเป็นคนรับผิดชอบสูงและเข้มงวดกับตนเองเสมอ เต็มที่กับทุกอย่าง ใช้ชีวิตแบบเจ้าแม่ปาร์ตี้ สุดโต่งทุกทาง ทำงานหนัก ปาร์ตี้หนัก ออกกำลังกายหนัก ทำอยู่เป็นปีๆ ในที่สุด อยู่ดีๆ ก็คลำพบก้อนที่ใต้ใบหูข้างซ้าย ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองโตเท่าไข่ไก่ ผลตรวจเป็นลบ ไม่พบเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่พอนำไปทดสอบเนื้อเยื่อพบว่าเราเป็นมะเร็งโพรงจมูก

 

“วินาทีแรกที่ได้ยินเหมือนโลกทั้งโลกพังลงตรงหน้า สักพักหนึ่งก็คิดได้ว่าเรากำลังจะตาย แต่ไม่มีเวลาสับสันมากนัก พอหันไปเห็นคุณแม่คนที่อยู่ข้างๆ แน่นิ่งเหมือนหยุดหายใจ เราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าทำให้ท่านเห็นว่าเราโอเค ด้วยการคุยกับหมอถึงแนวทางการรักษา มีเวลาตั้งตัวน้อยมาก วันต่อมาคุณพ่อบินขึ้นมาจากภูเก็ต ขณะที่ปลากับแม่กับน้องนั่งซังกะตายอยู่ในบ้าน ด้วยความคิดว่าทำไมจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับบ้านของเราด้วย พ่อเปิดประตูเข้ามา จังหวะแรกที่ทุกคนเห็นหน้ากัน พ่อก็พูดกับแม่กับปลาว่า ‘พรุ่งนี้ออกไปวิ่งกัน’ พ่อหันมาบอกปลาว่า ‘พ่อ แม่ กับน้อง ทุกคนจะแข็งแรงที่สุดเพื่อที่จะพาปลาผ่านในช่วงเวลานับจากนี้ไปให้ได้ เราทุกคนจะหายไปด้วยกัน’ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ปลาหมดความสงสัย หมดความกลัวไปแล้วในจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะหาย ผู้ชายคนนี้ซึ่งเป็นพ่อปักธงให้เราไว้ตรงโน้น เราแค่เชื่อมั่นว่าเราจะหายและเราก็จะหาย” สาวตรงหน้ามีแววตามุ่งมั่น ขณะเดียวกันก็มองไปยังพ่อกับแม่ที่นั่งรอเธออยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

ภาพตัดมาที่การเดินทางสู่กระบวนการรักษาของปลา คุณหมออธิบายวิธีการรักษา คือการฉายแสงด้วยรังสีรักษา 35 ครั้ง และคีโม 6 ครั้ง “หมอจะอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการรักษาแต่ละขั้นตอนให้เราฟัง หมองัดเอาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเคสที่แย่ที่สุดในการรักษามาให้ปลาดู คือคุณจะมีผิวที่ไหม้จากรังสีรักษา  ไหม้ตั้งแต่คอด้านใน จะกินข้าวไม่ได้ ผิวจะเบิร์นหมด คีโมจะต้องผมร่วง อาเจียน โน่นนั่นนี่ บลา บลา ฯลฯ เราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง พอสรุปจบ ปลาถามหมอว่าทำยังไงก็ได้ให้จบเร็วที่สุด เพราะปลาจะไม่ทนอยู่กับมันนาน ด้วยสภาวะร่างกายแบบนี้ทางไหนที่เร็วที่สุด หมอบอกว่าคือการใช้รังสีกับคีโมไปพร้อมๆ กัน แต่หมอไม่แนะนำเพราะค่อนข้างเสี่ยง แต่ปลาเลือกวิธีนี้ เพราะปลาคิดว่าปลาแข็งแรงมาก ปลาเป็นนักวิ่งที่วิ่งไกลถึง 21 กม.ได้สบาย และกำลังจะไปมาราธอน และมะเร็งทำให้ปลาชะงักเสียก่อน” ปลาพูดถึงหญิงสาวที่ยังไม่พ้นวัย 30 แสนมุทะลุคนนั้น

 

การเดินทางระยะฮาล์ฟฯ

ไม่มีใครรู้ แม้แต่หมอก็ยากจะเดาว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจที่จะรับทุกอย่างเพราะอยากหายเร็วนั้น คือหนึ่งความผิดพลาดเหมือนกำลังผลักตัวเองให้ไปตาย “ไม่ว่าคุณจะอยากหายเร็วแค่ไหน คุณต้องให้เวลาร่างกายได้ฟื้นฟู ให้เขาได้เรียนรู้ แต่ปลาไม่ให้โอกาสร่างกายตัวเอง นั่นหมายความว่าสัปดาห์แรกที่ปลาเข้ารับการฉายแสงด้วยรังสีรักษา จากนั้นปลาเข้ารับคีโมต่อทันที ช่วงแรกไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เดือนแรกปลายังคงแต่งตัวสวย แต่งหน้าสวย ขับรถไปไหนมาไหน ไปโรงพยาบาลเอง ทุกอย่างปกติจนเหมือนไม่ป่วย เป็นเรื่องที่เรายังสนุกสนานอยู่ ยกเว้นว่าจะมีผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ จากการรักษาบ้าง คือ อาเจียน มีอาการเหมือนที่หมอบอกทุกอย่าง ยกเว้นผมร่วง ทั้งๆ ที่ปลาไปตัดผมรอไว้แล้ว ยังเป็นสาวซ่า และยังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

“จนกระทั่งเข้าเดือนที่สองเดือนที่สามที่ผลกระทบมันรุนแรงขึ้น คอเราเริ่มไหม้ พูดลำบาก กลืนน้ำลายลำบาก จมูกด้านในมีก้อนเลือด ต้องล้างจมูกเพื่อนำเลือดออกมาทุกวัน อาเจียน ปวดในข้อในกระดูก ทุกครั้งก่อนกินข้าวจะต้องกลืนยาชาเพื่อให้ช่วงปากและลำคอไร้อาการเจ็บปวดเพื่อจะสามารถดูดและกลืนอาหารเหลวที่คุณหมอให้ได้มากที่สุด ให้มีแรงต่อไป เป็นกระบวนการที่ทรมานมาก ก็ยังเป็นแบบนี้ทุกวัน แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเรารับมือกับมันได้ จนกระทั่งจบเดือนที่สามเข้าเดือนที่สี่ เข้าสู่ครึ่งทางของการรักษาแล้ว ที่อาการมันรุนแรงมากขึ้น ร่างกายที่มันอ่อนแอลง แต่เราไม่รู้ตัวทำให้ติดเชื้อในกรวยไต แต่ก็ยังไม่รู้ตัว อดทนกับความเจ็บอยู่เป็นอาทิตย์ เพราะมัวแต่บอกตัวเองว่าไม่อยากให้แม่กังวล และคิดว่าเป็นผลจากคีโมเท่านั้น แต่ในที่สุดก็รับมือไม่ไหว

 

“ปลาช็อกหมดสติ อีกนิดเดียวเชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะทำให้เราตายได้เลย แต่โชคดีมากที่คุณพ่อมาเห็นเหตุการณ์พอดี คืนนั้นเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งตื่นมาแล้วเห็นว่าสายอะไรต่อมิอะไรระโยงระยางพาดเต็มตัวไปหมด จุดเปลี่ยนอยู่ที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอมาก แพทย์ก็ต้องหยุดการรักษาอาการมะเร็งไว้ เพื่อที่จะนำร่างกายของเราให้ฟื้นกลับมาได้ก่อน จากนั้นทุกอย่างทรุดฮวบลงไปเลย จากคนที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นปลาทำอะไรไม่ได้เลย ต้องมีพยาบาลพิเศษที่ต้องหิ้วเราไปทุกที่ ต้องมีคนทำให้ทุกอย่าง”

ภาพเก่าๆ ของสาวคนหนึ่งที่สวย แข็งแรง จากคนที่เคยวิ่ง เคยซ่า เคยใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผย ต้องกลายมาเป็นซากที่นอนหายใจต่ำๆ บนเตียง “ตอนนั้นอย่าว่าแต่ความสวย ความเป็นมนุษย์ก็ยังเหลือน้อย ปลาไม่มีแรงแม้จะพยุงตัวขึ้นมา เท่านั้นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับใจเราที่ทรุดลงไปด้วย มีอยู่วันหนึ่งปลามองกระจกแล้วปลาก็เขวี้ยงทุกอย่างใส่กระจก เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นตอนนั้นเราคิดว่ามันคือซาก คิดต่อว่าเราต้องตายแน่นอน ไม่มีทางรอด หรือต่อให้รอดก็ไม่ได้สภาพคนเดิมกลับมา ถ้ามีชีวิตอยู่แล้วจะอยู่อย่างง่อยๆ อย่าอยู่เลย ตายดีกว่า ชีวิตจิตใจตอนนั้นปิดทุกประตู ปฏิเสธการรับยา หรืออาหารทุกอย่าง”

 

แน่นอนว่า ณ วันนั้น เธอคิดว่าตัวเองคือคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานที่สุด แต่เมื่อเธอหันไปมองปลายเตียงอีกครั้งก็พบว่าคนที่ทรมานมากกว่าก็คือคุณแม่ “แม่ปลาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เรากลับมาฟื้นใหม่ ท่านดันหนังสือธรรมะให้อ่าน เราก็อ่านเพื่อให้มันหมดวันไปในช่วงแรก เล่มที่ปลาอ่านและยึดถือคือหนังสือของท่านพุทธทาส เรื่องคู่มือมนุษย์ แต่พอเราอ่านแล้วทุกอย่างมันตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คือความไม่เที่ยงแท้ของสังขารตั้งแต่หัวจรดเท้า ความเปลี่ยนแปลง ผุกร่อนในชีวิต

“ตอนนั้นทำให้เราเปิดใจและหันไปมองแม่ คนที่พยายามรักษาชีวิตเราไว้อย่างดีที่สุด เขาดึงชีวิตปลากลับมาใหม่อีกครั้ง จังหวะที่คิดได้เราก็ไม่รู้จะหายไหม อาจจะตายก็ได้ แต่วันนี้ยังหายใจอยู่ ยังเห็นเข็มนาฬิกาขยับไปจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นอยู่ ณ วันนั้นก็หันมารักร่างกาย ปลาก็เลยเข้าไปกอดแม่ และหันกลับมาฟื้นฟูตัวเองอีกครั้ง เป็นเวลากว่า 2 เดือนที่ปลาฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมสำหรับการรักษาต่อไป เราก็เจอกับผลข้างเคียงจากการรักษาประมาณหนึ่ง แต่ก็ผ่านไปจนกระทั่งจบการรักษา”

 

การเดินทางผ่านมาราธอน

“พอเราจบการรักษา หมอบอกว่าเราจะต้องไปฟื้นฟูตัวเอง หมอบอกว่าหมอรู้ว่าคุณรีบ แต่ไม่ต้องรีบนะ ค่อยเป็นค่อยไป ตอนนั้นก็ยังงงๆ ปลาก็ทำทุกอย่างเลย ไปเข้าวัด ทำสมาธิ กลับบ้านที่ภูเก็ต อยู่กับอากาศบริสุทธิ์ กับทะเล อยู่กับครอบครัว กับสัตว์เลี้ยง จากนั้น 3 เดือนก็กลับมาที่กรุงเทพฯ”

วันที่เธอตั้งใจจะออกสตาร์ทใหม่อีกครั้งด้วยการวิ่ง คนที่ฉุดเธอให้ออกเดินก็ยังเป็นคุณพ่อ “ปลานั่งมองรองเท้าวิ่งตัวเองที่คอนโด พ่อชวนไปสวนลุม บอกว่าไปวิ่งกัน จำได้ว่าวันที่ไปสวนลุม อย่าว่าแต่วิ่งเลย แค่เดิน 300 เมตร ปลายังทำไม่ได้เลย ปลาจำเก้าอี้ตัวนั้นที่สวนลุมได้จนทุกวันนี้ ปลาโผไปหามันเพราะปลาไม่มีแรง จากนั้นก็นั่งร้องไห้ ในจังหวะนั้นจิตใจมันหมดไปอีกครั้ง เพราะเราเคยวิ่งได้ แต่วันนี้แม้แต่เดินก็ยังทำไม่ได้ ใจจะขาด เหมือนจะตาย คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตเป็นภาระของคนอื่น (อีกแล้ว) พ่อถือขวดน้ำเดินมาหาแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ เดินไป เดี๋ยวพ่อจะเดินไปก่อนให้ลูกค่อยๆ เดินตามมา”

 

ภาพของพ่อที่ยืนรอเป็นเส้นชัยเมื่อลูกหัดเดินทีละก้าวย้อนกลับมาให้เธอเห็นอีกครั้ง “ปลานั่งบนเก้าอี้อีกสักพักหนึ่ง ก็ถามตัวเองว่าเราจะอยู่แบบคนป่วย ไข่ในหิน และหยุดทำในสิ่งที่อยากจะทำ กับเก้าอี้เอ๋ย! พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ และฉันจะเดินผ่านเธอไปให้ได้ ปลาตัดสินใจทำตามความคิดที่สอง วันต่อมาก็ไปสวนลุมอีก ค่อยๆ เดิน ทุกวันปลาจะมองที่เก้าอี้ตัวนี้ วันที่เราเดินผ่านเขาไปได้ เราก็ถือว่าทำสำเร็จ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ภายใน 1 เดือน ปลาก็กลับมาเดินสลับวิ่งรอบสวนลุมได้”

“พอปลากลับมาวิ่งได้ สิ่งที่ปลาได้ทุกครั้งจากการวิ่งไม่ใช่เรื่องความเร็วหรือสถิติ มันสอนให้ปลารู้ว่าทุกๆ ก้าวที่ปลาก้าวไป สอนให้ปลาอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันของปลา อยู่กับความสุขทุกลมหายใจของตัวเอง มะเร็งและการวิ่งเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับปลาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา สอนให้ปลาอยู่บนความรัก อยู่บนปัจจุบัน และอยู่บนทุกวินาทีทุกลมหายใจให้มันมีความสุขและพลังมากที่สุด เราก็มีความเครียดในภาระการงาน แต่ว่ามันจะทำให้เราคิดได้ และไม่จมกับสิ่งนั้นนานนัก”

ปนิตา บอกว่า เมื่อมองกลับไปเธอไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่วินาทีเดียว เพราะมันทำให้เธอได้เรียนรู้ “ถ้าเลิกยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมาในอดีต ยอมรับและเริ่มใหม่ คุณจะกลับมาทำอะไรๆ ได้มากกว่าเดิม แค่เราออกมาวิ่งและทำระยะทางได้มากกว่าเดิมทุกวัน สิ่งที่ปลาทำไม่ได้เป็นความสำเร็จเพื่อเอาชนะอะไรสักอย่าง แต่การกลับมาวิ่งของปลาในครั้งนี้มันสอนปลาว่าคุณไม่ต้องไปคาดหวังว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน นั่นล่ะคือความมหัศจรรย์ของชีวิต จงรักร่างกายตัวเอง จงรักทุกลมหายใจของตัวเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตัวเองมี นี่คือสิ่งที่มะเร็งและการวิ่งมาราธอนสอนปลา” สาวนักวิ่งยิ้ม และยกน้ำที่พกมาจิบ เตรียมซ้อมเพื่อมาราธอนครั้งต่อไป

 

 

สองสาวผู้กำกับ-นักแสดง รับ-ส่ง ‘บท’ จากเวทีถึงชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455085

สองสาวผู้กำกับ-นักแสดง รับ-ส่ง ‘บท’ จากเวทีถึงชีวิตจริง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

นํ้าพึ่งเรือเสือพึ่งป่า นักแสดงต้องพึ่งผู้กำกับการแสดง ผู้กำกับการแสดงต้องพึ่งนักแสดง อันนี้เป็นเรื่องจริงต่างคนต่างหน้าที่และบทบาท หากแต่ต้องรับ-ต้องส่ง “บทบาท” ที่ได้รับในเรื่องหรือในละครกันให้ได้ มิพักจะหมายถึงการตีความบทที่ได้รับให้แตกกระจุยเท่านั้น หากหมายถึงการสวมบทบาทนั้นๆ อย่างไม่มากหรือน้อยเกินไป แสดงอย่างเข้าใจจากภายใน จะทำเช่นนั้นได้ ทั้งผู้กำกับและนักแสดงต้องรู้จักรู้ใจ รู้มือรู้ฝีมือ ซึ่งกันและกันไปข้าง!

ฝ่ายผู้กำกับการแสดง เป็นเจ้าของผลงานแสดงและสร้างสรรค์งานระดับแถวหน้าของเมืองไทยรวมถึงระดับโลก สุดารัตน์ ศรีสุรกานต์ วัย 34 ปี หรือคุณครูเปิ้ล ผู้กำกับละครเวทีดังแห่งปี “ก๊วนคานทอง เดอะ มิวสิคัล” และกรรมการผู้จัดการ สถาบันสอนศิลปะการแสดงเพื่อพัฒนาศักยภาพ “ไอดีโอ เพอร์ฟอร์มมิ่ง อาร์ตส” (IDEO PerForming Arts School) ด้านนักแสดงคือ ฝ้าย-เอมิสา รักสยาม วัย 30 ปี นอกจากจะเป็นนักแสดงคู่ใจผู้กำกับคนเก่ง ฝ้ายยังเป็นเอดิเตอร์ของ 8ggMagazine.com และเป็นรองกรรมการผู้จัดการของไอดีโอฯ ด้วย

เรื่องของความ “คลิก” บางทีก็ต้องอธิบายด้วยกลไกของจักรวาล เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าทำไมการที่คนสองคนมาเจอกันแล้วจึงพูดกันได้ทุกเรื่อง คุยกันได้ทุกเรื่อง รับ-ส่งกัน หัวเราะและลึกซึ้งกันกับทุกบทบนเวทีและกับทุกเรื่องในชีวิต จากรุ่นพี่รุ่นน้องในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ครูเปิ้ลหรือขณะนั้น “พี่เปิ้ล” อยู่ปี 4 เป็นผู้กำกับละครเวทีของมหาวิทยาลัย ฝ้ายเป็นนักศึกษาปี 1 ดาวมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก พี่เปิ้ลชวนน้องมาเล่นละครเพลงแสนโหด “แสงเทียน”

ในครั้งนั้นน้องฝ้ายต้องรับบทหนักเพราะน้องต้องแบกพละกำลังมากมายเพื่อช่วยเหลือเยียวยาตัวเองและคนในสังคม เทียนเล่มเล็กๆ ที่สะท้อนใจและเรียกหาสิ่งที่อยู่ไกลมาก จากวันนั้นถึงวันนี้ได้ร่วมงานละครกันอีกหลายครั้งแม้ช่วงหนึ่งต้องแยกกันไปแต่ก็กลับมาร่วมงานกันคราวนี้เป็นการร่วมธุรกิจ สถาบันไอดีโอ เพอร์ฟอร์มมิ่ง อาร์ตส เปิดคลาสสอนการแสดงเพื่อเสริมความมั่นใจและความสุข

 

จากใจผู้กำกับถึงนักแสดง

“เราทั้งคู่มองตรงกัน สนใจในสิ่งที่เหมือนกัน นั่นทำให้เราอยากทำในสิ่งเดียวกัน นั่นคือสถาบันสอนการแสดงที่ไม่สอนเรื่องการแสดงเท่านั้น แต่สอนคนให้พัฒนาตัวเองจากการแสดงด้วย ก่อนหน้าที่เปิ้ลจะมาเปิดสถาบันด้านการแสดง เปิ้ลสนใจคน สนใจว่าเพราะอะไรคนจึงทำอะไรอย่างที่คนทำ (ฮา) ก็เลยไปเรียนปริญญาโทสาขาสุขภาพจิตที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ๋อ คนเป็นแบบนี้เพราะเขาเป็นแบบนี้ ที่นี่จึงเป็นโรงเรียนการแสดงที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตัวตนจากด้านใน การแสดงต้องอาศัยทั้งเอาต์เทอร์ (Outer) และอินเนอร์ (Inner) การพัฒนาศักยภาพของตัวเองก็เช่นเดียวกัน

ไม่ใช่การเรียนการแสดงที่มุ่งเป็นดาราเท่านั้น แต่พัฒนาตัวตนจากด้านใน ร้อง เล่น เต้น พูด พัฒนาบุคลิกภาพ เดินแบบ พัฒนาความมั่นใจ ใช้ความกล้าแสดงออก เพื่อแสดงซึ่งความเป็นตัวตนของตนออกมา เรื่องแบบนี้ละครช่วยได้และช่วยมาเยอะ บทเรียนของไอดีโอฯ ช่วยคนให้ก้าวผ่านความเครียด พัฒนาทักษะความสัมพันธ์ เป็นเรื่องของละครที่พัฒนาคนและสนุกกับชีวิตด้วยจิตวิทยาการแสดง เพราะเราทั้งคู่ชอบเรื่องเดียวกันนี้ สถาบันไอดีโอฯ จึงได้เกิดขึ้น”

ครูเปิ้ลเล่าว่า ฝ้ายเป็นคนทำการบ้าน ในฐานะนักแสดงเขาเป็นคนเปิดกว้างมุมมอง ละเอียด และเก็บสะสม “วัตถุดิบ” ด้านอารมณ์ความรู้สึก น้องเป็นคนสนใจด้านจิตวิทยา เป็นนักพัฒนาตัวเอง เป็นคนอดทน ทุ่มเท และทำเพื่อคนอื่น จุดเชื่อมที่ต้องมี ฝ้ายมี แน่ล่ะเมื่อร่วมทำธุรกิจด้วยกัน ธรรมชาติของงานอาจทำให้ต้องปะทะกันบ้าง แต่ก็เป็นการปะทะที่ช่วยกันมอง พูดกันด้วยเหตุด้วยผล ต่างคนต่างทำหน้าที่

“พี่น้องก็มุมหนึ่ง ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาก็มุมหนึ่ง ในฐานะที่เราทั้งคู่เป็นนักพัฒนาตัวเองตัวยง เรารับมือกับมันได้ (ฮา) ทั้งหมดคือกระบวนการที่จะมาซัพพอร์ต ถ้าเป็นเรื่องงานเราตัดอารมณ์ คัต! กลับมาคุยกัน รู้ตัวแล้ว (ฮา) สำหรับเรื่องงานที่สถาบันฯ ได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยเปิ้ลจะรับหน้าที่ด้านเนื้อหาหลักสูตร ความรู้เชิงลึกสายจิตเวชที่มีความถนัด ขณะที่งานด้านภาพลักษณ์ของไอดีโอฯ ฝ้ายรับไป”

ครูเปิ้ลเล่าต่อว่า ฝ้ายนั้นอะไรๆ ก็ดีทุกอย่าง ไม่ดีอย่างเดียวคือกินเก่ง ทุกครั้งที่สั่งอาหารมากิน จะไม่ยอมสั่ง อ้างว่าไม่อยากกิน แต่พออาหารที่ (เปิ้ล) สั่งมาเต็มโต๊ะฝ้ายกินเรียบและเร็วด้วย ยิ่งไปกว่าอาหารคือขนม ฝ้ายที่ผอมมาก กินขนมไม่ยั้ง เสียแรงที่ปรายตาไปเตือนก็หลายครั้ง หากไม่ได้ผลเลย ฝ้ายกินเหมือนปล้น โดยเฉพาะขนมชิ้นสุดท้ายที่มือแสนไว ฝ้ายคว้าไปได้ทุกครั้งสิน่า!

จากใจนักแสดงถึงผู้กำกับ

“ตัดสินใจไม่ยากค่ะ พี่เปิ้ลชวนก็มาเลย เนื่องจากเราสนใจเรื่องจิตวิทยาเหมือนกัน ปกติเวลาฝ้ายพูดคุยกับพี่เปิ้ลก็คือต้องขอเหตุผลจากพี่เปิ้ล ทำไม ทำไม ทำไมคนถึงทำแบบนี้ เหตุการณ์ในชีวิตเกิดขึ้น เราอยากรู้ว่าทำไม อยากรู้เหตุผล ไม่เฉพาะเรื่องการแสดง แต่ฝ้ายกับพี่เปิ้ลคุยกันทุกเรื่อง และฝ้ายก็สามารถขอเหตุผลจากพี่เปิ้ลได้ในทุกเรื่องของชีวิตค่ะ (ฮา)”

ฝ้ายเล่าว่า ปลื้มพี่เปิ้ลมาก พี่เปิ้ลเป็นครูสอนด้านจิตวิทยา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพด้วยศิลปะการแสดงและจิตวิทยา ที่ปรึกษาและวิทยากรให้องค์กรรัฐและหน่วยงานเอกชนชั้นนำหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทางด้านการแสดงนอกจากจะเป็นผู้บริหารและสอนศิลปะการแสดงที่ไอดีโอ อารีย์ (ซอยอารีย์) แล้ว พี่เปิ้ลยังเป็นอาจารย์สอนการแสดงและขับร้องที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้งงานกำกับละครเวทีอีกมากมาย

“ตอนอยู่ปี 2 ฝ้ายต้องย้ายจากทับแก้ว จ.นครปฐม เข้ามาเรียนที่ท่าพระ กรุงเทพฯ เนื่องจากฝ้ายเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ก็ได้มีโอกาสได้ร่วมงานละครกับพี่เปิ้ลอีกหลายครั้ง บทที่ได้รับหนักขึ้นเรื่อยๆ (ฮา)ตัวละครซับซ้อนและมีปัญหาใหญ่กว่าเดิมทุกครั้ง พี่เปิ้ลบอกว่าตอนเขียนบทก็เห็นหน้าฝ้ายลอยมาแล้ว ลอยขึ้นมาตลอด (ฮา) มาถึงปัจจุบันได้รับคาแรกเตอร์ใหม่ คือ การเป็นนักธุรกิจ พัฒนาคนด้วยจิตวิทยาการแสดง”

สำหรับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือการดูแลภาพลักษณ์สถาบันฯ ฝ้ายบอกว่า ความเป็นไอดีโอฯคือความไนซ์และความเป็นโปรเฟสชันแนล (Nice and Profesional) มู้ดและโทนไปในทางเดียวกัน เราเป็นมืออาชีพพร้อมๆ กับความเป็นกันเอง เป็นมิตรและคุยได้ทุกเรื่อง (ฮา) จะพูดว่าไนซ์และใช้งานได้จริงก็คงไม่ผิด จัดการอารมณ์ที่มาจากอดีตได้คุณก็จัดการกับ (การแสดง) อารมณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้

ธุรกิจใหม่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ฝ้ายถามตัวเองว่าทำไมถึงรักสถาบันไอดีโอฯ นี้มาก อาจเป็นเพราะที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้คนได้เข้าใจการแสดง ได้เข้าใจตัวเอง ได้มองเข้าไปข้างในตัวของตัว ทุกบทเรียนของไอดีโอฯออกแบบมาเพื่อการนี้ นั่นคือทำให้คนทุกคนได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำและสิ่งที่ตัวเองเป็น Acting For Best Self ขณะเดียวกันก็เข้าใจคนอื่น เข้าใจผู้อื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ สังคมเป็นสุข

“พี่เปิ้ลเป็นคนที่ฝ้ายรู้ว่าฝ้ายจะไม่ได้เจอคนแบบนี้อีก เราไม่ได้เจอกันบ่อยนะคะแต่เราคลิกกันง่าย ไม่ต้องปูนาน มีไม่กี่คนแบบนี้ในชีวิตของเรา วันแรกที่เจอกันก็ได้เห็นพี่เปิ้ลเป็นแบบ “แสงเทียน” เลยค่ะ คือเป็น Light จุดประกายเราได้ จุดแข็งของพี่เปิ้ลคือเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่ใช่คนที่จะมาสะกดจิตเรา เป็นที่พักใจของเรา และเป็นที่ปรึกษาที่ดีแน่นอน”

 

สร้าง CSR ที่หัวใจ ของคนเป็น CSR

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455084

สร้าง CSR ที่หัวใจ ของคนเป็น CSR

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ตระหนักถึงบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงาน Corporate Social Responsibility หรือ CSR ซึ่งในวันนี้สังคมไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่หันมาให้ความสำคัญถึงขนาดขับเคลื่อนองค์กรสู่ Sustainability

ผู้ขับเคลื่อนหลัก คือ เชาวนี พันธุ์พฤกษ์ ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงานบริหารกิจการเพื่อสังคม ที่ผ่านงานหลากหลายบทบาททั้ง PR, CSR, สื่อสารแบรนด์, อาจารย์นิเทศศาสตร์ และนักเขียน มองเห็นว่า หัวใจสำคัญของงานCSR กลไกสำคัญที่สุด คือ บุคลากร เพราะฉะนั้น ต้องสร้างทีมงานที่หล่อหลอม “หัวใจ” ที่เป็น CSR ด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากพนักงาน CSR ทำโครงการและกิจกรรม CSR ที่แสดงออกให้สาธารณชนได้เห็นว่าองค์กรรับผิดชอบต่อสังคม แต่ภายในจิตใจหรือหัวใจของพนักงานเองยังไม่เข้าถึงคำว่ารับผิดชอบต่อสังคม

จากนักนิเทศศาสตร์ ก้าวสู่การเรียน Media Communication ที่ประเทศสหรัฐ ด้วยความคาดหวังว่าจบมาจะเป็นนักประชาสัมพันธ์ โดยเริ่มงานแรกในฐานะนักประชาสัมพันธ์กับบริษัท ไทยโอเลฟินส์ ซึ่งต่อมาควบรวมเปลี่ยนเป็นบริษัท ปตท.เคมิคอล และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ตามลำดับ จากวันนั้นจน 20 กว่าปี งานประชาสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่ง แต่หัวใจของ เชาวนี คือ งาน CSR

 

การทำงานที่ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ได้มีส่วนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการกระสอบแบบมีปีก ที่ช่วยป้องกันดินถล่ม ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และชีวิตมนุษย์ โครงการถังน้ำสะอาด InnoPlus ได้ช่วยชาวบ้านในแหล่งทุรกันดารที่ไม่มีน้ำดื่มเป็นที่เก็บน้ำ โครงการเย็บเต้านมเทียม ได้ช่วยผู้ป่วยสตรียากไร้ให้มีเต้านมเทียมให้ใส่เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณค่าความทัดเทียมของความเป็นมนุษย์ โครงการสบู่ Luffala ได้ช่วยยกระดับการพัฒนาชุมชนให้มีอาชีพเป็นวิสาหกิจชุมชน และโครงการ “หอบอุ่นรักสู่น้อง”ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการได้ช่วยเหลือสังคมควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมและเพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่อง “การให้”

“มีหลายคนถามว่าไม่เหนื่อยหรือกับการทำโครงการและกิจกรรม เพราะต้องลงพื้นที่ คำตอบคือถึงเหนื่อยแต่มีความสุข เพราะเราได้เป็นผู้ให้ และมีความภูมิใจที่เราได้มีส่วนผลักดันให้องค์กรนำงบประมาณมาสนับสนุนเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เพราะเชื่อว่าการทำงานที่ดีคือการลงไปเห็นสภาพความจริง…และความสุขของการทำงานไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่งหรือเงินทอง แต่ ‘คุณค่า’ ต่างหาก คือหัวใจสูงสุดในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทย” เชาวนี กล่าว

อย่างไรก็ตาม งาน CSR ที่พีทีที โกลบอล เคมิคอล อาจผลักดันได้หลากหลายโครงการที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยมีเคมีภัณฑ์ช่วยสนับสนุน แต่การ “สร้าง CSR ที่หัวใจของคนให้เป็น CSR” พร้อมผลักดันต่อยอดในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และด้วยความหวังว่าแนวคิด CSR นี้จะถูกผลักดันสู่สังคมทุกภาคส่วน

 

“หากสังคมไทยทุกคนมีหัวใจที่เป็น CSRสังคมไทยจะน่าอยู่แค่ไหน ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีคอร์รัปชั่น มีแต่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่อย่างพอเพียง นั่นคือการสร้างสังคมไทยแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง”

นอกเหนือจากการทำงาน CSR ที่พีทีที โกลบอล เคมิคอลแล้ว เชาวนี จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างบุคลากรด้าน CSR ในการทำงานอีกบทบาทหนึ่งในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์กับการเป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย เพราะนั่นคือความสุข ที่ได้มีโอกาสสร้างคน

 

ซีอีโอ ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/455083

ซีอีโอ ยุคดิจิทัล

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“ณัฐนัย อนันตรัมพร” หรือ “เก็ท” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) วัย 29 ปี ลูกชายคนที่ 2 ของ “สมบัติ อนันตรัมพร” ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) ที่เป็นผู้ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสายสัญญาณสื่อสารคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม และธุรกิจวิศวกรรมรับเหมาวางสายสัญญาณ

รุ่นลูกปลุกปั้นและต่อยอดเป็น ITEL ธุรกิจโทรคมนาคม ให้บริการวงจรสื่อสารความเร็วสูงผ่านโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง พร้อมให้บริการพื้นที่เซิร์ฟเวอร์และศูนย์สำรองข้อมูล โดยใช้เวลา 5 ปี ด้วยงบ 2,000 ล้านบาท และเพิ่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

เก็ท เล่าว่า ตลอดการใช้ชีวิตหรือการทำงาน รวมถึงพี่สาวและน้องสาวทั้งหมด 4 คน จริงๆ คือแบบแผนที่คุณพ่อได้ออกแบบไว้ และมีการกล่อมทำให้ซึมซับและเรียนรู้ ตามแนวคิดที่เขาได้เลือกเอาไว้แล้ว พี่สาวคนโตเป็นหมอตามที่คุณพ่อคิด เพราะพ่อมองว่าหมอสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้

เมื่อเป็นผู้ชายคนเดียว คุณพ่อจะพูดให้ฟังตลอดว่าต้องดูแลหน้าบ้านเป็นหลักให้พี่และน้อง ควรเรียนด้านวิศวกรรมเพื่อเรียนรู้ความเป็นเหตุเป็นผล และไปต่อปริญญาโทด้านการเงินเพื่อให้ครอบคลุมเหมือนที่หลายคนเขาประสบความสำเร็จกัน สิ่งที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ พ่อเขาพาไปดูงาน คิดว่าเขาพาไปเที่ยวเท่านั้น แต่สิ่งนั้นมันซึมซับและทำให้เราได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อไปโดยปริยาย

เขา กล่าวว่า พื้นฐานไม่ได้เป็นคนเรียนเก่ง แต่ด้วยวิธีการกล่อมและการดูแลของพ่อทำให้มาถึงวันนี้ได้ แม้ระหว่างทางจากความเป็นเด็กทำให้ไม่เข้าใจเหตุผล เพราะเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อันดับที่จะดีอยู่ใน 10 อันดับแรก พ่อก็เป็นคนกล่อมให้ลองสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และติดตัวสำรองอันดับที่ 767

“พอเข้าไปเกิดช็อกกับสภาพแวดล้อมและโกรธพ่อมาก เพราะเดิมอยู่โรงเรียนเก่าไม่ต้องอ่านหนังสือมาก เกรดเฉลี่ยก็อยู่ระดับ 3 กว่าอยู่แล้ว แต่ที่ใหม่เกรดได้ 3 พอดี แถมตกวิชาเคมีด้วย ก็สู้กันไป จนจะเข้ามหาวิทยาลัยพ่อก็อยากให้เดินตามรอยเขาเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด แต่แอดมิชชั่นได้ที่คณะวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ความคิดถึงเพื่อนที่ส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอบตรงติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เป็นสาขาเครื่องกล ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับงานที่จะทำน้อยกว่าและใจพ่อก็อยากให้เข้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่กล้าไปพูดกับเขาตรงๆ จึงเขียนจดหมายถึงพ่อแล้วไปสอดไว้ที่ประตูบอกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยขออะไรพ่อเลย แต่จะขอเรียนที่จุฬาฯ สรุปพ่อไปปรึกษากับแม่แล้วเขียนจดหมายกลับมาหาเราว่า แล้วแต่ลูก”

ความคิดแบบเถ้าแก่ที่ซึบซัมวิธีการใช้เงินและการหาเงินจากพ่อเขาก็เริ่มฉายแววตั้งแต่ระดับมัธยม เพราะความที่อยากมีเงินใช้เองและไม่กล้าขอ เริ่มต้นจากที่มีโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาจะใช้ต่อจากพี่สาว ม.4-5 เกมแร็กนาร็อกกำลังดัง เลยหาเงินจากการเก็บไอเท็มเกมที่สูงๆ เผื่อมีคนสนใจแล้วไปเปลี่ยนเป็นเงินจริง จนสามารถซื้อโนเกีย 8310 ที่ตอนนั้นราคา 1.5 หมื่นบาท แต่เลือกซื้อมือสองที่ 1.2 หมื่นบาท และใช้ไปตั้งแต่ ม.5 และใช้ไปจนถึงเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1

นอกจากนั้น ได้รู้จักบริหารจัดการเงินตั้งแต่เด็ก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยได้ค่าขนมวันละ 150 บาท เช้าที่บ้านไปส่ง แต่ตอนเย็นให้กลับเอง แต่ค่ารถไฟฟ้าบีทีเอส ต่อรถเมล์ ต่อรถสองแถวกลับบ้านที่วัชรพล ทำให้เขาเหลือใช้จ่ายเพียงวันละ 80 บาท ฉะนั้นวันหนึ่งที่เขาจะไปกินฟูจิกับเพื่อนต้องคิดหนักแล้ว เพราะแค่ข้าวหน้าแกงกะหรี่ราคา 140 กว่าบาทแล้ว

แนวคิดการเป็นเจ้าของธุรกิจเองยังไม่จบอยู่แค่นั้น เพราะปี 3 จากความชอบส่วนตัวได้แปลงเป็นธุรกิจจนสามารถหาเงินแตะหลักล้านบาทได้แล้ว จุดเริ่มต้นคือความชอบติดไฟรถเป็นซีนอนด้วยต้นทุนที่ 3,000 บาท แล้วลองไปโพสต์ในอินเทอร์เน็ตบริการติดตั้ง 8,000 บาท พบว่ามีคนสนใจ ทำให้ได้ส่วนต่างถึง 5,000 บาท จึงเริ่มทำกับเพื่อนจริงจังกัน โดยหลักคิดตอนนั้นคือพยายามฝึกฝนถอดใส่กันชนฝึกฝนไปเรื่อยก่อน จนได้แนวคิดจากที่พ่อคอยสอนไว้ว่า ถ้าหมอ 1 คน รักคนไข้ได้ 1 คน เรียนวิศวะ 1 คน ก็เปลี่ยนชิ้นส่วนอะไรได้ทีละอัน แต่ถ้าคิดอย่างเถ้าแก่ต้องหาคนมาช่วยที่จะทำให้เราติดได้เยอะขึ้นและแบ่งกำไรกัน ทำให้เรามองไปที่อู่รถที่เราหาลูกค้ามาแล้วจ้างอู่ติดให้เขาไป 500 บาท/คัน ทำได้ 2 ปี ได้เงินมา 2 ล้านบาท แต่ทำไปเรื่อยๆ ราคาเริ่มลดลงตามวงจร สุดท้ายก็ต้องเลิกไปเพราะเริ่มขาดทุน

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ทำให้คิดไปถึงคำสอนที่บอกเราตลอดเวลาว่า “ถ้าอยากมีก็ต้องทำ” เพราะพ่อเคยขายตังเมคล้ายลอตเตอรี่มาก่อน สมัยพ่อทำอะไรที่แบกหามได้ก็จะทำหมด บวกกับที่เขาเริ่มคิดว่าการทำธุรกิจต้องควรเริ่มจากความชอบก่อนเป็นลำดับแรก และเมื่อมารวมกับแรงบันดาลใจว่าอยากมีเงิน และมองทุกอย่างให้รอบด้านพยายามเชื่อมโยงเครือข่าย ทุกอย่างก็น่าจะเดินไปได้

ช่วงเรียนปริญญาตรีอยากทำงานเหมือนคนทั่วไปก่อน แต่สรุปพ่อไม่ให้ โยนโจทย์มาว่าต้องไปเรียนต่อด้านการเงินและมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ที่ผ่านมาเรียนคาบเส้นมาตลอดแต่ไปสหรัฐต้องมี TOEFL 100 คะแนน ทำได้ 101 คะแนน GMAT ต้องได้ 650 คะแนน และทำได้ 652 คะแนน มาสะดุดตรงที่เกรดเฉลี่ยที่มหาวิทยาลัยจะตอบรับคือ 2.75 แต่เขาทำได้ 2.7 เท่านั้น ซึ่งก็ต้องไปเจรจากับมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องเรียนรู้ถึงความพยายามฝ่าฟัน

เมื่อไปเรียนก็ต้องบริหารค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านส่งมาให้เดือนละ 2,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน แต่ค่าหอพักก็ 1,500 เหรียญสหรัฐแล้ว ความที่ทำกับข้าวไม่เป็นทุกวันจะกินไก่ต้มจิ้มน้ำพริกแม่ประนอม เพราะสามารถกินได้เกือบทั้งสัปดาห์ด้วยเงิน 8 เหรียญ ให้รางวัลตัวเองแค่กินข้าวกะเพราสัปดาห์ละครั้ง และหาเงินเพิ่มด้วยการเป็นผู้จัดการโครงการทำโปรแกรม SAP และปิดงานได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้จนได้เงินมา 1.4 หมื่นเหรียญสหรัฐ

เมื่อเรียนจบยืนยันจะไม่กลับบ้าน เพราะไม่อยากกลับไปเป็นเงาพ่อ และตั้งเป้าหมายว่าจะประสบความสำเร็จจากที่นี่ไปให้ได้ก่อน เขียนสมัครงานแบบลงรายละเอียดแบบ 1 ต่อ 1 บริษัท เลยส่งไปทั้งหมด 700 แห่ง มี 1 บริษัทให้เป็นผู้จัดหาการลงทุนโดยตรงจากแคนาดามาลงทุนในสหรัฐ ได้เงินตอบแทน 9 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ปี แปลงเป็นเงินบาท 2-3 ล้านบาท ด้วยอายุ 22-23 ปี ตอนนั้นถือว่าดีมาก แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมา

กลับมาก็เจอเหตุการณ์น้ำท่วมที่บ้าน และให้พักแค่ 3 วัน เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป โดยไม่บอกว่าต้องให้ทำอะไรบ้าง เมื่อเข้ามาอย่างนั้นย่อมไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากพนักงานแน่ ทำให้ต้องเริ่มหาวิธีให้ได้รับการยอมรับ จากเข้าไปคลุกคลีและสร้างผลงานให้เข้าตาทุกคน วิธีง่ายสุดคือการเข้าไปแก้จุดอ่อนเอามาทำ เพราะการไปสร้างใหม่เลยจะยาก งานไหนที่เข้าถึงลูกค้าไม่ได้ เราเริ่มไปคุยเองทำเองใหม่ ซึ่งก็ผ่านการที่คนอื่นหรือลูกค้าไม่เชื่อใจและดูถูก เปลี่ยนให้เป็นการสร้างแรงขับและพลังในการทำงานแทน จนนำไปสู่การยอมรับ

“จุดอ่อนที่เห็น คือ ILINK มีรายได้เติบโตกระโดดเมื่อมีโครงการเข้ามา ปัญหาคือไม่มีรายได้ที่ต่อเนื่อง จึงเสนอธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคมขึ้น เพราะโทรคมนาคมเป็นกระดูกสันหลังด้านการสื่อสาร และเห็นว่าบริษัทมีกระแสเงินสด 600 ล้านบาท แต่ความจริงเงินลงทุนจริงคือ 2,000 ล้านบาท จึงเดินสายเจรจากับธนาคารจนได้เงินกู้ 1,000 กว่าล้านบาท และขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วย เพราะเป็นอนาคตของบริษัท และทำให้ได้รับการยอมรับจากที่ผู้ถือหุ้น จากเดิมมองเป็นการวางแผนการลงทุนเป็น 10 ปี แต่บอกพ่อว่าธุรกิจนี้จะช้าไม่ได้ ช้าคือแพ้ แม้แต่สลึงเดียวก็ยังไม่ได้คืน แต่ถ้าชนไปจนสุดจะมีโอกาสชนะ กลายเป็นเงินลงทุนทั้งหมด 5 ปี แต่สามารถครอบคลุมวางสายใยแก้วนำแสงที่ต่างจากคู่แข่งและครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมด 75 จังหวัดทั่วไทย จนตอนนั้นใครๆ ก็เรียกผมว่าตัวผลาญเงิน”

ช่วงเริ่มต้นโครงการนั้น คุณพ่อก็บอกว่า หากผิดพลาดอะไรขึ้นมาอย่างน้อยเก็ทก็ได้เรียนรู้ เพราะเอาเข้าจริงเงินไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะธุรกิจเดิมเรายังมีอยู่จะได้รู้อะไรที่ทำแล้วเจ๊ง แต่ถ้าไปได้แล้วเกิดสำเร็จขึ้นมาก็เท่ากับได้โบนัสที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเรารู้ว่าเขาก็คอยประคองให้เราได้เรียนรู้อยู่

ตลอดที่เติบโตมาก็มีความกดดัน รู้สึกน้อยใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้เขาด้วย แต่เมื่อคุณพ่อสวนเขามาว่า “เก็ทยังดียังมีคนที่ทำให้และอยู่กับเก็ท แต่พ่อไม่ว่าจะมีเงินขนาดไหน แต่ทั้งพ่อทั้งแม่เขาก็ไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของเราเลย” จากวันนั้นเขาก็ฉุกคิด และตั้งใจที่จะทำให้พ่อและแม่เห็นและให้เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขารู้สึกภูมิใจในตัวเรา ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่เคยพูดให้เราฟัง แต่ก็ไปบอกกับคนอื่น ซึ่งเราก็อยากได้ยินกับหูเราเองสักครั้ง

จากเดิมที่เติบโตภายใต้บริษัทแม่ แต่วันนี้ ITEL ที่เขาเติบโตเตรียมออกมาเติบโตเอง สิ่งที่เขายึดถือเสมอมา คือ ต้องนำเสนอสิ่งที่มี สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เรามีหน้าเดียวกับลูกค้าคือเสนอสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องมาต่อรองผม เมื่อทุน 20 ผมขอกำไร 20% เพราะเป็นปกติการทำธุรกิจต้องมีกำไร “แสดงความจริงใจกับธุรกิจและลูกค้าตั้งแต่แรก” และสำหรับลูกน้องบอกเลยว่าใครที่ผมเรียกหรือให้มาช่วยทำงาน นั่นแสดงว่าผมไว้ใจหมด

คู่แข่งในตลาดมีประมาณ 8-9 ราย ล้วนเป็นรายใหญ่ แต่รายใหญ่ก็มีจุดอ่อน แต่โมเดลธุรกิจตั้งแต่ ILINK ไม่ได้เริ่มจากความคิดของเรา แต่มันเกิดจากการก๊อบปี้จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ดึงจุดแข็งทุกอย่างมาประกอบร่างและอาศัยช่องว่างหรือจุดอ่อนที่เห็นมาพัฒนาต่อ หรือเรียกว่า C&D (ก๊อบปี้และพัฒนา) ไปไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะธุรกิจใหม่อย่างศูนย์รับฝากข้อมูลที่มากับความที่ลูกค้าเหมือนฝากหัวใจเขาเอาไว้ โอกาสเกิดความผิดพลาดย่อมมีได้ แต่ทำอย่างไรให้เขาเชื่อใจเรา สิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่มีวันสั่งลูกค้าได้แต่เราสามารถสั่งตัวเองได้ ว่าต้องทำงานให้เร็ว 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุอะไรเราต้องอยู่กับเขา

พ่อยังย้ำเสมอว่า การร่วมมือของผู้บริหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทำงานกับพนักงานผู้บริหารต้องลงมา นี่คือหลักการที่คุณพ่อยึดหลักมาตลอด โดยอิงมาจากพระราชดำรัสของในหลวงที่ท่านจะสอนให้คิดใหญ่ แต่เวลาทำก็ต้องลงให้ลึกในรายละเอียด ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับพนักงานเสมอ และให้เขาสัมผัสหรือเข้าถึงเราได้ เมื่อละเอียดและเชื่อมต่อกับเขา สิ่งที่ปรากฏคือความผิดพลาดในเนื้องานจะน้อยลง

เมื่อต้องทำงานกับพ่อ พ่อจะเป็นคนฝ่ายตั้งรับและปล่อยให้คิด ที่ผ่านมารุ่นที่ 2 ส่วนใหญ่รุ่นแรกพ่อจะคิดให้และลูกทำตาม แต่เขาพ่อให้โอกาสให้รุก จนบางทีพ่อรุกมาตัวเขาก็จะไม่ยอมเพราะเคยชินกับที่พ่อยอมมา อะไรที่ผมไม่เห็นด้วยก็จะบอกว่ามันไม่ใช่ มันผิด ก็จะได้สติจากเขาว่า ให้ใจเย็นๆ ก่อน ฟังก่อน เพราะปกติคนฟังจะได้เปรียบ อีกทั้งสิ่งที่พ่อแสดงให้เห็นคือ แกเอามาประมวลผลก่อนจากสิ่งที่ฟัง ซึ่งนำมาปรับใช้กับการทำงานได้ เพราะต้องฟังลูกค้าก่อน ไม่ใช่อยากขายอะไรก็พูดไปกับสิ่งที่เรามีและอยากนำเสนอ ปรากฏลูกค้าไม่ได้ต้องการหรือมีปัญหาในเรื่องนี้ก็จะเสียเวลากันไปทั้งคู่

โมเดลธุรกิจของคุณพ่อที่ยกให้เห็นอยู่เป็นประจำ คือ เอามาจาก “ร้านอาหารซ้งโภชนา” ที่ทุกเดือนไปกินจะมีเมนูใหม่ออกมาให้ลูกค้าได้ลองเสมอ แสดงว่าเขาพัฒนาทุกวัน ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า คนที่จะทำธุรกิจให้ชนะได้ ต้องเป็นคนที่ฟัง คนที่ไม่หยุดเรียนรู้ และเป็นคนที่สู้ เพราะหากถ้าคิดว่าคนรวยแล้วทุกอย่างก็จะจบ เพราะคนอื่นเขาจะวิ่งไม่หยุด

นอกจากนั้น สิ่งที่ผมยึดหลักการใช้ชีวิตและการทำงานมาจากพ่อ คือ การเป็นนักสู้ สู้ให้ได้ในทุกสถานการณ์ เมื่อปี 2530 พ่อคิดการใหญ่ต้องก้าวออกมาจากพนักงานบริษัท แม้ไม่รู้ว่าการลาออกครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่การคิดใหญ่ของพ่อ คือออกมาแล้วก็ต้องทำเลย ดังนั้นคำว่า “จะ” ค่อนข้างแย่ และพ่อยังได้แรงเสริมที่ดีจากหลังบ้านที่ดีจากคุณแม่ ที่เป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบและลงในรายละเอียดมาก หลายเรื่องที่มุมผู้ชายมองว่าเป็นเรื่องทั่วไป แล้วจะอะไรหนักหนา แต่ด้วยความละเอียดอย่างนี้จึงมีทุกวันนี้

สิ่งที่เขาได้ความละเอียดจากแม่มา คือ ความไม่มือเติบในการลงทุน เพราะเงิน 2,000 ล้านบาท สามารถขยายธุรกิจวางระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงครอบคลุมถึง 75 จังหวัด คนอื่นอาจใช้เยอะกว่านี้ หรือเงินได้นี้ทำได้ 30-40 จังหวัด

รุ่นคุณพ่อคุณแม่จะมีแนวคิดที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม คือ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและไม่กล้าก้าวออกมาจากความคิดเดิม เคยชินกับการทำอะไรก็จะทำอย่างนั้น ดังนั้นธุรกิจใหม่จะเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อมาสู่ยุคเขา เขาจะเป็นฝ่ายบู๊ลุยธุรกิจใหม่ ส่วนพ่อกับแม่จะเป็นฝ่ายบุ๋นที่ใช้ประสบการณ์ที่มีคอยป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหาย พ่อกับแม่เขาไม่ค่อยสร้างหนี้ ทำธุรกิจมีกระแสเงินสดตลอดมา ส่วนเราบอกถ้าไม่กู้เราไม่มีเงินลงทุน ซึ่งเขาก็จะเป็นคนคอยเหยียบเบรก คอยคุมจังหวะ ดังนั้นการทำงานด้วยกัน ต่างช่วยกันปิดจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย ทำให้การทำงานมีการเสริมกันมากกว่า เพราะบางทีเราไปเร็วมากคอยแต่ใส่คันเร่ง เขาจะคอยบอกให้แตะเบรกคุมจังหวะเรา ทำให้ทุกอย่างออกมาลงตัว

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณพ่อบอกว่าเสมอ คือ พี่น้อง 4 คนต้องรักกัน ไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหนต้องรักกัน ที่บ้านเหมือนจะมีทีท่าไม่ค่อยกล้าขออะไรกับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เมื่อใครทำผิดอะไรก็จะกล้ารับผิด และจะกล้าแสดงความรัก ทุกครั้งที่เจอจะไม่เขินที่จะเข้าไปกอดคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะคิดว่าเป็นการทำจากความรู้สึกที่ดีที่สุด อย่างแม่ก็จะชอบไปกอดเขาเข้าจากด้านหลัง ส่วนพ่อวันไหนปิดโครงการเหนื่อยมา ก็จะเดินไปที่ห้องนอนที่เขานอนอยู่ แล้วไปกระซิบข้างหูเขาบอกว่าวันนี้เราทำสำเร็จอีกแล้วนะครับพ่อ พ่อมักจะตอบว่าดีแล้วล่ะลูก แต่ตอนเช้าจะโทรมาถามใหม่ว่าเมื่อคืนลูกว่าอะไรนะ จริงๆ เราแค่ต้องการแสดงออก ไปบอกเขาว่าเราทำอะไรที่สำเร็จไป มันคือกำลังใจและอยากให้เขาภูมิใจในตัวเรา

ในวัย 29 ปี เก็ทก้าวมาตรงจุดนี้ถือว่าค่อนข้างเร็ว และเป้าหมายของเขาที่จะทำต่อไป คือ การวางระบบให้บริษัทอยู่ได้อย่างยั่งยืน “วางระบบให้แน่น” ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งไม่อยู่งานหน้าบ้านหรือหลังบ้านเดินไม่ได้ กลไกในบริษัทเดินต่อไปไม่ได้ ต้องไว้ใจลูกน้องที่แม้เขาจะถึงขั้นตัดสินใจแทนเราไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าเขาสามารถเก็บข้อมูลการตัดสินใจมาให้เราได้เกือบ 99% ก็สามารถทำให้งานเดินหน้าไปได้เร็วได้ เราต้องหามดงานคนที่ทำงานแทนเราได้ จึงต้องวางระบบเลือกคนทำงานให้ได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งเขาขอเวลาให้ระบบมันทำงานได้ดีภายในอีก 3-5 ปี

ตอนนี้ก็รอเพียงน้องสาวคนที่ 3 มาเสริมทัพงานหลังบ้าน หลังจากที่เขาออกตัวว่าขอให้น้องได้ไปหาประสบการณ์ทำงานก่อน 2 ปี ที่ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ก่อน จนปัจจุบันอยู่ระหว่างการเรียนต่อ เหตุผลคือเพราะตัวเองแม้มีโอกาสทำงานที่สหรัฐแต่มีทีมงานเพียง 10 คน และไม่มีโอกาสได้เห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรใหญ่มาก่อน ฉะนั้นหวังว่าประสบการณ์ทำงานของน้องจะสามารถมาช่วยมองภาพกว้างและมีความเป็นสากลมากกว่า ส่วนน้องสาวคนเล็กเพิ่งเรียน ม.4 และสนใจจะเป็นนิติกรอย่างที่พ่อได้แนะนำเอาไว้

สุดท้ายที่เขาเห็นและจะยึดแบบที่พ่อทำ คือ การช่วยงานสังคมในแบบที่พอจะทำได้ เพราะพ่อไปเป็นผู้พิพากษาสมทบมานานหลายปีมาก เช่นเดียวกับพี่สาวที่มีกลุ่มทำงานเพื่อสังคมที่จะแต่งชุดซูเปอร์ฮีโร่ไปให้กำลังใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลศิริราช สำหรับเขาเองที่ผ่านมามีโอกาสไปพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กมัธยม เขาก็ยินดีที่ทำเหมือนที่คุณพ่อและคนในบ้านให้ความสำคัญไม่แพ้งานบริษัทของตัวเอง

จะเห็นได้ว่า กว่าที่ผู้ชายคนนี้จะประสบความสำเร็จขั้นหนึ่ง มีเรื่องราวและต้องอาศัยความอึดและมุมานะไม่น้อย ใช่ว่าสิ่งที่คนรุ่นพ่อมีธุรกิจที่รองรับอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่เคยที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ และพร้อมสำหรับคิดการใหญ่ และไม่ละเลยที่จะลงรายละเอียดอย่างระมัดระวังเสมอ

 

ออกกำลังกายพิชิตโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/454539

ออกกำลังกายพิชิตโรค

โดย…วราภรณ์   ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสามารถปฏิบัติได้เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพาะผู้ที่ป่วย หากหันมาออกกำลังกายตามแพทย์สั่งแล้ว จะพบว่าการออกกำลังกายสามารถพิชิตโรคได้จริงๆ ดังเช่น 3 บุคคลตัวอย่าง แคนดี้ ถาวรมาศ ที่ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคพุ่มพวง SLE ที่อาศัย Pole Dance ช่วยทำให้โรคทุเลาลง นำพล พลดงนอก โปรแกรมเมอร์ผู้ชนะเลิศหมวดสุขภาพดีของ Fitness First Platinum สยามพารากอน ที่ป่วยเป็นมะเร็งช่องอกและเขาใช้การออกกำลังกายเวตเทรนนิ่งในการฟื้นฟูตัวเองหลังทำคีโม และข้าราชการหนุ่มนักไตรกีฬา สรรินทร์ จรัลนภา ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้และต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง แต่การออกกำลังกายอย่างมีระเบียบวินัยช่วยพิชิตโรคได้จริง

แคนดี้ ถาวรมาศ

Pole Dance ไต่เสาตามจังหวะเพลง

เซเลบริตี้สาววัย 37 ปี แคนดี้ ถาวรมาศ เจ้าของธุรกิจจำหน่ายครีมบำรุงรอบดวงตา Cholie และกำลังออกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าสำหรับคนผิวแพ้ง่าย เธอป่วยเป็นโรค SLE หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง แคนดี้ เล่าว่า อาการของโรคเริ่มเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สิ่งสังเกตโรค คือ รูปร่างที่ผอม มักเป็นไข้ต่ำๆ ในช่วงเย็นของทุกวัน ซึ่งตอนนั้นเธออายุเพียง 28 ปี รูปร่างผอมบางเป็นปกติ ใบหน้าตอบ แต่สิ่งผิดสังเกตคือกระดูกโครงหน้าตรงกระหม่อมเว้าลึก คิดว่าผอมเกินไปจึงเป็น จึงตั้งใจไปฉีดฟีลเลอร์เพื่อเติมเต็มให้ขมับมีเนื้อที่เต็มขึ้น แต่คุณหมอด้านผิวพรรณ บอกว่า ไม่ใช่เพราะผอมแล้วกระดูกยุบ น่าจะมาจากอาการของโรคอื่น

เมื่อทำการตรวจเลือดจึงพบว่าเธอเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคพุ่มพวง โดยเป็นที่ผิวหนังบริเวณใบหน้าฝั่งขวามือด้านเดียว ต้องรักษาด้วยการกินสเตียรอยด์และพบเปอร์เซ็นต์ของโรคนี้บริเวณผิวหนังน้อยมาก ซึ่งการเจ็บป่วยมาจากผลของการใช้ชีวิต เช่น ปาร์ตี้หนัก ดื่มแอลกอฮอล์ ชอบกินอาหารจังก์ฟู้ด และกินไม่เป็นเวลา ดื่มน้ำอัดลม กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ นอนดึกตี 4 ตี 5 แต่ตื่นเช้าไปเรียนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เข้าสู่วัยทำงานก็ยังปฏิบัติเช่นนั้นอยู่ อารมณ์จึงหงุดหงิดง่าย เครียด ที่สำคัญคือไม่ออกกำลังกาย

“ส่วนใหญ่คนเป็น SLE จะไม่ได้เสียชีวิตเพราะโรค แต่จะตายเพราะโรคแทรกซ้อน ชอบมีผื่นคัน และจะเสียชีวิตด้วยเบาหวาน ตับไตหัวใจวาย สิ่งที่คุณหมอเป็นกังวลที่ต้องให้แคนดี้ดูแลตัวเอง คือเราไม่รู้ว่าจะมีโรคแทรกซ้อนมาเมื่อไหร่ เป็นผื่นคันก็เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเรา”

คุณหมอยังบอกว่า นอกเหนือจากยาที่รักษาแล้ว ยังต้องออกกำลังกายเป็นประจำ คือสิ่งเดียวที่จะช่วยได้ แต่ตัวเธอเองแต่เดิมไม่ชอบออกกำลังกาย พยายามฝืนวิ่งก็วิ่งได้แป๊บเดียว เช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน หรือเล่นเวตเทรนนิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝืนเธอรู้สึกไม่ชอบ ไม่สนุก อีกทั้งคุณหมอยังให้นั่งสมาธิเพื่อสงบจิตใจก็ทำไม่ได้อีก แต่ก็ยังต้องกินยาสเตียรอยด์ ซึ่งส่งผลต่อร่างกายให้อยากอาหาร กินจนร่างกายจากน้ำหนักขึ้นมากจาก 44 กิโลกรัม ขึ้นมาถึง 48 กิโลกรัม และไม่ออกกำลังกายและนอนน้อยเหมือนเดิม

ผ่านไป 2 ปี เธอรู้สึกไม่ไหว น้ำหนักยังขึ้นเหมือนเดิม เธอจึงต้องเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต คือปาร์ตี้และดื่มให้น้อยลง พออายุ 35 ปี รู้สึกร่างกายไม่ค่อยดี ไม่ค่อยสนุก และยังคงต้องกินสเตียรอยด์วันละ 3 เม็ด

“พออายุ 35 ปี รู้สึกไม่ไหวมากๆ จึงหันมาควบคุมอาหาร และต้องหาการออกกำลังกายที่ถูกจริตของตัวเองแล้วก็มาพบ Pole Dance ดีตรงเป็นกีฬาที่เล่นในร่มไม่เป็นอันตรายกับโรคเอสแอลอีเล่น Pole Dance ได้ปีกว่าแล้วพบว่าร่างกายแข็งแรงมากขึ้น พอพบกีฬาที่เหมาะกับเราแล้ว แคนดี้ก็เล่นหนักมากเมื่อ 7 เดือน ตอนนี้พบว่าร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อมากขึ้น อีกทั้งช่วยในการโฟกัสคือการตั้งสมาธิให้อยู่บนเสาได้อย่างปลอดภัย

พอร่างกายได้ออกกำลังกาย พบความสุขมากขึ้น เพราะร่างกายก็หลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นตัวที่ใช้รักษาโรคเอสแอลอีได้ดีมากๆ ตอนนี้ไปพบคุณหมอๆ พอใจมากๆ เพราะโรคยังคงสภาพ ไม่กำเริบบ่อยๆ ไม่เป็นโรคกลดไหลย้อนแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนเป็นหนักมาก อีกทั้งเล่นโพลแดนซ์ยังได้ท่าสวยๆ ไม่ต้องฝืนใจวิ่ง ได้อยู่ในสังคมเพื่อนที่เล่น Pole ท่าจะยากหรือเหนื่อยแค่ไหนเราก็ทำได้”

แคนดี้เริ่มมีระเบียบวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น โดยออก 5 วัน/สัปดาห์ วันละ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ อีกทั้ง Pole Dance ยังเป็นกีฬาที่ใช้แรงทั้งตัว ทำให้ร่างกายแข็งแรงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยก็ว่าได้ ได้ทั้งคาดิโอ ได้ทั้งเวตเทรนนิ่งอีกด้วย

“ตอนนี้ร่างกายสุขภาพดีมากจากการออกกำลังกาย โรคสงบ จิตเป็นสมาธิ ไม่วอกแวก เล่นแล้วช่วยกระตุ้นระบบหายใจ เราต้องแอ็กทีฟตลอดเวลา พอขึ้นไปอยู่บนเสาต้องใช้กำลังแขนมาก ผู้หญิงปกติยกเวตก็ยกแค่ 5-10 กิโลกรัม ก็เยอะแล้ว แต่แคนดี้ต้องยกตัวเองน้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม ร่างกายเฟิร์มกระชับทั้งตัว ได้ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และเล่นเสริมพิลาทิสเพื่อเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก”

ปัจจุบันแคนดี้ไม่ต้องกินยาสเตียรอยด์แล้ว เพราะเธอออกกำลังกายอย่างจริงจัง อาการของโรคสงบดีขึ้น แม้โรคจะยังอยู่กับเธอไปตลอด เพราะหากไม่ดูแลตัวเองอาจติดเชื้อไวรัสได้ง่าย การออกกำลังกายคือเป็นยาที่จะรักษาสุขภาพได้จริงๆ โรคไม่พัฒนา ทำให้ไม่อยากอาหารร่างกายก็ไม่อ้วน

นำพล พลดงนอก

 

‘เวตเทรนนิ่ง’ พิชิตมะเร็งทรวงอก

อายุเพียง 27 ปี นำพล พลดงนอก อาชีพโปรแกรมเมอร์ ก็พบว่าป่วยเป็นมะเร็งช่องอกเสียแล้ว แต่หลังจากการรักษาคีโมบำบัดสิ่งเดียวที่จะทำให้สุขภาพที่ผอมโซกลับมามีกำลังกายใจอีกครั้ง คือการออกกำลังกายในฟิตเนส ซึ่งปัจจุบันติดตามโรคมา 2 ปี มะเร็งยังไม่กลับมากร้ำกราย แถมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังทำให้สุขภาพที่แข็งแรงจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศหมวด Health ของ Fitness First Platinum Siam Paragon มาครองได้อีกด้วย

“ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ มีอยู่วันหนึ่งผมหายใจไม่ออก คิดว่าเป็นหวัด ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ตัวบวมขึ้นมากๆ จึงไปพบแพทย์ และวันนั้นก็เหมือนโลกทลาย แพทย์แจ้งว่าผมเป็นมะเร็งในช่องอกประเภทที่ใหญ่และลุกลามเร็วมาก ต้องฉายรังสี โชคดีที่การรักษาได้ผล มะเร็งหยุดโตแต่ปอดผมก็ถูกทำลายไปด้วยบางส่วน หลังทำคีโมน้ำหนักหายไปหลายสิบโล อ่อนแอ ท้อแท้ และคีโมไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทำให้ผมต้องผ่าตัดเอามะเร็งออก ผมต้องอยู่เฉยๆ 1 เดือน และห้ามออกกำลังกาย 1 ปี ผมจึงหันไปออกกำลังกายเบาๆ ด้วยการเล่นไทเก็ก” ผลของการทำคีโมทำให้น้ำหนักตัวของเขาหายไปหลายสิบโล

“ก่อนป่วยผมนอนวันละ 4-5 ชั่วโมง/วัน เป็นอยู่อย่างนี้ประมาณ 3-4 ปี พออายุ 27 ปี จึงป่วยเป็นมะเร็ง เบ็ดเสร็จผมใช้เวลารักษาตัว 1 ปีกว่าๆ ผอม น้ำหนักเคย 70 กิโลกรัม เหลือ 55 กิโลกรัม กล้ามเนื้อเหลว รู้สึกจะตายให้ได้ ตอนหายป่วยแล้วนอนพัก บอกตัวเองว่าถ้าหายเราจะออกกำลังกาย ต้องใช้โอกาสรอดให้คุ้มค่าที่สุด เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองทั้งหมด กินอาหารครบทุกมื้อ
นอนเร็ว ตื่นเช้า ออกกำลังกายแรก คือ รำไทเก็ก เพราะเบาๆ เคลื่อนไหวช้าๆ ช่วยยืดเส้น อีกทั้งได้ฝึกลมหายใจ ซึ่งต้องฝึกเพราะหลังผ่ากลางหน้าอก ผมไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจได้ตื้นๆ จึงเหนื่อยง่าย ความดันสูง”

พอออกกำลังกายไปได้ 2-3 เดือน เขาอยากเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น จึงเลือกเข้าเล่นเวตเทรนนิ่ง “ผมเลือกเข้าฟิตเนส เพราะเวลาเป็นลมจะได้มีคนเห็นได้ง่ายๆ ระยะแรกเข้าฟิตเนสอาศัยเล่นเอง แต่เล่นแล้วสูดหายใจให้ถูกต้องจะช่วยลดอาการบาดเจ็บ ผมจึงเล่าปัญหาของผมให้เทรนเนอร์ฟังว่า ผมเพิ่งผ่าตัดมาไม่กล้าเล่นเครื่อง ไม่กล้าเล่นหน้าอก เทรนเนอร์บอกว่าให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เคยผ่าตัดเลย และสอนท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อมัดอื่นๆ จากเท้าไล่ขึ้นมาแข็งแรง จากขามาแกนกลางลำตัว ผมจึงตัดสินใจจ้างเทรนเนอร์ เขาคอยเป็นกำลังใจ ชวนให้ไป เพราะช่วงแรกๆ เวลาออกกำลังกายแล้วเจ็บ ผมก็ไม่อยากไป ก็ห่างจากการออกกำลังกายไปพักหนึ่ง แต่ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่าผมไม่ไหวแล้ว ต้องออกกำลังกาย ไม่อย่างนั้นเราต้องกลับมาป่วยอีกแน่ จึงเอาเงินเก็บของตัวเองมาใช้เพื่อการออกกำลังกาย จ้างเทรนเนอร์เพื่อเพิ่มระเบียบวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น”

ผลจากการออกกำลังกายทุกวัน 3 เดือน พบว่าอาการเจ็บป่วยและสุขภาพโดยรวมดีขึ้น จากเดิมก่อนเล่นครั้งแรกตอนอายุ 28 ปี แต่ระบบเผาผลาญไขมันเหมือนคนอายุ 35 ปี แต่หลังจากออกกำลังกายเป็นประจำพบการเผาผลาญไขมันดีขึ้นเท่าอายุจริง มีกล้ามเนื้อชัดเจน ปัญหาเหนื่อยง่ายหายใจติดขัดจากการผ่าตัดน้อยลง ไม่ไออีกแล้ว ปัจจุบันนำพลเล่นฟิตเนสมานาน 2 ปี ร่างกายดีขึ้น มะเร็งไม่กลับมากล้ำกราย

“ตอนนี้ร่างกายผมสมบูรณ์เกือบเต็มร้อย สามารถลงแข่งวิ่งมินิมาราธอน 10-20 กิโลเมตร มาแล้ว โดยวิ่ง 10 กิโลเมตร มา 5 รอบ 20 กิโลเมตร ไป 1 รอบ การออกกำลังกายดีจริงๆ ผมเคยอ่านบทความพบว่า มะเร็งจะแพ้ออกซิเจน ถ้าเราออกกำลังกาย สูดออกซิเจนเข้าไปในร่างกายมากๆ ออกซิเจนก็จะถูกส่งไปทั่วร่างกาย สามารถยับยั้ง ป้องกันมะเร็งได้ และทุกโรคผมเชื่อแบบนั้น จิตใจสดชื่น ผมคิดว่าเราต้องรู้จักแบ่งเวลา ว่างก็มาออกกำลังกาย ทำงานทำได้ ทำให้เต็มที่ในเวลาที่แบ่งเอาไว้ ผมคิดว่าเราเสียเงินไปออกกำลังกายดีกว่านำเงินไปรักษาโรค”

สรรินทร์ จรัลนภา

ไตรกีฬาปราบภูมิแพ้เรื้อรังรุนแรง

ข้าราชการหนุ่มแห่งกรมศิลปากร สรรินทร์ จรัลนภา วัย 38 ปี นักไตรกีฬาที่เคยป่วยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบและภูมิแพ้เรื้อรังมาตลอดชีวิต เคยป่วยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบขนาดที่คุณหมอบอกว่า หากป่วยอีกครั้งหน้าต้องตัดต่อมทอนซิลทิ้งเลยนะ จากเดิมเคยหนัก 100 กิโลกรัม เมื่อหันมาเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ พบว่าปัจจุบันหายจากโรคต่างๆ แล้ว

“สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นภูมิแพ้ แพ้ฝุ่นละออง แพ้เหงื่อตัวเอง เป็นผื่นขึ้นตลอด แต่ก็ยังนอนดึกและดื่มสังสรรค์กับเพื่อน แต่พอเริ่มวัยทำงานในวัย 30 ปี เป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยมาก อาการหนักขึ้นต้องไปหาหมอตลอด จนคุณหมอบอกว่าถ้าเป็นอีกครั้งต้องตัดต่อมทอนซิลทิ้งเลยนะ ครั้งนั้นเป็นหนักต้องนอนโรงพยาบาล 3 วัน” มาถึงจุดที่บอกว่าตัวเองไม่ไหว ตอนหนัก 97 กิโลกรัม เบื่อการเป็นโรคภูมิแพ้ เป็นๆ หายฯ เขาจึงเริ่มออกกำลังกายอย่างเต็มที่ในวัย 34 ปี อีกทั้งเขาอยากเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนใหม่และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เลิกดื่มเหล้า หันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ช่วงเช้าตื่นตี 4 ตื่นมาปั่นจักรยาน อาบน้ำแต่งตัวทำงานด้วยการปั่นจักรยาน หลังเลิกงานวิ่งออกกำลังกายและว่ายน้ำ ออกกำลังกายจนร่างกายแข็งแกร่ง เขาเพิ่มขีดความสามารถตัวเองไปลงวิ่งแข่งมินิมาราธอน และพัฒนาตนเองมาเป็นนักไตรกีฬา

“ผมออกกำลังกาย 7 วัน/สัปดาห์ บ้านผมอยู่ตลิ่งชันก็ปั่นจักรยานมาที่สนามหลวง เย็นไปวิ่งที่ธรรมศาสตร์หรือสนามหลวงบ้าง วิ่ง 1 ชั่วโมง ใช้พลังงานไปราว 500 กิโลแคลอรี พอออกกำลังกายหลายอย่าง อยากสร้างความท้าทายให้ตัวเองโดยการสมัครไตรกีฬา เพราะอยากเอาชนะตัวเอง ผมจึงเริ่มแข่งไตรกีฬาตั้งแต่ปี 2557 ลงแข่งปีละ 3-4 ครั้ง”

แม้การเริ่มออกกำลังกายในช่วงแรกจะเต็มไปด้วยความยากลำบากก็ต้องบังคับใจตัวเองให้ได้ หลักการออกกำลังกายคือ เราต้องมีเป้าหมาย ถามตัวเองว่าอยากออกกำลังกายเพื่ออะไร

“ผมอยากออกกำลังเพื่อให้หายจากโรค น้ำหนักตัวก็หาย ปัจจุบันเหลือราว 70-72 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพอใจมาก เริ่มออกกำลังกายความเปลี่ยนแปลงในตัวเห็นผลเรื่อยๆ แต่ต้องออกกำลังกายกับกินอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอ กินเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ระยะแรกออกกำลังกายเองได้ ปีต่อๆ มาอยากฝึกอยากมีเป้าหมายก็ต้องอ่านหนังสือ หรือฝึกกับรุ่นพี่ที่เก่งๆ เพื่อเพิ่มเทคนิคการฝึกซ้อม ตลอด 3 ปีของการออกกำลังกาย ผมออกกำลังกายเข้มข้นทุกวัน ตอนนี้โรคก็หายหมด ตามตัวไม่มีผื่นขึ้นอีกแล้ว จึงไม่ต้องไปหาหมอ รู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น หากรู้สึกเครียดเพียงแค่ได้ออกกำลังกายจิตก็จะมีสมาธิกับจังหวะการปั่น ทำให้ลืมความเครียดไปได้อย่างดี”