‘น้ำ’ ที่ยากแท้หยั่งถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/454537

‘น้ำ’ ที่ยากแท้หยั่งถึง

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ… รอยเตอร์ส

สองอาทิตย์ก่อนผมรู้สึกไม่สบาย พอไปหาคุณหมอ นอกจากคุณหมอจะตรวจอาการและเขียนใบสั่งยาตามปกติ คุณหมอยังได้แนะนำให้ผมดื่มน้ำเยอะๆ เพราะเห็นว่าปากของผมนั้นแห้งผากเหมือนคนขาดน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเกิดอาการไม่สบายได้ง่าย

จากการไม่สบายของผมในครั้งนั้น ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเรามองข้ามความสำคัญของน้ำไปไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะหากร่างกายของเราขาดน้ำไปเกิน 5 วัน เราก็อาจเสียชีวิตไปได้โดยง่าย

ในเมื่อร่างกายของเรามีน้ำอยู่ถึง 70% ในแต่ละวันเราจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำที่สะอาดวันละไม่ต่ำกว่า 8 แก้ว (แก้วละ 240 ซีซี) เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล สมดุลที่ว่าก็คือน้ำสะอาดที่เราดื่มเข้าไปมันต้องเท่ากับสิ่งที่เราขับถ่ายออกมา ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ หรือแม้กระทั่งลมหายใจของเรานั่นเอง ยิ่งวันไหนเราได้ออกกำลังกาย ร่างกายเราเสียน้ำทางเหงื่อเยอะเป็นปกติอยู่แล้ว เรายิ่งต้องดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ว่าแต่คุณเคยสงสัยไหมว่าน้ำเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้อย่างไร และทำไมมันถึงได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ที่มีน้ำอยู่ในร่างกายถึง 70% มากมายถึงเพียงนี้

ผมไปอ่านเจอบทความหนึ่งจากเว็บไซต์หนึ่ง โดยตอนหนึ่งของบทความชิ้นนี้ได้บอกเล่าว่า มีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า 98% ของน้ำที่อยู่บนพื้นโลกในช่วงที่โลกเพิ่งก่อตัวใหม่ๆ นั้น มาจากอุกกาบาตที่มีน้ำแข็งเกาะติดอยู่ ซึ่งเป็นอุกกาบาตที่เกิดในช่วงการก่อกำเนิดของระบบสุริยจักรวาล และเชื่อว่าพุ่งชนโลกเมื่อราว 4,500 ล้านปีที่แล้ว

และที่มันได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นเป็นเพราะว่ามันได้ช่วยในเรื่องของการย่อยอาหาร ละลายสารอาหาร และออกซิเจน ทำให้เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษต่างๆ เพื่อนำออกจากร่างกาย ช่วยหล่อลื่นเนื้อหนังและข้อต่อต่างๆ ให้ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณของเราดีอีกด้วย แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น น้ำที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย ต้องไม่มีเชื้อที่อาจทำให้เกิดโรคโดยน้ำเป็นสื่อ ไม่มีสารพิษเจือปน ซึ่งถึงมีเจือปน ก็ต้องไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ (ไม่เจือปนเลยดีที่สุด)

แล้วถ้าเราไม่ได้เป็นผู้นำน้ำเข้าสู่ร่างกาย แต่มันดันเข้าสู่ร่างกายของเราโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เช่น สำลักน้ำ หรือจมน้ำ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำที่เราสำลักเข้าไป หรือพื้นที่ที่เราจมน้ำนั้น เช่น สระว่ายน้ำ คู คลอง หนอง บึง บ่อน้ำ ทะเล น้ำตก จะไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา และเป็นผลทำให้เราเสียชีวิตได้ในท้ายที่สุด

หากเราอยากรู้ว่าสิ่งเจือปนในน้ำที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา และเป็นผลทำให้เราเสียชีวิตได้นั้นคืออะไร นอกจากเชื้อราที่ชอบกินโปรตีนและไขมัน โดยเฉพาะสมองที่มีผลไปสู่ปอด กระแสเลือด และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเจ้าScedosporium ซึ่งพบได้ตามบริเวณที่ที่มีสิ่งสกปรกทับถมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำเน่าเสีย แหล่งน้ำขนาดใหญ่ กองขยะสด บ่อพักสิ่งปฏิกูล รวมถึงในพื้นดินที่มีความชื้นตลอดเวลาและไม่ถูกแสงแดด แม้แต่ในน้ำตก หรือทะเลที่มีของเสียหรือขยะปนเปื้อนมากๆ ก็ยังมีเชื้อราตัวนี้

นอกจากนี้ ก็ยังมีสิ่งเจือปนในน้ำ ซึ่งในเว็บไซต์ของกรมอนามัยได้บอกเล่าว่า สิ่งเจือปนในน้ำนั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารเคมี ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำ ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต มีอันตรายต่อร่างกายเรามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับชนิด จำนวน ความรุนแรงของเชื้อโรค และความไวต่อเชื้อโรคของตัวเราเอง โดยเชื้อแบคทีเรียทำให้เราป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วง บิด และไทฟอยด์ เชื้อไวรัสทำให้เราป่วยเป็นโรคตับอักเสบชนิดเอและบี ส่วนพยาธิที่ติตต่อสู่คน ได้แก่ พยาธิใบไม้เลือด พยาธิตัวตืด และพยาธิตัวกลม

ในส่วนของโลหะหนักและสารเคมี ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู โดยอันตรายของแคดเมียม ถือเป็นสารเคมีที่มีอันตรายต่อร่างกายของเราสูง เมื่อเข้าสู่ร่างกายเพียงเล็กน้อยจะมีผลต่อระบบไต ความดันโลหิต หัวใจวาย เป็นแผลเรื้อรังในปอด ถุงลมโป่งพอง และทำให้กระดูกเปราะ แตก มีรูปร่างผิดปกติ ในส่วนของตะกั่ว เป็นอันตรายต่อสมอง ตับ ตับอ่อน กระดูก หัวใจ และระบบประสาท สำหรับปรอท ถือเป็นสารเคมีที่มีพิษสูง หากไปสะสมที่อวัยวะส่วนใด ก็จะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพิการ ซึ่งพบมากที่สุดคือ สมอง ไขสันหลัง และระบบประสาท ในส่วนของสารหนู พิษของสารหนูจะส่งผลกระทบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งในกรณีเฉียบพลัน จะมีผลต่อระบบหัวใจ โลหิต ปัสสาวะ ทางเดินอาหารและประสาท ส่วนผลเรื้อรังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

ย้อนไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เราคงยังพอจำกันได้กับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อนักร้องชื่อดังแห่งวงดีทูบี บิ๊ก-ปาณรวัฐ (อภิเชษฐ์) กิตติกรเจริญ เกิดอุบัติเหตุขับรถตกน้ำครำจนสำลักน้ำ โดยเชื้อราได้เข้าไปกัดกินในสมองของเขา ทำให้เขาต้องผ่าตัดถึง 5 ครั้ง กลายเป็นเจ้าชายนิทรา จนกระทั่งเกิดอาการปอดติดเชื้อและเสียชีวิตในท้ายที่สุด

เราคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับใคร โดยเฉพาะลูกหลานของเรา สิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือกับสิ่งไม่คาดฝันทุกชนิด ไม่ว่าจะลงไปว่ายน้ำ หรือขับรถตกลงไป หรือจมน้ำในสระว่ายน้ำ คู คลอง หนอง บึง บ่อน้ำ ทะเล น้ำตก จนสำลักน้ำ หรือแม้กระทั่งดื่มน้ำที่ไม่สะอาดเข้าไป คือเราต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่า เรามีสิทธิได้รับอันตรายจากน้ำที่เข้าสู่ร่างกายเราไม่มากก็น้อย อย่าลืมว่าในความใสของน้ำเรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ยิ่งถ้าน้ำนั้นไม่ใส ขุ่น มัว เน่า มีสี หรือมีสารเคมีคงค้างอยู่ ก็ตั้งสมมติฐานได้เลยทันทีว่า ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายของเราอย่างแน่นอน หากป้องกันได้ ก็ให้รีบป้องกัน เพราะกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ แต่ถ้าป้องกันไม่ได้ หรือแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ก็ให้รีบไปพบคุณหมอใกล้บ้านให้เร็วที่สุด

ว่าแต่น้ำนั้นก็เหมือนจิตใจคนที่ยากแท้หยั่งถึง คุณว่าจริงไหมครับ?

 

สถานที่ที่มีความหมายต่อชีวิต Meaningful Places In Your Life

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/454246

สถานที่ที่มีความหมายต่อชีวิต Meaningful Places In Your Life

โดย…ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ผมสังเกตเห็นบ่อยๆ ว่า เวลาใครเครียดเรื่องคน หรือเรื่องงานทีไร ก็มักจะหาเรื่องเที่ยว ทั้งเที่ยวในประเทศ ทั้งเที่ยวต่างประเทศ แต่น้อยคนจะหันมาทำความเข้าใจว่า การเที่ยว แม้สนุก มีสีสัน ทำให้ชีวิต
ไม่นิ่งอยู่กับที่ แต่บางทีก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเตะถ่วง ซื้อเวลาเพื่อเอาตัวเองออกจากชีวิตเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้อง “ทน” มันต่อไป

การเที่ยว แม้นำความสุขมาให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยขึ้นได้บ้าง แต่หากเป็นวิธีเยียวยาหัวใจวิธีเดียวที่เราใช้มันพร่ำเพรื่อ จากอะไรที่กวนใจให้ขุ่นหมอง อาจกลายเป็นการพบแต่ที่เที่ยว แต่
ไม่เคยพบสถานที่ที่มีความหมายต่อชีวิตจริงๆ ภายในใจเราเอง

นักท่องเที่ยวที่สุข ไม่ว่าอยู่ไหนก็ทำตัวให้สุขได้ เป็นเพราะเขาไม่ได้พบแต่ที่เที่ยว แต่พบสถานที่ที่มีความหมายต่อชีวิตและจิตใจเขา เมื่อเขาเดินทางไปไหน ก็สุขได้ทุกที่ แต่ใครบ้างจะพอมองออกว่า มันมีสถานที่หลายแห่งที่ช่วยทำให้ชีวิตสุขขึ้นได้จริง มากกว่าแค่เที่ยวไปเรื่อยๆ เช่น

สถานที่ที่น่าอยู่ที่สุดคือ อยู่ในความประทับใจของคนอื่น

จากประสบการณ์ให้คำปรึกษา หลายคนใช้ชีวิตโดยลืมสร้างความประทับใจให้กับคนรอบข้าง ตัวเองก็ไม่คิดชอบสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองทำ จนกลายเป็นอยู่ไปวันๆ การที่ไม่ค่อยประทับใจใครหรืออะไร มีแต่คิดเรื่องทำมาหากิน พานทำให้คนใกล้ตัวเรารู้สึกหมดคุณค่าไปด้วย เพราะเราไม่เคยคุยเรื่องดีๆ พูดจาดีๆ เพื่อให้คุณค่าต่อกัน มีแต่ปัญหาที่ต้องแก้ ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัวก็ดูเครียดขึ้น เนื่องจากไม่มีอะไรประทับใจมาคุยกันเลย จนท้ายสุดเจอหน้ากันก็เบื่อแล้ว

ทีนี้ พอคิดหนีเครียดไปเที่ยว เพราะคิดว่าอาจมีอะไรดีขึ้นบ้าง ปรากฏว่ากลายเป็นการเปลี่ยนที่ทะเลาะกันเท่านั้นเอง

สถานที่ที่น่าไปที่สุดคือ เป้าหมายตามใจฝัน

คนที่ไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรในชีวิต ทำอะไรก็จะทำครึ่งๆ กลางๆ ไปอยู่ที่ไหนก็จะรู้สึกเสมอว่า เราไม่ควรอยู่ที่นี่ (นาน) ดังนั้น ถ้าเราไม่เคยมี
เป้าหมายชีวิตที่ฝันไว้ เราไปที่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าใช่สักที่ ท้ายสุดเราก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนคนพายเรือวนอยู่กลางทะเล ไปไหนก็ไม่สุขจริง เพราะไม่เคยรู้สึกได้ถึงเป้าหมายที่ใจต้องการนั่นเอง

สถานที่ที่น่าจดจำที่สุดคือ ความหวังดีของคนอื่นที่ให้เราอย่างคาดไม่ถึง

ดังนั้น อย่าลืมขอบคุณคนทุกคนที่ทำให้เราเป็นเราวันนี้ รวมถึงคำขอบคุณที่มีให้ คนทุกคนที่ช่วยเราตามทางที่เดินผ่านมา แม้บางคนอาจแทบไม่รู้จักกันดี เพราะถ้าเราลืมคนดีๆ ที่เคยช่วยเรา เราจะมองชีวิตอย่างคนที่ไม่มีใคร แล้วเราจะรู้สึกเลยว่า ไปไหนก็ดูว่างเปล่า ไว้ใจใครไม่ได้สักคน

จริงๆ มันเป็นเพราะเราไม่ได้จำคนที่เคยทำอะไรดีๆ ให้กับเราต่างหาก

สถานที่ที่น่าพิศวงที่สุดคือ ส่วนลึกในหัวใจเราเอง

ใครที่คิดว่า ไม่มีใครสักคนเข้าใจเราเลย อาจต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า บางทีอย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราเองก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมด และจนวันนี้ก็ยังขุดเจอไม่หมดสักที ก็เพราะตัวเราเองมันคือ แดนพิศวง ที่ยากจะหยั่งถึงจนหมด และคงต้องค่อยๆ เรียนรู้จักความต้องการข้างในใจตัวเอง ไปชั่วชีวิต และทุกช่วงชีวิต

คนที่ปล่อยวาง ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวเอง ไม่เคร่งครัดกับตัวเองเกินไปจนผิดหวังตัวเองง่าย เวลาไปทำอะไร หรือไปเที่ยวไหน ก็จะยอมปล่อยวาง มีความสุขง่าย เพราะเห็นว่าทุกอย่างคือประสบ การณ์ เขาพร้อมจะสนุก พร้อมไปทุกที่ พร้อมเปิดใจรับทุกอย่าง และพร้อมให้ประสบการณ์การเดินทางนำทางสอนหัวใจเขา แทนที่จะรัดกุมวางแผน จนเมื่อผิดแผนก็หงุดหงิดจนหมดสนุก

และสถานที่ที่สงบที่สุดคือ การค้นพบความสุขแท้ของหัวใจ

มันคือความลงตัวของชีวิต ที่เราสามารถมองดูกระจกแล้วพูดกับตัวเองได้ว่า ดีใจจังเลย ที่เราทำสิ่งนี้ เวลานี้ แบบนี้ เราภูมิใจตัวเองที่ไม่หลอกตัวเอง และทำสิ่งที่ภายในใจต้องการอย่างแท้จริง

เราได้ไปทุกที่เหล่านี้แล้วหรือยังครับ? ถ้ายัง…การไปเที่ยวของเราก็คงยังไม่สุขจริง เพราะใจคงยังไม่นิ่งพอ

 

เท่แบบคนคิ้วต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453901

เท่แบบคนคิ้วต่ำ

โดย…โยโมทาโร่

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้านนั้นเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาล ของชายหนุ่มทั่วโลก ที่บั่นทอนความมั่นใจในตัวเองไปได้พอสมควร แต่คุณรู้ไหมว่าศีรษะล้านก็เท่ได้หากคุณมีความมั่นใจมากพอ

1 ไม่ต้องปิดบัง

ปัญหาศีรษะล้านยิ่งปิดยิ่งชัด ยิ่งไปกังวลยิ่งเป็นปมด้อย แม้เราจะเลือกเกิดเป็นคนผมดกดำไม่ได้แต่เราเลือกที่จะหล่อในแบบของเราได้ โดยทั่วไปช่างผมจะช่วยแก้ปัญหาด้วยการปล่อยผมหน้ามาปิดบังศีรษะ แต่หากศีรษะล้านมากเกินไปยิ่งปิดจะยิ่งสะดุดสายตาแก่ผู้พบเห็น สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุดเมื่อเจอปัญหานี้ก็คือปรับเปลี่ยนทรงผมให้ดูเรียบร้อย ไม่ปล่อยให้ผมยาวรุงรังหรือผมมันสกปรก หรือเลือกทรงสกินเฮดจะช่วยให้บุคลิกภาพดูดีขึ้น เพราะหากคุณเลือกที่จะปกปิดด้วยการใส่วิกหรือหมวกก็จะต้องปกปิดปัญหานี้ไปตลอด และเมื่อไหร่ที่คนอื่นเห็นสภาพที่แท้จริงจะดูตลกในสายตาคนอื่น

2 ลดปัญหาผมร่วงให้มากที่สุด

คนที่จะมีปัญหาศีรษะล้านส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องผมมันง่าย ผมเส้นเล็กบาง และปัญหาหนังศีรษะ และมีคนในครอบครัวมีปัญหา ศีรษะล้าน มาก่อนหน้านี้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำก็คือพยายามดูแลเส้นผมเป็นประจำทุกวันด้วยการสระผมให้สะอาด ใช้ครีมนวดผม และนวดกระตุ้นหนังศีรษะเป็นประจำ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ก็จะทำให้ปัญหาผมร่วงศีรษะล้านทุเลาเบาบางลงได้

3 พึ่งพาแพทย์

แม้ว่าเราจะสามารถหล่อได้ด้วยทรงสกินเฮดแต่สำหรับบางคนแล้วการมีเส้นผมที่ดีจะช่วยให้เรื่องหน้าตา หรือหน้าที่การงานได้ดีกว่า ดังนั้นวิธีที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุดคือใช้วิทยาการทางการแพทย์ช่วยรักษา ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการใส่หมวกหรือวิกปิดบัง การรักษานั้นมีตั้งแต่รับประทานยา ไปจนถึงการปลูกเส้นผม แต่แนะนำว่าควรเลือกด้วยวิธีปลูกเส้นผมจะได้ดีต่อสุขภาพระยะยาวของเรามากกว่า เพราะการใช้ยาล้วนมีผลข้างเคียงเรื่องฮอร์โมนในร่างกาย แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์และงบประมาณที่เรามี

 

วัยรุ่น ความรับผิดชอบ และการเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453896

วัยรุ่น ความรับผิดชอบ และการเติบโต

โดย…โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ unsplash.com

ถ้ามีใครถามว่าอะไรคือมาตรวัดการเติบโตของคนคนหนึ่ง จากวัยรุ่นสู่การเป็นผู้ใหญ่ในสังคม หลายคนอาจมองไปถึงสิทธิการโหวตเลือกตั้งเมื่ออายุ 18 ปีบริบูรณ์ เพราะถือว่าคุณอยู่ในช่วงวัยของชีวิตที่มีวุฒิภาวะมากพอในการตัดสินใจเลือกผู้นำของประเทศ มีโอกาสในการตัดสินใจซื้อ (หรือไม่ซื้อ) บุหรี่ตามร้านขายของได้อย่างถูกกฎหมาย หรือนานกว่านั้นหน่อยเป็นใบปริญญาบัตรการจบมหาวิทยาลัย เมื่อออกจากรั้วการศึกษาปุ๊บบุคคลเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย บางคนอาจจะตอบว่าการเป็นผู้ใหญ่คือการเริ่มต้นหางานทำสร้างรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเอง ไม่พึ่งพาหยาดเหงื่อบุพการีอีกต่อไปต่างหาก สำหรับผมสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่เปลือกภายนอก เป็นสิ่งที่สังคมมองเห็นและใช้เป็นเกณฑ์วัดมาตรฐานทั่วไป ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็น “ผู้ใหญ่” เลยแม้แต่นิดเดียว

หลายวันก่อนผมได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นน้องผู้หญิงที่ทำงานคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กบ้านนอกอายุหย่อนยี่สิบลงมาหนึ่งปี เธอยังไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่สามารถออกท่องราตรีเที่ยวผับบาร์โดยไม่ถูกตำรวจจับได้ ยังอยู่ในช่วงสุดท้ายของวัยทีนที่ชีวิตยังมีเรื่องราวอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า ถ้าเป็นเด็กธรรมดาทั่วไปอายุประมาณนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของถนนชีวิต กำลังตั้งหน้าตั้งตาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่ง มีความรักแรกกับรุ่นพี่ที่คณะ หนุ่มๆ มากหน้าหลายตามารุมจีบหมายปอง อาจจะกำลังสมัครเป็นเชียร์ลีดเดอร์และซ้อมหนักเพื่อการแข่งขันกีฬาครั้งต่อไป อาสาสมัครไปค่ายทำกิจกรรมที่สนใจ กำลังค้นหาตัวเองว่ารักอยากเป็นอาชีพอะไรหลังจากเรียนจบ มีกลุ่มเพื่อนซี้ที่เกาะกลุ่มไปกินข้าวเดินช็อปปิ้งด้วยกันหลังเลิกเรียน โดดเรียนจับกลุ่มนั่งนินทาอาจารย์ที่ตัวเองไม่ชอบ นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบใต้ตึกคณะหามรุ่งหามค่ำช่วงสอบปลายภาค ชวนกันไปเที่ยวช่วงวันหยุดฤดูร้อนคราวหน้า มันเป็นช่วงวัยแห่งความเป็นไปได้ ช่วงเวลาแห่งการก่อร่างสร้างความทรงจำที่งดงาม ช่วงชีวิตที่มีแต่ประตูแห่งโอกาสเปิดรอไว้ข้างหน้า

แต่สำหรับรุ่นน้องของผมมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

เธอตั้งท้องตั้งแต่อายุน้อยเพียง 16 ปี ความอยากรู้อยากเห็นและการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวได้พรากโอกาสมากมายในชีวิตของเธอไปจนหมด ปิดทุกประตูที่เคยเปิดรอไว้สำหรับเธอ และความทรงจำเดียวเกี่ยวกับผู้ชายที่เป็นพ่อของเด็กคือการบอกลาและความรักที่จอมปลอม แต่อะไรที่น่าแปลกใจรู้ไหมครับ? เธอเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังพร้อมรอยยิ้มไม่ใช่หยดน้ำตา ผู้ชายที่เป็นพ่อของเด็กอายุแก่กว่าไม่กี่ปีได้ปลีกตัวหายไปจากชีวิตเธอตั้งแต่ทราบว่าเธอตั้งครรภ์ “เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเลยค่ะ หลังจากที่หนูท้อง เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรับผิดชอบ ไม่ได้ตั้งใจทำงานเป็นหลักแหล่งด้วย หนูเลยตัดสินใจเลิก เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป” ผมอึ้งไปชั่วขณะกับคำตอบที่แข็งแกร่งของรุ่นน้องคนนี้

ผมถามเธอต่อว่า “ไม่เสียใจเหรอที่ไม่มีโอกาสเรียนจนจบมัธยมปลายกับเพื่อนๆ?” เธอบอกว่า “แน่นอนเป็นเรื่องที่เสียใจอยู่แล้ว แต่หนูท้องโตขึ้นทุกวันไปโรงเรียนก็ไม่ได้ เลยลาออกและสมัครเรียน กศน.แทน ตอนนี้เหลืออีกเทอมเดียวก็จบ ม.6 แล้วค่ะ” เธอยังคงยิ้มตอบอย่างมีความสุข

เธอเล่าต่อ “ตอนที่หนูเจอผู้ชายคนนั้นนะ หนูตกหลุมรักหัวปักหัวปำเลย อยู่โรงเรียนหญิงล้วนมาก่อนด้วยมั้งคะ ทำให้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้ชายที่มีประสบการณ์มากกว่า การขาดความยั้งคิด เพราะคำว่า ‘รัก’ ที่เขาพร่ำบอก หนูก็เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่หนูเตือนแล้วแต่ก็ด้วยความหัวดื้อ สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นนี้แหละค่ะ ลูกชายจะสามขวบแล้วตอนนี้”

“พี่ถามอะไรหน่อยสิ ตอบตรงๆ หรือถ้าไม่อยากตอบเลยก็ได้นะ ไม่ว่ากัน” ผมเริ่มถาม เธอทำหน้าสงสัย

“ตอนที่รู้ว่ามีน้องในท้อง เคยคิดจะเอาออกไหม? ทำแท้งเพราะคิดว่าตัวเองยังเด็กเกินไป?” คำถามถูกเอ่ยออกไปก่อนที่เธอจะนิ่งเงียบทำหน้าครุ่นคิด ผมรู้สึกหนักใจว่าเป็นคำถามส่วนตัวเกินไปรึเปล่า แต่ความอยากรู้ว่าเด็กอายุแค่นี้ทำไมถึงมีความเข้มแข็ง หัวใจแกร่งกว่าใครอีกหลายคนที่ผมเคยรู้จักและจากข่าวอันแสนรันทดที่ได้อ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน

“อืมมม…ก็ไม่นะคะ หนูรู้ว่าหนูพลาด แต่น้องไม่ได้ผิด หนูไม่มีโอกาสได้ใช้วิถีชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่หนูก็ไม่คิดว่ามันสำคัญกว่าชีวิตของน้องเลยค่ะ”

นั่นคือคำตอบของเด็กผู้หญิงบ้านนอกอายุ 19 ปีคนหนึ่ง ที่ต้องออกจากโรงเรียนตอนมัธยมสี่เพื่ออุ้มท้องลูกคนแรก ไม่มีสามีคอยช่วยเหลือเรื่องรายได้เลี้ยงดู ต้องหางานทำตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเพื่อเลี้ยงดูบุตรชายตัวน้อย

สำหรับผมความรับผิดชอบแบบนี้แหละครับที่เรียกว่าการเติบโตเป็น “ผู้ใหญ่” อย่างแท้จริง เธอพยายามทำหน้าที่ของแม่คนหนึ่งอย่างเต็มที่ ปกป้องดูแล รักและเอาใจใส่อีกชีวิตหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง

บางคนอาจพูดว่าเพราะเธอพลาดเอง เธอเลยต้องมาตกที่นั่งลำบากแบบนี้ ใช่ครับมันเป็นการตัดสินใจเร็วด่วนได้ชิงสุกก่อนห่าม เฉกเช่นที่มันเกิดขึ้นกับวัยรุ่นมากมายในยุคสมัยหัวใจ 4G แบบนี้ แต่จะมีสักกี่คนกันที่ยืนหยัดกล้าตัดสินใจ ยืดอกยอมรับความผิดพลาดครั้งนี้ไว้ด้วยตัวเองโดยไม่จ่ายค่าการตัดสินใจอันพลั้งเผลอด้วยหัวใจดวงน้อยๆ ที่เต้นอยู่ในท้อง เชื่อผมไหมครับว่ามันมีน้อยมาก ยิ่งในสังคมปัจจุบันที่ตัดสินคนเพียงภาพลักษณ์ภายนอกอย่างนี้

หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเด็กคนนี้ เชื่อว่าลูกของเธอถ้ารู้เรื่องนี้ก็คงภูมิใจในตัวแม่ของตัวเองมากเช่นเดียวกัน

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมเจอข่าวอยู่หลายชิ้นเกี่ยวกับดาราบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วไปหาเศษหาเลยมีบ้านเล็กบ้านน้อย บ้านหน้าซอยท้ายซอยทำตัวเป็นปลาไหลตัวเป็นเมือก เห็นแล้วรู้สึกสงสารภรรยาและบางบ้านก็รวมไปถึงลูกตัวน้อยที่เรียกพวกเขาว่า “พ่อ”

ในความเห็นส่วนตัวผมรู้สึกว่าพวกผู้ชายเหล่านี้ยังไม่ได้เติบโตขึ้นเลยจากความเป็นเด็กวัยรุ่น ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพียงเพราะความอยากได้ในชั่วเวลาขณะนั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่ตามติดตัวมา ทั้งครอบครัวที่แตกระแหง การทำร้ายจิตใจของคนที่คุณเรียกว่าภรรยา ไม่นับไปถึงการทำลายหัวใจดวงน้อยๆ ให้แตกสลายไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย

การเติบโตกับหน้าที่ความรับผิดชอบนั้นเป็นเส้นคู่ขนานที่มาด้วยกันเสมอ เมื่อเราตกลงรับผิดชอบอะไรสักอย่างในชีวิต มันไม่ใช่แค่การทำอะไรส่งๆ เพื่อให้มันเสร็จไปเพียงเท่านั้น แต่คุณต้องใส่ใจและความรู้สึกลงไปด้วย ยิ่งเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัว หน้าที่การหาเงินให้ภรรยากับลูกสำหรับปัจจัยสี่นั้นไม่ได้เพียงพอเลย พวกเขานอนกอดกองเงินที่คุณหามาได้แต่มันไม่อุ่นหัวใจหรอกครับ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือปัจจัยที่ห้า ซึ่งก็คือความรักที่มั่นคงของคุณต่อพวกเขาต่างหาก

คำว่า “ไม่รู้จักโต” คงใช้ได้ดีกับพวกคนเหล่านี้ บางคนอายุปาไปสี่ห้าสิบแอบมีกิ๊กเด็กอายุรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าพูดถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัวเลยครับ คำว่า “ยางอาย” ก็คงไม่รู้จักเช่นเดียวกัน

สำหรับวัยรุ่นแบบรุ่นน้องที่ทำงานของผม พวกเขายังเด็กอายุยังน้อย ยังพอเข้าใจว่าการตัดสินใจผิดพลาดเพราะความไม่รู้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และอย่างน้อยรุ่นน้องของผมก็ยืดอกรับมันไว้แม้ต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก

แต่สำหรับคนที่รู้ทั้งรู้ว่าผิด ทำมาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่าเรียกตัวเองว่า “ผู้ใหญ่” เลยครับ อายเด็กมันเปล่าๆ

 

ส่องกล้องตลาดสด ความจริงเรื่อง ‘เนื้อสัตว์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453895

ส่องกล้องตลาดสด ความจริงเรื่อง ‘เนื้อสัตว์’

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การผลิตสินค้าเกษตรในปัจจุบัน ไม่อาจจะนำคุณภาพสินค้ามาเป็นข้อกำหนดในการจูงใจผู้บริโภคให้เลือกซื้อเท่านั้น ยังต้องสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อเพิ่มเกณฑ์การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าด้วย เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีความตื่นตัวเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรและสุขอนามัยกันมากขึ้น

การส่งเสริมให้ผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ หรือแผงจำหน่ายเนื้อสัตว์เลือกเนื้อสัตว์ที่จะนำมาจำหน่ายจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องยกระดับมาตรฐานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาตฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีอยู่ 11 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ บริษัท อาหารเบทเทอร์, บริษัท เบทาโกร เซฟตี้ มีท แพคกิ้ง, บริษัท สามพรานซลอเทอร์เฮ้าส์, ร้านอุไรวรรณ, สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ และสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ มีการมุ่งเน้นการตรวจสอบและรับรองกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับจากจุดจำหน่ายสินค้าจนถึงฟาร์ม เพื่อยกระดับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ทั้งในตลาดสด ร้านโมเดิร์นเทรด และช็อปจำหน่ายสินค้า ให้มีสุขลักษณะที่ดี สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย

เพราะฉะนั้น การตื่นตัวของหน่วยงานราชการที่จะยกระดับและมาตรฐานของเนื้อสัตว์ปลอดภัย และผู้บริโภคสามารถตรวจผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ตัวเองซื้อว่าปลอดภัยจากต้นทางหรือไม่? จึงเป็นก้าวย่างที่ดีและจะต้องเป็นมาตรฐานพื้นฐานจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันในอนาคตอันใกล้นี้

“ปศุสัตว์ OK” กับ “Scan Me”

ปัจจุบัน โครงการตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ “เขียงสะอาด” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 ที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบร้านค้าเนื้อสัตว์ในตลาดสดให้ใช้เขียงสะอาด รวมทั้งพ่อค้า-แม่ค้า คำนึงสุขอนามัยของผู้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค มีร้านที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 2,400 ร้าน และจะขยายให้ครบ 3,000 ร้าน ในสิ้นปี 2559 นี้

ถือว่าเป็นต้นแบบในการรับรองมาตรฐานของ “เนื้อสัตว์ปลอดภัย” ที่ผ่านหลักเกณฑ์การตรวจประเมินจุดจำหน่ายสินค้าที่ผู้จำหน่ายต้องปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหาร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเข้าสู่อาหาร เช่น สถานที่จำหน่ายต้องมีโครงสร้างแข็งแรง สะอาด ที่จัดวางเนื้อสัตว์มีความสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ต้องจัดวางเนื้อสัตว์แยกกับเครื่องในสัตว์ ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์การขาย อาทิ เขียง มีด อย่างสม่ำเสมอ และผู้จำหน่ายต้องสวมเครื่องแต่งกายที่สะอาดและมีสุขลักษณะที่ดี

ที่สำคัญสินค้าเนื้อสัตว์ที่นำมาจำหน่ายต้องมีต้นทางกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์จากสัตว์ที่เลี้ยงในระบบฟาร์มที่ได้รับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) จากกรมปศุสัตว์ และต้องมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาต มีแบบตอบรับแจ้งการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์กำกับ และมีการจดบันทึกสัตว์ที่เข้าฆ่าและซากสัตว์ที่มีการจำหน่ายออก เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งผู้ประกอบการต้องจัดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้จริง และคณะกรรมการตรวจประเมินสามารถตรวจสอบได้ในระยะเวลาย้อนหลังอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการตรวจ โดยสามารถตรวจสอบย้อนกลับจากสถานที่จำหน่ายกลับไปยังโรงฆ่าสัตว์ และตรวจสอบย้อนกลับจากโรงฆ่าสัตว์ไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ด้วยแอพพลิเคชั่น Scan Me ประชาชนสามารถตรวจสอบผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น QR Code Reader จาก App Store หรือ Play Store จากนั้นใช้สแกน QR Code ที่อยู่บนป้าย Scan Me ที่แผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ในตลาดสดหรือบนฉลากสินค้าเนื้อสัตว์ จะแสดงข้อมูลผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์หรือผู้ประกอบการผลิตเนื้อสัตว์

สำหรับผู้ประกอบการผลิตเนื้อสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวน  8 แห่ง และตลาดสด 5 แห่ง โดยจะมีป้ายคิวอาร์โค้ด Scan Me ติดตั้งไว้ที่แผงผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ในเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

ประสบการณ์จริงในตลาดสด

ตลาดสด 5 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาดอ่อนนุช ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดสามย่าน ตลาดใหม่ทุ่งครุ และตลาดบางขุนศรี ซึ่งสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข ได้ดำเนินการตรวจประเมินผู้ประกอบการผลิตเนื้อสัตว์ ตรวจประเมินและอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการในตลาดที่เข้าร่วมโครงการ Scan Me โดยจัดทำฐานข้อมูลแหล่งที่มาของเนื้อสัตว์และพิมพ์รหัสชุดการผลิต หรือ QR Code บนฉลากสินค้า เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพเนื้อสัตว์และสถานที่จำหน่ายที่ดีสำหรับผู้บริโภค ยกระดับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้มีความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

สายชล สวัสดิชัย ผจก.ฝ่ายบริหารกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ตลาดยิ่งเจริญ ซึ่งเปิดมายาวนานถึง 61 ปีแล้ว ถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นตลาดทันสมัยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสดที่พยายามสร้างจุดขายและรณรงค์เรื่องเนื้อสัตว์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เล่าว่า

“ไม่ใช่เรื่องของเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่เป็นอาหารปลอดภัย ซึ่งทางตลาดให้ความสำคัญ โดยที่เรามีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการหรือแล็บตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงสำนักงานอนามัยเขต เรามีพนักงานประจำเข้ามาดูแลในส่วนนี้เพื่อที่จะสุ่มตรวจสินค้าในทุกประเภท ซึ่งดำเนินการมา 4-5 ปีแล้ว”

สายชล บอกว่า ตั้งแต่ปี 2558 หน่วยงานราชการเปิดโอกาสให้ทางตลาดเข้ามาร่วมมือกัน สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ก็มีแอพพลิเคชั่น Scan Me ซึ่งเป็นการตรวจสอบเนื้อสัตว์ถึงต้นทางแหล่งที่มาผ่านคิวอาร์โค้ด หรือโครงการปศุสัตว์โอเค ซึ่งทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว

“สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมา สิ่งที่ได้รับจากผู้บริโภคก็เหมือนกับเราได้แสดงความจริงใจว่าขายของที่มีคุณภาพ สำหรับโครงการ 2 โครงการที่เราเข้าร่วมในการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานเนื้อสัตว์ปลอดภัย ซึ่งลูกค้าที่ซื้อของในตลาดของเรามานานแล้วเขายิ่งเกิดความมั่นใจในเนื้อสัตว์ที่มีการขายในตลาดมากยิ่งขึ้น เพราะปรากฏแหล่งที่มาที่ชัดเจน ตั้งแต่โรงฆ่า การขนถ่ายสินค้าต่างๆ ก็เลยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานเนื้อสัตว์และอาหารปลอดภัย เราพยายามที่จะพัฒนาและเรียนรู้โดยการทำอย่างต่อเนื่อง”

เรื่องของอาหารและเนื้อสัตว์ปลอดภัยเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว สายชล ย้ำว่า การค้าขายก็ต้องเปลี่ยนไปตามความต้องการของสังคมและมีจิตสำนึกที่ดีในการขายของที่ดีมีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ในส่วนของผู้บริโภคเองก็ต้องมีการเรียนรู้และเลือกซื้อสินค้าต่างๆ อย่างมีความรู้

“เนื้อสัตว์ปลอดภัยก็คำนึงถึงราคาที่ยุติธรรม ถ้าเทียบกับไฮเปอร์มาร์เก็ตของเราอาจจะถูกกว่า เพราะว่าเกิดจากกลไกของการแข่งขัน ตลาดเรามีสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ค่อนข้างมาก อย่างเนื้อหมูเรามีถึง 80 กว่าเขียง เพราะฉะนั้นราคาจึงไม่สูงมาก การมีปริมาณพ่อค้าที่มากทำให้เป็นการส่งเสริมให้มีการแข่งขันกัน ทั้งในเรื่องของราคาและคุณภาพ รวมถึงการบริการลูกค้า ที่สำคัญอย่างเจ้าใหญ่ๆ เขาก็มีฟาร์มเป็นของตัวเองเลยมีการควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์จนมาถึงการขายปลีก ทำให้ผ่านพ่อค้าคนกลางน้อย ราคาเลยไม่สูงมากแต่มีมาตรฐานและคุณภาพที่ดี”

เนื้อสัตว์ปลอดภัยในมิตินักวิจัย

การผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ที่ต้องได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เริ่มมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในปี 2553 โดยมีการคุมเข้มตรวจรับรองมาตรฐานตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ กระทั่งถึงโรงงานแปรรูปมาโดยตลอด จนทำให้ปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ เป็นมูลค่าได้มากถึง 1.5 แสนล้านบาท

รศ.ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อสัตว์และการควบคุมคุณภาพ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ฉายถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของไทย ว่า

“ความปลอดภัยด้านเนื้อสัตว์ของไทยยังไม่สมบูรณ์แบบไปในเนื้อทุกประเภท เนื้อสัตว์ปลอดภัยในปัจจุบันมีปัจจัยเพราะเรื่องมาตรฐานของฟาร์ม การเลี้ยง รวมถึงเรื่องของโรงฆ่าและการชำแหละ แต่ก็เหมารวมทั้งหมดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเนื้อสัตว์ประเภทไหนด้วย อานิสงส์อันหนึ่งที่เมืองไทยได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐานตั้งแต่การเลี้ยงไปถึงระบบฆ่าและการจัดจำหน่าย ซึ่งก็มาจากการที่เนื้อสัตว์ของเราส่งออกได้ ทำให้มีมาตรฐานที่สูงตามขึ้นไปด้วย ทำให้มีการลงทุนในเรื่องโรงฆ่า เพราะกำลังซื้อในประเทศยังไม่ถึงในกระบวนการพัฒนาให้ถึงระดับมาตรฐาน การได้บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยเป็นผลพวงมาจากการส่งออก”

สำหรับการรับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีสุขลักษณะที่ดีในการจำหน่าย ที่มีต้นทางกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์จากสัตว์ซึ่งมาจากระบบฟาร์มที่ได้รับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) ผ่านการฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ซึ่งได้รับใบอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์ (ฆจส.2) โดยผ่านการตรวจประเมินจากคณะกรรมการตรวจประเมินสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการรับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ รศ.ดร.จุฑารัตน์ ชี้ว่า ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เนื้อไก่

“ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเนื้อไก่แปรรูป เนื้อไก่ปรุงสุก อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก เพราะฉะนั้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยนั้นสูงอยู่แล้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริโภค ซึ่งยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องการจัดจำหน่ายที่เป็นแบบเก่ามาวางแบไว้บนแผง โดยไม่ควบคุมอุณหภูมิและป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัย แต่ถามว่าเมื่อเทียบกับในอดีต ปัจจุบันดีกว่าเยอะ”

ลักษณะเนื้อสุกรที่ดีต้องสีสันไม่แดงสดเกินไป รศ.ดร.จุฑารัตน์ บอกว่า ชิ้นเนื้อควรมีสีชมพูอ่อน ไม่แห้งแข็ง ส่วนเนื้อไก่สดที่ดีต้องมีเนื้อสีชมพูเรื่อๆ ไม่มีสีแดงมากหรือไม่ซีดเกินไป โดยเนื้อสุกรและเนื้อไก่ที่เก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หรือเก็บในตู้แช่เย็นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ก็จะช่วยให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

“เนื้อหมูก็ดีขึ้นเยอะ แต่ปัจจุบันส่งออกไม่ได้เพราะติดอยู่ที่เรื่องปากและเท้าเปื่อย ซึ่งยังมีผู้ประกอบการรายย่อยหรือโรงฆ่าที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากลหรือการส่งออก มีมาตรฐานในประเทศที่ด้อยลงมาหน่อย เป็นการอะลุ่มอล่วยกันอยู่ การปรับปรุงเป็นเรื่องของการเพิ่มต้นทุน ถ้าส่งออกไม่ได้กำลังซื้อในประเทศไม่มากก็ลำบากเหมือนกันที่จะปรับปรุงเนื้อหมูให้มีคุณภาพที่สูงแบบเนื้อไก่ทั้งหมด”

เนื้อสัตว์ปลอดภัยที่มีปัญหามากที่สุดก็คือ เนื้อวัวหรือเนื้อโค รศ.ดร.จุฑารัตน์ ซึ่งทำงานด้านวิจัยเนื้อโคให้ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) มา 10 กว่าปี บอกว่าเห็นปัญหาเยอะ

“คนไทยกินเนื้อวัวน้อย เพราะฉะนั้นเรื่องการลงทุนโรงฆ่าให้ได้มาตรฐานแทบจะไม่ทำกันเลย โรงฆ่าเพื่อการส่งออกก็ไปไม่รอด การแข่งขันสูง รวมถึงเนื้อวัวนำเข้ามีราคาที่บางทีถูกกว่าด้วยซ้ำ ที่มีมาตรฐานก็มีโรงฆ่าฮาลาล แต่ก็มีโรงฆ่าขนาดเล็ก เรื่องความปลอดภัยในเนื้อวัวที่บริโภคกันอยู่ในประเทศ มีเนื้อวัวที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดแค่ 2% ส่วนมากคนไทยกินเนื้อวัวตลาดล่าง ซึ่งไม่ได้เลี้ยงขุนแบบมีไขมันแทรก ซึ่งส่วนมากฆ่าในโรงฆ่าเทศบาลหรือลักลอบฆ่ากันตามสะดวก ซึ่งยังไม่ได้มาตรฐาน

“ทุกวันนี้ เนื้อวัว 98% ยังไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงมีเนื้อเถื่อนที่ทะลักเข้ามาจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นประเทศทางผ่านด้วย มีเนื้อวัวคุณภาพที่ได้มาตรฐานปลอดภัยอยู่ 2% ถ้ารัฐบาลไม่ดูแลเรื่องโรงฆ่าจะถูกเนื้อจากประเทศออสเตรเลียเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย”

การจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และยิ่งไปกว่านั้น ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีตู้แช่เย็นเพื่อคงคุณภาพเนื้อสัตว์ป้องกันการปนเปื้อน จะทำให้มีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร เพราะจะคงความสดของเนื้อสัตว์ไว้ได้ “เนื้อสัตว์ปลอดภัย” จึงเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

เลือกซื้อเนื้อสัตว์อย่างชาญฉลาด

เนื้อหมู

1.เนื้อหมู เนื้อละเอียด สีชมพู มันสีขาว ถ้ามันสีเหลืองแสดงว่าหมูแก่

2.เนื้อสัน ควรจะมีสีชมพูอ่อนๆ เนื้อไม่แน่น หรือแข็งจนเกินไป

3.ให้ใช้นิ้วกดดูจะยืดหยุ่นได้ดี ไม่มีรอยบุ๋ม

4.ซี่โครงหมู ต้องไม่ติดกันแน่น

เนื้อไก่

1.ไก่สด ตาจะใส2.ลักษณะผิวเต็มไม่เหี่ยวย่น ไม่มีจ้ำเขียวๆ ไม่ซีด

3.ตัดเนื้อดูจะไม่เป็นสีเขียว ตรงรอยเชือดที่คอจะไม่เขียวชา ดมดูไม่มีกลิ่น

4.ส่วนของอกไก่ จะต้องมีลักษณะอ้วนมีเนื้อแน่น

5.ส่วนปลายสุดของปีกจะดัดงอได้ง่าย หนังมีสีขาว ไม่มีรอยฉีกขาด

6.ขาควรจะเรียบ มีเกล็ด และเดือยเล็กๆ

ไก่อ่อน ปลายจมูกจะอ่อนนุ่ม หงอนเกลี้ยง กดกระดูกหน้าอกจะงอได้ และมักมีขนอ่อนๆ ด้วย ตีนอ่อนนุ่ม เล็บจะแหลม เดือยสั้น หนังบาง ปากไม่แข็งไก่สาว หงอนจะสั้นแข้งลื่นเป็นมัน เนื้อนุ่ม

ไก่แก่ ปลายเล็บมน หนังใต้อุ้งเท้าจะหนาแข็ง เดือยจะยาว

เนื้อวัว

1.ควรเลือกเนื้อวัวที่มีสีแดงสด เนื้อแน่น ลายเส้นไม่หยาบ

2.ให้ใช้นิ้วกดดู จะยืดหยุ่น ไม่มีรอยบุ๋ม

3.ต้องไม่มีเม็ดสีขาวใสคล้ายเม็ดสาคู เพราะเป็นตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด

4.เนื้อสัน ควรจะมีสีแดงสดและมีมันปรากฏอยู่เป็นจุดเล็กๆ

5.ลักษณะของไขมัน แตกง่ายสีออกไปทางครีมอ่อนๆ

6.ไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่มีเมือก

7.เมื่อวางไว้จะมีน้ำสีแดงออกมา ถ้าไม่สด น้ำจะเป็นสีเหลืองๆ ซึม

8.ถ้าวัวแก่จะมีพังผืดมีเส้นใยเต็มไปหมด สีเขียวๆ ดำๆ ไม่ค่อยมีมัน

9.เนื้อควายมีมันสีขาว ปรุงสุกแล้วจะเหนียวกว่าเนื้อวัว

เนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในครัวเรือนควรจะไปตลาดตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้ซื้อเนื้อสัตว์ที่เพิ่งส่งมาจากโรงฆ่าสัตว์ใหม่ๆ จะทำให้ได้ของสด สามารถเก็บไว้ได้นาน และไม่ควรไปซื้อเนื้อสัตว์ในวันพระ เพราะคุณจะได้เนื้อสัตว์ที่แช่แข็ง ซึ่งทำให้คุณค่าทางอาหารลดลงไปมาก

 

สุภาษิต ‘ฝันข้าวฟ่าง’ ความจริงของสิ่งที่ปรารถนาในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453786

สุภาษิต 'ฝันข้าวฟ่าง' ความจริงของสิ่งที่ปรารถนาในชีวิต

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ราชวงศ์ถัง สมัยฮ่องเต้ถังเสวียนจง สมุหนายกหลูเซิงโดนใส่ร้ายต้องโทษกบฏ เขานั่งอยู่กับภรรยาที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่สมัยยังไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ รำพึงว่า

“เดิมข้าอยู่ซานตง มีนาอยู่ 3 ไร่ ก็พอจะประทังชีวิตได้ แล้วทำไมข้าจะต้องมาใฝ่ฝันลาภยศสรรเสริญเช่นนี้ด้วยเล่า เมื่อมาถึงจุดนี้จะย้อนกลับไปใส่เสื้อผ้ามอมแมมเพราะต้องทำไร่ไถนา แต่สามารถขี่เจ้าม้าน้อยไปไหนมาไหนได้อิสระ ก็คงทำไม่ได้อีกแล้ว”

ว่าแล้วก็ชักกระบี่ออกมา โชคดีที่ภรรยายื้อมือเขาไว้ได้ทัน

ชีวิตหลูเซิงเปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาได้พบนักพรตเฒ่า…

หนุ่มน้อยชื่อหลูเซิงขี่ม้าเดินทางกลับไปทำไร่ไถนาที่บ้าน ระหว่างทางแวะพักเหนื่อยที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในโรงเตี๊ยมนอกจากเจ้าของก็มีนักพรตเฒ่านั่งอยู่ หลูเซิงนั่งสนทนากับนักพรตเฒ่าอย่างออกรส

ซักพัก หลูเซิงจึงมองไปที่เสื้อผ้าของตนที่ปุปะและเปรอะเปื้อน แล้วถอนหายใจพร้อมพูดว่า

“ลูกผู้ชายเกิดมาไม่ได้เป็นดังที่ตั้งใจหวัง ทำไมหนอชีวิตถึงได้เป็นซะอย่างนี้!” นักพรตว่า “ร่างกายเจ้าก็ดูแข็งแรงดี ไม่มีโรคภัย ทำไมถึงพูดซะรันทด?”

หลูเซิงว่า “ชีวิตข้ามันก็ใช้ไปวันๆ จะมีอะไรเหมาะจะพูดได้อีก” นักพรตว่า “ชีวิตแบบนี้ไม่เป็นดังหวัง แบบไหนถึงเรียกว่าใช่อีกหละ”

“ก็ลูกผู้ชายมีสติปัญญามีความรู้ น่าจะได้มีโอกาสสร้างผลงาน ถ้าได้เป็นขุนนางก็ต้องให้ได้เป็นแม่ทัพหรือไม่ก็สมุหนายก ครอบครัวจะได้มีกินสุขสบาย ร่ำรวยเฟื่องฟู นี่สิชีวิตที่ควรเป็น”

“จะวิชาการหรือขี่ม้ายิงธนูข้าก็มีฝีมืออยู่ เรื่องเป็นขุนนางสำหรับข้าไม่น่าจะยากอะไร ตอนนี้ถึงวัยที่ต้องสร้างชื่อแล้ว แต่กลับยังทำไร่ไถนาอยู่ ไม่บ่นอึดอัดแล้วจะให้บ่นอะไรได้เล่า?”

ด้วยความเหนื่อยจากการทำงาน หลูเซิงพูดจบก็ตาปรือ เจ้าของโรงเตี๊ยมเพิ่งเริ่มเตรียมโจ๊กข้าวฟ่างหลูเซิงอยากจะหลับซักงีบ

นักพรตเฒ่าได้แต่ยิ้มลูบเครา หยิบหมอนขึ้นมาหนึ่งใบ บอกหลูเซิงว่านอนหมอนนี้ซักตื่นแล้วสิ่งที่เจ้าฝันจะเป็นจริง

หลูเซิงนอนหนุนหมอนที่ตั่ง จำได้ว่าฝันเห็นหลุมปลายทางสว่างประหลาดดึงดูดให้เขาเข้าไป แล้วก็ตื่นขึ้นมาซะก่อน จากนั้นก็กลับบ้านปกติ

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เขาได้แต่งงานกับสาวผู้ดี หน้างดงาม ไร่นาที่เขาขยันไถหว่านก็มีผลผลิตสมบูรณ์

ชีวิตหลูเซิงดี๊ดี เมียสวยรถ(ม้า)หรูก็มีพร้อม สองปีต่อมาหลูเซิงยังสอบติดเป็นขุนนาง ได้สวมชุดข้าราชการอันทรงเกียรติกับเค้าแล้ว

จากตำแหน่งนายอำเภอ ซักพักก็ได้เลื่อนตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ผ่านไปอีกสามปี ก็ได้เป็นหัวหน้าข้าราชการส่วนท้องถิ่น วิถีชีวิตขุนนางของหลูเซิงดูเหมือนมีแต่ขาขึ้น

ฝีไม้ลายมือของหลูเซิงก็ใช่แค่คำอวดโอ้ เขาสร้างผลงานทั้งขุดสร้างทางน้ำ บุกเบิกเส้นทางให้ท้องถิ่น จนได้จารึกชื่อและคุณความดีไว้บนป้ายศิลา

เมื่อทั้งดีและดัง ฮ่องเต้จึงเรียกตัวเขาเข้าวัง ช่วงนั้นฮ่องเต้มีแผนกำราบชนกลุ่มน้อยขยายดินแดน อยากได้แม่ทัพที่ทั้งรับศึกได้และสามารถรวมใจประชาชน ดังนั้นจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพ

หลูเซิงเชี่ยวชาญทั้งบู๊บุ๋น กำราบชนกลุ่มน้อยสำเร็จ ขยายดินแดนได้ 900 ตารางลี้ สร้างเมืองหน้าด่านอีก 3 เมืองไว้ปกป้องดินแดนเถื่อนให้เป็นอาณาเขตราชวงศ์ถังได้โดยถาวร

ชาวบ้านชายแดนต่างชื่นชมแม่ทัพหลูเซิง ราชสำนักปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น จัดพิธีต้อนรับใหญ่โต ชื่อเสียงขจรขจาย ช่วงนั้นใครจะดังกว่าหลูเซิงเป็นไม่มี

แต่โดดเด่นมากก็ย่อมมีคนอิจฉา หลูเซิงถูกกลั่นแกล้งลดยศย้ายไปทำงานต่างจังหวัด แต่ด้วยฝีมือ หลังจากนั้นสามปี ฮ่องเต้ก็ย้ายเขากลับเข้ามาอีก และในที่สุดก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น 1 ใน 3 สมุหนายกแห่งราชวงศ์ถัง รับตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 10 ปีเต็ม

10 ปีที่ว่าเขาเสนอความคิดเห็น กลยุทธ์ทางทหาร และยุทธศาสตร์ชาติหลากหลายด้านที่เป็นประโยชน์แก่ฮ่องเต้ไม่เว้นวัน หลูเซิงได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนนางชั้นยอดของแผ่นดิน

แต่แล้วก็แพ้ภัยขันที เขาโดนขันทีใส่ร้ายว่าร่วมสมคบคิดกับแม่ทัพที่อยู่ชายแดนก่อกบฏ ทุกข์ใจจนแทบจะฆ่าตัวตาย แต่ก็รอดมาเพราะภรรยาห้ามไว้ทันตามที่เล่าไว้ข้างต้น

เพื่อนแม่ทัพผู้ถูกใส่ความถูกประหารไปสิ้น ยังดีที่เพื่อนขุนนางทั้งหลายทูลขอชีวิตเขาไว้ จึงแค่โดนเนรเทศ

ฟ้ายังมีตา ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ฮ่องเต้ก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นการใส่ความ จึงคืนตำแหน่งเสนาบดีให้กับหลูเซิง แถมยังให้ศักดินาเพิ่มเติมเพื่อชดเชย เขากลับมาได้รับความโปรดปรานเป็นอันมาก ลูกชายทุกคนของเขาก็ล้วนแต่มีความสามารถ รับราชการในตำแหน่งต่างๆ สะใภ้แต่ละนางก็ล้วนมาจากตระกูลของพระญาติ

ไม่กี่ปีหลูเซิงก็เข้าสู่วัยชรา หลูเซิงมักทูลขอลาออกจากตำแหน่งเพราะความเหน็ดเหนื่อย แต่เนื่องจากมีความสามารถและเป็นที่โปรดปราน ฮ่องเต้ไม่ทรงอนุมัติ แม้ป่วยไข้ ฮ่องเต้ก็ทรงให้หมอมีชื่อหายาขนานเอกมารักษาเป็นการพิเศษ

หลูเซิงรู้ตัวว่าใกล้ตายจึงได้ถวายฎีกาว่า “เดิมข้าอยู่ซานตง เป็นสามัญชนธรรมดา ทำไร่ไถนาสงบสุข เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจึงได้เป็นขุนนาง พระองค์ก็ทรงเมตตาอย่างยิ่ง พระราชทานทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และสินทรัพย์ให้กระหม่อมและครอบครัว ชีวิตที่เนิ่นนานล้วนอุทิศให้แก่องค์ฮ่องเต้และราชสำนัก แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่โตกลับทำให้ข้าพเจ้ามีแต่เรื่องต้องกังวลใจมากขึ้น ไม่ทันได้รู้ตัวก็แก่เสียแล้ว ปีนี้เกิน 80 ชีวิตถึงบั้นปลาย เนื้อหนังและร่างกายได้แต่รอความตาย จึงขอยื่นฎีกาขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น”

ฮ่องเต้ตอบกลับด้วยเมตตา ชื่นชมในคุณงามความดีและเป็นห่วงเป็นใยในโรคภัยที่หลูเซิงต้องเผชิญ เมื่อได้รับพระราชโองการตอบ คืนนั้นชีวิตหลูเซิงก็ดับลง

หลูเซิงได้กลิ่นโจ๊กข้าวฟ่าง…

หลูเซิงก็ตื่นขึ้น มองเห็นเบื้องหน้าเป็นโรงเตี๊ยมที่เคยนั่งคุยกับนักพรตเฒ่าเมื่อยังหนุ่ม นักพรตเฒ่านั่งอยู่ข้างตั่ง โจ๊กข้าวฟ่างที่ต้มไว้กำลังหอมได้ที่ หลู่เซิงนึกขึ้นมาได้ทันที “หรือนี่เป็นแค่ฝันไป?”

นักพรตเฒ่ากล่าวว่า “ชีวิตคนที่มั่งมีรุ่งเรือง ก็มีอยู่เท่านี้แล” หลูเซิงนั่งขึ้นด้วยอารมณ์บอกไม่ถูกซักพัก แล้วก็ถูกถาโถมด้วยโศกเศร้าอาวรณ์อยู่ยาวนาน กล่าวว่า

“ไม่ว่าชีวิตที่ได้รับความโปรดปรานหรือสาปส่งราบรื่นหรือขลุกขลัก เหตุแห่งการได้รับหรือสูญเสีย อารมณ์แห่งการมีชีวิตหรือความตาย ท่านนักพรตได้ไขกระจ่างให้แก่ข้าแล้ว ข้าขอรับบทเรียนนี้จารึกไว้ในใจ” ว่าแล้วก็โขกคำนับลานักพรตเฒ่าแล้วจากไป

สุภาษิตจีน “ฝันข้าวฟ่าง” หมายถึงสิ่งสดสวยงดงามที่เราไขว่คว้าคาดหวังต่างประกอบด้วยทุกข์สุขปนเปกัน และที่สำคัญคือล้วนเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

หลูเซิงโชคดี มีนักพรตมีหมอนวิเศษได้เห็นแจ้งตลอดทางในชีวิต

แต่จะว่าไปคนสมัยนี้ก็โชคดีกว่า เพราะได้เห็นมากกว่าที่หลูเซิงเห็น ทั้งจากสื่อส่วนรวมและสื่อส่วนตัว แถมในเหตุการณ์เดียวกัน ยังได้เห็นมุมมองแตกต่างที่ล้วนเมามัน เห็นภาพใหญ่ของกระแสแห่งสรรเสริญและนินทา รวมถึงเห็นจุดเริ่มต้นและจุดจบแบบ Reality ของชีวิตที่หลากหลาย ก็มีอยู่เท่านี้แล

”แม้โชคดีกว่าหลูเซิง แต่หลายคนกลับยิ่งเมามันจมจ่อมอยู่ในฝัน กับบทบาทที่มีให้เล่นมากมายไปกันใหญ่ ได้เป็นผู้พิพากษา กองเชียร์ กองแช่ง จอมยุทธ์หรือจอมมาร จะมีมากน้อยเท่าไหร่หนอที่ตื่นขึ้นมาได้กลิ่นโจ๊กข้าวฟ่าง และมีโอกาสบอกกับนักพรตว่า “ได้รับบทเรียนจารึกไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว”

“ก็มีอยู่เท่านี้แล”

 

ปกรณัม ทับเที่ยง 1 ไร่ 1 แสน ทำได้ถ้าเปิดใจกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453820

ปกรณัม ทับเที่ยง 1 ไร่ 1 แสน ทำได้ถ้าเปิดใจกว้าง

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย   ปรีชาพานิช

ระยะ 7-8 ปีมานี้คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องกระแสทฤษฎีแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงสอนไว้ และอาจจะสงสัยว่าทำได้จริงไหม เพราะอาจจะมีหลายคนกังขาว่าความพอเพียงมักจะหมายถึงแค่พอมีพอใช้ แต่จะให้เหลือกินเหลือเก็บเป็นกอบเป็นกำสร้างเงินก้อนโตนั้น คงจะเป็นไปได้ยากสักหน่อย แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กำลังจะกลายเป็นจริง โดยชาวนาพันธุ์ใหม่ 1 ไร่ 1 แสน ที่เขียนโดย ปกรณัม ทับเที่ยง ซือแป๋แห่งทุ่งบางตะไนย์ หนังสือมีชื่อว่า ชาวนาอัจฉริยะ 1 ไร่ 1 แสน (มหาวิทยาลัยบนคันนา)

เขาเป็นเด็กชนบทอยู่ในทุ่งไร่ทุ่งนา เคยได้สัมผัสประเพณีลงแขกนวดข้าว ในช่วงที่หัวลมหนาวโชยมา ยังจำได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของฟางใหม่ ไออุ่นจากฟางข้าวที่ยังปลอดสารเคมี แต่เพราะต้องมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ และกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนในหน้าที่วิเคราะห์ออกแบบระบบและเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หลังจากที่อิ่มตัวในระบบและวงจรชีวิตที่ซ้ำจำเจ ก็ก้าวออกไปแสวงหาชีวิตอิสระด้วยการคืนสู่ธรรมชาติ เข้าป่าดูนก ดูผีเสื้อ ดูดาว จนในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกมาค้นหาที่ทางที่แท้จริงของตัวเองอย่างจริงจัง

เขาเคยเขียนหนังสือแนวธรรมชาติ ชมนกชมไม้ และแนวจิตวิทยา มาแล้ว 2 เล่ม โดย 1 ไร่ 1 แสน เป็นงานเขียนเล่มที่ 3 ของเขา เขาบอกว่า หลังจากที่ลาออกจากงานประจำ เขาก็คิดหาช่องทางจะไปทำการเกษตรแบบปลอดสารเคมี แต่ก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มากนักกำลังหาข้อมูลอยู่ บังเอิญได้ไปเจอกลุ่มพิพิธภัณฑ์เกษตร ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้า จัดทำโครงการ 9 ไร่ 9 แสน เขาสนใจพร้อมทั้งสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือจึงไปสมัครเรียน ซึ่งต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเป็นเวลา 5 เดือนกว่าๆ ซึ่งมีผู้ไปสมัครเรียนเป็นจำนวนมาก แต่รับสอนได้เพียง 9 คนและเขาเป็น 1 ในนั้น แม้จะโตมาจากเด็กบ้านนอกแล้วมาเรียนหนังสือ แค่เห็นพ่อแม่ทำแต่ตัวเขาเองไม่ได้ลงไปสัมผัสจริงจังความรู้มีแบบงูๆ ปลาๆ ถ้าจะทำจริงจังก็ต้องมีองค์ความรู้ที่แน่นหนา จึงหาที่เรียน พอมาเจอที่นี่สนใจและสมัครเข้าไปเรียนแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะสิ่งที่ได้เรียนนั้นถือเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่ภาพลักษณ์ที่ดี

“ตอนที่ไปเรียนก็ไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะต้องมาเขียนหนังสือนะ เราจะไปเรียนเอาความรู้มาใช้ แต่พอไปเรียนแล้วมันทำได้จริง การจะรับคนเข้าเรียนเขาก็จำกัดจำนวน แล้วต้องใช้เวลา 5 เดือนกว่า ก็เสียดายว่าเป็นเรื่องที่ดีควรจะให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนได้อ่านหรือคนอื่นๆ ที่สนใจแนวทางนี้ได้อ่านกัน เพราะเป็นประโยชน์ทำได้จริง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่อยากจะไปทำไร่ทำนา เปิดใจจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่เคยได้รับรู้มา” เขาเล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้

 

ภาพรวมของหนังสือเล่มนี้ก็คือการให้ความรู้เรื่องการปลูกพืชเกษตรทางเลือกแบบผสมผสาน ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เป็นการเกษตรแบบยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำนาด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ ที่ต้องเปิดใจกว้างให้หลุดจากกรอบความคิดเดิมๆ คือถ้าทำแบบเดิมๆ ยุคที่ปู่ย่า พ่อแม่ เคยทำก็ไม่ได้นะ

มันเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ มีความรู้ เอาเรื่องการตลาด เอาเรื่องเทคโนโลยีเข้าไป ข้าวที่ได้ก็ไม่ไปขายโรงสีหาตลาดเองทำตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กผู้ปลูกกับผู้กิน ติดต่อกันโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นการทำเกษตรที่มีความสุข เอาวิธีคิดมุมมองใหม่ๆ ใส่ลงไป

“ถ้ามีหัวการค้า มีความคิดสร้างสรรค์ 1 ไร่ นี่อาจจะทำได้มากกว่า 1 แสนด้วย เช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ดเสริม ในน้ำก็เลี้ยงปลา หมดหน้านาก็ปลูกเผือกปลูกมัน พวกพืชระยะสั้นเสริม ทำน้ำส้มควันไม้ ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง”

เขาใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้เกือบ 1 ปี พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2558 และปี 2559 นี้เขาก็ได้รางวัลรองชนะเลิศจาก สพฐ. และรางวัลชนะเลิศจากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ปีนี้เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงการทำนาตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ การปลูกแบบปลอดสารพิษ คนที่ไม่มีความรู้ไม่เคยทำนามาก่อนสามารถใช้หนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์ในการปลูกข้าวได้เลย บอกเล่าถึงเรื่องธรรมชาติดินฟ้าอากาศเสริมเข้าไป ทำเกษตรแบบประณีตมีความสุขกับชีวิตที่ช้าๆ แต่งดงาม

นอกจากนี้เขายังได้สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ที่ลงมือทำนาด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก เป็นประสบการณ์ตรงจากหลายๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนหลากหลายอาชีพ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน ไม่ว่าจะทำงานโรงงานมาก่อน หรือทำงานเป็นผู้บริหารมาก่อนก็มี ไม่ว่าอ่านเพื่อเป็นข้อมูลหรือจะอ่านเพื่อลงไปทำนาทำไร่จริงๆ เขาคิดว่ามันได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

 

เฟิร์น ไมค์ทองคำ 4 ในวันที่พ่อไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453805

เฟิร์น ไมค์ทองคำ 4 ในวันที่พ่อไม่อยู่

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สาวสุราษฎร์ฯ เจ้าของบทเพลง “ขอสาปให้คิดถึง” เพลงแรกในชีวิตของ ชนิสรา เพชรคง หรือ เฟิร์น ไมค์ทองคำ 4 ที่ได้ถ่ายทอดความคิดถึงส่งไปถึงคนบนฟ้า ถึงพ่อที่จากไปในวันที่ความฝันของลูกเป็นจริง

เด็กคาเฟ่

เธอมีชีวิตอยู่กับพ่อตั้งแต่ลืมตาดูโลก ดังคำที่พ่อกับแม่เล่าตรงกันว่า ตั้งแต่เกิดมาแม่ไม่มีสิทธิจับตัวลูกสาวเลย เพราะพ่อเป็นคนดูแลเองทุกอย่างแม้กระทั่งอาบน้ำ เลี้ยงดูมาอย่างไข่ในหินในฐานะลูกสาวที่คนเจ้าชู้อย่างพ่อต้องหวงมากเป็นพิเศษ

“หนูโตมากับพ่อ ความสัมพันธ์กับพ่อมีมากกว่าแม่” เธอกล่าว อย่างเรื่องนิสัยรักการร้องเพลงก็ติดมาจากพ่อ “พ่อหนูเป็นนักร้องคาเฟ่ หนูก็เห็นภาพทุกวันว่าพ่อซ้อมเพลง ร้องเพลงบนเวที เลยเข้าไปพูดกับท่านว่า อยากร้องเพลงเป็น”

 

สิ่งที่พ่อสอนเฟิร์นมาตลอดคือ ถ้าอยากเป็นนักร้อง อย่าขี้เกียจซ้อม แต่ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก คิดเพียงแค่อยากใส่ชุดสวยๆ ไปยืนอยู่บนเวที “เวทีแรกที่ขึ้นคือเวทีคาเฟ่ที่พ่อทำงานอยู่ จากนั้นก็ไปร้องเพลงทุกวันศุกร์และเสาร์ ช่วยพ่อหาเงินได้เยอะมาก”

เด็กน้อยวัย 7 ขวบ ภูมิใจที่ได้แบ่งเบาภาระครอบครัว จนกระทั่งอายุ 12 ปี เธอบอกพ่อให้เลิกทำงานและตั้งมั่นว่า “หนูจะดูแลพ่อเอง”

เฟิร์นคลุกคลีกับคาเฟ่ตั้งแต่อนุบาล 1 ซึ่งโชคดีที่คาเฟ่ได้ปลูกฝังแต่สิ่งดีๆ ในตัวเธอ ทั้งความกล้าแสดงออก การร้องเพลง การเต้น ความกตัญญู และสอนให้รู้คุณค่าของเงิน

 

โดนของ (ความเชื่อส่วนบุคคล)

เมื่อพ่อทำงานเป็นนักร้องคาเฟ่ได้ 3 ปี ท่านก็เกิดอาการเหมือนคนโดนของ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ) เธออธิบายอาการว่าพ่อนอนติดเตียง เดินไม่ได้ จะร้องเจ็บปวดโหยหวนทุกวันอังคาร วันเสาร์ วันพระ และไม่สามารถอยู่บ้านตัวเองได้ พ่อแม่ลูกจึงต้องไปอยู่บ้านเช่าเล็กๆ

“เงินที่หนูเก็บมาได้ ทอง แหวน ที่พ่อเคยให้แม่ต้องเอาไปขายหมด เพื่อนำเงินมารักษาพ่อ หมอไหนดีไปหมด ทั้งหมอโรงพยาบาล หมอไสยศาสตร์ รักษาหมดเงินไปเท่าไหร่ก็ยอม ขอให้พ่อหาย แต่พ่อก็ไม่หาย” เธอเสียงเครือ

หมอแผนปัจจุบันอธิบายว่า พ่อเป็นโรคกระดูกทับเส้น อาจเป็นเพราะท่านทำงานหนักทั้งวัน เช้าช่วยแม่ขายขนมหวาน กลางวันขับมอเตอร์ไซค์วิน และกลางคืนไปร้องเพลง ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์เงินเก็บของเฟิร์นก็เริ่มร่อยหรอ แต่ค่าใช้จ่ายกลับมากขึ้นทั้งค่ากินอยู่ ค่าเช่าบ้าน และค่ารักษาพยาบาล ทำให้เธอต้องไปร้องเพลงที่คาเฟ่เกือบทุกวัน

 

สุดท้ายเฟิร์นพาพ่อไปหาพระ พระบอกว่าพ่อโดนของเขมร จึงต้องทำพิธีไล่ของที่บ้าน และให้กินยาต้มประมาณ 3 สัปดาห์ อาการของพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการไปอาบน้ำมนต์ทุก 7 วัน พ่อกลับมาปกติทุกอย่าง ไม่ร้องเจ็บปวด เดินได้ แต่ทั้งครอบครัวต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ เพราะพ่อแม่ลูกไม่มีเงินเหลือสักบาทเดียว

เริ่มต้นใหม่

หลังกฎหมายประกาศว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามเข้าสถานบันเทิง เธอก็ไม่มีสิทธิร้องเพลงในคาเฟ่อีก จึงกลับไปเรียนหนังสือ ส่วนพ่อขับมอเตอร์ไซค์วิน และแม่ขายขนมหวานเหมือนเดิม เมื่อพ่อกับลูกสาวไม่ได้ร้องเพลงเป็นอาชีพ เฟิร์นจึงชวนพ่อเดินสายประกวดถึงไหนถึงกันขอแค่ให้ได้ร้องเพลง

“เวทีเล็กเวทีใหญ่ หนูกับพ่อขับมอเตอร์ไซค์ไปแข่งทั่วสุราษฎร์ธานี หนูนั่งหน้า แม่นั่งหลัง พ่อขับ แม่หิ้วชุดไป พอไปประกวดก็ได้รางวัลมาทุกเวที ถ้าเป็นในบ้านหนูจะได้ที่หนึ่ง แต่ถ้านอกบ้านอย่างชุมพร นครศรีธรรมราช ก็จะติดหนึ่งในสาม ใช้วิธีนี้แหละหาเงินและฝึกฝนร้องเพลง”

 

นอกจากนี้ พ่อยังเป็นโค้ชส่วนตัวที่คอยสอนและสร้างความมั่นใจให้เธอก่อนขึ้นเวทีทุกครั้ง เฟิร์นเคยถามพ่อว่า ไปร่ำเรียนวิชาร้องเพลงมาจากไหน ท่านตอบว่าดูจากรายการประกวดร้องเพลง

ขัดแย้ง

เมื่อเฟิร์นเรียนชั้นมัธยมปลาย ได้กลับไปทำงานร้องเพลงกลางคืนอีกครั้งแบบพนักงานประจำมีเงินเดือน โดยต้องไปทำงานทุกวันช่วง 4 ทุ่มถึงตี 1 แล้วก็ต้องตื่นเช้าไปเรียน

“ช่วงแรกที่ทำรู้สึกไม่ไหว เพลียมาก ชีวิตมันเหนื่อยมาก แต่พอหันไปเห็นหน้าพ่อกับแม่ ก็บอกกับตัวเองว่า เราไม่ได้ช่วยท่านเต็มที่ แต่อย่างน้อยช่วยตัวเองให้รอดก็พอ ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” เธอกล่าว

 

ชาวสุราษฎร์ฯ รู้จักเฟิร์นในนาม สร้อยใหม่ (ชื่อเดิม) จากเวทีงานวัด งานจังหวัด แต่หลังจากที่ชนะรายการ กิ๊กดู๋สงครามเพลง ได้เงิน 1 ล้านบาท (9 แสนบาท นำไปพัฒนาจังหวัด อีก 1 แสนบาทเป็นรางวัล) คนที่เป็นแฟนรายการทั่วประเทศจึงได้รู้จักเธอ

แต่ถึงแม้ว่างานจะรุ่ง แต่เรื่องรักเรื่องครอบครัวไม่รุ่งตาม เพราะได้ทะเลาะกับพ่อเรื่องแฟนที่คบมานาน 3 ปี “พ่อหนูรับไม่ได้ที่มีแฟนเป็นทอม” เธอเผย “ตอนนั้นหนูรักแบบไม่ลืมหูลืมตา รักจนทะเลาะกับพ่อทั้งที่ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน จากที่เมื่อก่อนอะไรๆ ก็พ่อ แต่กลายเป็นไม่เอาพ่อเลย จากคนที่รักครอบครัวมากกลายเป็นอีกคน จนในที่สุดพ่อยื่นคำขาดว่าถ้าจะคบกับแฟนก็ตัดขาดพ่อลูกไปเลย”

คำพูดของพ่อทำให้เฟิร์นร้องไห้ 3 วัน 3 คืน ซึ่งเป็นเวลาให้เธอได้ไตร่ตรอง จนสุดท้ายเธอตัดสินใจเลิกคบกับแฟนและกลับมาเป็นลูกคนเดิม

สัมพันธ์พ่อลูก

หลังจากผ่านพ้นเรื่องความรัก เธอดูท่าจะไม่รับอะไรอีกรวมถึงเรื่องร้องเพลง ซึ่งช่วงนั้นตรงกับการเปิดออดิชั่นรายการไมค์ทองคำ 4 ที่เธอแทบจะไม่สนใจ

“หนูเป็นนักร้องในผับหาเงินได้สองสามหมื่นก็พอแล้ว จะให้ไปตามหาความฝันอีก มันเหนื่อยเพราะหนูตามหามานานแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที คงไม่มีแมวมอง หรือใครมาสนใจชวนเข้าวงการ”

 

เฟิร์นและครอบครัวก็เริ่มมีปัญหาทางการเงิน เพราะเงินที่ได้จากการร้องเพลงเหลือน้อยลง แถมมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากการซื้อรถ พ่อเปลี่ยนอาชีพเป็นยาม ยืนทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้ากลับบ้านห้าทุ่ม เพื่อรายได้ที่มากกว่าขับมอเตอร์ไซค์วิน

“ตอนนั้นไม่สนใจเรื่องร้องเพลงเพราะมุ่งแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว พ่อเลยบอกว่าถ้าไม่ลงแข่ง พ่อจะไปแข่งเอง วันที่ไปออดิชั่นเลยชวนหนูไปเป็นเพื่อน เดินจูงมือกันไปสองคน สรุปก็ได้ออดิชั่นพร้อมกัน”

ช่วงนั้นอยู่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ทั้งคู่กลับบ้านรอฟังคำตัดสิน ทว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิด ดวงตาของเธอเริ่มเอ่อด้วยน้ำตา

ลาจาก

เล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ 5 ก.ย. 2558 วันนั้นสุราษฎร์ฯ ฝนตกฟ้าร้องแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนออกไปร้องเพลงตอนกลางคืน พ่อยังนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมและบอกให้เธอเดินทางปลอดภัยเช่นทุกวัน จนเวลา 5 ทุ่มเธอกำลังร้องเพลงบนเวที ได้รับสายจากแม่ว่าพ่ออยู่โรงพยาบาล

“พ่อเข้าโรงพยาบาลบ่อย ปวดหัว เป็นไข้บ่อย หนูเลยไม่ได้เอะใจอะไร ยังขึ้นไปร้องเพลงต่อ จนเพื่อนตะโกนขึ้นมาบอกว่า พ่อเอ็งไม่ไหวแล้ว เท่านั้นแหละ หนูวางไมค์กลางเพลงรีบวิ่งไปโรงพยาบาลทันที” เธอเล่า

“พอไปถึงหนูเห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง อาเจียนออกหูออกจมูก แต่ตอนนั้นหมอยังไม่เข้าเวร หนูโวยวายใส่ ถามว่าทำไมหมอยังไม่มาพ่อหนูกำลังจะตาย ตอนนั้นซีกขวาของพ่อขยับไม่ได้ พูดไม่ได้ ได้จับมือกันแป๊บเดียวก็สลบไปหนึ่งคืนเต็ม”

พ่อต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อโอกาสครึ่งต่อครึ่ง ผลออกมาคือพ่อก็ยังขยับตัวไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ และยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกระทั่งเฮือกสุดท้าย “พ่อหายใจเองได้ หนูดีใจมากรีบไปบอกนางพยาบาล แต่นั่นเป็นแค่สัญญาณ ตอนเช้าพ่อก็จากหนูไป” น้ำตาเธอไหลเป็นทาง

3 วันที่พ่อเข้าโรงพยาบาล เธอทำใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น พ่อยังไม่สั่งเสีย พ่อยังไม่ได้เป็นนักร้องมีชื่อเสียงอย่างที่ตั้งใจไว้ หลายอย่างประดังเข้ามาจนวันสุดท้ายที่ส่งพ่อขึ้นสวรรค์ การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็ได้เริ่มต้นขึ้น

วันที่พ่อไม่อยู่

สายจากไมค์ทองคำโทรหาเธอให้ไปแข่งขันรอบ 60 คน แต่เสียดายที่พ่อผู้ดึงเธอไปออดิชั่นไม่ได้รับรู้ว่าได้ผ่านเข้ารอบไปแข่งต่อกับลูก “หนูไม่อยากไปแข่งแล้ว ไม่มีกำลังใจ ไม่รู้จะร้องอะไร ไม่รู้จะร้องเพื่อใคร เลยบอกกับแม่ว่าไม่อยากไปแข่ง แต่แม่ได้เตือนสติถึงคำพูดตัวเองก็เคยบอกพ่อไปว่า สักวันจะเป็นนักร้องที่ดังที่สุดให้พ่อเห็น”

เธอจึงนำเงินก้อนสุดท้ายส่งตัวเองไปแข่งไมค์ทองคำที่กรุงเทพฯ ผ่านเข้ารอบลึกขึ้นๆ แต่ความสำเร็จที่มีไม่ใช่ความดีใจร้อยเปอร์เซ็นต์ “ชัยชนะเวทีนี้ไม่เหมือนเวทีเล็กๆ ที่เคยประกวด เพราะข้างเวทีไม่มีพ่อ พอลงมาจากเวทีพ่อจะยืนรออยู่ เข้ามากอด เข้ามาหอมแก้ม แต่วันนี้ไม่มีพ่อแล้ว ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม”

สุดท้ายเฟิร์นคว้าตำแหน่งที่ 3 ในรายการไมค์ทองคำ 4 พร้อมเงิน 5 หมื่นบาท และรถยนต์ 1 คัน แต่รางวัลไม่ได้ทำให้เธอดีใจ แต่กลับนั่งร้องไห้ฟูมฟายด้วยความคิดถึงพ่อ เพราะเฟิร์นตามหาฝันมากว่า 20 ปี แต่กลับมาสำเร็จในวันที่เธอไม่มีพ่ออยู่ข้างๆ “หนูอยากกอดพ่อ อยากให้พ่ออยู่ตรงนี้ แต่ทำได้แค่กอดรูปพ่อไว้แน่นๆ และคุยกับพ่อในฝัน” เธอร้องไห้

 

ธเนศ จิระเสวกดิลก – พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ มีความเหมือนที่แตกต่างอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453705

ธเนศ จิระเสวกดิลก - พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ มีความเหมือนที่แตกต่างอย่างลงตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนเชื่อว่าการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนสนิทมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียคือหากผิดใจกันนอกจากจะเสียธุรกิจแล้วจะเสียเพื่อนไปด้วย แต่ไม่ใช่กับสองหนุ่มคู่นี้ ตรง-ธเนศ จิระเสวกดิลก และตี๋-พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ เจ้าของสปาดิวาน่า ที่เปิดธุรกิจสปาด้วยกันมาเมื่อ 16 ปีที่แล้วโดยที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินสวิสแอร์และสนิทกันตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จนกระทั่งมาเปิดสปาด้วยกัน ถึงวันนี้มีอยู่ถึง 5 สาขา และยังต่อยอดธุรกิจทำเครื่องสำอางบำรุงผิว DII เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี รวมทั้งจะมีการขยายไลน์เพิ่มในกลุ่มครีมบำรุงอีก 2-3 ชนิด และอนาคตอาจจะมีเมกอัพเพิ่ม เพื่อให้ครบวงจร

ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเปิดโรงเรียนสอนบุคลากรเพื่อมาใช้ในธุรกิจสปา เนื่องจากมีแผนที่จะเปิดสปาเพิ่มทั้งในและต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ รวมทั้งอาจจะเริ่มขายแฟรนไชส์ไปในประเทศอาหรับและจีน เนื่องจากมีคนรู้จักติดต่อเข้ามา

แนวโน้มธุรกิจสปาไทย กำลังได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ แม้ทางการแพทย์ในต่างประเทศ ก็เริ่มยอมรับว่าการนวดแผนไทยนั้นช่วยชะลอรักษาโรคได้หลายอย่าง จึงเริ่มเป็นที่นิยมในแถบยุโรปและอาหรับมากขึ้น ด้วยการที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานเกือบ 20 ปี เรียกว่ารู้จักนิสัยใจคอกันมาเป็นอย่างดี

ระยะเวลาอันยาวนานขนาดนี้ ทำให้ทั้งสองเชื่อว่ามิตรภาพอันแนบแน่นนี้จะไม่มีปัญหาใดๆ ให้ขัดใจกันได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเหมือนกับคนในครอบครัวเดียวกัน ที่หากผิดพลาดผิดใจกันก็พร้อมจะให้อภัยกันเสมอวิธีคิดหลายอย่างเขาทั้งคู่เหมือนกันและมีจุดยืนหลายอย่างไปในทิศทางเดียวกัน

 

หากว่าความเห็นในเรื่องงานไม่ตรงกัน ก็จะหาเหตุผลของแต่ละฝ่ายมาคุยกัน ดูจุดเด่นจุดด้อยประกอบการตัดสินใจ ใครเหตุผลดีกว่าทฤษฎีดีกว่าก็ต้องยอมรับ หรือไม่ก็โหวตกันหาความเห็นที่สาม หรือไม่ก็ลองให้โอกาสทำดูสักพักถ้ามันเวิร์กก็ทำต่อ ถ้าไม่เวิร์กก็หยุดแล้วมาทบทวนกันใหม่

อยากให้เขาดูแลสุขภาพมากกว่านี้…

ธเนศ กล่าวถึงพัฒนพงศ์ว่า เขาเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว และมีความเป็นนักวิชาการสูง เพราะมาในสายนักวิชาการเนื่องจากเขาเคยเป็นผู้ช่วยสอนในมหาวิทยาลัย ทำงานวิจัยมาก่อน เป็นคนที่ทฤษฎีแน่นเป๊ะมาก คนหนึ่งมาทางบู๊ อีกคนไปทางบุ๋น แต่ภาพรวมแล้วทำให้ดูลงตัว

“เขาเป็นคนที่กล้าจะลอง กล้าที่จะลงทุนอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ จะมีความเชื่อว่าหากจะทำอะไรแล้ว ถ้าทุกอย่างพร้อมสัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก เพราะในโลกนี่ไม่มีอะไรที่จะมั่นใจได้เต็ม 100 ถ้าคิดว่ามันดีแล้วก็ทำเลย อย่ารอให้เสียเวลา ซึ่งบ่อยครั้งที่ความคิดของเขาแม่นยำจริงๆ” ธเนศ พูดถึงเพื่อนด้วยรอยยิ้ม

ส่วนที่ธเนศห่วงเพื่อนก็คือ เขาเป็นคนทำงานหนักมาก เป็นคนคิดเยอะคิดตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้ดูแลตัวเอง มีหลายครั้งที่ดูเหมือนว่าเขาจะเครียด โดยไม่รู้ตัว

 

“เราก็พยายามจะเตือนเขาให้อย่าเครียด หรือให้พักๆ บ้าง เพราะเขาเป็นไทรอยด์ ซึ่งหลังๆ เขาก็พยายามที่จะพักและใจเย็นขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น และหันมาอ่านหนังสือธรรมะ เริ่มหัดทำสมาธิ เอาหลักธรรมมาใช้ในชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งดูเพื่อนนิ่งและมีความสุขมากขึ้น เพราะงานก็เข้าที่เข้าทางไม่มีอะไรให้ต้องห่วง พักบ้างผ่อนคลายบ้างก็ได้” ธเนศ กล่าวด้วยความห่วงใย

ด้านพัฒนพงศ์ ก็ได้กล่าวถึงธเนศว่า เขามีความเป็นอาร์ตในตัวสูง เป็นคนชอบศิลปะ ชอบอ่านหนังสือ ชอบดูแมกกาซีน มีความรู้รอบตัวเยอะมาก เวลาทำงานเขาจะนิ่งๆ ค่อยๆ คิดค่อยๆ ตัดสินใจ เป็นคนรอบคอบระมัดระวัง คอยสังเกตการณ์

“เขาจะเป็นตัวเบรก คอยเบรกเวลาที่ผมเริ่มคิดหรือทำอะไรเร็วเกินไป คอยบาลานซ์ให้เราว่าควรรอก่อนไหม คอยจังหวะที่เหมาะสม ตัวผมเองเรียนการตลาดมาจึงชอบทำอะไรเร็วๆ ส่วนตรงอะไรไม่ชัวร์เขาจะไม่ทำ พอ 2 คนมาเจอกันมันเลยลงตัว พอดีกันคนหนึ่งช้า คนหนึ่งเร็ว เป็นความแตกต่างที่ลงตัวเป๊ะ เปรียบเสมือนเป็นหยิน-หยาง ซึ่งคนข้างนอกจะมองว่าเราคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ในรายละเอียดเราก็ต่างกันเยอะ กระบวนการคิดวิธีการจะต่างกัน แม้ภาพกว้างอาจจะดูคล้ายกันนะ”

พัฒนพงศ์ บอกว่าไม่มีอะไรห่วงเพื่อน เพราะเขาใช้ชีวิตดี มีตรรกะที่ดี มีความกตัญญูต่อครอบครัว ใจดีกับคนรอบข้างเสมอ เขาใช้ชีวิตแบบมีหลักการ มีความสมดุลสมเหตุสมผล ชิวๆ อารมณ์ดีกับทุกๆ คน เรื่องอื่นๆ เขาดีหมด

“จะมีก็แบบเรื่องหลุดๆ เล็กๆ น้อยๆ เดินเผลอตกฟุตปาท ชนนั่นชนนี่ ก้างติดคอ บ้างเหมือนเด็กๆ”  พัฒนพงศ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า คือห้องทำงาน แรงบันดาลใจหาได้ที่ปลายทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453703

ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า คือห้องทำงาน แรงบันดาลใจหาได้ที่ปลายทาง

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เมื่อการใช้ชีวิตในเมืองถูกตีกรอบบังคับให้จำต้องดำเนินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนด นิกสิทธิ์ วงศ์สวัสดิ์ หรือ “โจ” ช่างภาพผู้เป็นที่รู้จักในแวดวงการถ่ายภาพมอเตอร์สปอร์ต เลือกฉีกกฎเกณฑ์นั้น แล้วมุ่งมั่นออกไปค้นหาเส้นทางชีวิตที่สามารถกำหนดได้เอง กระทั่งทุกวันนี้เขาถูกกล่าวขานถึงในฐานะนักผจญภัยผู้มีชื่อเสียง

จุดเริ่มต้นของการผจญภัยไม่จบสิ้นเกิดจากหลังศึกษาจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าทำงานเหมือนเช่นนักศึกษาจบใหม่ จากนั้นตั้งใจทำงานเป็นนักออกแบบ ดีไซเนอร์มากว่า 12 ปี ทว่าแรงบันดาลใจเริ่มหมดลง เสมือนเป็นลางร้ายสำหรับนักออกแบบที่ต้องริเริ่มความคิดใหม่มานำเสนอ

“ในแต่ละวันมนุษย์ถูกตีกรอบด้วยสี่เหลี่ยม เช่น ห้องทำงาน ห้องนอนในคอนโด รถยนต์ทั้งหมดเป็นสี่เหลี่ยม เมื่อชีวิตดูเหมือนถูกตีกรอบรอบด้านเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความคิดอยากหลุดออกมาสู่โลกกว้างเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย” นิกสิทธิ์ กล่าว

เขาเลือกใช้วิธีขับรถจักรยานยนต์พกเอากล้องถ่ายภาพคู่ใจไปด้วย หวังเก็บบันทึกเรื่องราวความประทับใจกลับมาเล่าสู่กันฟังให้คนรอบข้างได้รับรู้พร้อมกับค้นหาแรงบันดาลใจหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่กลับมาด้วย จากทริป 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน สะสมกระทั่งระยะเวลาผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี

ทุกวันนี้ผลงานถูกแสดงให้คนทั่วไปได้เห็น ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวงานเขียน ภาพถ่าย และวิดีโอในชื่อ “ขับ-ถ่าย” ควบคู่ไปกับการบริหารธุรกิจส่วนตัว “Ravan Studio” รับจัดงานอีเวนต์ ถ่ายภาพสตูดิโอ และเขายังเป็นผู้ก่อตั้ง ไทยแลนด์ โมโตกราเฟอร์ (Thailand Motographer) ในเฟซบุ๊กซึ่งมีสมาชิกเป็นจำนวนมาก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ โดยไม่มีการจำกัดว่าต้องมอเตอร์ไซค์ยี่ห้ออะไร จะบิ๊กไบค์ หรือไม่ใช่ได้หมด แม้กระทั่งการไปเที่ยวกันก็ไม่ได้จำกัดรุ่นหรือยี่ห้อ

 

“ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบเปรียบตัวเองเหมือนหมาป่าวิ่งอยู่บนทุ่งหญ้า โล่งๆ มีแสงแดดอ่อนๆ พบกับสายลม รวมถึงฝนตกหนักก็ยังมีความสุขได้ นั่นคือชีวิตในอุดมคติของผม ดังนั้นห้องทำงานคือ ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า ภูเขา และแม่น้ำทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย นั่นคือทรัพยากรของประเทศที่สมบูรณ์ไม่มีวันหมด ที่สำคัญกำลังรอให้เราไปสัมผัส” นิกสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตอิสระไม่อาจละเลยความรับผิดชอบสำคัญยิ่งกว่าเหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือ ครอบครัว นิกสิทธิ์ บอกว่า การได้ทำงานท่ามกลางธรรมชาติโดยมีครอบครัวเดินทางไปด้วยมันคือความสมบูรณ์แบบ เพราะยังสามารถหารายได้มาดูแลภรรยาและลูกชายไม่ขาดตกบกพร่อง ในขณะที่ชีวิตอิสระยังดำเนินต่อไปได้

สำหรับความตั้งใจที่อยากทำต่อจากนี้คือการนำเรื่องราว ประสบการณ์ที่สะสมมา ไปบอกเล่าจุดประกายความฝันให้แก่เด็กชาวเขาที่ไม่เคยเห็นทะเลได้ตั้งใจว่าชีวิตนี้จะต้องไปเล่นน้ำทะเลให้ได้ หรือคนที่
เป็นชาวประมง มีชีวิตอยู่แต่กับงานหาปลาได้นั่งฟังเขาเล่าถึงทัศนียภาพอันงดงามที่หาดูได้ยากจนต้องหาวันไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง

ช่างภาพโมโตกราเฟอร์ผู้นี้กล่าวทิ้งว่า นักผจญภัยรุ่นใหม่อย่ามีข้อแม้กับสิ่งใดมากนัก ควรพยายามทำประโยชน์ให้กับชีวิตของตัวเอง ครอบครัว และทำประโยชน์ต่อหน้าที่การงาน ทำมันให้ได้ทุกวันทั้งหมดจะส่งเสริมให้ชีวิตเป็นบวก พบเจอแต่สิ่งดี สุดท้ายแรงบันดาลใจที่ทุ่มเทมาจะสร้างรายได้ให้เอง จะดีแค่ไหนหากได้ออกไปเที่ยวทุกวัน และหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ในคราวเดียวอีกด้วย