เทวินทร์ หาญปราบ จอมเตะ 360 องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453702

เทวินทร์ หาญปราบ จอมเตะ 360 องศา

โดย…กษม จักรเครือ

ชั่วโมงนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “เทม” เทวินทร์ หาญปราบ จอมเตะหนุ่มวัย 18 ปี ที่กลายเป็นฮีโร่ขวัญใจชาวไทยเพียงชั่วข้ามคืน กับการสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเทควันโดชายไทยคนแรกที่คว้าเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์

ก่อนหน้านี้มีจอมเตะลุ่มเจ้าพระยาไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ “เอเธนส์เกมส์ 2004” นักเทควันโดชายไม่เคยสัมผัสเหรียญ ทำได้แค่ใกล้เคียง อีก 4 ปีถัดมา คือ “ปักกิ่งเกมส์ 2008” เมื่อ “เจ้าแม็ก”ชัชวาล ขาวละออ ที่ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ไปไม่ถึงดวงดาว ตกรอบตัดเชือกแถมรอบชิงเหรียญทองแดงก็ไปไม่ถึงดวงดาว นั่นเป็นจุดเริ่้มต้นที่จอมเตะชายได้ใกล้เหรียญมากที่สุด

ปัจจุบัน ชัชวาล ผันตัวมาเป็นโค้ชให้ “เทม” ใน “ริโอเกมส์” หนนี้ ซึ่งทั้งสองคนก็เข้าขากันอย่างดี จนสามารถหยิบเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์มาให้แฟนกีฬาชาวไทยได้ชื่นชมสำเร็จ

เส้นทางของเทวินทร์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ รอบแรกต้องเจอกับกระดูกชิ้นโตอย่าง คิมแตฮุน (เกาหลีใต้) ดีกรีแชมป์โลก และเป็นเบอร์ 2 ของโลก ขณะที่จอมเตะไทยถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 15 จากนักกีฬาที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย 16 คน เรียกว่าไม่มีใครมองจอมเตะหนุ่มเมืองปทุมฯ ว่าจะชนะได้แต่เทวินทร์กัดฟันสู้จนพลิกชนะล้มยักษ์ตั้งแต่รอบแรก ทำให้มีความมั่นใจมาอย่างเต็มเปี่ยม จนในที่สุดผ่านเข้าสู่รอบชิงฯ การันตีว่าจะคว้าเหรียญได้สำเร็จ

 

เทวินทร์ สวมหัวใจสิงห์ลงไปเตะอย่างเต็มที่กับ จ้าวฉ่าย (จีน) ที่ประสบการณ์และช่วงตัวยาวกว่าจอมเตะจากปทุมฯ หลายเซนติเมตร ทว่าความเป็นรองในเรื่องของสรีระนั้น ทำให้จอมเตะไทยทำได้ดีที่สุดเพียงเหรียญเงิน แต่ทำให้ “เทม” เป็นนักกีฬาชายที่อายุน้อยที่สุดซึ่งคว้าเหรียญให้กับคนไทยได้ ด้วยวัยเพียง 18 ปี 17 วัน เท่านั้น

กว่าจะเป็นจอมเตะประวัติศาสตร์ “เจ้าเทม”โดนฟูมฟักมาตั้งแต่ยังไม่คลอด เพราะว่า ณิศาภัทญ์ หาญปราบ คุณแม่ของ “เทม” มีลูกยาก ตั้งแต่ลูกชายคนแรก “ทัวร์” กรมิษฐ์ พี่ชายคนโตของเทม ที่เป็นอดีตนักเทควันโดทีมชาติก็เช่นกัน ก่อนหน้านั้นแท้งลูกไปถึง2 คน หลังจากนั้นต้องรออีก 9 ปี ถึงจะมีเทวินทร์ และกว่าที่เจ้าเทมจะเกิด ทั้งพ่อและแม่ต้องจ้างหมอมาดูแลเป็นพิเศษ ให้กินยาบำรุงและที่สำคัญฉีดยากันแท้งทุกสัปดาห์นาน 6 เดือน จนถือกำเนิด

“ตอนผมเกิด แม่ต้องจ้างพยาบาลและพี่เลี้ยงมาดูแลถึงที่บ้าน พอผมอายุ 7 ขวบ แม่กลัวจะติดเกม เลยพาไปออกกำลังกายด้วยบังเอิญแถวนั้นมีโรงยิมที่สอนเทควันโด ผมก็บอกแม่ว่า ผมอยากเข้าไปเรียน แม่ถามว่า ทำไมอยากเรียน ผมตอบว่า ชอบชุดเทควันโดมันสวยดี” เทวินทร์ เริ่มสาธยาย

 

ได้รับฉายาว่า จอมเตะ 360 องศา หรือจอมเตะยก 3 ทั้งสองฉายา “เทม” เปิดใจว่ามันขึ้นอยู่ที่การฝึกซ้อม หากคุณซ้อมหนักกว่าคนอื่น คุณก็จะทำสิ่งที่ยากกว่าคนอื่นได้

“ผมซ้อมหนักมาก เพราะ ‘โค้ชเช’เชยองซอก เป็นโค้ชที่จริงจังและเน้นเรื่องระเบียบวินัย ผมเคยท้อเหมือนกัน แต่ว่าได้กำลังใจจากคนรอบข้าง ผมถือว่าเด็กสุดในทีมชาติ โค้ชให้ผมยกขาและลองเตะรอบทิศทาง ฝึกเตะหนักมาก กลับบ้านบางทีแทบไม่มีแรงเดิน จะเห็นว่าโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ผมได้คะแนนจากการเตะสูงเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นแท็กติกของโค้ช ส่วนฉายาจอมเตะยก 3 ผมชอบ มันเป็นแท็กติกของผมเองจริงๆ ไม่อยากกดดันตัวเอง จะเห็นว่ายก 1-2 คะแนนของผมจะเป็นรอง มันทำให้ไม่กดดัน พอยกที่สามรู้ว่าคะแนนเป็นรอง ผมจะเดินหน้าลุยแหลก จะใช้การเตะเป็นอาวุธเด็ดและมันได้ผล เตะทุกครั้งก็ได้แต้ม แต่รอบชิงฯ ไม่สำเร็จเพราะคู่แข่งสูงกว่า แต่ผมก็ดีใจที่ได้เหรียญเงินแต่เสียดายที่แพ้เขาไม่กี่คะแนน สำหรับผมมันคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต”

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เทมผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักถึง 3 โรงยิม คือ “ชมรมเทควันโดราชมงคล” ของ “ครูดา” ไล่มาจนถึง “เคจีเทควันโด” ของอาจารย์ “บิ๊ก” และมาปิดท้ายที่ทวีศิลป์ ของ “อ.เข้ม” ทวีศิลป์ คำนวณ ซึ่งนอกจากสอนแท็กติกเทควันโดของเทม ยังเป็นคนสอนเรื่องกิริยามารยาท เรียกว่าสอนทั้งในและนอกสนาม

 

“ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากยิมทวีศิลป์ ผมพูดได้เลย ผมมีวันนี้ได้ นอกจากคุณพ่อ คุณแม่แล้ว ผู้มีพระคุณอีกคนคือ อ.เข้ม ผมไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่า เด็กผู้ชายอย่างผมจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ตอนไปฉลองที่ทำเนียบรัฐบาล จำได้ว่าตอนเด็กๆ เห็นแต่ฮีโร่โอลิมปิกเกมส์รุ่นพี่ ได้นั่งรถเปิดประทุนแห่ไปรอบกรุงเทพฯ ตอนนั้นผมคิดเล่นๆ ว่าสักครั้งอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง แล้วผมก็ทำให้ฝันเป็นจริง ตอนนี้แม้ไปไหนมาไหนจะมีคนรู้จักมากขึ้น แต่ผมยังดำเนินชีวิตปกติ มีคนมาขอถ่ายรูป ตอนไปเรียนที่จุฬาฯ เพิ่งไปเรียนได้ 2 วันเท่านั้น ที่ลิฟต์ของมหาวิทยาลัยก็มีรูปตัวเองติดอยู่ กลายเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ซึ่งยอมรับว่าผมก็ยังไม่ชินกับสิ่งเหล่านี้” เทมเล่าพลางหัวเราะ

ความฝันและเป้าหมายในอนาคตนับจากนี้ เทวินทร์อยากเรียนให้จบปริญญาตรีเพราะตอนนี้ ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ผมขาดเรียนมาหลายเดือน ซึ่งอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ที่สอนอยู่ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าผมต้องเสียสละทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แต่หลังจากนี้คงจะมีเวลาให้กับการศึกษามากยิ่งขึ้น เพื่อต้องการสำเร็จในระดับปริญญาตรีให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ในการเข้ามาศึกษาในคณะนี้นั้นเพื่อต้องการอยากเป็นนักการทูต เนื่องจากเกรดเฉลี่ยตอนจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบ ปทุมธานี ในสายวิทย์ ได้ 3.26 จึงใช้ความสามารถพิเศษทางด้านกีฬาเข้ามาสอบในคณะนี้ จากจำนวนนักกีฬาทีมชาติที่เข้ามาสมัครเป็นร้อยคน ตัวเองสามารถติดเป็น 1ใน 2 คนสุดท้ายกับนักว่ายน้ำอีกคน แต่ใจจริงแล้วครอบครัวอยากให้ผมสอบเป็นนายร้อยตำรวจ โดยที่ผ่านมาขณะที่ศึกษาในระดับ ม.4และ ม.5 ตัวเองก็เคยจะไปสอบที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน จ.นครปฐม แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้นติดการแข่งขันเทควันโดรายการต่างๆ ในระดับเยาวชนของประเทศ และการแข่งขันนานาชาติ จึงต้องเลิกล้มความตั้งใจไป แต่ก็เก็บความรู้สึกนี้มาตลอด เพื่อต้องการเดินตามรอยฝันให้ครอบครัวได้สำเร็จในอาชีพรับราชการ”

ขณะที่ ยศสรัล กับ ณิศาภัทญ์ หาญปราบคุณพ่อและคุณแม่ของเทวินทร์ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูมิใจในตัวลูกชายที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ส่วนอนาคตเป็นความใฝ่ฝันของครอบครัวมานานแล้วอยากให้รับราชการตำรวจ เพราะเขาเป็นคนตรงไปตรงมา และชอบความยุติธรรม อีกทั้งความมั่นคงในหน้าที่การงานจะทำให้ครอบครัวพึ่งพาได้ ที่ผ่านมาก็เคยพยายามจะเอาลูกชายไปสอบแล้ว แต่เนื่องจากติดแข่งขันและฟิตซ้อมเทควันโดในนามทีมชาติไทย จึงทำให้ไม่มีโอกาส และในครั้งนี้ถ้าหากมีโอกาสก็อยากให้ลูกได้เป็นตำรวจสมใจ ทั้งนี้ทางครอบครัวให้การสนับสนุนเต็มที่

 

“แม่และพ่อชื่นชมในตัวของน้องเทม เขาไม่เคยทำให้พ่อแม่เสียใจ ตั้งใจเรียนและทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุด เขาอยากเป็นตำรวจ ซึ่งพ่อแม่ก็สนับสนุน แม้ที่บ้านจะทำธุรกิจส่วนตัว เพราะพ่อแม่ไม่บังคับอยู่แล้ว ชีวิตของเขา พ่อแม่เพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนเรื่องการตัดสินใจ เขาเป็นคนเลือกเอง เราแค่สนับสนุนเขาแค่นั้น” คุณแม่ของเทม กล่าว

สำหรับเป้าหมายอีก 4 ปีข้างหน้า  สำหรับ “โตเกียวเกมส์” 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น เทวินทร์บอกว่าเป็นเรื่องของอนาคต ขึ้นอยู่กับโค้ช แต่จะดูแลเรื่องร่างกายและฟิตซ้อมให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด สุดท้ายอยู่ที่โค้ชว่าจะเลือกใครไป แต่หากถามว่าถ้าผมยังมีชื่อติดทีมชาติ ส่วนตัวก็อยากจะคว้าเหรียญทองให้ได้เพราะเป็นจุดสูงสุดของนักกีฬา

“อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ขอทำปัจจุบันให้ดีที่สุด” เป็นสโลแกนที่ “เทม” ยึดมั่นมาตลอด

เชื่อว่าแฟนกีฬาทั้งประเทศเป็นกำลังใจให้เทวินทร์ หาญปราบ จอมเตะเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2016 ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องการเรียนและไล่ล่าความฝันบนเส้นทางของเทควันโดทีมชาติ

 

อาหารกับการบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453606

อาหารกับการบริการ

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ครั้งนี้ไม่ได้ชวนชิมอาหาร แต่ชวนดูการบริการ ซึ่งมีตัวอย่างหลายๆ รูปแบบ เผื่อว่าใครจะทำร้านอาหาร หรือเผื่อสำหรับจะไปกินอาหารที่ร้านใดร้านหนึ่ง จะได้เตรียมตัวรับมือกับการบริการ

ผมจะพูดเรื่องบริการเฉพาะร้านอาหารธรรมดาๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป ที่เป็นร้านของคนส่วนใหญ่ ส่วนร้านดีๆ หรู แพง สำหรับลูกค้าชั้นสูงคงจะไม่เน้นมากนัก แต่อาจจะมีตัวอย่างเปรียบเทียบบ้าง เพราะร้านเหล่านั้นเขามีระบบบริหารจัดการ งานบริการขั้นดีอยู่แล้ว คัดคนทำงานที่มีคุณภาพ หรือรักงานบริการ หรือมีรายได้ดี มีค่าทิปสูง

การบริการนั้นอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ถึงจะมีฝีมือเรื่องทำอาหารอร่อย ทำเลดี มีความเป็นต่ออยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะจบแค่นั้น เมื่ออาหารหลุดจากห้องครัวหรือทำเป็นชามเป็นจานแล้ว จะไปอยู่ในกำมือของคนบริการจะเป็นฝ่ายชี้ชะตาว่ารุ่งหรือจะร่วงก็อยู่ตรงนั้น

ผมเป็นคนชอบกินและชอบดูเรื่องการบริการ บางที่ก็ดูเป็นเรื่องตลก บางที่ก็เป็นเรื่องที่น่าให้อภัย อย่างตอนนี้หาคนทำงานยาก ต้องใช้พม่า ซึ่งต้องยอมรับว่าพม่านั้นเพิ่งมาจากป่าจากที่ไกลๆ พอจะรู้เรื่องเป็นงานก็ย้ายไปที่อื่น ก็ต้องไปเอาคนใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องมาอีก แต่บางร้าน บางที่ เป็นเรื่องที่น่าโมโห อาจจะโกรธถึงขั้นสาปแช่งให้มันเจ๊งเร็วๆ

ผมว่าสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยนึกถึงการบริการ เพราะว่ามีฝีมือ ร้านมีไม่มาก การแข่งขันยังไม่สูง หรือเป็นแบบศิลปินเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่ง้อคนกิน ขายดีมากก็เหนื่อยมาก อย่ามายุ่งกับกูมาก ผมเคยเจอร้านอย่างนั้นมามากครับ บางที่เป็นตำนานเลย

 

มีที่จำแม่น เมื่อนานมากแล้ว ตรงใกล้กับ อ.บางรัก ถนนนเรศ สี่พระยา ตรงห้องแถวไม้หน้าอำเภอมีร้านก๋วยเตี๋ยวหมู อร่อยมาก ดังไปทั่ว ขนาดต้องหาทางไปกิน ยิ่งเที่ยงไม่ต้องพูดถึง แต่ช้าระเบิดเพราะอาแป๊ะอีทำคนเดียว หั่นหมู หั่นตับ หั่นกระเพาะหมูทีละชาม ผมเคยนั่งคอย มีนักการของอำเภอไปคอยซื้อใส่ห่อ พอนานเข้านักการคนนั้นบอกอาแป๊ะ เร็วหน่อยเป็นของนายอำเภอนะ อาแป๊ะสวนทันที ให้นายอำเภอมานั่งคอยแดกที่นี่เอง ยังมีทีเด็ดอีก มีลูกค้าที่นั่งคอยนาน บอกอาแป๊ะว่า อั๊วนั่งรถเมล์มากินไกลนะ อาแป๊ะสวนอีก เดี๋ยวอั๊วให้ค่ารถแท็กซี่กลับไปกินที่ลื้อมา มันจริงๆ

สมัยนี้ก็เจอ ร้านก๋วยเตี๋ยวทะเล บางปะแก้ว สุขุมวิท 71 อยู่ใกล้ทางเข้าห้าง Jusco ทั้งก๋วยเตี๋ยวและเย็นตาโฟ อร่อย กุ้ง ปลา ปลาหมึกสด แต่ถ้าเข้าไปนั่งใหม่ๆ ต้องเริ่มทำใจ เพราะมีแต่คนคอยไม่ค่อยเห็นคนกิน และอย่าได้บอกอาเฮียคนรับออร์เดอร์ว่าจะเอาอะไร เดี๋ยวจะจ๋อยสนิท อาเฮียจะพูดแบบจืดสนิทว่า ไม่ต้องสั่ง ถึงเวลาแล้วจะมาถามเอง คอยไปก่อน เคยมีคนพูดกันว่า เจ๊ทำมาผิด พอท้วงเข้า ยกกลับไปเททิ้งเลย แล้วบอกว่าไม่ขาย เรื่องการจัดระบบบริการนี้ยังมีอีกเยอะ อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวแบบผัดด้วยกระทะ มีราดหน้าเนื้อ โกยซีหมี่ ข้าวผัดผักกระเฉดกับปลาเค็ม ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ อร่อยมาก อยู่ในซอยจุฬาฯ 11 ใกล้ตลาดสามย่าน จะลงมือทำตอน 11.30 น. แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นคนนั่งคอยเต็มร้านแล้ว เที่ยงก็ยังไม่ได้กิน เพราะจะทำใส่ถุงก่อน ซึ่งลูกค้าที่สั่งใส่ถุงนี้จะโทรมาก่อน 11 โมง พอเที่ยงก็มาบีบแตรเรียก แล้วคนสั่งใส่ถุงไม่ได้มีคนเดียว มีหลายคน สั่งทีไม่ต่ำกว่า 10 ห่อ คนในร้านนั่งตาปริบๆ เคยมีลูกค้าหัวขี้โกงสั่งห่อได้แล้ว ให้ร้านเทใส่จาน ร้านเขาต้องมีป้ายห้าม ผมเคยนั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่นที่เขามาก่อนแล้ว พอเขาได้ ก็ยกนาฬิกาขึ้นดู แล้วบอกกับผมว่า 1 ชั่วโมง 15 นาที พอดี

ยังมีอีกร้าน ผมเคยชอบร้านก๋วยเตี๋ยวป้าฮวย ที่โพธาราม ตอนหลังห่างไป มีน้องไปกิน เจอการจัดการที่ไม่ดี ทำให้คนสั่งห่อก่อน คนนั่งในร้านไม่มีใครได้กิน แม้กระทั่งพระที่มีญาติโยมพาไปฉันเพล เกือบอดเพล มีลูกค้าทนไม่ได้ ไปบอกคนทำให้ทำให้พระก่อน ถ้าพระอดเพลนี่ เหมือนขายดีบนกำแพงบาป ผมว่าระบบสั่งห่อกลับบ้านนั้น ต้องคอยก่อน ให้คนในร้านได้กินก่อน จึงจะยุติธรรม

เรื่องเอาแต่จะขายอย่างเดียว ไม่ดูเหตุผลของคนกิน ผมเคยเข้าไปที่ปากน้ำปราณบุรี มีร้านที่เขียนชวนให้กินว่า ร้านนี้อาหารทะเลสด อร่อยทุกมื้อ แต่เกิดไม่อร่อยตอนกลางวัน ของวันจันทร์ วันที่ผมไปกินนั่นแหละ แถมสั่งเอา ข้าวผัดปู ปลากะพงสามรส ต้มยำปลาทราย ที่เน้นแล้วเน้นอีกว่าขอจานเล็ก เพราะมากันแค่ 2 คน ข้าวผัดก็ได้จานแปมา ปลากะพงมาทั้งตัว ต้มยำได้เป็นหม้อไฟ

ไหนๆ พูดเรื่องการบริการแล้ว ก็เล่าถึงที่เมืองนอกบ้าง ผมเคยไปกินอาหารที่ Miami ฟลอริดา อเมริกา จะขายเฉพาะมื้อค่ำและต้องจองก่อน และต้องแต่งตัวเรียบร้อย อย่างน้อยต้องผูกเนกไท พอถึงคิวได้นั่งที่โต๊ะ พนักงานในชุดเสื้อขาว กางเกงดำ ผูกหูกระต่ายดำ ปราดเข้ามาถึงสวัสดีโค้งแบบสุดๆ บอกชื่อเสร็จว่า ผมชื่อนั้น ชื่อนี้ มีความยินดีที่จะรับใช้ ดูแลคุณเต็มที่ตลอดเวลา เพื่อให้เป็นมื้อที่พิเศษ พอเลือกอาหารก็บอกอีกว่า คุณเลือกได้เยี่ยมมาก มีรสนิยมมาก เพราะเรามีปลาที่สดมาก ที่เหมาะกับจานที่คุณเลือก ระหว่างที่กินก็จะเวียนมาถาม มีอะไรที่ต้องการอีกบ้างไหม เท่านั้นก็เคลิบเคลิ้ม ปกติต้องจ่าย Tip 15% แต่ยินดีที่จ่ายมากกว่านั้น ไม่เสียดายเงิน เพราะการบริการแท้ๆ

ที่เล่ามานั้นอย่างที่บอกครับ การบริการมันนำพาให้รุ่งเรืองได้ ใครอยากทำร้านอาหาร คิดง่ายๆ แค่มีฝีมือไม่ได้ครับ

 

รถพยาบาลอัจฉริยะ คันที่ 5 ของโลกอยู่ที่นี่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453221

รถพยาบาลอัจฉริยะ คันที่ 5 ของโลกอยู่ที่นี่!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่า โรงพยาบาลพญาไท 1 มีรถพยาบาลที่เป็น “หน่วยรักษาอัมพาตเฉียบพลันเคลื่อนที่” (Mobile CT & Stroke Treatment Unit) ซึ่งทั้งโลกเวลานี้มีเพียง 5 คัน หนึ่งในนั้นอยู่ที่ประเทศไทย ถือเป็น 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งเป็นคันแรกในเอเชีย เอาเข้าจริงเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อ 9 เดือนก่อน เมื่อรถพยาบาลอัจฉริยะถูกนำมาให้บริการเป็นครั้งแรก แต่เมื่อได้คุยกับ “ต้นเรื่อง” นพ.สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 จุดเริ่มต้นก็ต้องย้อนไปไกลกว่านั้น

ในเดือน มี.ค. 2558 นพ.สุรัตน์ ได้เดินทางไปร่วมประชุมเรื่องหลอดเลือดสมองที่ประเทศอังกฤษ บริษัทผู้ผลิตรถพยาบาลอัจฉริยะจากประเทศเยอรมนีได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วย โดยรถพยาบาลถูกขับมาจากเบอร์ลิน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมแพทย์โรคหลอดเลือดสมองจากทั่วโลกให้ได้สังเกตการณ์

รถพยาบาลโรคหลอดเลือดดังกล่าวมีระดับมาตรฐานสูงสุดของการรักษาพยาบาล มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศเยอรมนีและอเมริกาว่า สามารถรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันได้รวดเร็วกว่ารถพยาบาลทั่วไป สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือ 3 สิ่งพิเศษที่อยู่ในรถ ประกอบด้วย

1.เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองและหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (CT Scan)

2.ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Laboratory)

3.เทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือระบบโทรเวชกรรม การรักษาผู้ป่วยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

 

 

ความแตกต่างของรถพยาบาลอัจฉริยะกับรถพยาบาลทั่วไปอีกประการหนึ่งคือ ราคา รถราคา 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 40 ล้านบาท สูงกว่าราคารถพยาบาลทั่วไปหลายเท่าตัว ราคาที่สูงลิบลิ่วนี้จะเป็นปัญหาต่อการยื่นของบประมาณการจัดซื้อแน่ หาก นพ.สุรัตน์ มองว่ามีหนทางที่เป็นไปได้

“ผมดูแล้วไม่น่ายาก เพราะหัวใจของรถคันนี้ คือ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ติดตั้งเคลื่อนที่ไปกับตัวรถ หากประกอบตัวรถที่สามารถติดตั้งเครื่องมือแพทย์ไว้บนรถได้ ก็เป็นไปได้ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือทีมแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทีมแพทย์ระบบประสาทของเราดูแลโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลในเครือข่ายกว่า 15 แห่ง เราพร้อม”

แนวคิดของ ดร.สุรัตน์ เดินหน้าอย่างรวดเร็ว รถพยาบาลที่สามารถทำการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบนรถได้อย่างทันท่วงที ช่างเหมาะสมอย่างยิ่งกับมหานครซึ่งมีการจราจรติดขัดอย่างกรุงเทพฯ เพราะทุก 1 นาทีที่สูญเสีย คือทุก 2 ล้านเซลล์สมองที่ต้องตายลง ไม่อยากคิดว่าทุกวันนี้มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมากแค่ไหน ที่ต้องสูญเสียโอกาสจากปัญหาการจราจรบนท้องถนนของบ้านเรา

“รถคันนี้เราสั่งต่อขึ้นเอง คิดแล้วว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงซื้อรถมาจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ แต่รถยี่ห้อนี้ไม่มีดีลเลอร์หรือตัวแทนในไทย หากซื้อมาแล้วมีปัญหาจะส่งซ่อมที่ไหน จึงตัดสินใจส่งประกอบตัวรถที่อู่แถวบ้านโป่งนี่เอง รถรวมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ราคา 17 ล้านบาท” นพ.สุรัตน์ เล่า

นพ.สุรัตน์ กล่าวต่อไปว่า การประกอบตัวรถใช้เวลา 1 ปี ได้เสริมโช้กอัพให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากเป็นรถพยาบาล 6 ล้อ ไม่ใช่ 4 ล้อเหมือนทั่วไป เพื่อคุณสมบัติในการรับน้ำหนักเครื่องมือทางการแพทย์ที่ติดตั้งภายในรถ นอกจากนี้รอบตัวรถได้ทำการบุตะกั่ว ป้องกันรังสีเอกซเรย์จากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่ให้แผ่ไปนอกตัวรถ ซึ่งเป็นอันตรายต่อบุคคลภายนอก

 

“ตัวถังรถหรือคัสซีถูกออกแบบให้สั้นที่สุด เตี้ยที่สุดและแคบที่สุด เพื่อให้พื้นที่ในรถกว้างที่สุดนั่นเอง โดยเจ้าหน้าที่ต้องยืนได้ สามารถบรรจุเครื่องมือทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โครงสร้างต้องแข็งแรง นอกจากนี้ก็ต้องมีพื้นที่สำหรับทีมประจำรถจำนวน 5 คน คนไข้ 1 คน ญาติคนไข้ติดมากับรถด้วยอีก 1 คน รวมทั้งหมด 7 คน”

สำหรับทีมประจำรถประกอบด้วย แพทย์ฉุกเฉิน 1 คน พยาบาลชำนาญการ 1 คน เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ 1 คน และเวชกรฉุกเฉิน 2 คน เวชกรฉุกเฉินคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนต้องขับรถได้ ทุกคนมีหน้าที่และทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้เงื่อนเวลาที่จำกัด ทั้งนี้ได้ยื่นขอจดทะเบียนเป็นรถพยาบาลพิเศษ โดยได้รับอนุมัติจากกรมการขนส่งทางบก และกระทรวงสาธารณสุขเรียบร้อย

โทร. 1772 กด 7 เมื่อรถไปถึงบ้านผู้ป่วย ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินจะทำการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยทันที ทำการถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในรถ วิเคราะห์ผลเลือดอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องปฏิบัติการเคลื่อนที่ ส่งภาพสมองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแล้วทำการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เพื่อพิจารณาการให้ยาละลายลิ่มเลือด กับทีมประสาทแพทย์สโตรคที่ประจำ 24 ชั่วโมงอยู่ที่โรงพยาบาล

“ความรวดเร็วคือหัวใจของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง รถพยาบาลอัจฉริยะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันคนไข้หรือผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องให้ข้อมูลเผยแพร่ออกไป บางคนกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ประเด็นคือราคาไม่สูงเกินอัตราค่าให้บริการของรถพยาบาลทั่วไป”

นพ.สุรัตน์ อธิบายต่อไปถึงเรื่องที่คนไข้กลัว อัตราค่าเรียกบริการรถพยาบาลทั่วไปคือ 5,000-6,000 บาท รถพยาบาลอัจฉริยะคิดค่าให้บริการเท่ากัน กรณีมีการฉีดยาสลายลิ่มเลือด 2 แสนบาท กรณีไม่ได้ฉีดยา (เนื่องจากข้อจำกัดของตัวผู้ป่วย) 1.5 แสนบาท กรณีต้องลากก้อนเลือด 4 แสนบาท เมื่อเทียบกับการทุพพลภาพหรือพิการไปตลอดชีวิต ถือว่าคุ้มมาก

ถึงปัจจุบันศูนย์รักษาอัมพาตเคลื่อนที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไปแล้ว 12 คน หนึ่งในนั้นคือเคสประทับใจของ นพ.สุรัตน์ เป็นครั้งหนึ่งที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอาการโรคหลอดเลือดสมองที่โรงพยาบาลกรุงเทพเขาช่อง ปัญหาคือที่นั่นไม่มีแพทย์สมอง ญาติผู้ป่วยประสานมาทางโรงพยาบาลพญาไท 1 ได้ส่งหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ออกไปรับตัวทันที ขณะที่โรงพยาบาลเจ้าของไข้ก็ตีรถพยาบาลออกมาเร็วที่สุด วิ่งมาเจอกันกลางทาง

 

“มาพบกันครึ่งทางแถวๆ สระบุรี เป็นปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง รถเข้าจอดฉุกเฉินที่ลานซีเมนต์ในปั๊ม ทีมแพทย์ได้โทรศัพท์ประสานงานกันเป็นระยะ เมื่อพบตัวผู้ป่วยจึงสามารถทำการรักษาได้ทันที”

เคสนี้ รถพยาบาลอัจฉริยะได้ฉายความเป็นพระเอกเต็มที่ หากไม่ได้หน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่คันนี้ ผู้ป่วยต้องใช้เวลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกไม่น้อย ผลการรักษาอาจไม่ออกมาดีอย่างที่เกิดขึ้น สำหรับรายนี้จากที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พูดไม่ได้และแขนขาอ่อนแรงหมดแล้ว ก็กลับมาปกติ ฟื้นคืนดีจากอาการทั้งหมด

“ทอม” หรือ อนุชา รุ่งเรือง เจ้าหน้าที่พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลพญาไท 1 เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ เล่าให้ฟังว่า เคสประทับใจเป็นผู้ป่วยวัย 50 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านย่านลาดพร้าววังหิน พี่ชายเป็นหมอซึ่งทราบถึงรถคันนี้มาก่อน ได้โทรมาตามรถด้วยตัวเอง ผู้ป่วยขณะนั้นมีอาการแขนขาไม่มีแรง ศูนย์ประกาศโค้ดเรียกทีม “โมบาย สโตรค อะเลิร์ท” ในทันทีนั้นทุกคนก็วิ่ง

“ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ทุกคนต้องมาที่รถ ภายใน 10 นาทีรถต้องออก นี่คือข้อกำหนด ขณะนั้นเป็นเวลา 09.00 น. ลาดพร้าวรถติดมาก แต่นอกเหนือจากโมบายแล้ว ทีมของเรายังประกอบด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่จะส่งล่วงหน้าไปก่อน เวชกิจฉุกเฉิน 2 คนจะพุ่งไปอย่างเร็วจี๋โดยใช้บิ๊กไบค์เป็นพาหนะ แบกกระเป๋ายาขี่นำไป ต่างประเทศไม่มีมอเตอร์ไซค์ แต่เมืองไทยต้องมีเพราะรถติด เราต้องปรับเพิ่มเข้ามาเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไข้”

 

ทันทีที่บิ๊กไบค์ถึงที่หมาย ก็เป็นทันทีที่การเร่งตรวจรักษาเบื้องต้นเริ่มต้น โดยอุปกรณ์ตรวจแล็บที่นำไปด้วย เมื่อสอบทานว่าเป็นอาการหลอดเลือดสมองแน่ ก็เตรียมผู้ป่วยสำหรับการทำซีทีสแกน เพื่อที่ว่าเมื่อโมบายมาถึงจะได้ทำซีทีสแกนให้คนไข้ได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาอีก กระบวนการรักษาทั้งหมดทำที่หน้าบ้านคนไข้ จากนั้นจึงส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาล แต่บางครั้งยังไม่ทันถึงโรงพยาบาล คนไข้ก็อาการดีขึ้น ยกแขน ยกขา พูดได้ ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในรถพยาบาลนั่นเอง

“บรรยากาศบนรถคือต่างคนต่างรู้หน้าที่ พยาบาลและเวชกิจฉุกเฉินไปชาร์จคนไข้ก่อน ตรวจแล็บก็ทำบนรถได้เลย ขณะเดียวกันแพทย์ก็ตรวจคนไข้ เทเลเมดิซีนทำหน้าที่ของมัน ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อเห็นผลซีทีสแกนจะสั่งดำเนินการ เหมือนยืนคุมการรักษาอยู่ตรงนั้นด้วย ทุกอย่างดำเนินไปพร้อมกันและสอดคล้องกันเหมือนเฟืองนาฬิกา”

“จอม” ว่าที่ ร.ต.เจตศักดิ์ดา สงพัฒน์แก้ว เจ้าหน้าที่กู้ชีพ EMT-B (emergency medical technition-basic) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ประจำรถโมบายหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ เล่าให้ฟังว่า Mobile CT & Stroke Treatment Unit ตัวรถจะหนักกว่ารถตู้ปกติหรือรถพยาบาลทั่วไป รวมทั้งมีความสูงและความยาวกว่า โดยความใหญ่และความหนักของตัวรถ สำหรับผู้ขับขี่ถือว่าชินแล้ว อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉินผู้ขับขี่ในการฝึกซ้อมตลอดเวลา

“ต้องเทรน ต้องซ้อมเข้มข้นครับ พนักงานขับต้องมีชั่วโมงบินและชั่วโมงซ้อม ต้องดูแล ต้องช่วยทำแล็บ สรุปว่าต้องทำได้ทุกอย่างรวมทั้งขับรถ”

 

การจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญจะขับอย่างไรให้มีความปลอดภัยสูงสุด ขณะเดียวกันก็ “ไป” ให้เร็วที่สุด เคยมีเหมือนกันที่รถเมล์ปาดหน้า คิดถึงอุปกรณ์การแพทย์ที่ติดตั้งอยู่ภายในรถ บางชิ้นราคาเป็นหลัก 10 ล้าน แค่คิดจอมก็เสียวแล้ว แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นจริงๆ จะไม่ได้คิดหรือเสียวอะไร เพราะที่แวบเข้ามาก่อนคือสติ สติมาแล้ว รถปลอดภัยแล้ว จึงอนุญาตให้ตัวเองเสียวได้หนึ่งแวบแล้วขับต่อไป

“กระจกข้างแตกไปหน่อย นอกนั้นไม่มีอะไรเสียหาย สติสำคัญ ตระหนักรู้ว่าเรากำลังควบคุมยานพาหนะที่จะต้องนำไปสู่เป้าหมายการรอดของชีวิตให้ได้” น้องจอมเล่า

ส่งท้ายด้วย นพ.สุรัตน์ กล่าวว่า เรื่องที่รถพยาบาลของพญาไท 1 เป็นหนึ่งในท็อปไฟว์ของโลก ก็น่ายินดีอยู่ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการที่เราจะรักษาพยาบาลคนของเราได้ดีขึ้น คนของเราจะมีอัตราการรอดชีวิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งที่สำคัญที่สุดคือ มาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของไทยที่จะยกระดับขึ้น

“คนไทยต้องรู้ว่า ที่นี่…ประเทศไทย เรามีรถพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และต้องรู้ว่า ‘ทุกคน, มีสิทธิเรียกใช้บริการรถพยาบาลอัจฉริยะคันนี้ได้เสมอ”

 

เขื่อนแม่วงก์กับมาตรา 44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/453219

เขื่อนแม่วงก์กับมาตรา 44

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

เขื่อนแม่วงก์เป็นกรณีด้านการพัฒนากับสิ่งแวดล้อมที่ต่อเนื่องยาวนานหลายปีกับหลายรัฐบาล เมื่อกรมชลประทานวางแผนที่จะสร้างเขื่อนที่อ่างเก็บน้ำจะต้องท่วมทับผืนป่าในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จนเกิดกระแสของความไม่เห็นด้วย และเกิดการขยับขับเคลื่อนเพื่อการคัดค้านอย่างจริงจังมาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา จนยุติการพิจารณาในปี 2557

กรณีเขื่อนแม่วงก์กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีแนวคิดว่าจะเสนอให้ใช้มาตรา 44 ในการสร้าง โดยมองว่าการสร้างเขื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรกรรมและการป้องกันน้ำท่วม เมื่อแนวคิดนี้ปรากฏออกมาในสื่อ ทำให้เกิดกระแสจากหลายฝ่ายและเกิดการเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผมแล้ว กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ NGO แม้ว่า NGO จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ แต่คนที่เห็นด้วยว่าไม่ควรสร้างก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพียงแค่นั้น ยังมีอีกมากรวมถึงหน่วยงานภาครัฐเอง

ในครั้งที่มีการพิจารณา EIA เรื่องเขื่อนแม่วงก์ โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ในปี 2557 ที่ประชุมของ คชก.มีมติไม่สร้างเขื่อนแม่วงก์ เนื่องจากกรมอุทยานฯ ได้ทำหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เพราะมีป่าสมบูรณ์เกินกว่าจะปล่อยให้มีการสร้างเขื่อน (คำให้สัมภาษณ์ของเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาฯ สผ. ในขณะนั้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

ในจดหมายราชการลงวันที่ 18 พ.ย. 2557 จากกรมอุทยานฯ ถึง เลขาฯ สผ. ระบุชัดเจน “…จึงมีความเห็นไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์…” ซึ่งหากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นด้วย โอกาสที่จะสร้างเป็นไปได้ยากมาก ต่อให้ EIA ผ่านการพิจารณา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างได้ เพราะหน่วยงานอย่างกรมอุทยานฯ เป็นผู้ให้อนุญาตโดยใช้ EIA ประกอบการพิจารณา เมื่อหน่วยงานเจ้าของพื้นที่คัดค้านตั้งแต่ต้น การพิจารณาจึงยุติโดยขอให้ทางกรมชลประทานกลับไปดูใหม่ และจากคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของท่านปลัดกระทรวงฯ กรมชลประทานไม่ได้ส่งเรื่องเข้ามาให้ สผ.พิจารณาอีกเลยจนถึงบัดนี้

จริงอยู่ที่การใช้มาตรา 44 สามารถข้ามขั้นตอนใดก็ได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยมีการใช้มาตรา 44 เพื่อข้ามขั้นตอนจากการคัดค้านของหน่วยงานภาครัฐมาก่อน ซึ่งหากจะทำคงต้องเป็นเรื่องที่พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ

นอกจากนี้ จดหมายของกรมอุทยานฯ ยังระบุถึงจดหมายจากกระทรวงต่างประเทศ ที่ได้รับข้อความจากศูนย์มรดกโลกและองค์กรระหว่างประเทศ IUCN ในกรณีเรื่องเขื่อนแม่วงก์ โดยจดหมายระบุว่า “…ศูนย์มรดกโลกเสนอว่าให้ไทยระงับโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จนกว่าผลการประเมิน EIA จะครบถ้วน และมีผลการประเมินที่เกี่ยวข้องกับเขตมรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร”

ศูนย์มรดกโลกเป็นผู้ดูแลเรื่องมรดกโลกโดยตรงและ IUCN เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นองค์กรที่ปรึกษาในการจัดการเขตมรดกโลกทั่วโลก รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและประเมินชี้วัดเขตมรดกโลกต่างๆ ซึ่งประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาในเขตมรดกโลกเขาใหญ่ เพื่อให้ยังคงสถานะเป็นมรดกโลกอยู่ได้ เพราะทำให้เกิดประโยชน์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เป็นสายเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยในทุกวันนี้

การใช้มาตรา 44 ในกรณีเขื่อนแม่วงก์ หมายถึงข้ามขั้นตอน EIA และการประเมินผลกระทบต่อมรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร ขัดแย้งกับที่ศูนย์มรดกโลกและ IUCN ขอร้องไว้ หากเป็นเช่นนี้จริงย่อมส่งผลกระทบต่อสถานภาพของเขตมรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ฯ ยังอาจส่งผลกระทบต่อเขตมรดกโลกอื่นๆ รวมถึงภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ตลอดจนการค้าระหว่างประเทศที่หลายคนทราบดีว่า ปัจจุบันการต่อรองยกประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นโจทย์หลัก (ประมง IUU กรณีงาช้าง กรณีม้าน้ำ ฯลฯ ที่ผู้อยู่ในวงการจะทราบดี)

ทั้งหมดที่กล่าวมา ผมอยากชี้ให้เห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การขัดแย้งกันเรื่องเสือดีหรือเสือไม่ดี ไม่ใช่แค่การขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับ NGO ฯลฯ แต่มันมีความนัยที่ลึกซึ้งกว่านั้นและมันเกี่ยวข้องกันมากมายกว่าที่เราคิด

สำหรับผมแล้ว แนวคิดก็ยังคงเป็นแค่แนวคิด ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเห็นด้วยแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ มาตรา 44 วันนี้พรุ่งนี้ เพราะหากพิจารณาทุกเรื่องให้รอบคอบแล้ว มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น ทั้งการคัดค้านของหน่วยราชการเจ้าของพื้นที่ ทั้งการข้ามขั้นตอนที่องค์กรระหว่างประเทศเสนอมา

โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะมีการใช้มาตรา 44 ในกรณีนี้ครับ

 

เรื่องยิ่งใหญ่ สู่คนตัวเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452929

เรื่องยิ่งใหญ่ สู่คนตัวเล็ก

โดย…นกขุนทอง

สำนักพิมพ์สถาพร บุ๊คส์ ร่วมกับโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดทำนวนิยายชุด “รักห่มฟ้า” มีจุดเริ่มต้นจากการที่ต้องการน้อมนำโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และศาสตร์พระราชาที่นำมาใช้กับผู้ต้องขังเพื่อให้เขาสามารถนำไปดำเนินชีวิตได้หลังพ้นโทษ โดยเลือกปัญหา “ยาเสพติด” มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของนวนิยายชุดรักห่มฟ้า

เมื่อเรื่องราวถูกนำมาแต่งเป็นนวนิยายอรรถรสของความเป็นนวนิยายยังอยู่ครบ แนวเรื่องจึงมีทั้งโรแมนติก ดราม่า แอ็กชั่น หากแต่แฝงเร้นไปด้วยสาระที่ปนอยู่ในความบันเทิงซึ่งได้นักเขียนมือฉมังของสำนักพิมพ์ที่เคยมีผลงานการันตีความสนุกควบคู่ไปกับแง่คิดดีๆ ที่ผู้อ่านได้นำไปต่อยอดเกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้

 

รักห่มฟ้า มีทั้งหมด 5 เรื่อง คือ “พระจันทร์กลางใจ” เขียนโดย “ญนันทร”  ธีมหลักคือ การให้โอกาสอดีตผู้ที่เคยติดคุก ได้มีที่ยืนในสังคม เรื่อง “ใต้แสงดารา” โดย “ซ่อนกลิ่น” สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด และการยอมรับของสังคมต่อผู้เคยต้องโทษ เรื่อง “ฟ้าล้อมทราย” โดย “คณิตยา” เป็นเรื่องเดียวที่เหตุการณ์เกิดที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เรื่อง “พรายแสนดาว” โดย “กรรัมภา” คอนเซ็ปต์เรื่องการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่อง “พราวเวหา” โดย “ลัลล์ลลิล” นำเสนอบทบาทหน้าที่ของพนักงานอัยการ (นางเอก) ควบคู่ไปกับภารกิจของทหารสายลับที่ทำงานด้านยาเสพติด และตำรวจ (พระเอก) ที่สะท้อนถึงกระบวนการเส้นทางการค้ายาและการจับกุม

ชีวิตจริงยิ่งกว่านวนิยาย

ก่อนที่จะลงมือเขียน นักเขียนทั้ง 5 คนได้ค้นคว้าข้อมูล รวมถึงเข้าร่วมฟังกิจกรรมเสวนาโครงการต่างๆ เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดอยู่หลายครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากโครงการกำลังใจ และกระทรวงยุติธรรม ทั้งในการให้ข้อมูลด้านเอกสารความรู้พาชมสถานที่ และแหล่งข้อมูลบุคคลเพื่อที่จะได้ซักถามเพื่อที่จะนำมาใช้ในนวนิยายให้ถูกต้อง

 

นวนิยายชุดรักห่มฟ้าอยู่ในขั้นตอนกำลังเขียน หากระหว่างนี้ก็ยังมีการค้นคว้าหาข้อมูลอยู่ตลอด ล่าสุดไปดูสถานที่จริงในหลายหน่วยงาน ณ จ.เชียงราย เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูล เช่น เรือนจำชั่วคราวดอยราง ได้พูดคุยกับนักโทษคดียาเสพติดที่เข้าร่วมในโครงการกำลังใจ ได้ไปเยี่ยมชมแดนหญิง ณ เรือนจำกลางเชียงราย

ได้พูดคุยกับนายทหารหลายระดับ ณ ฐานปฏิบัติการช้างมูบ เพื่อได้ทราบถึงเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดนไทย-พม่า การลาดตระเวน ขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับชาวบ้านกับตำรวจ ได้ไปศึกษาด้านการใช้แนวทางการพัฒนาทางเลือกแก้ไขปัญหายาเสพติด ณ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้คงมีให้ได้เห็นในเรื่องพรายแสนดาว ของ
กรรัมภา (นามปากกาของ กนิษฐา ปานเกตุ) และเรื่องพราวเวหา ของ ลัลล์ลลิล (นามปากกาของ เปรมปรีดา วงศาบาล)

 

ได้เยี่ยมโครงการพัฒนาดอยตุง ได้เห็นชาวบ้านทำงานทอผ้า เซรามิก ซึ่งทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลสิ่งละอันพันละน้อยที่จะนำมาใส่ในนิยายทั้ง 5 เรื่อง แยกรสแยกเรื่องกันไป ผู้อ่านไม่ต้องหวั่นว่าจะเป็นนิยายแนวสารคดีเพราะการนำสาระความรู้สอดแทรกเข้าไปนั้นเนียนละมุนดังหลายเรื่องที่ผ่าน

ซ่อนกลิ่น นามปากกาของ มนต์ชัย ศิริลัทพร ผู้เขียนเรื่อง ใต้แสงดารา ได้เล่าแนวเรื่องว่า นางเอกเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด มีความกังวลว่า เวลาออกมาแล้วสังคมจะให้โอกาสเขาแค่ไหน พระเอกทำงานอยู่กรมควบคุมความประพฤติ “ที่ได้มาดูงานครั้งนี้ตรงกับเรื่องที่จะเขียนเลยเพราะนางเอกอยู่ในโครงการกำลังใจให้ผู้ต้องขังหญิงออกไปสู่โลกภายนอกได้ไม่หวนมาสู่เส้นทางเดิม ได้ฝึกวิชาชีพ ได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี มีใบปริญญาแต่ไม่มีโอกาสทำงาน นางเอกต้องเผชิญกับความเสียดทานของสังคมว่าเขาจะเข้มแข็งได้แค่ไหน

 

ที่ไปแดนขังหญิง ผมได้อารมณ์ของตัวละคร ได้ขอคุยกับผู้ต้องขังหญิงที่มีพล็อตเรื่องคล้ายนางเอก คือนางเอกติดคุกเพราะไปส่งยาให้แฟนแล้วไม่ซัดทอดแฟน เวลาไปสัมภาษณ์ตัวจริง เราได้รู้
อารมณ์ลึกๆ ของผู้หญิงว่าเขาคิดยังไง เขารู้สึกอะไรตอนนั้นถึงยอมเสียสละตัวเองเพื่อผู้ชายคนเดียว และผมได้คุยกับผู้อำนวยการเรือนจำว่า ท่านมีแนวทางดูแลเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงยังไง ในคุกเรียนหนังสือกันยังไง ก็คือได้รู้มาว่าเรียนทางไปรษณีย์กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีการจัดสอบในเรือนจำ ทำให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนเราจะเขียนนิยายชุดนี้ เราได้อบรมกันก่อนเรื่องยาเสพติด ได้แนวทางมาคร่าวๆ เราจะทำเรื่องอะไร ก็มาแบ่งหัวข้อ ผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ บทบาทอัยการ นักการทูต เศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชา แต่ทุกเรื่องมีแกนสำคัญคือยาเสพติด”

 

รักห่มฟ้า โอบอุ่นสลายม่านหมอกดำของชีวิต

นักเขียนทั้ง 5 คน ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมและสังเกตการณ์ดูกิจกรรมการนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง ณ พระตำหนักดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำผู้ต้องขังชายที่เข้ารับการอบรมเศรษฐกิจพอเพียงตามโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำ ของเรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย 48 คน เข้าศึกษาดูงานโครงการพัฒนาดอยตุงพื้นที่ 52 ไร่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มชาวเขา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตัวแทนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และผู้พ้นโทษที่ผ่านการพัฒนาทางเลือก โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาเป็นองค์ประธาน

ทั้งนี้ ฐานการเรียนรู้ 4 ฐานประกอบด้วย ฐานที่ 1 ผู้อาวุโสโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ฐานที่ 2 ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/ชุมชน ฐานที่ 3 คนรุ่นใหม่ในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ และฐานที่ 4 ภาคีเครือข่ายโครงการกำลังใจฯ

 

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวคำกราบทูลในวันงาน โดยสรุปใจความว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระดำริให้ดำเนินการในโครงการกำลังใจฯ ขึ้นเพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง เมื่อประมาณ 9 ปีที่ผ่านมา ได้ประสบความสำเร็จจนกระทั่งได้มีการนำไปสู่การจัดทำมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ยังทรงได้มีพระเมตตาต่อผู้ต้องขังชาย โดยได้มีพระดำริในการช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้ต้องขังชายที่ใกล้พ้นโทษ ให้สามารถมีอาชีพ มีทัศนคติในเชิงบวกและที่สำคัญไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยนำแนวทางตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้

นอกจากนี้ พระเจ้าหลานเธอฯ มีความตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังให้มีทางเลือก ในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นและหลากหลาย โดยได้มีพระกรุณาประสานให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อนำแนวทางการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) ของมูลนิธิฯ ที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากลมาพัฒนาร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริฯ โดยยังคงยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และประทานคำแนะนำให้เริ่มดำเนินการที่เรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย ในการนี้กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักกิจการในพระดำริฯ จึงได้ประสานให้ทีมนักวิชาการ จากศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือเข้ามาช่วยดำเนินการร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559

 

จากการประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มกับผู้ต้องขังพบว่า การเรียนรู้ที่ผ่านมาของผู้ต้องขังยังเป็นแบบการจำส่วนการคิด และวิธีปฏิบัติก็อาจยังทำได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ดังนั้นศูนย์วิชาการสารเสพติด กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ จึงร่วมออกแบบกระบวนการและแนวทาง ที่จะนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง เพื่อเติมเต็มให้ผู้ต้องขังมีความรู้ในระดับที่พร้อมใช้มีวิธีคิดที่ถูกต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นที่ยอมรับของสังคมและที่สำคัญคือสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีอาชีพที่สุจริตหาเลี้ยงตนเองได้และไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งในประเด็นของอาชีพนี้ ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หยุดการประกอบอาชีพที่ไม่สุจริตและหันกลับมาทำคุณประโยชน์ให้สังคม ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำดอยราง

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานตามโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง ที่จะต้องมีการประเมินผลและถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ กระทรวงยุติธรรม และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อให้ได้แนวทางที่สามารถนำไปใช้กับผู้ต้องขังในเรือนจำอื่นๆ ได้ ยังมีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการต่อไป จนผู้ต้องขังทั้ง 48 ราย ได้รับการพักการลงโทษ ทั้งยังต้องติดตามดูแล ให้ความช่วยเหลือหลังพ้นโทษอีกด้วย นอกจากกิจกรรมนำผู้ต้องขังมาศึกษาดูงานแล้วในวันนี้ ยังมีนักเขียน 5 ท่าน ในเครือสถาพร บุ๊คส์ มาร่วมกิจกรรมด้วย ซึ่งเป็นไปตามโครงการที่ฝ่าพระบาทมีพระวินิจฉัย ให้สร้างความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และศาสตร์แห่งพระราชา ผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบนวนิยาย

 

ด้าน ญนันทร นามปากกาของ เพียรพริมา เหมือนประสาท เขียนเรื่อง พระจันทร์กลางใจ ได้เล่าถึงกระบวนการทำงานว่า “ในแง่ของนิยายเราจะนำแนวทางการทำงานของโครงการกำลังใจและต้นแบบของผู้ต้องขังที่กลับตัวกลับใจออกไปสร้างชื่อเสียงด้วยตัวเองได้ อันนี้คือแนวความคิดเอามาเขียนเรื่องนี้

โปรเจกต์นี้เราเริ่มกันตั้งแต่ปีที่แล้ว มีอบรมเรื่องยาเสพติด ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น เป็นการบรรยายเพื่อให้เห็นต้นตอการระบาดของยาเสพติด การเปลี่ยนแปลงวิธีการค้ายา เส้นทางการค้ายา วันที่ไปเรือนจำดอยราง ได้คุยกับนักโทษอายุ 67 ปี ลุงปลาบปลื้มกับโครงการกำลังใจมาก ตอนอยู่ในเรือนจำลุงบอกว่าสาหัสมาก เมื่อได้ถูกเลือกมาอยู่ในโครงการลุงได้เรียนรู้การทำเกษตร ได้เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ เมื่อพ้นโทษไปลุงก็จะไปเลี้ยงหมู ขยายพันธุ์หมู ซึ่งทำให้เรามองเห็นมุมสว่างของโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เห็นพระบารมีของพระองค์ท่านที่ทำให้ชีวิตหนึ่งมีความหวัง ตอนที่คุยเห็นแววตาของลุง เป็นแววตาที่ดีใจมาก มีประกายตา ความรู้สึกนี้จะนำมาใส่ในนิยายแน่นอน”

 

คณิตยา นามปากกาของ ขติยา มหาสินธ์ เขียนเรื่อง ฟ้าล้อมทราย นำเสนอผ่านนางเอก ที่เป็นเลขานุการเอก อัครราชทูต พระเอกเป็นที่ปรึกษาของทูตอียิปต์ จากการหาข้อมูลจากผู้เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการเอก ได้ทราบว่าประเทศไหนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับประเทศไทย ก็คือ อียิปต์ “นวนิยายจะสนุก เรื่องต้องมีความขัดแย้ง เราก็ต้องหาจุดนี้มา แล้วอียิปต์มองผู้เสพยาเสพติดเขาให้โทษหนักไปเลย แต่ของไทยเราผู้เสพต้องได้รับการบำบัดรักษา ก็ใช้วิธีการเผยแพร่แนวทางพัฒนาทางเลือก ศาสตร์ของพระราชามาใช้ เราใช้วิธีแผนซ้อนแผนการจัดฉากจาก 2 ตัวละคร (พระเอก-นางเอก) ก็เป็นกระบวนการของนวนิยายเข้าไปให้ดูมีความขัดแย้ง นอกจากนี้ในเรื่องก็ให้ตัวเองผลักดันให้ยูเอ็นรองรับเรื่องการนำแนวทางพัฒนาทางเลือก ศาสตร์ของพระราชา โครงการดอยตุงของสมเด็จย่า”

นิยายชุด รักห่มฟ้า จะเปิดตัวในวันที่ 4 ต.ค.ที่จะถึงนี้ เตรียมร่วมสัมผัสความรัก กำลังใจ ที่จะช่วยให้ตัวละครทุกตัวที่เคยอยู่ในมุมมืดมิดได้เดินออกมาสู่แสงสว่าง และผู้คนสังคมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จริงใจ ไม่หยามเหยียดกัน คืนชีวิตใหม่ให้เพื่อนมนุษย์ด้วยความรักและกำลังใจอันยิ่งใหญ่

 

เตรียมความพร้อม ให้ลูกก่อนวัยเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452927

เตรียมความพร้อม ให้ลูกก่อนวัยเรียน

โดย…วราภรณ์

หน้าที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกิน ส่งเสริมพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกอย่างใกล้ชิดต้องยกให้คุณแม่ ส่วนของคุณพ่ออย่าง พงศธร วงศ์หงษ์เหิร วัย 34 ปี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของเซ็นทรัลพัฒนา ก็มีความสุขกับการดูแลบุตรชายหน้าตาน่ารักวัย 2 ขวบครึ่ง น้อง Winnie ด.ช.ธาวิน วงศ์หงษ์เหิร โดยมุ่งเน้นไปที่การให้การศึกษาซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญต่ออนาคตลูกน้อย ค่าที่พงศธรเจริญเติบโตมากับครอบครัวที่เป็นพนักงานทำงานประจำ คุณพ่อคุณแม่ของเขาจึงปลูกฝังเสมอว่าการศึกษาเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวลูกไป เพื่อไปต่อยอดเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ตลอดจนหาเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต เมื่อเขามีลูกจึงได้นำหลักคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ส่งต่อไปดูแลลูกชายด้วยการตั้งใจส่งเสริมให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็กๆ เพื่อความแข็งแรงทางด้านภาษา

“ตัวผมเองเรียนตามระบบการศึกษาไทยจนจบปริญญาตรี แต่ขอคุณพ่อไปไปศึกษาต่อ Master Degree ที่สหรัฐ จนจบกลับมาทำงานจนถึงทุกวันนี้ ส่วนลูกชายคือน้องวินนี่ ที่กำลังจะเข้าวัย 3 ขวบ ผมวางแผนการศึกษา ให้กับลูกในหลักสูตร International Program ซึ่งคิดว่าภาษาจะเป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการ และวิชาชีพต่างๆ ในอนาคต นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ภาษาจีน และภาษาสเปน หากมีโอกาสก็อยากให้ลูกได้ศึกษาไว้เช่นกัน เพราะเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน”

ในฐานะพ่อแม่จึงเตรียมความพร้อมก่อนส่งลูกตัวน้อยเข้าโรงเรียน ด้วยการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนลตั้งแต่วัย 2 ขวบ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ เพราะสังเกตเด็กเล็กๆ เวลาอยู่บ้าน บางครั้งก็ถูกตามใจมาก ลูกจึงมักทำอะไรเองไม่ค่อยได้ แต่พอส่งไปโรงเรียนลูกสามารถปรับตัวเกิดการเรียนรู้ สามารถกินข้าวเอง มีคุณครูสอนจับช้อน รู้จักการถอดรองเท้าตรงไหนและนำไปเก็บให้เป็นที่

“พอลูกเข้าคอร์สปรับตัวสัก 12 ครั้ง โดยส่งไปเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์จากลูกที่เป็นเด็กงอแง พอไม่ได้อะไรก็โวยวาย ร้องเพื่อให้ได้สิ่งนั้น  พอส่งไปโรงเรียน โรงเรียนจะช่วยให้ลูกปรับตัวได้ดีขึ้น ซึ่งคุณครูจะมีวิธีดูแลลูก ให้เขารู้จักพื้นฐานของการดูแลตัวเอง เช่น แปรงฟัน กินข้าวเอง กล่าวคำสวัสดี คือเป็นเด็กดีรู้จักมารยาทมากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งดี ผมคิดว่าการส่งลูกไปรู้จักการปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็น เวลาเขาเข้าอนุบาลตอน 3 ขวบจะได้ไม่ลำบาก”

นอกจากให้ลูกรู้จักปรับตัวแล้ว การส่งเสริมด้านวิชาความรู้ คุณพ่อพงศธรก็ส่งเสริมอย่างเต็มที่ เมื่อลูกสามารถอ่านภาษาอังกฤษเอบีซี นับเลข 1 2  3 ได้แล้ว พอลูกอยู่บ้านกับผู้ปกครองก็ควรสอนทบทวนบทเรียน เพื่อลูกจะได้ไม่ลืม เป็นต้น

“ทุกวันทั้งคุณปู่คุณย่ารวมทั้งผมและภรรยาจะช่วยสอนลูกนับเลข ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ทบทวนชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งลูกมีการจดจำที่ดีมาก ทำแบบนี้แล้วเด็กจะไม่ลืม อาจเป็นเพราะตอนภรรยาของผมตั้งครรภ์สัก 3 เดือนผมก็เปิดเพลงโมสาร์ตเอาหูฟังติดที่ท้องเปิดให้ลูกฟังจนกระทั่งคลอด ผมคิดว่าได้ผล เพราะผมศึกษามาว่าโน้ตดนตรีของโมสาร์ตจะช่วยไปกระตุ้นสมองของเด็กในครรภ์”

สำหรับทักษะด้านกีฬาและดนตรีเขายังไม่เน้นเพราะคิดว่าลูกยังเด็ก รอให้เขาสัก 5 ขวบ เขาจะส่งให้ลองได้เรียนหลายๆ อย่าง ถ้าลูกชอบอะไร มีความสุขกับการทำสิ่งไหนเขาจะส่งเสริมเต็มที่  อีกสิ่งที่พงศธรอยากปลูกฝังให้ลูกคือ การมีเป้าหมายในชีวิต ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้ว ต้องมีความมุ่งมั่น ไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่ตัวเองตั้งเอาไว้ตั้งแต่วัยเด็กเลยก็ว่าได้

“ผมคิดว่าการศึกษาเป็นจุดเริ่มต้น ในการพัฒนาขั้นพื้นฐานต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วพอถึงวัยที่ลูกเจริญเติบโต เริ่มมีความรู้ ความสามารถ มีความคิดเป็นของตัวเองแล้วคุณพ่ออย่างผมจะไม่รีรอที่จะเข้าไปแนะนำ พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิดว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไรในอนาคต แต่จะไม่บังคับ หรือพูดชี้นำใดๆ เพื่อให้ลูกคล้อยตามหรือทำตามความต้องการของตัวเองอย่างแน่นอน เพราะผมคิดว่าถ้าฝืนให้ลูกทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่รัก ผลออกมาก็จะไม่ดี สุดท้ายแล้วก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้

ถ้าลูกอยากเป็นนักกอล์ฟ พ่อก็จะไปหาโปรมาสอน ซ้อมวันละ 8-9 ชั่วโมงพ่อก็ยินดี อยากเป็นนักร้อง พ่อก็พร้อมจะพาลูกไป Audition ในทุกค่ายเพลง และทุกรายการประกวด ผมยกตัวอย่างให้ฟังเพราะไม่อยากให้ลูกเป็นคนที่ทำอะไรไม่มีเป้าหมายในชีวิต เพราะทุกเวลา ทุกนาทีมีค่า ไม่ใช่คิดแค่ว่าเรียนๆ ไปก่อน จบมาตอนอายุ 25-26 ปีกว่าๆ ค่อยหาอะไรทำ ผมคิดว่าถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากทำอะไร ผมเชื่อว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จก่อนคนอื่นๆ แน่นอน สุดท้ายนี้ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ลูกตั้งตนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีมากก็รู้จักแบ่งปัน สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติต่อไปครับ”

 

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452925

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุระเบิด

โดย…บีเซลบับ ภาพ… จากภาพยนตร์ The Hurt Locker

เมื่อเย็นวันก่อนไปเดินตลาดนัดปากซอยโชคชัย 4 ขณะยืนเลือกว่าจะกินอะไร ก็มีเสียงปังใหญ่ดังขึ้น ผู้คนพลเมืองซึ่งยืนเดินกินนั่งอยู่แถวนั้น ต่างเหลียวขวับหันไปทางต้นเสียง เห็นไม่มีอะไร แม่ค้ากับข้าวจึงรำพึงขึ้นลอยๆ ว่า อ๋อ เปิดโค้ก! จากนั้นก็หันมาทางผู้เขียนคุยแก้ขวยว่า เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว กลัวระเบิด

ช่วงนี้ข่าวระเบิดเกิดขึ้นที่นู่นที่นี่น่ากลัวจริงๆ ผู้คนขวัญผวาตาลอกแลกรวมทั้งผู้เขียนด้วย ไม่กลัวได้ไง ตูมตามขึ้นมาก็เสียวนะ สถานการณ์ยากลำบากหากเอาตัวรอดได้จากคำแนะนำของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุระเบิด

1.หากพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบโทรแจ้ง 191

2.ห้ามแตะต้องหรือเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยโดยเด็ดขาด

3.ตั้งสติและรีบออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที

4.หากวัตถุต้องสงสัยระเบิดหรือมีประกายไฟให้ตั้งสติ รีบหมอบลงกับพื้น ถ้าทำไม่ได้ก็พยายามทำตัวให้ต่ำที่สุด จากนั้นให้คลานเข้าไปอยู่ในที่กำบังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฟังทิศทางที่มาของเสียงระเบิด

5.อพยพผู้คนโดยใช้วิธีการนุ่มนวล อย่าตื่นตระหนก

6.หากติดอยู่ภายในอาคาร ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุดช่องประตูเพื่อป้องกันแก๊สพิษ มองหาที่กำบังแรงระเบิดที่มั่นคงแข็งแรง โดยหลบอยู่เหนือลม

7.ปิดเครื่องปรับอากาศ

8.ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อป้องกันอันตราย

9.หากเป็นไปได้ให้นำยางรถยนต์ไปล้อมวัตถุต้องสงสัยไว้

10.กรณีมีผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินหรือได้รับอุบัติเหตุโทรแจ้ง 1669

พ.ต.ท.เกรียงไกร คุ้มบำรุง นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ กล่าวในการสัมมนาเรื่องการป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิด จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ระบุว่า จากข่าวสารสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เราควรต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยไว้บ้าง

กรณีมีวัตถุต้องสงสัยให้สังเกตหีบห่อพัสดุและจดหมาย “แปลกๆ” ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าไม่ปลอดภัย โดยถ้าเข้าลักษณะเป็นวัตถุต้องสงสัยที่จะกล่าวต่อไปนี้ ประชาชนผู้พบเห็นต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ระหว่างนั้นใช้เชือกปิดกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้

– ส่งมาจากสถานที่หรือบุคคลที่ไม่รู้จัก

– มีน้ำหนักมากไปทางด้านใดด้านหนึ่ง

– มีน้ำหนักมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น

– มีสายไฟยื่นออกมาหรือมีเทปหุ้มห่อปิดไว้

– มีลักษณะเหมือนมีสปริงทางด้านบน ด้านล่าง ด้านข้าง

– มีรูเล็กๆ ที่หีบห่อ

– สังเกตเห็นรอยเปื้อนเหมือนคราบน้ำมันและอาจมีกลิ่นน้ำมันด้วย

“ถ้าใครพบวัตถุต้องสงสัยให้สอบถามหาเจ้าของและแหล่งที่มาของวัตถุนั้น ห้ามแตะต้องรบกวน เพราะถ้าเป็นระเบิดของจริงอาจจะเกิดการระเบิดได้ทันที ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกันก็อพยพผู้คนและทรัพย์สินมีค่า และเชื้อเพลิงออกไปในรัศมีอย่างน้อย 100 เมตรขึ้นไป”

กรณีถ้าวัตถุที่พบนั้นวางอยู่ในห้อง ในอาคารให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน เพื่อลดอำนาจการทะลุทะลวงของสะเก็ดระเบิด และอย่าเคลื่อนย้ายวัตถุนั้นๆ โดยเด็ดขาด และควรจัดหาคนที่อยู่ในที่กำบังที่ปลอดภัย เพื่อไว้คอยกันคนอื่นๆ ไม่ให้เข้าไปรบกวนวัตถุดังกล่าว

กรณีมีเหตุขู่วางระเบิด พ.ต.ท.เกรียงไกร เล่าว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อได้รับโทรศัพท์ขู่ว่าจะมีการวางระเบิด คือ ตั้งสติ ระงับอารมณ์อย่าตื่นเต้น ตั้งใจฟัง อย่าขัดจังหวะการพูด อย่าท้าทาย จดจำคำพูดให้หมดพร้อมทั้งเวลาที่รับข่าว ใช้วาจาสุภาพ ถ่วงเวลาพูดให้นานที่สุด พยายามอัดเทปการสนทนาไว้ถ้าทำได้

นอกจากนี้ ให้สังเกตเสียงแทรกว่า มีเสียงเครื่องจักร เสียงรถยนต์ เสียงเพลง เสียงระฆัง หรือเสียงอื่นๆ สังเกตสำเนียง เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย น้ำเสียงนุ่มนวลหรือจริงจังโกรธแค้น พยายามถามหาข่าว สอบถามรายละเอียดลักษณะของระเบิดและสถานที่ให้มากที่สุด พูดขอความเห็นใจ จากนั้นรีบรายงานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่เปิดเผยข่าวแก่ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ห้ามแตะต้องอุปกรณ์ที่คาดว่าจะเป็นระเบิด เช่น ยกใส่ถังน้ำหิ้วย้ายไปไหนต่อไหน ห้ามผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าในสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้การอพยพผู้คนโดยยังไม่ประเมินสถานการณ์ให้ดี อาจเข้าทางผู้ก่อการและสร้างความเสียหายได้มาก หลังจากตำรวจตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว ตำรวจจะเป็นผู้พิจารณาเองว่า ควรอพยพคนหรือดำเนินการใดๆ

เอาล่ะ! ได้รู้วิธีรับมือกับระเบิดแล้ว พวกเราต้องเริ่มต้นเป็นคนช่างสังเกตให้มากขึ้นนะ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือโชคร้ายจับพลัดจับผลูไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็ต้องใจเย็นๆ และมีสติ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก อย่ากระทำการโดยพลการ หรือขาดความไตร่ตรอง เนื่องจากอาจทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

 

ทำไมต้องใส่กางเกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452428

ทำไมต้องใส่กางเกง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

สิ่งแปลกปลอมหลงยุคมีมากมาย ถ้าคิดให้ดีแม้แต่สิ่งใกล้ตัวเราที่สุดเช่นกางเกงก็เป็นหนึ่งในนั้น ความเคยชินในการใส่เครื่องนุ่งห่มที่เรียกว่ากางเกงของผู้คนยุคนี้ เอาเข้าจริงส่วนใหญ่ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ

และถ้าจะมีเหตุผลด้านการใช้งานอะไรบางอย่างรองรับจริงจัง เราก็ควรจะยกเลิกข้อบังคับทั้งหมดที่ทำให้ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง แล้วหันมาใส่กางเกงให้หมด หรือไม่ก็ควรแนะนำให้ผู้ชายใส่กระโปรงในบางโอกาส

เมื่อย้อนไปดูแทบทุกวัฒนธรรมตลอดช่วงประวัติศาสตร์การใส่เสื้อผ้า กางเกงก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

ไม่ว่าชายหรือหญิง จะเป็นชาวกรีก โรมัน อียิปต์ หรือจีน ก็ล้วนใส่กระโปรงหรือไม่ก็ผ้าคลุมมาก่อนใส่กางเกงทั้งสิ้น แถมยังมีชาวพม่า ชาวสกอต ที่ยังใส่มาถึงปัจจุบัน

กระโปรงหรือผ้าคลุมไม่ใช่แค่ตัดเย็บง่าย ยังสวมใส่สบาย จะถ่ายหนักถ่ายเบาก็สะดวก ยิ่งในสมัยที่พัฒนาการของส้วมไม่ก้าวหน้า อยากถ่ายหนักถ่ายเบาเมื่อไหร่ ก็แค่ถลกผ้าขึ้นแล้วนั่งลงที่ข้างทาง เรื่องจัดการเช็ดล้างก็สะดวก ไม่ต้องคอยถอดคอยถือ หรือต้องมาระแวงว่าถอดลงไปแค่ถึงจะไม่เปื้อน

มองในแง่นี้กางเกงจึงเหมือนเป็นเครื่องแต่งกายที่เพิ่มความลำบากมากกว่าความสบาย และถึงสมัยนี้ส้วมจะพัฒนาไปมากก็ยังน่าตั้งคำถามว่าจะใส่กางเกงให้ยุ่งยากไปทำไม

ทุกอย่างมีที่มา

สาเหตุการกำเนิดกางเกงทั่วโลกไม่ค่อยต่างกันนัก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมการขี่ม้าที่เข้มข้น เข้มข้นในที่นี้คือ ขี่เป็นประจำ ขี่เพื่อชีวิต เช่น ขี่เพื่อเดินทาง ล่าสัตว์ และออกรบ แทบตลอดเวลา

หลายคนอาจติดตาจากภาพยนตร์ว่าในยุคโบราณ บรรพบุรุษวัฒนธรรมต่างๆ ก็ขี่ม้ากันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงหลายวัฒนธรรมเน้นการใช้งานรถม้า (เกวียน) มากกว่า

การขี่ม้าจะมีมาเนิ่นนานก็จริง แต่หากวัฒนธรรมไหนได้เริ่มลงหลักปักฐานใหญ่โตจะพัฒนาการใช้รถม้ามากกว่าการขึ้นควบขี่บนหลังม้าโดยตรงแทบทั้งสิ้น และกว่าการขี่หลังม้าจะได้รับความนิยมในกลุ่มนักรบของวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จนกว่าอานและโกลนม้าจะพัฒนาขึ้นในช่วงหลังคริสตกาลเป็นต้นไป

รถม้า (เกวียน) เป็นพาหนะสำคัญสำหรับวัฒนธรรมการเกษตร เพราะจำเป็นต่อการขนส่งของหนักทั้งข้าวและของ ม้าตัวเดียวจะแบกน้ำหนักได้ก็แค่ปริมาณระดับหนึ่ง ม้าสองตัว สามตัวรวมพลังกันลากรถม้า ย่อมมีประสิทธิภาพในการขนส่งของที่หนักกว่า ใหญ่กว่า พาหนะในการรบของวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ก็พัฒนาจากพาหนะขนส่งประจำวันประเภทนี้อีกที

สงครามก่อนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ สงครามในภควัทคีตา การแข่งม้าของเบน เฮอร์ จึงใช้รถม้าเป็นหลัก

จะมีก็แต่ชนเผ่าเร่ร่อนที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากพอ หรือไม่มีวิถีชีวิตที่จำเป็นต้องใช้งานรถม้าเท่านั้นที่จะนิยมขี่ม้าโดยตรง ซึ่งแต่ละคนก็ต้องฝึกทักษะการขี่หลังม้าส่วนบุคคลเอาเอง

เมื่อไม่มีรถม้า และต้องขี่ม้าเป็นประจำ จึงต้องคิดค้นกางเกงขึ้นมา เพื่อเป็นอุปกรณ์ประกอบ

กางเกงป้องกันผิวส่วนก้นและเป้าจากการเสียดสีเมื่อขี่ม้า กางเกงหนาๆ ป้องกันการกระแทกได้บ้าง กางเกงยังทำให้ขึ้นลงม้าสะดวกไม่ขวยเขิน

สำหรับวัฒนธรรมจีน ก่อนที่กางเกงจะเป็นที่นิยม ก็มีอุปกรณ์คล้ายๆ กางเกงอยู่เหมือนกัน แต่จะเป็นผ้าทรงกระบอกที่สวมเข้ากับขาแต่ละข้างผูกติดกับผ้าเตี่ยวเท่านั้น ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อมเข้าด้วยกัน ข้างใครข้างมัน

จากรูปร่างหน้าตาจึงน่าจะเรียกว่าถุงขามากกว่ากางเกง ถุงขาจะถูกใส่ไว้ข้างในเสื้อคลุมอีกที สันนิษฐานว่ามีหน้าที่ช่วยเรื่องความอบอุ่น แน่นอนว่าช่วงเป้ายังคงปล่อยโล่งไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขับถ่าย

ในยุคต่อมาถุงขาก็พัฒนาเชื่อมติดเข้าหากันแล้วเว้นร่องตรงกลางไว้

หลายท่านคงเคยคิดภาพกางเกงลักษณะนี้ได้ไม่ยาก ถ้านึกไม่ออกให้ลองหาภาพกางเกงเปิดก้นที่เด็กจีนชอบใส่กันมาดู

แล้วเมื่อภายหลังได้ซึมซับกางเกงของชนเผ่าเร่ร่อนมา ก็กลายเป็นกางเกงเต็มรูปแบบในที่สุด

ในสายตาของคนจีนก่อนจะรับวัฒนธรรมกางเกงเข้ามา กางเกงเต็มตัวจึงเป็นของชนเผ่าเร่ร่อนไร้วัฒนธรรม ไว้ใส่เพื่อการใช้งานเท่านั้น ไม่มีคุณค่าเรื่องความสวยงาม กางเกงจึงมีหน้าที่อยู่แค่ด้านในผ้าคลุมอีกที ไม่มีโอกาสได้อวดโฉมข้างนอก

ยกเว้นก็แต่กลุ่มชาวบ้านที่ต้องอาศัยความคล่องตัวมากๆ จึงไม่ต้องการผ้าคลุมรุ่มร่าม

ส่วนชุดที่ชาวจีนโบราณสวมใส่ที่ถือว่างดงาม ก็ต้องเป็นเสื้อคลุมที่มีแขนเสื้อยาวและกว้าง อวดความร่ำรวยด้วยเนื้อผ้าและความพลิ้วไหว

เรื่องนี้ชนเผ่าเร่ร่อนกลับเห็นว่า ทั้งการใส่ผ้าคลุมเฉยๆ โดยไม่มีกางเกง รวมถึงแขนเสื้อรุ่มร่าม ล้วนแต่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตแทบทั้งสิ้น

แต่แล้วความหรูหรา อุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไป ในสนามรบ ชนเผ่าเร่ร่อนกลับมีความได้เปรียบเหนือกว่า

ชนเผ่าเร่ร่อนใช้ม้าหนึ่งตัวกับคนหนึ่งคนเป็นทหารหนึ่งหน่วย เคลื่อนที่ซ้ายขวาหน้าหลังคล่องแคล่วดังใจ ตรงกันข้ามกับรถม้าของกลุ่มวัฒนธรรมศิวิไลซ์ที่ต้องใช้คนสองคนขึ้นไป (คนหนึ่งขับ คนหนึ่งจับอาวุธ) กับม้าอย่างน้อยสองตัว รวมทั้งตัวรถศึก เพื่อให้เกิดหน่วยรบหนึ่งหน่วยเหมือนกัน ที่สำคัญคือ หากม้าตัวใดตัวหนึ่งอ่อนแรง รถศึกมีส่วนหนึ่งขัดข้อง หรือคนขับแค่คนเดียวหน้ามืดขึ้นมา หน่วยรบนั้นก็เท่ากับสูญเสียไปทั้งหน่วย

กาลเวลาจึงให้การขี่ม้าได้ชัยชนะในที่สุด ทุกวัฒนธรรมหันไปขี่ม้าแทบทั้งสิ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยมไปด้วย

และคงนึกกันต่อไปได้ไม่ยาก ว่าทำไมผู้ชายจึงใส่กางเกง ส่วนผู้หญิงใส่กระโปรง

เคยชินกันไปมาจนยึดถือเป็นสรณะ จนในบางครั้งบางวัฒนธรรมบางยุค กางเกงก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ชาย และกระโปรงก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้หญิง

มาถึงยุคนี้กระโปรงหรือกางเกงยังคงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามอิหลักอิเหลื่อในหลายพื้นที่หลายวัฒนธรรม ในบ้านเราผู้หญิงใส่กระโปรงหรือกางเกงได้ แต่ผู้ชายกลับไม่สามารถกลับไปใส่กระโปรงได้อีกต่อไป หรือในบางกาลเทศะ เช่น เมื่อต้องใส่ชุดข้าราชการหรือชุดนักเรียน ก็ยังคงมีกฎว่าผู้หญิงต้องใส่กระโปรง และผู้ชายต้องใส่กางเกงเท่านั้น

กางเกงในทุกวันนี้จะจำเป็นอยู่บ้างก็ต่อเมื่อต้องใช้ในการเล่นกีฬา ถ้าเป็นในชีวิตประจำวันก็คงเพื่อความสะดวกในการปั่นจักรยานหรือขี่มอเตอร์ไซค์

ซึ่งก็ไม่น่าจะซีเรียสมากนัก ไม่เชื่อไปถามเพื่อนบ้านชาวพม่าดู (และเอาเข้าจริงกีฬาโอลิมปิกโบราณก็นุ่งลมห่มฟ้าแข่งขันกัน)

ยุคนี้หลายคนกล้าตั้งคำถามมากขึ้นกับภาพของประเพณีปฏิบัติเฉพาะถิ่นที่สืบมาจากอดีต ว่าโลกยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว เราจำเป็นต้องมีประเพณีแบบนี้อีกหรือ หลายคนรู้สึกภาคภูมิว่าคำถามเหล่านี้เป็นเพราะคิดเป็นและเห็นต่าง

กางเกงก็น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามนั้น

แต่ก็ยังไม่เคยเห็นมีกระแสเรียกร้องของชาวไทยหรือชาวโลกตั้งคำถามกับกางเกง แล้วรณรงค์ให้ผู้ชายกลับไปใส่กระโปรง (ผ้าคลุม) เสียที (ถ้าจะมีก็เป็นจำนวนน้อยและเบาบางมาก) ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะอันที่จริงเราก็มีแนวโน้มจะยอมรับสิ่งนั้นๆ ได้ง่ายขึ้นมาก ขอแค่ถ้าเรา “เห็นต่าง” ประเทศเขาทำกัน

 

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ยุคนี้ต้องกินแก้(พฤติกรรม)กรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452462

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ยุคนี้ต้องกินแก้(พฤติกรรม)กรรม

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

คํากล่าวที่ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นน่าจะเป็นเรื่องจริงในกรณีของ อาจารย์นุ่น-ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ผู้เขียนพ็อกเกตบุ๊กกินแก้กรรม ซึ่งเธอเป็นหลานสาวของนักเขียนดังเจ้าของนามปากกา สราญจิตร  จินตหรา คุณยาย (ม.ล.จินตนา นพวงศ์) ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง ปดิวรัดา  วนาลีแสงศูรย์  ที่โด่งดังมากๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยงานหลักนั้นอาจารย์นุ่นเป็นนักกำหนดอาหารและเป็นอาจารย์ประจำที่ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

แต่มีใจรักทางด้านงานเขียนมาตั้งแต่เด็ก เธอเล่าว่า คุณยายของเธอผู้ซึ่งจบอักษรศาสตร์จุฬาฯ รุ่นแรก นั้นถือว่าเป็นสาวเปรี้ยวในยุคนั้น เวลาคุณยายให้รางวัลหลานๆ มักจะมอบหนังสือให้ แล้วให้ไปอ่านให้จบลองสรุปเรื่องราวที่อ่าน เขียนสรุป หรือมาเล่าให้คุณยายฟัง แล้วคุณยายก็จะมีค่าขนมมอบให้ เนื่องจากคุณยายต้องการส่งเสริมให้หลานๆ รักการอ่านจนติดเป็นนิสัย และมันก็ได้ผลดี ทำให้เธอเป็นเด็กชอบอ่านชอบเขียน ชอบเล่ามาตั้งแต่เด็กๆและเธอเองก็เคยอยากจะเรียนอักษรศาสตร์เช่นเดียวกับคุณยาย

แต่คุณแม่ของเธออยากให้เรียนสายวิทยาศาสตร์ อยากให้เป็นนักกำหนดอาหาร เธอจึงต้องเบนเข็ม แต่ก็ไม่ได้ทิ้งงานเขียนไปซะเลย โดยตอนที่เธอเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐ เมื่อปี 2546 ตอนนั้นอายุ 25 ปี เธอได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การอาหาร และเทรนด์อาหารใหม่ๆ ที่เป็นที่สนใจในสหรัฐตอนนั้นให้กับนิตยสารกรู์เมท์มาปีกว่า และเรื่องราวที่เธอเขียนก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นอย่างดี

อาจารย์นุ่น เล่าว่าเขียนได้ปีกว่า พอปี 2547 ตอนนั้นอายุ  26 ปี ทางสำนักพิมพ์ก็ให้รวมเล่มเป็นครั้งแรก ชื่ออาหารต้านโรค ซึ่งพิมพ์ซ้ำ 2 ครั้ง นับเป็นเล่มแรก ต่อมาปี 2558  ก็ออกพ็อกเกตบุ๊ก เล่มที่ 2 เป็นหนังสือคุ้กบุ๊ก ของเด็กๆ นำรายได้เพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื้อหาว่าด้วยสูตรอาหารตั้งแต่อดนมจนถึงเข้าโรงเรียน

สำหรับพ็อกเกตบุ๊ก กินแก้กรรม นี้ เป็นเล่มที่ 3 ที่ออกมาเมื่อเดือน มี.ค. ที่ว่าด้วยการกินที่ถูกต้อง เน้นคำโดนๆ ที่ท้าทายความเชื่อที่คนไทยชอบพูดกันว่าเวลาเป็นโรคโน่นนี่เป็นเพราะกรรม ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน หัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็ง ว่าเป็นโรคเวรโรคกรรม หรือเพราะมีกรรมเก่าเลยเป็นโรคเหล่านี้ ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่ แต่มันมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง

 

“แต่เป็นเพราะเรากินไม่เลือก ขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากและฟันของตัวเองนั่นแหละ รวมทั้งพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ นั่นเอง จึงก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคอ้วนซึ่งเป็นบ่อเกิดเริ่มต้นของโรคอื่นๆ ตามมา” เธอเล่าถึงเนื้อหาบางส่วนของหนังสือให้ฟัง

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะบอกให้ผู้อ่านรู้จักวิธีการกินที่ถูกต้องเหมาะสมในทางสายกลาง แล้วเพิ่มกิจกรรมอย่างอื่นที่ดีๆ เช่น การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวบ่อยๆ อย่าตามใจปากมากเกินไป เช่น กินแบบมิลลิกรัมไม่ใช่กิโลกรัม ถ้าไม่รู้ว่ากรัมคือแค่ไหน ก็ลองกำมือกินแค่กำมือของตัวเองพอ แล้วแบบเล่นคำนิดๆ เช่น กินตามอายุรกรรม คือเมื่อเข้าสู่วัย 40 กว่าๆ ไปแล้ว ก็อย่าไปกินแบบวัยรุ่นพวกฟาสต์ฟู้ดมันไม่เหมาะ เนื้อสัตว์เยอะๆ ก็ไม่เหมาะแล้วระบบย่อย ระบบเผาผลาญ มันทำงานช้าลงไม่เหมือนตอนวัยรุ่น ต้องกินให้เหมาะสมกับวัย เนื้อสัตว์ให้น้อย เลี่ยงไม่ได้ก็เป็นเนื้อปลาเนื้อไก่แทน ผักสดผลไม้ให้มากเข้าไว้ และอย่าปล่อยตัวตามยถากรรม อะไรไม่ได้ก็ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ เลือกมากขึ้นสักนิดไม่ใช่เจออะไรก็กินไปเรื่อยเปื่อยตามยถากรรม

“หยุดวิบากกรรมให้ตัวเองด้วยการเลือกกินพิถีพิถันกับการกินสักนิด อย่าไปคิดเองเออเองว่าไม่เป็น กินไปเถอะ แบบนั้นไม่ได้ แล้วถ้าคุณอายุ 45 ปีขึ้นไปต้องเลือกสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองบ้าง”

ที่สำคัญต้องยุติธรรมกับตัวเอง โดยอย่าหลงเชื่อผิดๆ คือต้องกินอย่างมีสติ ทดสอบตัวเองให้ได้ว่าหิวจริงๆ หรือแค่อยากกิน มันแค่กิเลส เวลาอยากกินให้สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติสักประเดี๋ยว แล้วบอกตัวเองว่าเราแค่อยากกินไม่ได้หิวจริงๆ ซะหน่อยอย่าเพิ่งกินตอนนี้ อดใจไว้ก่อน หรือใช้หลักการรักษาสมดุล “คือหากมื้อนี้กินหนักไป ก็ใช้หลักการบาลานซ์ในมื้อถัดไป ด้วยการกินน้อยลงด้วยการเลือกกินยำต่างๆ หรือสลัดแทนที่จะเป็นข้าวจานใหญ่หรือแค่ผลไม้หวานน้อยอย่างแตงโม ฝรั่ง แก้วมังกร สับปะรดแทนข้าว หรือลองเลือกแนวทางมังสวิรัติที่ถูกต้องสักสัปดาห์ละวันสองวันก็เป็นเรื่องที่ดีกับร่างกาย รวมทั้งเอางานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินมาสอดแทรกให้ความรู้ไว้ด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

 

ฟิตเนสเสริมหุ่นให้หล่อล่ำ ปรัชญ์ รุ่งศรีทองวัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452452

ฟิตเนสเสริมหุ่นให้หล่อล่ำ ปรัชญ์ รุ่งศรีทองวัฒนา

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี/อันเดอร์ อาร์เมอร์

หลายคนคงคุ้นหน้า เฟรม-ปรัชญ์ รุ่งศรีทองวัฒนา หนุ่มหล่อหน้าใส ตัวสูง รูปร่างดี จากงานโฆษณาทีวี เดินแบบ และละครกันมาบ้าง ล่าสุดเขาก้าวขึ้นแท่นพระเอกเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ เรื่อง “ไอเลิฟยู-ผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งจะเข้าฉายช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ ใครที่ชื่นชอบเฟรมก็อย่าลืมติดตามผลงานของเขากันล่ะ

แหมเป็นทั้งนายแบบทั้งดาราที่ต้องดูแลรูปร่างตัวเองอยู่เสมอ เลยอยากรู้ว่ากีฬาหรือการออกกำลังกายสุดโปรดที่เฟรมเล่นเป็นประจำนั้นคืออะไร

“ช่วงนี้การออกกำลังกายที่ผมชอบที่สุด ก็คือ การเข้าฟิตเนสเพื่อเล่นเวตครับ ในหนึ่งสัปดาห์ผมจะเข้าฟิตเนสถึง 5 วันเลย ด้วยความสูง 179 ซม. หนัก 64 กก. แต่ผมรู้สึกว่ารูปร่างยังไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มมากพอ เลยต้องเข้าฟิตเนสอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่ผมโฟกัสมากที่สุดในร่างกายก็คือ หน้าอกกับแขน เพราะถ้าแขนกับหน้าอกใหญ่ขึ้นหรือมีกล้าม เวลาใส่เสื้อผ้าแล้วจะดูดี ช่วยให้มั่นใจมากขึ้น

ก่อนเล่นเวตผมจะวอร์มร่างกายด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งอัตโนมัติ 15-30 นาที พักแป๊บนึง แล้วจึงเริ่มเล่นอกกับแขนโดยใช้เครื่องเล่นและยกดัมบ์เบลไปด้วย เมื่อก่อนผมจะผอมมาก แขนขาเล็ก รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ แต่พอได้เข้าฟิตเนสบ่อยๆ ขยันเล่นเวตมากขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มมีกล้ามเนื้อที่สมส่วนขึ้นครับ

นอกจากเล่นแขนกับอกแล้ว วันอื่นๆ ผมจะเล่นหลัง ไหล่ และขาสลับกันไป คือภายใน 5 วัน/สัปดาห์ ต้องออกกำลังกายให้ครบทุกสัดส่วน ซึ่งก่อนออกกำลังกายผมจะศึกษาวิธีเล่นเวตที่ถูกต้องจากกูเกิลบ้าง ถามจากเทรนเนอร์ที่รู้จักกันบ้าง เมื่อได้ความรู้และเทคนิคการเล่นที่ถูกต้องมาแล้วก็ตั้งใจเอาจริงเอาจัง จนตอนนี้ผมว่าผมหุ่นดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย”

เฟรม บอกว่า แรงบันดาลใจอีกอย่างที่ทำให้เขาอยากมีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ก็คือ ถ้าหุ่นดีก็จะมีงานเข้ามาเยอะขึ้น ทั้งงานโฆษณาและงานอีเวนต์ เพราะสมัยนี้ลูกค้าส่วนใหญ่มักชอบให้หนุ่มหุ่นดีๆ ไปปรากฏตัวในงานกันเยอะๆ

“ผมเล่นฟิตเนสอย่างจริงจังมาเกือบ 1 ปี แต่หุ่นก็ยังไม่ดีขนาดมีซิกซ์แพ็กหรอกนะครับ (หัวเราะ) ก็คงต้องเล่นต่อไปเรื่อยๆ ก่อน และคงต้องอัดหนักมากกว่านี้ นอกจากฟิตเนสแล้วผมยังชอบเตะฟุตบอลด้วย ส่วนใหญ่จะนัดไปเตะกับเพื่อนตอนเย็นๆ แค่สัปดาห์ละครั้ง เพราะไม่ค่อยมีเวลา ผมว่าข้อดีของการเล่นฟิตเนส ก็คือ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมความมั่นใจให้เราได้ ส่วนข้อดีของการเล่นฟุตบอล นอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรง ได้เหงื่อเยอะและช่วยเบิร์นแคลอรีได้ดี เพราะต้องวิ่งไปด้วยขณะเล่นแล้ว ยังทำให้เราได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ และได้เข้าสังคมอีกด้วย ผมก็เลยยังคงเตะฟุตบอลอยู่บ้าง”

เฟรม ทิ้งท้ายว่า หลักในการออกกำลังกายของเขา ก็คือ ก่อนเล่นกีฬาทุกชนิดจะต้องวอร์มกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้งเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ และเมื่อเล่นเสร็จแล้วก็ต้องยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญอีกเรื่องก็คือการกินอาหาร ทุกมื้อเขาจะเน้นโปรตีนเป็นหลักเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าทำได้ถูกต้องทุกอย่าง รูปร่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

“ผมคิดว่าเสน่ห์ของการเล่นฟิตเนสอยู่ที่เราจะได้เห็นการพัฒนารูปร่างของตัวเอง คือเล่นแล้วหุ่นดีขึ้น กล้ามโตขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจในการเล่นเวตต่อไป ส่วนเสน่ห์ของฟุตบอล อยู่ที่เราได้ลงไปเตะเอง ได้ลงไปเล่นในสนามจริงเอง เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ก และมีการลุ้นตอนที่แข่งขันอยู่ตลอด นี่แหละคือเสน่ห์ของมัน”

ติดตามผลงานของหนุ่มหล่อได้ที่ IG : bore_animalz