นัยน์ภัค ภูมิภักดิ์ ผจญภัยแสนสุขตามสไตล์สาวเอ็กซ์ตรีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452448

นัยน์ภัค ภูมิภักดิ์ ผจญภัยแสนสุขตามสไตล์สาวเอ็กซ์ตรีม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

สาวหน้าเก๋ ดูเตะตาตั้งแต่แรกเห็นมีนัดหมายกับเราในวันนี้ ใครที่ชอบดำน้ำ หรือหลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีม อาจคุ้นหน้าคุ้นตาเธอในฐานะพิธีกรรายการดำน้ำมาบ้าง หรือไม่แน่คุณอาจเคยลงเรือลำเดียวกับเธอเพื่อไปชื่นชมโลกใต้น้ำด้วยกันสักไดรฟ์ เพราะเพียง 4 ปี ที่เธอได้ทำความรู้จักกับโลกใต้น้ำเป็นครั้งแรก เธอได้มีโอกาสไปเปิดประสบการณ์การดำน้ำมาแล้วถึง 450 ไดรฟ์ เคยสร้างวีรกรรมบู๊ ชวนตะลึง ในโลกใต้น้ำมาแล้วเกือบจะทั่วเอเชีย แต่ละไดรฟ์จะมีเรื่องราวดุเด็ดเผ็ดมันขนาดนั้น แนนซี่-นัยน์ภัค ภูมิภักดิ์ สาวน้อยมหัศจรรย์ ที่ใช้ชีวิตเอ็กซ์ตรีมสุดๆ เธอเป็นทั้งบาริสต้า ครูสอนการแสดง คอลัมนิสต์ และเจ้าของบล็อก Happynancy มีเรื่องราวจากใต้ท้องทะเลมาเล่าสู่กันฟัง

อันดามันเหนือ : ไดรฟ์แรกของการเปิดโลกใต้น้ำ

แนนซี่ บอกว่า สมัยเด็กทะเล คือ เดสติเนชั่นหลักของครอบครัวที่มักไปใช้เวลาพักผ่อนในวันว่าง ที่ผ่านมาเธอได้มีโอกาสลองดำน้ำตื้น (Snorkeling) มาบ้าง แต่ยังไม่เคยดำน้ำจริงจัง จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอบอกว่า ในชีวิตได้มีโอกาสเที่ยวมาหลายรูปแบบ ทั้งแบ็กแพ็ก ผจญภัย ตะลุยยุโรป ขาดอยู่อย่างเดียวคือ การดำน้ำ ดังนั้นพอเรียนจบเธอจึงตั้งใจว่าจะต้องไปสัมผัสประสบการณ์นั้นให้ได้ เลยไปสมัครเรียนคอร์สดำน้ำพื้นฐาน เพื่อเป็นใบเบิกทางพาเธอไปสู่โลกใต้น้ำ

 

“ทริปแรกที่แนนเลือกไป คือ ไปดำน้ำที่อันดามันเหนือ ไปกิน-นอนอยู่บนเรือเลย 4 คืน 5 วัน ครั้งแรกที่ไป แนนประทับใจมากนะ มันเหมือนเป็นโลกอีกใบ ที่ประทับใจกว่านั้น คือ ดำน้ำครั้งแรกก็ได้เจอปลากระเบนแมนตา หรือปลากระเบนราหู ซึ่งบางคนดำน้ำมา 100-200 ไดรฟ์ ก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอนะ (ยิ้ม) แนนชอบเจ้าแมนตามาก เลยเอามาสักไว้ที่แขนด้วย” แนนซี่ เล่าด้วยดวงตาเป็นประกายพร้อมโชว์รอยสัก

สาวน้อยหน้าคมยังเล่าต่อไปอย่างออกรสว่า นอกจากทริปนี้จะได้เจอกับแมนตาแล้ว ยังได้เห็นฉลามวาฬ ซึ่งมีสถิติการพบในประเทศไทยน้อยมาก แล้วตอนที่ไปก็เป็นช่วงมรสุม โอกาสจะเจอยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะฉะนั้นในเมื่อมาแล้วโชคดีสองชั้น เลยเป็นไดรฟ์ที่ประทับใจไม่ลืม

 

ปาเลา : ไม่ไปไม่รู้ ไม่สู้ไม่รอด

หากพูดถึงทริปที่ทั้งทรหด ทั้งบู๊ และชวนจดจำ แนนซี่ยกให้การเดินทางไปยังประเทศปาเลา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศฟิลิปปินส์ และเกาะกวม เธอบอกว่า ครั้งนั้นเธอร่วมเดินทางไปในฐานะพิธีกรรายการดำน้ำ การเดินทางต้องใช้เวลาถึง 2 วัน เพราะต้องไปเสียเวลารอต่อเครื่องจากกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ไปประเทศปาเลาค่อนข้างนาน

“จำได้ว่าช่วงที่ไปเป็นช่วงหางๆ ไต้ฝุ่น ด้วยความที่เราไปต่อเครื่องบินเล็ก เครื่องก็สั่นพั่บๆ ตลอดเวลา แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แนนเลยหลับได้ (ยิ้ม) แต่พอมาถึงที่หมาย บอกเลยว่าคุ้มค่ากับการมามาก ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักดำน้ำต้องมาเยือนให้ได้ เพราะมีทุกอย่างที่นักดำน้ำใฝ่ฝัน ทั้งแลนด์สเคปใต้น้ำที่สวยเหนือการบรรยาย ปะการังที่สวยงาม และฉลามอีกหลายร้อยสายพันธุ์ แต่ในจำนวนนี้ไม่มีฉลามขาวที่เป็นฉลามกินคนแบบที่เห็นในหนัง”

 

แนนซี่ ย้อนถึงภาพความทรงจำที่ยังชัดเจนในใจว่า วินาทีที่นั่งสปีดโบตเพื่อออกไปดำน้ำนั้น แม้จะดำน้ำตื้น เธอก็ยังได้พบกับภาพประทับใจไม่รู้ลืม นั่นคือฝูงแมงกะพรุนจำนวนมหาศาลที่ว่ายน้ำอยู่รายรอบ นอกจากจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแมงกะพรุน ทริปนี้ยังฝากอีกประสบการณ์ที่ยากจะหักใจลืม เพราะเป็นทริปที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องต่อสู้กับปลาวัวอยู่ใต้น้ำจนออกซิเจนเกือบหมด

“ด้วยความที่เราไม่รู้ ดันดำลงไปใกล้รังของปลาวัว ซึ่งเป็นปลาที่ค่อนข้างดุ มีฟันเหมือนคน ด้วยความที่มันหวงบ้าน พอมันเห็นเรา ก็พุ่งจะเข้ามาทำลาย เราก็ว่ายถอยหนีในแนวเฉียงขึ้น ปรากฏมันยิ่งตาม จะชาร์จเราให้ได้ เราก็ใช้ฟินเตะ มือต่อย สู้กันอยู่นานเกือบ 30 นาที มันคงเหนื่อย สุดท้ายเลยเลิกรา แนนเลยรอดมาได้ แค่ฟินขาด (หัวเราะ) เพราะรอดมาถึงได้รู้ว่า เราเอาตัวรอดผิด แทนที่จะว่ายเฉียงขึ้น เวลาเจอปลาวัว เราต้องว่ายเฉียงลง โชคดีที่ตอนนั้นแนนมีสติ ไม่ตกใจ พยายามสู้สุดชีวิต”

 

เกาะลอมบอก : พลีชีพเพื่อฉลามหัวค้อน

ไดรฟ์นี้เป็นอีกครั้งที่เธอเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกกับความฟินที่จะได้เห็นฉลามหัวค้อน ความพิเศษของไดรฟ์ที่ไป คือ ไม่ใช่ใครก็ไปได้ ต้องมีประสบการณ์ดำน้ำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ไดรฟ์ เพราะบริเวณนี้เป็นน้ำวน พอดำลงไปถึงจุดหนึ่งกระแสน้ำจะดันขึ้นมา ถ้าไม่มีประสบการณ์ดำน้ำอาจจะปอดแตกได้ ที่เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย แนนซี่บอกว่าสามารถดำน้ำเพื่อดูปลาแสงอาทิตย์ หรือปลาโมลา โมลา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ คิดว่าต้องไปดูที่บาหลีเท่านั้น

“ทริปนี้แนนตั้งใจว่าต้องไปเห็นฉลามหัวค้อนให้ได้ ข้อแม้คืออาจจะต้องดำลงไปลึกหน่อย ปัญหาคือพอดำลงไปลึก ใต้น้ำจะมืดไม่เห็นอะไร แนนก็ต้องพกไฟฉายลงไปด้วย จำได้ว่าตอนที่ดำลงไปเริ่มลึก แนนเริ่มเมาไนโตรเจน อาการจะเหมือนคนเมาเหล้าไม่รู้ตัว ตอนนั้นถึงจะเมา แต่ความตั้งใจที่มีว่าต้องเห็นฉลามหัวค้อนให้ได้มีมากกว่า เลยกัดฟันดำลงไป จนในที่สุดได้เห็นฉลามหัวค้อนแวบนึงก็เริ่มไม่ไหว ไดรฟ์การ์ดที่ไปด้วยก็รีบดึงแนนขึ้นมา นับว่าเป็นอีกทริปที่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ”

 

สิปาดัน : เซย์ไฮสัตว์โลกน่ารัก

ไดรฟ์นี้แนนซี่ให้คำจำกัดความว่า เป็นไดรฟ์ที่มอบประสบการณ์น่ารักๆ ให้ เพราะพอดำลงไปจะได้พบกับเต่าทะเลหลากหลายสายพันธุ์ เรียกว่าดำน้ำไปทุก 15 วินาที ต้องเจอเต่า 1 ตัว นอกจากเต่าที่นี่ก็มีฉลามเยอะมาก

“ถ้าเปรียบเทียบว่าเจอเต่า เจอปลาเยอะขนาดไหน นึกภาพตามง่ายๆ ว่า ถ้าอยู่บนบกก็เหมือนเดินไปเจอหมาแมว ถามว่าเวลาลงไปเจอสัตว์พวกนี้อยากสัมผัสมั้ย อยากนะ แต่เรารู้ดีว่า เราไม่ควรไปสัมผัสเพราะมือคนเรามีแบคทีเรีย จับไปปลาอาจจะตาย เพราะฉะนั้นเวลาดำน้ำเราจะต้องห้ามใจ และใช้ตาชมความงามอย่างเดียว”

 

แนนซี่ บอกว่า เวลาเราลงไปเห็นสัตว์ทะเล มนุษย์เราก็มองมันด้วยความตื่นเต้น ในทางกลับกันพวกมันก็คงคิดไม่ต่างจากเรา

“มีครั้งหนึ่ง แนนพยายามจะเซลฟี่กับเต่า ก็สังเกตว่ามันก็ลอบมองเราด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน มันบอกแนนสลับไปมากับกล้องในมือด้วยแววตาสงสัย แนนคิดเล่นๆ ว่า เต่าก็งงว่าเราเป็นตัวอะไรเหมือนกัน (หัวเราะ)”

 

นอกจากการดำน้ำจะเป็นกิจกรรมสุดโปรดของแนนซี่แล้ว เธอบอกว่า เมื่อไม่นานนี้เธอพบกับอีกหนึ่งกิจกรรมที่ถูกใจสาวที่ชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีม นั่นคือ การปีนเขา แนนซี่มองว่า เสน่ห์ของทั้งการปีนเขาและดำน้ำ คือ การพาตัวเองออกไปมองโลกในอีกมุม แถมยังได้มิตรภาพดีๆ กลับมามากมาย ได้เพื่อนกลุ่มใหม่ที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน จากนี้ไปเป้าหมายต่อไปในการดำน้ำของเธอ คือ กาลาปากอส

“แนนว่าอาจต้องรออีกสักพัก เพราะค่าใช้จ่ายในการไปดำน้ำที่กาลาปากอสค่อนข้างสูง บวกลบคูณหารแล้ว ค่าใช้จ่ายอาจไม่ต่างกับการเข็นรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ซ ลงน้ำ 1 คันเลยทีเดียว” สาวหน้าคมกล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

 

จากรุ่นพี่รุ่นน้อง สู่เพื่อนร่วมงานสุดซี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452335

จากรุ่นพี่รุ่นน้อง สู่เพื่อนร่วมงานสุดซี้

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สองหนุ่ม โป๊ป-ฎีกา ผาธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “I love you ผู้ใหญ่บ้าน” และ เฟรม-ปรัชญ์ รุ่งศรีทองวัฒนา นายแบบโฆษณาและนักแสดงภาพยนตร์ที่โป๊ปกำกับ พวกเขาเป็นคู่ซี้รุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันอย่างยาวนานกว่า 6 ปี เพราะต่างมีเคมีที่ตรงกันตั้งแต่แรกเห็น โป๊ป เคยเรียนเอกดนตรีสากล ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม แต่ออกตอนปี 3 ไปเรียนจบเอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วน เฟรม เรียนจบนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม แต่ไม่เคยได้เจอกันจนกระทั่งไปร่วมงานวันเกิดเพื่อนสนิทจึงได้รู้จักจนกลายเป็นก๊วนเดียวกัน และนำไปสู่การเป็นพี่น้องและเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจกันมากที่สุด

ถูกชะตาตั้งแต่เจอกันครั้งแรก

โป๊ป ย้อนความหลังซึ่งยังจำได้ดีวันแรกที่เจอกันเราเจอกันในงานวันเกิดเพื่อนเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ตอนเรียนที่จันทรเกษมไม่ได้เจอกันทั้งที่อยู่ห่างกันแค่อาคารห้องสมุดกั้น ในงานวันเกิดเพื่อนแนะนำน้องให้รู้จักพอเห็นครั้งแรกก็รู้สึกสะดุดตาเห็นแววว่าหล่อดีคิดว่าน่าจะได้ร่วมงานด้วยกันประกอบกับดูน้องเขาเป็นคนที่สุภาพนอบน้อม พูดจาไพเราะไม่หยาบคาย ก็ทำให้รู้สึกว่าน่าคบหาด้วย

“ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่าถ้ามีงานก็น่าจะดึงน้องเข้ามาทำงานร่วมกันหลังจากนั้นก็ได้เจอกันบ่อยขึ้นร่วมงานกันมากขึ้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพระเอกคู่บุญก็ว่าได้ เพราะตอนที่ผมทำเอ็มวีเพลงแรกก็นึกถึงน้องเขาก่อนเลยอยากให้เขามาเป็นพระเอกเอ็มวีแรกที่ทำ แต่เอ็มวีตัวที่ 2 เราเลือกใช้นักแสดงคนอื่นเพราะเดี๋ยวจะหาว่าดันน้องคนนี้มากเกินไป และพอเราได้มากำกับภาพยนตร์ก็เลยเลือกน้องคนนี้มาเป็นพระเอกภาพยนตร์ให้กับเราจะเรียกว่าเป็นพระเอกคู่บุญของผมก็ได้นะ(หัวเราะชอบใจ)”

พี่พูดถึงน้อง

“สิ่งที่เราประทับใจในตัวเฟรม ก็คือเขาเป็นคนที่มีวินัยดี มีความรับผิดชอบสูงถือเป็นจุดแข็งในการทำงานของเขาก็ว่าได้ อีกอย่างเขาเป็นคนที่เตรียมงานได้ดี เวลาที่เราโยนบทโยนงานไปเขาจะมีการทำการบ้าน ให้ความสนใจใส่ใจดี พอถึงเวลาแสดงงานเขาออกมาดีมากผมแทบจะไม่ต้องบอกเขาเลยว่าจะต้องทำอะไร เล่นได้เป็นธรรมชาติ เวลาผมอยากให้เขาปรับรูปแบบการแสดงเขาก็จะปรับได้อย่างที่ผมต้องการ

 

“เวลาทำงานกับเขา ผมจึงรู้สึกสบายใจมากที่ได้ร่วมงานกับน้องเขา ทำงานแล้วไม่เครียด บางทีเขาก็เสนอข้อคิดมาว่าเราเปลี่ยนมาเล่นแบบนี้ไหมพี่ผมจะทำแบบดีไหมจะได้รู้สึกเข้ากับอารมณ์ตัวละครมากขึ้น ผมรับฟังน้องแล้วก็รู้สึกว่าโอเคน้องเขาทำการบ้านมาดี เราก็ฟังและก็ใช้อย่างที่น้องเขาแนะนำ จากที่ผมรู้สึกว่างานเวลาออกกองเป็นเรื่องเครียดเลยกลับกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ไปเลยเวลาที่ได้ทำงานกับน้องเขา ไม่ต้องกำกับอะไรให้ยุ่งยากอาจจะเป็นเพราะ เฟรมทำงานมาหลายอย่างเป็นพริตตี้บอย เป็นนายแบบ ถ่ายงานโฆษณาหลายตัว ซึ่งทำให้เขาเรียนรู้เรื่องการแสดง ระบบการทำงานจากการถ่ายโฆษณามาเยอะ เป็นการเรียนรู้จากการทำงานจริง

“ตั้งแต่รู้จักเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมาผมไม่เคยต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องของเฟรมไม่เคยทะเลาะกันเลย แม้แต่ในวงงานสังสรรค์ก็ไม่เคยเพราะเฟรมเป็นคนที่ค่อนข้างสุภาพ นอบน้อม เวลาพี่น้องเดินเข้ามาเขาจะยกมือไหว้สวัสดีถ่อมตน ถ้ามีใครแรงใส่เขาจะไม่ตอบโต้ ใครแรงมาเขาก็เฉย จนเรานี่ละที่ต้องเป็นคนคอยปกป้องน้องใครแรงใส่น้องเราๆ จะปรามให้เบาๆ หน่อย  แต่ตัวเฟรมเองที่ไม่เคยมีปัญหาด้วยความนอบน้อมของเขาทำให้ความสัมพันธ์ของเราค่อนข้างดีอยู่ด้วยกันแล้วผมรู้สึกสบายใจ”

น้องเรียนรู้จากพี่

“ด้วยความที่ได้เจอกันบ่อย สังสรรค์กันบ่อยเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น ถ้าจะนับรุ่นพี่ที่ผมสนิทน่าจะเรียกได้ว่าผมสนิทกับพี่โป๊ปเขามากที่สุดแล้วครับ เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยไปนั่งสังสรรค์ปาร์ตี้เที่ยวบ่อยๆ ทำงานหรือเรียนเสร็จก็กลับห้องมีเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แต่ตั้งแต่รู้จักพี่เขาผมว่าผมไปเที่ยวฉลองสังสรรค์กับพี่เขาบ่อยสุดแล้วครับ

“เวลาผมไปบ้านพี่โป๊ป ภาพที่เห็นประจำเลยก็คือ พี่เขาจะนั่งเขียนเพลงและมีสมาธิกับสิ่งที่ทำมาก จะไม่สนใจอย่างอื่นเลยจนกว่างานที่ทำจะสำเร็จ เรียกได้ว่าจริงจังมากที่สุด แต่เสร็จงานแล้วจะกลายเป็นอีกคนไปเลยดูจากโหมดเครียดกลายเป็นคนอินดี้สบายๆ ผมเลยเรียนรู้ในเรื่องความตั้งใจในการทำงานต้องทำให้ดีให้สำเร็จ สิ่งที่พี่แนะนำผมมาเสมอก็เรื่องเวลาอยู่ในวงการมันเป็นเรื่องมายา เมื่อเราสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เราก็ต้องคงความเป็นตัวเราเอาไว้ตัวเราที่สุภาพนอบน้อมถ่อมตน ไม่ว่าใครจะพูดถึงเราในทางไหน แต่เราคิดดีไว้เราก็จะเติบโตในวงการไปได้ด้วยดี”

เมื่อน้องชมพี่ขนาดนี้ ผู้กำกับหนุ่มหล่อก็เอ่ยเสริมทิ้งท้ายขึ้นมาว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากน้องเขาก็คือเรื่องวินัยและความรับผิดชอบที่ดี เพราะเขาเคยทำงานประจำหลายอย่างเวลาเขาจะเป๊ะมากไม่เคยพลาดเลย วินัยเขาสูงมาก เราก็ได้เรียนรู้จากน้องดูว่าเขาบริหารเวลาอย่างไร เวลาทำงานผมมักจะโฟกัสไปกับงานตัวเดียว แต่เฟรมเขาทำงานหลายอย่างและทำได้ดีหมด ผมว่านั่นคือสิ่งที่ผมจะต้องเรียนรู้จากเขา และเราคงได้เรียนรู้กันอย่างนี้ไปตลอด”

 

มุมห้องสมุดสร้างโลกนวนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452333

มุมห้องสมุดสร้างโลกนวนิยาย

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

คอแฟนนวนิยายแนวลึกลับคงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จักนักเขียนนามปากกา “พงศกร” ที่มีผลงานเขียนจำนวนมากที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี โดยเฉพาะนวนิยายชุดเกี่ยวกับผ้าชนชาติต่างๆ เช่น รอยไหม สาปภูษา กี่เพ้า กลกิโมโน กำไลมาศ ฯลฯ ซึ่งแม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นคอนิยายก็ต้องคุ้นหู เพราะหลายบทประพันธ์จากปลายปากกา “พงศกร” เคยนำมาถ่ายทอดเป็นบทละครโทรทัศน์แล้ว

หากย้อนกลับไปก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนชื่อดัง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ เจ้าของนามปากกา “พงศกร” มีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย เป็นคนรักการอ่านด้วยการปลูกฝังของครอบครัว บ้านเกิดเป็นคนราชบุรี แล้วก็เริ่มขีดๆ เขียนๆ ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ลองส่งเรื่องสั้นไปที่นิตยสารต่างๆ โดยเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตที่ได้รับการตีพิมพ์คือ “ปุกปุย” ลงในนิตยสาร “สวิตา”เมื่อปี 2524 ได้เงินค่าเรื่อง 200 บาท พร้อมกับที่คุณครูประกาศหน้าแถว ทำให้ภูมิใจมาก มีความสุข สนุกที่จะทำ จึงกลายเป็นพลังที่จะทำให้อยากเขียนงานต่อ

คุณหมอนักเขียน เล่าว่า ตอนนั้นมีพลังมาก และเริ่มรู้สึกว่านิตยสารนานๆ จะออกที ไม่ทันใจ เพราะเขียนได้เยอะกว่านั้น ก็เลยชวนเด็กแถวบ้านเกือบ 10 คนทำหนังสือออกเองชื่อ “ละแวกบ้านเรา” วันเสาร์-อาทิตย์ก็มานั่งเขียน คล้ายกับนิตยสารที่มีเซ็กชั่นต่างๆ เอาแนวมาจากสตรีสาร แบ่งกันทำ คนนี้เขียนการ์ตูน คนนี้เขียนรูปประกอบ มีเรื่องสั้น เรื่องยาว ออกมาเป็นวารสารเดือนละ 2 เล่มให้คนในหมู่บ้านอ่าน รวมๆ แล้วออกมาทั้งหมด 25 เล่ม แต่เมื่อต้องย้ายไปเรียนต่อที่ขอนแก่น ทำให้ไม่ได้ทำต่อ

 

หลายคนถามว่า เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมไม่เรียนต่อด้านนี้ ทำไมเลือกเรียนหมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามีการเรียนวารสาร แต่ส่วนสำคัญคือ อยากเรียนหมอตั้งแต่เด็ก จนช่วงเรียน ม.ปลาย คุณพ่อป่วย ซึ่งคุณพ่อเป็นคนแข็งแรงมาก ไม่เคยป่วย เลยรู้สึกอยากเป็นหมอ เลยไปสายโน้น ซึ่งเป็นหมอก็ยังเขียนงานได้ แต่ถ้าเรียนทำวารสารก็คงเป็นหมอไม่ได้ โดยช่วงที่เรียนแพทย์ค่อนข้างหนัก เวลาเรียนแน่นมาก มีแวบไปทำหนังสือคณะ แต่ก็ไม่ได้จริงจังเท่าไร พอเรียนจบกลับมาทำงานโรงพยาบาลที่ จ.ราชบุรี เริ่มอยากเขียนนิยาย แต่เขียนไม่เคยจบ

จนกระทั่งได้ทุนไปเรียนที่อเมริกา แล้วไปอยู่เมืองที่เล็กมาก ไม่มีคนไทยเลย พอเลิกงานทุกคนกลับบ้าน เงียบมาก มีเวลาก็เลยเขียนนิยายสั้น 16 ตอนเรื่องแรก “เบื้องบรรพ์” จนจบ จนมีโอกาสกลับเมืองไทยช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็นจังหวะที่มีการประกวดงานเขียนนวนิยายของมูลนิธิสุภาว์ เทวกุล จึงตัดสินใจส่งเข้าประกวด และได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายในปี 2544 จากนั้นก็เริ่มส่งผลงานเรื่องปริศนามาเลศ คดี 1 ตอน ทะเลราตรี ลงตีพิมพ์เป็นตอนในสกุลไทย แล้วก็มีผลงานต่อเนื่อง

จนประมาณปี 2546 งัด-สุพล วิเชียรฉาย หยิบเรื่องสร้อยแสงจันทร์ไปสร้างเป็นละครทางช่อง 3 หลังจากนั้นคุณหมอนักเขียนเลยได้เข้าสู่เส้นทางการเขียนเต็มตัว หลากหลายรูปแบบงานเขียนทั้งแนวสืบสวนเบาๆ แฟนตาซี คอมเมดี้ ไปจนถึงนิยายลึกลับเข้มข้น รวมแล้วประมาณ 30-40 เรื่อง ซึ่งชุดที่มีคนกล่าวถึงมากที่สุด คงต้องยกให้นวนิยายชุดผ้าที่มีออกมาแล้ว 7-8 เรื่อง

พงศกร เล่าว่า ชุดผ้าเริ่มต้นจากไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แล้วเจอผ้าผืนหนึ่งซึ่งเป็นผ้าเก่าและมีรอยด่าง จริงๆ อาจจะเป็นแค่รอยด่างตามกาลเวลา แต่ก็ทำให้เกิดจินตนาการ จนกลายเป็นพล็อตเรื่องเกี่ยวกับผ้า ซึ่งพอไปหาข้อมูลก็ทำให้พบว่าผ้าของแต่ละชนชาติมีเสน่ห์แตกต่างกันไป เป็นเครื่องบันทึกวัฒนธรรม บันทึกวิถีชีวิตของคน การใช้สี ให้ลาย แบ่งชนชั้นคนได้

 

คุณหมอนักเขียนทำงานเกี่ยวกับด้านการสื่อสารทางการแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมกับแบ่งเวลาช่วงหลังเลิกงานในการเขียนนิยาย ซึ่งหนึ่งในมุมโปรดที่ใช้สร้างสรรค์ผลงานมีด้วยกัน 2 ที่ในบ้านที่กรุงเทพฯ นั่นคือ ห้องสมุดชั้นสอง และโต๊ะทำงานชั้นล่าง โดยมุมโต๊ะทำงานชั้นล่างของตัวบ้าน แม้จะไม่เงียบมาก แต่ก็สามารถมีสมาธิในการทำงานได้ แต่ถ้าต้องการสมาธิสูงในการทำงานก็ต้องห้องสมุดชั้นสองของบ้าน ซึ่งออกแบบเองให้มีตู้รอบห้องไว้เก็บหนังสือเล่มโปรด เรียกว่าเป็นห้องสมุดในฝันที่นักอ่านทุกคนอยากมีไว้ในบ้าน ซึ่งมุมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชิ้นงานต่างๆ ให้เกิดขึ้น

สำหรับหลักในการทำงานเขียน เน้นนิยายไม่มีพิษภัย ต้องไม่มีอะไรที่ทำให้คนอ่านรู้สึกแย่ และเป็นหนังสือที่อ่านได้ทุกคน คุณแม่คุณพ่อสบายใจที่จะให้ลูก เด็กอ่าน โดยการเขียนงานเมื่อได้พล็อตเรื่องแล้ว ต้องหาข้อมูลก่อนจนครบแล้วก็มาเขียน ไม่ใช่เขียนไปหาข้อมูลไป ถ้าเป็นนิยายที่เป็นซีรี่ส์มีหลายภาคต่อกัน ก็ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อการเขียนในภาคต่อๆ ไป ตัวละครมีความเชื่อมต่อกันได้ดี ส่วนซีรี่ส์เรื่องผ้า ล่าสุดมีบุหงาบาติก (ผ้าอินโดนีเซีย) ที่ตีพิมพ์อยู่ในขวัญเรือน และอาจจะมีเรื่องต่อไปขึ้นอยู่กับจังหวะและข้อมูลที่ได้มา

ไม่เพียงแต่ซีรี่ส์เรื่องผ้าเท่านั้น แต่ “พงศกร” ยังมีผลงานใหม่ที่จ่อคิวให้แฟนๆ ได้ติดตามต่อเนื่องด้วย นอกจากจะเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานนิยายแล้ว คุณหมอนักเขียนยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้มีพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของตัวเอง ซึ่งใครที่ชื่นชอบนิยายแนวลึกลับไม่ควรพลาด

 

สตาร์ทอัพยุคบุกเบิก ผู้ปลุกปั้น Wazzadu.com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/452332

สตาร์ทอัพยุคบุกเบิก ผู้ปลุกปั้น Wazzadu.com

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้จบการศึกษามาแล้วไม่ได้ทำงานตรงสายงานที่ตัวเองเรียน ส่วนหนึ่งเพราะเรียนในสาขาที่คนจบกันมากแต่รับคนไม่มาก อีกส่วนมาจากเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ตำแหน่งงานที่อยากทำก็ไม่เปิดรับ ทว่าหลายครั้งเหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้อะไรดีๆ หลายอย่าง เหมือนที่ จุลเกียรติ สินชัยชูเกียรติ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บารามีซี่ ผู้พัฒนาวัซซาดุ
ดอทคอม (Wazzadu.com) แพลตฟอร์มรวมสินค้าวัสดุและตกแต่งบ้าน

แ หรือ หวก เล่าให้ฟังว่า เขาเรียนจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ช่วงนั้นตรงกับช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในไทยพอดีมีคนตกงานกันมาก ใครที่ได้งานในช่วงนั้นก็ถือว่าบุญแล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นคุณพ่อทำธุรกิจมาก็รู้ว่าการทำธุรกิจไม่ง่าย เลยไม่อยากเริ่มต้นธุรกิจเองตั้งแต่เรียนจบ จึงไปสมัครงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาดบริษัทวัสดุตกแต่งแห่งหนึ่ง

เมื่อทำงานปีแรกก็ทำยอดขายได้สูงสุดแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าเด็กสถาปัตย์ก็ทำเรื่องการขายและการตลาดได้ดี จากนั้นก็สามารถเอาชนะยอดขายได้เรื่อยๆ พอทำไปได้ 2 ปี มีเพื่อนที่สถาปัตย์ด้วยกันชวนเปิดบริษัท บวกกับความอยากหาอะไรท้าทายใหม่ๆ ทำ อยากเริ่มทำอะไรด้วยตัวเอง จึงร่วมมือกับเพื่อนเปิดบริษัท บารามีซี่ ขึ้นมาควบคู่กับการทำงานประจำไปด้วย โดยบริษัทนี้รับทำตราสินค้าและงานออกแบบ ในช่วงนั้นถือเป็นงานที่ใหม่มาก และการเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ก็ทำให้เขารู้ว่างานฝ่ายธุรการ (แอดมิน) งานการเงิน บัญชี ซึ่งเป็นงานที่นักออกแบบไม่ชอบทำ กลับเป็นกลไกสำคัญต่อธุรกิจทั้งสิ้น

“ช่วงนั้นพอเลิกงานประจำช่วงเย็น ก็ไปบ้านเพื่อนทำงานบริษัทที่เปิดด้วยกันถึงเที่ยงคืน เพราะใช้บ้านเพื่อนเป็นที่รับงาน ถือเป็นเสน่ห์ของการทำสตาร์ทอัพยุคแรกๆ ที่อะไรก็ต้องประหยัด ซึ่งการที่ออกมาทำบริษัทของตัวเองโดยที่มีประสบการณ์ทำฝ่ายขายและการตลาดมาก่อน ก็ทำให้เรารู้ว่าการตลาดช่วยให้การเติบโตของธุรกิจเป็นระบบมากกว่าบริษัทที่ทำด้านออกแบบอย่างเดียวไม่สนใจงานอื่นๆ เลย นอกจากการออกแบบ”

 

จุลเกียรติ ระบุว่า ปกติแล้วงานออกแบบที่อาจารย์สอนมา ก็จะคำนึงถึงเรื่องความสวยงามบวกกับประโยชน์ใช้สอย แต่โลกสมัยนี้ต้องการมากกว่านั้น ลูกค้าต้องการให้ออกแบบไปเพื่อให้ขายของได้ หรือให้คนเข้าร้าน ซึ่งเวลานั้นลูกค้าก็สนใจเรา เพราะการออกแบบที่ทำให้ลูกค้าขายของได้ คนเข้าร้านมากขึ้น โดยเรามีวิธีวิจัยเข้ามาประกอบด้วยว่า ลูกค้าเข้าร้านด้วยเหตุผลอะไรบ้าง ผสมผสานกับการติดตามเมกะเทรนด์ของโลกว่าออกแบบลักษณะไหนถึงจะดึงดูดลูกค้าได้ดี เป็นการคิดแบบมองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน (Outside In) คือการออกแบบโดยนึกถึงผู้ใช้งานก่อน

หลังจากรับงานออกแบบ ทำตราสินค้า ทำโลโก้ ลูกค้าก็ต้องการให้บริษัทรับทำเรื่องอื่นๆ พ่วงด้วย เช่น ทำกลยุทธ์ธุรกิจ ซึ่งเพื่อนที่ทำบริษัทร่วมกันมาคนหนึ่งไปจบการศึกษาจากต่างประเทศมา เลยนำความรู้มาผสมผสานกันและขยายขอบเขตธุรกิจรับทำกลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ด้วย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีพื้นฐานเรื่องการทำงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

จุลเกียรติ กล่าวย้ำว่า งานวิจัยประเภทหาอนาคตในประเทศไทยยังมีน้อย 80% ของงานวิจัยในบ้านเราคือการหาปัจจุบัน ว่าลูกค้าพอใจอะไร อยากได้แบบไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้พัฒนาการออกแบบแบรนด์ (แบรนด์ดีไซน์) ไม่ได้ แต่บอกสิ่งที่ทำไปดีแค่ไหน

งานวิจัยของบริษัทคือการวิจัยอนาคต เช่น มีที่ดิน 800 ไร่ จะใช้ทำอะไรดี จะได้ไม่ตัดสินใจลงทุนผิดพลาด ก็ใช้งานวิจัยลักษณะหาอนาคตเพื่อตอบ หรือแบรนด์หนึ่งไม่รู้อนาคตจะไปต่ออย่างไร ก็ต้องการวิจัยหาทางไปต่อ ตัวอย่างลูกค้าที่บริษัทเคยไปช่วยตอบโจทย์นี้ ได้แก่ บาร์บีคิว พลาซ่า ที่มีกะหล่ำปลีแบบรีฟิล เป็นเพราะก่อนหน้านั้นได้วิจัยพบว่าการนำกะหล่ำปลีไปวางรองไว้อยู่ใต้เนื้อสัตว์ที่ลูกค้าสั่งมารับประทาน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ไม่จริงใจ แต่เมื่อวิจัยไปลึกๆ แล้วก็พบว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการนำกะหล่ำปลีให้ลูกค้าแบบมีรีฟิล

อย่างไรก็ตาม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการทำกลยุทธ์ออกแบบแบรนด์ต่างๆ มาได้ระยะหนึ่ง จุลเกียรติ และเพื่อนร่วมก่อตั้งบริษัท ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่มีแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ภาพของวันเริ่มต้นความคิดนี้ยังเป็นภาพที่จุลเกียรติจำได้ดี วันนั้นเขาและเพื่อนนั่งอยู่ในสำนักงานที่มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นบ้านเปิดไฟเต็มไปหมด เลยเริ่มบรรเจิดไอเดียอยากทำอะไรที่ตัวเองมีความถนัดและเกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ (โมบาย) แล้วก็นึกได้ว่าตอนที่มีบทบาทเป็นสถาปนิก เวลาอยากได้แค็ตตาล็อกวัสดุเพื่อขายงานลูกค้า ต้องรวมเป็นเล่มหนาๆ จึงอยากทำแค็ตตาล็อกวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งบ้านบนโมบาย

ด้วยเหตุนี้เอง จุลเกียรติ จึงเริ่มต้นคิดแผนธุรกิจทำแอพพลิเคชั่นแค็ตตาล็อกวัสดุตกแต่งบ้านเมื่อ 2-3 ปีก่อน แล้วจ้างผู้ที่ทำแอพพลิเคชั่นเป็นให้มาดำเนินการตามสิ่งที่คิดไว้ โดยเชื่อว่าหากมีแค็ตตาล็อกที่รวมวัสดุทุกอย่างไว้บนโมบายได้ ก็จะแก้ปัญหาของการถือแค็ตตาล็อกเล่มหนาๆ หรือต้องถือแค็ตตาล็อกหลายๆ เล่มให้ลูกค้าดูได้ ซึ่งบริษัทก็ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลวัสดุก่อสร้างตกแต่งบ้านกว่า 1-2 ปี

 

จุลเกียรติ กล่าวว่า ตอนที่เริ่มทำวัซซาดุ สมัยนั้นยังไม่รู้จักว่าสตาร์ทอัพคืออะไร รู้แค่ว่าจะใช้โมบายทำอะไรที่แก้ปัญหาของคน ก็เลยกลายเป็นการเริ่มทำแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูลวัสดุตกแต่ง ปกติแล้วผู้ที่เริ่มธุรกิจบนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) ในปีแรกของธุรกิจจะไม่สามารถทำรายได้ได้ แต่สำหรับบริษัทเมื่อเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Wazzadu (วัซซาดุ) ปีแรกก็มีรายได้ทะลุ 3 ล้านบาททันที ทั้งที่ยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไม่ได้สูง เนื่องจากวัซซาดุมีรายได้จากการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจและภาคธุรกิจ (บีทูบี) เป็นหลัก

“กว่า 1 ปี ยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นวัซซาดุไปใช้งานอยู่ที่กว่า 4 หมื่นคน ส่วนสินค้าที่เข้ามาอยู่ในแค็ตตาล็อกให้กลุ่มเป้าหมายเลือกมีกว่า 1 หมื่นประเภทสินค้าจาก 180 แบรนด์ กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะมาใช้บริการวัซซาดุ คือ สถาปนิกซึ่งต้องการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการเลือกวัสดุตกแต่งบ้าน ทว่ายอดการใช้งานหนาแน่นเกินพิกัด จึงทำให้เกิดปัญหาแอพพลิเคชั่นล่มบ่อย ทำให้ต้องเริ่มคิดว่าจะไปต่อยังไง เลยมาทำวิจัยใหม่”

ระหว่างนั้นเองวัซซาดุก็ได้พันธมิตร 2 รายเข้ามาร่วมพัฒนา คือ จุฑาศรีคูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บแท็กซี่ ที่ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อลูเม็ท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมททา กรุ๊ป รวมทั้ง ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอม เข้ามา

จากการวิจัยพบว่ามูลค่าธุรกิจวัสดุตกแต่งบ้านอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท/ปี โดยมูลค่าธุรกิจนี้ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ผู้ซื้อทั่วไป ช่าง สถาปนิก ผู้ผลิต และหากเป็นช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู เคยมีมูลค่าธุรกิจถึง 9 แสนล้านบาท นี่เป็นมูลค่าเฉพาะในไทย ยังไม่นับรวมประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้เกิดการปรับแนวทางธุรกิจ

จุลเกียรติ อธิบายว่า เดิมทำเป็นแอพพลิเคชั่นอย่างเดียวและมีรายได้ในรูปแบบผู้ประกอบการซื้อขายกับผู้ประกอบการ (บีทูบี) อย่างเดียว เช่น คนขายกระเบื้องอยากขายกระเบื้องของตัวเองให้ได้ ก็จะซื้อโฆษณาที่ทำให้เข้าถึงสถาปนิกที่มาดูแค็ตตาล็อกได้มากขึ้น แต่การเติบโตด้วยโครงสร้างรายได้แบบนี้ทำได้ลำบาก มีข้อจำกัด จึงพัฒนาเวอร์ชั่นที่ 2 ของวัซซาดุ โดยทำเป็นเว็บไซต์วัซซาดุดอทคอมขึ้นมาด้วย เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่สถาปนิก

“ผู้ใช้งานบนแอพพลิเคชั่นน้อย ทั้งที่จริงสถาปนิกอยากใช้งานเรา แต่จะใช้แค่ในวันหยุดที่รับงานฟรีแลนซ์ไว้เท่านั้น เพราะกลัวว่าถ้าใช้ในวันธรรมดาที่ทำงานประจำ ถ้าเจ้านายจะเห็นว่าดูอะไรบนมือถืออยู่ เลยต้องพัฒนาเป็นเว็บไซต์ ซึ่งก็ทำให้กลุ่มเป้าหมายขยายจากแค่สถาปนิก ก็มีผู้ใช้งานทั่วไป ช่าง เข้ามาด้วย”

 

ทั้งนี้ เมื่อก่อนร้านค้าที่นำข้อมูลวัสดุตกแต่งมาลงในวัซซาดุจะมีแต่แบรนด์ใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังผลิตรองรับกลุ่มโครงการที่สถาปนิกดูแลได้ แต่ปัจจุบันเมื่อกลุ่มเป้าหมายขยายก็ทำให้ร้านค้ารายย่อยสามารถเปิดตลาดสินค้าวัสดุตกแต่งสำนักงานและบ้านผ่านวัซซาดุดอทคอมได้ฟรี เดิมที่มีรายได้จากผู้ประกอบการซื้อโฆษณาเพื่อให้สินค้าของตัวเองอยู่ในอันดับต้นๆ ในสายตาของสถาปนิก ก็มีช่องทางรายได้ใหม่เพิ่ม มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาลงโฆษณาในรูปแบบเน้นนำเสนอให้ทราบว่าใช้วัสดุอะไรในการก่อสร้างบ้านในโครงการบ้าง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าบ้านที่ก่อสร้างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ วัซซาดุดอทคอมยังมีพื้นที่สำหรับนำเสนอสินค้าตกแต่งบ้านผ่านฟังก์ชั่นการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบตกแต่งบ้านหลายรูปแบบได้ด้วย เพราะบริษัทตระหนักว่าคนที่เข้ามาดูวัซซาดุดอทคอมอยากแต่งบ้าน ซื้อกระเบื้องเพราะอยากได้ห้องสวยๆ ถ้ามีเป็นแนวคิดให้เขาเป็นแนวทาง ซึ่งช่องทางนี้ก็มีผู้ประกอบการวัสดุตกแต่งต่างๆ เข้ามาใช้มาก

ปัจจุบันวัซซาดุดอทคอมมีผู้ใช้งานหลักหมื่นคนต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2-3 เท่าตัวได้ในสิ้นปีนี้ ส่วนเป้าหมายรายได้จากวัซซาดุดอทคอมคงจะเริ่มคาดคะเนได้ในปีถัดไป และหลังวัซซาดุดอทคอมประสบความสำเร็จในไทย ก็มองไว้ว่าจะไปขยายวัซซาดุดอทคอมในเวียดนาม เป็นจุดหมายต่อไป จากนั้นก็มองไปที่เมียนมาและกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งการจะไปต่างประเทศบริษัทคงต้องหาพันธมิตรในพื้นที่ด้วย

จุลเกียรติ กล่าวว่า จากการเดินหน้ามาได้ไกลถึงวันนี้ ทำให้เขาพบว่าการเป็นสตาร์ทอัพที่ดีจะต้องประกอบกับคนได้ประโยชน์ 3 ฝ่าย คือ ผู้ใช้งาน ผู้ผลิตสินค้า และสตาร์ทอัพเอง อย่างเช่นวัซซาดุดอทคอม ที่ผู้ใช้งานได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องเหนื่อยไปเดินจตุจักร หรือไปห้างค้าปลีกที่รวมวัสดุก่อสร้าง สามารถดูวัสดุต่างๆ ได้เลย และยังสามารถหาแรงบันดาลใจตกแต่งบ้านจากแนวคิดตกแต่งบ้านที่นำเสนอในวัซซาดุดอทคอมอีกด้วย ส่วนผู้ผลิตสินค้าได้ประโยชน์จากการมีช่องทางจำหน่าย รายย่อยเปิดร้านได้ฟรี สร้างยอดขายและทำตลาดได้บนวัซซาดุดอทคอม และวัซซาดุดอทคอมเองได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ยอดคนใช้งานสูง แต่สร้างรายได้ด้วย

ท้ายนี้ จุลเกียรติ ฝากไว้ว่า การที่เขามาได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะเขายึดถือเสมอว่าทุกอย่างต้องพัฒนาขึ้น และการพัฒนาต้องเริ่มจากตัวเอง

ใครที่กำลังจะตกงาน หรือเพิ่งจบใหม่กำลังหางานอยู่ ลองมองผู้ชายคนนี้ไว้เป็นแบบอย่าง เพราะชีวิตของเขาผู้นี้เดินมาไกลถึงจุดนี้ได้เพราะรู้จักพัฒนาตัวเอง พัฒนาสิ่งที่ทำอยู่เสมอนั่นเอง

 

Fight Club Thailand ต่อสู้ไปเพื่ออะไร พร้อมมั้ย ปลอดภัยหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451831

Fight Club Thailand ต่อสู้ไปเพื่ออะไร พร้อมมั้ย ปลอดภัยหรือเปล่า?

โดย…ชลารย์ ชล   ภาพ Fight Club Thailand

หลายปีมาแล้วคงจำกันได้มีหนังเรื่องหนึ่งคือ Fight Club ที่แสดงนำโดย แบรด พิตต์ เชื่อว่าคอหนังหลายคนคงได้ดูการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านให้รู้ดำรู้แดงจนอีกฝ่ายยอมยกธง หรือหมดแรงสู้โน่นแหละ จึงจะยุติการต่อสู้

ทว่าวันนี้ใครจะคิดว่า Fight Club ที่เป็นของจริง ในชีวิตจริง ไม่ใช่ในหนังมีอันอุบัติขึ้นในประเทศไทย เมื่อมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งทั้งหมด 8 คน อันนำโดย “โสภณ นาถนุกูล” ช่างภาพอิสระ ได้ก่อตั้ง Fight Club Thailand ขึ้นมาทางเพจเฟซบุ๊ก และกำหนดสถานะกลุ่มเป็นกลุ่มปิด พร้อมดำเนินการจัดกิจกรรมการต่อสู้กัน ซึ่งพวกเขาเรียกว่าการออกกำลังกายระหว่างสมาชิกในกลุ่มที่มาจากอาชีพต่างๆ สมัครเข้ามาเพื่อต้องการหาประสบการณ์ด้วยการต่อสู้ภายใน 3 นาที

อุดมการณ์ Fight Club Thailand

การจัดกิจกรรมดังกล่าวของกลุ่มไม่ได้เปิดเผยสถานที่จัดเป็นการทั่วไป แต่จะแจ้งเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเท่านั้นก่อนวันกิจกรรม 1 วัน ซึ่งปกติจะจัดในวันเสาร์ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นที่อาจต้องเลื่อนไปจัดในวันอาทิตย์ ปัจจุบัน Fight Club Thailand ที่ก่อตั้งมาประมาณ 4 เดือน มีสมาชิกในกลุ่มเกือบ 7 หมื่นคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน ตอนนี้มีการขยายเครือข่ายไปในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ รวมถึงในต่างจังหวัด ทว่าการตั้งกลุ่มย่อยนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากกลุ่มใหญ่ ซึ่งตอนนี้ก็มีกลุ่มย่อยเกิดขึ้นหลายกลุ่ม เช่น ไฟท์คลับตลิ่งชัน ไฟท์คลับคลองเปรม เป็นต้น

 

 

โสภณ เผยว่า Fight Club Thailand เป็นการรวมกลุ่มของคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยวิธีการต่อสู้ ที่มองว่าการชกกันก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง หรือการได้ฝึกศิลปะการป้องกันตัวไปในตัว ไม่ใช่การแข่งขัน ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ไม่มีเงินรางวัล ไม่มีการพนัน และก่อนการชกทุกคนพกมิตรภาพและหัวจิตหัวใจมาและจบลงด้วยมิตรภาพ จับมือ กอดกัน จบลงตรงนั้น ไม่มีแค้นเคืองภายหลัง ซึ่งทุกคนเข้าใจอุดมการณ์ตรงนี้

สมาชิกที่ต้องการต่อสู้ เมื่อเข้ามาในกลุ่มแล้วจะละลายพฤติกรรมก่อน โดยให้ทุกคนได้พูดคุยกันเพื่อสร้างความคุ้นเคย เช่น บอกข้อมูลตัวเอง อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ความสามารถในการต่อสู้เป็นยังไง เคยมีประสบการณ์ต่อสู้มาหรือเปล่า แต่ว่าที่คุยกันนั้น ไม่รู้หรอกว่าใครจะชกกับใคร เพราะการชกจะจับสลากเจอกันโดยจัดตามเกณฑ์น้ำหนักที่แบ่งไว้ ทุกคนที่เข้ามาไฟท์คลับต้องถอดยศ ตำแหน่งทิ้งทุกอย่างเหลือแค่ตัวและหัวใจ เพราะที่เหลือที่จะเก็บเกี่ยวกลับไปคือมิตรภาพล้วนๆ นอกเหนือจากการสู้กันแบบแฟร์ๆ ลูกผู้ชาย

“มิตรภาพและความเป็นสภาพบุรุษคืออุดมการณ์ของเรา และเราจะเผยแพร่อุดมการณ์นี้ไปทั่วพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เราอยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากทำให้สังคมมีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความเเฟร์ ไม่ว่าคุณจะเคยลงชกหรือไม่ แต่ขอให้คุณมีความแฟร์และความสุภาพบุรุษในทุกพื้นที่ของสังคม ไม่ใช้ความรุนแรงไปรังแกผู้อื่น ถ้าคุณคิดได้แบบนี้ ถือว่าคุณมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์สังคมนี้ และคุณก็คือ Fight Club โดยที่ไม่ต้องลงชกด้วย”

ก่อนเข้าร่วม พร้อมแค่ไหน 

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต พูดถึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ว่า คนเรามีความชอบที่แตกต่างกันไป บางคนก็อาจชอบกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ บางคนอาจชอบการเคลื่อนไหวน้อย ไม่เหมือนกัน แต่ในความชอบของมนุษย์บางครั้งจะมีความตึงเครียดอยู่ค่อนข้างมากน้อยไม่เท่ากัน บางคนมาก บางคนน้อย แต่ว่าวิธีการที่จะปลดปล่อยออกมาหลายคนก็จะไปปลดปล่อยกับการเล่นกีฬา เช่น ไปต่อยมวย เตะบอล เพื่อเป็นการปลดปล่อยความเครียดภายใน ซึ่งมนุษย์ก็จะไปเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อลดทอนความกดดันหรือแรงความเครียดที่อยู่ในใจ แต่ว่าในเมื่อแต่ละคนมีความเครียดไม่เท่ากัน รูปแบบการปลดปล่อยก็จึงขึ้นกับรสนิยม แล้วคนที่เข้ากลุ่มดังกล่าวก็ชอบในการต่อสู้ การเคลื่อนไหวเยอะเพื่อการปลดปล่อยและระบายอารมณ์ความตึงเครียด

“สิ่งที่อยากฝากคือการที่จะเริ่มกิจกรรมอะไรก็ตามควรมีสติพิจารณาก่อนเข้าร่วมให้ดี อย่าฝืนทำตามกระแสตามแฟชั่น ควรจะต้องศึกษาให้ดีถ้าอยากเข้าร่วมกิจกรรมว่ามีความปลอดภัยไหม มีอันตรายหรือเปล่า หรือมีอะไรที่เป็นข้อห้ามสำหรับตัวเราหรือเปล่า อย่าฝืนตนเอง เพราะแต่ละคนสุขภาพร่างกาย ความสามารถ ทักษะไม่เท่ากัน

บางคนมีโรคประจำตัว ร่างกายมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่ จึงต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มันฝืนเกินตัว หรือฝืนปัญหาสุขภาพ และต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรืออะไรก็ตามที่มันเป็นเพราะว่าแรงกดดัน เช่น กดดันจากกระแสสังคม จากเพื่อน หรืออะไรก็ตามที่ตัวเองไม่ได้ต้องการจริงๆ

 

ที่สำคัญอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้สารเสพติด อันนี้คือสิ่งที่อยากฝาก ถ้าเราดูตามข้อเหล่านี้แล้วยังไม่มีอะไรอันตรายก็อาจจะลองเข้าร่วมดู แต่ถ้าเมื่อไหร่มีเรื่องเหล่านี้ต้องระวังไว้ก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปร่วม ทุกกิจกรรมมักมีจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ที่ดี แต่บางครั้งก็ต้องระวังคนที่เข้าไปเล่นอาจเผลอตีความจุดประสงค์ของกิจกรรมผิด หรือมีเรื่องของส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า

จุดมุ่งหมายของกิจกรรมส่วนใหญ่มักจะมีจุดมุ่งหมายที่ดี แต่ต้องระวังการบิดเบือน การปฏิบัติอาจจะมีความเสี่ยงและล่อแหลม ที่อาจทำให้เข้าใจวัตถุประสงค์หรืออุดมการณ์ผิด หรือคลาดเคลื่อน ถ้าเป็นอย่างนี้ควรต้องระวังทุกกิจกรรมแหละครับ”

การต่อสู้ความปลอดภัยต้องมาก่อน

แม้ว่าผลการสืบสวนที่ออกมาจะสรุปได้ว่า กิจกรรมดังกล่าวจะไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่าลืมว่ารูปแบบการแข่งขันใครเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงในเรื่องของความปลอดภัยไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บสาหัส หรืออาจถึงชีวิตได้หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อันเนื่องมาจากรูปแบบการต่อสู้ของแต่ละคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันบางอย่าง เช่น ฟันยาง นวม และกฎข้อห้ามในการชก เช่น ห้ามโจมตีอวัยวะเพศ ลูกกระเดือก ห้ามโจมตีท้ายทอย แนวกระดูกสันหลัง ห้ามจับทุ่มจับเหวี่ยง และห้ามซ้ำเวลาเพื่อนล้มหรือเพื่อนหันหลังไม่สู้ แต่ก็อย่าลืมว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแม้จะระวังแล้วก็ตาม

นพปฎล พลศิลป์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง ให้ความเห็นว่า ต้องยอมรับ Fight Club Thailand คือการต่อสู้ของจริง เจ็บจริง ด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก ของจริง ไม่ใช่อย่างในหนัง Fight Club ซึ่งแม้
คอนเซ็ปต์การชกไม่ค่อยต่างกัน คือเหมือนเป็นมวยใต้ดิน นัดกัน เจอกัน และชกกัน เป็นแบบนั้น แต่นั่นในหนัง แต่อันนี้ของจริงจึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูง

“เรื่องความปลอดภัยมีความน่าเป็นห่วงเหมือนกัน ที่ว่าน่าเป็นห่วง คือเรื่องของการดูแลอะไรต่างๆ อย่างในหนังไม่มีแพทย์อยู่แล้ว แต่พอเป็นเรื่องชีวิตจริงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยเซฟก็ไม่ได้พอ ยิ่งพอชกกันบนพื้นปูน สมมติชกกันเกิดมีใครคนหนึ่งร่วงลงไปแล้วรับไม่ทัน หัวฟาดพื้นจะทำยังไง หลังจากชกแล้วพาไปตรวจสุขภาพ เอกซเรย์กะโหลกหรือร่างกาย มีปัญหาไหม มีแตกร้าวภายในหรือเปล่า เพราะบางอย่างไม่ได้แสดงอาการในทันที ฉะนั้นจึงไม่ใช่แค่ดูอาการตรงนั้นแล้วจบ ของบางอย่างต้องดูแลกันไกลกว่านั้น ซึ่งคนที่จัดไฟท์คลับขึ้นมาอยากให้ดูตรงนี้ด้วย

ผมว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน การอ้างว่าเขาตัดสินใจมาชกกันเองคงจะไม่ได้ ในเมื่อคุณเป็นคนจัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาคุณก็ต้องรับผิดชอบ ก็ต้องดูแลชีวิตของคนที่เข้ามาด้วย ยิ่งไม่มีกฎหมายรองรับยิ่งต้องระวังให้หนักไม่งั้นอาจจะขัดกับอุดมการณ์ดีๆ ที่ตั้งไว้ อย่าลืมว่ามวยเองก็มีค่ายมวยดูแล มีแพทย์สนาม มีรถพยาบาลรอรับส่ง แต่ไฟท์คลับล่ะอาจไม่มีถึงขนาดนั้น แต่ต่อไปล่ะมันควรต้องมีไหม อยากฝากตรงนี้ ผมว่าสนามที่ชก พื้นปูน พื้นไม้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายนะ”

 

เมื่อพูดจุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมกลุ่ม ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้งดงามได้ด้วยมิตรภาพและมีความเป็นสุภาพบุรษ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังให้ความเห็นว่า เป็นความคิดที่ดี ค่อนข้างโอเค
แต่ปัญหาอย่างที่บอกคือเรื่องของความปลอดภัย

“ถ้ามองตามจุดประสงค์และอุดมการณ์ที่เขาพูด มันโอเค มันดี มันใช่ แต่ถ้าเข้าโรงพยาบาล กะโหลกร้าว เป็นผักอยู่บนเตียงก็ไม่ใช่เรื่องนะผมว่า มันต้องดูกันต่อไปด้วย ไม่ใช่แค่ตรงนั้น ผมว่าเขาน่าจะจัดมวยง่ายๆ ช่างน้ำหนัก ขึ้นเวทีดีกว่ามีอะไรรับรองปลอดภัยกว่า แต่นี่ทาง กกท. บอกว่าไม่ผิด พ.ร.บ.กีฬามวย เขาก็ไม่รับผิดชอบอยู่แล้วล่ะ อยากให้ทางผู้จัดให้ความสำคัญกับความปลอดภัยครับ”

 

หนีน้ำโอบล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451617

หนีน้ำโอบล้อม

โดย…ราตรีแต่ง

ทันทีที่ร่องฝนจากจีนพัดพายุสองระลอกเข้าไทย ในช่วงปลายเดือน ส.ค. ฝนระลอกใหญ่ทำเอาฟ้ารั่วเทกระหน่ำต่อเนื่องเดือน ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์จะมีฝนตกหนาแน่น กับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ปริมาณฝนรวมส่วนใหญ่จะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย และจะมีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้ในบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ ประกอบกับในบางช่วงจะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนที่อาจเคลื่อนตัวผ่านประเทศไทยตอนบนได้

ปริมาณน้ำฝนตกอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมสูงจนทะลักเข้าสู่ที่พักอาศัยได้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความเสี่ยงในช่วงฤดูฝน เช่น ภาคเหนือ จ.น่าน ช่วงนี้เพจเฟซบุ๊ก “เสน่ห์น่านวันนี้” อัพเดทสถานการณ์น้ำท่วมน่านชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือภาคอีสาน จ.สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ปริมาณ
น้ำฝนเทตกกระหน่ำ

กระทั่งในกรุงเทพฯ ก็โดนอ่วมอรทัยไปด้วย ชาวเมืองหลวงต้องขับรถฝ่าน้ำท่วมครึ่งล้อกลับบ้านกันทุลักทุเล ถ้าต้องเผชิญสถานการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วม น้ำเชี่ยว ที่ควบคุมไม่ได้ มีวิธีหลีกหนีออกจากเงื้อมมือธรรมชาติให้รวดเร็วที่สุดหลากหลายวิธี

รับรู้ข่าวสาร

การเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยน้ำท่วม ตั้งแต่การประกาศเตือนภัยจากสถานีวิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์ หรือรถฉุกเฉิน เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา tmd.go.th หรือเช็กผ่านสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 1182 ซึ่งลักษณะการเตือนภัยเว็บไซต์ cendru.net รวบรวมมี 4 ประเภท คือ

1.การเฝ้าระวังน้ำท่วม (Flood Watch) มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมและอยู่ในระหว่างสังเกตการณ์

2.การเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning) เตือนภัยจะเกิดน้ำท่วม

3.การเตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง (Severe Flood Warning) เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง หรือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะในบริเวณที่ลุ่มต่ำ บ้านริมแม่น้ำ ลำธาร หรือร่องน้ำที่เกิดจากฝนที่ตกหนักมากติดต่อกัน หรือจากพายุฝนที่เกิดซ้ำที่หลายครั้ง น้ำป่าอาจเกิดจากสิ่งปลูกสร้างโดยมนุษย์ เช่น เขื่อน หรือฝายพังทลาย สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันให้วิ่งไปบนที่สูงทันที จำให้ขึ้นใจอย่าพยายามนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินไป ให้คิดว่าชีวิตสำคัญที่สุด

ถ้าต้องตกอยู่ในสถานกาณ์ถูกโอบล้อมด้วยมวลน้ำ ต้องคิดอย่างเดียวว่าต้องหนี อย่าพยายามขับรถหรือวิ่งย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วมหลากเพราะอาจขับรถไปอยู่ใกล้บริเวณเส้นทางที่น้ำไหล น้ำสูง 50 ซม. พัดรถยนต์จักรยานยนต์ให้ลอยไปได้

4.การกลับสู่ภาวะปกติ (All Clear) เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

น้ำไหลเข้าบ้านทางไหนได้บ้าง?

น้ำเข้าบ้านได้หลายทาง ยิ่งทางเข้าสูงกว่าระดับพื้นบ้าน แล้วสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าคือหลังจากระดับน้ำท่วมลดลง น้ำก็ยังอยู่ในตัวบ้าน เป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายอีกมากมายตามมา การปิดช่องทางที่น้ำจะไหลเข้ามาในบ้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ช่วงมวลน้ำเอ่อสูง

น้ำไหลผ่านเข้ารอบๆ ประตู และช่องว่างของอิฐได้

หากน้ำท่วมสูงมาก น้ำจะไหลย้อนกลับเข้าบ้านทางท่อในห้องน้ำหรือท่ออ่างล้างหน้าได้

น้ำซึมผ่านรอยร้าวและรอยต่อของกำแพง

น้ำซึมผ่านขึ้นมาทางพื้นชั้นล่างได้

น้ำผ่านเข้าทางรอยร้าวและรอยต่อรอบๆ สายไฟ หรือสายโทรศัพท์ที่เจาะผ่านกำแพง

อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำ และสุขภัณฑ์ น้ำไหลเข้าบ้านช่องทางนี้ได้

น้ำเข้าบ้านแล้ว ทำอย่างไรดี?!!!

สับคัตเอาต์ไฟฟ้าลงโดยทันที เพราะอุปกรณ์บางอย่างทำให้ไฟช็อตขึ้นมาได้แม้ไม่เสียบปลั๊ก ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ จนกว่าแน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนของอุปกรณ์นั้น สะอาดและแห้งสนิท

ปิดถังแก๊สให้สนิท ระวังแก๊สรั่ว หากได้กลิ่นแก๊สให้อยู่ห่างๆ ไว้ ลองใช้ไฟฉายส่องดูเพื่อเช็กความ เสียหาย และห้ามสูบบุหรี่ หรือจุดไฟจนกว่าจะปิดแก๊สหรือระบายอากาศในพื้นที่แล้ว

เดินอย่างระมัดระวัง ระวังอันตรายจากโคลนที่ทำให้ลื่น เศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่พังลอยมากับน้ำ ระวังสัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ ที่หนีน้ำเข้ามาในบ้าน

น้ำลดแล้วซ่อมแซมทั้งกายและใจ

เว็บไซต์ reic.or.th ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ แนะนำการดูแลและซ่อมแซมบ้านหลังโดนน้ำบุกทำลายสร้างความเสียหาย

ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น แว่นตาช่าง หน้ากากกรองฝุ่น ผ้าปิดปากปิดจมูก ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ต ไฟฉาย และหมวกนิรภัย

แต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น

สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไปภายในบ้าน ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม

เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อยๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน

สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง

หลังจากน้ำท่วมควรเอาชนะความเครียดและความวิตกกังวล ดูแลตัวเองและสมาชิกในครอบครัวทั้งทางร่างกายและความเจ็บป่วยทางจิตใจ ซึ่งอาจใช้เวลารักษานานกว่าความเจ็บป่วยทางกายด้วยซ้ำไป และในสภาวการณ์ฉุกเฉินอาจเป็นไปได้ว่าสมาชิกพลัดจากบ้านอบอุ่นไปคนละทิศทาง จึงควรมีรายชื่อสถานที่ 2 แห่งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถพบกันได้หลังจากพลัดหลง

โดยสถานที่แรกให้อยู่ใกล้บริเวณบ้าน และอีกสถานที่อยู่นอกพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง หรือเมื่ออพยพออกจากบ้าน ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้หลายๆ วัน ควรติดข้อความอธิบายไว้ที่บ้านด้วยว่า ใครอพยพไปที่ไหน และสามารถติดต่อได้อย่างไร

 

สร้างแบรนด์ ให้เป็นเอกลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451606

สร้างแบรนด์ ให้เป็นเอกลักษณ์

โดย…จิรวรา วีรยวรรธน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โอลิมปิกเพิ่งจบไปไม่นาน  ปีนี้ริโอทำทั้งพิธีเปิดและพิธีปิดได้อย่างสวยงามไม่แพ้ใคร น่าสนใจที่ว่าโอลิมปิกกินระยะเวลาหลายวัน แต่สุดท้ายพอจบแล้วกลับเป็นโชว์ในพิธีรับมอบการเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไปของญี่ปุ่นที่ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที แต่กลายเป็นประเด็นที่คนทั้งโลกต้องพูดถึง ทั้งในโซเชียลมีเดีย (ที่เห็นคนพูดกันแต่เรื่องนี้จนเต็มฟีดในวันนั้น) ไปจนถึงสื่อหลักๆ ทุกสำนักทั่วโลก

ญี่ปุ่นทำให้คนทั้งโลกตาค้างกับการนำเสนอที่มีความเป็นญี่ปุ่นในรูปแบบที่เหนือความคาดหมาย เป็นความสนุก ล้ำจินตนาการ น่าตื่นตาตื่นใจ ทรงพลัง และแอบรู้สึกอบอุ่นกับความทรงจำที่กับตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์ต่างๆ ที่คุ้นเคย แต่ทั้งหมดซ่อนความลึกซึ้งของ Message ที่ญี่ปุ่นต้องการประกาศกับชาวโลกว่าญี่ปุ่นใหม่ในยุคต่อไปคืออะไร

ญี่ปุ่นฉกฉวยเวลา 20 นาทีที่มีอยู่และใช้ได้คุ้มค่ามากที่สุด เรียกได้ว่าในโอลิมปิกคราวนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขโมยซีนแย่งความเด่น และได้ Share of voice มากที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายของโอลิมปิกนี่เอง

ญี่ปุ่นสร้างแบรนด์ประเทศ(National Branding) ได้น่าสนใจ ด้วยการนำเสนอจุดแข็งและจุดขายที่แตกต่างของตัวเองในมิติใหม่ ผ่านวัฒนธรรม อะนิเมะ มังงะ ผ่านเทคโนโลยีและจินตนาการ

จบโอลิมปิก ถ้าทำ Social Listening เราก็คงเห็นว่าความชื่นชอบ ความผูกพันในแบรนด์ (Brand Performance & Brand Engagement) พุ่งสูงขึ้นทันตา ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่ Brand Love เป็นการสร้างและขยายฐานสาวกของแบรนด์ได้อย่างเข้มแข็งและรวดเร็วที่สุด

ไม่รู้ว่าบ้านเรา ภาครัฐเห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์ประเทศแค่ไหน เท่าที่เห็นเราทำแยกกันเป็นส่วนๆ เป็นชั้นๆ

มีหลายการวิจัยยืนยันว่า การเป็นเจ้าภาพหรือการเข้าร่วมในอีเวนต์ใหม่ๆ ระดับโลกเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้แต่ละประเทศ และภาพลักษณ์เหล่านี้มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ หรือการมาท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ

อีเวนต์ใหญ่ระดับโลกแบบโอลิมปิกที่มีคนดูหลายร้อยล้านคน จึงเป็นเวทีที่แต่ละประเทศจะสร้างแบรนด์ได้ในเวลาสั้นๆ ถ้าเราไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ หรือไม่มีศักยภาพที่จะเป็นเจ้าเหรียญทองในทุกประเภทของกีฬา แต่เราก็สามารถสร้างให้ประเทศเราเป็นที่พูดถึง (Talk About) ได้ผ่านสิ่งอื่นๆ เคยมีการวางแผนไหมว่าจะสร้างแบรนด์ประเทศไทยอย่างไร ผ่านเรื่องที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่น การเดินเข้าสนามในพิธีเปิด หรือการออกแบบชุดกีฬา

ยังมีอีเวนต์ระดับโลกอีกเยอะที่ภาครัฐควรจะให้ความสำคัญ และเห็นเป็นช่องทางของการสร้างแบรนด์ประเทศไทยในแบบที่ตอบกลับมาที่โจทย์และยุทธศาสตร์ของประเทศได้อย่างตรงเป้ากว่าเดิม

(อยากเห็นแบรนด์ไทยแลนด์มีอะไรมากกว่าแค่การขายวัฒนธรรมดั้งเดิม อาหาร ทะเล และรอยยิ้ม)

 

อย่าปล่อยให้คนข้างตัว ซึมเศร้า โดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451384

อย่าปล่อยให้คนข้างตัว ซึมเศร้า โดดเดี่ยว

โดย…ราตรีแต่ง

ถ้ามีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคซึมเศร้าควรดูแลอย่างไร โรคซึมเศร้ารักษาให้หายได้หรือไม่ และต้องรักษาอย่างไร คงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาอีกครั้งในช่วงนี้กับข่าวการฆ่าตัวตาย เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวของดาราสาวชื่อดัง หญิงสาวสวย หน้าที่การงานดี มีคนรักอยู่ข้างกาย แต่เหตุใดจึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง?!!

แต่เหตุผลเหล่านั้นคือการตัดสินเขาด้วยมุมมองของเราเองทั้งสิ้น โรคซึมเศร้าเป็นความเศร้าที่ซึมลึกและรุนแรง ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ เศร้าเกินกว่าเหตุ เศร้ามาก เศร้านาน เศร้าไม่เลิก เศร้าแบบต่อเนื่อง สำหรับคนที่เป็นโรคนี้ อะไรๆ มันมืดไปหมด มันเหนื่อย มันท้อ อยากนอนแห้งตายไปจริงๆ โดยไม่มีสาเหตุ ถ้ามีอาการเศร้าซึมเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป โดยไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น นั่นแสดงว่าเป็นอาการแตกต่างไปจากอารมณ์เศร้าปกติที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน ซึ่งอาจมีอาการทางร่างกายอื่นๆ ตามมา เช่น นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือถึงขั้นเก็บตัวหมดความสนใจในโลกภายนอก ไร้ความรู้สึกกับทุกสิ่งจนไม่อยากทำอะไร คนทำงานอาจขาดความรับผิดชอบ ขาดลางานบ่อยๆ คนทั่วไปอาจยากเข้าใจได้ แล้วถ้าคนในครอบครัวไม่เข้าใจ หรือขาดความรู้ที่ถูกต้องก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมในการแก้ปัญหายิ่งขึ้น

– ทำใจยอมรับ คือสิ่งแรกที่ควรทำเมื่อคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรคนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่กรรมเก่าในแบบที่คนไทยชอบคิดกันเลย แต่เป็นความเจ็บป่วยทั่วไปอีกโรคหนึ่งที่เกี่ยวกับสารเคมีในสมองชื่อ เซโรโทนิน (Serotonin) มีปริมาณลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด รู้สึกท้อแท้ หงอยเหงา เบื่อหน่าย ไม่สนุกสนานกับชีวิต นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นกลางดึก ฝันร้ายบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบให้ความสามารถในการทำงานลดลง  และเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย เช่นเดียวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายอื่นๆ ที่จะต้องพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาและขอ

คำแนะนำการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ หรือความรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ อาการเหล่านี้จะดีขึ้นอย่างมาก จนทำให้ผู้ป่วยบางคนถึงกับประหลาดใจเมื่อมองย้อนกลับไปขณะที่ป่วยว่า ทำไมตัวเองจึงรู้สึกเศร้าได้รุนแรงขนาดนั้น

คน (เคย) ป่วยแชร์ประสบการณ์ไว้ ไม่ต้องอายนะที่จะบอกใครว่าเราเคยพบจิตแพทย์ คนที่นั่งอยู่ในแผนกจิตเวชก็ไม่ใช่คนบ้า เขาแค่มาเพื่อรับคำปรึกษา และพยายามรักษาตัวเอง อยากให้สังเกตคนรอบข้างดูบ้าง เพื่อน พี่น้อง ญาติ คนไหนมีอาการเปลี่ยนไปหรือเปล่า อย่ารอจนสายเกินไป บางคนกว่าจะรู้ว่าคนข้างๆ ป่วย ก็ตอนไร้ลมหายใจไปแล้ว…

– คนข้างตัวเป็นโรคซึมเศร้า เขาเหล่านั้นต้องการที่พึ่งจริงๆ อย่าซ้ำเดิม อย่าด่าทอ ขอแค่รับฟังและให้กำลังใจ ให้ความเข้าใจเขาก็เพียงพอแล้ว  คำพูดต้องห้ามเมื่อมีคนในบ้านป่วย เช่น ทำตัวมีปัญหาเอง คิดไปเองว่าต้องหาหมอ ตัวเองทำตัวไม่ดีเอง ผู้ป่วยจะยิ่งซึมเซาเมื่อได้ยินประโยค (ซ้ำเติม) เหล่านี้

&O5532; การกินยาแก้เศร้า เพื่อรักษาอาการของโรค ไม่ได้หายทันทีที่กินยา อาการซึมเศร้าโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป อาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด ยาจะช่วยให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น และช่วยลดความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่าย

ในบางเคสคุณหมอให้กินยาไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพจิตให้ดี เช่น ออกกำลังกาย หางานอดิเรกกิจกรรมอื่นๆ ทำ จะได้ไม่คิดไม่เครียด

– ผู้หญิงประสบกับภาวะนี้มากกว่าผู้ชาย 70% และมักเริ่มต้นเมื่อราวอายุ 32 ปี เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะพบว่าอัตราการเกิดโรคในวัยรุ่นหญิงมากกว่าวัยรุ่นชายถึง 2-3 เท่า เช่นเดียวกันกับในวัยผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ กดดันเขา (ด้วยความหวังดี) มากเกินไปรึเปล่า เด็กๆ วัยรุ่นมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าสูงมาก เพราะการบีบบังคับเขา “ฉันเลี้ยงแกมานะ!” “ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ ฉันเป็นพ่อแม่แกนะ”  “ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเถียง เป็นลูกไม่มีสิทธิ” คำพูดแบบนี้น่ากลัวเกินไปที่ใช้พูดกันในครอบครัว เกิดเป็นความเครียด สะสมไปเรื่อยๆ ก็ไม่ไหวนะ

สาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้ามาจากหลายปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ พัฒนาการของจิตใจ และสิ่งแวดล้อมที่เผชิญ เช่น ประสบกับความเครียดหนักๆ เจอมรสุมชีวิต เจ็บป่วยเรื้อรังจนหมดกำลังใจ พบกับความสูญเสียในชีวิต เช่น การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก สูญเสียคนรัก ครอบครัว ตกงาน ปัญหาเรื่องการเงิน ต้องย้ายบ้านกะทันหัน ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น และหากเจอกับเหตุการณ์หรือความรู้สึกเหล่านั้นบ่อยๆ ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัว ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

– เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน (Support Group) สำหรับญาติผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่โรงพยาบาลจัดขึ้น เช่น กลุ่มสายใยครอบครัว กลุ่มพักพิงพระพร เป็นต้น การเข้าร่วมกลุ่มเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากสำหรับญาติผู้ป่วย เพราะจะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว สามารถเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นกำลังใจให้กันและกัน กลุ่มสนับสนุนบางกลุ่มมีการให้การศึกษาและอบรมแก่ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยด้วย ผู้ที่สนใจสอบถามแพทย์หรือ
เจ้าหน้าที่ที่ให้การรักษา หรือติดต่อกองบรรณาธิการเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต โรงพยาบาลศรีธัญญา โทร. 02-525-0981-5 ต่อ 1678

ในสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ก็มีกลุ่มทางเฟซบุ๊ก สำหรับใครที่มีปัญหาเดียวกัน หรืออยากพูดคุย สอบถามข้อมูลต่างๆ มาเข้ากลุ่มปิดเหล่านี้ได้

ใครๆ ก็ป่วยซึมเศร้าได้ เมื่อป่วยก็ต้องรักษา คิดแค่นี้โรคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย

 

สุดยอดศิลปหัตถกรรมสิ่งทอ อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451381

สุดยอดศิลปหัตถกรรมสิ่งทอ อาเซียน

โดย…พริบพันดาว

ความร่วมสมัยหรือคอนเทมโพรารี (Contemporary) นับว่าเป็นทางออกของงานช่างฝีมือหรือหัตถกรรมด้านสิ่งทอในการที่จะพัฒนาสู่ตลาดในยุคปัจจุบัน แทนที่จะเป็นของเก่าเก็บเชิงอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการต่อยอดงอกงามจากสิ่งทอดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลให้มีชีวิตชีวาเดินคู่ไปกับสังคม และเป็นสินค้าในเชิงทุนวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

การคัดสรรศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์สุดยอดอาเซียน 2016 (ASEANSelections 2016) เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมด้านสิ่งทอเชิงนวัตกรรม เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาช่างชุมชนให้มีความสามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญามีการร่วมรังสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม (Co-Creation) ระหว่างช่างชุมชนและนักออกแบบ นักสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความร่วมสมัย เหมาะแก่การใช้งานในปัจจุบันและสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคที่หลากหลาย จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น

 

โดยเฉพาะเพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนและเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ให้สามารถสร้างสรรค์งานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องของการใช้วัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ เป็นงานศิลปะเพื่อต่อยอดและพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในกลุ่มประเทศอาเซียนสู่ระดับสากล

ความสวยงามหัตถกรรมสิ่งทอ สุดยอดอาเซียน 2016

การคัดสรรงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์สุดยอดอาเซียน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.Originality เป็นผลงานที่สร้างสรรค์หรือประยุกต์ขึ้นใหม่ 2.Identity แสดงออกถึงอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของประเทศตนเอง 3.Innovativeness มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม เลือกใช้กระบวนการ วัสดุ เทคนิคการผลิต หรือใช้งานศิลปะสิ่งทอที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาของประเทศตนเอง 4.Design & Aesthetic มีรูปแบบที่สวยงามเหมาะสมตามหลักการออกแบบหรือความงามทางศิลปะ 5.Uniqueness มีความโดดเด่นของผลงานศิลปะสิ่งทอที่แตกต่างจากงานหัตถกรรมสิ่งทอพื้นบ้านหรือสิ่งทอทั่วไป 6.Quality คุณภาพผลงานประณีต เรียบร้อย ใช้วัสดุที่เหมาะสม และ 7.Functionality เป็นผลงานที่นำมาใช้งานได้จริง

โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อที่จะสร้างเครือข่ายนักออกแบบงานศิลปะในอาเซียน โดยการผสมผสานศิลปะแบบดั้งเดิมมาประยุกต์เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่สร้างสรรค์ และหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งจะสามารถต่อยอดเทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ และผลักดันส่งเสริมให้ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. เป็นศูนย์กลางด้านศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์สุดยอดอาเซียน (Aaean Selections) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาทักษะร่วมกันของนักสร้างสรรค์อาเซียน จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

ความคล้ายคลึงกันในผ้าทออาเซียนคือ ผ้ายก รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ร่วมแชร์องค์ความรู้ซึ่งกันและกัน การมีประเพณีวัฒนธรรมที่เก่าแก่สืบทอดกันมา ทั้งนี้ มีผู้ผ่านการคัดเลือกประจำปี 2559 จำนวน 10 ราย ได้แก่

ดายง ฮาจาห์ คาดาริอะห์ จากประเทศบรูไนดารุสซาลาม ซึ่งทอผ้ายกที่บ่งบอกถึงเทคนิคและลวดลายของแถบประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน จากการสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ ของราชสำนักภายใต้กรอบของศาสนามุสลิม โดยหลานสาวของเธอที่เป็นตัวแทนมารับรางวัล บอกว่า

“งานทอที่ได้แรงบันดาลใจที่มาจากงานศิลปะชั้นสูง เป็นงานในครอบครัว ซึ่งอยู่ในสายเลือด มีความชำนาญในการทอ และเธอเป็นครูคนแรกที่สอนและประสิทธิ์ประสาทวิชาการทอในระดับราชสำนักที่บรูไน แต่ปัจจุบันออกแบบอย่างเดียว และออกแบบผ้าทอบรูไนมาแล้ว 1,000 กว่าลาย ลายต่างๆ ที่ออกแบบมาน่าสนใจมาก มีความร่วมสมัย ตอนนี้ ดายง ฮาจาห์ คาดาริอะห์ อายุ 85 ปี และงานของครอบครัวก็มีการแตกหน่อต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีผ้าทอเหล่านี้ประกอบ”

เสือง มิค ราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ทอผ้าไหมมัดหมี่ การทอผ้าแบบ ikat เป็นการคิดผังระบบของการทอผ้าไหมมัดหมี่ใหม่ ออกแบบลวดลายใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากลายผ้าเดิมของกัมพูชา จากการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมผ่านลวดลายผ้า เขาบอกว่า

“ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวซึ่งเดินทางไกลเป็นระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตร และก็มีการทอภาพพุทธประวัติ มีความปรารถนาที่จะสร้างผ้าทอลายใหม่ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ ถือเป็นงานศิลปะ
ร่วมสมัยที่สร้างขึ้น เพราะครอบครัวก็สืบทอดการทอผ้ามาแต่ดั้งแต่เดิม”

จาวา เบนนี อะเดรียนโต จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างสรรค์งานผ้าในรูปแบบงานศิลปะ โดยออกแบบลวดลายให้มีมิติและโดดเด่น ประยุกต์ลายดั้งเดิมเพื่อสร้างสรรค์ลวดลายที่เป็นนวัตกรรมและร่วมสมัย ได้บอกเล่าถึงการทำงานของตัวเองว่า

“ยังใช้วิธีการทำผ้าบาติกแบบดั้งเดิมอยู่ ทำลงบนผ้าไหมแล้วสร้างโครงสร้างสอดแทรกเข้าไป เพื่อสร้างมิติของผ้าในเชิงที่เป็นเครื่องประดับอย่างผ้าพันคอและผ้าคลุม สามารถแขวนโชว์ได้ เป็นงานศิลปะผ้าชิ้นหนึ่งที่อยู่ในบ้าน และมีอิทธิพลมาจากงานแกะสลักไม้ด้วย”

เทียว นิธาคง สมสะนิท จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีการสร้างสรรค์งานผ้าในรูปแบบงานศิลปะ โดยออกแบบลวดลายใหม่ที่เน้นนวัตกรรมการทอผ้าร่วมกับวัสดุอื่นๆ เช่น ใบไม้ลงบนผ้า สร้างความแปลกใหม่ให้ชิ้นงาน

“ผ้าปักหุ้มทองและหุ้มเงิน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ที่มาทำเป็นความบังเอิญ ตอนแรกไม่ค่อยชอบ คิดว่าเป็นงานของผู้หญิง ได้มาทอผ้าของราชสำนัก เพราะคุณย่าต้องการให้ฝึกสมาธิ เนื่องจากเป็นเด็กที่ซนมาก การปักดิ้นเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เรียนแพทย์อยู่ที่ฝรั่งเศส ถือเป็นการวิปัสสนาอย่างหนึ่ง การปักดิ้นเป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เมื่อกลับมาลาวที่หลวงพระบางก็นำกลับมาเผยแพร่ คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นงานของราชสำนักคนชั้นสูง ไม่ใช่งานอาร์ต ก็พยายามนำวัสดุที่ง่ายๆ มาทำเพื่อไม่แสดงถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย ก็มีใช้สัญลักษณ์คือใบไม้แห้งที่แทนถึงพุทธศาสนา และนำมาเป็นฐานในการพัฒนาและเชื่อมกับสังคม”

ชาม อาบู บาการ์ จากประเทศมาเลเซีย พัฒนาผ้าบาติกที่มีลวดลาย 3 มิติ โดยผสมผสานงานผ้ามัดย้อมและงานผ้าบาติกเข้าด้วยกัน และยังสร้างงานจิตรกรรมบนผ้าบาติกที่ผสมเทคนิคการพิมพ์ดิจิทัลลงไปในผลงาน

“เล่นกับผ้าในหลายๆ ลีลาที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อดึงให้คนรุ่นใหม่สนใจในศิลปะของการมัดย้อม ผ้าเป็นบาติกของเดิมแต่พยายามทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่ามีลูกเล่นลีลาที่แตกต่างจากงานช่างฝีมือกลายเป็นงานศิลปะ”

ซานน์ บ๊อก รา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นำผ้าซิ่นพม่าของคนคะฉิ่นที่มีสีสันสดใสมาจัดรูปแบบและประยุกต์ให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย เธอบอกว่าเธอเป็นคนคะฉิ่น

“ใช้ผ้าจากคะฉิ่น อยากเอามาใช้ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก”

เคน ซามูดีโอ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ คอลเลกชั่น Sirens 2.0 นำแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของหญิงสาวที่งดงามหรือนางเงือก โดยเปลี่ยนวัสดุรีไซเคิลให้เป็นเครื่องประดับแฟชั่น เล่าถึงที่มาของงานผ้าทอว่า

“เป็นนักชีววิทยาทางทะเล แต่การทอผ้าเป็นความรู้สึกของความสุขและความอิ่มอกอิ่มใจ แรงบันดาลใจมาจากความทรงจำที่ได้มาจากการเรียนหนังสือ เห็นธรรมชาติของน้ำเห็นความเคลื่อนไหวในท้องทะเล และได้เห็นการทำลายสภาพแวดล้อมทางน้ำจนเสื่อมสภาพ ตอนนี้งานได้รับการยอมรับและสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ที่ได้ชมผ้าทอเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางทะเล และได้รับความสนใจจากนานาชาติ เป็นแสงไฟนำทางให้กับงานฝีมือจากอาเซียน”

เบนนี ออง ประเทศสิงคโปร์ สร้างลวดลายบนผ้าจากเรื่องราวของชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ รวมถึงความประทับใจจากธรรมชาติ เพื่อสร้างสรรค์งาน Wall Hanging ที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง

“ยอมรับว่าการเข้ามาสู่จุดนี้ได้ ยากมาก แต่เดิมเป็นนักออกแบบ ไปศึกษางานในยุโรปและกลับมาสร้างห้องเสื้อของตัวเอง งานหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมาจึงไม่มีเพราะเป็นประเทศเพิ่งก่อตั้ง จึงไม่มีเรื่องงานฝีมือที่ซับซ้อน ผ้าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นหัวใจของการออกแบบแฟชั่น เป็นกระบวนการเฉพาะตัวของสิงคโปร์ ผ้าเป็นตัวเล่าถึงสัจธรรมและปรัชญาทางพุทธ บอกถึงความประณีตแสดงให้เห็นถึงความมีสมาธิของการสร้างานที่มีความลึกซึ้ง”

หนึ่งเดียวจากไทยผ้าทอลาวครั่งอุทัยธานี

ความคิดสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ ประยุกต์เทคนิคพื้นบ้าน ทอสานรูปภาพประทับใจ จากหมู่เกาะกระบี่ ท้องทะเล ภูเขา และสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปูก้ามดาบ ฯลฯ ศิลปินทอผ้าผู้อาวุโส จำปี ธรรมศิริ จากประเทศไทย ได้สร้างลวดลายระหว่างทอโดยไม่ต้องเขียนหรือออกแบบก่อนทอ จึงทำให้เกิดลวดลายที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์

หากเท้าความถึงรากเหง้าบรรพบุรุษของเธอ เป็นคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ เมื่อ 300-400 ปีมาแล้ว โดยมีสิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาคือ ลายผ้าซิ่นตีนแดง ที่ถูกจกและถักทอด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของคนลาว ลาวครั่งจะต้องมีผ้าสีแดงอยู่ 1 ผืน ซึ่งมีลวดลายสวยงามที่สุด เพราะผ้าผืนนี้จะเก็บไว้ใช้ห่มก่อนเสียชีวิต ซึ่งเชื่อว่าจะมีชีวิตสุขสบายในภพหน้า นอกจากนี้แล้วจะทอผ้าไว้เพื่ออุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

การทอผ้าลายลาวครั่งโบราณของคนบ้านไร่ จ.อุทัยธานี จะมีอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน แต่ก่อนคนที่นี่ทอไว้ใช้ ซึ่งใช้เวลาจากการว่างงานเกษตรที่เลี้ยงชีพ จนลือชื่อลือเลื่องจากลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ และถือเป็นดินแดนแห่งราชินีผ้าทอ

จำปี ถือเป็นบุคคลสำคัญของคนบ้านไร่ เป็นผู้อนุรักษ์และสืบสานศิลปะการทอผ้าลวดลายลาวโบราณ ได้รับการถ่ายทอดความรู้และวิธีการทอผ้ามาจากบรรพชน ตั้งแต่วัยเด็กและยึดเป็นงานหารายได้เลี้ยงชีพ พร้อมกับอาชีพเกษตรกรรมเรื่อยมา ได้รับความรู้และทักษะการทอผ้าลาวโบราณจากแม่ของสามีได้รับมอบผ้าทอลายลาวโบราณ มาจำนวน 2 ถุงย่ามใหญ่ เป็นเหตุให้ชีวิตของนางจำปีได้ผูกพันกับผ้าทอลายโบราณอย่างลึกซึ้ง เป็นเสมือนลมหายใจและจิตวิญญาณของกันและกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

งานทอผ้าที่เป็นการทอแบบลาวครั่ง นิยมสีแดงเป็นสัญลักษณ์ แต่ว่าผ้าที่ทอจะเป็นเรื่องเล่า ไปที่ไหนก็นำมาเล่าเรื่องบนผ้าทอเพื่อที่จะสอนเด็กๆ เป็นลายโบราณ จำปี บอกว่า

“เทคนิคในการทอ ป้าจะมีกุญแจลายที่สืบทอดกันมา สำหรับชิ้นที่ได้รับรางวัลทอในปี 2558 ป้าเป็นวิทยากรสอนเด็กในการทอผ้า ป้าไปกระบี่เมื่อเด็กถามว่า กระบี่มีอะไรบ้าง ก็เลยทอผ้าให้ดู เล่าเรื่องราวของทิวทัศน์เขาขนาบน้ำ ปูก้ามดาบ ป่าโกงกาง เกาะไก่ทะเลแหวกตรงอ่าวนาง แต่มีพื้นฐานมาจากลายโบราณทั้งนั้นแหละ แล้วก็มีวิวพอยต์ของเกาะพีพี เป็นลายโบราณที่สืบทอดกันมา

“ภาพที่ทอเขาขนาบน้ำใช้ลายโบราณคือ ลายอ้อแอ้ ก็ฝึกหัดมาจากย่าทวดยายทวดจนมาถึงป้าจำปี อย่างพวกทิวเขาก็ใช้จากลายล้างมู่ อย่างเรือก็ใช้ลายตุ้มหรือลายหน่วย ต้นโกงกางก็ใช้ลายปีกไก่ ลายเกาะกำ ส่วนลายข่มก็เป็นคลื่นทะเล ย่าที่สอนให้ก็บอกว่าเรียนไว้เถอะ จะได้มีวิชาติดตัวเกิดศึกสงครามลูกหลานจะไม่ได้ลำบาก ซึ่งป้าก็ไม่อยากทำไม่อยากฝึกเพราะขายไม่ได้ ทำมาตั้งแต่ปี 2509 เรียนกันมาถึงปี 2514 แล้วทำมาเรื่อยๆ ก่อนหยุดไปประมาณปี 2548 มาฟื้นทำพิพิธภัณฑ์ปี 2558”

 

การทอผ้าในแบบฉบับของตนเอง มีความหวังต่อการสานต่อ มุ่งมั่นการทอผ้าให้ถึงมือคนรุ่นต่อๆ ไป ด้วยการสอนให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักการทอผ้าตีนจก ผ้าซิ่นตีนแดงให้เป็นจริง สร้างพื้นที่เล็กๆ ของตนเองให้มีคุณค่าและความหมายแห่งการทอที่แท้ ด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ผ้าไทยโบราณ ณ บ้านนาตาโพ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มุ่งหวังที่จะเป็นที่สร้างการเรียนรู้และสานต่อด้านการทอผ้าให้กับเด็กๆ ในชุมชน เป็นแหล่งศึกษาลายผ้าทอลาวโบราณ โดยได้เก็บรวบรวมชิ้นส่วนผ้าซิ่นเก่าของคุณยาย คือ นางเคี้ยว แห้วเพชร (เกิดปี 2425) ไว้เป็นตัวอย่างลายในการทอผ้า รวมทั้งลวดลายใหม่ๆ ที่คิดขึ้นโดย นางป๊อก ธรรมศิริ (แม่ของสามีนางจำปี) ต่อมา ได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น เคยส่งผ้าเข้าประกวดและได้รับรางวัลในโครงการมรดกสิ่งทอของเอเชีย : หัตถกรรมและอุตสาหกรรม เมื่อปี 2535

สำหรับการกลับมาทอผ้า ก็เพื่อที่จะทำให้เด็กๆ ดู สาธิตลายต่างๆ ของโบราณ อย่างอกไก่ ทะเลแหวก จำปีได้บอกกล่าวถึงผ้าทอของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ได้รับรางวัลในงานนี้ว่า

“ลายผ้าทอเอกลักษณ์อาเซียนของประเทศอื่นๆ เขาก็ทำเก่ง ส่วนป้าก็ไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลอะไรอย่างนี้เลย ประเทศอื่นๆ ก็มีทั้งความละเอียดในทุกอย่าง การออกแบบก็สุดยอดในแต่ละประเทศตัวเอง อยากให้คนรุ่นใหม่ฝึกฝนให้ดีเด่นสวยกว่าของป้า อยากให้มีคนสืบทอดเพราะในอนาคตจะได้ไม่สูญหายเมื่อไม่มีป้าอยู่แล้ว ป้าอายุเยอะแล้ว อยากให้มีคนทอได้เหมือนป้าหรือเก่งกว่าป้า”

 

สมดุลของโทษทัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451059

สมดุลของโทษทัณฑ์

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

1.ปลายยุคราชวงศ์ฉิน กลุ่มชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถูกผู้คุมจากส่วนกลาง 2 คน เกณฑ์ไปใช้แรงงานที่ชายแดน ในกลุ่มชาวบ้านมีชายหนุ่มยากไร้สองคนเป็นผู้นำ ชายสองคนนี้ชื่อเฉินเซิ่งและอู๋กว่าง

ระหว่างทางที่พวกเขาเดินทางมีฝนตกหนัก ทำให้พวกเขาติดชะงัก ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ชาวบ้านทุกคนมีท่าทีกังวล ตามกฎของราชวงศ์ฉิน หากไม่สามารถเดินทางไปได้ ตามกำหนดเวลา พวกเขาจะถูกประหารชีวิต

ตลอดเส้นทางนายทหารผู้คุม 2 คนมีแต่ท่าทีโหดร้ายบ้าอำนาจ เป็นที่รังเกียจของชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทุนเดิม เฉินเซิ่งและอู๋กว่างจึงฉวยโอกาสฆ่าผู้คุมทิ้ง แล้วประกาศกับทุกคนในหมู่บ้านว่า ฝนตกหนักแบบนี้อย่างไรก็ไม่มีทางไปถึงทันกำหนด แม้ไปถึงก็ต้องตายด้วยโทษประหาร หรือถ้าไม่โดนประหาร พวกเราก็ต้องมีโทษติดตัวถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดน ซึ่งมีโอกาสตายไม่แพ้กัน สู้เลือกทางชีวิตของตัวเอง สร้างภารกิจใหญ่ ก่อกบฏเสียดีกว่า

ราชวงศ์ฉินขึ้นชื่อเรื่องกฎหมายโหดร้ายโทษทัณฑ์หนักหน่วง ไม่มีใครไม่รู้ทุกคนจึงเฮโลเข้าร่วมก่อกบฏกับเฉินเซิ่งและอู๋กว่าง

กบฏชาวนากลุ่มแรกของประวัติศาสตร์จีนจึงถือกำเนิดขึ้น…

2.ปลายยุคราชวงศ์ฉินอีกเช่นกัน หลิวปัง ซึ่งเป็นกำนันอยู่ในอำเภอเพ่ยเสี้ยน ถูกส่วนกลางสั่งให้เกณฑ์ชาวบ้านไปซ่อมกำแพงเมืองจีน การเดินทางติดขัด มีแววว่าจะล่าช้ากว่ากำหนดเหมือนกลุ่มเฉินเซิ่ง
อู๋กว่างแน่นอนว่าโทษที่รออยู่คือประหารไม่ต่างกัน

หลิวปังคิดต่างกันนิดเดียว เขาตัดสินใจปล่อยชาวบ้านที่เกณฑ์มา ตนเองก็หนีเข้าป่า ไปรวบรวมกำลังกลับมายึดอำเภอเพ่ยเสี้ยน ตั้งตัวเป็นใหญ่ ต่อต้านอำนาจรัฐ ราชวงศ์ฉินซึ่งมีแต่จะเสียศูนย์ลงเรื่อยๆ

ภายหลังหลิวปังคนนี้แหละที่กลายเป็นฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัดมา

ตัวอย่างทั้งสองที่ยกขึ้นมาไม่ ใช่เพื่อบรรยายวีรกรรมอันยิ่งใหญ่หรือการล่มสลายของใคร แต่เป็นไปเพื่อให้เห็นบทบาทของ “โทษทัณฑ์”

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดในยุคราชวงศ์ฉิน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการใช้กฎหมาย แคว้นฉินประสบความสำเร็จในการใช้กฎหมายเข้มงวด และพิสูจน์ได้ว่านี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญทำให้ฉินกลายเป็นแคว้นที่รวม
แผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่ง

ในเงื่อนไขของแคว้นฉินยุคนั้น กฎหมายทำให้บ้านเมืองมีความสงบ มีประสิทธิภาพในการระดมทรัพยากรคน อาหาร และอาวุธ เพื่อปกป้องตนเองในระยะแรกๆ และทำสงครามกับแคว้นอื่นเพื่อ
ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในระยะสุกงอม

แคว้นฉินเริ่มต้นสร้างกฎหมายเข้มแข็งเข้มงวดไปด้วยดี กฎบังคับใช้จริงจัง และบังคับใช้ทุกชนชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ราชวงศ์ฉินเห็นกฎหมายเป็นอุปกรณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ชักใยสังคม ประเพณีและธรรมเนียมอันดีงาม หรือการศึกษาสูงส่ง ล้วนไร้สาระ มีแต่กฎกติกา ผลประโยชน์และโทษทัณฑ์เท่านั้นที่เห็นผล

กฎหมายไม่เข้มงวด ประชาชนไม่เกรงกลัว สังคมย่อมวุ่นวาย โทษทัณฑ์ในยุคนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะหนักหน่วง ชัดเจน เห็นกันจะจะ เพื่อสร้างความหวาดกลัว ทุกอย่างจะได้อยู่ในความควบคุมอย่างเด็ดขาด

แต่เพราะแค่นำชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ไปไม่ทันระยะเวลาตามที่กำหนด ต้องโดนโทษประหาร ไม่ต้องเป็นเฉินเซิ่ง อู๋กว่าง หลิวปัง ก็ย่อมประเมินผลได้ ผลเสียเองได้ว่า ไม่มาดีกว่ามาช้า หนีดีกว่าตาย

ในจุดนี้โทษแรงจึงไม่ใช่ยาวิเศษเสมอไป แต่กลับทำให้เกิดสิ่งตรงข้าม

สิ่งตรงข้ามที่เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างแรกคือ คนทำผิดจำเป็นต้องทุ่มทุนทุกอย่างเพื่อให้พ้นโทษนั้น ไม่เว้นแม้แต่จะยอมทำความผิดที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นหากสามารถเพิ่มโอกาสหลบเลี่ยงบทลงโทษนั้นได้

จิตใจชั่งตัววัดแบบนี้มีตัวอย่างอยู่ในชีวิตประจำวันเช่นกัน เช่น พนักงานออฟฟิศที่เผลอถ่ายเอกสารลงกระดาษใหม่ แทนที่จะถ่ายลงกระดาษรีไซเคิลตามที่นายสั่ง มักตัดสินใจทิ้งเอกสารที่ถ่ายลงกระดาษใหม่ไป แล้วถ่ายด้วยกระดาษรีไซเคิลใหม่ทั้งหมด เพราะกลัวความผิด

นอกจากนั้น สังคมอาจจะสร้างกลไกปฏิเสธกฎนั้นโดยพร้อมเพรียง เช่น เมื่อพลิกบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น พ่อตาของหลิวปัง อาของเซี่ยงอวี่ (คู่แข่งหลิวปัง) และอีกหลายคนซึ่งต่อมาล้วนก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญ ก็ต่างมีชีวประวัติทำผิดหนักแล้วไม่ได้ รับโทษเพราะสามารถเจรจาเกี้ยเซี้ยด้วยเงินตรากับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสมัยนั้นได้

ซึ่งนั่นอาจเกิดจากสถานการณ์ การบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนไป เมื่อรัฐไม่สามารถควบคุมจริงจังกับการบังคับใช้ แล้วคงไว้แต่การข่มขู่ชาวบ้านด้วยกฎหมายรุนแรงเพียงอย่างเดียว

หลายคนจึงบอกว่าต้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้มงวดขึ้น สุจริตขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ออปชั่นเสริมที่ต้องมากับโทษทัณฑ์ที่รุนแรงที่เสนอมาข้างต้น ล้วนถูกต้องทั้งสิ้น อันที่จริงถูกต้องกว่าความคิดที่ว่าโทษรุนแรงจะทำให้คนไม่กล้าทำผิดด้วยซ้ำ

แต่เพราะทุกข้อข้างต้นย่อมต้องมีการลงทุน เจ้าหน้าที่ที่เข้มงวดขึ้น สุจริตขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องหล่อเลี้ยงด้วยทรัพยากรของสังคมที่มากขึ้นตามไปด้วย เช่น ถ้าผู้คุมการเกณฑ์คนจากอำเภอต่างๆ มีจำนวนมากพอ และมาพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย เฉินเซิ่ง อู๋กว่าง หลิวปัง ก็ไม่ได้เกิด

แต่ในบรรดาชาวบ้านที่ต้องเกณฑ์มานับร้อยนับพันกลุ่ม จะลงทุนเอาทหารเอาอาวุธไปคุมได้ขนาดไหน

เมื่อโทษรุนแรงก็ยิ่งมีความพยายามดิ้นรนหนีความผิดมาก แล้วก็ต้องใช้ทรัพยากรเข้ามาจัดการมากขึ้น

แต่ถึงสังคมที่มีทรัพยากรเจียดมาใช้บังคับกฎได้มากพอ ก็ไม่ควรมาหมดไปกับความดิ้นรนพ้นผิดที่มากเกินเหตุมิใช่หรือ

ทั้งหมดจึงจบที่สมดุล โทษทัณฑ์มีทั้งด้านความรุนแรงและความรวดเร็วแม่นยำ เน้นรุนแรงแต่ไม่รวดเร็วแม่นยำ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับโทษทัณฑ์ไม่รุนแรง แถมเกิด Side Effect

ความสะใจง่ายๆ ที่คิดว่าเพิ่มโทษรุนแรงขึ้นแล้วทุกอย่างจะดี ขึ้นจึงต้องการการชั่งใจว่า เรายังมีช่องว่างเรื่องการจัดการลงโทษอย่างรวดเร็วและแม่นยำพอรึยัง เรารับกับ Side Effect ได้หรือไม่ และเรามีทรัพยากรที่จะบังคับใช้กฎรุนแรงมากพอหรือเปล่า