นักบันทึกอาหารไทย เขียนไว้ให้ชาวโลกรู้รสเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451181

นักบันทึกอาหารไทย เขียนไว้ให้ชาวโลกรู้รสเลิศ

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี/ขาบสตูดิโอ

ในสมัยอยุธยานับเป็นยุคประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกเรื่องราวของอาหาร และวัฒนธรรมการกินของชนในชาติไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบันทึกและจดหมายเหตุจากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในอยุธยา เช่น ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ได้แก่ นิโกลาส์ แชร์แวส ผู้ติดตามคณะเผยแผ่ศาสนาเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2224 ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับประเทศสยามเรื่องประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (Histoire Naturelle et Politique du Royaume de Siam) ซึ่งบันทึกเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2231 นับว่าเป็นเล่มแรกๆ ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียดชัดเจนและแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบเกี่ยวกับอาหารไทย

ทันทีที่ได้อ่านข้อมูลจากวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร อ้างอิงงานเขียนในปี 2548 ของ สันต์ ท.โกมลบุตร แล้วก็สะท้อนใจว่านักจดบันทึกเกี่ยวกับเรื่องอาหารไทยคนแรกที่มีหลักฐานก็กลายเป็นฝรั่งต่างชาติไปเสียได้ เป็นข้อมูลที่หยิบยื่นให้อ่านโดย สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ชั้นนํา ผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะและอาหารทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและได้ไปคว้ารางวัลนักเขียนตำราคุกบุ๊กจากเวทีประกวดในต่างประเทศอีกหลายรางวัล ซึ่งข้อมูลที่ยื่นให้อ่านเพื่อต่อยอดประเด็นที่ว่า “บนเวทีประกวดคุกบุ๊ก
ระดับโลก ทำไมแทบจะหานักเขียนไทยไปประกวดไม่ได้เลย?!!”

และเป็นสาเหตุให้คนคว้ารางวัลซ้ำๆ ก็คือคนหน้าเดิมๆ สุทธิพงษ์ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลฐานะนักบันทึกอาหารไทย

สุทธิพงษ์

เวทีนี้ (ทำไม?) แทบไม่มีคู่แข่งคนไทย 

บนเวทีระดับโลก สุทธิพงษ์ ถือเป็นคนไทยคนแรกที่คว้ารางวัลจากเวทีการประกวดตำราอาหารโลก Gourmand World Cookbook Awards เจ้าภาพคือประเทศสเปน ริเริ่มเวทีประกวดนี้ 20 กว่าปีมาแล้ว และคนเขียนคุกบุ๊กชาวไทยรายนี้ก็สามารถคว้ารางวัลติดต่อกัน 9 ปีซ้อน คือตั้งแต่ปี 2550-2559 จำนวน 23 รางวัล ได้แก่ รางวัลเกียรติยศชนะเลิศของโลก 3 รางวัล และรางวัลดีเด่นถึง 20 รางวัล

“เวทีนี้หมุนเวียนไปจัดประกวดในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศจีน แต่ยากครับที่ไทยเราจะได้เป็นเจ้าภาพ (บอกพลางยิ้ม) เพราะผมก็ยังไม่เห็นมีองค์กรใดในบ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย แต่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการประกวดนี้อย่างมากครับ เหตุผลแรกที่ผมวิเคราะห์นะครับ จีนมีคุกบุ๊กเยอะมากๆ และส่งประกวดกันเยอะมาก ตีพิมพ์ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ แล้วเหตุผลที่สอง จีนต่อยอดพัฒนาวงการธุรกิจอาหารโดยใช้ชุดกรรมการของเวทีนี้ให้ตัดสินหาสุดยอดเชฟของเขาอีกด้วย วงการอาหารจีนคึกคักมากครับ

เมื่อเปรียบเทียบกับไทยเราตามเขาไม่ทันในเรื่องการผลิตตำราอาหาร ทั้งๆ ที่ไทยกับจีนก็ติด 1 ใน 5 อาหารรสชาติดีของโลก

แล้วอย่างที่รู้ๆ กันนะครับว่า 5 อาหารระดับโลก คือ ฝรั่งเศส อิตาลี จีน ญี่ปุ่น และไทย ทุกประเทศส่งคุกบุ๊กเข้าประกวดเยอะมากๆ ยกเว้นไทยแทบไม่ได้เห็นเลย มีอยู่ 3-4 เล่มเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องค้านกับรากเหง้าของเราที่อาหารคือวัฒนธรรมแข็งแกร่ง แต่ในด้านการบันทึกเป็นตัวอักษรกลับอ่อนแรงมาก นี่คือข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับเลยว่าอาหารไทยจะก้าวไปได้ไม่ไกลกว่านี้” สุทธิพงษ์ เริ่มต้นสนทนาเล่าถึงบรรยากาศการประกวดตำราอาหารปีล่าสุดที่จัดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

 

สำหรับการตัดสินคุกบุ๊กให้ขึ้นแท่นรับรางวัล สุทธิพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำกัดที่ภาษา เพื่อเป็นการให้เกียรติแต่ละประเทศที่มีภาษาของตัวเอง แต่พิจารณาที่ดีไซน์รูปเล่ม รูปภาพ และกระบวนการคิดสื่อผ่านธีมของหนังสือเล่มนั้น ซึ่งมีหลากหลายมาก ตั้งแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไวน์ ผัก ไปจนคุกบุ๊กของเชฟ คุกบุ๊กของผู้หญิงทำอาหาร วัยรุ่น เด็กทำอาหาร คือความหลากหลายทำให้เปิดโลกอาหารแปลกใหม่ได้อีกมากมาย

“แต่ละปีมีตำราส่งร่วมหมื่นเล่ม และมีรางวัลแค่ 100 กว่ารางวัลเท่านั้น ปีล่าสุด คุกบุ๊กผลงานของผมที่ชื่อ Meat&More Kitchen นำเสนอรูปเล่มเมนูในร้านอาหาร ผ่านการตัดเลือกอยู่ในกลุ่มตำราอาหารประเภทเนื้อ มี 10 ประเทศผ่านเกณฑ์และเข้ารอบชิงชนะเลิศของโลกปีนี้ ได้แก่ ออสเตรีย แคเมอรูน ฝรั่งเศส เยอรมนี สกอตแลนด์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทย อังกฤษ สหรัฐ และรางวัลชนะเลิศของโลกคือประเทศไทย

เจ้าภาพก็ถามผมทุกๆ ปี เพราะเห็นแต่หน้าผม (หัวเราะ) ว่าทำไมคุณไม่ชักชวนเพื่อนวงการคุกบุ๊กไทยมาร่วมประกวดเวทีระดับโลกแบบนี้ เพราะรางวัลนอกจากเป็นการบันทึกประวัติอาหารแล้ว ยังโชว์การพัฒนาธุรกิจอาหารไทยได้ชัดเจนมากอีกด้วยนะครับ ผมก็ต้องตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกปีครับว่า ไม่ค่อยมีคนเขียนบันทึกตำราอาหารไทยมากนัก ซึ่งเขาก็งง เพราะประเทศในกลุ่มอาเซียน สิงคโปร์ส่งคุกบุ๊กเข้าประกวดเยอะมากทั้งที่อาหารประจำชาติของเขาไม่ชัดเจนแบบไทย แต่เขาหลากหลายวัฒนธรรมแล้วก็ได้รางวัลเยอะเช่นกัน มาเลเซียก็ส่งเยอะ กัมพูชาก็ส่งมาครับและได้รางวัลด้วยนะครับ เมียนมา ลาว อินโดนีเซียอาจส่งแต่ไม่เคยเห็นว่าได้รับรางวัลบนเวทีนี้”  สุทธิพงษ์ แจงรายละเอียด

อาหารเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของชาติ แต่ถ้าสื่อเป็นตำรับตำราก็จะกลายเป็นความน่าเบื่อ คุกบุ๊กอาหารไทยที่ไปคว้ารางวัล สุทธิพงษ์ แปลงตำราให้เป็นสารคดีมีสาระเล่าสู่กันฟังซึ่งนี่คือเอกลักษณ์หนังสือของเขา

“ไปแต่ละปีก็ได้เห็นอะไรใหม่ๆ คุกบุ๊กอาหารฝรั่งเศสน่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารชาติของเขาถือเป็นศิลปะชั้นสูง และชั่วโมงการกินของเขาก็ยาวมาก แต่การกินบ้านเราเป็นสำรับ ความละเมียดละไมจึงต่างกัน ซึ่งแสดงได้ชัดเจนว่าอาหารโยงวิถีชีวิตผู้คนไว้แนบแน่น แล้วด้วยหน้าที่ของผมคือส่งสารนี้ให้มีรสนิยม อย่างเช่นกุ้ง ก็ทำให้กุ้งดูมีราคาแพงขึ้นนี่คือสิ่งนำเสนอ แล้วนี่ก็คือเหตุผลที่ผมอยากชวนให้คนประกอบธุรกิจวงการอาหาร ให้ความสำคัญกับการผลิตตำราอาหารด้วย ปีนี้มีกาแฟดอยช้างส่งประกวดด้วยนะครับ

การบันทึกคือการสร้างคุณค่าและสร้างองค์ความรู้ให้แก่ธุรกิจได้ดีมาก แล้วข้อมูลนี้ก็จะถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เป็นการสร้างอารยะให้ชาติของเราด้วยนะครับ” สุทธิพงษ์ ทิ้งท้ายไว้ด้วยความหวังว่าปีหน้าคงมีเพื่อนร่วมวงการไปสร้างชื่อเสียงให้อาหารไทยได้แข็งแกร่งกว่านี้

extravaganza บันทึกแรกอาหารไทย

ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น

เรียกส้มฉุนใช้นามกร

หวนถวิลลิ้นลมงอน

ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน

อาหารชาววังจากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ในสมัยรัชกาลที่ 2 คืออีกการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนและทำให้ นิพัทธ์ชนก นาจพินิจ อาจารย์ประจำหลักสูตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งทำงานด้านนักวิชาการไทยศึกษา ได้หยิบกาพย์บทนี้มาตีความว่าการนำลิ้นจี่มาทำส้มฉุนหรือผลไม้ลอยแก้วนั้น เป็นที่นิยมอย่างมากในวังสมัยนั้น

 

นิพัทธ์ชนก หรือ ดร.หนิง ของลูกศิษย์ลูกหาในวงการอาหารอธิบายว่า ส้มฉุน คือ ผลไม้ลอยแก้วชนิดหนึ่ง นำลิ้นจี่หรือผลไม้อย่างอื่นมาทำส้มฉุนได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยนั้น คือ ลิ้นจี่และมะม่วง ซึ่งนอกจากทำงานด้านนักวิชาการด้านอาหารแล้ว นิพัทธ์ชนก ยังเป็นทายาทรุ่นสองสานต่อสถาบันสอนทำอาหาร Cooking Chronicle สอนทำอาหารหน้าตาวิจิตรประณีตชื่อแปลก ส้มฉุน บุหลันดั้นเมฆ บุหลันดั้นหมอก ม้าฮ่อ ขนมข้าวยาคู สื่อผ่านทางเฟซบุ๊ก อธิบายวิธีทำแบบตำรับดั้งเดิม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะมีทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาสมัครเรียนกันคึกคัก

“คุณแม่ของดิฉัน (กอบแก้ว นาจพินิจ) ตั้งโรงเรียนสอนทำอาหารขึ้นมา คุณแม่จบโรงเรียนการเรือนก็สอนด้วยวิธีดั้งเดิมไม่มีเทรนด์ไม่มีความทันสมัยอะไรเลยนะคะ แม่เรียนแบบไหนมาก็สอนลูกศิษย์แบบนั้น ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงคนแรกๆ เชฟเดวิด ทอมป์สัน เจ้าของห้องอาหารน้ำ (nahm) เป็นคนเขียนคุกบุ๊กอาหารไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดิฉันจำได้ค่ะว่า เดวิด ใช้คำว่า extravaganza เมื่อได้ชิมอาหารไทยคำแรก คือมันช่างมีหลากหลายรสชาติน่าตื่นตะลึงเสียเหลือเกิน เดวิดปรุงอาหารไทยด้วยระบบคิดแบบฝรั่งคือพยายามแสวงหาความรู้ในทุกระบวนการ ตั้งแต่จุดกำเนิดในฟาร์ม อย่างเช่นถ้าเขาจะคิดเมนูขนมจีนขึ้นมาใหม่ ก็จะเริ่มตั้งแต่ปลูกข้าวเอง นวดแป้งเอง เพื่อให้ได้อาหารออร์แกนิก แล้วใช้การปรุงด้วยตำรับไทยซึ่งก็คือการศึกษาเชิงลึกในเชิงวัฒนธรรม ขนมจีนแกงยา เราคนไทยยังไม่เคยกินเลยนะคะ เดวิดไปค้นคว้าสูตรแล้วปรุงมาให้คุณแม่ชิมว่ามาถูกทางหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีทำงานทำให้การนำเสนออาหารไทยได้รสชาติดีงามยิ่งขึ้น

เดวิด ดึงคนมาหาคุณแม่เยอะค่ะ ในปี 1999 สถาบันทางด้านอาหาร The Culinary Institute of America จัดการประชุมที่ชื่อว่า World of Flavours เชิญคุณแม่ร่วมการประชุมด้วยและขอ 10 เมนูอาหารไทยที่คนรู้จัก แล้วในปีต่อมาก็ขออัพเดทรายชื่ออาหารใหม่เพิ่มเติมอีก แต่ในเมืองไทยวันนี้กลายเป็นว่าเรายังยึดติด 10 เมนูเดิม ผัดไทย ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง วนเวียนขายของกันแต่เมนูเดิมๆ เหล่านี้นะคะ” นิพัทธ์ชนก กล่าวว่า ทั้งที่มีอาหารรสล้ำเลิศอีกมากมายที่เปิดโลกอาหารไทยบทใหม่ แต่ก็เข้าใจสาเหตุที่เรายังย่ำอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ วนซ้ำๆ

 

“ดิฉันก็เข้าใจว่าจะหยิบต้นตำรับไทยโบราณมาทำสัก 1 อย่าง ไม่ใช่ง่ายเพราะต้องมีการค้นคว้าเยอะมากค่ะ อย่างเช่นส้มฉุน คนสมัยนี้ไม่คุ้นชื่อไม่รู้จักว่าเป็นอาหารหรือ? คาวหรือหวาน? แต่เพียงมีการบันทึกไว้ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เป็นสูตรในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ และมีเพียงแค่ชื่อและวัตถุดิบ ไม่มีขั้นตอนการปรุงอะไรเลย แต่เพียงแค่นี้กลับมีคุณอเนกอนันต์มหาศาลเลยนะคะ

ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร ก็เริ่มตีความตั้งแต่คำว่า ชื่อส้มฉุน ก็ต้องขยายความแปลได้ทุกคำเลยค่ะ ครุ่นครุ่น ฉุน ควรมาจากวัตถุดิบอะไร ซึ่งไม่มีการบันทึกอธิบายรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ไว้เลยนะคะ แล้วการปรุงตามต้นตำรับก็มีมากมาย ฉุน มาจากกลิ่นส้มซ่าที่ให้กลิ่นกรุ่นๆ เบาๆ แล้วการกินให้ครบรสคือการฝอยขิงอ่อนบางๆ และมะม่วงห่ามเข้าไปด้วยค่ะ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือความยากลำบากในการปรุง และทำให้อาหารไทยโบราณหายไป

มี 2 ประการที่ทำให้การจดบันทึกอาหารไทยตั้งแต่โบราณมีน้อยมาก คือ ข้อแรกอาหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงทำกินกันอยู่ในบ้านทุกๆ วันอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความสำคัญว่าต้องจดอะไร ข้อสอง อาหารคือทุน เมื่อมีสูตรอาหารดีๆ ก็คือการสร้างความเป็นอยู่สร้างฐานะก็เป็นสิ่งหวงแหน เป็นความลับของแต่ละครอบครัว ดิฉันอยากบอกว่าต่อให้บันทึกสูตรละเอียดยิบ แต่พอลงมือปรุงทำไปด้วยกัน จานของดิฉันกับจานของคุณแม่ก็มีรสมือที่ต่างกัน อย่าหวงกันเลยค่ะ” นิพัทธ์ชนก กล่าวย่ำทิ้งท้ายว่าอาหารเป็นวัฒนธรรมสร้างชาติได้ และเป็นสิ่งชี้ Geographer Indicator รากเหง้าของแต่ละท้องถิ่นได้ชัดเจน การบันทึกจึงเป็นการสร้างมรดกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้ล้ำค่าที่สุด

 

วิถีในนา ปรัชญาในสวน เรื่องเล่าในสายลมลอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451095

วิถีในนา ปรัชญาในสวน เรื่องเล่าในสายลมลอย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : สายลมลอย

สายลมลอย คือชื่อที่ สราวุธ วงศ์สุวัฒน์ ใช้เรียกในการสื่อสารผ่านตัวอักษรตั้งแต่เมื่อ 13 ปีก่อน ทั้งหมดคือเรื่องเล่าจากสวนขี้คร้าน โดยบล็อกเกอร์หนุ่มที่ทิ้งชีวิตเมืองกรุงกลับสู่ท้องทุ่งเล็กๆ ใน อ.สวี จ.ชุมพร และใช้ที่นามรดกเป็นห้องทดลอง เรียนรู้ จดบันทึกพร้อมๆ กับแบ่งปันเรื่องราวสู่โลกภายนอก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ตัวอักษรในสมุดบันทึก จะกลายเป็นเรื่องเล่าที่โลดแล่นอยู่บนโลกโซเชียลและมีกลุ่มผู้ติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่นมากว่า 13 ปี ถึงตอนนี้เรื่องราวของนักทดลองแห่งท้องทุ่งถูกนำมาบรรจุไว้ในรูปแบบของหนังสือ “วิถีในนา-ปรัชญาในสวน” จากสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ก ที่ไม่ได้นำเสนอแค่องค์ความรู้ทางเกษตรอินทรีย์ หากยังบันทึกเรื่องราวการพเนจรทางความคิดที่น่าทึ่ง

“หนังสือ บล็อกและเรื่องทั้งหมด เริ่มจากความคิดว่ากลัวจะไม่ได้ใช้ความคิด ผมจึงหาเรื่องให้ตัวเอง (ฮา) ด้วยการเขียนจดหมายไปหาเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อให้ตัวเองได้ซ้อมสมอง ใช้สมอง ไม่ใช่อยู่แต่กับนากับไร่ ใช้แต่แรงงานจนสมองแหว่งเว้า” สายลมลอยเล่า

 

ก่อนหน้าของหนุ่มนักทดลอง คือการทำงานประจำ ก่อนจะตัดสินใจกลับบ้าน ดูแลคนที่รักได้แก่คุณป้าผู้ชราภาพผู้ที่สายลมลอยเรียกว่า “แม่”  เมื่อโจทย์ของชีวิตเปลี่ยน ก็คือการตอบคำถามตัวเองว่า ที่เหลือนี้จะต้องทำอย่างไรให้อยู่ได้ มองเห็นแต่วิถีเกษตร

“ผมเป็นคนปลูกต้นไม้ที่แย่ (ฮา) วางแผนปลูกต้นไม้หรือบริหารจัดการพื้นที่ได้แย่มาก พื้นที่นาที่เป็นนาดั้งเดิมก็เป็นพื้นที่น้ำเค็มเข้าถึง นาไม่ได้ข้าว ไม่ได้ผลผลิต ก็ค่อยๆ เรียนรู้ ทดลองมาเรื่อย แก้ไขปัญหาไป ชีวิตเป็นอย่างนี้ ถึงตอนนี้มองย้อนกลับไป โอ้โห”

 

จากนาของบรรพชนพื้นที่ไม่กี่ไร่เพิ่มเป็น 13 ไร่ ทำทั้งนาข้าวและพืชสวนผสม อีกมีงานช่างตีเหล็กที่สายลมลอยเรียกว่า แบล็กสมิธ (Blacksmith) ที่นักอ่านเรียนรู้ผ่านเขาได้จากหนังสือชุดดูโอไม่ธรรมดาทั้งสองเล่ม

“คนมีเรื่องราวที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพ ในแต่ละหน้าที่ ผมหมายถึงว่าถ้าคุณมีหน้าที่ คุณมีอาชีพของคุณอยู่ คุณก็ทำของคุณไป หนังสือเล่มนี้แค่อยากให้คุณมองไปรอบตัวของคุณ เพื่อที่คุณจะได้เห็นความงาม ความงามนี้จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่ได้ ทำหน้าที่ของคุณต่อไปได้โดยไม่หัวทิ่ม”

สายลมลอยแห่งสวนขี้คร้านบอกว่า มองให้เห็นความงามที่อยู่รอบตัว ที่จะช่วยให้คุณอยู่ได้ ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีแก่นแกนจากภายใน ความงามนี้อาจมาจากความไม่มีระเบียบ ความเละเทะ ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่มองให้ดีก็จะมีความน่ามองที่แทรกอยู่ อาจเป็นต้นไม้เล็กๆ สักต้นที่งอกเงยอยู่บนกองปรักหักพัง

 

“ถ้าคุณเห็นต้นไม้ต้นนั้น ก็เท่ากับหนังสือสองเล่มนี้ได้ทำหน้าที่”

สายลมลอยแนะนำทุกคนไม่ว่าใครให้สร้างแรงบันดาลใจสำหรับตัวเอง อยากเป็นชาวสวนชาวนาไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานมาทำ สำคัญว่าคุณอยู่กับอะไร ใช้ชีวิตทำอะไร คุณก็อยู่กับสิ่งนั้น ที่สำคัญคือให้จดบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้ ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม เช่น การเล่าให้คนอื่นฟัง การจดบันทึก การถ่ายภาพหรืออะไรก็ตาม ขอเพียงให้เรื่องที่คุณเล่า มันอยู่กับตัวคุณหรือระลึกถึงได้เมื่อต้องการ

สิ่งนี้สำคัญเพราะถ้าคิดถึงมันจำมันได้ คุณจะขอบคุณตัวเอง บางเรื่องน่าประทับใจมาก แต่คุณนึกถึงมันไม่ออก ชีวิตขอแค่สิ่งเล็กๆ ที่มาเขี่ยให้จำ ระลึกได้ถึงความทรงจำที่มีคุณค่าต่อตัวเอง อะไรก็ได้ที่ขอแค่เมื่อย้อนกลับไป สิ่งนั้นย้อนกลับมาให้พลังแก่เรา สร้างแรงแก่เราจนกว่าเราจะผ่านพ้นเรื่องยากในชีวิต

สายลมลอยพูดถึงหนังสือของตัวเองว่าคือเรื่องของคนเล็กๆ บันทึกเรื่องราวเล็กๆ เล่าเรื่องเล็กๆ ก็หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จไม่สำคัญ เพราะสัจจะความจริงทางธรรมชาติคือเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่อยากทำคือการขอบคุณคนอ่านและคนที่ “อุตส่าห์” ติดตามบล็อกและเป็นแฟนกันมาอย่างเหนียวแน่น

“ต้องใช้คำว่าอุตส่าห์ครับ ขอบคุณแฟนทุกคนที่ติดตามมามาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่มีความหมายมาก”

 

โยคะ-วิ่ง สองรักของ ‘ณัชสุวีร์ วงศ์บุญศิริ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451085

โยคะ-วิ่ง สองรักของ ‘ณัชสุวีร์ วงศ์บุญศิริ’

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อดีตเด็กอ้วนที่เกาะกระแสกินยาลดความอ้วนในโรงเรียนตามเพื่อน เพราะคิดว่ากินแล้วจะผอม แต่สิ่งนั้นส่งผลให้ เปิ้ล-ณัชสุวีร์ วงศ์บุญศิริ ได้รับผลต่อเนื่องมาจนถึงเรียนมหาวิทยาลัยเพราะอาการโยโย่เอฟเฟกต์ที่นอกจากจะไม่ผอมลงแล้วยังปวดหัวตลอดเวลา ถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์ แต่ก็ไม่หาย กระทั่งเธอเจอเข้ากับกีฬาที่ทำให้เธอหลงรัก และทำให้อาการปวดหัวที่เป็นมานานปีหายไป สิ่งนั้นก็คือโยคะ เธอหลงใหลสิ่งนี้จนถึงขั้นฝึกเพื่อเป็นครู โดยปัจจุบันเธอสอนอยู่ที่ Absolute You และพ่วงอีกหนึ่งกีฬาที่มีฉายาว่า “เฮียเปิ้ลขาโหด” นั่นคือการวิ่ง

โยคะ คือรักแรกพบ

“ถ้าย้อนไปก็เมื่อ 18 ปีที่แล้ว สมัยเข้าปีหนึ่ง คนแรกที่เห็นเล่นโยคะก็คือพี่แนน (ชลิตา เฟื่องอารมณ์) เราก็เกิดความสงสัยว่าโยคะคืออะไร อยากลองอะไรใหม่ๆ ต้องบอกก่อนเลยว่าเปิ้ลเป็นคนชอบออกกำลังกาย และเล่นกีฬาแทบทุกชนิด บาสเกตบอล แชร์บอล ว่ายน้ำ เป็นเด็กชอบออกกำล้งกาย แต่พอไปลองโยคะก็รู้สึกเลยว่ามันใช่ โยคะแต่ก่อนมันดูเหมือนไม่ยาก แค่เหยียดยืด เล่นหนึ่งท่าแล้วนอนพัก แต่ได้เหงื่อ อาการปวดหัวก็หาย น้ำหนักลดลง จากคนหนัก 69 กก. (ผลของโยโย่เอฟเฟกต์) ฝึกโยคะหนึ่งเดือนลงไป 10 กก. มันลดลงโดยอัตโนมัติ เหมือนปรับสมดุลในร่างกาย ระบบในร่างกายดีขึ้น ระบบการหายใจดีขึ้น ผอมลงโดยไม่อดอาหาร” ครูเปิ้ล ย้อนถึงการค้นพบกีฬาที่ทำให้เธอตกหลุมรักในทันที “เพราะโยคะทำให้เราดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก จากนั้นก็เริ่มฝึกเองทุกวันๆ จริงจังกับการฝึกโยคะ ตอนนั้นพอเรียนจบก็หันมาเอาดีด้านการเป็นครูสอนโยคะ จนถึงทุกวันนี้ อยู่กับโยคะมาแล้ว 18 ปี”

วิ่ง คือรักแสนท้าทาย

การอยู่กับสิ่งที่รักมานานจนรู้จักกันดีแล้ว หรือชินแล้ว สาวแอ็กทีฟอย่างครูเปิ้ล ก็มองหาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เธอเคยเบนเข็มไปเล่นพิลาติสอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ได้หลงใหลถึงขั้นรัก แต่สิ่งที่ทำให้เธอทั้งรักและอยากเอาชนะครั้งใหม่ ก็คือ การวิ่ง

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว รู้สึกว่าอยากหาอะไรใหม่ๆ ที่สนุกทำ พอดีว่าเพื่อนบางคนอยู่ในวงการวิ่ง เขาก็ชักชวนให้มาวิ่ง งานแรกจำได้ว่างานไทยคม ได้บิบ (หมายเลขวิ่งง) ฟรี ก็ลงวิ่งระยะ 10 กม.เลย ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าระยะนี้มันไกลแค่ไหน บอกเพื่อนเลยว่า ได้! เอาสิ! เราแข็งแรง (หัวเราะ) แต่วันแรกแทบตาย สิ่งที่ทำตอนนั้น คือ เดินๆ วิ่งๆ จนเข้าเส้นชัยได้ แต่ตอนเย็นวันนั้นเดินไม่ได้เลย ไม่เคยมีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอขนาดนี้ เพราะปกติเปิ้ลเป็นคนที่ถ้าบอกว่าออกกำลังกาย ทำอะไรได้หมด แต่พอวิ่งแล้วทำให้เราเดินไม่ได้เลยเหรอ เมื่อยมาก เช้าวันต่อมาเราก็เลยคิดว่า เออ…วิ่งนี่แหละที่ใช่ มันเริ่มมีความท้าทาย”

จากนั้นเธอก็หารองเท้าวิ่งคู่แรก เริ่มวิ่งในสวนใกล้บ้าน เริ่มจาก 300 เมตร เพิ่มระยะไปเรื่อยๆ จนวิ่ง 10 กม.ได้สบาย กลายเป็นวิ่ง 21 กม. และจบที่มาราธอน 42.195 กม. “นานแค่ไหนถึงรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น สำหรับเปิ้ลใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ตอนแรกเราวิ่งฟรุ้งฟริ้ง มีกลุ่มเพื่อนที่วิ่งไปถ่ายรูปไป แรกๆ ยังไม่ได้รู้สึกว่ารักการวิ่งมาก คือไปวิ่งตามงาน หรือมีเวลาว่างก็ไปซ้อม ผ่านไปประมาณ 6 เดือน ก็เจอเพื่อนที่จริงจังกับการวิ่ง ชวนกันมาวิ่งสวนลุม พอมาทำงานในเมืองก็เริ่มติดสวนลุมมากขึ้น ณ วันหนึ่ง ก็ไม่คิดว่าจะตื่นตีสามแล้วมาวิ่งตีสี่ได้ทุกวัน ตอนนี้เริ่มวิ่งมาได้ 2 ปีแล้ว เปิ้ลว่ามันสนุกและท้าทายตัวเอง พอวิ่งได้เรื่อยๆ ไม่หยุด ก็ขยับระยะพัฒนาเรื่องการลดเวลา เป็นความสนุกอย่างหนึ่งในการวิ่ง ตอนนี้เริ่มวิ่งจริงจัง มีตารางซ้อมจริงจัง เพราะเหมือนเราได้ท้าทาย เป้าหมายมีให้ไขว่คว้าเรื่อยๆ ก็เลยชอบวิ่ง” จากรองเท้าคู่แรก ตอนนี้คงไม่ต้องถามว่าเธอมีรองเท้าวิ่งแล้วกี่คู่

 

วิ่ง-โยคะ เราไปด้วยกันได้

ครูเปิ้ล บอกว่า สิ่งที่ผู้ฝึกโยคะมาก่อนได้เปรียบนักวิ่งที่วิ่งอย่างเดียว ก็คือ ความยืดหยุ่นของร่างกาย และความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว เธอบอกว่าโยคะและวิ่งเมื่อเข้าคู่กันแล้วคือสิ่งเติมเต็มซึ่งกันและกัน “อย่างที่บอกว่าเปิ้ลรักและบ้าโยคะ หายใจเข้าออกเป็นโยคะ พอเริ่มมาวิ่ง ก็รู้สึกว่าการวิ่งต้องมีการยืดเหยียด ก่อนจะวิ่งก็นำโยคะมาใช้ในทุกช่วงเวลาของเรา ยิ่งเมื่อเรามาเจอนักวิ่งก็พบว่าทำไมคนอื่นวิ่งแล้วบาดเจ็บ แล้วก็ยังฝืนวิ่ง เราถามว่าทำไมถึงเจ็บ ก็ได้คำตอบว่า วิ่งอย่างเดียว ไม่ได้วอร์มร่างกายให้เพียงพอ หรือไม่ยืดเหยียดหลังคูลดาวน์ ส่วนใหญ่คนละเลยตรงนี้ เวลา 10-15 นาที ก่อนวิ่งมีประโยชน์มากกับการเอาโยคะหรือการเหยียดยืดมาใช้ ช่วยลดการบาดเจ็บได้เยอะ ก็เลยเอาโยคะมา เจอใครก็ตามจะชวนมายืดจับมาเหยียด เขาก็รู้สึกว่าโยคะก็ไม่ยาก ถ้าเขาได้ทำสักพักก็จะติด”

นอกจากฉายาขาแรง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ครูเปิ้ลโดดเด่นมากในสนาม ก็คือ สีสันของชุดแต่ละครั้ง ซึ่งเธอประยุกต์ชุดโยคะที่มีมาใช้จนกลายเป็นสีสันในแต่ละสนาม “เมื่อก่อนเปิ้ลพยายามหาชุดวิ่ง เห็นคนอื่นใส่ขาสั้นวิ่ง แต่เราเป็นคนเหงื่อเยอะมาก พอวิ่งไกลใส่ขาสั้นก็จะเปียกไปหมด เลย ตอนแรกก็คิดว่าใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อสีดำ แต่เราชอบแต่งตัวก็เลยเกิดคำถามว่ากางเกงโยคะที่มีใส่ได้ไหม สุดท้ายพบว่าใส่ได้ เพราะรัดกล้ามเนื้อระดับหนึ่ง มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี แห้งเร็ว และไม่ได้แพงเท่ากับกางเกงรัดกล้ามเนื้อ ก็เลยสนุกที่จะแต่งตัว แต่งตัวสวยปุ๊บทำให้เราสดชื่น คนอื่นเห็นก็สดชื่นไปด้วย ตอนนี้วงการวิ่งก็มีสีสัน ก็น่ารักดี” ครูสอนโยคะ กล่าวยิ้มๆ

เสน่ห์ของกีฬาแสนรัก

ครูเปิ้ล พบว่า เสน่ห์ซึ่งเป็นจุดร่วมของทั้งสองกีฬาที่เธอรักคือโยคะกับวิ่งมีส่วนคล้ายกัน คือสมาธิ “เราต้องมีสมาธิกับตัวเอง ฟังเสียงร่างกายลมหายใจตัวเอง เหมือนกับการวิ่ง ตอนแรกๆ เปิ้ลรู้สึกว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีสมาธิ วอกแวก มองคนอื่น คนนั้นแต่งตัวยังไง วิ่งเร็ววิ่งช้า ถ้าเราอยู่กับตัวเอง ฟังเสียงก้าวของตัวเอง จะรู้ว่าเราไปได้อีกแค่ไหน แต่โยคะจะเน้นเรื่องของภายในมากกว่า เรื่องลมหายใจ การเข้าท่า วิ่งได้ความสนุก ได้เจอเพื่อน เหมือนเรามาโรงเรียนทักทายเพื่อน ส่วนความแข็งแรงของการวิ่ง เปิ้ลได้เรื่องของขา คือสามารถสอนโยคะได้แข็งแรงมากขึ้น เพราะปอดแข็งแรงขึ้น จากแต่ก่อนสอน 4 คลาส คลาสสุดท้ายเรารู้สึกเหนื่อยแล้ว พอปอดเราแข็งแรง ก็มีพลัง ยืนได้ทั้งวัน การวิ่งทำให้ขาแข็งแรง เพราะวิ่งแล้วเราได้กล้ามเนื้อขา ต้นขาที่แข็งแรงขึ้น ปัญหาเรื่องปวดเข่า หรือปวดหลังจากการสะพายกระเป๋าหนักๆ ก็ดีขึ้น”

เมื่อถามถึงเป้าหมายของโยคะและวิ่ง ครูสอนโยคะที่จบการแข่งมาราธอนมาแล้ว 5 รายการ มีเป้าหมายต่อไป คือ อยากวิ่งอัลตราระยะ 100 กม. ซึ่งเธอจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงวิ่งเทรลระยะ 66 กม. ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อน ถ้าจบรายการนี้ได้ เป้าหมาย 100 กม.ก็จะเกิดขึ้นในปีหน้า

 

นันทิยา เหมอังกูร ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451079

นันทิยา เหมอังกูร ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจสาวสวยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี ที่ดูเฮลท์ตี้ นันทิยา เหมอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส ผู้นำเข้าอาหารชั้นนำจากประเทศยุโรปอย่างไวน์ ตับบด เนื้อ คาเวียร์ ชีส เนย นม เนื้อ ผัก ผลไม้ เพื่อเจาะกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารระดับพรีเมียม จากการพูดคุยก็ดูเป็นสาวร่าเริงสุขภาพดี ก่อนที่เธอจะบอกว่า เมื่อ 2 ปีก่อน เธอเจ็บป่วยปางตายต้องเข้ารับการผ่าตัดตับถึง 2 ครั้ง อยู่ห้องไอซียูนานถึง 2 เดือน น้ำหนักลดลงฮวบฮาบ 10 กว่ากิโลกรัม จนตัวเธอเองก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเสียแล้ว ส่วนคนรอบข้างนั้นก็คิดไม่ต่างจากเธอเรียกว่าขวัญเสีย จิตตกกันทั้งครอบครัว

เธอเล่าย้อนอดีดให้ฟังว่า ปกติแล้วเธอเป็นคนดูแลรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี แถมยังเป็นคนเสพติดการออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทุกวันตอนเช้าเธอจะปั่นจักรยานวันละ 4 กิโลเมตร หรือไม่ก็ว่ายน้ำ โดยใช้เวลาออกกำลังกาย 45-60 นาทีทุกวัน ถ้าเป็นวันอาทิตย์เธอจะเข้าฟิตเนสอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง เป็นประจำ ซึ่งทำแบบนี้มา 10 กว่าปีแล้ว คือสัปดาห์หนึ่งต้องออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 4-5 วัน

“ก็ยอมรับนะว่าป็นคนชอบกิน คือกินเก่ง กินไม่เยอะ แต่กินจุบจิบ ตามใจปาก แล้วก็กินอาหารเสริมเยอะ วิตามินต่างๆ กินเยอะมาก ข้อเสียอีกอย่างก็คือเวลาไม่สบายอะไรจะใจร้อนอยากหายเร็วๆ จึงกินยาทันทีไม่รอว่าเดี๋ยว 2-3 วันค่อยกินยา ค่อยไปหาหมอ ไม่เอาไม่รอ ถ้ารู้สึกปวดหัวกินยาทันที รู้สึกเป็นไข้อัดยาเข้าไปเลยไม่รอใจร้อนไม่อยากป่วย กินยาดักไว้ก่อนก็เลยเป็นคนกินยาเยอะเอะอะกินยา” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

 

ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่คยเจ็บป่วยอะไรมากมาย ไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่มีล้มหมอนนอนเสื่อใดๆ ที่สำคัญก็คือตรวจสุขภาพประจำปีอยู่ตลอดเวลา ยังนึกสบายใจว่ตัวเองนั้นสุขภาพดีเนาะ ไม่เจ็บป่วยแบบคนอื่นเขาโชคดีจริงๆ

แต่แล้วความดีใจก็เปลี่ยนมาเป็นประหลาดใจ เนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค. 2557 เธอก็เริ่มป่วย โดยเริ่มจากเหนื่อยอ่อนเพลีย โดยปกติทุกปีเธอจะตรวจสุขภาพประจำปีประมาณเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ปีนั้นงานยุ่งก็เลยไปตรวจช้ากว่าที่เคยเป็น โดยไปตรวจเอาเดือน พ.ค. ซึ่งเธอเพลียๆ ชอบกล ยังคิดถามตัวเองในใจว่า เอ๊ะ หรือว่าเธอนั้นออกกำลังกายมากไปหรือเปล่า

พอเดือน พ.ค.ไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ก็พบว่าเธอไปเจอก้อนเนื้อที่ตับขนาด 5.5 เซนติเมตร และอีก 1.6 เซนติเมตร ในตับอ่อน และก้อนเนื้อขนาด 1.8 เซนติเมตร ที่หน้าอก “โอ้โห! ตกใจหมดเลย จิตตกมากๆ อะไรกันเนี่ย เจออะไรกันเยอะแยะ ที่ผ่านมาก็แข็งแรงดี ไม่สูบบุหรี่ ดื่มไวน์บ้างนิดหน่อย เป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ โดยเฉพาะที่ตับนี่บอกเลยว่ากลัวมาก ก็เลยไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง วิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลอยู่ 2 เดือน โดยไปตรวจ 2 โรงพยาบาลเลย เพื่อให้แน่ใจกันพลาด” เธอเล่าอย่างกังวลถึงเหตุการณ์ตอนนั้น

โดยผลตรวจสรุปออกมาว่าก้อนเนื้อที่ตับใหญ่ 5.5 เซนติเมตรนั้นไม่เป็นอะไรเป็นแค่ปานแดง ถ้าเราไม่ไปเจออุบัติเหตุรุนแรงอะไรก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปเจออุบัติเหตุหนักๆ จะทำให้เลือดออกที่ตับใหญ่ได้ อันนี้ไม่ต้องกังวลมาก ส่วนที่หน้าอกนั้นก็เป็นแค่ซีสธรรมดาไม่ต้องซีเรียส แต่ไอ้ที่ตับอ่อน 1.6 เซนติเมตร นั่นน่ะซีเรียสกว่าเพราะก้อนเนื้อท่าจะไม่ดี เราไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน เขาต้องเรียกแพทย์ที่รามาฯ มาเป็นที่ปรึกษา เขาให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจวางยาสลบส่องกล้องไปตัดชื้นเนื้อออกมา และผลการตรวจออกมาว่าน่าจะกลายเป็นมะเร็งได้ต้องรีบรักษา เพราะไม่งั้นมันอาจจะส่งผลลามไปที่สมองได้ เพราะมีตัวที่เชื่อมกันไปที่ต่อมใต้สมอง

แพทย์ส่งเคสของเธอไปปรึกษากับหมอดังที่โรงพยาบาลที่สิงคโปร์ ซึ่งเขาสรุปกันมาว่าควรจะต้องตัดตับอ่อนของเธอออกไป 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการลุกลาม เพราะเนื้อร้ายนี้ไปเกยอยู่ที่ม้ามด้วยอาจจะต้องไปขลิบที่ม้ามออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งม้ามนั้นเป็นตัวกรองฝุ่น แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องตัดม้ามออกไปด้วย

หมอที่โรงพยาบาลที่สิงคโปร์ก็แนะนำว่า ที่ประเทศไทยก็มีแพทย์ท่านหนึ่งเก่งมากอยู่โรงพยาบาลเก่าแก่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง เขาให้ชื่อมา เธอก็ติดต่อไป แต่หมอก็คิวแน่นมากๆ ต้องรอคิวว่างอีกนานหลายเดือน แต่กรณีของเธอนั้นรอนานขนาดนั้นไม่ได้ ก็พยายามวิ่งเต้นหาคนรู้จักมีผู้ใหญ่ที่เคารพับถือท่านช่วยด้วยอีกแรง ในที่สุดก็ได้คิวหมอมาผ่าตัดให้ภายในอีก 2-3 วันต่อมา

 

ปรากฏว่าการผ่าตัดผ่านไป มีผลข้างเคียงคือตัวบวมมากน้ำหนักขึ้นวันละ 1 กิโลกรัม มันบวมขึ้นทุกวันจนตัวจะแตก เดินไปเข้าห้องน้ำยังไม่ได้ แถมยังปวดแผลรุนแรงมาก ปวดหลัง ปวดทั้งตัวเลย จนนอนไม่หลับหมอต้องให้มอร์ฟีนวันละหลายครั้ง ขอหมอว่าให้ยาแบบแรงสุดๆ มาเลยจะได้หายปวด มันปวดแบบจะทนไม่ได้เหมือนหัวเหมือนตัวจะระเบิดแบบนั้นเลย อยู่โรงพยาบาล 7 วัน อาการเริ่มทรงตัว แต่ไม่ดีขึ้น วันที่ 8 เกิดปวดขึ้นมาอีกเพราะเลือดมันคั่งอยู่ข้างในตัวเรา ถ่ายออกมาเป็นเลือดนองเต็มเตียงเลย ความดันก็ตกเหลือ 40-60 ของเสียเริ่มระบายออกมาเป็นเลือดสีแดงๆ ไปหมดดูน่ากลัว จนน้องสาวของเธอนั้นร้องไห้โฮด้วยความตกใจ ตอนนั้นอยู่ห้องพิเศษต้องมีพยาบาลเฝ้าดูอาการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้คลาดสายตาเลย

ตอนนั้นเธอเริ่มเบลอ จนถึงขั้นต้องปั๊มหัวใจ แล้วก็ฉีดยาปั๊มหัวใจเฝ้าอาการอย่างต่อเนื่อง จนผ่านไป 3 วัน อาการเริ่มดีขึ้น เริ่มเบื่อโรงพยาบาลมากขอหมอไปรักษาตัวที่บ้านแทน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ให้นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านห้ามไปทำงานตลอด 1 เดือน ให้เฝ้าระวังอาการนะ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด

พอกลับมาอยู่บ้านก็กินอะไรไม่ได้ เริ่มเพลีย กินอะไรนิดอะไรหน่อยก็อาเจียนพุ่งออกมาเลย โรคแบบนี้คนโบราณเขาเรียกเป็นฝีในท้อง “เราก็ขอไปอยู่ที่คอนโดคนเดียว มันสะดวกสบายดีไม่ต้องให้ใครยุ่งคอยตามเฝ้า เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรงแล้ว ก็ไม่จ้างพยาบาลมาเฝ้า เราอยากอยู่คนเดียว ก็คิดว่าน่าจะดีแล้วนะ อวดเก่งด้วยมั้งนะ สุดท้ายไม่รอด อาการแย่ลงอีก แล้วอาเจียนตลอดเวลา กินอะไรไม่ได้ แค่วันที่ 4 ที่กลับมาบ้านก็เลยโทรตามแฟนมาช่วย มาถึงเขาเห็นสภาพเราก็อุ้มไปโรงพยาบาล”

 

ตอนนั้นย้ายไปที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่เธอไปตรวจครั้งแรกที่พบเนื้อร้ายต่างๆ ปรากฏว่าหมอมาร่วมวินิจฉัยพร้อมกัน 6 คน ตอนนั้นเธอเริ่มเพลียพูดอะไรไม่ออก ได้ยินหมอบอกกับแฟนว่าถ้ามาโรงพยาบาลช้ากว่านี้ 3 ชม. ไม่รอดแน่ๆ เพราะในร่างกายเหลือเลือดอยู่ในตัวแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ และเหลือน้ำในร่างกายแค่ 20  เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

น้ำหนักตัวเริ่มลดลง เจ็บปวดเนื้อตัวไปหมด ใครมาโดนตัวไม่ได้ แม้แตะเบาๆ ก็เจ็บไปหมดเลย ผอมฮวบฮาบแค่ 3-4 วัน น้ำหนักหายไปเกือบ 10 กิโลกรัม น้ำหนักเหลือไม่ถึง 40 กิโล กล้ามเนื้อไขมันไม่มี เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกไม่มีแรงจะเดิน ขณะนั้นสภาพจิตใจเธอย่ำแย่มากเพราะป่วยมาเกือบเดือน เพิ่งออกจากโรงพยาบาลแค่ 2-3 วัน ป่วยอีกแล้ว ทั้งที่คิดว่าเป็นคนแข็งแรงและอดทน แต่ใจนั้นวูบเลย ไม่ไหวแล้ว หมดกำลังใจสุดๆ ไปเลย

หมอสรุปว่ามีการอักเสบจากการผ่าตัด จึงต้องขอผ่าอีกครั้งว่ามันเกิดอักเสบตรงไหน เพราะอะไร หมอที่โรงพยาบาลเอกชนก็โทรหาหมอที่ผ่าตัดเราครั้งแรก ปรากฏว่าหมอคนนั้นไม่ว่างกำลังจะเดินทางไปเกาหลี 3 วัน ต้องรอหมอกลับมาก่อน ซึ่งหมอที่โรงพยาบาลตรงนี้บอกรอนานขนาดนั้นไม่ทันแน่ ต้องผ่าภายในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า ก็มีการถกเถียงกันระหว่างหมอ 2 โรงพยาบาล

 

“คือหมอที่เอกชนบอกว่าหมอที่ผ่าครั้งแรกควรจะมาเป็นผู้ผ่าตัดดูอาการ เพราะเป็นผลงานของเขา แต่หมอคนเดิมไม่ว่าง เถียงกันไปมา หมอคนแรกบอกว่าถ้าหมอที่เอกชนที่นี่ผ่า เขาจะไม่รับผิดชอบนะหากเกิดอะไรขึ้น หมอทางนี้ก็เลยบอกให้คนไข้ตัดสินใจเองว่าจะรอหมอคนแรกไหม เราก็เริ่มเบลอแล้ว สุดท้ายแฟนเราก็เลยตัดสินใจไม่รอ ให้หมอที่นี่ผ่าเลย” เธอเล่าแบบเหนื่อยใจ

พอผ่าไปก็พบว่าข้างในเน่าอักเสบจากการผ่าครั้งแรก คือผ่าไม่เรียบร้อยประกบแผลไม่สนิทเย็บไม่ดี มันเกิดอักเสบมีหนองท่วมข้างในท้อง ลำไส้ติดเชื้อไปด้วย พอผ่าครั้งที่ 2 นี่ต้องผ่าลำไส้ที่ติดเชื้อไปอีก 30 เซนติเมตร ม้ามที่เคยตัดไปแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ตัดไปทั้งอันเลย ตับอ่อนตัดไปอีกหน่อยเหลือแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว ถอดใจ

ผ่าครั้งที่ 2 นี่อยู่ไอซียูอีก 2 อาทิตย์ ให้เลือดให้น้ำเกลือให้ออกซิเจนระโยงระยางไปหมด เจาะเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือจนแขนพรุนไปหมด ผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังเดินไม่ได้ ต้องมาหัดเดินมาฝึกหายใจใหม่ เพราะน้ำเหลืองท่วมปวด เวลาเดินนี่เจ็บมาก หมอบังคับให้เดินไม่งั้นแผลจะเป็นพังผืด กินอะไรไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง กินอะไรอาเจียนออกหมด ออกจากไอซียูมาอยู่ห้องธรรมดาอีก 2 อาทิตย์ เฉพาะค่ายากับค่าน้ำเกลือหมดไป 3 แสนกว่าบาท หมดค่ารักษาผ่าตัดไป 2 ครั้ง รวม 3 ล้านกว่าบาท

 

หลังจากนั้นกลับมาอยู่บ้านร้องไห้ดีใจ คิดว่าจะไม่ได้กลับบ้านเสียแล้ว อยากกินอะไรแซ่บๆ ก็กินไม่ได้ กินอะไรไม่อร่อยเหมือนเดิม เดินก็ไม่ถนัด ขับรถเองไม่ได้ แฟนเลยหาคนขับรถให้เพราะกลัวเราเจ็บป่วยเป็นอะไรอีก เพราะถ้าไปเจออุบัติเหตุปานแดงที่ตับใหญ่จะทำให้เลือดไหลไม่หยุด ทีนี้ต้องระวังตัวมากๆ

ผลจากการไม่มีม้ามแล้ว ก็คือเจอฝุ่นควันมากๆ ไม่ได้จะไม่สบายทันทีเพราะไม่มีตัวกรองฝุ่นแล้ว จะเหนื่อยเพลียง่าย ออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ ไม่อยากอาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อย กินได้นิดเดียวอิ่มล่ะ ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายเปลี่ยนไปมาก

“ทางบ้านก็จะฟ้องหมอคนแรกที่ผ่าตัดผิดพลาด ก่อนผ่าก็ถามหมอว่าจะทำการรักษาอย่างไรผ่ารูปแบบไหน หมอบอกเรื่องผ่าเดี๋ยวไปดูกันหน้างานตอนเปิดแผล ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ หมอมั่นใจสูงมาก แต่ผู้ใหญ่ที่ท่านช่วยขอไว้ว่าอย่าฟ้องเลย เราเกรงใจผู้ใหญ่ก็เลยไม่ฟ้อง ที่รู้สึกแย่คือคนไข้จะตายหมอยังจะไปเกาหลีให้รอกลับมา ซึ่งถ้ารอคงตาย บางทีโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็ขาดความใส่ใจกับคนไข้เท่าที่ควร” เธอกล่าวอย่างเสียความรู้สึก

ตอนนี้จะมีปัญหาเรื่องเจ็บหลังๆ บวมบ่อยๆ เป็นผลมาจากตับ ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ต้องดูแลตัวเองมากๆ เลยตอนนี้ ฝากบอกเลยว่าต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน แต่ถ้าอยากกินแล้วกินไม่ได้ กินไม่อร่อย เงินที่มีอยู่นี่ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร เมื่อก่อนกลัวอ้วน ตอนนี้ไม่กลัวเลย อยากกินมากๆ แต่กินไม่ได้ ต้องให้ฮอร์โมนอยากอาหาร ซึ่งเราก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่เลย ตอนนี้ชีวิตก็ไม่เต็มร้อยเหมือนเดิม “เห็นคนกินแล้วบ่นอ้วน เรางี้อยากจะบอกกินไปเถอะค่ะ อย่ากลัว พอกินไม่ได้แล้วจะรู้สึกมีปัญญากินๆ ไปเลย อ้วนช่างมันเหอะ”

บทเรียนที่ได้คือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ ตอนนี้ไม่โลภเหมือนแต่ก่อน บริษัทกำไรน้อยก็ไม่เครียดล่ะ รู้จักพอมั่งแล้ว จนรวยไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพดีนะ ไม่เจอกับตัวจะไม่รู้เลย

 

วิชา-วิสันต์ สังฆอารี เราคือเงาของกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450967

วิชา-วิสันต์ สังฆอารี เราคือเงาของกันและกัน

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

สองหนุ่มหน้าตาดีวัย 35 ปี ฌอน-วิชา สังฆอารี และ ซัน-วิสันต์ สังฆอารี เป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทสนมกันมากที่สุดคู่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของสองหนุ่มจะดูคล้ายกันมาก แต่เมื่อเติบโตขึ้นพวกเขาก็มีความชอบและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

ฌอนเลือกเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจที่สหรัฐ เมื่อเรียนจบก็กลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นคุณพ่อ โดยรั้งตำแหน่งรองผู้จัดการบริษัท พี อินเตอร์เวิลด์ฯ ซึ่งเป็นโรงงานปะผ้าดิบสำหรับเครื่องหนัง

ส่วนซันเลือกเรียนปริญญาโททางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ออสเตรเลีย พอเรียนจบก็ทำงานในบริษัทต่างชาติและบริษัทในเมืองไทยรวมทั้งเป็นนายแบบเดินแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ และล่าสุดยังเริ่มทำธุรกิจสกินแคร์ แบรนด์กา-เอ้ (Gaea) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของตัวเองอีกด้วย

ลองไปฟังสองหนุ่มพูดถึงกันและกันดูหน่อยซิ แล้วจะรู้ว่าสายใยแห่งความผูกพันของการเป็นฝาแฝดนั้น ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถมาทำลายความรักและความหวังดีที่ทั้งคู่มีให้กันได้เลย

 

ฌอนพูดถึงซัน

“เราสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทกันมาก ชอบแกล้งกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลย แถมยังแข่งขันกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเล่นกีฬาและเรื่องเรียนแต่เรื่องเรียนผมอาจจะสู้ซันไม่ได้ นิสัยของซัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือพระอาทิตย์ เขาจะเป็นคนใจร้อน ขี้โวยวาย มีความเป็นตัวเองสูง ด้วยความที่เป็นพี่ ผมก็เลยต้องใจเย็นกว่า ตอนเด็กๆเรามีเรื่องทะเลาะกันตลอด แต่พอโตขึ้นซันก็ใจเย็นลง อาจจะเพราะต้องแยกกันไปเรียนที่ต่างประเทศ แยกกันไปทำงาน ก็เลยทำให้เขานิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น”

ฌอน บอกว่า เขากับน้องชายจะเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าเป็นพี่น้อง ทุกอย่างต้องเท่าเทียมกันเสมอ ทั้งเรื่องอาหาร เสื้อผ้า และอื่นๆ ถ้าฌอนได้แบบไหน ซันก็ต้องได้แบบนั้นด้วยต่างคนต่างไม่ยอมกัน แม้ซันจะใจร้อน แต่ก็เป็นคนหัวไว เรียนเก่ง จนฌอนมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับซันอยู่เสมอ

“ตั้งแต่เด็กจนโตมา เวลาที่ผมป่วย เช่น เป็นหวัด ซันก็จะเป็นหวัดไปด้วย คือผมสามารถไปแพร่เชื้อให้เขาได้ (หัวเราะ) แต่พอเราแยกย้ายไปเรียนต่อคนละทวีป ผมไปเรียนสหรัฐ ซันไปเรียนออสเตรเลีย เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ มีคุยทาง msn chat กันบ้างในยุคนั้น แต่เราจะมีเซนส์ว่าอีกคนเป็นยังไง อย่างเวลาที่ผมป่วยก็จะรู้ข่าวจากคุณแม่อีก 2 วันว่าซันก็ป่วยเหมือนกัน เป็นไข้เหมือนกันเลย แปลกนะเวลาอยู่ด้วยกันจะเฉยๆ แต่เวลาที่ต้องห่างกันก็จะรู้สึกคิดถึงกัน บ้านเรามีพี่น้อง4 คน คือ พี่สาว 2 คน และผมกับซันซึ่งเราจะสนิทกันเป็นพิเศษ

ล่าสุดตอนที่ผมแต่งงาน การจัดงานมันก็ต้องมีธีมใช่มั้ย ด้วยความที่ซันเป็นนายแบบ เขาก็เลยจัดมินิแฟชั่นโชว์ในงานแต่งให้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผมรู้สึกประทับใจมากเพราะถือเป็นวันสำคัญในชีวิตผมเลย และที่เซอร์ไพรส์ก็คือ ซันมาเดินแบบเองด้วย นี่แหละครับน้องชายผม

เรื่องขำขันของเขาก็มีนะ ซันจะเป็นคนที่โก๊ะๆ หน่อย ส่วนใหญ่ก็ผมนี่แหละที่แกล้งเขา (หัวเราะ) เด็กๆ ผมจะซนมาก ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ส่วนซันจะเป็นเด็กเรียนดี พอผมโดนครูเรียกทำโทษ ผมก็จะมาหลอกซันว่าครูเรียกให้ไปหา แล้วเขาก็จะถูกครูทำโทษแทนผมทุกทีเพราะเราหน้าเหมือนกัน (หัวเราะ) เขาก็ทำหน้างงๆ เดินกลับมาบอกว่า เอ๊ะ ครูลงโทษเขาทำไม” (ยิ้ม)

ฌอน ทิ้งท้ายว่า การที่เติบโตมาพร้อมกันแม้จะทะเลาะกันบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ยังไงซะทั้งคู่ก็ยังเป็นพี่น้องที่รักและห่วงใยกันเสมอ เรื่องที่ฌอนเป็นห่วงซันที่สุดเรื่องเดียวก็คือ อยากให้ซันดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะการที่ซันกินคลีนและควบคุมอาหารมากไป ร่างกายอาจจะได้สารอาหารไม่เต็มที่ จึงอาจเป็นสาเหตุให้เจ็บป่วยบ่อยๆ ได้

ซันพูดถึงฌอน

“ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจมากกว่าเป็นพี่น้องเราโตมาด้วยกัน คุยกันทุกเรื่อง แม้จะห่างกันแค่ไหน แต่พอกลับมาเจอกันแค่แป๊บเดียวก็ต่อกันติด ฌอนเป็นคนที่ผมสามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง เพราะความคิดเขาโตกว่าผม เขาจึงสามารถให้มุมมองในเชิงที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนได้

ปกติแล้วผมเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองนะ ถ้าคนอื่นมาพูดอะไร ผมก็จะรับฟังบ้าง ไม่รับฟังบ้าง แต่ถ้าฌอนพูด ผมก็จะนำไปตรึกตรองดู แล้วพบว่าสิ่งที่เขาพูดมามันถูกต้อง ผมเลยมั่นใจในตัวเขา เพราะเรื่องบางเรื่องที่ผมต้องตัดสินใจ ผมไม่สามารถปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ได้ แต่เมื่อมีฌอนเป็นที่ปรึกษา ผมก็จะรู้สึกอุ่นใจที่มีเขาอยู่”

ซัน บอกว่า แม้ตนเองจะแยกมาอยู่นอกบ้าน แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่มีฌอนคอยอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่และดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งฌอนเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของเขาเลยก็ว่าได้

“พูดแล้วก็เหมือนผมเห็นแก่ตัวนะ แต่ฌอนก็เต็มใจที่จะดูแลคนในครอบครัวให้ ซึ่งทุกวันเสาร์เราจะนัดกันไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอ แล้วเราก็จะสลับกันเลี้ยงข้าวคุณพ่อคุณแม่ แต่ส่วนใหญ่ฌอนจะเป็นคนเลี้ยงนะ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ คือเขาเป็นพี่ชายที่แสนดีของผมเลยล่ะ

แต่เรื่องที่แสบๆ ของฌอนก็เยอะนะโดยเฉพาะสมัยเรียนมัธยม เขาจะเป็นตัวป่วนเลยล่ะ ชอบทำเรื่องบ้าๆ บอๆ จนถูกครูลงโทษหรือโดนเพื่อนๆ ด่าตลอด พอเขาก่อเรื่องปั๊บ เขาก็จะเงียบ คือเราเรียนห้องเดียวกันไง ด้วยความที่หน้าตาเราเหมือนกัน ผมก็จะโดนครูทำโทษตลอด ทั้งที่ผมไม่รู้เรื่องเลยก็บ่อย” (หัวเราะ)

ซัน บอกว่า แม้ตอนเด็กๆ ทั้งคู่จะทะเลาะกันเองบ่อยๆ แต่หากซันเกิดไปมีเรื่องทะเลาะกับใคร ฌอนก็จะเข้ามาช่วยทันที เรียกว่าเขาสามารถแกล้งซันได้คนเดียว แต่คนอื่นห้ามมาแกล้ง ไม่งั้นเขาจะไม่ยอม

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงฌอนก็คือ เรื่องสุขภาพเหมือนกันครับ แต่จะกลับด้านกัน เขาเป็นห่วงผมเรื่องควบคุมอาหารมากเกินไป ส่วนผมก็เป็นห่วงเขาในเรื่องกินอาหารมากเกินไป(หัวเราะ) จะเห็นว่าตอนนี้เขาตัวอวบกว่าผมเยอะ กินทุกอย่าง ยิ่งตอนนี้เพิ่งแต่งงานด้วยภรรยาทำอาหารอร่อยให้กินทุกวันโอ้โห ทีนี้ยิ่งอ้วนใหญ่ ผมเลยอยากให้เขาหาเวลาออกกำลังกายบ้าง อยากให้เขาดูแลตัวเองด้วย ไม่ใช่ดูแลแต่คนอื่น เพราะสุขภาพมันซื้อไม่ได้นะ

อีกเรื่องที่เป็นห่วงก็คือ คุณพ่อกำลังจะขยายโรงงานให้ใหญ่ขึ้นเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ต้องใช้เงินเยอะ ผมเลยกลัวว่าฌอนจะเครียดเรื่องเงินลงทุน และยังห่วงเรื่องการทำงานของเขาด้วย เพราะครอบครัวเราจะเน้นการบริหารงานแบบเอาตัวลงไปคลุกคลี ผมจึงอยากให้เขาใช้วิธีบริหารธุรกิจโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก เปลี่ยนวิธีให้เงินทำงานแทนเรา ซึ่งฌอนก็ค่อยๆ ปรับตัวอยู่ แต่น่าจะเป็นเรื่องยากหน่อยตรงที่คุณพ่อยังติดวิธีการบริหารแบบเดิมๆ อยู่ ก็คงต้องให้เวลาเขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละนิด และคอยให้กำลังใจเขาต่อไปครับ”

 

สามหน่อพลทหารดารา สิ่งที่ได้กลับมา คือ ‘ความเสียสละ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450965

สามหน่อพลทหารดารา สิ่งที่ได้กลับมา คือ ‘ความเสียสละ’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

แสงไฟที่จับจ้อง เขายืนถือไมค์ขับกล่อมบทเพลงตามที่ถนัด วาดลวดลายลีลาเต้นรำตามท่วงจังหวะทำนองเพลง เพื่อให้ผู้ชม แฟนๆ ได้รับความบันเทิงใจ

สิ่งที่เขาทำมานาน ทุกวันนี้ต้องหยุดลงเป็นการชั่วครู่ อย่างน้อยก็ระยะ 1-2 ปี เพราะต้องเปลี่ยนเครื่องแบบนักร้อง นักแสดง มาสวมเสื้อลายพราง รองเท้าบู๊ต ผมสั้นเกรียน ทำหน้าที่ของชายไทยรับใช้ชาติในฐานะพลทหาร

“ชิน” ชินวุฒ อินทรคูสิน กวิน ดูวาล และ ชาโน แพมเบอร์เกอร์ สามหน่อลูกครึ่ง แต่ในเมื่อยังมีเลือดไทยไหลเวียนในร่างกาย ดังนั้นหน้าที่ของชายไทยทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร

@weekly ฉบับนี้มาเยี่ยมเยือนพลทหารชื่อดังทั้ง 3 นายที่ประจำการอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 อีกเพราะอยากเห็นแนวคิดของทั้ง 3 แสบ (ตามที่ผู้บังคับบัญชาของเขาให้ฉายา) ว่านับกว่า 3 เดือนที่เข้ามาประจำการ พวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไร

ชิน กวิน และชาโน มาในชุดลายพราง ผมสั้นเกรียน ยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมกับมาดและทรงอันขึงขังในสไตล์ทหาร แต่ยังคงความขี้เล่นขี้แกล้งตามรูปแบบของผู้ชาย ทั้งกอดคอหยอกเย้า แซวเรื่องทรงผมกันและกันอย่างสนุกสนาน

โดยเฉพาะในรายของชิน และกวิน แววตาของพวกเขาไม่หลงเหลือความกังวลใดๆ จากเดิมที่ก่อนหน้าจะเข้ากรม ชินต้องหลั่งน้ำตาเพราะมาเป็นทหาร ด้วยเหตุผลเป็นห่วงครอบครัว ขณะที่กวินก็ออกอาการ
เหวอเพราะไม่คิดว่าจะต้องถูกเกณฑ์

 

วันนี้ทั้งคู่มีแววตาที่แจ่มใส ขณะที่ชาโน คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นดาราดาวรุ่งที่ใจปรารถนารับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร ด้วยก่อนหน้านี้ก็เข้าสมัครเป็นทหารพรานอาสาที่จังหวัดชายแดนใต้ และล่าสุดที่ขอสมัครมารับใช้ชาติด้วยการเป็นพลทหารอีกครั้ง

พลทหารชิน เปิดฉากเล่าความคิดของตัวเองอย่างหมดเปลือกว่า วินาทีที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเข้ากรมกองยอมรับว่ามีความกังวลหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่รายได้จากการแสดงต้องหายไป ผลกระทบเลยจะต้องไปอยู่กับครอบครัว เพราะตนเป็นเสาหลักของครอบครัวที่หารายได้มาจุนเจือ แต่เหนืออื่นใดมันไม่ได้กลัวว่าจะต้องมาเป็นทหาร น้ำตาวันนั้นคือความเป็นห่วงครอบครัว แต่เมื่อจัดระเบียบเรื่องส่วนตัวได้แล้ว ทุกอย่างลงล็อก การมารับใช้ชาติจึงไร้ความกังวล

“ก้าวแรกที่เข้ามาสนุกนะ วันแรกเลย เพราะเราก็มีเพื่อน สามเดือนแรกเราจะฝึกหนักกันอย่างเดียว ฝึกทั้งร่างกาย วินัย ท่าทางต่างๆ ที่ต้องเป็นทหาร จากนั้นก็ถูกแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่กัน อย่างผม และกวิน รวมถึงชาโน ก็จะได้ทำหน้าที่ที่ตนเองถนัดเมื่ออยู่ข้างนอก คือ ร้องเพลง เล่นดนตรีในวงดนตรีของทหารในกองพัน” ชิน เล่า

สิ่งที่พลทหารชินวุฒได้กลับมาเพียงแค่ระยะเวลา 3 เดือนที่มาสวมเครื่องแบบทหาร คือความเสียสละ เพราะเป็นคำที่หากนำไปสู่การปฏิบัติได้แล้ว จะทำให้สังคมดีขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเชื่อว่าทุกวันนี้ทุกคนรู้ระลึกกับคำว่าต้องเสียสละอยู่แล้ว เพียงแต่ความแตกต่างระหว่างกันคือ แต่ละคนจะปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

“อย่างผมถือว่าอายุเยอะแล้วนะ ปีนี้ผม 27 ปีแล้ว ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในหมู่พลทหารใหม่เลย แต่ทุกคนก็เท่าเทียมกันหมด ฝึกด้วยกัน ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำพร้อมกัน และแม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะอายุน้อยกว่าเรา ตรงนี้เราก็ต้องทำความเคารพ ต้องเชื่อฟัง เข้ามาข้างในมันมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำหรือไม่ หากไม่เข้ามาเป็นทหาร เราเห็นสังคมใหม่ได้ทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่น ผม กวิน และชาโน ก็ได้ไปร้องเพลงที่หน้าพระที่นั่งด้วย หรือการนำเชียร์ฟุตบอลสโมสรอาร์มี่ ยูไนเต็ด ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้ข้างนอกไม่มีให้เราแน่นอน แต่เราก็ต้องแลกมาด้วยการฝึก ความมีวินัย ผมถือว่าผมได้สิ่งดีๆ มากมายเมื่อเข้ามาเป็นทหาร” พลทหารชิน ย้ำ

 

พลทหารชิน บอกว่า กระนั้นแน่นอนว่าสายตาของคนภายนอกต้องมองว่า สภาพร่างกายดาราหรือจะไปสู้ปุถุชนทั่วไปในการฝึก พวกนี้จะไหวหรือเปล่า? คำถามนี้คือคนที่ไม่รู้จริง ตนเป็นดารา เป็นนักร้อง ก็ต้องฝึกทั้งร้องทั้งเต้น ดูแลร่างกายออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นการฝึกของทหารก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะร่างกายเราพร้อม

พลทหารกวิน เล่าบ้างว่า ครั้งที่จับใบดำ-ใบแดง ก็ตามคลิปที่ปรากฏออกมา คือ เหวอ เพราะเราไม่คิดว่าจะได้มาเป็นทหาร ความคิดสับสนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างเมื่อมารับใช้ชาติ เราไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัวเลย แต่เมื่อเข้ามาแล้วมันก็สนุกดี มีเพื่อนเยอะ หลากหลายมากขึ้น มันก็ทำให้เราลืมโลกภายนอก และเวลาก็ผ่านไปเร็วเหลือเกินเมื่อมาอยู่ในค่าย

นักร้องดังขวัญใจวัยรุ่น เสริมว่า สิ่งที่ได้คือวินัยของชีวิต วินัยที่ว่าคือรู้จักตื่นเช้า นอนเป็นเวลา และทำกิจวัตรเรื่องปกติได้ด้วยตนเอง ทั้งซักผ้า เก็บที่นอน เพราะแต่เดิมเป็นคนนอนดึก ตื่นสาย และหากยังนำวิถีแบบเดิมมาใช้ในค่ายทหาร ไม่ใช่แค่เราคนเดียวจะถูกซ่อม หรือถูกทำโทษ แต่เพื่อนก็จะโดนด้วย เพราะฉะนั้นมันเลยต้องช่วยกัน และทำให้สมัครสมานสามัคคีกันด้วย

“เป็นทหารทำได้ทุกอย่างจริงๆ นะครับ เป็นระเบียบหมด ผมมีพัฒนาการในจุดนี้มาก แต่แน่นอนว่าช่วงแรกๆ อาจจะคิดถึงบ้านบ้าง คิดถึงแฟนบ้าง นั่งนอนนับวันรอวันเยี่ยมครั้งแรก หรือรอวันพักได้ออกไปข้างนอก แต่เมื่ออยู่ไปนานๆ แล้วขณะที่เราอยู่ข้างนอก เรากลับนับวันรอให้ถึงวันเข้าค่ายเร็วๆ เพราะจะได้เจอเพื่อน ได้เจอครูฝึก ได้อยู่ด้วยกัน มันก็สนุกไปอีกแบบ” พลทหารกวิน เล่า

ขณะที่พลทหารชาโน หนุ่มลูกครึ่งผู้ที่เคยสมัครเป็นทหารพรานมาแล้ว เปิดใจว่า อยากเป็นทหารเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่ก่อนทราบแต่เพียงว่า คุณปู่ก็เคยเป็นทหารมาก่อน ความคิดแรกคือมีโอกาสไปเยือนที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อร้องเพลงให้ความสุขกับคนในพื้นที่ แต่สิ่งที่ไปพบและได้คิดตาม คือ ความเป็นอยู่ของทหารในพื้นที่ เขากินกันอย่างไร อยู่แบบไหน และอะไรคือเป้าหมายที่เขามาทำหน้าที่ เมื่อได้สัมผัสได้เรียนรู้พี่ๆ ทหารในพื้นที่ ก็เลยเกิดความคิดว่าอยากรับใช้ชาติ อยากทำหน้าที่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินแม่ของตัวเองบ้าง

“ปี 2557 มีการเปิดรับสมัครทหารพราน ผมก็เลยไปสมัครเลย และอยู่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ราว 1 ปี ก็ปลดประจำการ จากนั้นก็กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม คือรับงานแสดง และเมื่อมีโอกาสสมัครเป็นทหารเกณฑ์อีก ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินใจและได้สมัครเข้ากรมกองเพื่อรับใช้ชาติอีกครั้ง”

พลทหารชาโน เสริมว่า แต่เดิมผมต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแล แต่มาเป็นทหารแล้วก็ต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด และเห็นว่าผมก็ทำได้เหมือนทุกคนนี่นา ฝึกก็ไม่ได้หนัก ครูฝึก ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่นายสิบไปจนถึงนายพล ก็ใจดีและเป็นกันเอง เราอยู่กันแบบพี่น้อง ไม่ใช่ภาพอย่างที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับการฝึกพลทหาร หากเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา

“ตกเย็นก็เอาโกลหนูมาตั้ง มาเตะบอลกัน ผมก็เตะกับกวิน กับพี่ชิน กับเพื่อนๆ พลทหารรวมถึงผู้บังคับบัญชาด้วย ทุกคนเท่าเทียมกัน เราไม่ใช่ว่าจะต้องมีแสงไฟจับต้องจากภายนอก โลดแล่นทั้งในโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ แล้วทุกคนจะต้องเกรง แต่เราอยู่กันอย่างพี่น้อง การเข้ามาเป็นทหารให้อะไรดีๆ เราเยอะเช่นกัน”

แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้ การปลดประจำการของพลทหารชื่อดังทั้ง 3 นายจะต้องมาถึง พลทหารกวิน พลทหารชาโน จะปลดประจำการในอีกราว 9 เดือนข้างหน้า ขณะที่พลทหารชินจะปลดประจำการในอีก 1 ปี 9 เดือน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ พลทหารทั้ง 3 ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จะต้องกลับมาเยี่ยมเยือนผู้บังคับบัญชา รวมถึงติดต่อกับเพื่อนๆ พลทหารอื่นๆ ที่อยู่ร่วมค่ายกันมาแน่นอน โดยเฉพาะกวิน และชาโน ที่เอ่ยปากแซวชินว่า “จะกลับมาเยี่ยมเช่นกัน เพราะพี่ชินจะต้องอยู่ต่ออีก 1 ปี” เรียกเสียงหัวเราะให้ทั้ง 3 คนอย่างครึกครื้น

 

ชักชวนให้ชอบ Banana republic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450825

ชักชวนให้ชอบ Banana republic

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ที่ชวนให้ชอบ Banana Republic นี้ไม่ใช่ยี่ห้อเสื้อผ้าดังของอเมริกาครับ ในความหมายของผมคือกล้วยจริงๆ ที่กินได้ ผมว่าคนทั้งโลกรู้จักและกินกล้วยเป็นกันทั้งนั้น แม้กระทั่งเมืองหนาวสุดขั้ว อาจจะไม่เคยเห็นต้นกล้วยด้วยซ้ำไป ยังสั่งกล้วยหอมจากอเมริกาใต้ไปกิน ไม่เหมือนเมืองไทยที่มีสารพัดกล้วยให้กิน แล้วยังใช้ส่วนอื่นๆ ของกล้วยได้หมด เรียกว่าเป็นต้นไม้มหภาค ผมเอาไปเทียบเคียงกับคำว่า Banana Republic ที่เป็นสาธารณรัฐแห่งกล้วย หรือสิ่งที่ดีๆ รวมอยู่ในกล้วยนั่นเอง

ที่ผมเอาเรื่องกล้วยมาเขียนนั้น มาจากที่อยู่ดีๆ ราคากล้วยพุ่งพรวด กล้วยน้ำว้าเมื่อสองเดือนก่อนเคยซื้อได้หวีละ 20 บาท พุ่งขึ้นเป็น 35 บาท ไม่รู้ว่าทำไม ถึงราคาจะแพงขึ้นก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี

กล้วยซึ่งเรามีมากจนจำชื่อไม่หมด ทั้งกล้วยหอมที่มีทั้งกล้วยหอมเขียวและกล้วยหอมทอง กล้วยนาค กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า ที่มีมากที่สุด ซึ่งกล้วยน้ำว้านี้ เนื้อมันมีน้ำหนักหรือแน่นกว่าเพื่อน กล้วยทั้งหลายทั้งปวงนี้จะกินสดก็ได้ หรือเอาไปทำเป็นอาหารก็ได้หลากหลายที่สุด

แต่ก่อนจะไปถึงการกินกล้วย ลองดูส่วนอื่นๆ ของกล้วยก่อนครับ อย่างในความเชื่อที่เป็นมงคล ถ้าใครจะปลูกบ้านใหม่ ตอนขุดหลุมผูกเหล็กเสาเอก หรือจะก่อสร้างอาคารพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ๆ ต้องมีพิธีวางศิลาฤกษ์ มีซุ้มราชวัติ งานพิธีกรรมทั้งหมดนี้ต้องมีต้นกล้วย ต้นอ้อย เป็นองค์ประกอบ ความเชื่อที่ว่า กล้วยคือความเพิ่มพูน งอกงาม ก็งอกงามจริงๆ ที่เสร็จพิธีแล้ว เอาต้นกล้วยไปปลูกตรงที่ที่เหมาะสม เดี๋ยวมันก็ออกเครือออกลูก ก็นั่นเป็นความงอกงามตรงตามความเชื่อ

จากต้นมาเป็นใบกล้วยหรือใบตองก่อน ประโยชน์ของมันคงพูดไม่หมดแน่ เอาไปวางขายของ ขายผัก ขายปลา ใช้ห่อหมก ห่อข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมกล้วย ขนมใส่ไส้ หรือจะวางในจานตกแต่ง จานหมูสเต๊ะ จานข้าวเกรียบปากหม้อ จานข้าวเหนียวมะม่วง ดูดีไปหมด หรือการทำพานบายศรี ที่ต้องใช้ใบกล้วยตานี เพราะมันเหนียว ไม่แตกง่าย ม้วนขึ้นรูปได้ดี ใบกล้วยหรือใบตองนี่เอาห่อผักสด เข้าตู้เย็นช่องใส่ผัก เก็บความสดได้นานกว่าใส่ถุงพลาสติกในสมัยโบร่ำโบราณ คนไทยยังไม่มีร่มกันฝนกันแดด พอเวลาจะใช้ก็ตัดใบกล้วยกันฝน กันแดดได้ จะตัดตรงไหนก็ได้ไม่มีใครว่า พอใช้เสร็จก็โยนทิ้ง ไม่เป็นขยะสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอะไรพวกชาวป่าที่ จ.น่าน ที่คนอื่นๆ ชอบไปเรียกว่า ผีตองเหลือง ซึ่งจริงๆ เขาไม่ได้เป็นผี เป็นคนที่ไม่สุงสิงกับใครเท่านั้น มีวิธีทำเพิงอาศัยอยู่ชั่วคราว จะใช้ใบกล้วยหรือใบตองนี่แหละพาดเป็นหลังคา และฝาด้านข้าง พอมันแก่โรยเป็นสีเหลืองแล้วก็ย้ายที่อยู่ใหม่ ไปใช้ใบกล้วยหรือใบตองใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

เวลามันเริ่มมีงวงออกจากคอต้นกล้วย มีหัวปลีโผล่มาก่อน พอมันเป็นเครือเรียบร้อยก็เอาหัวปลีมากิน เอาไปกินกับผัดไทย หรือแกงเลียง หรือยำหัวปลีก็ได้ หรือทอดมันหัวปลี ก็ได้ทั้งนั้น อร่อยอีกต่างหาก
กาบกล้วยนี่เอามาฉีก ตากแห้งเป็นเชือกกล้วย พอจะใช้ก็ชุบน้ำให้นิ่ม มัดอะไรก็ง่าย แน่นด้วย เมื่อก่อนใช้เชือกกล้วยมัดบ๊ะจ่าง ข้าวต้มมัด มัดห่อข้าวหมูแดง มัดห่อก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผัดซีอิ๊ว

ตอนนี้มาที่ลูกกล้วยบ้างครับ ผมเขียนไม่หมดแน่ๆ ขนาดยังอ่อน ยังดิบอยู่ก็กินได้ อย่างแหนมเนือง ไม่มีลูกกล้วยดิบหั่นถือว่าขาดองค์ประกอบของแหนมเนือง แกงหมูกับลูกกล้วยของภาคใต้ ผมเห็นแกงหมูลูกกล้วยที่ไหนต้องซื้อกิน

พอมันสุก นี่เป็นของสำคัญเลย แม่ลูกอ่อนสมัยก่อนขูดกล้วยสุกแล้วบดให้เละๆ ป้อนให้ลูกกิน มันเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กเล็ก ทั้งสด อิ่ม ช่วยระบบย่อย ขับถ่ายดี มีวิตามินสูง ผมว่าดีกว่าอาหารขวดสำหรับเด็กในสมัยนี้ แถมจ่ายเงินซื้ออาหารขวดๆ เดียว ซื้อกล้วยได้ตั้งหวี

กล้วยที่เอามาทำเป็นอาหารนี่ก็เหมือนกัน เยอะแยะไปหมด ขนมกล้วย ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวต้มมัดไส้กล้วย กล้วยเชื่อม กล้วยแขก กล้วยปิ้ง จะปิ้งเฉยๆ หรือกดให้แบนแล้วชุบน้ำเกลือ หรือชุบน้ำกะทิเค็มๆ หวานๆ ก็อร่อย ไม่ต้องอะไร มีคนทางเพชรบูรณ์ขายกล้วยปิ้งอย่างเดียว รวยจนสร้างบ้านเป็นล้านได้ ก็แค่เลือกกล้วยเป็น ปิ้งไฟพอดี ทำน้ำกะทิหวานมัน อนาคตแจ่มใสแล้ว

กินกล้วยเป็นอาหารเช้าก็ดี ไม่ต้องพึ่งไส้กรอก เบคอน เอากล้วยต้มสุกฝานเป็นชิ้นบางๆ โรยด้วยมะพร้าวขูดที่คลุกกับเกลือ น้ำตาล นิดหน่อย กินกับกาแฟ

อาหารเช้าของผม บางวันทำแพนเค้กกล้วยน้ำว้า ง่ายที่สุดเพียงแต่เอากล้วยงอมผสมไข่บดให้เข้ากัน ทอดกระทะไม่มีน้ำมัน แต่ต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะกล้วยมันมีน้ำตาลมาก จะไหม้ง่าย ความดีของกล้วยเท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ผมจึงบอกว่าต้นกล้วยเป็นต้นไม้มหภาค เป็น Banana Republic หรือสาธารณรัฐแห่งกล้วยนี่เองครับ

 

จาก‘คนสื่อ’อัพเลเวล สู่‘นักสร้างคอนเทนต์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450574

จาก‘คนสื่อ’อัพเลเวล สู่‘นักสร้างคอนเทนต์’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อีพีเอ/เอพี

ข่าวคราวการพาเหรดปิดตัวของนิตยสารหัวไทยและหัวนอกบ้านเราในช่วงสองปีที่ผ่านมา บวกกับรายงานตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาในสื่อประเภทต่างๆ ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ของ บริษัท เดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย) พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2558 เม็ดเงินโฆษณาในหนังสือพิมพ์ลดลง 6.45% ส่วนนิตยสารลดลง 14.28% สวนทางกับสื่ออินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น 11.37%  ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “สื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย”

ที่ผ่านมา เจ้าของธุรกิจสื่อทั้งหลายพยายามปรับตัวเพื่อรับภาวะขาลงของธุรกิจสิ่งพิมพ์ ด้วยการหันไปสู่สมรภูมิรบใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต ลดต้นทุนภายในด้วยการปรับลดขนาดกองบรรณาธิการ หรือในบางบริษัทที่มีนิตยสารในเครือหลายเล่มต้องจำยอมตัดบางส่วนออก ท่ามกลางพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคที่หันมาหาสื่อออนไลน์ ซึ่งเข้าถึงง่ายด้วยปลายนิ้ว เสิร์ฟข่าวร้อนทันเหตุการณ์ ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ในวงการสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักข่าวพลเมืองที่เปลี่ยนจากคนธรรมดามาสวมบทสื่อมวลชน บล็อกเกอร์ (กลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะด้านและเลือกนำเสนอข้อมูลที่ตัวเองถนัดจนมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์) สุดท้ายคือ คนในวงการสื่อสื่งพิมพ์และอดีตคนในวงการที่หันหลังให้แท่นพิมพ์ กลายร่างไปสวมบทสื่อออนไลน์สายพันธุ์ใหม่ที่มาพร้อมทักษะแบบมืออาชีพ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า แท้จริงแล้วสิ่งพิมพ์แค่อ่อนแรงหรือกำลังจะตาย แล้วโลกออนไลน์ที่ใครๆ ก็ถาโถมเข้าใส่ จะเป็นคำตอบสุดท้ายของคนยุคนี้จริงหรือ?

สื่อออนไลน์ในยุคฝุ่นตลบ

สุวิมล เดชอาคม กรรมการบริหาร บริษัท อาซิแอม เบอร์สัน-มาร์สเตลเลอร์ พีอาร์เอเยนซีชั้นนำของเมืองไทย ที่ดูแลแบรนด์สินค้าครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าไอที เครือข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคม สายการบิน และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป  เพียงแต่ช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ ต้องปรับตัว ยกตัวอย่างตื่นเช้ามาผู้บริโภคยังเสพข่าวสารเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากการหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน กลายเป็นหยิบสมาร์ทโฟนมาจิ้มเลือกดูข้อมูลข่าวสารที่สนใจ

“ธรรมชาติของแบรนด์ คือ เมื่อผู้บริโภคอยู่ตรงไหน แบรนด์ก็จะติดตามไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินโฆษณาที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของสื่อสิ่งพิมพ์จะถูกถ่ายเทไปยังสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าทั้งแบรนด์เอง เอเยนซีพีอาร์ และคนที่อยู่เบื้องหลังสื่อออนไลน์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีใครรู้สูตรสำเร็จในการรับมือกับสื่อประเภทนี้ เพราะแม้จะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ วัดผลได้เหมือนสื่อแบบเก่า แต่ผลตอบรับในแง่ยอดซื้อที่กลับมายังแบรนด์ก็ยังไม่สามารถวัดผลได้อยู่ดี”

ถามว่า สิ่งพิมพ์ที่ใครว่ากำลังจะตาย จะหายไปจากโลกนี้แบบปัจจุบันทันด่วนมั้ย คงไม่ใช่ แต่อาจจะเหลือเฉพาะที่เป็นหัวกะทิหรือเจ้ายุทธจักรจริงๆ แน่นอนว่าเมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ต้องปรับตัวจากสนามในกระดาษเข้ามาสู่สนามออนไลน์มากขึ้น หลายสำนักต้องปัดฝุ่นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมเพื่อเข้าถึงคนอ่านให้มากขึ้น

“คนในสังคมเสพข่าวจากสื่อออนไลน์ก็จริง แต่เมื่อไหร่ที่เขาต้องการข้อเท็จจริงหรือความน่าเชื่อถือก็ยังต้องอาศัยสื่อกระแสหลัก สำหรับกลุ่มบล็อกเกอร์ในไทยเอง ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มมือสมัครเล่นที่เป็นมืออาชีพเขียนเล่าเรื่องดี จับประเด็นได้น่าสนใจ มีความน่าเชื่อถือจริงๆ ยังมีไม่ถึง 15% เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของสื่อกระแสหลักที่ขยับมาสู่ออนไลน์ หรือคนในวงการสื่อที่ผันตัวมาสร้างช่องทางของตัวเองในการผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ เพราะอย่างน้อยคนกลุ่มนี้มีทักษะ มีความเป็นอาชีพ”

โซน่า-โสภณา ตันมานะตระกูล

 

อย่างไรก็ตาม สุวิมล ย้ำว่า ไม่ว่ารูปแบบการเข้าถึงผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ การสร้างคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ ตรงใจผู้บริโภค เพราะหากมีคอนเทนต์ที่ดีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะไปอยู่ในแพลตฟอร์มไหนก็อยู่ได้ ไม่แน่ว่าผ่านไปอีกไม่กี่ปี สื่อดิจิทัลอาจไม่ใช่ช่องทางที่ดีที่สุดก็ได้

นักสร้างคอนเทนต์ไม่เกี่ยงแพลตฟอร์ม

โซน่า-โสภณา ตันมานะตระกูล ดิจิทัลเอดิเตอร์ของนิตยสารแอล แสดงความเห็นว่า “แอลดิจิทัล” เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป “ในแง่คอนเซ็ปต์ของแอลดิจิทัล เรายังเป็นเพื่อนสาวของคนรักแฟชั่นเหมือนนิตยสารแอล เพียงแต่สามารถเจอกับคนอ่านได้ทุกวัน สามารถอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ได้รวดเร็ว แต่ถ้าผู้อ่านมองหาเนื้อหาที่เจาะลึกมากขึ้นก็ยังตามหาได้จากนิตยสารแอลเหมือนเดิม

เวลาเจอรุ่นน้องนิเทศศาสตร์ที่มาฝึกงาน สิ่งที่เราจะบอกเสมอคือ อย่ายึดติดกับคำว่านักหนังสือพิมพ์ หรือคนทำนิตยสาร แต่ให้มองภาพว่าเราคือคนสร้างคอนเทนต์ที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณ ถ้าคิดแบบนี้ ต่อให้อนาคตจะมีแพลตฟอร์มไหนกำเนิดขึ้นอีกเราก็ไม่ติดขัด แค่ปรับตัวไปตามชาแนลนั้นๆ อินเทอร์เน็ตอาจจะมาแรงในยุคนี้ แต่อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์ เราต้องอย่าไปกลัวแพลตฟอร์ม แต่แค่เข้าใจแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วปรับตัวตาม”

ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์ โซนาเชื่อว่า สุดท้ายแล้วคนอ่านจะเป็นผู้กลั่นกรองข้อมูลตามความสนใจ และเลือกว่าจะเสพหรือไม่เสพข้อมูลไหน

“อารมณ์เหมือนบางครั้งเล่นเฟซบุ๊ก เจอเพื่อนที่โพสต์สเตตัสเวิ่นเว้อ เรายัง Hide นั่นเพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความคิดเป็นของตัวเอง มักจะเลือกรับหรือไม่รับอะไร เมื่อไหร่ที่เขาเห็นว่าบล็อกหรือเว็บไซต์นี้ป้อนคอนเทนต์ไม่น่าสนใจ ขายของอย่างเดียว สุดท้ายจะเลิกอ่านไปเอง”

โตมร ศุขปรีชา

 

ถึงเวลาคนสื่อปล่อยของ

สอดคล้องกับ โตมร ศุขปรีชา นักเขียน นักแปล และบรรณาธิการชื่อดัง แสดงทัศนะต่อสัญญาณชีพของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่หลายคนลงความเห็นว่าร่อแร่ ใกล้ตาย ว่า มีทั้งส่วนที่จะตายและยังอยู่รอด เพราะต้องยอมรับว่าปัจจัยที่ทำให้สิ่งพิมพ์เข้าสู่ภาวะขาลงมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องการตลาด กลไกราคา และ ที่สำคัญคือพฤติกรรมที่คนอ่านเปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์

“การที่ผู้บริโภคหันไปเสพสื่อออนไลน์ ไม่ใช่เพราะอินเทอร์เน็ตมาเปลี่ยนโลกอย่างเดียว แต่เพราะในโลกออนไลน์มีการนำเสนอคอนเทนต์ในแบบที่นิตยสารส่วนใหญ่ทำ เช่น ฮาวทูเรื่องการมัดใจแฟน หรือฮาวทูสุขภาพ ซึ่งทุกวันนี้คนอ่านสามารถหาอ่านได้จากสื่อออนไลน์แบบฟรีๆ ขณะที่หนังสือพิมพ์ในแง่ความเร็วไม่สามารถแข่งขันกับโลกออนไลน์ได้เลย เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ที่จะย้อนกลับมาสู่คนทำสื่อ คือต้องนำเสนอคอนเทนต์ที่มีความยูนีก มีการนำเสนอเนื้อหาเชิงวิเคราะห์ที่ให้ข้อมูลมากกว่าข่าวควบคู่ไป ทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์และออนไลน์ ซึ่งเป็นโมเดลของสื่อทั่วโลกที่ยังยืนหยัดอยู่ได้”

ถามว่า คนสื่อยุคนี้จะเอาอะไรไปต่อกรกับสื่อออนไลน์ นักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า เวลานี้หมดยุคของนิตยสารที่จะขายความวาไรตี้ ให้แต่ความบันเทิง นำเสนอเนื้อหารับใช้การตลาดเพื่อเอื้อต่อการลงโฆษณา ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของธุรกิจแล้ว

“โลกกำลังหมุนกลับมาสู่ยุคของคุณทมยันตี คุณโสภาค สุวรรณ ที่เริ่มต้นทำงานเขียนด้วยใจรักจริงๆ เขียนด้วยใจรัก สมัยนี้คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถกลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ มีคนตามเป็นล้านๆ ได้ เพราะโลกเราเปิดกว้าง เปิดโอกาสมากขึ้น สมัยก่อนจะทำนิตยสาร 1 เล่ม ใช้เงินมหาศาล กว่าจะพิสูจน์ได้ว่ารุ่งหรือร่วงต้อง 2 ปีอย่างน้อย แต่เดี๋ยวนี้นำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์ ไม่กี่เดือนก็รู้แล้ว”

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสังคมที่เปิดกว้างและเปิดโอกาสมากขึ้น โตมร ทิ้งท้ายว่า นี่คือยุคที่ทั้งสนุกและท้าทายสำหรับคนสื่อ เพราะท่ามกลางโอกาสที่มีอยู่มากมายรออยู่ข้างหน้า สิ่งที่ท้าทายคนในวงการสื่อคือการหาตัวตนและรูปแบบในการนำเสนอที่สะท้อนตัวเองออกมาให้ได้

 

ศิลปินไทยรุ่นจิ๋วโชว์แจ๋ว งานศิลปะเด็กนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450337

ศิลปินไทยรุ่นจิ๋วโชว์แจ๋ว งานศิลปะเด็กนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น

โดย…วราภรณ์

สำหรับเด็ก “จินตนาการ” เป็นสิ่งสำคัญ การจัดการประกวดศิลปะเด็กนานาชาติ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จึงเกิดขึ้นเป็นปีที่ 46 แล้ว ปีนี้ผลงานศิลปินรุ่นเยาว์จากประเทศไทยบินไกลไปร่วมประกวดใน
เวทีระดับนานาชาติอย่าง International Children’s Art Exhibition ณ ประเทศญี่ปุ่นด้วย โดย บริษัท เพนเทล (ประเทศไทย) รับหน้าที่คัดสรรผลงานภาพวาดของเด็กๆ อายุไม่เกิน 15 ปี จากทั่วประเทศไทยไปร่วมแข่งขัน ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้เห็นเยาวชนไทยกล้าแสดงออกในจินตนาการที่สร้างสรรค์ของตัวเอง

การประกวดในปีนี้ มีภาพที่ส่งเข้าร่วมประกวดกว่า 26,512 ภาพ จาก 43 ประเทศทั่วโลก มีภาพที่ได้รับรางวัล 1,704 ภาพ โดยศิลปินตัวน้อยจากประเทศไทยสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม สามารถคว้ามาได้ 59 รางวัล จากภาพที่ส่งเข้าร่วมประกวดทั้งหมด 1,000 ภาพ รางวัลที่ประเทศไทยได้รับคือ Pentel Award จำนวน 17 รางวัล เหรียญทองแดง จำนวน 16 รางวัล เหรียญเงิน จำนวน 14 รางวัล และเหรียญทอง จำนวน 8 รางวัล

รางวัลที่น่าปลาบปลื้มใจประจำปีนี้ คือ เหรียญทองยอดเยี่ยม (Supreme Gold Award) จำนวน 4 รางวัล ที่ตกเป็นของ น้องปิ่น-ด.ญ.ปิ่นมา สวนมะนิ จากโรงเรียนบ้านห้วยไซงัว จ.หนองคาย ในผลงานที่ชื่อ “The angels and elephants”ถ่ายทอดจินตนาการผ่านเรื่องราวของเหล่านางฟ้าและหมู่มวลช้างป่ามีปีก โดดเด่นด้วยคู่สีที่นำมาระบายตัดกันได้อย่างลงตัว

น้องปิ่น-ด.ญ.ปิ่นมา สวนมะนิ

การประกวดศิลปะเด็กนานาชาติ

สำหรับการประกวดศิลปะเด็กนานาชาติ เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1970 โดยสถานีโทรทัศน์ The Nippon Television Network Cultural Society (สถานีโทรทัศน์ที่ได้รับสิทธิการจัดตั้งแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น) ร่วมกับ Biiku Bunka Kyokai (มูลนิธิเพื่อการศึกษาศิลปะ ก่อตั้งโดย บริษัท เพนเทล) เปิดรับสมัครผลงานภาพวาดในจินตนาการไร้หัวข้อของเด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 15 ปี จากหลายประเทศทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนกล้าที่จะแสดงออกถึงจินตนาการผ่านภาพวาดระบายสี อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยภาพที่ได้รับรางวัลจะส่งกลับมายังประเทศนั้นๆ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณและเหรียญรางวัล เพื่อทำพิธีมอบรางวัลฉลองความสำเร็จ หลังจากนั้นภาพทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อเดินสายจัดแสดงนิทรรศการตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศญี่ปุ่นตลอดทั้งปี

ตลอดระยะเวลา 46 ปี ภาพทั้งหมดที่ได้รับรางวัล มูลนิธิเพื่อการศึกษาศิลปะ หรือ Biiku Bunka Kyokai จัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

คูนิอากิ ซูซูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพนเทล (ประเทศไทย) ผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จในการพาผลงานภาพวาดของเด็กไทยจากทั่วภูมิภาคไปร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ได้พูดถึงความสำเร็จของเด็กไทยที่ไปคว้ารางวัลในปีนี้ว่า จากที่ได้ร่วมพูดคุยกับผู้ปกครองในวันงานมอบเหรียญและประกาศนียบัตร พบว่า เด็กๆ หลายๆ คนถูกส่งไปเรียนศิลปะ ด้วยเหตุผลที่อยากดึงเด็กออกจากเทคโนโลยี หรือเด็กบางคนมีพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ช้า คุณครูเลยใช้การวาดรูประบายสีมาช่วยกระตุ้นศักยภาพ รวมไปถึงการเรียนเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมือ “ซึ่งผมรู้สึกว่าความสำเร็จของการจัดการประกวดนี้ขึ้นมา แค่เหรียญหรือใบประกาศนียบัตรที่ได้รับไม่ได้มีความหมายเท่ากับงานศิลปะที่ช่วยเยียวยาให้เด็กๆ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ มีความคิดอ่านในเชิงสร้างสรรค์ และมองโลกในแง่ดี

น้องนุ้ก-ด.ญ.พรสุดา สุวรพันธ์

 

ในทุกๆ ปี ที่เด็กๆ ส่งรูปเข้ามาร่วมประกวดจากทั่วประเทศไทย ผมสัมผัสได้ว่าผลงานศิลปะของเด็กไทยนั้นสดใสและชัดเจนมาก เด็กช่วงอายุ 7-8 ปี  ผมมักมองเห็นถึงรอยยิ้ม ขณะที่ผลงานของเด็กอายุ 13-14 ปี มักจะเซอร์ไพรส์ในความสามารถในการวาดอยู่เสมอ และผลงานของเด็กต่างจังหวัดนั้นสะท้อนให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเรียบง่ายที่ดีมากๆ ซึ่งผมและทีมงานซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นทุกครั้ง ทำให้พวกเรารู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวผ่านผลงานของเด็กๆ เหล่านี้ครับ”

ภาพวาดฝีมือศิลปินตัวน้อย

น้องปิ่น-ด.ญ.ปิ่นมา สวนมะนิ วัย 9 ขวบ เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยไซงัว จ.หนองคาย ผลงานชื่อ The angels and elephants ถ่ายทอดจินตนาการผ่านเรื่องราวของเหล่านางฟ้าและช้างป่ามีปีก โดดเด่นด้วยคู่สีที่ซ้อนตัดกันได้อย่างลงตัว น้องปิ่น เล่าถึงการวาดภาพนี้ว่า ภาพนี้เธอวาดตอนไปเรียนวาดรูปที่ชมรมศิลปะเด็กต้นกล้าความดีของครูเหน่ง (อาจารย์ยงยศ แก้วขาว) เธอเล่าว่า เธออ่านหนังสือช้า ครูจึงอยากให้เธอลองมาวาดรูประบายสีดูเพื่อฝึกสมาธิ น้องปิ่นจึงขอพ่อกับแม่มาเรียนที่ชมรมทุกวันเสาร์ อาทิตย์ การเรียนศิลปะแม้วันละ 1 ชั่วโมง แต่ทำให้น้องปิ่นรู้สึกสนุกมาก

“สำหรับภาพนี้เป็นภาพนางฟ้ากับช้างมีปีก หนูเคยเห็นนางฟ้าในทีวี เลยอยากเป็นนางฟ้าบ้าง นางฟ้าของหนูใจดีนะคะ แล้วหนูก็ชอบช้างด้วย เพราะได้เห็นช้างแถวบ้านอยู่บ่อยๆ เลยอยากให้ช้างมีปีกด้วย จะได้บินเล่นไปด้วยกัน หนูใช้เวลาวาดภาพนี้ 1 อาทิตย์ สนุกที่สุดตอนระบายสี เพราะได้เอาเข็มมาขูดๆ เป็นเส้นเล็กๆ ให้เห็นสีอยู่ชั้นล่าง เหมือนกับว่านางฟ้ากับช้างกำลังบินอยู่ ตอนที่ครูบอกว่าหนูได้รับรางวัลเหรียญทองยอดเยี่ยม หนูรีบไปบอกพ่อกับแม่ก่อน ดีใจกันใหญ่ แต่เสียดายที่หนูไม่สบาย เลยไม่ได้ขึ้นไปรับเหรียญรางวัลที่กรุงเทพฯ แต่รางวัลทำให้หนูมีความสุขในการวาดรูปมากขึ้นค่ะ หลังจากนั้น หนูก็ได้วาดรูปทุกวัน เวลาพ่อแม่พาไปเที่ยวที่ไหน ก็จะกลับมาวาดตามสิ่งที่ได้ไปเห็นมา”

น้องพริก-ด.ช.ศุภกร ภูมิสิทธิ์

 

ด้าน น้องนุ้ก-ด.ญ.พรสุดา สุวรพันธ์ อายุ 12 ปี นักเรียนจากโรงเรียนบ้านห้วยไซงัว จ.หนองคาย สาวน้อยผู้หลงรักการวาดรูป จนคว้ารางวัลมาแล้วหลายเวทีทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ มาพร้อมกับผลงานที่ชื่อ Birds of Life ถ่ายทอดความงามของนกเงือก ผสมผสานเข้ากับเทคนิคการลงสีคล้ายกับการแกะสลักเนื้อไม้ ทำให้เกิดลวดลายที่แปลกตา น้องนุ้กเล่าถึงแรงบันดาลใจในการวาดภาพนี้ว่า เธอชอบวาดรูปที่มีรายละเอียด อย่างภาพนกเงือกที่ได้รับรางวัล ใช้เวลา 1 อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาหลังเลิกเรียน หรือไม่ก็ช่วงเสาร์ อาทิตย์ ที่ได้ไปเรียนที่บ้านศิลปะ ภาพนกเงือกหลายตัวที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ เป็นภาพที่เธอดูจากหนังสือ ตอนที่ครูนำมาให้ดูในชั้นเรียน เธอไม่เคยเห็นนกแบบนี้ เลยไปขอหนังสือครูมาลองวาดตามหนูเป็นคนชอบใช้สีน้อย เลยเลือกใช้เฉพาะสีเหลืองกับสีดำ

“ตอนแรกฝนสีดำจนเต็มหน้ากระดาษ แล้วก็ทับด้วยสีเหลือง จากนั้นก็เอาเข็มเย็บผ้ามาค่อยๆ ขูดๆ จนเป็นรูปนก เป็นรูปต้นไม้ และใบไม้ค่ะ ภาพนี้หนูไม่ได้ใช้ดินสอเลย ใช้เฉพาะเข็มอย่างเดียว ตอนทำเสร็จใหม่ทั้งครูและเพื่อนก็ชมกันว่าสวย ครูเลยขอภาพนี้ไปส่งประกวด พอได้รับรางวัลหนูดีใจมาก  เพราะปกติหนูจะวาดแต่รูปคน กับรูปวิวธรรมชาติ ตอนนี้ที่บ้านมีภาพวาดเยอะมาก บางรูปที่ได้รับรางวัลพี่ก็เอาไปใส่กรอบให้ บางรูปหนูก็วาดเล่นเองที่บ้าน หลังจากช่วยแม่ทำงานเสร็จค่ะ หนูวาดรูปมา 6 ปีแล้วตั้งแต่ตอน ป.3 ตอนนี้หนูอยู่ ม.1 แล้ว ครูบอกว่าหนูมีสมาธิในการเรียนมากขึ้นหลังจากที่ได้ไปวาดรูป”

ฟาก น้องพริก-ด.ช.ศุภกร ภูมิสิทธิ์ อายุ 10 ขวบ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านวังจันทร์ จ.ระยอง ผลงานชื่อ Ngao จากเด็กน้อยที่เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร จนคุณพ่อต้องพาไปเรียนวาดภาพเพิ่มเติมในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ เพื่อต้องการให้ลูกมีเพื่อนและกล้าแสดงออก ซึ่งในที่สุดภาพวาดสิงโตเจ้าป่า พร้อมเงาของสิงโตที่ตกสะท้อนอยู่ในน้ำของเด็กชายตัวน้อยกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้น่าประทับใจ น้องพริก เล่าว่า เขาชอบวาดรูปสัตว์ เพราะว่าพ่อของเขาชอบพาไปเที่ยวสวนสัตว์อยู่บ่อยๆ เขาชอบไปดูเสือ แต่ล่าสุดพ่อพาไปดูสิงโต เขาเห็นสิงโตตัวหนึ่งกำลังก้มมองอยู่ในน้ำ แล้วก็เห็นเงาสะท้อนของสิงโตอีกตัว เขาจึงได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เห็นถ่ายทอดลงบนกระดาษ

น้องโอ๊ต-ด.ช.พงศกร ซางสุภาพ

 

“ตอนนั้นผมเรียนพิเศษวาดรูปตอนวันเสาร์ ครูให้การบ้านว่าให้กลับไปวาดรูปอะไรก็ได้มาส่ง ผมชอบสิงโตสองตัวที่เหมือนเป็นเพื่อนกัน เลยวาดไปส่งครู ส่วนภาพของเด็กที่กำลังดำน้ำเป็นตัวผมเอง ผมอยากดำน้ำเป็น และอยากมีเพื่อนไปดำน้ำดูปะการัง ดูปลาด้วยกัน ส่วนการระบายสีครูเป็นคนสอนให้ลองให้ใช้หลายๆ สีผสมกัน ผมเลยเลือกใช้สีไม้และสีชอล์กระบายที่ตัวสิงโต และเด็กที่กำลังดำน้ำอยู่ ส่วนพื้นหลังผมใช้สีน้ำระบาย แล้วก็แต้มเป็นจุดๆ เหมือนเป็นดวงไฟเล็กๆ ภาพนี้ผมใช้เวลา 4 ชั่วโมงครับ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ไปเรียนหนังสือผมก็จะไปเรียนพิเศษครับ พ่ออยากให้ผมไปเรียนพิเศษเยอะๆ เพราะอยากให้ผมเจอเพื่อนใหม่ๆ แต่ผมชอบเรียนวาดรูปมากกว่า เวลาอยู่บ้านผมก็จะชอบวาดรูปเล่นคนเดียวตอนที่ครูบอกว่าผมได้รับรางวัล ผมดีใจมาก และยังจำได้ว่าตอนวาดรูปนี้ สนุกมากครับ”

ปิดท้ายที่ น้องโอ๊ต-ด.ช.พงศกร ซางสุภาพ อายุ 10 ขวบ จากโรงเรียนท่าก๊อพลับพลาพิทยา จ.เชียงราย กับผลงานที่ชื่อ Cycling ถ่ายทอดเรื่องราวการปั่นจักรยานกับครอบครัว ผ่านลายเส้นและสีสันที่ไร้เดียงสา น้องโอ๊ต เล่าถึงแรงบันดาลใจในการวาดภาพนี้ว่า ภาพวาดของเขามาจากความประทับใจและความสนุกที่คุณพ่อกับคุณแม่พาไปปั่นจักรยานในงาน ปั่นเพื่อพ่อ ความสุขในวันนั้นทำให้เขากลับมาวาดภาพนี้

“ปกติผมชอบวาดรูปหุ่นยนต์ แต่ไม่ใช่หุ่นยนต์พวกตัวการ์ตูนกันดั้ม หรือทรานส์ฟอร์เมอร์ส ชอบวาดหุ่นยนต์ที่อยู่ในจินตนาการของตัวเอง ส่วนใหญ่จะชอบวาดตอนกลับมาจากโรงเรียน เพราะมีลูกพี่ลูกน้องที่เขาเก่งมาก เคยได้รับรางวัลในระดับโลกมาแล้ว คอยสอนเทคนิคการวาดภาพหลายๆ เทคนิคให้ผมครับ ตอนที่ครูบอกว่าได้รับรางวัลเหรียญทองยอดเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น ครู เพื่อนๆ และพ่อแม่ก็ดีใจไปด้วยครับ”

 

พงศกร ยังบอกอีกว่า การวาดภาพให้ได้ดีจนได้รับรางวัลต้องอาศัยการฝึกซ้อม อย่างตัวเขาเองซ้อมทุกวันหลังเลิกเรียนจนถึง 2-3 ทุ่ม “บางวันวาดรูปเพลินแล้วผมกลับบ้านไม่ได้ เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก เขาจะนอนที่บ้านพักของโรงเรียน เพราะเด็กส่วนใหญ่เกิน 90% ที่โรงเรียนเป็นชาวอาข่า การเดินทางค่อนข้างลำบาก แม้ผมเป็นคนไทยแต่บ้านก็อยู่ไกล นอนโรงเรียนสะดวกกว่าครับ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการวาดภาพและการได้เข้าไปอยู่ในชมรมศิลปะก๋ำปอศิลป์ที่โรงเรียน ทำให้ผมได้วาดรูปมากขึ้น และทำให้ผมได้อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ศิลปะทำให้ผมมีจิตใจอ่อนโยน มองโลกในแง่ดีครับ”

สำหรับภาพวาดที่ได้รับรางวัล บริษัท เพนเทล (ประเทศไทย) ได้จัดพิธีมอบเหรียญพร้อมใบประกาศนียบัตร ฉลองความสำเร็จให้กับจิตรกรตัวน้อยแล้ว และจัดแสดงที่ห้องแกลเลอรี่ สวนสนุก ฟันเนเรียม สุขุมวิท 26 เสร็จสิ้นแล้วและประสบความสำเร็จอย่างมาก ต่อจากนี้ทั้ง 59 ภาพนี้จะถูกนำกลับไปจัดแสดงโชว์จินตนาการของเด็กไทย ณ ประเทศญี่ปุ่น อีกครั้ง

 

กินตามโซเชียล Fake or Fact?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450251

กินตามโซเชียล Fake or Fact?

โดย…กองทรัพย์

ขณะที่โซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ข้อมูลทางโภชนาการต่างๆ มากมาย บ้างก็ว่ากินไข่ดิบแล้วดี กินทุเรียนเพื่อลดน้ำหนัก กินน้ำมันมะพร้าวประโยชน์สูง ฯลฯ แต่มีการยืนยันแล้วว่ากว่า 80% ของข้อมูลที่แชร์ในโซเชียลมีเดียเป็นข้อมูลที่ผิด ไม่มีแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน ผู้ที่โพสต์ไม่ใช่นักโภชนาการตัวจริง เป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่อาจจะให้ข้อมูลที่ผิดๆ เพื่อปูทางไปสู่การขายสินค้า หรืออาหารเสริม หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้บริโภคจะได้รับในระยะยาว ที่พบมากมักเป็นข้อมูลการกินเพื่อรักษาโรค กินเพื่อป้องกันโรค กินเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งล้วนสร้างผลกระทบและความสับสนด้านสุขภาพให้กับผู้บริโภคแทบทั้งสิ้น

จับจุดอ่อน-กลัว-ตื่นเต้น จนต้องแชร์

เมื่อมีการกล่าวถึงตลอดจนแชร์ข้อมูลผิดพลาดกันสนั่นโซเชียล ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จึงไม่ดูดายที่จะออกมาให้ข้อมูลภาพรวมด้านโภชนาการของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่ง พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงภาพรวมทางโภชนาการ อันเป็นช่องว่างให้ข้อมูลเท็จกระจายตัวอย่างรวดเร็วว่า ภาวะการขาดและเกินทางโภชนาการของคนไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

“เราพบว่าการขาดโภชนาการในเด็กมีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะแม่มีภาวะซีด ไม่มีการบำรุงครรภ์ ดังนั้น เมื่อเด็กเกิดมาทำให้ขาดธาตุเหล็ก ซึ่งส่งผลไปถึงระดับไอคิว อีคิว ส่วนภาวะโภชนาเกินนั้น พบว่ามีเด็กนักเรียนอ้วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันเกินในเด็ก ทำให้แนวโน้มในอนาคตจะมีผู้ป่วยความดันสูง 10 ล้านคน และผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 3-4 ล้านคน หากมองในเรื่องผลกระทบของประเทศในระยะยาว เชื่อว่ามีแน่นอน เนื่องจากโรคดังกล่าวต้องรักษาทั้งชีวิต หากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในประเทศอีกจำนวนมาก” พญ.นภาพรรณ ระบุ

 

ขณะที่ สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า แม้จะพบว่าปัญหาโภชนาการขาดจะมีจำนวนลดลง แต่ยังพบว่ามีปัญหาเชิงลึกซ่อนอยู่ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาคือ โภชนาการเกิน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อร่วมกันพิจารณาหาข้อเท็จจริงทางวิชาการแล้ว จึงนำไปสู่การเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบและตระหนักถึงอันตรายของข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าว

“ใครจะเชื่อว่าประเทศไทยซึ่งแดดดีมาก แต่คนไทยขาดวิตามินดี หรือเด็กเติบโตมาโดยขาดธาตุเหล็ก ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะการบริโภคผิดทางตั้งแต่รุ่นแม่ และในภาวะปัญหาโภชนาการที่ยังไม่ทุเลา กลุ่มคนที่เห็นช่องโหว่ของความกลัว สำหรับสาวๆ ก็กลัวอ้วน กลัวดำ กลัวผิวไม่ใส หน้าไม่สวย หรือกลัวว่าจะเป็นโรคต่างๆ ก็ใช้แนวทางนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์กระจายและแชร์ข้อความ ซึ่งไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อ้างอิง เนื่องจากเนื้อหาเหล่านี้มักจะจับจุดอ่อนของผู้บริโภคมาขายของ เช่น กินแล้วผิวใส กินแล้วน้ำหนักลดภายใน 7 วัน หรือกินแล้วห่างไกลมะเร็ง ฯลฯ โดยทำข้อมูลให้น่าตื่นเต้นและหลงเชื่อกันง่ายๆ ต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าว

เปิด E-Book คัมภีร์การกิน

ก่อนจะชี้ให้เห็นถึงอันตรายของข้อมูลเท็จมาเปิดตำรากันก่อนว่า คุณเคยเข้าใจผิด หรือกดแชร์ข้อมูลที่หลอกล่อเราด้านใดไปแล้วบ้าง เช่น

– ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไข่ : การแนะนำให้กินไข่ดิบ ซึ่งเป็นค่านิยมที่เชื่อว่าช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีกำลังวังชาหรือเพิ่มความฟิตปั๋ง แต่การกินไข่ดิบอันตรายมากกว่าจะเกิดประโยชน์กับร่างกาย เพราะในความเป็นจริงแล้วไข่ดิบปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์มาก อาจทำให้ท้องเสียได้ ย่อยยาก อีกทั้งมีโปรตีนที่จะไปบล็อกวิตามินบางตัวในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินไปใช้ได้

 

นอกจากนี้ การแนะนำให้กินไข่ขาวเพราะมีโปรตีนมาก และช่วยสร้างกล้ามเนื้อซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะกล้ามเนื้อในร่างกายจะเพิ่มขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งเรื่องคุณค่าอาหารและการออกกำลังกาย เป็นต้น ตัวแทนจากกรมอนามัย แนะนำว่าปริมาณการกินไข่ให้เหมาะสมในแต่ละวัย เช่น เด็ก 1-5 ปี วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ควรกินไข่วันละ 1 ฟอง ส่วน
ผู้ป่วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง ไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง/สัปดาห์ เป็นต้น

– ข้อเท็จจริงของผลไม้ : การส่งเสริมให้คนกินน้ำผลไม้แยกกาก แต่จากผลงานวิจัยแล้วการกินผลไม้ทั้งลูกมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า เพราะมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งการกินน้ำผลไม้แยกกาก ยังอาจทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปอีกด้วย ส่วนหลักการกินผลไม้ที่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะตอนเช้าเสมอไป นักโภชนาการแนะนำว่าการกินผลไม้สามารถกินได้ทั้งวันวันละ 3-5 ส่วนของมื้ออาหาร

– ยิ่งกินทุเรียนยิ่งผอม? : เป็นประเด็นที่แชร์กันอย่างแพร่หลาย แต่คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการคือ ไม่จริง! การแนะนำให้รับประทานทุเรียนเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งขณะนี้ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รับรองว่าเป็นความจริงแต่อย่างใด แต่หลักฐานที่ปรากฏชัด คือทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง หนึ่งเม็ดสามารถให้พลังงานสูงถึง 130 กิโลแคลอรี ดังนั้นการกินทุเรียนครั้งละ 4-6 เม็ด จะเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ถึง 2 จาน (หรือการกินอาหาร 2 มื้อ) จึงเป็นไปไม่ได้ว่ายิ่งกินทุเรียนจะยิ่งผอม แต่จะให้ผลในทางตรงกันข้ามมากกว่า

 

– ความจริงของน้ำมันมะพร้าว : มีคำแนะนำมากมายที่สนับสนุนให้กินน้ำมันมะพร้าวมากกว่าน้ำมันประเภทอื่น เพื่อรักษาโรคหรือป้องกันการเกิดโรคสารพัด แต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่า น้ำมันมะพร้าวไม่มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีไขมันอิ่มตัวสูง การบริโภคมากเกินไปจะส่งผลต่อร่างกายระยะยาว เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน

ศ.เกียรติคุณ พญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงศ์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สมาคมโภชนาการฯ ร่วมกับกรมอนามัย สธ. จัดทำ E-Book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชื่อว่า “ไขข้อข้องใจด้านอาหารและโภชนาการ” ผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามเนื้อหาได้ที่ http://www.ebooks.in.th/ebook/41484/ ดาวน์โหลดฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยภายในเล่มจะรวบรวมข้อเท็จจริงด้านโภชนาการทั้งหมดให้แก่ประชาชน พร้อมข้อมูลที่มีการวิจัยอ้างอิงอยู่ จัดทำโดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีอินโฟกราฟฟิกสรุปเนื้อหาแนะนำการบริโภคและดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง เผยแพร่ทางไลน์ (Line) เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอีกทางด้วย”

ก่อนจะแชร์ข้อมูลหากไม่แน่ใจว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แนะนำให้พิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่มาที่ต้องมีความน่าเชื่อถือ โดยต้องมีบุคคลอ้างอิงที่ชัดเจน หรือมีข้อมูลวิจัยอ้างอิง ซึ่งหากมีข้อสงสัยเรื่องใดหรืออ่านแล้วเกิดคำถาม หรือมีหัวข้อที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่จริง

นายกสมาคมโภชนาการยังกล่าวอีกว่า การสร้างความเข้าใจในเชิงรุกให้กับประชาชน เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัยของคนไทยอย่างยั่งยืน สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ กรมอนามัย สธ. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ ได้ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ในวันที่ 18-20 ต.ค.นี้ ในหัวข้อ “โภชนาการเชิงรุก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารและโภชนาการของประเทศในมุมมองต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน และสร้างความตระหนักรู้ด้านการบริโภคให้กับประชาชน