บิ๊กไบค์เกิร์ล เท่ เซี้ยว เฟี้ยวได้ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449207

บิ๊กไบค์เกิร์ล เท่ เซี้ยว เฟี้ยวได้ใจ

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิโรจน์ คงทวี/สกุลรัตน์ กิจสงวน

สาวสวยร่างบางกับการขี่บิ๊กไบค์ท้าความเร็วดูจะเป็นสิ่งที่สวนทางกัน แต่สำหรับผู้หญิงบางคนแล้วกลับมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายชวนให้น่าสัมผัส เช่นเดียวกับพวกเธอเหล่านี้ที่แม้จะมาจากต่างสถานที่ ต่างอาชีพกัน แต่ความตั้งใจที่มีเหมือนกันก็คือการเป็นสาวนักขี่บิ๊กไบค์

เรื่องนี้ หญิง-ดุสิตา นาสุริยวงศ์ ไบเกอร์สาวไทย ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 นักบิดหญิงของโลกที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันบิ๊กไบค์ในรายการ BMW Motorrad GS Trophy 2015 ที่แอฟริกาใต้ เผยว่า เธอเริ่มต้นขี่บิ๊กไบค์ ซึ่งเป็นรถเล็กประเภทเอนดูโร่ หรือรถวิบากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“รถบิ๊กไบค์ที่หญิงขี่แรกๆ ก็คือ KLX 150 ซีซี และ 250 ซีซี ซึ่งเป็นรถแนววิบากคันเล็กๆ แรงบันดาลใจของหญิงเกิดจากการได้ไปเห็นชายหนุ่มขี่บิ๊กไบค์แล้วรู้สึกว่าเท่ดี ก็เลยอยากขี่บ้าง หญิงจึงไปปรึกษากับเพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายที่ขี่บิ๊กไบค์ เขาก็แนะนำว่าให้เริ่มจากรถคันเล็กๆ ซีซีน้อยๆ ก่อน ถ้าขี่เก่งแล้วทักษะจากรถเล็กก็จะนำไปใช้กับรถใหญ่ได้ จึงเข้าทางกับนิสัยที่ออกแนวลุยๆ ของหญิงเลยล่ะ

หญิง-ดุสิตา นาสุริยวงศ์

 

ช่วงแรกๆ หญิงเคยไปขี่บิ๊กไบค์ที่ จ.เพชรบุรี กับเพื่อนๆ ในสนามที่เป็นป่าจริงๆ มีดินลูกรัง มีเนินดินให้ขี่แบบวิบากได้ ถ้าจะเข้าไปยังน้ำตกก็ต้องขับผ่านทราย ผ่านเนินดินที่ลำบากหน่อย แต่นักขี่ทุกคนจะรู้ว่าเส้นทางนี้ขี่ได้ จะขี่เข้าป่าหรือขี่ท่องเที่ยวหญิงก็ไปหมด หลังจากขี่รถเล็กชำนาญแล้ว หญิงก็ซื้อบิ๊กไบค์คันใหญ่ขึ้น คือ BMW F800 GS (ราคา 5 แสนกว่าบาท) ซื้อได้สักพักก็ขี่ไปออกทริปกับเพื่อนๆ แถบประเทศเพื่อนบ้านเลยค่ะ”

หญิง บอกว่า ทริปนี้เริ่มต้นจากไทย แล้วข้ามไปลาว เมียนมา และเวียดนาม ไปสิ้นสุดที่เมืองทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขึ้นเขาลงเนินโดยตลอด ทริปนี้จึงให้ประสบการณ์ที่สนุกและท้าทายมากสำหรับเธอ

“ทริปที่ไปกันเราจ้างไกด์ทัวร์ไปด้วย โดยมีรถยนต์คอยบริการในเรื่องอาหารและเส้นทางที่ไป พวกเราจะขี่บิ๊กไบค์กันไปเป็นขบวน โดยตื่น 7 โมง กินข้าว 8 โมง และออกเดินทาง 9 โมงทุกวัน มีหยุดพักตามเมืองต่างๆ และลัดเลาะตามไหล่เขาไปเรื่อยๆ ถ้าบิ๊กไบค์คันไหนมีปัญหาก็จะช่วยกันยกขึ้นรถบริการแล้วซ่อมได้เลย

 

สมาชิกที่ออกทริปด้วยกันจะมีกลุ่ม ‘ขี้กากไรเดอร์’ (หัวเราะ) ซึ่งจะเป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ และก็มีกลุ่ม ‘รวมมิตร ซาหริ่ม ไรเดอร์’ ที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงในกลุ่มนี้มาจากลูกค้าที่ชื่นชอบหญิงเป็นการส่วนตัว และยกให้หญิงเป็นไอดอลของเขา

ที่จริงแล้วหญิงมีอาชีพเป็นเซลส์ขายรถบิ๊กไบค์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูค่ะ เมื่อมีลูกค้าผู้หญิงมาซื้อรถ หญิงก็จะชวนให้นำรถออกมาขับไปทำกิจกรรมต่างๆ กับพวกเรา นอกจากนี้ ยังมีการสอนขี่บิ๊กไบค์ให้สาวๆ ด้วย แม้ตอนนี้สมาชิกสาวๆ ในกลุ่มรวมมิตรฯ จะมีไม่ถึง 10 คน แต่คาดว่าในอนาคตก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นค่ะ”

หญิง เสริมว่า ตอนนี้เธอได้เปลี่ยนรถบิ๊กไบค์คันเดิมมาเป็น BMW R1200 GS ที่คันใหญ่ขึ้นและเครื่องแรงกว่าเดิม ซึ่งเธอเคยขี่จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่กับเพื่อน โดยใช้ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ได้อย่างสบายๆ

“แม้หญิงจะสูงแค่ 163 ซม. แต่เท้าก็ถึงพื้นพอดี (แบบจิกปลายเท้า) จะมีปัญหานิดหน่อยตอนจอดติดไฟแดง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยังทรงตัวได้ปกติ (หัวเราะ) หญิงคิดว่าขนาดของรถไม่ใช่ปัญหา สิ่งแรกคือคุณต้องชอบ แล้วต้องกล้า เพราะถ้ากลัวก็จะไม่กล้าขี่

เนื่องจากบิ๊กไบค์เป็นรถคันใหญ่จึงค่อนข้างหนัก ถ้าไม่อยากให้มีอุปสรรค เมื่อใจพร้อมแล้ว กายก็ต้องพร้อมด้วย คือต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงจะสามารถควบคุมรถได้ แล้วต้องมีครูที่ดีคอยสอนทักษะการขี่ให้ด้วย เพราะบิ๊กไบค์จะแรงกว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไป จึงต้องมีประสบการณ์ในการขี่มาบ้าง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างก็คืออุปกรณ์ในการขับขี่ เช่น หมวกกันน็อก ชุดขี่รถ (ที่เสริมนวมตามจุดสำคัญของร่างกาย) ถุงมือ และรองเท้าบู๊ต ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราได้ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ คือต้องคิดไว้เสมอว่าร่างกายเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้เหมือนรถ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรกค่ะ” ติดตามได้ที่ IG : yinggs_mfmotorrad_bmw

จี๊ป-จามจุรี เครือทับ

 

ด้าน จี๊ป-จามจุรี เครือทับ หนึ่งในแอดมินและผู้ก่อตั้งกลุ่ม “แบล็ก แองเจิล พัทยา” ซึ่งเป็นกลุ่มสาวนักขี่บิ๊กไบค์ เผยว่า เธอและเพื่อนอีกหนึ่งคนตั้งกลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ ขึ้น ก็เพราะชอบขี่บิ๊กไบค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“พอจี๊ปซื้อบิ๊กไบค์ Honda CB 650 F มา จี๊ปก็ถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์ลงบนเพจของฮอนด้า ซึ่งเพื่อนๆ ที่ขี่บิ๊กไบค์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย จี๊ปเลยอยากมีเพื่อนผู้หญิงมาร่วมขี่บิ๊กไบค์ด้วยกันบ้าง เราจึงตั้งกลุ่มและเปิดเพจแบล็ก แองเจิล พัทยา ขึ้นในปี 2557 โดยรับเฉพาะสมาชิกผู้หญิง ซึ่งอยู่แถวพัทยา ชลบุรี และระยอง เป็นหลัก จะได้รวมตัวกันได้ง่าย

หลังจากโพสต์ลงเพจไปก็มีสาวๆ ที่ขี่บิ๊กไบค์มาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น มีทั้งคนที่ขี่ฮาร์เลย์-เดวิดสันบีเอ็มดับเบิลยู ฮอนด้า ยามาฮ่า และอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะไปชักชวนเพื่อนมา จนตอนนี้เรามีสมาชิกทั้งหมด 35 คนแล้ว กิจกรรมหลักๆ ของเราก็คือการนัดรวมตัวกันขี่รถออกทริปไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา โคราช เขาใหญ่เขายายเที่ยง ระยอง และจันทบุรี ซึ่งกลุ่มของเราจะใช้ความเร็วในการขี่รถแค่ 150 กม./ชม.เท่านั้น (หัวเราะ) ซึ่งจี๊ปว่าไม่ได้เร็วเกินไปนะ

นอกจากออกทริปกันแล้ว เรายังมีกิจกรรมเพื่อสังคมตามสถานที่ต่างๆ มีการทำเสื้อไปประมูลในงาน เปิดหมวกกันน็อกเพื่อเรี่ยไรเงินไปร่วมบริจาคให้เด็กในโรงเรียนด้อยโอกาส บริจาคให้ศูนย์รับเลี้ยงสุนัขจรจัด ทำบุญตามวัด และอื่นๆ ด้วยค่ะ”

จี๊ป เสริมว่า การที่กลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ มารวมตัวกัน ไม่เพียงแต่ได้มิตรภาพดีๆ เท่านั้น ทุกวันนี้สมาชิกทุกคนยังเปรียบเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งคอยช่วยเหลือดูแลกันอยู่ตลอดอีกด้วย

“อย่างตัวจี๊ปเองก็มาจากต่างจังหวัด พอย้ายมาทำงานในบริษัท เอ็น ซี เฮ้าส์ซิ่ง ซึ่งทำธุรกิจด้านอสังหาฯ ที่พัทยา จี๊ปก็ไม่มีใคร บางทีเรามีปัญหาชีวิตที่ทำให้รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ก็มีแต่พวกพี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มนี่แหละที่คอยเป็นกำลังใจให้ อีกอย่างถ้ารถใครมีปัญหาอยู่ตรงไหนในโซนพัทยา ชลบุรี พวกเราก็จะไปช่วยเหลือกันเสมอ สาวๆ ที่สนใจแอดมาได้ที่เฟซบุ๊ก Black Angel Pattaya ค่ะ”

ขณะที่ จอย-กฤษณา จิตหวัง นักธุรกิจสาวเจ้าของบริษัท สยาม คอมเพรสเซอร์ ที่พัทยา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแบล็ก แองเจิลฯ เผยว่า เดิมทีเธอชอบขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว พอได้รู้จักกับสมาชิกกลุ่มก็เลยติดต่อกันมาเรื่อยๆ และสมัครเข้าเป็นสมาชิกในที่สุด

ฟารีดา โยธาสมุทร

 

“มอเตอร์ไซค์ที่จอยขี่อยู่ก็คือ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นบิ๊กไบค์คันแรกเลยที่จอยซื้อ พอได้รู้จักน้องๆ ในกลุ่มนี้จอยก็มาเข้ากลุ่มด้วย เพราะรู้สึกว่ากลุ่มนี้เท่ดี ไม่ใช่มีแต่เราเท่านั้นที่ชอบขี่บิ๊กไบค์ ยังมีสาวๆ อีกหลายคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กับเรา เรียกว่าเป็นกลุ่มผู้หญิงออกแนวลุยๆ เหมือนกัน ก็เลยคุยกันสนุกและถูกคอ กิจกรรมที่กลุ่มเราทำร่วมกันก็คือ การขี่บิ๊กไบค์ออกทริปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดแบบปลอดภัย โดยเราจะแพลนเส้นทางกันไว้ล่วงหน้า แล้วนัดวันออกทริปกันเกือบทุกเดือน

จอยคิดว่าการขี่บิ๊กไบค์สำหรับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป ขอแค่มีความชอบ มีความกล้า และรักการขี่จริงๆ เรื่องทักษะและความชำนาญสามารถมาฝึกฝนกันได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องมีทีมเวิร์กที่ดี มีการเตรียมตัวที่ดี และต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัย แค่นี้ก็สามารถขี่บิ๊กไบค์ได้อย่างอุ่นใจแล้วค่ะ”

ส่วน ฟารีดา โยธาสมุทร นักข่าวสาวผู้รักการขี่บิ๊กไบค์ เผยว่า ที่จริงแล้วเธอไม่เคยชอบบิ๊กไบค์มาก่อนเลย ทั้งที่เห็นเพื่อนผู้ชายขี่กันมานาน แต่ช่วงปีสองปีนี้มันเป็นเทรนด์ ยิ่งได้อ่านนิตยสาร Rubbers Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ที่มีไลฟ์สไตล์และแฟชั่นเสื้อผ้าของผู้หญิงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งดูเท่มากๆ ด้วยแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเป็นไบเกอร์สาวบ้าง

 

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า ดาเคยขี่มอเตอร์ไซค์มาบ้าง แต่จับรถได้ไม่ถึง 10 ครั้งก็ตัดสินใจซื้อ Ducati Scrambler 62 ซึ่งเป็นสไตล์วินเทจนิดๆ มาขี่เลย เพราะเห็นแล้วว่ามันเข้ากับสไตล์การแต่งตัวของเราก็เลยชอบ บวกกับดาเป็นคนชอบเที่ยว การได้ขี่บิ๊กไบค์ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้แต่งตัวเท่ๆ จึงเป็นไลฟ์สไตล์ที่โดนใจ

กลุ่มที่ดาไปร่วมกิจกรรมด้วยบ่อยๆ ก็คือ แก๊ง Press Motographer ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผู้ชายเยอะ มีผู้หญิงแค่ไม่กี่คน นอกจากนี้ ยังมีแก๊ง Ducati Scrambler ที่ดาเคยไปร่วมด้วย ดาว่าการขี่บิ๊กไบค์ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่ผู้หญิงจะทำ แต่ต้องอาศัยการฝึกและต้องไปเข้าคอร์สเรียนการขับขี่ที่ถูกต้องปลอดภัยด้วย ทุกวันนี้ดาก็ยังไปเข้าคอร์สเรียนอยู่เรื่อยๆ นะ เราจะแค่อยากขี่บิ๊กไบค์ตามเทรนด์เท่านั้นไม่ได้ เพราะมันมีทั้งเรื่องความปลอดภัยของตัวเองและของผู้อื่นบนท้องถนนให้ต้องระวังด้วย

ดาไม่ใช่คนขี่รถเร็ว ความเร็วสูงสุดที่ใช้จึงแค่ 120 กม./ชม.เท่านั้น เน้นความปลอดภัยค่ะ ที่ผ่านมาดาได้ไปขี่ตามเส้นทางต่างๆ โดยจะเน้นไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน ได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดาชอบมากๆ อีกอย่าง การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ และมีมิตรภาพที่ดีต่อกันถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ได้จากการขี่บิ๊กไบค์ค่ะ” ติดตามได้ที่ FB : Fareeda Yothasamutr และ IG : fareeda_yo

 

สิทธิเด็ก ในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448783

สิทธิเด็ก ในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว

โดย…พริบพันดาว ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์, อีพีเอ

สิทธิเด็กเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามเสมอมา โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับตัวเด็กอย่างรู้เท่าถึงการณ์บ้างหรือไม่รู้บ้าง ด้วยเพียงการมองเพียงมิติเดียวว่า เด็กนั้นไร้เดียงสา จึงมองข้ามมิติและองค์ประกอบอื่นๆ ในฐานะของความเป็นมนุษย์คนหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

เสวนา “คลิปเด็ก” ถ่าย โพสต์ แชร์…มองให้ลึกกว่าความน่ารัก? จัดโดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ มีประเด็นและแนวทางที่น่าสนใจในการมองปัญหา และมีแนวทางการแก้ไขเพื่อเป็นมาตรฐานต่อไปในสังคมที่มักจะอ้างความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่เสมอ

ดาบสองคมโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันมีการถ่ายภาพและคลิปของเด็กแล้วนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก หลายคนอาจโพสต์หรือแชร์คลิปเด็กเพราะความน่ารัก น่าเอ็นดู แต่การกระทำเหล่านี้กลับเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กและเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า จากปรากฏการณ์ถ่ายคลิปเด็ก โพสต์และแชร์ในโลกออนไลน์ที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ตัว ผู้ปกครอง ญาติ เพื่อน แม้จะมองเป็นเรื่องขำขัน ตลก น่ารัก แต่ลืมไปหรือไม่ว่าจะกลายเป็นดาบสองคม ส่งผลร้ายแรงต่อเด็ก เพราะไม่ต่างอะไรกับการประจานเด็ก เช่น กรณีคลิปครูให้นักเรียนขอโทษเพื่อน คลิปครูให้เด็กสะกดคำว่าผีแต่ออกเสียงเพี้ยน คลิปแม่กราบลูก ผู้ปกครองโพสต์รูปเด็กไม่ใส่เสื้อผ้า และอีกหลายๆ คลิปที่เป็นการละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์

“ขอเรียกร้องให้สังคมทบทวนการถ่ายคลิป โพสต์ แชร์ ที่ละเมิดสิทธิ ควรหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะนอกจากให้คนไม่ประสงค์ดีได้รับรู้ข้อมูล ยังทำร้ายเด็กสร้างความอับอายในระยะยาว ยิ่งถ้าเด็กไม่เข้มแข็งพอจะนำมาสู่ความสูญเสียได้ เช่น ในต่างประเทศที่มีการถ่ายคลิปท้าทาย กดดันให้ฆ่าตัวตายจนนำมาสู่ความสูญเสียในที่สุด ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรมองถึงอนาคตเด็ก เพราะเป็นทรัพยากรที่มีค่า ควรปกป้องรักษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควรนำสถานการณ์เหล่านี้ออกเป็นมาตรการที่ชัดเจน”

สำหรับภาพถ่ายของเด็กที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียลมีเดียให้ถูกแชร์ออกไปในเครือข่ายออนไลน์เหล่านี้ ก็มี “ภาพถ่ายร่วมกับเด็กคนอื่น” เพราะจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิเด็กคนอื่นที่อยู่ในภาพ “ภาพถ่ายโรงเรียนของเด็ก” เพราะอาจจะมีมิจฉาชีพหรือบุคคลไม่หวังดีกำลังแอบดูความคืบหน้าของเด็ก ที่สำคัญ อย่าแชร์โลเกชั่นเป็นอันขาด เพราะนั่นหมายถึงเด็กอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายได้โดยที่ไม่รู้ตัว “ภาพถ่ายเด็กตอนอาบน้ำ” อาจจะเป็นภาพช่างดูน่ารักน่าชัง แต่อาจจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือคนโรคจิตบางคนคิดไม่ดีกับเด็ก “ภาพถ่ายที่เด็กไม่อยากให้แชร์” เพราะละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก อาจทำให้รู้สึกอับอายและเสียใจได้ “ภาพถ่ายที่ดูแล้วทำให้รู้สึกว่าเด็กๆ ไม่ปลอดภัย” เช่น ภาพถ่ายที่ให้ลูกนั่งตักในขณะที่พ่อหรือแม่กำลังขับรถอยู่ สะท้อนว่าพ่อแม่กำลังประมาท และ “ภาพถ่ายเด็กที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย” ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและวิจารณญาณของพ่อแม่และผู้ปกครอง

จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจดัง Drama-addict ระบุถึงปรากฏการณ์คลิปเด็กว่า ทุกวันนี้ทุกคนเป็นสื่อที่สามารถผลิตเนื้อหาของตัวเองได้ หรือผู้ปกครองที่เห็นว่าบุตรหลานของตัวเองน่ารักก็อยากจะเผยแพร่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือบุคคลเหล่านี้ไม่รู้ถึงผลกระทบที่จะตามมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มันไม่สามารถควบคุมได้ หรืออาจมีผู้ไม่หวังดีนำภาพหรือคลิปไปเผยแพร่ต่อในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งคลิปเด็กถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ผู้ไม่หวังดีจะนำไปบิดเบือนข้อมูลในเพจของตัวเองเพื่อเรียกยอดวิวและเรียกคนเข้ามากดไลค์

“การโพสต์ภาพและคลิปของเด็กลงสื่อสังคมออนไลน์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เรียกให้อาชญากรเข้ามาหาตัวเด็กได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวัน รวมถึงการ “เช็กอิน” ตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่ปัจจุบันมีคลิปเด็กจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งผู้เผยแพร่กลับเป็นคนที่ทำงานอยู่กับเด็กและเป็นผู้ใกล้ชิดเด็กโดยตรง อย่างกรณีที่ครูถ่ายคลิปเด็กชายร้องไห้ขอโทษเพื่อนที่ถูกตัวเองต่อยจนปากแตก ก็ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และมีการแชร์คลิปกันเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันจริยธรรมวิชาชีพให้มากขึ้น”

แง่มุมทางกฎหมายเรื่องสิทธิเด็ก

พ่อแม่บางคนที่อยากผลักดันลูกให้เข้าวงการ จะมีการนำเสนอภาพ/คลิปของเด็กอยู่แทบจะตลอดเวลา ทุกอิริยาบถ และบอกว่าจะไปไหนทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงตัวเด็กได้ ก็เป็นภัยต่อเด็กอีก หากเด็กเป็นที่รู้จักก็จะเริ่มอึดอัดจากการที่มีคนมาขอถ่ายรูป ผู้ปกครองก็คาดหวังให้เด็กน่ารักเหมือนที่คนเห็นบนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กทุกคนมีมุมที่ไม่น่ารัก งอแง เอาแต่ใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กที่กำลังเรียนรู้และมีพัฒนาการตามวัย ความกดดันจากคนรอบข้างๆ สามารถทำให้เด็กกลายเป็นคนก้าวร้าวได้

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เน้นปกป้องคุ้มครองและเคารพสิทธิของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งดูแลให้เติบโตตามพัฒนาการ ปกป้องคุ้มครองเด็กจากภาวะต่างๆ ทั้งจากการถูกทำร้าย การละเมิดในทุกรูปแบบ อีกทั้งการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องรับฟังเสียงของเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

“สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมากกว่า 200 ฉบับ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ใช้มามากกว่า 10 ปี และนำหลักตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น มาตรา 22 การคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก มาตรา 23 ที่บัญญัติถึงบทบาทของผู้ดูแลเด็กในการพัฒนาและการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ มาตรา 26 ที่บัญญัติถึงการห้ามมิให้บุคคลต่างๆ กระทำต่อเด็ก ทั้งการทำร้ายร่างกาย การไม่ดูแลจนเด็กมีความประพฤติไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนถือเป็นความผิดที่มีโทษ เช่นเดียวกับมาตรา 27 ที่มีโทษทางอาญา หากเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กจนส่งผลกระทบต่อเด็ก นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย ดังนั้น กฎหมายถือว่าบัญญัติไว้ครอบคลุม แต่ยังขาดการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรมหรือกระบวนการต่างๆ ยังมีความล่าช้า”

ณัฐวุฒิ ย้ำว่า สังคมไทยยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความเป็นคน เช่น การเปิดเผยใบหน้า ชื่อผู้ปกครอง นำเสนอภาพบ้านและที่อยู่ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรง สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสังคมที่ดีขอให้คิดว่าเด็กเสมือนผ้าขาว การแชร์ภาพต่างๆ ต้องระมัดระวัง ขอให้เห็นใจญาติผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกกระทำ เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติม ผลักให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เขาชัดเจนมากว่าห้ามละเมิดสิทธิ และดำเนินการเอาผิดอย่างเฉียบพลันทันที แม้บางอย่างเป็นการทำผิดในประเทศอื่น เช่น การละเมิดทางเพศต่อเด็ก นอกจากจะรับโทษในประเทศนั้นๆ แล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศเขาด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรมีกระบวนการยกระดับจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

หลักจิตวิทยาเด็กผู้ตกเป็นไวรัล

การโพสต์รูปภาพและคลิป ซึ่งมีลักษณะท่าทางต่างๆ เช่น การร้องไห้ การโดนทำโทษ โดนแกล้ง ความรู้สึกกลัว การแสดงความเห็นของเด็กที่มีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ หรือแม้แต่การแกล้งและล้อเลียนเด็ก เช่น เด็กที่พูดไม่ชัด เด็กชาติพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งคนในสังคมมักจะแค่มองว่าน่ารัก ขำๆ แต่จริงๆ แล้วมักจะมองข้ามกรณีของผลกระทบในด้านลบของเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyber Bullying) โดยปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้ใหญ่ควรเข้าใจสิทธิเคารพในตัวตนของเด็ก ไม่ทำร้ายเด็ก อย่ามองว่าเด็กคือคนที่มีอำนาจต่ำกว่า เราจะทำอย่างไรก็ได้ เด็กทุกคนมีสิทธิ ไม่ใช่ตัวตลก หรือของสร้างความบันเทิงให้กับผู้ใหญ่ จนผู้ใหญ่กลายเป็นรังแกเด็กในโลกออนไลน์ ซึ่งการนำภาพหรือคลิปการกระทำในทางไม่ดีไปเปิดเผย

“จะส่งผลทำให้เกิดความเครียด อับอาย รู้สึกไม่ดีกับตัวเองความนับถือในตัวเองลดลง ส่งผลต่อสภาพจิตใจเกิดความรู้สึกแย่ ถูกล้อเลียนจากกลุ่มเพื่อน ถูกมองเป็นเรื่องตลกขำขัน ต้องกลายเป็นคนที่รู้จักของสังคม ไม่มีความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ คลิปที่โพสต์ประจานการกระทำของลูกหลานจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ซึ่งสถานการณ์ทุกกลุ่มอายุถือว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องมีความคิดที่รอบคอบ หากรักลูกก็อย่าละเมิดสิทธิ มองถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นให้มาก”

เบื้องต้น พญ.จิราภรณ์ บอกว่า การนำเข้าภาพ/คลิปถือว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวของเด็กอยู่แล้ว ซึ่งจะผิดกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ป้องกันไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่สามารถเข้าถึงตัวเด็กได้ และการนำภาพ/คลิปของเด็กไปลงโดยไม่ได้ขออนุญาตเด็กก็ถือว่าขัดต่อหลักสิทธิเด็ก ขณะเดียวกันแม้จะขออนุญาตเด็กแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง เด็กก็อาจจะยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเข้าใจและรู้ทันถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การโพสต์คลิปเด็ก ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาดูเป็นใครบ้าง? มีวัตถุประสงค์อะไร? และเมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะรู้สึกแย่ รู้สึกว่า
ตัวเองกลายเป็นตัวตลก

“ยกตัวอย่างคลิปที่ประเทศแคนาดา เด็กถือไม้กอล์ฟเล่นเป็นยอดมนุษย์ถูกเพื่อนแอบนำมาโพสต์ และเกิดการแชร์กว่า 50 ล้านวิว จนเด็กเกิดความเครียด เพราะถูกเพื่อนล้อเลียน สุดท้ายกลายเป็นโรคซึมเศร้าและต้องออกจากโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การโพสต์หรือแชร์ภาพเด็กต้องใช้วิจารณญาณ พึงระมัดระวัง รู้เท่าทันสื่อ อย่ามองเป็นเรื่องตลกขำขัน ที่สำคัญ อย่ามองว่าเด็กเป็นสมบัติของตัวเองจะทำอะไรก็ได้

“การที่ภาพ/คลิปของเด็กถูกนำไปตัดต่อ ดัดแปลง เป็นที่สนุกสนานบนอินเทอร์เน็ต บางครั้งถูกนำไปแชร์ต่อและปรับเปลี่ยนเจตนาที่ดีให้กลายเป็นเรื่องไม่ดีเพื่อเรียกยอดไลค์ของแฟนเพจ ซึ่งมีเด็กหลายกรณีที่เด็กกลายเป็นโรคซึมเศร้าจากการโดนล้อเลียนบนอินเทอร์เน็ต กลายเป็นแผลในใจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ต้องย้ายโรงเรียน เพราะโดนล้อ อึดอัดเพราะกลายเป็นคนดังและมีแต่คนมาพูดคุยหรือล้อเลียน หวาดระแวง เกิดภาวะความเครียด หรือแม้แต่คิดฆ่าตัวตายก็มี”

แนวทางในการแชร์ภาพลูกหลานหรือเด็กๆ ในโซเชียลมีเดีย

การดำเนินการในการปกป้องเด็กและโพสต์ภาพ/คลิปโดยไม่ให้กลายเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก ได้แก่

เพิ่มความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ เอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนที่จะโพสต์ภาพ/คลิปเด็ก อย่าคิดว่าแค่ขำๆ เพราะเด็กอาจจะไม่ขำ ไม่ตลก หรืออาย ก็ไม่ควรนำไปเผยแพร่ ส่งต่อ หรือโพสต์ลงโซเชียล มีเดีย

อย่าโพสต์คลิปและภาพเด็กลงโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา เพราะเด็กจะขาดความเป็นส่วนตัวและมิจฉาชีพสามารถเข้าถึงตัวได้

พ่อแม่ควรทำหน้าที่พ่อแม่ ไม่ใช่เป็นสื่อถ่ายคลิปเวลาที่เด็กร้องไห้และต้องการคนปลอบใจ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลควรมีมาตรการในการดูแลที่จริงจัง เช่น กสทช. หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลวิชาชีพอันเกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก เช่น ครู หรือเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์

สื่อและประชาชนควรร่วมกันรณรงค์ ห้ามปราม และให้ความรู้ในเรื่องการเผยแพร่ภาพ/คลิปที่ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม ให้มีความยั้งคิดและชั่งใจถึงผลกระทบที่ตามมามากขึ้น โดยเฉพาะสื่อก็ไม่ควรเป็นตัวอย่างในการสร้างความคุ้นชินในการเผยแพร่ภาพ/คลิปเด็กในรูปแบบที่เป็นการละเมิดเด็กด้วยเช่นเดียวกัน

กฎหมายของประเทศไทยในเรื่องการปกป้องคุ้มครองเด็กนั้นมีความเข้มแข็งไม่แพ้ประเทศอื่นๆ แต่ขึ้นอยู่กับจะนำมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและสร้างแนวคิดที่ดีต่อสังคมต่อไป

 

กำแพงเมืองจีน ความจำเป็นเอาใจทุกคนไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448483

กำแพงเมืองจีน ความจำเป็นเอาใจทุกคนไม่ได้

โดย..นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ความรู้สึกของชาวจีนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วที่มีกับกำแพงเมืองจีนต่างกับความรู้สึกของชาวจีนและชาวโลกในปัจจุบันอยู่ลิบลับ

ชาวจีนสมัยนี้ผูกติดกำแพงเมืองจีนไว้กับความยิ่งใหญ่ของชาติ เป็นความภาคภูมิใจในสติปัญญาและพลังแห่งแรงงานบรรพบุรุษที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ กำแพงเมืองจีนคือเลือดเนื้อบรรพบุรุษที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่านอกด่านทางตอนเหนือของจีน มันยืนหยัดปกป้องชาวจีนมานานแสนนาน

เพลงชาติจีนท่อนที่สอง ร้องว่า “…ให้เลือดเนื้อของพวกเราก่อตัวขึ้นมาเป็นกำแพงหมื่นลี้แห่งใหม่…” กำแพงหมื่นลี้ คือชื่อที่ชาวจีนใช้เรียกกำแพงเมืองจีน และมันยาวเป็นหมื่นลี้ (กว่า 5,000 กม.) จริงๆ ไม่ได้โม้

มีการสำรวจทางอินเทอร์เน็ต ว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สิ่งใดมหัศจรรย์ที่สุด ผลก็คือกำแพงเมืองจีนได้คะแนนคลิกอันดับหนึ่ง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพราะอะไร ก็เพราะประชากรชาวเน็ตของจีนที่มีเยอะที่สุดในโลกแล้วในตอนนี้ช่วยกันคลิก

แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นหลักฐานว่าในยุคนี้กำแพงเมืองจีนได้เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจในชาติจีนเรียบร้อยแล้ว

ผิดกับในอดีต เช่น ที่มีตำนานพื้นบ้านโบราณที่ยังเล่าขานต่อมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่อง “เมิ่งเจียงหนี่” ที่ว่าด้วยหญิงสาวชื่อเมิ่งเจียงหนี่ มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่จิ๋นซีฮ่องเต้มีบัญชาให้สร้างกำแพงเมืองจีน สามีของนางถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีนตั้งแต่นางแต่งงานได้วันแรก ไปได้ไม่นานสามีนางทนความโหดร้ายเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว ตายอยู่ใต้ซากกำแพง เมิ่งเจียงหนี่รอคอยข่าวสามีตัวเองอยู่นาน พอรู้ว่าสามีตนเองตายไปร้องไห้จนฟ้าสะเทือนกำแพงแถบหนึ่งพังทลายลงมา แล้วจึงได้เห็นกระดูกของสามีตนอยู่ใต้ซากกำแพงนั้น แล้วนางก็ฆ่าตัวตายตามสามีไป

ทุกท่านที่เคยไปเที่ยวหรือได้ยินได้ฟังเรื่องของกำแพงเมืองจีน คงเคยได้ยินเรื่องนี้แล้ว ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่นต่างกันไปในรายละเอียด

แน่นอนว่า ใจความที่คงที่ คือ การซ่อมสร้างกำแพงเมืองจีนเท่ากับการกดขี่ชาวบ้าน จิ๋นซีฮ่องเต้ที่สั่งสร้างกำแพงเมืองจีนเท่ากับทรราชที่โหดร้าย

อันที่จริงนิทานเรื่องเมิ่งเจียงหนี่ ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่เกิดขึ้นหลังจากนั้นและแต่งเติมกันเรื่อยมา ที่ยิ่งเล่ายิ่งดราม่าเพราะประชาชนต้องการยืมเมิ่งเจียงหนี่มาเล่าความทุกข์ทรมานของตัว และใช้คำก่นด่าจิ๋นซีฮ่องเต้กระทบฮ่องเต้ทั้งหลาย

เพราะฮ่องเต้หลายราชวงศ์ต่อๆ มา ก็สั่งซ่อมสร้างกำแพงเมืองจีนกันทั้งนั้น ปวงประชาจึงยังต้องการเรื่องเล่านี้เป็นเครื่องมืออยู่ตลอด จิ๋นซีฮ่องเต้ก็แค่รับความผิดนี้ไปเต็มๆ เพราะเป็นผู้ริเริ่มและเร่งโปรเจกต์นี้เกินไป

จิ๋นซีฮ่องเต้เกณฑ์ผู้คนกว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนประชากร 1 ใน 20 ของประชากรจีนยุคนั้น มาเร่งซ่อมสร้างกำแพงให้เสร็จภายในระยะเวลาแค่ 10 ปี โหดเกินประชาชนรับไหว

จิ๋นซีฮ่องเต้เลยถูกผูกขาดไว้กับกำแพงเมืองจีน ใครๆ พูดถึงกำแพงเมืองจีนก็บอกว่าจิ๋นซีสร้าง ทั้งๆ ที่ฮ่องเต้อีกหลายองค์หลายราชวงศ์ก็สั่งซ่อมสร้างเหมือนกัน

และที่ฮ่องเต้องค์ต่อๆ มาต้องสร้างก็ย่อมไม่ใช่เพราะอยากได้ชื่อเสียง แต่เพราะมันจำเป็น

กำแพงเมืองจีนป้องกันชาวจีนจากชนเผ่านอกด่านซึ่งได้เปรียบทางฝีมือและลักษณะการเข้าปล้นชิงที่รวดเร็วว่องไวไร้กระบวนดั่งกองโจร เข้ามาแค่หลักร้อยอาจฆ่าฟันชาวจีนได้นับพันนับหมื่น ทหารจีนจะไล่ต้อนไปก็ไม่ทัน และไม่จนมุม จะทำทั้งทีก็ลงทุนมากแต่ปราบไม่หมด

กำแพงหมื่นลี้นี้เท่านั้นที่พอบรรเทาปัญหาได้อย่างเป็นระบบ

ชื่อ “กำแพงหมื่นลี้” ที่ฟังแล้วแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ก็เพิ่งเรียกกันไม่นานนัก สมัยโบราณชาวจีนเรียกกำแพงนี้ว่า “กำแพงยาว” บ้าง “กำแพงชายแดน” บ้าง ไม่แฝงความภูมิใจใดๆ ไว้

และแม้แต่ในมุมของฮ่องเต้เองก็ใช่จะภูมิอกภูมิใจกับกำแพงยักษ์นี้ ในสมัยราชวงศ์ชิง ครั้งหนึ่งขุนนางแจ้งเฉียนหลงฮ่องเต้ว่าน่าจะมีการซ่อมแซมกำแพงเมืองจีน เฉียนหลงฮ่องเต้กลับบอกว่า ราชวงศ์ที่แล้วซ่อมกำแพงเมืองจีนซะแข็งแกร่ง ราชวงศ์ชิงเราก็ยังตีเข้ามาได้ ภัยของแผ่นดินจะมีก็อยู่ที่ปัญหาของปวงประชาภายใน ให้ซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนก็เท่ากับขูดรีดแรงงานทำร้ายประชาชน ไม่ต้องซ่อม!

เหมือนจะได้ใจไปเต็มๆ

แต่เป็นเฉียนหลงฮ่องเต้ก็พูดได้ เพราะราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชนเผ่านอกด่านมีอิทธิพลและความสัมพันธ์อันดีกับชนเผ่านอกด่านด้วยกัน ต่างกับราชวงศ์ที่แล้วซึ่งก็คือราชวงศ์หมิงที่มีเรื่องทำสงครามขับไล่มองโกลไปหมาดๆ จะไม่ซ่อมไม่สร้างกำแพงเมืองจีนให้เข้มแข็งได้ยังไง ประโยคของเฉียนหลงฮ่องเต้ จึงเจือด้วยการเอาดีใส่ตัวไปหน่อย

ฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงก็คงอยากพูดอะไรเท่ๆ แบบนี้เหมือนกัน แต่สถานการณ์มันเป็นไปไม่ได้

หลายคนบอกว่า สุดท้ายกำแพงเมืองจีนไม่เห็นช่วยอะไรจีนได้ หลายราชวงศ์ที่มีกำแพงเมืองจีนคุ้มกัน ก็ล่มสลายอยู่ดีด้วยภัยจากภายในแผ่นดินเอง

ประโยคนี้เองกลับพลิกให้เห็นว่ากำแพงเมืองจีนนี่แหละที่ใช่ เพราะพูดอีกแบบก็คือ ตราบใดที่ภายในไม่ล่มสลาย กำแพงเมืองจีนก็ทำหน้าที่ได้ดีอยู่เสมอ

แต่ไม่ว่าจะพูดให้สวยงามเลิศหรูหรือด่าให้เละเทะอย่างใด ประวัติศาสตร์จริงก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่ากำแพงเมืองจีนคือความทุกข์ยาก ขณะเดียวกันก็คือความจำเป็น

ถ้าย้ายประชาชนชาวเน็ตในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่การประชดประณามก่นด่าง่ายแค่กระดิกนิ้วไปรับเคราะห์แทนบรรพบุรุษคงจะมีแต่คำต่อว่าคำวิจารณ์ความไม่สร้างสรรค์ของโครงการนี้กันทั้งแผ่นดิน

อาจจะมีคนเหม่อมองแล้วบ่นเท่ๆ ว่า เจ้ากำแพงยักษ์ที่แท้มันก็คือสิ่งก่อสร้างที่กลืนกินชีวิตผู้คน และมันคือความโหดร้ายของคนที่คิดสร้างมันขึ้นมา ถ้าให้เลือกได้อย่ามีกำแพงเมืองจีนนี้เลยดีกว่า

ที่บ่นเท่ๆ นี้ก็ถูกอยู่บ้าง แต่ถูกแบบอ่อนหัดในโลกของความเป็นจริง

เพราะประวัติศาสตร์แต่ละยุคย่อมมีความจำเป็นของแต่ละยุคเอง จะปกป้องประเทศได้ด้วยจะไม่ลำบากปวงประชาด้วย ในยุคนั้นมันไม่มีทางเลือก

คนที่คอยบ่นคอยว่าแบบนี้ จึงแค่ดูเหมือนดูดีมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และดูฉลาด แต่มองสถานการณ์แบบเอาแต่ได้ เป็นจุดยืนที่เอาความสุขสงบไม่ต้องเตรียมตัวไม่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ความเห็นแบบนี้มักมีโผล่ให้เห็นในทุกปัญหาที่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือเตรียมตัวป้องกัน ซึ่งก็เข้าใจได้แค่ว่าเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจของคนที่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าจะทำตามเพื่อเอาใจคนทุกคน จิ๋นซีฮ่องเต้คงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไปแล้วว่า ล่มสลายลงเพราะจัดการปัญหาชนเผ่านอกด่านไม่เป็น

 

เจาะจิต ผ่าปริศนา โปเกมอนครองเมืองได้ไง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448588

เจาะจิต ผ่าปริศนา โปเกมอนครองเมืองได้ไง?

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

จาก 2499 อันธพาลครองเมือง สู่ 2559 โปเกมอน โก ครองเมือง หรือจะว่าครองโลกก็ยังได้ สังคม AR (Augmented Reality) แบบไทยๆ ของเรา บอกได้เลยว่า ดีกรีความบ้า(เห่อ)ไม่แพ้พิกัดแห่งใดในโลก ที่มาและที่ไป สังคมไทยและความจริงที่เพิ่มเข้ามา ก็ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นคือการรวมตัวกันระหว่างโลกดั้งเดิมและโลกออนไลน์ เกิดเป็นโลกใหม่เสมือนจริงที่จุดติดพรึ่บซะขนาดนี้ ประเด็นทางจิตวิทยาอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร ทำไมแก๊งโปเกมอนถึงครองเมือง

เหตุปัจจัยที่ทำให้เราติดโปเกมอนกันแบบโงหัวไม่ขึ้น อะไรที่ดึงดูดพวกเราให้ตามหาโปเกมอนกันตั้งแต่เช้ายันเย็นยันค่ำ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่ Thematter.co สำนักข่าวครบเครื่องตอบเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า เพราะทุกกิจกรรมที่ทำในโลกของโปเกมอน โก ล้วนมอบประสบการณ์เสริมแรงบวก (Positive Reinforcement) ให้แก่ผู้เล่นแบบซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ความสุขที่ได้รับการตอบสนองเมื่อจับโปเกมอนนั้น อธิบายว่า มนุษย์มีสมองส่วนที่ตอบสนองสิ่งเหล่านี้อยู่ เรียกว่า ระบบ Brain Reward System ซึ่งจะปล่อย โดปามีน (Dopamine) ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทและฮอร์โมน มอบความรู้สึกสุขและสนุกสนาน เมื่อการเล่นโปเกมอนเชื่อมโยงกับการให้รางวัล สมองจึงจดจำและเหนี่ยวนำให้เกิดการอยากได้รางวัลแบบนั้นซ้ำๆ ขึ้นอีก

“เราต้องยอมรับว่า ระบบเกมสร้างแรงจูงใจที่ท้าทายให้กับผู้เล่น มันเป็นความท้าทายที่ถูกย่อส่วนลงมา ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกันภายใต้ระบบที่ออกแบบมาแล้ว ซึ่งความสำเร็จในโลกเสมือนนี้ มีปัจจัยร่วมน้อยกว่าชีวิตจริงๆ ที่เราต้องเผชิญ” ศ.รัสเซลล์ เบลค์ (Russell Belk) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด มหาวิทยาลัยยอร์ก ให้สัมภาษณ์ Forbes ถึงปรากฏการณ์ Pokemon Go

เมื่อทุกคนอยู่ในระบบที่มีความแฟร์เท่าเทียมกัน และความสำเร็จเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อม ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ก็พร้อมกระโดดเข้ามาร่วมด้วย นอกจากนี้พวกเราก็ล้วนมีธรรมชาติของนักสะสม เกมกำหนดให้ผู้เล่นออกเดินทาง เพื่อสะสมมอนสเตอร์หรือสัตว์ประหลาดให้ได้เยอะๆ ธรรมชาติของนักสะสมอธิบายตัวตนของพวกเราอย่างไร

เบลค์แบ่งลักษณะการสะสมไว้ 2 จำพวก (Journal of Social Behavior and Personality) คือ

1.การสะสมเพื่อสุนทรียะ (Aesthetic)

2.การสะสมแบบจัดหมวดหมู่ (Taxonomic)

การสะสมแบบสุนทรียะ คือ การที่คุณเลือกสะสมอะไรก็ตามที่ต้องตาต้องใจตามรสนิยมของคุณเป็นหลัก และใช้สิ่งเหล่านั้นในการเสริมอัตลักษณ์เพื่อบ่งบอกตัวตนของคุณ คล้ายกับผู้คนที่ชื่นชอบสะสมชิ้นงานศิลปะ หรือวัตถุโบราณ

 

ส่วนการสะสมแบบจัดหมวดหมู่ คือ กระบวนการที่คุณต้องกวาดล้างโปเกมอนมาให้ได้มากที่สุด โดยใช้รสนิยมตัดสินค่อนข้างน้อย (อย่างไรก็ตาม คุณก็อยากได้ตัวที่มี CP สูงๆ ไว้ประดับบารมี หรือตัวที่เคยผูกพันด้วยในวัยเด็ก) สรุปว่า การ์ตูนโปเกมอนไม่ว่ามันจะน่ารักหรือพิลึกขนาดไหนคุณก็อยากจับมันให้ได้มากๆ อยู่ดี

เบลค์ กล่าวว่า การสะสมโปเกมอนไม่ต่างจากการสะสมเหรียญหรือแสตมป์ หรือการค้นหาสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ต้องมีการจัดหมวดหมู่แบบอนุกรมวิธาน (Taxonomy) จากรูปร่างลักษณะ สายพันธุ์หรือธาตุ ยิ่งคุณมีมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งพบความหลากหลายของโลก Pokemon Go ได้มากเท่านั้น

หรืออีกนัยหนึ่ง คุณได้ยืมสัญชาตญาณนักชีววิทยาในการจัดจำพวก (Classification) สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโลกออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ อย่างมีระบบและหลักการตามวิชาอนุกรมวิธาน (ในเกมจะมีการมอบเหรียญตราและมอบค่าประสบการณ์เพื่อการนี้ด้วยนะ)

“การสะสม มันช่วยขยายตัวตนของพวกเรา (Extended Self) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ คุณมีอีกตัวตนหนึ่งที่มีอำนาจ มีอีกตัวตนหนึ่งที่มีกำลังวังชา มีอีกตัวตนหนึ่งที่พร้อมช่วงชิงความเป็นผู้นำจากคนอื่น หรือการที่คุณมีฝั่งให้เข้า แดง ฟ้า เหลือง และได้อวดโฉมตัวเองเมื่อครอบครองยิมได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณเล่นโปเกมอน”

 

การสะสมในโลกดิจิทัลได้เปรียบกว่าในทางกายภาพ เมื่อแสตมป์และเหรียญที่แท้จริงต้องเก็บไว้ในตู้ แต่โปเกมอนนั้นผู้เล่นสามารถสะสมได้เป็นร้อยในมือถือของตัวเอง แถมแคปหน้าจอโชว์เพื่อนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กระบบ AR เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โปเกมอนกลายเป็นปรากฏการณ์โลก มันมอบประสบการณ์เสมือนให้ซ้อนทับกับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างน่าตื่นเต้น

“ทุกตรอกซอกซอยมีชีวิตชีวา ยิ่งคุณพบโปเกมอนหายาก มันเหมือนกับการพบหนังสือ Limited Edition ในร้านหนังสือหายาก ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งถูกจดจำด้วยประสบการณ์การค้นพบที่การออกแรงเดินไม่สูญเปล่า”

พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์ นักเขียนและเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ให้ความเห็นถึงความคลั่งไคล้ในเกมโปเกมอน โก ว่า เนื่องจากเป็นเกมที่ทุกคนเข้าถึงง่าย คนส่วนใหญ่ยุคดิจิทัลใช้สมาร์ทโฟน แถมเป็นแอพฟรี วิธีการเล่นก็ง่าย มีขั้นตอนสำคัญแค่ “สะสม” (ตัวมอนสเตอร์) กับ “ต่อสู้” (ยึดยิม)

เป้าหมายต่อการจบรอบก็สั้นๆ ไม่เหมือนเกมส่วนใหญ่ที่กว่าจะฟินต้องผ่านด่าน ต้องใช้เวลานาน แต่เกมนี้แค่โยนบอลเก็บตัวสัตว์ประหลาดได้หนึ่งตัวก็เกิดความพึงพอใจ Positive Reinforcement กลไกเสริมแรงบวกที่ง่ายและเร็ว ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แค่ยืนรอรถเมล์หรือเข้าแถวซื้อของ ก็เล่นจบไปหลายรอบ

 

สัตว์ประหลาดมีหลากหลายให้สะสม ทำให้ไม่เบื่อง่าย กระตุ้นผู้เล่นให้อยากสำรวจ อยากค้นหา และยุคนี้ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาอยู่ที่หน้าจอคนเดียว แต่สื่อสารถึงกันตลอดเวลาด้วยโซเชียลมีเดีย สนับสนุนบรรยากาศของการแข่งขัน ความพิเศษถัดมาคือตัวของโปเกมอนเอง มันเป็นตัวละครที่โด่งดัง มีแฟนๆ ติดตามมายาวนาน ไม่เพียงเด็กรุ่นใหม่ แต่ผู้ใหญ่ที่โตมากับโปเกมอนก็สนใจเกมนี้ (Nostalgia)

พิเศษสุดคือความเป็น Augmented Reality ที่สร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เล่น ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความแฟนตาซีในโลกเกมกับโลกความเป็นจริงค่อยๆ เลือนราง การเล่นเกมนี้มีฉากหลังเป็นสิ่งแวดล้อมจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า การเล่นเกมเกิดขึ้นต่อเมื่อเราสนใจโลกจริงรอบตัวเพราะเราต้องเปิด GPS แล้วส่องกล้องมือถือออกไปรอบๆ

“การที่โปเกมอนได้รับความนิยมมาก เพราะความสนุกตื่นเต้นไม่ได้มาจากองค์ประกอบของเกมอย่างเดียว แต่ยังมาจากสมองของผู้เล่นเองที่ถูกกระตุ้นเร้าจากการออกไปพบสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ออกไปพบผู้คน เกมและโลกจริงจึงมีกระบวนการส่งเสริมกันและกัน”

พีรพล เล่าว่า ความสำเร็จมหาศาลของโปเกมอน คาดว่าจะนำไปสู่การพัฒนาเกมแนว AR ใหม่ๆ อีกมาก ที่สำคัญจะทำให้ได้มองเห็นสังคมในอีกหลายมิติ ได้มองเห็นแนวทางการปรับปรุงสังคมที่เราอยู่ให้ดีขึ้น อย่างบางคนในชีวิตจริงอาจไม่ค่อยได้ใช้กูเกิลแมป หรือ GPS แต่เมื่อเล่นเกมก็จะเริ่มคุ้นเคยมาปรับใช้กับชีวิต และพอไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเล่นเกม ก็เริ่มรับรู้ว่าผังเมืองที่ไหนดี ที่ไหนแย่ จุดไหนปลอดภัย จุดไหนอันตรายที่ควรแก้ไข

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล หรือคุณชายอดัม ผู้กำกับภาพยนตร์และเกมส์ดีไซเนอร์ เล่าว่า เกมสมัยใหม่ไม่เหมือนเกมสมัยก่อน การสร้างความผูกพันกับตัวละครในเกมคือสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้เรารู้สึกว่าเราขาดตัวละครในดวงใจ นี่คือเหตุผลที่โปเกมอนได้ใจนักเล่นเกมทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่เป็นแฟนๆ ของโปเกมอน ซีรี่ส์การ์ตูน ที่เรียกได้ว่าโด่งดังและครองใจนักดูการ์ตูนทั้งเกาะญี่ปุ่นและของโลกในยุคหนึ่ง

“ความสำเร็จของโปเกมอนถือเป็นจิตวิทยาที่เดินไปพร้อมกับเทคโนโลยี คือ การทำแบรนดิ้งตัวละครหรือตัวการ์ตูนในดวงใจจากยุคก่อน ตัวการ์ตูนในระดับตำนาน ซึ่งผู้เล่นในยุคก่อนผูกพันมาก่อน ทำตัวละครจากตัวละครที่คนจำนวนมากผูกพัน โปเกมอนคือหนึ่งในนั้น หรือก่อนหน้านี้ ก็เช่น มาริโอ้ และเซลด้า เป็นต้น ณ นาทีนี้ เขาเลือกตัวโปเกมอน ที่คนมากมายผูกพัน เพราะฉะนั้นก็ต่อติดได้ไม่ยาก เมื่อนำมารวมกันกับ AR จึงทำให้โปเกมอนเป็นปรากฏการณ์อยู่ในเวลานี้”

หลายคนอาจรู้แล้วว่า เกมแบบ AR ที่เป็นโลเกชั่น เบส เกมมิ่ง หรือเกมที่ใช้พิกัดเป็นฐาน ไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งที่เกมโปเกมอน หากทั่วโลกคุ้นเคยมาระยะหนึ่งกับเกมอินเกรส (Ingress) ก่อนหน้านี้ อินเกรสมีฐานผู้เล่นในเมืองไทยพอสมควร ถือเป็นแต้มต่อของเกม AR บวกกันระหว่างความแปลกใหม่และวิธีการเล่นผ่านหรือใช้กายภาพทางภูมิศาสตร์

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี กล่าวว่า เทคโนโลยี AR ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้ประโยชน์ต่อวงการเกม หรือการออกแบบเกมเท่านั้น หากการนำมือถือมาใช้กับโลเกชั่นเบสยังสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ในอีกหลายสาขาและหลายอุตสาหกรรม เช่น การคำนวณพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ การปลูกพืชผลทางการเกษตร การวัดปริมาณน้ำฝน น้ำขึ้นน้ำลง พื้นที่และความสั่นสะเทือน ฯลฯ ข้อมูลทุกอย่างที่มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์

“อีกหน่อยเมื่อเราต้องการจะหาห้องน้ำทั่วประเทศ หรือเราต้องการแลกเปลี่ยนสินค้า วงการอุตสาหกรรมหนัง การเล่าเรื่องในภาพยนตร์ที่อาจเหมาะกับ AR สำหรับผมแล้วการเข้ามาของเกมจึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สังคมของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรเป็นเรื่องที่เราจะกำหนดขึ้นจากความคุ้นเคย เทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยมากขึ้น เราก็จะถ่ายเทเทคโนโลยีได้ดีขึ้น ‘ใช้’ มันได้ดีขึ้น”

มาถึงจุดนี้จึงไม่อาจประเมินโปเกมอน โก ต่ำเกินไป ว่ามันจะทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หรือทำอะไรได้อีก โปเกมอนฟีเวอร์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ยัง…เกิดขึ้น ตั้งอยู่และจะยังตั้งอยู่ ยังไม่ดับไปง่ายๆ เพราะนี่เพิ่งเลเวล 1 เอง!

 

ชาญ ธนประกอบ แปลหนังสือชุด ‘แจ๊ค หม่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448517

ชาญ ธนประกอบ แปลหนังสือชุด ‘แจ๊ค หม่า’

โดย…พริบพันดาว

ชาญ ธนประกอบ เป็นผู้แปลหนังสือชุด “แจ๊ค หม่า” ที่ออกมาแล้วด้วยกัน 6 เล่ม คือ 1.“ชีวประวัติ แจ็ค หม่า : มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” 2.“แจ็คหม่า โลกของผมไม่มีคำว่า แพ้” 3.“ปรัชญาชีวิตของ แจ็ค หม่า” 4.”การพูดสไตล์ แจ็ค หม่า” 5. “ที่หนึ่งของโลก แจ็ค หม่า กับอาณาจักรอาลีบาบา” และ 6.การบริหารสไตล์ แจ็ค หม่า”

ชาญได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแปลคุณภาพชั้นยอด คร่ำหวอดอยู่ในวงการนักแปลภาษาจีน มีนิยายหลายเรื่องที่ได้รับความนิยม ปัจจุบันเป็นเลขานุการสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

แรงบันดาลใจที่ทำให้เข้าสู่วงการนักแปล ชาญเคยกล่าวตอนแปลหนังสือชุด แจ๊ค หม่า ออกมาเล่มแรกๆ ว่าด้วยเป็นความรักและชอบส่วนตัว และคิดว่างานแปลเป็นงานที่ท้าทาย บางทีก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปแปลอะไร เลยทำให้ต้องขวนขวาย คิดว่าเป็นการเติมเต็มความรู้ในทุกสาขา ดังนั้นถ้ามีงานแปลที่เป็นหนังสือที่ใช้ได้ ไม่ใช่แปลแบบสัพเพเหระ การแปลเป็นการข้ามวัฒนธรรม ข้ามภาษา คนแปลทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ใช้ความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดจากอีกภาษาหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกภาษาและวัฒนธรรมหนึ่ง ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับรู้เท่าๆ กับผู้แปล ซึ่งงานแปลเป็นงานที่มีความหมาย

“จริงๆ แล้วทั้ง 6 เล่ม มีเพียง 2 เล่ม ที่เป็นสำนักพิมพ์เดียวกัน หนังสือของ แจ๊ค หม่า ในประเทศจีนที่ออกมาในขณะนี้มีมากกว่า 60 ปก เกลื่อนตลาด และวางขายคู่กับหนังสือผู้นำของจีน สีจิ้นผิง แม้ว่าหนังสือจะมาจากต่างสำนักพิมพ์ก็จริง แต่ว่าผมกับโพสต์บุ๊กส์เอามาจัดเรียงเป็นซีรี่ส์ โดยตอนต้นจะแนะนำชีวประวัติของ แจ๊ค หม่า ก่อน ถัดจากนั้นก็ตามด้วยเล่มการบริหารสไตล์ แจ๊ค หม่า แล้วก็มาถึงธุรกิจอาณาจักรอาลีบาบา เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็มีข้อคิดดีๆ ในชีวิตที่จะบอกคนอื่น ก็เป็นปรัชญาชีวิตของ แจ๊ค หม่า ตามมา แล้วเขาก็เดินทางไปบรรยายทั่วโลก มีฝีปากเป็นเลิศรู้กันในหมู่คนจีนและคนตะวันตก ก็ออกมาในเล่มการพูดสไตล์ แจ๊ค หม่า แล้วปิดท้ายในซีรี่ส์คือ โลกของผมไม่มีคำว่า แพ้” ชาญ เริ่มต้นพูดคุย

เขาบอกว่า ในชุดนี้ของ แจ๊ค หม่า แปลแล้วชอบมากที่สุดอยู่ 2 เล่ม เล่มแรกก็คือ “ชีวประวัติ แจ๊ค หม่า” เหตุผลที่ชอบเล่มนี้ เพราะเป็นจุดกำเนิดของคนธรรมดาคนหนึ่งตั้งแต่วันที่เขาเกิด ล้มลุกคลุกคลานอย่างไร? จนกระทั่งมาตั้งธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

“ขั้นตอนชีวิตเหล่านี้เหมือนละครฉากใหญ่แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะว่าระหว่างแปล บางจุดผมก็พยายามค้นคว้าว่าที่เขียนมาจริงหรือเปล่า เหตุที่ผมมากเรื่อง ไม่ว่าเราอ่านหนังสืออะไรที่เกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราเรียกว่าศาสตร์แห่งความสำเร็จ มักจะมีความดราม่า ทนทุกข์ทรมานมากมาย ผมพบว่าเนื่องจากคนเขียนชีวประวัติตรงนี้ เป็นผู้สื่อข่าวและเป็นนักวิจัยในเชิงวิชาการ เพราะฉะนั้นเขาเก็บข้อมูลทุกเม็ดและเขาเคยไปสัมภาษณ์ แจ๊ค หม่า ด้วยตัวเอง จึงโกหกไม่ได้ ข้อมูลหลายอย่างที่ตรวจสอบจากหลายด้านตรงกัน ผมก็เลยมองว่าหนังสือเล่มนี้พูดความจริง ล้มเหลวก็คือล้มเหลว ไม่มีดราม่าแม้แต่น้อย ตัวชีวิตของ แจ๊ค หม่า เอง ดราม่าอยู่แล้ว ไม่ใช่เขียนเติมแต่งเข้าไปตามศาสตร์การบริหารทั่วไป แล้วก็อัดแน่นด้วยความรู้”

การแปลหนังสือเล่มนี้ชุดนี้หากนับเล่มอื่นๆ แล้ว ชาญ บอกว่า เล่มนี้ยากที่สุด มีความท้าทายมาก เนื่องจากคนเขียนมีความรู้เต็มสมอง

 

“ผมที่เป็นคนแปลต้องมานั่งจับอารมณ์ว่าในตอนที่เขาเขียน มีจินตนาการถึงไหน เขียนมีวัตถุประสงค์อะไร นอกจากความท้าทายแล้ว เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้จะเหมือนนิยาย อ่านไปลุ้นไป มีหนังสือชีวประวัติน้อยมากที่จะมีอารมณ์เช่นนี้ ขนาดเป็นคนแปลเองยังแปลไปลุ้นไป ซึ่งคงจะถูกใจผู้อ่านและได้รับการตอบรับที่ดีสมกับเวลาที่ทุ่มเทการแปลลงไป แล้วหนังสือเล่มนี้ นอกจากความรู้แล้ว ยังเป็นหนังสือที่ให้กำลังใจคนอย่างมหาศาล”

อีกเล่มเป็นเล่มที่ชาญบอกว่าชอบมากที่สุดคือ “แจ๊ค หม่า โลกของผมไม่มีคำว่า แพ้”

“เป็นอีกเล่มที่ผมประทับใจ เพราะมีความสอดรับกับชีวประวัติ คือหัวใจของ แจ๊ค หม่า เป็นหัวใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เพราะฉะนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จ หัวใจที่ไม่ยอมแพ้กลายเป็นจิตวิญญาณของอาลีบาบา เพราะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น”

สำหรับในมุมคนแปลหนังสือ ชาญ ย้ำว่า หนังสือทุกเล่มที่แปลออกมา แม้ว่าจะขายดิบขายดีหรือขายไม่ได้ เขาก็รักเหมือนลูก

“คำว่าที่สุดไม่ได้หมายความว่าอีก 4 เล่มที่แปลเรื่องของ แจ๊ค หม่า ผมไม่รัก ก็รักทุกเล่ม แต่ถ้าที่สุดก็เป็นการแปล 2 เล่มนี้ ปรัชญาชีวิตของ แจ๊ค หม่า ถ้าอ่านจนจบแล้วเอาไปขบคิด ยิ่งอ่านซ้ำก็ยิ่งได้ข้อคิดใหม่ อ่านแต่ละรอบได้ข้อคิดไม่เหมือนกัน คนที่อ่านหนังสือของแจ๊คแล้วอยากปฏิบัติตาม ก่อนอื่นต้องคิดว่าอยากทำอะไรแบบแท้จริง นั่นคือความฝันของคุณ แล้วหลังจากนั้นก็ไปเริ่ม ถ้าเป็นความฝันที่แท้จริงก็จะเดินต่อไปได้ อย่าดูถูกตัวเอง คุณคือคนที่มีศักยภาพที่สุดในโลก มีคุณคนเดียวไม่มีใครเป็นเหมือนคุณ โลกนี้มีฉันจึงแตกต่าง ฉันมีสีสันยิ่งขึ้นเพราะตัวฉัน ประสบการณ์ที่ได้แนวคิดของคนคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ หวังว่าได้จุดประกายอะไรในชีวิต”

 

ฝึกแรงกายฝ่าผิวน้ำ บนเวกบอร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448505

ฝึกแรงกายฝ่าผิวน้ำ บนเวกบอร์ด

โดย…กั๊ตจัง

ปัจจุบันกีฬาทางน้ำเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกีฬาเวกบอร์ดแบบเคเบิลสกี เพราะเป็นกีฬาทางน้ำที่มีสถานที่ให้ผู้เล่นเลือกเล่นได้มากมายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นกีฬาที่ได้ออกกำลังกายเกือบทั้งร่างกาย เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกเวลา (เท่าที่สวนน้ำจะเปิด) และสามารถพัฒนาเป็นกีฬาเล่นแข่งขันในระดับประเทศได้อีกด้วย

ณัฐพงษ์ มงคลนาวิน จาก ซานุก เวค ปาร์ค ถนนบางบอน 3 (www.zanook.com) อธิบายถึงการเล่นเคเบิลสกีว่า การเล่นเวกบอร์ดหรือสกีนั้น ปกติที่เราคุ้นเคยจะเป็นการเล่นที่ทะเล แต่หลังจากนั้นได้พัฒนาให้สามารถเล่นในบึงหรือทะเลสาบได้โดยใช้เครื่องลากสายเคเบิลเป็นเครื่องลากแทนที่การใช้เรือ ข้อดีที่ได้ก็คือผู้เล่นไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงทะเลหรือมีเรือลากก็สามารถเล่นเวกบอร์ดได้ ต้นทุนถูกลง มีความปลอดภัยมากขึ้น

ส่วนเรื่องการเล่นนั้นอาจจะมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้างตรงที่เรื่องของสภาพแวดล้อมและรูปแบบการเล่น หากเล่นโดยเรือลาก ผู้เล่นจะใช้คลื่นน้ำท้ายเรือเป็นแรมป์ในการกระโดด ส่วนการเล่นเคเบิลสกีจะใช้ตัวแรมป์ช่วยให้ลอยตัวจากผืนน้ำหรืออาจจะใช้เทคนิคเฉพาะตัวในการกระโดดเล่นท่าทางต่างๆ

 

เริ่มต้นที่การฝึกทรงตัว 

ณัฐพงษ์ แนะนำเทคนิคการเล่นต่อว่า สำหรับคนที่เล่นใหม่ๆ นั้นให้เริ่มต้นจากบอร์ดนั่ง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มทรงตัวบนบอร์ด เล่นจนเริ่มรู้สึกว่าคุ้นเคยและมั่นใจว่าสามารถเล่นบอร์ดยืนได้ถึงค่อยขยับเล่นอีกระดับ โดยอาจจะเริ่มยืนทรงตัวในบอร์ดใหญ่ที่ทรงตัวง่าย แต่เล่นท่าต่างๆ ได้ยาก เพื่อฝึกเฉพาะการทรงตัว พอเริ่มทรงตัวได้ชำนาญและแข็งแรงพอก็มาเริ่มหาสไตล์การเล่นของตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเลือกบอร์ดคู่ใจต่อไปในอนาคต

ในส่วนของเทคนิคการยืนไม่มีหลักตายตัว แต่แนะนำว่าให้เลือกการยืนที่เรามั่นใจว่าทรงตัวได้ดีที่สุด เมื่อเล่นถึงระดับหนึ่งผู้เล่นก็จะลองยืนในแบบต่างๆ ไปตามความชอบ ซึ่งให้ผลการเล่นที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่ว่าเวลาเล่นจับเชือกดึงไปด้านหลังให้มั่นจะได้ไม่หัวทิ่มเวลาออกตัว

สุดท้ายเวลาตกน้ำหรือหลุดจากสายเคเบิล ให้รีบว่ายน้ำออกจากแนวเคลื่อนจากผู้เล่นที่ตามหลัง หากเห็นคนอื่นตกน้ำก็ควรออกห่างเพิ่มความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน

เลือกบอร์ดตามสไตล์

บอร์ดสำหรับเล่นเวกบอร์ดนั้นมีให้เลือกหลายแบบหลายราคา คนที่ชอบเล่นแรงๆ กระโดดสูงก็จะเลือกบอร์ดที่มีความแข็งให้ตัวน้อยจะช่วยให้กระโดดได้สูง แต่ต้องรับได้กับแรงกระแทกเวลาลงพื้นน้ำ ส่วนบอร์ดที่มีความยืดหยุ่นให้ตัวสูงจะช่วยในเรื่องการรับแรงกระแทกได้ดี แต่อาจกระโดดได้ไม่สูงเท่าแบบแข็ง

 

ในขณะที่รูปร่างของบอร์ดหลักๆ ให้ดูที่หน้าตัดของบอร์ดหรือส่วนหน้า หากเป็นผู้เล่นที่ชอบเล่นฉวัดเฉวียนคล่องตัวในการเลี้ยว หัวตัดแคบจะสามารถหักเลี้ยวได้คล่องตัวกว่า ส่วนคนที่ชอบความนิ่งควรเลือกบอร์ดที่มีหน้าตัดกว้างขึ้นมาอีกนิดจะให้ความเสถียรและความมั่นใจในการเล่นมากกว่า

เมื่อรวมทั้งสองส่วนก็จะเห็นว่ามีบอร์ดที่ออกแบบเฉพาะทางหรือมีลูกผสมแบบกลางไม่ได้เด่นในทางใดทางหนึ่ง แล้วแต่ว่าใครจะถนัดเล่นแนวไหน ดังนั้นคนที่จะมาเล่นต้องลองเล่นในหลายๆ แบบหลายแนวดูก่อน สไตล์ความชอบของตัวเองเป็นแบบไหน เผลอๆ เล่นแล้วคุณอาจจะเพิ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในกีฬาโปรดร่วมกับการวิ่งและปั่นจักรยานก็ได้

 

1 SPEAQUATHE BARNACLE ราคาประมาณ 3,000 บาท

ลำโพงสำหรับคนรักเวกบอร์ดใจรักเสียงเพลง เพียงนำลำโพงบลูทูธเครื่องนี้ติดไว้บนบอร์ดและนำออกไปลุยน้ำได้ตามอัธยาศัย เพียงแค่นี้คุณก็จะได้ฟังเพลงได้ทุกที่แม้ลอยคออยู่กลางทะเลด้วยความสามารถในการกันน้ำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนอกจากจะฟังเพลงได้แล้วยังสามารถรับสายโทรศัพท์ผ่านระบบบลูทูธเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของคุณได้อีกด้วย แล้วก็อย่าลืมเอาสมาร์ทโฟนใส่ซองกันน้ำก่อนออกไปเล่นพร้อมกันด้วยล่ะ

 

2 Coleman Conquest2 ราคาประมาณ 9,500 บาท

กล้องถ่ายภาพกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่สามารถควบคุมการบันทึกภาพผ่านนาฬิกาข้อมือที่สามารถเห็นมุมกล้องผ่านหน้าจอเล็กๆ ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณบันทึกภาพครั้งหนึ่งในชีวิตอันแสนโลดโผนสำหรับเก็บไว้ดูเมื่อยามแข้งขานั้นอ่อนแรง ในความละเอียดระดับไฮเดฟ 1080P ถ่ายภาพนิ่งด้วยความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

 

‘ภาพอดีตชาวบางกอก’ ฉายผ่านชีวิตสุภาพสตรีชาวบางรัก วราพร สุรวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448502

‘ภาพอดีตชาวบางกอก’ ฉายผ่านชีวิตสุภาพสตรีชาวบางรัก วราพร สุรวดี

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในที่สุดภารกิจ มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ก็กลายเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม สุภาพสตรีวัย 81 ปี เจ้าของภารกิจซึ่งกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ครั้งนี้ รศ.วราพร สุรวดี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอินสาท-สอาง ผู้ก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก” ย่านบางรัก ตัดสินใจรวดเร็ว เฉียบคม กับการซื้อที่ดิน 1 งาน ราคาสูงลิ่ว 40 ล้านบาท เพื่อปกป้องพื้นที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ให้คงทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวเอาไว้ ทำให้การย่างกรายรุกคืบของคอนโดมิเนียม 8 ชั้นบนที่ดินผืนนี้ยุติลงได้ เริ่มโดยการนำเงินส่วนตัว รศ.วราพร วางมัดจำจ่ายค่าซื้อที่ดิน 30 ล้านบาท และทันทีที่การประกาศระดมเงินคนละ 100 บาท มุ่งเป้าให้ครบ 10 ล้านบาทถูกแพร่กระจายออกไป ไม่น่าเชื่อว่าข่าวดีก็เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงแค่ 14 วัน ก่อนกำหนด 2 ก.ย.ร่วมหนึ่งเดือนเลยทีเดียว

เมื่อเงินสมทบเติมเต็มเข้ามาถึง 10 กว่าล้านบาท หญิงสูงวัยหัวใจแข็งแกร่งจึงได้ประกาศปิดรับบริจาคพร้อมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเรื่องซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีเงินเหลืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งจะต่อยอดการพัฒนาไปได้อีก โดยการทำงานครั้งนี้น่ายินดีกว่าครั้งก่อนๆ ที่มีชุมชนรอบๆ ข้างย่านบางรักไม่ว่าบริษัทห้างร้านต่างๆ โรงเรียนรอบๆ ข้าง เข้ามาให้กำลังใจและสนับสนุน “คุณยายวราพร” มากมาย

ความคึกคักมีชีวิตชีวาเกิดขึ้นทันใดกับการสานต่อพิพิธภัณฑ์ในอนาคต พร้อมกับคำบอกเล่าถึงอดีตวันวานของชาวตรอกบางรัก ซึ่งกำลังบอกเล่าโดยผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อได้ฟังแล้วก็มีชีวิตชีวาได้ไม่แพ้กันเลย

 

ดิฉันไม่ใช่สาวไฮโซ

เรือนไม้ปั้นหยาหลังใหญ่ที่อาศัยมานมนาน ได้ยกให้เป็นสมบัติ กทม. ตั้งแต่ปี 2547 เมื่อบ้านพักโบราณกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก” จึงต้องโยกย้ายมาอยู่อย่างสมถะในบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูง สุภาพสตรีสูงวัยแต่คงบุคลิกกระฉับกระเฉง วราพร เล่าว่า เรือนหลังนี้แสนสะดวกสบายไม่แพ้เรือนหลังใหญ่เลย มีครัวและซิงก์อ่างล้างจานอย่างดี พร้อมแม่บ้านดูแลเรียบร้อย

บ้านหลังใหญ่พร้อมที่ดินย่านธุรกิจทำเลทองของเมืองหลวง ถ้ายกให้ทายาทก็กลัวหลานๆ ขายให้นายทุนสร้างเป็นคอนโด กอปรกับข้าวของเก่าๆ เก็บไว้มากมาย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นพื้นที่สีเขียวมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นครึ้มเขียว จึงอยากอนุรักษ์ไว้ให้เป็นระบบนิเวศผืนงามให้กรุงเทพฯ วราพร บอกเล่าน้ำเสียงสดใส ทันทีที่เป็นข่าวจึงได้ทราบประวัติผ่านสื่อหลายๆ ฉบับว่าเธอเป็นบุตรสาวคนที่ 4 ใน 5 คนของครอบครัวอันมั่งคั่งในย่านคนมีเงิน นั่งรถเบนซ์ มีเงินกงสี เมื่อเติบโตก็ได้ร่ำเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เรียนจบปริญญาตรี ได้รับราชการเป็นอาจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และไปเรียนต่อปริญญาโท MAT Biology จาก Indiana University สหรัฐ

แล้วเมื่อบทสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า …ทำไมยกบ้านทำพิพิธภัณฑ์ ทำไมจึงไม่เลือกใช้ชีวิตบั้นปลายสบายๆ แบบเศรษฐินีทั่วไป? หญิงสูงวัยอยู่ในกระแสกลายเป็นคนดังที่หลายๆ คนอยากรู้จัก ตอบคำถามนี้กลับทันใด

 

“บ้านหลังใหญ่ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ พอทำพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นลิฟวิ่งมิวเซียม (หัวเราะ) เจ้าของบ้านนอนแหงแก๋อยู่ในบ้านเดิมคงไม่ได้อีกแล้วนะคะ ดิฉันก็ต้องย้ายมาอยู่เรือนหลังเล็กเหลือเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้เตียงไม้สักโบราณสี่เสาไว้ แล้วที่ถามว่าทำไมละทิ้งชีวิตหรูสะดวกสบาย มิได้ค่ะ…คุณแม่ (สอาง ตันบุญเล็ก สุรวดี) ไม่เคยเลี้ยงดูพวกเราแบบนั้นเลย บ้านเรามีสตางค์ใช้จ่ายก็จริง แต่ก็ไม่เคย Identify ว่าพวกเราเป็นเศรษฐี คุณแม่ให้เงินใช้จ่ายธรรมดาค่ะ พร้อมสำทับลูกๆ ทุกครั้งให้ใช้จ่ายกันอย่างประหยัดที่สุด

ชาวบ้านแถวนี้ก็ใช้ชีวิตครือๆ กันค่ะ ดูฝั่งตรงข้ามซิ…เจ้าของตึกแถวยาวเหยียดมีบ้านใหญ่กว่าเราเสียอีก แต่ไม่มีใครแสดงตนว่าหรูหรา เราคบกันเพราะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่ได้คบกันเพราะสืบว่าเป็นลูกใครหลานใคร ไปโรงเรียนก็รวมกลุ่มเดินไปเป็นกลุ่มชาวอัสสัมฯ ดิฉันชื่อเล่น ติ๋ว มีน้องชื่อแต๋ว สลับกับอีกบ้านแต๋วเป็นพี่ ติ๋วเป็นน้อง ผู้ใหญ่ก็เรียกแม่ติ๋วบ้านนี้ แม่แต๋วบ้านนั้น เวียนหัวกันไป (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ) นิด หน่อย แป๊ด เป็นชื่อเล่นยอดฮิตคนยุคก่อน” วราพร เล่าน้ำเสียงดังฟังชัด ดูปราดเปรียวที่สุดในวัย 81 ปี

“ชาวแถวนี้เรียกว่าชาวตรอกสะพานยาว พอช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องโยกย้ายครอบครัวไปอยู่ในบ้านสวนย่านตลิ่งชัน ดิฉันก็ได้ย้ายไปเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดพิกุล ช่วงสงครามย้ายบ้านกันเป็นว่าเล่นค่ะ อพยพแต่ละครั้งก็ลงเรือกันไป จากวัดพิกุลย้ายบ้านไปวัดเกาะ เคยคิดว่าจะขับรถไปเที่ยว ก็กลัวหลงทางไปไม่ถูก” วราพร บอกพลางหัวเราะชอบใจ

 

ทุกวันนี้คุณยายใจเด็ดเผ็ดแซ่บในวัยขึ้นเลขแปด ขับรถโฟล์คเต่าไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตทุกวัน เว้นวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นงานที่ทำตั้งแต่ช่วงหลังเกษียณมาจนถึงวันนี้ ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทะเบียนและประมวลผล เงินเดือนราว 5 หมื่นบาท รวมกับเงินบำนาญเดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท และเงินอีก 2 หมื่นกว่าบาทจากธุรกิจมีบ้านเช่าของครอบครัวที่ทำมายาวนาน เรียกว่ามีรายได้ประจำไม่น้อยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว แต่ก็เลือกสละความสุขส่วนตัวเพื่อดูแลบ้านที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

“หลังจากยกบ้านให้ กทม.แล้ว ตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมเตรียมปลูกบ้านไว้อีกแห่งอย่างดีแล้ว แต่เกิดปัญหาหลายอย่าง เจ้าหน้าที่ก็อธิบายไม่รู้เรื่อง ดิฉันขัดใจต้องลงไปอธิบายเองซึ่งไม่ใช่แบบไกด์บอกว่า มีบ้าน เป็นเรือนเก่าสามหลัง สร้าง พ.ศ.เท่านั้นเท่านี้ ดิฉันชอบเล่าว่าของชิ้นนี้เคยใช้อย่างนี้นะ แล้วมันแตกหักครั้งนั้นดิฉันจำได้ทุกอย่าง คนฟังซักกันสนุกสนานเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ไม่ใช่เดินมาดูตู้โต๊ะถ้วยชามเก่าๆ แตกๆ แค่นั้นนะคะ” วราพร เล่าด้วยน้ำเสียงใส

เด็กหญิงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

ถ้าบอกว่าสุภาพสตรีท่านนี้คือตัวแทนบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ก็ยิ่งทำให้การสนทนามีรสชาติ วราพร เล่าว่า ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินมรดกทางครอบครัวคุณแม่ แล้วก็สร้างบ้านให้เช่า ส่วนทางคุณป๋าไม่ได้มีฐานะอาชีพเป็นเสมียนห้าง บี.กริมแอนโก (ก่อตั้งเมื่อปี 2421) เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2488) ห้างที่แสดงความความศิวิไลซ์ของเมืองกรุงแห่งยุคสมัย ก็ต้องหยุดกิจการและทรัพย์สินต่างๆ ถูกควบคุมไปโดยปริยาย

 

“คุณป๋าทำงานในบริษัทของเยอรมนี เมื่อประเทศเขาแพ้สงครามก็ต้องปิดกิจการ คุณป๋าลาออกมาทำงานธนาคาร แต่ด้วยความที่ดิฉันยังเป็นเด็กอายุแค่ 5 ขวบก็ไม่อนาทรร้อนใจ คุณแม่พาอพยพไปเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเราก็ว่ายน้ำเล่นกระโดดท้องร่องในสวน สนุกไป (หัวเราะ) ไปอาศัยบ้านน้องเขยคุณป๋าอยู่คลองบางหลวง แล้วคนแถวนั้นโจษกันค่ะไปเที่ยวคลองด่านๆๆ เพราะมีตลาดใหญ่แล้วคลองเชื่อมออกไปแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง ตลาดคลองด่านก็คงเหมือนห้างสรรพสินค้าสมัยนี้ มีความเจริญสองข้างทางมีโรงสีใหญ่ๆ มากมาย ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้เที่ยวอะไรไกลหรอกนะคะ ไปไหนก็ไปกับครอบครัวได้แค่นี้

เมื่อเลิกสงครามดิฉันก็กลับไปเรียนหนังสือที่บ้านเก่า ดิฉันสอบได้เรียนปริญญาตรีเป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ แต่คุณแม่อยากให้เรียนหมอแต่สอบไม่ได้ เกลียดฟิสิกส์ สามีคนแรกคุณแม่ (นพ.ฟรานซิส คริสเตียน) ท่านเป็นหมอชาวอินเดีย มีห้องหนังสือซึ่งเป็นตำราดังๆ ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษใส่ตู้เก็บไว้มากมาย แม่ก็อยากให้ลูกสาวสืบทอดตำราพวกนี้เป็นหมอ

แต่หัวดิฉันไม่ถึงหมอ (หัวเราะ) สอบติดอันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ เป็นนิสิตโตแล้วอยากหาสตางค์ใช้เอง ก็หาช่องทางไปสอนพิเศษให้เด็กพระหฤทัยคอนแวนต์ ชั่วโมงละ 10 บาท จากสามย่านเดินทางมาคลองเตย ค่ารถ 20 สตางค์ คำนวณแล้วคุ้มนี่คะ แล้วโลภสอนแต่หนังสือจนตัวเองต้องสอบตก และจะต้อง reexamination (การสอบใหม่) วิชาคณิตศาสตร์ ไปเรียนช่วงซัมเมอร์แต่ไม่อนาทรร้อนใจอีกค่ะ เพื่อนไปเรียนเป็นฝูง อาจารย์ก็ติวให้เราพิเศษ สนุกสนาน

 

พอขึ้นปี 3 ก็ยังสอนหนังสือหาเงินแล้วเหมือนเดิมอีกคือ reexamination วิชาฟิสิกส์ แต่วิชาในหมวดแม่เหล็กดิฉันตก ส่วนไฟฟ้าดิฉันทำคะแนนได้ดี แต่อาจารย์ไม่ยอมจะให้ดิฉันเหมาสอบใหม่ทั้งสองวิชาเลย ดิฉันไม่ยอมซิคะ ต่อรองอาจารย์ต้องสอบใหม่แค่วิชาเดียวเท่านั้น แล้วถามอาจารย์กลับว่าถ้าคราวหน้าดิฉันตกไฟฟ้าด้วย จะสอบตกไปเลยหรือสามารถรีเอ็กแซมได้ไหมคะ อาจารย์ก็อึ้งตอบไม่ได้ค่ะ (เล่าพลางหัวเราะชอบใจ) จนต้องเปลี่ยนกฎนี้ในปีการศึกษาต่อมาเลยค่ะ

แต่สมัยนั้นรีเอ็กแซมถ้าคะแนนเกิน 85% ก็ยังได้เกียรตินิยม และดิฉันทำคะแนนเกินก็ได้เป็นบัณฑิตเกียรตินิยม อันดับสอง” วราพร บอกเล่าฉายภาพอดีตชัดแจ่มแจ๋ว ซึ่งแสดงความเป็นนักต่อรองที่ไม่ยอมแพ้อะไรโดยง่าย และนิสัยการเป็นนักต่อรองก็คือสิ่งติดตัว นำมารักษาผืนดินพิพิธภัณฑ์ถิ่นกำเนิดไว้ได้อย่างน่านับถือ

อาจารย์สาวนักเรียนนอกสุดเปรี้ยว

ห้องหนังสือของคุณหมอฟรานซิส อยู่ชั้นล่างของเรือนไม้ปั้นหยาหลังใหญ่ ติดกับห้องน้ำบุผนังสังกะสี มีโถส้วมแบบโบราณ เรื่องราวผ่านการบอกเล่าของเจ้าของบ้านหลังโบราณจึงโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฟังสนุกสนานในแบบที่ไกด์หรือวิทยากรประจำพิพิธภัณฑ์คนไหนก็บรรยายได้ไม่มีสนุกเท่าแน่นอน

 

“หนังสือเก่าๆ มากมายคุณแม่เก็บไว้ ดิฉันก็เลยไม่ได้อ่านเพราะไม่ได้เรียนหมอ แล้วปีที่ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ คือปี 2500 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีประสูติกาลฟ้าหญิงองค์เล็ก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงไม่เสด็จพระราชทานปริญญาให้แก่บัณฑิตในปีนั้น ดิฉันกับเพื่อนในกลุ่มอีกกลุ่มใหญ่จึงรวมตัวกันเลือกเรียนต่อคณะครุศาสตร์อีก 2 ปี เพื่อจบออกมาจะได้มีรูปสมเด็จพระราชินีพระราชทานปริญญาบัตร

ดิฉันเลือกเรียนปริญญาตรีอีก 1 ใบค่ะ ได้รูปพระราชินีสมใจแล้วยังได้สิ่งมงคลในชีวิตแถมมาอีกด้วยค่ะ คือการเรียนครุศาสตร์จะได้เงินเดือนเพิ่มอีกปีละ 30 บาท จากจบปริญญาตรีเงินเดือน 150 บาท แล้วแทนที่จะรอขึ้นเงินเดือนปีละ 1 ขั้น ก็จะได้ 20 บาท จากการลุยเรียนรวดเดียว ดิฉันได้เงินเดือน เดือนละ 180 บาท ตลอดชีวิตการทำงานดิฉันรับเงินเดือนสูงมาโดยตลอด

เมื่อเรียนจบมาทำงานที่ มศว. ประสานมิตร ได้ราว 1 ปีก็มีการสอบชิงทุนไปสหรัฐ ไปไม่นานค่ะ เป็นทุนรุ่นสุดท้ายที่เรียกว่า Contract ดิฉันสอบได้ไปเรียนในแบบวิทยาการศึกษา เอกชีววิทยา เรียนเพื่อเป็นครูโดยตรงเพียง 1 ปี 7 เดือนเท่านั้นค่ะ ไม่ต้องมีธีซิส เรียนจบกลับมาก็ยิ่งเงินเดือนสูง กลับมาทำงานที่เดิมและการเดินทางไปกลับคุณแม่ก็ซื้อรถเบนซ์ให้น้าชายขับรับส่ง ทั้งขาไปและกลับพร้อมๆ พี่สาว น้องสาว ชาวบ้านก็โจษจันกันลูกสาว (สวย) บ้านคนรวย แต่ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นว่าคุณหนูไฮโซร่ำรวยอะไรนะคะ (หัวเราะ) ไม่ชอบรถเบนซ์ค่ะ จะขอขับรถไปทำงานเอง ก็แอบไปซื้อรถโฟล์คสวาเกน แม่โกรธเชียวค่ะ ไม่ให้เอารถเข้าบ้าน บอกไม่มีที่จอดรถ

ดิฉันก็บอกว่าจะขอขับรถโฟล์คแล้วย้ายไปสอนที่วิทยาเขตทับแก้ว มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นจบนอกมาก็มีแต่คนแย่งตัวไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ได้คุณน้าเกลี้ยกล่อมคุณแม่กระทั่งหาที่จอดให้ได้ ก็เลยได้ขับรถไปสอนที่ประสานมิตรจนกระทั่งเกษียณ” วราพร เล่าพลางหัวเราะถึงวีรกรรมสุดเปรี้ยวของตัวเอง

แม้ก้าวสู่วัยเลขแปด แต่เมื่อแอบพิศใบหน้าที่วันนี้ก็มีเค้าคนสวยมากๆ ผิวพรรณสดใส รูปร่างเล็กกะทัดรัด ก็เลยถามตรงๆ ว่าทำไมจึงครองตัวเป็นสาวโสดไม่สร้างครอบครัวแต่งงาน ในแบบที่หญิงสาวสวย อนาคตดีทั้งหลายควรจะเป็น?!! วราพร ตอบกลับทันใดด้วยบุคลิกสุดเปรียวที่ฉายชัดตลอดการสนทนาว่า คุณคิดอย่างไรล่ะ?!!! ไปไหนมาไหนก็มีแต่น้าชายแท้ๆ คุมเข้มตลอดการเดินทางแบบนั้น!

“คุณแม่คงไม่อยากให้ดิฉันมีคู่ (หัวเราะ) ก็ไม่เคยถามท่านหรอกค่ะว่าทำไม ก็ใช้ชีวิตไปตามที่ท่านให้เป็น ตอนสมัยเรียนก็มีเพื่อนชายมาแอบชอบบ้าง หรือกล้าหาญบอกเราตรงๆ บ้าง แล้วพอตัดสินใจคบหากันแล้วนิสัยไปกันไม่ได้ ก็เลิก พอเพื่อนถามสาเหตุดิฉันก็ตอบตรงๆ ว่านิสัยไปกันไม่ได้น่ะซิเธอ ตอบแค่นั้นค่ะ จะไม่ตอบว่าเขาไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ก็จะตอบทำไมแบบนั้น เราไม่คบกับเขาแล้วไม่มีประโยชน์จะพูดไป แล้วพอตอบแบบนี้ก็ไม่มีใครถามต่ออีกด้วย ก็ครองตัวโสดมาโดยตลอด” วราพร ตอบแบบเด็ดขาดไร้คำถามต่อแท้จริง

ฉายภาพหญิงสาวชาวบางกอก

เรือนปั้นหยาหลังใหญ่ เป็นอาคารที่ครอบครัวสุรวดีเคยใช้อาศัยอยู่เมื่อในอดีต ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้น เป็นอาคารไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนังอาคารสร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผนังก่ออิฐถือปูน ฝีมือช่างชาวจีนเป็นผู้ก่อสร้าง เรียกกันว่าทรงปั้นหยายุคปลาย โดยลดลายฉลุที่ชายคาออกนอกจากอาคารสถาปัตยกรรมโบราณ ข้าวของเครื่องใช้อันล้ำค่าของชาวบางกอกก็รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก มีผู้เยี่ยมชมเดือนละกว่า 700 คน

“เริ่มต้นทำพิพิธภัณฑ์จริงจังเมื่อปี 2547 จัดเก็บไปแตกไปค่ะไม่มีประสบการณ์ ถ้วยชามแตกไปหลายใบ แต่ก็ยังเหลือเครื่องกระเบื้องลายครามมีหลายลวดลายทีเดียวค่ะ ของใช้ที่โชว์ก็มีทั้งของคุณแม่อยู่ชั้นสองของอาคาร เตียงไม้โบราณแบบฝรั่งมีเสามุ้ง โต๊ะเครื่องแป้งพร้อมตลับเครื่อง แก้วสำหรับใส่เครื่องสำอาง และขวดน้ำหอมแบบต่างๆ ของใช้กลุ่มนี้มีอายุอยู่ในรัชกาลที่ 6 นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปบูชาสมัยอยุธยาตอนปลายและสมัยรัตนโกสินทร์

ถ้าเป็นของใช้สมัยดิฉันยังสาวๆ อยู่ที่ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนนี้เป็นห้องนอนของพี่สาวมีตู้เสื้อผ้ามีกระจกบานใหญ่ เข้าชุดกับโต๊ะแต่งตัวและเตียงนอนใหญ่ สาวๆ ยุคนั้นเดินสำเพ็งไปซื้อผ้าร้านนายจันทร์ ผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสราคาแพงก็ต้องมาซื้อที่ร้านนี้เท่านั้น ใช้เครื่องสำอางยี่ห้อแมคแฟคเตอร์ (Max Factor) เมกอัพยุคแรกๆ ที่ดังนำมาจำหน่ายในเมืองไทย เป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำลิปสติกออกมาขาย แล้วก็แป้งทาหน้าแบบที่เป็นตลับ ถ้าน้ำหอมก็ต้องยี่ห้อ 4711 แต่อย่างที่ดิฉันบอกว่าบ้านเราฐานะปานกลางใช้ของธรรมดาๆ สบู่เซนลุกซ์ตราลูกไก่ก็มีโชว์ไว้ให้ดู

แต่ไม่มีของใช้ส่วนตัวของดิฉันนะคะเพราะต้องการปิดบัญชีให้จบไปเลย ไม่มีการนำของใช้ส่วนตัวของเราเพิ่มเข้าไปอีก” วราพร อธิบาย

และชี้ชวนให้ดูเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก่าแก่อยู่คู่บ้านมาแต่โบราณ เช่น โต๊ะรับประทานอาหารแบบฝรั่งแต่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์อิมพอร์ต เป็นโต๊ะไม้สักทำขาสิงห์ รับประทานอาหารแบบฝรั่งเสิร์ฟ 6-8 ที่นั่งถอดได้สามช่อง ส่วนตู้ประดับเครื่องมุกจีนนำเข้ามาจากเมืองจีนตามสมัยนิยม

“บ้านดิฉันไม่ใช่บ้านเศรษฐีค่ะ (ย้ำอีกครั้ง) เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีตอนดิฉันโตแล้ว ตอนเด็กๆ ยังไม่มีข้าวของพวกนี้ใช้เลยค่ะ” เจ้าของบ้านสูงวัยอธิบายทิ้งท้าย ก่อนขอตัวไปต้อนรับแขกเหรื่อ
มากมายที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวการระดมเงินครบ 10 ล้านบาทสำหรับที่ดินถ้าซื้อได้สำเร็จงดงาม

และฟังการกำหนดทิศทางของพิพิธภัณฑ์ในอนาคต วราพร กำหนดจะให้เป็นพื้นที่สีเขียวและที่จอดรถแบบกรีนรูฟ ไม่มีการสร้างอาคารสูงบดบังตลอดไปสำหรับพื้นที่ตรงนี้ โดยมีการสร้างโมเดลผลงานของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มาให้ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พิจารณาแบบการก่อสร้าง

“โอฬารมากเลยนะคะ” วราพร วิจารณ์ใช้ภาษาศัพท์สมัยเก่าที่เด็กๆ นักศึกษาแอบทำหน้างงๆ แต่คนฟังรุ่นใหญ่ฟังแล้วใบหน้าอมยิ้มกับศัพท์แสงวันก่อน

“ดิฉันอยากให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม ตัวเองเป็นคนแก่ ก็คิดได้อย่างคนแก่ เลยอยากให้คนหนุ่มสาวมาช่วยกันคิด ช่วยกันติชมนะคะ ถ้าแบบใหญ่โตขนาดนี้ก็น่าจะใช้เงินหลายล้าน อาคารจอดรถสองชั้นก็พอมีเงินเหลือมาทำต่อได้ เพราะได้เงินมาเกิน 10 ล้านบาท ดิฉันอยากให้ทำหลังคาสีเขียวบนหลังคาอาคารจอดรถแทนที่จะเป็นตึกสองชั้น ก็ต้องเป็นการปลูกต้นไม้รากไม่ลึก เช่น เฟื่องฟ้า ประยงค์ หรือเป็นไม้ในวงศ์ใบมีสีเขียวเข้ม ตัดพุ่มหนาๆ ดิฉันอยากให้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ตลอดไปนะคะ” วราพร กล่าวน้ำเสียงมั่นคง สร้างความมั่นใจว่าทัศนียภาพของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีสิ่งใดมาลดทอนได้โดยง่าย

 

กรองกาญจน์-พิชามญช์ ชมะนันทน์ สองหัวใจไม่เคยห่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448385

กรองกาญจน์-พิชามญช์ ชมะนันทน์ สองหัวใจไม่เคยห่างกัน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะเห็นคู่แม่ลูกที่สนิทสนมกันราวกับเป็นเพื่อนสาวคนสนิท แต่สำหรับคู่ของคุณแม่กรองกาญจน์ ชมะนันทน์ และแพรว-พิชามญช์ ชมะนันทน์ นั้นอาจจะน่าสนใจกว่าคู่อื่น ตรงที่ความสนิทสนมที่มีให้แก่กันนั้นมากเหลือเกินเพราะคุณแม่คอยดูแลลูกแบบใกล้ชิดชนิดไม่ให้คลาดสายตา ฟังดูอาจจะโหดในสายตาคนนอก แต่ในความรู้สึกของลูกสาวคนสวยกลับไม่อึดอัดใจกับความห่วงใยที่คุณแม่มีให้แม้แต่น้อย

จากนี้ คือ เรื่องราวความรักความผูกพันของคู่แม่ลูก ที่รับรองว่า ทุกเรื่องราวที่ถูกบอกเล่า อาจทำให้คุณเผลออมยิ้มไม่รู้ตัว

ลูกคือนางฟ้าตัวน้อยของแม่

คุณแม่ยังสวย พาย้อนไปถึงวันที่ลูกสาวลืมตาดูโลกว่า รู้อยู่แล้วว่าจะได้ลูกแฝด แต่สิ่งที่ไม่รู้คือ ไม่คิดว่าจะได้ลูกสาวฝาแฝด เพราะอัลตราซาวด์มาหลายครั้ง คุณหมอก็ยืนยันว่าได้ลูกแฝดชายหญิง แต่ปรากฏว่าตอนคลอดออกมา กลายเป็นว่าได้ลูกสาวทั้งสองคน

“ตอนนั้นคุณหมอก็ตะลึงนะ ยังแซวว่า ลูกเราทะเล้นเหลือเกินหลอกหมอตั้งแต่อยู่ในท้อง นี่ถ้าตอนนั้นเราสลบไป หรือไม่เห็นเหตุการณ์ในห้องคลอดเอง คงคิดว่าหมอเอาทารกมาเปลี่ยน (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม กรองกาญจน์ ยอมรับว่านึกย้อนไปก็ถือว่าโชคดีเหมือนกันที่เราได้ลูกแฝดหญิง อย่างน้อยก็ไม่ต้องปวดหัวตอนเลี้ยงเขาว่าต้องเลี้ยงให้แตกต่างกัน เด็กชายต้องเลี้ยงแบบหนึ่ง เด็กผู้หญิงต้องเลี้ยงแบบหนึ่ง นี่คือ เราเลี้ยงเขามาเหมือนกันเลย สไตล์การเลี้ยงลูกของเรา คือ พยายามเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนคู่คิด ให้เราเป็นคนที่เขานึกถึงเสมอเวลาที่มีปัญหา พยายามให้เวลากับเขามากที่สุด

แน่นอนว่า ลูกสาวสวยขนาดนี้ อดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านนี้หวงลูกสาวขนาดไหน ทั้งคุณแม่และคุณลูก ถึงกับหัวเราะ ก่อนจะค่อยๆ แย้มว่านอกจากจะคอยสำรวจพฤติกรรมในโลกโซเชียลของลูก อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์แล้ว คุณแม่ยังวางสายสืบที่อยู่ใกล้ตัวลูก ไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยง หรือแม่นม คอยรายงานว่ามีหนุ่มๆ มาขายขนมจีบหรือป่าว นอกจากนี้ ตอนที่ลูกๆ ไปเรียนที่อังกฤษ ยังจ้างช่างมาติดกล้องวงจรไว้ทั่วบ้านอีกด้วย

“จริงๆ คือเราเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเขาที่สุด อย่างตอนติดกล้องวงจรปิดที่บ้านที่อังกฤษตอนลูกๆ ไปเรียนต่อ ช่างยังแซวว่า เราติดเยอะกว่ากล้องวงจรปิดที่พระราชวังบักกิ้งแฮมอีกนะ (หัวเราะ) อีกอย่างคือ การติดกล้อง เราจะได้เห็นลูกๆ ตลอด อย่างน้อยถึงเขาไปเรียนต่างประเทศ เราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ห่างกัน”

สำหรับเธอ ลูกสาวเหมือนเป็นนางฟ้า ที่มาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ โชคดีที่ลูกๆ ทั้งสามคน ไม่มีคนไหนทำให้คนเป็นพ่อแม่ต้องลำบากใจ เพราะเป็นลูกที่น่ารักเสมอ

 

แม่คือแสงเทียนนำทางชีวิตลูก

ด้านลูกสาวคนสวย บอกว่า แม่เปรียบเหมือนเทียนที่ส่องสว่างนำทางชีวิตเธอ เวลาที่คิดอะไรไม่ออกก็แค่หันไปหาแม่ แม่จะมีคำตอบและข้อคิดดีๆ ให้กลับมาเสมอ สมาชิกในบ้านเราสนิทกันทุกคน แต่อาจจะมีกลุ่มสามสาว (คุณแม่ แพรว และ พิม) ที่สนิทกันเป็นพิเศษตามประสาผู้หญิง ถึงขนาดมีไลน์กรุ๊ปครอบครัวไว้คุยกันแล้ว ก็ยังต้องมีไลน์สามสาวไว้คุยกันเองอีก สำหรับแพรวคุณแม่ใจดีมากแถมยังสามารถพูดคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง

“คุณแม่ไม่ดุนะ เท่าที่จำได้ก็ไม่เคยตีเลย(หัวเราะ) เวลามีเรื่องอะไรก็จะปรึกษาคุณแม่กับพิม (ฝาแฝด) คือนั่งล้อมวงคุยกันเลยสามคนถามว่าแพรวเป็นเด็กซนมั้ยก็ไม่นะ ไม่มีวีรกรรมแสบๆ หรือเป็นหัวโจก ส่วนใหญ่กิจกรรมที่ทำกับคุณแม่ประจำคือ ไปช็อปปิ้ง เสริมสวยออกกำลังกาย และเข้าสปาตามประสาผู้หญิง(ยิ้ม)”

แพรว บอกว่า บางครั้งที่ต้องไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน คุณแม่จะตามไปดูแลบ้าง หรือบางทีก็ไปรับ แต่ใช่ว่า คุณแม่จะเป็นฝ่ายมาคุมอย่างเดียว เพราะบางทีเธอก็ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อ ให้ไปดูแลคุณแม่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนด้วยเช่นกัน

“เรื่องสายสืบคุณแม่ที่อยู่รอบตัวแพรว (หัวเราะ) แพรวรู้ เพราะคุณแม่ก็ไม่ได้ปิดบัง ตัวแพรวเองคุณแม่ก็เคยมาชวนให้เป็นสายสืบพิมให้เหมือนกัน แต่แพรวไม่เอาเพราะกลัวโดนเอาคืน (หัวเราะ) นึกถึงช่วงที่ไปอยู่อังกฤษ แล้วที่บ้านมีวงจรปิด ถามว่าอึดอัดมั้ย ไม่นะ แต่ถามว่า เคยมีหาวิธีหลบเลี่ยงจากกล้องมั้ย อันนี้บอกไม่ได้ เดี๋ยวความลับแตก แต่มีครั้งหนึ่งที่พิม แกล้งลองเอาหมอนซุกใต้ผ้าห่มทำเหมือนนอนอยู่ แล้วย่องไปเปิดประตูห้อง เพราะคิดว่าคุณพ่อคุณแม่หลับแล้ว ปรากฏว่า ได้ยินเสียงถามมาเลยว่าไปไหนอ่ะ? (หัวเราะ) แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ดูเราอยู่”

ทุกวันนี้แพรว พิม และน้องชาย ต้องพกจีพีเอสติดตัว หรือไม่ก็เปิดแอพพลิเคชั่นจีพีเอสบนโทรศัพท์ เพื่อให้ที่บ้านรู้ว่าอยู่ที่ไหน ต้นเหตุมาจากตอนที่แพรวอายุ 17 ปี เคยไปเดินเล่นแล้วไม่เอาโทรศัพท์ติดตัวไป กลายเป็นเรื่องใหญ่โต คุณพ่อต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยหาปิดแยกแถวสยามตรวจดูรถตู้ที่ต้องสงสัย เพราะกลัวว่าจะถูกลักพาตัว เนื่องจากช่วงนั้นข่าวรถตู้ลักพาตัวเยอะมาก

“ตอนนั้น พอไปเดินเล่นเสร็จ กลับมาที่สตูดิโอเรียนเต้นก็งงว่าทุกคนทำไมหน้าตาแปลกๆ พอรู้เรื่องก็เลยโดนดุชุดใหญ่เลย”

แม้วันนี้ จะโตเป็นสาวแล้ว แต่การที่มีคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด กลับไม่ได้ทำให้สาวน้อยหน้าหวานรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดีว่าทั้งหมดที่คุณแม่ทำไป ล้วนมาจากความรักและความหวังดีในฐานะคนเป็นแม่ทั้งสิ้น

 

‘มาโดโนะ’ แห่ง A&A คาราเต้ช่วยฝึกจิตให้สงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448384

‘มาโดโนะ’ แห่ง A&A คาราเต้ช่วยฝึกจิตให้สงบ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

คัทสุฮิโกะ มาโดโนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล (A&A) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านสินเชื่อบุคคลภายใต้แบรนด์ A-money ที่เปิดให้บริการในระบบการเงินและเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปี 2558 และได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนคนไทย และการตอบรับกลับมาเป็นผู้บริหารในบริษัทแห่งนี้ของ “มาโดโนะ” ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่หลงใหลประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นในช่วงชีวิตของการทำงานที่นับเริ่มแรกจาก “อีซี่บาย” และเมื่อลาออกมาก็มาร่วมในการปลุกปั้น A&A ซึ่งผ่านมาได้ระยะหนึ่งการทำธุรกิจของ A&A ก็ถือว่าเป็นไปได้ตามเป้าหมายและความคาดหวัง

ตลอดช่วงของการทำงาน ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจให้บริการด้านการเงินเป็นธุรกิจที่มีความละเอียดอ่อน มีความเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าอาจมีความสามารถในการผ่อนชำระน้อยลง และอาจทำให้ผู้ให้บริการจะต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งการเป็นผู้บริหารในธุรกิจนี้เขามีวิธีการผ่อนคลายหรือมีกิจกรรมอะไรที่ทำให้ชีวิตมีความสุข มีไอเดียที่จะทำให้ธุรกิจหรือกิจการยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

“มาโดโนะ” เล่าว่า การได้เล่น “คาราเต้” คือกิจกรรมที่ทำให้เขามีความสุข ทำให้เขามีจิตใจที่สงบ สามารถหยุดนิ่งและอยู่กับการเล่นคาราเต้ได้ตลอดเวลา และเล่นได้อย่างมีความสุข การเล่นคาราเต้นอกจากเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งแล้ว คาราเต้ยังเป็นการฝึกจิตให้สงบ ฝึกจิตให้มีสมาธิตามนิกายเซน ที่ความสุขจะเกิดขึ้นจากภายใน

มาโดโนะ เล่นคาราเต้มานานกว่า 17 ปีแล้ว และวันนี้ในวัย 58 ปี ยังคงเล่นคาราเต้ในทุกสัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน คาราเต้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ซึ่งเมื่อครั้งที่เขาเริ่มทำธุรกิจกับอีซี่บายปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จ จึงตัดสินใจออกมาโดยมีเป้าหมายในขณะนั้นคือออกมาทำธุรกิจเปิดโรงเรียนสอนคาราเต้ ซึ่งเขาก็ได้ทำ โดยโรงเรียนสอนคาราเต้อยู่ในซอยทองหล่อ ที่ยังคงเปิดให้บริการและมีนักเรียนที่ผ่านมาเรียนและสอนไปแล้วในหลายรุ่น

 

“ผมชอบมากเล่นมานานจนทำเป็นธุรกิจ และทุกวันนี้ยังเล่นสัปดาห์ละ 2 วัน แล้วก็ยังคงทำหน้าที่เป็นครูสอนด้วย ซึ่งจะสอนในช่วงเสาร์และอาทิตย์ และด้วยอายุที่เริ่มมากจะสอนไม่นานมาก คือจะสอนประมาณ 2 ชั่วโมง” มาโดโนะ กล่าว

ในโรงเรียนสอนคาราเต้ของมาโดโนะนั้น มีนักเรียนตั้งแต่อายุ 2 ขวบ-52 ปี ซึ่งอายุ 3-10 ขวบ มีประมาณ 70 คน อายุ 30-40 ปี มีประมาณ 15 คน ซึ่งทุกคนที่มาเรียนก็มีความสุขเพราะได้ทั้งการออกกำลังกายและฝึกสมาธิ

โรงเรียนสอนคาราเต้มีใบประกอบและมีการได้รับมาตรฐานจากต้นแบบที่ญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากเป็นโรงเรียนแล้วยังเป็นที่ออกกำลังกาย และฝึกสมาธิของเขาด้วย เพราะมาโดโนะเชื่อว่าเมื่อจิตมีสมาธิจะมีทางออก และมีหนทางในการแก้ไขปัญหา หรือมีความสุขเกิดขึ้นกับทุกสิ่งที่ทำ

 

เอก สุวัฒนพิมพ์ รุ่นที่สองกาวตราลูกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448379

เอก สุวัฒนพิมพ์ รุ่นที่สองกาวตราลูกโลก

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

เอก สุวัฒนพิมพ์ วัย 40 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ นับเป็นรุ่นที่สองของผู้ผลิตกาวตราลูกโลก กาวที่ใช้ในอุตสาหกรรม เขามีส่วนร่วมในการบุกเบิกนำการวิจัยและพัฒนาเข้ามาใช้ในบริษัทที่มีส่วนผลักดันให้ลูกโลกเป็นกาวที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายขึ้น และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของผู้ผลิตกาวข้ามชาติ

เขาจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน อังกฤษ ปริญญาโทการจัดการจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ในเมืองเซอร์เรย์ อังกฤษ โดยไม่คิดว่าจะต้องกลับมารับช่วงกิจการต่อจากผู้เป็นพ่อ (ณรงค์ รองประธานกรรมการบริษัท)

“คุณพ่อเป็นคนก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2523 หรือ 36 ปีที่แล้ว จากธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวคือผลิตกล่องกระดาษ น้ำหอม เมื่อนำสินค้าไปส่งเห็นโอกาส จึงมองหาทีมงาน ตั้งโรงงาน นำเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาผลิต จากรุ่นแรกวิ่งเข้าหาโอกาสและเติบโตมาเรื่อยๆ เริ่มจากผลิตกาวโซเวนท์ หรือกาวเหลืองที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง รองเท้า ตกแต่งยานยนต์ ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และงานทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันลูกโลกถือว่าเป็นผู้ผลิตกาวรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ”

 

ยุคเริ่มต้นบริษัทผลิตกาวขายในประเทศ ต่อมาเริ่มส่งออกไปขายต่างประเทศตามลูกค้าที่ขยายงานไปบังกลาเทศและเอเชียใต้ ยุคแรกส่งไป 6-7 ประเทศ จนปัจจุบันส่งไปทุกภูมิภาคใน 27 ตลาดทั่วโลก

ระหว่างเรียนเขาฝึกงานอยู่ฝ่ายบริการผู้โดยสารที่สายการบินบริติช แอร์เวย์ส โดยไม่คิดว่าจะได้กลับมาทำงานในบริษัทครอบครัว หลังเรียนจบปริญญาโทที่อังกฤษ เอก ได้รับภารกิจจาก ณรงค์ ให้ทำ ISO ให้โรงงานของบริษัทเป็นโครงการร่วม ออดิเนเตอร์ SCIC ในช่วงปี 2542-2543

เมื่อได้เรียนรู้พื้นฐานของอุตสาหกรรมครอบครัวผ่านโครงการ ISO ที่พ่อมอบหมาย ทำให้เขาได้เข้าทำงานในบริษัทโดยปริยาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสืบทอดธุรกิจในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวไปได้

“แต่ก่อนไม่เคยรู้จักธุรกิจของครอบครัวดีนัก ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยสนใจ คุณพ่อไม่เคยเล่า เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำ ISO ทำให้รู้ขั้นตอน คุยกับฝ่ายผลิต ต้องรู้ทุกจุด จึงเข้าใจ เมื่อได้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท อีวาแมนูแฟคเจอรริ่ง ดูด้านการผลิต ไม่ถนัดธุรกิจเพราะเน้นขายอย่างเดียว เจอของจริงขายได้แต่เก็บเงินไม่ได้ ตอนนี้รู้ทุกจุด พยายามเน้นขายอุตสาหกรรม ส่วนขายปลีกจะผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว จากนั้นได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ซีลิค เคมิคอล ต่อมาบริษัท อีวาฯ ได้รวมกิจการกับบริษัท ซีลิค เคมีคอล กลายมาเป็นบริษัท ซีลิค คอร์พ เมื่อปี 2555 ทำให้เอกกลายมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารซีลิค คอร์พ โดยปริยาย

เขาเล่าว่า ซีลิคมีเทคโนโลยีกาวหลากหลาย จากเดิมที่เน้นกาวโซเวนท์ เมื่อเริ่มส่งออกเริ่มมีข้อจำกัดในการส่งออกไปยุโรป เพราะกาวโซเวนท์เข้าไปขายไม่ได้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมรองเท้า ฟอกย้อมก็ค่อยๆ ทยอยล้มหายตายจากไป ทางคณะกรรมการจึงให้มีการตั้งทีมวิจัยและพัฒนาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพื่อคิดค้นผลิตกาวอื่น ทั้งกาวน้ำ และกาวฮอตเมลท์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเช่นกัน

 

“เราให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา โดยใช้เงินลงทุนปีละประมาณ 2-3% ของยอดขายเพื่อพัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง”

ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีกาวน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ พรม งานไม้ ฉลากสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ กาวฮอตเมลท์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีระบบการผลิตการติดฉลากสินค้าด้วยเครื่องจักร หรือระบบบรรจุสินค้าอัตโนมัติบนสายพานการผลิต เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ สินค้าซื้อมาขายไป และการจำหน่ายสารเคมีชนิดต่างๆ เช่น เคมีฟอกหนัง น้ำยารองพื้น น้ำยาทำความสะอาดรถ เคมีอาหาร น้ำยาเช็ดล้าง น้ำยาทำความสะอาดพื้นผิววัสดุ เคมีเช็ดคราบกาวและสิ่งสกปรก และขี้ผึ้งเคลือบผิว

สำหรับรายได้ของบริษัทปีละประมาณ 500-700 ล้านบาท  เกิน 50% ยังเป็นยอดขายจากกาวโซเวนท์ แต่การพัฒนาและวิจัยที่ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการส่งออกกาวไปประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป

“ขณะนี้เราขายกาวติดผ้าซึ่งเป็นขั้นปลายของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ไม่ใช่กาวขั้นต้น ตามสถานการณ์สิ่งทอที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นผู้ผลิตกาวอุตสาหกรรมรายเดียวในประเทศที่ผลิตกาวฮอตเมลท์ได้ และมีคู่แข่งเป็นผู้ผลิตกาวข้ามชาติ”

ซีลิค คอร์พ ส่งออกกาวไปยังตลาดประเทศแอฟริกาใต้ ปากีสถาน และศรีลังกา ขณะที่ตลาดในอาเซียนมี 10% ของการส่งออกทั้งหมด เช่น กลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ที่ปัจจุบันทำการตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายไปยังอินโดนีเซีย จีน รวมถึงจะเปิดตลาดยุโรปและสหรัฐมากขึ้น

สำหรับ ซีลิค คอร์พ นอกจากมีเอกเป็นซีอีโอแล้ว น้องชายคนที่สาม เกียรติศักดิ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการดูด้านการผลิต จากพี่น้องทั้ง 5 คนของเขา