โชห่วย ไม่หายไปไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 12:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448188

โชห่วย ไม่หายไปไหน

โดย…ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

เมื่อหลายปีที่แล้วมีคนจับคู่สงครามระหว่างซูเปอร์มาร์เก็ตบริษัทข้ามชาติกับร้านโชห่วย ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นจะทำให้ร้านโชห่วยฉิบหาย บางคนเตลิดต่อไปอีกว่าจะทำให้ตลาดสดติดร่างแหตามร้านโชห่วยหายไปด้วย แล้วยังมีนักกิจกรรมทางความคิดเสนอแนวทางต่างๆ นานา บ้างก็ให้รัฐบาลลดภาษีให้กับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งสินค้าให้กับร้านโชห่วย บ้างก็ให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนหลายๆ รูปแบบให้กับร้านโชห่วย

ผมไม่ว่าใครที่มีความคิดอย่างนั้น แต่ผมไม่เคยคิดว่าซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยคนไทยที่เคยพึ่งพาร้านโชห่วยได้ ซูเปอร์มาร์เก็ตกับร้านโชห่วยเหมือนเป็นรางทางรถไฟอยู่คนละเส้น คนไทยนั้นในบางเวลาบางสถานการณ์ก็เข้าซูเปอร์มาร์เก็ต บางเวลาก็ต้องพึ่งร้านโชห่วย

ลองมาดูร้านโชห่วยก่อนครับ ร้านนี้เหมือนพิพิธภัณฑ์กับโกดังผสมกัน ของโบร่ำโบราณที่ตกยุคขายไม่ได้ ก็ตั้งโด่เด่ไว้อย่างนั้น พอความนิยมมันหมุนเวียนกลับ ของที่เคยตกยุคกลับมาถูกใจใหม่ ก็ต้องวิ่งเข้าร้านโชห่วย เอาง่ายๆ ตอนนี้เครื่องสังกะสีเคลือบหรือเครื่องอินาเมล พวกจาน ชาม กะละมัง หม้ออวย หม้อสองหู ปิ่นโตลายดอก ช้อนสังกะสี คนกลับมาชอบว่าย้อนยุคสวยดี

เหยือกน้ำอะลูมิเนียมดุนลาย ถ้วยอะลูมิเนียม โถข้าว ของวัดขาดไป ก็มาที่ร้านโชห่วย ถ่านไม้ ปูนกินหมากที่หลายคนต้องเอาไปแช่เอาน้ำด่างเพื่อแช่ถั่วงอกขายก๋วยเตี๋ยว แช่มันเทศสำหรับแกงบวดก็มาที่ร้านโชห่วย กระติกน้ำร้อน กระติกน้ำแข็งตรานกยูง ครกดิน ครกหิน เตาอั้งโล่ กระทะทองเหลือง ยังมีอีกเยอะครับ และเดี๋ยวนี้ร้านโชห่วยเขาก็ไม่ได้นิ่งอยู่กับที่ เขาปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ร้านใหญ่หน่อยมีเครื่องใช้สำหรับการทำอาหารขายครบหมด แม้กระทั่งคนทำโต๊ะจีน กระทะใหญ่ๆ หม้อต้มซุป กระบวย กระชอนลวกเส้นมีทุกขนาด แบบทองเหลืองก็มี ที่สำคัญอีกอย่างคือร้านโชห่วยนั้น คนซื้อและคนขายจะมีการสนทนา บางทีคุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว คุ้นเคยกันก็เยอะ ต่อรองกันได้อีกด้วย แล้วยังมีความสนุกอีก เข้าร้านโชห่วยนั้นต้องสอดส่ายสายตา เดี๋ยวก็เจอของถูกใจโดยไม่คาดฝัน นั่นเป็นโชห่วยที่ขายเครื่องใช้ต่างๆ

มาดูซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง จริงอยู่เดินสบาย แอร์เย็นฉ่ำ ชั้นตั้งสิ่งของเป็นระเบียบ มีมากมายให้เลือก น้ำมันพืช น้ำปลา ซีอิ๊ว นมกระป๋อง มีสารพัดราคา บะหมี่ ขนมซองๆ ข้าวสารบรรจุถุง ไข่ ของแช่แข็ง สปาเกตตี เนย ชีส แฮม เบคอน เรียกว่ามีเยอะหลากหลาย แล้วยังเตร่ไปดูเครื่องไฟฟ้าได้อีกด้วย เมื่อได้ตามต้องการแล้ว ก็หิ้วตะกร้าหรือรถเข็นมาที่แคชเชียร์ที่เหมือนหุ่นยนต์ พูดได้แต่เรื่องราคากับหยิบของใส่ถุงพลาสติก นั่นเป็นการซื้อขายแบบง่ายๆ ความต่างมันเป็นอย่างนี้ อย่างที่บอกว่าบางเวลา บางสถานการณ์ต้องเลือกเข้าสถานที่ที่ตามต้องการ คนไทยหรือผู้ซื้อรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น ผมก็ไป Villa, Food Land, Max Value, Big C เรียกว่าอยากได้อะไร ก็ไปที่นั่น ที่ไหนราคาห่วย แพงเกินปกติก็รู้

สำหรับร้านโชห่วยที่ใครว่าจะฉิบหายวายวอดนั้น ผมอยากให้ไปดูที่ตลาดบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เยื้องกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นตลาดริมคลองดำเนินสะดวก เป็นตลาดเก่าที่ชาวคลองดำเนินสะดวกอยากได้อะไรก็มาที่นี่ เหมือนเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แล้วมีร้านโชห่วยทุกประเภทอยู่ข้างใน ทั้งขายผ้า ขายทอง ขายของใช้ในครัว ขายพระเครื่อง อาหารสำเร็จรูป เป็ดพะโล้ กุนเชียง กะปิ ปลาเค็ม ท้ายตลาดขายปลา ขายผัก ขายหมู ความที่เป็นตลาดริมคลองพื้นทางเดินยังเป็นไม้กระดานแผ่นโตๆ อยู่ ร้านโชห่วยเหล่านั้นเป็นที่ต้องการตามฤดูกาลด้วย พอก่อนเข้าพรรษาก็มีเครื่องสังฆทาน เทียนพรรรษาขาย ก่อนโรงเรียนเปิดเทอมก็มีชุดนักเรียนขาย ตลาดแบบนี้มีการเคลื่อนไหว ถ้าไปก็จะได้เห็นวิถีชีวิตไทย เป็นไปตามธรรมชาติ นั่นเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบครับ

เมื่อหลายปีก่อนการท่องเที่ยวตัวดีไปจัดตั้งส่วนต่อของตลาดบ้านแพ้ว ตรงริมน้ำหน้าโรงพักบ้านแพ้ว ทำเป็นตลาดน้ำ ก็ตลาดน้ำจัดตั้งสำเร็จรูปอะไรทำนองนั้น ทำได้สักไม่กี่อาทิตย์ก็เรียบร้อย ม้วนเสื่อกลับการท่องเที่ยวไป มาถึงตอนนี้ผมจะบอกว่าคนที่จะทำลายร้านโชห่วยนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนก็การท่องเที่ยวนั่นเอง

ผมอยากเน้นว่าย่านตลาดเก่าแก่นั้นเหมือนเป็นร้านโชห่วยหลายๆ ประเภท มาประกอบกันเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เมื่อถึงยุคสมัยสังคมเปลี่ยน ย่านเก่าแก่ของเดิมนั้นก็ซบเซาไป การท่องเที่ยวตัวดีชอบไปขุดย่านเก่าแก่นั้นมาขาย พังไปเป็นแถบ ผมเคยไปตลาดคลองสวน ริมคลองประเวศบุรีรมย์ ดั้งเดิมเขามีความเป็นตัวของตัวเอง สงบ เงียบ ขลัง มีเสน่ห์ พอการท่องเที่ยวไปทำร้านโชห่วยที่มีกระถางปูนกินหมาก มีใบจากมวนบุหรี่ ตะข้องจับปลา มีป้ายสังกะสีโฆษณาเหล้าสกอตวิสกี้ที่หายไปจากโลกนี้แล้ว ร้านขายยา แผงขายหมูที่ยังใช้ตาชั่งหูหิ้วหายหมด หน้าร้านคนกรุงเทพฯ ไปเช่าหน้าร้านขายเสื้อยืด ขายกาแฟสด ขายหมวก โปสต์การ์ดขายเต็มไปหมด เจ้าของดั้งเดิมไปนั่งซุกอยู่หลังร้าน ผมไปเห็นแล้วอนาถตา

ไม่ต้องอะไรที่ตลาดสามชุก ที่การท่องเที่ยวภูมิใจนักหนาว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการท่องเที่ยว ร้านโชห่วยประเภทของใช้เอาเครื่องเคลือบสังกะสีมาตั้งเรียงเต็มหน้าร้าน ใช่มันเป็นของใช้ ที่คนเคยซื้อ แต่ไม่ใช่ลักษณะของการขาย มันเป็นการโชว์เพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น สมมติถ้าตลาดนั้นซาความนิยม ร้านโชห่วยนั้นจะเหลืออยู่ไหม ตลาดน้ำริมคลองอัมพวา ตลาดดอนหวายนั่นเป็นอย่างไร ผมว่าต้องเข้าใจกันใหม่แล้วว่าซูเปอร์มาร์เก็ตบริษัทข้ามชาติ ทำอะไรร้านโชห่วยไม่ได้ ที่จะทำลายได้ก็คือการท่องเที่ยวของไทยนั่นเอง

 

3 งานใหญ่เทิดไท้ราชินีเทิดไท้ราชินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447973

3 งานใหญ่เทิดไท้ราชินีเทิดไท้ราชินี

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เนื่องในโอกาสปีมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพร้อมใจกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย จึงนับเป็นโอกาสดี ที่วันแม่แห่งชาติ คุณลูกจะถือโอกาสจูงมือคุณแม่ไปใช้เวลาร่วมกัน พร้อมเรียนรู้พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน และได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คนไทยและคนต่างชาติได้ชื่นชม

ตระการตา 2 นิทรรศการเทิดไท้องค์ราชินี

หนึ่งในนิทรรศการใหญ่แห่งปี ที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ ต้องยกให้ 2 นิทรรศการใหญ่ ได้แก่ นิทรรศการ “งามสมบรมราชินีนาถ” (Fit for a Queen : Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) และนิทรรศการ “เครื่องโขน” (Dressing Gods and Demons : Costume for Khon) ที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดขึ้นเป็นพิเศษพร้อมกัน 2 นิทรรศการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ

ไหม-ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กล่าวแนะนำถึงไฮไลต์ของนิทรรศการ “งามสมบรมราชินีนาถ” ว่า ได้เชิญฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ออกแบบตัดเย็บโดย ปิแอร์ บัลแมง ในช่วงปี 2503-2524 พร้อมผลงานการปักฉลองพระองค์ของสถาบันเลอซาจ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการปักมาจัดแสดง ส่วนหนึ่งคือฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยือนสหรัฐ และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายจากนานาประเทศให้ทรงเป็น 1 ใน 10 สุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลกประจำปี 2503 และยังทรงได้รับการยกย่องต่อมาอีก 3 ครั้ง คือในปี 2504 2506 และ 2507 ต่อมาในปี 2508 หอแห่งเกียรติคุณ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐ ยังจารึกพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่ทรงเป็น 1 ใน 12 สุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลกอีกด้วย

“ส่วนนิทรรศการ ‘เครื่องโขน’ นั้น จะจัดแสดงความเป็นมาของเครื่องโขนในอดีต ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการศึกษาค้นคว้า และจัดสร้างเครื่องโขนชุดใหม่ โดยจะจัดแสดงเครื่องพัสตราภรณ์ชั้นสูงที่เก็บรักษามาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี รวมทั้งคอลเลกชั่นสะสมส่วนบุคคลของผู้เชี่ยวชาญด้านโขน นำมาจัดแสดงควบคู่กัน รวมกว่า 100 ชิ้น นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนไทยจะได้ชมเครื่องโขนแบบใกล้ชิด จากที่ผ่านมา จะได้เห็นเครื่องโขนบนเวทีการแสดงเท่านั้น งานนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องโขนนั้นให้ความงามวิจิตรที่แตกต่างกันเมื่อมองจากระยะไกลและใกล้”

 

สำหรับนิทรรศการ “งามสมบรมราชินีนาถ” ซึ่งจัดแสดงฉลองพระองค์กว่า 30 องค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน มิ.ย. 2561 ณ ห้องจัดแสดง 1-2 ส่วนนิทรรศการ “เครื่องโขน” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน พ.ค. 2460 ณ ห้องจัดแสดง 3-4 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น.

ยลโฉม “วิจิตรพัสตรา 84 พรรษา บรมราชินีนาถ”

ใครที่วางแผนว่าจะพาคุณแม่ไปเที่ยวห้าง กินข้าว ช็อปปิ้ง ลองปักหมุดไปที่เซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี รับรองว่าวันแม่ปีนี้จะพิเศษไม่เหมือนปีไหนๆ เพราะจะได้เต็มอิ่มกับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “วิจิตรพัสตรา 84 พรรษา บรมราชินีนาถ” ห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกันเนรมิตอีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 3 ให้กลายเป็นห้องนิทรรศการที่ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อันเกี่ยวเนื่องกับผ้าไทยและผ้าปักในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ พร้อมจัดแสดง 7 ฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไทยและโดดเด่นด้วยลายปักอันวิจิตร ซึ่งปกติจะมีโอกาสได้เห็นแต่ในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เท่านั้น

 

นิทรรศการดังกล่าวประกอบด้วย 8 โซน ที่บอกเล่าที่มาของการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกร รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทอดพระเนตรเห็น “ความเป็นศิลปิน” ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทย จากนั้นจึงเป็นโซนที่บอกเล่าเรื่องราวของผ้าทอสู่ผ้าไทยที่สร้างชื่อ โซนปักพัสตราโขนพระราชทาน โซนปักผ้าซอยจากแดนใต้ โซนผ้าปักจาก 6 ชนเผ่า โซนประณีตศิลป์บนผืนผ้าสู่พัสตราฉลองพระองค์ โซนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และโซนกิจกรรม DIY ชวนผู้ชมงานเลือกชิ้นผ้าปัก เพื่อนำมาเย็บบนถุงผ้าดิบหรือเสื้อยืด หรือเลือกลายเพื่อปักซอยตามแบบ แล้วนำกลับไปเป็นที่ระลึก

งานนี้ยังเอาใจคู่แม่ลูกขาช็อปด้วยโซน เดอะ บัลโคนี ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อชมผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ และโครงการสถานีเกษตรที่สูงตามพระราชดำริฯ และการจำหน่ายผ้าไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้ของถูกใจแล้ว สามารถไปร่วมชมนิทรรศการแสดงพระฉายาลักษณ์ สมด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่หาชมได้ยาก และร่วมพลังสามัคคีและแสดงความจงรักภักดี ด้วยการร่วมช่วยกันปักผ้าด้วยไหมสีทองเป็นคำว่า “Long Live The Queen” บนผืนผ้าไหมสีฟ้าอมน้ำเงิน ขนาด 7 เมตร ที่จัดวางบริเวณชั้นจี ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อไป

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “วิจิตรพัสตรา 84 พรรษา บรมราชินีนาถ” จะจัดไปจนถึงวันที่ 17 ส.ค.นี้ ณ ดิ อีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จัดถึงวันที่ 21 ส.ค. 2559 เวลา 10.00-22.00 น. สามารถเข้าได้ฟรี

ชมงานศิลป์เคล้าเสียงเพลง

ปิดท้ายกิจกรรมวันแม่ที่เอาใจสายอาร์ต ชอบเสียงเพลง บรรยากาศชิลๆ ต้องไม่พลาดกิจกรรม “งานศิลป์ของแม่” จัดโดยศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยมชมนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยได้รวบรวมผลงานจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่เป็นจุดเริ่มต้นของงานมรดกทางวัฒนธรรมที่มาจากหลายแหล่งที่ก่อให้เกิดงานศิลป์ทั่วทั้งประเทศไทยขึ้นอย่างกว้างขวางตราบจนปัจจุบันมาจัดแสดง ชมนิทรรศการห้องทรงงาน การออกร้านผลิตภัณฑ์หัตถกรรมงานฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพฯ การแสดงนาฏศิลป์ไทย 4 ภาค กิจกรรมเวิร์กช็อปงานหัตถกรรม งานจำลองประเพณีพื้นบ้าน ณ หมู่บ้านไทย 4 ภาค ตลาดน้ำย้อนยุค การจำหน่ายอาหารและขนมไทยโบราณ การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีและรองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสริมว่า ไฮไลต์ของงานที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คือการแสดงพลุประกอบดนตรีเฉลิมพระเกียรติชุดพิเศษยิ่งใหญ่ “พรรษา 84 บารมีพระแม่ไทย” แสดงโดยทีมงานพลุระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นการแสดงพลุประกอบดนตรีทั้งหมด 7 ชุด  8,499 นัด จัดแสดง 12 นาที ให้ได้ชมกันเต็มตาบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเวลา 20.00 น. ตั้งแต่วันที่ 12-14 ส.ค.นี้ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ฟรี

งานนี้เพื่อเพิ่มสีสันความประทับใจ ทางเจ้าภาพเชิญชวนให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าไทยมาอวดโฉมว่าผ้าไทยก็สวยเก๋ไม่แพ้ใครอีกด้วย

หยุดยาวต่อเนื่อง 3 วัน คุณลูกที่ยังไม่มีแพลนจะพาคุณแม่สุดที่รักไปใช้ช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ที่ไหน อย่าพลาด 3 นิทรรศการที่จะไม่เพียงทำให้คุณรักแม่ของคุณมากขึ้น แต่จะเต็มอิ่มและซาบซึ้งไปกับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่ง “ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน”

 

วันพา ‘แม่’ เที่ยวแห่งชาติ 70 เส้นทางตามรอยพระบาททั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447553

วันพา ‘แม่’ เที่ยวแห่งชาติ 70 เส้นทางตามรอยพระบาททั่วไทย

โดย…กาญจน์ อายุ

เรื่องราวต่อไปนี้อาจทำให้คุณสนิทกับแม่มากขึ้น ด้วยเส้นทางท่องเที่ยวฉบับมารดาที่ทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 ส.ค. กับโครงการ 70 เส้นทางตามรอยพระบาททั่วไทย

ศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านการสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กลุ่มผู้หญิงเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สำคัญ และประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวผู้หญิงจำนวนมาก จึงกำหนดให้เดือน ส.ค. เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง โดย ททท.ได้จัดโครงการวูเมนส์ เจอร์นีย์ ไทยแลนด์ (Woman’s Journey Thailand) ร่วมมือกับภาคเอกชนกว่า 200 ราย จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิงทั้งไทยและต่างชาติ และเน้นโปรโมทเส้นทางตามพระราชเสาวนีย์ 4 รูปแบบ ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและรักษาป่าต้นน้ำทางภาคเหนือ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวอีสาน ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าชายเลน และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ของไทย

คู่มือ 70 เส้นทางตามรอยพระบาทครอบคลุมทุกภาคของไทย ประกอบด้วย โครงการตามพระราชดำริ โครงการหลวง โครงการทดลองทางการเกษตรแนวเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการตามพระราชเสาวนีย์ โดยแต่ละแห่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้

นาขั้นบันได บ้านสะจุก-สะเกี้ยง จ.น่าน

เป็นข่าวครึกโครมกับปัญหาเขาหัวโล้นที่น่าน แต่ในบ้านสะจุก-สะเกี้ยง เขตป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ผาแดง คือแหล่งทำนาขั้นบันไดตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำบนยอดดอยขุนน่านให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ชาวบ้านและชาวเขา (ลัวะ) ทุกคน ช่วงเวลาชมนาขั้นบันไดมี 2 ช่วง คือ เที่ยวฤดูฝนดูนาข้าวสีเขียว ส.ค.-ก.ย. และเที่ยวฤดูหนาวดูข้าวออกรวง พ.ย.-ก.พ.

ใครที่จะพาแม่ไปเที่ยวต้องเช็กสุขภาพแม่และเช็กสภาพรถยนต์ให้ดี เพราะการเดินทางไปหมู่บ้านสะจุกต้องผ่านทางลาดชัน มีหลุมบ่อ ใช้เวลาเดินทางนาน อยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติขุนน่าน 44 กม. และห่างจากแนวชายแดนไทย-ลาวเพียง 2 กม. ทั้งนี้ทางโครงการไม่อนุญาตให้พักแรม จะเป็นการเที่ยวแบบวันเดย์ทริปเท่านั้น ซึ่งขากลับไปยังตัวเมืองน่าน สามารถแวะเที่ยวชมการต้มเกลือสินเธาว์โบราณที่บ่อเกลือ หรือแวะชมดอกภูคาที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาในเดือน ก.พ.

แหล่งไหมแพรวาบ้านโพน จ.กาฬสินธุ์

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา บ้านโพน อยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตชาวผู้ไทย โดยเฉพาะการทอผ้าไหมแพรวาที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งไหม” นักท่องเที่ยวสามารถชมการทอผ้า ชมการละเล่นโปงลาง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และกินอาหารอีสานรสชาติแซ่บดั้งเดิม

นอกจากนี้ บนเส้นทางก่อนถึงกาฬสินธุ์ สามารถแวะเที่ยวขอนแก่น สักการะพระธาตุขามแก่น หรือชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร จากนั้นหลังข้างแรมที่บ้านโพน แนะนำให้เดินทางไปร้อยเอ็ด เพื่อสักการะวัดป่ากุง หรือเจดีย์บรมพุทโธจำลอง

หมู่บ้านทอผ้าไหมโบราณ บ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์

การทอผ้าไหมยกทองโบราณเป็นเอกลักษณ์ของบ้านท่าสว่าง ด้วยการทอด้วยกี่โบราณขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ตั้งแต่เรือนทะลุไปยังใต้ถุน ความโบราณนี่เองที่ดึงดูดคนปัจจุบัน บ้านจันทร์โสมาจึงเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้การทอผ้าไหมยกทองแก่นักเรียนนักศึกษาและนักท่องเที่ยว และในหมู่บ้านมีร้านขายผ้าไหมหลากรูปแบบหลายราคาเอาใจคุณแม่ที่ปรารถนาซื้อเก็บไว้ในครอบครอง สำหรับคู่แม่ลูกที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตคนท่าสว่าง ในหมู่บ้านมีโฮมสเตย์ให้บริการราคาหลักร้อยให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์

สุรินทร์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างหมู่บ้านช้างตากลาง ลานแสดงช้างจำลองการสู้รบในอดีต และวัฒนธรรมชาวกูยที่น่าศึกษา นอกจากนี้สามารถเที่ยวเชื่อมโยงไปยังบุรีรัมย์และศรีสะเกษ แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและธรรมชาติที่ควรไปเยือน

ป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า-คลองคอย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปลี่ยนจากนากุ้งเป็นป่าชายเลน หลังจากที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ มาวนอุทยานปราณบุรีเมื่อปี 2539 กรมป่าไม้ได้สนองพระราชดำริโดยการยกเลิกสัมปทานนากุ้ง แล้วยกพื้นที่ส่วนหนึ่งให้แก่โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กำหนดให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าถาวรและสร้างระบบนิเวศป่าชายเลนมาถึงปัจจุบัน

ภายในพื้นที่ประกอบด้วย เรือนโกงกางหรือพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ของป่าชายเลน หอชะคราม หรือจุดชมวิวมุมสูง 360 องศา สูงเท่าตึก 6 ชั้น และทางเดินศึกษาธรรมชาติตามรอยรับเสด็จ ระยะทาง 1 กม. และในจังหวัดเดียวกันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ชายหาดหัวหิน สถานีรถไฟหัวหินและพลับพลาที่ประทับ หรือที่ไกลออกไปจะเป็นอุทยานแห่งชาติกุยบุรี แหล่งศึกษาธรรมชาติและแหล่งดูช้างป่าที่ขึ้นชื่อของไทย

ศูนย์รวมช่างฝีมือ จ.พระนครศรีอยุธยา

งานหัตถศิลป์ของไทยถูกรวบรวมไว้ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สถานที่จัดแสดงงานช่างฝีมือคนไทย ทั้งการทอผ้า งานทำเครื่องเรือน งานเครื่องเคลือบดินเผา และงานจักสาน โดยทุกชิ้นเป็นงานหัตถกรรมจากฝีมือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับการอบรม

นักท่องเที่ยวสามารถชมการสาธิตงานหัตถกรรมได้ที่หมู่บ้านศิลปาชีพและศาลาพระมิ่งขวัญ หลังจากนั้นอย่าลืมชวนแม่ไปถ่ายภาพสวยๆ ในสวนนกและวังปลา และปิดท้ายด้วยการพาไปซื้อ
ของฝากเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านให้มีแรงสืบสานงานหัตถศิลป์ไทยต่อไป

ฟาร์มไทย-เดนมาร์ค จ.สระบุรี

เนื่องด้วยในหลวงและพระราชินีทรงสนพระทัยกิจการโคนมของชาวเดนมาร์ก จึงได้ริเริ่มฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค เมื่อ 56 ปีที่ผ่านมา ศึกษาประวัติได้ที่พิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ไทย-เดนมาร์ค จัดแสดงเรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2505 เมื่อครั้งที่ในหลวงและพระราชินี นำเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริค 19 และสมเด็จพระราชินีอินกริดแห่งเดนมาร์ก เปิดฟาร์มโคนม

ทางฟาร์มมีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถพ่วงชมฟาร์ม ขี่ม้า ขับรถเอทีวี และชมอูฐ กวาง นกกระจอกเทศ หรือจะเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ เช่น การรีดนมวัวด้วยตัวเอง และเวิร์กช็อปทำโยเกิร์ต ซึ่งคู่แม่ลูกสามารถมาเที่ยวสนุกแบบมีสาระได้ทุกวันทั้งปี

เกาะมันใน จ.ระยอง

เกาะมันในเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยกรมประมงได้รับพระราชทานพื้นที่จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2522 จัดทำเป็นศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเลจนเกิดเป็นกระแสอนุรักษ์เต่าไทยทั่วพื้นที่ บนเกาะมีอ่าวน่าชมหลายจุดทั้งอ่าวโกงกาง อ่าวหน้าบ้าน อ่าวต้นมะขาม และอ่าวหินโขดหญ้า ส่วนสาระความรู้มีให้ศึกษาที่อาคารนิทรรศการ ชมบ่ออนุบาลเต่าสำหรับเลี้ยงและพักฟื้น รวมถึงชายฝั่งทะเลมีคอกเต่าธรรมชาติกว่า
30 ไร่

นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือไปยังเกาะมันในได้สะดวกสบาย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที (รับรองแม่ไม่บ่น) จากนั้นใช้เวลาบนเกาะให้นานเต็มที่ ตักตวงความเงียบความสวยงามให้เต็มพลัง ชมปะการัง หรือจะรอช่วงน้ำลดให้เกิดสันทรายข้ามไปสู่เกาะมันกลาง ก็เป็นความลับอีกอย่างที่หลายคนไม่เคยรู้

 

เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ โรมิโอกับจูเลียตแห่งจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 15:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447205

เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ โรมิโอกับจูเลียตแห่งจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

จีนมีวันแห่งความรักเป็นของตัวเองที่ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักตามประเพณีจีนคือวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 ส.ค.

นิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับความรักชื่อดังของจีนเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า “เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ” ในไทยมักให้ชื่อเรื่องว่า “ม่านประเพณี”

จู้อิงไถเป็นลูกสาวตระกูลผู้ดี ฉลาดหลักแหลมและอยากเรียนหนังสือ ในยุคที่หญิงสาวถูกกำหนดให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนถกเถียงขอไปเรียนด้วยเหตุผลใด พ่อของเธอก็ไม่อนุญาต“ผู้หญิงเดินทางไปร่ำเรียนห่างบ้าน เกิดอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ”

จากนั้นไม่นาน มีหมอดูเข้ามาทักพ่อเธอว่า ลูกสาวบ้านนี้มีโชคร้าย ต้องให้ลูกสาวไปแดนไกลเพื่อแก้เคล็ด พ่อเธอได้ฟังเกิดอาการลังเล ทันใดนั้นหมอดูก็เฉลยตัวว่าที่แท้คือจู้อิงไถปลอมตัวมา

จู้อิงไถพิสูจน์แล้วว่า ฝีมือปลอมเป็นชายของเธอถึงขนาดตบตาพ่อเธอได้ เรื่องความปลอดภัยในการไปเรียนแดนไกลย่อมไม่มีปัญหา พ่อเธอทั้งเซ็งทั้งเอ็นดูในลูกสาวแสนฉลาด จึงยอมในที่สุด

สาวน้อยจู้อิงไถอายุ 16 และสาวใช้ปลอมตัวเป็นชายออกเดินทางไปร่ำเรียนที่หังโจว

ระหว่างทางฝนตก ต้องหลบฝนที่ศาลาริมทาง ได้พบเหลียงซานป๋อ หนุ่มน้อยที่จะไปเรียนที่เดียวกัน ได้สนทนาพูดคุยถูกคอ ความลับเกือบแตกเมื่อสาวใช้หลุดเรียกเธอว่าคุณหนู จู้อิงไถหัวไวแก้ตัวว่าที่บ้านมีน้องเก้า เป็นน้องสาวฝาแฝดของเธอซึ่งอยากติดตามร่ำเรียนหนังสือแต่ไม่มีโอกาส ผู้ติดตามชอบติดปากเรียกผิด

เหลียงซานป๋อได้ยิน จึงบอกออกมาว่า “ชายหญิงต่างเกิดจากบิดามารดาเช่นกัน จึงล้วนควรได้ศึกษาร่ำเรียนทั้งนั้น” สาวน้อยจู้อิงไถที่ปลอมตัวมาได้ฟังเข้า จึงเริ่มปลื้มเหลียงซานป๋อ

ทั้งคู่สาบานเป็นพี่น้องกัน

เมื่อเข้าเรียนเหลียงซานป๋อและจู้อิงไถกลายเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่หูอยู่ในเรือนเดียวกัน ความผูกพันค่อยๆ เพิ่มขึ้น เหลียงซานป๋อศิษย์พี่คนซื่อต้องคอยดูแลจู้อิงไถศิษย์น้องผู้ฉลาดเฉลียว ศิษย์น้องหาบน้ำไม่ไหว ศิษย์พี่ก็มาช่วยหาบ จู้อิงไถไม่สบายเหลียงซานป๋อคอยต้มยา เฝ้าไข้ ดูแล

แต่ความลับที่จู้อิงไถเป็นหญิงไม่เคยเล็ดลอดออกมา เธอฉลาดมีไหวพริบ และเหลียงซานป๋อก็เป็นชายหนุ่มแสนซื่อ สุภาพ และอ่อนโยน (ถ้าบอกว่ากิมย้งได้แรงบันดาลใจการสร้างตัวละครอึ้งย้งและก้วยเจ๋งจากบุคลิกของจู้อิงไถและเหลียงซานป๋อก็คงไม่น่าแปลกใจ)

3 ปีแห่งความรื่นเริงผ่านไป สาวน้อยกลายเป็นหญิงสาว หนุ่มน้อยกลายเป็นชายหนุ่ม จู้อิงไถได้ร่ำเรียนสมใจ เมื่อเรียนจบก็ถึงเวลาต้องแยกทางกลับบ้านเกิด จู้อิงไถพึงใจแอบรักเหลียงซานป๋อ เหลียงซานป๋อก็ทั้งเลื่อมใสและเอ็นดูจู้อิงไถ ทั้งคู่ต้องแยกจากกันด้วยความอาวรณ์

ระหว่างที่เหลียงซานป๋อเดินทางส่งอำลา จู้อิงไถพยายามหยั่งเชิงว่า เหลียงซานป๋อจะมีใจให้หรือไม่ถ้าตนเป็นหญิง พยายามบอกใบ้หลายต่อหลายครั้ง แต่เหลียงซานป๋อไม่เข้าใจ เมื่อสุดทางส่งจู้อิงไถจึงเอ่ยกับเหลียงซานป๋อว่า อยากแนะนำน้องเก้า น้องสาวฝาแฝดของจู้อิงไถให้กับเหลียงซานป๋อ น้องสาวคนนี้รูปร่างหน้าตาเหมือนเธอเป๊ะ ขอให้ศิษย์พี่รีบไปสู่ขอที่บ้านเธอ

ต่อมาอีกเดือนหนึ่งเหลียงซานป๋อเดินทางไปที่บ้านจู้อิงไถ เมื่อได้เจอหน้าจู้อิงไถจึงค้นพบความจริงว่าศิษย์น้องเป็นหญิงสาวที่ปลอมเป็นชายมาตลอด ภาพแฟลชแบ็กทั้งหมดตั้งแต่ความผูกพันที่เป็นห่วงช่วยเหลือกันในตอนเล่าเรียน จนถึงคำบอกใบ้ต่างๆ นานาจึงผุดขึ้นมาเป็นความดีใจอย่างที่สุด รักนี้พิสดาร เพราะเริ่มจากรักเพราะผูกพันแล้วค่อยจุดประกายอีกครั้งด้วยรักแรกพบ

แต่ความปลื้มปริ่มต้องถูกกระชากให้กลายเป็นความหดหู่ทารุณ เมื่อเวลานั้นสายเกินไปเสียแล้ว พ่อของจู้อิงไถสัญญาจะยกลูกสาวให้ลูกชายของขุนนางตระกูลหม่าผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพล เหลียงซานป๋อมาช้าไป

เหลียงซานป๋อทั้งคับแค้นใจในความโง่และโชคชะตา ส่วนจู้อิงไถได้แต่เศร้าสร้อยหาทางออกไม่ได้ ชีวิตของหนุ่มสาวทั้งสองไม่ได้อิสระตัดสินใจอะไรๆ ได้เองเช่นในวันที่ร่ำเรียนศึกษาอยู่ด้วยกันอีกต่อไป

ความทุกข์ครั้งนี้ยากนักที่เด็กหนุ่มแสนซื่อจะรับไหว เหลียงซานป๋อช้ำใจไม่นานก็ตรอมใจตาย เมื่อจู้อิงไถได้ข่าวรู้สึกโศกเศร้าอย่างที่สุด

ในวันส่งตัวเจ้าสาว จู้อิงไถสวมชุดไว้ทุกข์ไว้ภายใต้ชุดแต่งงาน เหมือนฟ้าเป็นใจเส้นทางส่งตัวมีอุปสรรค ทำให้ขบวนส่งตัวต้องผ่านหลุมศพเหลียงซานป๋อ เมื่อผ่านหน้าหลุมศพ เกิดลมพายุพัดแรงจนขบวนเดินต่อไปไม่ได้ จู้อิงไถถอดชุดแต่งงานลงไปร่ำไห้ด้วยชุดไว้ทุกข์ที่หน้าหลุมศพเหลียงซานป๋อ ทันใดนั้นฟ้าผ่าพื้นดินตรงหลุมศพแยกออก เธอกระโจนลงไปด้วยอาลัยรักอย่างไม่ลังเล แล้วพื้นดินก็ยุบปิดรวมกันอีกครั้ง ไม่มีใครสามารถรั้งเธอไว้

แล้วพายุก็สงบลงฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง บนหลุมศพมีผีเสื้อโบยบินอยู่คู่กันสองตัว เชื่อว่านั่นคือเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถที่ได้ครองรักกันอย่างอิสระแท้จริง ปลดเปลื้องทุกอย่างจากพันธนาการของโลกของมนุษย์

ในยุคที่จีนยังปิดประเทศ นายกฯ โจวเอินไหล เคยนำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปจัดฉายโปรโมทจีนในการประชุมที่เจนีวา เพื่อโฆษณาให้นักข่าวนานาชาติเข้าใจได้รวดเร็วที่สุด จึงใช้คำว่า “คือ โรมิโอและจูเลียตแห่งแผ่นดินจีน”

รักโรแมนติกของหนุ่มสาวเป็นทั้งสัญชาตญาณและวัฒนธรรม นั่นคือความใฝ่ฝันอยากได้ใครสักคนมาร่วมใช้ชีวิตเป็นธรรมชาติ แต่จะซาบซึ้งและยืนยาวในรูปแบบไหนเป็นเรื่องที่ถูกกล่อมเกลาและเรียนรู้จากกรอบของสังคม

เสียงกระซิบซ่อนอยู่ในตำนานความโรแมนติกจึงแอบบอกเราเสมอว่า สังคมนั้นๆ พัฒนาถึงขั้นไหน และความรักบริสุทธิ์ของหนุ่มสาวต้องต่อสู้กับสิ่งใด

เรื่อง “โรมิโอและจูเลียต” ของเชกสเปียร์ถูกย่องย่องชื่นชมเพราะคำถามที่ว่า ควรหรือที่โศกนาฏกรรมความรักของหนุ่มสาวปัจเจกชนจะต้องถูกขัดขวางจากความหยิ่งยโส เกลียดชังและความบาดหมางระหว่างตระกูล ที่ทั้งคู่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ส่วน “เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ” นอกจากประเด็นเรื่องความรักที่ถูกแยกจากกันเพราะประเพณีคลุมถุงชน ยังมีประเด็นการดิ้นรนหญิงสาวซึ่งถูกกรอบทางสังคมจำกัดให้ “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” เท่านั้น ในยุคจีนเริ่มต้นอุดมการณ์รัฐใหม่ รัฐจีนพยายามชี้ว่านี่คือความเลวร้ายของประเพณีเก่าคร่ำครึที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

คนรุ่นใหม่อาจมองเห็นตำนานโรแมนติกแบบนี้จนเคยชิน แต่คุณค่าของตำนานที่เปล่งเสียงเรียกร้องแรกของพลังรักนอกกรอบสังคมก็ย่อมสมควรชื่นชม

ซึ่งฝรั่งและจีนต่างให้คุณค่าตำนานรักของตนไว้อย่างน่าสนใจ

นิยายคล้ายๆ กันในบ้านเราน่าจะเป็นเรื่อง “แผลเก่า” แต่ข่าวที่เผยแพร่คำชื่นชมจากกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปีที่แล้วบอกว่า “เป็นหนังที่คนไทยทุกคนสมควรดู! เพราะเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่ามีจุดเด่นที่ความเป็นไทย… ทำให้ได้เห็นอดีตของไทยอันงดงาม… และมีภาพอันสวยงามน่าประทับใจ…”

ดูเหมือนความรักที่ดิ้นรนออกจากพันธะทางประเพณีของบ้านเราจะไร้ตัวตน ไม่จำเป็นต้องพูดถึง มองเห็น และไม่เห็นเป็นประเด็นต้องเชิดชู โดยเฉพาะในนาม “วัฒนธรรม” ของรัฐ

 

ผ้าไหมแห่งแรงศรัทธา ต่อลมหายใจของชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447340

ผ้าไหมแห่งแรงศรัทธา ต่อลมหายใจของชุมชน

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

โครงการศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง เป็น 1 ใน 8 ของศูนย์ศิลปาชีพ ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เกิดขึ้นภายหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่บ้านเนินธัมมัง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2536 และทรงรับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งมีฐานะยากจน ประกอบอาชีพหลักคือการทำนา ผลผลิตที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้หัวหน้าครอบครัวต้องออกไปหางานทำต่างถิ่น เหลือแต่แม่บ้าน เด็ก คนชรา

พระองค์จึงได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการก่อสร้างศาลาศิลปาชีพขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้สามารถประกอบอาชีพได้ โดยทรงส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพให้แก่ราษฎรในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียง ทรงรับสมัครราษฎรที่สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกศิลปาชีพเพื่อส่งเสริมให้มีอาชีพเสริมจะได้มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวเพิ่มขึ้น จากสมาชิก 11 คนในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 500 คน ปัจจุบันศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมังแบ่งการดำเนินงานของสมาชิกออกเป็น 3 กลุ่มงาน คือ กลุ่มทอผ้า กลุ่มแปรรูปกระจูด และกลุ่มปักผ้าด้วยมือ ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าทอของกลุ่มจัดเป็นสินค้าโอท็อประดับ 4 ดาว

ร.อ.ทรงวุฒิ

ผ้ายกชั้นสูง-ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง

ผ้ายกเมืองนคร เป็นงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่า สร้างชื่อเสียงให้เมืองนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต ความเชี่ยวชาญในฝีมือของช่างทอผ้าทั้งการออกแบบลวดลายและการทอยก แสดงเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแบบฉบับของช่างฝีมือชั้นสูงแห่งหนึ่งของไทย ความรู้ในการทอผ้ายกเมืองนครเป็นภูมิปัญญามรดกเฉพาะครอบครัวไม่ถ่ายทอดให้บุคคลทั่วไป ผู้ที่สามารถทอผ้ายกเมืองนครในปัจจุบันจึงลดน้อยลง ประกอบกับปัจจุบันผ้าที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมมีขายทั่วไปในท้องตลาด หาซื้อได้ง่ายและราคาถูก จึงก่อให้เกิดความซบเซาในการผลิตและการใช้ผ้าพื้นบ้าน ภูมิปัญญาการทอผ้านับวันจะสูญหายไป

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้มีการส่งเสริมและพัฒนาศิลปหัตถกรรมผ้าทอพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้านและยังเป็นการอนุรักษ์ผ้าทอพื้นบ้านแต่โบราณ อันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติไทยให้คงอยู่ต่อไป ผ้าทอพื้นบ้านจึงได้รับการฟื้นฟูเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยยังคงอนุรักษ์การทอผ้าพื้นบ้านและให้เกิดประโยชน์ทางวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทำให้เกิดความนิยมในการใช้ผ้าพื้นบ้านเป็นเครื่องแต่งกายประจำถิ่น” ดร.สุดาวรรณ์ มีบัว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กล่าว

ผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าชั้นดีเป็นที่ต้องการในหมู่ชนชั้นสูง จึงมีชื่อเสียงด้านฝีมือในการทอผ้ายกเป็นเลิศมาตั้งแต่ในอดีต เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย จนคนทั่วไปติดปากว่า ถ้าจะซื้อผ้าดีๆ จะต้องหาซื้อผ้ายกเมืองนครเอามาไว้ในครอบครอง ดังตัวอย่างการร้องเพลงกล่อมเด็ก ว่า

ไปเมืองคอนเหอ      ไปซื้อผ้าลายทองสลับ

ซื้อมาทั้งพับ         สลับทองห่างห่าง

หยิบนุ่งหยิบห่ม       ให้สมขุนนาง

สลับทองห่างห่าง      ทุกหมู่ขุนนางนุ่งเหอ

ผ้าทอผืนที่ 2 ถวายสมเด็จพระเทพฯ

นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 พรรษา ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางกองศิลปาชีพสวนจิตรลดา จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ทอผ้ายกเมืองนครที่ทอผสมเส้นไหมทองคำ โดยจะทอผ้าลายดอกพิกุลก้านแย่งสีม่วง ส่วนเชิงผ้าเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์เล็ก ซึ่งเป็นลายที่ประยุกต์มาจากลายผ้าโบราณ 2 ผืน ความยาว 5 เมตร เพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนฯ เพื่อให้พระองค์ตัดเป็นชุดฉลองพระองค์ใส่ไปในงานเปิดงานโขนพระราชทานในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งผ้าดังกล่าวต้องใช้เวลาทอเป็นเวลานานถึง 3 เดือน และใช้ช่างทอผืนเดียวกันถึง 5 คน

“ผ้ายกเมืองนครทอด้วยไหมทองนี้เคยทอถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นพระองค์แรกเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว และไม่เคยถวายพระองค์ใดอีกเลย จนกระทั่งผืนนี้เป็นผืนที่ 2 ที่ทอถวายสมเด็จพระเทพรัตนฯ ซึ่งถือเป็นผ้าชั้นสูงที่ทอถวายพระราชวงศ์หรือใช้ในพระราชสำนักเท่านั้น นอกจากนั้นก็ทอเพื่อไปใช้การแสดงโขนหรือการแสดงระดับชาติต่างๆ” ร.อ.ทรงวุฒิ
วีระสุนทร หัวหน้าชุดประสานงานศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง กล่าว

 

การทอผ้ายกเมืองนครด้วยเส้นไหมจากทองคำ

ด้วยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพต้องการพัฒนาฝีมือและต้องการสร้างอาชีพเสริมให้เป็นทางเลือกอีกอาชีพหนึ่ง คือ การทอผ้ายกเมืองนครด้วยเส้นไหม เพื่อต้องการให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร เพราะผ้ายกทองเป็นผ้าที่มีความประณีตสวยงาม และมีชื่อเสียงมากในอดีตที่ผ่านมาของเมืองนครโดยศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง

เป็นผ้าทอแบบผ้าราชสำนัก ที่มีความประณีตสวยงามแตกต่างไปจากผ้าชนิดอื่นๆ ตรงที่มีเชิง มีชั้น มีขนาบ มีสังเวียน และมีลายทอผ้า ประกอบกับนำวัตถุดิบที่มีคุณค่า มีราคาค่อนข้างสูงมาถักทอ เช่น เส้นไหมทอง ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ใช้เวลาในการทอ และใช้ผู้ทอจำนวนหลายคนในแต่ละผืน ทำให้มีคุณค่ามีราคาค่อนข้างสูง รูปแบบและลวดลายของผ้าทอได้มาจาก ผ้าเก่า ผ้าสมัยโบราณในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.นครศรีธรรมราช โดยคณะอาจารย์จากกองศิลปาชีพสวนจิตรลดา นำมาประยุกต์ใช้ให้มีความประณีตสวยงามยิ่งขึ้น และผ้าทอไม่มีจำหน่าย จะส่งกลับไปยังกองศิลปาชีพสวนจิตรลดาให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ คัดเลือกตัดเพื่อฉลองพระองค์ พร้อมกับให้ผู้แสดงละครโขน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตัดชุดทำการแสดง

 

การแต่งกายของคนไทยสมัยโบราณใช้กำหนดตำแหน่งและชนชั้นในสังคมมีแบบแผนการแต่งกายและการใช้ผ้าแตกต่างกันไปตามฐานันดรศักดิ์ ยศ และตำแหน่ง ผ้ายกเมืองนครเข้ามามีบทบาทในฐานะผ้าชั้นดี พระมหากษัตริย์พระราชทานผ้าแก่ข้าราชบริพาร ประเภทของผ้าและคุณภาพของผ้าที่พระราชทานจะแตกต่างกันตามบรรดาศักดิ์ ส่วนมากจะเป็นผ้าไหม ซึ่งการใช้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงฐานะในทางสังคม ใครมีฐานะอย่างไรสังเกตได้จากการใช้ผ้า โดยเจ้านายชั้นสูงจะใช้ผ้าไหม เพราะเป็นผ้าพิเศษที่ต้องใช้ฝีมือในการทอและการดูแลรักษามาก ชาวบ้านโดยทั่วไปใช้ผ้าฝ้าย เพราะมีขั้นตอนและกรรมวิธีในการผลิตไม่ซับซ้อนและไม่ต้องพิถีพิถันในการดูแลมากนัก

 

‘บึงหญ้าป่าใหญ่’ คลาสสิกอมตะนิรันดร์กาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 13:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447252

‘บึงหญ้าป่าใหญ่’ คลาสสิกอมตะนิรันดร์กาล

โดย…พรเทพ เฮง

“ย่างเข้าฤดูฝน ต้นอะไรๆ ก็พากันรีบงอก แตกใบอ่อนๆ ออกมาจนดินไม่มีที่ว่าง หลังจากฝนสาดซัดพื้น ปลุกเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่นอนฝังดินให้ตื่นมาโป่งหน่อแตกใบ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยลูกพืชแย่งกันขึ้น พวกลูกมะขามเทศ ทั้งมะขามเปรี้ยวก็เขียวพรึบเป็นลานอยู่เต็มใต้ต้นแม่ของมัน ต่างพากันหยั่งรากใสๆ ลงไปให้ลึกตอนที่ดินยังอ่อนนุ่มอยู่ด้วยน้ำฝน แล้วม้วนตัวอายๆ ขึ้นมาชูเม็ดเปิดเหมือนปีก

พวกเถาวัลย์ที่ชูต้นตรงกับเขาไม่เป็น ก็เลื้อยทอดยอดออกไปไม่ยอมหยุด อยากให้แมลงปอเกาะ ทุกข้อแตกใบไม่บกไม่พร่อง เข้าคลุมกิ่งไม้แห้งและต้นไม้ตายให้ดูเป็นพุ่มสีเขียว คืนกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่”

คำพรรณนาในบทแรกของนวนิยาย “บึงหญ้าป่าใหญ่” ได้ช่วยสะกดถึงความหมายของถ้อยคำที่มองลึกเข้าไปบนพื้นดินในต้นไม้ใบหญ้า ปวงแมลง มวลอากาศแห่งฤดูฝนได้อย่างแจ่มชัดกระจ่างกลางใจของคนที่อ่าน มีความลื่นไหลและจังหวะคำและถ้อยความอยู่ในตัวเอง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สัมผัสได้

 

เทพศิริ สุขโสภา เป็นผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารสตรีสาร ปี 2521 และตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยห้องสมุดเด็ก ศูนย์ศิลปเชียงใหม่ ก่อนที่จะถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2549 และกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่จมหายไปกับกาลเวลามายาวนานถึง 27 ปี อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการเลือกให้เป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่ม ที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ต้องอ่านก่อนโต คัดสรรโดยนักอ่าน นักเขียน ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวาดภาพประกอบ ครู ผู้ปกครองเด็ก เจ้าของร้านหนังสือ บรรณาธิการ บรรณารักษ์ นักกิจกรรมการอ่าน จำนวน 30 คน

เทพศิริเกิดที่หมู่บ้านย่านยาว ต.ย่านยาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อปี 2486 เป็นทั้งนักเล่านิทาน ศิลปิน และนักเขียน เรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านการทำงานศิลปะหลากแขนงมาตั้งแต่ปี 2511 ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การแสดง สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ฯลฯ ปัจจุบันยังแข็งแรงและวาดภาพ เล่านิทาน และวาดภาพเหมือนแจกจ่ายคนที่เขาพบเจอแบบเฉียบพลันอยู่เสมอ

จากสำนวนการเขียนที่สวยงามและชวนให้จินตนาการถึงความสวยงามของธรรมชาติแล้ว ยังมีความสวยงามของภาษาที่เป็นเรื่องจินตนาการเหนือจริงจากการเข้าถึงจินตนาการในมุมมองของเด็ก เรื่องเล่าที่ผ่านมุมมองของตัวละคร “ผม” เป็นกระดูกสันหลังในการดำเนินเรื่อง แต่มีตัวละครอีกตัวที่สำคัญและเป็นพระเอกของเรื่องอย่างแท้จริงคือ “โทน” ที่เปรียบประดุจนักเล่าเรื่องแห่งพงพนาที่สร้างโลกของความจริงกับความฝันให้ซ้อนทับเหลื่อมล้ำเหมือนภาพวาด คล้ายคลานักเล่าเรื่องผ่านความทรงจำและการสืบรับกันมาแบบมุขปาฐะ ประสบการณ์ตรงกับเรื่องเล่าสืบต่อและจินตนาการแบบนักเล่านิทานผสมผสานผูกร้อยกันเป็นเอกภาพเดียวกัน

 

“ฤดูไฟน่ะหรือ อะไรๆ ก็จะติดไฟ ไฟจะลุกไปทั่ว มีไฟทุกสี สีเขียวตองอ่อน สีฟ้า สีดำ สีคราม สีม่วง สีลายๆ ไม่ใช่มีแต่ไฟสีส้มๆ แดงๆ อย่างเดี๋ยวนี้ แล้วก็ไม่ใช่มีแต่ไฟร้อนๆ เท่านั้น ยังมีไฟเย็น ไฟหนาว ไฟอุ่น ก็แล้วแต่ว่าใครจะอยากใช้ไฟแบบไหน หน้าหนาวก็ใช้ไฟอุ่น หน้าร้อนก็ใช้ไฟเย็น เปลวของมันก็มีหลายแบบ ลุกเป็นฝอยๆ เป็นแผ่นบิดพันเหมือนเลื้อยช้าๆ ม้วนเป็นเกลียวไปมา บ้างก็ลุกปลายแหลม บ้างก็ลุกปลายบาน เดี๋ยวนี้เหลือแต่ไฟร้อนๆ สีแดงๆ สะบัดเปลวพรึ่บๆ อยู่แบบเดียว ฉันไม่อยากจะเอ่ยถึง เมื่อก่อนมีไฟอยู่ทั่วไป ในดิน ในน้ำ ก้อนกรวด ก้อนหินติดไฟได้ทั้งนั้น… เมื่อก่อนฤดูไฟเคยช่วยให้ลูกไม้สุก อย่างมันเทศ ฟักทอง ข้าวโพด พอมันแก่แล้วก็สุกหอมคาต้น ที่เหนียวก็จะนิ่ม ที่แข็งก็จะนุ่ม มันเทศจะเนื้อร่วนซุย ฟักทองจะเหลืองหวานอร่อย แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง เราต้องเสียเวลามาต้มไฟก่อนถึงจะกินได้”

เช่นกันตัวละคร “ผม” ซึ่งเป็นเด็กก็มีการบรรยายถ้อยคำผ่านความคิดที่ผ่านภาษาอันฟุ้งจรัสด้วยพลังของความสดชื่นแห่งธรรมชาติอย่างกับสายตาที่มองผ่านภาพวาดลงไปสู่ชั้นสีของสีสันที่ปกคลุมอยู่

“ฤดูฝนอันสดใสปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา ให้ลิ้มรสความลี้ลับแห่งเม็ดฝนเมื่อยามตกต้องแผ่นดิน เพื่อการเกิดใหม่ของพฤกษามาทำให้โลกนี้เป็นอุทยานสีเขียวประดับดอกไม้ ใครหนอจะนึกเชื่อว่าฤดูร้อนเคยมาอยู่ที่นี่ อากาศอุ่นๆ ไม่มีแล้ว ฤดูฝนปัดควันมัวๆ ไปเสียจากฟ้า หน้าฝนกวาดผืนพสุธาเสียใหม่จนไม่เหลือฝุ่น สายน้ำในลำแควไหลเร็วกว่าหน้าแล้ง และเอ่อขึ้นมาถึงครึ่งค่อนฝั่ง ใครจะยั้งเท้าไว้ได้ ใครจะยั้งใจไว้อยู่ ‘ต้นไม้ ต้นไม้’ ผมตะโกน แกกินน้ำฝนอร่อยไหม”

เทพศิริ เคยให้สัมภาษณ์ถึงหนังสือเล่มนี้ของเขาเกี่ยวกับกลวิธีการเขียนไว้ว่า

 

“เราเขียนเรื่องเหมือนเขียนรูป ใช้ตาเห็น แต่ใช้ใจสัมผัส คำมันมาจากความทรงจำ มาจากความรักในภาษา ไม่ได้มาจากอย่างอื่นเลย และ ‘บึงหญ้าป่าใหญ่’ นี้ มันเน้นเรื่องของภาษา เรื่องของการอ่าน เราเติบโตมาอย่างนี้ สมัยเด็กๆ มีแบบเรียนเล่มเก่า ก็ท่องไปสิ ดังทั้งศาลาเรียนที่เรียนร่วมกันทุกชั้น ฝากั้นก็ไม่มี ทุกห้องก็ได้ยินหมด มันก็จดจำกันได้…”

ในการพิมพ์ครั้งล่าสุดของนวนิยาย “บึงหญ้าป่าใหญ่” ภาพประกอบในเล่มมีความเยี่ยมยอดแสดงพลังแสงเงาของภาพวาดขาวดำด้วยดินสอที่ครอบคลุมสะท้อนเรื่องราวของแต่ละบทของนวนิยายได้อย่างหมดจด จะเห็นถึงความสำคัญของแสงในภาพวาดดินสอที่ลุ่มลึกและมีความสำคัญเท่ากับเรื่องเล่าภายในตัวนวนิยายเลยทีเดียว

นอกจากนวนิยายอันเป็นอมตะนิรันดร์กาลเล่มนี้แล้ว ใครที่เคยไปเชียงใหม่และไม่มีที่พักที่นอน บ้านของเทพศิริใกล้กับวัดอุโมงค์ พร้อมเปิดต้อนรับให้กับคนรู้จักและผู้ผ่านทางอยู่เสมอ เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนที่อยู่ในแวดวง แม้บางทีเจ้าของบ้านจะไม่อยู่ที่ตัวบ้านก็ตาม แต่ยังเปิดรับแขกผ่านทางอยู่เสมอ นี่คือความเป็นศิลปินของเขาเองที่ไม่มีพรมแดนขวางกั้นน้ำใจ…

 

คามิน คมนีย์ ผู้ขีด(เขียน) ทางเลือกยิ่งใหญ่ของเด็กชาย(ตัว)จ้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 13:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447249

คามิน คมนีย์ ผู้ขีด(เขียน) ทางเลือกยิ่งใหญ่ของเด็กชาย(ตัว)จ้อย

โดย…นกขุนทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ชายชื่อ คามิน คมนีย์ หรือ นิกร เภรีกุล คงยากที่จะฟันธงไปเลยว่า ชายผู้นี้เป็น “นักกีฬา” หรือ “นักเขียน” เพราะคามินเป็นทั้งนักวิ่งระยะไกล นักตะกร้อวง และนักชินลง (กีฬาประจำชาติของเมียนมา) หากแต่เขาสามารถรวม 2 อย่างไว้จนเป็นตัวตนที่เด่นชัด งานเขียนหลายเล่มของคามินสะท้อนประสบการณ์และความหลงใหลในกีฬา ส่วนงานเขียนเรื่องอื่นๆ นับตั้งแต่ลาออกจากงานประจำที่ใช้ทุนรัฐบาลเรียนระดับมหาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ (Master of Laws) ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็ทำอย่างมุ่งมั่น ขึ้นชื่อสุดในการเขียนแนวสารคดี

ผลงานเล่มล่าสุดของคามิน คือ ลูกนกจากคอน วรรณกรรมภาคต่อจากเรื่อง ลูกยางกลางห้วย ที่ได้รับรางวัลดีเด่น หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น (บันเทิงคดี) ในการประกวดหนังสือดีเด่น ปี 2556 และลูกยางกลางห้วย เป็นหนึ่งในรายชื่อหนังสือเกียรติยศ ประจำปี 2557

คามิน เป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช ต้นเรื่องของเด็กชายจ้อย ในวรรณกรรมลูกยางกลางห้วยและลูกนกจากคอน “ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องต่อกัน เกี่ยวกับวัยเยาว์ของเด็กคนหนึ่งเติบโตในชนบท เขาสับสนในชีวิตว่าเขาจะเรียนต่อ หรือเขาจะอยู่บ้านทำมาหากินตามประสาเด็กบ้านนอก การเรียนดีของเขาทำให้แม่อยากส่งให้เขาไปเรียนต่อ แต่เขาสับสนว่าแม่ผลักไสเขาไปหรือเปล่า ทั้งสองเรื่องผมสอดแทรกการละเล่นขนบธรรมเนียมทางภาคใต้ลงไปด้วย เพราะมีบางอย่างที่หาของจริงยากแล้ว เลยอยากเขียนไว้

จริงๆ ตอนแรกกะมีแค่เล่มเดียว แต่แฟนๆ นักอ่านอยากเห็นความเป็นไปของจ้อยต่อ เพราะเล่มแรกจบในลักษณะให้ผู้อ่านตีความเองว่าตัวละครตกลงเขาจะเรียนต่อหรือไม่ ดังนั้นภาค 2 เริ่มชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกันยังสอดแทรกเกร็ดการละเล่นของภาคใต้เข้ามาเหมือนเดิม เช่น งานเดือนสิบ วันสงกรานต์ การละเล่นภาคอื่นไม่มี เช่น การเอาเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาทอยหลุม เอามาวางไว้บนราวเขวี้ยงให้มันหล่น”

หากไม่เคยอ่านเรื่องลูกยางกลางห้วยก็สามารถอ่านและเข้าใจเนื้อหาเรื่องลูกนกจากคอนได้ แต่ถ้าจะให้ได้อรรถรส รู้ที่มาที่ไป ประหนึ่งได้ติดตามและเติบโตตามเด็กชายจ้อย การได้อ่านทั้งสองเรื่องตามลำดับจะดียิ่งกว่า

 

“ภาคแรกเด็กจบ ป.6 แล้วสอบ ม.1 ได้ ลังเลว่าต้องมาเรียนไกลจากบ้าน จากความรักของแม่ ภาค 2 ยังย้ำที่เดิมว่า เขาตัดสินใจไม่เรียน อยากทำมาหากินเช่นคนโตมากรีดยาง ทำไร่ทำสวน แต่เวลาเขาทำจริงๆ เขาเจอแต่ความล้มเหลว ก็เลยย้อนกลับไปนึกถึงว่า สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคืออะไร ก็คือการเรียน ก็เล่าไปอีกหนึ่งปี พอตอนจบเขาก็ต้องตัดสินใจอีกรอบ ในภาคแรกก็เขียนเล่าด้วยศัพท์สำนวนธรรมดา พอภาค 2 ผมอยากให้มีศัพท์ภาษาภาคใต้เข้ามา แต่ใส่มาพอประมาณ คนใต้อ่านก็ได้รสชาติ คนภาคอื่นอ่านก็ได้เรียนรู้คำไม่ยากอ่านเข้าใจ”

คามินเขียนเรื่องขึ้นจากเหตุการณ์สภาพแวดล้อมใกล้ตัว ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุด แล้วการเขียนเรื่องวัยเยาว์ของเด็กคนหนึ่งในวันที่เขาเติบโตผ่านร้อนผ่านหนาวมานั้น ทำให้เขาสะท้อนความสับสนของเด็กในวัยที่ต้องเลือกทางชีวิตได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

“ที่คิดพล็อตนี้ขึ้นมา อยากเล่าถึงเรื่องของการเดินทางหรือการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง การตัดสินใจครั้งใหญ่ของเด็กคนหนึ่ง ไม่ชัดเจน สับสน แต่สุดท้ายเด็กเขาจะได้เรียนรู้จากการกระทำของตัวเอง จากเพื่อนฝูง ครอบครัว ภาคแรกชื่อ ลูกยางกลางห้วย ถ้าเอ่ยถึงลูกไม้เรามักคิดว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่ลูกยางเวลาหล่นเจอลมพัดไป มันก็ไกลต้น เป็นลูกยางที่หล่นกลางห้วย สายน้ำจะนำพาเขาไปทางไหน มาภาค 2 อยากให้ล้อกับชื่อเดิม ก็เปรียบเทียบเป็น ลูกนกจากคอน มีหลายความหมาย ลูกนกเริ่มจะเติบโตแต่บินก็อาจจะปีกหัก พลัดตกรัง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มบิน กล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ต้องบิน คอนก็คือที่ยึดเหนี่ยว หรือคอนมาจากเมืองนครศรีธรรมราชก็ได้ ผมอยากเปรียบเทียบเด็กเมื่อถึงจุดหนึ่งอยากเติบโต อยากเจออะไรที่ดีกว่าในชีวิต เราต้องโบยบินไปจากรังที่เราเคยสุขสบาย จริงๆ เขียนส่วนหนึ่งก็มาจากชีวิตของเรา อีกส่วนมาจากจินตนาการ บางช่วงเราอยากสื่อปรัชญาการดำเนินชีวิต ก็ไม่เลือกให้เด็กพูด แต่ผ่านทางครู ญาติมาถ่ายทอด ไม่ทำอะไรให้ซับซ้อนเกินไป เพราะเป็นเรื่องของเด็ก ก็ใช้ลูกยางนี่แหละเป็นสัญลักษณ์ในการเติบโตของเด็ก ภาคสองใช้ลูกนก”

การเดินทางและการตัดสินใจของจ้อยยังไม่จบเพียง 2 ภาค แต่นักเขียนกำลังจะให้จ้อยได้ตัดสินใจอีกครั้งในภาค 3 “จ้อยควรได้เรียน ม.1 เพราะเขาสอบได้ แต่ผมอยากสื่ออะไรอีกเยอะในท้องถิ่นใต้ ถ้าเขาเข้าเมืองไปเรียนเราจะสื่ออะไรที่เป็นท้องถิ่นยากแล้ว เลยต่ออายุให้เขาไปอีกหนึ่งปี เล่มที่ 3 กำลังจะต่อให้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเมืองกับชนบท เปรียบเทียบสิ่งที่เจอในเมืองกับบ้านนอก ตอนนี้กำลังวางโครงเรื่องอยู่”

ชีวิตของจ้อยจะเดินไปในทิศทางใด และการตัดสินใจของเขาจะออกมาเป็นเช่นไร รอติดตามเล่ม 3

 

สเกตน้ำแข็งสุดท้าทาย คณิน สมุทรโคจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 12:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447237

สเกตน้ำแข็งสุดท้าทาย คณิน สมุทรโคจร

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

หนุ่มหล่อวัย 22 ปี คีน-คณิน สมุทรโคจร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คือครูสอนสเกตน้ำแข็งที่ “เดอะ ริงค์ ไอซ์ อารีน่า” ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เขามีโอกาสได้คลุกคลีกับกีฬาสเกตน้ำแข็งมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จนปัจจุบันนี้กีฬาสเกตน้ำแข็งก็ยังไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตเลย

“ผมหัดเล่นสเกตน้ำแข็งตั้งแต่เรียนอยู่ ม.4 (อายุ 16 ปี) เพราะได้ไปเห็นพี่คนหนึ่งเล่นเก่งมาก ผมเลยอยากเก่งแบบเขาบ้าง ยิ่งช่วงนั้นมีการรับสมัครนักฮอกกี้น้ำแข็งเยาวชนทีมชาติด้วย ผมจึงไปสมัครและได้เข้าไปซ้อมกับทีมชาติ โดยซ้อมสัปดาห์ละ 4-5 วัน ตั้งแต่ช่วงสายๆ จนถึงสี่ทุ่ม ผมซ้อมอยู่ 6-7 เดือน ในที่สุดก็ได้เข้าร่วมทีมฮอกกี้เยาวชนสมใจ”

คีน บอกว่า เขาได้ลงแข่งขันจริงตอนอายุ 18 ปี ซึ่งตอนนั้นทีมเยาวชนไทยสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาได้ แต่พอเล่นได้ปีกว่าๆ ก็เลิกไป เพราะเป็นช่วงที่เขาต้องเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยพอดี แต่ด้วยความรักในกีฬาสเกตน้ำแข็ง เขาจึงเรียนไปด้วยและทำงานเป็นครูสอนสเกตน้ำแข็งไปด้วย

“ตอนนี้ผมเป็นครูสอนสเกตน้ำแข็งที่ ‘เดอะ ริงค์ ไอซ์ อารีน่า’ มาได้ 1 ปีแล้ว โดยสอนผู้เรียนอายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป ลูกศิษย์ผมตอนนี้มีอยู่ 10 กว่าคน อายุมากสุดก็ 30 ปีได้ (ยิ้ม) แน่นอนว่าไอซ์สเกต ถ้าฝึกเล่นตั้งแต่อายุน้อยๆ จะฝึกได้ง่ายกว่า เพราะเด็กจะไม่ค่อยมีความกลัวเท่ากับผู้ใหญ่ ที่มักจะกลัวล้มหรือกลัวเจ็บตัวมากกว่า จึงทำให้เล่นเป็นช้ากว่า ผู้ที่เริ่มเล่นไอซ์สเกตใหม่ๆ สิ่งแรกคือต้องขจัดความกลัวออกไปให้หมด เพราะความกลัวจะเป็นตัวสกัดกั้นความสามารถของเรา

 

สำหรับผมแล้วเสน่ห์ของไอซ์สเกตอยู่ที่ความเร็วเวลาวิ่ง ที่รู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่ตรงหัวเรือไททานิค (หัวเราะ) คือมันจะลื่นไหลไปตามการสเกตของเราไง แล้วเสน่ห์อีกอย่างอยู่ที่ความท้าทายในการเล่นด้วยครับ ตอนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ ผมก็ฝึกอยู่นานหลายเดือน ฝึกทุกวัน วันละ 2-3 ชม. คือสเกตน้ำแข็งเป็นกีฬาที่เราต้องทุ่มเท ต้องให้เวลากับมันเยอะหน่อย อย่างผมเองเล่นยังไงก็ไม่เบื่อเลย แต่ตอนนี้ผมเรียนไปด้วย ก็อาจจะได้เล่นน้อยลงครับ”

คีน เสริมว่า ผู้ที่ฝึกเล่นใหม่ๆ แนะนำให้สวมเฮดการ์ด (คล้ายหมวกกันน็อก) สนับศอก สนับเข่า เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถ้ามีรองเท้าสเกตน้ำแข็งส่วนตัวด้วยก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะลานสเกตน้ำแข็งส่วนใหญ่มักจะมีรองเท้าให้เช่าอยู่แล้ว

“สำหรับผู้ที่เล่นสเกตน้ำแข็งอยู่ แล้วรู้สึกเหมือนกับจะล้ม แนะนำว่าให้ย่อตัวลง แต่ถ้าย่อตัวแล้วก็ยังจะล้มอีก ก็ให้เอาส่วนก้นหรือสะโพกลง หรือนั่งลงไปเลย ไม่ควรเอาหน้าลง เพราะคางอาจแตกหรือดั้งจมูกอาจหักได้ แต่ทั้งนี้กีฬาสเกตน้ำแข็งก็มีประโยชน์เยอะเช่นกัน นั่นคือ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้เยอะ เพราะเราอยู่ในสถานที่ที่เย็น ฉะนั้นเราจะทั้งเดินทั้งวิ่ง จึงเป็นการเบิร์นไขมันโดยไม่รู้ตัว อีกอย่างตอนเล่นจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ตลอด จึงทำให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรง แถมยังช่วยฝึกการทรงตัวให้ดีอีกด้วย”

 

คีนทิ้งท้ายว่า ทักษะของเขาถ้าให้ประเมินแล้วน่าจะได้ 8 เต็ม 10 คะแนน ซึ่งท่าที่ยากสำหรับเขาก็คือ ท่าคุกเข่านั่งย่อบนพื้นและยกขาเดียว และท่ากระโดดข้ามสิ่งของ ส่วนท่าที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็คือ ท่าเบรกขาเดียว กระโดดเบรก และหมุนตัวเบรก เป็นต้น

“โดยส่วนตัวแล้วผมคงเล่นสเกตน้ำแข็งไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ว่าจะเลิกเล่นตอนอายุเท่าไหร่ ที่จริงแล้วกีฬาสเกตน้ำแข็งในบ้านเราอาจจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน คนจะชอบกีฬาฟุตบอลหรือวอลเลย์บอลซะมากกว่า แต่เท่าที่เห็นก็เริ่มมีเด็กรุ่นใหม่ๆ สนใจมาเรียนสเกตน้ำแข็งกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ”

สนใจเรียนสเกตน้ำแข็งกับครูคีน ติดต่อได้ที่ “เดอะ ริงค์ ไอซ์ อารีน่า” ชั้น 7 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 หรือ IG : keen_smuthkochorn

 

เรื่องเล่า จากรั้วทหาร ร.ท.หญิง ทพญ.ปวีณา ศิลปผดุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447234

เรื่องเล่า จากรั้วทหาร ร.ท.หญิง ทพญ.ปวีณา ศิลปผดุง

โดย…พุสดี

ทันทีที่ได้ยินเรื่องราวของการเป็นแพทย์ทหารของ ร.ท.หญิง ทพญ.ปวีณา ศิลปผดุง ก็ชวนให้นึกถึง “ผู้หมวดยุนมยองจู” แพทย์ทหารหน้าใสจากซีรี่ส์เรื่องดังที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง “Descendants Of The Sun” ไม่ได้ แม้เรื่องราวของทันตแพทย์หญิงตรงหน้า จะไม่ได้ดราม่า ต้องไปเจอกับแผ่นดินไหว หรือติดโรคระบาดแบบในซีรี่ส์ ได้ปลูกต้นรักกับจ่าในกอง แต่อย่างน้อยเรื่องราวของเธอก็มีความน่าประทับใจและไม่ลืมที่ไม่แพ้กัน

โบกมือลากรุงเทพฯ แบกเป้ไปเข้ากรม

ร.ท.หญิง ทพญ.ปวีณา ศิลปผดุง หรือ อุ้ม พาย้อนความไปสู่โมเมนต์อันน่าประทับใจของชีวิตว่า หลังจากเรียนจบคณะทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่ต้องใช้ทุนด้วยการไปทำงานตามโรงพยาบาลประจำอำเภอ หรือไปเป็นแพทย์ตามต่างจังหวัด เธอยอมรับว่า โจทย์ของเธอตอนนั้น คือ ไม่อยากเดินทางจากบ้านไปทำงานต่างจังหวัด จึงเลือกสมัครไปเป็นอาจารย์เพื่อใช้ทุนแทน แต่ปรากฏว่าผิดหวัง เลยต้องย้อนกลับมาสู่จุดที่ตัดสินใจยากอีกครั้งว่า จะเลือกไปใช้ทุนที่จังหวัดไหน เพียงแต่คราวนี้โจทย์ยิ่งยากขึ้น เพราะจังหวัดใกล้ๆ มักถูกเลือกไปหมดแล้ว

 

“ระหว่างที่กำลังตัดสินใจปรากฏว่า กองทัพบกซึ่งส่วนใหญ่เขาจะคัดรายชื่อจากคนที่หลุดจากการสมัครเป็นอาจารย์มาทาบทามให้ไปเป็นแพทย์ทหาร ตอนนั้นรู้สึกจะมีให้เลือก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.พะเยา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ภาคอีสานอีก 2 จังหวัด ตอนแรกอุ้มก็ลังเลนะ โชคดีที่คุณอาก็เป็นหมอทหาร เลยโทรไปปรึกษา ท่านก็บอกว่ามีคนรู้จักที่ จ.พะเยา บอกว่าเป็นหมอทหารไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ คุณพ่ออุ้มก็ขับรถพาไปดูก่อน ก็โอเค อุ้มก็ตัดสินใจไปอยู่ จ.พะเยา อย่างน้อยถ้าอยากกลับบ้านก็มีสนามบินเชียงรายอยู่ไม่ไกล”

ถามว่า เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมาเป็นหมอทหาร ได้ติดยศ สวมเครื่องเเบบทหาร อุ้มยอมรับว่าไม่เคยคิดเลย ตอนแรกที่ต้องใส่รองเท้าคอมแบตยังใส่ไม่เป็น ต้องให้รุ่นพี่ในกรมช่วยแต่งตัวให้ (หัวเราะ) เลย สำหรับโรงพยาบาลที่อุ้มไปประจำการ เรียกว่า โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ใน จ.พะเยา เธอไปประจำการในฐานะหมอฟันคนเดียว เพราะฉะนั้นไปถึงก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแผนกเลย

 

“พอมาประจำการอุ้มถึงได้รู้ว่า โรงพยาบาลนี้ไม่มีหมอฟันมา 10 ปีแล้ว จะมีเพียงคุณลุงที่เป็นนายสิบทันตกรรมไม่ได้มีใบปริญญา แต่ทำหน้าที่บางอย่างแทนหมอฟันได้ เช่น ถอนฟัน ขูดหินปูน อุ้มไปถึงนี่คือเข้าไปบุกเบิกเลย ต้องสั่งอุปกรณ์มาใหม่หมด ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง ส่วนเรื่องที่พัก ทางค่ายมีบ้านพักให้ทั้งหลัง แต่ภาพแรกที่ไปเห็นคือหน้าบ้านมีโคลนเต็มไปหมด คืนแรกต้องไปอยู่ที่ห้องพักรับรองก่อน แล้วค่อยให้พลทหารมาช่วยเก็บกวาดทำความสะอาด”

อุ้ม ยอมรับว่า เส้นทางที่เธอเลือกในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และการทำงาน จากเดิมทำงานกับเพื่อนร่วมงานเป็นผู้หญิง ก็กลายเป็นมีผู้ช่วยเป็นคุณลุงนายสิบทันตกรรม คนไข้ก็เป็นบรรดาชายชาติทหาร ซึ่งภายนอกอาจจะดูแข็งแกร่ง แต่พอเจอถอนฟันเข้าไปก็น้ำตาไหลเหมือนกัน (หัวเราะ)

ที่สุดแห่งความปลาบปลื้ม

หลังจากมาประจำการได้สักระยะ ก็ถึงช่วงเวลาวัดใจ เมื่อถึงคราวที่อุ้มต้องลงพื้นที่ไปปฏิบัติหน้าที่ยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เธอรู้ตั้งแต่ก่อนเข้ามารับราชการแล้ว แต่ก่อนที่จะลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องแวะเข้าไปเปลี่ยนเวรที่วังไกลกังวลก่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะที่นั่นมีฟรีคลินิกสำหรับรักษาให้ประชาชนฟรี

 

“ช่วงที่อุ้มไปถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่วังไกลกังวลพอดี แต่อุ้มคิดว่า เราคงไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน เพราะจากประสบการณ์รุ่นพี่ที่เคยมา ก็บอกว่าโอกาสที่จะได้รับเสด็จฯ พระองค์ท่านยากมาก ปรากฏว่าวันหนึ่งนายสิบมาแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงตรวจเช็กบาดแผลหลังจากทรงทำรากฟันเทียม ให้เราไปเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อยเพื่อรออาจารย์หมอ”

อุ้ม บอกว่า ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกว่าจัดเตรียมอุปกรณ์ครบถ้วนหรือไม่ อุ้มบอกว่าถึงจะไม่มีโอกาสได้ถวายการรักษา แต่ในชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เตรียมอุปกรณ์ให้อาจารย์หมอที่จะถวายการรักษาพระองค์ท่าน

“ตอนแรกกำหนดการ ระบุว่า พระองค์ท่านจะเสด็จฯ มาตอน 4 โมง พวกเรารอจน 3 ทุ่มก็แล้ว ก็ยังไม่เสด็จฯ มา จนกระทั่งเกือบ 5 ทุ่ม พระองค์ท่านถึงเสด็จฯ มา สำหรับอุ้มแค่ได้เห็นพระองค์ท่านก็ถือเป็นรางวัลของคนทำงานแล้ว เป็นสิริมงคลกับชีวิตเหลือเกิน”

 

แบกเป้ตะลุย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

1 อาทิตย์ผ่านไป ก็ถึงเวลาเผชิญกับสิ่งที่หวั่นใจไม่น้อย เพราะอุ้มบอกว่าช่วงที่ต้องไปเป็นช่วงประมาณปี 2549-2550 ซึ่งสถานการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ช่วงนั้นค่อนข้างรุนแรง

“ถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัวนะ ปกติเราเป็นเด็กห่างบ้าน อยู่หออยู่แล้ว เวลาต้องห่างบ้าน ที่บ้านก็ไม่ได้ห่วง แต่ตอนลงใต้นี้ คุณพ่อคุณแม่โทรอวยพรทุกวัน (หัวเราะ) ตอนช่วงที่ลงไปใต้ เราไปแบบไม่แพลนนะ เพราะว่าเขาก็ไม่อยากให้มีใครรู้ว่ากำหนดการเราจะไปไหนบ้าง”

ประสบการณ์ลงพื้นที่เป็นเวลา 2 อาทิตย์ครั้งนั้น สำหรับอุ้มถือเป็นอีกช่วงชีวิตที่ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย อย่างเรื่องการแต่งตัว อุ้มต้องใส่เครื่องแบบทหารที่เอาไปแค่ 2 ชุด สลับกัน ไม่มีโอกาสได้ซัก ต้องอาศัยเปลี่ยนเสื้อยืดตัวข้างในเอา เวลานั่งรถตู้ก็ห้อมล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่ใส่เสื้อกันกระสุน เวลาไปในเส้นทางที่ไม่แน่ใจที เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ต้องลงไปตรวจเช็กก่อน

“จำได้ว่าช่วงที่ไปเราก็ฟังข่าว ปรากฏว่ามีทีหนึ่งที่เราเพิ่งไปมาเมื่อวาน พออีกวันก็เกิดเหตุระเบิดเลย มองย้อนกลับไป ชีวิตตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความกลัวและสนุกคละเคล้ากันไป”

 

บทเรียนชีวิตได้มาเมื่อเกือบเสีย (ชีวิต) ไป

ภารกิจที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านไปด้วยดี อุ้มกลับมาประจำการที่ จ.พะเยา อีกครั้ง ชีวิตเหมือนจะดำเนินไปตามครรลอง แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

“วันนั้นเป็นวันเกิดของแฟนอุ้ม อุ้มตั้งใจตื่นแต่เช้ามาเตรียมเค้กวันเกิด กะบินกลับไปเซอร์ไพรส์ แต่ด้วยวันนั้นเราออกจากบ้านช้ากว่าที่ตั้งใจ ใจก็กลัวว่าจะตกเครื่อง เลยรีบร้อนไปสนามบิน อุ้มยอมรับว่า ด้วยความที่เป็นช่วงเช้ามืด รถไม่ติด เลยขับรถไป จ.เชียงราย ด้วยความเร็วสูง จู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์ขับตัดหน้า พอหักหลบ รถก็พลิกคว่ำหมุนไปหลายตลบ

“นาทีนั้นอุ้มคิดในใจว่า นี่คือวันตายของเรา ใจนึกถึงพ่อแม่ ครอบครัว คนที่รักตลอดเวลา แต่ปรากฏว่า จู่ๆ พอนาทีชีวิต นาทีวิกฤตที่รถพลิกคว่ำไปติดที่เกาะกลางถนน รถอยู่ในสภาพกลับหัว เราก็ยังรู้ตัวตลอด แถมร่างกายก็ไม่มีบาดแผล นาทีนั้นเริ่มได้กลิ่นเหม็นไหม้ ด้วยความที่ดูหนังเยอะ (หัวเราะ) เลยคิดว่าต้องรีบออกจากรถก่อนที่รถจะระเบิด พยายามหาทางออกจากรถ แต่ปรากฏเราไม่สามารถเปิดประตู เปิดกระจกได้ เอามือทุบกระจกก็ไม่มีประโยชน์ จนพอเรียกสติได้ เลยเอาที่ล็อกพวงมาลัยมาทุบกระจก ปรากฏกระจกแค่ร้าวแต่ไม่แตก เราก็คิดในใจ รถคว่ำไม่ตาย แต่ก็ต้องมาตายเพราะรถระเบิดซินะ”

 

ระหว่างที่รอคอยความตาย ปรากฏว่ามีคนมาช่วยกันพลิกตะแคงรถ และพาเธอออกมาจากรถได้สำเร็จ ก็รีบไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าเราไม่มีอาการบาดเจ็บ หรือบาดแผลภายนอกใดๆ แต่เพื่อความแน่ใจ หมอเลยให้เอกซเรย์คอ พบว่ากระดูกคอเลื่อนนิดหน่อย จากเหตุการณ์ครั้งนั้นอุ้มยอมรับว่า ทำให้อุ้มใช้ชีวิตระวังมากขึ้น

“ที่ตลกคือ สภาพรถเรายับเยินแบบไม่ต้องซ่อมนะ แต่ไม่รู้ใครยังอุตส่าห์เอาเค้กวันเกิดที่เราทำออกมาให้ ซึ่งสุดท้ายแฟนก็เอามากิน ปรากฏว่าเจอเศษกระจกในเค้กด้วย (หัวเราะ) ที่ตลกกว่านั้น คือ พอดีก่อนหน้านี้อุ้มกับแฟนเพิ่งไปดูหนังเรื่องแฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ซึ่งนำแสดงโดย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เป็นเรื่องของผู้หญิงที่ประสบอุบัติเหตุในวันเกิดของพระเอกจนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลังจากนั้นก็มาเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันกับเรา พอแฟนอุ้มมีโอกาสเจออนันดา ซึ่งเป็นลูกค้าร้านเขาพอดี เลยเล่าให้อนันดาฟัง เขายังพูดติดตลกว่า แต่แฟนไม่ได้เป็นแบบนางเอกในเรื่องใช่มั้ย (หัวเราะ)”

มาถึงวันนี้ แม้อุ้มจะลาออกจากการรับราชการแล้ว แต่ประสบการณ์ร่วม 5 ปี ในฐานะแพทย์ทหารก็เป็นช่วงชีวิตที่เธอไม่มีวันลืม และหากย้อนเวลากลับไปได้เธอก็ยังยืนยันจะเลือกเส้นทางเดิม เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในวันนี้

 

 

ชีวิตที่สมดุล ของ ‘ปาริฉัตร แฮห์เนน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447097

ชีวิตที่สมดุล ของ ‘ปาริฉัตร แฮห์เนน’

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

“เดือนนี้มีเวลาอยู่เมืองไทยแค่ 7 วัน” นี่คือชีวิตของสาวทำงาน ปาริฉัตร แฮห์เนน ผู้จัดการภาคพื้นประเทศไทย อินโดจีน และพม่า Booking.com

ปัจจุบันมีหน้าที่รับผิดชอบนำทีม Booking.com ซึ่งมีสำนักงานในประเทศไทย กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ Booking.com ในภูมิภาคนี้ จากประสบการณ์ในการทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการในเครือโรงแรม เช่น โซฟิเทล และโนโวเทล ในประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ก่อนร่วมงานกับ Booking.com ซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคอยู่ที่สิงคโปร์

ปาริฉัตร กล่าวว่า การทำงานกับ Booking.com ทำให้ต้องเดินทางตลอดเวลาเพื่อไปสื่อสารกับทีมงานของ Booking.com ในแต่ละประเทศ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงาน เพื่อผลักดันธุรกิจของ Booking.com ให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งตลาดเอเชียเป็นตลาดสำคัญของ Booking.com ที่ยังคงมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะขยายตัวต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

 

เมื่อมีเวลาว่าง จึงใช้ชีวิตกับครอบครัวเป็นหลัก สามีซึ่งเป็นชาวเยอรมัน และลูกชายวัย 6 ขวบ ที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทย

“ถ้าไม่ต้องเดินทาง จะไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน ใช้เวลากับเขาให้มากที่สุด” ปาริฉัตร ระบุ

ปัจจุบัน น้องลีออน วัย 6 ขวบ สามารถพูดสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเยอรมัน อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคุณแม่ปาริฉัตร อย่างมาก

สำหรับกิจกรรมที่ทำกับครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของ Booking.com ที่เป็นตัวเลือกสำหรับครอบครัวในการเดินทางท่องเที่ยว และเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถใช้วันหยุดพักผ่อนกับครอบครัวอย่างประทับใจ

 

ปาริฉัตร กล่าวว่า การเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว การรีวิวของลูกค้าที่เข้าใช้บริการในโรงแรม เป็นวิธีการหนึ่งในการใช้ตัดสินใจเลือกโรงแรม และยิ่งมีลูก การเลือกโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวจะต้องมีกิจกรรมครบสำหรับครอบครัว ซึ่งล่าสุดได้เดินทางไปพักผ่อน โดยเลือกที่ จ.ชลบุรี ซึ่งมีสถานที่ทั้งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ทะเล รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทสวนน้ำ เช่น สวนน้ำการ์ตูนเน็ทเวิร์ค เป็นต้น ช่วยทำให้กิจกรรมสำหรับครอบครัวมีสีสันมากขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งที่มักทำเป็นประจำ คือ การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง และวิ่งมา 2-3 ปีแล้ว เพราะมีเพียงรองเท้าคู่เดียว ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน สถานที่ใด ก็สามารถออกกำลังกายได้ง่ายๆ ขณะเดียวกันที่ Booking.com จะมีกิจกรรมวิ่งประจำปี ที่วังเวียง สปป.ลาว ซึ่งด้วยสถานที่และบรรยากาศ ช่วยเสริมสร้างพลังกาย พลังใจได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่ “ปาริฉัตร” ได้มีเวลาได้พักผ่อนกับลูกชายและสามีที่พัทยา ในช่วงเสาร์-อาทิตย์นั้น ตกเย็นก็ต้องเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อประชุมร่วมกับทีมงานของ Booking.com ในภูมิภาคนี้ พร้อมกำลังแรงใจ แรงกายอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อลุยงานต่อไป