หัวใจผู้พิทักษ์อ่าวมาหยา วุฒิชัย ประทุมทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/447091

หัวใจผู้พิทักษ์อ่าวมาหยา วุฒิชัย ประทุมทอง

โดย…แดน สุธีรัจน์

อ่าวมาหยา แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีมนต์เสน่ห์เย้ายวนชวนให้ผู้คนทั่วโลกหลั่งไหลเดินทางมาเยือนมากถึงวันละ 5,000 คน อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้สรุปยอดระหว่าง 1 ต.ค. 2558-31 ก.ค. 2559มีนักท่องเที่ยวรวม 1,471,605 คน สามารถเก็บค่าบริการเข้าอุทยานฯ ได้มากถึง 468,694,920 บาท ขอย้ำ 468.6 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เคยจัดเก็บได้มาก่อน

อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ฉายา “เกาะสวรรค์ แหล่งโบราณหอยล้านปี” ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะฝั่งตะวันตกของประเทศ บนเนื้อที่ 387.9 ตารางกิโลเมตร มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิถ้ำไวกิ้ง เกาะพีพี ดอน สุสานหอย อ่าวนาง เกาะปอดะ เกาะยูง อ่าวมาหยา เกาะพีพีเล ทะเลแวก หาดไร่เลย์ อ่าวปิเล๊ะ ฯลฯ

ด้วยทิวทัศน์ของหาดทรายที่สวยงามและโดดเด่น ประกอบกับกระแส “เดอะ บีช” ภาพยนตร์ที่ใช้เวิ้งอ่าวขนาดเล็กรูปพระจันทร์เสี้ยวของมาหยาเป็นสถานที่ถ่ายทำ นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ยังไม่จางหาย ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวล้นทะลักพีพี โดยเฉพาะที่อ่าวมาหยา

ปัญหาที่น่าวิตกตามมาก็คือระบบนิเวศถูกทำลาย โดยเฉพาะปะการัง ปัญหาขยะ น้ำเสียประกอบกับท้องทะเลได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้เกิดปะการังฟอกขาวจนเข้าขั้นวิกฤตในหลายจุด

ในฐานะผู้รับผิดชอบ วุฒิชัย ประทุมทอง หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ พีพี5 อ่าวมาหยา อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เล่าว่าตั้งแต่ทำงานมา 24 ปี เขาไม่เคยพบเห็นนักท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้มาก่อน

“ก่อนนี้ผมอยู่อุทยานฯ เขาพนมเบญจา จ.กระบี่ ไม่เคยเจอนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้เพิ่งมาเจอที่่นี่” วุฒิชัย ฉายภาพมาหยาในความดูแลของเขา

วุฒิชัย บอกว่า นักท่องเที่ยวจะเดินทางมามากที่สุดในช่วงไฮซีซั่นคือเดือน ธ.ค.ของทุกปี เฉพาะที่เข้ามามาหยาวันละ 3,000-4,000คน ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา วันเดียวสามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้มากถึง 1.7 ล้านบาท

“คนจะแน่นเอี้ยด ช่วงเช้าเรือทุกลำจะขนนักท่องที่ยวที่จะไปทุกเกาะของอุทยานนพรัตน์ธาราฯ เข้ามาที่อ่าวมาหยาก่อน เพราะช่วงบ่ายน้ำแห้งเข้าไม่ได้ ต้องมาจอดที่นี่ที่เดียว”

หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ พีพี5 อ่าวมาหยา มีเจ้าหน้าที่ 18 คน จากทั้งอุทยานฯ ซึ่งมีอยู่6 หน่วยพิทักษ์ มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 152 คนหากเปรียบเทียบปริมาณนักท่องเที่ยวและความรับผิดชอบต่อสภาพปัญหาแล้วถือน้อยมาก

 

“วิธีการการจัดการเราก็ดูจากแขกที่มา จำนวนเรือ มีเจ้าหน้าที่คอยส่องกล้องดูเมื่อเข้ามาก็จดชื่อเรือ เบอร์เรือไว้ เข้ามาก็แจ้งไปที่ป้อมหน้าหาด เพื่อให้จัดเก็บค่าธรรมเนียม พอใครจะขึ้นก็จะดูว่าไกด์กี่คน มีการจ่ายตรงตามจำนวนนักท่องเที่ยวหรือปล่า ถ้าไม่ตรงก็ไปบอกไกด์ให้จ่ายครบตามจำนวนนักท่องเที่ยว

“ผมเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพิทักษ์ป่าเงินเดือน 2 หมื่นกว่าบาท สวัสดิการอื่นไม่มี ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เลิกงาน 3 ทุ่ม นอนที่่นี่ กินที่นี่ ตื่นมาทำอาหารกิน เก็บขยะ และไปพร้อมกันที่หน้าหาด เริ่มงาน 7 โมง ทุกคนจะกระจายพื้นที่ตามโซนรับผิดชอบ โชคดีที่ทุกคนให้ความร่วมมือ ทำให้งานประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่มันก็หนักพอสมควร เพราะคนมาเที่ยวมาก” หัวหน้าทีมอ่าวมาหยาสะท้อนภาระหน้าที่

แน่นอนที่สุด ปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป ส่งผลให้ขยะเริ่มเพิ่มมากขึ้น ปะการังก็ถูกทำลายเสียหาย แหล่งท่องเที่ยวแออัดมากขึ้น จนคุมไม่ไหว มีการจอดเรือในที่ห้ามจอดทอดสมอเรือในจุดที่ห้าม ด้วยเจ้าหน้าที่มีน้อยอุทยานฯ มีเรือให้แค่ลำเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะมีรายได้เข้าอุทยานฯ มาก แต่ทรัพยากรก็ถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตามเกาะต่างๆ จะมีขยะมาก มาทั้งจากบ้านพักที่อยู่อาศัยบนเกาะ เรือประมง ช่วงมรสุมขยะใต้ทะเลจะขึ้นมา มาจากเรือนักท่องเที่ยวเอาไม่ทัน มีเรือแค่ลำเดียว ทะเลมันกว้างเจ้าหน้าที่มีน้อย ตรงไหนขยะมากก็ออกไปเก็บ” คล้อยเสียงจากวุฒิชัย ภาพขยะฟ้องด้วยสายตาอยู่บริเวณหน้าหาด รวมทั้งในท้องทะเลในบางจุด

วุฒิชัยเป็นแค่ลูกจ้างตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจเสนอทางแก้ปัญหา เขาบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการควบคุมนักท่องเที่ยวไม่ให้มากจนเกินไปเช่น ให้มีการกำหนดปริมาณนักท่องเที่ยวที่สามารถรองรับได้ต่อวัน ต่อปี ตามขีดความสามารถในการรองรับ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการตัดสินใจเรื่องนโยบาย เพราะยอดนักท่องเที่ยวกับจำนวนรายได้จากค่าธรรมเนียมจำนวนมาก มองในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ปัญหาที่ตามมาอาจเป็นแค่เรื่องรอง

ทางแก้ไขที่พอจะทำได้ วุฒิชัย บอกว่าเขาจะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวและไกด์ ให้ทำตามข้อตกลงเป็นครั้งคราว “ตอนผมมาอยู่ใหม่ๆ ไกด์ผู้ประกอบการเรือและบริษัทนำเที่ยวไม่คิดว่าพวกเราทำงานกันจริงหรือไม่ เก็บเงินเข้าหลวงจริงไหม พอเอาจริงเก็บจริงและมีการกระทำผิดพวกผมก็โทรไปหาเขาโดยตรง เขาก็คอยว่ากล่าวตักเตือนลูกน้องเขา

“แต่ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี เช่น เด็กเรือไปทิ้งสมอแนวปะการัง จอดในท่ี่ห้ามจอด ซึ่งถ้าเจอก็จะเรียกปรับ บางทีก็มักง่าย เห็นแก่ตัวไม่อยากรอคิวจอดนาน กลัวเวลาไม่พอจะนำนักท่องเที่ยวไปให้ครบทุกจุดก็มักจอดที่ห้ามจอดซึ่งเราก็ต้องคอยตามปรับ ซึ่งผู้ประกอบการมักให้ความร่วมมือดี ถ้ามีปัญหาผมก็ปรึกษาหัวหน้า”

ถามวุฒิชัยตรงๆ รู้สึกท้อบ้างไหม “ผมทำมา 1 ปี บางทีก็เหน็ดเหนื่อย ก็ท้อแต่บางทีเรา (น้ำตาคลอ) ทำเพื่อประเทศของเราถ้าเราไม่ช่วยกันรักษาแล้วใครจะมาช่วย”

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ศรายุทธ ตันเถียรเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 การแก้ปัญหาของอุทยานทั้งพีพีเริ่มดีขึ้นโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้อนุมัติเงินรายได้จากการจัดเก็บค่าบริการเข้าอุทยานฯ ทั่วประเทศ มาให้เกาะพีพี วงเงิน22 ล้านบาท ซึ่งสามารถติดตั้งทุ่นจอดเรือ ขนาดใหญ่ 25 ลูก พร้อมฐานขนาด 10 ตัน ติดตั้งทุ่นจอดเรือขนาดกลาง 90 ลูก พร้อมฐานขนาด 5 ตัน

นอกจากนี้ ยังจัดหาทุ่นกันแนวเล่นน้ำ 60 ชุด พร้อมฐานขนาด 2 ตัน จัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ 1 ลำ จัดซื้อเรือเร็วอะลูมิเนียม2 ลำ ก่อสร้างห้องน้ำ-ห้องสุขาแบบน็อกดาวน์12 ห้อง ก่อสร้างบ้านพักให้เจ้าหน้าที่ที่อ่าวมาหยา 3 หลัง

ที่ยังน่าเป็นห่วงสำหรับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลก็คือสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้ร่วมกับอาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เมื่อเดือนพ.ค. 2559 สำรวจสภาพปะการังที่เกิดการฟอกขาวในเขตอุทยานฯ จำนวน 12 แห่ง ซึ่งแต่ละจุดมีความเสียหายในระดับที่แตกต่างกัน

เมื่อผนวกปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวและอื่นแล้ว อาจารย์ธรณ์และคณะกำลังผลักดันให้ “ปิดอ่าวมาหยา” ในบางช่วง เพื่อฟื้นคืนความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เช่นที่ได้ประเดิมปิดเกาะยูงหนึ่งในเกาะของอุทยานฯ ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

เลือกใช้ มีด ครก แต่ละแบบให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/446861

เลือกใช้ มีด ครก แต่ละแบบให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละอย่าง

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเคยแนะนำตลาด ครัว ถ้วยชามเคลือบ Enamel มาแล้ว ครั้งนี้จะแนะนำ มีด ครก บ้างครับ ที่ผมเอาเรื่องมีดมาแนะนำนั้นเผื่อเป็นทางเลือก เพราะมีดแต่ละแบบจะเหมาะกับการใช้งานแต่ละอย่าง หรือง่ายๆ ทำงานสะดวกขึ้นนั่นเอง แต่ก็มีหลายคนที่ไม่พิถีพิถัน เคยชินมีดแบบไหน ก็ใช้อย่างนั้นตลอด เหมือนพ่อครัวจีนที่มีปังตออันเดียวทำได้ทุกอย่าง ทั้งหั่น สับ แล่ บางทีเราเห็นว่าไม่น่าจะถนัด อย่างเวลาเขาแล่เป็ดปักกิ่งให้เห็น ใช้ปังตอดูมันขัดๆขวางๆ

คนไทยก็เหมือนกันตั้งแต่รุ่นยายรุ่นแม่ จะใช้มีดโต้ไทยใบกว้าง โค้งหน่อยๆ มาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นร้านอาหารตามสั่งที่ใช้แบบนั้น ผมว่าเพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีมีดให้เลือกเหมือนสมัยนี้ พอ Chef Knife เข้ามาก็ดูมันน่าใช้ สมัยแรกๆ ที่เข้ามาเป็นยี่ห้อ Gerlach ของโปแลนด์ ด้ามเป็นพลาสติกแข็ง ใบใหญ่พอประมาณ คม แหลม ยาว เวลาหั่นอะไรก็ง่ายเพราะอาศัยช่วงความยาวของมัน นึกภาพง่ายๆ ครับ ถ้าผ่าแตงโมแล้วใบมีดสั้นๆ ไม่สะดวก ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันก็มี Chef Knife จากเยอรมัน ตราตุ๊กตาคู่ และของสวิส ยี่ห้อ Victorinox เข้ามาดังมาก และแพงมากด้วย ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อครัวอาชีพใช้ ความพิเศษอยู่ที่สันมีดหนาแล้วบางลงไปเหมือนเป็นรูปตัว V

ส่วนความยาวนั้นใหญ่หนาตรงโคนมีดเรียวไปถึงปลาย หั่น แล่ ได้ดี น้ำหนักก็ดีอีกต่างหาก นั่นเพราะเป็นมีดระบบหล่อขึ้นรูปที่เรียกว่า Forge ตอนหลังในยี่ห้อเดียวกันมีมีด ระบบปั๊ม Stamp มา ราคาย่อมเยาหน่อย ตอนนี้ Chef Knife เป็นเรื่องธรรมดา ราคาถูก มีมาจากยุโรป อเมริกา และจีนที่มากที่สุด

มีมีดอีกอย่างที่ผมว่าน่าจะมีไว้ เป็นมีดแล่ครับ แล่เนื้อ แล่ปลา เป็นมีดปลายแหลมโค้ง ฝรั่งใช้มีดแบบนี้แล่มานานแล้ว เวลาแล่เอาปลายแหลมเสียบก่อนแล้วแล่ง่ายมาก มีดแล่ของฟินแลนด์ดีจริงๆ มีดญี่ปุ่นนี่สุดยอด ผมว่าความคมแล้วหาตัวจับยาก ญี่ปุ่นเขามีมีดหลักๆ อยู่ 3 อย่าง มีเดบะเป็นมีดอเนกประสงค์ มีอุชุบะรูปร่างสี่เหลี่ยมยาวๆ ไว้หั่นผัก แล้วมียานากิบะ สำหรับแล่ปลาดิบ ใบมีดจะไม่กว้างแต่ยาว เทคนิคการทำมีดของญี่ปุ่นนั้นเขาใช้เนื้อเหล็กแกร่งคุณภาพสูงมาก เรื่องความคมนั้นก็ดูดาบซามูไรก็แล้วกันว่าคมแค่ไหน เป็นวิธีการทำมีดอย่างเดียวกัน

ในตัวมีดก็คมอยู่แล้ว พ่อครัวญี่ปุ่นนี่ยังลับมีดเก่งทุกคน หั่นอะไรได้สักพักลับอีกแล้ว ผมว่าจะให้ดีมีมีด Chef Knife มีมีดอุชุบะ และมีดแล่แบบฝรั่งไว้เล่มหนึ่งพอเลย ความจริงมีดไทยอรัญญิกก็ดีเป็นเพราะใช้เหล็กธรรมดา ลับดีๆ คมมาก แต่ต้องลับบ่อยๆ เพราะความที่เป็นเหล็กธรรมดามันอ่อนทื่อง่าย ส่วนราคานั้น มีดไทยถูกมาก ซื้ออุชุบะเล่มเดียวซื้อมีดไทยได้ 10 เล่ม

มาเรื่องครกบ้าง ผมเป็นคนบ้าครก เห็นที่ไหนถูกใจก็ซื้อๆ จนเต็มตู้แล้ว เมื่อก่อนต้องเป็นครกอ่างศิลา ซึ่งผมว่าครกอ่างศิลานี่เป็นอิทธิพลจีนแท้ๆ ครกหินจีนโบราณตรงหูครกที่เป็นปุ่มสองข้างนั้น จีนเขาแกะเป็นรูปหัวสิงโต ของไทยเราแค่กลมๆ เกลี้ยงๆ แล้วอีกอย่างช่างแกะครกดั้งเดิมที่อ่างศิลานั้นเป็นคนจีนทั้งนั้น หินอ่างศิลาเนื้อจะเป็นสีขาวอมเหลืองๆ ซึ่งหมดไปนานแล้ว ครกหินเดี๋ยวนี้เป็นหินแกรนิตสระบุรีบ้าง ตากบ้าง รูปทรงแฟนตาซี ทำเป็นเกลียวกลีบมะเฟืองบ้าง เอวคอดบ้าง ทาแล็กเกอร์สลับสีบ้าง ครกรุ่นใหม่มีข้อดีคือเขาใช้เครื่องกลึง หมดห่วงเรื่องเศษหินตอนตำ

ผมมีของอ่างศิลาเก่าอยู่หลายใบ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไปได้ใบเล็กๆ มาใส่น้ำพริกกะปิไว้ตั้งโต๊ะแทนที่จะใส่ถ้วย ก็ตรงกับคำว่าตำน้ำพริกครกหนึ่งนั่นเอง ราคาครกใบเล็กๆ นี้ต้องเรียกว่ากัดฟันซื้อ ครกที่ชอบอีกแบบหนึ่งเป็นของบาหลี เป็นหินภูเขาไฟ เนื้อหยาบ แต่การใช้งานจะลำบากนิดหนึ่ง เพราะของเขาก้นไม่ลึก ออกตื้นแล้วกว้าง ส่วนสากนั้นเป็นด้ามยาวๆ หัวหนักโค้งลงเหมือนค้อน เขาใช้ระบบตี ของเราเคยชินระบบตำ

ครกไม้ก็ดีครับ สมัยก่อนเหนือ อีสานใช้ครกไม้ทั้งนั้น ทางเหนือแกะจากไม้สัก ส่วนอีสานเป็นไม้เนื้อแข็งตามที่จะหามาได้ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คนเหนือใช้ครกหินหมดแล้ว ครกไม้ที่เคยใช้ก็ทิ้ง ร้านขายของเก่าไปกว้านซื้อเอามาขายให้คนกรุงเทพฯ ที่ซื้อมาทำเป็นกระถางต้นไม้ หมดค่าไปเลย ตอนนี้ทางหมู่บ้าน บ้านถวาย หางดง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นแหล่งแกะไม้ทำครกไม้เหมือนเก่า แกะด้วยมือ เป็น Folk Art มีคนไปซื้อมาตกแต่งบ้าน โรงแรม แต่ของผมไปได้มาจากแพร่ ฝีมือชาวบ้านแกะแบบง่ายๆ วางขายข้างถนน เป็น Folk Art ตัวจริง ได้มา 2 ใบ ใบละ 50 บาทยิ่งกว่าคุ้ม ใช้ทุบกระเทียมอยู่ในทุกวันนี้

มีครกหินที่อยากแนะนำเป็นของ IKEA ทำจากจีน ทำด้วยหินอ่อนเนื้อแข็งสีดำ ออกแบบดี ตำได้สองด้าน ราคา 300 กว่าบาท ถูกว่าครกหินไทยอีก ครกหินนี่เดี๋ยวนี้ฝรั่งเริ่มติดแล้ว เอาง่ายๆ บริษัทผลิตมีดตราตุ๊กตาคู่ เยอรมัน ทำครกหินออกขายแล้ว

ที่จริงครั้งนี้จะเขียนเรื่องมีด ครก เขียง แต่มีดกับครกเอาเนื้อที่ไปหมดแล้ว เรื่องเขียงไว้โอกาสหลังครับ

 

เรื่องเล่า… วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/446630

เรื่องเล่า... วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

29 ก.ค.ที่ผ่านมา ตรงกับ “วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก (Global Tiger Day)”

จุดเริ่มต้นของวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลกมาจากไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำด้านเสือโคร่ง ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อปี 2553 ประกอบด้วยประเทศที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง 13 ประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ รัสเซีย จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยร่วมกันลงนามในปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป้าหมายคืออนุรักษ์ฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งที่อยู่ในขั้นวิกฤตเสี่ยงสูญพันธุ์ ปัจจุบันคาดว่าเหลืออยู่เพียง 3,500 ตัวทั่วโลกเท่านั้น

กลับมาที่บ้านเรา ข้อมูลจากหนังสือ “เสือ Now or Forever” เขียนโดย ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ อัจฉรา ซิ้มเจริญ และสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ ถ่ายภาพโดย ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ระบุว่า ทุกวันนี้ประชากรเสือโคร่งกลุ่มใหญ่ที่สุดอาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ 18,727 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 17 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง คือ ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตกและตะวันออก ห้วยขาแข้ง เขาสนามเพรียง อุ้มผาง สลักพระ และอุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง ได้แก่ คลองลาน แม่วงก์ คลองวังเจ้า เขื่อนศรีนครินทร์ เฉลิมรัตนโกสินทร์ พุเตย เอราวัณ ไทรโยค เขาแหลม ลำคลองงู ทองผาภูมิ

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เล่าว่า จากการสำรวจเมื่อปี 2553 พบว่ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในธรรมชาติทั้งหมดประมาณ 200 ตัว ถือเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนับเป็นแหล่งที่มีปริมาณเสือโคร่งหนาแน่นที่สุดถึง 80 ตัว

“กว่า 90% เป็นเสือโคร่งพันธุ์อินโดจีน ส่วนน้อยคือเสือโคร่งมลายู อาศัยอยู่ทางใต้คอคอดกระจรดมาเลเซีย ประชากรเสือจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ทั้งการล่าและการรุกรานแหล่งที่อยู่อาศัยจากมนุษย์ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดขณะนี้คือ ผืนป่าลดลงทุกปีๆ จากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านรุกล้ำทำเป็นที่ดินทำกิน เมื่อป่าถูกรุกราน สัตว์ป่าก็พลอยถูกล่าไปด้วย เหยื่อสำคัญของเสือโคร่ง ไม่ว่าวัวแดง ควายป่า หมูป่า กวาง เหลือน้อยลงทุกที”

เป็นระยะเวลากว่าสิบปีแล้วที่คณะผู้ร่วมวิจัยนิเวศวิทยาเสือโคร่ง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ต้องออกลาดตระเวนไปในป่าลึก ขึ้นเขาลงห้วย สืบเสาะติดตามรอย เพื่อเก็บข้อมูลนับจำนวนเสือโคร่ง พร้อมเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ วางกับดักจับเสือมาติดตั้งปลอกคอวิทยุแบบสัญญาณดาวเทียมจีพีเอส เพื่อวิเคราะห์ขนาดพื้นที่หากิน การล่า การกินอาหาร และการดำรงชีวิตในแต่ละวันอย่างถูกต้องแม่นยำ จนงานวิจัยเรื่องเสือโคร่งของไทยประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

“สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เริ่มทำวิจัยเสือโคร่งตั้งแต่ปี 2547 มีการเก็บข้อมูลเสือโคร่งในรัศมี 400 ตารางกิโลเมตร  กระทั่งปี 2550 ได้มีการเซตระบบทำการเก็บข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในเวลานั้นพบว่ามีเสือโคร่ง 40 กว่าตัว และจากการตรวจสอบลายเสือ ติดเครื่องหมายศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งภาพถ่ายจากกล้องกับดักที่ติดไว้ทั่วบริเวณพบว่า ปัจจุบันมีประชากรเสือประมาณ 80 ตัว ขณะที่หลายประเทศมีปริมาณเสือในธรรมชาติลดลง บางประเทศแทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว”

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ยกตัวอย่างเสือโคร่งตัวหนึ่งที่นักวิจัยติดตามมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ชื่อ “บุปผา” เป็นเพศเมีย อายุ 15 ปี ถือเป็นเสือที่มีอายุมากที่สุดในห้วยขาแข้ง ถ้าเทียบกับมนุษย์ก็อยู่ในวัยชรา ปัจจุบันบุปผายังอาศัยอยู่ในผืนป่าห้วยขาแข้ง และมีสุขภาพแข็งแรง

“ตอนแรกพวกเราคิดว่าบุปผาน่าจะตายตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะแก่มากแล้ว ปกติเสือแก่จะมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า เป็นโรคพยาธิหรือเห็บหมัดเกาะกินตามตัว อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงจับเหยื่อ จนต้องตายไปเองตามธรรมชาติ แต่ล่าสุดเราตรวจสอบจากกล้องกับดักพบว่าบุปผายังดูดีมาก พละกำลังยังไม่ลดลง ยังล่าเหยื่อได้ แต่น้ำหนักลดลงเล็กน้อย ฝ่าตีนหน้าหนา 8.5 เซนติเมตร ฝ่าตีนหลัง 7.8 เซนติเมตร ถือเป็นเสือที่มีความสมบูรณ์มาก”

นักวิจัยเสือโคร่งรายนี้ยืนยันว่า เราสามารถป้องกันการสูญพันธุ์ของเสือโคร่งได้ ด้วยการปกป้องผืนป่า ลาดตระเวนอย่างหนักหน่วงเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกมาแปรสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แย่งชิงอาหารของสัตว์ป่า รวมถึงหยุดยั้งการล่าสัตว์กีบซึ่งทำให้เสือหาอาหารได้ยากขึ้น

“ที่ผ่านมากรมอุทยานได้วางระบบการดูแลเสือโคร่งทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัยในผืนป่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะห้วยขาแข้ง ทำให้ประชากรเสือขยายอาณาเขตตนเองไปยังผืนป่าข้างเคียง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นอกจากนี้ปริมาณเหยื่อของเสือ เช่น วัวแดง กระทิง กวาง เก้ง ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น ที่สำคัญยังมีการวางระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและปราบปรามพรานป่าที่ยังคงเข้ามาลักลอบล่าเสือ”

ล่าสุด มีการจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก ประจำปี 2559 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ภายใต้แนวคิด “ผืนป่าตะวันตก บ้านแห่งความหวังของเสือโคร่งอินโดจีน” พร้อมเปิดตัวโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องมรดกโลกในผืนป่าตะวันตก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกเป็นจำนวน 240 ล้านบาท ในการอนุรักษ์เสือโคร่ง เป้าหมายคือเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี  2565

ถึงบรรทัดนี้ ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด้วยความเสียสละ ไม่ย่อท้อในการพิทักษ์ถิ่นอาศัยของเสือให้พ้นจากภัยคุกคามรอบด้าน โดยเฉพาะผืนป่าตะวันตก อันถือเป็นศูนย์กลางแห่งความแข็งแกร่งของแหล่งที่อยู่ของเสือโคร่งในภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังเป็นผืนป่าแห่งความหวังของเสือโคร่งอินโดจีนด้วย

 

ศาสตร์พระราชา ต้นแบบการพัฒนาอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/446626

ศาสตร์พระราชา ต้นแบบการพัฒนาอีสาน

โดย…วราภรณ์

70 ปีแห่งการครองราชย์ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยพระวิริยอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากให้กับประชาชนของพระองค์มาโดยตลอด และในปี 2559 นี้ ถือเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินโครงการพิเศษร่วมเฉลิมฉลอง โดยกำหนดจัดกิจกรรมศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดปี ในครั้งนี้พาไปดูงานในพื้นที่ จ.สกลนคร และกาฬสินธุ์ ซึ่งมีหลากหลายโครงการที่ถือเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาทางภาคอีสาน

‘พัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน’ ปฐมบทแห่งการพัฒนาทางภาคอีสาน

อำพล ตมโคตร หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เล่าถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทางภาคอีสาน เริ่มต้นเมื่อ 24 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมราษฎรตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จฯ เยี่ยมโครงการศิลปาชีพที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาทรงงานไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ มาด้วย ช่วงนั้นฤดูหนาว ลมแรง ทรงเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึงเวลา 14.00 น. แต่เฮลิคอปเตอร์ต้องบินวน ลงไม่ได้เพราะลมแรง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าบนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ในพระหัตถ์ของพระองค์มีแผนที่ ทรงทอดพระเนตรลงมาด้านล่าง ทอดพระเนตรเห็นความแห้งแล้ง จึงทรงวงพื้นที่แห้งแล้งลงในแผนที่ หลังจากเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอดในตัวอำเภอ มีพิธีการต้อนรับจากชาวบ้านภูไทเสร็จสิ้น ทรงตระหนักในสิ่งที่พระองค์ได้เห็นและทรงวงไว้บนแผนที่ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นหน้าเก็บเกี่ยว มีแต่ความแห้งแล้ง

อำพล ตมโคตร

“หลังเสร็จพิธีการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคุยกับผู้ติดตามว่า ตอนบินวน พระองค์เห็นความแห้งแล้ง ทรงเรียกผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านมาดูในแผนที่ว่าบริเวณที่ทรงวงไว้คือบริเวณใด ชาวบ้านในยุคนั้นไม่ชินกับแผนที่ จึงดูแผนที่ 1 : 50,000 ไม่เป็น ทรงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นทรงเสด็จฯ นอกหมายกำหนดการ ทรงรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ทรงค่อยๆ อ่านแผนที่และเสด็จฯ ไปด้วยพระองค์เอง ทรงนำชาวบ้านไปด้วย และก็หาจุดที่ทรงวงไว้ในแผนที่จนเจอ ซึ่งเป็นโขดหินที่วังพระยา ทรงคิดว่าก่อสร้างแหล่งเก็บน้ำได้ น่าจะเป็นประโยชน์กับชาวบ้าน ขณะที่เสด็จฯ กลับระหว่างทางทรงเห็นชาวบ้านนวดข้าวอยู่ริมถนนลูกรัง ทรงจอดรถและเสด็จฯ ลงไปกำข้าวที่ชาวบ้านนวดเสร็จแล้วไว้หนึ่งกำมือ และรับสั่งถามชาวบ้านว่า ข้าวกินได้เหรอ ชาวบ้านตอบว่า กินได้ แต่ข้าวหนึ่งกำมือนั้น มีแค่ 5% เท่านั้นที่กินได้ ที่ข้าวไม่สมบูรณ์เช่นนั้น เพราะทรงรู้ว่าข้าวกำลังออกรวง แต่ไม่มีน้ำทำนาจึงทำให้เกิดการเสียหายต่อผลผลิต จึงทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานในสมัยนั้นหาแหล่งน้ำ จากนั้นกรมชลประทานจึงสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน เริ่มก่อสร้างปี 2537 เสร็จเรียบร้อยและสามารถเก็บกักน้ำได้ในปี 2538 เต็มความจุของอ่าง 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี”

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ บริหารจัดการน้ำได้ทั่วถึง

ต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริให้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ ซึ่งอยู่ทาง จ.มุกดาหาร มาเติมให้อ่างลำพะยังเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานมากขึ้น สร้างปี 2546 เสร็จปี 2552 สำหรับอ่างใช้ระบบท่อส่งน้ำและหัวจ่ายกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรเหมือนก๊อกน้ำในนา ส่งน้ำได้ 4,700 ไร่ ถือเป็นแห่งแรกของไทยที่ใช้ระบบท่อ ส่วนอุโมงค์ผันน้ำตามแนวพระราชดำริส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่เกษตร 1.2 หมื่นไร่

 

อุโมงค์ผันน้ำเป็นโครงการต่อเนื่องมาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนตามแนวพระราชดำริ เป็นวิธีบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบ พอสร้างเสร็จกรมชลประทานต้องบริหารจัดการน้ำ หัวจ่าย 76 หัว ต้องบริหารให้ดี เพื่อให้ชาวบ้านได้รับการกระจายน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพราะคนต้องการน้ำพร้อมๆ กัน เพื่อเกิดการแบ่งปันทั่วถึง 19 หมู่บ้าน หลังจากมีอุโมงค์ผันน้ำแล้วทำให้ผลผลิตข้าวจากเดิม ปี 2539 ปลูกข้าวได้ 250 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น แต่หลังจากเริ่มมีการส่งน้ำ ช่วงข้าวจะตั้งท้องก็ส่งน้ำไป ทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิต 690 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างเห็นได้ชัด นาบางแปลงปลูกได้มากถึง 700 กิโลกรัม/ไร่ทีเดียว

“หลังโครงการลำพะยังสร้างเสร็จแล้ว ทรงให้สร้างอุโมงค์น้ำลอดภูเขา เรางงท่านคิดได้อย่างไร ผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ที่เหลือน้ำประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร นำมาใช้ที่นี่ เพื่อนำน้ำลงในพื้นที่ 1.2 หมื่นไร่ มีหัวจ่ายน้ำเป็นร้อยหัวจ่าย โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการผันน้ำไปให้คนที่กาฬสินธุ์ด้วย ปัจจุบันจากน้ำเพื่อการเกษตร ตอนนี้ 10 ปีหลังยังสามารถใช้น้ำเพื่อโรงงานอุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภคภายในครอบครัวด้วย” อำพล กล่าว

หัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยัง บอกอีกว่า ฤดูนาปีที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยผลผลิตอยู่ที่ 700 กิโลกรัม/ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 60 ล้านบาท ลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำ 200 ล้านบาท 3 ปีกว่าก็คืนทุนแล้ว ส่วนปี 2558-2559 ส่งเสริมปลูกพืชฤดูแล้งตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ มีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกมะเขือเทศ ส่งโครงการหลวงประมาณ 300 กว่าไร่ รวมถึงถั่วลิสง ยาสูบ เหตุพื้นที่ปลูกยังไม่มาก เพราะชาวบ้านไม่มั่นใจราคาผลผลิต และมีทางเลือกอื่นสร้างรายได้

“การบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานเป็นผู้แนะนำ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะเรื่องบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับบริบทของภูมิสังคม ผมเข้ามาทำงานที่นี่ตอนปี 2540 พอรู้ว่าเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ ผมรู้สึกทึ่งมากๆ ทำไมเราคิดไม่ได้เหมือนพระองค์ท่าน ปีที่แล้วปลูกได้ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา เอกลักษณ์ของข้าวเหนียวเขาวง อร่อยขึ้นชื่อแต่มีน้ำตาลสูง ข้าวจึงมีรสหวาน เพราะดินมีความเข้มข้นสูง สถานการณ์น้ำแล้งในปัจจุบัน ทางกรมชลประทานให้ชาวบ้านปรับตัว คือให้บริหารจัดการน้ำร่วมกับเรา ซึ่งต้องใช้วิธีอธิบายความจำเป็นของการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ชาวบ้านก็เข้าใจ เพื่อจะได้กระจายน้ำในช่วงหน้าแล้งได้ทั่วถึงขึ้น”

 

หมอดิน นำศาสตร์พระราชามาใช้พัฒนาความเป็นอยู่

วิศักดิ์ อารมณ์สวะ เกษตรกรสายเลือดภูไท วัย 48 ปี เขาได้เรียนรู้นำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้พัฒนาที่ดินจำนวน 12 ไร่ของเขา ให้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์นำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี และการเรียนรู้และนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์ของเขา ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหมอดิน ผู้อนุรักษ์ดินและน้ำแห่งบ้านโนนสูง จ.กาฬสินธุ์ การตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนมีรายได้เลี้ยงทั้งครอบครัว และเขาได้ทำไร่นา 12 ไร่ของเขาให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยเผยแพร่ศาสตร์พระราชาอีกทางหนึ่งด้วย

“เดิมผมไปรับจ้างที่จังหวัดอื่นหลังช่วงปลูกข้าวเสร็จ เพราะยุคก่อนเราทำนาอย่างเดียว ที่บ้านก็ไม่มีอะไร แต่พอมีโครงการผันน้ำตามแนวพระราชดำริ ทำให้ชีวิตของครอบครัวผมดีขึ้น พวกผมกลับมาบ้านไม่ต้องใช้ชีวิตเป็นแรงงานต่างถิ่น หลังจากที่บ้านมีอุโมงค์ 8 ปีถึงได้กลับมาบ้าน พอกลับบ้านผมไปดูบ้านที่ใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วสำเร็จ ผมจึงกลับมาพัฒนาที่ดิน เริ่มแรกปรับรูปแปลงนาของตัวเอง แบ่งพื้นที่ 30-30-30 คือ พื้นที่ไร่นา 30 สระน้ำ 30 และเลี้ยงสัตว์อีก 30 ที่เหลือปลูกต้นไม้อีก 10% บนที่ดิน 12 ไร่ พอหลังฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว ผมก็หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ มะเขือเทศ ข้าวโพด นอกเหนือจากการปลูกข้าว ปลูกกินพอในครัวเรือนแล้วค่อยแบ่งขาย ทำให้มีรายได้ปีละ 1 แสนบาท พออยู่พอกิน เพราะเราไม่ต้องเสียเงินซื้อหาอะไร เรายังมีการรวมกลุ่มกัน 50 คน หลังหน้านาเราจะรวมกลุ่มกันปลูกพืชฤดูแล้ง ควบกับการเลี้ยงฟาร์มหมูและเลี้ยงไก่ ตอนนี้ผลผลิตข้าวได้ประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่/ปี สามารถส่งลูกเรียนปริญญาตรีได้ ซึ่งสมัยก่อนเป็นเรื่องยากมาก แต่สมัยนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เพราะผมหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงไก่ มีผลผลิตกินตลอดทั้งปี กิน 40% ออกขายอีก 60%”

วิศักดิ์ อารมณ์สวะ

 

แหล่งเรียนรู้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ราวปี 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคแรก ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรภาคอีสานที่แร้นแค้น จึงเป็นจุดกำเนิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งใจความว่า

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อ.เมือง จ.สกลนคร เดิมเป็นป่าโปร่งคนไปตัดไม้สำหรับเป็นฟืนและใช้พื้นที่สำหรับทำการเกษตรกรรม ป่าไม้ที่อยู่เหนือพื้นที่ถูกทำลายไปมาก จึงไม่มีน้ำในหน้าแล้ง น้ำไหลแรงในหน้าฝน ทำให้มีการชะล้าง (Erosion) หน้าดิน (Top Soil) บางลง และเกลือที่อยู่ข้างใต้จะขึ้นเป็นหย่อมๆ…”

จึงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ณ หมู่บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเป็นห้องทดลองงานพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ อันได้แก่ การพัฒนาป่าไม้ การเกษตรต่างๆ ตามความเหมาะสม รวมทั้งการดำเนินงานด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ต่อไป ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแบบจำลองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ส่วนย่อที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหา และศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสม ศูนย์ศึกษาแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งสิ้น 1.33 หมื่นไร่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่สาธิตเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม จำนวน 2,300 ไร่ และพื้นที่พัฒนาป่าไม้ จำนวน 1.1 หมื่นไร่ พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ 22 หมู่บ้าน จำนวน 1.1 หมื่นไร่

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จึงเป็นเสมือนแบบจำลองของภาคอีสาน เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคม โดยได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ อันได้แก่ ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ป่าเปียก การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และปลูกป่าในใจคน นอกจากนี้ยังมีการสอนเลี้ยงโคเนื้อทาจิมะภูพาน มีการเลี้ยงไก่ดำภูพาน การเลี้ยงสุกรภูพาน การส่งเสริมให้ปลูกข้าวพันธุ์สกลนคร การปลูกข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 เป็นต้น ศูนย์นี้จึงถือเป็นโรงเรียน 1 ใน 6 แหล่งสำหรับภูมิภาคนี้ ทรงเน้นธรรมชาติ ภูมิสังคมเป็นหลัก ให้สอดรับเพื่อแก้ไขปัญหา ศูนย์นี้มีพื้นที่ขยายผลแก้ไขปัญหา 20 กว่าจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งสภาพปัญหาของอีสานคือ ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาใหญ่ ต่อมาคือปัญหาด้านแหล่งน้ำและป่าไม้ แหล่งน้ำธรรมชาติไม่มีเพียงพอ มีการแผ้วถางเพื่อประกอบอาชีพ ทำให้แหล่งต้นน้ำลำธาร ระบบนิเวศถูกทำลาย” ณรงค์ ณ ทองหลาง หัวหน้านายช่างชลประทานอาวุโส กล่าวทิ้งท้าย

 

ผมชอบใช้จินตนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/446422

ผมชอบใช้จินตนาการ

ผมชอบใช้จินตนาการ มันสนุก อย่างผมโตมากับเกมแร็คนาร็อค ช่วงเรียนมัธยม อยู่กับเพื่อนก็ชอบเอาเรื่องในเกมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ถึงเวลากินข้าวก็บอก เฮ้ย…ไปซื้อโพชั่นกัน ซึ่งมันคือไอเท็มในเกม

– ชา-อนุชา แสงชาติ เจ้าของเพจสุดฮอตระดับอินเตอร์ Lowcostcosplay

อ่านสัมภาษณ์พิเศษ :  เพจพลิกชีวิต! “Lowcost cosplay” เมื่อความบ้าพารวย “อนุชา แสงชาติ” 

เบื้องหลัง ‘เขา’ คือ ‘มัน’ ที่เปลี่ยนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445823

เบื้องหลัง ‘เขา’ คือ ‘มัน’ ที่เปลี่ยนจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ขึ้นชื่อว่าจีนแล้ว เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ เยอะๆ เท่านั้น จำนวนประชากรชาวจีนก็เช่นกัน เอาตัวเลขในปัจจุบัน ประชากรบนโลก 1 ใน 6 คือชาวจีน โดยอัตราส่วนนี้ยังไม่นับอากงอาม่าอาตี๋อาหมวยโพ้นทะเล

จำนวนประชากรคือพลังของจีนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะจำนวนประชากรคือตัวเลขภาษีและกำลังทหารของชาติ

กว่า 2,500 ปีที่แล้วในยุคจ้านกว๋อของจีน กษัตริย์โกวเจี้ยน (คนเดียวกับที่วางอุบายส่งสาวงามไซซีไปล่มก๊กคู่แค้น) เคยใช้มาตรการสร้างชาติที่คนโสดขี้เกียจหาแฟนยุคนี้ต้องอิจฉา

โกวเจี้ยนออกกฎหมาย บ้านใดลูกสาวอายุถึง 17 หรือลูกชายอายุถึง 20 แล้วยังมิได้แต่งงานมีครอบครัว ถือว่าผิด! พ่อแม่ต้องรับโทษ นอกจากนั้นหากบ่าวสาวคู่ใดเกิดตั้งท้อง รัฐสวัสดิการของโกวเจี้ยนจะจัดหาหมอไปดูแลทำคลอด หากได้ลูกชาย จะได้ของกำนัลจากรัฐเป็นเหล้าสองกา หมาหนึ่งตัว ส่วนถ้าเป็นลูกสาวจะได้เหล้าสองกาเช่นกัน กับหมูหนึ่งตัว

ในยุคสมัยที่ยกย่องชายมากกว่าหญิง นี่เป็นอัตราของกำนัลที่ดูสลับที่สลับทางกัน ดูเหมือนโกวเจี้ยนจะให้ความสำคัญกับหญิงมากกว่าชาย

เพราะโกวเจี้ยนเล็งเห็นว่าในธรรมชาติปริมาณประชากรหญิงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มพลเมือง โดยเฉพาะในยุคที่ไม่ได้ยึดถือกับระบบผัวเดียวเมียเดียว

ถึงจีนจะเน้นตัวเลขประชากรมาตั้งแต่หลายพันปีที่แล้ว จำนวนประชากรสูงสุดจะขึ้นถึงจุดสูงสุดได้แค่ 1-200 ล้านเท่านั้น เมื่อใดที่จำนวนพยายามก้าวข้ามเส้นนี้ไป ซักพักก็จะถูกดึงกลับลงมาใต้เส้นนี้อีกครั้ง ด้วยมือที่มองไม่เห็นซึ่งแสดงออกมาเป็นสงครามบ้าง เป็นทุพภิกขภัยบ้าง

มือที่มองไม่เห็นที่คอยดึงจำนวนประชากรกลับมาคืออะไร

นั่นคือข้อจำกัดของทรัพยากรอาหาร นอกจากกองทัพเดินด้วยท้องแล้ว เกษตรกร พ่อค้า ขุนนาง กษัตริย์ ก็เดินด้วยท้องทั้งนั้น

สังคมที่คนหนึ่งคนมีประสิทธิภาพในการผลิตอาหารเลี้ยงคนได้มากๆ ย่อมทำให้เกิดผลผลิตส่วนเกิน หล่อเลี้ยงชนชั้นต่างๆ นอกเหนือเกษตร ทำให้สังคมซับซ้อนขึ้น และพัฒนาระบบสังคมต่างๆ ขึ้นในภาพรวม

แน่นอนว่าประชากรที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น แต่จำนวนประชากรจะเพิ่มเป็นทวีคูณรวดเร็วในขณะที่พื้นที่ผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงหรืออาจไม่เพิ่มขึ้นเลยเพราะมีข้อจำกัดทางอาณาเขต ด้วยอัตราที่ไม่ไปด้วยกันย่อมนำไปสู่จุดที่ปริมาณอาหารไม่สามารถเลี้ยงประชากรได้

หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะนำไปสู่ความขาดแคลนในทุกชนชั้น เกษตรกรอดตาย ชนชั้นที่เหลือย่อมสะเทือน

คนยากจนเป็นเหยื่อของทุพภิกขภัย ที่รวมกลุ่มเข้มแข็งได้ก็เกิดเป็นกบฏ และหากชนชั้นนำไหวตัวทัน การปรับตัวอาจสำแดงพลังออกมาเป็นสงครามขยายดินแดน

ตัวเลขประชากร 1-200 ล้านคนในอาณาจักรจีน จึงเป็นตัวเลขที่แสดงกรอบความสามารถของที่ดินในแผ่นดินจีน ที่เลี้ยงประชากรได้เพียงเท่านี้ ด้วยเทคโนโลยีการเพาะปลูกสมัยโบราณ

มือที่มองไม่เห็น ก็คือมือจากข้อจำกัดของทรัพยากรที่คอยดึงตัวเลขประชากรให้อยู่ในขอบข่ายที่สมเหตุสมผล

แต่มีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1500-1860 ซึ่งก็คือราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาถึงช่วงราชวงศ์ชิง จำนวนประชากรจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นกราฟความชันเหมือนตลาดหุ้นกระทิงดุ จำนวนประชากรจีนพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 400ล้านคน

ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีการเกษตรในยุคนั้น ก็ไม่ได้ต่างกับยุคก่อนหน้า

ขอบเขตอาณาจักรที่เพิ่มขึ้นมาในราชวงศ์ชิง ก็เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง ทะเลทราย ไม่ใช่แหล่งเพาะปลูก แถมบันทึกผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อไร่ของราชวงศ์ชิง ยังน้อยกว่าที่บันทึกไว้ในสมัยราชวงศ์หมิงเสียอีก

เจ้ามือรายไหนลงปั่นหุ้นประชากรจีน?

เจ้ามือรายนี้คือสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “มัน”…มันแบบมันเทศมันฝรั่งนี่แหละ!

มันเทศมีต้นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้ เมื่อนักผจญภัยประเภทคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ไปถึงอเมริกา นอกจากความลันล้าที่ได้พบโลกใหม่ นักผจญภัยเหล่านี้ยังได้นำสิ่งที่ไม่เคยมีในแผ่นดินแม่ไปเผยแพร่ในแผ่นดินใหม่ และนำสิ่งที่ไม่เคยมีในแผ่นดินใหม่ กลับไปเผยแพร่ในแผ่นดินแม่ มองผิวเผินนั่นคือการแลกเปลี่ยนซื้อขาย แต่นี่แหละคือจุดเปลี่ยนโลก

หนึ่งในสินค้าที่นำกลับมาจากทวีปอเมริกา คือพืชประเภทมัน และมันก็เผยแพร่ไปอาณานิคมกลุ่มประเทศยุโรป ปี ค.ศ. 1593 นักเดินทางชาวฮกเกี้ยนชื่อเฉินเจิ้นหลง ลักลอบนำมันเทศมาจากฟิลิปปินส์ (อาณานิคมสเปน) นำมาปลูกในแถบฮกเกี้ยน เพราะเห็นว่าเป็นพืชทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

มันเทศปลูกง่ายทั้งในดินดีและดินด้อย ในที่แห้งแล้งก็ยังสามารถขึ้นได้ หัวของมันเทศฝังอยู่ใต้ดิน ปิดโอกาสรบกวนจากโรคและแมลงหลายชนิดซึ่งเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรจีนเสมอมา ผลผลิตต่อไร่ก็มากกว่า

ดินแดนฮกเกี้ยนที่เต็มไปด้วยภูเขา จึงเหมือนได้ทางเลือกใหม่ๆ ในการผลิตอาหาร แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ กว่ามันเทศจะได้รับการใส่ใจจากราชสำนัก ก็ปาเข้าไปในสมัยกลางราชวงศ์ชิง อย่างไรก็ตามนั่นทำให้แผ่นดินเลี้ยงประชากรได้มากขึ้นจนตัวเลขจำนวนชาวจีนในช่วงหลังเร่งพุ่งสู่หลัก 400 ล้าน

“มัน” ทำให้ประชาชนที่ยากไร้ ได้รับการการันตีมากขึ้นว่าจะไม่อดตาย

อันที่จริงก็ไม่ใช่แต่มันฝรั่งที่เปลี่ยนสภาวการณ์ประชากรจีน ข้าวโพด มะเขือเทศ ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งล้วนแต่มีผลจากการแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกทั้งสิ้น

นี่ยังไม่นับถึงเทคโนโลยีการเพาะปลูกใหม่ใดๆ

ประวัติศาสตร์ของทรัพยากรอาหาร จึงเป็นตัวกำหนดขนาดอาณาจักร และชะตากรรมของอารยธรรม ทั้งความยาวนานของสันติภาพ รวมถึงขนาดและวัฏจักรของสงคราม

ถ้าจะพูดให้ตื่นเต้นขึ้นอีกหน่อยก็พอจะบอกได้ว่า มือที่มองไม่เห็นนี้นี่แหละคือตัวจักรสำคัญเบื้องหลังบทบาทของ “เขา” ทั้งหลาย ฮ่องเต้ แม่ทัพ และกบฏชาวนา

ความชื่นชมในปรีชาสามารถหรือความอ่อนด้อยของ “เขา” ทั้งหลายที่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ผู้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ความรุ่งเรืองและล่มสลายที่ลอยค้างอยู่เหนือการพิจารณาบริบทด้านอาหารและทรัพยากร จึงยังต้องสงสัยว่าเป็นเรื่องผิวเผินเกินไปหรือไม่

แท้ที่จริงแล้วนอกจากทรัพยากรอาหาร ยังมีปัจจัยอีกมากที่ขับเคลื่อนสังคมโลกและสังคมมนุษย์ มากกว่าตัวบุคคล เขาเหล่านั้นอาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของปัจจัยเหล่านี้เท่านั้น

และปราศจากความเข้าใจการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์จากปัจจัยนอกเหนือตัวบุคคลแบบนี้ ชาวนาก็แค่คนปลูกข้าวมาขาย มันเทศมันฝรั่งก็แค่รสชาติที่แปลกใหม่ เฟซบุ๊กก็แค่ของเล่นในโลกอินเทอร์เน็ตที่ใครๆ เขาใช้กันปิดประเทศเมื่อไหร่ ก็แค่ยังกินข้าวต่อไป แค่มีรสชาติหลากหลายน้อยลงหน่อย และแค่อดเล่นเฟซบุ๊ก

 

ปิยะชาติ อิศรภักดี กับวันที่แบรนด์กลายเป็นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445854

ปิยะชาติ อิศรภักดี กับวันที่แบรนด์กลายเป็นคน

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

จากยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการดำรงชีวิต ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค ก็ได้ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนเองต้องการ จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมาก และมีขายเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จนมาถึงยุคปฏิวัติสารสนเทศ ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เพราะปัจจัยเรื่องระยะทางมีอิทธิพลน้อยลงด้วยอินเทอร์เน็ต จนมาถึงยุคซื้อขายผ่านทางออนไลน์ และยุคที่ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเป็นสังคม จนทำให้มีอำนาจในการต่อรองกับทุกๆ สิ่งมากขึ้น

หากนี่คือภาพสะท้อนของยุคก่อนการตลาด การตลาด 1.0 2.0 2.5 และ 3.0 การเดินทางของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น มันกำลังก้าวสู่การตลาด 4.0 ที่หัวใจสำคัญของมันคือ การเป็นยุคแห่งสังคมดิจิทัลที่คนกลายเป็นแบรนด์ และแบรนด์กลายเป็นคน และวันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ อาร์ม-ปิยะชาติ อิศรภักดี ที่ปรึกษาด้านการสร้างและบริหารจัดการโดยมีแบรนด์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มที่คนในยุคสมัยนี้ต้องอ่านนั้นคือ Branding 4.0 นั่นเอง

“จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ มาจากตอนที่ผมไปเรียนที่สหรัฐ เมื่อกลับมาทำธุรกิจที่เมืองไทย ก็เริ่มมีความสนใจในเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ จนมาสนใจอย่างจริงจังในเรื่องของการสร้างแบรนด์ ที่มันไม่ใช่เรื่องของการเป็นแค่โลโก้เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของการทำให้ผู้บริโภคได้เสพเรื่องราวของเรา เสพความเป็นเรา เสพตัวตนของเรา จนต้องการสินค้าของเรา และมีเพียงเราเท่านั้นที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้

 

จนมาเจอหนังสือมาร์เก็ตติ้ง 3.0 เมื่อได้อ่านจนจบก็เกิดคำถามว่า ถ้าเราจะพูดถึงมาร์เก็ตติ้ง 4.0 ในมิติของแบรนด์ หน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร เลยเขียนโครงสร้างของมันขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้เรื่องเหล่านี้ยังไม่พอ ผมเลยไปหาความรู้เพิ่มเติมด้านการบริหารจัดการแบรนด์ที่ Kellogg School of Management สหรัฐ และทำให้ผมได้เจอฟิลิป คอตเลอร์ ในคลาสสุดท้ายที่ผมไปเรียน ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับท่านเกี่ยวกับไอเดียที่ผมมี จากนั้นผมก็ใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาคภาษาอังกฤษยังอยู่ในกระบวนการผลิต แต่ผมก็นำมาเขียนเป็นภาษาไทยและก็ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ ฮาว-ทู”

สิ่งที่ปิยะชาติต้องการสื่อสารผ่านหนังสือเล่มนี้นั่นก็คือ ในสังคมยุคดิจิทัล เรื่องของแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการมีชีวิตของแบรนด์ แบรนด์กลายเป็นคนที่มีเรื่องราวชีวิต มีความนึกคิด มีความรู้สึก และเมื่อเวลาเจอหน้ากัน ก็ไม่ได้ตั้งท่าจะขายของอย่างเดียว “เมื่อก่อนคนมองไปที่สินค้า แล้วคิดว่าจะจ่ายเงินให้สินค้านั้นอย่างไร แต่ปัจจุบันคนจะมองจากประสบการณ์ที่เขามีต่อแบรนด์หรือสินค้านั้นๆ มองว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากน้อยเพียงใด จนวันหนึ่งเมื่อเขามีความต้องการ เขาจะรู้ว่าอะไรคือตัวเลือกแรกสำหรับเขานั่นเอง”

ท้ายสุด ปิยะชาติ เผยว่า เมื่อคนที่ผ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านจะนำเนื้อหาของแบรนดิ้ง 4.0 ไปประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานของตนเองได้นั้น นั่นก็คือ เราสามารถเป็นนักสร้างแบรนด์ได้ด้วยตัวของเราเอง “เมื่อก่อนการสร้างแบรนด์จะเกิดขึ้นได้กับคนที่มีชื่อเสียง แต่ในยุคสังคมดิจิทัล มันได้ให้อำนาจของเราผ่านโทรศัพท์มือถือ เราสามารถสร้างแบรนด์ได้โดยการสร้างคุณค่า ที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของเรา ทั้งเป้าหมายในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวทั้งการแสดงจุดยืนหรือสิ่งที่เรากำลังจะเคลื่อนไหวให้สังคมได้รู้ว่าเรากำลังให้ความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และอยากทำมันให้ประสบความสำเร็จ”

 

ปีนผากับคุณหมอดมยา พญ.โสภิศา โสภณพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445844

ปีนผากับคุณหมอดมยา พญ.โสภิศา โสภณพัฒนา

โดย…สมแขก ภาพ : นนทณากรณ์ เทพสา

เป็นคุณหมอวิสัญญี ที่หลงใหลเรื่องความสวยความงามจนกลายเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ มีแฟนเพจชื่อ Supergibzz แต่นี่ก็ยังไม่ครบทุกด้านของเธอ เพราะ พญ.โสภิศา โสภณพัฒนา หรือหมอกิ๊บ มีอีกหนึ่งด้านที่น่าสนใจคือความหลงใหลในกีฬาปีนหน้าผา

“กิ๊บมีอาชีพหลักเป็นวิสัญญีแพทย์ที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นอาจารย์แพทย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีงานอดิเรกเป็นบล็อกเกอร์แนวบิวตี้ ไลฟ์สไตล์ และตอนนี้ก็เริ่มเขียนเรื่องการออกกำลังกาย เพราะช่วงนี้คนที่ติดตามกิ๊บจะเห็นว่ามีกีฬาที่กิ๊บเล่นบ่อยคือปีนหน้าผาจำลอง เราก็จะนำข้อมูลเรื่องกีฬามาแชร์ในแฟนเพจด้วย”

แม้ว่าเราจะมีความสนใจในชีวิตหลายอย่าง ทั้งกีฬา บล็อก ท่องเที่ยว และงาน แต่การจัดลำดับของทุกอย่างของสาวสวยตารางแน่นคนนี้ก็ต้องดีที่สุด “แน่นอนว่างานหมอมาเป็นลำดับที่หนึ่ง ดังนั้นการแบ่งเวลาจะทุ่มเทให้งานก่อน วันธรรมดา 5 วัน จะทำงานที่โรงพยาบาลเป็นหลัก รับเวรเสริมในโรงพยาบาลเอกชนบ้าง ถ้าวันไหนไม่ได้อยู่เวรจะหาเวลามาออกกำลังกายด้วยการปีนผาให้ได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง สถานที่ประจำคือที่หน้าผาจำลอง Urban Playground ในThe Racquet Club ในซอยสุขุมวิท 49 ซึ่งถึงแม้จะค่อนข้างไกลจากที่ทำงานคือ จ.นครนายก แต่เราค้นพบแล้วว่าเราชอบสิ่งนี้ ต่อให้ต้องขับรถวันละ 2 ชั่วโมงมาเพื่อปีนผาก็ยอม”

 

ก่อนหน้าที่จะมาติดใจปีนหน้าผา หมอกิ๊บมีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้ เรียนหนักจึงเหนื่อยง่าย เธอลองออกกำลังกายหลายอย่างทั้งวิ่ง พิลาทิส แต่ก็เบื่อ หลังจากนั้นไปสะดุดกีฬาปีนผา ทั้งที่ก่อนนี้ไม่กล้าเล่นกีฬากลางแจ้ง “พอเห็นภาพจากเพื่อนชาวต่างชาติก็อยากจะลอง นี่คือจุดเริ่มต้นให้ปีนหน้าผา ตอนเริ่มต้นก็จะมีบัดดี้ ซึ่งก็คือคุณครูของที่นี่แหละให้คำแนะนำ บอกให้เราก้าวตามหินสีต่างๆ ถ้าเราเลือกสีเขียว เส้นทางของเราก็จะต้องเลือกเหยียบและเกาะเฉพาะหินสีเขียว โดยมีบัดดี้เราอยู่ด้านล่างเป็นคนไกด์ และคอยระวังไม่ให้เราหล่นลงไป แค่ครั้งแรกกิ๊บก็รู้สึกได้ชัดว่าเราไม่แข็งแรงเลย นี่คือความท้าทายที่ต้องชนะตัวเองให้ได้ กีฬาปีนหน้าผาจึงผลักดันให้กิ๊บไปสร้างความแข็งแรง ทำให้เราเปลี่ยนไปทั้งในด้านร่างกายที่มีกล้ามขึ้น (หัวเราะ) นอกจากกล้ามที่เพิ่มขึ้น กิ๊บปีนมาสักพักก็ได้เพื่อนใหม่ๆ เยอะเลย อย่างกิ๊บก็มารู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ จากการปีนผา ได้สังคมใหม่ด้วยค่ะ”

สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากความแข็งแรงที่ได้กลับมา วิสัญญีแพทย์คนสวยบอกว่า “ปีนหน้าผาเป็นกีฬาที่ท้าทาย อาศัยทั้งแรงกาย การตัดสินใจ ต้องสู้กับความกลัว ความสูง เป็นกีฬาที่ใช้สมองว่าด้วยการวางแผนแต่ละก้าวที่เหยียบ กีฬาปีนผาเปลี่ยนชีวิตกิ๊บในหลายด้าน อย่างแรกทำให้เราสนุกในการออกกำลังกาย กิ๊บต้องฝึกยกเวต วิดพื้น ดึงข้อ เพื่อมาปีนผา ทำให้เราพยายามมากขึ้น” นั่งข้างๆ กันเราสังเกตเห็นกล้ามแขนที่กำลังสวยของเธออย่างใกล้ชิดทีเดียว

เมื่อถามว่ากีฬาชนิดนี้มีอันตรายหรือไม่? สาวๆ กลัวว่าเล่นแล้วจะกล้ามแขนใหญ่หรือเปล่า? คุณหมอกิ๊บ บอกว่า “หลายคนเข้าใจว่าปีนหน้าผาจะใช้เฉพาะกำลังแขน จริงๆ แล้วเราใช้พละกำลังทุกส่วนของร่างกาย เป็นกีฬาที่เบิร์นได้ดีมากๆ เป็นกีฬาที่พักได้ถ้าเราเหนื่อย (หัวเราะ) ถามว่าอันตรายไหม จะอันตรายถ้าเราประมาทและไม่มีสติ ซึ่งไม่ต่างกับกีฬาอื่นๆ ดังนั้นถ้าคนที่คิดอยากมาเล่น ต้องศึกษาเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัย เลือกสถานที่เล่นที่มีมืออาชีพ และที่สำคัญเราต้องมีสติในการเล่น สาวๆ ไม่ต้องกลัวกล้ามโตค่ะ เพราะกิ๊บเล่นมาพักใหญ่แล้ว ก็มีกล้ามเล็กๆ น่ารักสมตัว”

สาวๆ ที่มีกล้ามนิดๆ เซ็กซี่กว่าสาวผอมแห้งเป็นไหนๆ

 

บทเรียนธุรกิจ ที่จะไม่ให้ผิดซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445840

บทเรียนธุรกิจ ที่จะไม่ให้ผิดซ้ำ

โดย…อนุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

โบราณสอนไว้ว่า โง่ต้องมาก่อนฉลาด นั้นเป็นเรื่องจริง คนเราส่วนใหญ่มักจะผ่านคำว่าผิดเป็นครู แต่ถ้าให้ดีก็ไม่ควรจะผิดพลาดซ้ำ เพราะควรจะได้บทเรียนอะไรจากความผิดพลาดนั้นๆ อย่าให้พลาดไปแบบไม่ได้ประสบการณ์หรือวัคซีนสอนใจใดๆ เลย เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้นี้ในวัย 29 ปี อาจจะมองว่าอายุไม่เยอะนัก แต่ประสบการณ์ของเขานั้นถือว่าข้นคลั่กเลยทีเดียว

บอย-นภัทร โภคาสัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลับวาไรตี้ เขาเล่าย้อนอดีตถึงประสบการณ์อันโชกโชนของเขาว่า หลังจบไฮสกูลจากประเทศนิวซีแลนด์แล้วที่บ้านเรียกให้กลับมาต่ออุดมศึกษาที่ประเทศไทย เขาจึงเลือกกลับมาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) โดยเรียนบริหารธุรกิจ เพื่อจะได้ใช้ภาษาอย่างต่อเนื่อง ขณะเรียนปี 1 เทอมแรก เขาก็ได้ยินญาติคนหนึ่งพูดลับหลังเขาว่าลูกชายบ้านนี้ดีแต่ผลาญเงิน ด้วยวัย 19 ปี ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากจนปฏิญาณกับตัวเองว่าเขาจะต้องรวยให้ได้ ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อลบคำสบประมาทของญาติคนนั้น โดยตั้งใจแรกไว้ว่าจะหาเงินเรียนเองจะไม่เอาเงินที่บ้านอีกแล้ว

เปิดท้ายขายของ

หลังจากนั้นเขาก็หารายได้พิเศษทุกอย่างที่จะทำควบคู่ไปกับการเรียน โดยมีคำพูดฝังหัวของญาติเป็นแรงผลักดัน ตอนเรียนปี 1 เทอม 1 เขาก็ขายของตามตลาดนัดของมหาวิทยาลัย เปิดท้ายขายของไปตามที่ต่างๆ โดยร่วมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปรับของกิฟต์ช็อปจากสำเพ็งบ้างจตุจักรบ้างมาขาย ซึ่งมันก็สร้างรายได้ให้กับเขาพอสมควร แต่กำไรมันน้อย ทุนก็ยังน้อยด้วยก็มีรายได้พอตัว แต่มันไม่มากพอที่จะส่งเสียตัวเองได้ทั้งหมดแล้วต้องหารกับเพื่อนอีกคนมันจึงไม่พอ ทำไปสักพักเขาก็เปลี่ยนแนวไปขายกระเป๋าแฟชั่น กำไรดีขึ้นเพราะของต่อชิ้นราคาสูงขึ้น กำไรวันละเป็นหมื่น ทุกอย่างเริ่มดีกำไรเป็นกอบเป็นกำส่งตัวเองเรียนได้สบายๆ แต่ทำไปสักพักก็มีคนเลียนแบบแล้วขายตัดราคาบ้าง กลัวจะเจอปัญหาลิขสิทธิ์บ้าง ก็เลยเลิก

 

เปิดโรงเรียนติวเตอร์

หลังจากนั้นเขาก็ไปเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยไปสอนให้โรงเรียนพิเศษแห่งหนึ่งสอนวันละไม่กี่ชั่วโมงได้ครั้งละ 1,000 กว่าบาท สอนมาได้สักพักเขาเห็นว่ามีรายได้ดีงานก็น่าสนใจ เขาก็เลยเปิดโรงเรียนติวเตอร์ขึ้นมาเองเลยโดยหุ้นกับเพื่อนคนหนึ่ง เปิดเองบริหารเอง สอนเอง สาขาแรกแถวรังสิต โดยสอนเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษอย่างเดียวในตอนแรก ต่อมาก็เปิดสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้วย เนื่องจากเขาเริ่มมีเพื่อนติวเตอร์เยอะขึ้นก็ชักชวนกันมา

ทุกอย่างเริ่มไปได้สวย เขากำลังเรียนปี 2 งานติวเตอร์เริ่มเยอะขึ้นเขาจึงตัดสินใจพักการเรียนไว้ก่อนมาทำงานอย่างเดียวเพราะชอบทำธุรกิจมากกว่าเรียน โดยเพิ่มวิชาวิทยาศาสตร์เข้ามาอีก 1 วิชา นักเรียนเพิ่มต้องขยายห้องเรียนและกำลังจะขยายแฟรนไชส์ ถือว่าเป็นติวเตอร์โรงเรียนแรกที่ขายแฟรนไชส์จับกลุ่มชั้นประถมจนถึงมัธยมต้น ซึ่งถือว่าคู่แข่งน้อยเพราะเจ้าอื่นเขาสอนมัธยมปลายกัน งานกำลังยุ่งเลยหยุดเรียนเอแบคไว้ก่อน มาลุยธุรกิจอย่างเดียว

ในที่สุดเขาก็ไปร่วมหุ้นกับติวเตอร์แห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว 6 สาขา เพื่อเสริมธุรกิจกันเพื่อให้ทั้งคู่แข็งแรง โดยเขาสามารถขยายสาขาทั้งของตัวเองและแฟรนไชส์ได้มากถึง 19 สาขา ปรากฏว่าธุรกิจไปได้ดีอยู่ 2 ปี ก็เริ่มมีปัญหา เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรจริงจังยังเด็กด้วยแค่ 20 กว่าๆ มีเรื่องจุกจิกโน่นนี่เข้ามา ทั้งๆ ที่มีรายได้เดือนละ 3 ล้านบาท แต่มีเรื่องปวดหัวเยอะในที่สุดเขาก็เลยขายหุ้นได้เงินมาเกือบ 4 ล้านบาท

 

เริ่มธุรกิจขายตรง-สกินแคร์

ต่อมามีคนชวนไปทำขายตรงเขาก็ลองไปทำอยู่ 4-5 เดือน ก็ทำได้ดีมีรายได้เป็นที่น่าพอใจ เขาทำได้ไม่ถึงปีอยู่ๆ บริษัทก็มีปัญหาก็งงว่าอ้าวมันก็ดูดีทำไมเลิกตอนนั้นเขาก็มีลูกทีมอยู่หลายคน ไหนๆ มาขายตรงแล้วท่าทางดีมีอนาคต เขาก็เลยมาเปิดบริษัทขายตรงของตัวเองชื่อนิวเวย์ ขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพราะเพื่อนสนิทพอมีพื้นฐานความรู้ด้านนี้ เขาเป็นบริษัทยุคแรกๆ ของขายตรงเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ออกสินค้าครีมกันแดด เซรั่มบำรุงผิว เปิดมาเกือบปีขายดีมาก แล้วสินค้านี่ราคาเกือบ 2,000 บาท ไม่ได้ขายของถูกเพราะเน้นคุณภาพดีเลย ปีแรกไปได้ดีมากมีลูกทีมแม่ทีมหลายสิบคน

พอขายดีปัญหาเริ่มมาอีกล่ะ “ชีวิตผมมันจะเป็นแบบนี้ทุกทีพอทำอะไรเริ่มดีจะมีมารเข้ามาทดสอบเราอยู่เรื่อย ตอนทำติวเตอร์ก็ครั้งหนึ่งแล้วนะ คราวนี้หนที่สองแม่ทีมเริ่มแข็งข้อ รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่มจากที่เราให้ จะเอาบ้านจะเอารถเพิ่มขู่ว่า ถ้าไม่ให้จะย้ายไปอยู่กับบริษัทอื่น เรายังเด็กประสบการณ์ยังไม่เชี่ยวกรากพอเรายังใหม่กับตรงนี้ก็กลัว แต่ไม่ให้เพราะรู้สึกมันมากไป เขาก็ย้ายทีมออกจริงๆ เราก็พยายามสร้างทีมใหม่ แต่ก็ไม่เวิร์กเท่าทีมเดิมที่ออกไป เพราะทีมเก่าเขาแข็งมาก เราเลยโบ๋ยอดขายตกวูบวาบ ปัญหาของเราคือก็ไม่ได้รู้ลึกรู้จริงด้วย ตอนนั้นรู้สึกแย่มากเพราะเป็นครั้งที่สองแล้วที่รู้สึกล้มเหลวทำอะไรพอจะดีๆ มันก็มีปัญหาทุกทีแล้วทุนเราก็ยังไม่หนาจริงๆ เขาก็เห็นเราเด็กด้วยเคี้ยวง่ายปั่นหัวซะ” เขาเล่าอย่างเซ็งๆ

 

โดนก๊อบสินค้าตัดราคา

แม้จะรู้สึกแย่อย่างไร เขาก็ลุกขึ้นสู้ต่อ สกินแคร์คนเริ่มทำเยอะ เขาจึงเปลี่ยนทิศทางมาขายอาหารเสริม ซึ่งถือว่าใหม่มากตอนนั้นและทำยากกว่าเครื่องสำอาง เขาเป็นรายแรกเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วที่ทำแอลคาร์นิทีน ช่วยเร่งการเผาผลาญขายดีมากเพราะคนชอบของใหม่วัยรุ่นชอบ แล้วก็มีคอลลาเจน เขาเป็นเจ้าแรกก็ว่าได้ที่โฆษณาขายในทีวีพูล สไปซี่ สตาร์นิวส์ อุ๊ปส์ คือหนังสือบันเทิงยุคนั้นเขาโฆษณาเกือบทุกฉบับ ขายดีทั้งขายปลีกขายส่งทำมา 2 ปีเวิร์กมากขายได้ 10 กว่าล้านบาท มีตัวแทนจำหน่าย 100 กว่าคน ตอนนั้นเขาอายุ 22-23 ปี มีเงินหมุนเวียน 10 กว่าล้านบาท ถือว่าไปได้สวย เริ่มมีคนเลียนแบบมีรายใหม่ๆ ทำตาม ก็ไม่เป็นไรยังทำได้ไม่กระทบ ตอนนั้นก็ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ด้านบริหารธุรกิจไว้ ไม่ได้กลับไปเรียนเอแบคแล้ว

โดนอีกแล้ว คราวนี้หนักเลยเพราะโรงงานที่ไปจ้างผลิตเห็นขายดี ก๊อบสินค้าเลยแล้วขายตัดราคา “แล้วผมจะไปสู้อะไรได้เขารู้สูตรเรา แถมต้นทุนเขาถูกกว่าอีกเพราะเขาทำเองขายเอง แถมยังไปซื้อตัวเซลส์ที่ขายให้เราไปด้วย โดยเปลี่ยนยี่ห้อใหม่แต่ดูใกล้เคียงกับของเราแล้วเติมสูตรใหม่เข้าไป ก็สู้กันเข้มข้น ตัดราคากันแหลก แต่แบรนด์เขายังไม่ติดก็เลยยังขายสู้เราไม่ได้ เราขายดีกว่า สุดท้ายเขาใช้ไม้เด็ดคือไม่ขายสินค้าให้เราแล้วดึงเซลส์และลูกค้าเราไปด้วยแล้วสายป่านเขายาวกว่าอีกต่างหาก เรารู้ข่าววงในว่าเขาจะไม่ขายให้ เราก็สั่งออร์เดอร์ไว้เยอะเลยเพื่อมาสต๊อกสินค้าเอาไว้ เขายิงหมัดสุดท้ายคือขายสินค้าต่ำกว่าทุนเพื่อเหยียบเราให้จมดินเขาลดเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ สมใจเขาเลยผมสู้ไม่ได้ลดขนาดนั้น ของมีแต่เราขายไม่ได้ขาดทุนอย่างเดียว เครียดมากนึกไม่ออกจะทำยังไงต่อไป เงิน 10 กว่าล้านก็เกือบหมด”

 

จิตตก-เครียด-คิดสั้น

โฆษณาก็จองล่วงหน้าไว้ต้องไปจ่ายเขา ของก็ขายไม่ได้ แล้วตอนนั้นยังไม่มีขายแบบออนไลน์ ยังไม่มีแฟนเพจ อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายเมื่อ 6-7 ปีก่อน เขาต้องขายผ่านตัวแทนกับขายทางไปรษณีย์เท่านั้น เขาก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการหาตัวแทนจำหน่ายใหม่โดยรับตัวแทนแบบวีไอพีภาคละ 1 คนเท่านั้นไม่รับซ้ำซ้อนมากมายอีกต่อไป ได้ตัวแทนมา 5 คน สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่เงินแทบไม่เหลือนะเพราะไปใช้หนี้ค่าโฆษณาที่จองล่วงหน้าไว้ พยายามระบายของจนหมดยอมขาดทุน รู้สึกเฟลอย่างรุนแรงว่าทำไมเป็นอย่างนี้ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกแล้วล้มแบบแทบไม่เหลืออะไรเลย คือเวลาได้มาเหมือนง่ายนะ แต่เจ๊งก็ง่ายเหมือนกัน เป็นแบบนี้มา 2 ครั้งแล้วล้มรอบ 2 ในธุรกิจที่ 3

แถมขับรถไปเก็บเช็กต่างจังหวัดดันรถคว่ำอีกด้วย แบบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจอศึกหลายด้าน เบญจเพสพอดีด้วย แล้วรถดันหมดประกันวันนั้นพอดี รถพังยับทั้งคันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขาเหลืออยู่ คิดอยู่ว่าจะเอารถไปขายเพื่อเอาเงินมาทำทุน หมดอีกพอออกมาจากรถได้เขานั่งร้องไห้อยู่ข้างรถ แบบโมโห เสียใจ จะอะไรหนักหนากันวะชีวิต คนขับผ่านไปเขาคิดว่ามีคนตายในรถ เพื่อนก็ขับรถมารับเพราะวันรุ่งขึ้นต้องพาตัวแทนจำหน่ายไปเที่ยวตามยอดที่เขาทำได้

“ผมรู้สึกแย่มากๆ เครียดคิดจะฆ่าตัวตาย แบบอารมณ์ชั่ววูบขึ้นมาจิตตกอย่างหนัก ตอนนั้นพาตัวแทนจำหน่ายไปเที่ยวพวกเขาเฮฮาสนุกสนานกันริมทะเล เราแอบมานั่งร้องไห้คิดจะกินยาตาย เผอิญเพื่อนเข้ามาเห็นเรานั่งร้องไห้เขาก็ปลอบใจให้กำลังใจเปิดใจคุยกันให้เราได้ระบายออกมา เขาก็เตือนว่า ถ้าเราฆ่าตัวตายพ่อแม่จะเสียใจและเสียชื่อ เราอายุยังไม่ถึง 25 เลย โอกาสเริ่มต้นยังมีล้มเพื่อลุกไปข้างหน้าได้อีก เขาก็ปลุกกำลังใจเราขึ้นมาได้ก็ฮึดสู้ขึ้นมา” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ

เขาไม่ยอมแพ้ ขอสู้อีกครั้งก็ไปยืมเงินแม่มา 2 ล้านบาท เริ่มต้นใหม่ทำแบรนด์อาหารเสริมใหม่ตอนอายุ 25 ปี ทำอาหารเสริมแอ็กทีฟบายนิวเวย์เป็นเจ้าแรกที่ทำคอลลาเจน 10,000 มิลลิกรัม เพื่อขาวใสชงดื่ม ยี่ห้ออื่นแค่ 6,000 มิลลิกรัม แล้วเราจ้างดารารีวิวทางออนไลน์ โชคดีตอนนั้นอินสตาแกรมเริ่มเข้ามาเขาก็รายแรกจ้างดารารีวิว ราคายังไม่แพงมากจ้างโฟร์(มด)มารีวิวขายดี เรามีสินค้าอยู่ 2-3 ตัว จ้างดารามารีวิว 2-3 คน เวิร์กมาก ตอนนั้นเขาขายผ่านออนไลน์อย่างเดียวไม่เอาตัวแทนจำหน่ายแล้วเข็ด ไม่เอาจมูกคนอื่นมาหายใจอีกต่อไป ขายผ่านเน็ตภายใน 1 ปี ทำยอดขายได้หลายสิบล้านฟื้นตัวได้เลย

แล้วก็ไปออกบูธตามงานแฟร์บ้าง 9 วัน ขายได้ 2 แสน กำลังใจมา ก็เลยเปิดร้านเป็นคีออสเล็กๆ ที่เมเจอร์รัชโยธินสาขาแรกใช้ชื่อบิวตี้คลับขายดี ก็เปิดช็อปเล็กๆ เป็นคีออสไปเรื่อยๆ มี 19 สาขา “ปรากฏว่าตัวแทนที่เคยขายให้และทิ้งเราไป มาขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ผมปฏิเสธทันที เราจะยืนด้วยขาของตัวเองไม่เอาแล้วตัวแทนจำหน่ายพอกันที ปีที่แล้วผมมียอดขาย 300 ล้านบาท และเพิ่งเปิดช็อปใหญ่ที่เมเจอร์รัชโยธินและที่เมเจอร์รังสิต เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และเดือนหน้าจะเปิดที่เมเจอร์ปิ่นเกล้าโดยจ้างอั้ม พัชราภา มาเปิดช็อป โดยมีแผนจะเปิดอีก 3 สาขาในปีหน้า

“โชคดีที่ผมไม่คิดสั้น จึงมีโอกาสเริ่มใหม่และประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง ส่วนความล้มเหลว 2 ครั้งที่ผ่านมาผมจำเอาไว้เป็นบทเรียนไม่ให้พลาดอีก ทำทุกอย่างให้รอบคอบไม่ประมาท ตั้งใจทำงานให้มากยิ่งขึ้น ต้องสู้จึงจะชนะ” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

 

 

สายสมร เลิศคชลักษณ์ เทนนิส เพิ่มพลัง+ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445732

สายสมร เลิศคชลักษณ์ เทนนิส เพิ่มพลัง+ความสุข

โดย…วารุณี อินวันนา

ในวงการประชาสัมพันธ์ธุรกิจประกันชีวิตต้องยกให้ สายสมร เลิศคชลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ที่มีความโดดเด่นด้านความลงตัวของชีวิต โดยเฉพาะด้านสุขภาพ

ในวัย 47 ปี คุณแม่ลูกหนึ่ง ที่ลูกชายย่างเข้าสู่วัยรุ่น 13 ปี เธอมีกล้ามเนื้อแข็งแรงสวยงาม แบบนักกีฬามืออาชีพ รวมทั้งสุขภาพของครอบครัว สามี และลูกชาย ที่ทั้งครอบครัวยังไม่เคยมีใครต้องใช้บริการประกันสุขภาพแบบหนักๆ

 

สายสมรหวังว่าคงไม่ต้องใช้บริการ แม้ว่าจะมีสวัสดิการด้านประกันสุขภาพดีเยี่ยมจากบริษัทและซื้อเพิ่มเติมส่วนตัวรวมทั้งทุกคนในครอบครัวก็มีความคุ้มครองแบบจัดเต็มพร้อมรองรับเหตุผลสำคัญของการไม่เจ็บป่วย และทำให้สุขภาพจิตดีกันทั้งครอบครัว มาจากการเล่นเทนนิสกันทั้งบ้าน ชนิดที่เรียกว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่อยู่บ้าน ฟันธงได้เลยว่าอยู่สนามเทนนิสแน่นอน

สนามเทนนิส คือที่ที่เธอโปรดปรานมากที่สุด หลังเลิกงานก็จะไปหวดแร็กเกตกับเพื่อนๆ ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม หลังจากนั้นก็เกาะกลุ่มกันไปหาอาหารอร่อยๆรับประทานกันแบบไม่ยั้งหลังใช้พลังงานไปเยอะแบบไม่ต้องกลัวอ้วน

เริ่มเล่นเทนนิสช่วงมหาวิทยาลัยปี 2ก็ได้ไปแข่งขันบ้างในนามมหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็หยุดไป และกลับมาเล่นอีกครั้งตอนอายุ 26 หลังได้เจอกับแฟนที่เล่นเทนนิส แต่ไม่ได้เล่นกับแฟนเพราะเขาเก่ง จะไม่เล่นกับเรา เลยต้องให้อาจารย์สอน แล้วก็หยุดไปช่วงอายุ 33 ปี เพราะท้องและคลอดลูก พอลูกโต ลูกก็มาเล่นเทนนิสด้วย จึงกลับมาเล่นอย่างจริงจังอีกครั้งอายุประมาณ 38 ตอนนี้เล่นเก่งกว่าแฟนแล้ว

 

มีการเดินสายแข่งขันกับเพื่อนๆ และยังเดินสายไปแข่งทั่วประเทศและต่างประเทศ มีการคว้ารางวัลในฐานะนักเทนนิสมือสมัครเล่นมามากมาย โดยแข่งในรุ่นคู่ผสมอายุรวมกัน80 ปี คู่ผสมอายุรวม 100 ปี โดยคู่ประจำคืออาจารย์ที่สอนเทนนิสที่มีฝีมือขั้นเทพนั่นเอง

แต่ที่ประทับใจที่สุด คือ การแข่งขันที่หัวหิน คู่ผสมอายุ 100 ปี โดยหาคู่ที่ตีด้วยกันหรือพาร์ตเนอร์ ที่หน้างานเลย ใครว่างอยากลงแข่งคู่ผสมแต่ไม่มีคู่มา ก็มาตีด้วยกัน ฝีมือกลางๆ ด้วยกันทั้งคู่ปรากฏว่าชนะ ภูมิใจมากเพราะเป็นฝีมือเราล้วนๆ มีแมตช์ที่ต้องใช้ฝีมือตัวเองประมาณ 2-3 แมตช์ ส่วนแมตช์อื่นๆ จับคู่กับอาจารย์ที่ฝีมือขั้นเทพช่วยเรามาก

สายสมร ได้ข้อคิดว่า กีฬามีผลดีต่อจิตใจอย่างมาก ทำให้ไม่เครียด ความรู้สึกผ่อนคลาย และเทนนิสยังเป็นการเล่นเป็นทีมเพิ่มทักษะการทำงานเป็นทีมไปในตัว ที่สำคัญจะได้หุ่นนักกีฬาสวยงาม เซ็กซี่ มีความสุขกับการกิน กิน และกิน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วนเพราะหลังจากกินพลังงานจะถูกใช้ไปกับการเล่นกีฬา ซึ่งอยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพด้วยการเล่นกีฬาที่ตัวเองชอบ

กีฬาทำให้คุณแม่วัยกลางคนยังมีรูปร่างงดงาม มีสุขภาพดีทั้งใจและกาย รวมถึงความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวก็ดีเยี่ยม เพราะชอบเล่นกีฬากันทั้งครอบครัว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครออกนอกลู่นอกทาง เรียกว่ากีฬาเป็นยาวิเศษจริงๆ