เกศรา มัญชุศรี สตรีผู้นำธุรกิจอนุรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445730

เกศรา มัญชุศรี สตรีผู้นำธุรกิจอนุรักษ์โลก

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

เกศรา มัญชุศรี วัย 55 ปี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รับการคัดเลือกจากสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ให้เป็นสตรีผู้นำธุรกิจอนุรักษ์โลกตัวอย่างประจำปี 2559 จะขึ้นรับรางวัล30 ก.ค.นี้ จากการเป็นผู้นำแนวคิดการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมาใช้ในองค์กร

เธอเป็นผู้จัดการคนที่ 12 มีวาระ 4 ปี เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2557 การขึ้นมาเป็นผู้นำ ตลท.ของเธอ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีมุมมองว่า เกศรา เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงตลาดอนุพันธ์ มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา ตลท.ให้เติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ตามนโยบายที่คณะกรรมการ ตลท.ได้ให้แนวทางไว้

เธอเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ตลท. คนแรก คือสิริลักษณ์ รัตนากร และคนถัดมาคือ ภัทรียาเบญจพลชัย

เกศรา วางกลยุทธ์ของ ตลท. ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป คือ ทำของเก่าให้ดีเพื่อรักษาคุณภาพ และสร้างฐานใหม่ด้วยการพัฒนาสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ดูบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ดูเรื่องคุณภาพของ บจ.ทั้งก่อนและหลังเข้าจดทะเบียน เกิดสภาพคล่องที่ดี มีมูลค่าที่เหมาะสมเพื่อจะเป็นทางเลือกที่ดีของผู้ลงทุนและเธอเชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีนี้ยังเห็นภาพการระดมทุนตลาดแรกและตลาดรองประมาณ 4.5 แสนล้านบาท/ปี

ตลท.ต้องเตรียมระบบให้ดีเพื่อรองรับกับธุรกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  เช่น การนำสินค้าต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย อย่างใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (DR) ที่ออกโดยบริษัทต่างๆ ทั่วโลกจะเริ่มซื้อขายได้ทันภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการขยายขอบเขตสินค้าบริการอื่น เช่น ยาง ทอง เป็นเรื่องยากที่ต้องทำให้เกิด แนวทางคือพยายามให้เกิดตลาดสปอต เพราะถ้าสปอตเกิดตลาดฟิวเจอร์สจะตามมาขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

“องค์กรที่ดี คือองค์กรที่พนักงานทุกคนตระหนักถึงการเติบโตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดีและอุดมสมบูรณ์” ตลท.มุ่งมั่นพัฒนาตลาดทุนไทยให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลมาต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนโลกที่มีความยั่งยืน จากการเข้าร่วมกับ SSE Initiative ทำให้ เกศรา มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

เมื่อปี 2558 ตลท.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของตลาดทุนไทยจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่ดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรกของตลาดทุนไทย เรียกว่า “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment มีบจ.เข้าร่วมประเมินเพื่อคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนในปีแรก 100 บริษัท และผ่านการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนประจำปี 2558 จำนวน 51 บริษัท โดย บจ.ที่สนใจเข้าร่วมประเมินต้องตอบแบบประเมินความยั่งยืนเพื่อคัดกรองจากผลการดำเนินธุรกิจที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ซึ่งแบบประเมินดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานของดัชนีความยั่งยืนระดับสากล หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)

สำหรับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของ บจ.จะพิจารณาถึงการมีนโยบาย กระบวนการ และผลการดำเนินงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เช่น การกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณด้านสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนหรือมาตรการลดใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การบริหารจัดการเพื่อป้องกันหรือลดมลพิษและของเสียที่เกิดจากกระบวนการธุรกิจ และการปกป้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งภาพรวมการประเมินผล ด้านสิ่งแวดล้อมของ บจ .ที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนปี 2558 พบว่าทุกบริษัทมีนโยบาย กระบวนการจัดการ และมาตรการในการจัดการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

การจัดทำรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” ทำให้บจ.ตระหนักว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม “เพิ่มมูลค่า” และ “สร้างคุณค่า” ทางธุรกิจได้ยั่งยืน เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพ สร้างผลตอบแทนทางการลงทุน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผลลัพธ์ที่ดีทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลท.ได้รางวัลด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2557 รางวัล “ตราสัญลักษณ์ กฟน. อาคารประหยัดพลังงาน 2557” ระดับที่1 ปี 2 จากการไฟฟ้านครหลวง

ปี 2559 Certification อาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากมาตรฐานการรับรองระดับโลก LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ของสถาบันสภาอาคารเขียวแห่งประเทศสหรัฐประเภทอาคารสร้างใหม่ระดับ GOLD

อาคาร ตลท.ได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการ แซง-โกแบ็งยิปรอค เนชั่นแนลโทรฟี ไทยแลนด์ 2558 ประเภทนวัตกรรมและความยั่งยืน จัดโดยบริษัท แซง-โกแบ็งซึ่งเป็นเครือบริษัทโครงสร้างอาคารรายใหญ่ของโลก

เกศรา กำหนดกลยุทธ์ตลาดทุนระยะยาวสู่ปี 2563 “Towards Sustainable Growth” เพื่อเชื่อมโยงหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการกำหนดกรอบการพัฒนาความยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ

เกศรา ยังได้ส่งเสริมและผลักดันให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการจัดการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านต่างๆ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และ ยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีกระบวนการศึกษาข้อมูลด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดทำเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

อาคาร ตลท.เป็นอาคารต้นแบบสีเขียวประเภทอาคารสร้างใหม่ ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติ โดยหน่วยงานสภาอาคารเขียวของประเทศสหรัฐ ในระดับGold มีพื้นที่กว่า 6.5 หมื่นตารางเมตร เน้นการออกแบบและจัดสรรโครงสร้างให้รองรับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนลดต้นทุนการใช้พลังงานจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอาคารในระยะยาว

นอกจากนี้ เกศรา ยังมีส่วนในการเสนอความคิดเห็นและร่วมหาแนวทางส่งเสริมการใช้ทรัพยากรภายในอาคารอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์กลุ่มฉลากเขียวเพื่อใช้ในอาคาร ปัจจุบันมีอาคารในประเทศไทยที่สมัครเพื่อขอรับรองอาคารเขียวจาก USGBC จำนวน 127 โครงการ และได้รับการรับรองแล้ว 71 โครงการ

เธอริเริ่มแนวคิด “Digital Exchange” เพื่อตอบสนองการลงทุนที่รวดเร็วและทันเวลา ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ “เทคโนโลยีสีเขียว” ซึ่งเริ่มจากการดำเนินงานภายใน ตลท. ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงาน และทำให้พนักงานตระหนักในการบริหารทรัพยากรด้วยหลัก Green Energy

ในปีแรกที่เริ่มบริหารงานด้วยระบบดิจิทัล ลดการใช้กระดาษ มีการเตรียมอุปกรณ์ แท็บเล็ต เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่างคุ้มค่าและเต็มศักยภาพ พื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

เกศรา มีนโยบายเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประหยัดพลังงานรวมถึงติดตั้งอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงานนำเทคโนโลยี Virtualization และ Cloud Services มาเพิ่มศักยภาพในการจัดการระบบข้อมูลภายในองค์กร ทำให้ลดต้นทุนค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ และช่วยประหยัดพลังงานและทรัพยากรในศูนย์คอมพิวเตอร์ด้วยซึ่งปกติ ตลท.ใช้กระดาษเฉลี่ยปีละ 5 ล้านแผ่นแต่ ตั้งแต่ปี 2557 เกศรา สนับสนุนให้เกิดโครงการ Paperless Project ลดการใช้กระดาษทำให้ประหยัดการใช้กระดาษลงได้1 ล้านแผ่น/ปีหรือ 20% ของปริมาณการใช้กระดาษต่อปี และยังร่วมกันคัดแยกเอกสารสำคัญเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลกระดาษ ตลท.นำกระดาษใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 43 ตัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 11 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี

เธอส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมถึงสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีสะอาด ประหยัดพลังงาน โดยในปี 2557 ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงลง 7.38% จากปี 2556 และปี 2558 ลดอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงลงอีก 3% จากปี 2557

เกศรา ได้เริ่มให้มีแนวปฏิบัติ SET Supplier Code of Conduct เน้นเรื่องบรรษัทภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้า โดยเริ่มใช้ครั้งแรก พ.ค. 2559 การประกาศแนวปฏิบัตินี้เป็นการส่งเสริมคู่ค้าของ ตลท.ให้ตื่นตัวในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล

เกศรา ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคม Social Impact Investment มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกลไกของตลาดทุน เช่นการลงทุนผ่านกิจการเพื่อสังคม  ซึ่งเป็นรูปแบบของการทำธุรกิจที่ใช้ศักยภาพและนวัตกรรมของธุรกิจในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และ อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันใช้ช่องทางพบปะผู้ที่สนใจลงทุนหรือมีความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคม โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นคือบจ. อนาคตจะขยายผลไปสู่พนักงานและบุคคลทั่วไปที่ให้ความสนใจด้วย

ด้วยบทบาทของสตรี โดยเฉพาะสตรีที่เป็นผู้นำองค์กรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลประโยชน์ของนักลงทุนในระบบทุนนิยม เธอสามารถแปรแหล่งทุนนิยมนั้นเจือจานสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้

 

เมื่อความใหญ่ กลายเป็นความเสียเปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444533

เมื่อความใหญ่ กลายเป็นความเสียเปรียบ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

พูดถึงสามก๊ก ไม่พ้นต้องพูดถึงการคานอำนาจระหว่างวุยก๊ก (โจโฉ) ง่อก๊ก (ซุนกวน) จ๊กก๊ก (เล่าปี่) ในยุคนั้นทั้งสามก๊กก็ตั้งยันกันเป็นลักษณะสามเส้า ซึ่งคือที่มาของชื่อยุค “สามก๊ก”

สถานการณ์ที่น่าประหลาดหลังแผ่นดินแยกเป็นสามก๊กเรียบร้อยคือ วุยก๊กซึ่งยิ่งใหญ่ทั้งดินแดนและกำลังทหารมากที่สุดในสามก๊ก ไม่ค่อยเปิดศึกเป็นฝ่ายกระทำ ส่วนง่อก๊กที่มีกำลังกลางๆ เปิดศึกกับวุยก๊กเป็นครั้งคราว และจ๊กก๊กซึ่งเป็นแคว้นที่ดินแดนและกำลังทหารด้อยที่สุด กลับเป็นฝ่ายกระทำต่อวุยก๊กหลายครั้งที่สุด

ความยิ่งใหญ่ของวุยก๊กในเชิงตัวเลข วุยก๊กมีจำนวนประชากรมากเป็น 2 เท่าของง่อก๊ก เท่ากับเป็น 4 เท่าของจ๊กก๊ก แผ่นดินของวุยก๊กยังยิ่งใหญ่พอๆ กับแผ่นดินง่อก๊กกับจ๊กก๊กรวมกัน คิดคร่าวๆ แล้วทั้งทรัพยากรมนุษย์และพื้นที่ดินแดนวุยเหนือกว่าทั้งสองก๊กรวมกันอยู่บ้างเล็กน้อย รองลงมาจึงเป็นง่อ แล้วที่พละกำลังด้อยสุดคือจ๊ก

แล้วทำไมวุยก๊กจึงปล่อยให้จ๊กก๊กซึ่งอ่อนด้อยที่สุดเป็นฝ่ายแผลงฤทธิ์มากที่สุด

บางคนบอกว่า เป็นความชาญฉลาดของวุยก๊กที่รู้ตัวว่ายิ่งใหญ่ไม่มีใครล้มได้ จึงรอสถานการณ์สุกงอมจึงค่อยลงมือทีหลัง

ซึ่งยังต้องสงสัย เพราะอิทธิฤทธิ์ของก๊กเล็กไม่ใช่ย่อย ครั้งหนึ่งจ๊กก๊กของเล่าปี่ เคยยกทัพพุ่งตะลุยขย่มขวัญวุยก๊ก โจโฉตื่นตกใจถึงขั้นปรึกษากันว่าจะต้องย้ายเมืองหลวงหนีกันดีไหม… ถ้าบอกว่ายิ่งใหญ่พอจะรอสถานการณ์สุกงอม ก็ดูเหมือนงอมเกินไปหน่อย

การรบแต่ละครั้งของจ๊กก๊กก็ย่อมสามารถกวาดต้อนเสบียงและผู้คนของวุยก๊กไปได้ โดยวุยก๊กไม่ได้รุกไล่ตอบโต้กลับ ถ้าเรียกว่ารอสถานการณ์ ก็อาจเรียกว่าเป็นการรอให้สถานการณ์อัมพฤกษ์ กลายเป็นอัมพาต

ซึ่งอันที่จริงถ้าตัดปัจจัยอื่นๆ แล้วประเมินตัวเลขกำลังกันโต้งๆ วุยก๊กน่าจะค่อยๆ เก็บไปทีละก๊กได้ไม่ยาก เพราะกำลังทหารเหนือกว่าเห็นๆ

แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นความสมเหตุสมผลที่วุยก๊กจะเอาแต่อยู่นิ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ประเด็นแรกเลยคือความหวาดระแวงของก๊กเล็กที่มีต่อก๊กใหญ่ ก๊กเล็กๆ ย่อมต้องเห็นก๊กใหญ่เป็นศัตรูตัวสำคัญ เพราะกลัวถูกก๊กใหญ่กลืนอย่างง่ายดาย ความร่วมมือกันของก๊กเล็กจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ทั้งง่อและจ๊กจึงมีศัตรูตัวฉกาจร่วมกันโดยธรรมชาติคือวุยวุยก๊กจะยกทัพทั้งหมดไปปราบก๊กไหนย่อมต้องคอยระวังหลังว่าอีกก๊กจะฉวยโอกาสเข้าโจมตีหรือไม่

แม้ทางตัวเลขดูเหมือนจะทุ่มกำลังไปทางไหนทางนั้นก็น่าจะราบเรียบ แต่ในความเป็นจริงกลับต้องแบ่งกำลังอย่างหวาดระแวงเพื่อป้องกันการตลบหลัง

จึงกลายเป็นหนึ่งในสถานการณ์บีบบังคับให้ใช้นโยบายเชิงป้องกันมากกว่ารุกไล่

ประเด็นที่สองต้องมองให้ออกนอกกรอบชื่อเรื่องสามก๊ก เพราะในความเป็นจริงในแผ่นดินไร้ขอบเขตชัดเจนไม่ได้มีแค่สามก๊กตามชื่อเท่านั้น วุยก๊กยังต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้อื่นอีก นั่นก็คือชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งมีธรรมชาติเป็นนักรบ แม้มีจำนวนประชากรไม่มาก แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ ประชากรทั้งหมดของชนเผ่าเร่ร่อนจึงพร้อมพลิกโฉมเป็นนักรบได้แทบทั้งหมด ประชากรไม่มาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีฝีมือรบราฆ่าฟัน

ส่วนง่อและจ๊ก มีภาระเรื่องชนเผ่านอกดินแดนน้อยกว่ามาก ทั้งในเชิงปริมาณ ศักยภาพ และความมุ่งมาดที่จะเข้าก่อกวนก๊กวุยจึงต้องหวาดระแวงทั้งสองก๊กทางใต้ และชนเผ่ากลุ่มน้อยทางเหนือ กำลังทัพจึงต้องกระจาย หากคำนวณหารเฉลี่ยออกไปก็แทบไม่เหลือกำลังให้บุกโจมตีเผด็จศึกใครซักคน

ฝ่ายจ๊กในยุคขงเบ้งขึ้นบริหารสามารถเข้ากระทำบ่อยหน่อยเพราะความได้เปรียบทางชัยภูมิ แคว้นจ๊กมีภูมิประเทศเข้าถึงยาก ขงเบ้งยกทัพเหมือนเปิดประตูบ้านออกมาเขกหัวก๊กวุยเล่นเป็นครั้งคราว ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ดีพอ ก็ขอแค่ตีกินเป็นรอบๆ ไป

ส่วนฝ่ายง่อก็ใช่ย่อย ในบันทึกประวัติศาสตร์ก็เปิดศึกกับแคว้นวุยอยู่บ้างประปรายแม้ไม่บ่อยนักเพราะชัยภูมิไม่ดีเลิศเท่าฝ่ายจ๊กความใหญ่อย่างวุยก๊กจึงดูเหมือนจะกลายเป็นความเสียเปรียบ

แน่นอนว่าการอ่านสถานการณ์สงครามด้วยปัจจัยที่ถูกทำให้เรียบง่ายแบบนี้ แล้วคิดว่านี่คือปัจจัยชี้ชะตาคือความอ่อนหัด เพราะยังมีปัจจัยอีกมากที่วิเคราะห์กันได้ไม่รู้จบ แต่จุดประสงค์ของการอ่านประวัติศาสตร์ด้านหนึ่ง ก็คือการได้แรงบันดาลใจจากเงื่อนงำในสถานการณ์บางอย่าง ในที่นี้คือเงารางๆ ของสถานการณ์ที่แจ็คมีความหวังจะฆ่ายักษ์และเงารางๆ นี้ถูกฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์โลก

จักรวรรดิอังกฤษ ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน เคยครอบครองแผ่นดินมากมายรอบโลก

แต่เพราะยิ่งแผ่นดินใหญ่โต การกระจายกำลังทหารอังกฤษก็ยิ่งเบาบาง แถมด้วยความไม่ไว้ใจผู้คนเจ้าถิ่นเดิมของดินแดนที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม ทำให้ประชากรในดินแดนอาณานิคมยิ่งมากเท่าไหร่ก็คอยแต่จะทำให้กังวลใจมากกว่ารู้สึกเข้มแข็ง จะลดกำลังทหารจากดินแดนไหนไปก็ไม่ได้ เพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ และทุกดินแดนคือหน้าตาความยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญที่อังกฤษไม่ยอมเสียไปทั้งนั้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ที่ไม่เคยมีอาณานิคมใดๆ จึงไล่เก็บอาณานิคมอังกฤษได้อย่างรวดเร็วหรือในโลกธุรกิจ

มือถือโนเกียเคยครองตลาดมากที่สุดถึง 14 ปีต่อเนื่อง จุดสูงสุดของยุคแห่งโนเกียเคยมีส่วนแบ่งการตลาดถึงเกือบ 40% ซึ่งนับเป็น 2 เท่าของแบรนด์อันดับสอง และเป็น 4 เท่าของอันดับสาม ใครเล่าจะนึกว่า โนเกียจะมีสภาพตกต่ำเป็นแบบทุกวันนี้ได้

สภาพสินค้าโนเกียตอนก่อนสูญเสียความเป็นผู้นำ คือการออกสินค้าหลากหลายซีรี่ส์ ไม่ว่ามือถือหลักพัน ถึงมือถือหลักแสน เน้นตลาดวัยรุ่น วัยทำงาน หรือวัยรวย จะเอาแบบแท่ง แบบฝาเปิด แบบพับ แบบสไลด์ สี่เหลี่ยม ครึ่งวงกลม ขนาดเล็กขนาดใหญ่ โนเกียจัดให้หมด เพราะไม่ต้องการสูญเสียฐานตลาดไหนไปเลย แถมมีแต่จะต้องการจับจองตลาดให้กว้างขวางมากขึ้นๆ

เมื่อไม่ต้องการเสียฐานลูกค้าเดิมไป จึงต้องกระจายความสนใจไปกับการพัฒนามือถือในทุกกลุ่ม จนไม่สามารถพัฒนาอะไรโดดเด่นได้ซักด้าน เอาแค่นั่งทำโฆษณาให้ถูกใจทุกกลุ่มเป้าหมาย ก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว แถมผลที่ได้ คือแบรนด์ที่มีความเบลอ

ทั้งที่โนเกียเองก็มีวิสัยทัศน์พอจะมองเห็นแล้วว่าโลกมือถือจะพัฒนาไปทางใด ซึ่งโนเกียเองนี่แหละที่ผลิตแท็บเล็ตขึ้นมาได้ก่อนเป็นแบรนด์แรก แต่เมื่อไม่โฟกัส ก็ทำให้พัฒนาไปไม่สุด

การกระจายความสนใจ และไม่กล้าปล่อยมือจากตลาดใหญ่ที่เคยครอบครอง นำมาซึ่งความพ่ายแพ้ในตลาดมือถืออย่างกู่ไม่กลับแบบที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

ย้อนกลับไปที่ยุคสามก๊ก จริงอยู่ที่ทั้งจ๊กและง่อ ไม่ประสบความสำเร็จในการล้มวุยก๊ก จนบางคนวิเคราะห์ตีตราขงเบ้งว่าทำอะไรโง่ๆ ออกรบครั้งแล้วครั้งเล่าจนบ้านเมืองอ่อนแอ แต่นั่นเป็นข้อสรุปหลังจากรู้แล้วว่าวุยก๊กคือผู้ชนะใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าผลแพ้ชนะพลิกผัน บทวิเคราะห์คงต่างไปเป็นอีกแบบ

แต่อย่างน้อยที่สุดความจริงช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สามก๊กคือ ก่อนสถานการณ์จะสงบลง ก๊กใหญ่ที่สุด อย่างวุยก๊ก เคยถูกบีบบังคับให้เป็นฝ่ายตั้งรับ ให้อีกสองฝ่ายที่เล็กกว่าเป็นฝ่ายกระทำ โดยไม่มีโอกาสตอบโต้กลับ

และจากเหตุการณ์หลายๆ ครั้งในประวัติศาสตร์ไม่ว่าด้านการเมืองหรือการทำธุรกิจก็แสดงให้เห็นได้ว่านี่แหละคือโอกาส เมื่อพละกำลังมหาศาล มาพร้อมความอุ้ยอ้าย ความเล็กกะทัดรัด จึงอาจสามารถเอาชนะยักษ์ได้ด้วยการโฟกัสและความคล่องตัว

แจ็คจะล้มยักษ์ได้หรือไม่ยังมีอีกหลายปัจจัย แต่แจ็คที่เรียนรู้ถูกทางจะต้องไม่คิดไปเองว่ายักษ์ใหญ่ไม่มีทางล้มลง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาส

 

‘นิธาร’ กับ ‘ใจปัจจุบัน’ 2 เล่มรวมบทกวีของกุดจี่-พรชัย แสนยะมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444569

‘นิธาร’ กับ ‘ใจปัจจุบัน’ 2 เล่มรวมบทกวีของกุดจี่-พรชัย แสนยะมูล

โดย…เพรงเทพ

การทำงานอยู่บนถนนสายเขียนหนังสือมา 22 ปี มีผลงานรวมเล่มทั้งบทกวี เรื่องสั้น นิยาย บทความ ไม่ต่ำกว่า 80 เล่ม มีนิทานภาพไม่ต่ำกว่า 170 เล่ม สำหรับหนังสือรวมบทกวี “นิธาร” เคยได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประะเภทกวีนิพนธ์ เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 11 ประจำปี 2557 มาแล้ว อีกเล่ม “ใจปัจจุบัน” ได้รับรางวัลชมเชย กลุ่มหนังสือกวีนิพนธ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2559 ซึ่งทั้ง 2 เล่มส่งเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทยหรือซีไรต์ในปีนี้

กุดจี่-พรชัย แสนยะมูล เป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นพลุแตกมาตั้งแต่ปี 2539 หนังสือ “อยากให้เธออารมณ์ดีตลอดปีตลอดชาติ” ของเขาเป็นหนังสือขายดีในปีนั้นมียอดขายแตะเหยียบแสนเล่ม ปัจจุบันนอกจากเป็นนักเขียนแล้ว เขายังเป็นเจ้าของและบรรณาธิการสำนักพิมพ์ไม้ยมก รวมถึงบรรณาธิการพิเศษให้กับหนังสือพิมพ์เคล็ดไทย และขยายกิจการเปิดสำนักพิมพ์ Love Smile พิมพ์หนังสือเด็กและเยาวชน

ในฐานะเป็นกวีรุ่นคาบเกี่ยวในยุคเพื่อชีวิตกับโพสต์-โมเดิร์นแบบไทยๆ ที่ไถลทะลักสู่ความเป็นกวียุคใหม่ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา กุดจี่มองวงการกวีและวงการนักกลอนร่วมสมัยว่า

“ผมไม่สามารถบอกแน่ชัดได้ว่าวงการนี้ล้ำหรือล้าเพียงใด ล้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงล้าสมัย แต่หมายถึงเหนื่อยล้า แม้ว่าจะมีนักกลอนและกวีที่ล้าสมัยอยู่บ้างก็ตาม ซึ่งหลายจังหวะกุดจี่ก็ล้านะ ทั้งล้าทั้งเพลีย ทั้งล้าสมัย ความล้าสมัยคือความลงตัวชนิดหนึ่ง ความล้าสมัยคือความคลาสสิกชนิดสอง”

 

กุดจี่ บอกว่า เท่าที่ตามซื้อหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของกวียุคปัจจุบันมาอ่าน ทั้งหนังสือที่พรินต์ออนดีมานด์ขายทางเฟซบุ๊ก ทั้งหนังสือที่ขายผ่านสำนักพิมพ์ไม่กี่สำนักพิมพ์ ทั้งตัวบทกวีนิพนธ์และบทกลอนที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก

“ในด้านของเนื้อหาผมว่าเป็นเรื่องของปัจเจกชน บ้างก็ขีดเขียนถึงความงามของชีวิตและสังคม บ้างก็ขีดข่วนขบกัดชีวิตและสังคม บ้างก็ขับขานเสียงข้างในที่ก้าวไปสัมผัสรสพระธรรม บ้างก็ขบขันและดื่มด่ำกับมิตรภาพและความรัก บ้างก็ต่างๆ นานา อะไรก็ไม่รู้ ในด้านของรูปแบบ มีทั้งเขียนตามขนบ มีทั้งสร้างสรรค์ตามถนัด ในส่วนของยอดขาย กวีนิพนธ์คนเขียนเยอะมาก มีทั่วทุกระแหง แต่คนซื้อมีอยู่แค่หยิบมือเดียว”

รวมเล่มเล่มบทกวีที่ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ในปีนี้ของกุดจี่-พรชัย แสนยะมูล มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างไร? เขาบอกว่า “นิธาร” เป็นกวีนิพนธ์ที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคม

“ลดความขรึมขลังด้วยการนำสัตว์มาเป็นตัวละครบ้าง ผู้คนและเมืองในจินตนาการบ้าง ด้านรูปแบบไม่ได้ยึดตามขนบเป๊ะเฟ่อร์เวอร์วังอลังการ หลายๆ บทเขียนตามแบบความพึงพอใจ ‘ฉันทลักษณ์ของฉันเอง’ เล่มนี้มีอาจารย์สกุล บุณยทัต ให้เกียรติเป็นบรรณาธิการร่วม เคยได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดปี 2557 มาแล้ว แต่ฉบับที่ส่งประกวดซีไรต์ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาเข้ามาอีกราวสิบบทใหม่ บางคนบอกว่า ‘นิธาร’ อ่านง่าย แต่ความหมายลึกซึ้ง

“พอมาถึงเล่ม ‘ใจปัจจุบัน’ ในส่วนของรูปแบบ ผมเขียนด้วยกลอนสุภาพทั้งหมด ยึดตามขนบโบราณเลย ความยากประการต่อมาก็คือแต่ละบทผมเขียนยาวมาก และพยายามไม่ให้คำลงท้ายในแต่ละบทซ้ำเสียงสระหรือเสียงมาตราตัวสะกดเดียวกัน ผมเรียนรู้มาจาก ‘ครูน้ำหมึก’ ว่า ถ้าเจ๋งจริงอย่าซ้ำเสียงสระและเสียงมาตราตัวสะกดในแต่ละบท การเขียนด้วยฉันทลักษณ์แบบโบราณ แต่จะทำอย่างไรถึงจะให้คนร่วมสมัย ‘อิน’ ผมก็เลยเขียนเรื่องความงามขณะชีวิตสัมผัสในแต่ละห้วงเวลา ทั้งอยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เข้าร้านกาแฟ ร้านตัดผม โรงหนัง ร้านขายต้นไม้ ท่องเที่ยวริมทะเล กระทั่งในงานศพของเพื่อนร่วมวงการ ชีวิตที่แวดล้อมด้วยครอบครัว มิตรภาพ สิ่งแวดล้อม ข่าวสารภัยธรรมชาติ ภัยก่อการร้าย กระทั่งข่าวนอกโลกอย่างเรื่องการสำรวจอวกาศ ซึ่งแน่นอนสิ่งที่คนรุ่นนี้และคนรุ่นโน้นกำลังแสวงหา ก็คือสภาวะ ‘ปัจจุบันขณะ’ เมื่อละเลียดอ่านดีๆ จะรับรู้ได้ว่า ในภาษาง่ายๆ ผู้เขียนได้เขียนแต่ละบทขึ้นขณะใช้ชีวิตอยู่กับ ‘ใจปัจจุบัน’ จริงๆ เล่มนี้มีกวีซีไรต์ อย่าง ‘อังคาร จันทาทิพย์’ ให้เกียรติมาเป็นบรรณาธิการร่วม ในแต่ละบทผมเขียนไม่นาน เขียนสดๆ แต่ขัดเกลาเป็นปี หลายคนบอกว่า อ่านง่ายแต่ความหมายลึกซึ้ง”

 

แรงบันดาลใจและการกระตุ้นที่สร้างพลังในการเขียนบทกวีของกุดจี่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน เขาบอกว่ามาจากยุคสมัยของบ้านเมือง เพราะติดตามข่าวสารบ้านเมืองไม่ขาด เขียนบทกวีสะท้อนสังคมและใช้การเสียดสี ซึ่งคืออาวุธอย่างหนึ่งของกวี รวมถึงการได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวกับใจ อยู่กับลมหายใจ อยู่กับธรรมชาติที่พาใจ

“ทุกวันนี้ ผมเขียนจากภาวะข้างใน นานๆ พาใจไปเที่ยวข้างนอกที เขียนแล้ว อ่านแล้วมีความสุขดี ความสุขคือสิ่งที่ผมพอใจ”

กุดจี่มองโลกการเขียนบทกวีในยุคโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะหนังสือที่มีการขายและประชาสัมพันธ์ในเฟซบุ๊ก ถือว่าเป็นทางออกของคนเขียนบทกวี

“บทกวีพิมพ์ออกมาในปีที่ไม่ใช่ซีไรต์แต่น้อยมาก แค่ครึ่งหยิบมือ แต่ปีนี้กวีนิพนธ์ออกมาเยอะมาก คลอดกันเป็นว่าเล่น ส่งร่วมประกวดถึง 88 เล่ม มีของซีไรต์เก่าถึงสาม มีของซีรองอีกหลายนาม มีทั้งมือเก่าและมือใหม่ มีทั้งที่พิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์ใหญ่ ซึ่งยอดพิมพ์ขนาดผ่านสำนักพิมพ์ใหญ่ยังพิมพ์ไม่กี่เล่มเอง ไม่ถึงพันเล่มเสียด้วยซ้ำ! ส่วนกวีอิสระก็เขียนเอง พิมพ์เอง แต่ไม่ขายเอง เพราะพรินต์ออนดีมานด์ออกมาในจำนวนที่พอดีกับที่ส่งเข้าประกวด ผมมองว่านี่คือทางไปของกวีนิพนธ์ครับ กวีนิพนธ์ย่อมมีทางไป”

สุดท้ายเขาฝากบทกวีแบบแต่งสดๆ ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนมาให้ เพื่อสาธิตให้เห็นว่า กวีเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

“โลกข้างนอกร้อนรุ่มสุมไฟรบ

โลกข้างในใจสงบพบคุณค่า

ติดตามใจติดตามโลกตลอดมา

ต่างเยียวยาโดยวิถีที่เรารัก”

สำหรับรวมบทกวีทั้ง 2 เล่มของกุดจี่ สามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ที่เฟซบุ๊ก “พรชัย แสนยะมูล” หรือที่แฟนเพจ “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล

 

คงศักดิ์ นิมิตรเกษม ฝ่าฟันมรสุมด้วยรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444554

คงศักดิ์ นิมิตรเกษม ฝ่าฟันมรสุมด้วยรัก

โดย…กองทรัพย์

เส้นทางชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีชีวิตตามขั้นบันไดฝัน คือ เรียนจบ ทำงาน และแต่งงานมีครอบครัว มีลูกชายคนแรก (น้องอิคคิว) มอบให้เป็นของขวัญและหลานรักของปู่ย่าตายาย ชีวิตที่ราบเรียบนี้เป็นความฝันและความสุขของผู้ชายชื่อ “ตั้ม-คงศักดิ์ นิมิตรเกษม” แต่ชีวิตก็คือชีวิต เส้นทางที่ราบเรียบถูกทดสอบด้วยหนามแหลม มรสุมลูกแรกมาเยือนเมื่อจู่ๆ บ้านที่เคยอาศัยและใช้ทำมาหากินถูกเวนคืน ที่ดินที่เคยเป็นกิจการร้านอาหารของครอบครัวกลายเป็นเส้นทางรถไฟฟ้า

“กิจการขายอาหารที่เหมือนจะไปได้ดี ก็สั่นคลอนเพราะว่าเขาเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า ผมกับภรรยาก็ต้องย้ายออกมา เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่เช่า กรรมสิทธิ์ไม่ใช่ของเรา เขาเวนคืนที่ดินก็ต้องคืนเขาไป ตอนนั้นน้องอิคคิวกำลังเด็ก เราก็คิดกันว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตกันต่อไปดี แม่ยายของผมแนะนำให้ไปตั้งตัวใหม่ที่ จ.ปทุมธานี เราสองคนก็เลยเลือกทิ้งทุกอย่างที่เดิมไปเริ่มต้นใหม่”

การโยกย้ายแหล่งทำมาหากินเพื่อมาเริ่มต้นใหม่ ด้วยหวังว่าคลื่นชีวิตจะสงบลงบ้าง แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นนับหนึ่ง ชีวิตก็กลับมาติดลบด้วยมรสุมลูกที่สอง พ่อตั้มย้อนวันวานว่า “มรสุมลูกนี้มากับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ปทุมธานีเจอหนัก ทุนของที่เราลงไปเพื่อหวังจะขายของรอบใหม่ก็ไหลไปกับน้ำท่วม ตอนนั้นค่อนข้างท้อแท้เลยล่ะ แต่ก็คิดหวังกันใหม่ว่าเราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ คิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจย้ายไปที่บ้านเกิดภรรยาคือ จ.อุดรธานี ไปตั้งตัวกันใหม่ พวกเราใช้เวลาด้วยกัน ยิ้มด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านฝนด้วยกัน เราเริ่มต้นด้วยการขายของเล่นหน้าโรงเรียน ลูกชายคนโตค่อยๆ เติบโตขึ้นพร้อมเข้าโรงเรียน และลูกสาวคนเล็กก็ค่อยๆ เจริญวัย ผมคิดว่าคงต้องกลับไปทำงานประจำเพื่อให้มีรายได้มากพอที่จะส่งเสียให้เขาได้สบาย”

 

เมื่อกลับไปทำงานประจำพ่อตั้มทุ่มเทเวลาให้กับงานเพื่อผลตอบแทนที่กลับเข้ามาที่มากขึ้น ด้วยหวังว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวจะสะดวกสบาย แต่ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก และแม้ที่ผ่านมาจะเจอมรสุมชีวิตมากี่ลูกเขาก็ยังผ่านมาได้ แต่ไม่มีครั้งไหนที่กระหน่ำรุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน นี่จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกครั้ง

วันที่ลูกชายกลายเป็นตุ๊กตา

ในงาน Healthy Talk โดยอลิอันซ์ อยุธยา เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พ่อตั้มเล่าย้อนถึงลูกชายหน้าตาน่ารัก แต่ทว่านอนนิ่งให้เขาดูแลอยู่ที่บ้าน เด็กชายที่เปลี่ยนให้เขากลายเป็นพ่อคนใหม่ ว่า “ตอนนี้ลูกชายผมนอนเป็นตุ๊กตาน่ารักๆ อยู่ที่บ้านที่ จ.อุดรธานี ถ้าใครได้ติดตามโลกโซเชียล อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของน้องอิคคิวเจ้าชายนิทรา หรือน้องอิคคิวลูกชิ้นปลาติดคอ ก็คงพอจะคุ้นเคยกันอยู่ หลายครั้งที่ผมต้องแชร์เรื่องราวของอิคคิวในสื่อ แต่ผมยินดีที่จะบอกเล่าเรื่องราวของน้องให้เป็นอุทาหรณ์ และร่วมส่งกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่พบเจอเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตให้มีกำลังใจที่จะเดินต่อ”

พ่อตั้มคนเดิมเคยตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เพราะอยากมีเงินเยอะๆ เพื่อสร้างชีวิตให้มีความสุข ทำหน้าที่พ่อและพนักงานบริษัทควบคู่กันไป “ตอนนั้นอิคคิวกำลัง 6 ขวบ กำลังซนมาก ผมทำงาน 6 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น น้องเลิกบ่าย 3 เรากลัวว่าเขาจะเหงาก็เลยส่งเขาไปเรียนตีแบตมินตันที่คอร์ต เราคิดว่าเขาคงสนุกและสถานที่ปลอดภัย เขามีกิจกรรมทำต่อเนื่อง ทุกวันเขาก็เรียนหนังสือมาก็เหนื่อยแล้วยังจะต้องมาตีแบตอีก”

 

เย็นวันที่ 14 ก.ย. 2556 เป็นวันที่พ่อตั้มจำได้ไม่ลืม เขาย้อนภาพเหตุการณ์วันนั้นราวกับมันเกิดขึ้นเมื่อวาน “เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน อิคคิวก็ไปตีแบตที่ชมรมตามปกติ ตอนที่ผมไปรับกลับบ้านเขาบ่นว่าหิวข้าวมาก ผมก็เลยบอกว่ายายทำสุกียากี้ไว้รอที่บ้าน พอกลับถึงบ้านยาย อาหารก็พร้อมแล้ว ตอนนั้นเราคิดว่าเขาโตแล้วก็ปล่อยให้กินข้าวเอง แต่ลืมคิดไปว่าเขาบอกว่าหิวมาก เลยทำให้อาจจะรีบกิน พวกเราล้อมวงกินสุกี้ผ่านไปไม่กี่นาที อิคคิวก็มีอาการผิดปกติ มือหนึ่งกำคอ อีกมือหนึ่งควานหาอะไรสักอย่าง แต่ตอนแรกผมเข้าใจว่าน้องคงร้อน แต่สักพักเขาก็ลงไปดิ้น วินาทีนั้นผมและภรรยารู้ทันทีว่าอะไรติดคอลูก ก็เลยรีบช่วยปฐมพยาบาล แต่ด้วยเราไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลคนที่อาหารติดคอ จำวิธีจากละครที่เคยดูมาก็ไม่ได้ผล เอาอาหารที่คาอยู่ในลำคอออกมาไม่ได้ เราตัดสินใจพาน้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ใช้เวลาเดินทาง 7 นาที น้องอิคคิวตัวเริ่มเขียว เป็น 7 นาทีที่ยาวนานมากสำหรับผม ทันทีที่ถึงห้องฉุกเฉิน บอกพยาบาลว่าน้องอาหารติดคอ หมอพยาบาลรีบกรูกันเข้ามารุมที่ตัวน้อง ทำการคีบอาหารออก”

นาทีชีวิตอันยาวนานและบีบหัวใจคนเป็นพ่อยังไม่สิ้นสุด เมื่อคุณหมอต้องทำการปั๊มหัวใจเรียกชีพจรเด็กชายวัย 6 ขวบกลับมา “หมอบอกว่าหัวใจน้องหยุดเต้นไปแล้ว ปั๊มหัวใจอยู่ประมาณ 3 นาที หัวใจก็กลับมาเต้น เราเห็นว่าหมอยืนคุยกัน แล้วก็เรียกเราเข้าไปคุย หมอปกติถ้าหัวใจหยุดเต้นไป 3 นาทีมันคือวิกฤต แต่ลูกชายเราหัวใจหยุดเต้นไปเกือบ 10 นาที เรียกกลับมาได้ก็ปาฏิหาริย์”

พ่อตั้มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้า “อิคคิวกลับมาไม่ใช่ในสภาพที่ไม่ใช่ลูกชายคนเดิม แต่อยู่ในร่างลูกชายคนเดิม เราเข้าไปกอดไปหอม ไปเรียก ร้องไห้ เขาก็ไม่ไหวติง มีแต่อาการเหม่อลอย เขาไม่ตอบสนองอะไรไม่ได้ ที่ทำได้คือหายใจและขับถ่ายได้เอง อิคคิวนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เดือนกว่าๆ วันหนึ่งหมอมาบอกว่าจะต้องเอาลูกชายกลับไปดูแลกันเองที่บ้านแล้วนะ ผมก็บอกภรรยาว่าไม่เป็นไร ผมจะลาออกจากงานมาดูแลลูกเอง และผมก็ให้สัญญากับเขาว่า ถ้าผมดูแลอิคคิวแล้วไม่ต้องห่วงผมจะดูแลร่างกายเขาให้เหมือนเดิมที่สุด”

 

ตกผลึกเปลี่ยนเป็นพ่อคนใหม่

ในวันที่เขาตัดสินใจว่าจะดูแลลูกชายคนโตด้วยตัวเอง เขามีความหวัง เขาทุ่มเทความรักทั้งหมดส่งให้เด็กชายที่ค่อยๆ เติบโต ทว่าไม่สามารถวิ่งเล่นเช่นเด็กชายอื่นๆ เขาแบกความกดดัน และเลือกปิดตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ตัดขาดสังคม และจมอยู่กับความเครียด เรียกได้ว่าทั้งวันเกือบ 24 ชั่วโมง ผมทำอยู่แบบนั้น วันแล้ววันเล่าจนครบ 1 ปี

“ผมอยู่กับทุกอย่างจนวันหนึ่งรู้สึกว่าไม่ไหว เพราะเครียดและร่างกายก็ทรุดโทรม เพราะวันหนึ่งแทบไม่ได้นอน ร่างกายอ่อนแอ จิตใจมันท้อแท้ แต่หนึ่งปีมันก็มากพอที่จะทำให้ผมตกผลึกกับตัวเอง และเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าการที่ผมทำงานล่วงเวลาเยอะๆ จะมีเงินเยอะและลูกจะมีความสุข แต่จริงๆ ผมคิดผิด เพราะสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่ของแพง แต่มันคือเวลา

“ผมเริ่มยอมรับความจริง ลูกเราป่วยก็จริง นอนเป็นตุ๊กตาก็จริง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ให้ผมได้ดูแล จากนั้นผมก็เริ่มวางแผนชีวิตใหม่ ผมทิ้งพลังด้านลบไปให้หมด วางแผนการดูแลอิคคิวให้เป็นระบบระเบียบ ต้องทำตารางป้อนข้าว ทำกายภาพ จัดเวลาพลิกตัว เพื่อที่จะให้กล้ามเนื้อในส่วนข้อต่อยังคงมีการได้ใช้งาน ไม่สึกหรอ เผื่อวันไหนที่น้องสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติได้จะได้ไม่ต้องใช้เวลาอีกนานในการบำบัด เหมือนกับเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย ปรับตัวเองให้ได้เพื่อเขา แล้วสุขภาพเราก็ดีขึ้น อย่างสุดท้ายก็คือการเปลี่ยนพลังด้านบวก ผมดูแลลูกอย่างมีความสุข ผมเปิดเพจน้องอิคคิว (www.facebook.com/น้องอิคคิว) เพราะว่าอยากแบ่งปันประสบการณ์และพลังด้านบวกของพ่อคนหนึ่งให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะกำลังมีลูกประสบเหตุการณ์คล้ายน้องอิคคิว”

 

สิ่งที่ลูกเพจเห็นคือคุณพ่ออารมณ์ดี แต่งตัวตลก บางวันแต่งเป็นฮีโร่ในดวงใจลูก บางวันแต่งคอสเพลย์ หรือบางวันมีท่าตลกประหลาด เรียกรอยยิ้มในความเศร้าได้ไม่น้อยทีเดียว “ผมแต่งตัวตัวตลกให้ลูกดู ให้คนได้อารมณ์ดี ลูกผมก็มีความสุขแม้ว่าเขาจะไม่สามารถตอบสนองให้เรารับรู้ได้ด้วยเสียงหัวเราะ แต่เขาแสดงออกด้วยอาการที่ดีขึ้น”

ถ้าเจอเรื่องร้ายๆ ยอมรับความจริงให้ได้ วางแผนในชีวิตใหม่ เปลี่ยนพลังให้เป็นด้านบวก แล้วทุกอย่างในชีวิตจะดีขึ้นเอง

“พ่อแม่บางคนคิดว่าทำงานเยอะ จะทำให้ชีวิตลูกสุขสบาย แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วลูกต้องการแค่เวลา ในวัยที่ลูกต้องการพ่อแม่ที่สุด เราควรอยู่คอยดูแล และดูการเจริญเติบโตของเขา ก่อนที่เขาจะมีชีวิตของตัวเองเมื่อเขาโตขึ้น สำหรับลมหายใจต่อจากนี้ของผมอยู่ที่ความสุขในการดูแลลูก คอยอยู่แขนเป็นขาให้ สำหรับคนทั่วไปอาจมองว่านี่เป็นภาระที่ไม่มีทางแบกรับไหว แต่ผมโคตรมีความสุข”

 

ถ้าคุณมีโอกาสได้เข้าไปให้กำลังน้องอิคคิวที่แฟนเพจน้องอิคคิว คุณจะไม่เห็นภาพคุณตั้มในมุมอ่อนแอเลย แต่คุณจะได้เห็นคุณตั้มในมุมสนุกๆ ชายผู้นี้ต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นพลังงานด้านบวก เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเองและส่งต่อกำลังใจให้คนอื่นๆ “เรากลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ ผมฝากถึงทุกคนที่มีครอบครัวและยังแสดงความรักต่อกันได้ ให้ทำวันนี้ให้เต็มที่ เพราะการแสดงความรักกับครอบครัวไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตราบใดที่คุณยังมีเวลาทำได้ ขอให้รีบทำ เพราะลูกไม่ต้องการอะไรมากนอกจากเวลา”

วันนี้พ่อตั้มได้ผ่านมรสุมลูกที่ยิ่งใหญ่และยาวนานได้แล้วด้วยความรัก แม้ว่าท้ายที่สุดการป่วยในประเภทนี้แพทย์จะให้คำแนะนำว่าต้องดูแลผู้ป่วยไปเรื่อยๆ และทำใจ แต่พ่อตั้มก็ได้ทำใจเอาไว้แล้ว เขาไม่ได้หวังให้น้องกลับมาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ให้กลับมาได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่คนเป็นพ่ออยากได้ก็คือการได้เห็นน้องอิคคิวสามารถตอบสนองได้ พูดบางคำได้ สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ แค่นั้นพ่อตั้มก็พอใจแล้ว และสิ่งจำเป็นคือการรักษาความสัมพันธ์ของลูกสาวคนเล็กและพี่ชายที่นอนนิ่งให้เชื่อมโยงกัน

“ผมฝึกให้ลูกสาวคนเล็กดูแลพี่ชายเขา ตอนเด็กให้หน้าที่ง่ายๆ เช่น บีบนวด จับมือ ทำกายภาพท่าที่เด็กช่วยได้ เผื่อวันที่เราไม่อยู่เขาจะได้อยู่ดูแลกันได้” ผู้เป็นพ่อกล่าวอย่างมีความหวัง

 

 

มุมหนังสือ ประตูสู่โลกกว้างของ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444439

มุมหนังสือ ประตูสู่โลกกว้างของ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางนักอ่านของ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส.ชลบุรี  เริ่มตั้งแต่ 7 ขวบ ภายใต้การปลูกฝังของคุณพ่อ คุณแม่ บวกกับความชอบส่วนตัว ที่ทำให้เขากลายเป็นนักอ่านตัวยง และใช้เวลาวันว่างขลุกอยู่กับหนังสือหลากหลายแนว

“ที่บ้านมีหนังสือเยอะ ประวัติศาสตร์ สารคดี เด็กๆ อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดูรูปเอาบ้าง ตอน ป.1 ทุกเช้าคุณแม่จะให้อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง ก็เหมือนเด็กทั่วไปมีอ่านการ์ตูนบ้าง โดราเอมอน สมัยนั้นจะออกเป็นตอนๆ ก็เฝ้ารอว่าจะออกเมื่อไหร่ มีทั้งนินจาฮาโตริ นิทานพื้นฐาน คุณตาคุณยายมาก็รบเร้าให้พาไปซื้อหนังสือ”

สรวุฒิ อธิบายว่า ปกติจะอ่านหนังสือทุกแนว มีความสนใจหลากหลาย สมัยวัยรุ่นชอบรถยนต์ก็ซื้อหนังสือ “แหล่งรถ” ทุกอาทิตย์ อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ เพราะเรียนมาทางนี้ เพื่อนมาเห็นยังบอกว่าอ่านหนังสือแปลกๆ อย่างเรื่องการเกษตร

ก่อนหน้านี้ เขาจะอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน วันละ 3 ฉบับ กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ ไทยรัฐ เทียบกันว่าข่าวตรงกันไหม เป็นพื้นฐานทำให้เป็นคนอ่านหนังสือเร็ว อย่างหนังสือเล่มหนาๆ หลายร้อยหน้า วันหนึ่งอ่านได้ 1-2 เล่มสบายๆ ไม่เลือกเวลาอ่าน ว่างก็อ่าน เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน จนช่วงนี้ด้วยหน้าที่การงานและมีครอบครัวทำให้อ่านหนังสือน้อยลงกว่าแต่ก่อน

ปกติไปเดินห้างสรรพสินค้าก็แวะไปร้านหนังสือทุกครั้ง ดูว่ามีหนังสือใหม่เล่มไหนออกมาบ้าง จะเดินทั้งซีเอ็ดบุ๊ค นายอินทร์ และร้านประณอมที่เป็นร้านท้องถิ่นที่ จ.ชลบุรี  หากไปเดินตามแผงแล้วไม่มีหนังสือที่ต้องการก็ต้องไปซื้อโดยตรงที่สำนักพิมพ์ อย่างล่าสุดที่ไปซื้อที่สำนักพิมพ์สันสกฤตหลายสิบเล่ม

 

“ต้องคอยไล่เช็กดูว่ามีหนังสืออะไรที่อยากอ่านออกมา บางทีตามแผงไม่มีก็ต้องไปตามหา สำนักพิมพ์ที่ชอบก็อย่างสำนักพิมพ์ผีเสื้อ สันสกฤต ต้องให้กำลังใจเขาพิมพ์หนังสือดีๆ ออกมาแต่คนอ่านค่อนข้างแคบ จำกัดหน่อย สมัยนี้หนังสือมีหลากหลายขึ้น แต่หนังสือดีจะจมอยู่ในมุมเล็กๆ หากไม่ตอบโจทย์กำไร ยอดขาย ก็จะถูกถอดออก ทั้งที่หนังสือดีเยอะมาก”

สรวุฒิ อธิบายว่า การอ่านหนังสือทำให้ได้รู้โลกกว้าง ย่อโลกให้เรารู้จักได้ครอบคลุม กว้างขวาง ได้มุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต ทั้งชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ บทเรียนในอดีต แต่ละเรื่องทุกอย่างทำให้เห็นว่าโลกสวยงามขนาดไหน ทั้งความทุกข์ ความสุข ล้วนแต่ให้แง่คิด อย่างเรื่องการเกษตรก็ทำให้รู้เรื่องเทคโนโลยี ปุ๋ย ดิน ที่ทำให้คุยกับชาวบ้านในการพบปะลงพื้นที่ได้

สำหรับนักเขียนคนโปรดคือ จาเร็ด ไดมอนด์ เจ้าของผลงาน อาทิ “ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้ากับชะตากรรมของสังคมมนุษย์” รวมทั้ง “ล่มสลาย” ที่สรวุฒิ ยกย่องว่าเป็นคนเขียนหนังสือที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก โดยมีส่วนผสมสองส่วนที่ไม่น่าจะผสมกันได้คือ แพทย์ และนักโบราณคดี ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงการล่มสลายของอารยธรรม  ส่วนหนังสือเล่มโปรดนั้นตอบยาก เพราะชอบไปหมด ชอบหลายแนว

ทุกวันนี้เขาพยายามถ่ายทอดนิสัยรักการอ่านไปยังลูกชายวัย 7 ขวบ ด้วยหลักไม่ “ยัดเยียด” แต่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเริ่มเห็นแววจะเป็นนักอ่านบ้างแล้ว

ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านที่หลายคนประเมินว่าหนังสือจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในฐานะนักอ่านอย่างสรวุฒิ เขายังบอกว่าชอบกับหนังสือกระดาษที่อ่านแล้วได้อรรถรสมากกว่า ได้พลิกไปพลิกมา และเป็นสิ่งที่คุ้นเคย

 

พลังรักไต้หวันปั้น 3 บล็อกเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444438

พลังรักไต้หวันปั้น 3 บล็อกเกอร์

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ความรักเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เราสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง และความรักที่เป็นพลังให้เราอาจไม่ใช่การรักใครสักคน แต่อาจเป็นรักที่มีให้กับอะไรสักอย่างหนึ่งเหมือนเช่นผู้หญิง 3 คนนี้ ที่เผลอตกหลุมรักกับ “ไต้หวัน” อย่างจริงจัง จนเป็นแรงผลักดันสำคัญทำให้ตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์แนะนำแหล่งท่องเที่ยว และการเดินทางในไต้หวันให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังวางแผนไปเที่ยวไต้หวัน

 

เริ่มกันที่สาวคนแรก กิจชรัตน์ นทีธำรงสุทธิ์ หรือรัตน์ ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ fanclubtaiwan และ www.flymetotaiwan.com เธอเล่าว่า เธอเรียนจบสาขาการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ไปเป็นมัคคุเทศก์เพราะไม่ชอบ จึงหันไปทำงานเกี่ยวกับกราฟฟิกดีไซน์ให้กับบริษัทที่ทำเรื่องท่องเที่ยว ด้วยความที่เป็นคนชอบขีดเขียน วาดรูป จึงได้เริ่มทำโปรเจกต์สร้างบล็อกเกอร์เขียนเรื่องท่องเที่ยวให้กับบริษัทนั้น เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่ากลายเป็นสิ่งที่ชอบ แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัด เพราะเวลาเขียนอะไรออกไปต้องมีภาษาที่เป็นทางการ

เวลานั้นกระแสการเป็นบล็อกเกอร์ยังไม่แรงและเรื่องท่องเที่ยวไต้หวันก็ยังไม่บูม จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่เพื่อมาทำบล็อกเกอร์เรื่องท่องเที่ยวไต้หวันอย่างเต็มตัวควบคู่ไปกับการทำธุรกิจของตัวเอง โดยนำเสนอด้วยภาษาพูดที่เป็นภาษาของตัวเอง รวมทั้งทำข้อมูลในรูปแบบกราฟฟิก (อินโฟกราฟฟิก) เข้าใจง่ายอธิบายคนอ่าน เพราะตัวเองก็ถนัดเรื่องทำกราฟฟิกอยู่แล้ว มาถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 4 ปีแล้ว

สาเหตุที่เลือกเขียนเรื่องท่องเที่ยวของไต้หวัน ก็เพราะเดิมทีเคยมีความรู้สึกไม่ได้ชื่นชอบหรือสนใจไต้หวัน เพราะนึกภาพว่าไต้หวันก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเมืองจีน แต่ในช่วงที่ทำงานที่บริษัทและเคยได้มีโอกาสไปไต้หวัน กลับรู้สึกช็อก เพราะสิ่งที่ตัวเองคิดกับสิ่งที่ได้เห็นนั้นตรงข้ามกัน

“ไต้หวันที่รัตน์เห็นคือเมืองที่ธรรมชาติอยู่ร่วมกับตึกรามบ้านช่องได้อย่างลงตัว ที่หากเป็นกรุงเทพฯ คงทำไม่ได้แบบนี้ และโดยส่วนตัวรัตน์เป็นคนที่ชอบธรรมชาติ ชอบเรื่องศิลปะอยู่แล้ว เมื่อไปเยือนไต้หวันจึงชอบมาก เพราะเป็นเมืองที่มีทั้งสองอย่างและมีเอกลัษณ์เป็นของตัวเอง”

 

ที่ผ่านมารัตน์เดินทางไปเที่ยวไต้หวันแล้วไม่ต่ำกว่า 9 ครั้ง ยังไม่ได้เที่ยวแหล่งท่องเที่ยวครบทั้งเกาะ แต่ก็ถือว่าเดินทางไปรอบเกาะมาแล้ว รัตน์เชื่อว่าหากอยากเที่ยวให้ครบ คงต้องมีเวลากับแต่ละจังหวัดในไต้หวันอย่างน้อยจังหวัดละ 3 วัน ส่วนในไทเปแม้จะไปมาแล้ว7-8 หน แต่สำหรับรัตน์ก็ยังรู้สึกว่าเที่ยวไม่ครบอยู่ดี

นอกจากรัตน์จะชอบไต้หวันมากขนาดออกมาเป็นบล็อกเกอร์แล้ว ก็ยังหันมาจัดอีเวนต์โปรโมทการท่องเที่ยวไต้หวันด้วย เพราะอยากให้คนรู้จักไต้หวันมากขึ้น และจะยังยืนหยัดเขียนเรื่องท่องเที่ยวไต้หวันเพียงที่เดียว ยังไม่ขอนอกใจเขียนเรื่องเที่ยวประเทศอื่น เพราะอยากเขียนเกี่ยวกับไต้หวันให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เราก็พยายามอยากให้คนรู้จักไต้หวันมากขึ้น แม้ช่วงแรกที่เริ่มทำเพจเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวไต้หวันจะยังไม่ค่อยมีคนตอบรับเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นคนไปสนใจเที่ยวญี่ปุ่นกันมาก แต่เราก็ยังยืนหยัดพยายามเขียนเรื่องเที่ยวไต้หวัน เพราะอยากให้คนรู้จักไต้หวันมากขึ้น ซึ่งในที่สุดไต้หวันก็เริ่มบูมในกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นผลจากสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์ส) ที่เปิดบริการเส้นทางบินระหว่างไทยกับไต้หวัน” กิจชรัตน์ ทิ้งท้าย

 

ด้าน ทัชชา ทรรปณ์จินดา หรือเอิร์น เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ On A Budget กล่าวว่า เธอเป็นทันตแพทย์ ที่เพิ่งเริ่มจะได้มีโอกาสออกเดินทางท่องเที่ยวหลังจากที่เรียนจบและทำงานไม่นาน ซึ่งโดยส่วนตัวก็จะชอบเลือกไปเที่ยวแถบเอเชีย เพราะรู้สึกว่าไปเที่ยวง่าย ไปเที่ยวเองได้ ประเทศที่ไปก็มีญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน แต่ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นบล็อกเกอร์เขียนเรื่องราวของไต้หวันได้ ก็เพราะเอิร์นบังเอิญได้ไปร่วมเล่นเกมชิงรางวัลแพ็กเกจถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่ไต้หวัน แล้วเอิร์นก็ได้รางวัลนั้นมา

หลังจากได้ไปถ่ายพรีเวดดิ้งที่ไต้หวันแล้ว ก็ได้นำข้อมูลในช่วงที่ไปเที่ยวและสถานที่ต่างๆ ที่ไปถ่ายพรีเวดดิ้งมาเขียนบอกเล่าเพื่อนฝูงในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่ปรากฏว่าเรื่องกลับได้รับความสนใจ มีทีมงานของเว็บไซต์สนุกดอทคอมไปอ่านเจอ จึงชวนให้เอิร์นนำเรื่องที่เขียนไปลงในสนุกดอทคอม

จากนั้นมาเอิร์นจึงเปิดแฟนเพจขึ้นมาชื่อ On A Budget เพราะชอบเดินทางแบบไม่ใช้งบเยอะ จึงอยากแบ่งปันเรื่องราว แม้ในตอนแรกที่ลงมือเขียนจะไม่ได้ชอบการทำงานเขียนมากมายอะไร แต่เพราะความชื่นชอบไต้หวันที่มีหลังได้ไปถ่ายพรีเวดดิ้ง และมีคนถามไถ่เรื่องการไปเที่ยวไต้หวันกับเอิร์นมามาก จึงอยากเล่าเรื่องเหล่านั้นให้คนอื่นๆ ฟัง ทุกวันนี้ก็ทำงานประจำเป็นทันตแพทย์ในคลินิกที่ จ.ขอนแก่น ไปพร้อมกับการเป็นบล็อกเกอร์เขียนเรื่องแนะนำท่องเที่ยวไต้หวันด้วย

 

ปิดท้ายกันที่ พัชรี แซ่ชิว หรือเบสท์ ที่ทำเฟซบุ๊กแฟนเพจเกี่ยวกับไต้หวันขึ้นมา 2 เพจ คือ เลิฟไต้หวัน และไต้หวันปะ โดยเพจเลิฟไต้หวันจะอัพเดทข้อมูลรายวันเกี่ยวกับไต้หวัน หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจเป็นประโยชน์กับคนที่ใกล้จะเดินทางไปแล้ว แต่ข้อมูลนี้อาจใช้ไม่ได้ในอนาคต เพราะเป็นข้อมูลสำหรับช่วงเวลานั้นเท่านั้น ส่วนเพจไต้หวันปะจะให้ข้อมูลพื้นฐานหลักๆ ที่ผู้ที่จะเดินทางไปไต้หวันสามารถนำไปใช้ได้ตลอด เช่น แผนที่รถไฟฟ้าในไต้หวันฉบับภาษาไทย

เบสท์ ระบุว่า เธอทำธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว เริ่มต้นเป็นบล็อกเกอร์ไต้หวันเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นกำลังชื่นชอบศิลปินไต้หวัน จึงเดินทางมาดูคอนเสิร์ตที่ไต้หวันแล้วก็เกิดตกหลุมรักไต้หวันมากขึ้น เมื่อได้เที่ยวในไต้หวันระหว่างโปรแกรมไปดูคอนเสิร์ต จากนั้นจึงเริ่มเขียนเรื่องเกี่ยวกับการไปเที่ยวไต้หวันในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่เริ่มเขียนบ่อยครั้งเข้าก็รู้สึกเกรงใจเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก เพราะบางคนอาจไม่ได้สนใจเรื่องราวเหล่านี้ จึงเปลี่ยนไปสร้างแฟนเพจขึ้นมาแทนเพื่อที่ใครสนใจจะได้เข้ามาอ่าน

ทั้งนี้ ด้วยความชื่นชอบไต้หวันเอามากๆ เบสท์ถึงขั้นวางแผนไปเที่ยวไต้หวันปีละครั้ง จนถึงวันนี้ก็ไปเที่ยวไต้หวันแล้วไม่ต่ำกว่า 7-8 ครั้ง แต่ละครั้งก็จะไปนานกว่า 20 วัน เพราะรู้สึกชอบไต้หวันเอามากๆ จากนั้นก็เก็บข้อมูลมาเขียนแบ่งปันในเพจเรื่อยๆ โดยเมืองที่ชอบที่สุดก็คือ ไถหนาน เพราะเป็นเมืองที่เก่า มีประวัติศาสตร์เรื่องราวอยู่ในนั้น

 

เบสท์ บอกว่า นอกจากทำทั้งสองเพจนี้แล้ว เบสท์ยังจับมือกับกลุ่มเพื่อนๆ บล็อกเกอร์ที่เขียนเรื่องท่องเที่ยวไต้หวันด้วยกัน จัดตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊กชื่อ TAIWANหว่อไหลเลอะ! ขึ้นมา ถือเป็นการรวบรวมแอดมินเพจเรื่องท่องเที่ยวไต้หวันต่างๆ เอาไว้ที่เดียว เพื่อคอยช่วยกันตอบข้อสงสัยต่างๆ ที่มีคนมาโพสต์คำถามเกี่ยวกับไต้หวันไว้ ทั้งนี้ก็เพราะช่วงที่ทำเพจเองแต่ละคนก็เคยเจอปัญหาเหมือนๆ กันคือ มีคนสอบถามข้อมูลเข้ามาแล้วตัวเองอาจจะไม่เคยประสบปัญหานั้นหรือไม่มีข้อมูล จึงตอบคำถามไม่ได้ แต่เมื่อมารวมกลุ่มกันทางนี้ก็จะมีคนมาช่วยกันตอบ แม้แต่คนที่ไม่ใช่บล็อกเกอร์แต่เคยไปมาแล้วมีข้อมูลก็ช่วยตอบได้

เรียกได้ว่าเพราะความรักและชื่นชอบไต้หวันล้วนๆ ที่ผลักดันให้ทั้ง 3 คน มาไกลขนาดกลายเป็นกูรูให้ข้อมูลท่องเที่ยวกับคนไทยด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าถ้าไม่ใช่เพราะรักก็คงไม่พยายามเก็บรายละเอียดแทบทุกอย่างระหว่างเดินทางเพื่อนำข้อมูลมาแบ่งปันคนอื่นได้มากมายขนาดนี้

 

อาหารจานเดียวตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/444227

อาหารจานเดียวตัวจริง

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ถ้ามีคำถามว่า มีอาหารอะไรที่เก่าแก่ที่สุด เป็นอาหารจานเดียวที่รู้จักกันดี และส่วนใหญ่ชอบกิน มีเกือบทุกภาคและแต่ละภาคมีรสชาติมีบุคลิกของตัวเอง เป็นอาหารที่กินง่าย ที่มีขายนั้นมีทั้งร้านที่ขายเอาจริงเอาจัง ยังมีแผงลอย และหาบกลางตลาดนัด กินได้ทุกเวลาตั้งแต่เช้าถึงเย็น ต้องกินกับผักสดหลายอย่าง คำถามเยอะๆ นี้ มีคำตอบคือ ขนมจีนน้ำยา ครับ

ที่ว่าเป็นอาหารเก่าแก่ที่สุดนั้น ในสมัยก่อนเอาเป็นว่านานมากแล้ว เทศกาลงานใหญ่ประจำปี มีการเลี้ยงอาหารผู้ไปร่วมงานอย่างทั่วถึง จะเป็นงานทอดกฐินโดยเฉพาะไปทางเรือใหญ่ๆ ไปทอดที่วัดริมแม่น้ำ ส่วนใหญ่ไปถึงตอนเย็น กลางคืนมีงานฉลองผ้ากฐิน สนุกสนาน ครึกครื้น บรรยากาศเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่าหน้าน้ำนองตลิ่ง อะไรทำนองนั้น ที่สำคัญจะได้เห็นชาวบ้านมาช่วยกันทำขนมจีน แล้วยังมีอีกฝ่ายที่ขูดมะพร้าว ตำเครื่องแกงกับเนื้อปลาช่อน ทำน้ำยาที่เคี่ยวในกระทะใบบัวใบใหญ่ๆ เป็นที่เอิกเกริกมาก คนกินจะกินขนมจีนน้ำยาในกระทงใบตองแห้ง กินเย็น กินเช้า กินกลางวัน

ในยุคหลังๆ งานทอดกฐินตามวัดทั่วๆ ไป ก็ยังนิยมการเลี้ยงขนมจีนน้ำยา แต่จะเพิ่มขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ขึ้นมาอีกอย่าง ผมเคยถามคุณยายแม่ครัวว่า ทำไมงานทอดกฐินจึงนิยมทำขนมจีนน้ำยา ก็มีคำตอบว่า ง่ายที่สุด ขนมจีนก็ซื้อมา เครื่องแกง กะทิ ซื้อมา ชาวบ้านมาช่วยลงแรงกันนิดหน่อยก็พอ และคนมาร่วมงานก็กินกันได้ทั่วถึง จานชามก็ไม่ต้องวุ่นวาย ข้อสำคัญไม่เปลืองงบประมาณมากนัก นั่นเป็นการแสดงถึงความเก่าแก่ของขนมจีนน้ำยาครับ

 

แล้วต่อมาที่ว่ามีเกือบทุกภาค แม้กระทั่งอีสานที่สมัยก่อนไม่กินกะทิ ก็มีน้ำยาป่าใส่น้ำปลาร้า ส่วนภาคเหนือไม่กินกะทิเหมือนกัน แต่ก็มีน้ำเงี้ยว ที่กินกับขนมจีนรูปแบบใกล้เคียงกับน้ำยาเหมือนกัน ภาคใต้ขนมจีนน้ำยายิ่งหนักใหญ่ เรียกว่าไปปักษ์ใต้แล้วไม่กินขนมจีนน้ำยาก็ถือว่าไปไม่ถึงปักษ์ใต้

ขนมจีนน้ำยากินได้ตั้งแต่เช้า ที่ปักษ์ใต้นั้นเป็นอาหารเช้ากินคู่กับกาแฟเลย ใครจะกินกาแฟก่อนหรือกินขนมจีนน้ำยาก่อนก็ได้แล้วแต่ชอบ

แล้วมีทั้งร้านขายขนมจีนน้ำยาเป็นเรื่องเป็นราว ขายดี ร่ำรวยจากการขายขนมจีนน้ำยา พร้อมกับน้ำพริกด้วย และถ้าใครไปตามตลาดนัดชาวบ้านใหญ่ๆ หน่อย ท้ายตลาดมักจะได้เห็นหาบขนมจีนน้ำยา คนนั่งกินกันหน้าหาบ เอร็ดอร่อย

ต้องมีผักสด กินขนมจีนน้ำยาถ้าไม่กินใบแมงลัก ถั่วงอกดิบ ถั่วฝักยาวลวก ผักกาดดอง ก็ไม่ครบเครื่อง จานเดียวอิ่มเพราะได้กินทั้งขนมจีนน้ำยาแล้วผักอีกกองหนึ่ง กินง่าย ไม่เปลืองสตางค์ ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า ขนมจีนน้ำยาเป็นทั้งอาหารเก่าแก่ ยอดนิยม เป็นอาหารกินง่าย เป็นอาหารจานเดียวแบบดั้งเดิม

ทีนี้จะเป็นการแนะนำร้านและแผงขนมจีนน้ำยาที่เดี๋ยวนี้หลายร้านต้องมีน้ำพริกคู่กันด้วย บางร้านอาจจะพ่วงขนมจีนซาวน้ำด้วย

ลองขนมจีนน้ำยาอีสานก่อนครับ ที่โคราช เมื่อผ่านไปทางนั้นแล้วต้องไปกินขนมจีนประโดก เป็นชื่อหมู่บ้าน ไม่ใช่ชื่อขนมจีน เมื่อตอนสมัยที่ผมไป มีร้านขนมจีนเต็มทั้งสองข้างถนน ที่นี่รสชาติเหมือนกันหมดทุกร้าน จะใช้ปลาดุก เพราะปลาช่อนแพง น้ำยามีให้เลือกสารพัด เผ็ดซาดิสต์ เผ็ดปานกลาง เผ็ดน้อย น้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำยาไก่ เพื่อนฝูงบอกว่าเดี๋ยวนี้ร้านลดน้อยลง แต่คนยังนิยมไปกินกัน

 

ไปกินแถวเพชรบุรีบ้าง ผมชอบหาบขนมจีน วางหน้าตึกแถวเยื้องหน้าอนามัยกลางเมืองเพชรบุรี ใกล้ตลาดเทศบาล ต้องนั่งกินบนเก้าอี้เตี้ยๆ หน้าหาบ มีขนมจีนน้ำยา น้ำพริก ซาวน้ำ แกงเขียวหวานไก่ อร่อย ถ้าไปเพชรบุรีต้องกะเวลาให้ตรงมื้อเที่ยง จะได้กินที่นั่น

ที่ราชบุรีก็มีขนมจีนน้ำยา น้ำพริก อร่อย อยู่ระหว่างทางตัวเมืองราชบุรีไปโพธาราม ต้องจากราชบุรีที่จะไปบ้านโป่ง ผ่านวัดเขาช่องพราน ที่มีถ้ำค้างคาวหลายล้านตัว และเมื่อพบทางแยกระหว่างไปบ้านโป่งกับโพธาราม ต้องไปทางโพธาราม เลยแยกนั้นไม่ไกล ทางซ้ายมือมีร้านโล่งๆ ใต้ซุ้มต้นไม้ใหญ่ชื่อ สาครขนมจีน มีน้ำยาป่า น้ำยากะทิ น้ำพริก รสชาติจะไม่เหมือนน้ำยาทั่วไปแต่อร่อย อาจจะได้อิทธิพลมอญเพราะคนขายเป็นแม่บ้านมอญ ยังมีขนมน้ำกะทิ เช่น แตงไทย เผือก รวมมิตร อร่อยด้วย ผักสดเช่นใบแมงลักปลูกเองกินได้สนิทใจ

ลงใต้หน่อย ผมชอบขนมจีนน้ำยา น้ำพริก เป็นแผงลอยหน้าตลาดสด คลองวาฬ ประจวบคีรีขันธ์ จะขายตอนเช้าๆ เป็นน้ำยาที่เอนเอียงไปทางใต้แล้ว คนทำเป็นแม่บ้านอีสานที่ไปได้สามีเป็นคนคลองวาฬ อร่อย ที่เด็ดคือผักดองที่รวมผักหลายอย่าง ฝีมือดองผักก็นิ่มนวลหลับตาแล้วนึกว่ากินกิมจิ

พอใต้จริงๆ แทบจะไม่ต้องเลือกร้านเลย แทบทุกร้าน ทุกจังหวัดอร่อยทั้งนั้น ที่ตรังผมชอบร้านคุณปุ้ม ตรงข้ามกับกะพังสุรินทร์ ที่นี่อร่อยๆ หลายอย่าง

ลงภูเก็ตเลย ต้องไปตลาดเทศบาล ตอนเช้าตรงแถบขายอาหาร ตระการตาของกินไปหมด ติ่มซำกับกาแฟก็น่ากิน หมี่ฮกเกี้ยนผัดก็น่ากิน สุดท้ายกินหมดทุกอย่างแล้วตบท้ายด้วยขนมจีนน้ำยา แทบจะคลานสี่ขาออกจากตลาด

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ คงเป็นการยืนยันว่า ขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารจานเดียวที่เก่าแก่ แพร่หลายที่สุดครับ

 

ยงเจิ้งกับโอบามาว่าด้วยจิตวิทยาการระงับข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443414

ยงเจิ้งกับโอบามาว่าด้วยจิตวิทยาการระงับข่าวลือ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ฮ่องเต้ยงเจิ้งเป็นฮ่องเต้ที่ถูกข่าวลือเล่นงานมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เมื่อขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่ชาวบ้านว่าฮ่องเต้ยงเจิ้งขึ้นครองราชย์ด้วยความไม่ชอบธรรม เพราะลอบสังหารฮ่องเต้คังซี แล้วแก้ราชโองการ จากที่ว่าให้องค์ชายสิบสี่เป็นฮ่องเต้ เป็นให้องค์ชายสี่ (ยงเจิ้ง) เป็นฮ่องเต้แทน

ข่าวลือเรื่องการแก้ราชโองการเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยทฤษฎีที่ว่า หากเติมอักษรจีนตัว “สิบ” เพียงสองขีด ก็จะสามารถแปลงสารจากคำว่า “ให้องค์ชายสิบสี่” เป็น “ให้แก่องค์ชายสี่”

เป็นความลงตัวของทฤษฎีลอบสังหารชิงตำแหน่งที่ซับซ้อนแนบเนียนไร้รอยต่อ คนที่รู้หนังสือก็เชื่อ ส่วนที่ไม่รู้หนังสือก็ยังซื้อไอเดียนี้!

กรณีที่ทำข่าวลือนี้เป็นเรื่องใหญ่โตที่สุดกรณีหนึ่งมาจากบัณฑิตที่ชื่อเจิงจิ้ง

เจิงจิ้งเป็นประชาชนชนชั้นบัณฑิต สอบไม่ติดราชการเลยประกอบอาชีพติวสอบเคอจวี่ (ที่ภาษาไทยมักเรียกว่าสอบจอหงวน)

เจิงจิ้งได้ยินข่าวที่พูดถึงฮ่องเต้ยงเจิ้งในแง่ร้ายต่างๆ นานา ข่าวลือบอกว่าฮ่องเต้ยงเจิ้งเป็นฮ่องเต้เลว ทั้งฆ่าพ่อ บังคับแม่ ประหารพี่ ทำลายน้อง โลภมาก ชอบฆ่าคน หลงในกามคุณทั้งสุรานารี ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สรุปคือคนคนนี้เป็นเดนมนุษย์ไม่สมควรเป็นฮ่องเต้

เจิงจิ้งยิ่งรับรู้ข้อมูลยิ่งอิน คิดว่าบ้านเมืองมีผู้นำเช่นนี้ไม่ได้ ก่อกบฏมันเลยดีกว่า แต่ก่อกบฏต้องใช้กองกำลัง นักวิชาการจะก่อกบฏได้ที่ไหน เลยให้นักเรียนของตัวไปติดต่อผู้การตำรวจของท้องถิ่นท่านหนึ่งที่ชื่อ เยว่จงฉี

“ใต้เท้าเยว่ ท่านก็แซ่เดียวกับเยว่เฟย (ชื่อสำเนียงจีนกลางของงักฮุย) ถือเป็นลูกหลานตระกูลเยว่ เยว่เฟยต่อต้านพวกจิน ก็เปรียบดั่งท่านได้บัญชาสวรรค์มาต่อต้านพวกแมนจู!” (ชาวจินเป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจู)

มีความละคร…

ผลคือผู้การเยว่ไม่แม้แต่หยุดคิด สั่งรวบแก๊งบัณฑิตเจิงจิ้ง ส่งตัวให้ราชสำนักในข้อหายุยงก่อกบฏ

ฮ่องเต้ยงเจิ้งได้ยินคดีนี้ทั้งหมดแล้วรู้สึกทรงพระเซ็งยิ่งนัก ทำไมข่าวลือมันถึงกลายเป็นเรื่องให้ผู้คนจริงจังฝังใจได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใส่ร้ายกันเห็นๆ

“ดูเอาข้านอนดึกตื่นเช้า ใช้เวลาทั้งวันพิจารณาให้ความเห็นฎีกาที่ข้าราชการทั่วสารทิศส่งมา ทำงานวันจันทร์ถึงอาทิตย์ ทั้งปีหยุดแค่วันเกิดข้าวันเดียว ฮ่องเต้ที่ขยันอย่างข้าจะมีสักกี่คน พวกเจ้ายังเชื่อข่าวลือได้ลงคอ!”

“ข้าทำงานทั้งวัน นอนวันละสามสี่ชั่วโมง ถ้าจะให้ข้าหมกมุ่นสุรานารี จะเอาเวลาที่ไหนไปใช้!”

“แล้วยังเรื่องการวิกฤตท้องพระคลัง ที่ต้องจัดระเบียบให้พวกชนชั้นสูงต้องเสียภาษีเพิ่มเติม นี่หรือที่พวกเจ้าเรียกละโมบโลภมาก!”

“ข่าวลือเรื่องแก้ตัวอักษรในราชโองการก็อีก ตกลงพวกเจ้ามีความรู้จริงรึเปล่า! ราชสำนักบันทึกราชโองการ 3 ภาษา มีภาษาจีนแล้วมีภาษาแมนจู ภาษามองโกล ให้ข้าเปลี่ยนภาษาจีนได้แล้วยังไง แล้วอีกสองภาษาล่ะจะแก้ได้ไหม!”

“บัณฑิตอย่างเจ้ายังเชื่อข่าวลือพวกนี้ เรียนหนังสือภาษาอะไร!”

ข่าวลือพวกนี้ถ้าดูจากคอมมอนเซนส์ก็พอจะรู้ได้ว่ากุขึ้นมาแทบทั้งนั้น ยิ่งดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยิ่งแล้วใหญ่

หลักฐานทั้งหลายในประวัติศาสตร์บอกได้ว่าฮ่องเต้ยงเจิ้งเป็นหนึ่งในฮ่องเต้ที่ทำงานหนักที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ตลอดชีวิตพระองค์ ทรงพิจารณาฎีกากว่า 4.16 หมื่นฉบับด้วยตัวเอง บันทึกความเห็นที่ฮ่องเต้ยงเจิ้งตอบบางฉบับทรงเขียนตอบเกิน 1,000 ตัวอักษร รวมอักษรตอบกลับในฎีกาทั้งหมดนับ 10 ล้านตัว! ทั้งหมดนี้พระองค์ทำในระยะเวลาเพียง 12 ปี 8 เดือน (ประมาณ 4,247 วัน)!

ที่น่าตะลึงยิ่งกว่า แทนที่จะสั่งประหารเจิงจิ้ง ซึ่งเป็นวิธีการจัดการกบฏทั่วไป พระองค์ไม่สั่งประหาร แม้แต่จะโบยตีก็ไม่มี

ฮ่องเต้ยงเจิ้งลงนั่งอธิบายให้เจิงจิ้งเข้าใจความจริง ถกกันซึ่งๆ หน้า เจิงจิ้งอยากรู้อะไรให้ถามมา จะตอบให้รู้และสำนึกว่าข่าวลือทั้งหมดล้วนเป็นเท็จ

ปรากฏการณ์ฮ่องเต้นั่งถกอธิบายข่าวลือให้คนธรรมดาที่จะก่อกบฏฟัง คงมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์จีน

แม้กระทั่งเรื่องความสัมพันธ์บางอย่างที่เป็นเรื่องส่วนตัวในรั้วในวัง ฮ่องเต้ยงเจิ้งก็ยังเอาออกมาชี้แจงหักล้างให้เจิงจิ้งเข้าใจ

ฮ่องเต้ยงเจิ้งคิดจะเอาชนะข่าวลือด้วยความจริง อธิบายทั้งหมดเสร็จสิ้น ก็สั่งปล่อยตัวเจิงจิ้ง รับสั่งให้เจิงจิ้งกลับไปอธิบายกับโลกนอกราชสำนักว่าข่าวลือทั้งหมดไม่มีเหตุผล

ฮ่องเต้ยงเจิ้งยังสั่งพิมพ์บันทึกคำอธิบายเหล่านี้แจกจ่าย แล้วให้ข้าราชการกระจายประกาศเนื้อหาให้ชาวบ้านทุกชนชั้นฟัง ฮ่องเต้ยงเจิ้งคิดว่า ด้วยตรรกะและความจริง สุดท้ายคนจะต้องเลิกเชื่อข่าวลือกันไปเอง

ผิดจากที่ยงเจิ้งคาด จากเดิมที่ข่าวลือมีคนรู้บ้างไม่รู้บ้าง คราวนี้เลยกลายเป็นผู้คนรู้ข่าวลือนี้กันทั่ว แถมทำให้มีข้อสงสัยเพิ่มขึ้นว่าบัณฑิตธรรมดาคิดก่อกบฏอย่างเจิงจิ้ง อยู่ดีๆ รอดโทษประหารได้ แถมกลับมาอธิบายให้ผู้คนเข้าใจข่าวลือใหม่ พร้อมบันทึกอธิบายหักล้าง ทุกอย่างลงตัวเกินไป นี่มันต้องเป็นแผนการกลบเกลื่อนความจริงของฮ่องเต้ที่แยบยล…ทฤษฎีีสมคบคิดชัดๆ

แถมเดิมทีที่ข่าวลือค่อนข้างหลักลอย คราวนี้เลยได้ข้อมูลความสัมพันธ์ซับซ้อนในรั้วในวังมาต่อเติมให้ข่าวลือแน่นหนาน่าเชื่อถือ

จินตนาการจึงผนวกเข้ากับความรู้ ณ จุดๆ นี้

ข่าวลือยังแพร่สะพัด จนแม้กระทั่งเมื่อวันฮ่องเต้ยงเจิ้งสวรรคต ข่าวลือนี้ก็ไม่เคยจางหาย

ฮ่องเต้เฉียนหลงขึ้นครองราชย์ต่อมาเห็นแล้วว่าพระบิดาดับข่าวลือด้วยวิธีนี้มีแต่จะไปกันใหญ่ เรื่องแรกๆ ที่ฮ่องเต้เฉียนหลงทำหลังขึ้นครองราชย์ คือ สั่งประหาร เจิงจิ้งกับพวก ออกคำสั่งริบหนังสือบันทึกคำอธิบายนั้น และให้ถือเป็นหนังสือต้องห้าม!

“ข่าวลือพวกนี้อธิบายได้ที่ไหน สู้ตัดตอนมันทิ้งไป ง่ายกว่าเยอะ” เฉียนหลงคิด

ผลกลับยิ่งไปกันใหญ่ “มันต้องมีความลับที่เจิงจิ้งรู้มากกว่านี้ นี่มันฆ่าปิดปากชัดๆ” หนังสือที่ต้องห้ามกลับกลายเป็นหนังสือที่คนอยากลักลอบอ่านและสะสม

ยิ่งห้ามยิ่งสั่งทำลาย ก็ยิ่งแสดงว่ามันต้องมีข้อความระหว่างบรรทัดที่แท้ทำให้รู้ว่าข่าวลือทั้งหมดก็เป็นความจริง

ฮ่องเต้ที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ก็ยังไม่พ้นอิทธิฤทธิ์ข่าวลือ

ไม่ว่าจะอธิบายด้วยหลักฐานและเหตุผล หรือตัดตอนก็แล้ว ข่าวลือจะคงอยู่ต่อไป

แท้จริงข่าวลือทั้งหลายคือปมในธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยไว้ใจในคนที่ถืออำนาจเหนือกว่า

ในเมื่อปัญหาข่าวลือมันอยู่ที่จิตมนุษย์ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยจิตวิทยา ไม่ใช่แก้ด้วยเหตุผล

ปี 2008 ประธานาธิบดีโอบามา ต้องต่อสู้กับกระแสข่าวลือว่า เขาเป็นมุสลิม แรกเริ่มเมื่อทำโพลมีคนเชื่อว่าข่าวลือนี้เป็นจริงประมาณ 10% แต่เมื่อโอบามาออกมาปฏิเสธว่า “ผมไม่ใช่มุสลิม” คนเชื่อข่าวลือนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 20%

แสดงว่ายิ่งปฏิเสธ คนยิ่งเชื่อ!?!

นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่า การออกมาแก้ตัวโต้งๆ ทำให้คนรู้สึกไม่เชื่อมากขึ้น เพราะจิตใจของผู้คนหวาดระแวง ต่อต้าน และพร้อมจะไม่เชื่อคำจากปากของผู้มีอำนาจเป็นทุนเดิม

แถมจากคำปฏิเสธที่ประชาสัมพันธ์ออกมา ยังทำให้คนที่ไม่เคยรู้ข่าวนี้ ได้เชื่อมโยงคำว่า “โอบามา” และ “มุสลิม” เข้าหากัน จิตใจคนส่วนหนึ่งไม่เคยสนใจหรอกว่า ระหว่างโอบามาและมุสลิมจะมีคำว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” อยู่

หลังๆ โอบามาเลยตอบข่าวลือนี้ว่า “ผมเป็นคริสเตียน…” และอธิบายความเชื่อความศรัทธาเพื่อแสดงตัวเป็นคริสเตียนให้ชัดเจน

ซึ่งก็ช่วยลดความแรงกระพือและความใส่ใจในข่าวลือในหัวของผู้รับสารได้พอควร

เสียดายทั้งฮ่องเต้ยงเจิ้งและเฉียนหลงไม่รู้เคล็ดลับนี้

อิทธิฤทธิ์ของข่าวลือจากความไม่ไว้ใจผู้มีอำนาจร้ายกาจแค่ไหนกัน… จนทุกวันนี้ผ่านมากว่าสองร้อยปี พอพูดถึงฮ่องเต้ยงเจิ้งทีไร ก็ยังมีแต่คนถามว่า “เขาว่ากันว่า…ฮ่องเต้ยงเจิ้งฆ่าฮ่องเต้คังซีแถมปลอมราชโองการ จริงหรือเปล่า…?!?!”

 

15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443498

15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ

โดย…โสภณ ศุภมั่งมี

ไม่ได้มาขายตรง

ไม่ได้มาโฆษณายาวิเศษลดความอ้วนที่กินเท่าไหร่ก็น้ำหนักไม่ขึ้น สามารถกักเก็บทุกโมเลกุลของไขมันและน้ำตาลจากอาหารที่มือยัดเข้าปาก ขนาดระหว่างที่กำลังนอนฝันหวาน ร่างกายนอนราบบนเตียงยังเบิร์นน้ำหนักส่วนเกินให้หุ่นสวยเพรียว เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้าอย่างอัศจรรย์…

มันคงดีมากถ้าคำพูดชวนเชื่อเหล่านั้นเป็นจริงแม้สักครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครที่เคยหลงมาทางนี้แล้วจะรู้ดีอยู่แก่ใจเลยว่า “ยาวิเศษไม่มีบนโลก” และหนทางเดียวในการควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน คือ การควบคุมตัวเอง โดยเฉพาะอวัยวะสองส่วน คือ มือและปาก แค่ทำได้เท่านี้ก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ ในอกข้างซ้ายที่เรียกว่า “หัวใจ”

ร่างกายของผมเพิ่มน้ำหนักของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยความพยายามที่มากนัก เป็นกรรมพันธุ์และมันก็คงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ถ้าความอ้วนนั้นไม่ได้นำมาซึ่งโรคร้ายสารพัด อย่างความดัน เบาหวาน และข้อเสื่อม การต่อสู้กับส่วนเกินของน้ำหนักตัวจึงเป็นสิ่งที่ผมเองคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังเด็ก สมัยผมยังแบเบาะอ้อแอ้ไร้เดียงสา แม่บอกผมเป็นเด็กกินง่ายอยู่ง่าย ครั้งโตเป็นวัยรุ่นเริ่มติดใจการเล่นบาสเกตบอล ตอนนั้นน้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 55 กิโลกรัม (กก.) และความสูงอยู่ที่ 173 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย การเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ทำให้ส่วนที่แอ็กทีฟที่สุดในร่างกายคือปลายนิ้วและหัวสมอง น้ำหนักสะสมจนมาอยู่ที่ 70 กก. เมื่อจบปี 4  แต่ปัญหาน้ำหนักตัวเริ่มโหมหนักเมื่อเริ่มทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ 90% ฝังตัวอยู่หน้าคอมพ์เขียนโค้ด ตกเย็นกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ดผ่านไป 5 ปีครับ…87 กก. ตัวตัน หนัก อึดอัดหายใจติดๆ ขัดๆ คอเป็นชั้น นอนกรน และที่น่ากลัว คือเวลาเดินเนื้อตรงขาหนีบเริ่มเสียดสีกันจนเป็นแผลอักเสบเรื้อรัง ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไงที่กินไม่เลือก และปล่อยปละละเลยตัวเองจนเลยเถิดมาถึงขนาดนี้

ผมยังโชคดีที่ตอนนั้นแฟนไม่ได้รังเกียจในรูปร่างหน้าตาที่ใกล้ 100 กก.เต็มที แต่ผมเริ่มรู้สึกไม่ไหวกับตัวเอง เช้าวันหนึ่งหลังจากอาบน้ำ ผมเดินตัวเปลือยเปล่ามายืนหน้ากระจกบานยาว เอามือจับพุงที่เริ่มห้อยเป็นห่วงยางชูชีพรอบตัว เหนียงใต้คางเริ่มก่อตัวจนเห็นชัดเจนคล้ายเป็นโรคคางทูม ผมพิจารณาภาพนั้นอยู่นานจนเริ่มรู้สึกหดหู่น้ำตาซึม “น่าทุเรศสิ้นดี ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ จะไม่ทำอะไรสักอย่างเลยหรือไง?” และวินาทีนั้นเองที่ผมคิดถึงตอนที่เตี่ยเล่าเรื่องตอนที่เขาตัดสินใจเลิกกาแฟ เตี่ยบอกกับผมว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ มันจะแข็งแกร่งเท่าที่เราต้องการอยากให้มันเป็น” เขาเลิกกาแฟได้ภายในวันเดียว ตอนนั้นผมเริ่มตัดสินใจหันหลังให้กับการตามใจปากและบอกลาทุกสิ่งที่เป็นอาหารที่ไม่จำเป็น กาแฟมอคค่า น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ปรับเปลี่ยนอาหารที่กินให้มีคุณค่าต่อร่างกาย กินผักมากขึ้นหลายเท่า ดื่มน้ำวันละหลายลิตรเพื่อประทังความหิว มันทรมานมากจนผมรู้สึกมวนท้อง ตกเย็นวิ่งวันละครึ่งชั่วโมงทุกวันไม่มีวันหยุด ทุกก้าวขาหนักหน่วงช่างเหน็ดเหนื่อยอยากยอมแพ้ แต่ภาพตัวเองในกระจกวันนั้นตอกย้ำในหัวว่าตนเองน่าสมเพชแค่ไหน การยกธงยอมแพ้มันง่ายดายแค่การหยุดวิ่งแล้วกลับไปกินอาหารตามใจปากที่เอร็ดอร่อยเช่นเดิม และถึงแม้จะไม่มีใครประณามว่าผมเป็น “ไอ้ขี้แพ้” แต่จิตใต้สำนึกของผมเองนั้นแหละที่รู้ดีว่าถ้าผมยอมแพ้ตอนนี้ ถนนข้างหน้าจะไม่มีทางให้วกรถกลับตัวอีกต่อไปแล้ว ถ้าปล่อยให้เตลิดไปมากกว่านี้ จะเลยผ่านจุด Tipping Point ที่หวนคืนไม่ได้ ผมเฝ้าบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “เข้มแข็งเข้าไว้นะหัวใจ กูรู้ว่ามึงทำได้” เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนั้นคือใจ ที่ไม่ไขว้เขวออกนอกทางเตลิดเปิดเปิงและกลับไปกินแบบไม่บันยะบันยัง โยโย่กลับไปเหยียบร้อยกิโล

สามเดือนผ่านไป…ผมกลับมาหนัก 71.5 กิโลอีกครั้ง

15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับการลดน้ำหนักของคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ ภูมิใจปนดีใจน้ำตาแทบไหล สุขภาพก็ดีขึ้นตามลำดับ และหลังจากนั้นก็พยายามคงน้ำหนักไม่ให้เกิน 74 กก. เรื่อยมาเกือบ 4 ปี จนหลังจากภรรยาคลอดลูกเมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา น้ำหนักผมเริ่มกลับมาไต่บันไดลิงอีกครั้ง เพราะร่างกายนอนหลับและกินอาหารไม่เป็นเวลา รู้ตัวอีกทีเช้าวันหนึ่งขึ้นชั่งน้ำหนัก 75.8 กก. เข้าไปแล้ว

แต่ศึกครั้งนี้ผมไม่หนักใจเท่าไหร่ ผมรู้ว่าศัตรูที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราเองนี้แหละ และมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายจนไร้ซึ่งหนทางแห่งชัยชนะ ผมเคยทำได้ครั้งหนึ่งและการออกรบครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งก่อน ผมเริ่มควบคุมอาหารเช้าโดยการกินโยเกิร์ตและผลไม้เพื่อให้อยู่ท้อง กลางวันกินอาหารตามปกติ แต่เน้นผักให้มากหน่อย ส่วนตอนเย็นก็กินข้าว 1 ทัพพีพร้อมกับข้าวประมาณ 4-5 คำ การออกกำลังกายตอนนี้ใช้การอุ้มกล่อมลูกทุกคืนให้เป็นประโยชน์ ผ่านมา 4 สัปดาห์ น้ำหนักหายไป 3.5 กก. แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ คราวนี้เป้าหมายผมตั้งไว้ไกลกว่าเดิม อยากท้าทายตัวเองไปให้ถึง 68.50 กก. และคงน้ำหนักไม่ให้เกิน 70 กก.

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่าไม่ได้มาขายตรง หนทางของการลดน้ำหนักดูแลสุขภาพตัวเองไม่มีสูตรลัด ไม่มียาวิเศษ อาศัยแรงกระตุ้นจากคนอื่นไม่พอ และจำไว้ให้ติดในสมองเลยว่าไม่มีใครยัดอาหารเข้าปากเราได้ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง เฝ้าบอกตัวเองเข้าไว้ว่า

“เข้มแข็งเข้าไว้นะหัวใจ กูรู้ว่ามึงทำได้”

 

ผ้าเหลืองห่อกายศีลห่มใจ… เด็กไทยวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443497

ผ้าเหลืองห่อกายศีลห่มใจ... เด็กไทยวันนี้

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โครงการสามเณรใจเพชร โครงการสามเณรหน่อโพธิ์นานาชาติ โครงการสามเณรรากแก้วศาสนทายาท โครงการบรรพชาสามเณร ยุวธรรมทายาท โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย ฯลฯ หลากหลายโครงการบรรพชาหรือบวชสามเณรที่ถูกจัดขึ้นมาในภาคฤดูร้อน และในช่วงเวลาปกติที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กที่ขาดแคลนและยากจนได้บวชเรียนและสืบทอดพุทธศาสนาไปในคราวเดียวกัน

จากหนังสือ “45 พรรษาของพระพุทธเจ้า” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เขียนบอกเล่าถึงการบรรพชาเป็นสามเณรไว้ว่า มีมาแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสให้พระสารีบุตรพุทธสาวกทรงบรรพชาให้กับสามเณร “ราหุล” ผู้เป็นพุทธบุตร นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มารดา-บิดานำบุตรหลานที่เป็นชายอายุยังไม่ถึงเบญจเพส คือ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปรับการบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งแต่โบราณกาลมานั้น การที่จะได้เล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำราต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่เล่าเรียนให้กับกุลบุตร และจำเป็นต้องบรรพชาเป็นสามเณรก่อนจึงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเถระ เพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในวัดตามธรรมเนียม วัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือทุกแขนงของสามเณร

วิธีการบวชนั้นก็คือ ให้ผู้จะบวชนั้นปลงผมและหนวด ปัจจุบันปลงคิ้วด้วย ซึ่งเห็นจะมีเฉพาะในเมืองไทย ผู้จะบวชสามเณรครองผ้าจีวรเหมือนกับการอุปสมบทแล้วเข้าไปไหว้ (กราบ) ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ แล้วรับไตรสรณคมน์จากท่าน จากนั้นก็รับสิกขาบท คือ รับศีล 10 ข้อ

ล่าสุดโครงการใหญ่ที่เกี่ยวกับสามเณรโดยตรงก็คือ โครงการส่งเสริมวิชาการเทศนาธรรม “สามเณรธรรมาสน์ทอง” ปี 2559 ระยะที่ 2 เฉลิมพระเกียรติถึง 2 วาระในปีมหามงคลนี้ คือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 โดยมีสมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานในพิธี

โดยสัมโมทนียกถาสมเด็จพระวันรัต เนื่องในพิธีเปิดการอบรมโครงการนี้ ที่กล่าวแก่สามเณรทั้ง 20 รูป กล่าวว่า สิ่งที่สามเณรกำลังเรียนรู้และศึกษาอยู่นี้ คือหน้าที่หลักของสมณะในการอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทให้เข้าถึงธรรม รวมทั้งหน้าที่ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ นั่นคือ การฝึกฝนตนเองให้เข้าถึงพระสัทธรรม ได้แก่ การเคารพนอบน้อม ปฏิบัติอุปัฏฐากต่อครูอุปัชฌายาจารย์ การปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเคารพในพระธรรมวินัย และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานฝึกฝนจิตใจให้ข้ามผ่านความทุกข์ด้วยความเพียร เป็นศาสนทายาทประกาศธรรมแห่งพระบวรพุทธศาสนา

นับเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นกระแสตื่นตัวของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานบวชเป็นสามเณร รวมถึงกลับมาให้ความสำคัญกับประเพณีนี้อีกครั้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ปลุกกระแสบวชสามเณร

สามเณร แปลว่า เหล่ากอของสมณะ หน่อเนื้อของสมณะ หมายถึงนักบวชชายในพระพุทธศาสนาที่มีอายุน้อย ยังมิได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

คำว่า สามเณร เป็นศัพท์เฉพาะในพระพุทธศาสนา เป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้เรียกนักบวชในพระพุทธศาสนา ผู้ที่จะบวชเป็นสามเณร สามเณรี ได้นั้น ทางพระวินัยกำหนดอายุอย่างต่ำไว้ประมาณ 7 ขวบ ซึ่งพอช่วยเหลือตัวเองได้ พระวินัยระบุว่าพอจะไล่กาไล่ไก่ได้ ส่วนสูงไม่มีกำหนดไว้ ผู้มีอายุไม่เกิน 20 ปี จะบวชเป็นสามเณรตลอดไป ไม่บวชเป็นภิกษุก็ได้

พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท 10 ของสามเณร คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติล่วงพรหมจรรย์ เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากดื่มสุราเมรัย เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล (เที่ยงไปแล้ว) เว้นจากฟ้อนรำขับร้องประโคมและการดูมหรสพ เว้นจากทัดทรงตกแต่งประดับประดาร่างกายด้วยดอกไม้ของเครื่องทา เครื่องย้อมผัดผิว เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ (คือเว้นจากนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณและที่นั่งที่นอนอันใหญ่มีภายในใส่นุ่นและสำลี) เว้นจากการรับทองเงิน

พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) หรือนามปากกาที่ใช้เขียนหนังสือเผยแผ่พุทธศาสนาว่า “ปิยโสภณ” ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย
(ธรรมยุต) ทั้งยังเป็นพระนักวิชาการและนักบรรยายธรรม บอกว่า สังคมไทยตอนนี้มีปัญหาเรื่องเยาวชนปลอดศีล ปลอดธรรม

 

“ก็เลยคิดว่าถ้าหากสามารถที่จะรณรงค์ให้เยาวชนมาเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เอาผ้าเหลืองห่อกาย เอาศีลห่มใจไว้ตั้งแต่เล็กๆ พอโตขึ้นมาเขาก็จะปลอดภัย”

ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับการปลุกกระแสให้บวชสามเณรให้พลิกมาเป็นบทบาทหลักของสังคมไทยอีกครั้งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พระราชญาณกวีมีส่วนร่วมอย่างมาก ทั้งโครงการสามเณรรากแก้วศาสนทายาทที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เข้าไปแล้ว รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมที่ทำมาต่อเนื่องถึงปีที่ 5 แล้ว

“การรณรงค์ให้มีการบวชสามเณรเป็นสิ่งที่ดีมาก เท่าที่สังเกตดูน้องๆ เด็กๆ ที่เรียนอยู่ในระดับ ป.5-6 หรือ ม.1-2 เวลาที่เขามีปัญหาและถูกนำมาบวชเรียน อย่างน้อยที่สุดในช่วงระยะเวลา 20 วัน ถึง 1 เดือน นิสัยก็จะเปลี่ยนไปเลย พ่อแม่บอกว่าเห็นได้ชัดเจน จากเดิมที่ติดเกมหรือติดยา เกกมะเหรกเกเร พอเอาผ้าเหลืองห่ม แค่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ได้ผลดี จนกระทั่งสึกออกมาแล้วก็มีผลดีต่อครอบครัวทันตาเลย การเรียนก็ดีขึ้น ก็เลยคิดว่าหลักฐานชี้ชัดก็เลยคิดรณรงค์การบวชสามเณร

“การรณรงค์อาตมาก็ได้ร่วมทำรายการบวชสามเณรเรียลิตี้ได้ 5 ปีแล้ว ทำให้เป็นกระแสเกิดขึ้น มีเด็กหลั่งไหลเข้ามาบวชตั้งแต่เล็กๆ ก็มีการปลุกกระแสด้านบวก ปิดเทอมแล้วมาบวชสามเณรทำให้เป็นกระแสขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผล เอาเด็กมาให้ผ้าเหลืองห่อเอาไว้ อีกส่วนมีการรณรงค์ต่อก็คือ เด็กคนไหนจบ ป.6 มาแล้ว อยากจะบวชเรียนต่อขั้น ม.1 มาสมัครเลย จะมีทุนให้และรับหมดเลย จากที่เป็นสามเณรปลูกปัญญาออกทีวีช่วงปิดเทอม ก็มาเป็นสามเณรรากแก้ว ให้ทุนการศึกษาเรียนต่อ ม.1 จนจบปริญญาตรีเลย ตอนนี้ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 มีสามเณรอยู่ในโครงการนี้ 1,200 รูป ในปัจจุบัน จบเปรียญธรรม 9 ประโยคก็มี จบปริญญาตรีก็มี”

พระราชญาณกวี ชี้ถึงปัญหาของเด็กไทยในปัจจุบันว่า เด็กติดเกมเพราะพ่อแม่ตามใจลูก

“ที่มาหาอาตมาอยากให้ลูกบวชสามเณรก็คืออยากให้ลูกออกจากเกม ซึ่ง 90% จะเป็นเช่นนี้  อาตมาก็บอกว่าโยมต้องทำใจนะ ถ้าโยมยังตามใจลูก ยังเลี้ยงลูกด้วยวิธีที่ผิดๆ อยู่ พระก็ช่วยแค่เดือนหนึ่งที่ลูกโยมมาอยู่กับพระ ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการดัดนิสัยของพ่อแม่ผู้มาบวชสามเณรด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์”

ปัจจุบันการบวชเรียนเป็นสามเณรมีอยู่ 2 ประเภท พระราชญาณกวี แบ่งเป็นประเภทที่ 1 ลูกของคนมีฐานะหรือคนชั้นกลาง เป็นการบวชชั่วคราวหรือบวชแบบสันดาน คือสามเณรบวชฤดูร้อนเพียง 1 เดือน ประเภทที่ 2 ลูกของคนชั้นล่าง คนยากคนจน ชาวไร่ชาวนาชาวสวน ซึ่งมีฐานะอัตคัดขัดสนไม่มีคนเลี้ยงดู

“ตรงนี้เป็นอีกกระแสหนึ่งซึ่งเราส่งเสริมสนับสนุนให้บวชยาวถึง 10 ปี เป็นสามเณรรากแก้วศาสนทายาท สืบทอดพระพุทธศาสนาไปด้วย ก็มีผลออกมาน่าชื่นใจนะ ปรากฏการณ์ของสามเณรที่มีการบวชเพิ่มขึ้น จากเดิมในอดีตที่ไม่ค่อยมีการบวช มีแต่ลดลง แต่ตอนนี้เพิ่มมากขึ้น ผู้คนก็เข้าใจในเรื่องการสร้างแต่วัตถุในวัด แต่ไม่สร้างคน ก็พยายามเปลี่ยนทัศนคติให้มาสร้างคน ทุกเดือน เม.ย.จะมีการบวชเณรภาคฤดูร้อน 1 เดือน หลังจากนั้นใครต้องการบวชเณรเพื่อบวชเรียนก็มาสมัครได้เลยรับทุกคน คงทำกันต่อเนื่องและขยายต่อไปในอนาคต”

 

ประสบการณ์จากผู้ใฝ่รสธรรม

โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม เป็นโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โดยมีการถ่ายทอดสดตลอดระยะเวลา 31 วันของการบรรพชา ซึ่งทำมาถึงปีที่ 5 แล้ว เป็นห้องเรียนธรรมะกับเป้าหมายแห่งการตามรอยบาทพระศาสดาสืบอายุพระศาสนา จากอดีตสู่ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ และสืบทอดพระพุทธศาสนา น้อมกายและใจร่วมฝึกฝนตนเอง เข้ารับการขัดเกลาและอบรมบ่มเพาะจากพระอาจารย์ ได้เรียนรู้จักความอดทนและความขยันหมั่นเพียร ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนสู่สาธารณชน เพื่อเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างแก่เด็กเยาวชน

ชีวิตของสามเณรน้อยที่แปรจากเด็กน้อยที่มีความสดใส น่ารัก ซุกซน เป็นตัวของตัวเอง จนเข้าสู่ร่มเงาแห่งพระธรรม พร้อมเรียนรู้แก่นสาระของพระพุทธศาสนา แง่คิด ปรัชญา และธรรมเทศนาจากพระอาจารย์พี่เลี้ยง พระวิทยากร และวิทยากรพิเศษ ปริศนา รัตนเกื้อกูล ผู้ประสานงานของโครงการที่สัมผัสกับสามเณรน้อยที่มาบวชเรียน บอกถึงกระแสความนิยมนำบุตรหลานมาบวชสามเณร ว่า

“ภาพรวมรู้สึกว่าตั้งแต่มีการถ่ายทอดการบวชทางทีวีทำให้มีการตื่นตัวกันมากขึ้นของพ่อแม่ที่ต้องการส่งลูกมาบวชด้วยหลายปัจจัย เพราะอาจจะเห็นภาพความเป็นอยู่ของเณรว่าเป็นอย่างไร ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะมาบวช เพราะเดี๋ยวนี้หลายวัดเด็กๆ มาบวชมากขึ้นอย่างที่วัดพระราม 9 เปิดโอกาสให้เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติที่ปิดเทอมไม่ตรงกับโรงเรียนทั่วไปได้มาบวชเรียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี”

ปริศนา เล่าประสบการณ์ว่า มีเรื่องน่าสนใจเยอะ สามเณรจะอดทน โดยเฉพาะเมื่อไปปฏิบัติธรรมในต่างจังหวัดที่ลำบาก ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย

“อย่างเมื่อล่าสุด ไปกันหลายจังหวัด ต้องนอนแคร่บ้าง ต้องกางกลดนอนบ้าง ไม่มีปัญหาเลย และเวลาไปต่างจังหวัด น้องเณรจะมีความเป็นผู้นำ กล้าสอนเด็กๆ คนอื่น แต่ไม่ทราบว่าเด็กที่มาส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนชื่อดังหรือเปล่า บางคนที่มาจากชุมชนก็ไม่ได้มีปัญหาในการอยู่ร่วมกัน เด็กๆ เขามีพลังนะ มีครั้งหนึ่งเดินธุดงค์จากวัดญาณฯ ไปสวนป่าสิริวัฒน์ ระยะทาง 11 กิโลเมตร สำหรับเณรที่ไม่ได้ใส่รองเท้าสำหรับเดิน แต่เขาก็อดทน ไม่ยอมขึ้นรถ น่ารักมาก กลับมาวัด พระสลบไปแล้ว เณรกลับมาวิ่งต่อได้”

การออกธุดงค์จะเป็นการฝึกเด็กให้มีความอดทนอดกลั้น รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น และต้องช่วยตัวเองในหลายเรื่องที่ในชีวิตปกติจะมีแต่คนทำให้ ปริศนาเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตว่า สมัยก่อนเด็กที่บวชเณรจะเป็นเด็กต่างจังหวัดมากกว่า

“เพราะอาจจะใกล้วัด แต่ปัจจุบันเด็กในเมืองบวชกันไม่น้อย อย่างที่วัดพระราม 9 จะเห็นเลยว่าพอพี่บวชแล้วจะมีน้องมาบวชต่อ หรือบางรายปิดเทอมก็มาบวช เคยคุยกับเณรที่ไม่มีฐานะ ฉลาดมากบอกว่าเป็นเณรดีกว่า ไม่มีใครมารังแก ถ้าผมอยู่ข้างนอกโดนแน่ เรื่องเณรน่ารักๆ เยอะ ซนขนาดจะเผาวัดก็มี ร้ายก็มี สังคมเหมือนกันหมด มีดี มีไม่ดี แต่การที่เขาได้มารู้จักการสวดมนต์ นั่งสมาธิ การอยู่ร่วมกับเพื่อน มีแต่ประโยชน์ มีบ้างที่พ่อแม่ห่วงลูกเกิน และก็มีบ้างที่ถือโอกาสเอาลูกมาอยู่วัดเพื่อตัวเองจะได้ไปต่างประเทศ”

สุดท้าย ปริศนา บอกว่า สามเณรก็ยังเป็นเด็ก แค่เขาจากบ้านมานอนวัดได้เป็นเดือนก็เก่งแล้ว ไม่ต้องเคร่งครัดเข้มงวดแบบตึงและเครียดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เด็กหันมาเข้าวัดและบวชเรียนเป็นสามเณรกันมากขึ้นอย่างแน่นอน

“จะให้เขาแบบมาเป็นระเบียบ ดูสุขุมสมถะเรียบร้อยในอุดมคติ ดูจะเยอะไป อย่าทำให้เด็กกลัวการบวชดีกว่า พระผู้ใหญ่เยอะแยะที่ไม่เข้าท่า กับเณรให้เขาได้ทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ ได้ทุกวันนี่ก็บุญเหลือแล้ว ผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้เลย”