ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว ปรัชญาชีวิตแมวๆ ที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443449

ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว ปรัชญาชีวิตแมวๆ ที่ยิ่งใหญ่

โดย…นกขุนทอง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แม้จะเคยผ่านงานแปลหนังสือมาไม่มาก หากแต่ ดนัย คงสุวรรณ์ ก็ผ่านงานแปลด้านอื่นๆ มามากโข เพราะอีกหนึ่งอาชีพในหลายหน้าที่ที่เขาทำอยู่ก็คือ นักแปลอิสระ ยิ่งภาษาญี่ปุ่นจัดให้เป็นภาษาที่สองของเขาเลยเทียว เพราะจบการศึกษาปริญญาตรีจากภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท ภาคการตลาด คณะบริหารธุรกิจ นิด้า และศึกษาต่อระยะสั้นที่มหาวิทยาลัย Osaka University ประเทศญี่ปุ่น

ผลงานแปลด้านวรรณกรรมที่ผ่านมา คือ เรื่องสั้น เงียบงัน ใน ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน (ฮารูกิ มูราคามิ) จนมาถึงงานแปลนิยายญี่ปุ่นที่ทำยอดขายกว่า 7 แสนเล่ม และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เข้าฉายเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว นิยายเรื่องแรกของ เกนคิ คาวามุระ ผลงานเรื่องนี้ส่งให้ชื่อของเขาเป็นหนึ่งในนักเขียนรุ่นใหม่ในเชิงความคิดสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น

ดนัยเป็นบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ ฟรี ก๊อบปี้ Tick A Seat และเขียนบทความต่างๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ ดังนั้นเมื่อต้องมาแปลนิยายที่ไม่ใช่งานแปลเอกสารธุรกิจทั่วๆ ไปที่คุ้นเคยกว่า ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวนัก “ในทฤษฎีส่วนตัวผม การที่เรามีประสบการณ์ด้านการเขียน คนที่เขียนหนังสือได้จะสามารถถ่ายทอดความค่อนข้างดี แปลออกมาได้ดีกว่าคนที่เก่งภาษา แต่ถ้าเราได้ภาษาแล้วเขียนหนังสือได้สื่อสารเป็น มันทำให้การเล่าเรื่องออกมาได้อรรถรส น่าติดตาม และจับใจความได้ดีกว่า การแปลไม่ใช่ถูกต้องในเชิงความหมายเท่านั้น แต่ต้องถูกต้องในเชิงอารมณ์ด้วย

อย่างในเรื่องถ้าโลกนี้ไม่มีแมว ผมมีอารมณ์คำที่ติดอยู่นาน หาความหมายแปลได้แล้ว แต่สื่ออารมณ์ไม่ได้ ผมก็ใช้วิธีแปลไปก่อนมาอีดิตตอนที่เสร็จแล้ว อย่างเช่น มีสิ่งหนึ่งในหนังไม่ได้พูดถึงตัวอะโลฮ่า แต่ในนิยายเขาค่อนข้างสื่อมันออกมาในเชิงไม่มีเพศสภาพ เราก็ต้องแปลออกมา ซึ่งมันเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่แสดงออกในเชิงความหมาย ไม่ได้มีคำศัพท์ระบุว่าเขาเป็นอะไร แต่แสดงออกในเชิงอารมณ์ให้รู้ว่าตัวอะโลฮ่านั้นไม่ใช่ผู้หญิงหรือผู้ชาย”

ก่อนลงมือแปล ดนัยอ่านหนังสือต้นฉบับก่อน 3 รอบ และก่อนหน้านั้นหลายปีเคยอ่านมาก่อนแล้ว และในขณะที่แปลก็มีเงื่อนของเวลามาจำกัด เพราะหนังสือต้องวางแผงช่วงเดียวกับที่ภาพยนตร์เข้าฉายในประเทศไทย “ผมคุยกับสำนักพิมพ์มานานมากก่อนเข้าสู่การแปล ซึ่งการมาลงตัวตอนนี้ก็ถูกจังหวะที่แมวครองโลก แล้วหนังสือเล่มนี้ก็มีกิมมิกเป็นแมว โดยหน้าหนังสือหรือหน้าหนังก็ตามชวนให้คนเข้าใจแบบนั้น เป็นเรื่องของแมว สร้างความสนใจในคนที่รักแมว แต่เนื้อหาจริงๆ ของมันผมว่ามันเป็นหนังสือปรัชญาเลยนะครับ เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องสนุก อ่านได้หลายรอบ และแต่ละครั้งผมก็ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน อย่างครั้งแรก มีดราม่าน้ำเน่าหน่อย หลังๆ มาพูดถึงบทเรียนชีวิต พอมาอ่านครั้งที่สอง อินลึกขึ้น อินกับประโยคที่เจอในหนังสือมากขึ้น แล้วทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเองซึ่งเรื่องไม่เกี่ยวกับนิยายเลย แต่มันชวนให้เรานึกถึงเรื่องการสูญเสีย หรือความทรงจำบางอย่างของเราที่ลืมไปแล้ว ในการแปลเรื่องนี้ เวลามันครุ่นคิดเรื่องปรัชญาต่างๆ บางทีผมอ่านไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะว่าคำมันยาก ก็ถามเพื่อนญี่ปุ่นว่าหมายถึงอารมณ์แบบไหน”

ในขั้นตอนการแปล ดนัยแปลทีละหน้าๆ โดยขั้นแรกเลือกโทนที่จะแปล ว่าจะให้ออกมายังไง เช่น ขำขัน ดราม่า “เรื่องนี้ผมเลือกสองโทนเลย คือ ดราม่าผสมขำขันนิดหนึ่ง เพราะเรื่องในช่วงแรกจะขำๆ แล้วทวิสต์เป็นดราม่าหนักๆ อีกอย่างที่สำคัญคือ วิธีเลือกโทนการพูดของตัวละคร ผมเลือกใช้ตัวเอกมีความสุภาพมากกว่าปีศาจทั้งที่มีหน้าตาเหมือนกัน การเซตโทนเสียงทำให้อารมณ์ของตัวละครแต่ละตัวจะออกมาเป็นยังไง การใช้คำของตัวละครจะเป็นชุดคำยังไง อันนี้สำคัญ อย่างถ้าเทียบกับภาพยนตร์ก็เป็นการคอนตินิว ในส่วนของการแปลก็เช่นเดียวกัน ตัวละครต้องใช้คำหรือเรื่องของอารมณ์ต้องให้ต่อเนื่อง การเลือกใช้คำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้โทนและอารมณ์ของเรื่องทั้งหมดเปลี่ยนไปเลย”

ความถูกต้องของภาษาสำคัญก็จริง แต่หน้าที่ของนักแปลต้องไม่ลืมที่จะรักษาน้ำเสียงอารมณ์ของตัวละครไว้ “การแปลความหมายต้องเป๊ะ ต้นทางปลายทาง แต่สิ่งที่เราพอจะมีดัดแปลงได้ คือวิธีการใช้คำต่างๆ เช่น ภาษาญี่ปุ่น กับอังกฤษบางประโยคที่มาเป็นแพสสีฟวอยซ์ เหมือนถูกกระทำ แต่ภาษาไทยมักเป็นแอ็กทีฟมากกว่า เราก็ต้องเปลี่ยน เช่น เป็นที่เชื่อกันว่าแมวมีเก้าชีวิต เวลาเรามาแปลก็เป็น ในหลายๆ ครั้ง คนไทยเชื่อกันว่า แมวมีเก้าชีวิต เราจะเสริมประธานให้ เพราะบางครั้งการไม่มีประธานจะดูแปลกๆ ก็คือการเปลี่ยนรูปประโยคเป็นแอ็กทีฟวอยซ์”

การถอดความภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาไทยจากเรื่อง ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว ไม่ใช่เพียงแง่งามในตัวหนังสือ แต่ส่วนของปรัชญาที่สอดแทรกในเรื่องเชิงขำขัน ดูเหนือจริงนั้น กลับสัมผัสใจของมนุษย์ ให้ได้หยุดตระหนักคิดถึงสิ่งที่หายไปและสิ่งที่มีอยู่

“ผมว่าคนเขียนหนังสือเรื่องนี้ฉลาด ฉลาดในแง่ที่ว่า ปัจจุบันนี้โลกหมุนเร็วมาก เรามีเฟซบุ๊ก เราไปสนใจเรื่องทุกอย่างรอบตัวหมดเลย ปรัชญา คำเท่ๆ หมดไปจากกระแสหลักจากสังคมมาพักใหญ่ เราโตมาช่วงที่ตอนเป็นเด็กๆ สงสัยว่าเราเกิดมาทำไม ใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไร ก่อนแปลเราไม่ได้คิดเรื่องแบบนี้มานานมาก จนเรื่องนี้โยนคำถามมาสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง ยุคก่อนมีโซเชียลมีเดียเราคิดมากกว่านี้ มองชีวิตเราซีเรียสมากกว่านี้ แล้วที่ผมว่าฉลาดเพราะเขาโยนกลับมาในแบบที่เอาแมวมาบังหน้า พอแกะออกมาไม่เกี่ยวกับแมว ฉลาดที่ทำให้คนจำนวนมากหันมาคิดเรื่องนี้กันอีกที หลายคนที่มุ่งมาที่แมวเลยอาจผิดหวังว่าไม่เกี่ยวกับแมวเลย แต่สุดท้ายก็บอกว่าเออมันดีกว่าที่คิด การตั้งคำถามกับชีวิตไม่จำเป็นต้องสัญชาติไหน สามารถตั้งคำถามเรื่องนี้ได้หมดเลย เราเกิดมา คนบนโลกเราก็สงสัยเรื่องนี้อยู่ มันฉลาดโยนกลับเข้ามาสู่สังคมอีกทีหนึ่ง”

“แมว” เป็นเพียงสัญลักษณ์ของสิ่งต่างๆ บนโลก ที่ทั้งสลักสำคัญและไม่สำคัญ เพียงแต่เราจะหาความหมาย หาหน้าที่ ความจำเป็นให้มันว่ามีสำคัญมากน้อยกับชีวิตเพียงใด และในขณะที่เรากำลังกังวลกับสิ่งที่ไม่มี เราได้ลืมสิ่งที่มีอยู่ไปหรือไม่

 

ศัลยแพทย์ เปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443434

ศัลยแพทย์ เปลี่ยนชีวิต

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ย้อนเวลากลับไป ณ โรงพยาบาลขอนแก่น ในปี 2542 บ่ายวันหนึ่งของเดือน พ.ย. นพ.กลวัชร์ เหล่าชัยศรี ศัลยแพทย์หนุ่มไฟแรง รับแจ้งจากพยาบาลว่ามีคนไข้นิ้วขาด 4 นิ้ว รอรับการผ่าตัดฉุกเฉิน คนไข้รายนี้เป็นเกษตรกรที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องจักรดึงนิ้วจนขาด 4 นิ้ว กลวัชร์ รู้ในทันทีว่าเคสนี้น่าจะต้องผ่าตัดนานข้ามคืนแน่ๆ จึงจัดแจงเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดระยะยาว ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเวลาไหน แต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาเลือกแล้วในเส้นทางชีวิตศัลยแพทย์

เลือกเป็นหมอเพราะไม่ชอบพึ่งใคร

กลวัชร์ ตัดสินใจเป็นหมอเพราะเขาเป็นคนที่ชอบพึ่งพาตัวเอง และอาชีพหมอก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่สามารถก้าวหน้าในอาชีพได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เส้นสายในการทำงาน หลังจากเรียนจบมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมพญาไท ก็เอนทรานซ์สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระหว่างเรียนหมอ 6 ปี ก็มักจะเข้ากิจกรรมออกค่ายอาสาตรวจรักษาคนไข้ในต่างจังหวัด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เขาจะได้ฝึกฝนการเป็นคุณหมอในภาคปฏิบัติ แต่ทำให้เขาได้เห็นสภาพคนไข้ ระหว่างคนเมืองและชนบทว่าเหลื่อมล้ำแค่ไหน เรียนจบไปจะได้เจอกับอะไร และที่สำคัญก็คือได้ยกระดับจิตใจในการเป็นผู้ให้นั่นเอง ซึ่งในระหว่างเรียนก็ทำอาชีพเสริมเปิดสอนพิเศษติววิชาสอบเอนทรานซ์ หารายได้พิเศษระหว่างเรียน

 

หลังจากเรียนจบหมอทั่วไปที่ศิริราช จึงเข้าทำงานต่อที่โรงพยาบาลพระประแดง เป็นโรงพยาบาลด้านโรคผิวหนัง ซึ่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้ทำให้เขาตัดสินใจเรียนต่อด้านศัลยแพทย์ตกแต่ง ซึ่งจะทำให้เขาช่วยเหลือชีวิตได้มากขึ้น

“ผมเลือกเรียนต่อด้านศัลยแพทย์ที่ศิริราช เบ็ดเสร็จชีวิตผมเรียนอยู่ศิริราช 11 ปี สนิทขนาดที่ว่าแม่ค้าเห็นผมเดินมาตักกับข้าวรอไว้เลย การเรียนศัลยแพทย์ตกแต่งต้องเรียนให้จบศัลยแพทย์ทั่วไปก่อน ศัลยกรรมทั่วไปคือการผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิต เช่น ประสบอุบัติเหตุมาต้องผ่าตัดด่วนเวลานั้นหมอจะต้องผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตให้รอดมากกว่าคำนึงถึงความสวยงาม นั่นคือศัลยกรรมทั่วไป  จากนั้นก็เรียนศัลยกรรมตกแต่ง เป็นการรักษาอีกระดับหนึ่งที่ไม่เพียงแค่รักษา แต่เป็นการมอบชีวิตใหม่ให้กับคนไข้ เช่น คนไข้มีความพิการมาแต่กำเนิด เราก็สามารถตกแต่งเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

 

“สิ่งที่ครูอาจารย์สอนผมมาก็คือ ให้เราทำทุกอย่างให้ดีแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง และไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เราแก้ไม่ได้ แผลทุกอย่างของมนุษย์เราแก้ได้หมด เรามีทางเลือกมากมายในการรักษา เวลาเราเจอคนไข้ 1 คน จะมีทางเลือกมากมายในการรักษา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะวางแผนการรักษาอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด และการที่ผมอยู่ศิริราชทำให้ผมมีประสบการณ์และความมั่นใจในการรักษาสูง เพราะคนไข้ที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ขนาดตอนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ก็ได้เป็นแพทย์ฝึกหัดรักษาคนไข้เยอะมาก ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือน้อยลง แต่ไปลงกับภาคปฏิบัติและเรียนรู้เอาตอนนั้น ดังนั้นแพทย์ศิริราชประสบการณ์ในการรักษาเราไม่แพ้ใครแน่นอน เพราะหมอแต่ละคนที่จบที่นี่ล้วนผ่านการรักษาคนไข้มานับไม่ถ้วน”

ต่อนิ้วคนไข้ 36 นิ้วใน 2 เดือน

ตัดกลับมาในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลขอนแก่น เวลา 1 ทุ่ม กลวัชร์ เริ่มทำการผ่าตัดต่อนิ้วคนไข้ทีละนิ้ว คนไข้รายนี้เหลือหัวแม่โป้งนิ้วเดียว สภาพเส้นเลือดและปลายเส้นประสาทถูกฉีกกระชากจนอยู่ในสภาพที่ช้ำมาก จนเรียกได้ว่ายากแก่การรักษาอย่างมาก พยาบาลทำการรัดต้นแขนเพื่อให้เลือดหยุดมาเลี้ยงระหว่างทำการผ่าตัด เพราะถ้าไม่รัดแล้วจะมีเลือดไหลออกตลอดเวลายากแก่การผ่าตัด แต่ต้องคลายสายรัดทุก 2 ชั่วโมงเพื่อให้เลือดกลับมาเลี้ยง ดังนั้นในการผ่าตัดเคส 4 นิ้ว เขาจะต้องทำให้เสร็จ 1 นิ้วก่อนครบ 2 ชั่วโมง

 

“ผมพยายามต่อจนสุดความสามารถ แต่พยายามเท่าไหร่ก็ต่อไม่ติด เพราะเส้นเลือดอยู่ในสภาพที่บอบช้ำอย่างมาก สุดท้ายผมต่อไปได้เพียงนิ้วเดียวคือนิ้วก้อย ที่เหลือนั้นไม่สามารถต่อให้ติดได้จริงๆ ออกจากห้องผ่าตัดก็ตอนช่วงฟ้าสางพอดี แต่อารมณ์ผมเหมือนคนเตะบอลแล้วแพ้ 4 นัดรวด เหนื่อยและท้อใจมากที่ไม่สามารถรักษานิ้วของคนไข้รายนี้ไว้ได้

“แต่ออกมาจากห้องผ่าตัดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กำลังจะเตรียมตัวกลับบ้านพัก ห้องฉุกเฉินก็โทรมาตาม บอกว่ามีคนไข้ฉุกเฉิน เป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 3 ขวบ ปลายนิ้วชี้ขาด คุณพ่อขับรถมาจากหนองคายมาขอให้หมอช่วยรักษา ตอนแรกผมจะถอดใจแล้ว เพราะแพ้เสียความรู้สึกจากการผ่าตัดคนไข้ที่ผ่านมาได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็มีคนไข้นิ้วขาดมาขอให้รักษาอีกแล้ว เรียกได้ว่าวันนั้นเป็นดวงองคุลีมาลเข้าของแท้เลย

 

“สอบถามสาเหตุก็ทราบว่า เด็กคนนี้เอามีดอีโต้ทำกับข้าวคุณแม่มาเล่นทำกับข้าวแล้วพลาดไปสับปลายนิ้วชี้ข้างซ้ายของตัวเองขาดครึ่งเล็บ แล้วคุณหมอที่ทำการรักษาก่อนหน้านี้ได้ทำการรักษาเบื้องต้นอย่างถูกวิธีมาแล้วเพื่อรักษาสภาพเนื้อเยื่อพร้อมสำหรับการผ่าตัด ตอนแรกผมจะถอดใจแล้ว เพราะเพิ่งแพ้จากการผ่าตัดไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา

“แต่เวลานั้นสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจสู้ต่อ เป็นเพราะน้ำตาลูกผู้ชายของคุณพ่อที่มองมาที่ผมร้องขอให้ช่วยลูกสาวตัวน้อยของเขา ‘หมอครับช่วยต่อนิ้วให้ลูกสาวผมด้วย’ ส่วนเด็กน้อยก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ผมเห็นคุณพ่อเขาร้องไห้ขนาดนั้น และจากหนองคายเดินทางมาขอนแก่นในสมัยก่อนก็ลำบาก ถนนหนทางไม่ได้ดีเหมือนในปัจจุบัน เชื่อว่าอย่างต่ำก็ 2 ชั่วโมง เห็นความพยายามรักษาลูกของพ่อคนแล้ว วิญญาณคุณหมอพระเอกหนังไทยเข้าสิงทันที ผมบอกกับคุณพ่อไปว่า ‘คุณพ่อครับผมหมอกลวัชร์ ผมจะพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะครับ’ ปากบอกไปแต่ใจผมอยู่ที่ตาตุ่ม”

 

สิ่งที่ กลวัชร์ ทำมาจากจิตวิญญาณความเป็นแพทย์ที่มุ่งรักษาชีวิตคนไข้ ซึ่งไม่ใช่แค่การรักษาทางกาย สภาพจิตใจของคนไข้และครอบครัวของคนไข้ก็ต้องช่วยรักษาไปด้วย เช่น ในเคสนี้สิ่งที่ กลวัชร์ กังวลไม่ใช่เรื่องบาดแผลที่ยากเกินกว่าการรักษา แต่คุณลองนึกภาพนิ้วมือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วัย 3 ขวบ และขาดที่ปลายนิ้วชี้ ซึ่งเล็กจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อกลับเข้าไปใหม่ หากเทียบเคสนิ้วขาดแบบถูกกระชากที่เพิ่งผ่านมา เคสนิ้วเด็กผู้หญิงถือว่ายากที่สุดในแง่ของขนาดที่ต้องผ่าตัด คุณหมอหนุ่มในวัย 31 ขอเวลาเตรียมตัวให้พร้อมอีกครั้งสำหรับการผ่าตัดอีกรอบ

“สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคืออาจารย์ของผม ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรศักดิ์ วงศ์สมบัติ ท่านเป็นปรมาจารย์ศัลยแพทย์มือหนึ่งของศิริราช ซึ่งปัจจุบันท่านได้เกษียณไปแล้ว ผมนึกถึงท่านเป็นคนแรกหลังจากที่ผมแพ้ในการผ่าตัดนัดที่ผ่านมา แล้วมาเจอเคสของเด็กที่ยากมากๆ เคสหนึ่ง ผมบอกอาจารย์ครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมเพิ่งผ่าตัดนิ้วคนไข้ไม่ติด 3 นิ้ว แล้วมาเจอเคสนิ้วเด็กขาดปลายนิ้ว ผมจะรักษายังไง อาจารย์ตอบผมที่ปลายสายว่า ‘กลวัชร์ อั๊วเชื่อว่าลื้อต้องทำได้ ลื้อฟิกกระดูกด้วยเข็มแทงเข้าไปเลย แล้วลื้อต่อเส้นเลือดแดงเส้นเดียว ไม่ต้องต่อเส้นเลือดดำเพราะอยู่ปลายนิ้ว หาให้เจอ หายากหน่อย แต่ถ้าหาเจอแล้วต่อให้ติด เย็บทุกอย่างให้เรียบร้อย’ ซึ่งคำแนะนำของอาจารย์มีค่าสำหรับผมมาก จนถึงทุกวันนี้เวลามีเคสผ่าตัดยากๆ ผมก็มักจะโทรปรึกษาอาจารย์เสมอ”

“เคสนี้ผมต้องเอาเข็มฉีดยาแทงกระดูกปลายนิ้วที่ขาดแล้วต่อกับกระดูกที่นิ้วให้อยู่ในสภาพเดิมและนิ่งให้มากที่สุด จากนั้นรัดเส้นเลือดที่ต้นแขนเพื่อหยุดเลือด และใช้ด้ายเย็บแผลเบอร์ 10-0 ซึ่งเป็นเส้นด้ายที่มีขนาดเล็กมาก ถ้าพลาดทำตกพื้นไม่ต้องไปมองหากันเลย ไม่มีทางเจอ จากนั้นใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องหาเส้นเลือดแดงจนเจอแล้วเย็บเส้นเลือดแดง 6 เข็ม ซึ่งโชคดีอย่างหนึ่งก็คือเส้นเลือดยังอยู่ในสภาพที่ดี เพราะเป็นแผลแบบตัดขาดและต่อเส้นประสาทและส่วนอื่นๆ ทั้งหมดด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งวิธีนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า จุลศัลยกรรม หลังจากผมเย็บเสร็จจนมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเรียบร้อย จึงเริ่มคลายเส้นเลือดให้เลือดกลับมาเลี้ยงที่ปลายนิ้ว ปรากฏว่าปลายนิ้วกลับมามีสีแดงระเรื่อแสดงว่าเลือดเข้า การต่อนิ้วประสบความสำเร็จ ผมร้องไชโยด้วยความดีใจ เพราะเป็นเคสที่ยากกว่า 10 เท่า แต่ผมทำได้สำเร็จ”

 

แม้ว่าการผ่าตัดจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ช่วงอันตรายที่สุดหลังการรักษาคือช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพราะเส้นเลือดมีลักษณะเป็นท่อกลวง หลังจากเย็บเส้นเลือดแล้วอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดอุดตัน หรืออาการแทรกซ้อนอื่นซึ่งยังวางใจไม่ได้เต็มที่ หมอหนุ่มที่เพิ่งเอาชนะการผ่าตัดที่ผ่านมาอยู่ในสภาพอดหลับอดนอนมาทั้งคืนเริ่มโรยแรงเต็มที และโชคดีที่ไม่มีเคสนิ้วขาดมาให้ผ่าตัดอีกในวันนั้น เขาขอตัวกลับไปพักผ่อนและตั้งใจจะกลับมาดูผลอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันถัดไป

“ผมกลับมาตรวจเยี่ยมเด็กอีกครั้ง เปิดผ้าพันแผลแล้วกดดู ปรากฏว่าเลือดยังคงเลี้ยงปลายนิ้วก็เป็นอันวางใจได้ว่าสำเร็จแน่นอน ผมหันไปบอกคุณพ่อว่าการผ่าตัดเรียบร้อย อีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้ว คุณพ่อก็เดินเข้ามาบอกกับผมว่า ‘ผมขอบคุณคุณหมอมากนะครับ’ แต่ผมจำสายตาคู่นั้นได้ดีจนถึงทุกวันนี้ สายตาของลูกผู้ชายที่มีน้ำตาเอ่อล้นออกมา สำหรับผมแล้วมันมีค่ากว่าเงินมาก เป็นความรู้สึกที่ผมภูมิใจและดีใจที่สุด และหลังจากนั้นมาไม่เคยมีนิ้วไหนของคนไข้ที่โรงพยาบาลขอนแก่น ที่ผมต่อไม่ติดอีกเลย”

หลังจากนั้นคุณหมอก็ทำสถิติต่อนิ้วคนไข้ติด 36 นิ้ว ในเวลา 2 เดือนที่ทำหน้าที่เป็นแพทย์หมุนเวียนประจำโรงพยาบาลต่างจังหวัด จนพยาบาลขนานนามว่า หมอองคุลิมาล เขากลายเป็นหมอที่เชี่ยวชาญการผ่าตัดต่อนิ้วมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานั้น ชนิดที่เรียกได้ว่าเห็นนิ้วขาดไม่ว่าจะมารูปแบบไหน ก็รู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร จนกระทั่งจบการศึกษาเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ด้วยคะแนนสูงสุดอันดับ 1 ศิริราช ประจำปี 2542

 

ไม่ใช่แค่รักษา แต่ต้องมอบชีวิตใหม่ให้คนไข้

ปัจุบันคุณหมอกลวัชร์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และผันตัวมาเป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงาม ดีอาร์เค บิวตี้ คลินิก เอกมัย แต่เขายังคงรับงานรักษาคนไข้ตามโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งยังคงเดินในเส้นทางของการเป็นแพทย์ผู้มีจิตเมตตา ด้วยการเข้าร่วมโครงการการผ่าตัดแก่ผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้เข้ามีโอกาสผ่าตัดมอบชีวิตใหม่ให้กับคนไข้ในอีกหลายเคส เช่น เคสชาวเขาถูกหมีตะปบจนใบหน้าผิดรูป

“เคสหมีตะปบเป็นคนไข้ที่เพื่อนสมัยเรียนแพทย์ด้วยกันส่งมาให้ เขาเป็นหมอออกตรวจตามชุมชน เป็นชาวเขาในต่างจังหวัด แล้วเจอเคสนี้มาจึงทำเรื่องส่งตัวมาให้ผมแก้ไข คนไข้คนนี้เล่าว่าได้เข้าไปเก็บของป่าแล้วเจอหมีควายโผล่ออกมาเข้ามาตะปบที่ใบหน้าทำให้ใบหน้าเสียโฉม แพทย์ช่วยชีวิตได้ทำการรักษาในเบื้องต้นเพื่อให้มีชีวิตรอด

“พอมาถึงมือผมเวลาก็ผ่านไปได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ผมต้องทำการปลูกถ่ายอวัยวะใช้เนื้อบริเวณหน้าผากไปปลูกถ่ายอีกทีนึง กระดูกใบหน้าที่เสียไปก็ผ่าตัดใช้กระดูกซี่โครงเข้ามาแทนที่ จากนั้นก็เอาเนื้อบริเวณหน้าผากที่ปลูกถ่ายเอามาต่อกลับที่เดิม” คุณหมอเล่าพลางยักคิ้วราวกับเรื่องที่ดูยากๆ เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาด้วยประสบการณ์ผ่าตัดเกือบ 20 ปี

กลวัชร์ ทิ้งท้ายว่า “งานศัลยกรรมไม่ใช่การเรียน อ่านหนังสือสอบได้ที่ 1 แล้วจะเก่ง แต่เป็นงานที่ต้องทำงานตามเส้นทางประสบการณ์ วุฒิบัตรทางการศึกษาเป็นเพียงใบที่ประกาศว่าผ่านการสอบจากอาจารย์แพทย์เท่านั้น แต่หมอจะเก่งได้ต้องใช้เวลาฝึกปรือฝีมือ และยังต้องอยู่ในแวดวงการศึกษาเพื่อรับรู้ข้อมูลการศึกษาใหม่ๆ เพื่อปรับแนวทางในการรักษาให้ดีขึ้น”

 

30 ปี 20 ล้านต้น ปลูกป่า ที่ไม่ใช่แค่ปักป้ายถ่ายรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443303

30 ปี 20 ล้านต้น ปลูกป่า ที่ไม่ใช่แค่ปักป้ายถ่ายรูป

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กระแส “ปลูกป่า” เริ่มปลุกให้ประชาชนทั่วประเทศตื่นตัวหันมาสนใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมแบบเอาจริงเอาจังมากขึ้น ท่ามกลางความหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยั่งยืนและถาวร ต่างจากการทำ CSR ของหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผ่านๆ มา

ทว่าหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา “มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์” ลงมือปลูกต้นไม้ทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ริมทางหลวง ในหมู่บ้าน ป่าชายเลน ฯลฯ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 20 ล้านต้น ซึ่งไม่ใช่แค่ “ปักป้ายถ่ายรูป” แต่เป็นการทำอย่างครบวงจร ทั้งปลูก ดูแล ปลูกซ่อม ทำแนวกันไฟ จัดยามไฟคอยเฝ้าในช่วงหน้าแล้ง

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เลขาธิการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เล่าย้อนไปถึงเหตุผลที่ก่อตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมาว่า ส่วนตัวเป็นคนบ้านนอก ตอนเป็นเด็กเห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ที่มากถึง 60-70% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่พอโตขึ้นป่าลดลงทุกปี จนเหลือ 20% เทียบกับภูฏานที่ปัจจุบันสูงถึง 60-70% อย่างไรก็ตาม ตามทฤษฎีต้องมีพื้นที่ป่าไม้ 40% ถึงจะเกิดความสมดุลในระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม

 

มูลนิธิจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ยืนต้นให้แผ่นดินไทยทุกรูปแบบ โดยความร่วมมือของคนไทยทุกระดับชั้น ซึ่งถือเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน และเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

หลังจากทำโครงการปลูกป่าถาวรครั้งใหญ่ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พื้นที่ป่าของไทยเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกคือ 15 ปี เพิ่มมา 10% ดังนั้นจึงเหลืออีก 10% จะถึงเป้าตามทฤษฎีที่จะเกิดความสมดุล ฤดูแล้งก็ไม่แล้งมาก ฤดูฝนก็น้ำไม่หลาก ซึ่งถือเป็นภารกิจสร้างระบบนิเวศโดยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้กับสังคมไทย

คุณหญิงกัลยา อธิบายว่า การปลูกต้นไม้ไม่ใช่แค่การปลูกแล้วจบ แต่ต้องมีการวางแผนศึกษาข้อมูลเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ ประสานงานกับชาวบ้านในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการติดตามดูแลต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง โครงการแรกเป็นการปลูกต้นไม้ริมทางหลวง จากกรุงเทพฯ ถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2529 ที่จะต้องไปดูพื้นที่ ติดต่อหน่วยงาน ทั้งเรือนจำ วิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยครู จังหวัด อบต. อบจ. วัด เชิญมาวางแผนร่วมกันและกำหนดวันปลูก

 

คนในพื้นที่ก็จะขุดหลุมเตรียมกล้าไม้ เตรียมสถานที่ เตรียมคน เตรียมเจ้าหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ เป็นจุดๆ ตลอดเส้นทาง อีกด้านหนึ่งก็เชิญคนจากกรุงเทพฯ ไปร่วมปลูก เป็นจุดๆ ไป มีทั้งพระ ทั้งนักโทษ ไปร่วมกันปลูก โดยแบ่งกันดูแลว่า วิทยาลัยเกษตรดูจุดไหน ทหารดูกิโลเมตรที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ ใครขุด ใครขนต้นไม้ ใครไปรณรงค์ ชวนคนกรุงเทพฯ ไปร่วมปลูกตลอดเส้นทาง เอกชนที่ไม่ได้ไปร่วมก็ให้สตางค์

“ปลูกแล้วก็ต้องมีคนดูแล ประสานทุกส่วนที่เราไปคุยว่าใครจะดูแลจุดไหนถึงจุดไหน มูลนิธิก็จะสนับสนุนเงิน สมมติวัดดูแล 1-2 กม.หน้าวัด เทคนิคเกษตร ใครรับผิดชอบจุดไหนก็กำหนดไปล่วงหน้า ตั้งแต่เตรียมงาน หากตายก็ไปปลูกซ่อมทดแทน”

เลขาธิการมูลนิธิราชพฤกษ์ เล่าให้ฟังถึงโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่สุดที่เคยปลูก เป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2537 มีผู้ร่วมโครงการมากมาย ทั้งเอกชน ภาครัฐ ธนาคาร 9 ธนาคารบนพื้นที่ 5.4 หมื่นไร่ ต้นแม่น้ำน่านฝั่งขวา จ.อุตรดิตถ์ แพร่ ครั้งนั้นมูลนิธิไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ปลูก 1 ปี ดูแล 2 ปี เหลื่อมไปในแต่ละพื้นที่ รวมเบ็ดเสร็จจากแผนที่จะอยู่ 5 ปีแต่สุดท้ายใช้เวลายาวถึง 15 ปี

 

“ชาวบ้านที่เราจ้างมาทำงานให้เงินทุกอาทิตย์ เงินสะพัดในชุมชนสูงมาก หมู่บ้านอื่นที่เราไม่ได้ไปปลูก เขาก็มาบอกให้เราไปปลูกหมู่บ้านเขาด้วย อันนี้รัฐได้ป่า ประชาฯได้เงิน พอวันส่งมอบป่าก็มีคนมาบอกว่าผมได้เงินจากปลูกป่าส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีคือทุกคนจะมีงานทำทั้งปี เพราะเราปลูกและดูแล ถ้าตายก็ปลูกซ่อม ทำแนวกันไฟ ทำถนนขึ้นไป หน้าแล้งเดือน ธ.ค.- มี.ค. ก็จ้างเป็นยามไฟ หรือจ้างเพาะกล้า ทำไม้สแต็ก”

การปลูกต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป ที่ผ่านมาริมทางหลวงก็จะปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องดูแลมากนัก สามารถทนแล้งได้ เช่น ต้นราชพฤกษ์ ทรงบาดาล ตีนเป็ด ส่วนพื้นที่ดินเค็ม ก็จะปลูกมะขามเทศ สะเดา แคไทย แคฝรั่ง ต้นตะเคียน โดยส่วนใหญ่กรมป่าไม้จะเป็นผู้สนับสนุนพันธุ์ไม้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายในการขนย้าย หรือหากบางพื้นที่ก็ใช้วิธีจ้างคนในพื้นที่เพาะกล้า เพื่อให้ได้คุณภาพมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การปลูกไม้พะยูง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับอีสานตอนใต้ เคยทำโครงการที่ จ.มุกดาหาร ตั้งเป้าปลูก 99,999 ต้น ซึ่งสุดท้ายปลูกไปแสนกว่าต้นร่วมกับทางจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติของ จ.มุกดาหาร ที่จะมีชื่อและมีพิกัดของต้นไม้ที่เอาไปปลูกทุกต้น และทางมูลนิธิจะส่งคนไปประเมินทุกระยะ โดยตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2557 ผ่านมาไม่ถึง 2 ปี แต่ละต้นสูงเกิน 3 เมตรแล้ว

 

“โครงการนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของทางจังหวัดที่ต่อมาได้งบสนับสนุนเพิ่ม 80 ล้านบาท คนไปตรวจก็พบว่าผลงานดีแต่ละอำเภอที่ไปปลูกขึ้นดีมาก ส่วนหนึ่งเพราะเราลงทุนเป็นล้านบาทไปสอนให้ชาวบ้านเพาะกล้าเอง เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เพราะพะยูงเพาะเมล็ดไม่ง่าย เมล็ดจะมีพิษเพื่อป้องกันตัวเองเพาะปกติไม่ได้ ต้องมีเทคนิค”

คุณหญิงกัลยา อธิบายว่า ทุกอย่างต้องมีการเรียนรู้ อย่างมีวิธีการปลูกไม้เรียกนก การเตรียมพื้นที่ ซึ่งปกตินกกินลูกหว้าจากที่อื่นมาขี้ก็จะงอกเป็นต้นใหม่ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะงอก ต้องเตรียมพื้นที่ ไม่ให้วัชพืชขึ้นเต็ม ต้องถางรอบโคนต้นไม้ให้แสงอาทิตย์ลงถึงพื้นที่ดิน ทำให้เมล็ดตกลงมาแล้วสามารถงอก ถ้าทึบเกินไปเมล็ดขี้นกตกถึงพื้นดินได้ แต่เมื่อไม่มีแสงแดดก็ขึ้นราไม่งอก

ทั้งหมดเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งมีผู้รู้นักวิชาการคอยให้คำแนะนำ เช่น การเลือกพันธุ์ไม้ ไม้อะไรเหมาะกับภาคไหนของประเทศไทย ระยะหลัง ลูกสาว ลูกเขย เข้ามาช่วย ก็เน้นไปที่เยาวชน และงานวิจัยการปลูกป่าแบบโครงสร้าง ไม่ใช่ปลูกแบบเรียงแถวไร่ละ 100-200 ต้น แต่จะเป็นการปลูกป่าแบบมีพันธุ์ไม้ 400-500 ชนิดอยู่ในแปลงเดียวกัน ดูว่าต้นไหนแข็งแรงกว่าต้นไหน ต้นไหนเหมาะกับอันไหน ปลูกป่าให้เป็นป่าจริงๆ มีลักษณะเสมือนป่า โดยเริ่มไปแล้วที่ ม่อนล่อง ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญการเข้าไปปลูกป่าแต่ละที่นั้นเป็นไปตามที่กรมป่าไม้อนุญาต คือ มีการกำหนดเอฟพีทีพื้นที่ปลูกเมื่อปลูกแล้วดูแลจนยืนต้นสมบูรณ์ก็ส่งมอบให้กรมป่าไม้ อาจจะมีปัญหาบ้างในบางพื้นที่ชาวบ้านไม่พร้อม พาวัวมากินต้นไม้ ก็ต้องไปคอยแก้ไขในแต่ละพื้นที่

แน่นอนว่าการทำงานต้องมีปัญหาทั้งนั้นเริ่มจากเรื่องเงิน เพราะทำงานต้องมีเงินด่านแรก ต่อมาคือเรื่องการประสานงานกับราชการมีปัญหาบ้างไม่มีบ้าง บางแห่งก็ดีมาก โดยเฉพาะทหาร ซึ่งการปลูกต้นไม้ทั้งประเทศกองทัพภาคมีบทบาทช่วยมาตลอด ทุกเดือนเขาจะมีการประชุม อย่างการจัดแรลลี่ผ่าน 10 จังหวัด หากไปติดต่อทีละจังหวัดก็ไม่สะดวก ก็ทำเรื่องขอไปประชุมร่วมกับกองทัพภาคที่จะประชุมทุกเดือนก็จะได้ครบทุกหน่วยงานทุกจังหวัด แต่ละหน่วยก็มาช่วยซึ่งก็ไม่ได้ไปรบกวนเปล่าๆ มีค่าใช้จ่ายตามสมควร

เลขาธิการมูลนิธิฯ มองว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนตื่นตัวเรื่องการปลูกป่ามากขึ้น แต่จะหนักไปทาง CSR มากกว่า ซึ่งอยากฝากถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่จะทำโครงการปลูกป่าต้องทำแบบครบวงจร ต้องไปดูศึกษาพื้นที่ ไปพบประชาชนในพื้นที่ ให้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นแรก เขาต้องได้ประโยชน์ อย่าปักป้ายถ่ายรูปอย่างเดียวเพราะไม่ยั่งยืน และที่สำคัญต้องดูแลหลังการปลูก

ส่วนเหตุผลที่ปลูกป่ามานานหลายทศวรรษแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายนั้น คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เป็นเพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราไปขอมา เราบอกจะเอาไปปลูกและบำรุงต้นไม้ เราก็ต้องทำตามสัญญา เราจึงไม่มีเงินเหลือที่จะไปโฆษณามูลนิธิ ส่วนการโฆษณาก็ด้วยความเอื้อเฟื้อเป็นครั้งคราวจากสื่อมวลชน ไม่มีความถี่เพียงพอ สอง การปลูกป่าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลคนไม่ค่อยรู้จัก ปลูกนานกว่าจะเห็นผลหรือเห็นผลเขาลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนทำ

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิก็จะยังคงเดินหน้าตามวัตถุประสงค์เพิ่มป่าให้แผ่นดินต่อไป ล่าสุดมีโครงการปลูกป่าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งพื้นที่สีแดงสมัยก่อน ต่อมามีชาวบ้านเข้าไปปลูกมัน ตอนนี้รัฐบาลจัดการเอาคืน 200-300 ไร่ ที่จะได้ทำศูนย์เรียนรู้จัดการน้ำ รวมทั้งจะเข้าไปบูรณะศาลาทรงงานที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมสมเด็จพระบรมฯ เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ซึ่งสามารถติดตามความเคลื่อนไหวหรือร่วมสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์มูลนิธิ  http://www.rajapruek.org

 

เครื่องแกง- เครื่องปรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443112

เครื่องแกง- เครื่องปรุง

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ความสำคัญที่อยู่เบื้องหลังของกินทุกวันนี้ผมว่า มีอยู่ 2 อย่าง เป็นเครื่องแกงและเครื่องปรุง เอาเรื่องเครื่องแกงก่อนครับ อาหารไทยกับเครื่องแกงเหมือนเป็นฝาแฝดแยกกันไม่ได้ สมัยก่อนต้องตำเองทั้งนั้น หลายคนที่ทำอาหารเก่งๆ ในทุกวันนี้ สืบทอดการทำอาหารจากแม่จากยาย งานแรกคือตำเครื่องแกง แม่หรือยายจะเป็นคนจัดพริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด กะปิ ลงครกให้ เด็กก็ตำอย่างเดียว ละเอียดหรือไม่ละเอียดดูจากพริกแห้งต้องไม่เป็นชิ้นที่เรียกว่า แกงแล้วลอยใบ ต้องให้ละเอียดจนเนื้อเนียน ซึ่งกว่าจะละเอียดก็เล่นเอาเมื่อยแล้วเมื่อยอีก

เมื่อก่อนผมยังจำได้ว่า ตรงสี่กั๊กพระยาศรี มีร้านอาหารไทยชื่อ ส.หญิงไทย ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นห้างขายนาฬิกา ROLEX ไปแล้ว ร้านนี้มีของกินอร่อยเยอะมากที่ทุกคนจะต้องสั่งเป็นผัดเผ็ดปลาดุก พอสั่งปุ๊บต้องได้ยินเสียงตำเครื่องแกงออกจากครัวทันที ทีนี้เมื่อคนสั่งกินพร้อมๆ กัน ก็นึกเอาแล้วกันครับว่า เสียงสากกับครกจะดังระรัวขนาดไหน ระยะหลังๆ คนบอกว่าไม่อร่อย ผมว่าอร่อยแต่หมดเสน่ห์ของร้านอย่างหนึ่งไป

มีอีกร้านที่ผมชอบมากเดี๋ยวนี้ก็ดังใหญ่ เป็นร้านโก้แล้ว ชื่อร้านวัลย์อาหารป่า อยู่กระทุ่มแบน เมื่อก่อนที่นั่งกินยังเป็นเพิงหลังคามุงจาก มีตะพาบน้ำผัดเผ็ดและทอดมันปลากรายเป็นเรือธงของร้าน ซึ่งเมื่อสั่งครั้งใดก็จะได้ยินเสียงคุณยายแม่เจ้าของร้านตำเครื่องแกงก๊องแก๊งๆ อร่อยตั้งแต่ยังไม่เอามาเสิร์ฟ เดี๋ยวนี้คุณยายแขวนนวมไปแล้ว

การทำข้าวแกงขายนั้น ตำเครื่องแกงเองไม่ไหว ต้องพึ่งร้านขายเครื่องแกงในตลาดสด ซึ่งร้านขายเครื่องแกงในสมัยก่อนนั้น ก็จะเป็นมือโปรมาก ถามลูกค้าก่อนว่าแกงหรือผัดเผ็ดอะไร แล้วแกงมากน้อยขนาดไหน ถ้าเป็นแกงปลาดุกจะตักกระชายบดมานิดหน่อย ถ้าพะแนง แกงส้ม ก็เป็นเครื่องแกงอย่างหนึ่ง ถ้าแกงเขียวหวานเนื้อจะต้องเพิ่มเม็ดผักชี ยี่หร่า คนทำอาหารขายนั้นจะไม่ยอมเปลี่ยนร้านขายเครื่องแกงเป็นอันขาด เคยซื้อเจ้าไหนก็ซื้อเจ้านั้นตลอด

ผมเองก็มีร้านขายเครื่องแกงที่ขึ้นทะเบียนไว้เหมือนกัน ถ้าเป็นเครื่องแกงใต้ใส่ขมิ้น ไม่ว่าแกงเหลืองหรือผัดเผ็ด ก็จะต้องเป็นแผงในตลาดนัดตอนเช้าวันอาทิตย์ ที่โพธาราม เผ็ดถึงใจ

อีกเจ้าหนึ่งอยู่ในตลาดทรัพย์สิน เมืองราชบุรี เวลาจะแกงเขียวหวานเนื้อ ต้องบอกคนขายว่าแกงเนื้อมากน้อยขนาดไหน จะตักมาให้พอดี เผื่อเหลือเผื่อขาดนิดหน่อย เรียกว่าใช้ครั้งเดียวจบ ชื่อร้านประนอม แต่ไม่ใช่เจ้าที่มีฉลากแม่กำลังชักเย่อโฉนดโรงงานกับลูกสาวครับ

ความจริงการตำเครื่องแกงเผ็ดให้หยาบๆ มีพริกแห้งลอยใบนั้น ผมว่าในอาหารบางอย่างก็เหมาะ มันให้ความรู้สึกของการตำเครื่องแกงด้วยครก อย่างทอดมันปลากราย ใส่ถั่วพู ใส่ใบมะกรูดซอย มีพริกแห้งเป็นใบบ้างก็น่ากิน หรือทอดมันหัวปลีนี่ถือว่าจำเป็นเลย จะมีแต่หัวปลีล้วนๆ มันขาดความสุนทรียภาพทางอาหาร ต้องมีใบพริกแห้งบ้าง

ทีนี้มาเรื่องเครื่องปรุงบ้าง ทำอาหารแบบจีนยิ่งจำเป็นมาก เถาชิวหรือพ่อครัวมือหนึ่งหรือเขียงหนึ่งของร้านอาหารจีน จะเลือกเครื่องปรุงอย่างพิถีพิถันมากต้องถูกใจจริงๆ เครื่องปรุงหลักๆ ที่มีซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำมันหอย น้ำมันงา เหล้าจีน เต้าเจี้ยว แม้กระทั่งแป้ง ต้องให้ได้รส ได้เนื้อ สำหรับคนทำเครื่องปรุงเหล่านั้นขาย อาจจะมียี่ห้อบ้าง จะขายให้กับร้านหรือภัตตาคารอย่างเดียว ขายทีเยอะๆ ไม่บรรจุขวดขายปลีก ไม่จ้างบริษัททำการตลาดให้เสียเงิน ของเหล่านั้นไม่ค่อยได้เห็นครับ แล้วเถาชิวนี่ก็หวงด้วยไม่ค่อยบอกใครว่าใช้ของอะไร จากที่ไหน

ผมไม่อาจจะเจาะลึกไปถึงเครื่องปรุงที่ว่าเหล่านั้น ที่จะซื้อหาได้ที่ไหน แต่ก็จะมีหลายยี่ห้อที่ถูกใจและขายปลีก และพยายามเสาะหาของดีๆ ใหม่ๆ ทดลองใช้อยู่เสมอ เพื่อนๆ บางคนรู้ว่าผมชอบเครื่องปรุงดีๆ แนะนำของที่นั่นที่นี่ บางทีก็ซื้อมาฝาก อย่างซีอิ๊วขาวยี่ห้อตราแพะ ที่ขายที่ตรัง ไม่มีขายที่อื่น นั่นเป็นของฝากที่ถูกใจ

พวกเครื่องปรุงยี่ห้อดังๆ ทำแบบโรงงานอุตสาหกรรม วางอยู่ตามห้างทั่วไป บางอย่างก็ดี บางอย่างไม่ชอบ อย่างยี่ห้อตราซ้อ 4 ไล่ยิง ซ้อ 9 นั้นไม่ชอบ อย่างที่บอกครับว่า ของดีๆ ต้องมีคนแนะนำแล้วทดลองใช้ ผมมีอาแปะขายเครื่องปรุงคู่ใจ อยู่ในตลาดสามย่าน 2 ห้องสุดท้าย ใกล้ทางออกตรงถนนขายอะไหล่รถยนต์เก่า อาแปะมีเครื่องปรุง ซอสต่างๆ เยอะ และจะชอบแนะนำซีอิ๊วบางยี่ห้อเป็นโรงงานเล็กๆ ระบบครอบครัว ไม่มีขายในห้าง อย่างยี่ห้อตรานกกระเรียน ซึ่งทำซีอิ๊วขาวกับเต้าเจี้ยวอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น ถูกใจผมมาก เรียกว่าหมดต้องไปซื้อกับอาแปะ มีบางครั้งอาแปะแนะนำน้ำมันหอยของลีกุมกี่อย่างแพงหรือระดับพรีเมียม รูปฉลากเป็นคนจีนพายเรือ อร่อยเหมือนกัน

อีกร้านชื่อสมบูรณ์กูล อยู่ในตลาดทรัพย์สิน ราชบุรี เป็นร้านขายของชำ นี่ก็เป็นร้านประจำ ผมต้องซื้อน้ำมันหอยจากที่นี่ เป็นของจากจีน มี 2 อย่าง จากหอยเป๋าฮื้อฉลากหุ้มฝาขวดเป็นสีทอง จากหอยเชลล์ฉลากหุ้มฝาขวดเป็นสีม่วง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีเนื้อหอยเป็นเส้นๆ ให้เห็นได้ชัดๆ รสดีมาก ผัดผักอร่อย ที่เด็ดคือขวดไม่ถึงร้อย นอกจากน้ำมันหอยแล้วยังมีตั้งฉ่ายจีน ใส่กระปุกสีดำ ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวสมัยก่อนเอากระปุกไปใส่พริกน้ำส้ม มีเต้าหู้ยี้ห่อใบไผ่ ถ้าใครไปแถวนั้นลองเข้าไปดูครับ แต่ขอร้องอยู่อย่าง อย่าเหมาหมดเดี๋ยวผมอดกิน

นี่ก็พอจะเห็นครับว่า เครื่องแกงกับเครื่องปรุง เป็นยักษ์ใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหลังของที่กินกันอยู่ทุกวันนี้ครับ

 

ออฟฟิศของเรา รักษ์โลก (แค่ไหน?)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442893

ออฟฟิศของเรา รักษ์โลก (แค่ไหน?)

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ภาวะอากาศปรวนแปร ที่ควรจะเป็นฤดูร้อนก็กลายเป็นฤดูหนาว ที่ควรจะเป็นฤดูหนาวก็กลับร้อน หรือเหมือนๆ กับฤดูฝนในประเทศไทยตอนนี้ ที่ส่อเค้าความยาวนานของฝนไปจนถึงเดือน พ.ย. (ทั้งที่ควรจะหยุดตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.) นี่คือส่วนหนึ่งของภาวะโลกร้อน และชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะอากาศอันสุดแสนคาดเดา

มีสิ่งใดบ้างที่เราสามารถทำเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อนนี้ ไม่เพียงชีวิตส่วนตัว หากชีวิตการทำงานของเราก็สามารถรักษ์โลกได้ มองไปรอบตัวและสำรวจออฟฟิศของคุณเดี๋ยวนี้เลยว่า รักษ์โลกอย่างที่ควรจะเป็นแล้วหรือไม่?

1.เครื่องถ่ายเอกสาร การกดปุ่มพักเครื่องหรือสแตนด์บายหลังใช้งาน จะทำให้เครื่องถ่ายเอกสารกินไฟน้อยลง 70%

2.น้ำยาลบคำผิด ให้ใช้ปากกาลบคำผิดแทนที่จะใช้แบบขวดที่จะแห้งช้ากว่า คุณจึงใช้น้อยกว่า และควรใช้ชนิดสูตรน้ำ ซึ่งมีผลต่อมลภาวะน้อยลง

3.ซองจดหมาย ให้ใช้ซองชนิดรีไซเคิลและรียูสด้วยสำหรับเอกสารภายใน พนักงานเพียง 17 คนก็ใช้กระดาษถึงปีละ 1 ตันแล้ว รวมทั้งซองจดหมายและกระดาษสำเนาด้วย ถ้าสำนักงานนั้นๆ ใช้ซองรีไซเคิลแทนซองธรรมดาที่ทำจากกระดาษใหม่ พนักงานแต่ละคนใน 17 คนนั่นก็จะประหยัดกระดาษได้มากพอจะส่งจดหมายถึงเพื่อนได้ 1 หมื่นคนเลยทีเดียว

4.โทรสาร พยายามอย่าใช้กระดาษปะหน้าเอกสารถ้าเป็นไปได้ คุณจะประหยัดกระดาษทั้งจากผู้ส่งและผู้รับ

5.กระดาษ ให้นำไปรีไซเคิล และพยายามใช้กระดาษรียูส (2 หน้า) และรีไซเคิล

6.คลิปหนีบกระดาษ ให้นำกลับมาใช้ใหม่ มีการผลิตคลิปหนีบกระดาษมากมายเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้ทุกคนในประเทศนี้อย่างน้อยคนละ 3 ชิ้น ถ้าพนักงาน 1 ใน 4 คนนำคลิปหนีบกระดาษกลับมาใช้ใหม่ ก็จะประหยัดได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

7.ปากกา พยายามใช้ปากกาชนิดเติมหมึกได้ รวมถึงดินสอและปากกาเขียนกระดานด้วย ปากกาพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งนั้นรีไซเคิลไม่ได้ และไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ถ้าโยนทิ้งไป 1 ด้าม มันจะอยู่ในที่กลบฝังขยะต่อไปอีก 5 หมื่นปีจากนี้

8.เครื่องพิมพ์ ให้พิมพ์กระดาษทั้งสองด้าน ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้เครื่องอิงค์เจ็ต เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ใช้ไฟ 300 วัตต์ แต่เครื่องอิงก์เจ็ตใช้เพียง 10 วัตต์ ถ้าใช้เครื่องอิงก์เจ็ตจะประหยัดพลังงานได้เทียบเท่า 5% ของไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนของทั้งประเทศ หรือเท่ากับพลังงานของสายฟ้าที่ผ่าลงมา 4 ครั้ง อย่าลืมรีไซเคิลตลับหมึกของคุณด้วย

9.ให้รีไซเคิลของทั้งบนโต๊ะและในที่ทำงาน เพียงรีไซเคิลกระดาษ สำนักงานก็จะลดขยะที่ส่งไปกลบฝังได้ถึง 50% ซึ่งเท่ากับ 33 ตัน หรือเท่ากับต้นไม้ 561 ล้านต้น

10.แถบยางรัดของ หลีกเลี่ยงการใช้แถบยางรัดของหรือหนังสติ๊ก รู้หรือไม่ว่า 3 ใน 4 ของแถบยางเป็นวัสดุสังเคราะห์ทำจากน้ำมันดิบ เมื่อถูกเผาในเตาเผาขยะจะเกิดเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ

11.ที่เย็บกระดาษ ถ้าเย็บกระดาษไม่เกิน 5 แผ่น ให้ใช้ชนิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะไม่ใช้ลวดเย็บกระดาษโลหะ แต่ละปีมีการผลิตที่เย็บกระดาษมากถึง 6.43 แสนตัน ถ้า 1 ใน 3 ของเอกสารที่ถูกเย็บเข้าด้วยกันสามารถทำได้โดยไม่ใช้ที่เย็บกระดาษ เราก็จะลดปริมาณที่เย็บกระดาษได้มากถึง 1 ล้านชิ้นไม่ให้ต้องตรงไปยังที่กลบฝังในแต่ละปี

12. เครื่องคอมพิวเตอร์ ให้เปิดระบบจัดการพลังงาน หรือตั้งเวลาให้เครื่องหยุดการทำงานเวลาไม่ได้ใช้งานทั้งหน้าจอและซีพียู

13.ระบบทำความเย็น พยายามใช้พัดลมมากกว่าเครื่องปรับอากาศ แอร์คอนดิชั่นนั้นกินไฟสูงสุดเป็นอันดับสองในอาคารสำนักงาน (15% ของค่าไฟทั้งหมด)

14.ระบบทำความร้อน พยายามรักษาอุณหภูมิในที่ทำงานให้คงที่ สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อน อาจตั้งเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส พลังงานครึ่งหนึ่งที่ใช้ในสำนักงานหมดไปกับการรักษาความร้อน เราลดค่าใช้จ่ายได้ 1 ใน 3 โดยการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ

15.แสงสว่าง ถ้าแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์มีมากพอ ให้ปิดไฟในที่ทำงาน ตาของคุณจะไม่ต้องอ่อนล้ากับแสงจ้า รวมทั้งประหยัดพลังงานได้ถึง 17% ของพลังงานแสงสว่างในที่ทำงาน

16.นัดประชุมออนไลน์ ประหยัดเวลาและเงินได้ด้วยการประชุมแบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ไม่ต้องขึ้นเครื่องบินเดินทางไปอ้อมโลกเพื่อประชุมกันอีกแล้ว

คิดเรื่องประหยัดพลังงานไว้ ออฟฟิศของเราต้องรักษ์โลก!

ข้อมูล : www.eia.doe.gov/energyfacts

 

มโนไปมโนมา บ้าหรือต่อต้านสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442886

มโนไปมโนมา บ้าหรือต่อต้านสังคม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… รพ.เปาโล พหลโยธิน/ จากภาพยนตร์ Girl Interrupted

อยากเป็นใครสักคน จึงสร้างภาพและฟอกย้อมตนด้วยยศตำแหน่งและคำนำหน้าชื่อ กรณีคงไม่ต้องยกตัวอย่าง เพราะรู้ได้ยินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การสร้างภาพตัวเองให้เป็นไปตามความปรารถนานี้ อธิบายในมุมของจิตเวชว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคม บ้างก็ว่าเป็นโรคคลั่งตัวเอง สุดท้ายของสุดท้ายคือบทสรุปที่ว่า นี่ไม่ใช่กรณีสุดท้ายของสังคมไทยตามไปอ่านคำตอบดีกว่าว่า เพราะอะไรหนอ เรา…เอ๊ย เธอจึงเป็นไปได้ถึงปานนี้

พญ.ขนิษฐา อุดมพูนสิน จิตแพทย์ แผนกจิตเวช รพ.เปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า คนที่สร้างภาพตัวเองว่าเป็นบุคคลอื่น จนสร้างปัญหาด้านบุคลิกภาพเป็นโรคที่เรียกว่าโรคเอ็นพีดีหรือโรคคลั่งตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder – NPD) ถือเป็นภาวะบกพร่องด้านบุคลิกภาพอันเนื่องมาจากอาการหลงตัวเองมากเกินไป

ชื่อโรคได้แรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายกรีก คือนาร์ซิสซัส (Narcissus) ชายหนุ่มที่ลุ่มหลงในความงดงามของตัวเอง สุดท้ายเขาโดนเทพเจ้าสาปให้ตายเพราะรูปโฉม วาระสุดท้ายมาถึงเมื่อเขาก้มลงดื่มน้ำในทะเลสาบแล้วเห็นใบหน้าของตัวเองในน้ำ นาร์ซิสซัสตกหลุมรักตัวเองทันที เขากระโดดหมายคว้าเงาจึงจมน้ำตาย

 

พญ.ขนิษฐาเล่าว่า อาการผู้ป่วยโรคนี้จะคล้ายคลึงกับนาร์ซิสซัสตามเทพนิยาย คือ คลั่งไคล้ตัวเอง จนก่อให้เกิดความบกพร่องทางบุคลิกภาพ จากการศึกษาพบผู้ป่วยโรคนี้ที่จะมีอาการหรือสำคัญตัวเองผิดใน 9 ประการคือ

1.เข้าใจว่าตัวเองเป็นบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือคนทั้งปวง

2.คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในทุกด้าน สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

3.ไม่มีใครเข้าใจนอกจากขั้นเทพด้วยกัน คิดว่าตัวเองเป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งจะมีแต่บุคคลพิเศษด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจหรือมองเห็นความพิเศษนี้

4.ต้องการการชื่นชมจากคนอื่นอย่างเกินพอดี

5.ไม่มีความรู้สึกผิดเวลาที่ทำอะไรผิดพลาด

6.ชอบใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเพื่อทำประโยชน์บางอย่างแก่ตัวเองอยู่เสมอ

7.คนอื่นจะเป็นยังไงไม่สน จิตใจกระด้างเย็นชา ไม่มีความเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น

8.มีความเชื่อว่าคนอื่นๆ รอบตัวกำลังอิจฉาริษยาตัวเรา

9.มักแสดงความหยิ่งยโส โอหัง ออกมาทั้งทางพฤติกรรม คำพูด และทัศนคติ

“ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการครบทั้ง 9 อย่าง การแสดงออกของอาการเพียง 4-5 อย่างก็ถือว่าเข้าข่าย” พญ.ขนิษฐา กล่าว

 

สำหรับสาเหตุของโรคเกิดจากปมด้อยอันน่าอับอายของผู้ป่วยที่คิดว่าสังคมทั่วไปไม่ยอมรับ จึงสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องจิตใจของตัวเอง โดยผู้ป่วยสร้างความคลั่งไคล้ในตัวเองขึ้นมา เพื่อชดเชยกับการถูกสังคมโดดเดี่ยว ความเชื่อดังกล่าวฝังอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้ยากต่อการรักษา เพราะแม้แต่ผู้ป่วยเองก็ยังกลัวที่จะเปิดเผยความลับในระดับจิตใต้สำนึกของตน

ผู้ป่วยมักทำร้ายจิตใจของผู้อื่นด้วยการดูถูก สร้างเงื่อนไขความเจ็บช้ำแก่คนอื่นให้ต้องเจ็บใจบ้าง (เหมือนที่ตัวเองเคยโดนกระทำ) เกลียดการเสียหน้า เพราะเท่ากับถูกตอกย้ำปมด้อย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาภาพปลอมๆ ของตัวเองไว้

“ปัญหาเกิดแน่ทั้งต่อตัวเองและสังคม หนทางแก้ไขคือกัลยาณมิตร เช่น พ่อแม่ครูอาจารย์ พระ หรือเพื่อนฝูงที่ต้องคอยสังเกตความผิดปกติ ในสังคมไทยยังมีศาสนาพุทธที่ช่วยกล่อมเกลา กิเลสและความอยาก ช่วยนำกลับสู่ความเป็นจริง” พญ.ขนิษฐา กล่าว

ถ้ารู้สึกว่ามีปัญหา ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ แพทย์จะให้ยาเพื่อลดอาการ โดย 2-6% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีสาเหตุจากโรคจิตเภท ซึ่งทำให้มีอาการทางจิตเวชได้ คนกลุ่มนี้คุมใจตัวเองไม่อยู่ เมื่ออยากได้ก็คิดจะเอา สังคมต้องช่วยปราม ช่วยกันทักท้วงในความไม่ปกติ ถือเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะไม่ปล่อยให้ความไม่ถูกทำนองคลองธรรมเกิดขึ้น

 

“ทุกวันนี้สังคมไม่สนใจกัน ไม่ดูแลกัน ทุกคนสนใจแต่ตัวเอง ก้มหน้าดูไลน์ ดูเฟซ ไม่มีใครอยากยุ่งกับใคร ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีมากขึ้น พ่อแม่ครูบาอาจารย์เห็นความไม่ปกติแล้วต้องตักเตือน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ เพราะเกราะหรือภาพที่สร้างขึ้นก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่อย่าปล่อยให้ลูกเล่นแต่เกม ต้องสื่อสาร ต้องมีปัญญาที่จะนำพาลูกออกจากความไม่ปกติ”

รศ.นพ.เดชา ลลิตอนันต์พงศ์ อาจารย์ประจำวิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ที่แสดงหรือแอบอ้างตัวเองเป็นบุคคลอื่น เพื่อใช้สิทธิหรือใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นหรือการกล่าวอ้างนั้น พฤติกรรมแอบอ้างเพื่อทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์นี้ ถือเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่เรียกว่า Ani Social Personality Disorder หรือพฤติกรรมต่อต้านสังคม (ASPD)

สำหรับอาการของผู้มีบุคลิกต่อต้านสังคม มีรูปแบบของการไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม มักกระทำผิดกฎหมาย ฉกฉวยหาประโยชน์จากผู้อื่น ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ในเชิงอาชญาวิทยา ผู้กระทำกระทำโดยรู้ตัว กล่าวคือรู้ว่าตัวเองไม่ใช่บุคคลที่แอบอ้าง ทั้งนี้ การได้ประโยชน์จากสิ่งที่กล่าวอ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว หากรวมถึงประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การได้รับความเคารพ ความเกรงใจ ความเกรงกลัว การได้รับรางวัล คำชื่นชม

 

“คนในกลุ่มอาการดังกล่าว มีนิสัยชอบที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น หลอกลวงผู้อื่น ซึ่งเราจะดูไม่ออกเลย เพราะผู้กระทำแทบจะไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เราจะเห็นคนในกลุ่มนี้ฆ่าคนได้ ใช้อาวุธปืนได้ คุกคามขู่เข็ญบุคคลอื่นด้วยวิธีอื่นใดได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะมโนธรรมอยู่ในระดับต่ำ ผิดกับคนที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แม้ในความฝันก็ยังไม่กล้าทำผิด”

ยิ่งถ้าผู้มีอาการในกลุ่มต่อต้านสังคมมีสติปัญญาสูงหรือมีการศึกษาสูง การหลอกลวงหรือการใช้กลอุบายในการหลอกลวงก็ยิ่งเป็นไปอย่างแยบยล หรือที่เรียกว่า “เนียน” กว่าจะรู้ตัว หรือรู้ว่ามีผู้รับเคราะห์ถูกแอบอ้างหาประโยชน์ก็ล่วงเลยเวลาไป ผู้เสียหายต้องทนรับทุกข์อยู่เป็นเวลานานๆ

พฤติกรรมของกลุ่มอาการต่อต้านสังคม ยังแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มวิกลจริต 2.อารมณ์ และ 3.โรควิตกกังวล โดยมีกลุ่มวิกลจริตเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีอาการทางจิต หลงผิดว่าตนเองเป็นบุคคลอื่น ส่วนกลุ่มอื่นล้วนเป็นการรู้ตัวและเป็นความตั้งใจของผู้แอบอ้าง ที่หวังผลจากการแอบอ้าง ละเมิดบุคคลอื่นในสังคมจนเป็นนิสัย

นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มต่อต้านสังคมที่ “แกล้งทำ” แอบอ้างว่าเป็น เช่น เป็นโรคต่างๆ จุดประสงค์เพื่อต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาล เป็นต้น รวมทั้งพวกแกล้งทำ เพื่อต้องการรางวัล หรือผลตอบแทน เช่น แกล้งป่วย เพื่อต้องการหยุดงานไปเที่ยว พวกนี้ล้วนแต่รู้ตัวและตั้งใจที่จะแกล้งเป็น แกล้งป่วย

 

พฤติกรรมต่อต้านสังคม ทำไมและเพราะอะไร รศ.นพ.เดชา ตอบว่า ก็เพราะสังคมอ่อนแอด้านจริยธรรม ไม่เคร่งครัดต่อการลงโทษ พฤติกรรมต่อต้านสังคมที่พบบ่อยในสังคมไทย อธิบายตามลักษณะของสังคมไทยเองที่เป็นสังคมยืดหยุ่นประนีประนอมสูง ขยิบตาให้กับความผิดเล็กๆ น้อยๆ สังคมแบบนี้ทำให้พวกต่อต้านสังคมมีที่อยู่ที่ยืน ถือเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สังคมแบบเราๆ ต้องจ่าย

ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย สังคมยืดหยุ่นแบบไทย ไม่เข้มงวดเมื่อเทียบกับสังคมเคร่งครัดวินัยแบบญี่ปุ่น ข้อดีคือคนในสังคมไม่เคร่งเครียดเท่าคนในสังคมญี่ปุ่น แต่ข้อเสียคือการมีอัตราการก่ออาชญากรรมที่สูงกว่าญี่ปุ่นแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีข้อเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ได้แก่ การฝึกวินัยในเด็กที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“เด็กญี่ปุ่นถูกสอนให้เคารพกฎเกณฑ์ การเข้าแถวฝึกตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กทุกคนจะก้าวเดินลงในห่วงยางที่นำมาต่อๆ กันเป็นแถวยาว เพื่อไม่ให้แซงกัน การเลี้ยงดูลูกทำโดยพ่อแม่ ทุกอย่างปลูกฝังเข้มงวด ผมไม่ได้ชี้ว่าสังคมแบบไหนดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่การที่อาชญากรรมในบ้านเราสูงขึ้นเรื่อยๆอาจถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะตั้งคำถามกับตัวเอง”

รศ.นพ.เดชา สรุปว่า การต่อต้านสังคมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้ในทุกสังคม โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่เคร่งครัดต่อกฎระเบียบ มีมานานแล้วและจะมีต่อไป กรณีที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่กรณีสุดท้าย สังคมไทยถ้ายังไม่ตั้งสติ ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น เราก็จะได้เห็นกรณีใหม่ๆ คนใหม่ๆ ที่ต่อต้านสังคมและสร้างความเดือดร้อนอย่างนี้ร่ำไป

ผู้เขียนเห็นด้วย และก็เห็นๆ อยู่ว่า เราอยู่ในสังคมที่คนอยากเป็นคุณหญิง คนอยากเป็นสารวัตร อยากเป็นดาราฮอลลีวู้ด หรือคนขับแท็กซี่บางคนที่อยู่ดีๆ ก็ตัดสินใจเป็นฮีโร่เก็บเงินสดในรถ (ปลอมๆ) คืนเจ้าของ เรื่องราวดูจะมากคนและมากความขึ้นเรื่อยๆ

อาจถึงเวลาที่สังคมต้องกลับมาตั้งสติกันแล้วจริงๆ ตั้งหลักกันให้ดีๆ ว่า อะไรเป็นอะไร ฉันเป็นใคร (ฮา) ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีที่ควรแก่เด็กๆ ก่อนที่สังคมของเราจะเต็มไปด้วยความไม่ปกติของคนไม่ปกติ!

 

สุดยอดตลาดสด ต้นแบบถ้วยทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442286

สุดยอดตลาดสด ต้นแบบถ้วยทอง

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ตลาดสดกับวิถีชีวิตคนไทยมีความผูกพันเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะเป็นศูนย์กลางของชุมชนมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนสินค้าเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนมาช้านาน

ตลาดสดมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ปัจจุบันสภาพของชุมชน และการดำรงชีวิตของคนในชุมชนและสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ตลาดสดก็ยังมีความสำคัญไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าจะมีห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กหรือใหญ่ รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดนัดติดแอร์เกิดขึ้นมากมาย แต่สภาพวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันยังคงต้องเกี่ยวพันกับตลาดสดอยู่เป็นเนืองนิจ เพราะผู้ประกอบกิจการค้าอาหาร และประชาชนทั่วไปต่างซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดเป็นส่วนใหญ่ นับได้ว่าตลาดสดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในวิถีชีวิตของคนไทย

ล่าสุดมีตลาด 9 แห่ง คว้ารางวัลสุดยอดตลาดต้นแบบระดับถ้วยทอง เพื่อเป็นต้นแบบส่งเสริม และพัฒนาตลาดในกรุงเทพมหานครก้าวสู่มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ถูกหลักอนามัย สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ดีมีคุณภาพ

มาดูกันว่าสภาพการณ์ของตลาดสดในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง? โดยมีกรุงเทพฯ เป็นฐานดัชนีบ่งชี้

สุดยอดตลาดต้นแบบ

“ตลาด” หมายความว่า สถานที่ซึ่งปกติจัดไว้ให้ผู้ค้าใช้เป็นที่ชุมนุมเพื่อจำหน่ายสินค้า ประเภทสัตว์ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ หรืออาหาร อันมีสภาพเป็นของสด ประกอบ หรือปรุงแล้ว หรือของเสียง่าย ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการจำหน่ายสินค้าประเภทอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวมถึงบริเวณซึ่งจัดไว้สำหรับให้ผู้ค้าใช้เป็นที่ชุมนุม เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นประจำ หรือเป็นครั้งคราว หรือตามวันกำหนด

ทั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีตลาดจำนวน 354 แห่ง โดยในปี 2552 มีตลาดที่ผ่านเกณฑ์ได้ป้ายรับรองตลาดสะอาดได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยจำนวน 41 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 13.58 ในปี 2557 มีตลาดที่ผ่านเกณฑ์ตลาดสะอาดได้มาตรฐานปลอดภัยจำนวน 220 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.32 และในปี 2558 มีตลาดที่ผ่านเกณฑ์ตลาดสะอาดได้มาตรฐานปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 246 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 69.49 เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.91 ซึ่งเป็นตลาดประเภทที่ 1 (ตลาดที่มีโครงสร้างอาคาร) ระดับเพชร จำนวน 54 แห่ง ระดับทอง จำนวน 49 แห่ง และตลาดประเภทที่ 2 (ตลาดที่ไม่มีโครงสร้างอาคาร) ระดับเงิน จำนวน 63 แห่ง และระดับทองแดง จำนวน 80 แห่ง

การพัฒนาตลาดกรุงเทพมหานครสู่ “สุดยอดตลาดต้นแบบระดับถ้วยทอง” พร้อมทั้งมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการตลาดที่ผ่านเกณฑ์ได้รับรางวัลจำนวน 9 แห่ง และป้ายรับรองตลาดสะอาดได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยจำนวน 246 แห่ง สำหรับตลาดที่ได้รับรางวัลสุดยอดตลาดต้นแบบระดับถ้วยทอง แบ่งเป็น ตลาดประเภทที่ 1 ต้องเป็นตลาดที่ผ่านเกณฑ์ได้รับป้ายรับรองตลาดสะอาดได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยระดับเพชรมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี โดยมีเกณฑ์การตรวจประเมินทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ด้านอาหารปลอดภัย และด้านคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ ตลาดท่าดินแดง เขตคลองสาน

ส่วนตลาดประเภทที่ 2 ต้องได้ป้ายรับรองตลาดสะอาดได้มาตรฐานอาหารปลอดภัยระดับเงินมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี โดยมีเกณฑ์การตรวจประเมิน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และด้านอาหารปลอดภัย จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ 1.ตลาดพิบูลย์วิทย์ 6 เขตจอมทอง 2.ตลาดวงเวียนปิ่นเจริญ 1 เขตดอนเมือง 3.ตลาดนัดสะพานผัก เขตตลิ่งชัน 4.ตลาดพิบูลย์วิทย์ 2 เขตบางขุนเทียน 5.ตลาดนัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน 6.ตลาดจินดา เขตบางเขน 7.ตลาดนัดบ่อปลา เขตพระโขนง และ 8.ตลาดบวรร่มเกล้า เขตลาดกระบัง

เจ้าของตลาดมาเอง

ตลาดในความหมายตามกฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะของตลาด แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ครอบคลุมตลาดที่จัดขึ้นเป็นประจำ หรือเป็นครั้งคราว หรือตามวันนัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดในสถานที่ของเอกชน หรือในที่ หรือทางสาธารณะ และไม่ว่าจะมีโครงสร้างอาคาร หรือจะเป็นบริเวณที่ไม่มีอาคารก็ตาม ที่สำคัญจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้คือ 1) เป็นการชุมนุมผู้ค้า ผู้ขายสินค้าร่วมกัน 2) สินค้านั้นต้องเป็นสินค้าประเภทอาหารสด ได้แก่ ผักสด ผลไม้ สัตว์เป็น หรือเนื้อสัตว์ที่ชำแหละแล้วเป็นสำคัญ ส่วนจะมีสินค้าอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม

จันทร์นิภา สถิรปัญญา เลขาธิการสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการตลาดมีนบุรี (ตลาดเอกชน) ขยายความถึงความร่วมมือของบรรดาผู้ประกอบการตลาดสดที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลว่า รวมตัวเป็นสมาคมหลายปีแล้ว เงื่อนไขก็คือการรวมกลุ่มของตลาดประเภท 1 ที่มีบัตรอนุญาตที่ถูกต้องเป็นหลัก มีโครงสร้างของอาคารที่สมบูรณ์

“จริงๆ แล้วตลาดก็มีพัฒนาการอยู่ตลอด อย่างแต่ก่อนตลาดสดก็จะมีลักษณะเฉอะแฉะ ทำให้คนไม่ค่อยชอบไปเดิน หลังจากที่มีโมเดิร์นเทรดหรือตลาดสดติดแอร์เข้ามา เราก็มองว่าเป็นคู่แข่งของเราหรือเปล่า ซึ่งเขามีจุดเด่นอยู่ที่ความสะอาด เย็นสบายติดแอร์ แต่ทำไปทำมาก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งกับตลาดสด เพราะตัวสินค้าที่ไม่เหมือนกัน และเสน่ห์ของตลาดสดที่ห้างเลียนแบบไม่ได้ อย่างผักเขาก็จะแพ็กสำเร็จรูปมาเลย ส่วนตลาดสดสามารถซื้อแบบแบ่งขาย 5 บาท 10 บาท มีการต่อรองราคากัน 3 จาน 20 ได้ไหม? รวมถึงความเป็นกันเองของพ่อค้าแม่ค้ากับคนซื้อ อย่างเวลาคนเข้าไปซื้อของเพื่อจะนำมาทำอาหาร ก็มีการพูดคุยกันเหมือนกับเราได้เจอเพื่อน วันนี้จะทำแกงไก่จะใส่พริกแกงเท่าไหร่ โหระพาเท่าไหร่ หม้อเล็กๆ คนขายก็จะจัดมาให้ครบ ส่วนตามห้างจะไม่มี”

จันทร์นิภา ยอมรับว่าตลาดสดรุ่นโบราณที่น้ำขังเฉอะแฉะก็เป็นจุดด้อยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เข้ามาซื้อของ เพราะฉะนั้นต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด ต้องพัฒนาในเรื่องของตัวตลาดให้มีความสะอาด มีโครงสร้างอาคารที่ถูกต้อง ในเรื่องระเบียบต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

“สมัยก่อนเรามองว่าหน่วยงานราชการที่ดูแลชอบเข้ามาควบคุมและจับผิด แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่…หน่วยงานราชการที่ดูแลเขาเข้ามาประคับประคองสนับสนุนร่วมกัน เราก็พยายามปรับปรุงให้ตลาดสดสะอาดให้น่าเดินซื้อของ ข้อสำคัญที่สุดเราต้องให้ความรู้กับผู้ค้าหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดด้วย เมื่อก่อนต่างคนต่างอยู่ ผู้ค้าก็ขายของกันไป เจ้าของตลาดก็คอยเดินเก็บเงิน ถ้าผู้ค้าดื้อเราก็ต้องเถียงกันไปว่ากันไป แต่ตอนนี้มาปรึกษาหารือกันว่าทำอย่างไรให้ตลาดดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ก็มาให้ความรู้เรื่องพืชผัก เนื้อต่างๆ ที่ปลอดภัย กระทรวงพาณิชย์ก็ให้ความรู้และตรวจสอบตาชั่งและควบคุมราคา ซึ่งตรงนี้สำคัญ ถ้าตาชั่งเที่ยงตรงตรวจสอบอยู่เสมอ ลูกค้าที่เขามาซื้อของก็มั่นใจ เขามาซื้อของในตลาดต้นแบบไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักว่าจะถูกโกงตาชั่ง เชื่อมั่นได้ ถ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถเข้ามาทักท้วงหรือแจ้งร้องทุกข์กับเจ้าของตลาดได้ เพราะแผงค้าอยู่กับที่ไม่หนีไปไหน”

ในแง่ธุรกิจ จันทร์นิภาบอกว่าตอนนี้ตลาดสดและตลาดนัดเกิดขึ้นเยอะมาก แต่สามารถทำรายได้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก เพราะผู้ค้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดไม่ใช่คนหน้าเดิมๆ ที่อยู่มานานอีกแล้ว จะเป็นคนที่เพิ่งจบมา

“บางคนเป็นนักศึกษา ส่วนหนึ่งก็จบปริญญาตรีปริญญาโทมาแต่ไม่อยากทำงานประจำกินเงินเดือนอีกแล้ว อยากมีธุรกิจค้าขายของตัวเองก็เริ่มเข้ามาสู่ตลาดสด เด็กรุ่นใหม่เขาจะมีเทคนิคในการค้าขายอีกแบบหนึ่ง เน้นความสะอาด พูดจาไพเราะ คัดสรรของมีคุณภาพ แต่ราคาเขาก็อัพขึ้นเพราะของมีคุณภาพที่ดีลูกค้าชอบ

“ธุรกิจตลาดนัดเป็นธุรกิจที่เปิดง่ายมาก การแข่งขันสูง ขอให้มีพื้นที่ว่างเท่านั้นเอง ขออนุญาตวางโครงสร้างอาคารให้เรียบร้อยก็เปิดได้เลย เปิดตลาดนัดจะง่าย แต่ถ้าเปิดตลาดนัดประเภท 1 ก็จะยากหน่อยหนึ่ง เพราะต้องมีเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างท่อระบายน้ำ ระบบกำจัดน้ำเสีย ซึ่งจะมีข้อบังคับที่เยอะกว่า ซึ่งว่าไปแล้วสร้างรายได้ให้เยอะมาก”

ด้วยประสบการณ์ตลาดสดของจันทร์นิภาและครอบครัวที่เริ่มมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ประมาณ 80 กว่าปี เป็นตลาดรุ่นแรกๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบ

“ตอนนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ซึ่งก็ปรับปรุงมาเรื่อยๆ บวกกับความรู้ใหม่ๆ และหน่วยงานราชการที่เข้ามาสนับสนุนด้วย เข้ามารับช่วงได้ 20 กว่าปีแล้ว แต่ก็มีคุณอาและทีมบริหารเก่าๆ ที่ให้คำปรึกษาอยู่ด้วย มีการประชุมกันทุกเดือน เป้าหมายก็คืออยากขยายในเรื่องของตัวตลาด และขยายสาขาไปเปิดตลาดสดแถวถนนสุวินทวงศ์อีกที่หนึ่ง ซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของผู้ค้าได้ด้วย มีสถานที่และเปิดช่องทางให้เขามากขึ้นด้วย ช่วยคนตกงานไม่มีอะไรทำก็ได้เข้ามาทำอาชีพค้าขายในตลาดสด หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีอะไรทำแต่มีฝีมือในการทำขนมก็ทำมาขายในตลาดได้”

สุดท้าย เธอบอกถึงสถานการณ์ของตลาดสดในปัจจุบันที่เศรษฐกิจแย่ว่า ก็มีผลต่อการประกอบการ แต่เนื่องจากธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับวัตถุดิบที่นำไปประกอบอาหารซึ่งเป็นพื้นฐาน เป็นปัจจัย 4 ซึ่งมีผลกระทบน้อย แต่ก็มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตลาดสดในมุมมองนักผังเมือง

จากบทความ “ตลาดนัด : เครื่องบ่งชี้อันดับหนึ่งของความล้มเหลวจากการวางผังและออกแบบเมือง” ของ ฐาปนา บุณยประวิตร อุปนายกสมาคมการผังเมืองไทย และกรรมการสถาบันการเติบโตอย่างชาญฉลาด ที่เผยแพร่โดยสมาคมการผังเมืองไทย ที่สนับสนุนการวางผังเมืองพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนตามแนวทางการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) มีมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดสดไทยในเชิงผังเมืองที่แตกต่างและยั่งยืน

โดยในบทความชิ้นนี้ ฐาปนา ชี้ว่า ตลาดนัดหรือตลาดสดเคลื่อนที่เป็นเครื่องชี้สำคัญของความเป็นเมืองที่ล้มเหลวในการวางแผน (Unplanned City) และชี้ซึ่งความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แต่ตลาดนัดในประเทศไทยก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของผู้บริหารเมืองในการออกแบบและการจัดการด้านตำแหน่งที่ตั้งและลักษณะเชิงสุขาภิบาลในฐานะหน่วยบริการสาธารณูปการที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาวะของชุมชน และระบบการจัดการอาหารของชาวเมือง

ตลาดนัดหรือตลาดสดชุมชนถือเป็นอีกเครื่องชี้วัดชนิดหนึ่งที่แสดงถึงความมีหรือไม่มีประสิทธิภาพในการวางผัง ออกแบบ และบริหารจัดการเมือง เป็นเครื่องชี้ด้านสุขภาพของคนในชุมชน ในทางผังเมือง ตลาดสดชุมชนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งหากตลาดสดมีตำแหน่งที่ตั้งห่างไกลออกไปหรือมีลักษณะเป็นตลาดนัดที่ไม่มีสินค้าสดขายเป็นประจำทุกวันแล้ว จะทำให้ระบบห่วงโซ่การผลิตและการกระจายอาหารไม่มีความสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนขาดโอกาสในการเข้าถึงอาหารคุณภาพ และสร้างความจำเป็นในการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน

ฐาปนา เขียนบอกว่า แนวคิดและทฤษฎีการผังเมืองจากทุกสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) และลัทธิชุมชนเมืองยุคใหม่ (New Urbanism) ได้กำหนดให้ตลาดสดชุมชนหรือหน่วยกระจายอาหารสดต้องตั้งอยู่อย่างถาวรบริเวณใจกลางชุมชน ประชาชนต้องมีความสะดวกและมีความสามารถในการเดินถึงหรือใช้ระบบการขนส่งมวลชนเพื่อเข้าถึงได้โดยสะดวก จะต้องมีระบบการจัดการด้านสุขาภิบาลที่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมคุณภาพอาหารสด การจัดเก็บ การขนถ่าย และการจัดการด้านอาคารสถานที่ซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อกำหนดในการวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและการออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูเมืองของการเติบโตอย่างชาญฉลาดได้ระบุให้คำนวณความต้องการปริมาณอาหาร ความถี่ และเครื่องใช้ที่จำเป็นของประชาชนในแต่ละย่านการใช้ที่ดิน โดยจำแนกตามย่านหรือชุมชน ทั้งนี้ในการออกแบบระดับย่านจะต้องคำนวณหาจำนวนประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละแปลงที่ดินและกำหนดตำแหน่งที่ตั้งพร้อมระบบการสัญจรด้วยการเดิน การใช้จักรยาน และระบบขนส่งมวลชนที่มีความสะดวกในการเข้าถึงตลาดสดชุมชน และต้องออกข้อกำหนดให้แต่ละย่านหรือชุมชนมีที่ตั้งของตลาดสดและร้านขายอาหารสดที่ชัดเจน

สรุปก็คือเพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นเมืองที่ล้มเหลวด้านการวางแผน ลดความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม สร้างเสริมภาวการณ์มีสุขภาพดีด้วยการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงอาหารสด และสร้างความมีระเบียบในการใช้ประโยชน์ที่ดินและระบบการสัญจร จึงจำเป็นที่ผู้บริหารเมืองต้องให้ความสำคัญในการวางผังและออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูเมือง เพื่อกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของตลาดสดชุมชนและหน่วยบริการพื้นฐานให้มีความชัดเจน ในพื้นที่ที่ได้ออกแบบปรับปรุงแล้ว ควรออกข้อกำหนดห้ามการสร้างตลาดสดที่มีลักษณะเป็นตลาดนัดอย่างเด็ดขาด และให้ความสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ที่ประชาชนอยู่อย่างหนาแน่น โดยจัดให้มีร้านค้าอาหารสด และตลาดสดที่มีคุณภาพ สร้างระบบการสัญจรเข้าถึงตลาดสดที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม

 

รดิต รัตนโอภาสกุล เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยเทนนิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442219

รดิต รัตนโอภาสกุล เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยเทนนิส

โดย…ภาดนุ ภาพ : โยเน็กซ์

นักแสดงหนุ่มมาดเข้มวัย 28 ปี เต้ย-รดิต รัตนโอภาสกุล เข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นพิธีกรภาคสนามในรายการบันเทิงและท่องเที่ยว ก่อนจะรับบทเป็นตัวร้ายในละครหลายเรื่อง ล่าสุดเต้ยกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “DecemberTown” ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตผู้คนที่ผ่านความสูญเสียคนที่รักจากเหตุการณ์สึนามิอันดามันในปี 2547 หลังจากผ่านมา 12 ปี เด็กหนุ่มผู้เคยสูญเสียคนรักไปก็ตัดสินใจกลับมายังเมืองเลก็ ๆ แหง่ นี้ แลว้ ความเปลีย่ นแปลงเล็กๆ จงึเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

แหม เห็นเป็นหนุ่มหน้าเข้ม มาดเท่ตัวล่ำบึ้กขนาดนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นหนุ่มที่รักการเล่นกีฬา ทั้งยกเวต ทั้งเตะฟุตบอลแต่กีฬาที่เขาชอบที่สุดก็คือเทนนิส ชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่ามีที่มาอย่างไร

“ชีวิตผมคลุกคลีอยู่กับกีฬาเทนนิสมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณปู่และคนในครอบครัวผมชื่นชอบกีฬาเทนนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงค่อยๆ ซึมซับความชอบเทนนิสมาเรื่อยๆทั้งที่จริงแล้วตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบเล่นเทนนิสเลยนะ เพราะตีลูกไม่ค่อยทัน ได้แต่วิ่งเก็บลูกอย่างเดียว พอโตขึ้นผมจึงอยากเอาชนะตัวเองให้ได้ ประกอบกับทางบ้านให้การสนับสนุนคุณปู่จึงลงทุนจ้างครูสอนเทนนิสมาสอนผมถึงบ้าน ตอนเด็กๆ ก็เล่นไปงั้นๆ แต่ผมมาเริ่มหัดเล่นแบบจริงจังอีกครั้งตอนที่อายุได้ 16 ปี”

เต้ย บอกว่า ช่วงนั้นเขาเริ่มฝึกฝนทักษะการเล่นเทนนิสตั้งแต่ฝึกเดาะลูกโดยใช้แร็กเกตตีลูกลงพื้นให้เด้งขึ้นลง รวมทั้งเดาะลูกบนแร็กเกตคล้ายๆ การเดาะลูกแบดมินตันเพื่อฝึกให้สายตาสัมพันธ์กับแร็กเกต ลูกเทนนิสและน้ำหนักมือที่ใช้ตี

 

“หลังจากฝึกเดาะลูกแล้ว ก็ต่อด้วยการฝึกตีลูกน็อกบอร์ด โดยการจับที่คอแร็กเกตก่อน แล้วตีลูกเบาๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและสร้างความคุ้นเคยกับลูกเทนนิส หรือทำให้ลูกเทนนิสเชื่อง (หัวเราะ) เมื่อเริ่มตีได้หลายครั้งกว่าลูกจะตก ก็จะค่อยๆ ขยับมือมาใกล้ๆด้ามจับ แล้วตามด้วยการฝึกตีลูกโฟร์แฮนด์และแบ็กแฮนด์สลับกันไปอีกที

เคล็ดลับที่ครูสอนก็คือ ให้ฝึกการเล่นหลายๆ แบบไปด้วย เช่น การตีลูกก่อนที่ลูกเทนนิสจะกระทบพื้น หรือตีลูกแบบวอลเลย์รวมทั้งฝึกตบลูกกับผนังโดยตีให้กระทบพื้นก่อนที่ลูกจะกระดอนไปกระทบผนังแล้วเด้งกลับมา การฝึกที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ฝึกเสิร์ฟลูก โดยเริ่มจากเสิร์ฟเบาๆ ไปหาหนัก เมื่อฝึกการตีลูกทุกอย่างจนครบแล้ว คราวนี้ก็สามารถลงสนามเพื่อตีโต้ไปมากับคู่ตีบนคอร์ตจริงได้แล้วครับ”

เต้ย เสริมว่า โดยปกติแล้วเขาจะตีเทนนิสสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยจะเล่นที่คอร์ตเทนนิสของครอบครัวซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านย่านหนองจอกซึ่งคอร์ตนี้คุณปู่เป็นผู้ลงทุนสร้างขึ้นมาสำหรับคนในครอบครัวโดยเฉพาะ เมื่อคิดอยากจะตีเทนนิสเมื่อไหร่ก็สามารถตีได้เลย

 

“สำหรับการเตรียมตัวก่อนเล่น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ผมจะยืดเส้นและวอร์มอัพร่างกายก่อนเสมอ โดยเริ่มวอร์มด้วยการวิ่งเหยาะๆ รอบคอร์ต 10-15 นาที เพื่ออบอุ่นกล้ามเนื้อและทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ก่อนจะทำการยืดเส้น ขั้นตอนต่อมาคือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกส่วนของข้อต่อ ข้อศอกหัวไหล่ ขา สะโพก คอ ข้อเท้า และข้อมือโดยยืดเหยียดออกให้สุด แต่ควรยืดเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้เท่านั้นและไม่ควรยืดมากเกินไป ผมว่าการวอร์มอัพและยืดเส้นก่อนเล่นเทนนิสนั้นทำได้ง่ายๆ แต่มีประโยชน์มหาศาลทั้งยังช่วยลดอาการบาดเจ็บได้และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นอีกด้วย

ผมว่าเสน่ห์ของกีฬาเทนนิสอยู่ที่ความท้าทาย เพราะมันต้องวิ่งไปมาเวลาตีลูก-รับลูก ซึ่งผู้เล่นจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมากๆ แถมเกมการเล่นยังรวดเร็วเร้าใจ และมีการพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลาผู้เล่นจึงต้องมีไหวพริบสูง มีร่างกายที่แข็งแรงเพราะเล่นแล้วจะเหนื่อยมาก ได้เผาผลาญพลังงานและได้เหงื่อเยอะเลย ที่สำคัญยังได้มิตรภาพจากเพื่อนๆ (คู่ตี) ที่เล่นด้วยกันอีกด้วย” PT

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนเล่นเทนนิส

ไม้เทนนิส ก่อนเลือกไม้เทนนิส ผู้เล่นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างเช่น โครงสร้างของไม้ น้ำหนัก ขนาดของด้ามจับ และน้ำหนักสมดุลระหว่างหัวไม้กับด้ามจับ หากเลือกไม่เป็น ควรให้ผู้ที่มีความรู้แนะนำให้

ผ้าพันแร็กเกต (Grip Wrap) เป็นผ้าที่ใช้พันรอบๆ ด้ามจับของไม้เทนนิส(แร็กเกต) เพื่อกันลื่นและช่วยซับเหงื่อที่มือ ฉะนั้นควรเลือกขนาดของกริปแร็ปที่เหมาะสม นั่นคือ เมื่อเอามือจับรอบด้ามแล้ว หัวแม่มือจะต้องทาบอยู่บนนิ้วมืออื่นๆ พอดี

รองเท้าเทนนิส ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นหนาและทำมาจากยาง เพราะจะช่วยรองรับแรงกระแทกและป้องกันการลื่นในขณะที่เล่นได้ ที่สำคัญยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ข้อเท้าได้ด้วย

 

กัญจน์ณภัส ชอง บทเรียนสอนใจที่ยากจะลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442214

กัญจน์ณภัส ชอง บทเรียนสอนใจที่ยากจะลืม

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์    แถมเงิน

เหล็กจะกล้า หินจะแกร่ง ต้องผ่านไฟร้อนๆ ชีวิตที่จะแข็งแรงเติบโต มันจึงต้องผ่านอุปสรรคขวากหนาม มีบทเรียนชีวิตที่ยากๆ กันมาบ้างสักครั้งสองครั้งพอให้รู้รสชาติว่าความเข้มแข็งอดทนมันเป็นเช่นไร ชีวิตที่สะดวกราบรื่นเรียบง่ายนั้นเป็นชีวิตที่ไม่มีวัคซีนที่จะทำให้คนนั้นเข้มแข็ง อดทน เช่นเธอคนนี้ กัญจน์ณภัส ชอง หรือที่รู้จักในแวดวงพยากรณ์ว่า อันญ่า ยิปซีมหัศจรรย์ สาวสวยวัย 30 กว่าๆ

เธอ เล่าว่า ตอนอายุ 25 ปี เธอได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เป็นบทเรียนที่มีอุปสรรคปัญหามาหนักหนาพอตัว ซึ่งถือเป็นบทเรีบนยากๆ บทแรกในชีวิตของเธอ กว่าจะผ่านมาได้ก็เสียน้ำตากับมันมาเยอะมาก เธอ เล่าว่า เธอเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อชาวสิงคโปร์กับคุณแม่ชาวไทยที่ทำธุรกิจส่งออกข้าว ชีวิตที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นคุณหนูสุขสบายมีคนตามรับตามส่งมาตั้งแต่เล็กจนโต

 

พอมาอายุ 20 กว่าๆ กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ปี 2 ครอบครัวก็ประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างหนัก จากที่เคยมั่งมีศรีสุข ก็ขาดทุนยับ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนั้นเธอก็เริ่มมีปัญหากับทางบ้าน จากที่เคยเป็นลูกรักก็เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง ทุกคนในบ้านมีแต่เรื่องเครียดเข้าหากัน จนในที่สุดเธอก็มีปากเสียงกับคุณพ่อ จนเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านประกาศก้องจะส่งเสียตัวเองเรียน

“ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันคงเป็นดวงมั้งคะ (หัวเราะ) ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ ตอนนั้นเหมือนเป็นมรสุมชีวิตของครอบครัว ทุกคนได้รับผลกระทบหมดเลย อะไรๆ ก็ดูขัดหูขัดตาไม่เป็นใจกันไปซะหมดเลย ตอนนั้นมีคนเริ่มชวนหนูไปเป็นพริตตี้แล้วตอนเรียน ปี 3 แต่คุณพ่อไม่อยากให้ไปทำ พอที่บ้านเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน เราก็เลยตัดสินใจไปทำ ออกไปทำงานส่งเสียตัวเอง ไปอยู่อพาร์ตเมนต์ ใช้ชีวิตดูแลตัวเอง ซึ่งก็ยาก ในช่วงแรกต้องปรับตัวเยอะ และก็เริ่มใช้ชีวิตกลางคืนเรื่องเที่ยวบ้าง เรื่องงานบ้าง เหมือนแบบจะหลงระเริงไปบ้าง จากเด็กที่ไม่เที่ยวกลางคืนเลย ไม่เคยเห็นแสงสีอ่ะนะคะ เราไม่เคยมีอิสรเสรีมากขนาดนี้” เธอ ย้อนอดีตให้ฟัง

 

เธอเรียนไป ทำงานไป จนจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเอเชีย และเริ่มทำงานเป็นพริตตี้จริงจัง แล้วก็ทำงานเป็นผู้จัดการร้านอาหารตอนกลางคืนด้วย ควบคู่กับเรียนปริญญาโทไปด้วย กลางวันเรียน กลางคืนทำงานจากคุณหนูสุขสบายไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไร ก็ต้องมาใช้ชีวิตสมบุกสมบันเลี้ยงดูตัวเอง เงินทองก็พอบ้าง ไม่พอบ้าง มีทั้งสนุก มีทั้งเบื่อ มีทั้งทุกข์ยาก แต่เธอก็ไม่ยอมกลับบ้าน เนื่องจากอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าเอาตัวรอดได้ จนสามารถส่งเสียตัวเองเรียนจนจบปริญญาโทมาได้

การทำงานโดยใช้ชีวิตกลางคืนเป็นหลักนั้น เธอคิดว่าข้อเสียมันมากกว่าข้อดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่ต้องอดหลับอดนอน ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยง ที่สำคัญคือภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเธอจะไม่ค่อยดี

 

“แต่ตอนนั้นเราเด็ก เราชะล่าใจไงคะ คิดอะไรไม่รอบคอบไม่ถี่ถ้วน ทำไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกท้าทาย เงินดี หาเงินง่าย เงินคล่อง แล้วมันก็จริงนะคะ ร้านอาหารผับบาร์มันก็มีเรื่องเหล้า บุหรี่ สุรานารีอะไรแบบนั้น ผู้ชายที่มาเที่ยวก็หนุ่มปาร์ตี้บ้าง เจ้าชู้บ้าง ภรรยาเผลอบ้าง สารพัดอย่างเลย ยิ่งเราเจอผู้ชายจากสถานบันเทิง มันยากที่จะเจอคนดี มันเป็นชีวิตดาร์กๆ ถ้าไม่หนักแน่นเราจะหวั่นไหวหลงระเริงได้ง่าย พลาดได้ง่าย ซึ่งหนูเองก็เกือบไปเหมือนกัน เจอไปทั้งอุบัติเหตุและสุขภาพที่ย่ำแย่ แถมทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจอีกด้วย” เธอกล่าวอย่างเหนื่อยใจในเรื่องวันวาน

กัญจน์ณภัส เล่าต่อไปว่า แม้งานเดินเงินคล่อง แต่ก็เงินไม่เคยเหลือ หมดไปกับเรื่องเที่ยวเรื่องกิน ที่สำคัญเป็นงานที่คนภายนอกจะมองแบบไม่ให้เกียรติ ว่าเราเป็นคนกลางคืนบ้าง คนมองแบบว่านี่ขายตัวรึเปล่าแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ปีที่ 3 ของการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน ตอนนั้นเธออายุ 25 ปีพอดี เริ่มเจ็บป่วยเพราะใช้ชีวิตตรากตรำมากเกินไป ทั้งเรียนทั้งทำงาน ทำงานทั้งกลางวัน กลางคืนสลับกับเรียน มันหนักมาก จนทำให้เธอเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมีเลือดออกในช่องท้อง ประเดี๋ยวป่วยๆ แบบนี้บ่อยๆ และกินข้าวไม่เป็นเวลา งานบางครั้งก็ต้องดื่มบ้างอะไรบ้าง สุดท้ายเธอนอนป่วยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ 2 วัน ไม่ได้ออกมากินข้าว ตื่นขึ้นมาในสภาพทรุดโทรมนอนมองเพดานแล้วเริ่มถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และถ้าวูบหลับไปแล้วไม่ตื่น คงไม่มีใครเห็น คงตายไปแบบเดียวดาย พ่อแม่ก็คงไม่ได้บอกลา ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่านเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นจุดแรกที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันใช่ชีวิตเราเปล่า หรือมันดีสำหรับตัวเองแล้วหรือ ทำไมชีวิตเราจึงช้ำแบบนี้

 

“ก่อนหน้านี้คุณพ่อคุณแม่ก็โทรมาตามให้กลับบ้านหลายครั้ง แต่เราก็ดื้ออวดดี จะเอาชนะมันก็รอดนะคะ ส่งตัวเองเรียนปริญญาโทจนจบ แต่คุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ก็เสียหายไปบ้าง แล้วเราไม่ได้ใช่เด็กเที่ยว ที่จริงก็ไม่ค่อยชอบชีวิตกลางคืนเท่าไหร่ พอผ่านมาแล้วเราถึงรู้ว่านั่นมันไม่เหมาะกับเรา ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ แล้วเราก็ไม่ได้มีความสุขกับมันสักเท่าไหร่ แต่เพราะอยากจะเอาชนะ จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเอาตัวรอดได้ แต่มันก็ไม่ได้สวยงามนัก ถ้าย้อนเวลาได้ก็คิดว่าจะไม่ทำแบบนั้น แต่มันก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราได้เรียนรู้นะคะ ว่าเราจะไม่เดินตามเส้นทางแบบนั้นอีก” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

และเหตุการณ์สุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจที่จะเลิกใช้ชีวิตกลางคืนสายดาร์กและกลับบ้าน ก็คือ เธอได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำตอนตี 3 หลังจากเลิกงาน โดยนั่งรถไปกับเพื่อนแล้วไปชนกับรถคันอื่นซึ่งคู่กรณีก็เมาเล็กน้อย เธอบาดเจ็บพอสมควรแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ต้องเลือดตกยางออกนอนโรงพยาบาลไป 2-3 วัน นั่นเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจเลิกชีวิตค่ำคืนอย่างเด็ดขาด คิดว่าถ้ายังทำงานกลางคืนแบบนี้ไม่ไหวแน่ มันจะพลาดเข้าสักวัน และไม่โชคดีแบบวันนี้ที่ไม่เป็นไรมากนัก

 

“พอเจออุบัติเหตุ หนูตกใจมาก สังหรณ์ในใจเลยว่าขืนทำงานตรงนี้กลับดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้อีก วันหลังต้องเจอรถชนแบบนี้อีกแน่ คิดในใจเลยว่าโชคดีวันนี้รอด แล้วถ้าเจออีกจะโชคดีรอดเหมือนวันนี้ไหม ถ้าพิการ แขนขาหัก หน้าตาเป็นแผลเป็นจะทำยังไง บอกตัวเองเลยต้องเลิกแล้วไม่ทำแล้ว” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ตอนออกจากโรงพยาบาลไปนอนพักที่บ้านก็นึกถึงพระเจ้าตากสินขึ้นมา เพราะเธอเป็นคนฝั่งธนเกิดที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็อธิษฐานจิตขอกับท่านว่าขอให้หายป่วยโดยไวเถิด ขอให้สุขภาพกลับมาดีเหมือนเดิม จะกลับตัวกลับใจไม่ทำงานกลางคืน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตแบบนั้นอีก จะไม่ทำงานที่ข้องเกี่ยวกับเหล้าบุหรี่อบายมุขต่างๆ อีก จะใช้ชีวิตในทางที่ดีงามถูกต้องเหมาะสม

 

พอพักฟื้นจนหายดี เธอก็ไปลาออกจากงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน โดยช่วยงานทางบ้านที่ยังคงค้าข้าวแต่ไม่ได้ทำใหญ่โตเหมือนเดิม แล้วเธอก็มารื้อฟื้นความชอบเดิมที่สนใจเรื่องไพ่ยิปซีอยู่ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น โดยไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวกับอาจารย์ธนกร สินเกษม และเรียนเรื่องฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง อย่างครบวงจร เป็นงานอดิเรกควบคู่ไปกับธุรกิจค้าข้าวของครอบครัว

เธอ เล่าว่า พอกลับมาทำงานปกติ รู้สึกชีวิตมีความสุขดีมาก ปลอดภัยไร้กังวลสบายใจขึ้นมาก ตื่นแต่เช้า นอน 5 ทุ่ม สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็เต็มอิ่มมีความสุข พอมาเริ่มทำนายไพ่ยิปซีเป็นงานอดิเรกได้ 2 ปีกว่า ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตสนุกมีสีสัน มันใช่ที่ที่จะใช้ชีวิตนับจากนี้ต่อไปของเธอ

“ชีวิตกลางคืนเกือบ 5 ปีตอนนั้น ย้อนกลับไปมองมันก็เป็นบทเรียนชีวิตอีกบทหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม ชีวิตคนเราคงต้องเจออะไรหลายๆ แบบ มีดีไม่ดี มีสุขมีทุกข์ สลับกันไป โชคดีที่รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป นับแต่นี้ก็จะใช้ชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสมตามทำนองคลองธรรม อย่างที่ผู้หญิงควรจะเป็นในแบบที่ทำแล้วมีความสุขนะคะ” เธอ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

 

 

 

ดูละคร (จีน) แล้วย้อนดูตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442197

ดูละคร (จีน) แล้วย้อนดูตัว

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ปีที่แล้วระหว่างทางไปดอนเมือง มีคุณป้าชาวฝรั่งเศสมาถามทาง เลยได้พูดคุยกันพอกล้อมแกล้ม

เธอบอกว่าอยู่เมืองไทยมา 7 ปี ไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แต่พอถามว่าพูดภาษาไทยได้มั้ย เธอยิ้มแหะๆ แล้วบอกว่าได้หน่อยเดียว “แต่เธอกำลังพยายามนะ”

เธอบอกว่าเพิ่งได้ซอฟต์แวร์เรียนภาษาที่ดีมากงั้นงี้จากเพื่อน ซอฟต์แวร์นี้สามารถให้เราออกเสียงแล้วเทียบกับเสียงมาตรฐานภาษาไทยได้ด้วย

ในฐานะที่รู้สึกดีกับการเรียนภาษาผ่านละครจีน จึงแนะนำไปว่า ถ้าอยากเรียนภาษาให้เรียนจากละครทีวีดูก็ได้ ได้ทั้งภาษาได้ทั้ง Culture ในเวลารวดเร็ว

สารภาพ… ผมหยุดปากไม่ทัน

เธอพูดจาเห็นด้วยตามมารยาทไม่เกินสามคำ แล้วเธอก็เริ่มสาธยายยกใหญ่ถึงความแปลกประหลาดของละครไทย ทำไมท่าทางของตัวละครถึงต้องแปลกประหลาดขนาดนั้น ทำไมต้องกรี๊ด

คงโชคร้ายของเธอที่บังเอิญเธอไม่ได้ดูละครไทยดีๆ แต่ก็โชคดีที่เธอทนดูได้ไม่นาน เพราะเธอไม่ได้พูดถึงความพิสดารที่ฉากเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะจะแย่งผู้ชาย (ซึ่งละครที่เธอโชคไม่ดีได้ดูเข้า มักจะมีเสมอ)

เอาล่ะ “ฝรั่ง” วัฒนธรรมคงต่างกันมาก เลยรับไม่ได้อย่างหนัก บ่นยกใหญ่ ผมคิดแก้เก้อลึกๆ…

งั้นคิดถึงความเห็นของละครไทยจากชาติอื่นที่ใกล้ๆ กว่านั้น

จีนละกัน! จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน น่าจะมีละครที่ไม่ต่างกันนัก ชาวจีนในสายตาคนไทยทั่วไปก็ไม่ได้ศิวิไลซ์ไปกว่าชาวไทยเท่าไหร่หนิ…

บนเครื่องบินได้ชวนอาเฮียคนหนึ่งที่นั่งข้างๆ คุย อาเฮียเป็นคนไหหลำ เกิดที่จีนและตั้งรกรากมายี่สิบกว่าปี แต่งงานมีลูกที่ไทย พูดภาษาไทยได้เกือบชัด สนทนาเล่นๆ ไปมา อาเฮียก็บอกว่า “ผมนี่ห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ลูกดูทีวีไทย” “มันมีแต่ละครอะไรไม่รู้ ไม่ดีเลย” “ผมให้ลูกดูช่องจีนดีกว่า…”

ผมสัมผัสได้ว่าทั้งคุณป้าและอาเฮียแกมีท่าทีรักเมืองไทย

เอาล่ะ ละครฝรั่งเราละไว้ แต่ละครจีนมันประเสริฐกว่าละครไทยนักหรือ?

ละครจีนรุ่งเรืองอย่างมากในไทยตั้งแต่ยุคสามสิบกว่าปีที่แล้ว ละครจีนในยุคนั้นเป็นของฮ่องกงเป็นหลัก มักเป็นละครจากนิยายจีนกำลังภายใน หรือไม่ก็เป็นหนังเจ้าพ่อหักเหลี่ยมเฉือนคม หรือคนสู้ชีวิต

ซึ่งนั่นก็คือชีวิตที่โรแมนซ์ในอุดมคติของชาวฮ่องกงยุคเศรษฐกิจทะยาน

สำหรับคนที่เกิดมานานมากพอคงรู้จักดี ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

หลังยุคบูมของละครและเศรษฐกิจฮ่องกงผ่านไป ก็เข้าสู่ยุคตกต่ำของหนังจีนในไทย ผู้คนไปนิยมละครเกาหลีแทน พอถึงยุคนี้ละครจีนที่กลับมาส่วนใหญ่ ก็กลายเป็นละครจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปเสียแล้ว

ซึ่งกลิ่นอายต่างกับละครฮ่องกงอยู่หลายช่วงตัว

ละครจีนที่เข้ามาฉายในไทยยุคนี้ มีไม่มากนัก และต้องอ้างอิงชื่อเสียงนิยายกำลังภายในยุคเก่า นิยายแฟนตาซี หรือไม่ก็เรื่องที่อ้างอิงบุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่ดังในหมู่คนไทยอยู่ก่อนแล้ว ส่วนละครจีนที่พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคใกล้ หรือละครจีนร่วมสมัยแทบไม่มีเข้ามาในไทยเลย

คนไทยจึงไม่ค่อยได้รู้ความเคลื่อนไหวของละครจีนแผ่นดินใหญ่เท่าไหร่

ละครจีนแผ่นดินใหญ่แบบอิงประวัติศาสตร์ มักฉายภาพการเมืองการทหารที่ซับซ้อนมากกว่ายุคก่อนมากขึ้น ประเภทคนดีมีความเลว คนเลวมีความดี ตามกระแสการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ขึ้นมาพูดด้วยสายตาคนรุ่นใหม่ในสังคมจีน

ละครจีนประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ดูไปก็น่าจะเป็นลูกรักของรัฐบาล เพราะเป็นเครื่องมือโฆษณาชั้นดีของพรรค

ที่ผ่านมาจึงมีละครปลุกใจรักชาติจำนวนมาก จนผู้ชมชาวจีนบ่นว่าเอาแต่เลือกทำละครสงคราม โดยเฉพาะสงครามที่จีนถูกญี่ปุ่นรุกรานนี่…รบกันไม่จบไม่สิ้น

จนถ้าเอาจำนวนตัวประกอบทหารญี่ปุ่นในละครปลุกใจรักชาติทั้งหลายมารวมกัน ยังมากกว่ายอดผู้เสียชีวิตในสงครามจีน-ญี่ปุ่นในความเป็นจริงเสียอีก

ปัญหาพวกนี้ไม่เล็กน้อย วงการมายาจีนเริ่มคิดได้ ในโลกแห่งการแสวงหาความร่วมมือระดับชาติ ละครแบบนี้สะเทือนถึงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ท่าทีจึงเริ่มเปลี่ยนไป

ละครฟอร์มยักษ์เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา คือพล็อตสรรเสริญวีรกรรมที่กองทัพปลดแอกเข้ายึดปักกิ่งได้โดยสันติ ทำให้ปักกิ่งไม่เสียหายจากสงคราม นำแสดงโดยดารารุ่นเก๋าหลายคน

เป็นการโปรโมทข้อดีของการใช้สันติแก้ปัญหา ในสงครามกู้ชาติของชาวจีน

ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปีก็มีละครที่พูดถึงชีวิตของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่เริ่มรู้จัก รัก และสร้างครอบครัวด้วยกันตั้งแต่ยุคจีนยังปิดประเทศ

หนึ่งตอนเป็นตัวแทนของหนึ่งปี ละครเรื่องนี้มี 50 ตอน ฉายภาพสังคมจีน 50 ปีผ่านชีวิตชายหญิงคู่นี้ถึงวันที่แก่เฒ่า ลูกหลานเต็มบ้าน

ตั้งแต่ยุคแห่งการปลุกจิตวิญญานสร้างชาติ ยุคก้าวกระโดดใหญ่ สู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม จนถึงวันที่จีนเปิดประเทศ แปรสภาพองค์กรรัฐเป็นบริษัทเอกชน มีอินเทอร์เน็ต จนถึงยุคที่ลูกหลานส่งเข้าบ้านพักคนชรา (“ชั้นดี” เพราะอากงอาม่ารุ่นใหม่ต้องปรับตัวตามสภาพสังคมจีนยุคใหม่)

ทั้งหมดคือบรรยากาศประกอบฉากการใช้ชีวิตครอบครัวของชายหญิงคู่นี้ โดยไม่ได้ยัดเยียดความเป็นประวัติศาสตร์จ๋าหรือความรักชาติบ้าระห่ำ แต่กลับให้ความรู้สึกผูกพันมีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยบนแผ่นดินจีนมากกว่า

ละครจีนร่วมสมัยที่เตะตาผู้ชม ก็มักเป็นเพราะหาประเด็นทางสังคมใหม่ๆ หยอดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เกิดจากพ่อม่ายลูกติดที่มาแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติด เป็นครอบครัวน่ารักๆ ป่วนๆ โดยความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมที่หย่าร้างกันมาไม่ได้ดราม่าอะไร

หรือเล่าเรื่องสนุกๆ ของทนายหนุ่มที่มีอาชีพจัดการเรื่องหย่าร้างให้กับคู่รักโดยเฉพาะ ซึ่งบางครั้งต้องสืบเสาะคดีมีกิ๊กด้วยการเช็กข้อมูลในเมสเซจแชต ตามกระแสสังคมที่สถิติการหย่าร้างและการนอกใจในคนจีนยุคใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

หรือพูดถึงสาว Working Woman เก่ง แกร่ง เจ้าเสน่ห์ ที่มีหนุ่มหน้าใสอายุอ่อนกว่ามาติดพัน ตามกระแสกินเด็ก

พื้นที่ของละครจีน เปิดกว้างให้เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และคนแก่ เป็นตัวเอกของเรื่องราว และพยายามเกาะกระแสสังคมอย่างไม่ลดละ

แต่กระนั้นก็ตาม คนจีนจำนวนไม่น้อยก็บอกละครจีนน่าเบื่อ สู้ละครเกาหลี ซีรี่ส์ฝรั่งไม่ได้

ฝั่งคนทำละครจีนก็ได้แต่โอดโอยว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดมากเกินไป เรื่องผี วิญญาณก็ทำไม่ได้ เรื่องที่สะเทือนภาพลักษณ์ของพรรค ของข้าราชการ ของตำรวจ ทหาร ก็เช่นกัน

ละครจีนยังคงต้องพยายามที่จะไล่ตามละครต่างประเทศอย่างไม่ลดละ แต่ความพยายามก็มีทยอยออกมาไม่ขาดสาย

เสียแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นละครที่ผลิตมาเพื่อคนจีน เพราะมีบริบทที่มีแต่คนจีนเท่านั้นที่อินได้ เราจึงไม่ค่อยได้เห็นละครแบบนี้ในไทย

ซึ่งถ้าอ่านแล้วรู้สึกดีกับละครจีนมากขึ้น ก็ต้องขอยอมรับว่าละครที่ยกมาเป็นพล็อตละครที่ค่อนข้างได้รับความนิยมและได้รับคำชื่นชม ละครเละเทะของจีนก็มีไม่น้อย แต่ในฐานะนักเรียนภาษา ผมคงรู้สึกเสียเวลากับละครพวกนั้น

สำหรับชาวต่างชาติอย่างผม ละครคือสื่อสอนภาษาที่ดี เพราะได้เรียนทั้งภาษาและวิธีคิด วัฒนธรรม และกระแส ซึ่งมีอะไรที่ให้ชาวต่างชาติเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมากมาย

การบ้านที่หนักหน่วงของผมที่เหลือก็คือ ถ้าผมเจอคุณป้าฝรั่งเศสและอาเฮียชาวไหหลำคนนั้นในวันนี้ ผมจะแนะนำให้เขาดูละครไทยเรื่องไหนดี