นักวิจัยยอดเยี่ยม แตกต่างสู่ปฏิรูป มือหนึ่งนวัตกรรมด้านขนส่งเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442070

นักวิจัยยอดเยี่ยม แตกต่างสู่ปฏิรูป มือหนึ่งนวัตกรรมด้านขนส่งเมืองไทย

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ด้วยความคิดที่รุดหน้า และมองเห็นว่าทุกปัญหาหากคิดให้เป็นและถูกหลักตามความรู้ของตนเองที่ถูกต้อง ทุกปัญหาก็สามารถคลี่คลายได้

หากให้สะท้อนแนวคิดของนักวิจัยชื่อดังของเมืองไทยอย่าง รศ.เอกชัย สุมาลี รองอธิการบดี ฝ่ายจราจรและขนส่งมวลชนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ที่คิดค้น วิจัย และที่สำคัญคือนำความคิดที่ตกผลึกของตนเองออกมาในรูปแบบการปฏิบัติ ใช้ในเรื่องการจัดการขนส่งคมนาคมที่ถนัด จนทำให้ชื่อเสียงของนักวิจัยผู้นี้ทะยานไปในระดับโลกจะเห็นได้ถึงมุมความคิดของนักคิดนักทำผู้นี้

การันตีด้วยความสามารถจากรางวัลใหญ่ระดับโลกที่ รศ.เอกชัย ได้รับมาล่าสุด คือได้รับการจัดอันดับ ให้เป็น 1 ใน 2 คนของนักวิจัยประเทศไทยยอดเยี่ยม จาก The Asian Scientist magazine and includes และได้รับจัดอันดับเป็นลำดับที่ 2 จาก 5,000นักวิจัยทั่วโลกในด้านผลงานทางวิจัยด้านระบบขนส่งโดย Microsoft Academic พ่วงด้วย รางวัล ASPIRE Prize (APEC Science Prize for Innovation, Researchand Education) เป็นรางวัลสำหรับนักวิจัยยอดเยี่ยมที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย Asia-Pacific Economic Community (APEC)

Posttoday@weekly เปลือยความคิดของนักวิจัยอย่าง ศ.ดร.เอกชัย ที่ว่ากันว่าคือมือหนึ่งด้านนวัตกรรมขนส่งของเมืองไทย และอีกมุมคือผู้ประสาทความรู้ที่ให้คนรุ่นใหม่ใช้ต่อยอดพัฒนาชาติด้วยเทคโนโลยี

ย้อนกลับไปจะเห็นภาพเด็กหนุ่มวิศวกรที่ใฝ่รู้ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาทำวิจัยในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ยังประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2543-2549 ก่อนที่มหาวิทยาลัยจากฮ่องกงจะขอดึงตัวนักวิจัยสายเลือดไทยผู้นี้มาช่วยทำงานแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งจราจร กระทั่งเป็นผลสัมฤทธิ์ด้วยการสามารถพัฒนาวิเคราะห์ระยะเวลาในการใช้เดินทางด้วยระบบเทคโนโลยี

ก่อนที่ท้ายสุด ชีวิตในต่างประเทศรวม 12 ปีจะสิ้นสุด เมื่อ รศ.เอกชัย ขอกลับมาเมืองไทยเพื่อมาแก้ไขปัญหาขนส่งจราจร ด้วยผลงานอันโดดเด่นไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างระบบติดตั้งจีพีเอสในรถบรรทุกทุกคันตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก หรือป้ายจราจรอัจฉริยะบนทางด่วนที่คำนวณสภาพการจราจรได้แม่นยำ หรือการพัฒนาแอพพลิเคชั่น All Thai Taxi ที่สำเร็จออกมาก็เพราะฝีมือนักวิจัยผู้นี้และทีมงาน

รศ.เอกชัย บอกว่า ผมเป็นเหมือนผู้ที่ใช้หลักคณิตศาสตร์มาแก้ไขปัญหาจราจรขนส่ง คือ สร้างปัญหาให้ออกมาในรูปแบบสมการคณิตศาสตร์ สร้างความเข้าใจว่าทำไมรถถึงติด และติดเพราะอะไร และหาจุดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหา แต่วิธีแก้คือผมคิดในรูปแบบของสมการ ก็ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะแก้จากตรงไหน แก้อย่างไร ก็เหมือนผมแก้โจทย์คณิตศาสตร์

ด้วยผลงานที่ทำเรื่องที่ซับซ้อนของระบบขนส่งจราจร ผมสามารถทำให้กลายเป็นสมการได้ง่ายๆ จากนั้นก็หาคำตอบจากสมการเมื่อได้มาแล้วก็นำมาปรับใช้กับสังคมจริงๆ ดังนั้น รูปแบบของงานวิจัยขนส่งจราจรที่ทำจะเป็นรูปแบบสมการที่เชื่อมโยงกันหมด ทั้งเรื่องการขนส่งสินค้า การจราจร ในมุมมองของผมจะวิเคราะห์สภาพปัญหาด้วยสมการก่อน จะไม่นำความคิดเข้าไปใส่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแบบนี้ เป็นลักษณะของการปรับใช้ คือปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเรา ก็คิดและวิเคราะห์ และสร้างสมการ จากนั้นก็นำมาใช้จริง

อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่กว่าที่ รศ.เอกชัย จะประสบความสำเร็จเฉกเช่นทุกวันนี้ทุกอย่างก็ผ่านการลองผิดลองถูก แต่ทุกครั้งก็ใช้ความคิดที่เป็นตรรกะเพื่อสังเคราะห์ปัญหา และด้วยความคิดที่ว่าของเจ้าตัวจนนำไปสู่การปฏิบัติที่สัมฤทธิผลยังต่างประเทศ ก็ทำให้ชื่อเสียงพอกพูนมากขึ้น กระทั้งมีการทาบทามจากหลายหน่วยงานในเมืองไทยว่าอยากจะขอตัว “อาจารย์” ผู้นี้มาพัฒนาบ้านเมืองเสียที

“เมื่อกลับมาทำงานที่เมืองไทย ทำให้เห็นภาพชัดว่าระบบขนส่งจราจรในประเทศไทย เราต้องการผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เก่งในเรื่องนโยบาย แต่ต้องเก่งในเรื่องการปฏิบัติแก้ไขปัญหาด้วย ซึ่งเป็นเชิงของตรรกะความคิด

หรืออย่าง All Thai Taxi ต้องการทำรถแท็กซี่ที่ควบคุมได้ด้วยคนแค่ 1-2 คน รถยนต์มีทั้งหมด 500 คัน แต่มีคนขับกว่า 1,000 คน จะทำอย่างไรให้สามารถเดินระบบควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงได้พัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานและทำให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงกรมการขนส่งทางบกที่ต้องติดจีพีเอสรถบรรทุกทุกคันเพื่อให้สามารถติดตาม ควบคุมความเร็วและสามารถบริหารจัดการด้านขนส่งจราจรได้ด้วย ผมก็ได้เข้าไปพัฒนาสร้างซอฟต์แวร์ให้ใช้งาน ตามโจทย์ที่เรียลไทม์ที่ต้องสามารถประมวลผลข้อมูลรถบรรทุกนับแสนคันได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมได้ทั้งหมด” รศ.เอกชัย ย้ำ

จากอังกฤษ สู่ฮ่องกง และทุกวันนี้ที่เมืองไทย ในแง่ของงานวิจัยและการแก้ไขปัญหาด้านขนส่งจราจรที่ได้ รศ.เอกชัย ประสบมา แน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างกันรศ.เอกชัย เล่าว่า อย่างที่อังกฤษผมอยู่ในฐานะนักวิจัยอย่างเต็มตัว คือ มีปัญหาที่ชัดเจน ลงรายละเอียดให้เห็นถึงทฤษฎีของมันแต่ไม่ได้สนใจเชิงปฏิบัติว่าจะมีผลออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อมาทำงานที่ฮ่องกงแล้ว จะเน้นในเรื่องการวิจัยที่สามารถนำไปปฏิบัติและเห็นผลได้ด้วย จะต้องตอบโจทย์ให้ได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 1-2 ปี ไม่ใช่เป็นสิบๆ ปี ดังนั้น ความยากง่ายก็ต่างกัน

“แต่เมืองไทยบทบาทของผมก็เปลี่ยนไปอีก เพราะมีองค์ประกอบภายในประเทศที่แตกต่างกันออกไป จากคนที่เป็นนักคิด เข้าสู่การเป็นคนที่ต้องทำ แต่กระบวนการบ้านเรามีความซับซ้อนมากพอสมควร เพราะบางครั้งเราพูดถึงปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา แต่เราละเลยเรื่องที่ต้องแก้ไขจริงๆ”

สิ่งที่ รศ.เอกชัย กำลังทำอยู่ และทำมาแล้ว อาจเรียกได้อีกอย่างว่าคือ “นวัตกรรมขนส่ง” ที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องในการจัดการ และหากพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีแล้ว รศ.เอกชัย นิยามเรื่องนี้ว่า คนไทย “เก่ง” แต่เก่งในเรื่องการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่คนที่คิดค้นขึ้นมา และสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีบางอย่างของต่างประเทศ ไม่เหมาะกับปัญหาในเมืองไทย เพราะต่างประเทศผลิตเทคโนโลยีออกมาเพื่อแก้ปัญหาของพวกเขา

สิ่งที่นักวิจัยผู้นี้มองเห็นเกี่ยวกับปัญหาจราจร คือ การแก้ไขปัญหาจะต้องมี 3E คือ 1.Education องค์ความรู้ วินัยจราจรต้องทำให้คนเห็นว่าการที่คุณจอดรถไว้ชั่วครู่แต่หลายคันก็ทำให้รถติดยาวได้ 2.Engineering หลักวิศวกรรม ทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพการจัดการสูงขึ้น การถ่ายรถไปในแต่ละเส้นทาง และ 3.Enforcment คือการนำความเข้มงวดในการปรับใช้กฎหมาย

“ทุกอย่างสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ทั้งหมด แต่ผลที่ต้องการคือการปรับวิธีของผู้ใช้รถใช้ถนน ผมมั่นใจว่าคนไทยปรับได้และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และการปรับเปลี่ยนพัฒนาในแต่ละประเทศก็ก้าวข้ามในรูปแบบที่เหมือนกัน ประเทศไทยทุกวันนี้อาจเป็นประเทศญี่ปุ่นในอดีตเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาก็ได้ ดังนั้นเราพัฒนาไปอยู่ แต่อาจจะช้าหน่อย” รศ.เอกชัย ย้ำ

 

ปัญหาที่พบ ‘เพราะอาจารย์คืออาจารย์’ 

รศ.เอกชัย ให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยของเมืองไทยว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ขึ้นมาต่อยอดเป็นนักวิจัยได้ถือว่ามีไม่น้อยทีเดียว แต่การต่อเนื่องจะติดหล่มความคิดอยู่เพียงนิดเดียวคือคำว่า “อาจารย์ก็คืออาจารย์”

“เมืองไทยติดภาพว่า อาจารย์จะไม่ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากงานวิจัย อย่าลืมว่าองค์ความรู้ต่างๆ ในการพัฒนานั้นอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งหมด อาจารย์ก็สามารถทำธุรกิจได้นะ แต่เมื่อเราพูดคำนี้คนไทยก็จะมองว่าอะไรเนี่ยอาจารย์มาทำมาหากิน แต่ต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะอาจารย์ก็เรียนมา วิจัยมา กระทั่งนำไปต่อยอดได้ด้วยประเทศไทยก็จะเป็นลักษณะนี้ เมื่อมาถึงขั้นตอนที่จะเอางานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดก็ไปต่อไม่ได้ คือสูตรที่นักวิจัยไทยต้องก้าวข้ามให้ได้”

รศ.เอกชัย เสริมว่า เพราะการพัฒนาวิจัยจนนำไปสู่การใช้ได้จริง จะเป็นการส่งผลดีต่อการแข่งขันในเวทีโลกด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทที่เมืองไทยต้องคาดหวังว่าจะให้เกิดขึ้น

“ซึ่งหากอาจารย์ที่เป็นคนสอนไม่สามารถทำได้เอง เราจะสร้างลูกศิษย์ที่เป็นนักรบทางเศรษฐกิจยุคใหม่ๆ ออกมาได้อย่างไร”รศ.เอกชัย ย้ำ และว่า  แบ่งตัวตนของตนเองออกเป็นสองรูปแบบ คือ เป็นทั้งนักคิดและนักทำ โดยทุกครั้งที่มองปัญหาจะมองสองด้านด้านหนึ่งคืองานวิจัยที่ต้องรู้ ขณะที่อีกมุมก็คือโอกาสทางธุรกิจที่สามารถไปต่อได้ แต่คำตอบสองอย่างอาจเป็นเรื่องเดียวกัน หรือไม่ใช่เรื่องเดียวกันก็ได้

กรุงเทพฯ ไม่เหมาะกับระบบราง

รศ.เอกชัย มองการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครอย่างน่าสนใจด้วยคำพูดที่ว่า“กรุงเทพฯ ไม่เหมาะกับระบบราง” ซึ่งดูเหมือนจะขัดต่อรูปแบบการพัฒนาที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ แต่แน่นอนว่านักวิจัยต้องมีคำอธิบาย

“ต้องเข้าใจว่าระบบรางเป็นเรื่องที่ลงทุนสูง และเมืองที่เหมาะกับระบบรางในการขนส่งคือเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากร กรุงเทพฯ มีประชากรเยอะ แต่ไม่ถือว่าหนาแน่นหากเทียบต่อตารางกิโลเมตร ภาพที่เห็นชัดคือในละแวกสถานีระบบราง จะต้องมีคนอยู่อาศัยจำนวนมาก เพื่อใช้ระบบรางในการผ่องถ่ายประชากร และเหมาะกับจุดกิจกรรมหรือที่อยู่อาศัยโดยรอบสถานี

กรุงเทพฯ รอบสถานีรถไฟฟ้า ผมถามว่ามีคนอาศัยอยู่กี่คน หรือคนที่ “เดิน” มาใช้สถานีรถไฟฟ้ามีกี่คน เพราะว่ากันตามจริงทุกคนที่มาใช้รถไฟฟ้าก็นั่งรถโดยสารมาต่อ หรือขับรถมาจอดและใช้รถไฟฟ้า ดังนั้น กรุงเทพฯ สำหรับผมยังถือว่าไม่เหมาะที่จะเป็นเมืองระบบราง”

รศ.เอกชัย ยกตัวอย่างเช่น ที่ฮ่องกง แต่ละสถานีรถไฟฟ้าจะกระจุกตัวไปด้วยผู้คนที่อยู่อาศัย เป็นสำนักงานจำนวนมาก หรือเป็นพื้นที่กิจกรรมที่รองรับคน ขณะที่โดยรอบนอกก็ยังมีพื้นที่สีเขียว มีป่าที่อนุรักษ์เอาไว้ใกล้เมือง เพราะใช้พื้นที่เพียงแค่ 18% เพื่อพัฒนาเมือง แต่กรุงเทพฯ ถูกขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และการสร้างระบบรางเพื่อรองรับคนออกไปนั้นก็ถือว่าไม่คุ้มค่า เพราะรถไฟฟ้าวิ่งส่งคน 1 คน หรือคน 100 คน ต้นทุนของการเดินรถก็เท่ากัน ดังนั้น นึกภาพตามว่าหากพื้นที่ชานเมืองมีคนใช้จำนวนน้อยความคุ้มค่าก็ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเราไม่มีกลไกในพื้นที่เข้ามาจัดการเพื่อรองรับระบบรางที่จะมาบริการประชาชน กลายเป็นว่าเราทำรถไฟเพื่อไล่จับคน แทนที่จะจับคนมาอยู่กับรถไฟ

“โครงสร้างบ้านเราใช้รูปแบบคล้ายกับสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ถนนเป็นตัวนำความเจริญ จะแตกต่างจากเมืองที่มีการกระจุกตัวของประชากรหนาแน่น เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฯลฯ ที่มีการจัดการรองรับการขนส่งระบบรางที่ดีกว่า แต่ผมไม่ได้บอกว่าระบบรางไม่จำเป็นนะ เพียงแต่ขณะนี้ยังถือว่าไม่เหมาะสมนักที่จะพัฒนาเมืองให้กลายเป็นระบบรางทั้งหมด”

ความฝันและเป้าหมายที่ต้องทำ

ท้ายสุด รศ.เอกชัย มองถึงเป้าหมายข้างหน้าว่า เรื่องของการวิจัยผมถือว่ามาถึงที่สุดแล้วในชีวิต และผลวิจัยของผมคือใบเบิกทางอันสำคัญที่ทำให้คนเชื่อในตัวผม เมื่อมีโอกาสแล้วผมอยากจะสร้าง “ทีม” ที่เก่งและเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีขนส่งเหมือนกับต่างชาติ ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยสามารถทำระบบการเดินทาง การจัดการเรื่องการเดินทางให้เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถส่งไปแข่งขันในระดับโลกได้ และผมกำลังดำเนินการทำอยู่แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความเชื่อ และใช้ผมเป็นตัวกลางเพื่อให้แผนที่ว่านี้เกิดขึ้นได้

“ผมอยากให้เทคโนโลยีการเดินทางสามารถเข้าถึงคนไทยได้ทุกคน เพื่อให้พวกเขาสามารถจัดระบบชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น แม่นยำ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้อีกด้วย ทุกอย่างที่กำลังดำเนินการก็มีทั้งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนว่ามีทั้งคนที่สนับสนุนและคนที่ดูถูก แต่ผมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แผนตรงนี้สำเร็จ และหากทำได้จริง งานชิ้นนี้จะถือเป็นใบผ่านงานชิ้นสุดท้ายของผมในฐานะนักวิจัย และนักปฏิบัติด้วย”

 

กินของเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441902

กินของเหลือ

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมว่าหลายคนคงต้องมีบ้างที่เวลาไปกินอะไรที่ไหน แล้วสั่งมาหลายๆ อย่าง แล้วมีบางอย่างกินไม่หมด ก็ให้ใส่ถุงหรือใส่กล่องเอากลับบ้าน พอมาถึงบ้านก็ไม่ค่อยอยากกิน เพราะเพิ่งกินมาหยกๆ และคิดว่าเป็นของเหลือ ก็วางแช่อยู่ในตู้เย็น ผ่านไปสองวันก็คิดตก ทิ้งสถานเดียว

เหมือนกับเวลาไปตลาดสด ตลาดนัดชาวบ้าน เห็นปลาแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำ เห็นฟักข้าว ฟักทอง แตงโมอ่อน ถั่วพู บวบ ชะอม พริกขี้หนูสวน เครื่องแกงเหลือง เครื่องแกงเขียวหวาน ดูมันน่ากินไปหมด ทั้งสด ทั้งงาม ทั้งถูก ความละโมบพุ่งปรี๊ด กะว่าเอามาทำไอ้โน่นไอ้นี่ พอถึงบ้านของพวกนั้นนอนนิ่งๆ ในตู้เย็นเป็นเดือนไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายก็ทิ้งสถานเดียวเหมือนกัน

ที่ผมยกตัวอย่างมานี่ไม่ใช่อื่นไกลครับ ผมเองนี่แหละ ตอนหลังๆ ชักไม่ไหว เวลาเก็บทิ้งมันเงินเราทั้งนั้น เสียดายเงิน นี่ถ้าตู้เย็นมันพูดได้คงด่าว่าได้แต่ยัดอย่างเดียว เลยต้องปรับใหม่เป็นการกินไม่ให้เหลือหรือกินของเหลือ โดยเฉพาะเอาของเหลือมาทำกินใหม่ ปรับไปตามใจชอบ มันเป็นการท้าทาย ได้ทดลอง ถ้ากินอร่อยก็ถือว่า เป็นวิธีของตัวเอง ไม่อร่อยก็คิดว่าครั้งหน้าน่าจะต้องปรับอย่างไร ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์สองต่อ อย่างแรกไม่เสียของ อย่างที่สองได้สนุกกับการทำกิน

 

ผมมีไก่ย่าง แกงเขียวหวานหมู คั่วกลิ้งหมู ไก่ผัดขิง คอหมูย่าง เหลือไม่ทิ้งใส่ตู้เย็นไว้ก่อน กะว่าจะทำแกงโฮะ พอถึงเวลาก็ไปซื้อชะอม มะเขือพวง พริกชี้ฟ้า ส่วนวุ้นเส้นมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่า แกงโฮะ เป็นหน่อไม้ดองครับ ต้องมีเปรี้ยวจึงจะครบเครื่อง ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องมีเปรี้ยว ก็แกงโฮะดั้งเดิมหรือต้นกำเนิดของแกงโฮะนั้นเกิดจากวัด ที่ลูกศิษย์วัดเก็บของเหลือๆ จากการใส่บาตรที่พระท่านฉันไม่หมด เอามาผัดรวมกัน สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น บางอย่างมันเริ่มตุๆ มีฟองแล้ว เมื่อผัดแล้วความตุที่มีรสเปรี้ยวจึงออกมา แกงโฮะต่อๆมาที่ทำขายนั้นไม่ใช่ของเหลือครับ ของใหม่ทั้งสิ้น แต่ของผมเป็นแกงโฮะตัวจริง เป็นของเหลือหลายๆ อย่างมาผัดรวมกัน ปรุงรสตามชอบ โรยหอมเจียว แต่พอทำขึ้นมาก็เยอะเหมือนกัน คิดว่ากินไม่หมด ก็แบ่งไว้ใส่บาตร เป็นแกงโฮะกลับไปสู่วัด คืนสู่เหย้า

เวลาที่สวนตะลิงปลิงออกลูก มะเขือพวงออกลูก ไปตลาดเจอมะอึก ถ้ามีของพวกนี้จะจูงใจให้ตำน้ำพริกกะปิ ก็แล้วแต่ว่าจะใส่อะไรที่ได้มา และชอบตำเป็นถ้วยย่อมๆ มีเครื่องครบ ปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ ผักสด ผักลวก กินกัน 2 คน กินอย่างไรก็เหลือ มื้อกลางวันต่อมาก็ทำข้าวผัดน้ำพริกกะปิกิน ผัดกระเทียมกับปลาทูที่แกะเนื้อให้หอมก่อน ใส่ข้าว ใส่น้ำพริก บางครั้งก็ตีไข่ใส่ด้วย ไม่เค็มเติมน้ำปลา มะเขือพวง พริกขี้หนูโรย มีพริกไทยอ่อนก็ใส่ด้วย ถ้ามีกุนเชียงก็เอามาเป็นของข้างเคียง สถานการณ์มันเอื้ออำนวยบังคับให้อร่อย ก็ของดีๆ ทั้งนั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรเลย

 

ผมมีเจ้าเป็ดพะโล้อร่อยที่โพธาราม เขาไม่ขี้เหนียวเรื่องน้ำต้มพะโล้ เอาเท่าไหร่ให้มาไม่อั้น กินเนื้อกินน้ำเหลือ เอาเข้าช่องแข็งไว้เลย วันไหนกินสาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ขยักผักกาดหอมไว้ แล้วก็ถึงเวลากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ ก็เนื้อเป็ดน้ำเป็ดที่เก็บไว้ในช่องแข็งนั่นเอง น้ำพะโล้น้อยไปก็เติมน้ำ เติมเกลือ ใส่โป๊ยกั้กสองดอก ไม่หวานใส่น้ำตาลกรวด ต้มให้เดือด เส้นหมี่มีอยู่แล้วลวกเข้า ผักกาดหอมที่ขยักไว้เมื่อตอนกินสาคูไส้หมู วางก้นชามก็เรียบร้อย เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้เจ้าอร่อยที่ไม่ต้องขับรถไปกิน นี่เรียกว่ากินของเหลืออย่างคุ้มค่า

เหมือนกันที่บังเอิญไปเจอชาวบ้านเอาฟักทองตัดใหม่ๆ ลูกขนาดพอดีมาขาย วาดแผนการในใจเป็นเทศกาลกินฟักทอง เอามาแกงเลียงก่อน พักไว้สองวัน เอามานึ่งโรยเกลือ แทนผลไม้อาหารเช้า มื้อสุดท้ายของเทศกาลกินฟักทอง กินเป็นเมื่อเช้าอีกเช่นกัน ทีนี้ต้มสุกแล้วเอามาบดใส่เนย ใส่เกลือ พริกไทย ทำเหมือนมันฝรั่งบดนั่นเอง แต่จะง่ายกว่า เพราะฟักทองเนื้อมันนิ่ม บดง่าย บดได้เร็วไม่เสียเวลา แล้วรสมันเนียน เอาขนมปังทาเนยวางในถ้วยพิมพ์ ล้อมภายในด้วยเบคอนทอด ช่องตรงกลางของเบคอนเอาฟักทองบดนั่นเองวาง เต็มถ้วยพิมพ์พอดี โรยด้วยผง Cinnamon เข้าเตาอบ ทำคล้ายๆ ขนมปัง Croque Madame ของฝรั่งเศสนั่นเอง อร่อยถูกใจมาดามเจ๊

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีอยู่ในตำรา และมิได้โอ้อวดตัวว่าเป็นคนมีฝีมืออะไร เพียงแต่จะบอกว่าการกินไม่ให้เหลือหรือกินของเหลือนั้น ได้ประโยชน์ครับ ไม่เสียของ ประหยัดเงิน สนุก ทำบ่อยๆ จะเป็นขงเบ้งครับ พอเปิดตู้เย็นเห็นไอ้โน่นไอ้นี่ก็หยั่งรู้ฟ้า ดิน ว่าจะต้องจัดการปราบมันได้อย่างไรให้ราบคาบ ลองดูครับ

 

สูงวัยหัวใจฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:14 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441830

สูงวัยหัวใจฟิต

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช/ป้าปิ๋ว/ป้าเนเน่

“ความสงบหนึ่งวินาทีช่วยต่ออายุคนเราได้อีกนาน” เป็นวลีที่ป้าสุดฟิตทั้งสามพูดคล้ายคลึงกัน เมื่อก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ การมองไปข้างหน้าโดยไม่จมอยู่กับความสวยงามของอดีตเป็นเรื่องยาก แต่หากยอมก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซน คุณจะได้พบสิ่งใหม่ และได้เรียนรู้ผู้คนใหม่ๆ การค้นพบงานอดิเรกในวัยนี้อาจทำให้วัยเราชะลอลง ดูเด็กและมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง การเอาชนะใจตัวเองหนึ่งครั้งเท่ากับเอาชนะคนทั้งโลก เช่นเดียวกับคุณป้าสุดสตรองทั้งสามท่านที่กำลังจะกล่าวถึง ที่ก้าวผ่านชัยชนะทั้งภายในสนาม และภายในจิตใจจนขึ้นทำเนียบผู้สูงวัยสุดฟิตไปแล้ว

คุณแม่สตางค์สุดฟิตออกวิ่งกับลูก

ทำหน้าที่แม่ที่ดูแลลูกๆ มาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันสำหรับคุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์ วัย 69 ปี ที่นอกเหนือจากธุรกิจดูแลร้านซักผ้าย่านราชดำริ ควบคู่ไปกับสำนักงานบัญชีของตัวเองแล้ว ชีวิตประจำวันของคุณแม่ท่านนี้ก็คือเตรียมอาหารให้สมาชิกในครอบครัวก่อนที่จะออกไปทำงาน และวิธีการผ่อนคลายชั้นดีก็คือการออกวิ่ง

เหตุผลที่ทำให้คุณแม่เป็นที่รู้จักอาจจะเป็นเพราะลูกสาว (หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) โดดเด่นในหมู่นักวิ่งนั่นก็หนึ่ง แต่ไมตรีจิตและรอยยิ้มของคุณแม่ที่มอบให้ทุกคนทั้งในสนามและนอกสนาม ก็ทำให้คุณแม่เป็นดาวเด่นได้ไม่ยาก คุณแม่สุนิสา เล่าถึงสาเหตุที่ลุกมาวิ่งอย่างจริงจังว่า “ลุกขึ้นมาวิ่งเพราะต้องไปรอลูก เขาวิ่ง 42 กม. เรารอนานเริ่มเบื่อ งานวิ่งนาวิกโยธินเมื่อปี 2558 เขาชวนแม่ไปด้วย ก็เลยเริ่มวิ่งจาก 10 กม. ก็วิ่งได้ พอจบรายการแรกได้ ทีนี้พอลูกสาวไปวิ่งรายการไหน เขาก็ลงมินิมาราธอนให้ ผ่านไปประมาณ 6 รายการ ก็เริ่มลงระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. รายการแรกที่ จปร.สามพราน ได้ถ้วยรางวัลที่ 2 ของรุ่น 60 ปีขึ้นไป เราวิ่งไม่ได้เร็วมาก เราวิ่งตามสังขารที่วิ่งไหว ต้องระวังกระดูก ระวังสะดุดหกล้ม เพราะเราอายุมากแล้ว”

คุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์

 

การวิ่งของแม่คือการได้ท่องเที่ยว “ลูกพาแม่ไปเที่ยว เวลาเขาไปวิ่งก็ได้เที่ยวด้วย ลูกบอกว่าตราบใดที่แม่มีขาที่แข็งแรง ยังเดินได้ เขาจะพาแม่ไปเที่ยว การไปเที่ยวของเขาก็คือเขาไปวิ่ง เราก็ตามเขาไป เช่น คาซัคสถาน รัสเซีย ญี่ปุ่น ก็ไปมาแล้ว หลังจากที่ออกกำลังกายครบ 1 ปีพอดี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือน้ำหนักหายไป 10 กก. เพราะแม่วิ่งเกือบทุกวัน ที่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้เพราะมีวินัย จะมาวิ่งถึงแม้จะตื่นสาย ทำกับข้าวเสร็จแล้วก็จะแต่งตัวออกมาวิ่ง ยกเว้นวันที่ลูกบอกว่า แม่เว้นบ้าง ให้ร่างกายได้พักบ้าง แม่ก็จะหยุดพัก เราจะเชื่อเขาเพราะเขาเป็นหมอ (หัวเราะ)  แต่แม่ตั้งใจว่าจะไปฟูลมาราธอนให้ได้ก่อนอายุ 70 ปี ลูกสาวแนะนำว่าถ้าอยากจบมาราธอนแบบเฟรนด์ลี่ต้องจบในประเทศ แต่ถ้าอยากจบแบบอากาศดีต้องไปญี่ปุ่นให้แม่เลือก แต่แม่อยากจบในไทยแล้วค่อยไปญี่ปุ่น (หัวเราะ) น่าจะมีความสุข

“หลายคนบอกว่าเรามีไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา นั่นเพราะเราลงมือทำ อีกอย่างหนึ่งเราต้องขอบคุณคู่ชีวิตของเราที่เขาก็ยังสบายดี ไม่ป่วยถึงขนาดต้องนอนเตียงให้เราต้องดูแล ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ความสนุกในการวิ่งแน่นอนว่าสนุกมาก มีเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง ก็ทำให้วิ่งเร็วขึ้นนิดหน่อย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเราได้ทำสมาธิระหว่างวิ่ง ได้ดูลมหายใจเข้าออกในทุกก้าว”

คุณแม่สุนิสา แนะนำผู้สูงวัยที่อยากฟิตทั้งหลายว่า “เราเป็นวัยที่ผ่านโลกมาเยอะ มีเวลาว่างเยอะสมองก็คิดเยอะ โรคก็มาเยอะ เพราะฉะนั้นการที่คุณได้ออกมาออกกำลังกาย เป็นการลดเวลาคิดสิ่งที่รกสมองให้กลับมาอยู่กับตัวเอง แค่ 20 นาทีที่ได้ออกเดินหรือวิ่ง แต่ละก้าวสติอยู่ที่เท้า คุณจะเกิดความสงบในใจ”

ป้าเนเน่-นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี

ป้าเนเน่ ความสุขจากวิ่งแฟนซี

“ป้าเนเน่-นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี” เป็นที่รู้จักของนักวิ่ง ไม่ใช่เพราะวิ่งเร็วที่สุด แต่ดังระเบิดด้วยการสร้างสีสันในสนาม งานวิ่งงานไหนที่มีป้าเนเน่ รับประกันชุดแฟนซีแน่นอน แม้ชุดแฟนซีแสนสวยจะทำให้เวลาในการวิ่งช้าลง อาจจะด้วยน้ำหนักชุดและมีคนขอถ่ายรูปตลอดทาง แต่นี่คือความสุขของป้าเนเน่  “เมื่อก่อนใส่เสื้อวิ่งธรรมดา มีนักวิ่งสายแฟนซีรุ่นแรกๆ เขาชวนให้แต่งตัว แรกๆ ก็อาย แต่หลังจากแต่งแล้วก็กลายเป็นความสนุก ตอนนี้ก็แต่งแฟนซีเป็นส่วนใหญ่ ชุดส่วนใหญ่เราก็จัดไปเอง ถ้าวิ่งระยะไกลอย่างมาราธอนก็จะทำชุดที่ไม่หนักมาก ระบายอากาศได้ดี แต่ถ้าวิ่งไม่ไกลก็จะแต่งเต็ม (หัวเราะ) เห็นคนอื่นยิ้มเราก็มีความสุข บางคนวิ่งมาบอกว่าเห็นชุดป้าเนเน่แล้วหายเหนื่อยเลย ได้ยินแบบนี้ก็ดีใจ ตอนนี้ชุดแฟนซีที่บ้านเยอะมาก ก็เลยเริ่มเอาชุดเก่ามาดัดแปลง”

ป้าเนเน่ ก้าวเข้าสู่วงการวิ่งตั้งแต่ปี 2548 เพราะสามีที่รักป่วยด้วยโรคเบาหวาน ทั้งสองคนจึงลุกมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งในสวนใกล้บ้าน จนกระทั่งเพื่อนชวนลงรายการวิ่ง “ป้ากับสามีเริ่มจากเดินวิ่ง 3 กม. ขยับมาเป็น 5 กม. 10 กม. 21 กม. และเริ่มวิ่งฟูลมาราธอน พอเราไปเจอคุณหมอตรวจน้ำตาลจาก 300 ลดลงเหลือ 200 และผลตรวจครั้งสุดท้ายก็ปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ สามีป้าไม่ต้องทานยา เราพบว่าการวิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเป็นยาวิเศษจริงๆ”

ในขณะที่คนวัยเดียวกันเริ่มเข้าโรงพยาบาล แต่ป้าเนเน่และสามีมีเพื่อนใหม่หลากหลายวัยในสนามวิ่ง เป็นมิตรภาพที่งอกงามจากการลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพ “ป้าเป็นนักวิ่งที่วิ่งช้า ไม่ค่อยสนใจเรื่องเวลาเท่าไหร่ แต่ป้าวิ่งเพราะได้ทักทายเพื่อนๆ ลูกๆ หลานๆ ที่วิ่งด้วยกัน ทักทายและถ่ายรูปกันไปตลอดทาง ยิ่งงานที่มีกองเชียร์ก็จะมีส่วนร่วมกับกองเชียร์ แวะเต้นบ้าง สนุกสนานกันดี ตอนนี้ป้าออกวิ่งเกือบทุกอาทิตย์ ส่วนหนึ่งเพราะได้สุขภาพที่แข็งแรง ไม่ต้องไปหาคุณหมอ ได้รับมิตรภาพจากสนามวิ่ง ที่สำคัญคือ การออกวิ่งต่างจังหวัดทำให้ป้าได้เที่ยวไปในตัว พอลูกหลานเห็นเราแข็งแรงเขาก็ดีใจ ลูกบอกว่ามีเราเป็นต้นแบบ ถ้าเขาอายุมากขึ้นเขาก็จะพาลูกไปแบบนี้ ไปวิ่งด้วย ไปเที่ยวด้วย ป้าว่าเป็นการใช้เวลาของวัยเกษียณอย่างมีความสุข” ป้าเนเน่ กล่าว

ป้าปิ๋ว-ปราณี ถีติปริวัตร

ป้าปิ๋ว คุณป้านักไตรฯ

หากความเข้าใจเดิมของคุณที่มีต่อนักไตรกีฬาว่าเป็นกีฬาของคนหนุ่มสาว หรือเป็นกีฬาสำหรับผู้มีพละกำลัง แข็งแกร่งเกินมนุษย์ธรรมดา เพราะไตรกีฬาประกอบด้วย 3 ชนิดกีฬา ได้แก่ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ แต่ถ้าได้เห็น “ป้าปิ๋ว-ปราณี ถีติปริวัตร” ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป

ในวัย 66 ปี ป้าปิ๋วยังคงออกท่องยุทธ์ด้วยไตรกีฬาไม่รู้เบื่อ คนจดจำป้าได้จากผ้าถุงโจงกระเบน เคยผ่านการวิ่งทางเรียบมาแล้วทุกระยะ ตั้งแต่มินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอน ปัจจุบันป้าปิ๋วเลือกลงรายการไตรกีฬาเป็นลำดับแรก และการวิ่งเทรลถัดมา แต่หากย้อนไปมากกว่า 25 ปีที่แล้ว ป้าปิ๋ววัย 40 ปี เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานหนักแบบไม่รู้เดือนรู้วัน จนทำให้สุขภาพทรุดโทรม โรคภัยรุมเร้า ทั้งความเครียด ภูมิแพ้ กลายเป็นคนโมโหร้าย หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่าย จนลูกๆ ออกปากว่าแม่เผด็จการและเป็นคนก้าวร้าว

“ตอนนั้นป้าฉุกคิดว่าต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ตัวเองกระฉับกระเฉงด้วยการประยุกต์การงานให้เป็นการออกกำลังกาย ผ่านมาระยะหนึ่ง จึงเริ่มต้นปั่นจักรยานและวิ่ง สมัยก่อนมีงานแข่งจักรยานในบ่ายวันเสาร์ และวิ่งในเช้าวันอาทิตย์ แถวบ้าน จ.ราชบุรี เดินทางทีเดียวได้ไป 2 งาน ตอนนั้นปั่นจักรยาน 40 กม. และวิ่ง 10 กม. ซึ่งพอได้ทำแล้วก็ติดใจ และโดยส่วนตัวก็ชอบว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก เลยลองแข่งไตรกีฬาครั้งแรกที่อ่าวมะนาว” ป้าปิ๋ว ย้อนอดีต

คนมองว่าไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความอึดเกินมนุษย์ ป้าปิ๋วมองว่าไม่จริงทั้งหมด “สำหรับป้าไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น โดยรู้จักแบ่งแรงแบ่งพลังงานสะสมออกมาใช้ โดยต้องมีสติ ต้องวางแผน สำหรับป้าเล่นไตรกีฬาแล้วสดชื่นกว่าวิ่งบนถนนอย่างเดียว เพราะว่ายน้ำช่วยเตรียมกล้ามเนื้อเพื่อปั่นและวิ่งต่อ ป้าเลยชอบไตรกีฬาที่สุด ส่วนวิ่งเทรล ซึ่งเป็นการวิ่งในป่า มันทำให้เราร่มเย็น ได้ฝึกสติและดูลมหายใจของตัวเองทุกก้าว นี่เป็นธรรมะที่ป้าค้นพบ ได้อยู่กับปัจจุบันเราก็พบความสงบภายในใจ”

ความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพหลังจากหันมาเล่นกีฬา ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ป้าปิ๋วบอกว่า รูปร่างกลับมาสมส่วนและกระฉับกระเฉง ช่วยชะลอวัยไปโขทีเดียว ส่วนจิตใจไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงขนาดค้นพบธรรมะได้ จิตใจต้องสงบแน่นอน “ป้ากลายเป็นคนใจเย็นลง ลูกๆ บอกว่าพฤติกรรมแม่ดีขึ้นเยอะ (หัวเราะ) เพราะเราปล่อยวางได้ง่าย บรรยากาศในบ้านก็มีแต่เสียงหัวเราะ”

ปัจจุบัน “ป้าปิ๋ว” ยังทำงานบริการสังคม โดยมีกิจกรรมการปั่นจักรยานไปแบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพ ส่วนเส้นทางสายไตรกีฬาของป้าปิ๋วยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะเจ้าตัวยืนยันว่าถ้ายังปั่นได้ เดินได้ ก็จะแข่งไปเรื่อยๆ และกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข อยากให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกาย เริ่มจากกิจวัตรประจำวันนี่แหละ ทำร่างกายให้กระฉับกระเฉง ส่วนลูกหลานก็อย่าไปห้ามถ้าพ่อแม่จะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง การเดินทางเป็นบททดสอบและผลักดันให้พัฒนาตัวเอง ได้ใช้สมองและออกจากคอมฟอร์ตโซน เดินทางไปไหนมาไหนด้วยพลังงานของตัวเอง มันเป็นการออกกำลังกายในตัว ป้ายินดีมากหากเป็นหนึ่งคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุไทย หรือลูกๆ หลานๆ หันมาออกกำลังกายมากขึ้น” ป้าปิ๋ว ปิดท้าย

 

คุยเรื่องเพศ บ้านคุณเริ่มหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441662

คุยเรื่องเพศ บ้านคุณเริ่มหรือยัง?

โดย..ปอย

สถานการณ์แม่วัยรุ่นของประเทศไทยในปี 2557 ประชากรวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี มีอัตราการคลอดเป็น 47.9 ต่อ 1,000 หรือเท่ากับมีทารกเกิดจากแม่วัยรุ่นวันละ 334 คน ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ มาก แสดงถึงความไม่ประสบความสำเร็จในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “การเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ” ตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ได้สรุปไว้

การปรับฐานคิดเรื่องเพศในสังคมไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และในยุคที่การรณรงค์ทำได้ทั้ง online และ offline จึงได้เห็นคลิปเกรียนๆ หนุ่มน้อยพูดคุยกับพ่อเรื่องเล็กๆ ที่สำหรับเขาอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปได้ คลิปกำลังสื่อว่า พ่อแม่คือบุคคลทรงอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ได้ในอนาคต และอาจเป็นเรื่องเชยด้วยซ้ำถ้าการสอนลูกแค่การยื่นถุงยางอนามัยให้ลูกชาย พ่อแม่ยุคใหม่ต้องมีความมั่นใจที่จะสื่อสารเรื่องเพศกับลูกด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าเราต้องการ “หยุด…สถิติพ่อแม่วัยรุ่น” กันจริงจัง เรื่องนี้ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย

เปิดโอกาสคุยปิดโอกาสพลาด

สถานการณ์อัตราการคลอดทารกจากแม่วัยรุ่น วันละ 334 คน เห็นตัวเลขก็ว่าน่าตกใจแล้ว ยังมีการคลอดซ้ำในแม่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.3 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 12.8 ในปี 2557 แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะ “การเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ” น่าหนักใจ ซึ่งเป็นประเด็นทุกๆ รัฐบาลกำหนดนโยบายไว้แก้ปัญหานี้ สสส.ภายใต้แผนงานสร้างเสริม
สุขภาวะทางเพศ ล่าสุด ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานและภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันปัญหานี้ในหลายมิติ มีการเปิดโครงการ “โอกาสทองคุยเรื่องเพศกับลูก” เพื่อเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กๆ โดยย้ำว่าสามารถทำได้ในทุกครอบครัว

หลักการง่ายๆ คือ “การเปิดโอกาสคุย (ซึ่งจะช่วย) ปิดโอกาสพลาด” แค่มีความรู้และเข้าใจที่ถูกต้องใน 3 เรื่อง คือ 1.ทัศนคติเรื่องเพศ 2.ความรู้เรื่องเพศ 3.ทักษะพูดคุยสื่อสาร เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เด็กสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ 3 ข้อง่ายๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยลดแม่วัยรุ่นได้อย่างยั่งยืน

พ่อแม่ ไขประตูด้วยกุญแจ 4 ดอก

โอกาสทองคุยเรื่องเพศกับลูก เป็นการลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเพศแก่เด็กวัยรุ่นได้มากกว่าครอบครัวที่ไม่ได้คุย สสส.เผยแพร่เอกสารผลการศึกษาวิจัย เรื่อง “การศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น (แม่วัยรุ่น)” ของ ศ.ดร.ศิริพร จิรวัฒน์กุล นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งแนะเคล็ดลับ 4 วิธี กับการเปิดประตูไปในโลกวัยรุ่น

1.อย่าประเมินตัวเองต่ำ

พ่อแม่มักไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน และไม่เคยมีประสบการณ์สื่อสารเรื่องเพศกับพ่อแม่
ตัวเอง จึงเห็นว่าจะไม่มีความสามารถพูดคุยเรื่องนี้กับลูกได้ นอกจากนั้นยังเห็นว่าโรงเรียน/ครู สอนลูกได้ดีกว่า และคิดว่าลูกเชื่อเพื่อนมากกว่าใครๆ ความเห็นนี้ขัดแย้งกับความต้องการเรียนรู้เรื่องเพศของวัยรุ่น เพราะมีการศึกษาจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยืนยันว่าเด็กวัยรุ่นต้องการเรียนรู้เรื่องเพศจากพ่อแม่ หรือผู้ปกครองมากที่สุด แต่เมื่อพ่อแม่ประเมินว่าทำไม่ได้ ก็ไม่ได้สื่อสารกับลูก ทำให้วัยรุ่นต้องหาความรู้เองจากเพื่อนและสื่อต่างๆ

การสนับสนุนพ่อแม่ให้มีความมั่นใจในตัวเอง ว่ามีความรู้เรื่องเพศ และวิธีการสื่อสารเรื่องเพศกับลูกตั้งแต่ยังไม่เข้าวัยรุ่น จนถึงวัยรุ่น “คือสิ่งจำเป็น” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

2.เข้มงวดไม่ช่วยป้องกันลูกวัยรุ่น

พ่อแม่ที่มีกิจกรรมร่วมกับลูก อยู่บ้านพร้อมหน้ากันบ่อย รวมทั้งแสดงความเอาใจใส่ อาทร และให้การสนับสนุนลูก มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อลูกวัยรุ่นในการชะลอการมีเพศสัมพันธ์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุมากขึ้น มีคู่นอนน้อย และใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดสม่ำเสมอ

พ่อแม่เข้มงวดเคร่งครัดกฎระเบียบ ทำให้ลูกเกรงกลัว กีดกันการคบเพื่อนต่างเพศ และทำให้ลูกเห็นว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสกปรก เลวร้าย มักมีสัมพันธภาพที่ห่างเหินกับลูก จึงเป็นแรงผลักดันให้ลูกไปหาความอบอุ่นทางใจจากผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกไปเผชิญกับปัญหาเรื่องเพศมากขึ้น ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาพบว่าแม่วัยรุ่นจำนวนมากมาจากครอบครัวที่มีความรุนแรง และสัมพันธภาพระหว่างกันไม่ดี

3.สอนให้รักนวลสงวนตัวก็ไม่ช่วย

การสอนลูกสาวให้ “รักนวลสงวนตัว” ความคิดนี้ก็ไม่ผิดทั้งหมด แต่มีรายงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการสอนให้วัยรุ่น โดยเฉพาะผู้หญิงให้ชะลอการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สถิติการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นลดลง แต่การทำให้เด็กมีความรู้เรื่องเพศอย่างเปิดกว้าง ด้วยแนวคิดเชิงบวกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเรียนรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันร่างกาย และอารมณ์เพศของตนเอง การทำให้ลูกรู้จักอุปกรณ์การคุมกำเนิด วิธีใช้ และการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด กลับทำให้วัยรุ่นตัดสินใจชะลอการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น และเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ก็ใช้วิธีการคุมกำเนิดสม่ำเสมอ

นั่นคือ ถ้าพ่อแม่สอนให้ลูกวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบ และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยจะช่วยป้องกันวัยรุ่นตั้งครรภ์ได้ดีกว่าการสอนให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียว

4.ตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของผู้ชาย ทำให้เกิดปัญหา

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นที่การป้องกันลูกสาว แต่ละเลยลูกชาย หรือไม่สอนให้ลูกชายเห็นว่าเรื่องเพศ และการตั้งครรภ์ก็เป็นความรับผิดชอบของผู้ชายเท่าๆ กับผู้หญิง ยิ่งกว่านั้นคือทำให้ลูกชายเห็นว่าการที่ผู้ชายมีประสบการณ์ทางเพศมากๆ เป็นส่วนหนึ่งของการเป็น “ลูกผู้ชาย” แล้วก็ปล่อยให้เด็กชายเรียนรู้เรื่องเพศเอง ความคิดและพฤติกรรมเช่นนี้ของพ่อแม่ทำให้ลูกชายสร้างโอกาสมีเพศสัมพันธ์โดยละเลยเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์และการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงเอชไอวี

พ่อแม่มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมทางเพศของลูกวัยรุ่น งานวิจัยทั้งหมดสรุปตรงกันว่า ความเข้มแข็งและใกล้ชิดกัน แสดงออกด้วยการมีกิจกรรมร่วมกัน แสดงความรัก และเอื้ออาทรสม่ำเสมอ พูดคุย ให้คำแนะนำเรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ และเรื่องเพศในเชิงบวก เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยป้องกันวัยรุ่นตั้งครรภ์ได้

“Toolmorrow” เกรียนแบบสร้างสรรค์ 

 

พ่อแม่ที่สนใจอยากพูดคุยเรื่องนี้กับลูก มีหลายช่องทางให้ศึกษา เช่น รายการทีวีออนไลน์ชื่อ “Toolmorrow” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้ชมเป็นเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในด้านต่างๆ ก่อตั้งโดย สุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ หนุ่มสถาปนิก วัย 37 ปี ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์เครื่องมือสำหรับครอบครัว ที่จะช่วยให้ทุกคนได้พูดคุยกันมากขึ้น “ถ้าครอบครัวคุยกันมากขึ้น พฤติกรรมเสี่ยงก็ลดลง” คือแนวคิดของเพจนี้ที่มีวัยรุ่นวัยเกรียน จนถึงวัยพ่อแม่ เข้าไปคลิกไลค์ติดตามข้อมูลแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก

การสื่อโดยสร้างวิดีโอคลิป โดยการหาเด็กซึ่งเป็นอาสาสมัครของเพจลองตั้งคำถามพูดกับพ่อแม่ของเขา เป็นการหยิบประเด็นที่เป็นปัญหาข้องใจของวัยรุ่นมาท้าทายความเชื่อเดิมๆ ว่าเรื่องลับพวกนี้ไม่ควรคุยกันในครอบครัว! จะได้รู้ๆ กันไปว่าคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่แล้วจะโดนดุหรือไม่?!!

เช่น คลิปลูกชายถามพ่อเรื่องอวัยวะเพศมีขนาดเล็ก คลิปนี้ได้ยอดไลค์ 4,000 กว่าไลค์ แต่ละความคิดเห็นก็มีทั้งลูกวัยเกรียน เช่น อายเหมือนกันไม่เคยคุยเรื่องนี้กับครอบครัว เคยแต่งัดมาคุยกะเพื่อนๆ หรือพ่อเรียบร้อย เช่น ผมจะพยายามคุยกับลูกให้มากๆ พอถึงเวลามีปัญหาลูกจะได้กล้ามาคุยกับผม หรือมีความเห็นจากคนอยากมีลูกกับเขาบ้าง เช่น เราจะให้ลูกปรึกษาทุกเรื่องเลย แต่เดี๋ยวนะ รอแฟนมาขอก่อน

สุรเสกข์ บอกว่า คลิปนี้คุณพ่อตอบดีโดยธรรมชาติ และลูกได้ประโยชน์มากๆ จากคำตอบของพ่อ “พ่อไม่รู้ครับว่าอัดคลิป จึงตอบโดยไม่มีอคติ ไม่มีการตีตราสั่งสอน เป็นการปลูกฝังสั่งสอนกันในครอบครัวด้วยความรักความผูกพัน ลูกก็เป็นฝ่ายตั้งคำถาม แต่คุณแม่จะรู้สคริปต์คำถามทั้งหมดนะครับ เรามีกฎว่าถ้าลูกแอบไปถามแม่ พ่อก็จะต้องรู้ คือเยาวชนอาสาสมัครของเราต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ใหญ่ในบ้าน ไม่มีการทำโดยพลการ”

สุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์

เรื่องเพศ เด็กๆ ในรุ่นผมก็ไม่กล้าคุยกับพ่อแม่กันทั้งนั้นนะครับ (บอกพร้อมเสียงหัวเราะ) ก็กลัวพ่อแม่จะดุด่าเราแก่แดด เลือกไปคุยกับเพื่อน ไปลองกันเอง ถ้าไม่พลาดก็โชคดีไป ผมคือคนที่มีปัญหานี้ด้วยนะ ไม่กล้าคุยกับพ่อแม่หรอก เวลาตั้งโจทย์ทำคลิปขึ้นมาก็ใช้เรื่องที่เราอยากถามพ่อนี่แหละครับ โดยที่ผ่านมา เพจ Toolmorrow ทำคลิปมาทั้งหมด 18 คลิปแล้วครับ ได้ยอดไลค์รวมกว่า 1 แสนไลค์ ซึ่งตอนนี้ได้ขยายฐานโดยใส่ซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ รวมถึงยังอยากให้คลิปที่ทำถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่โรงเรียน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้พ่อแม่ลูกคุยกันมากขึ้น

ผมมีแรงบันดาลใจอยากสร้างสื่อออนไลน์ในแบบสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายทั้งวัยรุ่น ทั้งพ่อแม่ แสดงความคิดเห็นกันเข้ามา นอกจากเรื่องเพศก็มีคลิปเกี่ยวกับการให้วัยรุ่นเชี่อมั่นในตัวเอง เรื่องอกหัก พนันบอล คลิปนำเสนอทางออกการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ครับ

ล่าสุด ผมตั้งประเด็นให้คอมเมนต์กันเข้ามา “3 อันดับ ปัญหาที่พ่อแม่อยากถามลูก แต่ไม่กล้าถาม” ก็มีคุณแม่ให้คำตอบแสดงความเห็นกลับมาว่า 1.เคยมีเซ็กซ์กับแฟนหรือยัง 2.เคยลองยาเสพติดหรือเปล่า 3.คิดออกหรือยัง จะเลือกคณะไหน พ่อแม่ที่กล้าเปิดใจตั้งคำถามลูกแบบนี้ไม่ค่อยมีปัญหาหรอก แต่ถ้าไม่กล้าถามนี่มีปัญหาแน่ๆ ครับ ผมเชื่ออย่างนี้เพราะผมก็ผ่านปัญหามุมมืดแบบนี้มาเหมือนกันนะ เกเร ไม่เรียนหนังสือ แยกตัวจากพ่อแม่ จนอายุ 20 ปีแล้วเพิ่งเริ่มเรียนระดับ ปวส.ซึ่งช้ากว่าเพื่อน ก็งงมากว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ยิ่งเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ที่เรียนนำเราไปแล้ว ยิ่งรู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า

จึงได้คิดว่าถ้าเราเลือกปรึกษาคนในครอบครัว เราก็น่าจะกลับตัวได้เร็วกว่านี้ เรียกว่าใช้ประสบการณ์ตรงแบบอินไซด์ (บอกพลางหัวเราะ)

การทำเพจออนไลน์ต้นทุนน้อยครับ ทีมผมมีลูกน้อง 4 คน เราสร้างสรรค์สังคมให้มีคุณค่าได้ด้วยไอเดียของเรา ผลงานน่าภาคภูมิใจถ้าคลิปแชร์กันเยอะๆ วัยรุ่นได้ดูแล้วว่า น่าลองนะ มันเวิร์กกับการปรึกษาพ่อแม่ แล้วพ่อแม่ถ้าลองเปลี่ยนทัศนคติเลี้ยงลูกแบบเพื่อน พูดคุยกันได้ทุกๆ เรื่อง ลูกก็จะรู้สึกปลอดภัยนะครับ บางครั้งลูกๆ ไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนมันก็โม้กลับ ไม่ใช่ว่าคุยกับเพื่อนแล้วเวิร์ก บลัฟกันตลอดนะ (หัวเราะ) ลองเข้าไปดูนะครับ แต่ละคลิปผมมีเป้าหมายอยากให้ทุกคนในครอบครัวพูดคุยกันมากขึ้น ความผูกพันคือต้นทางแห่งความสำเร็จเลยครับ” สุรเสกข์ บอกย้ำไว้ว่าสร้างสื่อนี้ให้ลูกวัยรุ่นดูด้วย ให้พ่อแม่ได้ดูด้วย ถ้าดูด้วยกันก็ยิ่งฮาในความเกรียนของคนสองวัย

พูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ 

คุณพ่อพิธีกรนักคิดสุดเฟี้ยว จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ บอกอย่างเห่อสุดๆ ไปเลยว่าตอนนี้ “น้องวิลเลี่ยม” ลูกชายวัย 2 ขวบ มีแฟนคลับเข้าไปตามกดไลค์นับกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว ลูกชายสุดหล่อไม่แพ้พ่อ แล้วเมื่อถึงวันเติบโตเป็นหนุ่มน้อย การเลี้ยงลูกสไตล์ จอห์น วิญญู ขอบอกไว้เลยว่า ไม่มีการยัดถุงยางอนามัยใส่มือลูกชายเพียงแค่นั้นแน่ๆ วิธีการเชยๆ แบบนี้ พ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้นำมาใช้กับลูกด้วยเช่นกัน

จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์

“การสั่งสอนในเรื่องเพศในบ้านผมเป็นเรื่องธรรมชาติเลยครับ และเรื่องเซ็กซ์ก็มีในทุกๆ ที่ คุณแม่ของผม (ผศ.แจนนิส เอ็ม. วงศ์สุรวัฒน์) ท่านเป็นชาวอเมริกันจึงค่อนข้างเปิดกว้างในเรื่องนี้ มั่นใจพูดคุยและแชร์แนะนำเรื่องนี้กับลูกๆ อยู่เรื่อยๆ อาจไม่ได้พูดคุยต่อหน้าทุกคน แต่ก็มีวิธีการของท่าน แล้วแม่สอนศิลปะ ผมกับพี่ชายและพี่ชายก็ได้เห็นรูปวาดสไตล์นู้ดของบรรดาศิลปินจนเคยชิน รูปกอดจูบเทพเจ้าก็เห็นตั้งแต่เด็กแล้ว และสิ่งที่แม่ปลูกฝังและย้ำมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือถ้าเรามีความรักในวัยเรียน สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ชายคือต้องให้เกียรติผู้หญิง

บ้านผมเปิดกว้าง ใครจะทำอะไรก็ได้ไม่มีปัญหา ไม่มีการอบรมกันเป็นพิเศษ (หัวเราะ) แต่พวกเราต้องอยู่บนพื้นฐานการให้เกียรติคนรอบข้าง

ถ้าพูดเรื่องเซ็กซ์ พ่อแม่ก็จะอาศัยช่วงนั่งดูหนังกับลูกแล้วมีฉากเลิฟซีนขึ้นมา ก็เขินๆ นะครับ (หัวเราะ) แต่ท่านก็หยิบยกมาพูดให้เป็นเรื่องปกติ เช่น เราอยู่ในสถานะลูกวัยรุ่น เรามีหน้าที่เรียนหนังสือ ตอนนี้ก็ทำให้ดีที่สุดไปเป็นอันดับแรก

ผมคงใช้วิธีนี้มาสอนปลูกฝังลูกชาย “น้องวิล” เพราะปัญหาเรื่องเพศไม่ได้เกิดแค่เด็กไม่รู้จักใช้ถุงยางอนามัย การเซฟด้วยถุงยางสอนแน่นอน (หัวเราะ) แต่ไม่ได้สอนแค่นี้ครับ อย่างเช่นพ่อผมฟังข่าวก็หยิบยกมาสอนลูกได้ ดูซีรี่ส์พระเอกนางเอกจับมือกันก็พูดคุยกับลูกได้ เราต้องมองว่าเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอในชีวิตประจำวัน การขับเคลื่อนให้มนุษย์พึงรับผิดชอบกันทุกๆ ฝ่ายด้วยคือสิ่งที่ถูกต้อง

ลูกชายก็ควรสอนให้เป็นสุภาพบุรุษ การพูดคุยกันในครอบครัวสำคัญที่สุด ซึ่งสังคมไทยเราก็เปิดกว้างแล้วนะ วันนี้เรามีทุกเพศ LGBT – Lesbian Gay Bisexual Transgender แต่เรายังมีปัญหาท้องในวัยเรียน ซึ่งต้องเริ่มต้นแก้ไขได้ด้วยการที่คนในครอบครัวพูดคุยกันอย่างเปิดอก ลูกผู้หญิงรับสภาพท้องวัยเรียนได้ไหวหรือไม่ เพราะคนรับปัญหาหนักที่สุดคือเรา ปัญหานี้เกิดได้ทั้งวัยมัธยม มหาวิทยาลัย ต้องคุยกันเนิ่นๆ ปลูกฝังค่านิยมนี้ตั้งแต่เด็กเลยนะครับ” วิญญู กล่าวอย่างจริงจัง แล้วย้ำว่าถ้าเริ่มต้นพูดคุยกันในครอบครัวไม่ได้ ปัญหาแม่วัยใสก็ไม่น่าจะแก้ได้ตก

 

หรือการกินสุนัข จะเป็นมาตรวัดใจมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/newspaper/news/440920

หรือการกินสุนัข จะเป็นมาตรวัดใจมนุษย์

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

คนกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องยอมรับได้หรือไม่ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมโดยแท้ นั่นหมายถึงว่าหากเปิดใจถกเถียงพูดคุยหลายๆ ด้าน มักจบยากและเลยเถิด ความเห็นหลักๆ ฝ่ายหนึ่งคงจบที่ทำใจไม่ได้ อีกฝ่ายคิดเห็นว่าสุนัขไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์อื่นจนต้องออกมานั่งต่อต้านการกิน

จะบอกว่าสุนัขผูกพันกับมนุษย์กว่าสัตว์อื่น ก็ถกเถียงได้ว่าถ้าชาวนาอาจผูกพันกับวัวควายมากกว่า แล้วจะเอาความผูกพันของตัวเองมาผูกมัดคนอื่นได้หรือไม่

จะบอกว่าเป็นมิตรและซื่อสัตย์กับมนุษย์ที่สุดก็คงจะมีคนถามว่าเคยให้หมูเป็นสัตว์เลี้ยงกันไหม จะบอกว่าเพราะสุนัขมีคุณค่าต่อจิตใจมนุษย์ ก็คงต้องเห็นใจชาวฮินดูมากกว่าเพราะทุกวันนี้ผู้คนกำลังนิยมทานเทพเจ้าของชาวฮินดูอยู่ (โดยไม่เคยมีข่าวชาวฮินดูมีสิทธิออกมาเรียกร้องอะไร) จะบอกว่าเพราะมันเป็นสัตว์เลี้ยง ก็คงจะต้องห้ามเมนูกระต่าย นกทุกชนิดในร้านอาหารทั่วโลก จะบอกว่าพ่อแม่ไม่เคยกินก็คงต้องบอกกลับว่าแทบทุกวัฒนธรรมล้วนมีประวัติศาสตร์การกินสุนัขทั้งสิ้น

และส่วนหนึ่งก็เพิ่งลด ละ เลิก และตั้งแง่รังเกียจต่อต้านกันมาไม่นานนี้เอง วัฒนธรรมที่เลิกทานเนื้อสุนัขอันดับต้นๆ เห็นจะเป็นวัฒนธรรมของชาวยิวและชาวอิสลาม ซึ่งให้เหตุผลด้านความสกปรกมากกว่าความเป็นมิตร หรือในศาสนาพุทธก็ห้ามกันเฉพาะในหมู่ภิกษุเท่านั้น จีนเองมีบันทึกประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการทานเนื้อสุนัข

วลีเสร็จนาฆ่าโคถึกเสร็จศึกฆ่าขุนพลเป็นหลักฐานหนึ่ง

ไม่มีสุภาษิตจีนที่ว่าเสร็จนาฆ่าโคถึกเสร็จศึกฆ่าขุนพลในภาษาจีน จะมีก็แต่วลีจีนที่แปลตรงตัวได้ว่า “นกบนฟ้าสูงหมดจึงเก็บธนูคันเก่ง กระต่ายเจ้าเล่ห์สิ้นจึงกินสุนัขล่าเนื้อ” บ้างย่อว่า “นกหมดเก็บธนู กระต่ายสิ้นกินสุนัข (ล่าเนื้อ)

“เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” คือวลีที่แปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบไทยๆ

ในคัมภีร์ “หลี่จี้” (ว่าด้วยจารีต) ก็มีบันทึกถึงการเซ่นสรวงบูชาด้วยสุนัข คัมภีร์ “โจวหลี่” (จารีตราชวงศ์โจว) บันทึกว่าตับสุนัขเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เป็นยา และในตำรายาโบราณฉบับคลาสสิกของจีนที่ชื่อ “เปิ่นเฉากังมู่” ก็บรรยายสรรพคุณของเนื้อสุนัขว่ามีฤทธิ์ร้อน กินแก้หนาวได้ แต่กินเยอะไปแล้วจะเกิดอาการร้อนใน

อย่างไรก็ดีชื่อชั้นเนื้อสุนัขในจีนจัดเป็นเนื้อระดับล่าง จีนมีสุภาษิตว่า “แขวนหัวแพะ ขายเนื้อสุนัข” หมายถึงพูดจาหลอกลวง โฆษณาเกินจริง จะเห็นได้ว่าเทียบกันแล้วเนื้อสุนัขเป็นเนื้อชั้นล่าง

สมัยราชวงศ์ฉิน การทานสุนัขเป็นเรื่องปกติ ฝานไคว่ ขุนพลใหญ่ของหลิวปัง (ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นต่อจากราชวงศ์ฉิน) ก็เป็นคนขายเนื้อสุนัขมาก่อน ทุกวันนี้แถบเจียงซูยังมีเมนูเนื้อสุนัขที่อ้างอิงชื่อฝานไคว่อยู่

ยังมีบันทึกอีกมากที่ทำให้เห็นได้ว่าการกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องปกติของจีนมานานอย่างน้อย 2,500 ปี (ซึ่งก็ไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ อีกหลายที่)

การกินเนื้อสุนัขในวัฒนธรรมจีนมีช่วงที่ลดความนิยมไปอยู่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลในจีน ในความเชื่อชาวพุทธถือเนื้อสุนัขเป็นหนึ่งในเนื้อต้องห้ามสำหรับภิกษุ ชาวพุทธจึงไม่นิยมทานด้วย

บางคนสันนิษฐานว่า ความเห็นอกเห็นใจไม่อยากกินเนื้อสุนัขมักเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมที่เน้นการปศุสัตว์เป็นหลักเพราะสุนัขมักเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของกลุ่มคนในวัฒนธรรมนี้ ส่วนวัฒนธรรมเกษตรกรรมมักไปเห็นอกเห็นใจวัวควายแทน ซึ่งก็น่าจะมีส่วนจริงอยู่

ชาวแมนจูซึ่งเป็นชนเผ่าปศุสัตว์ และใช้ชีวิตอยู่กับการเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่ได้ทำเกษตรกรรมมากนัก มีธรรมเนียมไม่ทำร้ายไม่ฆ่าไม่กินสุนัข และไม่ห่มคลุมหนังสุนัข ซึ่งน่าจะเป็นเพราะชาวแมนจูมีสุนัขเป็นเพื่อนร่วมงาน ทั้งล่าสัตว์ ทั้งนำทาง รวมถึงชาวแมนจูก็มีความนิยมเลี้ยงสุนัขไว้ประจำบ้านอีกด้วย

เมื่อชาวแมนจูเข้าปกครองดินแดนจีนในยุคราชวงศ์ชิง ก็ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้ไว้ แต่ทั้งหมดก็ยังไม่เกี่ยวกับชาวจีนดั้งเดิม ชาวจีนในบางท้องถิ่นเรียกเนื้อสุนัขว่า “เนื้อหอม” หรือ “แกะดิน” ชาวจีนเห็นการกินเนื้อสุนัขเป็นเรื่องปกติจนไม่นานมานี้นี่เอง ส่วนหนึ่งมาจากความนิยมเลี้ยงสุนัขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศจีนเอง

รัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาจัดการรสนิยมการกินเนื้อสุนัขของประชาชนอย่างเป็นทางการก็เมื่อปี 2008 ที่จีนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ซึ่งทางรัฐได้ “ขอความร่วมมือ” ให้ร้านอาหารจำนวนมากยกเลิกเมนูเนื้อสุนัข ในช่วงเวลาการแข่งขัน

ขณะที่ฮ่องกงกำหนดให้การขายเนื้อสุนัขและแมวเป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 1950 และไต้หวันออกกฎหมายนี้ในปี 2001 ซึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วยแต่ต่อต้านกฎหมายนี้อยู่ไม่น้อย

ไม่เพียงจีนเท่านั้นที่ยังคงมีวัฒนธรรมการทานเนื้อสุนัข ประเทศในวัฒนธรรมตะเกียบแทบทุกชาติก็มีประวัติหรือไม่ก็ยังมีรสนิยมการกินสุนัขอยู่เป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลี เวียดนาม ส่วนประเทศนอกวัฒนธรรมตะเกียบก็ยังมีอยู่ไม่น้อย ไม่เว้นกระทั่งสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ทั้งนั้นคำว่ายังมีอยู่ไม่ได้หมายถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นๆ นิยม ที่จริงแนวโน้มความนิยมกินเนื้อสุนัขก็ลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่

ปัจจุบันในจีนแผ่นดินใหญ่มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ยังนิยมทาน ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่เคย ไม่กล้า หรือแค่เคยทานมาบ้างเท่านั้น บางคนเห็นเป็นรสนิยมทางเลือกส่วนบุคคล ร้านขายอาหารที่มีเมนูเนื้อสุนัขยังหาได้ตามเมืองชั้นรองๆ

จะเป็นเรื่องใหญ่โตก็ตรงที่ชาวบ้านในเมืองอวี้หลิน มลฑลกว่างซีร่วมกันเอาธรรมเนียมของตนจัดขึ้นมาเป็นเทศกาลกินสุนัขเคล้าลิ้นจี่ขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นจุดสนใจและเกิดเสียงประท้วงขึ้นในระดับนานาชาติ

รัฐบาลจีนรีบออกโรงในทันทีว่า “ฉันไม่เกี่ยวนะ ชาวบ้านจัดกันเอง”

เทศกาลนี้เริ่มจัดขึ้นในช่วงวันที่ 21 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วง Summer Solstice ที่มีเวลากลางวันยาวนานที่สุดของปี และมีช่วงเวลายาวนาน 10 วันเต็ม ซึ่งมาจากความเชื่อเกี่ยวกับการกินอยู่ให้ถูกหลักวัฏจักรธรรมชาติ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าช่วงเวลานี้ธาตุหยาง (ธาตุร้อน) ขึ้นสูงสุด การกินเนื้อสุนัขและลิ้นจี่ซึ่งมีธาตุหยางทั้งคู่ คือการใช้ธาตุหยางเข้ากำกับธาตุหยาง ใช้เนื้อสุนัขแกล้มลิ้นจี่เป็นเกลือจิ้มเกลือ

ผู้คนที่รณรงค์ต่อต้านการกินสุนัขจึงถาโถมทั้งประเด็นเรื่องความเห็นใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสุนัข ทั้งที่มาของสุนัขที่ถูกฆ่าในเทศกาลที่ต้องสงสัย จับจากข้างถนน ขอซื้อจากสุนัขเลี้ยงตามบ้าน หรือแม้กระทั่งอาจจะขโมยมา ซึ่งล้วนน่าหดหู่ รวมถึงความโหดร้ายของการขนย้ายสุนัขที่ยังมีชีวิตจนถึงกระบวนการฆ่า

หรือบ้างอ้างว่า มนุษย์ไม่ควรมีเทศกาลฆ่าหมู่สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งกันแบบนี้

ในเหตุผลนี้ก็อดนึกถึงเทศกาลกินไก่งวงไปไม่ได้ ซึ่งอันที่จริงฝรั่งเองก็มีกลุ่มรณรงค์ต่อต้านเทศกาลกินไก่งวงอยู่เหมือนกัน

เอาเข้าจริงๆ การรณรงค์ให้เลิกกินเนื้อสุนัขอย่างเป็นทางการมักยืนหยัดอย่างเป็นทางการอยู่ได้แค่การเลิกจับหรือฆ่าอย่างทรมานเท่านั้น เพราะหากถกกันด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่สามารถคัดง้างว่าสุนัขพิเศษกว่าสัตว์อื่นตรงไหน ที่จะให้สิทธิใคร “สั่ง” ห้ามคนอื่นทานเนื้อสุนัขได้

เราไม่มีทางรู้ว่าสุนัขที่ถูกสังเวยเป็นอาหารจะมีจิตใจดราม่าทุกข์ทรมานซับซ้อนกว่าสัตว์อื่นจริงหรือไม่ ถ้าทำให้สัตว์พูดได้ เป็ดไก่วัวควายอาจจะหันมาถามว่า “พวกเราไม่ถูกคนสมัยนี้รณรงค์ห้ามทำเป็นอาหาร เพียงเพราะไม่รู้จักแสดงความภักดีต่อมนุษย์ เท่านั้นหรือ?”

ควรกินสุนัขหรือไม่จึงเป็นดราม่าของมนุษย์ที่หยิบยืมเรื่องสุนัขมาชั่งตวงวัดความเป็นมนุษย์ ทั้งด้านความเห็นอกเห็นใจและเรื่องความเป็นธรรม

ด้านหนึ่งคือกลุ่มคนที่ทำใจไม่ได้ที่สัตว์ที่ตนรู้สึกว่าผูกพันจะถูกทำเป็นอาหาร ด้านหนึ่งคือกลุ่มคนที่ประเมินสิทธิกับทุกสรรพสัตว์ว่าไม่ควรเลือกปฏิบัติ หรือตั้งแง่จนไปกล่าวหาว่ารสนิยมทางเลือกนี้เป็นความป่าเถื่อน เพราะอันที่จริงเราทุกคนก็ยังมีส่วนกับความป่าเถื่อนกับสัตว์อื่นอยู่ทั้งสิ้น เพียงแค่อยากจะมองเห็นหรือไม่ก็เท่านั้น

 

เมื่อแฟนแอบมีกิ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441193

เมื่อแฟนแอบมีกิ๊ก

โดย…ชลญ่า

การที่รู้ว่าแฟนไปมีคนอื่น เป็นเรื่องยากที่คนคนนั้นจะทำใจยอมรับได้ หลายๆ คนต่อให้ทำใจอยู่หลายวันก็ยากที่จะทำใจได้ คงคิดอยู่แต่ว่าในเมื่อแฟนกล้าทำอย่างนี้และไม่ซื่อสัตย์ต่อกันก็คงอยู่ด้วยกันอีกต่อไปไม่ได้ จึงต้องเลิกกันสถานเดียว เชื่อว่ามีหลายคนที่มีท่าทีเช่นนี้

การแอบไปมีคนอื่นหรือมีกิ๊กเป็นแทบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า ยิ่งสมัยนี้ด้วยสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป จึงเป็นกันง่าย ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ควร ทำแล้วจะเกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ก็ตาม คือแทนที่ชีวิตคู่จะมีความสุขกระชุ่มกระชวยก็กลายเป็นหดหู่เศร้าใจ ยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันก็จะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของลูกอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ และถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นกับตัวเองจะรับมือและแก้ปัญหาอย่างไร

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตเวช โรงพยาบาลสมิติเวช เคยเขียนถึงการรับมือเรื่องนี้ลงในวารสารพลังใจดี เริ่มที่มนารมย์ สมัยอยู่ที่โรงพยาบาลมนารมย์ โดยได้แนะแนวทางในการรับมือและจัดการคนที่มีแฟน หรือมีภรรยาสามีแล้วยังแอบไปมีคนใหม่ ไว้น่าสนใจ ดังนี้

1.ค่อยๆ ทบทวนว่ามีสาเหตุมาจากที่กล่าวในข้างต้นหรือไม่ ถ้าเป็นดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ควรแก้ไขให้ตรงสาเหตุ ดีกว่าการใช้อารมณ์ เช่น ใช้การทะเลาะเบาะแว้ง หรือใช้ความรุนแรงในการจัดการแก้ปัญหา

2.ไม่สนับสนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในครอบครัวหรือชีวิตคู่แม้กระทั่งในสังคม เช่น ท่าทีของคนในครอบครัว ควรแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่สมาชิกในครอบครัวไม่ยอมรับ รวมถึงสื่อต่างๆ ที่ชอบนำเสนอเรื่องราวของคนที่นิยมมีแฟนหรือมีกิ๊กหลายๆ คนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม เช่น มีการนำเสนอว่าเป็นเรื่องของความเท่ทันสมัย บางครั้งก็มองเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่คนที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้คงไม่ได้สบายใจด้วยสักเท่าไร

3.การปรับใจยอมรับคนที่เป็นแบบนี้ และหาทางแก้ไขโดยการทำให้คนเหล่านั้นตระหนักถึงปัญหาที่ตามมา การเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับคนเหล่านั้นน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก บางรายอาจต้องพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยาเพื่อทำจิตบำบัดร่วมด้วย และเมื่อได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว คนเหล่านั้นยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ไม่ควรทนแบกรับความทุกข์ต่อไป การแยกทางกันไปคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสม

4.ในกรณีที่การกระทำเกิดจากคนเห็นแก่ตัว ขาดศีลธรรม คนเหล่านี้ก็ยากที่จะแก้ไข เรียกว่าเกินเยียวยาเสียมากกว่า คงต้องกลับมาทบทวนกับตัวเองว่า ถ้าใครที่คิดจะมีคู่แบบกรณีที่เกินเยียวยานี้ มาเปลี่ยนที่ตัวเองว่าควรตัดใจเสียดีกว่าที่จะทนอยู่ต่อไป เพราะคงต้องแลกกับปัญหาอีกมากมาย ที่สำคัญคือทำให้เราเสียสุขภาพจิตอย่างแน่นอน

นพ.กัมปนาท กล่าวว่า คนชอบมีกิ๊กอาจไม่ใช่คนที่เลวร้ายน่ากลัว ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนที่เป็นแบบนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อเจอคนแบบนี้หรือเป็นคนแบบนี้ การกล่าวโทษ การรังเกียจเดียดฉันท์ หรือการยอมใจอ่อนที่จะยอมทนอยู่กับคนเหล่านี้คงไม่ใช่หนทางที่เหมาะสมสักเท่าไร

“การทำความเข้าใจ การรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเองหรือแฟนของเราที่เป็นแบบนี้ จะช่วยให้ยอมรับและให้อภัยได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเพื่อชีวิตคู่ที่มีความสุขอย่างแท้จริง” นพ.กัมปนาท แนะมุมมองที่ควรทำหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

การมีแฟนหรือมีภรรยาสามีคนเดียวก็มีความสุขได้ ขอเพียงเข้าใจกัน มีน้ำใจ ซื่อสัตย์ ให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน และอย่าคิดเอาความใคร่ความอยากหรือตัณหาราคะเป็นที่ตั้ง ไม่งั้นก็อาจยุ่งตุงนังได้

 

ดิจิทัล เนทีฟ ช็อปปิ้งไม่ใช้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441191

ดิจิทัล เนทีฟ ช็อปปิ้งไม่ใช้เงิน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, tesco korea

โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” ” เป็นโมเดลใหม่ของการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีที่จะถึงนี้ของรัฐบาล ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ชี้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ

1.เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม

2.เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

3.เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

โดยกระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” มี 3 ประเด็นที่สำคัญ 1.เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม 2.เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน และ 3.เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” โดยเป็นประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลก ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของการ “รู้จักเติม รู้จักพอ และรู้จักปัน”

เพราะฉะนั้นประเทศไทย 4.0 ที่จะเคลื่อนตัวเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “สังคมดิจิทัล” อย่างสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นสังคมที่ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อไม่ได้เข้าสู่โลกออนไลน์เพียงเพื่อติดต่อสื่อสาร (Communication) หรือเชื่อมโยง (Connected) แต่เป็นการดำเนินชีวิตดิจิทัล (Digital Lifestyle / Journey) และ “ช็อปปิ้ง 4.0” ในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างไร? ในสังคมไทย

 

“ดิจิทัล เนทีฟ”

ผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัล (Digital Natives) จะมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกันและสอดคล้องกันทั่วโลก ดำเนินชีวิตในสังคมดิจิทัลและเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนสังคมที่ได้เปลี่ยนวิธีคิดที่พวกเขามีต่อตัวเองไปโดยสิ้นเชิง หลายสถาบันที่มีชื่อเสียงในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาดได้มีการนิยามผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัลไว้ในอีกชื่อหนึ่งว่า เจนซี (Gen C หรือ Connected Generation) ซึ่งได้ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดในเรื่องช่วงเวลาและอายุ ซึ่ง ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ คอร์ปอเรชัน ได้บรรยายหัวข้อ BRANDiNg 4.0 ยุคที่แบรนด์กลายเป็นคน คนกลายเป็นแบรนด์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ด้วยยุค 3.0

“ในยุคอินเทอร์เน็ตเรามีความรู้มากยิ่งขึ้น มีข้อมูลมากยิ่งขึ้น เมื่อคนฉลาดขึ้นก็เลือกมากขึ้น ทำให้อำนาจการควบคุมตลาดหลุดจากมือผู้ขายมาสู่มือผู้บริโภค ถ้าอินเทอร์เน็ตเป็นการเชื่อมโยงคนกับข้อมูล โซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็คือ การเชื่อมโยงคนเข้ากับคน ซึ่งแชร์ความต้องการร่วมกัน วันนี้เราอยู่ในยุค 4.0 แล้วหรือยัง มันเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อยู่ในยุคดิจิทัล โซไซตี้แล้วหรือยัง เราเรียกคนยุคนี้ว่า ดิจิทัล เนทีฟ หรือผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัล เป็นการแบ่งคนในรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้แบ่งตามช่วงอายุ แต่ทุกเพศทุกวัยทุกช่วงอายุสามารถเป็นได้หมด ในปี 2020 ประชากรโลกมีเพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 ล้านคน และมีถึง 4,000 ล้านคน ที่เข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งบ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ”

ปิยะชาติ บอกว่า ดิจิทัล เนทีฟ จะมีคุณสมบัติบางอย่างที่บ่งชี้ คือ ความต้องการที่จะเชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมง และต้องการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน และสร้างดิจิทัล แอคติวิตขึ้นมา ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ไฮบริด คอนซูเมอร์ เจอร์นีย์ ช่องว่างระหว่างโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์จะแคบลงเรื่อยๆ

“ในเมืองไทยมีคนใช้เฟซบุ๊กอยู่ถึง 30 ล้านบัญชีรายชื่อ โดยใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ 28 ล้านเครื่อง นั่นก็คือการแตกตัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามวัตถุประสงค์ของดิจิทัล เนทีฟ หลังจากนี้เป็นต้นไปก็จะเกิดเน็ตเวิร์กที่เล็กลงเรื่อยๆ การแตกตัวจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ปลายทางของดิจิทัล เนทีฟ มีจำนวนไม่น้อยที่วันนี้เปลี่ยนตัวเองจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล กลไกนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า มีอยู่แล้วและสร้างต่อยอดขึ้นมา เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดว่าผู้บริโภคได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นแบรนด์หนึ่งในสังคม”

 

เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นแบรนด์ เป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ได้ปลดปล่อยศักยภาพและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ปิยะชาติ สะท้อนภาพของยุค 4.0 ว่า กำลังเข้าสู่สภาวะการแข่งขันที่น่ากลัว เพราะผู้บริโภคเชื่อมโยงกันเอง เชื่อมั่นในกันและกันมากกว่า เพราะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน และท้ายที่สุดผู้บริโภคซื้อสินค้าจากผู้บริโภคด้วยกันเองในเครือข่าย

“สิ่งแรกที่แบรนด์ต้องเข้าใจและตามผู้บริโภคให้ทัน คือ แบรนด์ต้องทำตัวให้เหมือนผู้บริโภค แบรนด์ก็พยายามปรับตัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภค กลายเป็นพวกเดียวกัน สิ่งที่ทำให้แบรนด์มีชีวิต คือ การเชื่อโยงระหว่างสังคมดิจิทัลกับโลกปกติ การมองผู้บริโภคแบบย้อนกลับ แบรนด์ต้องมองตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่ตราสัญลักษณ์ที่เคยเห็น ซึ่งคนก็กลายเป็นแบรนด์ แล้วแบรนด์ก็กลายเป็นคน

“ความสำคัญของการทำธุรกิจกับผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจที่พาผู้บริโภคไปถึงเป้าหมายย่อมดีกว่าธุรกิจที่ขายแค่สินค้าและบริการ สิ่งนี้ได้นำพามาสู่การเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในยุคของแบรนดิ้ง 4.0 สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ ก็คือ การเชื่อมโยงคุณค่าของแบรนด์ให้เข้ากับผู้บริโภคเพื่อสร้างให้เกิดเครือข่ายขึ้นมา เป็นวิธีการเข้าหาความต้องการของตลาด วิธีใหม่คือวิธีสร้างความต้องการให้กับตลาด แทนที่จะสร้างตลาดขึ้นมาเอง”

ปิยะชาติ สรุปว่า การครอบครองตลาดโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว โดยเริ่มครองตลาดจากกลุ่มคนที่มีความต้องการเดียวกัน เติมเต็มซึ่งกันและกันในเครือข่ายนั้น ท้ายที่สุดก็เกิดเป็นธุรกิจ เป็นภาพที่เกิดขึ้นในยุคที่เรียกว่า 4.0

โลกเปลี่ยนไทยไป “ช็อปปิ้ง 4.0”

โลกออนไลน์กับโลกแห่งความเป็นจริงที่แคบลง การเชื่อมต่อของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ทุกช่วงเวลา และมีการสื่อสารและเสนอขายสินค้าได้ตลอดเวลาเช่นกัน ช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภคที่เปิดกว้างขึ้น ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บอกว่า ยุค 4.0 ดูเหมือนว่าโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับเรื่องอื่นๆ

“หมายความว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่างๆ มาวิ่งอยู่บนเครือข่ายเป็นตัวเชื่อมโยงทั้งสื่อสารแบบคนต่อคนและอื่นๆ อีกมากมาย โครงสร้างพื้นฐานของระบบดิจิทัลจึงเป็นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งคนจะคิดต่อยอดจากตรงนี้ ซึ่งวันนี้ไปได้ไวมากๆ ต่อไปจะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเยอะมาก และสิ่งที่ทุกคนในประเทศไทย การสื่อสารในแง่ดิจิทัลจะเร็วและกว้างไกลมากขึ้น ในปี 2020 ก็คงจะมี 5จี เป็นโรดแมปพื้นฐานของโทรคมนาคม แต่นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก คนจะคิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาเยอะมาก แต่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมหาศาล ทุกสิ่งทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตทั้งหมดซึ่งส่งผลกับสินค้าและบริการทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต สิ่งสำคัญต้องกล้าลองของใหม่โดยไม่ทิ้งโอกาส อีโคซิสเต็ม (ความพยายามในการเชื่อมโยงและบูรณาการผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เมื่อลูกค้าใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท) จะเป็นองค์ประกอบขับเคลื่อนทางการแข่งขันของประเทศและของโลก”

ในด้านการจัดจำหน่ายสินค้าปลีกประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม  ยอมรับว่า การจับจ่ายเปลี่ยนไปเยอะ

“ชีวิตเราเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้ระบบ 4.0 โลกดิจิทัลกำลังเข้ามามากขึ้น การจับจ่ายซื้อของไม่มีความจำเป็นต้องไปที่สาขาของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้ากันอีกแล้ว การซื้อขายออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อย่างคนที่อยู่คอนโดมิเนียมก็สั่งออนไลน์และก็มีการส่งโดยมีกล่องบรรจุรอรับหรือช็อปปิ้งบ็อกซ์อยู่ที่คอนโดเลย แล้วจะมีการส่งโค้ดเปิดกล่องให้คนสั่งซึ่งคนอื่นไม่สามารถเปิดได้”

สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่าง ก็คือ เรื่องการโฆษณา ชาคริต ขยายภาพว่า เมื่อก่อนทุกวันพฤหัสฯ ศุกร์ ช่วงละครค่ำจะแย่งซื้อโฆษณากันมาก แทบจะฆ่ากันตาย เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวมาก ช่วยดึงคนได้ แต่ตอนนี้โฆษณาก็เปลี่ยนแปลงไปมาก

“จะทำแบบเรียลไทม์มากขึ้น ส่งตรงไปถึงผู้บริโภค เป็นโฟกัสซิ่งโปรโมชั่นมากขึ้นจริงๆ ด้วยระบบดิจิทัล มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ว่ายังไม่เยอะมาก การเติบโตในช่วงปีสองปีนี้ตัวเลขเป็น 100% แต่จริงๆ มาจากฐานที่น้อยมาก ซึ่งคิดว่าอีกไม่นานคนไทยก็คงเข้าใจการจับจ่ายที่ไม่ใช้เงินสดมากขึ้น เข้าใจในการซื้อของโดยไม่ต้องเดินทางไปซื้อเอง มั่นใจและเข้าใจในคุณภาพของสินค้า ซึ่งจะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า 4.0”

 

ชาคริต บอกว่า เขาใช้สมาร์ทโฟน 7.2 ชั่วโมง/วัน ถ้ามองไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือวิธีการที่คนจะซื้อสินค้า

“ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเมื่อเขาอยากซื้อของ เพราะการสั่งซื้อสินค้าง่ายมาก สามารถสั่งโอนเงินบนมือถือได้เลย เห็นโฆษณาสินค้าตัวหนึ่งจะต้องซื้อก็สามารถสั่งตรงนั้นเลย สมมติข้าวสารหมดก็ใช้สมาร์ทโฟนสั่งซื้อโอนเงินได้เลยสักครู่ก็มีคนมาส่ง แต่จะไม่มีการซื้อแต่ละครั้งเยอะมาก แต่จำนวนคนซื้อจะมากรายขึ้น การใช้เงินสดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้คนไทยมีวินัยต่อการใช้เงินเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยหลอมวิธีการใช้เงินจนกลายเป็นสิ่งเดียวกันทั้งโลก ซึ่งต่อไปเวลาของห้างเปิดปิดจะไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว”

ในด้านการเงินการธนาคารที่จะสะดวกสบายมากขึ้น แค่ปลายนิ่วสัมผัสก็สามารถทำธุรกรรมได้ทุกอย่าง ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ตอนนี้ธุรกิจสถาบันการเงินเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้นเรื่อยๆ

“แล้วการเปลี่ยนแปลงของโลกเห็นชัดเจนว่าเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ที่เห็นชัดก็คือพฤติกรรมของการมาสาขาธนาคารของผู้ใช้บริการ ปัจจุบันผู้เปิดบัญชี 100 คน เดินทางมาใช้บริการด้วยตัวเองที่สาขาแค่ 20 คน ส่วนอีก 80 คน หรือ 80% ทำธุรกรรมทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นเอทีเอ็ม หรือโมบาย แบงก์กิ้ง เมื่อมาดูฐานลูกค้าของธนาคารที่มีอยู่ 13-14 ล้านคน ตอนนี้ใช้โมบาย แบงก์กิ้ง 5-6 ล้านคน เข้าไปแล้ว และมีอัตราเพิ่มที่เร็วมาก ตรงนี้เป็นเทรนด์”

วิวัฒนาการที่เข้าสู่ยุค 4.0 ปกรณ์ ยอมรับว่า เกิดจากลูกค้าเป็นหลัก หนึ่ง-ความต้องการของลูกค้า สอง-เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง สาม-การแข่งขันที่รุนแรง

“หากเข้าสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง 4.0 จะเป็นดิจิทัลแบงก์ที่เต็มรูปแบบ คือ จะต้องมีการนำข้อมูลของลูกค้ามาประมวลผลและนำมาใช้บริการลูกค้าให้มีความรู้สึกพิเศษเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น โมบายแบงก์กิ้งไม่ได้มีเฉพาะจ่ายเงินรับเงินโอนเงิน แต่จะบอกข้อมูลของลูกค้าด้วยว่ามีอะไรบ้าง ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งหมดคือให้บริการลูกค้าและตอบโจทย์ของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนลูกค้าก็จะเปลี่ยน

“การเตรียมความพร้อมไปสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของโครงสร้างองค์กรต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม มีเทคโนโลยีที่พร้อม และมีบุคลากร การมีนวัตกรรมต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กร โดยเฉพาะฟินเทค (Fintech คือ การผสมระหว่างคำว่า Finance กับคำว่า Technology หรือการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบการสื่อสารออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจด้านการเงิน การธนาคาร และการลงทุน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากแบบเดิมไปสู่สิ่งใหม่) สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นเรื่องโมบายแบงก์กิ้ง ที่เกี่ยวกับเพย์เมนต์เพราะทางรัฐบาลเองให้การสนับสนุนและพยายามผลักดันให้เป็นสังคมที่ใช้เงินสดน้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุน ทำให้การบริการทางการเงินต่างๆ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่วนโมบายแบงก์กิ้งก็มี
ผู้ใช้เยอะมากขึ้น การใช้เงินสดก็จะน้อยๆ ลง”

โลกยุคดิจิทัล 4.0 แค่กะพริบตา ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไปไกลเกินจะตามทัน แต่ไม่สายที่จะเกาะติดอย่างรู้เท่าทัน “ช็อปปิ้ง 4.0” จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแน่นอน

 

เยาวชนคนโขนเลือดใหม่ สืบสานศิลปะชั้นสูงของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441013

เยาวชนคนโขนเลือดใหม่ สืบสานศิลปะชั้นสูงของชาติ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หรือที่รู้จักกันในนามโขนพระราชทาน โดยในปีนี้ทางคณะกรรมการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้คัดเลือกตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” อันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดีและการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริตมานำเสนอ เพื่อให้เข้ากับวาระมหามงคล 2 วาระที่มาบรรจบกัน ทั้งการครบรอบการเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา

ก่อนที่การแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่ประจำปีจะเปิดม่านขึ้น หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การคัดเลือกนักแสดงโขนหน้าใหม่ โดยในปีนี้ยังได้รับความสนใจจากเหล่านักเรียน นักศึกษา ทั้งจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่พร้อมใจกันมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทยถึง 772 คน โดยจัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงจำนวน 5 ตัวละคร ได้แก่ โขนพระ ละครพระ ละครนาง โขนยักษ์ และโขนลิง

พลังคนรุ่นใหม่สืบสานการแสดงโขน

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการโขนฯ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กล่าวด้วยความปลื้มปีติว่า เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่ปีนี้ได้เห็นเยาวชนที่อายุน้อยลงหันมาให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการคัดเลือก บางคนยังเรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษา ที่สำคัญ ไม่ได้มีแต่นักเรียนนาฏศิลป์ที่ให้ความสนใจ แต่ยังรวมถึงนักศึกษาและนักเรียนด้วย ซึ่งการคัดเลือกนักแสดงปีนี้ยังคงเข้มข้นเช่นเดิมจากอาจารย์ที่เป็นปรมาจารย์ด้านโขน ศิลปินแห่งชาติ ตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านโขน

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

 

 

“เด็กๆ ที่มาออดิชั่น ไม่ว่าจะผ่านการคัดเลือกหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะอย่างน้อยแค่มาร่วมคัดเลือก ได้มาแสดงต่อหน้าคณะกรรมการที่ทรงคุณวุฒิ เพื่อรับฟังคอมเมนต์ การวิเคราะห์ท่ารำจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโขน ก็ถือว่าคุ้มแล้ว ที่สำคัญถ้าพลาดหวังจากการคัดเลือกปีนี้ก็ไม่ต้องเสียใจ ปีหน้ามาใหม่ก็ได้”

สำหรับเหตุผลที่ปีนี้จัดแสดงตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ กล่าวว่า เป็นเพราะเห็นว่าเนื้อเรื่องเหมาะสมกับปีมหามงคล นอกจากเนื้อหาจะสะท้อนถึงความจงรักภักดีที่พิเภกมีต่อพระรามแล้ว ยังเป็นการตอบคำถามผู้ชมโขนตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ทำไมพิเภกซึ่งเป็นยักษ์จึงมาสวามิภักดิ์กับฝั่งพระราม

ด้าน ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองประธานคณะกรรมการอำนวยการโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า น่าดีใจที่ได้เห็นเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เคยรับสั่งให้นักเรียนจากโรงเรียนนาฏศิลป์ได้มีส่วนร่วมในการแสดงโขนด้วย เพราะไม่อยากให้เด็กๆ รู้สึกว่าการเรียนนาฏศิลป์นั้น หมายถึงอาชีพเต้นกินรำกิน หากอยากให้เขาภูมิใจว่าเป็นผู้สืบสานและต่อยอดวัฒนธรรมของชาติ และยังทรงเน้นอีกว่าหากเด็กๆ ได้ร่วมแสดงบนเวทีใหญ่ จะเป็นความทรงจำที่ดีและเป็นความประทับใจสืบไป

ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี

 

“โขนพระราชทานเดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการจัดงานก็อดปลาบปลื้มใจไม่ได้ที่เห็นการแสดงโขนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลายเป็นงานใหญ่ที่เด็กๆ เฝ้ารอ ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างดีเพื่อมาออดิชั่น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ซึ่งแต่ละปีก็จะเห็นพัฒนาการด้านฝีมือที่เพิ่มขึ้น จนคณะกรรมการคัดเลือกหนักใจ แต่ก็ต้องเลือกเฟ้นอย่างดีที่สุด”

สอดคล้องกับอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้กำกับการแสดงโขนฯ กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกในปีก่อน และกลับไปฝึกปรือฝีมือกันมาจนทำให้คณะกรรมการเห็นถึงความตั้งใจได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเพื่อความยุติธรรม ทางคณะกรรมการจะทำการคัดเลือกอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าได้นักแสดงที่มีความสามารถจริงๆ มาร่วมแสดง สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีโอกาสมาฝึกฝีมือรับคำแนะนำจากศิลปินอาวุโส จนกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถ และเป็นกำลังสำคัญของชาติด้านการโขนต่อไป

“หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกนักแสดงครั้งนี้ จะดูจากทักษะความสามารถตามบทบาทของตัวละคร อย่างโขนพระ จะพิจารณาหน้าพาทย์ที่ใช้ในการแสดง กระบวนท่าเฉพาะ การตีบทประกอบเพลงร้องและคำพากย์-เจรจา พร้อมทั้งกระบวนท่ารบ-ขึ้นลอย ละครพระ และละครนาง จะดูเพลงหน้าพาทย์ที่หลากหลายและการตีบทประกอบเพลงร้อง ส่วนโขนยักษ์และโขนลิง จะพิจารณากระบวนท่าหลัก การใช้อาวุธต่างๆ การตีท่าประกอบคำพากย์-เจรจา กระบวนท่ารบ-การรับลอย นอกจากนั้นจะดูภาพรวมของนักแสดงเยาวชนที่มาร่วมคัดเลือกว่ามีความเหมาะสมของบุคลิกลักษณะกับบทบาทในตอนที่จะเล่น”

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย

 

 

ฝันยิ่งใหญ่ของเด็กนาฏศิลป์

สำหรับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับทุนการศึกษามีทั้งสิ้น 26 คน ผักกาด-ณัฐพร แก้วจันทร์ อายุ 18 ปี จากวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ซึ่งได้คะแนนลำดับที่ 1 จากการคัดเลือกตัวละครพระ กล่าวว่า เคยมีโอกาสมาออดิชั่นเมื่อปีที่จัดการแสดงชุดศึกอินทรชิต ตอน นาคบาศ แต่ไม่ได้รับคัดเลือก จนเมื่อปีที่แล้ว ฝันของเธอก็เป็นจริง เมื่อผ่านการคัดเลือกเป็นตัวละครพระในการแสดงชุด “ศึกอินทรชิต ตอน พรหมาศ” ซึ่งในปีนั้นเธอได้คะแนนเป็นลำดับ 2 มาถึงปีนี้เลยตัดสินใจมาตามความฝันอีกครั้ง

“การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีโขนพระราชทานเป็นความฝันสูงสุดของเด็กนาฏศิลป์ทุกคน รวมถึงตัวหนูเองที่อยากมาร่วมแสดงในโขนพระราชทาน ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสืบสานไว้ กับการแสดงเป็นตัวละครพระ หนูมองว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะในฐานะผู้หญิงเราจะแสดงออกอย่างไร เพื่อแสดงความสง่างามแบบชายชาตรีออกมา”

ขณะที่ ฟ้า-สุพรรษา จำเมือง อายุ 16 ปี จากวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ซึ่งได้คะแนนลำดับที่ 1 จากการคัดเลือกตัวละครนาง กล่าวถึงความภาคภูมิใจในครั้งนี้ว่า ถึงจะพลาดหวังจากการมาออดิชั่นเมื่อปีที่แล้ว แต่เธอก็เก็บเอาความผิดหวังมาเป็นแรงผลักดัน และพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักจนประสบความสำเร็จแบบไม่คาดฝัน

ฟ้า-สุพรรษา จำเมือง

 

“ปีที่แล้วหนูมาด้วยความฝัน แต่ตัวหนูเองอาจจะยังไม่พร้อม พอพลาดหวังกลับไป หนูเก็บเอาความเสียใจในวันที่ล้มมาเป็นพลังในการฝึกซ้อมอย่างหนัก ให้ครูท่านช่วยต่อท่าให้ หนูยังจำคำที่ครูบอกได้ว่า ล้มวันนี้เพื่อวิ่งต่อในวันหน้า ตัวหนูเองใฝ่ฝันอยากจะได้ร่วมแสดงในโขนพระราชทาน ซึ่งเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่เด็กนาฏศิลป์ทุกคนอยากมีโอกาสได้ร่วมแสดง มาถึงวันนี้ เรียกว่าเป็นอะไรที่เกินฝันเลยค่ะ”

เช่นเดียวกับ กันต์-กัญญา ตู้พิจิตร์ อายุ 17 ปี จากวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง ได้คะแนนลำดับที่ 2 จากการคัดเลือกตัวละครนาง กล่าวว่า การได้ร่วมแสดงในโขนพระราชทาน ไม่เพียงเป็นเกียรติต่อตัวเองและครอบครัว แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี พ.ศ. 2559 ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 5 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา

ผักกาด-ณัฐพร แก้วจันทร์

 

‘ประเทศของท่าน บ้านของผม’ รวมบทกวีนิพนธ์ของ ดร.พิเชฐ แสงทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440960

‘ประเทศของท่าน บ้านของผม’ รวมบทกวีนิพนธ์ของ ดร.พิเชฐ แสงทอง

โดย…พริบพันดาว

เขาเป็นดอกเตอร์ทางวรรณกรรมไทย เป็นนักวิชาการและอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งอยู่ที่ ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี พิเชฐ แสงทอง ได้มีรวมเล่มบทกวีนิพนธ์ที่มีชื่อว่า “ประเทศของท่าน บ้านของผม” ออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน

“ผมอยู่ในยุคคาบเกี่ยวของเมื่อชีวิตและยุคปัจจุบันจริงๆ แต่คนรุ่นผมโชคดีที่ได้กลิ่นความงอกงามของวรรณกรรมเพื่อชีวิตติดปลายจมูก ได้เห็นกระแสตกของเพื่อชีวิตช่วงทศวรรษ 2530 และยังเห็นความพยายามฟื้นฟูมันกลับมาอีกทีในปลายทศวรรษ 2540 จนถึงปัจจุบัน” ดร.พิเชฐ เริ่มพูดคุยถึงสัมผัสของชีวิตในเชิงวรรณกรรมและกวีของเขา ก่อนจะไหลเรื่อยความคิดผ่านคำพูดแบบนักวิชาการ

“ถ้าถามว่าในสถานการณ์แบบนี้ วงการกวีของไทยเป็นอย่างไรบ้าง? ผมคิดว่า หลักๆ แล้วกวีไทยยังเปลี่ยนแปลงน้อยนะ โดยเฉพาะในด้านรูปแบบ แม้ว่าจะมีกวีจำนวนมากที่เลิกเคร่งครัดฉันทลักษณ์ หันไปเดินตามรอยกวีนิพนธ์ไทยแบบชาวบ้าน เช่น ขุนช้างขุนแผน ที่ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์เลย แต่โดยภาพรวมแล้ว กวีนิพนธ์ไทยก็ยังนิยมฉันทลักษณ์กันอยู่ เคร่งมากเคร่งน้อยก็แล้วแต่เจตนาและแนวคิดของแต่ละกวี”

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อ ดร.พิเชฐ แสงทอง ในฐานะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์หลายสมัย และรางวัลอื่นๆ ในวงการวรรณกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นองค์ความรู้เรื่องกวีนิพนธ์จึงมีอย่างลึกล้ำ

“ที่เป็นอย่างนี้ผมคิดว่าอาจจะด้วยเหตุที่กวีนิพนธ์ไทยปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงกับจารีตทางวรรณคดีของไทยอย่างแนบแน่นมาก สังคมไทยคุ้นเคยกับจารีตทางวรรณคดี เลยยังนิยมกลอนฉันทลักษณ์อยู่ แม้จะมีกลอนเปล่าหรือลำนำดีๆ อยู่บ้าง แต่ในเชิงปริมาณแล้วก็ถือว่าน้อยจนไม่สามารถเปิดตลาดกว้างๆ ได้เหมือนกลอนฉันทลักษณ์ ผู้อ่านไม่ค่อยคุ้นเคย และกวีเองก็ถูกปลูกฝังมาในบรรยากาศของกวีนิพนธ์แบบร้อยกรองในวัฒนธรรมไทย”

ก่อนที่จะมีคำว่า ดร. นำหน้า พิเชฐเคยมุ่งมั่นที่จะเป็นกวี มีความรักและหลงใหลศาสตร์และศิลปะแขนงนี้อย่างชมชอบ เขาขยายความอรรถาธิบายถึงรวมบทกวีนิพนธ์เล่มนี้ว่า เป็นการคัดสรรจากงานที่เคยเขียนและตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ หน้านิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ยุค 2540 จนถึง 2559 มีบทกวีทั้งหมด 30 กว่าชื่อเรื่อง

“เป็นผลจากการที่ผมถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์รายรอบตัว ทั้งเหตุการณ์ในรอบวงชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคมและการเมือง ผมเลยตั้งชื่อให้เห็นว่ามันเป็น 2 กรอบใหญ่ๆ อยู่ คือ ‘ประเทศของท่าน’ เป็นสภาวะที่เหตุการณ์ภายนอกและภาษาทางสังคมและการเมืองเข้ามากระทบความคิดอารมณ์และความรู้สึก ส่วน ‘บ้านของผม’ เป็นเรื่องราวในเอื้อมมือของผมเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ทั้งประเทศและบ้านนั้นก็คือที่ซุกหัวนอนของเรา เพราะฉะนั้นเราทุกคนจึงมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม มีสิทธิที่จะเสนอซ่อมแซมบ้าน”

 

แรงบันดาลใจและการกระตุ้นที่สร้างพลังในการเขียนบทกวีที่มีขึ้นมาอีกครั้งในปัจจุบัน พิเชฐตอบว่าน่าจะเชื่อมโยงกับการที่มีปัจจัยและภาษาเข้ามากระทบห้วงลึกภายในของเขาเอง

“หมายความว่า ตอนหลังผมไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบกวี คือไม่ได้เป็นกวีทั้งชีวิต เพราะเชื่อว่า ‘กวี’ มันเป็นสภาวะ มันจะเกิดเมื่อคนสักคนหนึ่งได้รับแรงกระทบจนกระทั่งภาษาชุดหนึ่งหรือหลายๆ ชุดที่มันซุกซ่อนอยู่ในตัวเราแสดงตัวออกมา เมื่อนั้นเราก็จะได้ผลงาน คือ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือกสรรภาษา แต่ภาษาเลือกที่จะแสดงตัวเองผ่านตัวผม ผมเชื่อเสมอว่า สภาวะสุขที่สุด และเศร้าที่สุด คือสภาวะของกวีนิพนธ์ ทันทีที่เราเศร้าที่สุด ชุดภาษาของความเศร้ามันก็ประเดประดังกันเข้ามา จนบางทีคนเขียนก็ตั้งตัวไม่ติด ตอนสุขสุดๆ ก็เหมือนกัน ภาษามันหยิบยืมอารมณ์ความคิดและความรู้สึกของผมเป็นเนื้อหาเพื่อสาธิตถึงการดำรงอยู่ของตัวมัน (ภาษา) เอง

“งานเล่มนี้เกิดขึ้นแบบนี้แหละ คือบทกวีมักจะไหลๆ ออกมาเอง อย่างชิ้น ‘เพลงยาวพยากรณ์ รัตนโกสินทร์สภาพ’ ที่ยาวมาก 36 บท ผมก็ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง คือเมื่อสภาวะมันอึดอัดกับอะไรมากๆ เข้า บทกวีมันก็ทะลักออกมาเอง แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดในตอนนี้ไม่มีอะไรมีน้ำหนักมากเท่าการเมืองและสภาวะสังคมที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงยังไง”

โลกการเขียนบทกวีในยุคโซเชียลมีเดีย เป็นตัวช่วยที่ทำให้กวีนิพนธ์ได้เผยแพร่ผลงานมากยิ่งขึ้น พิเชฐ ยอมรับโดยดุษณีว่า บทกวีคงไม่ได้รับการพิมพ์รวมเล่มแน่ๆ ถ้าไม่มีการประกวดรางวัลใหญ่ๆ อย่างซีไรต์

“เป็นผลจากการที่ตลาดบทกวีที่หดตัวลงเรื่อยๆ ผมก็อยากจะโทษตัวเองที่เคยคิดว่ากวีนิพนธ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง สมัยเริ่มต้นเขียนบทกวีจริงจังเมื่อราว 20 ปีก่อน ผมคิดแบบนี้นะ แล้วก็ทำตัวเป็นศิลปินอยู่เหนือคนทั่วไป มันทำให้บทกวีของผมถอยห่างจากผู้อ่านไปเรื่อยๆ คนนั้นคนนี้อ่านไม่เข้าใจ เขาอ่านไม่เข้าใจเราก็ไปว่าเขาอีกว่าด้อยเหลือเกิน กวีไทยจำนวนหนึ่งก็เคยรู้สึกแบบนี้นะ ตอนหลังเราก็มาเอะใจว่าวิธีคิดแบบนี้มันสวนทางกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม คือเรามารู้สึกตัวก็ตอนที่ตลาดบทกวีหดลงจนขายได้ไม่ถึง 100 เล่ม ในเวลา 3 ปี

“ผมคิดว่าเฟซบุ๊กเข้ามาเป็นพื้นที่ให้กวีไถ่โทษ คือทำให้บทกวีมันกลายเป็นสื่อสาธารณะได้ ให้คนอ่านได้ง่ายๆ เข้าถึงง่าย รับรู้ความหมายกันได้โดยไม่ต้องทรมานหรือบีบบังคับตัวเอง เฟซบุ๊กทำให้การอ่านบทกวีไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรอีกแล้ว สถานภาพกวีจากปราชญ์มาสู่คนปกติทั่วไปที่กินขี้ปี้นอนเหมือนคนอื่น ก็ทำให้กวีกล้าประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองด้วยตัวเองมากขึ้นเมื่อ 10-20 ปีก่อน กวีและนักเขียนจะไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เลย เพราะเราถูกสอนมาให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณมากกว่าเศรษฐกิจ”

ท้ายสุด พิเชฐ บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำและแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า เขาอยากเรียนผู้อ่านว่า ถึง พ.ศ.นี้ กวีนิพนธ์หรือที่อยากเรียกว่า “กลอน” ไม่ใช่สิ่งสูงส่งอีกแล้ว

“แม้ว่าจะยังมีคนที่คิดแบบนี้ แต่อย่าไปเชื่อเขา พร้อมๆ กับที่ท่านอ่านกลอน ท่านก็สามารถเขียนกลอน หรือกวีนิพนธ์ได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่ผมว่า คือความเป็นกวีมันเป็นสภาวะ ไม่ใช่เป็นนายช่างผู้ชำนาญการที่มีสภาวะสูงส่งถาวร เพราะฉะนั้นพร้อมกับการเสพ ท่านก็สามารถสร้างได้เหมือนกัน สำหรับผม การสร้างและการเสพวรรณกรรมเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน”

 

10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440942

10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

โดย…นกขุนทอง ภาพ พลศักดิ์ สุนทรตรึก

บางคนใช้ชีวิตโดยปราศจากจุดมุ่งหมายใดๆ

บางคนปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนดเป้าหมาย

บางคนวางแผนไว้แล้วมุ่งมั่นตามเส้นทางนั้น บ้างก็ทำได้ บ้างก็ล้มเหลว บ้างก็หลงลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้

หากแต่บางคน เมื่อตั้งใจแล้วต้องทำ

 

“พลศักดิ์ สุนทรตรึก” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด เดอะ เฟส ช็อป ไทยแลนด์ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเป้าหมายใช้ชีวิต หนึ่งใน New Year’s Resolution หรือ “ปีใหม่ปีนี้เราตั้งใจจะทำอะไร” ในข้อที่ 3 เขาเขียนเอาไว้ว่า จะต้องเดินทางไปยังดินแดนใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นดินแดนที่ยังไม่ค่อยมีผู้คนเดินทางไปถึงมากนัก ปณิธานข้อนี้ได้เขียนเอาไว้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559

วันที่จรดปากกานั้นเขาไม่รู้หรอกว่าจุดหมายคือที่ใด รู้เพียงว่า “ชีวิตต้องใช้” การออกเดินทางไปประสบเจอสิ่งใหม่ๆ นั้นเป็นของขวัญล้ำค่าให้แก่ชีวิต และด้วยหน้าที่การงานเขาจัดสรรเวลาท่องเที่ยวได้เพียงปีละ 2 ครั้ง ฉะนั้นแต่ละเมืองที่เลือกจะเดินทางไปต้องคัดสรรกันหน่อย เพื่อให้คุ้มค่าที่สุดกับเวลาที่มีแค่ 10 วัน

แล้วเรื่องตื่นเต้นที่จะนำพาเหตุการณ์มาอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลืม ก็คือ เมืองเลห์ ลาดักห์ และ แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เมื่อเพื่อนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียกว่า 10 ปี ได้ไลน์มาชวนให้ไปเที่ยว ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูล และรวบรวมพลเพียง 2 วัน ได้เพื่อร่วมเดินทาง 10 คน

 

เลขสวยดีนะ 10 คน 10 วันมหัศจรรย์อินเดีย…

ตุ๊กตุ๊ก ซิ่ง เร็ว แรง แซงนรก

เครื่องบินจากสุวรรณภูมิใช้เวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที ถึงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย อุณหภูมิท้องถิ่น 40 องศาเซลเซียส

“วันแรกที่ไปถึงเราต้องเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อนกันก่อน เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องขึ้นเครื่องเดินทางไปที่เมืองเลห์ ลาดักห์ ถามตัวเองว่าอย่างเราเนี่ยนะจะยอมพักผ่อนเฉยๆ หาเรื่องออกไปเที่ยวนิวเดลีสิครับ แต่ความสนุกเซอร์ไพรส์ของวันแรกเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะกลับโรงแรม รถบัสเล็กที่เราจ้างเอาไว้เขากลับบ้านไปเลยครับ ไม่รอรับเรากลับไปส่งที่โรงแรม โทรถามคนขับรถได้ความว่า “อินี่ขี้เกียจรอจ้านายจ๋า นายเข้าไปช็อปปิ้งนานอินี่เบื่อเลยกลับบ้าน” อ้าวเวรกรรมแล้วเราจะกลับยังไง เพื่อนที่อยู่อินเดียที่พึ่งเดียวของเราจึงบอกว่าเราสามารถนั่งตุ๊กตุ๊กไปได้ 15 นาทีก็ถึง ทั้ง 10 คนก็เลยโอเคเพราะตุ๊กตุ๊กเมืองไทยก็มีเหมือนกัน เราเคยชินกันอยู่แล้ว

ผมและเพื่อนกระโดดขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว เราสบตากับคนขับตุ๊กตุ๊กเพื่อบอกเป็นสัญญาณว่าเราพร้อมแล้ว พี่คนขับจึงบิดรถออกอย่างแรงราวกับกำลังควบเฟอร์รารีอยู่อย่างนั้น โอ้วพระเจ้ามันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าหนังเรื่องเดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียสที่เราได้เคยดูกัน คิดดูเอาว่ารถเมล์สาย 8 ในตำนานต้องยอมคารวะ ตุ๊กตุ๊กที่อินเดียขับซิ่งมากและไม่กลัวเลยว่ารถใหญ่จะชนหรือว่าเกิดอันตรายใดๆ นางบีบแตรไล่รถอื่นๆ ตลอดทางและยังสามารถมุด เบียด ปาด แทรก กระแทก และบิดคันเร่งได้อย่างอรรถรสมาก นั่งกันก้นไม่ติดเบาะเลยทีเดียว เพื่อนๆ กรี๊ดไปก็ลุ้นไปสนุกเหมือนนั่งดูหนัง 4 มิติ ผมคิดว่าตุ๊กตุ๊กไทยที่ว่าแน่ต้องแพ้พ่ายยอมยกรางวัลให้อินเดียเลยละครับ กรี๊ดกันจนพักใหญ่เราก็รอดตายมาถึงโรงแรม”

เพื่อความปลอดภัย โปรดอยู่นิ่งๆ

เตรียมตัวกันมาดีมาก เช็กสภาพดินฟ้าอากาศ เมืองเลห์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากพอควรทำให้อากาศเย็นตลอดทั้งปี ถ้าช่วงหน้าหนาวจะเย็นถึงขนาดติดลบ 20 องศาเซลเซียส ดังนั้นอุปกรณ์กันหนาวจึงขนมาพร้อมมาก แต่แล้วก็มีเรื่องให้ต้องร้องหาพระเจ้ากันอีกครั้ง เมื่อกระเป๋าเดินทางไม่มาพร้อมกับสายการบิน

 

“วันนั้นอุณหภูมิลบ 9 องศาเซลเซียส สอบถามทางสายการบินบอกว่ากระเป๋าน่าจะตามมาอีก 3 วัน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ได้แต่หายใจลึกๆ แล้วทำใจเดินออกจากสนามบินมา แต่ก็ยังมีความหวังว่าเราน่าจะได้เจออะไรดีๆ ที่นี่เพื่อช่วยลดความนอยด์จากกระเป๋าที่หายไป กำลังจะก้าวขาพ้นสนามบินก็มีเสียงประกาศว่า เนื่องจากสภาพอากาศบนที่สูงจะมีออกซิเจนค่อนข้างน้อยเราจึงขอแนะนำให้ท่านงดทำกิจกรรมใดๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อปรับร่างกายให้เข้ากับสภาพอากาศและเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของท่าน นั่นไงเอาอีกแล้วไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เที่ยวอีกแล้ว”

แต่มีหรือแก๊งนี้จะยอมหยุดอยู่นิ่งๆ พวกเขาไม่ลดละความพยายามที่จะออกไปทำอะไรสักอย่างข้างนอกโรงแรม จนได้รับคำแนะนำให้ไป Shanti Stupa ซึ่งเป็นเจดีย์พระธาตุคนญี่ปุ่นที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้มาสร้างเอาไว้ พวกเขาได้ไปเดินเวียนรอบพระธาตุทำใจให้สงบก่อนกลับมานอนซุกตัวใต้ผ่าห่มอุ่น ออมแรงไปลุยดินแดนมหัศจรรย์

อยากได้ภาพสวย แต่หมดสภาพ

วันที่ 3 การเดินทางท่ามกลางขุนเขาหิมะด้วยรถแวน เดินทางจากเมืองเลห์ไปที่นูบรา วัลเลย์ (Nubra Valley) ระหว่างทางมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ท้องฟ้าสีฟ้าตัดขอบหิมะบนปลายยอดเขาสีขาวด้านล่างเป็นธารน้ำใสสวยยิ่งกว่าในเทพนิยาย อะไรจะช่างโลกสวยวันเดอร์ฟูลเวิลด์ขนาดนี้ พวกเขาจึงยกให้เป็น “โฟโต้เดย์” เพื่อบันทึกความงดงามของดินแดนมหัศจรรย์นี้

 

“เราขับรถไปแวะถ่ายรูปเก็บภาพไปตามทางเพราะเราคงไม่ได้กลับมาที่นี่กันแน่ รถที่เรานั่งไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ จนถึง Khardung La Pass จุดที่เราอยู่สูงจากพื้นโลกที่สุดในชีวิต ณ จุดนี้ 18,380 ฟิต ซึ่งหนาวมาก หายใจยากมาก และก็สนุกมากเช่นกัน ไหนๆ ก็ได้มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตละ ขอถ่ายรูปกับเสาบอกความสูงสักหน่อย ลงไปแชะภาพได้ไม่ถึง 3 นาทีก็ต้องรีบขึ้นมาที่รถเพราะอากาศข้างนอกหนาวเย็นมาก แล้วเราก็มาจอดอยู่ ณ ลานแห่งหนึ่งเป็นพื้นที่กว้างๆ มีภูเขาหิมะเป็นแบล็กกราวด์ เรากระโดดถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน หาได้รู้มั้ยว่าจากการกระโดดมากมากขนาดนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต อาเจียนสิครับ!!! ผมอาเจียนหนักมาก เล่นซะหายใจไม่ทัน ความสนุกของวันนั้นจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะเวียนหัวและอาเจียนตลอดทางที่เรามาจนถึง Nubra Valley ที่ที่เพื่อนๆจะไปขี่อูฐกันแต่ผมต้องกลายเป็นคนเฝ้ารถไปในที่สุด เรื่องมันเศร้าจริงๆ ครับ”

ความงดงาม ที่หนาวจับใจ       

จุดหมายของวันที่ 4 คือ Pangong Lake ทะเลสาบที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเคยมาเยือนต่างร่ำลือกันว่าเป็นทะเลสาบที่สงบนิ่งและสวยงามที่สุดท่ามกลางขุนเขาแห่งหนึ่งในโลก ระหว่างการเดินทาง 4 ชั่วโมง เส้นทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่น้อยทุรกันดารยิ่งกว่าชายแดนไทย-พม่า ผ่านภูเขาหินทราย ผ่านลำธารน้ำใสที่ละลายมาจากเทือกเขาสูง และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากพวกเขา10 คน จนกระทั่งรถได้ข้ามเนินเขาแห่งหนึ่งมาและสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเบื้องหน้าคือ ทะเลสาบสีฟ้าครามที่กว้างสุดลูกหูลูกตาโอบล้อมไปด้วยภูเขาหินสีน้ำตาลทอดตัวเป็นแนวยาวไปตามขอบฟ้า นาทีนั้นไม่มีใครหาคำบรรยายมาแทนภาพเบื้องหน้าได้ นอกจากยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปบันทึกสิ่งที่เขาบอกกับตัวเองในขณะนั้นว่า “มันงดงามที่สุดในชีวิตที่พบพานมา”

 

“ผมและเพื่อนๆ ถ่ายรูปอยู่ที่นี่กันพักนึงก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับโรงแรม แต่คืนนี้เป็นคืนที่เราจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตว่าเราได้มานอนอยู่ที่ไหนในโลกแห่งนี้ เราเลือกพัก Pangong Residency ครับ คืนนี้อากาศลบถึง 17 องศาเซลเซียส เรากระโดดขึ้นเตียงนอนกันเลย พักหนึ่งเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นยิ่งดึกยิ่งหนาว จนทนไม่ไหวถามทางโรมแรมมีฮีตเตอร์มั้ย สิ่งที่ตอบกลับมาทำให้หัวใจเราแทบสลายคือคำว่า ไม่มีฮีตเตอร์ หนทางเดียวที่ทำได้คือการมานอนรวมกันเอาตัวเบียดกันให้อุ่นที่สุด แต่ก็ต้องแลกมากับการนอนแข็งทื่อท่าเดียวทั้งคืนขยับตัวไม่ได้และไม่มีโอกาสที่จะได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในตอนกลางดึก ผมเริ่มคิดถึงบ้าน ยิ่งดึกก็ยิ่งทรมาน ตลอดทั้งคืนคิดอยู่แต่ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เราจะตายที่นี่มั้ย”

คิดวนไปวนมาจนเพลียหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว สวรรค์มาโปรด…

 

สโลว์ ไลฟ์ ตามไหล่เขา

วันที่ 5 เดินทางกลับมาที่เมืองเลห์ เช้าวันรุ่งขึ้นต้องขึ้นเครื่องกลับไปที่นิวเดลีเพื่อจะบินไปต่อที่แคชเมียร์ดินแดนของพืชพรรณที่ผลิบานรอต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว

“คนขับรถของเราชื่อคุณจิกมี่ ได้แนะนำว่าเราจะกลับไปที่เมืองเลห์อีกทางหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทางที่เรามา ทางนี้จะได้เห็นฝูงจามรีด้วย คุณจิกมี่ได้ขับรถพาเราลัดเลาะไปตามไหล่เขาวนขึ้นวนลงวนซ้ายวนขวาจนกระทั่งมาถึงลานกว้างที่มีฝูงจามรีฝูงใหญ่กำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ ชีวิตของพวกมันช่างดูมีความสุขมากๆ สโลว์ ไลฟ์จริงๆ เส้นทางเราผ่าน Changla Pass จุดแวะถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว เรายังได้แวะเที่ยววัด Thaksey และวัด Hemis 2 วัดนี้เป็นวัดสไตล์ทิเบตที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ และได้มาเยี่ยมชม Leh Palace พระราชวังที่เป็นที่ประดับของอดีตกษัตริย์ แต่ตอนนี้กลายเป็นพระราชวังร้างไม่มีสิ่งของใดๆ เราเข้าพักที่ Nalanda Hotel เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ช่วยคลายหนาว ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่มไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อน หรือแม้แต่ฮีตเตอร์ ดังสวรรค์มาโปรดหลังจากที่เราไม่ได้อาบน้ำมา 4 วัน นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้อาบน้ำที่นี่ เรากินข้าวเย็นกัน จิบชาอุ่นๆ ที่คนที่นี่เรียกว่า ใจ (Jai) และนอนหลับด้วยความสุขในรอบ 4 วัน”

 

หัวหกก้นขวิดที่โรงพยาบาล

วันที่ 6 นอกจากใช้เวลาเดินทางนานแล้ว ยังเจอกับสภาพอากาศ จากติดลบที่เลห์ มาเจออุณหภูมิที่สูงกว่า 40 องศาที่นิวเดลี และบินกลับมาติดลบนอีกครั้งที่แคชเมียร์ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกมีอาการแปลกๆ ในร่างกาย จนนำพาเขามาเจอประสบการณ์ทางการแพทย์ที่น่าขนลุกที่สุด

“ในเย็นวันนั้นผมมีอาการไข้ขึ้นครับ ตัวร้อนและหายใจไม่ออก นอนซมอยู่ที่ห้องไม่ได้ไปกินข้าวจนเพื่อนๆ ติดต่อโรงพยาบาลในละแวกนั้นได้และได้พาผมไปพบแพทย์ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือโรงพยาบาล สภาพโดยทั่วไปเป็นอาคารชั้นเดียววางตามแนวยาว มีกลิ่นอับและดูไม่สะอาดเท่าที่ควร เราเดินตามหาคุณหมออยู่พักหนึ่งก็พบว่าคุณหมอนอนหลับอยู่บนเตียง ในใจผมถามตัวเองว่านี่คือคุณหมอจริงๆ ใช่มั้ย เราจะตายมั้ย คำถามเป็นร้อยเกิดขึ้นในสมองอันรวดเร็ว ใบอนุญาตหรือใบแสดงตนว่าเป็นหมออะไรก็ไม่มี คุณหมอตื่นมาหน้างงๆ และถามสองสามประโยคจากนั้นสั่งพยาบาลให้ฉีดยา พี่พยาบาลก็หน้าตาโหดเอาเรื่องนางเป็นบุรุษพยาบาลครับ คุณพี่พยาบาลบอกผมถอดกางเกงและนอนคว่ำ เชื่อมั้ยครับว่าคนที่นี่เขาฉีดยาไม่มีการทาแอลกอฮอล์ไม่มีบอกหรือพูดอะไร การฉีดยาของเขาคือการเอาเข็มปักลงไปที่ก้นแล้วดันยาเข้าไปในร่างกายแบบไม่ต้องทะนุถนอม อารมณ์ตอนนั้นแบบว่ามันสุดจริงๆ ครับ ฉีดยาเสร็จหมอเรียกเข้าไปที่ห้องพักของคุณหมอแล้วสั่งยาว่าให้ คุณหมอนอนสั่งยาบนเตียงนอนใต้ผ้าห่ม เออก็แปลกดีเกิดมาไม่เคยเห็นและจะจำไปตลอดชีวิตถึงเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ได้มาพบหมอที่นี่ แต่หลังจากที่ฉีดยาได้ 20 นาที อาการป่วยหายเลยครับ โอ้วพระเจ้า อะไรมันจะได้ผลเร็วชะงักขนาดนั้น ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีจะโชคดีที่หายไวหรือว่าโชคร้ายที่เจอโรงพยาบาลน่ากลัว”

 

บิด สโนว์ ไบค์ ซิ่งท้าความเย็น

วันที่ 7 ซื้อตั๋วกระเช้าเคเบิ้ลขึ้นไปที่ยอดเขากุลมาร์ก (Gulmarg) ก็เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ มวลมหามนุษย์อินเดียก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน มีจลาจลเล็กๆ ที่หน้าห้องขายบัตรเพราะคนทะเลาะกันเรื่องต่อแถวซื้อตั๋วนั่งกระเช้า

“คนที่ประเทศนี้เขาไม่เข้าใจคำว่าการต่อแถวนะครับ ฉะนั้นเราโดนเบียดโดนแทรกโดนกระแทกอยู่เสมอ ต่อแถวอยู่ดีๆ แถวหายไปเฉยๆ เราขึ้นกระเช้าไปถึงด้านบนที่ความสูง 14,000 ฟิต ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกพ่อค้าวาณิชชาวอินเดียต่างกรูกันเข้ามาหาพวกเราอย่างกับเสื้อชีตาร์ล่าเหยื่อเพื่อที่จะเสนอขายแพ็กเกจกิจกรรมต่างๆ นานาบนเทือกเขา มาถึงตอนนี้ผมบอกเลยว่าบรรยากาศยิ่งไม่น่าอยู่เลยครับ พวกเขาเข้ามารุมนักท่องเที่ยวและแย่งกันเสนอขายจนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาขายอะไรราคาเท่าไหร่บ้าง เราจึงตัดสินใจทำหน้ามึนๆ และเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด จนเจอ Snow Bike ยานพาหนะสุดเอ็กซ์ตรีมที่พวกเราไม่เคยเห็นลักษณะเหมือนเจ็ตสกีผสมกับล้อที่มีสายพานเหมือนรถถัง หน้าตาแปลกๆ แต่เขาบิดกันมันสุดๆ เราเลยไม่พลาดเพราะปกติเราก็บิดมอเตอร์ไซค์แว๊นกันในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ไม่ผิดหวังครับมันสนุกจริงๆ การได้บิดไปตามพื้นแผ่นหิมะลัดเลาะไปตามเนินเขามันช่างสนุกจริงๆ ครับ คุ้มที่สุดแล้วในบรรดากิจกรรมที่อยู่บนเทือกเขากุลมาร์ก”

 

วันที่แปดที่ผิดแผนไปเสียหมด

จุดต่ำสุดในทริปนี้ก็เกิดขึ้นวันนี้ เซอร์ไพรส์ได้ไม่จบจริงๆ เรื่องเกิดที่ภูเขาที่ชื่อว่า โซนามาร์ก “เราจะขึ้นไปบนเขาเพื่อที่จะเล่นสกีและทำกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติของคนที่มาพักผ่อนที่นี่ แต่เราก็ได้พบพ่อค้าวาณิชจำนวนมากได้เข้ามาเกาะที่รถของเราและพยายามจะเข้ามาในรถเพื่อเสนอขายกิจกรรม น่ากลัวมากพ่อค้าทุกคนดูจริงจังจนเราอึดอัดอยากออกจากพื้นที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะเขามาล้อมรถเราเอาไว้ เราเสียเวลามาหลายชั่วโมงและก็ไม่ได้เล่นสกี เราจึงตัดสินใจกลับไปที่โรงแรม แต่เรื่องเซอร์ไพรส์ยังไม่จบเพราะโรงแรมที่เราจองเอาไว้สร้างยังไม่เสร็จดี ยังไม่ได้ทำความสะอาด ห้องทุกห้องเต็มไปด้วยฝุ่น เศษวัสดุก่อสร้าง คนงานเดินเข้าออกไปมา ประเมินจากสายตาแล้วว่าไม่น่าจะพักได้ เราขอเงินคืนแต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้าของโรงแรมยืนยันว่าสามารถพักได้ เราจึงตัดใจทิ้งห้องพักและเดินทางกลับมาพักที่บ้านเรือที่เดิม สรุปว่าวันนี้ทั้งวันเรายังโชคดีอยู่บ้างที่ได้ไปถ่ายรูปเล่นกันที่ทุ่งดอกมัสตาร์ด ยังไปมีอะไรดีๆ ให้ได้ยิ้มบ้างถึงแม้ว่าทุกคนจะผิดหวังกันสุดๆ ก็ตาม”

เรื่องเลวร้ายของวันที่ 8 ก็ได้ผ่านไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองของแกนโลกจนถึงเช้าวันใหม่…

ความงดงามมีอยู่รายรอบตัว

วันที่ 9 เสียงฝนเป็นนาฬิกาปลุกให้เขาลุกขึ้นไปเสพแสงแห่งวันใหม่ แม้ว่าฟ้าจะสลัวมีฝนปรอยและมีทีท่าจะไม่หยุดตกง่ายๆ แต่บรรยากาศก็งดงามเกินกว่าจะขังตัวเองไว้ในโรงแรม ผลโหวตของสมาชิกจึงออกมาว่า ไปนั่งเรือเล่นในทะเลสาบที่อยู่ใกล้ๆ ที่พักกันเถอะ บรรยากาศคล้ายๆ คลองอัมพวา มีบ้านเรือนผู้คนและได้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำตลอดทั้งสองฝั่งคลอง สายฝนที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคหากมองอีกมุมมันก็ช่วยสร้างให้บรรยากาศ ณ เวลานั้น โรแมนติกขึ้น จนรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อนร่วมทริปเป็นคนรักเสียคงจะดี(ฮา)

 

วันสุดท้าย สัมผัสทัชมาฮาล

วันที่ 10 เข้าชมทัชมาฮาล (Tajmahal) หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรมาเยือนสักครั้ง สุสานแห่งความรักที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนที่สวยที่สุดในโลก

“เราเดินทางไปตามถนนซูเปอร์ไฮเวย์จากนิวเดลีไปที่เมืองอัครา ระหว่างทางได้เห็นการพัฒนาเมืองที่พักอาศัยใหม่ๆ ของอินเดีย มีสนามแข่งรถสำหรับกิจกรรมยามว่างของเศรษฐีเมืองภารต  แต่ห้องน้ำก็เป็นอะไรที่หายากไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร 3 ชั่วโมงผ่านไปเราก็ได้มาเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเรา เป็นอาคารทรงโดมที่วิจิตรบรรจง ใช้ศิลปะหลายๆ แบบเข้ามาผสมผสานกัน และความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ที่จะให้เราเข้าไปชมความสวยงามนั้นก็มีสูงมาก ข้อห้ามหลายๆ อย่างถูกเขียนเอาไว้ทีมเราทำตามกฎทุกอย่างก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกับการเข้ามาชมที่นี่ จะมีก็ตรงที่สภาพอากาศที่สูงจนเกือบ 45 องศาเซลเซียล”

การเดินทางครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง ซึ่งพลศักดิ์ก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะในทุกๆ เส้นทางที่ผ่านเขาได้เสพความสวยจากธรรมชาติที่โลกนี้ได้สรรค์สร้างเอาไว้จนอิ่มใจ ส่วนเรื่องที่แลดูเป็นอุปสรรคทั้งหลายก็เป็นบทเรียน เพราะทุกครั้งที่เขาออกเดินทางเรื่องราวเหตุการณ์ใหม่ๆ นี้แหละ คือสีสันให้ชีวิต แน่นอนว่าการเดินทางไปเป็นหมู่คณะอาจจะมีหลายอารมณ์ หลายความเห็นต่าง ที่อาจเกิดความขัดแย้งจนทำให้ทริปไม่สนุก ทว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางเป็นทีมที่จะพิสูจน์ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และเขาก็ได้คำตอบแล้วว่า มิตรภาพสวยงามเสมอ